รีวิว Canon PIXMA G3000 เครื่องพิมพ์ระบบแท็งก์ครั้งแรกจากแคนอน

ปัญหาผู้ใช้ซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทแล้วนำไปดัดแปลงติดกล่องเก็บน้ำหมึกภายนอก หรือที่เราเรียกกันว่า “หมึกแท็งก์” มีมายาวนาน ผู้ผลิตอ้างว่าอาจเสี่ยงกับน้ำหมึกที่ไม่ได้คุณภาพและอาจทำให้หัวพิมพ์ (printhead) เสียหายได้ โดยข้อดีของการติดแท็งก์คือสามารถจุน้ำหมึกได้ปริมาณมากกว่าตลับหมึก (cartridge) แบบดั้งเดิม และมองเห็นปริมาณน้ำหมึกที่เหลืออยู่ได้ด้วยตาเปล่า ภายหลังผู้ผลิตหลายยี่ห้อทนไม่ไหวเพราะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้ใช้กลับมาใช้หมึกแบบตลับได้ จึงตัดสินใจออกเครื่องพิมพ์ของตนแบบเป็นแท็งก์มาขายซะเลย

Canon PIXMA G3000 เป็นเครื่องพิมพ์ในซีรีส์ G ที่เป็นไลน์ใหม่ของแคนอน ขณะนี้มีออกมาด้วยกันสามรุ่น คือ G1000, G2000 และ G3000 เรียงจากรุ่นล่างไปรุ่นท็อป เป็นเครื่องพิมพ์ระบบแท็งก์ทุกตัว โดยรุ่นที่ผมจะรีวิวครั้งนี้คือ G3000 เป็นรุ่นท็อปที่มีฟีเจอร์ครบครันสำหรับการใช้งานตามบ้าน และผู้ใช้ทั่วไป

สเปก

จะเห็นว่าความแตกต่างของทั้งสามรุ่นชัดเจนเข้าใจง่าย คือรุ่น G1000 เป็นเครื่องพิมพ์ซิงเกิลฟังก์ชัน พิมพ์ได้อย่างเดียว, รุ่น G2000 เพิ่มสแกนเนอร์เข้ามา และรุ่น G3000 เพิ่มฟีเจอร์เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi และฟีเจอร์เกี่ยวกับคลาวด์เข้ามา นอกจากนี้ยังรับประกันนานกว่ารุ่นอื่น

ฮาร์ดแวร์

Canon PIXMA G3000 มาในบอดี้สีดำ ขนาดใกล้เคียงเครื่องพิมพ์ตามบ้านทั่วไป สิ่งแรกที่สะดุดตาคือแท็งก์เก็บหมึกบริเวณด้านซ้ายและขวาของเครื่อง โดยแท็งก์สีดำอยู่ทางซ้ายมีขนาดใหญ่ ส่วนสีฟ้า, บานเย็น และเหลือง มีขนาดเล็กกว่า อยู่ด้านขวามือ


แท็งก์หมึกดำ



แท็งก์หมึกสี ด้านข้างก็มีช่องให้ดูระดับหมึกด้วย


ปุ่มควบคุมอยู่ด้านบน


สแกนเนอร์ขนาด A4


ในกล่องมีหมึกให้มา 4 สี แต่เครื่องรีวิวมีสีดำให้มาเพิ่มอีก 2 ขวด (หมึกผลิดที่ญี่ปุ่น)


ด้านหลังมีพอร์ต USB Type B

ลักษณะพร้อมใช้งานเป็นแบบนี้

การติดตั้ง และเปิดใช้งานครั้งแรก

เมื่อเป็นเครื่องพิมพ์แบบแท็งก์ การติดตั้งจึงต่างกับเครื่องพิมพ์แบบตลับ ผู้ใช้ต้องบีบหมึกเข้าไปในแท็งก์แต่ละสีเอง โดยการเปิดจุกยางของแต่ละแท็งก์ออก จากนั้นเปิดขวดหมึกที่แถมมา (หน้าตาเหมือนยาหยอดตาขนาดยักษ์) ค่อยๆ จิ้มเข้าไปในรูเติมหมึก แล้วคว่ำลงตามรูป สุดท้ายก็บีบหมึกเข้าไปจนหมด และนำจุกยางมาปิดให้สนิท


ใต้ฝามีรูปวิธีเติมหมึก


ดึงจุกยางไปเสียบไว้ตรงเสาเสียบเล็กๆ ก่อนเติมหมึก ตรงนี้ผมว่าเป็นการออกแบบที่ดี


คว่ำขวดหมึกลงแล้วบีบหมึกเข้าแท็งก์


เติมจนถึงขีดที่กำหนด


การเติมหมึกสีสามสีที่เหลือก็ทำแบบเดียวกัน

ส่วนการติดตั้งหัวพิมพ์ต้องบีบตัวล็อกให้เปิดออก แล้วนำหัวพิมพ์ทั้งสองอันที่ได้มา (แบ่งเป็นหัวสำหรับสีดำอันนึง และอีกสามสีอีกอัน) ใส่เข้าไปในช่องตามที่มีอักษร B (Black) และ C (Color) กำกับอยู่ จากนั้นปิดล็อกและกดปุ่มสีน้ำเงินทั้งสองปุ่มลงไปเป็นอันเสร็จ


ตัวล็อกหัวพิมพ์


เปิดอ้าออกแล้ววางหัวพิมพ์ลงไป ในรูปคือติดตั้งแล้ว ชิ้นที่มีอักษร C และ B


ด้านใต้หัวพิมพ์ C (Color) หัวเดียวสามสี

การใช้งานครั้งแรกหลังจากเสียบปลั๊กแล้วกดเปิดเครื่อง ให้กดปุ่ม Stop ค้างไว้ เครื่องจะทำการ “ชาร์จหมึก” ใช้เวลาสักพักก็เสร็จ จากนั้นก็ติดตั้งไดรเวอร์ที่คอมพิวเตอร์ตามปกติ โดยเครื่องพิมพ์รุ่นนี้ไม่มีหน้าจอใดๆ การเชื่อมต่อ Wi-Fi จึงต้องทำผ่านสมาร์ทโฟน ผู้ใช้ต้องโหลดแอพมาติดตั้งและกรอกรหัส Wi-Fi ในแอพ แอพจะเชื่อมต่อเข้าไปที่เครื่องพิมพ์แบบ ad-hoc (ต่อตรงไม่ผ่านเราเตอร์) และเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์เข้าเครือข่ายให้ จึงพร้อมใช้งาน

คุณภาพการพิมพ์

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด คือคุณภาพการพิมพ์ ผมลองพิมพ์เอกสารทั่วไป รวมถึงรูปถ่ายลงกระดาษ A4 และใช้กล้องติดเลนส์มาโครถ่ายเจาะให้ดูกันเลยครับ

Disclaimer: ผมใช้กระดาษ A4 ที่แคนอนให้มา ไม่ทราบว่าเป็นกระดาษยี่ห้ออะไร ความหนากี่แกรม แต่จับดูแล้วคุณภาพโอเค ไม่บางมาก ส่วนตอนทดสอบพิมพ์รูปถ่าย เนื่องจากแคนอนไม่ได้ให้กระดาษโฟโต้มาด้วย และหากพิมพ์ลง A4 ธรรมดาจะให้คุณภาพที่แย่ และกระดาษจะเปื่อยเป็นคลื่นๆ เพราะใช้หมึกมากกว่าปกติ ผมจึงใช้กระดาษอิงค์เจ็ทส่วนตัวที่มีอยู่มาทดสอบ เป็นกระดาษด้านที่มีการโค้ทกันน้ำไว้ ทำให้ไม่เปื่อยยุ่ยเวลาพิมพ์รูปถ่าย แต่ก็ยังไม่ใช่กระดาษที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพิมพ์รูปถ่ายอยู่ดีนะครับ

ทดลองพิมพ์เอกสารที่สร้างจาก Google Docs (ดูต้นฉบับได้ที่นี่)

ผมวางรูปเป็นคู่ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบ โดยรูปบนเป็น standard quality และรูปล่างเป็น high quality จากนั้นตามด้วยรูปแบบครอป 100% นะครับ


ตัวหนา


ตัวหนังสือปกติ


หัวข้อตัวใหญ่


รูปในเอกสาร


รูปนี้คุณภาพ Standard ใช้กระดาษ A4 ที่แคนอนให้มา (กระดาษงอเพราะเปื่อยหลังพิมพ์สีเต็มหน้า)


รูปนี้เซ็ตไว้ว่าพิมพ์รูป หลอกเครื่องว่าใช้กระดาษโฟโต้ แต่จริงๆ ใส่กระดาษอิงค์เจ็ตแบบกันน้ำ พิมพ์สวยขึ้นมาก สังเกตสีผนังเหลืองนวล, สีเขียวใต้ชายคา


สองอันนี้ถ่ายเจาะ ไม่ได้ครอป


ถ่ายเจาะเช่นกัน

สแกนเนอร์

ผมได้ทดสอบการสแกนโดยสแกนหน้าปกแคตตาล็อก IKEA และโบรชัวร์ของไทยวัสดุทั้ง 300 และ 600dpi ทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น สีเที่ยงตรงดี (ดาวน์โหลดไฟล์จากการสแกนได้ที่นี่)

แอพพลิเคชัน

แอพพลิเคชันและฟีเจอร์ที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตต่างๆ มีตามรูปนี้

สรุป

ข้อดี

  • หมึกแท็งก์ จุได้เยอะ พิมพ์ได้ยาวนาน
  • ไม่ต้องระแคะระคายว่าหมึกหมดจริงหรือไม่ เห็นชัดเจนกันไปเลย
  • คุณภาพการพิมพ์ถือว่าดี สำหรับผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป
  • มี Quiet Mode ลองแล้วพบว่าเสียงดึงกระดาษเงียบลงมาก และพิมพ์ช้าลง
  • เปิดเครื่องเร็วมาก ไม่ถึงครึ่งนาทีก็พร้อมพิมพ์แล้ว
  • การประกอบ รวมถึงการออกแบบทั้งภายนอกและภายในทำได้ดีมาก

ข้อเสีย

  • ไม่มีหน้าจอ ทำให้การสั่งงานและการเชื่อมต่อ Wi-Fi ลำบากไปหน่อย
  • พิมพ์สองหน้าอัตโนมัติไม่ได้
  • ราคาค่อนข้างแพง ถ้าคิดว่าไม่เอาหมึกแท็งก์ ด้วยราคานี้จะสามารถซื้อเครื่องพิมพ์ที่มีถาดเก็บกระดาษ, สแกนเนอร์แบบ ADF และพิมพ์สองหน้าอัตโนมัติได้เลย
Canon, Printer, Review

from:https://www.blognone.com/node/76304

Advertisements

Samsung ปล่อยโฆษณา Galaxy A7, A5 และ A3 (รุ่นปี 2016) ก่อนเริ่มบุกตลาดในช่วงปีนี้

         Samsung new Galaxy A3, Galaxy A5 และ Galaxy A7  รุ่นปี 2016 เริ่มทยอยวางจำหน่ายแล้วที่ประเทศจีนแต่สำหรับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยก็คงจะเริ่มในช่วงปี 2016 นี้แหละ ในช่วงแรกอาจจะสร้างความสับสนบ้างเกี่ยวกับชื่อSamsung Galaxy A (2016) ที่นับเป็นรุ่นที่ 2 หรือ 2nd Gen และล่าสุดตอนนี้ Samsung ก็เริ่มยิงโฆษณา Galaxy A ทั้งซีรีส์ของปี 2016 ออกมาแล้ว

          สำหรับเจ้าวีดีโอตัวใหม่นี้ ถ้าใครได้ลองเปิดดูแล้วก็จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาความยาว 1 นาที นั้นแทบไม่ได้แนะนำ Galaxy A มีแต่คำถามว่า ทำไม ? ทำไม ? ทำไม ? ตลอดทั้งคลิปที่มีถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ และแบ่งปันไปบนโลกโซเชียลของคนในยุคนี้เท่านั้น และสุดท้ายก็จบลงที่ประโยคง่ายๆ ว่า “เพราะนั้นคือสิ่งที่เราทำเป็นประจำ” และมีการแนะนำ Galaxy A ปิดท้ายเท่านั้น เอาเป็นว่าเรามารอดูกันดีกว่าว่าหลังจากนี้ Samsung จะปล่อยอะไรออกมาให้ได้ตื่นเต้นกันอีกบ้าง

ส่วนสเปคคร่าวๆ ของเจ้า Galaxy A รุ่นปี 2016 ทั้งสามแตกต่างจากรุ่นเดิมมากน้อยแค่ไหน ลองมาดูกัน

 

SAMSUNG A7 (2016)

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1080p
  • CPU Exynos octa-core1.6 GHz
  • ความละเอียดกล้อง : 13 megapixels / กล้องหน้า 5 megapixels
  • RAM 3 GB
  • แบตเตอรี่ 3,300 mAh

 


SAMSUNG A5 (2016)

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด 1080p
  • CPU Exynos octa-core1.6 GHz
  • ความละเอียดกล้อง : 13 megapixels / กล้องหน้า 5 megapixels
  • RAM 2 GB
  • แบตเตอรี่ 2,900 mAh

 

SAMSUNG A3 (2016)

  • หน้าจอ Super AMOLED ขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 720p
  • CPU Exynos quad-core 1.5 GHz
  • ความละเอียดกล้อง : 13 megapixels / กล้องหน้า 5 megapixels
  • RAM  2 GB
  • แบตเตอรี่  2,300 mAh

          ทั้งสามรุ่นมีหน่วยความจำตัวเครื่อง 16GB และใช้ระบบปฏิบัติการ Android Lollipop ที่จะสามารถ อัพเกรดเป็น Marshmellow ได้ในอนาคต ลองได้เห็นแบบนี้แล้ว ใครที่ถือรุ่นปี 2015 อยากจะเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่กันหรือยัง?

 

ที่มา : phonearena

from:http://droidsans.com/samsung-release-galaxy-a-2016-edition-ads

นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้! ทำไมโมบายล์ช้อปปิ้งไม่สามารถแทนที่เดสก์ทอปได้?

ต้องยอมรับว่ายุคนี้อะไรๆ ก็ต้องโมบายล์มาก่อน สถิติจากเทศกาลช้อปปิ้ง Black Friday ที่ผ่านมา พบว่ายอดสั่งซื้อออนไลน์มาจากสมาร์ทโฟนเกือบๆ 57% เช่นเดียวกับที่ Walmart รายงานว่า ยอดขายที่มาจากสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2014 

20150313154031-most-successful-mobile-apps-woman-ipad-selecting

ตัวเลขเหล่านี้นำไปสู่ประเด็นโต้แย้งที่นักการตลาดหลายๆ คนให้ความสนใจ นั่นก็คือ ท้ายที่สุดแล้วการขายสินค้าบนหน้าเดสก์ทอปจะค่อยๆ หายไปหรือไม่?

ก่อนที่จะตอบคำถามนั้น ต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยในช่วงที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มบูมใหม่ๆ ก็มีคนตั้งคำถามว่า หน้าร้านยังจำเป็นอยู่ไหม?

ปรากฏว่าทุกวันนี้ก็ยังต้องมีหน้าร้านกันอยู่

“ของใหม่ไม่ได้มาแทนที่ของเก่าเสมอไป” Andy Wong ผู้ร่วมก่อตั้ง Kurt Salmon Digital กล่าวไว้

เขาเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ทราฟฟิกจากโมบายล์จะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่ได้หมายความว่ารายได้จริงของธุรกิจที่มาจากโมบายล์จะมากกว่าช่องทางอื่น เพราะจากประสบการณ์ของเขาเอง ลูกค้าเกือบ 70% เปิดอ่านอีเมลบนมือถือ แต่ในแง่ของ Conversion rate ยอดจากโมบายล์กลับโตค่อนข้างช้า

ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของการซื้อสินค้าผ่านมือถือก็คือ ขั้นตอนการเช็กเอาท์ ตามความเห็นของ Andrew Mavraganis หนึ่งในเจ้าของธุรกิจ StoreYourBoard.com อีคอมเมิร์ซขายสินค้าเครื่องกีฬา

“โดยมากแล้วขั้นตอนการกรอกข้อมูลเพื่อจ่ายเงินมักจะใช้เวลานาน และยุ่งยากเกินไป รวมไปถึงการกรอกที่อยู่สำหรับการจัดส่งสินค้าบนโมบายล์ ก็ไม่ใช่ว่าจะสะดวกสำหรับทุกคน” เขากล่าว

นั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจควรจะมีระบบจัดเก็บข้อมูลบัญชีของลูกค้าเพื่อนำมาใช้ในภายหลัง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายการสินค้าหลากหลาย (เช่น Amazon) ซึ่งมีเปอร์เซนต์การกลับมาซื้อซ้ำค่อนข้างสูง

การทำให้ขั้นตอนชำระเงินหรือเช็กเอาท์สะดวกที่สุดสำหรับลูกค้า จะทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทรนด์โมบายล์ เพราะจะได้ทั้งตัวเลขการสั่งซื้อและตัวเลขทราฟฟิก

เห็นได้จากการที่ธุรกิจใหญ่ๆ อย่าง Apple เปิดตัวบริการ Apple Pay ทั้งนี้ก็เพื่อให้ขั้นตอนดังกล่าวเป็นไปได้ง่ายที่สุด แน่นอนว่ามันจะนำมาซึ่ง Conversion rate ด้วย

แต่ถึงแม้ว่าจะทำให้ขั้นตอนสำคัญดังกล่าวง่ายขึ้นที่สุดแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าการช้อปปิ้งบนโมบายล์จะเข้ามาแทนที่เดสก์ทอปหรือแล็บท็อป และในขณะเดียวกัน ยังมีลูกค้าอีกมากที่ไม่เคยซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านมือถือเลยสักครั้ง แต่ก็ยังคงใช้สมาร์ทโฟนในการอ่านอีเมลโปรโมชั่น เข้าชมเว็บไซต์ ใช้โซเชียลมีเดีย และอ่านรีวิวก่อนซื้อสินค้า

การมีช่องทางค้าปลีกที่หลากหลาย หรือ Omni-channel ย่อมมีความได้เปรียบธุรกิจที่เลือกโฟกัสเพียงแค่แพลตฟอร์มเดียว และละเลยช่องทางอื่นๆ

ในฐานะนักการตลาดออนไลน์ ควรจำไว้ว่าผู้บริโภคอาจไม่ได้ชื่นชอบช่องทางการซื้อสินค้าแบบใดแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจก็ควรจะโฟกัสไปที่การสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งอย่างไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มหลากหลายที่มีอยู่มากกว่า

ที่มา : Entrepreneur

from:http://thumbsup.in.th/2015/12/why-mobile-wont-kill-desktop-ecommerce/

Amazon เผยยอดช้อปปิ้งช่วงวันหยุด พบ 70% มาจากโมบายล์

สำหรับ Amazon และลูกค้า วันหยุดยาวนี้คือช่วงเวลาของการช้อปปิ้งบนโมบายล์อย่างแท้จริง โดยทางบริษัทออกมาเปิดเผยว่าเกือบ 70% ของผู้ซื้อสินค้าในช่วงนี้มาจากสมาร์ทโฟน และแอปพลิเคชั่น Amazon ก็ถูกใช้มากขึ้นเป็นเท่าตัว

ที่สำคัญไปกว่านั้น ตัวเลขผู้ใช้งาน Amazon Prime ยังเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทาง Amazon ก็ไม่ได้ให้ยอดสุทธิของสมาชิก Prime บอกแต่เพียงว่า มีสมาชิก Prime ทั่วโลกหลายสิบล้านคน และเพียงแค่ 3 สัปดาห์ของเดือนธันวาคม ก็มีผู้สมัครเข้ามาใช้บริการ Prime มากกว่า 3 ล้านคนเลยทีเดียว

amazon-orange-paint-1920-800x450

นอกจากนี้ Amazon ยังพูดถึงโปรดักต์ต่างๆ ของตัวเอง โดยระบุว่า แท็บเล็ต Fire มียอดขายเป็นอันดับ 1 ใน amazon.com ในช่วงวันหยุด ส่วน The Hunger Games: Mockingjay Part 1 เป็นภาพยนตร์ที่ถูกรับชมมากที่สุดบน Prime Video และเพลงที่ถูกสตรีมมากที่สุดในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นเพลง (There’s No Place Like) Home for the Holidays” ของ Perry Como

ที่มา : Marketingland

from:http://thumbsup.in.th/2015/12/amazon-almost-70-percent-of-holiday-customers-shopped-on-mobile/

ไมโครซอฟท์แจ้งเตือนผู้ใช้งานอีเมล เมื่อมีความพยายามโจมตีบัญชีผู้ใช้จากรัฐบาล

วันที่ 30 ธันวาคม 2015 ไมโครซอฟท์เพิ่มการแจ้งเตือนผู้ใช้งานอีเมลของไมโครซอฟท์ เมื่อมีความพยายามในการโจมตีบัญชีผู้ใช้งาน (รวมถึง OneDrive) จากรัฐบาล จากเดิมที่แจ้งเตือนเมื่อมีความพยายามโจมตีจากบุคคลที่ 3

หลังประกาศนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่าไมโครซอฟท์ไม่ยอมแจ้งเตือนผู้ใช้งานว่ามีการโจมตีจากรัฐบาลจีน ทั้งที่รู้มาตั้งแต่ปี 2011 เริ่มต้นจาก Trend Micro ตรวจพบอีเมลที่มีโปรแกรมขนาดเล็กที่ใช้ช่องโหว่ของเว็บไซต์ แล้วส่งสำเนาอีเมลขาเข้าทั้งหมดไปหาผู้โจมตี มีเหยื่อโดนโจมตีกว่าพันคน

กรณีนี้มีอดีตพนักงานไมโครซอฟท์เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์สืบสวนพบว่าถูกโจมตีตั้งแต่ปี 2009 มีเป้าหมายเป็นหัวหน้ากลุ่มชาวอุยกูร์และชาวธิเบต, นักการทูตญี่ปุ่นและแอฟริกัน, นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและคนที่มีตำแหน่งสำคัญในจีน การโจมตีบางส่วนมาจากเครือข่ายซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจสอดแนมของจีน

วันต่อมาไมโครซอฟท์แถลงเหตุผลที่ไม่แจ้งเตือนผู้ใช้ว่า การโจมตีไม่ได้มาจากประเทศเดียวกัน ทั้งไมโครซอฟท์และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่สามารถระบุต้นตอของการโจมตีได้ อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์รายงานว่าไมโครซอฟท์ตัดสินใจไม่แจ้งเตือนเพราะกลัวรัฐบาลจีนโกรธ

ที่มา – The Verge ผ่าน Reuters

Microsoft, Hotmail, OneDrive, Outlook, E-mail, Security

from:https://www.blognone.com/node/76303

Nasdaq ทดลองขายหุ้นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ด้วยเทคโนโลยี Blockchain

Nasdaq ประกาศว่าทดลองระบบขายหลักทรัพย์ (หุ้น) บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง โดยใช้เทคโนโลยี blockchain สำเร็จเรียบร้อยแล้ว

การขายหุ้นดังกล่าวผ่านทางบริษัท Chain ที่ทาง Nasdaq ไปร่วมลงทุนไว้ กระบวนการใช้เทคโนโลยี Linq ซึ่งนำ blockchain เป็นต้นแบบ ตอนนี้ยังมีธุรกรรมเพียงแค่รายการเดียว และไม่ได้เปิดเผยมูลค่าของธุรกรรมครั้งนี้

ข้อมูลของผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่ใช้เทคโนโลยี Linq จะช่วยลดภาระของระบบชำระราคาหลักทรัพย์เหลือเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ปกติแล้วตลาดหลักทรัพย์สหรัฐอเมริกาจะใช้เวลาชำระราคาหลักทรัพย์โดยประมาณ 3 วัน และฝั่งยุโรปใช้เวลา 2 วัน

CEO ของ Nasdaq กล่าวเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า Nasdaq จะเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่นำเทคโนโลยี blockchain มาใช้เป็นรายแรกของโลก

ที่เหลือก็เพียงแค่นำระบบ Linq ของ Nasdaq ไปทดสอบกับรายการธุรกรรมจำนวนมากๆ เหมือนระบบซื้อขายในปัจจุบัน ว่าเสถียรเพียงพอที่จะนำมาใช้จริงๆ หรือยังครับ

ที่มา – Press Release, Financial Times, Bloomberg

Blockchain, Finance, FinTech, NASDAQ

from:https://www.blognone.com/node/76302

รู้จักกับ IBM Marketing Cloud ที่จะช่วยเปลี่ยนการทำการตลาดของทุกองค์กรไปอย่างสิ้นเชิง

stream_it_orange_logo_h100

เมื่อเทคโนโลยีต่างๆ อย่าง Data Analytics, Mobile Computing และ Cognitive ได้เข้ามามีบทบาทกับวงการการตลาด ทาง IBM เองในฐานะของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการประมวลผลของข้อมูล ก็ได้ทำการต่อยอดเทคโนโลยี Cloud Computing ของ IBM ให้ตอบโจทย์การใช้งานในการทำการตลาดได้อย่างครอบคลุมทั้งแบบ Online, Offline และ Multi-Channel ภายใต้ชื่อของ IBM Marketing Cloud

Stream I.T. Consulting ในฐานะของพาร์ทเนอร์ IBM ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายเทคโนโลยีสำหรับองค์กร ก็ขอแนะนำ IBM Marketing Cloud ให้แก่ทุกองค์กรได้รู้จักกันเพื่อเป็นทางเลือกในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้มากยิ่งขึ้น ดังต่อไปนี้

ibm_marketing_cloud

แนะนำ IBM Marketing Cloud

IBM Marketing Cloud นี้เป็นโซลูชั่นระบบ Cloud สำหรับการทำ Marketing แบบครบวงจรที่จะช่วยให้แผนกการตลาดขององค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีในการทำ Data Analytics ควบคู่ไปกับการทำการตลาดด้วยเทคนิคต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย พร้อมตอบโจทย์ของการทำการตลาดในอนาคตที่เป็นแบบ Multi-Channel ได้อย่างครอบคลุม และสามารถเริ่มต้นใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการทำการตลาดขององค์กรให้สามารถเข้าถึงลูกค้าและพาร์ทเนอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เนื่องจาก IBM Marketing Cloud นั้นมีความสามารถหลากหลาย ทาง IBM จึงได้ทำการแบ่งกลุ่มความสามารถของ IBM Marketing Cloud ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ ดังนี้

Email Marketing สามารถบริหารจัดการส่ง Email Campaign ได้อย่างหลากหลายด้วยข้อมูลของผู้ใช้งานแบบ Real-time จากทั้งระบบ Online และ Offline เพื่อปรับให้ Email นั้นมีเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้รับที่สุด พร้อมทั้งมีความสามารถอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการทำ Email Marketing เช่น Visual Campaign Builder, Link Tracking, Link Testing, Personalization, Dynamic Content, Transactional Email, Send Time Optimization, Snooze และอื่นๆ อีกมากมาย

Mobile Marketing ระบบรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจาก Mobile Device และ Mobile Application ของผู้ใช้งาน เพื่อนำมาผสมผสานกับข้อมูลของผู้ใช้งานจาก Channel อื่นๆ สำหรับสร้าง Mobile Experience ที่หลากหลาย ทั้งการปรับแต่งเนื้อหา Email ให้เหมาะสมกับ Email Client และ Web Browser บน Mobile Device ที่ลูกค้าใช้งาน, การจัดการการทำตลาดผ่านทาง SMS ให้ผู้รับโต้ตอบกลับผ่านทาง SMS ได้ทันที รวมถึงการทำ Push Messaging ไปยังทั้ง iOS และ Android ได้อีกด้วย

Social Marketing ระบบบริหารจัดการ Social Network Channel ขององค์กรแบบศูนย์กลาง ที่จะทำให้การกระจาย Content ต่างๆ ไปยัง Social Network เป็นไปได้อย่างมประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรองรับการทำ Campaign ที่เหมาะสมกับแต่ละ Social Network เช่น การลงทะเบียนด้วย Social Network Account, การจัดกลุ่มของผู้เข้าชมใน Social Network, การนำ Content จากแหล่งอื่นๆ ไปกระจายยัง Social Network พร้อมระบบวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานและการแพร่กระจายของข่าวสารบน Social Network ได้อย่างครบถ้วน

Lead Management ระบบบริหารจัดการการรวบรวม Lead พร้อม Workflow ต่างๆ ที่จำเป็นต่อการสร้าง Lead ใหม่ๆ สำหรับทั้งทีม Sales และทีม Marketing ด้วยระบบ Automation สำหรับแปลงทุกๆ Channel ในการสื่อสารขององค์กรให้สามารถสร้าง Lead ใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย พร้อมแบ่ง Stage ในการ Engage แต่ละ Lead ออกจากกันเพื่อให้สามารถบริหารจัดการลูกค้าแต่ละรายได้อย่างเป็นระบบ พร้อมหน้า Landing Page และ Form ต่างๆ ที่จำเป็นอย่างครบถ้วน รวมถึงยังสามารถ Integrate เข้ากับระบบ CRM เดิมที่มีการใช้งานอยู่ได้อีกด้วย

Personalization และ Recommendations ระบบวิเคราะห์ผู้ใช้งานแต่ละคนเพื่อทำการนำเสนอ Content ที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้งานแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางด้านพฤติกรรมการเยี่ยมชมเว็บไซต์, ประวัติการซื้อขาย และข้อมูลอื่นๆ พร้อมระบบ Send Time Optimization ที่จะช่วยส่ง Content เหล่านั้นไปยังผู้รับในช่วงเวลาที่เหมาะสมแก่การเปิดอ่านที่สุด พร้อมระบบ Web Tracking ที่สามารถให้ระดับคะแนนของผู้ใช้งานแต่ละคนตามการเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้

Analytics ระบบวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดทั้งหมด โดยมีหน้า Dashboard ที่สามารถเลือกแสดงข้อมูลต่างๆ ได้ตามต้องการ พร้อมระบบ Email Analytics ที่จะช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าที่มีต่อระบบ Email Marketing ได้ในเชิงลึก โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ยังสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้อย่างง่ายดายด้วย Excel Add-in อีกด้วย นอกจากนี้ระบบ Revenue Analytics ก็จะช่วยทำการ Forecast ยอดขายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางการตลาดเหล่านี้ได้ เป็นแนวทางสำหรับการวางแผนขององค์กรได้อย่างครบครัน

Planning and Budgeting ระบบวางแผนงบประมาณการลงทุนสำหรับการทำการตลาด โดยรองรับการ Integrate เข้ากับระบบ CRM และระบบการเงินขององค์กร เพื่อให้ง่ายต่อการวางแผนและการใช้จ่าย รวมถึงการวิเคราะห์ ROI จากกิจการรทางการตลาดอีกด้วย

ibm_marketing_cloud_2

สำหรับผู้ที่สนใจ IBM Marketing Cloud ทางทีมงาน บริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัด มีความพร้อมในการให้คำปรึกษา, ติดตั้งระบบ และบริหารจัดการโครงการ โดยสามารถติดต่อทีมงานบริษัท สตรีม ไอ.ที. คอนซัลติ้ง จำกัดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2679-2233 หรืออีเมลล์ info@stream.co.th

ติดตามข่าวสารผ่านทางเว็บไซด์ www.stream.co.th และ Facebook Fan Page https://www.facebook.com/Streamitconsulting

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

from:https://www.techtalkthai.com/introduce-ibm-marketing-cloud-the-technology-that-will-disrupt-marketing-operations/