Windows Defender เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยฟีเจอร์ Sandbox

รู้ไหมว่าตอนนี้โปรแกรมแอนตี้ไวรัสฟรีที่มากับวินโดวส์อย่าง Windows Defender ถือเป็นแอนตี้ไวรัสตัวแรกๆ ที่สามารถทำฟีเจอร์ Sandbox ได้แล้ว ช่วยป้องกันวายร้ายที่จ้องจู่โจมโปรแกรมป้องกันอันตรายบนเครื่องเหยื่อก่อนโดยเฉพาะ

Sandbox เป็นฟีเจอร์ที่ใช้กักบริเวณ หรือล้อมคอกให้แอพพลิเคชั่นที่ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย แยกออกจากพื้นที่ส่วนอื่นที่ได้รับอิทธิพลจากภายนอกอย่างระบบปฏิบัติการหรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ดังนั้นถ้าแอพในแซนด์บ็อกซ์โดนติดเชื้อ ก็จะไม่โดนแอพหรือโอเอสข้างนอกด้วย

ทูลแอนติไวรัสและแอนติมัลแวร์ทั้งหลายมักตกเป็นเป้าหมายแรกๆ ของอาชญากรไซเบอร์ เนื่องจากสิทธิ์การเข้าถึงระบบของโปรแกรมเหล่านี้ที่มีอำนาจเข้าถึงทุกซอกทุกมุมในระบบเพื่อสแกนหาไวรัส เมื่อสามารถเข้าครอบงำโปรแกรมพวกนี้ได้ก็เรียกว่าแทบจะหมดหวังเลยทีเดียว จะกดเปิดแอนตี้ไวรัสมาสแกนปุ๊บไวรัสก็เสกให้โปรแกรมปิดตัวเองปั๊บ

ขนาดนักวิจัยของ Google Project Zero ยังออกมาทวีตว่าความเคลื่อนไหวในการเพิ่มฟีเจอร์รันในแซนด์บ็อกซ์ครั้งนี้ของไมโครซอฟท์ เป็นการปฏิวัติวงการแอนตี้ไวรัสทั่วโลกเลยทีเดียว สำหรับวิธีสั่งเปิดฟีเจอร์นี้บนวินโดวส์ 10 (ซึ่งไม่ได้เปิดทำงานโดยดีฟอลต์) ให้เปิด Command Prompt ในฐานะแอดมิน (คลิกขวาเวลาเสิร์ชหา CMD แล้วเลือก Run as administrator) แล้วพิมพ์ “setx /M MP_FORCE_USE_SANDBOX 1” จากนั้นจึงรีสตาร์ทเครื่อง

ที่มา : Hackernews

from:https://www.enterpriseitpro.net/windows-defender-antivirus-sandbox/

Advertisements

VMware vSphere Platinum เข้าสู่สถานะ GA พร้อมประกาศลดราคาอัปเกรด vSphere 50%

VMware ได้ออกมาประกาศการเข้าสู่สถานะ Generally Available (GA) ให้กับ VMware vSphere Platinum ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์การใช้งานระดับใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวออกมาในปีนี้

 

Credit: VMware

 

VMware vSphere Platinum นี้นอกจากจะมีความสามารถด้าน Virtualization อย่างครบครันแล้ว ก็ยังมีการผสาน VMware AppDefense เข้าไปด้วยเพื่อนำเทคโนโลยี Machine Learning มาทำการเรียนรู้พฤติกรรมของ Application และช่วยรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้กับ VM และ Application ต่างๆ ได้มากขึ้น ด้วยการช่วยให้สามารถตรวจจับภัยคุกคามได้รวดเร็วและแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

ส่วนรายละเอียดฉบับเต็มเกี่ยวกับ VMware vSphere Platinum สามารถศึกษาได้ที่ https://blogs.vmware.com/vsphere/2018/08/introducing-vsphere-platinum-and-vsphere-6-7-update-1.html และ https://www.vmware.com/content/dam/digitalmarketing/vmware/en/pdf/vsphere/vmw-vsphere-platinum-solution-brief.pdf ครับ

ทั้งนี้ใน Blog ของ VMware เองก็มีการพูดถึงโปรโมชันลดราคา 50% สำหรับการอัปเกรดจาก vSphere, vSphere with Operations Management Enterprise, Enterprise Plus ไปยัง vSphere Platinum ด้วยที่ https://www.vmware.com/promotions/2018-vsphere-platinum-and-vrealize-operations-upgrade.html ซึ่งหากผู้ใดสนใจก็ลองสอบถามไปที่ VMware Thailand ได้โดยตรงเลยครับว่าเงื่อนไขในไทยจะเป็นอย่างไรบ้าง

 

ที่มา: https://blogs.vmware.com/vsphere/2018/10/announcing-general-availability-of-vmware-vsphere-platinum.html

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-vsphere-platinum-is-now-ga/

Waymo ได้รับอนุญาตให้ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับแบบไม่ต้องมีคนนั่งหลังพวงมาลัยในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว

Waymo บริษัทพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของ Alphabet ประกาศว่าตอนนี้ทางบริษัทได้รับอนุญาตให้ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับแบบไม่ต้องมีคนอยู่หลังพวงมาลัยบนถนนสาธารณะภายในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว ถือเป็นบริษัทแรกที่ได้รับอนุญาตในการทดสอบลักษณะนี้ภายในรัฐ

รถยนต์ไร้คนขับของ Waymo จะทดสอบเฉพาะบนพื้นที่ที่ระบุไว้บนแผนที่เท่านั้น (แผนที่ดูได้ท้ายข่าว) ซึ่งจะอยู่ในโซน Mountain View, Sunnyvale, Los Altos, Los Altos Hills และ Palo Alto ซึ่งเป็นโซนที่ Google รู้จักเป็นอย่างดีและสำนักงานใหญ่ของ Alphabet, Google และ Waymo ก็ตั้งอยู่ที่นั่นด้วย ซึ่ง Waymo จะค่อย ๆ ขยายขอบเขตการทดสอบออกไปเมื่อมั่นใจและมีประสบการณ์เพียงพอ

Waymo ได้รับอนุญาตในการทดสอบบนถนนในเมือง, ถนนนอกเมือง และทางหลวง โดยจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถทดสอบได้ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยรถยนต์ของ ​Waymo สามารถควบคุมสถานการณ์ภายใต้หมอกและฝนเบา ๆ ได้

ส่วนในด้านความปลอดภัย Waymo ระบุว่าหากรถยนต์พบกับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ ตัวรถจะทำเหมือนกับที่คนขับรถดี ๆ ทำกัน คือหยุดอย่างปลอดภัยจนกว่าจะเข้าใจว่าควรทำอย่างไรต่อไป ซึ่ง Waymo จะมีหน่วยสนับสนุนที่คอยช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วย

ตอนนี้คนที่จะมาเป็นผู้โดยสารบนรถของ Waymo จะยังคงเป็นสมาชิกทีม Waymo อยู่ แต่ในอนาคต Waymo ก็จะเปิดโอกาสให้คนอื่นร่วมทดสอบผ่านโครงการ early rider ด้วย

ที่มา – Waymo

No Description
ภาพจาก Waymo

No Description
ภาพจาก Waymo

from:https://www.blognone.com/node/106175

TechTalk Webinar: แนวทางในการกู้คืนจากความหายนะ องค์กรของคุณเตรียมพร้อมหรือยัง? โดย Veeam

Veeam ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager, Network Engineer, System Engineer, IT Admin และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลระบบ Data Center และ Cloud ภายในองค์กรทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “แนวทางในการกู้คืนจากความหายนะ องค์กรของคุณเตรียมพร้อมหรือยัง? โดย Veeam” เพื่อรู้จักกับเทคโนโลยีต่างๆ ในการกู้คืนข้อมูลและระบบเพื่อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ในวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: แนวทางในการกู้คืนจากความหายนะ องค์กรของคุณเตรียมพร้อมหรือยัง? โดย Veeam
ผู้บรรยาย: Tanawit Chansuchai, Systems Engineer, Veeam
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

เมื่อ Data Center กำลังเติบโตไปสู่การเป็น Multi-Cloud การจัดเก็บ, ปกป้อง และกู้คืนข้อมูลเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นความท้าทายที่เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าร่วมใน Webinar ครั้งนี้เพื่อเรียนรู้ว่า Veeam Hyper-Availability Platform จะช่วยคุณให้สามารถตอบโจทย์ด้าน Recovery Time Objective (RTO), Recovery Point Objective (RPO), Data Retention และการทำ Compliance ได้อย่างไรบ้าง

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_TcKqwoy6QJSIhbVdlKLONA โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 100 ท่านในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2018 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-data-recovery-guide-by-veeam/

Nubia X เปิดตัวแล้ว!! ดีไซน์ไร้ขอบ มาพร้อม 2 หน้าจอ กล้องคู่ 16+24 ล้านพิกเซล ใช้ชิป Snapdragon 845 เริ่นต้นราว 15,700 บาท

Nubia เปิดตัวพรีเมี่ยมสมาร์ทโฟน Nubia X อย่างทางการ มากับดีไซน์ไร้กรอบ ไร้รอยบาก และไม่จำเป็นต้องใช้กลไกสไลด์เพื่อซ่อนกล้องเซลฟี่ เพราะมีจอแสดงผลมาให้ทั้งด้านหน้า และด้านหลัง นั่นหมายถึง กล้องคู่หลังจะทำหน้าที่เป็นทั้งกล้องตัวหลัก และกล้องเซลฟี่

จอแสดงผลหลัก มีความละเอียด 1080 x 2280 พิกเซล ขนาด 6.26 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19:9 จอแสดงผลรองที่อยู่ด้านหลัง มีความละเอียด 720 x 1520 พิกเซล ขนาด 5.1 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 19:9 สามารถใช้งานได้เหมือนหน้าจอหลัก ช่วยถ่ายภาพเซลฟี่ และสามารถใช้งานเป็นปุ่มควบคุมเกม ทำงานเสริมกับจอแสดงผลหลักได้อีกด้วย

Nubia X ทำงานบนพื้นฐาน Android 8.1 Oreo สวมทับด้วย nubia UI 6.0.2 ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845 พร้อมจีพียู Adreno 630 ความจำ RAM 6GB หรือ 8GB จับคู่กับ ROM 64GB, 128GB, 256GB กล้องคู่ 16 + 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 + f/1.7 ระบบโฟกัส PDAF โหมดถ่ายวีดีโอ Slo-mo 240 เฟรมต่อวินาที ความจุแบตเตอรี่ 3800mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว

Nubia X จะเริ่มวางจำหน่ายในประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป โดยมีให้เลือก 3 เวอร์ชั่น

  • RAM 6GB กับ ROM 64GB ราคา 3,299 – 3,399 หยวน หรือราว 15,700 – 16,150 บาท
  • RAM 8GB กับ ROM 128GB ราคา 3,699 – 3,799 หยวน หรือราว 17,570 – 18,050 บาท
  • RAM 8GB กับ ROM 256GB ราคา 4,199 – 4,299 หยวน หรือราว 19,950 – 20,420 บาท

สำหรับราคาในแต่ละเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน 100 หยวน ขึ้นอยู่กับสีสันที่เลือก ซึ่ง Nubia X ผลิตออกมาทั้งหมด 4 สี

ที่มา – Nubia

from:http://www.flashfly.net/wp/233137

Google ออก reCAPTCHA เวอร์ชัน 3 เน้นให้ข้อมูลผู้ดูแลเว็บตัดสินใจว่าเมื่อไรควรเปิด CAPTCHA

Google เปิดตัว reCAPTCHA ระบบพิสูจน์ความเป็นมนุษย์เพื่อป้องกันบอทเวอร์ชัน 3 โดยเวอร์ชันนี้จะเน้นให้ข้อมูลการเข้าเว็บกับผู้ดูแลเว็บมากขึ้น รวมถึงให้ผู้ดูแลเว็บเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าเมื่อไรควรแสดง CAPTCHA เพื่อพิสูจน์ความเป็นมนุษย์

Google ระบุว่า ตั้งแต่ reCAPTCHA เวอร์ชัน 1 ผู้ใช้จะต้องอ่านข้อความบิด ๆ เบี้ยว ๆ และกรอกข้อความเหล่านั้นลงกล่องให้ถูกต้อง พอมาเวอร์ชัน 2 ก็เริ่มใช้สัญญาณอื่นเข้ามาร่วมพิจารณาการเป็นบอทหรือมนุษย์ด้วย จึงทำให้ผู้ใช้ครึ่งหนึ่งสามารถคลิกครั้งเดียวเพื่อข้าม reCAPTCHA ได้เลย และในเวอร์ชันที่ 3 นี้ Google จะเปลี่ยนใหม่โดยใช้คะแนนเพื่อระบุพฤติกรรมที่น่าสงสัย ทำให้ reCAPTCHA ไม่ต้องรบกวนผู้ใช้บ่อย ๆ อีกต่อไป

สำหรับ reCAPTCHA เวอร์ชันนี้ Google จะใช้คอนเซปต์ที่ชื่อว่า Action เป็นแท็กที่ใช้เพื่อเป็นตัวนำไปยังขั้นตอนถัดไป และใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงตามบริบทได้ด้วย โดย reCAPTCHA เวอร์ชันนี้ทำงานประสานกันข้ามหน้าเว็บได้ จึงทำให้การวิเคราะห์หลักษณะความเสี่ยงทำได้แม่นยำขึ้น แตกต่างจากสองเวอร์ชันก่อนหน้าที่ทำงานแยกกันแต่ละหน้าเว็บ และสรุปคะแนนออกมาให้เห็นสถานะของการกระทำ 10 อย่างที่มากที่สุดบนเว็บไซต์ เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลเว็บมองเห็นภาพง่ายขึ้นว่าหน้าไหนเป็นเป้าหมายของบอทและมีทราฟฟิกที่น่าสงสัยบนหน้าเว็บไหม

Google ระบุว่า คอนเซปต์ใหม่นี้แตกต่างกับ reCAPTCHA เวอร์ชันก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เพราะจากเดิม ระบบจะเป็นคนตัดสินว่าเมื่อไรจะแสดง CAPTCHA ให้ผู้ใช้พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ ในขณะที่เวอร์ชัน 3 จะให้ข้อมูลกับผู้ดูแลเว็บ พร้อมให้อำนาจตัดสินใจตั้ง threshold ได้ว่าเมื่อไรจึงควรพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ หรืออาจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เพื่อตัดสินใจเปิดฟีเจอร์ยืนยันตัวตนเพิ่มเติม, รวมข้อมูลจาก reCAPTCHA เข้ากับข้อมูลอื่น ๆ ที่ผู้ดูแลเว็บเก็บเอง หรือจะนำไปใช้เทรน machine learning เพื่อต่อสู้กับการคุกคามเว็บไซต์ก็ได้

ตัว reCAPTCHA v3 นั้นไม่ได้รบกวนผู้ใช้ ซึ่งทำให้นักพัฒนาเว็บไซต์สามารถวาง reCAPTCHA ไว้บนหน้าเว็บได้หลาย ๆ หน้าโดยไม่กระทบกับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้จริง ผู้ที่สนใจ reCAPTCHA v3 สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก Google Developers

ที่มา – Google Webmaster Central Blog

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106174

สำรวจ JD Central รุ่ง หรือ ร่วง หลังเปิดตัวมากว่า 3 เดือน

เป็นเว็บ e-Commerce น้องใหม่ที่ได้รับการจับตามองอยู่ไม่น้อยสำหรับ JD Central จากความร่วมมือระหว่างยักษ์ใหญ่จากจีน JD.com และธุรกิจค้าปลีกของไทย Central Group ที่จนถึงตอนนี้ ต้องบอกว่ายังอาจไม่มีอะไรหวือหวามาให้เห็นชัดเจนนัก

ในตลาดไทยปัจจุบัน ที่มี Lazada โดย Alibaba Group และ Shopee โดย SEA Group หรือ Garena เดิม เป็นผู้เล่นรายหลักที่แข่งขันกันอย่างหนักหน่วงในการให้บริการ e-Commerce ขณะที่ Central เอง พยายามจะเข้าตลาด e-Commerce มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ดูจะล้มเหลวและหาช่องทางที่ถูกต้องไม่เจอ

แล้ว JD Central จะเป็นอย่างไร

สำรวจความเป็นไป 3 เดือนของ JD Central

สำหรับ JD.com ในประเทศจีน เป็นเว็บ e-Commerce ที่เน้นขายสินค้าแบรนด์เป็นหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ถ้าอยากได้ของมียี่ห้อ มั่นใจได้ ต้องไปที่ JD.com เมื่อมาที่ประเทศไทย ทั้ง Lazada และ Shopee เตรียมรับมือไว้เรียบร้อย โดยการดึงหลายๆ แบรนด์เปิดเป็น Official Store ไว้แล้ว แล้ว JD Central จะทำอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

หลังจาก JD Central เปิดให้บริการมาประมาณ 3 เดือน ทาง iPrice แหล่งช้อปปิ้งเปรียบเทียบราคาออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หยิบยกเอา Map of eCommerce ที่ทำการอัพเดตข้อมูลสงครามอีคอมเมิร์ซในแต่ละไตรมาสมาศึกษาเปรียบเทียบ ทำให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ JD Central ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • การมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์โดยเฉลี่ยในไตรมาสที่ 3 กว่า 2,700,000 คน ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเกือบ 34 เท่าตัว หรือกว่า 3200% นับจากการเปิดตัว (จาก 80,000 มาเป็น 2,700,000 คน) ดูเหมือนทาง JD Central จะทำการโปรโมทอย่างหนักตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงปัจุบัน โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคมที่มีจำนวนผู้เข้าชมสูงถึง 3,700,000 คน ถือเป็นจำนวนที่น่าลุ้นว่าในไตรมาสถัดไปจะเพิ่ม-ลด มากน้อยเพียงใด ซึ่งการเพิ่มจำนวนผู้เข้าสินค้าอย่างน่าตกใจนี้ทำให้ JD Central ก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 6 จากเดิมอยู่อันดับที่ 37 ใน Map of eCommerce ของ iPrice

  • แอพฯ JD Central ขยับอันดับขึ้นมาถึง 2-3 ช่วงตัว จากช่วงเปิดตัวอยู่อันดับที่ 16 ของ AppStore และอันดับที่ 14 ของ PlayStore ในไตรมาส 3 ขยับมาอยู่อันดับที่ 7 ของ AppStore และอันดับที่ 4 ของ PlayStore จากการจัดอันดับร้านค้าอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของไทยที่เก็บข้อมูลล่าสุดในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 (Map of eCommerce)
  • จำนวนผู้ติดตามบนโซเชียลเริ่มขยับ ในไตรมาส 3 มีผู้ติตดามผ่าน LINE กว่า 3 ล้านคน พอคาดเดาได้ว่า JD Central จะใช้ช่องทาง LINE ในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย จึงเน้นเพิ่มยอดผู้ติดตาม ขณะที่ช่องทาง Instagram และ Facebook แม้จะยังไม่สูงมาก แต่เชื่อว่าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นตามมา

  • มีการรับพนักงานมากขึ้น อ้างอิงข้อมูลจาก Linkedin สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คทางด้านอาชีพการงานที่ใหญ่ที่สุด ซึ่ง JD Central ปัจจุบันมีจำนวนพนักงานที่ลงประวัติการทำงานในบริษัทจากเดิม 79 คน ในไตรมาส 2 ขยับขึ้นมาเป็น 107 คนในไตรมาส 3 และเชื่อว่ายังมีกลุ่มพนักงานที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนอีกไม่น้อย น่าจะมีพนักงานเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ แน่นอน

สรุป

JD Central มาทีหลังสุด ใน 3 คู่แข่งหลักในไทย และอยู่ในช่วงสร้างฐานลูกค้า จึงไม่แปลกใจที่จะยังไม่เห็นยอดธุรกรรมการซื้อขาย หรืออาจจะมีเสียงบ่นเรื่องระบบ Fulfillment อยู่บ้าง แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าคิดจะแข่งขันในตลาดนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก iPrice

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-central-after-3-months-launch/