เรื่องทั้งหมดโดย sukoom2001

หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม Tensorflow ยืนยัน โค้ดรองรับ AMD น่าจะเข้าโครงการหลักในปีนี้

Rajat Monga หัวหน้าฝ้ายวิศวกรรมของโครงการ Tensorflow เปิดเผยในงาน World AI Conference (WAIC) ที่เซี่ยงไฮ้ว่าภายในปีนี้ โค้ดรองรับเอเอ็มดีผ่านแพลตฟอร์ม ROCm น่าจะถูกรวมเข้ามาสู่โครงการหลักภายในปีนี้ หลังจากที่โครงการหลักรองรับเฉพาะชิปกราฟิก NVIDIA มาตั้งแต่เริ่มโครงการ

เอเอ็มดีเปิดตัว ROCm มาตั้งแต่ปลายปี 2016 แม้จะทำให้ Tensorflow ใช้งานบนชิปเอเอ็มดีได้ตั้งแต่เปิดตัว แต่ก็เป็นโค้ดที่แยกโครงการออกไปต่างหากจากโครงการหลัก โค้ด ROCm Tensorflow เวอร์ชั่นล่าสุดที่ออกมาคือเวอร์ชั่น 1.8 ขณะที่โครงการหลักอยู่ที่เวอร์ชั่น 1.10

นอกจากการรองรับชิปกราฟิกจากเอเอ็มดีแล้ว ฝั่งอินเทลเองก็มีการปรับแต่งความเร็วให้กับ Tensorflow ให้ใช้ไลบรารี MKL-DNN อยู่เช่นกัน แถมยังตามเวอร์ชั่นของ Tensorflow ได้ค่อนข้างเร็ว โดย Rajat ยืนยันว่าจะพยายามรองรับแพลตฟอร์มอื่นๆ หากมีความพร้อม แต่ก็ต้องดูความต้องการของผู้ใช้และจัดลำดับความสำคัญ

Rajat ยังเล่าถึงเหตุผลที่โอเพนซอร์ส Tensorflow ออกมา เพราะกูเกิลมีแนวทางที่จะเปิดเผยเทคโนโลยีออกมาสู่โลกภายนอกเพื่อสนับสนุนให้เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้าอยู่แล้ว แต่การเปิดเผยก่อนหน้านี้ เช่น Map Reduce ทำให้โลกภายนอกต้องอิมพลีเมนต์สิ่งที่กูเกิลทำไปแล้ว การเปิดโค้ดออกมาด้วยจึงน่าจะทำให้เทคโนโลยีก้าวไปได้เร็วขึ้น โดยทุกวันนี้โค้ด Tensorflow ที่กูเกิลใช้อยู่เองก็ไม่ได้ต่างจากโค้ดที่เราเห็นมากนัก นอกจากส่วนที่เฉพาะกับการใช้งานของกูเกิลเป็นการเฉพาะ เช่น การจัดการคลัสเตอร์

No Description

from:https://www.blognone.com/node/105379

Advertisements

GitLab ระดมทุนรอบใหม่ มูลค่าบริษัททะลุ 1 พันล้านดอลลาร์, Alphabet ร่วมลงทุนด้วย

หลังจากไมโครซอฟท์ซื้อ GitHub ไปแล้ว แสงไฟเลยเริ่มฉายมาฝั่งคู่แข่ง GitLab ที่ล่าสุดประกาศระดมทุน Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัททะลุ 1.1 พันล้านดอลลาร์ เข้าสถานะยูนิคอร์นเรียบร้อย

การลงทุนรอบนี้นำโดยบริษัท ICONIQ Capital แต่ก็มีบริษัทอื่นคือ Khosla Ventures และ GV ในเครือ Alphabet ร่วมด้วย (ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่า กูเกิลเคยแย่งซื้อ GitHub กับไมโครซอฟท์ด้วย อย่างไรก็ตาม GV เคยลงทุนใน GitHub มารอบหนึ่งแล้วเมื่อปี 2017 และเป็นปกติที่อาจลงเงินเพิ่มในรอบถัดมา)

ถึงแม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ GitLab มีบริการอย่างอื่นมากกว่าการฝากซอร์สโค้ด (แบบเดียวกับที่ GitHub ทำ) โดยครอบคลุมไปถึง DevOps แบบครบวงจร ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อให้ GitLab คือ Continuous Integration (CI) และ
Continuous Delivery (CD) แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์ด้านอื่นๆ เช่น Logging, Monitoring, Issue Trackers ไปจนถึง License Management (เรียกว่าเป็นคู่แข่งของ Atlassian อาจตรงกว่า)

ปัจจุบัน GitLab มีพนักงาน 350 คน และมีลูกค้ามากกว่า 100,000 องค์กร

ที่มา – GitLab, Bloomberg

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/105378

เปิดตัว Meizu 16X มาพร้อมจอ AMOLED 6 นิ้ว, ชิปเซ็ท Snapdragon 710 และสแกนนิ้วมือบนหน้าจอ

Meizu แบรนด์สมาร์ทโฟนจากแดนมังกร ประกาศเปิดตัว Meizu 16X สมาร์ทโฟนน้องเล็กที่มีการปรับลดสเปกจากรุ่นเรือธงอย่าง Meizu 16 และ 16 Plus ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยยังคงสแกนนิ้วมือฝังใต้หน้าจอเหมือเดิม

Meizu 16X

สเปก Meizu 16X มาพร้อมจอ AMOLED ความละเอียด FHD+ 2160 x 1080 พิกเซล ขนาด  6 นิ้ว ในอัตราส่วน 18:9  และมีสัดส่วนระหว่างหน้าจอกับตัวเครื่องที่ 90.62%

ใช้หน่วยประมวลผลซีพียูแบบ  Octa Core ความเร็ว 2.2GHz โดยใช้ชิปเซ็ท Snapdragon 710, หน่วยประมวลผลกราฟิก Adreno 616, RAM 6GB,  หน่วยความจำภายใน 64GB/128GB และรันบนระบบปฎิบัติการ Android 8.0 Oreo ครอบทับด้วย Flyme UI

ติดตั้งกล้องหลังคู่ พร้อมไฟแฟลชวงแหวน 6 ดวง โดยกล้องหลักควมละเอียด 12 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX380, ขนาดพิกเซล 1.55µm, รูรับแสง f/1.8 กล้องรองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์ Sony IMX350, ขนาดพิกเซล 1.0µm, รูรับแสง f/2.6 ส่วนกล้องหน้าเซลฟี่ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง f/2.0

รวมทั้งติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือฝังใต้หน้าจอ, รองรับ 2 SIM, รองรับ 4G LTE, Wi-Fi 802.11 а/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, hotspot, Bluetooth 5.0, USB Type-C และแบตเตอรี่ความจุ 3,100mAh

ทั้งนี้ Meizu 16X มีให้เลือก 3 สีคือ สีดำ Jet Black, สีทอง Nuble Gold และสีขาว Ru White ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาจีน Ruware ที่มีชื่อเสียง และมาพร้อมกับพื้นผิวโลหะเซรามิก

ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 2,098 หยวนหรือประมาณ บาทสำหรับรุ่น RAM 6GB, หน่วยความจำภายใน 64GB และราคา 2,398 หยวนหรือประมาณ บาท โดยจะเริ่มเปิดให้สั่งจองผ่านทางเว็บไซต์ Meizu ในวันที่ 26 กันยายนนี้

ที่มา : Gizmochina

from:http://mobileocta.com/meizu-16x-launched-with-in-screen-fingerprint-sd710/

หลุดฮาร์ดแวร์ใหม่ Amazon Echo Sub ลำโพงไลน์เบสกับสมาร์ทปลั๊กมาพร้อม Alexa

หลายสื่อรายงานว่า Amazon กำลังจะมีอีเว้นท์เปิดตัวฮาร์ดแวร์หลายอย่างภายในเดือนนี้ จึงมีข่าวลือข่าวหลุดเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ ออกมามากมาย คือ Amazon Echo Sub และ Smart Plug

Amazon Echo Sub ลำโพงอัจฉริยะไลน์เบส 100W หรือ subwoofer เป็นลำโพงไวร์เลสหุ้มด้วยผ้า ฟีเจอร์พอเศษคือทำเป็นลำโพงสเตอริโอคู่กับ Echo ตัวอื่นๆ ได้ สีที่หลุดมาคือสีเท่า ราคาคาดว่าจะอยู่ที่ 75 ปอนด์ หรือราว 3,000 กว่าบาท วางขาย 11 ตุลาคมนี้

นอกจากนี้ยังมี Smart Plug ที่ฝังผู้ช่วย Alexa เข้ามาด้วย ตั้งเวลาเปิดปิดการใช้งานไฟฟ้า สั่งการใช้งานเสียงผ่านแอพพลิเคชั่น และราคาคาดว่าจะสูงถึง 95 ปอนด์ หรือราว 4,000 กว่าบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่าตลาดมาก และยังไม่ชัดเจนว่าทำไมถึงแพงขนนาดนี้ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีฟีเจอร์อะไรให้ลุ้น

ที่มา – Pocket-lint 1 2

from:https://www.blognone.com/node/105377

หูฟังไร้สาย Huawei Freebuds 2 Pro อาจชาร์จแบตแบบไร้สายด้วยการใช้ Huawei Mate 20 เป็นแท่นชาร์จ

กลางเดือนตุลาคมนี้คือกำหนดการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ Huawei Mate 20 และ Mate 20 Pro ซึ่งในงานนี้นอกจากเรือธงรุ่นล่าสุดแล้ว มีข่าวว่าในบางประเทศจะมีการแถม Huawei Freebuds 2 Pro หูฟังไร้สายตัวใหม่สำหรับคนที่ซื้อ Mate 20 ด้วย และไฮไลท์คือมันสามารถชาร์จแบตแบบไร้สายได้ผ่านมือถือเพียงแค่วางลงไปเท่านั้น

หน้าตาของ Huawei Freebuds 2 Pro นั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเหมือนกับ AirPod ของ Apple อย่างไม่ต้องสงสัย จำได้ว่ารุ่นแรกตัวกล่องยังมีความแตกต่าง แต่มารุ่น 2 นี่หน้าตามาเป็นกล่องไหมขัดฟันเหมือนกันอีกต่างหาก ในกล่องมีแบตเตอรี่อยู่ภายใน และสามารถชาร์จผ่านพอร์ท USB C ได้ หรือจะชาร์จแบบไร้สายก็ได้เช่นกัน และหนึ่งในฟีเจอร์ที่ปรากฏบนภาพโปรโมทคือเราสามารถชาร์จผ่าน Mate 20 ได้ แค่คว่ำเครื่องแล้วเอากล่องวางลงไปเท่านั้น

ตามสเปคที่หลุดออกมานั้นหูฟังจะสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องราวๆ 3 ชั่วโมง ส่วนในกล่องสามารถชาร์จแบตหูฟังได้ ทำให้ใช้งานได้อีกราวๆ 20 ชั่วโมง ซึ่งการชาร์จผ่านมือถือจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงถึงจะเต็ม แต่ดูแล้วก็ยังไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นฟีเจอร์ที่ใช้งานจริงแล้วโอเคหรือเปล่า เพราะถ้าหูฟังได้แบตมาเต็ม แต่เอาแบตมือถือไปชาร์จจนหมดเนี่ยก็ไม่รู้จะเอาหูฟังไปทำอะไรหากไม่มีมือถือให้เชื่อมต่อ

 

source : androidpolice

from:https://droidsans.com/huawei-freebuds-2-pro-show-up-with-mate-20-as-wireless-charging-pad/

หลุดข้อมูล Samsung Galaxy S10 อาจเปิดตัวพร้อมกันถึง 4 รุ่น หนึ่งในนั้นจะรองรับ 5G

เวบ XDA-Developer ได้ค้นพบข้อมูลใหม่ จาก Android Pie Firmware ของ Samsung โดยการแกะเข้าไปดูรายละเอียดภายในนั้น พบว่ามีหลักฐานใหม่เกี่ยวกับรายชื่อของ Galaxy S10 ที่อาจจะมีถึง 4 รุ่นและมีรุ่นที่รองรับเครือข่าย 5G อีกด้วย

จากไฟล์ Firmware ล่าสุดเราจะเห็นว่ามีโค้ดเนมหรือชื่อ beyond อยู่ด้วยกัน 4 โมเดลได้แก่ beyond 0, beyond 1, beyond 2 และ beyond 2 5G แต่ตอนนี้ในไฟล์นั้นยังไม่มีข้อมูลใดๆ ซึ่ง Beyond นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกเป็นการภายในระหว่างการพัฒนาของ Galaxy S10 คาดว่าโค้ดเนมที่ต่อด้วยเลข 0 น่าจะเป็นโมเดลเล็กสุด, เลข 1 น่าจะเป็นโมเดลกลางและเลข 2 น่าจะเป็นโมเดลใหญ่สุด

โมเดลที่มีตัวอักษรตัว q น่าจะแสดงถึงตัวโมเดลนั้นจะใช้ชิป Qualcomm Snapdragon ส่วนโมเดลที่ไม่มีน่าจะใช้ชิป Exynos ไฟล์ส่วนใหญ่นั้นถ้าลงด้วย Ite น่าจะเป็นรุ่นที่รองรับ 4G มีแค่ไม่กี่ไฟล์เท่านั้นของ beyond 2 นั้นลงท้ายด้วย 5G

ข้อมูลคร่าวๆ ของ Galaxy S10

  • beyond 0 – Samsung Galaxy S10 หน้าจอ 5.8 นิ้ว, ที่สแกนลายนิ้วมือด้านข้าง และกล้องหลังตัวเดียว
  • beyond 1 – Samsung Galaxy S10 หน้าจอ 5.8 นิ้ว และกล้องหลัง Dual Camera
  • beyond 2 – Samsung Galaxy S10+ หน้าจอ 6.44 นิ้ว, กล้องหลัง Triple Camera และกล้องหน้า Dual Camera
  • beyond 2 5G – Samsung Galaxy S10+ หน้าจอ 6.44 นิ้ว, กล้องหลัง Triple Camera, กล้องหน้า Dual Camera และรองรับเครือข่าย 5G

แน่นอนว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ได้การันตีว่า Samsung จะปล่อยโมเดลของ Galaxy S10 ทั้ง 4 รุ่นออกมาขายในคราวเดียวกัน และยังเร็วไปที่จะบอกด้วยว่าจะมีการปล่อยรุ่นที่รองรับ 5G ออกมาสำหรับว่าที่เรือธงซีรี่ย์นี้ บางรุ่นอาจจะถูกตัดออกไป ไม่ได้วางขาย หรือบางรุ่นอาจจะวางขายในภายหลัง โดยเฉพาะรุ่น 5G ซึ่งตอนนี้ทั้ง Samsung เองก็มีโมเดม Exynos 5100 ที่รองรับเครือข่ายแบบ 5G แล้ว เหมือนกับที่ทาง Qualcomm มีโมเดม X50 นั่นเอง 

 

ที่มา : GSMArena , xda-developer

from:https://droidsans.com/samsung-galaxy-s10-might-have-4-models/

ครั้งแรกของนิตยสารกีฬา ESPN นำเกมเมอร์มาลงปก คือ Ninja ผู้เล่น Fortnite

นักกีฬากับผู้เล่นอีสปอร์ตเริ่มจะไม่แตกต่างกันแล้ว ล่าสุดนิตยสารกีฬา ESPN นำนักกีฬาอีสปอร์ตมาขึ้นปกเป็นครั้งแรก คือ Ninja ( Tyler Blevins) ผู้เล่น Fortnite ที่ดังไปทั่วโลกและเป็นสตรีมเมอร์เบอร์หนึ่งของ Twitch

ปัจจุบัน Ninja มีคนติดตามบน Twitch 11 ล้านคน และบน YouTube 18 ล้านคน นิตยสารจะถูกปล่อยในต้นเดือนตุลาคมนี้ และมีเวอร์ชั่นดิจิทัลด้วย ก่อนหน้านี้เขาทำสถิติใหม่ด้วยการไลฟืเล่น Fortnite กับนักร้องดัง Drake มีคนดูเรียลไทม์ 630,000 คนบน Twitch

ที่มา – Fortune

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/105376