Xiaomi เตรียมจัดงานเปิดตัว Mi 8 ฉลองครบรอบ 8 ปี สิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ พร้อมภาพหลุดตัวเครื่องฝาหลังใส

จากข่าวลือไม่กี่วันก่อนที่คาดกันว่าสมาร์ทโฟนเรือธงของ Xiaomi อาจจะข้ามเลข 7 ไปใช้เป็นเลข 8 แทนเพื่อฉลองครบรอบ 8 ปีในการก่อตั้งบริษัท และแล้วสิ่งที่ลือกันมันก็กลายเป็นจริงเมื่อบริษัทโพสต์โปสเตอร์ทีเซอร์ Xiaomi Mi 8 ลงใน Weibo ซึ่งมันกำลังจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยนอกจากเลข 8 จะตรงกับอายุของบริษัทแล้วยังตรงกับเลขท้ายของปี 2018 อีกด้วย พร้อมกันนั้นก็มีคลิปหลุดของมือถือที่คาดว่าจะเป็น Mi 8 ออกมาพร้อมกับฝาหลังใส คล้ายกับ HTC

นอกจากตัวเครื่องที่หลุดออกมาเป็นคลิป เผยให้เห็นภายในแผงวงจรว่าอะไรวางอยู่ตรงไหน และที่เห็นชัดๆ คือโลโกของ Qualcomm ที่ตั้งเต่นเป็นสง่าตรงกลางด้านบน ส่วนข้างล่างบริเวณแบตเตอรี่ก็เป็นโลโกของ Xiaomi ส่วนด้านหน้าตัวเครื่องจะเห็นว่ามีติ่งกล้องหน้าตามภาพหลุดและภาพสเกตช์ก่อนหน้านี้ ซึ่งบริเวณนั้นจะมีเซ็นเซอร์ 3 มิติของระบบสแกนใบหน้าฝังอยู่ด้วย

นอกจากที่ Xiaomi จะออกมาประกาศวันเปิดตัวใน Weibo แล้ว ตอนนี้ก็มีการขึ้นป้ายโฆษณาตามบิลบอร์ดต่างๆ รวมถึงหน้าจอโฆษณาตามห้างร้านก็ขึ้นป้ายงานวันเปิดตัว Mi 8 เช่นเดียวกัน


นอกจากนั้นทาง Xiaomi ยังจะมีการสุ่มแจก Mi 8 ให้กับผู้ที่แชร์โพสต์ใน Weibo ออกไปอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สัปดาห์เดียวเราก็จะได้รู้กันแล้วว่าสมาร์ทโฟนเรือธงที่จะเป็นรุ่นฉลองครบ 8 ปีจะมีสเปคหรือฟีเจอร์อะไรที่น่าสนใจบ้าง แฟนๆ Xiaomi ห้ามพลาดเด็ดขาด

 

ที่มา: Weibo via GSMArena

from:https://droidsans.com/xiaomi-mi-8-sets-to-launch-on-may-31/

Advertisements

Qualcomm ปล่อยซอร์สโค้ด Euroda โปรแกรมอีเมลยุคเริ่มต้น ลบคำหยาบจากคอมเมนต์ในโค้ดแล้ว

Computer History Museum ประกาศปล่อยซอร์สโค้ดโปรแกรมอีเมล Euroda ที่นับเป็นโปรแกรมอีเมลตัวแรกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง จูดสูงสุดของโปรแกรมนี้เคยมีผู้ใช้นับสิบล้านคนทั่วโลก รองรับทั้งพีซีและแมค

โปรแกรมนี้สร้างโดย Steve Dorner ขณะที่ทำงานในศูนย์คอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ตั้งแต่ปี 1988 เป็นซอฟต์แวร์แจกฟรี และปี 1991 ทาง Qualcomm ก็ขอซื้อสิทธิ์การพัฒนาต่อจากทางมหาวิทยาลัย พร้อมกับจ้าง Dorner ให้พัฒนาต่อจนกลายเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จรูปในปี 1993 แม้จะยังแจกฟรีต่อไป

ช่วงปี 2000 โปรแกรมขึ้นถึงจุดสูงสุด รุ่นเสียเงินราคาเริ่มต้น 19.95 ดอลลาร์ สูงสุด 65 ดอลลาร์ แต่ยังมีรุ่นฟรีพร้อมโฆษณาอยู่ และช่วงนั้นทีมพัฒนาใหญ่ถึงร้อยคน แต่พอถึงปี 2006 ทาง Qualcomm ก็ตัดสินใจหยุดพัฒนา และรุ่นสุดท้ายคือ Euroda 7.1.0.9 ก็ออกมาวันที่ 11 ตุลาคม 2006 และไม่มีการพัฒนาต่ออีก

ซอร์สโค้ดรว 8,651 ไฟล์กระจายไป 565 โฟลเดอร์ ขนาดรวม 458 เมกะะไบต์ ส่วนเวอร์ชั่นแมคโค้ดแยกกันไป มี 1,433 ไฟล์ใน 47 โฟลเดอร์ ขนาดรวม 69.9 เมกกะไบต์ โค้ดทั้งหมดเปิดให้คนภายนอกใช้งานได้ฟรี แม้แต่การใช้เพื่อการค้า แต่ห้ามใช้ชื่อแบรนด์ Euroda

ตัวโค้ดมีการปรับแก้เล็กน้อย เช่น ประกาศลิขสิทธิ์ในไฟล์ Help, ลบคำหยาบออกจากคอมเมนต์, และลบซอฟต์แวร์อื่นที่ Qualcomm ไม่มีสิทธิ์

Computer History Museum เคยนำซอร์สโค้ดโปรแกรมสำคัญๆ มาเผยแพร่แล้วหลายครั้ง เช่น Photoshop 1.0, Apple DOS, และ Apple Lisa

ที่มา – Computer History Museum

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/102526

ลอง(นิดหน่อย)แล้วเล่า : Honor 10 “ร่างทรง Huawei P20 ที่ทำให้แอบคิดว่า เราจะซื้อ P20 ทำไม?”

ในระหว่างที่บทความลองแล้วเล่าของ Huawei P20 / P20 Pro กำลังทำอยู่นั้น แบรนด์น้องของ Huawei ที่เปิดตัวไปเมื่อไม่นานนี้ ก็ส่งมือถือรุ่นท็อปสุดของแบรนด์มาเรียบร้อย นั่นคือ Honor 10 ถ้าว่ากันแบบ เขียนแล้วปิดบทความได้เลยก็คือร่างทรง P20”

โอเคครับ ขอจบบทความแต่เพียงเท่านี้เลยก็แล้วกันครับ….ไม่ใช่ ๆๆๆ เอาอย่างนี้ละกันครับ ถึงจะนิยามว่าเป็นร่างทรง P20 แต่ในสัมผัสแรกที่ได้ลอง มีหลายสิ่งที่ชวนให้คิดแว็บขึ้นมาว่านี่มันอะไรกัน ทำไมดูน่าคบกว่า P20 จังความรู้สึกที่ว่ามีอะไรบ้างเลื่อนลงมาอ่านต่อได้เลยครับ

อย่างที่เคยเล่าไปว่าแบรนด์ Honor มีที่มาอย่างไรในบทความเปิดแบรนด์เมื่อไม่นานนี้ การทำ P10 ออกมาขาย ก็ยังต้องรักษาแนวทางคุ้มเกินราคาฉะนั้นแล้ว การนำ Huawei P20 มาแปลงบางอย่าง แล้วลดค่าใช้จ่ายทางการตลาดบางอย่างออก ก็เหมาะสมสำหรับการเป็นมือถือรุ่นท็อปของค่ายได้ โดยสเปคหลัก ๆ ของ Honor 10 คือ ตัวเครื่องเป็นกระจก 2.5D ทำสีแบบไล่ชั้นสะท้อนแสง / หน้าจอ 5.84 แบบ Full View / กล้องหลัง 24+16 MP กล้องหน้า 24MP / AI / CPU Kirin 970 / RAM 4GB / ความจำภายใน 128GB / Finger Scaner / รองรับ 4G ทุกเครือข่ายในไทย (รวมถึง dtac 2300MHz ด้วย) / รองรับ Fast Charge ซึ่งโดยคร่าว ๆ จะเหมือนกับนำ P20 มาตัดกล้อง Monochrome ออกนั่นเอง

สิ่งแรกที่เอยปากไปตามตาเห็นคือทำไมมันสวยกว่า P20” ด้านหน้าตรง การนำตัวอ่านลายนิ้วมือไปซ่อนใต้กระจก แทนการทำเป็นหน้าสัมผัสมีกรอบ ช่วยหลอกสายตาให้รุ้สึกว่า กระจกหน้าส่วนล่างดูเล็กลงกว่าของ P20 ในส่วนด้านหลังเครื่อง ด้านหลังใช้งานออกแบบกระจกโค้งเข้าหาแกนกลาง แบบเดียวกับ Samsung Galaxy Note 5 ใครกลัวเรื่องมือถือลื่นหลุดมือ ต้องระวังขณะจับถือแน่นอน ถ้าใครหลง P20 Pro เพราะสี Twilight กับ Honor 10 สี Phantom Blue จะให้อารมณ์เดียวกับที่หลง Twilight ของ P20 Pro เช่นกัน ให้นึกตามว่า สี Twilight เป็นสีรุ้งเมื่อสะท้อนแสง แต่สีหลักคือม่วง ใน Phantom Blue สะท้อนเหมือน Twilight แต่สีหลักคือน้ำเงินนั่นเอง

สี Phantom Blue

สี Midnight Black

การจับถือที่เข้ามือเหมือน P20 แต่ถ้าเป็นเครื่องสีดำ ซึ่งใช้สันแบบเงา เมื่อผสมกับฝาหลังทรงกระจกโค้งเข้ากลาง ต้องใช้ความระมัดระวังในการถือมือเดียวพอสมควร ซึ่งในสี Phontom Blue ได้แกนกลางแบบโลหะขัดด้านมา ก็พอช่วยเพิ่มความมั่นคงในการจับถือได้ดีกว่าเล็กน้อย สิ่งที่ทำให้ชอบกว่า P20 เมื่อสัมผัสได้ชัดเจนอีกเรื่อง คือตัวอ่านลายนิ้วมือ เพราะมันถูกซ่อนลงไปใต้กระจก ถ้าว่าด้วยความสวยงาม มันดูดีมาก ใครที่ใช้มือถือ Huawei รุ่นที่ตัวอ่านลายนิ้วมืออยู่ใต้จอ แล้วชอบตั้งให้ตัวอย่างลายนิ้วมือทำงานเสมือนปุ่ม Home จะชอบในสัมผัสที่ตัวอ่านลายนิ้วมือไม่มีกรอบมากวนนิ้วแน่นอน และจุดประสงค์หลักที่ซ่อนลงไปใต้กระจกจอ คือทำให้อ่านลายนิ้วมือได้ แม้นแต่ตอนที่นิ้วเปียกอยู่ (แต่รุ่นท็อปๆ ฝั่ง Huawei ไม่มี….)

มาประเด็นสำคัญของ Honor 10 คือกล้องถ่ายรูป เท่าที่ค้น ๆ ดู โหมดถ่ายรูปต่าง ๆ ที่มีใน P20 อยู่กันครบถ้วนใน Honor 10 ไม่ว่าจะการถ่ายขาว ดำ / Portrait / วาดแสง / ใส่ลายน้ำภาพ ฯลฯ สิ่งที่แตกต่างชัด ๆ ในการถ่ายรูปคือ การแสดงผล AI ที่จะมาแค่ไอคอนว่าใช้ AI คำนวณให้แล้วนะต่างกับฝั่ง P20  ที่จะบอกเลยว่า AI ที่กำลังทำงานอยู่คือโหมดไหน ความเร็วในการคำนวณ การถ่าย การทำงานของความสามารถทั้งหมดที่เกี่ยวกับกล้อง ออกมาไม่ต่างอะไรกับ P20 เลย เหลืออย่างเดียวที่แปะโป้งติดไว้ก่อนคือไฟล์ออกมาดีเท่า P20 หรือเปล่า

 

ส่งท้าย มือถือที่ทำให้คนใช้ P20 มีงอน!!!”

ผมกะไว้อยู่ว่าบทความลองสัมผัสแรกนี้ จะสั้นหน่อย เพราะการไปเจอ Honor 10 ผมมีโจทย์ที่จับแค่ว่าเรายังจำเป็นกับ 19,990 บาท อยู่หรือเปล่า?” สิ่งที่ Honor 10 ตอบมากับผม คือตัวเครื่องที่ดูดีไม่แพ้ต้นฉบับ เผลอ ๆ บางมุมดูเฟี้ยวฟ้าวกว่าด้วย การไม่มี Leica ติดหลังเครื่อง Honor 10 อาจลดความขลังไปบ้าง แต่สี Phantom Blue ก็ทำให้คนที่ซื้อ P20 แล้วอยากได้มือถือสีสวย มีเคือง และจุดที่ผมมองบนใส่ P20 Pro ตัวเองเต็มๆคือตัวอ่านลายนิ้วมือแบบซ่อนในกระจกซึ่งมันสวยกว่าและดูดีกว่าเห็นๆ

ยิ่งถ้าได้รู้สเปคข้างในของ Honor 10 แล้ว คนซื้อ P20 ไปก่อน อาจแอบถอนหายใจ แล้วกรอกตามองบนอีกเล็กน้อยเอาได้ แต่เอาจริง ๆ ผมยังมีความเชื่ออย่างหนึ่งเสมอว่าของที่ขายในราคาสูง ต้องมีบางสิ่งที่สมกับราคามันจริง ๆและเชื่อว่า Huawei คงไม่เทความดีใส่ Honor จนเกินหน้าเกินตาต้นฉบับ P20 แน่นอน

จะรู้เรื่องหมดว่าเป็นอย่างไร ผมไล่ตัวเองไปเคลียร์งานเก่าให้หมดด่วน ๆ แล้วคงติดต่อยืมมาลองให้รู้เรื่องในเร็ว ๆ นี้ละครับ^^

ป.ล. Honor 10 วางขายราคา 13,990 บาท เริ่มวางจำหน่ายผ่าน Lazada วันที่ 6 มิถุนายน และผ่าน TG Fone, Big C ทุกสาขา และ CSC วันที่ 8 มิถุนายน เริ่มเปิดให้จอง 24 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

เรียบเรียงโดยทีมงาน GadGuan (ลอง(นิดหน่อย)แล้วเล่า : Honor 10 “ร่างทรง Huawei P20 ที่ทำให้แอบคิดว่า เราจะซื้อ P20 ทำไม?”GadGuan)


from:https://www.gadguan.com/review/4239

M.Tech กลับมาขาย Citrix อีกครั้ง เตรียมดัน NetScaler ตอบโจทย์ Multi-Cloud สำหรับองค์กร

เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ทาง M.Tech และ Citrix ได้ประกาศความเป็นพันธมิตรร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ให้ M.Tech ได้กลับมาเป็น Distributor ให้กับ Citrix และผลักดันตลาดของ Citrix ให้เติบโตยิ่งขึ้นในฐานะเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้ภาพ Multi-Cloud ขององค์กรเป็นจริงขึ้นมาได้

 

M.Tech กลับมาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ Citrix อีกครั้ง

 

 

ก่อนหน้านี้เราคงจะคุ้นเคยกันดีว่า M.Tech นั้นเป็น Distributor ให้กับ Citrix มาตั้งแต่ปี 2007 และช่วยผลักดันโซลูชันด้าน Application Delivery Controller (ADC) หรือที่สมัยก่อนยังคงเรียกกันว่า Load Balancer (LB) อย่าง Citrix NetScaler ที่ทาง Citrix เข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2005 และค่อยๆ ขยับขยายมาผลักดันโซลูชันอื่นๆ ของ Citrix จนครบทุกผลิตภัณฑ์ในช่วงปี 2012 ก่อนที่ M.Tech จะยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ Citrix ไปเมื่อปี 2016 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านธุรกิจของทาง Citrix เอง

ในแต่ปี 2018 นี้ ทาง Citrix ก็ได้กลับมาแต่งตั้ง M.Tech ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ Citrix อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ทีมงานของ M.Tech นั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านโซลูชันและเทคโนโลยีต่างๆ ของ Citrix เป็นอย่างดี รวมถึงยังมีประสบการณ์ด้านการ Integrate ระบบต่างๆ ของ Citrix เข้ากับเทคโนโลยีของผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการนำเสนอโซลูชันของ Citrix

การกลับมาจับมือกันในครั้งนี้ของ M.Tech และ Citrix ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ได้จังหวะพอดี เพราะจังหวะนี้แนวโน้มของ Multi-Cloud กำลังมาแรงในตลาดองค์กรพอดี และการนำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ Multi-Cloud นี้ก็ถือเป็นโซลูชันที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคในเชิงลึกทั้งจากฝั่งของผลิตภัณฑ์ Citrix และความรู้ทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทำให้โซลูชันเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง M.Tech ก็ถือเป็นพาร์ทเนอร์รายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขยายตลาดของ Citrix ในยามนี้แล้ว

 

Secure Digital Workspace: ตลาดหลักที่ M.Tech และ Citrix จะร่วมกันจับมือผลักดันในปี 2018

 

 

ที่ผ่านมา Cloud ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเหล่าองค์กร ทั้งในแง่ของการเติมเต็มความต้องการในฝั่ง Data Center และการเข้ามาทดแทน Application แบบเดิมๆ ที่ทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกมากขึ้น แต่ความนิยมเหล่านี้เองก็ได้สร้างปัญหาทางอ้อมให้กับองค์กรเอง เนื่องจากทำให้เหล่าองค์กรมี Application และ Data ที่กระจัดกระจายอยู่บนบริการ Cloud ที่หลากหลาย ยากต่อการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น Application สำเร็จรูปบน Software-as-a-Service (SaaS) หรือ Application ที่องค์กรพัฒนาขึ้นมาเองและติดตั้งใช้งานอยู่ภายใน Data Center ขององค์กรหรือบริการ Cloud ในกลุ่ม Infrastructure-as-a-Service (IaaS) ของผู้ให้บริการชั้นนนำอย่าง AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform (GCP) ก็ตาม

ในปี 2018 นี้ แนวโน้มของการที่เหล่าองค์กรจะต้องเริ่มมองหาหนทางเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้ Cloud ที่หลากหลายจนยากต่อการบริหารจัดการ ทาง Citrix จึงได้พัฒนาโซลูชันทางด้าน Multi-Cloud Management เพื่อรับมือกับปัญหาการใช้งาน Application, การเข้าถึง Data ในการทำงาน และการใช้บริการ SaaS ที่หลากหลายของผู้ใช้งานและยากต่อการควบคุมนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถมีพื้นที่ทำงานบนโลก Digital กลางเพียงพื้นที่เดียว เข้าถึงได้ด้วยการใช้งาน Username และ Password เดียว และควบคุมสิทธิ์การใช้งานและติดตามตรวจสอบพฤติกรรมอันอาจเป็นภัยคุกคามได้จากศูนย์กลาง ซึ่งโดยรวมแล้วโซลูชันนี้ก็มีชื่อเรียกว่า Secure Digital Workspace นั่นเอง

หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว ภายในโซลูชันของ Secure Digital Workspace จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  • Application Portal พร้อม Single Sign-On (SSO) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Application, PC/Notebook, File Sharing, SaaS ได้จากศูนย์กลางในหน้าเดียวด้วย Username และ Password เดียว อาจมีการเพิ่ม Two-factor Authentication เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยได้
  • ระบบ Bring Your Own Device (BYOD) ช่วยตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ในการทำงาน และสามารถบริหารจัดการหรือควบคุมได้จากระยะไกลเพื่อให้ง่ายต่อการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาโดยผู้ดูแลระบบ
  • ระบบ Application ด้าน Productivity ซึ่งรวมถึงระบบ Contact, Email, Chat และอื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
  • มีการทำ Compliance ตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าใช้งาน Application และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ อยู่เสมอ
  • มีระบบ IT Infrastructure ที่รองรับการให้บริการ Secure Digital Workspace สำหรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้เป็นอย่างดี เช่น Virtualization, Desktop Virtualization, Application Virtualization, SD-WAN, Web Application Firewall และอื่นๆ เพิื่อเสริมทั้งประสิทธิภาพ, ความทนทาน, ความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงยังสามารถติดตั้งใช้งานบนผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำทั่วโลกได้หลากหลายราย

ปัจจุบันเทคโนโลยีของ Citrix สามารถตอบโจทย์ Secure Digital Workspace ได้อย่างครบถ้วนในหนึ่งเดียว อีกทั้งองค์กรเองก็ยังมีทางเลือกที่จะนำโซลูชันจากผู้ผลิตรายอื่นๆ มาผสานรวมใช้งานในบางส่วน เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันไปของแต่ละองค์กรหรือแต่ละแผนกได้ และในอนาคตหากองค์กรต้องการย้ายผู้ให้บริการ Cloud ไปใช้งานกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ก็สามารถย้ายไปใช้งานผู้ให้บริการรายนั้นๆ ได้ทันทีตามต้องการ ทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานยังคงเหมือนเดิมอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการ Cloud รายใดก็ตาม

 

มีอิสระในการเลือกใช้ Cloud: ปลายทางของการตอบโจทย์ Multi-Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มหนึ่งที่ Citrix มองเห็นว่าเป็นโอกาสนั้นก็คือการเติบโตของการใช้บริการ Cloud ในระดับองค์กรทั้งในฝั่งของ IT Infrastructure และฝั่งของผู้ใช้งานที่หันไปใช้บริการ SaaS ที่นับวันจะยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สุดท้ายแล้วทุกองค์กรก็ต้องก้าวไปสู่กลยุทธ์ Multi-Cloud อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมา Citrix จึงพยายามทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้องค์กรสามารถเปิดรับต่อแนวโน้ม Multi-Cloud นี้ให้ได้อย่างง่ายดายที่สุดนั่นเอง

คำว่า Multi-Cloud ในที่นี้จะครอบคลุมทั้งในส่วนของ Application, IT Infrastructure และ Data ที่องค์กรสามารถเลือกใช้บริการแต่ละส่วนจากผู้ให้บริการแต่ละรายแตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น บางกรณีอาจมีการจัดเก็บข้อมูลไว้บนบริการ Cloud แห่งหนึ่ง ในขณะที่ตัว Application ที่ผู้ใช้งานต้องใช้งานนั้นอาจอยู่บน Cloud อีกแห่งหนึ่ง ส่วนระบบ IT Infrastructure สำหรับรองรับ Application ที่องค์กรพัฒนาขึ้นมาเองก็อาจอยู่บน Cloud อีกแห่งหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งภาพเหล่านี้ในปัจจุบันเองก็เริ่มมีให้เห็นในบางองค์กรแล้ว และในอนาคตเราจะเห็นภาพลักษณะนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เหล่าองค์กรซึ่งเริ่มมีประสบการณ์ในการเช่าใช้บริการ Cloud แล้ว อาจต้องการใช้บริการอื่นๆ เพิ่มเติม หรือต้องการย้ายบริการบางส่วนออกจากผู้ให้บริการเดิม ไปใช้งานกับผู้ให้บริการรายอื่นแทน หรือบางกรณีก็อาจมีประเด็นด้านกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถย้าย Application ออกไปจากบางประเทศหรือบางภูมิภาคได้ เป็นต้น

แน่นอนว่าในกรณีนี้ โซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ องค์กรก็คือ การที่เหล่าองค์กรมีอิสระในการเลือกใช้บริการ Cloud ในแต่ละส่วนที่ตอบโจทย์ต่อธุรกิจมากที่สุด โดยที่ประสิทธิภาพการทำงาน, ประสบการณ์การเข้าใช้งาน, ความมั่นคงปลอดภัยของผู้ใช้งาน ระบบ และข้อมูล ไปจนถึงความทนทานของระบบและข้อมูลยังคงอยู่ในระดับที่องค์กรรับได้

 

Citrix NetScaler: Application Delivery Controller ที่จะมอบอิสระในการเลือกใช้ Cloud ให้กับทุกองค์กร

 

 

ผลิตภัณฑ์หลักที่จะมาตอบโจทย์ด้าน Multi-Cloud จาก Citrix นี้ก็หนีไม่พ้น Citrix NetScaler โซลูชันด้าน Network และ Security จาก Citrix ที่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • Citrix NetScaler ADC ระบบ Application Delivery Controller ที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ Load Balancing, SSL Offloading และความสามารถด้าน Security ที่หลากหลายในตัว เป็นหัวใจสำคัญสำหรับระบบ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ไปจนถึงการให้บริการ Application ที่มีความสำคัญสูงต่อธุรกิจ และ Application ขนาดใหญ่ในระดับ Cloud-scale
  • Citrix NetScaler Unified Gateway ระบบ Remote Access และ Single Sign-On สำหรับเป็นศูนย์กลางในการรวม Application และ Data ทั้งหมดขององค์กรเอาไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Application และ Data ที่ตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงได้ด้วยการยืนยันตัวตน, กำหนดสิทธิ์ และควบคุมการเชื่อมต่อใช้งานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยสูงสุดจากทุกที่ทุกเวลา ผ่านทางทุกอุปกรณ์
  • Citrix NetScaler AppFirewall ระบบ Web Application Firewall (WAF) สำหรับเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบ Website และบริการต่างๆ จากภัยคุกคามที่หลากหลาย ซึ่งนับวันจะยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • Citrix NetScaler Secure Web Gateway ระบบ Gateway ที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ SSL Decryption เพื่อให้ผู้ใช้งานในองค์กรสามารถเข้าถึง Website, Application และบริการ SaaS ต่างๆ ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ด้วยความสามารถในการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่พยายามซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังการเข้ารหัสข้อมูล
  • Citrix NetScaler SD-WAN ระบบ Application-aware SD-WAN ที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ทนทาน และปลอดภัยในหนึ่งเดียว พร้อมเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ Citrix XenApp และ Citrix XenDesktop ตอบโจทย์การทำงานจากระยะไกลได้เป็นอย่างดี
  • Citrix NetScaler Management and Analytics System ระบบบริหารจัดการโซลูชัน Citrix NetScaler ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง พร้อมเครื่องมือในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย บริหารจัดการ SSL Certification ที่จำเป็นต่อการเชื่อมต่อเครือข่ายและ Application ทั้งหมดอย่างปลอดภัยได้จากหน้าจอเดียว

 

จับมือกับ Nutanix ตอบโจทย์ระบบ Hyper-converged Infrastructure สำเร็จรูป รองรับ Multi-Cloud ด้วยเทคโนโลยีของ Citrix

 

 

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือความร่วมมือกันระหว่าง Citrix, Nutanix และ M.Tech ในการผสานโซลูชันร่วมกัน เพื่อให้การนำเสนอระบบ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และ Application Virtualization สามารถเป็นไปได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีฝั่ง Software จาก Citrix ติดตั้งให้ทำงานบนระบบ Virtualization และ Hyper-converged Infrastructure (HCI) จาก Nutanix ได้เลย ทำให้องค์กรสามารถเพิ่มขยาย, เสริมประสิทธิภาพ และเพิ่มความทนทานให้กับเหล่าระบบงานที่มีความสำคัญเหล่านี้ได้อย่างยืดหยุ่น

ทั้งนี้ด้วยความสามารถของ Nutanix ในการเชื่อมต่อกับบริการ Cloud ต่างๆ และทำการย้าย Image ของ Virtual Machine (VM) ได้อย่างง่ายดาย ก็ทำให้ภาพของการก้าวไปสู่ระบบ Multi-Cloud อย่างเต็มตัวนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ง่ายดายยิ่งขึ้นสำหรับองค์กร

 

สนใจติดต่อ M.Tech ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Citrix หรือโซลูชันอื่นๆ ทางด้าน Security สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการต่างๆ จาก M.Tech ได้โดยตรงที่ https://mtechpro.com/ หรือติดต่อคุณวสันต์ สุริยา Product Manager ได้ที่โทร 089-193-5865 หรืออีเมล์ wasun@mtechpro.com

from:https://www.techtalkthai.com/m-tech-becomes-citrix-distributor-again-in-2018/

เปิดตัว Moto G6 และ G6 Plus ในไทย ราคาเริ่มต้นที่ 7,990 บาท วางจำหน่าย 24 พ.ค.นี้

Motorola เปิดตัวสองสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Moto G6 และ G6 plus ในไทยอย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่นด้านถ่ายภาพในที่แสงน้อย ด้วยกล้องหลังคู่ที่มาพร้อมรูรับแสง f/1.7

Moto G6 Plus สเปกมีดังนี้

  • หน้าจอขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ในอัตราส่วน 18:9 พร้อมเทคโนโลยี Full HD Max Vision ที่ช่วยเพิ่มความคมชัด
  • รองรับ 2 ซิม ประเภท NANO SIM
  • ชิปประมวลผล Snapdragon 630 Octa-Core
  • ระบบปฏิบัติการ Android 8.0 Oreo
  • แรม 4GB, หน่วยความจำในเครื่อง 64GB รองรับ microSD Card ความจุสูงสุด 128GB
  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 12+5 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 มากับโหมด Portrait, สามารถถ่ายนามบัตรและแยกข้อมูลมาบันทึกไว้ในเครื่องได้เพียงใช้โหมดกล้องปกติ, รองรับการบันทึกวีดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 4K
  • กล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มาพร้อมโหมด Low Light และแฟลช LED
  • ระบบปลดล็อกหน้าจอด้วยสแกนลายนิ้วมือที่ปุ่มโฮม กับสแกนใบหน้า
  • พอร์ท USB Type-C
  • แบตเตอรี่ความจุ 3200 mAh และระบบชาร์จ TurboPower

Moto G6 สเปกจะใกล้เคียงกับรุ่น G6 Plus จะแตกต่างกันที่ขนาดหน้าจอที่เล็กลงอยู่ที่ 5.7 นิ้ว, ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 450, แรม 3GB, หน่วยความจำภายใน 32GB, กล้องหลังคู่ความละเอียดเท่ากัน แต่รูรับแสง f/1.8 และแบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh

ทั้งสองรุ่นเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่ 24 พฤษภาคมนี้ เป็นต้นไป โดย Moto G6 ราคาอยู่ที่ 7,990 บาท และ Moto G6 Plus ราคา 9,990 บาท

No DescriptionNo Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/102525

เปิดราคา Honor 10 วางขายที่ 13,990 บาท เริ่มสั่งจองได้ตั้งแต่ 24 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป (รับของ 6 มิถุนายน)

เปิดตัวในบ้านเราเรียบร้อยแล้วกับ Honor 10 มือถือเรือธงที่มีสเปคสูสีคู่คี่กับเรือธงรุ่นพี่อย่าง Huawei P20 ไม่ว่าจะเป็นชิป Kirin 970 ที่มีหน่วยประมวลผลแยกสำหรับการใช้งาน AI โดยเฉพาะ แล้วไหนจะการเล่นไล่สี Phantom Blue ที่มีความคล้ายคลึงกับสี Twilight ของรุ่น P20 Pro แต่ทั้งหมดที่ว่ามาในราคาที่เป็นมิตรกว่า แค่ 13,990 บาท เท่านั้นเอง

เรามาทบทวนสเปคระดับไฮเอนด์ของ Honr 10 กันอีกรอบนะครับ

  • หน้าจอ LCD ขนาด 5.84 นิ้ว Full View 2.0 ความละเอียด 2280 x 1080 (432 ppi)
  • CPU : Kirin 970 + ชิปประมวลผล NPU
  • GPU : Mali-G72MP12
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 128GB
  • กล้องหลังคู่ : 16MP (f/1.8) เซนเซอร์สี + 24MP (f/1.8) เซนเซอร์ขาวดำ
  • กล้องหน้า : 24MP (f/2.0)
  • ระบบ AI เพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายรูปทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • ระบบเสียง AK4376A 32-bit DAC + Huawei Histen รองรับเสียงแบบ 7.1
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • สแกนนิ้วมือด้านหน้าแบบ Ultra Sonic ปลดล็อคได้แม้เปียกน้ำ
  • USB-C 2.0
  • แบตเตอรี่ : 3400 mAh
  • ไม่กันน้ำ
  • ระบบ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย EMUI 8.1
  • สี : Phantom Blue, Midnight Black

กล้องหลังคู่เซนเซอร์สีมีความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ส่วนเซนเซอร์ขาวดำมีความละเอียด 24 ล้านพิกเซล และมีระบบ AI Camera 2.0 ที่สามารถจำแนกซีนต่างๆ ได้ 22 แบบ และแตกย่อยออกเป็น 500 ชนิด ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียด 24 ล้านพิกเซล

ชิป Kirin 970 ก็ถือเป็นตัวท็อปสุดแล้วของทางฝั่ง Huawei ใช้กันมาตั้งแต่ Mate 10 Pro และ P20 ซึ่ง Honor 10 ก็เลือกใช้ชิปรุ่นนี้ด้วย

Honor 10 จะวางจำหน่ายในราคา 13,990 บาท และจะเริ่มเปิดให้สั่งจองผ่าน Lazada, CSC, TG Phone และ BigC ได้ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมเป็นต้นไป โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 6 มิถุนายน

from:https://droidsans.com/honor-10-thailand-price-announced/

HTC เปิดตัว U12+ พร้อมกล้องคู่ ได้คะแนนจาก DxOMark เป็นอันดับสองของกล้องมือถือ

HTC เปิดตัว U12+ อย่างเป็นทางการ เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงประจำปี 2018 โดยครั้งนี้มีไฮไลต์สำคัญที่ HTC เลือกใช้กล้องคู่กับสมาร์ทโฟนเรือธงอีกครั้งในรุ่นนี้ (แต่เริ่มใช้ไปแล้วบนสมาร์ทโฟนรุ่นกลาง)

เริ่มกันที่ไฮไลต์ของรุ่นนี้ก็คือกล้องก่อน HTC เลือกใส่กล้องหลังสองตัว ตัวแรกเป็นกล้อง 12 ล้านพิกเซล f/1.75 มีเซนเซอร์ขนาด 1/2.55 นิ้ว สำหรับถ่ายภาพมุมกว้างมาพร้อมเทคโนโลยี UltralPixel 4 และระบบกันสั่น OIS และอีกตัวกล้อง 16 ล้านพิกเซล f/2.6 พร้อมเลนส์เทเลโฟโต้ ตัวกล้องสามารถซูมแบบ optical ได้ 2 เท่า และเบลอฉากหลังได้เช่นเดียวกับมือถือกล้องคู่รุ่นอื่น ๆ มีออโต้โฟกัสแบบ phase detection และใช้เลเซอร์ช่วย, แฟลชแบบ Dual-LED และอัดวิดีโอ 4K ได้ที่ 60fps

ส่วนกล้องหน้าก็เป็นกล้องคู่เช่นกัน โดยแต่ละตัวมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีฟีเจอร์เบลอฉากหลัง

DxOMark ได้ทดสอบกล้องของ HTC U12+ แล้ว โดยทางเว็บให้คะแนนรวม 103 คะแนน และให้ความเห็นว่า U12+ มีกล้องที่ปรับปรุงให้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าคือ U11 มาก โดย DxOMark ให้คะแนนภาพนิ่งที่ 106 คะแนน โดยมีจุดเด่นเรื่องสี, ออโต้โฟกัส, การแสดง artifact (วัตถุที่ปรากฏในภาพแต่ไม่ปรากฏจริง) น้อย, ระบบแฟลช, การซูม และโบเก้ ส่วนจุดด้อยคือ HDR ที่ให้ dynamic range ต่ำกว่าคู่แข่ง, noise ในที่แสงต่ำยังมีเยอะ และมีอาการรายละเอียดหายเมื่อซูมที่ 2 เท่า ส่วนวิดีโอให้ 95 คะแนน ซึ่งคะแนนรวมของ HTC U12+ เป็นรองเพียง Huawei P20 Pro เท่านั้น

ฟีเจอร์อื่นคร่าว ๆ ของ HTC U12+

  • ดีไซน์อะลูมิเนียมยูนิบอดี้ขัดเงา
  • ชิพ Snapdragon 845 พร้อมแรม 6GB
  • หน้าจอ Quad HD+ (2,880 x 1,440 พิกเซล) Super LCD 6 ขนาด 6 นิ้ว พร้อมอัตราส่วน 18:9 รองรับ HDR 10 ไม่มีติ่งบนจอ ขอบด้านข้างบางลง 1 มิลลิเมตรจากรุ่นก่อนหน้า และสั้นกว่ารุ่น U11+ อยู่ 1.9 มิลลิเมตร
  • ความจุมีให้เลือก 64GB และ 128GB ใส่ microSD เพิ่มได้สูงสุดถึง 2TB
  • Edge Sense 2 ตั้งให้โหมดมือเดียวแสดงตามการถือโทรศัพท์ได้ คือโทรศัพท์จะระบุได้ว่าผู้ใช้กำลังถือมือซ้ายหรือมือขวาและจะแสดงหน้าจอให้ชิดขอบซ้ายหรือขวา
  • มาพร้อม Android Oreo และ HTC สัญญาว่าจะอัพเกรดเป็น Android P ให้เมื่อเปิดตัวเวอร์ชันเต็ม

สำหรับราคาของ HTC U12+ จะอยู่ที่ 799 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 64GB และ 849 ดอลลาร์สำหรับรุ่น 128GB มีให้เลือก 3 สีคือ ดำ แดง และ translucent blue

ที่มา – DxOMark, Engadget

No Description

ภาพจาก HTC

No Description

ภาพจาก HTC

No Description

ภาพจาก DxOMark

No Description

ภาพจาก DxOMark

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/102522

Advertisements

for feed app only

%d bloggers like this: