Telegram เพิ่มฟีเจอร์เปลี่ยนธีมของแอพและสร้างธีมขึ้นมาเองได้

Telegram ประกาศเพิ่มฟีเจอร์เปลี่ยนธีมของแอพและสามารถสร้างธีมขึ้นมาเองได้ โดยเปิดให้ผู้ใช้ Android ได้ใช้งานก่อน

เมื่ออัพเดตแอพ Telegram for Android เป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว ในเมนู Settings จะมีตัวเลือกเมนูธีมขึ้นมา ซึ่งจะเก็บธีมที่เราดาวน์โหลดหรือธีมที่ปรับแต่งเองไว้ในนี้ การปรับแต่งธีมสามารถเปลี่ยนสีในจุดต่างๆ ของแอพรวมถึงพื้นหลังของแชทจะเปลี่ยนเป็นสีหรือภาพที่ต้องการ เมื่อปรับแต่งเสร็จ สามารถบันทึกและตั้งชื่อให้กับธีมได้

และแน่นอนว่า Telegram เป็น open platform จึงเปิดให้ผู้ใช้นำธีมที่สร้างขึ้นเองแจกจ่ายใช้งานกันได้ฟรีๆ รวมไปถึงมีบอท @AndroidThemes ที่จะนำธีมมาแจกให้ใช้งานฟรีตลอดเวลา ส่วนผู้ใช้ iOS ทีมงานบอกว่ากำลังพัฒนาอยู่และจะปล่อยให้ใช้งานเร็วๆ นี้

ที่มา : Telegram

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/90286

Advertisements

สำรวจตลาดแรงงานไทย: ปัญหาการบริหารงานคน ที่องค์กรไทยกำลังเผชิญ (2)

Brand Inside นำเสนอเรื่องการบริหารงานคน หรือ HR ตอนแรกพูดถึง 5 ปัจจัยระดับโลกที่เปลี่ยนแปลง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อไทยด้วย ครั้งนี้คือบทความตอนที่ 2 ที่ลงมาเน้นในไทยว่า อะไรคือปัญหาด้านการบริหารงานคน ที่องค์กรไทยกำลังเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้

ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผอ.หลักสูตรการบริหารงานบุคคล แห่งสถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า จาก 5 ปัจจัยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เกิดความท้าทายขึ้นในตลาดแรงงาน ที่งาน HR ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ และเตรียมแผนการรับมือ ซึ่งบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แบ่งได้ดังนี้


ภาพจาก pixabay.com

จับกระแสความท้าทายงานบริหารคนยุคใหม่

1. แรงงานอายุน้อยเข้ามาในตลาดน้อยลง – กลายเป็นเรื่องปกติเมื่อเด็กเกิดใหม่น้อยลง แรงงานอายุน้อยที่เข้ามาในตลาดก็น้อยลง คาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นไป ทำให้ยุคนี้กลายเป็นยุคของลูกจ้าง ที่สามารถเลือกงานได้ ขณะที่นายจ้างสิทธิ์ในการเลือกน้อยลง ทางแก้หนึ่งคือ การวางแผนพัฒนาคนร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อให้แรงงานพร้อมใช้ ขณะเดียวกันแรงงานสูงอายุจะมากขึ้น องค์กรต้องเตรียมพร้อมเรื่อง ความแข็งแรงด้านร่างกายและการรักษาสุขภาพที่อาจเพิ่มขึ้น

2. ขาดการสร้างภาวะผู้นำที่ต่อเนื่อง – นี่คือปัญหาการบริหารคนของ HR ในไทย แสดงให้เห็นว่า ไทยไม่เก่งเรื่องพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำ สะท้อนถึงระบบการศึกษาที่มีปัญหา ใช้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และไร้ทิศทางในการพัฒนาคนที่ชัดเจน เห็นได้ชัดทั้งระดับประเทศ และในหลายองค์กร ที่ไม่รู้ว่าจะพัฒนาคนไปในทิศทางใด

3. ขาดแคลนแรงงานทั้งปริมาณและคุณภาพ – จากการสำรวจคุณภาพแรงงานไทย พบว่า คนไทยมีความสามารถในระดับกลางๆ สะท้อนถึงปัญหาที่สะสมมาหลายปี เห็นได้จากบริษัทขนาดใหญ่ต้องใช้หัวหน้าหรือผู้บริหารจากต่างประเทศ ส่วนแรงงานระดับล่างมาจากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน

4. องค์กรไม่ดึงดูดแรงงานที่มีความสามารถ – เมื่อแรงงานคุณภาพมีน้อย สิ่งที่ตามมาคือ องค์กรไม่สามารถดึงดูดใจให้แรงงานที่มีความสามารถให้มาสมัคงาน หรือไม่สามารถรักษาไว้กับองค์กรได้ เพราะการบริหารคนไม่ทันสมัย องค์กรไม่ปรับเปลี่ยนให้ทัน ไม่มีความท้าทายให้กับพนักงาน

5. อัตราการลาออกสูง – ไทยมีอัตราการลาออก (Turn Over) ประมาณ 17% ถือว่าอยู่ในระดับสูงอันดับต้นๆ ของโลก อย่างที่บอกว่าตลาดแรงงานอยู่ในมือของลูกจ้างที่มีทางเลือกมากกว่า ความคิดย้ายงานเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานที่ใหม่ เป้าหมายคือการเพิ่มเงินเดือนให้มากขึ้น เพราะรู้ว่าองค์กรต่างๆ พร้อมจะซื้อตัวอยู่แล้ว


ภาพจาก pixabay.com

องค์กรใหญ่เร่งปรับตัว องค์กรเล็กเร่งศึกษา

ดร.ศิริยุพา บอกว่า การปรับตัวด้านบริหารงานคน ต้องบอกว่าองค์กรใหญ่ค่อนข้างตื่นตัวมาก ตัวอย่างองค์กรในไทยที่มีงานบริหารคนที่ดี เช่น SCG, PTT, AIS ซึ่งจากภาพรวมแล้วจะพบอุปสรรคอย่างหนึ่งคือ หาคนที่ทำงานด้านบริหารงานคน ได้ยาก เป็นสิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องเร่งหาตัวผู้บริหารให้ได้

ขณะที่องค์กรเล็กๆ ระดับ SME ในไทยซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้มากนัก ส่วนใหญ่เจ้าของกิจการจะดูแลเรื่องนี้เอง เพราะคิดว่างาน HR เป็นเรื่องของ admin แต่ก็มีเจ้าของกิจการรุ่นใหม่ เริ่มสนใจและศึกษาเรื่องนี้มากขึ้น ทางออกคือต้องมาเข้าการอบรม พัฒนาตัวเอง นอกจากเรื่องการบริหารธุรกิจ การจัดการ การตลาดแล้ว เรื่องบริหารคน คืออีกเรื่องที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hr-thai-transform-2/

เปิดตัว Honor 8 Lite สมาร์ทโฟนระดับกลาง มาพร้อมจอ 5.2 นิ้ว Full HD, ขิป Kirin 655 และรัน Android 7.0 Nougat

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีภาพเรนเดอร์ของ Honor 8 Lite โผล่บนเว็บสื่อออนไลน์ในประเทศฟินแลนด์เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด Honor บริษัทย่อยของ Huawei ได้เปิดตัว Honor 8 Lite สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นน้องเล็กของ Honor 8 ที่ประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้ว

Honor-8-Lite1-768x872

สเปก Honor 8 Lite โดดเด่นด้วยตัวเครื่องที่เคลือบด้วยกระจกถึง 12 ชั้นที่ดูพรีเมี่ยมมากๆ ด้วยขนาด 147.2 x 72.94 x 7.6 มม. และน้ำหนัก 147 กรัม หน้าจอแสดงผลเป็นจอขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1080 พิกเซล ครอบทับด้วยกระจกขอบโค้ง 2.5D  ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ Octa Core 64-bit โดยใช้ชิปเฃ็ท Kirin 655 (Honor 8 ใช้ชิปเซ็ท Kirin 950), RAM 3GB/4GB, หน่วยความจำภายใน 32GB/64GB เพิ่มได้ด้วย microSD Card  สูงุด 128GB และรันบนระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ครอบทับด้วย EMUI 5.0

Honor-8-Lite5-768x872

นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช LED และรูรับแสง f/2.2 ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8 พิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง 77 องศา และสามารถใช้แสงจากหน้าจอช่วยในการถ่ายที่มีแสงน้อยยได้ รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE และใช้แบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh

169421db1e912b0c59b1faeac34add991a

ทั้งนี้ตัวเครื่อง Honor 8 Lite มีให้เลือก 4 สีด้วยกันคือ สีดำ Midnight Black, สีทอง Streamer Gold, สีฟ้า Sea Blue และสีขาว Pearl White ส่วนราคานั้นเริ่มต้นที่ 1,099 หยวนหรือประมาณ 5,495 บาท สำหรับรุ่น RAM 3GB. หน่วยความจำภายใน 32GB, ราคา 1,399 หยวนหรือประมาณ 6,995 บาท สำหรับรุ่น RAM 4GB, หน่วยความจำภายใน 32GB และราคา 1,599 หยวนหรือประมาณ 7.995 บาท สำหรับรุ่น RAM 4GB, หน่วยความจำภายใน 64GB และจะเริ่มวางจำหน่ายที่ประเทศจีนในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ เวลา 10.08 น.เป็นต้นไป

ที่มา : Gizmochina

from:http://mobileocta.com/honor-8-lite-launched-with-a-5-2-inch-lcd-full-hd-sighted-the-kirin-655-and-runs-android-7-0-nougat/

ศาสตร์และศิลป์ในการใช้โซเชียลมีเดียทำโฆษณาจากสองกูรู “กรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์-มัชชุรินทร์ เข้มแข็ง”

คุณมัชชุรินทร์ เข้มแข็ง (ซ้าย) จาก Syndacast คุณกรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์ จาก Gottimize

การทำแคมเปญโฆษณาบนโซเชียลมีเดียอาจเป็นยาขมสำหรับใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับสองสาวผู้เชี่ยวชาญอย่าง “คุณกรณิการ์ นิวัติศัยวงศ์” จาก Gottimize และ “คุณมัชชุรินทร์ เข้มแข็ง” จาก Syndacast ซึ่งวันนี้ ทั้งสองท่านจะมาบอกเล่าเคล็ดลับดี ๆ สำหรับนักการตลาดในประเด็นเกี่ยวกับศาสตร์และศิลป์ในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อการทำการตลาดให้สัมฤทธิผลผ่านงานสัมมนา Revolutionizing your digital marketing 2017  ในหัวข้อ The art of social advertising : From strategy to optimization and measurement ซึ่งจัดโดย Computerlogy ได้อย่างยิ่งใหญ่  ซึ่งทีมงาน ขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

1. แบรนด์ต้องรู้จัก status ตัวเอง

ในจุดนี้ คุณกรณิการ์ เผยถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ที่ผ่านมาเราใช้ Facebook ฟรีกันจนชิน จนมาถึงจุดที่ Facebook มียูสเซอร์จำนวนเยอะมาก  ดังนั้นในฐานะแบรนด์ เมื่อต้องใช้ Paid media ก็ต้องใช้อย่างฉลาด

ขณะที่คุณเชอรี่ – มัชชุรินทร์ เสริมว่าการจะบาลานซ์มีเดียทั้งแบบ paid – own – earn อย่างไรนั้น ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าตัวเองเป็นแบรนด์แบบไหน ถ้าเป็นแบรนด์ที่คนไม่ค่อยรู้จัก แน่นอนว่า เราต้องให้ความสำคัญกับตัวที่เป็น Own กับ paid ก่อน เราจะใช้ paid เพื่อเอาดาต้าของคนที่ Reach  เข้ามาเพื่อมาเรียนรู้ว่า Own จะปรับไปในทิศทางไหน ตัว Paid จะเหมาะ แต่ถ้าเป็นแบรนด์ที่เปิดมานานแล้ว เป็นที่รู้จักแล้ว paid อาจไม่ใช่พ้อยต์แรก อาจจะเป็น earn กับ own มากกว่า เพราะคอนซูเมอร์จะไม่ค่อยฟังแบรนด์แล้ว แต่จะฟังคนที่เคยใช้สินค้ามาก่อน มีประสบการณ์มาก่อนมากกว่า

2. ต้องสร้างอิมแพค

“ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์คือยอดขาย ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะบอกลูกค้าเสมอว่า ทำแล้วต้องได้ impact ต้องได้ยอดขายกลับมา” คุณกรณิการ์กล่าว พร้อมเสริมว่า เสน่ห์ของ Paid media บน Social media อยู่ที่เราสามารถ track ไปได้จนถึงจบว่าทำให้คนไปซื้อได้จริงหรือไม่ ถึงแม้จะไม่ 100% ก็ตาม ในขณะที่ยุคก่อนนั้นไม่สามารถ track ข้อมูลใด ๆ ได้เลย

ตอนนีต้องบอกว่า แอดจะเยอะ ใคร ๆ ก็ทำแอด คือเราต้องทำคอนเทนต์แบบมี Strategy ว่าเราไม่ได้เน้นขายแบบฮาร์ดเซลล์นะ เราจะต้องเป็นแอดที่เหมือนเป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้กับลูกค้ามากขึ้น

3. ต้องบอกลูกค้าให้อดทนและใจเย็น

ในข้อนี้ ทั้งคุณเชอรี่และคุณกรณิการ์มองไปในทิศทางเดียวกันคือการฝากไปถึงแบรนด์ว่าควรอดทนต่อความกดดันในช่วงแรก ๆ ของการรันโฆษณาให้ได้ ซึ่งการจะประเมินได้ว่า แคมเปญนี้คุ้มหรือไม่อาจใช้เวลาคร่าว ๆ ประมาณ 7 วัน หรือการให้ได้คลิกถึงจำนวนหนึ่ง (คุณกรณิการ์สมมติตัวเลขว่าที่ 100 คลิก)

“การรอทำให้รู้ว่า แคมเปญนั้นเวิร์กหรือไม่เวิร์ก แต่ก็จะมีลูกค้าบางเจ้าที่ไม่เข้าใจ ซึ่งเราก็จะบอกไปว่า ขอให้ใจเย็น ๆ นิดนึง ถ้าเราไม่รอจนถึงวันนั้น คุณจะไม่ได้อะไรเลยจากเงินที่เสียไป”

มากไปกว่านั้น เครื่องมือยุคใหม่ที่บล็อกการแสดงผลโฆษณาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องหาทางหลบเลี่ยง โดยคุณเชอรี่แนะนำว่า ควรจะทำ Content Strategy ว่าเราไม่ได้เน้นขายแบบฮาร์ดเซลล์ เราต้องเป็นโฆษณาที่เหมือนเป็นที่ปรึกษา ให้ความรู้กับลูกค้าแทนจะดีกว่านั่นเอง

4. รับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ได้

ข้อนี้ คุณกรณิการ์เผยว่า นักการตลาดและแบรนด์ต้องรู้รอบ เอเจนซี่ต้องรู้ลึก และสุดท้ายต้องสามารถหาช่องทางใหม่ ๆ ได้ตลอด เพราะสุดท้าย แบรนด์ก็ถูกมัดด้วยยอดขาย ความท้าทายของทุกวันนี้คือแชนแนลมันเยอะ การหาตัวช่วยเป็นคนเจนวายก็เป็นทางเลือกที่ดี  การทำงานกับคนเจนวายไม่ยาก ต้องให้พื้นที่เขา อย่าไปจุกจิกมาก เด็กกลุ่มนี้จะช่วยเราได้เยอะ

ขณะที่คุณเชอรี่เสริมว่า “เด็กเจนวายมี Mindset ที่พร้อมเรียนรู้เครื่องมือใหม่ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งเหมาะกับโลกโซเชียลมีเดียที่มีช่องทางต่าง ๆ ให้ใช้มากมาย ซึ่งการทำงานกับคนเจนวายนั้นไม่ยาก แต่เราต้องให้เขาได้แสดงความคิดเห็น มีการฝึกอบรม มีการแชร์กันตลอด ทีมเวิร์กก็สำคัญ เพราะโลกออนไลน์มีแพลตฟอร์มเยอะมาก”

นอกจากมุมมองในการทำโฆษณาบนโซเชียลมีเดียแล้ว สองสาวแกร่งยังเผยถึงเทรนด์ของสื่อโฆษณาในปี 2017 – 2018 ด้วยว่าสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอาจเป็นดังต่อไปนี้

1. ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาออนไลน์จะสูงขึ้น และแบรนด์จะเน้น Performance มากขึ้น

2. ลูกค้าจะรู้จักตัวเองมากขึ้น และเริ่มรู้ว่าตนเองต้องการอะไร คือมีความเฉพาะตัวมากขึ้น

3. Google และ Facebook จะฉลาดมากขึ้น

4. Mobile จะกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญมากขึ้น การ Payment ต่าง ๆ ที่เกิดบน Mobile นั้นจะเกิดแบบ Seamless มากขึ้น

5. สื่อไทยจะจางหายไปเรื่อย ๆ คนดูจะเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้น จากที่เคยดู ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ฯลฯ ก็จะเปลี่ยนมาดูแบบ Live จะมากขึ้น หรือรายการทีวีก็สามารถมาดูย้อนหลังบน YouTube ได้

ซึ่งในจุดนี้คุณกรณิการ์กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ทุกวันนี้ คนดูรายการทีวีน้อยลง แต่กลับไปดูรีรันบน YouTube มากขึ้น คนดู Live บน Facebook เยอะขึ้นมากกว่าจะมาดูรายการสด เพราะมันเป็นช่องทางใหม่ มันตื่นเต้นกว่า นักการตลาดเองก็อยากทำบนช่องทางใหม่ ๆ ในฐานะที่เป็นเอเจนซี่ ชีวิตเคยพยายามมาตลอดเพื่อที่จะ Shift เงิน 2% บนออนไลน์ให้กลายเป็น 50% วันนี้มันใกล้เคียงมากแล้ว แต่ก็เสียใจตรงที่ สุดท้ายแล้วเงินที่เราเคยหมุนเวียนอยู่ในประเทศ วันนี้กำลังไหลออกไปอยู่ต่างประเทศหมดแล้วนั่นเอง”

 

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/art-of-social-media-advertising-computerlogy/

พบช่องโหว่ FTP Protocol Injection บน Python และ Java ใช้บายพาส Firewall ได้

Alexander Klink และ Timothy Morgan นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่บนภาษา Java และ Python ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถบายพาส Firewall ไม่ว่าจะเป็น Cisco หรือ Palo Alto Networks ได้ผ่านทางการแทรกคำสั่งแปลกปลอมเข้าไปยังคำร้องขอเชื่อมต่อ FTP ได้


Credit: Smit/ShutterStock

ช่องโหว่ Protocol Injection บน FTP URL

ช่องโหว่นี้มีสาเหตุมาจากการจัดการลิงค์ FTP ของ Python (ผ่านทางไลบรารี่ urllib2 บน Python 2 และไลบรารี่ urllib บน Python 3) และ Java (ผ่านทาง XML eXternal Entity: XXE) ซึ่งไม่มีการตรวจสอบ Syntax ของพารามิเตอร์ Username ที่ดีพอ เมื่อแฮ็คเกอร์แทรกตัวอักษรสำหรับขึ้นบรรทัดใหม่ (CR และ LF) เข้าไปยังส่วน Username บน FTP URL จะทำให้โค้ด Java และ Python นึกว่าบางส่วนของ URL เป็นคำสั่งใหม่ แล้วดำเนินการตามคำสั่งนั้น Klink เรียกช่องโหว่ที่เกิดขึ้นนี้ว่า “Protocol Injection”

สัปดาห์ที่ผ่านมา Klink ได้สาธิตการโจมตีด้วยการส่งอีเมล (อย่างไม่มีสิทธิ์) โดยใช้โปรโตคอล SMTP ผ่านทางการเชื่อมต่อ FTP ถึงแม้ว่าการเชื่อมต่อ FTP จะล้มเหลว แต่อีเมลยังคงสามารถส่งออกไปได้เนื่องจาก FTP Server ไม่ได้ทำการตรวจสอบ Carriage Return (CR) และ Line Feed (LF) บนพารามิเตอร์ Username ดังที่แสดงให้เห็นในรูปด้านล่าง

ดูรายละเอียดการสาธิตได้ที่: https://shiftordie.de/blog/2017/02/18/smtp-over-xxe/

ใช้บายพาสอุปกรณ์ Firewall ได้

อย่างไรก็ตาม 2 วันหลังจากนั้น Timothy Morgan นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยอีกท่านจาก Blindspot Security ก็ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่ดังกล่าว โดยแสดงให้เห็นว่า ช่องโหว่การจัดการ FTP URL นี้สามารถนำไปใช้บายพาสอุปกรณ์ Firewall ได้

Morgan ระบุว่าช่องโหว่ FTP Protocol Injection สามารถนำไปใช้ร่วมกับ Classic Mode FTP เพื่อหลอก Firewall ให้ยอมรับการเชื่อมต่อ TCP จากเว็บ ไปยังระบบที่มีช่องโหว่โดยใช้พอร์ตหมายเลขสูงๆ ตั้งแต่ 1024 – 65535 ได้

Classic Mode FTP เป็นกลไกการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง FTP Client และ FTP Server แบบเก่าซึ่งถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่มีความมั่นคงปลอดภัย ปัจจุบันนี้การเชื่อม FTP จะใช้ Passive Mode FTP ที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูงกว่า อย่างไรก็ตาม Firewall ส่วนใหญ่ที่ใช้งานกันอยู่ในขณะนี้ยังคงรองรับการเชื่อมต่อแบบ Classic Mode FTP ส่งผลให้แฮ็คเกอร์สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ FTP Protocol Injection เพื่อเริ่มการเชื่อมต่อแบบ Classic Mode FTP แล้วบายพาส Firewall ไปยังเป้าหมายที่อยู่ด้านหลังได้ทันที

Firewall จาก Cisco และ Palo Alto Networks ก็ไม่รอด

Morgan ระบุว่า เขาประสบความสำเร็จในการทดสอบโจมตีอุปกรณ์ Firewall ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Linux รวมไปถึง Firewall ชื่อดังอย่าง Cisco ASA และ Palo Alto Networks ด้วย และเขาเชื่อว่า Firewall ยี่ห้ออื่นๆ ในตลาดส่วนใหญ่ก็น่าจะถูกบายพาสโดยใช้ช่องโหว่นี้ได้ด้วยเช่นกัน

Morgan เคยรายงานเรื่องช่องโหว่ FTP Protocol Injection นี้ไปยังทีม Python เมื่อเดือนมกราคม 2016 และ Oracle เดือนพฤศจิกายน 2016 แต่ทั้งสองบริษัทกลับไม่ได้ออกแพทช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่แต่อย่างใด ถึงแม้ว่า Morgan จะพร้อม PoC การบายพาส Firewall แต่เขาจะยังไม่เปิดเผยออกสู่สาธารณะจนกว่าทางทีม Python และ Oracle จะทำการอัปเดตแพทช์

ระหว่างนี้ Morgan แนะนำให้ผู้ใช้ยกเลิกการใช้ Java ทั้งบนเครื่องและบนเบราเซอร์ รวมไปถึงยกเลิกการใช้ Classic Mode FTP บนอุปกรณ์​ Firewall และหันไปใช้ Passive Mode FTP แทน

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/02/python-java-ftp-protocol-injection.html และ https://www.bleepingcomputer.com/news/security/java-and-python-contain-security-flaws-that-allow-attackers-to-bypass-firewalls/

from:https://www.techtalkthai.com/ftp-protocol-injection-in-python-java/

Alipay ผนึก KakaoPay จะอยู่ที่ไหนก็จ่ายเงินผ่านกันได้ โมเดลเดียวกับ TrueMoney

อาณาจักรของ Jack Ma ยังขยายอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็มาลงที่เกาหลี หลังจาก Ant Financial Service Group กลุ่มธุรกิจบริการทางการเงินของ Alibaba เข้ามาเชื่อมต่อระบบ KakaoPay ของเกาหลีแล้ว

เชื่อมต่อระบบสร้างจับจ่ายไร้พรมแดน

ถือเป็นอีกวิธีการทำธุรกิจของกลุ่ม Alibaba ที่เข้าไปจับมือกับกับผู้แข็งแกร่งในโลกธุรกิจออนไลน์ในประเทศต่างๆ และตอนนี้ก็ถึงคราว Internet Company จากเกาหลีใต้กันบ้าง หลังจาก Kakao Corp. บรรลุข้อตกลงในการเชื่อมต่อระบบชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ (Mobile Payment) ของบริษัทภายใต้ชื่อ KakaoPay กับ Alipay ของกลุ่ม Alibaba โดยการเชื่อมต่อครั้งนี้ทาง KakaoPay ได้รับเงินสนับสนุนจากยักษ์ E-Commerce แดนมังกรถึง 200 ล้านดอลลาร์ หรือราว 7,000 ล้านบาท

สำหรับการเชื่อมต่อระบบครั้งนี้ทำให้ผู้ใช้บริการ KakaoPay จำนวน 14 ล้านราย และผู้ใช้บริการ Alipay กว่า 400 ล้านราย สามารถชำระเงินข้ามระบบกันได้ทั้งบนโลก Online และ Offline ซึ่งการทำแบบนี้จะมีประโยชน์กับนักท่องเที่ยว และผู้ที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นประจำ เพราะจุดชำระเงินทั้งในจีน และเกาหลีใต้ ต่างสามารถรับชำระเงินได้ด้วยบริการทางการเงินทั้งสองแบรนด์นี้แล้ว หรือถ้าเล่าง่ายๆ คือคนใช้ KakaoPay ก็จ่ายที่จุดรับชำระ Alipay ได้ และ Alipay ก็จ่ายที่จุดรับชำระ KakaoPay ได้เช่นกัน แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเมื่อ KakaoPay แยกตัวออกมาจากบริษัทหลักในเดือนเม.ย. นี้ก่อน

ทั้งนี้เหตุที่ Alipay เลือกวิธีเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับผู้ให้บริการท้องถิ่น แทนที่จะเข้าไปให้บริการเอง เพราะกว่าจะได้ใบอนุญาตให้บริการในเกาหลีใต้นั้นค่อนข้างยาก และทุกบริการต้องผูกกับบัญชีธนาคารท้องถิ่นอีกด้วย ซึ่งถ้าจำกันได้เหตุการณ์นี้ก็เคยเกิดกับผู้เล่นในประเทศไทยมาแล้ว เนื่องจากปลายปีก่อน Truemoney ได้เซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์กับ Ant Financial Service Group และให้ทางนั้นเข้ามาถือหุ้นในบริษัทอีก 20% ซึ่งคงเดาได้ไม่ยากว่า หลังจากนี้รูปแบบธุรกิจจะเป็นอย่างไร

อ้างอิง // KakaoPay partners with Alipay for cross-use of mobile payment system

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alipay-kakao-partner/

Apple Watch Series 3 จะใช้แผงจอสัอสัมผัสใหม่ เริ่มสู่กระบวนการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง

apple-watch-3

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมเผย Apple Watch Series 3 จะใช้แผงจอสัมผัสใหม่แบบ glass-film แทนที่ touch-on-lens ที่ใช้ในรุ่นปัจจุบัน และคาดว่าจะเริ่มต้นกระบวนการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง ตามรายงานของ DigiTimes แหล่งข่าวจากไต้หวัน

รายงานล่าสุดนี้ยังสอดคล้องกับข่าวจากประเทศจีนเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งอ้างว่า Apple Watch Series 3 จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 3 ปี 2017 มาพร้อมแบตเตอรี่ที่มีความจุเพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานดียิ่งขึ้น

ขณะที่ Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์จาก KGI Securities เชื่อว่า Apple Watch รุ่นใหม่จะรองรับเครือข่าย LTE และยังมีรายงานจากปีที่แล้วว่า Apple Watch รุ่นใหม่ จะใช้จอแสดงผล Micro-LED แทนที่ OLED ซึ่งจะมีขนาดบางลง เบากว่าเดิม แต่ให้ความละเอียดสูงขึ้น

Apple ยังมีสิทธิบัตรเกี่ยวกับ Apple Watch ที่ถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ โดยมีแนวคิดติดตั้งระบบ Haptic Feedback ให้กับสายนาฬิกา รวมถึงฝังอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่ Apple Watch ไว้ในสายนาฬิกา และเพิ่มฟีเจอร์เกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกาย

แต่ก่อนที่ Apple Watch รุ่นใหม่จะได้รับการเปิดตัว เราอาจจะเห็น Apple เปิดตัว iPad รุ่นใหม่ในเดือนหน้า และบางที Apple Watch Series 3 อาจเปิดตัวพร้อมกับ iPhone 8 ในเดือนกันยายน

ที่มา – MacRumors

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=174853

Advertisements

for feed app only