เรื่องทั้งหมดโดย sukoom2001

#ทรูมันนี่ตีไก่ กิจกรรมร่วมสนุกใช้ TrueMoney WeCard ลุ้นรับทองคำ, Galaxy S8+ และเงินเข้าบัญชี

TrueMoney Wallet จัดกิจกรรมพิเศษกระตุ้นให้คนหันมาลองใช้ WeCard ด้วยเกม Chicken Hit หรือชื่อในภาษาไทยว่า “ทรูมันนี่ตีไก่” ด้วยการแจกรางวัลเป็นเงิน, ทองคำหนัก 1 บาท, ตั๋วหนัง และสมาร์ทโฟน Galaxy S8+ ด้วยการทำภารกิจภายในแอปให้ครบทั้ง 5 ด่าน

ทำความรู้จัก TrueMoney Wallet และ WeCard

ก่อนจะไปร่วมสนุกกัน สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก TrueMoney Wallet และ WeCard ผมจะมาแนะนำให้คร่าวๆ ดังนี้

TrueMoney Wallet เป็นบริการประเภท e-wallet หรือกระเป๋าเงินแบบดิจิตอล ใช้โอนเงิน จ่ายบิล หรือชำระค่าบริการต่างๆ ได้หลากหลาย สามารถสมัครใช้งานได้ฟรี ไม่จำกัดเครือข่ายมือถือ

โดย TrueMoney Wallet มีบริการเสริมเป็น WeCard หรือบัตรเดบิตเสมือนจริง ( Virtual Card ) โดยที่เราสามารถสามารถใช้บัตรนี้ในการซื้อของหรือบริการออนไลน์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ซื้อแอป ซื้อเกม เติมไอเท็มเกม ซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ หรือใช้ช็อปปิ้งออนไลน์ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะจาก Lazada, Tarad จองตัวเครืองบิน จองโรงแรม ฯลฯ โดยที่ไม่ต้องมีบัตรเครดิตจริง

ซึ่งเราสามารถเติมเงินเข้าไปยังกระเป๋าเงินของ TrueMoney Wallet ได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเติมด้วยเงินสดผ่านเซเว่นอีเลฟเว่น การดึงจากบัญชีธนาคาร หรือ ATM เป็นต้น ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทรูมันนี่ตีไก่!

รู้จัก TrueMoney Wallet และ WeCard กันไปแล้ว เข้าเรื่อง ทรูมันนี่ตีไก่ กันเลยดีกว่าครับ

กิจกรรมทรูมันนี่ตีไก่ เป็นกิจกรรมที่เหมือนเป็นการฝึกให้เราได้หัดและทดลองใช้ WeCard ซึ่งกิจกรรมนี้มีเฉพาะในแอป TrueMoney Wallet บนระบบ Android เท่านั้นนะครับ (สำหรับ iOS ก็มีบริการ WeCard เหมือนกัน แต่ยังไม่มีกิจกรรมทรูมันนี่ตีไก่) ซึ่งมีภารกิจ 5 ด่านมีดังต่อไปนี้

ด่านที่ 1 : ระบุหมายเลขบัตร WeCard 6 หลักแรก โดยสามารถเปิดบัตรWeCard ได้ฟรีผ่านแอปพลิเคชัน TrueMoney Wallet

ด่านที่ 2 : ผูกบัตร WeCard กับ Google Play โดยเมื่อทำการซื้อสินค้าบน Google Play ให้ระบุรายละเอียดบัตรWeCard ลงไป

ด่านที่ 3 : ซื้อสินค้าบน Google Play ด้วยบัตรWecard กำหนดขั้นต่ำ 10 บาท เช่นการซื้อแอปพลิเคชั่น, เติมเงินเกม, ซื้อไอเทมในเกม หรือ สติ๊กเกอร์ LINE ฯลฯ

ด่านที่ 4 : ซื้อสินค้าออนไลน์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Google Play ด้วยบัตรWecard กำหนดขั้นต่ำ 10 บาท

ด่านที่ 5 : ซื้อสินค้าด้วยบัตรWeCard อีก 3 ครั้ง กำหนดขั้นต่ำ 10 บาท

ยกตัวอย่างเช่น ด่านที่ 1 เพียงเปิดใช้งาน WeCard แล้วนำหมายเลขบัตร 6 ตัวแรกมากรอก ก็จะผ่านด่านแรกทันที

รางวัล

สำหรับการทำภารกิจด่านที่ 1-4 สำเร็จ ลุ้นรับรางวัลเติมเงินเข้า TrueMoney Wallet จำนวน 0, 5, 10, 20, 50 บาท หรือตั๋วหนัง Major Cineplex จำนวน 5,600 รางวัล (สำหรับทุกด่าน) มูลค่ารางวัลละ 140.- บาท

สำหรับการทำภารกิจด่านที่ 5 สำเร็จ ลุ้นรับรางวัลเติมเงินเข้า TrueMoney Wallet จำนวน 0, 20, 50, 100 บาท หรือตั๋วหนัง Major Cineplex มูลค่ารางวัลละ 140.- บาท หรือ ทองคำ 1 บาท จำนวน 5 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 25,000.- บาท

นอกจากรางวัลในแต่ละด่านแล้วยังมีกิจกรรมพิเศษ ให้แคปเจอร์หน้าจอที่ได้รับรางวัลต่อแต่ละด่าน และแชร์ภาพที่ได้แคปเจอร์ บนหน้าเฟซบุ๊ค หรืออินสตาแกรมของตน (ตั้งสถานะการแชร์เป็นแบบสาธารณะ) พร้อมพิมพ์ข้อความและติดแฮชแท็ก “#ทรูมันนี่ตีไก่” ลุ้นรับรางวัล Samsung Galaxy S8+ จำนวน 4 รางวัล มูลค่ารางวัลละ 30,900.- บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว)

ดูรายละเอียดและเงื่อนไขของกิจกรรมทรูมันนี่ตีไก่ทั้งหมดได้ที่ >> http://bit.ly/2t5eFQw

from:http://www.9tana.com/node/truemoney-chicken-hit/

Advertisements

Caltech กำลังพัฒนาชิปรับแสง ใช้แทนเลนส์กล้อง หวังทำให้สมาร์ทโฟนบางลงอีก

ปัญหาของสมาร์ทโฟนหลายๆ รุ่นในปัจจุบันคือกล้องหลังที่นูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกิดปัญหาทั้งในแง่ของการใช้งานและความสวยงาม ซึ่งนอกเหนือจากการออกแบบแล้ว เลนส์กล้องเป็นหนึ่งข้อจำกัดที่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว

ทว่าสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (CalTech) กำลังวิจัยเพื่อแก้ปัญหาข้างต้น จากการพัฒนาชิปที่เรียกว่า Optical Phased Array (OPA) ที่จะทำหน้าที่รับแสงแทนเลนส์และเซ็นเซอร์กล้องในแบบเดิมๆ ส่วนการปรับโฟกัสหรือปรับมุมมองของภาพ อย่าง Fish-Eye หรือภาพจากเลนส์ซูม ก็สามารถทำได้ด้วยการปรับวิธีการรับแสงของชิป ซึ่งนักวิจัยระบุว่าคล้ายกับกระบวนการปรับและส่งคลื่นวิทยุของเสาส่ง เพียงแต่ OPA เป็นกระบวนการรับคลื่น

นักวิจัยระบุว่าชิปตัวนี้ อาจทำให้เลนส์และกล้องบนสมาร์ทโฟนตายไปเลยก็ได้ ขณะเดียวกันก็น่าจะช่วยทำให้สมาร์ทโฟนบางลงอีก เนื่องจากไม่ต้องเสียพื้นที่กับเลนส์กล้องแล้ว รวมถึงอาจนำไปใช้พัฒนากล้องโทรทรรศน์ที่เล็กลงได้ด้วย

ที่มา – CalTech via Engadget

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/93489

“บรรจุภัณฑ์สินค้า” สร้างอย่างไรให้มีพลัง

 

เมื่อพูดถึงการค้า และการสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบนโลกออนไลน์หรือโลกออฟไลน์  สิ่งหนึ่งที่สามารถเสริมแกร่งให้กับแบรนด์ของเราได้นั้น ก็คือ “บรรจุภัณฑ์” การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจอาจนำมาซึ่งการแชร์บนโลกออนไลน์ของผู้บริโภคที่รู้สึกภูมิใจที่ได้ครอบครองสินค้านั้น ๆ และเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าให้กับเราไปในตัว

โดยข้อมูลจากงานสัมมนาเรื่อง “Packaging ดีก็ขายได้” ของคุณสมชนะ กังวารจิตร์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ รางวัลระดับโลก 3 ปีซ้อนในมหกรรม eBiz Expo 2017 ณ บูธ Krungsri e-Biz ระบุว่า

  • บรรจุภัณฑ์กระตุ้นการซื้อได้ 37% มากกว่า TVC (27%), รีวิวออนไลน์ (31%) และการแนะนำจากเพื่อน (31%)
  • เกือบ 40% ของผู้บริโภคอยากจะแชร์รูปของบรรจุภัณฑ์ผ่าน Social Media ถ้ามันเหมือนของขวัญพิเศษ
  • 74% ของผู้บริโภคอายุ 18 – 25 ปีชอบแชร์รูปของบรรจุภัณฑ์สินค้าผ่าน Social media เมื่อสั่งผ่านออนไลน์
  • สำหรับสินค้า On Shelf นั้น 1 ใน 3 ของผู้บริโภคซื้อสินค้าเพราะบรรจุภัณฑ์ และมีถึง 64% ของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าที่ตนเองไม่ได้ต้องการซื้อแต่แรก แต่เพราะเห็นบรรจุภัณฑ์น่าสนใจจึงซื้อ
  • บรรจุภัณฑ์เป็นพื้นที่โฆษณาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์น้ำอัดลมบางยี่ห้อที่มียอดซื้อมากกว่า 1,800 ล้านขวดต่อวัน ซึ่งเท่ากับว่าพื้นที่ข้างขวดนั้นได้ทำหน้าที่โฆษณาให้กับแบรนด์ไปในตัว

คุณสมชนะ กังวารจิตร์

แต่การจะสร้างบรรจุภัณฑ์ให้มีพลังและสามารถนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้นั้น คุณสมชนะได้ให้คำแนะนำในการสร้างความแตกต่างไว้ดังนี้

1. ต้องมีอัตลักษณ์ด้านการมองเห็น – Visual Identity

ปัจจุบัน เรามีมีสินค้ามากมายในท้องตลาด ที่ไม่มีใครจำได้ ดังนั้น แม้เราจะคิดออกแบบอย่างดี ใช้ภาพสวย ๆ สื่อถึงสินค้า แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเมื่อวางเทียบกับคู่แข่งแล้วเกิดซ้ำซากก็จะไม่สามารถสร้างภาพจำให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคได้นั่นเอง

2. ศึกษาเรื่อง Category Code

การสังเกตจุดร่วมของสินค้าในแต่ละ Category เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้าเป็นสินค้าหมวดน้ำมันพืช โดยมากจะถูกบรรจุอยู่ในขวดที่มีเหลี่ยมมุมต่าง ๆ สะท้อนความแวววาวของขวดน้ำมันพืชให้ดูเตะตา หรือถ้าเป็นสินค้าแผนกซีเรียล ก็จะบรรจุอยู่ในกล่องสีสันสดใสวางเรียงกันเต็มไปหมด

การทำการตลาดที่แตกต่างสามารถทำให้สินค้าขายได้แม้อยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดดังกล่าว โดยความแตกต่างในแง่ของบรรจุภัณฑ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จาก 8 ปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. สี
  2. รูปร่าง
  3. กราฟิก
  4. วัสดุ
  5. ข้อความ
  6. Interactive
  7. Functional
  8. Production

โดยสิ่งหนึ่งที่คุณสมชนะฝากเอาไว้ให้คิดคือ บางครั้งหลายแบรนด์ต้องเสียเวลาจ้าง Influencer บนโลกออนไลน์ให้ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าให้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาเราเห็นดารารีวิวเครื่องสำอาง เรามักจำดาราได้ แต่เรามักจำสินค้าไม่ได้ ดังนั้น อาจเป็นการดีกว่าหากจะเปลี่ยนแนวคิดเป็นการออกแบบแพกเกจสินค้าดี ๆ ที่ผู้ซื้อเมื่อซื้อไปแล้วรู้สึกพอใจและใช้พื้นที่ของเขาในการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เราฟรี ๆ ซึ่งคุณสมชนะมองว่า นี่ต่างหากคือความมหัศจรรย์ของ “บรรจุภัณฑ์” 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/power-of-packaging/

“บรรจุภัณฑ์สินค้า” สร้างอย่างไรให้มีพลัง

 

เมื่อพูดถึงการค้า และการสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบนโลกออนไลน์หรือโลกออฟไลน์  สิ่งหนึ่งที่สามารถเสริมแกร่งให้กับแบรนด์ของเราได้นั้น ก็คือ “บรรจุภัณฑ์” การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจอาจนำมาซึ่งการแชร์บนโลกออนไลน์ของผู้บริโภคที่รู้สึกภูมิใจที่ได้ครอบครองสินค้านั้น ๆ และเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าให้กับเราไปในตัว

โดยข้อมูลจากงานสัมมนาเรื่อง “Packaging ดีก็ขายได้” ของคุณสมชนะ กังวารจิตร์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ รางวัลระดับโลก 3 ปีซ้อนในมหกรรม eBiz Expo 2017 ณ บูธ Krungsri e-Biz ระบุว่า

  • บรรจุภัณฑ์กระตุ้นการซื้อได้ 37% มากกว่า TVC (27%), รีวิวออนไลน์ (31%) และการแนะนำจากเพื่อน (31%)
  • เกือบ 40% ของผู้บริโภคอยากจะแชร์รูปของบรรจุภัณฑ์ผ่าน Social Media ถ้ามันเหมือนของขวัญพิเศษ
  • 74% ของผู้บริโภคอายุ 18 – 25 ปีชอบแชร์รูปของบรรจุภัณฑ์สินค้าผ่าน Social media เมื่อสั่งผ่านออนไลน์
  • สำหรับสินค้า On Shelf นั้น 1 ใน 3 ของผู้บริโภคซื้อสินค้าเพราะบรรจุภัณฑ์ และมีถึง 64% ของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าที่ตนเองไม่ได้ต้องการซื้อแต่แรก แต่เพราะเห็นบรรจุภัณฑ์น่าสนใจจึงซื้อ
  • บรรจุภัณฑ์เป็นพื้นที่โฆษณาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์น้ำอัดลมบางยี่ห้อที่มียอดซื้อมากกว่า 1,800 ล้านขวดต่อวัน ซึ่งเท่ากับว่าพื้นที่ข้างขวดนั้นได้ทำหน้าที่โฆษณาให้กับแบรนด์ไปในตัว

คุณสมชนะ กังวารจิตร์

แต่การจะสร้างบรรจุภัณฑ์ให้มีพลังและสามารถนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้นั้น คุณสมชนะได้ให้คำแนะนำในการสร้างความแตกต่างไว้ดังนี้

1. ต้องมีอัตลักษณ์ด้านการมองเห็น – Visual Identity

ปัจจุบัน เรามีมีสินค้ามากมายในท้องตลาด ที่ไม่มีใครจำได้ ดังนั้น แม้เราจะคิดออกแบบอย่างดี ใช้ภาพสวย ๆ สื่อถึงสินค้า แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเมื่อวางเทียบกับคู่แข่งแล้วเกิดซ้ำซากก็จะไม่สามารถสร้างภาพจำให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคได้นั่นเอง

2. ศึกษาเรื่อง Category Code

การสังเกตจุดร่วมของสินค้าในแต่ละ Category เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้าเป็นสินค้าหมวดน้ำมันพืช โดยมากจะถูกบรรจุอยู่ในขวดที่มีเหลี่ยมมุมต่าง ๆ สะท้อนความแวววาวของขวดน้ำมันพืชให้ดูเตะตา หรือถ้าเป็นสินค้าแผนกซีเรียล ก็จะบรรจุอยู่ในกล่องสีสันสดใสวางเรียงกันเต็มไปหมด

การทำการตลาดที่แตกต่างสามารถทำให้สินค้าขายได้แม้อยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดดังกล่าว โดยความแตกต่างในแง่ของบรรจุภัณฑ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จาก 8 ปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. สี
  2. รูปร่าง
  3. กราฟิก
  4. วัสดุ
  5. ข้อความ
  6. Interactive
  7. Functional
  8. Production

โดยสิ่งหนึ่งที่คุณสมชนะฝากเอาไว้ให้คิดคือ บางครั้งหลายแบรนด์ต้องเสียเวลาจ้าง Influencer บนโลกออนไลน์ให้ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าให้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาเราเห็นดารารีวิวเครื่องสำอาง เรามักจำดาราได้ แต่เรามักจำสินค้าไม่ได้ ดังนั้น อาจเป็นการดีกว่าหากจะเปลี่ยนแนวคิดเป็นการออกแบบแพกเกจสินค้าดี ๆ ที่ผู้ซื้อเมื่อซื้อไปแล้วรู้สึกพอใจและใช้พื้นที่ของเขาในการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เราฟรี ๆ ซึ่งคุณสมชนะมองว่า นี่ต่างหากคือความมหัศจรรย์ของ “บรรจุภัณฑ์” 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/

TrueMoney Chicken Hit ตีไก่กับทรูมันนี่ ตีดีดีมีได้ทอง!!

พบกับเกมตีไก่สุดมันส์พร้อมของรางวัลสุดจี๊ดอย่าง TrueMoney Chicken Hit เกมทรูมันนี่ตีไก่สำหรับผู้ใช้ระบบ Android โดยเฉพาะ เพียงแค่เปิดบัตร WeCard ในแอปฯ พร้อมกับใช้ WeCard ตะลุย Mission แทนบัตรเครดิตในด่านต่างๆ ก็ได้สิทธิ์เล่นเกมเพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดจี๊ดทั้ง ทองคำ 1 บาท มูลค่า 25,000 บาท ตั๋วหนัง Major Cineplex รวมถึงยอดเงินเติมเข้าบัญชี TrueMoney Wallet ที่รวมกว่า 7 ล้านบาท เรียกว่า แจกกันให้ฟินเหมือนมีปีกบินได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 2 กรกฎาคม 2560 เท่านั้น

No Description

ลุ้นได้ทองกันง่ายๆ จากน้องไก่ผู้น่ารักในเกม TrueMoney Chicken Hit ทรูมันนี่ตีไก่ ที่ผู้เล่นทุกคนจะได้พบกับความน่ารักสดใสจากเจ้าไก่น้อย พร้อมได้รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลจากไก่นำโชค ไม่ว่าจะเป็นรางวัลใหญ่อย่างทองคำ 1 บาท มูลค่า 25,000 บาทจำนวน 5 รางวัล ตั๋วหนัง Major Cineplex มูลค่า 140 บาท และรางวัลเงินเข้าบัญชีทรูมันนี่วอลเล็ทอีกมากมายรวมมูลค่าของรางวัลกว่า 7 ล้านบาท แค่เพียงเปิดบัตร WeCard บนแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ก็สามารถเริ่มต้นความมันส์และลุ้นรับของรางวัลกันได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. ดาวน์โหลดแอปฯ TrueMoney Wallet ตามลิงค์นี้ http://bit.ly/2s3yV0Y พร้อมกับสมัครลงทะเบียนให้เรียบร้อย
  2. เปิดบัตร WeCard โดยเข้าไปที่ปุ่ม WeCard และกดปุ่ม สร้างบัตร Virtual WeCard
  3. เข้าสู่ตัวเกม และตะลุยทั้ง 5 ด่านดังต่อไปนี้เพื่อลุ้นรับของรางวัลสุดเจ๋ง
    1. เปิดบัตร WeCard และระบุหมายเลขบัตร 6 หลักแรกในด่าน
    2. ทำการผูกบัตร WeCard กับ Google PlayStore
    3. ซื้อสินค้าบน Google Play อย่างแอปพลิเคชั่น หรือสินค้า in-app ต่าง ๆ
    4. ทำรายการซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย WeCard สำหรับร้านค้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Google Play Services เช่น ช้อปปิ้งออนไลน์ ซื้อบัตรคอนเสิร์ต จองตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ
    5. ทำรายการชำระเงินด้วย WeCard ให้ครบ 5 ครั้ง สำหรับคนที่ทำภารกิจในด่าน 3 และ 4 ผ่านแล้ว ก็ทำรายการอีกเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
  4. เมื่อทำภารกิจแต่ละด่านสำเร็จ คุณจะได้รับการแจ้งเตือนเมื่อกลับเข้าสู่หน้ากิจกรรมอีกครั้ง และจะได้สิทธิ์เล่นเกมเพื่อลุ้นชิงรางวัลต่าง ๆ โดยจะต้องกดทุบเจ้าไก่ขี้ตื่นบนหน้าจอ ชอบของรางวัลจากตัวไหนก็กดได้เลย
  5. พอได้เจ้าไก่อยู่ในกำมือ ของรางวัลก็จะปรากฎขึ้นทันที

เท่านั้นไม่พอ มีสิทธิ์ลุ้นต่อที่ 2 เพื่อรับ Samsung Galaxy 8+ เพียงแค่แคปเจอร์หน้าจอรางวัลที่ได้จากการเล่นเกม แล้วแชร์ลงบน Facebook หรือ Instagram พร้อมติดแฮชแท็ก #ทรูมันนี่ตีไก่ เพียงเท่านี้ก็ได้ลุ้นรับของรางวัลที่ TrueMoney พร้อมแจกให้แบบไม่อั้น ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2560 เวลา 23:59 น. เท่านั้น ว่าแล้วก็อย่าช้า รีบมาสัมผัสความน่ารักของเจ้าไก่ พร้อมลุ้นโชคใหญ่อย่างทองคำมูลค่า 25,000 บาทและของรางวัลอีกมากมายกันได้เลย สิทธิ์พิเศษเฉพาะสำหรับผู้ใช้ Android OS เท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม คลิ๊ก http://bit.ly/2rPNpSL

from:https://www.blognone.com/node/93488

WD เปิดตัว MY PASSPORT SSD ฮาร์ดดิสก์พกพาที่เร็วที่สุดของแบรนด์ ใช้พอร์ต USB Type-C ราคาเริ่มต้น 3,990 บาท

เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: WDC) ผู้นำด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลระดับโลก เปิดตัว My Passport™ SSD ฮาร์ดดิสก์แบบพกพาที่มีความเร็วที่สุดของแบรนด์ WD ในตอนนี้ ด้วยการทำงานที่มีความรวดเร็วและการออกแบบที่การันตีด้วยรางวัล My Passport SSD ตัวใหม่นี้ ยิ่งตอกย้ำการเป็นผู้นำของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลขนาดพกพาเท่าฝ่ามืออย่าง My Passport ของบริษัท ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อผู้ชอบสรรสร้างผลงานและผู้ที่หลงไหลในเทคโนโลยีเป็นพิเศษ My Passport SSD ใหม่นี้ มีการผสมผสานทั้งประสิทธิภาพในเรื่องความเร็วที่เกินคาดและขนาดที่พกพาสะดวก เข้าไว้ด้วยกันเพื่อรองรับการจัดการไฟล์ขนนาดใหญ่ได้ในระหว่างการเดินทาง

unnamed-1

“WD เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นที่จะนำเสนอความใหม่ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลส่วนตัวใหม่นี้ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมควบคู่ไปกับการดีไซน์ที่สวยงาม ตลอดจนความทนทาน” นาย ชเวน ราธเย่น (Sven Rathjen) รองประธานฝ่ายการตลาด ของเวสเทิร์น ดิจิตอล กล่าว “My Passport SSD เป็นฮาร์ดดิสก์ขนาดพกพาของเราที่มีความเร็วที่สุด ณ ตอนนี้และยังเป็นโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพสำหรับคนที่ต้องการย้ายข้อมูลอย่างรวดเร็วและง่ายดายไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม”

การจัดเก็บแบบใหม่ที่ทันสมัย

My Passport SSD มาพร้อมกับความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 515 MB/s* ซึ่งเป็น My Passport ที่มีความเร็วสูงสุดของแบรนด์ WD ไดรฟ์ตัวใหม่นี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันนี้ที่มีการใช้พอร์ต USB Type-C™ และพอร์ต USB 3.1 เจเนอเรชั่น 2 (10Gb/s) พร้อมกับหัวเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ไปจนถึงสายแบบ Type-C และยังมีอะแดปเตอร์ที่สามารถใช้ร่วมกับพอร์ตแบบ USB Type-A ที่ยังมีใช้อยู่แพร่หลายในเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป My Passport SSD สามารถทำใช้งานร่วมกันได้กับทั้ง MAC และคอมพิวเตอร์พีซี ซึ่งมอบประสบการณ์ทำงานที่ราบรื่น ที่มีระบบล็อกการใช้งานแบบ 256-bit AES และมีการป้องกันอีกขั้นด้วยการใส่รหัสผ่าน รวมทั้งผ่านการทดสอบการกันกระแทกการตกหล่นในระดับ 6.5 ฟุต ซึ่งเปรียบเทียบได้กับความแรงในระดับ 1500G จึงรับรองได้แน่นอนว่าข้อมูลที่มีค่าของคุณจะถูกจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยแน่นอน

unnamed-2

My Passport SSD เป็นโซลูชั่นในการจัดเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์แบบซึ่งสามารถจัดการไฟล์รูปภาพและวิดีโอที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว มีความรวดเร็วในการสำรองข้อมูลและรวมถึงการจัดเก็บเอกสารที่สำคัญต่างๆ มีการจำลองเครื่องมือหรือขยาย หน่วยความจำ SSD ของคอมพิวเตอร์และสามารถพกพาไปในทุกๆ ที่ที่คุณเอาคอมพิวเตอร์ไปด้วย ไดร์ฟตัวใหม่ล่าสุดนี้พร้อมขนาดความจุที่มีตั้งแต่ 1 เทราไบต์ 512 กิกะไบต์ และ 256 กิกะไบต์** และมาพร้อมกับซอร์ฟแวร์ WD Backup™ ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถทำการสำรองข้อมูลได้แบบอัตโนมัติ

ราคาและการจัดจำหน่าย

My Passport SSD มีการรับประกันเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยจะวางจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำทั่วไปช่วงไตรมาสนี้ สำหรับราคาจัดหน่ายแนะนำในขนาดความจุที่ 1 เทราไบต์ราคา 15,900 บาท 512 กิกะไบต์ ราคา 7,990 บาทและ 256 กิกะไบต์ ราคา 3,990 บาท ตามลำดับ

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=186320

ปัญหาใหญ่ Uber คือไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน จนมูลค่าบริษัทเริ่มลดลง

วิกฤตเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่รุมเร้า Uber จนผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Travis Kalanick ต้องลาออกจากตำแหน่ง อาจไม่ใช่ปัญหาเดียวของ Uber ในตอนนี้

ภาพจาก Uber

Wall Street Journal วิเคราะห์ว่าตัวเนื้อธุรกิจของ Uber เองก็มีความเปราะบาง เพราะต้องเผชิญกับคู่แข่งแบบเดียวกันในแทบทุกสนาม และเอาเข้าจริงแล้ว Uber ไม่มีแต้มต่อทางธุรกิจที่ช่วยกีดกันคู่แข่งได้ดีนัก

แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของ Uber ที่บริษัทใช้มาตลอดคือ เข้าสู่ตลาดประเทศต่างๆ ให้มากและเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีการทุ่มกำลังเงินที่เหนือกว่ามาก เพื่อบีบให้คู่แข่งไม่สามารถทำธุรกิจได้ เพราะ Uber มีส่วนแบ่งตลาดเหนือกว่า

นอกจากนี้ Uber ยังลงทุนในเทคโนโลยีด้านไอทีและ data science ที่มั่นใจว่าจะทำให้ต้นทุนของตัวเองถูกกว่าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์นี้อาจไม่เป็นไปตามที่ Uber ฝันไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว Uber เจอคู่แข่งในทุกตลาดที่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็น Lyft ในสหรัฐอเมริกาเอง, Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Ola ในอินเดีย, 99 ในบราซิล หรือในประเทศจีนที่ Uber ต้องพ่ายแพ้ให้กับ Didi อย่างเจ็บปวดจนต้องถอนตัวออกมา (อ่านบทความ รู้จัก Cheng Wei ซีอีโอ Didi Chuxing ผู้หยุด Uber)

แถมส่วนแบ่งตลาดของ Uber ในหลายๆ ประเทศก็ลดลง อย่างในสหรัฐอเมริกาเอง ถึงแม้ไม่มีการเก็บสถิติส่วนแบ่งตลาดอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลของบริษัท TXN Solutions ที่เก็บสถิติจากธุรกรรมบัตรเครดิตที่จ่ายให้บริษัทเรียกรถยนต์เหล่านี้ ก็พบว่าส่วนแบ่งตลาดของ Lyft เติบโตขึ้นจาก 10% ในปี 2015 มาเป็น 25% ในปี 2017 โดยเหตุผลหนึ่งมาจากแคมเปญ #deleteuber ที่คนจำนวนมากประกาศลบแอพ Uber เพราะไม่พอใจบริษัทในหลายเรื่อง (โดยหลักๆ คือ Kalanick ไปเป็นที่ปรึกษา Trump แต่ก็มีประเด็นอื่นด้วย) ส่งผลให้ยอดผู้ใช้ Lyft เติบโตขึ้นอย่างพรวดพราด

ภาพจาก Uber

Wall Street Journal มองว่าจุดแข็งของ Uber เรื่องการเข้าตลาดก่อน ไม่ใช่เรื่องจีรัง และเทคโนโลยีของ Uber ก็ไม่ได้ช่วยให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขัน เหมือนกับบริษัทไอทีอื่นๆ อย่าง Apple, Google, Facebook, Amazon ที่เข้าตลาดทีหลังแต่มีเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างกำแพงป้องกันคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาท้าทายได้ ในขณะที่ Uber มีโอกาสโดนคู่แข่งฉกทั้งลูกค้าและคนขับไปได้ทุกเมื่อ เพราะ Uber เป็นแค่หนึ่งในบริการเรียกรถที่มีจำนวนมากในท้องตลาด ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ แถม Uber ก็ไม่ได้มียุทธศาสตร์การล็อคคนขับรถให้ขับแต่ Uber เพียงอย่างเดียว ห้ามขับให้คู่แข่งแต่อย่างใด

แน่นอนว่า Uber ยังห่างไกลกับความล้มเหลว เพราะภาพรวมของตลาดบริการเรียกรถ (ride hailing) ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดในภาพรวมของ Uber จะลดลง แต่ปริมาณธุรกรรมของการให้บริการก็ยังเพิ่มขึ้นทุกปี

เพียงแต่ว่า ด้วยสภาพการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง บวกกับ Uber ไม่ได้มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากนัก ย่อมจะทำให้มูลค่าบริษัท (valuation) ของ Uber ที่ปัจจุบันอยู่ราว 68 พันล้านดอลลาร์ (ถือเป็นสตาร์ตอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก) ไม่สามารถไปต่อได้มากกว่านี้ และ Uber อาจต้องระดมทุนหรือขายหุ้น IPO ด้วยมูลค่าที่ลดลงจากนี้อีกมาก

Travis Kalanick (ภาพจาก Uber)

ตอนนี้มูลค่าหุ้นของ Uber ที่ขายกันในตลาดรอง (ผู้ถือหุ้นขายกันเองโดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์มหาชน) มีมูลค่าบริษัทอยู่ประมาณ 50 พันล้านดอลลาร์ และมีคนเสนอซื้อหุ้น Uber ที่มูลค่าบริษัท 40 พันล้านดอลลาร์แล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นของคู่แข่ง Lyft กลับเพิ่มขึ้นสวนทางกัน

นี่จึงเป็นงานยากของ CEO คนใหม่ที่จะมาแทน Travis Kalanick เพราะนอกจากต้องมาแก้ปัญหาวัฒนธรรมองค์กรที่มีเรื่องฉาวโฉ่มากมายแล้ว ตัวแกนหลักของธุรกิจที่เริ่มมีปัญหาแข่งขันไม่ได้ อาจเป็นงานที่ยากกว่าซะด้วยซ้ำ

ที่มา – Wall Street Journal, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uber-valuation-down/