Cisco เปิดตัว Catalyst 9800 Series Wireless Controller มาตรฐาน Wi-Fi 6

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชื่อดัง ประกาศเปิดตัวตัว Cisco Catalyst 9800 Series Wireless Controller ที่ผสานการบริหารจัดการ RF และเข้าด้วยกันกับระบบปฏิบัติการ IOS XE รองรับการทำงานร่วมกับ AP มาตรฐาน Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax พร้อมทั้งเปิดตัว Cisco Catalyst 9200 Series Switches สำหรับตลาดขนาดกลางอีกด้วย

Catalyst 9800 Series Wireless Controller และ Catalyst 9200 Series Switches ต่างสังกัด Catalyst ตระกูล 9000 ซึ่งเริ่มให้บริการเมื่อปีที่ผ่าน โดยถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการด้าน Intent-based Networking และเป็นส่วนหนึ่งของ Cisco DNA Center ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถด้านการทำ Automation, Assurance Setting, Fabric Provisioning และ Policy-based Segmentation สำหรับเครือข่ายระดับองค์กร

Catalyst 9800 Series Wireless Controller มาพร้อมกับคุมสมบัติด้าน High Availability และ Seamless Software Updates ผ่านทางการทำ Hot Patching ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุไม่คาดฝัน รวมไปถึงมีความมั่นคงปลอดภัยสูง โดยรองรับการทำ Encrypted Traffic Analytics, SD-Access, Secure Boot, Runtime Defenses, Image Signing, Integrity Verification และ Hardware Authenticity

Catalyst 9800 Series Wireless Controller รองรับการใช้งานทั้งแบบ On-premises, Public หรือ Private Cloud โดยรองรับการจัดการ AP ตั้งแต่ 2,000 – 6,000 เครื่อง และ Throughput ระดับ 40 – 80 Gbps นอกจากนี้ยังมีเวอร์ชัน Embedded Software สำหรับทำงานบน Catalyst 9000 Switch รุ่นอื่นๆ ได้อีกด้วย ที่สำคัญคือพร้อมรองรับการใช้งานร่วมกับ AP มาตรฐาน Wi-Fi 6 หรือ 802.11ax แล้ว

Credit: Cisco.com

สำหรับ Catalyst 9200 Series Switches ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานในสำนักงานสาขาหรือองค์กรขนาดกลาง ใช้ระบบปฏิบัติการ IOS XE ตอบโจทย์แนวคิด Intent-based Networking ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตั้งค่า Policy ได้อย่างอัตโนมัติ รองรับการทำ Policy-based Micro- และ Micro-segmentation พร้อมทั้งให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยและการทำ Assurance ตลอดบน Wired และ Wireless Network Fabric

Catalyst 9200 Series Switches เปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่น มีพอร์ต 1 GbE ให้บริการ 24 – 48 พอร์ตแบบ PoE+ ส่วน Uplink สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นระดับ 1G, 10G หรือแบบ Modular (1/10G, 25/40G)

Credit: Cisco.com

Catalyst 9800 Series Wireless Controller จะให้บริการให้ไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 นี้ ส่วน Catalyst 9200 Series Switches จะเริ่มให้บริการในไตรมาสแรกของปี 2019

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/en/us/products/wireless/catalyst-9800-series-wireless-controllers/index.html และ https://www.cisco.com/c/en/us/products/switches/catalyst-9200-series-switches/index.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-lauches-wi-fi-6-ready-catalyst-9800-series-wireless-controller/

Advertisements

8 Certificate ด้าน Network ที่แนะนำให้ Network Engineer สอบประจำปี 2018 -2019

Network Computing ได้ออกมาสรุปถึง Certificate ด้าน Network จำนวน 8 รายการที่แนะนำให้สอบเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้เหมาะสมต่อเทคโนโลยีปัจจุบัน ต่อยอดจากความรู้พื้นฐานด้านระบบเครือข่าย และสร้างความน่าเชื่อถือให้เหนือยิ่งขึ้นกว่าเดิม ดังนี้

 

Credit: TechTalkThai

 

1. Cisco CCNP Data Center สำหรับ Data Center Networking

เทคโนโลยีด้าน Data Center Networking นั้นมีความแตกต่างจาก Campus Networking เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องของการทำ Automation, การออกแบบระบบให้มีความทนทานสูง, การออกแบบระบบเครือข่ายสำหรับระบบที่ทำงานแบบ Distributed, การรองรับ Converged Infrastructure และ Hyper-Converged Infrastructure การศึกษาเทคโนโลยีพื้นฐานและการออกแบบระบบเครือข่ายภายใน Data Center ด้วยสถาปัตยกรรมต่างๆ จึงเป็นสิ่วงที่แนะนำ https://www.cisco.com/c/en/us/training-events/training-certifications/certifications/professional/ccnp-data-center.html

 

2. VMware Certified Professional – Network Virtualization สำหรับ Data Center Networking และ Virtualization

สำหรับผู้ที่ต้องทำงานข้องเกี่ยวกับทั้งฝั่ง Server และ Networking ใบ Certificate ใบนี้จาก VMware จะเป็นตัวช่วยรับประกันความรู้ที่จำเป็นของคุณได้เป็นอย่างดี ด้วยแนวโน้มของระบบเครือข่ายสมัยใหม่ที่เริ่มถูกแปลงไปสู่การทำ Network Virtualization กันมากขึ้นเรื่อยๆ ใน Data Center ซึ่งเนื้อหาจะลงลึกเรื่องของ VMware NSX ทั้งในฝั่งของ Network และ Security ควบคู่กันไป https://www.vmware.com/education-services/certification/vcp6-nv.html

 

3. AWS Certified Advanced Networking สำหรับ Cloud Networking

การมาของ Cloud นับเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และ Certificate ใบนี้ก็จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของ Cloud Networking ภายใน AWS โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Best Practice ในการออกแบบระบบเครือข่ายบน Cloud หรือความสามารถในการทำ Automation ต่างๆ ของ AWS ที่จะช่วยให้การจัดการระบบเครือข่ายบน Cloud เป็นไปได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น https://aws.amazon.com/certification/certified-advanced-networking-specialty/

 

4. Wireshark Certified Network Analyst (WCNA) สำหรับตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในระบบเครือข่าย

Wireshark นั้นถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือมาตรฐานสำหรับคนทำงานด้าน Network โดย Certificate ใบนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความสามารถเชิงลึกของ Wireshark เพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาด้าน Network Performance และ Application Performance ที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะ https://www.wiresharktraining.com/certification.html

 

5. SolarWinds Certified Professional – NPM สำหรับตรวจสอบและจัดการ Network Performance

SolarWinds ก็เป็นอีกเครื่องมือที่มีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายในระดับองค์กร และในปี 2018 ที่ผ่านมานี้ทาง SolarWinds ก็ได้เปิดโครงการ Certificate ใบนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นด้าน Performance บน Server และ Application ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น https://support.solarwinds.com/Success_Center/SolarWinds_Academy/Solarwinds_Certified_Professional/SolarWinds_Certified_Professional_NPM_Exam_Preparation_Guide

 

6. Certified Wireless Network Technician (CWT) สำหรับเสริมความรู้ด้าน Wireless LAN โดยเฉพาะ

เทคโนโลยีด้าน WLAN นั้นเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมากและมีมาตรฐานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง Certificate ใบนี้จึงถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อปูพื้นฐานด้านระบบเครือข่ายไร้สายทั้งหมดโดยไม่อ้างอิงกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งเป็นพิเศษ เน้นความรู้ทางด้านมาตรฐานและหลักการทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การต่อยอดได้ในอนาคตเมื่อมาตรฐานใหม่ๆ ปรากฏออกมา https://www.cwnp.com/certifications/cwt-100/

 

7. EC-Council Certified Ethical Hacker (CEH) สำหรับปูความรู้พื้นฐานด้าน Security

ประเด็นด้าน Security เองก็ทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน และ Network Engineer เองก็ต้องมีความรู้ในประเด็นเหล่านี้ให้ดีเพื่อเป็นอีกกำลังสำคัญในการปกป้องระบบ IT ของธุรกิจองค์กร และรับมือได้อย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุการณ์การโจมตีขึ้นมาจริงๆ Certificate ใบนี้จะสอนพื้นฐานด้านการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยในระบบเครือข่ายเบื้องต้นด้วยเครื่องมือต่างๆ และหลักการพื้นฐานทางด้าน Security ที่ควรรู้ https://www.eccouncil.org/programs/certified-ethical-hacker-ceh-practical/

 

8. Cisco Network Programmability Developer Specialist สำหรับการทำ Network Automation

การทำ Network Automation กลายเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการดูแลรักษาระบบเครือข่ายในอนาคตไปแล้วทั้ง LAN, WLAN และ Cloud Networking ดังนั้น Certificate ใบนี้ก็จะลงลึกเนื้อหาด้านการทำ Network Automation โดยเฉพาะเพื่อให้สามารถควบคุมระบบเครือข่ายแบบอัตโนมัติผ่านการพัฒนาโปรแกรมหรือสคริปต์ต่างๆ ร่วมกับ Cisco APIC, Open Daylight Controller หรือ API ต่างๆ ได้ https://www.cisco.com/c/en/us/training-events/training-certifications/certifications/specialist/network-programmability/developer.html

 

ที่มา: https://www.networkcomputing.com/networking/8-network-certifications-will-set-you-apart-rest/1289913059

from:https://www.techtalkthai.com/8-network-certificate-for-network-engineer-in-2018-2019/

ลองจับ HP Spectre Folio โน้ตบุ๊กหุ้มหนังแท้ที่ไม่ใช่แค่เคส แต่หุ้มติดตัวเครื่องเลย

HP เปิดตัว Spectre Folioหุ้มด้วยหนังแท้ทั้งเครื่อง จะเปิดขายอย่างเป็นทางการสิ้นเดือนตุลาคมนี้ และในงาน HP Home Planet ที่มาเลเซีย Blognone มีโอกาสลองจับตัว HP Spectre Folio ด้วย

ความรู้สึกแรกตอนจับของจริงต้องยอมรับว่าสวยมาก ในงานมีโชว์สองสีคือ สีน้ำตาล Cognac Brown และสีเลือดหมู Bordeaux Burgundy ความน่าสนใจคือตัวหนังหุ้มเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเลยไม่ใช่เคสที่ถอดออกได้

การใช้งานมี 3 โหมดคือ โน้ตบุ๊ก, แทบเล็ตตั้งแบบตั้งวางปิดส่วนคีย์บอร์ดเอาไว้ และ วางนอน ตัวเครื่องมีช่องเสียบปากกาด้วย

No DescriptionNo Description

น้ำหนักตัวเครื่องราวๆ 1.5 กิโลกรัม ถือว่าไม่เบาเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กรุ่นเบาของแบรนด์อื่นๆ อย่าง Acer และ Apple นอกจากนี้ส่วนทัชแพดถือว่าไม่กว้างเท่าไร

No Description

โจเซฟีน ตัน หัวหน้าสายงานบริหารสินค้าคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก HP ระบุว่า เพื่อให้ได้ขนาดที่เล็ก จึงร่วมมือกับ Intel ปรับขนาดเมนบอร์ดให้เล็กลง HP Spectre Folio ยังมาพร้อมกับ 4G LTE ซึ่งโจเซฟีนบอกว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบใช้งานไวไฟโดยเฉพาะเมื่อไปในที่สาธารณะ และไม่ต้องต่อฮอตสปอตให้ยุ่งยาก
No Description

ยังไม่มีข้อมูลว่า HP Spectre Folio จะเข้าไทยเมื่อไร และราคาไทยเริ่มต้นที่เท่าไร แต่ราคาเปิดตัวคือ HP Spectre Folio สีน้ำตาล Cognac Brown รุ่น Core i5 ราคา 1,299.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 42,000 บาท ส่วนรุ่น Core i7 ที่รองรับ LTE ราคา 1,499.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 48,000 บาท เริ่มวางขาย 29 ตุลาคม ส่วนสีเลือดหมู Bordeaux Burgundy และรุ่นจอแสดงผล 4K จะเริ่มวางขายเดือนธันวาคม สามารถย้อนอ่านสเปคเครื่องแบบละเอียดได้ ที่นี่

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106443

iStudio พร้อมวางจำหน่าย iPad Pro รุ่นใหม่ และ MacBook Air รุ่นใหม่ ในประเทศไทยแล้ว

iStudio by SPVi ตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ Apple พร้อมวางจำหน่าย iPad Pro รุ่นใหม่ และ MacBook Air รุ่นใหม่ ในประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป มาพร้อมโปรโมชั่นผ่อนชำระ 0% ได้นานสูงสุดถึง 24 เดือน

ราคา New iPad Pro รุ่น 12.9 นิ้ว (WiFi only)

  • รุ่น 64 GB ราคา 35,900 บาท
  • รุ่น 256GB ราคา 40,900 บาท
  • รุ่น 512GB ราคา 47,900 บาท
  • รุ่น 1TB ราคา 61,900 บาท

อุปกรณ์เสริมสำหรับ New iPad Pro

  • Apple Pencil รุ่นที่ 2 ราคา 4,490 บาท
  • Smart Keyboard Folio สำหรับรุ่น 12.9 นิ้ว ราคา 7,290 บาท

ราคา New MacBook Air

  • รุ่น 128GB ราคา 42,900 บาท
  • รุ่น 256GB ราคา 49,900 บาท

สำหรับลูกค้า iStudio by SPVi สามารถผ่อนชำระ New iPad Pro และ New MacBook Air แบบ 0% ได้นานสูงสุด 24 เดือน กับธนาคารที่ร่วมรายการ และยังมีส่วนลดพิเศษสำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิก iMember Privilege

ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของ Apple กับทางร้าน iStudio by SPVi จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วม Class สอนการใช้ผลิตภัณฑ์ ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้งานผลิตภัณฑ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่…

  • Central แจ้งวัฒนะ 4th fl. : 02-1010890-2
  • Seacon Square Ground fl. : 02-7202988-9
  • Central Rama9 4th fl. : 02-1083241, 2-1083243

from:http://www.flashfly.net/wp/234745

Google ยืนยัน Dark Mode ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ในมือถือที่ใช้หน้าจอ OLED ได้จริง

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้สมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่น จะมีเทคโนโลยีล้ำๆ อัดเข้ามาให้เพียบไปหมด แต่ดูเหมือนว่าจะมีแค่เรื่องของแบตเตอรี่เท่านั้น ที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดในปัจจุบันไปได้ ทำให้อายุการใช้งานของสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นได้เต็มที่ก็แค่วันสองวันเท่านั้น โดยส่วนที่กินไฟมากที่สุดก็คือหน้าจอนี่แหละ…ซึ่งล่าสุด ก็ได้มีรายงานออกมาจาก Google เองเลย ว่าการใช้งานมือถือแบบ Dark Mode ที่มีให้ใช้ใน Android 9.0 Pie จะช่วยให้แบตเตอรี่ใช้ไฟน้อยลง และทำให้ใช้งานได้นานขึ้นด้วย

คาดว่าตอนนี้หลายๆ คนคงได้ลองใช้ YouTube ในแบบ Dark Theme กันมาบ้างแล้ว โดยโหมดดังกล่าวจะเป็นการเปลี่ยนสีของพื้นหลังจากที่ตอนแรกเป็นสีขาวแล้วใช้ตัวหนังสือดำ ให้กลายเป็นพื้นหลังสีดำแล้วมีตัวหนังสือสีขาวแทน ซึ่งหลายๆ คนที่ได้ใช้ บ้างก็ชอบเพราะมันไม่สว่างจ้าเหมือนก่อน บ้างก็ว่ามันดูเข้มขรึมเท่ดี แต่จริงๆ แล้วการใช้งานแอปต่างๆ แบบ Dark Mode หรือ Dark Theme นั้น มีประโยชน์มากกว่าแค่การเปลี่ยนหน้าตาของแอปอีกนะ

เพราะทาง Google ได้ออกมายืนยันข้อเท็จจริงแล้วว่าการใช้งาน Dark Mode ของมือถือที่ใช้หน้าจอแบบ OLED จะช่วยในการประหยัดพลังงานของมือถือให้อยู่ได้นานขึ้น เนื่องจากเม็ดพิกเซลบนหน้าจอแบบนี้ จะใช้พลังงานน้อยลงเวลาที่ไม่ต้องแสดงแสงสีอะไรมาก และยิ่งถ้าเป็นการแสดงผลแบบสีดำสนิท เม็ดพิกเซลบริเวณนั้นก็จะไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย จากการทดสอบการแสดงผลสีต่างๆ ของเม็ดพิกเซลก็ได้ผลออกมาว่าสีขาวเป็นสีที่กินไฟที่สุดสำหรับหน้าจอ OLED แล้ว รองลงมาคือสีฟ้า > สีเขียว > สีแดง และสุดท้ายคือสีดำ

และจากการทดสอบ Dark Theme จากแอป YouTube ก็พบว่า หากตั้งความสว่างของหน้าจอไว้ที่ 50% Dark Theme จะกินไฟน้อยกว่า 14% แต่ถ้าตั้งความสว่างไว้ที่ 100% Dark Theme จะกินไฟน้อยกว่าถึง 60% เลยทีเดียว

ก็ต้องรอกันต่อไปว่าเมื่อไหร่มือถือที่เราๆ ใช้กันอยู่จะได้รับการอัพเดทเป็น Android Pie กันซักที เราจะได้ใช้ Dark Mode เพื่อที่จะได้ประหยัดแบตขึ้นมาอีก (นิดนึงก็ยังดี) หรืออย่างน้อยก็แก้ขัดด้วยการใช้วอลเปเปอร์สีดำๆ หม่นๆ กันไปก่อนก็ได้นะ

 

ที่มา : Theverge

from:https://droidsans.com/google-dark-mode-android-battery-life/

Google เปิดตัว ‘Squoosh’ เครื่องมือลดขนาดไฟล์ภาพ ไม่เสียความละเอียด

Squoosh Cover

อีกหนึ่งปัญหาของคนทำเว็บไซต์ก็คือรูปมีขนาดใหญ่เกินไป จนส่งผลทำให้หน้าเพจโหลดช้าและถึงแม้จะปรับความละเอียดลง บางครั้งก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่นัก แถมปรับไปปรับมากลายเป็นภาพไม่คมชัดเหมือนเดิมอีก วันนี้ Google จึงทดลองอะไรสนุก ๆ ภายใต้การทำงานของ Chrome Labs จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ Squoosh

Squoosh
Squoosh

Squoosh

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปใช้งานกันได้ที่ Squoosh.App ซึ่งเป็นเว็็บแอปพลิเคชัน ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดอะไรให้วุ่นวาย แถมยังรองรับการทำงานแบบ Offline ไม่ต้องส่งไฟล์ต้นฉบับไปยังเซิร์ฟเวอร์ รองรับการแปลงไฟล์หลากหลายมาตรฐาน อาทิ

  • OptiPNG
  • MozJPEG
  • WebP
  • Browser PNG
  • Browser JPEG
  • Browser WebP

โดยมีตัวเลือกในการปรับขนาดและความละเอียดเพิ่มให้ด้วย (แต่อย่าได้กังวลไปเพราะมีชุดสำเร็จแนะนำให้) ซึ่งจะมีการเปรียบเทียบภาพทันทีทั้งก่อนและหลัง พร้อมทั้งแจ้งล่วงหน้าว่าไฟล์ที่ได้รับจะลดขนาดลงเท่าไหร่ ซึ่งจากที่ดูแทบแยกด้วยสายตาไม่ออกเลยครับ

ที่มา – blog.chromium.org

from:https://www.iphonemod.net/google-squoosh-app-optimize-images.html

เชื่อมครอบครัวด้วย Google Family Link จัดสรรค์เวลาใช้มือถือของลูกๆ แนะนำแอปดีๆ พร้อมแจ้งตำแหน่งบุตรหลานได้

Google ได้เปิดตัวแอป Family Link ไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมปี 2560 ที่ผ่านมา โดยแอปดังกล่าวจะทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสอดส่องดูแลการใช้งานมือถือของลูกๆ ได้ ว่าวันๆ ลูกของเราเข้าใช้มือถือมากไปรึเปล่า แอบติดตั้งแอปอะไรไม่เหมาะสมรึเปล่า หรือแอบเติมเงินไปซื้อไอเท็มในเกมอะไรแบบนี้มั้ย ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วมันถือว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์มากเลยล่ะ ติดอยู่แค่มันใช้ได้แค่ในอเมริกาเท่านั้น…แต่ตอนนี้ Family Link ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้พ่อแม่ในประเทศไทยได้ใช้กันบ้างแล้วล่ะ

ในเวอร์ชั่นแรกๆ การใช้งาน Family Link จะต้องทำการสร้าง Account Google ใหม่ทั้งหมด ถ้าหากต้องการจะลิ้งค์แต่ละ Account เข้ามาอยู่ในวง Family Link ทำให้มือถือของลูกๆ ที่มี Account อยู่แล้ว ใช้ไม่ได้ และต้องสร้างใหม่อย่างเดียว

แต่ในเวอร์ชั่นล่าสุดที่ใช้ในบ้านเราได้แล้วด้วย จะเป็นเวอร์ชั่นปรับปรุงที่สามารถเพิ่ม Account เข้ามาในกลุ่ม Family Link ได้โดยไม่ต้องสร้างใหม่

สำหรับแอป Family Link นี้ Account ที่เป็นผู้ปกครองจะสามารถสอดส่อง Account ลูกๆ ได้ว่าใช้เวลากับมือถือไปวันละเท่าไหร่, ใช้เวลาไปกับแอปไหนบ้าง, ตั้งเวลาได้ว่าจะให้ใช้มือถือวันละกี่ ชม. และให้ใช้เวลาไหนบ้าง, สั่งล็อคเครื่องได้จากระไกล และสุดท้ายสามารถติดตามตำแหน่งเครื่องลูกได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน แต่ก็จะไม่สามารถเข้าดูข้อมูลอะไรที่เป็นส่วนตัวเกินไปได้ อย่างเช่น ภาพหน้าจอปัจจุบัน, ประวัติการเข้าเว็บ, อ่านเมลล์หรือ sms, ลบข้อมูลในเครื่อง ฯลฯ เพราะมันจะเป็นการก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวเกินไปนั่นเอง

ก็ถือว่าเป็นแอปที่มีประโยชน์จริงๆ สำหรับพ่อแม่คนไหนที่เริ่มให้ลูกๆ ใช้มือถือได้แล้ว เพราะสมัยนี้เด็กประถมหลายๆ คนก็เริ่มเล่นเกมออนไลน์ผ่านมือถือกันเยอะแยะ ใครที่เล่นเกมยอดฮิตพวก PUBG หรือ ROV น่าจะเคยเจอ voice chat ที่เป็นเด็กๆ คุยกันบ้างล่ะ (เด็ก ป.1-ป.2 ก็ยังเคยเจอมาแล้ว) คราวนี้ผู้ปกครองทั้งหลายก็จะสามารถควบคุมการใช้งานมือถือของลูกๆ ให้เหมาะสมกันได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

Google Family Link สำหรับผู้ปกครอง (Free, Google Play) →

 

ที่มา : AndroidpoliceGoogle

from:https://droidsans.com/google-family-link-now-available-in-thailand/