เรื่องทั้งหมดโดย sukoom2001

รีวิวการใช้สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในไทย เราเห็นเอกชนหลายเจ้าเริ่มขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐเองก็ใช่ว่าจะไม่สนใจเสียทีเดียว อย่างน้อยก็มีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่มี PEA Volta Platform โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถไร้คนขับ

โครงการ PEA Volta Platform มีแผนจะติดตั้งสถานีทั้งหมด 11 สถานีตามเส้นทางท่องเที่ยวสำคัญ (มีเสร็จไปบ้างแล้ว) แบ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่ กฟภ. 1 สถานี, อยุธยา 1 สถานี, หัวหิน 3 สถานี, พัทยา 2 สถานี, โคราช 2 สถานีและนครปฐม 1 สถานี

จากการทดลองขับ BYD e6 ผมตั้งใจขับไปแถวชลบุรี เพื่อทดสอบสถานีชาร์จของเอกชนเจ้าหนึ่ง ซึ่งมีแอปเป็นของตัวเองด้วย ทว่าไปถึงแล้วพบแต่หัวจ่ายไฟแต่ไม่มีสายไฟให้บริการ (ไป 2 ที่เป็นทั้ง 2 ที่) เลยตัดสินใจค้นหาที่อื่นเพิ่มเติม ก่อนจะพบว่ามีของ กฟภ. อยู่บนถนนพัทยาใต้ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

No Description

สถานีที่พัทยาใต้มีจุดจอดรถได้ 2 คัน มีตู้จ่ายไฟ 1 ตู้ของ ABB มี 3 หัวจ่าย แบ่งเป็นหัว Type 2 กระแสสลับ กำลังไฟ 43 kW (ผมใช้อันนี้ชาร์จ BYD e6), หัวที่ 2 มาตรฐาน CHAdeMO ของรถญี่ปุ่น จ่ายไฟกระแสตรง กำลังไฟ 50 kW และมาตรฐาน CCS ที่รถสหรัฐและเยอรมันใช้ เป็นกระแสสลับ กำลังไฟ 50 kW ซึ่งสองหัวหลังจะเป็น Fast Charge

No Description

No Description

ตอนนี้สถานีชาร์จของ กฟภ. ยังเปิดให้ใช้งานฟรี แค่นำบัตรคีย์การ์ดที่เขาวางเอาไว้ให้แตะที่เครื่อง เลือกหัวชาร์จ เอาหัวชาร์จเสียบเข้าตัวรถ รอให้ตัวรถเชื่อมต่อกับหัวชาร์จ ก็เป็นอันเสร็จสิ้น โดยหน้าจอจะบอกระยะเวลาและปริมาณไฟที่จ่ายไปให้

No Description

No Description

แต่เมื่อเปิดใช้บริการจริง เจ้าหน้าที่ กฟภ. พัทยาใต้ระบุว่าจะมีแอปของ PEA Volta ให้ดาวน์โหลดเอาไว้คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งก็คาดว่าจะคิดราคาที่ราวๆ 4 บาท (หรือถูกกว่า) ต่อกิโลวัตต์ (ส่วนคีย์การ์ดตอนเปิดให้บริการจริงจะเป็นยังไง รับที่ไหน เจ้าหน้าที่ยังไม่มีข้อมูล)

No Description

ที่สถานี กฟภ. พัทยาใต้มีที่พักรับรองสำหรับคนที่มาชาร์จไฟให้ด้วย มีแอร์ มีเครื่องดื่ม น้ำ ชากาแฟรับรองให้หมด (เดาว่าที่อื่นก็น่าจะมีให้ด้วย) ขณะที่พัทยาใต้ เจ้าหน้าที่บอกว่ามีคนมาใช้บริการแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ตั้งแต่เปิดบริการมา

from:https://www.blognone.com/node/102577

Advertisements

OPPO ร่วมมือกับ AIS เปิดตัว OPPO R15 Pro ที่งาน Thailand Mobile Expo2018

คุณถกลรัตน์ แก้วกาญจน์ หัวหน้าส่วนงานธุรกิจอุปกรณ์สื่อสาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) จับมือผนึกกำลังกับพันธมิตร คุณชานนท์ จิรายุกุล Executive Vice President บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ได้ร่วมมือกันเปิดตัว สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก OPPO คือรุ่น R15 Pro ที่แรกที่งาน Thailand Mobile Expo ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

OPPO R15 Pro

ส่วนหนึ่งจากภาพบรรยากาศงาน Thailand Mobile Expo2018 วันแรก ณ บูธ เอไอเอส

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส จับมือ บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ส่ง OPPO R15 Pro ลงตลาดประเทศไทย ผลักดันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากซีรีย์ R คือ OPPO R15 Pro โปรดักซ์ตัวใหม่ที่มาพร้อมกับกล้องคู่ (Dual Camera)20+16 MP พร้อม AI Portrait Mode และกลับมาอีกครั้งกับ VOOC Flash Charge ชาร์จเพียง 5 นาที โทรได้นาน2ชั่วโมง รวมถึง CPU Snapdragon 660 AIE เล่นเกมส์ ROV ได้ด้วยเฟรมเรทลื่น 60fps เล่นเกมส์ได้สนุก ลื่น และดูหนังเล่นเกมส์ได้เต็มตาเต็มจอกับ Super full screen 6.28 นิ้ว และ ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.0 บน Android 8.1

OPPO R15 Pro รุ่นนี้มาพร้อมกับ RAM 6 GB ROM 128 GB ในราคา 19,990 บาท

อีกหนึ่งที่เป็นฟีเจอร์เด่นของรุ่นนี้คือดีไซด์ที่เป็นเอกลักษณ์ OPPO R15 Pro มาพร้อม2 สีคือ Ruby Red และ Cosmic Purple ที่ด้านหลังสมาร์ทโฟนเป็นการไล่เฉดสี สวยงาม ซึ่งได้ดีไซน์ร่วมกับดีไซน์เนอร์ระดับโลกอย่าง Karim Rashid

และ ออปโป้ พรีเมี่ยม เซอร์วิส หากพบปัญหาจากเครื่อง R15 Pro ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวผู้ใช้เอง สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ได้ทันทีที่ศูนย์ออปโป้

และข้อเสนอสุดพิเศษ เอไอเอส เปิดจอง สมาร์ทโฟนเรือธง OPPO R15 Pro และให้ลูกค้ารับเครื่องได้เลยก่อนใคร! ภายในงาน Thailand Mobile Expo 2018 โดยลูกค้าเอไอเอส รับส่วนลดค่าเครื่องทันที 4,000 บาท เหลือเพียง 15,990 บาท (จากราคาเต็ม 19,900 บาท)

เมื่อสมัครแพ็กเกจ 4G Hot Deal 899 บาทขึ้นไป และชำระล่วงหน้า 1,605 บาท พร้อมชมฟรี! คอนเทนต์บันเทิงระดับโลกกับแพ็กเกจ Premier Full HD และ Viu Premium นาน 3 เดือน (มูลค่ารวม 1,494 บาท ไม่รวม Vat)  และรับฟรี! สินค้าพรีเมียมจาก OPPO

โดยเปิดให้จองได้ที่บูธ AIS ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤษภาคม 2561 เวลา 15.00 น.และรับสินค้าที่บูธ AIS ได้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 15.00 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2561 เวลา 19.00 น.

สำหรับท่านไหนสนใจ OPPO R15 Pro พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ มาทดลองใช้งานและสัมผัสเครื่องจริงได้ที่ บูธ AIS ในงาน Thailand Mobile Expo 2018 ตั้งแต่วันนี้ -27 พฤษภาคม 2561 ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน OPPO ที่นี่ >>> http://bit.ly/2G8kMXi

 

from:http://mobileocta.com/oppo-cooperates-with-ais-to-launch-oppo-r15-pro-at-thailand-mobile-expo2018/

Infographic: การตลาดดิจิทัลปีนี้ อะไรเด่นอะไรด้อย

เรารู้กันดีว่าการตลาดดิจิทัลถูกจัดอันดับความสำคัญไว้ก่อนหลายเรื่องในสายตานักการตลาด ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกคนต้องตื่นตัวศึกษาข้อมูลรอบด้านเพื่อให้สามารถรับมือได้แม้จะมีทรัพยากรที่จำกัด โดยเฉพาะข้อมูลเหล่านี้ที่จะช่วยฉายภาพให้เห็นชัดว่า วงการตลาดดิจิทัลยุคล่าสุดเดินทางไปถึงขั้นไหนแล้ว

Infographic ชิ้นนี้จาก Digital Ready มองว่าแนวโน้มหลักเรื่องตลาดดิจิทัล คือวันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ (92 เปอร์เซ็นต์) ชี้ว่า content marketing หรือการตลาดด้วยเนื้อหานั้นเพิ่มมูลค่าให้ได้จริง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่ง (51 เปอร์เซ็นต์) ของนักการตลาด B2B วางแผนที่จะเพิ่มเนื้อหาให้ content marketing ของตัวเองเข้มข้นขึ้น

อีกข้อมูลเชิงลึกที่ผู้จัดการแบรนด์สามารถนำไปปรับใช้ให้เข้ากับโลกออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ คือตัวเลขการใช้จ่ายด้านการตลาดอัตโนมัติ ที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก และคาดว่าจะมีมูลค่า 32,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้

Infographic ยังระบุว่านาทีนี้ บ็อตหรือโปรแกรมแชตอัตโนมัติที่ทำงานอยู่บน Facebook Messenger มีมากกว่า 100,000 ตัวแล้ว ดังนั้นใครไม่ไล่ตามให้ทัน อาจจะตกรถไฟขบวนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

ที่น่าสนใจคือ นักการตลาด 2 ใน 5 หรือ 39 เปอร์เซ็นต์วางแผนเพิ่มการใช้จ่ายด้านการตลาดด้วยผู้มีอิทธิพลหรือ influencer marketing ข้อมูลนี้สะท้อนว่านักการตลาดหันไปใช้เงินด้านไหนเพื่อให้องค์กรโดดเด่นกว่าใคร ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มั่นใจได้ว่าบริษัทจะมีแต้มต่อในการแข่งขันบนโลกการตลาดดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา: : PrDaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/infographic-digital-marketing/

สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยี

credit photo: unsplash

ทาง thumbsup ได้รับบทความที่น่าสนใจจากคุณวิชญ์ วงศ์หาญเชาว์ Business Development – Digital Transformation บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เกี่ยวกับการสร้างแต้มต่อทางธุรกิจอย่างชาญฉลาดมาแลกเปลี่ยนความรู้กันท่านผู้อ่านกันค่ะ ลองเปรียบเทียบดูว่าการลงทุนเทคโนโลยีของภาคธุรกิจในทุกวันนี้มีความคุ้มค่าและใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หรือยัง และควรเพิ่มเติมจุดไหนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในยุคที่ดิจิทัลเดินหน้าเร็วขึ้นค่ะ

การแข่งขันทางธุรกิจเข้มข้นขึ้นจนองค์กรที่มี Business Intelligence ในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจเริ่มไม่เพียงพอต่อการแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทเริ่มกลับมามองข้อมูลที่ตัวเองมี ดึงข้อมูลจากภายนอก เพื่อนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้า เช่น 1) มีการปรับปรุง ปรับเปลี่ยน ขบวนการผลิตและให้บริการเพื่อให้มีประสิทธิภาพทั้งในแง่ของคุณภาพ เวลา ต้นทุน  2) สร้างระบบที่รองรับการผลิตสินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าแต่ละคนจำนวนมากๆได้ (mass customization) เพื่อรองรับความต้องการของแต่ละคน โดยเฉพาะคนเจนเนอเรชั่นใหม่ๆที่มีทางเลือกมีความต้องการปัจเจก และ 3) สร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อที่จะนำเสนอกลุ่มบริการและผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า ตัวอย่างทั้ง 3 ข้อข้างต้นก็เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาส สร้างเสริมรายได้ และความสำเร็จทางธุรกิจ

เมื่อเราเอาลูกค้าขึ้นมาเป็นตัวตั้ง มองจากมุมลูกค้ายุคโมบิลิตี้ที่สามารถเลือก ค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบ ได้จากทุกที่ทุกเวลา เราจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วจากข้อมูลปัจจุบัน (automate and real time)  นำเสนอข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ (relevant)  จึงหนีไม่พ้นกับการต้องใช้เทคโนโลยีแบบอินเทลลิเจนท์มาเป็นเครื่องมือ  ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่โต้ตอบและแก้ไขปัญหาได้เหมือนหรือใกล้เคียงมนุษย์ บทความนี้ จึงขอนำเสนอภาพความเป็นไปของเทคโนโลยีที่ฉลาดมากขึ้นไว้เป็นไอเดียกว้าง ในการปรับแต่งระบบไอที และเพิ่มเติมส่วนที่ขาด เพื่อตอบโจทย์ความเป็นองค์กรธุรกิจอัจฉริยะ (Intelligence & Automation) อย่างแท้จริงในอนาคต

นายวิชญ์ วงศ์หาญเชาว์ Business Development – Digital Transformation บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

บริการไอทีแบบครบจบทุกสิ่ง:  รายงานสถานะด้านไอทีปี 2561 โดย สไปรซ์เวิร์ค ชี้ถึงรูปแบบบริการด้านไอทีที่ธุรกิจต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคตได้แก่ บริการระบบจัดการไอทีแบบอัตโนมัติ (IT Automation) บริการระบบจัดเก็บข้อมูลที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (SDS) บริการเครือข่ายจัดเก็บข้อมูลแบบเสมือน (Virtual SAN) บริการจัดการเครือข่ายด้วยซอฟต์แวร์ (SDN)  รวมถึงบริการจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์เจนซ์ (Hyper-convergence) เช่นเดียวกับการ์ทเนอร์ ซึ่งชี้ให้เห็นบริการไอทีบนคลาวด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นจากเดิม ได้แก่ บริการการบริหารกระบวนการธุรกิจบนคลาวด์ (BPaaS) บริการด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการคลาวด์ และบริการการจัดทำโฆษณาผ่านคลาวด์ เป็นต้น นับจากนี้ รูปแบบบริการด้านไอทีบนคลาวด์จะไม่จำกัดอยู่ที่บริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS) แพลตฟอร์ม (PaaS) และอินฟราสตรัคเจอร์ (IaaS) อีกต่อไป แต่จะเป็นการจัดบริการไอทีทุกประเภทที่องค์กรต้องการ หรือ XaaS  (Anything as a Service) การเลือกใช้บริการบนคลาวด์จึงต้องสมดุลทั้งในแง่ความรวดเร็วในการออกผลิตภัณฑ์และการถูกผูกขาดกับ vendor เจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่ทั้งนี้เนื่องจากบริการบนคลาวด์มีใหม่ๆออกมาจำนวนมากอย่างรวดเร็ว การ reimplement จะสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ความลงตัวของคลาวด์ลูกผสม: คลาวด์แบบไฮบริดจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบไอที และจะโตขึ้นกว่า 50% ในปี 2563 ตามการคาดการณ์ของ 451 รีเสิร์ช เนื่องจากองค์กรต้องการรูปแบบการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้เร็ว มีบริการที่สามารเรียกใช้  เช่น machine learning, AI เหมือนคลาวด์สาธารณะ แต่ยังคงความปลอดภัยอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเอง (Public cloud-like on Premise) ความคุ้มค่าของระบบงาน คือ การที่องค์กรสามารถจัดประเภทและปริมาณงานของแต่ละคนแต่ละแผนกว่าควรใช้งานบนไอทีระบบไหน การจัดปรับทรัพยากรไอทีให้พร้อมใช้ได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และควบคุมการใช้งานไอทีได้อย่างถูกต้อง ทั้งเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่ไม่กระทบกับกระแสเงินสดของธุรกิจมากนัก เพราะเป็นการจ่ายเท่าที่ใช้จริง

จาก Hyper-convergence สู่ Composable: โครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์เจนซ์ในการจัดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน กำลังขยับไปสู่ความเป็น Composable  ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรข้อมูล (Resource Pool) หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ในระบบ โดยมีซอฟต์แวร์ที่มีความชาญฉลาดมาเป็นตัวควบคุมหรือบริหารจัดการ (Software-Defined Infrastructure) เพื่อผสมผสาน สับเปลี่ยนแพลตฟอร์มการทำงานต่าง หรือเรียกคืนทรัพยากรกลับสู่ส่วนกลางเมื่อไม่ต้องการใช้งาน ในแนวทางที่กว้างขวางมากกว่าเดิม เช่น เอพีไอ (API) ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อสร้างระบบการจัดการทรัพยากรสำหรับทำงานแบบอัตโนมัติ และเพิ่มความสะดวกในการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวอุปกรณ์บ่อยๆ เป็นต้น กล่าวคือมีอินเทลลิเจนท์เทคโนโลยีมาลดเวลาขั้นตอนการสร้างการโยกย้ายโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามความต้องการของแอปพลิเคชันและปริมาณงานโดยอัตโนมัติ

เมื่อสตอเรจทุกตัว คือ เทคโนโลยีแฟลช: ชณะนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่สามเทคโนโลยีสตอเรจที่เรียกว่า All Flash Data Center ที่ในอนาคตจะเป็นการใช้งานแฟลชเต็มรูปแบบ หมายความว่า แอปพลิเคชันต่อจากนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับแฟลชแทนการจัดเก็บบนดิสก์ประเภทจานหมุนซึ่งจะค่อย หายไปในที่สุด โดยการ์ทเนอร์ยืนยันว่า การใช้งานแฟลชในการจัดเก็บข้อมูลแทนฮาร์ดดิสก์ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 76%  ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้ 16% ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ 48% และเพิ่มพื้นที่ในตู้จัดเก็บได้เกินกว่า 48% นอกจากนี้ เทคโนโลยีแฟลชซึ่งออกแบบมาให้จัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างหลากหลายในปริมาณมาก สับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การแบ็คอัพข้อมูลในอนาคตมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

การเพิ่มพื้นที่สื่อสารและการทำงานเแบบดิจิทัล: จะเกิดการพัฒนาเครือข่ายไร้สายในโหมดการทำงานแบบคลาวด์ในยุคไอโอทีและบิ๊ก ดาต้า ผ่านอุปกรณ์เอพี (AP) เพื่อจ่ายคลื่นความถี่ที่สะอาดที่สุดและได้ความเร็วสูงสุด รวมทั้ง การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเอไอที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับใช้วิเคราะห์ขั้นสูงที่จะมีผลต่อการประกอบธุรกิจ หรือพัฒนากระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เราคงเคยได้ยิน “Work Hard หรือจะ Work Smart” Work Hard ได้ถูกแทนที่ด้วยเคลื่องจักรกับสมองกล ตอนนี้ Work Smart กำลังลังถูกแทนที่ด้วย Artificial Intelligent ทั้งสองยังคงต้องมีมนุษย์ดูแลกำกับเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ แต่ถ้าจะมองคุณค่าที่สูงขึ้นคงต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้มีความคิดสร้างสรรค์ Creativity ถึงจะอยู่รอดยั่งยืน เทคโนโลยีแบบอินเทลลิเจนท์ ก็จะยังคงเป็นเพียงแค่เครื่องมือของมนุษย์ต่อไป

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/business-intelligence-it/

เพิ่มทางเลือก Apple อาจจะปล่อยลำโพงสั่งงานด้วยเสียงแบรนด์ Beats

การเปิดตัววางจำหน่ายของลำโพงสั่งงานด้วยเสียง Apple HomePod นั้นมีกระแสผลตอบรับจากตลาดผู้บริโภคที่ค่อนข้างเงียบเหงา ไม่มีความใกล้เคียงกับบทวิเคราะห์ที่ถูกกะเก็งเอาไว้แม้แต่น้อย โดยนอกจากการวางจำหน่ายสินค้าที่ล่าช้ากว่ากำหนดการแล้ว การใช้งานในเบื้องต้นของระบบสั่งงานด้วยเสียงที่อยู่บนพื้นฐานของ Siri ก็ไม่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ดีเหมือน Amazon Alexa เจ้าตลาดลำโพง Echo ผู้บุกเบิกสินค้าชนิดนี้

ซึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมากระแสข่าวจากแหล่งการผลิตใหญ่ไต้หวัน ระบุเปิดเผยว่า Apple กำลังวางแผนการเปิดตัวลำโพงสั่งงานด้วยเสียงออกมาทำตลาดอีกหนึ่งรุ่น แต่ยังไม่ใช่ตัวแทนของ HomePod โดยสินค้าใหม่จะถูกวางตัวออกมาภายใต้แบรนด์หูฟัง Beats ที่ทาง Apple ได้เข้าซื้อกิจการมาเมื่อหลายปีก่อน ราคาในเบื้องต้นคาดหมายว่าจะอยู่ในช่วง 199 เหรียญสหรัฐ หรือครึ่งหนึ่งของ HomePod ที่วางจำหน่ายอยู่ในช่วงราคา 349 เหรียญสหรัฐ

ก็คงอาจจะติดตามดูกันว่าการเดินเกมส์แก้หมากธุรกิจของ Apple ในตลาดลำโพงสั่งงานด้วยเสียงครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

เรียบเรียงโดยทีมงาน GadGuan (เพิ่มทางเลือก Apple อาจจะปล่อยลำโพงสั่งงานด้วยเสียงแบรนด์ BeatsGadGuan)


from:https://www.gadguan.com/news/4313

แชร์ประสบการณ์ลองขับ BYD e6 รถไฟฟ้า 100% จากจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยียานยนต์ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ ซึ่งหนึ่งในนวัตกรรมที่เราเริ่มสัมผัสได้บ้างแล้วคือรถยนต์ไฟฟ้า ที่ทั้งค่ายรถอเมริกัน ยุโรปและเอเชียเริ่มเข็นกันออกสู่ตลาด

บ้านเราอาจจะยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ในประเทศที่กำลังรณรงค์พลังงานสะอาดอย่างจีน รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมค่อนข้างมาก และมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าท้องถิ่นจำนวนมาก โดยหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ คือ BYD และล่าสุดก็มีผู้นำเข้ามาขายในไทยแล้วด้วย
(อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ รู้จัก BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากจีน ที่ทำมากกว่าแค่รถยนต์)

ทาง Blognone มีโอกาสได้ทดลองขับ BYD e6 รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของบริษัทราวๆ 2 วัน เลยเอาประสบการณ์ใช้งานมาฝากกันครับ อย่างไรก็ตามนี่เป็นครั้งแรกที่เขียนเกี่ยวกับรถยนต์ อาจไม่เชี่ยวชาญมากนัก ถูกผิดอย่างไรขออภัยล่วงหน้า

No Description

ตัวรถและภายในห้องโดยสาร

BYD e6 จัดอยู่ในกลุ่ม MPV (Multi-Purpose Vehicle) ขนาด 5 ที่นั่ง มี 5 ประตู อาจจะด้วยจุดประสงค์ที่จะผลิตออกมาเพื่อใช้เป็นแท็กซี่เป็นหลักก็ไม่แน่ใจนัก (แต่ e6 ถูกนำไปใช้เป็นแท็กซี่มากกว่ารถยนต์ส่วนบุคคล) ทำให้ดีไซน์ของตัวรถจะค่อนข้างเทอะทะ ไม่ได้สวยหรือเด่นสะดุดตาเหมือนค่ายอื่นๆ

No Description

ภายในตัวรถค่อนข้างกว้างขวาง นั่งได้สบาย ไม่อึดอัด ยกเว้นเพียงเก้าอี้คนขับที่ไม่สามารถปรับความสูงได้ ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหากับคนตัวสูงๆ อยู่เหมือนกัน ส่วนพื้นที่เก็บของท้ายรถก็ค่อนข้างกว้าง แถมสามารถปรับเก้าอี้แถวหลังลงเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้

No Description

No Description

No Description

No Description

คอนโซลกลางของตัวรถจะค่อนข้างเก่า ไม่มี Bluetooth ไม่มี USB เล่นได้แต่แผ่นซีดีหรือต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านพอร์ท AUX เท่านั้น เช่นเดียวกับพวงมาลัยที่ไม่ได้เป็นแบบมัลติฟังก์ชัน ปุ่ม Enter กับขึ้นลง เพียงแค่ไว้ปรับ Setting จากหน้าจอตรงกลาง (ที่ตัวหนังสือเล็กมากๆ) เท่านั้น และ Cruise Control ก็ยังเป็นแบบเก่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลเป็นที่เข้าใจได้เพราะตัวรถเปิดตัวตั้งแต่ราวปี 2009-2010 โน่น

No Description

No Description

หน้าจอตรงกลางตอนแรกอาจจะดูรกๆ ไปหน่อย แต่ก็เข้าใจไม่ยาก ด้านซ้ายเป็นอัตราการสิ้นเปลืองหรือการใช้งานแบตเตอรีตอนเหยียบหรือปล่อยคันเร่ง ตรงกลางเป็นหน้าปัดความเร็ว ด้านขวาเป็นแบตเตอรีที่เหลือ

No Description

แน่นอนเกียร์เป็นระบบไฟฟ้า ที่คันเกียร์มีเพียงเกียร์ถอยหลัง เดินหน้าและเกียร์ว่าง ส่วนเกียร์ P เป็นปุ่มอยู่ข้างๆ เช่นเดียวกับเบรคมือเป็นปุ่มดึงขึ้น บริเวณเบาะตรงกลาง

No Description

การขับขี่

e6 มีโหมดสำหรับการขับขี่ 2 โหมดคือ Eco และ Sport ปุ่มจะอยู่ด้านล่างสุดของคอนโซลกลาง (ตอนขับอยู่แอบกดยาก)

ความแตกต่างที่สำคัญของสองโหมดนี้คืออัตราเร่งและอัตราการสิ้นเปลือง ถึงแม้จะไม่ต้องรอรอบเครื่อง เหยียบแล้วให้ความรู้สึกทันทีว่าแรงมา แต่โหมด Eco จะเหมาะกับการขับในเมืองมากกว่า เพราะเมื่อทำความเร็วกลางๆ (ราวว 60-70 km/h) ขึ้นไป เริ่มรู้สึกได้ว่าเร่งไม่ขึ้น

No Description

ขณะที่โหมด Sport อย่างที่กล่าวไปว่าที่ต่างกันชัดเจนที่สุดคืออัตราเร่ง เหยียบแล้วมาทันที แต่ไม่ได้แรงขนาดเบาะติดหนังและรู้สึกได้ว่าช่วงล่างค่อนข้างนุ่ม ส่วนเบรคเป็น Regenrative Brake จะดึงไฟกลับเข้าแบตเตอรี (ส่วนจะดึงไปช่วงไหนอะไรยังไงนี่แน่ใจนะครับ) และเบรคค่อนข้างลึกและแตกต่างกับที่เคยขับกับรถเครื่องยนต์สันดาปที่ผ่านๆ มา (ไม่แน่ใจว่ารถไฟฟ้าที่เป็น Regen Brake รุ่นอื่นๆ เป็นยังไง เพราะไม่เคยขับ) ต้องใช้เวลาสักพักเพื่อคุ้นชินทั้งการเหยียบและระยะเบรค

No Description

แบตเตอรีของ e6 เป็นแบตเตอรีแบบ Lithium iron Phosphate (LiFePO4) ขนาด 80kWh วิ่งได้ราว 300 กิโลเมตร++ ซึ่งจากการทดลองขับจริง ผมวิ่งไป 248 กิโลเมตร แบตเหลือ 24% ด้วยอัตรานี้เทียบบัญญัติไตรยางง่ายๆ ว่า BYD e6 แบตเตอรีเต็มจะวิ่งได้ราวๆ 320 กิโลเมตร ส่วนหัวชาร์จเป็นแบบ Type 2

รถคันนี้มีโหมด Discharge มาให้ด้วย คือเราสามารถเปลี่ยนแบตเตอรีรถยนต์เป็น Powerbank ขนาด 80kWh สำหรับจ่ายไฟให้กับรถยนต์คันอื่น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้เลย แค่มีปลั๊กมาพ่วงเท่านั้น

No Description

ส่วนการชาร์จ ผมชาร์จที่สถานีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โครงการ PEA Volta ที่พัทยา ซึ่งหัว Type 2 เป็นกระแสสลับ กำลังไฟอยู่ที่ 42kW จากแบตเตอรีราว 50% ใช้เวลาชาร์จประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึงเต็ม

No Description

กระโปรงหน้ารถของ e6 ไม่ได้โล่งและเก็บของได้แบบ Tesla ซึ่งเป็นอะไรบ้างก็จนปัญญาจะทราบได้ แต่เดาว่าตัวตรงกลางอาจเป็นหม้อแปลงไฟฟ้า

ปัญหาที่พบ

  • รถยนต์ไฟฟ้าแต่กระจกข้างไม่ไฟฟ้า ต้องเดินไปพับเข้าพับออกเหมือนรถอีโคราคาครึ่งล้าน
  • กระจกฝั่งคนขับเลื่อนอัตโนมัติเฉพาะตอนเปิดเท่านั้น ตอนปิดต้องกดปุ่มเอง (WTF มากครับ)
  • เข้าเกียร์ P จอดรถ ไม่ปลดล็อกประตูให้อัตโนมัติ แต่ตอนออกรถไปซักพัก ประตูล็อกให้อัตโนมัติ
  • อย่างที่กล่าวไป ฟังก์ชันภายในค่อนข้างเก่ามาก ต่อให้เสียบสาย 3.5 มม. เพื่อฟังเพลง แต่หากมีสายเข้าก็ต้องลำบากถอนสาย เพื่อรับโทรศัพท์อีก

No Description

สเปค

  • ยาว 4,560 มม. กว้าง 1,822 มม. สูง 1,630 มม.
  • น้ำหนัก 2.4 ตัน
  • ฐานล้อกว้าง 2,830 มม.
  • กำลังสูงสุด 120 แรงมา
  • แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร
  • ความเร็วสูงสุด 149 km/h
  • รับประกันแบตเตอรี 5 ปี 500,000 กิโลเมตร
  • ราคา 1,890,000 บาท

No Description

from:https://www.blognone.com/node/102576

ตำนานหนึ่งปี Essential Inc แคนเซิลโทรศัพท์รุ่นสอง จ่อขายกิจการ?

ภารกิจใหม่ของ Andy Rubin ผู้ก่อร่างการพัฒนาระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟน Android ภายหลังจากที่ลาออกจาก Google นั้นคือการเปิดตัวธุรกิจใหม่ที่เขานั่งเป็นหัวเรือใหญ่บริหารงานด้วยตนเอง ซึ่งสุดยอดสมาร์ทโฟน Essential PH-1 นั้นได้ถูกเปิดตัวออกมาสร้างกระแสฮือฮาอยู่ช่วงสั้นๆ ด้วยดีไซน์หน้าจอไร้ขอบและวัสดุตัวเครื่องที่หรูหรา

อย่างไรก็ดีธุรกิจสมาร์ทโฟนของ Essential Inc นั้นไม่ได้ราบรื่นเลยแม้แต่น้อย เมื่อการผลิตและส่งมอบสินค้าราคา 700 เหรียญสหรัฐ เกิดความล่าช้าไปจากกำหนดการมากกว่าสองเดือน ทำให้มียอดขายในช่วงแรกๆ ได้ราว 20,000 เครื่อง ก่อนที่จะปรับลดราคาลงเหลือ 500 เหรียญสหรัฐ ด้วยเวลาเพียงไม่นาน และในความเคลื่อนไหวล่าสุดนั้นทาง Bloomberg เปิดเผยว่าบริษัทที่มีอายุครบรอบ 1 ปี ได้ยกเลิกแผนการทำตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 2 ของบริษัท และกำลังเดินหน้าในแผนการหาผู้รับช่วงซื้อกิจการรายใหม่อยู่ด้วย

ในภาพรวมธุรกิจของ Essential Inc ทาง Bloomberg ให้ข้อมูลอ้างอิงว่ายอดขายสมาร์ทโฟน PH-1 รุ่นแรกนั้นมีจำนวนอยู่ราวๆ 150,000 เครื่องเท่านั้น ซึ่งบริษัทอาจจะมองหาลู่ทางในธุรกิจอื่นๆ เข้ามาเสริมอย่างเช่น ลำโพงสั่งงานด้วยเสียงที่กำลังตกเป็นข่าวโครงการซุ่มพัฒนาอยู่เป็นการภายใน หรือในอีกทางเลือกหนึ่งที่ริบหรี่ คือ Essential อาจจะยังไม่ปิดตำนานหนึ่งปีและอยู่ในธุรกิจสมาร์ทโฟนต่อไป แต่ไม่มีการออกแบบพัฒนาสินค้าขึ้นเอง โดยจะดำเนินการผ่านคู่ค้าและผู้ลงทุนของบริษัทอย่าง Foxconn เป็นสำคัญ

เรียบเรียงโดยทีมงาน GadGuan (ตำนานหนึ่งปี Essential Inc แคนเซิลโทรศัพท์รุ่นสอง จ่อขายกิจการ?GadGuan)


from:https://www.gadguan.com/news/4310