สรุปการบรรยายว่าด้วย GDPR กับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ

หลังจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของยุโรปที่รู้จักกันในนาม GDPR (General Data Protection Regulation) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลายบริษัทยังคงประเมินอยู่ว่าจำเป็นที่จะต้องทำหรือไม่ (อ่านข้อมูลสรุปและทำความเข้าใจได้ที่นี่) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่ครอบคลุมไปถึงสถานพยาบาลต่างๆ ด้วย

วันนี้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปี พ.ศ.2561 (BDMS Academic Annual Meetings 2018) มีการบรรยายในประเด็นของ GDPR ที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลในอุตสาหกรรม โดยคุณวรรณวิทย์ อาขุบุตร อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท Privy Consulting ผมจึงขอนำเสนอสรุปการบรรยายดังกล่าวให้ทุกท่านครับ

No Description
คุณวรรณวิทย์ อาขุบุตร

GDPR และความยุ่งเหยิงในการใช้งาน

คุณวรรณวิทย์อธิบายว่า GDPR จริงๆ เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลหลักเพียง 2 ประการ คือ

  1. ทำให้เกิดระบบของข้อมูลและการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่สอดรับกับระบบตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU Single Market)
  2. เป็นหนึ่งในความพยายามป้องกันความลำเอียงทางอัลกอริทึม (algorithmic bias) ผ่านการจัดการข้อมูล

หลักการของกฎหมายนี้มีความแตกต่างจากกฎหมายตัวอื่นตรงที่เน้นการห้ามทำทุกอย่าง ยกเว้นจะกระทำในสิ่งที่อนุญาตในกฎหมาย ซึ่งคุณวรรณวิทย์ตั้งข้อสังเกตว่า ปกติแล้วในยุโรปจะไม่มีการออกกฎหมายลักษณะนี้ผิดกับในประเทศแถบเอเชียที่เน้นออกกฎหมายลักษณะนี้

นอกจากนั้นแล้ว กฎหมาย GDPR ยังเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเสียผลประโยชนทุกฝ่าย (mutually disadvantage) คือไม่มีใครในระบบที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ ทุกอย่างสร้างภาระและความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ผู้ควบคุมข้อมูล เจ้าของข้อมูล หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือแม้กระทั่งหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐ

ในทางธุรกิจ GDPR นำมาสู่ความเสี่ยงในเรื่องชื่อเสียง (reputational risk) ซึ่งส่งผลไปถึงความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์ด้วย หลายบริษัทในต่างประเทศเริ่มเขียนงบการเงินตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของ GDPR และมีบางกรณีที่เริ่มถูกปรับไปบ้างแล้ว ตามกฎหมายแล้วยอดสูงสุดคือ 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ทั้งปี (แล้วแต่ว่าอันไหนสูงกว่า)

ไม่ใช่แต่เพียงความเสี่ยงอย่างเดียว แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวมีลักษณะเหนือเขตแดน (extra-territorial) หรือถ้ากล่าวให้ชัดคือมีลักษณะเป็น “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ที่บังคับใช้กับคนที่อยู่ในยุโรป (a person in EU) นั่นก็แปลว่าหากตีความอย่างเคร่งครัด คนที่ถือสัญชาติไทย แต่ไปเรียนหรือใช้ชีวิตในยุโรป ก็ถือว่าครอบคลุมและอยู่ในบังคับใช้ของกฎหมายนี้ด้วย

No Description

สำหรับโรงพยาบาล สถานประกอบการในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ แม้กฎหมายฉบับนี้จะดูไกลตัว แต่อันที่จริงแล้วก็มีเรื่องที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ในเชิงสถานที่ตั้งของบริษัท ก็มีผลกับการถูกบังคับใช้ของกฎหมายหากมีการประมวลผลข้อมูล มีการเก็บชุดข้อมูล (dataset) มากกว่า 5 พันรายการ และเก็บข้อมูลนานกว่า 12 เดือน ล้วนแล้วแต่เข้าเกณฑ์นี้หมด

นอกจากนั้นแล้ว การประมวลผลข้อมูลบัตรเครดิตและประกันสุขภาพต่างๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมและธุรกรรมที่ GDPR มีส่วนและบทบาทอยู่ในนั้นด้วย ดังนั้นแล้วสถานพยาบาลต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่สามารถหลีกหนีไปจากกฎหมายดังกล่าวของสหภาพยุโรปได้อย่างแน่นอน

No Description

สาเหตุที่กล่าวเช่นนี้ เพราะข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก มักจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลคนไข้ผู้ป่วย ถึงแม้ว่าในเชิงการรักษาผู้ป่วยจำเป็นจะต้องยินยอมให้แพทย์และพยาบาล เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เพื่อการรักษา แต่การจัดเก็บและวิธีการจัดการข้อมูลเหล่านี้ คือสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะขอบเขตของข้อมูลตามกฎหมายนี้ ไม่ใช่แค่เลขรหัสประจำตัวประชาชน บัตรเครดิต หรือเลขเวชระเบียนแต่เพียงอย่างเดียว ยังครอบคลุมไปถึงข้อมูลในแบบอื่นๆ ด้วย

No Description

GDPR ยังกำหนดเรื่องของการส่งข้อมูลออกไปนอกสหภาพยุโรปและเขตเศรษฐกิจยุโรปด้วย โดยห้ามส่งออก (ตามมาตรา 44 ของกฎหมาย) ยกเว้นประเทศปลายทางจะพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันข้อมูลที่เพียงพอ โดยในปัจจุบันมีประเทศและเขตการปกครองที่อยู่ในรายชื่อนี้ (whitelisted jurisdiction) จำนวนหนึ่ง คือ Canada, Andorra, Jersey, Guernsey, Faeroe Islands, the Isle of Man, Andorra, Switzerland, Uruguay, Argentina, Israel และ New Zealand โดยในปีหน้าจะมีการประกาศให้ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในประเทศและเขตการปกครองเหล่านี้ด้วย

การกำหนดเหล่านี้สร้างความปวดหัวและวุ่นวายกับหลายบริษัท ที่ยังไม่เข้าใจกับ GDPR อย่างถ่องแท้ และทำให้มีปัญหาในการปรับตัวกับกฎหมาย นำมาสู่ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงโดยทางอ้อมนั่นเอง

กฎหมาย GDPR ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานพยาบาล

คุณวรรณวิทย์ ชี้ให้เห็นว่า GDPR (หรือ Regulation (EU) 2016/679) มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายประการของสหภาพยุโรป โดยทั่วไปสิ่งที่เราจะเห็นคือในส่วนบทนำ (Recital) ที่ 35 ซึ่งกำหนดกฎหมายโดยตรงเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ, 53 ที่กำหนดเรื่องของการประมวลผลข้อมูลละเอียดอ่อน (sensitive data) ในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ, 54 กำหนดเรื่องของการประมวลผลข้อมูลละเอียดอ่อนในด้านสาธารณสุข และ 96 เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลในด้านสุขภาพ

No Description

นอกจากกฎหมายด้านบนเหล่านั้นแล้ว ยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่อยู่ลึกลงไปอีกและเกี่ยวพันกับ GDPR ไม่ว่าจะเป็นกรอบของการตีความ (Framework of interpretation) หรือข้อกำหนดและบ่งชี้ (Directive) อื่นๆ ของสหภาพยุโรป ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวพันกับกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น ความซับซ้อนของกฎหมายฉบับนี้ทำให้การทำงานทั้งในเชิงนโยบายและระดับปฏิบัติมีปัญหาทั้งสิ้น

No Description
กฎหมายและข้อกำหนด รวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ GDPR

แนวทางในการปรับตัวขององค์กร

เมื่อกฎหมาย GDPR มีผลกระทบเช่นนี้ ในฝั่งขององค์กรจะปรับตัวอย่างไรได้บ้าง? คุณวรรณวิทย์เสนอว่าในฝั่งองค์กรเอง จะต้องมีตัวเล่นที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฝ่าย คือ

  1. ฝ่ายกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนะนำด้านความเป็นส่วนตัว (privacy)
  2. ฝ่ายกฎหมาย
  3. ฝ่ายไอทีและที่ปรึกษาด้านข้อมูล

No Description

สามฝ่ายนี้จะนำมาสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไปตามความชำนาญของแต่ละฝ่าย นำมาสู่ปัญหาภายในองค์กรเวลาต้องการกำหนดแนวทางและนโยบาย (การมานั่งเปิดแต่กฎหมายแล้วนั่งเช็ค compliance list คงไม่ดีแน่นอน) ซึ่งหนทางหนึ่งคือการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วม (working group) ภายในองค์กรเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวนี้

ในกระบวนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขั้นตอนเริ่มต้นจะต้องเป็นการปรับเปลี่ยนในเชิงองค์กร (organization measures) สูงถึง 80% ส่วนเรื่องทางเทคนิคจะมีเพียง 20% แต่พอเข้าถึงช่วงเริ่มใช้งานจริง สัดส่วนนี้จะกลับด้านกัน และจะกลับสู่สภาพสมดุลที่ฝั่งละ 50% เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้ว

มองอนาคตถึง GDPR และผลกระทบ

ท้ายที่สุด คุณวรรณวิทย์ทิ้งท้ายว่า สำหรับประเทศไทยเอง ความพยายามในการทำให้กฎหมายและระเบียบสอดคล้องกับ GDPR เป็นสิ่งสำคัญ แต่ยังคงมีงานอื่นๆ ที่ท้ายทายเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะในฝั่งภาครัฐเองที่ต้องออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับต่างประเทศ หรือภาคเอกชนที่จะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

ในธุรกิจการแพทย์และสุภาพ ทุกวันนี้หลายคนยังมุ่งเน้นการทำตามมาตรฐาน HIPAA (Health Insurance Portability and Accountability Act) ซึ่งเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องของการให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

หากอนาคตทุกธุรกรรมหรือการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้ป่วย จะต้องไปดำเนินการที่ต่างประเทศ แทนที่จะเป็นในประเทศไทย ย่อมเสียบเปรียบของโอกาสในเชิงธุรกิจแน่นอน ยังไม่นับถึงความเสี่ยงจำนวนมากที่จะตามมา การปรับองค์กรให้สอดคล้องกับกฎหมาย GDPR จึงสำคัญ และนั่นย่อมแปลว่าองค์กรที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากพอสมควรอย่างอุตสาหกรรมแพทย์และสุขภาพ จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายฉบับนี้ไปในเวลาเดียวกัน

ขอขอบคุณคณะทำงานการประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และโรงพยาบาลสมิติเวช ที่ได้อำนวยความสะดวกให้เข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/104598

Advertisements

มาแล้ว Redmi 6 / Redmi 6A เริ่มต้นเบาๆ แค่ 3,590 บาท เริ่มวางจำหน่าย 16 สิงหาคมนี้

เปิดตัวที่ประเทศจีนไปได้ซักพักแล้ว สำหรับมือถือราคาประหยัดสุดร้อนแรงทั้ง23 รุ่น จาก Xiaomi อย่าง Redmi 6 และ Redmi 6A ที่มีราคาเริ่มต้นในประเทศจีนเปิดมาที่ประมาณ 3,000 บาท และสำหรับราคาในบ้านเราก็อาจจะแพงกว่านิดนึงแต่ก็ไม่มากมายนัก เพราะมีราคาเริ่มต้นแค่ 3,590 บาท เท่านั้นเอง

สำหรับ Redmi 6A ที่เข้ามาขายในบ้านเราจะมีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น คือรุ่นหน่วยความจำ 2GB / 16GB และรุ่น 2GB / 32GB ส่วนสเปคเต็มๆ ก็ตามนี้เลย

สเปค Xiaomi Redmi 6A

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 5.45 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 18:9
  • CPU : Helio A22 (2.0 GHz)
  • RAM : 2GB
  • ความจุ : 16GB / 32GB รองรับ MicroSD Card (ช่องแยก)
  • กล้องหลัง : 13MP, ระบบ AI ช่วยการถ่ายภาพ
  • กล้องหน้า : 5MP
  • ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า
  • ไม่มีสแกนนิ้วมือ
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย MIUI 10

ราคาของ Redmi 6A รุ่นเล็กสุด 2GB / 16GB อยู่ที่ 3,590 บาท แต่จะมี Flash Sale กับทาง Lazada วันที่ 16 สิงหาคมนี้ เหลือเพียง 2,990 บาท เท่านั้น ส่วนรุ่น 2GB / 32GB มีราคาอยู่ที่ 3,990 บาท (รุ่นนี้ไม่มี Flash Sale นะจ๊ะ)

สำหรับตัวท็อปอย่าง Redmi 6 ในบ้านเราจะเข้ามา 2 รุ่นเช่นกัน คือ รุ่นหน่วยความจำ 3GB / 32GB และ 4GB / 64GB โดยมีสเปคเต็มๆ ดังนี้

สเปค Xiaomi Redmi 6

  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 5.45 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 18:9
  • CPU : Helio P22 (2.0 GHz)
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 32GB / 64GB รองรับ MicroSD Card (ช่องแยก)
  • กล้องหลัง : 12MP + 5MP, ระบบ AI ช่วยการถ่ายภาพ
  • กล้องหน้า : 5MP
  • มีระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh
  • ระบบ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย MIUI 10

ราคาของ Redmi 6 รุ่น 3GB / 32GB มีราคาอยู่ที่ 4,790 บาท แต่สำหรับลูกค้า dtac จะได้รับสิทธิลดค่าเครื่องเหลือเพียง 2,490 บาท เท่านั้น (มีโปรย้ายค่าย 990 บาทด้วย) ส่วนรุ่น 4GB / 64GB เปิดราคามาที่ 5,790 บาท และมี Flash Sale กับทาง Shopee ในวันที่ 16 สิงหาคม 2561 เหลือแค่ 5,490 บาท เท่านั้น

from:https://droidsans.com/xiaomi-redmi-6-redmi-6a-price-revealed/

เคาะราคา Mi Max 3 9,990 บาท จอใหญ่สะใจ 6.9 นิ้ว แบตอึดสุด 5500 มิลลิแอมป์

พึ่งเปิดตัวที่ประเทศจีนไปเมื่อช่วงกลางๆ เดือนที่แล้วนี่เอง สำหรับ Xiaomi Mi Max 3 มือถือจอยักษ์ แบต (โคตร) อึด ขนาด 5,000 mAh ซึ่งตอนนี้ก็ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้วในราคาแค่ 9,990 บาทเท่านั้น และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 24 สิงหาคมนี้แล้ว

สำหรับสเปคแบบเต็มๆ ของ Mi Max 3 ถ้าใครลืมไปแล้ว ก็มาดูกันใหม่นะ ว่ามือถือราคาไม่ถึงหมื่นตัวนี้ จะมีสเปคเป็นยังไงบ้าง

สเปค XIAOMI MI MAX 3

  • หน้าจอขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด 2160 x 1080 อัตราส่วน 18:9
  • CPU : Snapdragon 636
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 64GB
  • กล้องหลังคู่ : 12MP (f/1.9) + 5MP (f/2.0), ระบบ AI ช่วยในการถ่ายภาพ
  • กล้องหน้า : 8MP
  • การเชื่อมต่อ : Dual VoLTE, Wi-Fi 802.11ac, Bluetooth 5.0, USB-C port
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • แบตเตอรี่ : 5500 mAh รองรับ QC 3.0
  • ระบบ Android 8.1 ครอบด้วย MIUI 9.5 (จะอัพเดทเป็น MIUI 10 หลังจากนี้ไม่นาน)
  • ขนาด / น้ำหนัก : 176.15 x 87.4 x 7.99 มม. / 221 กรัม
  • สีที่วางจำหน่าย : สีดำ

สำหรับ Xiaomi Mi Max 3 ที่วางจำหน่ายในบ้านเราจะมีรุ่นเดียวคือ รุ่นหน่วยความจำ 4GB / 64GB และมีจำหน่ายเฉพาะสีดำเท่านั้น ในราคา 9,990 บาท และพร้อมวางจำหน่ายในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ นอกจากนั้นยังจะมีโปรพิเศษกับ dtac อีกด้วย (รอลุ้นกันนะ)

from:https://droidsans.com/xiaomi-mi-max-3-price-thailand-announce/

Tencent ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตจีน กำไรลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

Tencent บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของจีน รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน อยู่ที่ 11,135 ล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,700 ล้านดอลลาร์ ลดลง 2% ซึ่งถือเป็นการลดลงของกำไรครั้งแรกในรอบ 13 ปี

เกมออนไลน์ที่ถือเป็นรายได้สำคัญของ Tencent มีรายได้โต 6% ถ้าเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 12% หากเทียบกับไตรมาส 1/2018 โดย Tencent บอกว่าจำนวนผู้เล่นนั้นเพิ่มขึ้นระดับเลขสองหลัก แต่รายได้ต่อผู้เล่นนั้นลดลง จึงส่งผลรายได้ อย่างไรก็ตามธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งนั้นยังเติบโตสูง มีลูกค้าถึง 154 ล้านคน รายได้โต 30%

สถานการณ์ธุรกิจเกมของ Tencent นั้นไม่ค่อยสดใสนัก โดยเฉพาะจากข่าวหลายอย่างช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง Monster Hunter: World ที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย ยังถูกห้ามจำหน่ายในจีน เกม PUBG ภาคใหม่ยังไม่ผ่านการอนุญาตจากทางการ ขณะที่อีกหลายเกมยอดนิยมก็ถูกทางการเข้ามาควบคุม ให้ Tencent จำกัดระยะเวลาเล่นเกมของเยาวชน

สำหรับ WeChat ยังคงเติบโตต่อไป มีผู้ใช้งานรวม 1,060 ล้านคน และจำนวน DAUs (ผู้ใช้งานประจำทุกวัน) ตลอดจนปริมาณข้อความต่อวันก็เพิ่มมากขึ้น จากการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่าง Moments, Mini Games และเชื่อมต่อกับบริการ WeChat Pay

ที่มา: Tencent และ CNBC

alt="Tencent"

from:https://www.blognone.com/node/104597

OnePlus วางจำหน่าย OnePlus 6 Red สีแดงสด หรูหรา มีสไตล์ ให้เป็นเจ้าของกันได้แล้ววันนี้

เมื่อไม่นานมานี้ สมาร์ทโฟนฉายานักฆ่าเรือธง OnePlus ได้เปิดตัวรุ่น OnePlus 6 ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมกับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยม ที่มาพร้อมกับสเปคที่จัดเต็มคุ้มค่ากับราคาที่สามารถจับต้องได้ ซึ่ง OnePlus 6 ถือว่าเป็นรุ่นแรกของ OnePlus ที่ได้เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย ซึ่งมีด้วยกัน 3 โมเดลคือ  OnePlus 6 6+64GB สี Mirror Black ราคา 17,999 บาท , OnePlus 6 8+128GB สี Mirror Black และ Silk White ราคา 19,999 บาท , OnePlus 6 8+256GB สี Midnight Black ราคา 21,999 บาท

ล่าสุดทาง OnePlus ประเทศไทยได้ปล่อย OnePlus6 Red สีแดงสดตัวใหม่ล่าสุดออกมาที่มาพร้อมกับคอนเซปต์ The Red You Need ซึ่งนอกจากเรื่องคุณภาพและสเปคที่เป็นที่ยอมรับจากหลายๆเสียงแล้ว ยังโดดเด่นในเรื่องของสี ด้วยความที่สีแดงซึ่งเป็นสีที่มีความคลาสสิคตลอดกาล ประกอบกับดีไซน์เครื่องที่งดงามอย่างมีศิลปะ ทำให้ OnePlus 6 Red สีแดงนี้ดูเรียบหรู สุขุม ดูแพงเมื่อสัมผัส

OnePlus6 Red มาพร้อมกับความจุ 8+128GB โดยเปิดตัวมาที่ราคา 19,999 บาทเช่นเดียวกับรุ่นความจุ 8+128GB สีอื่นๆ 

ดีไซน์งดงาม ล้ำสมัย ด้วยดีไซน์กระจก Corning Gorilla Glass 5 รอบตัวเครื่อง เมื่อบวกเข้ากับสีแดง จึงทำให้เป็นสมาร์ทโฟนที่มีรูปลักษณ์สะดุดตา สร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้

หน้าจอแสดงผล Full Optic AMOLED 6.28 นิ้ว อัตราส่วน 19:9 พร้อมมอบประสบการณ์มุมมองใหม่ที่สมจริงยิ่งกว่า

ขุมพลังชิปเซ็ตล่าสุดของ Qualcomm Snapdragon 845 ควบคู่กับชิปเซ็ตประมวลผลกราฟิก Adreno 630 ที่เร็วขึ้นจากรุ่นก่อน 30% OnePlus 6 จึงเพรียบพร้อมสำหรับการดูวิดีโอสตรีมมิ่งระดับ HD ไปจนถึงการเล่นเกมกราฟิกระดับสูง และเป็นสมาร์ทโฟนที่ประมวลผลเร็วที่สุดในขณะนี้

ประสบการณ์เร็ว แรง และลื่นไหล หน่วยความจำ Ram 8GB LPDDR4X OnePlus 6 สามารถใช้งานแบบสลับแอปพลิเคชั่นไปมาได้อย่างไหลลื่น พร้อมกับเทคโนโลยี Dual-lane storage บนพื้นฐานของ UFS 2.1 จึงยังมั่นใจว่าใช้เวลาโหลดแอปพลิเคชั่นได้เร็วกว่า

กล้องคู่พร้อมฮาร์ดแวร์กันสั่น กล้องหลังคู่ 16 + 20 ล้านพิกเซล ด้วยรูรับแสง f/1.7 โดยในกล้องหลัก 16 ล้านพิกเซลจะมีเซนเซอร์ที่ใหญ่ขึ้น 19% และฮาร์ดแวร์กันสั่น (OIS : Optical Image Stabilization) อีกทั้งด้วย HDR ที่พัฒนายิ่งขึ้น แสงและเงาจากภาพถ่ายของ OnePlus 6 จึงงดงามกว่าที่เคย โหมดถ่ายภาพ Portrait ยังคงมีให้กับกล้องหน้าเช่นเดียวกับกล้องหลัง ด้วยการใช้ AI ในการเป็นผู้ช่วยประมวลผล ภาพเซลฟี่จึงออกมาสวยงามโดดเด่น

OxygenOS ระบบปฏิบัติการของ OnePlus 6 ลื่นไหล ดูสะอาดตา และมีความสามารถในการปรับแต่งได้มากกว่าอุปกรณ์แอนดรอยด์ทั่วไป

ใช้งานเต็มวัน เพียงชาร์จแค่ 30 นาที เทคโนโลยีชาร์จไวของ OnePlus 6 เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่นำเสนอระบบการชาร์จที่เร็วเป็นอันดับต้นๆ ในตลาดสมาร์ทโฟน เพียงชาร์จแค่ 30 นาทีก็เพียงพอต่อการใช้งานทั้งวัน

นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับใครหลายๆคนที่มองหาสมาร์ทโฟนสเปคสูง ดีไซน์ล้ำสมัย ในราคาที่เหมาะสม และด้วยฉายานักฆ่าเรือธงของ OnePlus ทำให้มั่นใจได้ว่า OnePlus 6 Red สีแดงนี้จะสามารถสร้างความประทับใจมากกว่าที่เคยมีมาให้กับผู้ใช้ได้อย่างแน่นอน  OnePlus6 Red สีแดงจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ผ่านทาง AIS, JD CENTRAL และ Powerbuy พิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของก่อนใคร สามารถสั่งซื้อที่ JD CENTRAL ได้ตั้งแต่วันนี้ ผู้ที่สั่งซื้อ 150 คนแรกทาง JD CENTRALแถม JBL Clip 2 ให้ฟรีอีกด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://bit.ly/2KUk7er  สำหรับ AIS ตอนนี้มีโปรโมชั่นเมื่อซื้อ OnePlus 6 ทุกรุ่นกับทาง AIS ได้รับส่วนลดค่าเครื่อง 3,000 บาท สำหรับลูกค้ารายเดือน โปรโมชั่นดีดีแบบนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด

from:http://www.flashfly.net/wp/226395

“Get” แอพให้บริการแบบออนดีมานด์ เปิดรับสมัครคนขับวินเป็นคนขับ “Get” แล้ววันนี้

“เก็ท” (GET) แอพพลิเคชั่นให้บริการแบบออนดีมานด์โดยทีมงานคนไทยเพื่อคนไทย อยู่ในระหว่างการเตรียมพร้อมเปิดให้ทดลองใช้ในประเทศไทยเร็วๆ นี้ โดย “เก็ท” กำลังเปิดรับสมัครคนขับวินรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายที่สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ของ “เก็ท” ทั้งทางเวบไซต์และที่งาน “เก็ทแรกพบ” ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อเปิดรับสมัครคนขับเข้ามาร่วมงานกับ “เก็ท” โดยงานจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-19สิงหาคม 2561  

ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า “เราตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และองค์กรต่างๆ ในการนำเทคโนโลยีระดับโลกของโกเจ็กมาปรับให้ตอบโจทย์กับความต้องการของทั้งคนขับและผู้บริโภคชาวไทย และตอนนี้ เก็ท พร้อมแล้วที่จะต้อนรับคนขับวิน หรือคนขับรถจักรยานยนต์ที่มีใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ เข้ามาร่วมงานกับเรา  งาน เก็ทแรกพบ จะเป็นงานแรกที่พี่วิน ทั่วกรุงเทพฯ จะได้เข้ามาทำความรู้จักกับเราและสามารถลงทะเบียนเป็นคนขับกับเราได้เลยทันทีที่งาน โดยพี่วินทุกๆ คนสามารถพาเพื่อนหรือครอบครัวมาสนุกกับกิจกรรมที่เราเตรียมไว้ให้ได้ฟรีนะครับ”

งาน “เก็ทแรกพบ” เพื่อพี่วิน จะจัดขึ้นในวันที่ 18-19 สิงหาคม 2561 ที่แวร์เฮ้าส์ 30 ซอยเจริญกรุง 30 โดยพี่วินสามารถเข้ามาทำความรู้จักกับ “เก็ท” ได้ในบรรยากาศสุดสนุกและเป็นกันเอง โดยในงานจะมีทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เกม รวมถึงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินสุดฮอต “ก้อง ห้วยไร่” และ “ใบเตย อาร์ สยาม” ให้ได้สนุกกัน และสำหรับพี่วินที่สมัครเข้าอบรมเพื่อเป็นคนขับ “เก็ท” จะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย รวมถึงโอกาสในการชิงรางวัลใหญ่ ทั้งรถจักรยานยนต์และสร้อยคอทองคำอีกด้วย

ทั้งนี้ “เก็ท” ก่อตั้งและดำเนินงานโดยทีมงานคนไทยที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในธุรกิจบริการเรียกรถ ซึ่ง “เก็ท” เล็งเห็นโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับทั้งผู้บริโภค คนขับ และธุรกิจในไทย และในการเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับคนไทย “เก็ท” ได้รับการสนับสนุนจากโกเจ็กในด้านเทคโนโลยี ความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมถึงเงินลงทุน เพื่อการพัฒนาและขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างเข้มแข็ง

สำหรับคนขับวินรถจักรยานยนต์ที่สนใจเข้าร่วมสนุกในงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้ที่www.getthailand.com หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊คเพจ ชวนพี่วินมาเฟี้ยว เลี้ยวรับของฟรีที่งาน “เก็ทแรกพบ”  (https://getth.co/1stmeet)

from:http://www.flashfly.net/wp/226389

NVIDIA – หลุดผลเทส GeForce RTX 2080 เผยประสิทธิภาพแรงกว่า TITAN V

ดูเหมือนว่าคะแนน Benchmark ที่หลุดออกมานี้ วิศวกรของ NVIDIA เองเหมือนจะรีบร้อนเกินไปกับการทดสอบเนื่องจากในช่อง GPU ที่ใช้ชื่อว่า “NVIDIA Graphics Device” มีประสิทธิภาพสูงกว่า TITAN V เฉย ซึ่งข้อมูลนี้เพิ่งถูกปล่อยออกมาจากฐานข้อมูลเกม Ashes of the Singularity (อีกล่ะ)

โดยข้อมูลผลเทสที่หลุดออกมานี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ระบุชื่อ แต่พอคาดเดาว่าได้เป็น NVIDIA RTX 2080 หนึ่งในเหตุผลที่คิดว่าเป็นเช่นนั้น เพราะ โปรไฟล์ผู้เทสใช้ชื่อ NVGTLTest009 ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีผลทดสอบ GPU เดียวกัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็น NVIDIA RTX 2080 ใช้ชื่อ NVGTLTest007 ด้วย

 

หลายคนอาจจะคิดว่าอาจจะเป็นการปลอมชื่อก็ได้ มันก็จริงอยู่ แต่แน่ๆ คือการปลอมคะแนนแทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งการปรับ Benchmark ในรูปเป็นระดับสูงสุดแบบตั้งค่า Crazy 4k และ 5k เซสชั่นมาตรฐานที่แสดงไว้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า TITAN V สามารถเล่นเกมบทความละเอียด 4K 60 FPS ได้สบายๆ หรือจะเล่น 4K 120 FPS ก็ได้เช่นกันหากปรับตั้งค่า AA ลดลงมาหน่อย รวมถึงรองรับ VR แบบ 2K 90 FPS ด้วย

ทำให้ผล Benchmark ที่หลุดออกมาค่อนข้างมั่นใจว่าต้องเป็นการ์ดจอตระกูล Quadro หรือ GeForce RTX 2080 แน่นอน งานนี้บอกเลยว่าประสิทธิภาพความแรงจะถือเป็นก้าวกระโดดอีกครั้ง ยิ่งกว่าจากซีรีส์ 9XX ไป 10XX เสียอีก ใครที่กำลังมองหาการ์ดจออยู่เก็บเงินรอซื้อคุ้มใหม่แรงๆ หรือไม่ก็รอมือสองราคาดิ่งได้เลยครับ

ที่มา :  wccftech

from:https://notebookspec.com/nvidia-geforce-rtx-2080-benchmarks/450741/

Advertisements

for feed app only

%d bloggers like this: