คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2011

จะเกิดอะไรขึ้นหลัง IPv4 หมดโลกตอนที่ 2:Network Address Translation

บทความชุดนี้เป็นบทความเชิงเทคนิคอย่างง่าย เพื่อปูพื้นฐานทุกท่านให้เข้าใจถึงปัญหาที่โลกอินเทอร์เน็ตกำลังประสบ, ผลกระทบที่เราจะพบ, และการเปลี่ยนผ่านไปยังเทคโนโลยีใหม่ ถ้าใครยังไม่ได้อ่านตอนแรกแนะนำให้กลับไปอ่านก่อนครับ

รู้จักกับ NAT

ทุกวันนี้ถ้าใครสังเกตอาจจะพบว่าคอมพิวเตอร์ที่เราใช้งานอยู่มักได้หมายเลขไอพีคล้ายๆ กันไม่ว่าทำงานอยู่ที่ไหน โดยมักเป็นหมายเลข 192.168.xxx.xxx หรือ 10.xxx.xxx.xxx หมายเลขเหล่านี้เป็นหมายเลขที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าหน่วยงานใดๆ สามารถใช้เป็นการภายในได้โดยไม่ต้องกำหนดหมายเลขล่วงหน้า แต่เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ สามารถใช้หมายเลขเหล่านี้ซ้ำไปมาได้อย่างอิสระ การเชื่อมต่อระหว่างหน่วยงานงานจำเป็นต้องมีหมายเลขไอพีที่ได้รับการจัดสรร เพื่อให้เป็นหมายเลขอ้างอิงข้ามเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้

ในโลกอินเทอร์เน็ตนั้นนอกจากจะมีหมายเลขไอพีที่เปรียบเสมือนที่อยู่ของเราบนอินเทอร์เน็ตแล้ว เครื่องทุกเครื่องยังมีพอร์ตเพื่อแยกข้อมูลที่แอพพลิเคชั่นต่างๆ รับส่งออกจากกัน เปรียบเสมือนเราใส่ชื่อในการจ่าหน้าซองหมาย ที่แม้จะมีผู้รับหลายคนในที่อยู่เดียวกันก็ยังคงสามารถส่งข้อมูลไปถึงปลายทางได้ โดยแต่ละหมายเลขไอพีจะมีพอร์ตได้ถึง 65535 พอร์ต

ระบบ Network Address Translation หรือ NAT อาศัยจำนวนพอร์ตสำหรับแต่ละไอพีที่มีอยู่จำนวนมาก มาแจกจ่ายให้แต่ละไอพี ทำได้โลกภายนอกสามารถติดต่อกับเครื่องจำนวนมากในเครือข่ายได้โดยอาศัยหมายเลขไอพีเดียวกัน เปรียบเสมือนระบบไปรษณีย์ภายในคอนโด ที่หากเจ้าหน้าที่คอนโดสามารถจำได้ว่าใครอาศัยอยู่ในห้องไหนบ้าง คนภายนอกก็จะสามารถติดต่อกับคนที่อาศัยอยู่ในคอนโดนั้นได้โดยไม่ต้องระบุหมายเลขห้อง เพียงแค่ระบุชื่อให้ถูกต้องเจ้าหน้าที่ก็จะนำจดหมายไปส่งให้เอง

ผังการทำงาน NAT

ระบบ NAT มีข้อจำกัดสำคัญคือมันถูกออกแบบมาเพื่อให้เครื่องที่อยู่ภายในองค์กร เปิดการเชื่อมต่อไปยังเครื่องที่อยู่ภายนอก โดยเมื่อมีการขอเปิดการเชื่อมต่อครั้งแรก เราท์เตอร์ที่รองรับ NAT จะให้หมายเลขพอร์ตจากไอพีที่ได้รับการจัดสรรมา แล้วใช้หมายเลขไอพีและพอร์ตนั้นๆ แม้จะมีความพยายามในการแก้ปัญหาเพื่อให้หมายเลขไอพีภายในสามารถเปิดรับข้อมูลจากภายนอกโดยไม่ต้องเปิดการเชื่อมต่อไปก่อนได้บ้าง แต่ก็ไม่สมบูรณ์นัก โดยเฉพาะเมื่อเครื่องทั้งสองด้านเป็นเครื่องที่อยู่หลัง NAT ทั้งคู่

ผลกระทบหลังจาก IPv4 หมดโลก

ทุกวันนี้เมื่อเราเชื่อมต่อเข้ากับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เรามักได้รับหมายเลขไอพีเป็นหมายเลขไอพีที่ได้รับการจัดสรรมา (บางคนเรียกว่า “ไอพีจริง”) แต่เนื่องจากหมายเลขไอพีเหล่านี้หมดลง ผู้ให้บริการไม่สามารถขอจัดสรรหมายเลขไอพีเหลา่นี้เพิ่มเติมได้ ขณะที่หน่วยงานหลายแห่งต้องการเปิดให้บริการที่ต้องรับการเชื่อมต่อจากทุกคนได้ (เช่นเว็บเซิร์ฟเวอร์ของ Blognone) ทำให้บริการเหล่านี้ต้องการหมายเลขไอพีที่ได้รับการจัดสรร ค่าขอหมายเลขจะเพิ่มขึ้นตามลำดับเวลา ขณะที่การเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตามบ้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยุดให้หมายเลขไอพีที่ได้รับการจัดสรรมานี้กับผู้ใช้ตามบ้าน แล้วให้หมายเลขไอพีภายในที่เชื่อมต่อ

ทุกวันนี้เองหน่วยงานที่เคยได้รับหมายเลขไอพีจำนวนมากและเคยคิดว่ามากเกินพอ เช่น ม. เกษตรศาสตร์ที่ได้รับมาถึง 65535 หมายเลขนั้นก็เริ่มประสบปัญหาหมายเลขไอพีไม่พอ และต้องจ่ายหมายเลขไอพีภายในให้กับผู้ใช้งานบางส่วน

การใช้งานอินเทอร์เน็ต “ทั่วๆ ไป” ที่เราใช้งานกันเช่นเข้าเว็บ หรือเช็คอีเมลนั้นจะสามารถใช้งานต่อไปได้อีกยาวนานอย่างไร้ปัญหา แต่การใช้ไอพีภายในเป็นวงกว้างนั้นทำให้หลายครั้งที่เราเชื่อมต่อผ่านเราท์เตอร์ จะกลายเป็นเรากำลังอยู่ภายใต้หมายเลขไอพีภายในซ้อนกันหลายชั้น

แม้การทำ NAT ซ้อนกันหลายชั้นไม่สร้างปัญหาการเชื่อมต่อเข้ากับบริการที่มีหมายเลขไอพีที่ได้รับจัดสรรมาแต่อย่างใด โดยอาจจะมีปัญหาเรื่องความเร็วไปบ้าง แต่อุปกรณ์เครือข่ายรุ่นใหม่ๆ ก็ประมวลผล NAT ได้เร็วขึ้นมาก แต่ปัญหาที่สำคัญคือการเชื่อมต่อตรงระหว่างเครื่องต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต โดยเครื่องที่อยู่ภายใต้ระบบ NAT ที่ซับซ้อนมีโอกาสจะมีปัญหาไม่สามารถเชื่อมต่อถึงกันโดยตรงได้สูงมาก โดยงานวิจัยในหมวดการส่งข้อมูลถึงกันโดยตรงหรือ NAT Transversal ยังเป็นหัวข้อที่มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยมีมาตรฐานบางอันได้รับความนิยมขึ้นมาบ้างเช่น UPnP ที่เราท์เตอร์ตามบ้านมักรองรับเป็นอย่างดี แต่ก็ไม่มีการรับรองใดๆ ว่ามันจะทำงานได้ในเครือข่ายที่มีการทำ NAT ซ้อนกันไปมาหลายชั้น

ปัญหาสำคัญของการไม่สามารถส่งข้อมูลถึงกันโดยตรงได้เช่นนี้ จะสร้างปัญหาให้กับแอพพลิเคชั่นบางประเภทเช่น VoIP ที่ปรกติแล้วเซิร์ฟเวอร์ทำหน้าที่เพียง “นัดหมาย” คู่สายสองข้างให้เชื่อมต่อกัน แต่หลังจากนั้นทั้งสองข้างจะส่งข้อมูลถึงกันโดยตรง บริการเช่น Skype นั้นอาศัยผู้ใช้ระบบของ Skype เองที่มีหมายเลขไอพีที่ได้รับการจัดสรรมา ให้ทำตัวเป็น Super Node เพื่อส่งข้อมูลให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ของ Skype ที่อยู่ในเครือข่ายหลัง NAT แต่เมื่อเครือข่ายจำนวนมากเริ่มเป็น NAT มาขึ้นเรื่อยๆ เครื่องที่จะทำหน้าที่ Super Node นั้นก็จะหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทเช่น Skype ที่จะต้องหาเครื่องมาวางเพื่อทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลโดยตรง

บริการอีกอย่างหนึ่งที่มีปัญหาคือ BitTorrent ที่ต้องการการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างเครื่องในเครือข่าย โดย BitTorrent นั้นอาศัยการ “ประกาศ” ที่อยู่และหมายเลขพอร์ตสำหรับรับการเชื่อมต่อจากเครื่องอื่นๆ ในเครือข่าย หากคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไม่สามารถกำหนดพอร์ตเพื่อรอการเชื่อมต่อขาเข้าได้แล้ว การสร้างเครือข่ายเพื่อแชร์ไฟล์ระหว่างกันก็จะทำไม่ได้

ตอนต่อไป ผมจะพูดถึง IPv6 ปัญหาระหว่างการเปลี่ยนผ่าน และฟีเจอร์ที่เราจะได้รับ

from:http://www.blognone.com/news/21609/%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87-ipv4-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-2network-address-translation

Nokia และ Microsoft เตรียมแถลงข่าววันศุกร์หน้า

เป็นเรื่องกันอีกแล้วสำหรับสองค่ายสองสัญชาติระหว่าง Microsoft และ Nokia ที่มีข่าวมาให้อ่านกันตลอด ล่าสุดทั้งสองบริษัทก็เตรียมที่จะแถลงข่าวความสัมพันธ์ และร่วมกันเปิดตัวผลิตภัณฑ์บางอย่าง ที่พวกเขาได้ร่วมกันพัฒนามาต่อสื่อมวลชนในวันศุกร์หน้านี้ โดยคาดว่าน่าจะเป็นการแถลงการเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าจะใช้ Windows Phone 7 เป็นระบบปฏิบัติการหลัก รองจาก MeeGo (NSeries) และ Symbian (ESeries, XSeries, CSeries) ครับ

เอาเป็นว่ามารอลุ้นกันศุกร์หน้าดีกว่า ว่า Nokia และ Microsoft จะจับมือกันโยนหมากไปทางไหน และมันจะน่าตื่นตาเท่า Nokia Booklet 3G ที่เคยเปิดตัวไปหรือไม่

ที่มา: New York Times ผ่าน Engadget

from:http://www.blognone.com/news/21608/nokia-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0-microsoft-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2

ต้อนรับตรุษจีนกับ Ubuntu Chinese Edition

คนที่เข้าเว็บ Ubuntu.com ช่วงนี้อาจจะแปลกใจ เพราะพบกับแบนเนอร์ภาษาจีนพร้อมกับข้อความภาษาอังกฤษ

Happy New Year! Celebrate with the new official Chinese Version of Ubuntu

มันคือ Ubuntu รุ่นที่ปรับแต่งให้ใช้งานภาษาจีนได้อย่างเต็มที่นั่นเอง ทั้งเพิ่มระบบป้อนข้อความภาษาจีน, แปลภาษา, พจนานุกรมภาษจีนเข้ามา ส่วนอย่างอื่นก็เหมือน Ubuntu รุ่นปกติทุกประการ ตอนนี้ยังมีเฉพาะรุ่น 10.10 และ 11.04 Alpha 2 เท่านั้น

ผมหาประกาศของ Canonical ในเรื่องนี้ไม่เจอ เลยไม่มีคำอธิบายใดๆ ว่าทำไม Canonical ถึงเลือกทำรุ่นภาษาจีนมาเป็นพิเศษ อันนี้ก็ต้องเดากันต่อไปครับ

ที่มา – OMG Ubuntu

from:http://www.blognone.com/news/21605/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-ubuntu-chinese-edition

Google Instant มีอัตราการใช้งาน 98% ของผู้ใช้กูเกิลทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งล่าสุดของ Google Search ในรอบหลายปีคือฟีเจอร์ Google Instant ค้นแบบไม่ต้องคลิกหรือกดปุ่ม หลังเปิดตัวฟีเจอร์นี้เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ก็เกิดเสียงตอบรับสองแบบชัดเจนคือคนที่ชอบไปเลยกับเกลียดไปเลย

คำถามก็คือคนสองกลุ่มนี้มีจำนวนเท่าไรบ้าง

Ben Gomes วิศวกรผู้ดูแลโครงการ Google Instant ให้ข้อมูลว่าผู้ใช้กูเกิลจำนวน 98% ใช้งานฟีเจอร์นี้ มีเพียง 2% ที่สั่งปิดและกลับไปใช้หน้าค้นหากูเกิลแบบเดิม Gomes ยังเสริมว่าหลังเริ่มใช้ Google Instant พบว่าผู้ใช้กูเกิลพิมพ์ตัวอักษรสั้นลง 5% และหาสิ่งที่ต้องการได้เร็วขึ้น 10%

อัตรา 98% อาจดูสูงมาก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากูเกิลเปิดใช้ฟีเจอร์นี้เป็น default ให้ผู้ใช้ทุกคน ไม่ใช่ให้ผู้ใช้เป็นคนสั่งเปิดเอง

ที่มา – Fast Company

from:http://www.blognone.com/news/21604/google-instant-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-98-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%94

Ubuntu 11.04 จะรวมซอฟต์แวร์กลุ่มเมฆ OpenStack เข้ามาด้วย

OpenStack เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สสำหรับสร้างระบบ cloud computing เกิดจากความร่วมมือจาก NASA และโฮสติ้งรายใหญ่ Rackspace (ข่าวเก่า)

หลังจากเปิดตัวโครงการมาได้ครึ่งปี OpenStack ก็ออกซอฟต์แวร์รุ่นที่สอง 2011.1 หรือโค้ดเนม “Bexar” และก็มีข่าวดีเพิ่มเติมว่า Canonical จะนำ OpenStack เข้ามารวมใน Ubuntu รุ่นถัดไป 11.04 ที่จะออกเดือนเมษายนด้วย

ในรุ่นแรก 11.04 ทาง Canonical จะนำ OpenStack เข้ามาเป็น technology preview และยังไม่ถูกสนับสนุนเต็มรูปแบบ แต่ในอนาคต Canonical สัญญาว่าจะปรับปรุง OpenStack รุ่นบน Ubuntu Server ให้ทำงานร่วมกันได้ดียิ่งขึ้น

Ubuntu Server มีซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สด้าน cloud computing อยู่ก่อนแล้วคือโครงการ Eucalyptus ซึ่งถูกรวมเข้ามาใน Ubuntu รุ่นสำหรับเซิร์ฟเวอร์มาประมาณ 2 ปี การรวม OpenStack ที่เป็นคู่แข่งกันเข้ามาด้วยจึงเกิดคำถามว่าในอนาคต Ubuntu จะเลือกอันใดอันหนึ่งหรือไม่ (ซึ่งทางฝ่าย OpenStack มั่นใจว่าจะเลือกให้เหลือฝ่ายตัวเองตัวเดียว)

ที่มา – Canonical, The Register, The Register (2)

from:http://www.blognone.com/news/21603/ubuntu-1104-%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%86-openstack-%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2

Vodafone ประเทศอังกฤษจะเปิดตัว Sony Ericsson Xperia Arc เมษาฯนี้

ข่าวนี้สำหรับสาวกอารยธรรม Sony ครับ ข่าวนี้น่าจะเป็นการเคลื่อนไหวล่าสุดหลังที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน CES 2011 ที่ผ่านมาแล้วก็เงียบหายไป

โดย Vodafone ของประเทศอังกฤษน่าจะเป็นเจ้าแรกของโลกที่จะเปิดตัว Sony Ericsson Xperia Arc ในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อรับข่าวสารใหม่ๆ ได้กับทางเว็บของ Vodafone (ดูลิงค์ในที่มา)

ซึ่งเมื่อสักครู่ผมลอง Googling ด้วยคำว่า “xperia arc” ก็ได้พบกับโฆษณา (AdWords) ของ Vodafone แล้วด้วยครับ

ทันทีที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Xperia Arc ซึ่งเป็นโทรศัพท์แอนดรอยด์ตัวล่าสุดและเป็นเรือธง (Flagship) ของค่ายฯ ก็จะกลายเป็นโทรศัพท์แอนดรอยด์ที่บางที่สุดในโลกไปด้วยความหนา (ความบาง?) เพียง 8.7 มิลลิเมตรเท่านั้น

นอกจากนั้นแล้วตามทฤษฎีเจ้านี่ยังสามารถทำมัลติทัชได้พร้อมกันถึง 32 จุดอีกด้วย (นิ้วมือ + นิ้วเท้ายังไม่พอกด)

ก็หวังว่า Sony จะไม่ปล่อยให้คนไทยได้ใช้ Xperia Arc ตอนที่ค่ายอื่นๆ เค้าไป Quad Core กันหมดแล้วนะครับ ^ ^

ที่มา – ANDROIDOS

from:http://www.blognone.com/news/21602/vodafone-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7-sony-ericsson-xperia-arc-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AF%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89

รัฐสภาสหรัฐกังขา ขอให้ Facebook ชี้แจงเรื่องการเปิดเผยที่อยู่บ้าน-เบอร์โทร

เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงข่าว Facebook อนุญาตให้แอพขอดูที่อยู่บ้านเราได้ ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมาย แม้ Facebook จะขอหยุดฟีเจอร์ไว้ชั่วคราว แต่รัฐสภาสหรัฐก็เริ่มเข้ามาดูแลเรื่องนี้แล้ว

คณะกรรมาธิการด้านความเป็นส่วนตัวของรัฐสภา (Congressional Privacy Caucus) นำโดยประธานร่วม ส.ส. Edward Markey และ ส.ส. Joe Barton ได้ส่งจดหมายถึง Mark Zuckerberg พร้อมคำถาม 11 ข้อ ขอให้ Facebook ชี้แจงว่าถ้าเปิดฟีเจอร์นี้อีกครั้ง จะมีลักษณะอย่างไร และผู้ใช้จะเปิดเผยข้อมูลส่วนใดบ้าง

Facebook มีเวลาตอบจดหมายนี้ถึงวันที่ 23 ก.พ. นี้ ดูท่าทางจากฝั่งรัฐแล้ว เป็นไปได้สูงเหมือนกันว่า Facebook อาจตัดสินใจถอดฟีเจอร์นี้ออกไป

ที่มา – paidContent

from:http://www.blognone.com/news/21600/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89-facebook-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A3