คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2015

รีวิว Canon PIXMA G3000 เครื่องพิมพ์ระบบแท็งก์ครั้งแรกจากแคนอน

ปัญหาผู้ใช้ซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทแล้วนำไปดัดแปลงติดกล่องเก็บน้ำหมึกภายนอก หรือที่เราเรียกกันว่า “หมึกแท็งก์” มีมายาวนาน ผู้ผลิตอ้างว่าอาจเสี่ยงกับน้ำหมึกที่ไม่ได้คุณภาพและอาจทำให้หัวพิมพ์ (printhead) เสียหายได้ โดยข้อดีของการติดแท็งก์คือสามารถจุน้ำหมึกได้ปริมาณมากกว่าตลับหมึก (cartridge) แบบดั้งเดิม และมองเห็นปริมาณน้ำหมึกที่เหลืออยู่ได้ด้วยตาเปล่า ภายหลังผู้ผลิตหลายยี่ห้อทนไม่ไหวเพราะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้ใช้กลับมาใช้หมึกแบบตลับได้ จึงตัดสินใจออกเครื่องพิมพ์ของตนแบบเป็นแท็งก์มาขายซะเลย

Canon PIXMA G3000 เป็นเครื่องพิมพ์ในซีรีส์ G ที่เป็นไลน์ใหม่ของแคนอน ขณะนี้มีออกมาด้วยกันสามรุ่น คือ G1000, G2000 และ G3000 เรียงจากรุ่นล่างไปรุ่นท็อป เป็นเครื่องพิมพ์ระบบแท็งก์ทุกตัว โดยรุ่นที่ผมจะรีวิวครั้งนี้คือ G3000 เป็นรุ่นท็อปที่มีฟีเจอร์ครบครันสำหรับการใช้งานตามบ้าน และผู้ใช้ทั่วไป

สเปก

จะเห็นว่าความแตกต่างของทั้งสามรุ่นชัดเจนเข้าใจง่าย คือรุ่น G1000 เป็นเครื่องพิมพ์ซิงเกิลฟังก์ชัน พิมพ์ได้อย่างเดียว, รุ่น G2000 เพิ่มสแกนเนอร์เข้ามา และรุ่น G3000 เพิ่มฟีเจอร์เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi และฟีเจอร์เกี่ยวกับคลาวด์เข้ามา นอกจากนี้ยังรับประกันนานกว่ารุ่นอื่น

ฮาร์ดแวร์

Canon PIXMA G3000 มาในบอดี้สีดำ ขนาดใกล้เคียงเครื่องพิมพ์ตามบ้านทั่วไป สิ่งแรกที่สะดุดตาคือแท็งก์เก็บหมึกบริเวณด้านซ้ายและขวาของเครื่อง โดยแท็งก์สีดำอยู่ทางซ้ายมีขนาดใหญ่ ส่วนสีฟ้า, บานเย็น และเหลือง มีขนาดเล็กกว่า อยู่ด้านขวามือ


แท็งก์หมึกดำ



แท็งก์หมึกสี ด้านข้างก็มีช่องให้ดูระดับหมึกด้วย


ปุ่มควบคุมอยู่ด้านบน


สแกนเนอร์ขนาด A4


ในกล่องมีหมึกให้มา 4 สี แต่เครื่องรีวิวมีสีดำให้มาเพิ่มอีก 2 ขวด (หมึกผลิดที่ญี่ปุ่น)


ด้านหลังมีพอร์ต USB Type B

ลักษณะพร้อมใช้งานเป็นแบบนี้

การติดตั้ง และเปิดใช้งานครั้งแรก

เมื่อเป็นเครื่องพิมพ์แบบแท็งก์ การติดตั้งจึงต่างกับเครื่องพิมพ์แบบตลับ ผู้ใช้ต้องบีบหมึกเข้าไปในแท็งก์แต่ละสีเอง โดยการเปิดจุกยางของแต่ละแท็งก์ออก จากนั้นเปิดขวดหมึกที่แถมมา (หน้าตาเหมือนยาหยอดตาขนาดยักษ์) ค่อยๆ จิ้มเข้าไปในรูเติมหมึก แล้วคว่ำลงตามรูป สุดท้ายก็บีบหมึกเข้าไปจนหมด และนำจุกยางมาปิดให้สนิท


ใต้ฝามีรูปวิธีเติมหมึก


ดึงจุกยางไปเสียบไว้ตรงเสาเสียบเล็กๆ ก่อนเติมหมึก ตรงนี้ผมว่าเป็นการออกแบบที่ดี


คว่ำขวดหมึกลงแล้วบีบหมึกเข้าแท็งก์


เติมจนถึงขีดที่กำหนด


การเติมหมึกสีสามสีที่เหลือก็ทำแบบเดียวกัน

ส่วนการติดตั้งหัวพิมพ์ต้องบีบตัวล็อกให้เปิดออก แล้วนำหัวพิมพ์ทั้งสองอันที่ได้มา (แบ่งเป็นหัวสำหรับสีดำอันนึง และอีกสามสีอีกอัน) ใส่เข้าไปในช่องตามที่มีอักษร B (Black) และ C (Color) กำกับอยู่ จากนั้นปิดล็อกและกดปุ่มสีน้ำเงินทั้งสองปุ่มลงไปเป็นอันเสร็จ


ตัวล็อกหัวพิมพ์


เปิดอ้าออกแล้ววางหัวพิมพ์ลงไป ในรูปคือติดตั้งแล้ว ชิ้นที่มีอักษร C และ B


ด้านใต้หัวพิมพ์ C (Color) หัวเดียวสามสี

การใช้งานครั้งแรกหลังจากเสียบปลั๊กแล้วกดเปิดเครื่อง ให้กดปุ่ม Stop ค้างไว้ เครื่องจะทำการ “ชาร์จหมึก” ใช้เวลาสักพักก็เสร็จ จากนั้นก็ติดตั้งไดรเวอร์ที่คอมพิวเตอร์ตามปกติ โดยเครื่องพิมพ์รุ่นนี้ไม่มีหน้าจอใดๆ การเชื่อมต่อ Wi-Fi จึงต้องทำผ่านสมาร์ทโฟน ผู้ใช้ต้องโหลดแอพมาติดตั้งและกรอกรหัส Wi-Fi ในแอพ แอพจะเชื่อมต่อเข้าไปที่เครื่องพิมพ์แบบ ad-hoc (ต่อตรงไม่ผ่านเราเตอร์) และเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์เข้าเครือข่ายให้ จึงพร้อมใช้งาน

คุณภาพการพิมพ์

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด คือคุณภาพการพิมพ์ ผมลองพิมพ์เอกสารทั่วไป รวมถึงรูปถ่ายลงกระดาษ A4 และใช้กล้องติดเลนส์มาโครถ่ายเจาะให้ดูกันเลยครับ

Disclaimer: ผมใช้กระดาษ A4 ที่แคนอนให้มา ไม่ทราบว่าเป็นกระดาษยี่ห้ออะไร ความหนากี่แกรม แต่จับดูแล้วคุณภาพโอเค ไม่บางมาก ส่วนตอนทดสอบพิมพ์รูปถ่าย เนื่องจากแคนอนไม่ได้ให้กระดาษโฟโต้มาด้วย และหากพิมพ์ลง A4 ธรรมดาจะให้คุณภาพที่แย่ และกระดาษจะเปื่อยเป็นคลื่นๆ เพราะใช้หมึกมากกว่าปกติ ผมจึงใช้กระดาษอิงค์เจ็ทส่วนตัวที่มีอยู่มาทดสอบ เป็นกระดาษด้านที่มีการโค้ทกันน้ำไว้ ทำให้ไม่เปื่อยยุ่ยเวลาพิมพ์รูปถ่าย แต่ก็ยังไม่ใช่กระดาษที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพิมพ์รูปถ่ายอยู่ดีนะครับ

ทดลองพิมพ์เอกสารที่สร้างจาก Google Docs (ดูต้นฉบับได้ที่นี่)

ผมวางรูปเป็นคู่ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ โดยรูปบนเป็น standard quality และรูปล่างเป็น high quality จากนั้นตามด้วยรูปแบบครอป 100% นะครับ


ตัวหนา


ตัวหนังสือปกติ


หัวข้อตัวใหญ่


รูปในเอกสาร


รูปนี้คุณภาพ Standard ใช้กระดาษ A4 ที่แคนอนให้มา (กระดาษงอเพราะเปื่อยหลังพิมพ์สีเต็มหน้า)


รูปนี้เซ็ตไว้ว่าพิมพ์รูป หลอกเครื่องว่าใช้กระดาษโฟโต้ แต่จริงๆ ใส่กระดาษอิงค์เจ็ตแบบกันน้ำ พิมพ์สวยขึ้นมาก สังเกตสีผนังเหลืองนวล, สีเขียวใต้ชายคา


สองอันนี้ถ่ายเจาะ ไม่ได้ครอป


ถ่ายเจาะเช่นกัน

สแกนเนอร์

ผมได้ทดสอบการสแกนโดยสแกนหน้าปกแคตตาล็อก IKEA และโบรชัวร์ของไทยวัสดุทั้ง 300 และ 600dpi ทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น สีเที่ยงตรงดี (ดาวน์โหลดไฟล์จากการสแกนได้ที่นี่)

แอพพลิเคชัน

แอพพลิเคชันและฟีเจอร์ที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตต่างๆ มีตามรูปนี้

สรุป

ข้อดี

  • หมึกแท็งก์ จุได้เยอะ พิมพ์ได้ยาวนาน
  • ไม่ต้องระแคะระคายว่าหมึกหมดจริงหรือไม่ เห็นชัดเจนกันไปเลย
  • คุณภาพการพิมพ์ถือว่าดี สำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป
  • มี Quiet Mode ลองแล้วพบว่าเสียงดึงกระดาษเงียบลงมาก และพิมพ์ช้าลง
  • เปิดเครื่องเร็วมาก ไม่ถึงครึ่งนาทีก็พร้อมพิมพ์แล้ว
  • การประกอบ รวมถึงการออกแบบทั้งภายนอกและภายในทำได้ดีมาก

ข้อเสีย

  • ไม่มีหน้าจอ ทำให้การสั่งงานและการเชื่อมต่อ Wi-Fi ลำบากไปหน่อย
  • พิมพ์สองหน้าอัตโนมัติไม่ได้
  • ราคาค่อนข้างแพง ถ้าคิดว่าไม่เอาหมึกแท็งก์ ด้วยราคานี้จะสามารถซื้อเครื่องพิมพ์ที่มีถาดเก็บกระดาษ, สแกนเนอร์แบบ ADF และพิมพ์สองหน้าอัตโนมัติได้เลย
Canon, Printer, Review

from:https://www.blognone.com/node/76304

Samsung ปล่อยโฆษณา Galaxy A7, A5 และ A3 (รุ่นปี 2016) ก่อนเริ่มบุกตลาดในช่วงปีนี้

         Samsung new Galaxy A3, Galaxy A5 และ Galaxy A7  รุ่นปี 2016 เริ่มทยอยวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศจีนแต่สำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยก็คงจะเริ่มในช่วงปี 2016 นี้แหละ ในช่วงแรกอาจจะสร้างความสับสนบ้างเกี่ยวกับชื่อSamsung Galaxy A (2016) ที่นับเป็นรุ่นที่ 2 หรือ 2nd Gen และล่าสุดตอนนี้ Samsung ก็เริ่มยิงโฆษณา Galaxy A ทั้งซีรีส์ของปี 2016 ออกมาแล้ว

          สำหรับเจ้าวีดีโอตัวใหม่นี้ ถ้าใครได้ลองเปิดดูแล้วก็จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาความยาว 1 นาที นั้นแทบไม่ได้แนะนำ Galaxy A มีแต่คำถามว่า ทำไม ? ทำไม ? ทำไม ? ตลอดทั้งคลิปที่มีถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ และแบ่งปันไปบนโลกโซเชียลของคนในยุคนี้เท่านั้น และสุดท้ายก็จบลงที่ประโยคง่ายๆ ว่า “เพราะนั้นคือสิ่งที่เราทำเป็นประจำ” และมีการแนะนำ Galaxy A ปิดท้ายเท่านั้น เอาเป็นว่าเรามารอดูกันดีกว่าว่าหลังจากนี้ Samsung จะปล่อยอะไรออกมาให้ได้ตื่นเต้นกันอีกบ้าง

ส่วนสเปคคร่าวๆ ของเจ้า Galaxy A รุ่นปี 2016 ทั้งสามแตกต่างจากรุ่นเดิมมากน้อยแค่ไหน ลองมาดูกัน

 

SAMSUNG A7 (2016)

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1080p
  • CPU Exynos octa-core1.6 GHz
  • ความละเอียดกล้อง : 13 megapixels / กล้องหน้า 5 megapixels
  • RAM 3 GB
  • แบตเตอรี่ 3,300 mAh

 


SAMSUNG A5 (2016)

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด 1080p
  • CPU Exynos octa-core1.6 GHz
  • ความละเอียดกล้อง : 13 megapixels / กล้องหน้า 5 megapixels
  • RAM 2 GB
  • แบตเตอรี่ 2,900 mAh

 

SAMSUNG A3 (2016)

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 720p
  • CPU Exynos quad-core 1.5 GHz
  • ความละเอียดกล้อง : 13 megapixels / กล้องหน้า 5 megapixels
  • RAM  2 GB
  • แบตเตอรี่  2,300 mAh

          ทั้งสามรุ่นมีหน่วยความจำตัวเครื่อง 16GB และใช้ระบบปฏิบัติการ Android Lollipop ที่จะสามารถ อัพเกรดเป็น Marshmellow ได้ในอนาคต ลองได้เห็นแบบนี้แล้ว ใครที่ถือรุ่นปี 2015 อยากจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่กันหรือยัง?

 

ที่มา : phonearena

from:http://droidsans.com/samsung-release-galaxy-a-2016-edition-ads

สรุป 10 สุดยอดข่าวเด่นของ Apple ประจำปี 2015

ปี 2015 ถือเป็นปีที่มีการเปิดตัวสินค้าในหมวดหมู่ใหม่ มีฮาร์ดแวร์จำนวนมากที่แอปเปิลบุกตลาดอย่างจริงจังในปีนี้ ซึ่งนานมาแล้วที่แอปเปิลไม่ได้รุกหนักในทุกตลาดขนาดนี้มาก่อน

ทีมงาน MacThai ได้รวบรวมเรื่องราวที่สุดของแอปเปิลในปี 2015 นี้ โดยจะนำเสนอเป็นบทความ MacThai Year In Review จำนวน 3 ตอนจบ ซึ่งท่านที่ติดตามกันมาตลอดทั้งปี การได้อ่านบทสรุปก็ถือว่าน่าสนุกไม่น้อยเช่นเดียวกัน


macbook

10. เปิดตัว MacBook รุ่นของบาง ก้าวใหม่สำหรับโน้ตบุ้คของ Apple

 

MacBook ถือเป็นสินค้าที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงอัพเดทมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในครั้งนี้แอปเปิลได้ทำการแตกประเภทของโน้ตบุ้คเพิ่มขึ้นมาอีก จากเดิม MacBook Pro และ MacBook Air มาตอนนี้ได้มีการเพิ่ม MacBook (เฉยๆ) ขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง

ด้วยดีไซน์ที่บางโคตรบาง สีทองที่เพิ่มเข้ามาใหม่ สเป็คเครื่องที่แรงใช้ได้ ก็ทำให้เรียกเสียงฮือฮาได้พอสมควร แต่ที่ถูกวิจารณ์กันมากคือเรื่องพอร์ทที่มี USB-C มารูเดียว ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งานสำหรับหลายคน และราคาที่ค่อนข้างสูงพอสมควร

แต่แอปเปิลบอกนี่คืออนาคตของโน้ตบุ้ค เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเปิดตัว MacBook Air รุ่นแรก ซึ่งก็ตัดหลายสิ่งออกไป แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีก็หลายเป็น MacBook Air ที่ทรงประสิทธิภาพ ต้องรอดูว่า MacBook รุ่นขอบบาง จะพัฒนาตัวเองจนขึ้นมาเป็นสินค้าที่ทุกคนหลงรักได้หลังจากนี้หรือเปล่า

We challenge ourselves to reinvent the notebook. And we did it. This is the future of notebook.

– Tim Cook

apple-vs-android

9. Apple เปิดตัวแอพบน Android ครั้งแรก และโดนสาวกหุ่นเขียวถล่ม

ดูเหมือนคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของแอปเปิลยังคงเป็นกูเกิล ซึ่งในขณะที่กูเกิลทำแอพจำนวนมากให้ระบบ iOS แต่แอปเปิลกลับไม่เคยทำแอพใดๆ ลงในระบบ Android เลย

แต่มาในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่แอปเปิลเปิดตัวแอพบน Android โดยแอพแรกคือ “Move To iOS” ซึ่งเป็นแอพที่ช่วยให้ผู้ใช้ Android ย้ายข้อมูลมาบน iOS ได้ง่ายขึ้น ก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากสาวกหุ่นเขียว ด้วยการถล่มจัด 1 ดาวให้พร้อมคอมเม้นต์มันๆ อีกเพียบ !!

ต่อมาแอปเปิลก็เปิดตัว Apple Music บน Android พร้อมให้ใช้งานได้ฟรี 3 เดือนเช่นเดียวกัน ซึ่งรอบนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดีกว่าที่คิด พร้อมยอดโหลดทะลุล้านในเวลาไม่กี่วันเท่านั้น ดูเหมือนการทำลายกำแพงของระบบครั้งนี้ จะส่งผลดีกับผู้ใช้ทั้งสองระบบอย่างแท้จริง

apple-music-android-google-play-store

ผู้ที่ใช้ Android สามารถดาวน์โหลดและทดลองใช้งาน Apple Music ได้ 3 เดือน โดยราคาของผู้ใช้แอนดรอยแบบส่วนบุคคลจะอยู่ที่ 4.99 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามผู้ใช้แอนดรอยก็สามารถสมัครแพคเกจแบบ Family Sharing ได้เช่นกัน แต่จะต้องทำการสมัครใช้งานบน iOS และ Mac ก่อน โดยราคาอยู่ที่ 7.99 ดอลลาร์

Move to iOS เป็นแอพสำหรับช่วยย้ายข้อมูลที่สำคัญจากสมาร์ทโฟน Android เพื่อไปไว้ในอุปกรณ์ iOS เครื่องใหม่ได้สะดวกง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ, ข้อความ, รายชื่อติดต่อ, บัญชีกูเกิล หรือบุ๊คมาร์ค

ทั้งนี้แอพ Move to iOS รองรับ Android ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.0 ขึ้นไป ส่วน iOS ที่จะย้ายมาต้องเป็นเวอร์ชัน 9.0 ขึ้นไปด้วย

13173-7724-150607-Move-l

8. “ถ้าไม่ใช่ iPhone ยังไงก็ไม่ใช่ iPhone”

โดยปกติแล้วแอปเปิลจะทุ่มลงโฆษณาในไทยเฉพาะช่วงที่มีการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่เท่านั้น แต่ในปีนี้แอปเปิลกลับทุ่มลงโฆษณาและสื่อต่างๆ ในไทยตลอดทั้งปี

เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่มีการเปิดตัวป้ายโฆษณาชุด “ถ่ายด้วย iPhone 6” จนมีภาพสวยๆ ติดทั่วกรุงเทพ เพื่อโชว์ความสวยงามของภาพที่ได้จากกล้องบน iPhone 6

ต่อมาช่วงกลางปีแอปเปิลก็ได้เปิดตัวโฆษณาทางทีวี ซึ่งมาพร้อมประโยคยอดฮิตที่ติดหูมากนั่นคือ “ถ้าไม่ใช่ iPhone ยังไงก็ไม่ใช่ iPhone” ซึ่งประโยคนี้ฮิตขนาดที่เมื่อมีข่าวจากฝั่งคู่แข่งเมื่อไหร่ สาวกก็พร้อมใจเข้าไปคอมเม้นต์พร้อมกันด้วยประโยคดังกล่าว

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่แอปเปิลเริ่มบุกตลาดไทยมากขึ้นเรื่อยๆ น่าสนใจว่าก้าวต่อไปหลังจากนี้คืออะไร ….​ Apple Store ?

apple-thailand-ads-shot-on-iphone-6-sathon-unique-tower

macthai-apple-iphone-6-camera-world-gallery-launch-in-thailand-006

macthai-review-apple-watch-with-milanese-loop-007

7. Apple Watch สินค้า Wearable ตัวแรกของบริษัท

ในที่สุดแอปเปิลก็เปิดตัวสินค้าหมวดหมู่ใหม่ครั้งแรกในรอบ 5 ปี นั่นก็คือ Apple Watch ซึ่งถือว่าเป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่เปิดตัวได้ร้อนแรงจนปีแรกก็ขึ้นอันดับ 1 ส่วนแบ่งตลาด Wearable ได้สำเร็จ

แต่จากยอดขายที่ร้อนแรง ก็เต็มไปด้วยคำวิจารณ์ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องความสามารถที่จำกัด ต้องใช้คู่กับ iPhone เท่านั้น ราคาที่สูง รวมถึงแบตที่อยู่ได้แค่วันเดียวเท่านั้น

อย่างไรก็ดี Apple Watch ถือเป็นสินค้าในหมวดหมู่ใหม่ที่ขายได้มากที่สุดของแอปเปิล เมื่อเทียบกับปีแรกของ iPhone, iPad หรือ iPod คาดว่าปีหน้าเราน่าจะได้เห็น Apple Watch 2 ซึ่งน่าจะออกมาแก้จุดอ่อนของรุ่นแรกไม่มากก็น้อย

สามารถอ่าน รีวิว: Apple Watch แบบละเอียดยิบ ได้ที่นี่

Main Photo

shock-iphone-6s-price-much-higher-that-last-year-featured

iphone-price-increase

macthai-weekly-iphone-6s-in-thailand-one-month-001

6. Apple ขึ้นราคาสินค้าในไทย 10-15%

ถือเป็นผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงอย่างมาก ทำให้แอปเปิลตัดสินใจขึ้นราคาสินค้าที่ขายในเมืองไทยกว่า 10-15% ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้สินค้าหลายอย่างที่คนมองว่าราคาสูงอยู่แล้วยิ่งสูงขึ้นไปอีก

โดยเฉพาะ iPhone 6s ที่เปิดขายในราคา 26,900 บาท ถือว่าเป็นราคาไอโฟนที่แพงสุดตั้งแต่เคยขายในเมืองไทยมา จนส่งผลให้ยอดขาย iPhone 6s ในไทยกลับไม่ร้อนแรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด

อย่างไรก็ดีทั้งค่ายมือถือและตัวแทนจำหน่ายสินค้าของแอปเปิลในไทยอย่าง iStudio ก็พยายามเร่งจัดโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมที่มากขึ้น จนบางโปรก็ไม่เคยเห็นลดราคากันมากขนาดนี้มาก่อน ต้องรอดูว่าปีหน้าจะมีการอัดโปรแรงๆ ให้เราได้ซื้อสินค้าของแอปเปิลอย่างสบายกระเป๋ามากขึ้นหรือไม่

apple-tv-gen-4

5. Apple TV ใหม่ ที่ไม่ฮือฮาอย่างที่คิด

สินค้าที่แอปเปิลบอกเสมอว่าทำเป็นงานอดิเรกอย่าง Apple TV มาในปีนี้ได้อัพตัวเองขึ้นมาเป็นสินค้าหลักอย่างเต็มตัว พร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ ฮาร์ดแวร์ใหม่ พร้อมดีลสำคัญๆ กับผู้ผลิตรายการทีวี

ด้วยรีโมทที่รองรับการสัมผัส, สั่งงานได้ด้วย Siri, มาพร้อมกับ App Store ลงแอพและเกมเพิ่มได้ แต่ก็มาพร้อมราคาที่สูงกว่ารุ่นเดิมมาก (ราคาไทยเริ่มที่ 8,500 บาท)

แม้แอปเปิลจะเน้นที่ Apple TV ใหม่แค่ไหน แต่หลายฝ่ายก็ยังมองว่ายังขาดจุดที่จะเปลี่ยนแปลงวงการได้ ไม่ว่าจะเป็นแอพที่ยังไม่ได้เยอะมากนัก ผู้ผลิตเนื้อหารายการทีวีที่เข้าร่วมยังขาดแม่เหล็กสำคัญ ซึ่งจากข่าวลือที่ผู้ผลิตรายการทีวีหลายรายไม่ขอเข้าร่วมวงกับแอปเปิลก็ทำให้ Apple TV ใหม่ดูจะสะดุดไม่น้อย

Taylor-Swift-Behind-the-Sense-with-apple-music

4. Apple Music เปิดตัวพร้อมกับดราม่าสนั่นวงการ

แอปเปิลครองอันดับ 1 ผู้จำหน่ายเพลงออนไลน์มาเป็นเวลานานหลายปี แต่ช่วงหลังธุรกิจการฟังเพลงเริ่มเปลี่ยนไปเป็นระบบสมัครสมาชิกมากขึ้น ซึ่ง Apple Music ก็ถือเป็นบริการที่แอปเปิลทุ่มลงไปมาก ทั้งจากการซื้อบริษัท Beats Electronic และการเจรจากับค่ายเพลงตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ดีในช่วงเปิดตัวก็ปรากฏว่ามีดราม่าเมื่อ Taylor Swift เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงกรณีที่ Apple Music ไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับศิลปินในช่วงที่ใช้งานฟรีถึง 3 เดือน จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

แต่สุดท้ายดูเหมือนข่าวนี้กลับกลายเป็นการโปรโมท Apple Music ให้คนทั่วโลกได้รู้จักมากขึ้นไปซะอีก เพราะหลังจากนั้นแค่วันเดียวแอปเปิลก็ประกาศจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ศิลปินทันที พร้อมกับ Taylor Swift เองก็ส่งอัลบั้มใหม่ และวิดีโอคอนเสิร์ตแบบ Exclusive มาลงเฉพาะบน Apple Music ซะงั้น

3. เคสปูด และสินค้าดีไซน์แปลกจาก Apple ในปี 2015

เหมือนจะจบปีไปแบบไม่น่ามีอะไร แต่แล้วอยู่ดีๆ แอปเปิลก็เปิดตัว Apple Smart Battery Case ซึ่งเป็นเคสที่มาพร้อมแบตเตอรี่ตัวแรกของแอปเปิล ซึ่งสิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาไม่ใช่เพราะความสามารถของมัน แต่กลับเป็นดีไซน์ที่แปลกประหลาด จนได้ฉายาว่า “เคสปูด

หลังจากนั้นก็เริ่มมีการขุดสินค้าดีไซน์ประหลาดของแอปเปิลขึ้นมาอีก ซึ่งมีทั้ง Magic Mouse 2 ที่เวลาชาร์จไฟต้องคว่ำตัวเครื่องและใช้งานอะไรต่อไม่ได้, Apple Pencil ที่ชาร์จเสียบกับ iPad จนเสียวจะหัก ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดจะเปิดตัวมาในปี 2015 เพียงปีเดียว

ถือว่าเป็นการเสียฟอร์มพอสมควรเลยกับบริษัทที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งการดีไซน์สินค้ามาโดยตลอดอย่างแอปเปิล ไม่รู้ว่าเป็นผลจากการที่ Jony Ive เลื่อนตำแหน่งไปดูดีไซน์ระดับองค์กรมากเกินไป จนลืมดูแลสินค้าในบริษัทหรือเปล่า

 

iphone-smart-battery-case-twitter-800x343

magic_mouse_2_charging

ipad-pro-graphics

2. เปิดตัว iPad Pro ก้าวแรกสู่แท็บเล็ตที่ใช้ทำงานได้

เป็นข่าวลือมานานข้ามปี ในที่สุดแอปเปิลก็ได้ทำการเปิดตัว iPad Pro แท็บเล็ตขนาดจอ 12.9 นิ้วที่ถือว่าใหญ่มากๆ เทียบเท่าโน้ตบุ้ค, สเป็คเครื่องสุดแรง พร้อมอุปกรณ์เสริมทั้ง Apple Pencil และ Smart Keyboard

การมาของ iPad Pro ทำให้แอปเปิลมีแท็บเล็ตที่เหมาะสำหรับใช้ทำงานได้เพื่อสู้กับ Microsoft Surface โดยตรง นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับ iPad เข้าไปสู่การใช้งานในระดับ Professional มากขึ้น

ซึ่งคะแนนรีวิว iPad Pro จากหลายสำนักก็ออกมาดีเยี่ยมอย่างที่แอปเปิลคุยไว้ จะมีเพียงตัวแอพที่ยังไม่ถึงกับทดแทนโปรแกรมสำนักงานหลายๆ อย่างได้ แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกของแอปเปิลในตลาดนี้ที่ทำออกมาได้ดีกว่าที่คิด

อ่านเพิ่ม – พรีวิว iPad Pro

 

smart keyboard apple pencil-5

iphone-6s-wallpaper-siamese-fighting-fish

1. iPhone 6s สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือทุกสิ่ง

แม้จะมีข่าวฮือฮาข่าวดราม่ามากน้อยแค่ไหน แต่ที่สุดแล้วข่าวที่ฮือฮาและได้รับความสนใจมากที่สุดของแอปเปิล ยังคงเป็น iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ทั้งยอดการชม ยอดการค้นหาที่เป็นอันดับ 1 บนกูเกิลในหมวดสินค้าไอที

แอปเปิลเปิดตัว iPhone 6s ด้วยดีไซน์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่แม้ภายนอกจะดูเหมือนเดิม แต่ทุกสิ่งที่อยู่ในตัวเครื่องได้เปลี่ยนไปจนหมด ไม่ว่าจะเป็นเคสอะลูมิเนียมใหม่ ทนกว่าเดิม, กล้องหน้า 5 ล้าน กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล, สีชมพู Rose Gold ที่สวยกว่าที่คิด, ชิป A9 ที่ผลทดสอบเร็วกว่ามือถือ Android ทุกตัวในตอนนี้ และหน้าจอ 3D Touch ที่ล้ำหน้ากว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ในตลาด

แม้ยอดขายจะไม่ได้แรงอย่างที่หลายฝ่ายคาดคิด แต่ก็ยังถือเป็นไอโฟนรุ่น S ที่ขายดีที่สุด และส่งไม้ต่อไปยัง iPhone 7 ที่จะเปิดตัวในปีถัดไปได้อย่างดี

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

from:http://www.macthai.com/2015/12/31/top-10-apple-news-of-2015/

นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้! ทำไมโมบายล์ช้อปปิ้งไม่สามารถแทนที่เดสก์ทอปได้?

ต้องยอมรับว่ายุคนี้อะไรๆ ก็ต้องโมบายล์มาก่อน สถิติจากเทศกาลช้อปปิ้ง Black Friday ที่ผ่านมา พบว่ายอดสั่งซื้อออนไลน์มาจากสมาร์ทโฟนเกือบๆ 57% เช่นเดียวกับที่ Walmart รายงานว่า ยอดขายที่มาจากสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2014 

20150313154031-most-successful-mobile-apps-woman-ipad-selecting

ตัวเลขเหล่านี้นำไปสู่ประเด็นโต้แย้งที่นักการตลาดหลายๆ คนให้ความสนใจ นั่นก็คือ ท้ายที่สุดแล้วการขายสินค้าบนหน้าเดสก์ทอปจะค่อยๆ หายไปหรือไม่?

ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยในช่วงที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มบูมใหม่ๆ ก็มีคนตั้งคำถามว่า หน้าร้านยังจำเป็นอยู่ไหม?

ปรากฏว่าทุกวันนี้ก็ยังต้องมีหน้าร้านกันอยู่

“ของใหม่ไม่ได้มาแทนที่ของเก่าเสมอไป” Andy Wong ผู้ร่วมก่อตั้ง Kurt Salmon Digital กล่าวไว้

เขาเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ทราฟฟิกจากโมบายล์จะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่ได้หมายความว่ารายได้จริงของธุรกิจที่มาจากโมบายล์จะมากกว่าช่องทางอื่น เพราะจากประสบการณ์ของเขาเอง ลูกค้าเกือบ 70% เปิดอ่านอีเมลบนมือถือ แต่ในแง่ของ Conversion rate ยอดจากโมบายล์กลับโตค่อนข้างช้า

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของการซื้อสินค้าผ่านมือถือก็คือ ขั้นตอนการเช็กเอาท์ ตามความเห็นของ Andrew Mavraganis หนึ่งในเจ้าของธุรกิจ StoreYourBoard.com อีคอมเมิร์ซขายสินค้าเครื่องกีฬา

“โดยมากแล้วขั้นตอนการกรอกข้อมูลเพื่อจ่ายเงินมักจะใช้เวลานาน และยุ่งยากเกินไป รวมไปถึงการกรอกที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้าบนโมบายล์ ก็ไม่ใช่ว่าจะสะดวกสำหรับทุกคน” เขากล่าว

นั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจควรจะมีระบบจัดเก็บข้อมูลบัญชีของลูกค้าเพื่อนำมาใช้ในภายหลัง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายการสินค้าหลากหลาย (เช่น Amazon) ซึ่งมีเปอร์เซนต์การกลับมาซื้อซ้ำค่อนข้างสูง

การทำให้ขั้นตอนชำระเงินหรือเช็กเอาท์สะดวกที่สุดสำหรับลูกค้า จะทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทรนด์โมบายล์ เพราะจะได้ทั้งตัวเลขการสั่งซื้อและตัวเลขทราฟฟิก

เห็นได้จากการที่ธุรกิจใหญ่ๆ อย่าง Apple เปิดตัวบริการ Apple Pay ทั้งนี้ก็เพื่อให้ขั้นตอนดังกล่าวเป็นไปได้ง่ายที่สุด แน่นอนว่ามันจะนำมาซึ่ง Conversion rate ด้วย

แต่ถึงแม้ว่าจะทำให้ขั้นตอนสำคัญดังกล่าวง่ายขึ้นที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าการช้อปปิ้งบนโมบายล์จะเข้ามาแทนที่เดสก์ทอปหรือแล็บท็อป และในขณะเดียวกัน ยังมีลูกค้าอีกมากที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือเลยสักครั้ง แต่ก็ยังคงใช้สมาร์ทโฟนในการอ่านอีเมลโปรโมชั่น เข้าชมเว็บไซต์ ใช้โซเชียลมีเดีย และอ่านรีวิวก่อนซื้อสินค้า

การมีช่องทางค้าปลีกที่หลากหลาย หรือ Omni-channel ย่อมมีความได้เปรียบธุรกิจที่เลือกโฟกัสเพียงแค่แพลตฟอร์มเดียว และละเลยช่องทางอื่นๆ

ในฐานะนักการตลาดออนไลน์ ควรจำไว้ว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้ชื่นชอบช่องทางการซื้อสินค้าแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจก็ควรจะโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มหลากหลายที่มีอยู่มากกว่า

ที่มา : Entrepreneur

from:http://thumbsup.in.th/2015/12/why-mobile-wont-kill-desktop-ecommerce/

Amazon เผยยอดช้อปปิ้งช่วงวันหยุด พบ 70% มาจากโมบายล์

สำหรับ Amazon และลูกค้า วันหยุดยาวนี้คือช่วงเวลาของการช้อปปิ้งบนโมบายล์อย่างแท้จริง โดยทางบริษัทออกมาเปิดเผยว่าเกือบ 70% ของผู้ซื้อสินค้าในช่วงนี้มาจากสมาร์ทโฟน และแอปพลิเคชั่น Amazon ก็ถูกใช้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

ที่สำคัญไปกว่านั้น ตัวเลขผู้ใช้งาน Amazon Prime ยังเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทาง Amazon ก็ไม่ได้ให้ยอดสุทธิของสมาชิก Prime บอกแต่เพียงว่า มีสมาชิก Prime ทั่วโลกหลายสิบล้านคน และเพียงแค่ 3 สัปดาห์ของเดือนธันวาคม ก็มีผู้สมัครเข้ามาใช้บริการ Prime มากกว่า 3 ล้านคนเลยทีเดียว

amazon-orange-paint-1920-800x450

นอกจากนี้ Amazon ยังพูดถึงโปรดักต์ต่างๆ ของตัวเอง โดยระบุว่า แท็บเล็ต Fire มียอดขายเป็นอันดับ 1 ใน amazon.com ในช่วงวันหยุด ส่วน The Hunger Games: Mockingjay Part 1 เป็นภาพยนตร์ที่ถูกรับชมมากที่สุดบน Prime Video และเพลงที่ถูกสตรีมมากที่สุดในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นเพลง (There’s No Place Like) Home for the Holidays” ของ Perry Como

ที่มา : Marketingland

from:http://thumbsup.in.th/2015/12/amazon-almost-70-percent-of-holiday-customers-shopped-on-mobile/

ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนผู้ใช้งานอีเมล เมื่อมีความพยายามโจมตีบัญชีผู้ใช้จากรัฐบาล

วันที่ 30 ธันวาคม 2015 ไมโครซอฟท์เพิ่มการแจ้งเตือนผู้ใช้งานอีเมลของไมโครซอฟท์ เมื่อมีความพยายามในการโจมตีบัญชีผู้ใช้งาน (รวมถึง OneDrive) จากรัฐบาล จากเดิมที่แจ้งเตือนเมื่อมีความพยายามโจมตีจากบุคคลที่ 3

หลังประกาศนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าไมโครซอฟท์ไม่ยอมแจ้งเตือนผู้ใช้งานว่ามีการโจมตีจากรัฐบาลจีน ทั้งที่รู้มาตั้งแต่ปี 2011 เริ่มต้นจาก Trend Micro ตรวจพบอีเมลที่มีโปรแกรมขนาดเล็กที่ใช้ช่องโหว่ของเว็บไซต์ แล้วส่งสำเนาอีเมลขาเข้าทั้งหมดไปหาผู้โจมตี มีเหยื่อโดนโจมตีกว่าพันคน

กรณีนี้มีอดีตพนักงานไมโครซอฟท์เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์สืบสวนพบว่าถูกโจมตีตั้งแต่ปี 2009 มีเป้าหมายเป็นหัวหน้ากลุ่มชาวอุยกูร์และชาวธิเบต, นักการทูตญี่ปุ่นและแอฟริกัน, นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและคนที่มีตำแหน่งสำคัญในจีน การโจมตีบางส่วนมาจากเครือข่ายซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจสอดแนมของจีน

วันต่อมาไมโครซอฟท์แถลงเหตุผลที่ไม่แจ้งเตือนผู้ใช้ว่า การโจมตีไม่ได้มาจากประเทศเดียวกัน ทั้งไมโครซอฟท์และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่สามารถระบุต้นตอของการโจมตีได้ อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์รายงานว่าไมโครซอฟท์ตัดสินใจไม่แจ้งเตือนเพราะกลัวรัฐบาลจีนโกรธ

ที่มา – The Verge ผ่าน Reuters

Microsoft, Hotmail, OneDrive, Outlook, E-mail, Security

from:https://www.blognone.com/node/76303

Nasdaq ทดลองขายหุ้นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain

Nasdaq ประกาศว่าทดลองระบบขายหลักทรัพย์ (หุ้น) บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง โดยใช้เทคโนโลยี blockchain สำเร็จเรียบร้อยแล้ว

การขายหุ้นดังกล่าวผ่านทางบริษัท Chain ที่ทาง Nasdaq ไปร่วมลงทุนไว้ กระบวนการใช้เทคโนโลยี Linq ซึ่งนำ blockchain เป็นต้นแบบ ตอนนี้ยังมีธุรกรรมเพียงแค่รายการเดียว และไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของธุรกรรมครั้งนี้

ข้อมูลของผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่ใช้เทคโนโลยี Linq จะช่วยลดภาระของระบบชำระราคาหลักทรัพย์เหลือเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ปกติแล้วตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาจะใช้เวลาชำระราคาหลักทรัพย์โดยประมาณ 3 วัน และฝั่งยุโรปใช้เวลา 2 วัน

CEO ของ Nasdaq กล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า Nasdaq จะเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่นำเทคโนโลยี blockchain มาใช้เป็นรายแรกของโลก

ที่เหลือก็เพียงแค่นำระบบ Linq ของ Nasdaq ไปทดสอบกับรายการธุรกรรมจำนวนมากๆ เหมือนระบบซื้อขายในปัจจุบัน ว่าเสถียรเพียงพอที่จะนำมาใช้จริงๆ หรือยังครับ

ที่มา – Press Release, Financial Times, Bloomberg

Blockchain, Finance, FinTech, NASDAQ

from:https://www.blognone.com/node/76302