เรื่องทั้งหมดโดย sukoom2001

King Telecom Public Company Limited มอบหมาย ISS Consulting ปรับปรุงระบบ SAP พร้อมเสริมเทคโนโลยี Cloud Analytics

การเติบโตของธุรกิจนั้นย่อมส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในองค์กร และระบบ IT ที่คอยสนับสนุนธุรกิจเหล่านั้นเองก็ต้องถูกปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจได้อย่างทันท่วงที ในครั้งนี้ King Telecom เองก็ต้องทำการปรับปรุงระบบบริหารจัดการโครงการซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมาก และต้องการมองหาเครื่องมือที่จะช่วยให้การตัดสินใจทางกลยุทธ์ขององค์กรเป็นไปได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้นไปด้วย ทำให้ในครั้งนี้ King Telecom ได้ตัดสินใจที่จะปรับปรุงระบบ SAP ที่ใช้งานอยู่ขนานใหญ่ ให้ตอบรับต่อความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

 

รู้จัก King Telecom ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมและเทคโนโลยีอย่างครบวงจร

King Telecom เป็นบริษัทหนึ่งในเครือของ King Corporation ที่ดำเนินธุรกิจหลักทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมและเทคโนโลยีเป็นหลัก รวมถึงยังมีการบริการให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาระบบงานสื่อสารโทรคมนาคมอย่างครบวงจรให้แก่กลุ่มธุรกิจองค์กรเอกชนและภาครัฐทั่วประเทศไทย โดยบริการของ King Telecom จะครอบคลุมบริการต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • งานสำรวจออกแบบและติดตั้งสถานี ติดตั้งเสาอากาศ (Site Preparation for Base Station) สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ วิทยุ
  • งานสำรวจออกแบบสร้างข่ายสาย (Outside Plant) ทั้งสายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber)
  • งานติดตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคมและระบบชุมสาย (Telecom Equipment / System Installation)
  • งานบำรุงรักษาสถานีฐาน และ โครงข่ายสายเคเบิล (Base Station and Optical Fiber Maintenance)
  • งานบริการทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมอย่างครบวงจร (System Integration)
  • งานที่ปรึกษาและแก้ปัญหาระบบงานสื่อสารโทรคมนาคม

จะเห็นได้ว่างานส่วนใหญ่ของ King Telecom นั้นมักจะเป็นงานในลักษณะโครงการที่มีมูลค่าสูง และในแต่ละงานจะต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ มาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้การบริหารจัดการโครงการจึงถือเป็นหัวใจสำคัญหนึ่งที่จะทำให้ทาง King Telecom สามารถส่งมอบโครงการได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถใช้ทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระหว่างการดำเนินงาน

 

ปรับปรุงระบบ SAP PS Module ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของธุรกิจให้ดีขึ้น

การบริหารจัดการโครงการนั้นถือเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถแข่งขันได้ดี ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีผลกำไรในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้นอย่างชัดเจน หากสามารถบริหารจัดการโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทาง King Telecom จึงเลือกปรับปรุง SAP Project System (PS) Module ให้สามารถตอบโจทย์การทำงานและเป็นเทคโนโลยีหลักในการบริหารจัดการโครงการขนาดเล็กใหญ่ภายในองค์กรทั้งหมด

อย่างไรก็ดี การออกแบบระบบ IT สำหรับสนับสนุนการบริหารจัดการโครงการนั้นก็ถือเป็นงานที่ยากพอควร เพราะเมื่อธุรกิจขององค์กรเติบโต มีผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เสริมเข้ามา หรือการเปิดตลาดใหม่และนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า ระบบบริหารจัดการโครงการเดิมที่เคยใช้งานอยู่นั้นก็อาจไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์อีกต่อไป ทำให้ทาง King Telecom นั้นตัดสินใจทำการปรับปรุงระบบ SAP PS Module นี้ให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น โดยมีการจัดเก็บรวบรวมและแสดงผลข้อมูลใหม่ๆ ได้อย่างหลากหลายและยืดหยุ่นต่อการทำงานมากยิ่งขึ้นในครั้งนี้

 

เสริมการตัดสินใจในระดับบริหารให้รวดเร็วแม่นยำ ด้วย SAP Analytics Cloud

เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตและมีความซับซ้อนสูงขึ้น การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจก็กลายเป็นงานที่ยากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทาง King Telecom จึงต้องการที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ให้ได้ด้วยการนำเทคโนโลยี SAP Analytics Cloud (เดิมชื่อ SAP BusinessObjects Cloud) มาใช้เพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจให้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

Credit: SAP

 

จุดเด่นของ SAP Analytics Cloud นี้คือการที่ได้รวมเอา 3 เทคโนโลยีหลักสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจเอาไว้ด้วยกันภายในระบบเดียว ทำให้สามารถตอบโจทย์การวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจของระดับบริหารได้อย่างครบวงจร ดังนี้

  • Business Intelligence (BI) กลุ่มผู้บริหารสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้ในแบบ Self-service ด้วยการเลือกข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์, วิธีการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูล และวิธีการที่ใช้ในการแสดงผลข้อมูลทั้งหมดเองได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ทางด้านการพัฒนาโปรแกรมหรือการเข้าถึงข้อมูลด้วยตนเอง
  • Predictive Analytics ไม่เพียงแต่การวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบันเท่านั้น SAP Analytics Cloud นี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี Machine Learning ที่จะช่วยทำการทำนายแนวโน้มต่างๆ ที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตได้จากข้อมูลธุรกิจที่มีอยู่ในระบบ ทำให้การตัดสินใจของกลุ่มผู้บริหารนั้นอ้างอิงกับหลักสถิติและการคำนวณมากขึ้น โดยไม่ต้องอาศัย Data Scientist ภายในองค์กร
  • Planning การวางแผนทางธุรกิจโดยอาศัยข้อมูลนั้นสามารถทำได้อย่างเบ็ดเสร็จบน SAP Analytics Cloud ทันที ด้วยความสามารถในการสื่อสารร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้บริหารภายในหน้าจอวิเคราะห์ข้อมูลนี้ ทำให้ผู้บริหารสามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันได้ และปรับแต่งการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้มองเห็นภาพการวิเคราะห์และตัดสินใจได้ตรงกันมากยิ่งขึ้น

ด้วยความสามารถเหล่านี้ก็ทำให้กลุ่มผู้บริหารของ King Telecom สามารถทำการปรับแต่งรายงานทางธุรกิจต่างๆ ที่ตนเองสนใจ และเจาะลึกในประเด็นต่างๆ ได้ตามต้องการอย่างทันท่วงที รวมถึงยังสามารถปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีการพัฒนาระบบรายงานอย่างแต่ก่อน ซึ่งมักมีปัญหาเรื่องความล่าช้า อีกต่อไป

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SAP Analytics Cloud สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.sap.com/products/cloud-analytics.html ทันที

 

King Telecom มั่นใจ ให้ ISS Consulting เป็นที่ปรึกษาและติดตั้งใช้งานครบวงจร

ในโครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ต้องอาศัยผู้ที่มีประสบการณ์กับระบบของ SAP อย่างเชี่ยวชาญเข้ามาช่วย เนื่องจาก SAP PS Module ที่ทาง King Telecom ใช้งานอยู่นั้นทำงานอยู่บน SAP ECC 6.0 ในขณะที่ระบบ SAP Analytics Cloud นั้นเป็นเทคโนโลยีที่อยู่บน SAP Cloud การปรับแต่งระบบเดิมที่ใช้งานอยู่ และการเชื่อมต่อข้อมูลจากระบบปัจจุบันนี้เข้ากับบริการ Cloud ของ SAP นั้นจึงจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และ ISS Consulting ก็เป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจาก King Telecom ในครั้งนี้

ด้วยประสบการณ์อันยาวนานของ ISS Consulting (Thailand) ที่มีกับระบบ SAP มาหลากหลายรุ่น อีกทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น SAP Partner ในระดับ Platinum และเคยผ่านการปรับแต่งระบบ SAP ให้ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจองค์กร รวมถึงยังมีความรู้และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาเชิงธุรกิจ ก็ทำให้การเลือกใช้บริการ ISS Consulting โดย King Telecom ในครั้งนี้สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบครันทั้งในด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ที่จะกลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในอนาคตของ King Telecom ต่อไป

เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ King Telecom Public Company Limited ได้ที่ http://www.king-telecom.com

 

 

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งระบบ IT รวมถึงระบบ E-Commerce แบบครบวงจรให้แก่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และเป็นผู้นำด้านการบริการดูแลระบบ SAP (Application Management Services) ในประเทศไทย ที่มีความชำนาญอย่างสูงและมี มีประสบการณ์ มามากกว่า 18 ปี

ปัจจุบัน บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจาก SAP ให้เป็นพาร์ทเนอร์ระดับ Platinum ที่มุ่งเน้นนำเสนอโซลูชั่นที่เป็นประโยชน์กับองค์กรธุรกิจ หลากหลาย ดังนี้

  • SAP Business All In One (SAP A1) เป็นระบบที่ SAP ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ ให้เป็นระบบ Enterprise Business Solution รองรับความซับซ้อนของธุรกิจเต็มรูปแบบที่เน้นความรวดเร็ว
  • SAP S/4 HANA โซลูชั่น ERP business suite ด้วยการใช้ประโยชน์จาก ดาต้า โมเดล ที่ไม่ซับซ้อน และประสบการณ์การใช้งานอันเหนือชั้นของ SAP Fiori ช่วยให้ผู้ใช้งานลดความซับซ้อนในการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น
  • SAP Hybris Cloud for Customer ซอฟต์แวร์เพื่อการค้าขายและบริการ ครบวงจรทั้งแบบ B2C และ B2B
  • SAP SuccessFactors ระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล ครอบคลุมทั้งการจ้างงาน เงินเดือนพนักงาน ช่วยให้การสรรหาพนักงานมาเติมช่องว่างในแผนกต่างๆ ทำได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น
  • SAP Analytics Cloud ระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจบน Cloud พร้อมเทคโนโลยี Machine Learning
  • SAP ARIBA ระบบเพื่อการจัดซื้อ บริษัทสามารถควบคุมการจัดซื้อได้ตั้งแต่ต้นจนจบ คุมค่าใช้จ่าย และลดขั้นตอนความซับซ้อนของการจัดซื้อ
  • SAP ByDesign เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดต่อยอดจาก SAP HANA รองรับโมบายล์และคลาวด์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจปรับตัวเข้ากับสภาพตลาดที่มีการแข่งขันและเปลี่ยนแปลงสูงได้อย่างทันท่วงที
  • SAP Process Orchestration (PO) ระบบบริหารจัดการกระบวนการการทำงานให้เป็นไปได้แบบอัตโนมัติและโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ง่าย
  • Business Planning and Consolidation (BPC) ระบบบริหารจัดการงบประมาณการลงทุน, การวางแผนธุรกิจ และการจัดการด้านการเงิน
  • Extended Warehouse Management (EWM) ระบบบริหารจัดการคลังสินค้าเชิงลึก
  • SAP Business One (SAP B1) ระบบ ERP โซลูชั่นราคาประหยัดที่จะช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเติบโตสามารถบริหารจัดการกระบวนการปฏิบัติงานได้อย่างครอบคลุม

เยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand) ได้ที่ http://www.issconsulting.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/king-telecom-and-iss-consulting-upgrading-existing-sap-with-cloud-analytics/

Advertisements

Dolby Vision ในสมาร์ทโฟน…ทำไมต้องมี?

ปัจจุบัน เราใช้เวลากับสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงมากขึ้น การดูหนังเรื่องโปรดหรือซีรี่ส์สุดฮิตผ่านสมาร์ทโฟนดีๆ ที่ให้คุณภาพของภาพไม่แพ้ในโรงภาพยนตร์ถือเป็นประสบการณ์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ให้อรรถรสมากขึ้นและด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision ที่มีใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ก็ยิ่งช่วยมอบ  ความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

คำถามคือ ‘Dolby Vision’ คืออะไร ทำไมจึงต้องมีอยู่ในสมาร์ทโฟน หากจะอธิบายง่ายๆ Dolby Vision ก็คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดสำหรับการดูหนังในปัจจุบันนี้ ช่วยให้ภาพสดใส ดูมีชีวิตชีวา ทำให้เราดูหนังอย่างมีอรรถรสมากขึ้น เพราะ Dolby Vision สามารถแสดงเฉดสีให้สมจริงแบบคนถ่ายเห็นอย่างไร เราก็จะเห็นอย่างนั้นและยังแสดงผลของภาพทั้งความเข้ม ลึก และสว่างมากกว่าปกติแก้ปัญหาการผิดเพี้ยนของภาพ ถ่ายทอดภาพให้เราได้เห็นตามต้นฉบับที่ผู้ถ่ายทำต้องการนำเสนอ

dolby vision

ปัจจุบันผู้ผลิตหนังระดับ Major จาก Hollywood และวีดีโอสตรีมมิ่งเจ้าดังอย่าง Netflix เองก็หันมาเลือกใช้การถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision กันมากขึ้นทำให้เรามีตัวเลือกหนังให้รับชมมากมาย หากคุณมักรับชมหนังเรื่องโปรดผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเดินทาง ท่องเที่ยว หรือยามพักผ่อน การมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ Dolby Vision ก็จะช่วยให้ช่วงเวลาความบันเทิงของคุณเพลิดเพลินได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเทคโนโลยี Dolby Vision ก็ได้ถูกนำเข้ามาสู่สมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ที่มาพร้อมหน้าจอ 5.7 นิ้ว ซึ่งแอลจี ประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวคืนสังเวียนตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมในไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ และยังเป็นสมาร์ทโฟนพรีเมียมแบรนด์เดียวในขณะนี้ที่นำเสนอเทคโนโลยี Dolby Vision และHDR 10 โดยสามารถใช้งานโหมด Dolby Vision ได้ถึง โหมดคือ โหมด Bright นำเสนอวีดีโอคุณภาพดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่สว่างขึ้นโหมด Vivid เพิ่มความสว่างและสีเพื่อภาพที่คมชัดขึ้นโหมด Cinematic ให้ภาพที่ใกล้เคียงโรงภาพยนตร์มากที่สุดและโหมด Standard รักษาสมดุลระหว่างการประหยัดพลังงานและคุณภาพวีดีโอ

ผู้สนใจสัมผัสเทคโนโลยี Dolby Vision ใน LG G6 สามารถทดลองใช้งานได้ ณ เอไอเอส ช้อปที่เข้าร่วม หรือรับชมฟีเจอร์เด่นๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมของ LG G6 ได้ที่ www.lg.com/th  และ www.facebook.com/thailandlifesgood

from:http://mobileocta.com/dolby-vision-on-the-smartphone-why-is-there/

ย้ำอีกครั้ง 8 เรื่องควรเลี่ยงโพสต์ social media

แม้โลกนี้จะมีเรื่องราวนับล้านที่ไม่ควรโพสต์และไม่ควร tweet แต่นี่คือ infographic ที่ย่อยจนเหลือเพียง 8 ประเด็นที่ชาวออนไลน์ทุกควรไม่ควรโพสต์บนโลกโซเชียล หากไม่ต้องการพัวพันดราม่าปัญหาใดในอนาคต

1. แง่ลบของลูกค้า : กฎทองข้อแรกคืออย่าพูดเรื่องไม่ดีของผู้คน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำไม่ดีสุดขีดก็ตาม

2. ไวรัลดาษดื่น : จริงอยู่ที่ viral content นั้นน่าสนใจและดูสนุกบ่อยครั้ง แต่จงจำกัดการโพสต์ประเภทนี้ และโพสต์แบบพอหอมปากหอมคอก่อนที่เครดิตบนโลกโซเชียลจะเสียหายแบบกู้ไม่ได้

3. เรื่องการเมืองหรือศาสนา​ : เรื่องนี้ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ทุกคนรู้กันดี

4. เนื้อหาที่ไม่ได้อ่านซ้ำ : รวมถึงเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกแก้ไขให้เหมาะสมถูกต้อง

5. ดราม่า : การพยายามใช้ประโยชน์จากโศกนาฏกรรมอาจทำให้เกิดผลกระทบในด้านที่อาจคิดไม่ถึงก็ได้

6. ขายมากเกินไป : เนื้อหาส่งเสริมการขายที่เปิดเผยมากเกินไปนั้นไม่ต่างจากพนักงานขายที่รุกล้ำจนไม่มีใครชอบ จุดนี้ infographic ระบุว่า อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อหาควรจะทุ่มเทให้กับวัตถุประสงค์เรื่องพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและแบรนด์

7. ข้อความที่ทำให้เข้าใจผิด : ข้อความพาดหัว Clickbait ก่อเกิดปัญหามากกว่าที่คิด ผู้ชมอาจโกรธและรู้สึกเป็นเหยื่อเพราะพาดหัวเรื่องที่จงใจให้เข้าใจผิด

8. เนื้อหาที่ไม่ได้ให้เครดิต : โพสต์ที่ดีควรมั่นใจว่า ได้บอกที่มาหรือให้เครดิตกับเนื้อหาที่ควรให้เครดิต รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดตามได้จาก infographic ด้านล่าง

ที่มา: PRDaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/10/social-media-avoid/

เล็กๆกำลังฮิต! ASUS ขอเสนอ มินิเมนบอร์ด STRIX X370-I และ B350-I GAMING

Asus ได้ทำการสร้างมินิเมนบอร์ดตัวใหม่ออกมาคือ ROG Strix X370-I และ B350-I Gaming โดยมีการออกแบบ six-phase VRM design เพื่อให้คุณใช้ประโยชน์ จาก AMD’s Ryzen processors พร้อมการจ่ายไฟที่เสถียรดียิ่งขึ้น และยังมีหน่วยความจำความเร็วสูงที่รองรับได้ถึงความเร็ว DDR4-3600MHz ด้วยเทคโนโลยี ASUS’ 5-way optimization นี้ทำให้การโอเวอร์คล็อกทำได้ง่ายและสามารถทำได้ทั้งสำหรับผู้เริ่มต้นและผู้เชี่ยวชาญ

 

SupremeFX Sound and M.2 Storage Combo

ROG Strix X370-I และ B350-I ใช้ M.2 Audio Combo ที่มีระบบเสียง SupremeFX และ M.2 PCB เชื่อมต่อระหว่างฮีทซิงค์แยกสำหรับไดรฟ์ M.2 เพื่อให้แน่ใจว่าระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้พื้นที่มากเกินไป

 

RGB Lighting

ฮีทซิงค์ M.2 ได้รับการสนับสนุนจากไฟ LED 4ดวง โซนแสงที่สองใช้ไฟ LED RGB ในด้านใต้ของเมนบอร์ดเพื่อสร้างขอบเรืองแสงที่ดูเรียบเนียนโดยมีลักษณะเป็นเส้นตรง

 

Compact Yet Feature-Packed

ROG Strix X370-I และ B350-I Gaming มีคุณสมบัติที่พิเศษมากมาย เมนบอร์ดจะใช้ตัวควบคุม Intel Gigabit Ethernet ที่ได้รับการสนับสนุนจากซอฟต์แวร์จัดลำดับความสำคัญการรับส่งข้อมูล GameFirst IV WiFi on-board รองรับการเชื่อมต่อ 802.11ac ได้อย่างรวดเร็วผ่านคลื่นความถี่คู่และเสาอากาศ 2×2

ASUS ROG Strix X370-I and B350-I Gaming Mini-ITX AM4  จะวางจำหน่ายในปลายเดือนตุลาคมปี 2017

 

 

 

from:http://www.it-reborn.com/asus-strix-x370-i-b350-i-gaming/

[รีวิว] อัพระบบ Wi-Fi ให้แรงสุด ด้วย TP-Link Archer C50 ในราคาเบาๆ

ความจำเป็นในการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงต้องหาโซลูชั่นด้านการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการทำงานได้อย่างไม่ติดขัด

TP-Link มีผลิตภัณฑ์ด้านการเชื่อมต่อมากมายทั้งแบบระบบ Wire และ Wireless ให้เลือกใช้มากมายโดยในแต่ละรุ่นก็มีฟีเจอร์ฟังก์ชันที่ดีและเหมาะสมกับงานในลักษณะต่างๆ โดยล่าสุดก็ได้มีการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ในรุ่น Archer C50 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม

ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว

TP-Link Archer C50 เป็น Wireless Dual Band Router ตามมาตรฐาน 802.11 ac ให้ความเร็วที่สูงมาก โดยมีความเร็วรวมระดับ 1.2 Gbps ตัวเครื่องมีการปรับโฉมใหม่ รองรับคลื่นความถี่ทั้งแบบ 5GHz และ 2.4 GHz ก่อนหน้านั้นตัวบอดี้จะมีสีดำและมีเสาสัญญาณเพียงแค่ 2 เสาเท่านั้น แต่สำหรับโฉมใหม่นี้ นอกจากจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นสีขาวพร้อมลวดลายที่งดงาม ยังได้ขยายเสาสัญญาณเพิ่มเป็น 4 เสาด้วย ซึ่งเสาที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการขยายระยะของสัญญาณไวร์เลสส์ให้ครอบคลุมพื้นที่ในทุกตารางนิ้วเพื่อการใช้งานอย่างลื่นไหลและไม่ติดขัดนั่นเอง

ปุ่มและพอร์ตต่างๆ

วิเคราะห์ตัวอุปกรณ์
TP-Link Archer C50 ออกแบบให้แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ตัวบอดี้มีสีขาว และมีความโค้งมัน โลโก้ด้านบนถูกปรับเป็นโลโก้ใหม่ พร้อมทั้งเสาสัญญาณแบบ 5dBi จำนวน 4 เสา มีไฟ LED แสดงสถานะการทำงานของระบบต่างๆ ให้เห็นได้ชัดเจน  ด้านหลังนั้นถือเป็นจุดศูนย์รวมของพอร์ตและปุ่มต่างๆ โดยไล่มาตั้งแต่

1. ช่องเสียบไฟ
2. ปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดระบบ
3. ปุ่ม Reset เพื่อปรับเปลี่ยนไปเป็นค่าเริ่มแรก
4. ปุ่มเปิดปิดฟังก์ชัน Wi-Fi Protected Setup (WPS)
5. พอร์ต RJ45 สำหรับอินเทอร์เน็ต 1 พอร์ต, และพอร์ตอีเธอร์เน็ต 4 พอร์ต

รูปลักษณ์สวยงามเปลี่ยนโฉมใหม่

การติดตั้ง
การติดตั้งอุปกรณ์ TP-Link Archer C50 ทำได้อย่างง่ายดาย (อ่านคู่มือแค่ 1 นาที ก็ติดตั้งได้แล้ว)
1. ให้คุณปิดเราท์เตอร์ตัวหลักที่บ้านก่อน
2. เอาสาย LAN เชื่อมระหว่าง Archer C50 และเราท์เตอร์ที่บ้านเข้าด้วยกัน
3. เปิดเราท์เตอร์หลักที่บ้าน (รอสัก 2 นาที ให้เราท์เตอร์มันทำงาน) แล้วจากนั้นก็ค่อยเปิดตัว Archer C50
4. ทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อย !!

หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว คุณก็จะพบว่ามีสัญญาณ Wi-Fi ออกมาให้คุณเลือกจำนวนสองคลื่นความถี่ (SSID) ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน ชื่อว่า TP-Link_1955 (สำหรับคลื่น 2.4 GHz) และ TP-Link_1955_5G  (สำหรับเครื่องใดที่รองรับ 5GHz ก็จะเห็นคลื่นความถี่อันนี้) พร้อมพาสส์เวิร์ดมาให้ (พาสส์เวิร์ดแปะอยู่ใต้ตัวเครื่อง)

SSID ทั้งแบบ 2.4 และแบบ 5 GHz

การใช้งานและการคอนฟิกค่าต่างๆ
ในกรณีที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงของค่าต่างๆ ของตัวอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ค่า SSID, เปลี่ยนพาสส์เวิร์ด, การทำ Guest Network หรือการตั้งค่า DHCP และอื่นๆ สามารถกระทำได้ 2 ทางด้วยกันคือ

วิธีที่ 1 : การคอนฟิกผ่านทางหน้าเว็บ URL
1. วิธีการนี้เป็นวิธีที่จำเป็นต้องใช้หน้าเว็บ URL เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเปิดหน้าเว็บบราวเซอร์ขึ้นมา แล้วพิมพ์ http://192.168.0.1  หรือจะพิมพ์เป็นตัวอักษร http://tplinkwifi.net  ซึ่งเป็นเป็นค่าเริ่มต้นของตัว Archer C50 จากนั้นให้ใส่ Username และ Password ซึ่งค่าปกติจะเป็น admin ทั้งคู่

2. มันจะขึ้นหน้า UI ต่างๆ มาให้เราที่จะคอนฟิกค่าต่างๆ ซึ่งด้านซ้ายมือนั้นจะเป็นเมนูในการคอนฟิกค่า โดยให้เราเลือกได้ว่าเราจะกำหนดอะไรบ้างเช่น ค่า Network, ค่า Wireless ทั้ง 2.4 และ 5 GHz (โดยเปลี่ยนได้ทั้งชื่อ SSID และพาสส์เวิร์ดของ SSID),  ค่า Guest Network, ค่า DHCP, การควบคุม Bandwidth เพื่อการใช้งาน, ฟีเจอร์ Parental Controls และอื่นๆ อีกมากมาย

หน้า UI เข้าใจง่าย

วิธีที่ 2 : การคอนฟิกผ่านทางแอพฯ  Tether
1. ให้คุณโหลด Application ที่ชื่อว่า TP-Link Tether ลงบนสมาร์ทโฟนเสียก่อน ผ่านทาง Play Store สำหรับ Android และ App Store  สำหรับ iOS
2. นำเครื่องสมาร์ทโฟนดังกล่าวเชื่อมโยง SSID ของ TP-Link
3. เปิดแอพฯ Tether ขึ้นมา จากนั้นก็เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ TP-Link Archer C50 พร้อมใส่รหัสผ่านเริ่มต้นซึ่งก็คือ admin และพาสส์เวิร์ดก็ admin เช่นกัน (เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง)
4. ในหน้าถัดมานี้จะมีเมนูต่างๆ ให้เราตรวจสอบสถานะและทำการเปลี่ยนแปลงได้
5. คลิกที่เมนูคำว่า “เครื่องมือ” ก็จะพบเมนูย่อยๆ อีกมากมาย เช่น ระบบ Wireless, รหัสผ่าน, การเชื่อมอินเทอร์เน็ต, เครือข่าย Guest Network, ฟีเจอร์ Parental Controls ที่คล้ายๆ กับหน้า URL

คอนฟิกผ่าน แอพฯ Tether

ทดสอบประสิทธิภาพ
เมื่อเราได้ทำการปรับแต่งค่าต่างๆ เสร็จสิ้นตามความต้องการแล้ว ก็เริ่มมาทดสอบการใช้งานจริงกัน ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันติดตั้งง่าย ผมใช้เวลาแค่ 5 นาที ก็ใช้สามารถใช้งานคลื่นสัญญาณ Wi-Fi จาก TP-Link Archer C50 ได้เรียบร้อยแล้ว เราใช้โปรแกรม Speed Test ทดสอบความเร็วระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจดูความสามารถในการรับส่งข้อมูล โดยเปรียบเทียบกันให้เห็น  ความเร็วอินเทอร์เน็ตหลักที่เราใช้อยู่นั้นจะเป็น 30Mbps / 5Mbps (DW/UP) ซึ่งจากผลลัพธ์ก็คือ เราท์เตอร์ตัวเดิมที่ใช้นั้น ทำสปีดได้ค่าดาวน์โหลดที่ 23.20 Mpbs  ส่วนขาอัพโหลดที่ 6.69 Mpbs ในขณะที่ Archer C50 ย่านความถี่ 2.4 GHz ขาดาวน์โหลดที่ 31.73 Mbps ส่วนขาอัพโหลดที่ 6.47 Mpbs และ ย่านความถี่ที่ 5 GHz ขาดาวน์โหลดที่ 35.10 Mbps ส่วนขาอัพโหลดที่ 6.83 Mpbs

ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต

ทีนี้เราก็มาใช้โปรแกรม LAN Speed Test เวอร์ชัน 3.5 ในการทดสอบการใช้งานระหว่างเครือข่ายในองค์กร โดยทำการอัพและดาวน์โหลดไฟล์ ซึ่งเราเจนเนอเรตไฟล์ขนาดประมาณ 1 GB ขึ้นมา โดย Archer C50 ใช้เวลาในอัพโหลดไฟล์ประมาณ 191 วินาที (หรือประมาณ 3 นาที) ความเร็วที่ประมาณ 418 เมกะบิตต่อวินาที และดาวน์โหลดไฟล์ 135 วินาที (ประมาณ 2.2 นาที) และความเร็วที่ 592 เมกะบิตต่อวินาที

ทดสอบอัตราการโอนถ่ายไฟล์ในวง LAN

ซึ่งถือได้ว่าเป็นความเร็วที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมากรวมทั้งการที่มี 4 เสา ทำให้สัญญาณค่อนข้างครอบคลุม โดยสัญญาณเต็มหลอดเลยทีเดียว (ดูภาพประกอบด้านล่าง)

สัญญาณครอบคลุมกว่า

บทสรุป
โดยส่วนตัวผมชอบ Archer C50 เป็นอย่าง ชอบประสิทธิภาพความเร็ว และสัญญาณที่ครอบคลุม ซึ่งเป็นปัญหามากเกี่ยวกับบ้านที่มีจำนวนห้องและชั้นต่างๆ มากมาย ซึ่งสัญญาณไวร์เลสส์จากอุปกรณ์ตัวเดิมไปไม่ถึง แต่ด้วยความที่ Archer C50 รุ่นใหม่ปรับเสามาเป็น 4 เสาและมีคุณสมบัติอย่างเช่น Power Amplifier (PA) ทำตัว Archer C50 ให้มีกำลังสูงขึ้น และวงจร Low Noise Amplifier (LNA) เป็นวงจรขยายสัญญาณและกำจัดสัญญาณรบกวน ซึ่งแก้ไขปัญหาได้ดีมากขึ้นด้วย  อีกทั้งฟีเจอร์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับตัวอุปกรณ์ รวมถึงแอพฯ TP-Link Tether ที่ต้องบอกว่าใช้งานง่ายสุดๆ สามารถจัดการงานต่างๆ ได้รวดเร็ว ผ่านทาง UI ของแอพฯ ที่มีความเรียบง่าย ซึ่งหากใครต้องการอุปกรณ์ Wireless Router ที่มีประสิทธิภาพ TP-Link Archer C50 ไม่ทำให้คุณผิดหวัง ปัจจุบันราคา Archer C50 จำหน่ายที่ 1,590 บาท รับประกันแบบ Limited lifetime warranty

หมายเหตุ : โปรโมชันพิเศษ ซื้อสินค้าจากที่ไหนก็ได้ นำใบเสร็จและรูปถ่ายมาลงทะเบียนที่ Line @tplink ทางทีมงานจะจัดส่งอุปกรณ์รับสัญญาณ Wi-Fi มาตรฐาน AC รุ่น Archer T2U มูลค่า 690 บาทไปให้ฟรี !!

ท่านใดสนใจสามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.tp-linkco.th , Line :@tplink , Facebook: www.facebook.com/TPLinkTH

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8394

Facebook ซื้อแอพ TBH พร้อมเริ่มทดสอบฟีเจอร์ Work Histories สำหรับหางานผ่าน Facebook

tbh-app

ในสัปดาห์นี้ Facebook มีความเคลื่อนไหวใหญ่อยู่ 2 เหตุการณ์ หลังจากเคยประกาศไว้ในตอนต้นปีว่ากำลังเพิ่มฟีเจอร์สมัครงาน ล่าสุด Facebook เริ่มทดสอบฟีเจอร์ Work Histories แล้ว ช่วยให้ผู้ใช้งานแชร์ประวัติการทำงานนำเสนอให้กับนายจ้างได้ทันที

facebook-resume-test

การอัพเดทนี้เป็นการขยายข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook เพิ่มหัวข้อ work and education โดยข้อมูลในส่วนนี้ อาจจะเห็นได้เฉพาะผู้ที่กำลังมองหางานใหม่เท่านั้น อย่างไรก็ตามฟีเจอร์ Work Histories กำลังอยู่ในระหว่างทดสอบ และมีผู้ใช้งานบางคนเท่านั้นที่สามารถทดลองใช้ได้

tbh-facebook-acquisition

อีกความเคลื่อนไหวใหญ่ที่น่าจับตามองก็คือ Facebook ได้เข้าซื้อแอพพลิเคชั่น TBH จาก Midnight Labs ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่น โดยเริ่มต้นที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน Georgia ก่อนขยายออกไปยังโรงเรียนอื่นๆ มากกว่า 3,000 แห่งในเวลาเพียง 3 วัน

TBH ย่อมาจาก To Be Honest เป็นแอพที่ผู้ใช้งานสามารถสร้างคำถามสั้นๆ แล้วแอพจะสุ่มคำตอบมาให้ 4 ตัวเลือกจากรายชื่อเพื่อนๆ และผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะแชร์คำตอบหรือไม่ก็ได้

Facebook เคยพยายามสร้าง Lifestage แอพพลิเคชั่นของตัวเองที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จและตัดสินใจลบออกจาก App Store ไปในที่สุด

ที่มา – MacRumors

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=196862

บทวิเคราะห์สงครามหกทัพ ใครจะเป็นผู้ชนะในโลก VR/AR ต่อจากนี้ไป

การมาถึงของ Windows Mixed Reality (ที่มาพร้อม Windows 10 Fall Creators Update) ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ในการเข้าสู่สมรภูมิ VR/AR ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในตอนนี้

ถ้าลองนับผู้เล่นในตลาด VR/AR รายใหญ่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ป้อมค่าย ได้แก่ Facebook (Oculus), Valve (SteamVR), Sony (PlayStation VR), Apple (ARKit), Google (Cardboard/Daydream/ARCore) และ Microsoft (Windows Mixed Reality)

สงครามยังเพิ่งเริ่มต้นและยังห่างไกลกับบทสรุป แต่บทความนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อดูภาพรวมว่า ค่ายไหนขั้วไหนมีอาวุธอะไร มีพันธมิตรรายไหนอยู่ในสังกัดกันบ้าง

Windows Mixed Reality

  • ต้นสังกัด: Microsoft
  • รูปแบบ: VR/AR ใช้แว่น
  • แพลตฟอร์ม: พีซี
  • เนื้อหา: เกม, แอพ, วิดีโอ
  • วันเปิดตัว: 17 ตุลาคม 2017
  • พันธมิตร: Acer, Asus, Dell, HP, Lenovo, Samsung, Valve

ไมโครซอฟท์เป็นผู้เล่นรายล่าสุดที่ลงมาเล่นในตลาด VR/AR (แถมมีคำเรียกของตัวเองว่าเป็น MR หรือ Mixed Reality) จุดเด่นของไมโครซอฟท์คือเทคโนโลยี internal tracking ของ HoloLens ไม่ต้องใช้เซ็นเซอร์ภายนอกช่วย ทำให้ใช้งานสะดวกกว่าคู่แข่งอย่าง Oculus หรือ SteamVR/Vive

ไมโครซอฟท์ยังขนพันธมิตรฮาร์ดแวร์มาอีกหลายราย (ได้มาแม้กระทั่งซัมซุงที่เป็นพันธมิตรกับ Oculus อยู่ก่อน) มีแว่นหลากหลายตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพง, การจับมือกับ SteamVR ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเกมน้อย แถมก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์ก็ไปทำตลาด HoloLens กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไว้มาก เริ่มมีแอพที่ไม่ใช่เกมสำหรับงานเฉพาะทางด้วย

จุดอ่อนของ Mixed Reality ในตอนนี้คงเป็นว่ามันเพิ่งเริ่มต้น ยังมีคนใช้ไม่เยอะนัก และยังเน้นเฉพาะการใช้บนพีซีเพียงอย่างเดียว ไม่มีเวอร์ชันสำหรับคอนโซล Xbox และไม่มีเวอร์ชันสมาร์ทโฟน (แค่กๆ Windows Mobile)

ตัวอย่างเกม Halo Recruit เกมฟรีที่เปิดตัวพร้อม Windows Mixed Reality

Minecraft VR หมัดเด็ดของไมโครซอฟท์ที่ยังไม่เสร็จ

จุดแข็ง

  • internal tracking ตั้งแต่แรก
  • รองรับทั้ง VR/AR
  • ฐานผู้ใช้ Windows 10 จำนวนมาก
  • พันธมิตรมากมาย ฮาร์ดแวร์หลากหลาย
  • ไมโครซอฟท์มีสตูดิโอทำเกมเอง และมี Minecraft
  • ไม่จำกัดแค่เกม ยังใช้กับงานออกแบบหรืองานเฉพาะทางได้ด้วย

จุดอ่อน

  • ตัวแพลตฟอร์มเพิ่งเริ่มต้น ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
  • ยังขาดความเชื่อมโยงกับ Xbox One
  • ยังไม่มีแผนสำหรับสมาร์ทโฟน

Oculus

  • ต้นสังกัด: Facebook
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น + AR ผ่านมือถือ
  • เนื้อหา: เกม, แอพ, วิดีโอ
  • แพลตฟอร์ม: พีซี, สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 28 มกราคม 2016
  • พันธมิตร: Samsung (GearVR)

ต้องให้เครดิต Oculus ว่าเป็นผู้จุดกระแส VR ยุคใหม่ให้กลับมาดังได้สำเร็จ ชื่อแบรนด์ Oculus กลายเป็นตัวแทนของโลก VR และยิ่งมาอยู่ใต้ร่มเงาของ Facebook ก็ยิ่งเพียบพร้อมไปด้วยกำลังเงินและคน

ตัวแพลตฟอร์ม Oculus ดั้งเดิมเน้นตลาดพีซี แต่บริษัทก็มีความร่วมมือกับซัมซุงทำแว่น GearVR สำหรับสมาร์ทโฟน และการอยู่ใต้ Facebook ก็ยังมีโครงการผลักดัน VR/AR แบบไม่ใช้แว่น ผ่านแอพของ Facebook Camera Platform

อย่างไรก็ตาม หลังวางขายแว่น Rift ในเดือนมีนาคม 2016 แล้วบริษัทก็เจอปัญหามากมาย ถึงขนาดผู้ก่อตั้ง Palmer Luckey ต้องลาออก, คดีความกับ ZeniMax และมีการปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ รวมถึงดึงเอา Hugo Barra อดีตผู้บริหาร Android/Xiaomi มาคุมงาน VR ทั้งหมด

ความคืบหน้าล่าสุดของค่าย Oculus คือการออกแว่นราคาถูก Oculus Go มาเตรียมรับมือแว่น Windows Mixed Reality แต่แว่น Rift รุ่นหน้าโค้ดเนม Santa Cruz ที่มีระบบ tracking ภายใน ยังดูน่าจะใช้เวลาอีกนาน

จุดแข็ง

  • เริ่มทำตลาด VR เป็นรายแรก แบรนด์ดัง คนนึกถึง
  • รองรับทั้ง VR พีซี, VR มือถือ และ AR ผ่านกล้อง
  • Facebook เป็นเจ้าพ่อแห่งการขายพ่วง ได้เจอการขายพ่วงอีกมากแน่นอน

จุดอ่อน

  • ยังไม่สามารถออกแว่น Rift รุ่นที่สองได้
  • Oculus มีปัญหารุมเร้าในช่วงหลัง
  • Oculus ไม่ได้พัฒนาเกมหรือคอนเทนต์เอง
  • พันธมิตรดั้งเดิมอย่าง Samsung หันไปจับกับ Microsoft ด้วยอีกทาง

No Description

SteamVR

  • ต้นสังกัด: Valve
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม
  • แพลตฟอร์ม: พีซี
  • วันเปิดตัว: 5 เมษายน 2016
  • พันธมิตร: HTC Vive, Microsoft

ถ้าเทียบกับฝั่ง Oculus แล้ว ต้องบอกว่า Valve ซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม SteamVR แบบเงียบๆ และเลือกจับมือกับ HTC ผลิตแว่น Vive ออกมาขายโดยไม่เป็นข่าวมากเท่ากับ Rift แต่เทคโนโลยีของ Valve กลับเหนือกว่าจนเป็นตัวเลือกที่นักพัฒนาจำนวนมากนิยมใช้งาน

จุดอ่อนของ SteamVR คือ ณ ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตแว่นรายอื่นนอกจาก HTC แม้ Valve ยินดีเปิดเทคโนโลยีให้ใช้ และมี LG ผลิตแว่นต้นแบบมาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน Valve เลือกปิดจุดอ่อนนี้ด้วยการเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์ และเปิดให้แว่น Windows Mixed Reality เข้าถึงเนื้อหาใน SteamVR ได้

จุดเด่นอีกประการของ SteamVR คือการผูกกับแพลตฟอร์ม Steam ที่มีฐานเกมเมอร์จำนวนมากอยู่แล้ว และการที่ Valve พัฒนาเกมได้ ต้องรอดูกันว่า เกม VR ของ Valve จำนวน 3 เกม จะออกมาดีแค่ไหน

จุดแข็ง

  • Valve และ Steam คือเจ้าแห่งแพลตฟอร์มเกมบนพีซี มีผู้เล่นหลัก 10 ล้านคน ดึงดูดนักพัฒนามาทำเกมได้ดี
  • ที่ผ่านมา SteamVR และ HTC Vive ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักพัฒนา
  • Valve ผลิตเกมเองด้วย
  • เลือกยุทธศาสตร์ จับมือเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์

จุดอ่อน

  • ยังมีแว่นยี่ห้อเดียวคือ Vive แม้มีข่าวว่าจะเปิดให้รายอื่นทำด้วย
  • ยังใช้ระบบ tracking ภายนอก
  • ยังมีเฉพาะบนพีซี และยังไม่เห็นวี่แววสำหรับคอนโซลหรือสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่ใช่ฐานของ Valve

No Description

PlayStation VR

  • ต้นสังกัด: Sony
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม
  • แพลตฟอร์ม: คอนโซล
  • วันเปิดตัว: 13 ตุลาคม 2016
  • พันธมิตร: ไม่มี

ถ้าวัดกันในแง่ยอดขายแว่น ต้องบอกว่า Sony นำมาเป็นที่หนึ่งด้วยยอดทะลุ 1 ล้านชิ้น จากจุดเด่นเรื่องฐานผู้เล่น PS4 ที่มีเครื่องอยู่แล้ว เพียงแค่ซื้อแว่นเพิ่มก็ใช้งานได้เลย (ไม่ต้องอัพเกรดคอมก่อนเหมือน Oculus/Vive) และแว่น PlayStation VR เองก็ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (399 ดอลลาร์ตอนเปิดตัว) กวาดลูกค้ากลุ่ม early adopter ที่เป็นเกมเมอร์และมี PS4 ไปได้มาก

การที่ Sony มีสตูดิโอพัฒนาเกมเอง ยังช่วยให้มีเกม exclusive ที่เด่นๆ เป็นตัวดึงดูดผู้เล่น เช่น Gran Turismo Sport ที่แค่ชื่อก็เหนือกว่าเกมคู่แข่งมาก ล่าสุด Sony เพิ่งโพสต์ในบล็อก PlayStation ว่ามีเกม VR รอออกขายในช่วงปลายปี 2017 ต่อต้นปี 2018 อีกกว่า 60 เกม

ส่วนจุดอ่อนของ PlayStation VR คงเป็นว่ามันผูกกับแพลตฟอร์ม PS4 เพียงอย่างเดียว นำไปใช้ในงานอื่นนอกจากเกมได้ยาก เอาไปใช้กับพีซีก็ยาก ต้องรอดูว่าในระยะยาว มันจะกลายเป็นแพลตฟอร์ม VR เฉพาะเกมเมอร์เท่านั้นหรือไม่ หรือ Sony จะสามารถขยายผลออกมาในวงกว้างกว่านี้ได้

จุดแข็ง

  • ฐานผู้เล่น PS4 จำนวนมาก ที่พร้อมจะซื้อแว่น VR เพิ่มเติม
  • แว่นราคาค่อนข้างถูก (ในช่วงแรกที่เปิดตัว) จูงใจให้ซื้อได้ง่ายกว่า
  • เกมรองรับจำนวนมาก
  • Sony ทำเกมเองด้วย

จุดอ่อน

  • แว่นใช้กับแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจาก PS4 ไม่ได้เลย
  • ดูไม่มีวี่แววทั้งพีซีและสมาร์ทโฟน

No Description

Apple ARKit

  • ต้นสังกัด: Apple
  • รูปแบบ: AR ไม่ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม แอพ
  • แพลตฟอร์ม: สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 19 กันยายน 2017 (iOS 11)
  • พันธมิตร: ไม่มี

แอปเปิลเป็นม้ามืดอีกรายที่เข้าสู่วงการ AR ได้อย่างสวยงาม แนวทางของแอปเปิลแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ โดยเน้นไปที่ AR แบบไม่ใช้แว่นเพียงอย่างเดียว (Tim Cook บอกยังไม่รีบทำแว่น AR เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่ดีพอตามที่แอปเปิลต้องการ)

จุดเด่นของ ARKit คือการที่มันผนวกมาใน iOS 11 จึงมีฐานผู้ใช้ iPhone/iPad จำนวนมหาศาล ที่พร้อมจะเปิดกล้องใช้งาน AR ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม บวกกับฐานนักพัฒนาแอพสายแอปเปิล ที่มีจุดเด่นเรื่องการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของแอปเปิลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดคอนเทนต์บน ARKit มากมาย

จุดอ่อนของแอปเปิลคงเป็นว่า ARKit ผูกกับแพลตฟอร์มของแอปเปิลเอง จะไปอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น (แม้แต่ macOS) ก็คงยาก แถมการอิงกับสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว อาจจับได้เฉพาะกลุ่ม casual gamer เข้าไม่ถึงกลุ่ม hardcore gamer ที่หันไปใช้แพลตฟอร์มอื่น

No Description

จุดแข็ง

  • ฐานผู้ใช้ iOS จำนวนมาก ใช้ ARKit ได้ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม
  • ฐานนักพัฒนาแอพ iOS จำนวนมาก

จุดอ่อน

  • แพลตฟอร์ม ARKit ยังเพิ่งเริ่มต้น
  • วิถีแบบแอปเปิล ข้ามาคนเดียว กระจายไปยังแพลตฟอร์มคนอื่นยาก

Daydream / ARCore

  • ต้นสังกัด: Google
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น + AR ไม่ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม แอพ
  • แพลตฟอร์ม: สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 10 พฤศจิกายน 2016 (Daydream)
  • พันธมิตร: Lenovo, HTC, Huawei

กูเกิลออกตัวแรงมากกับ Google Cardboard ที่ใช้ง่ายและราคาถูก (ยอดขาย 100 ล้านชุด) แต่พอจะขยับไปยังแพลตฟอร์มที่คุณภาพดีขึ้น แผนการ Google Daydream กลับเดินหน้าช้ามาก แถมแว่น Daydream ก็เป็นไปตามแนวทาง “อินดี้ไม่เน้นขาย” ของกูเกิล ส่วน Project Tango ที่เป็นหัวหอกด้าน AR ก็ถูกโอนไปให้ Lenovo แล้วตัวมันเองกลายร่างเป็น ARCore ที่ยังตามหลังคู่แข่งอย่าง ARKit อยู่ไกล

จุดแข็ง

  • เริ่มต้นมาได้สวยกับ Google Cardboard
  • ฐานผู้ใช้ Android, Chrome, YouTube จำนวนมาก พร้อมผลักดันเนื้อหา AR/VR

จุดอ่อน

  • กูเกิลทำช้ามาก
  • อุปกรณ์ Android มีเยอะจริง แต่ที่รองรับ Daydream / ARCore กลับยังไม่เยอะ
  • ARCore เพิ่งเริ่มต้น

สรุป

อย่างที่เขียนไปในตอนแรกว่า สมรภูมิ AR/VR เพิ่งเริ่มต้น คงต้องต่อสู้กันอีกนานกว่าจะเห็นผลแพ้ชนะ แต่ตอนนี้เราสามารถแยกสนามรบได้เป็น 3 สนามใหญ่ๆ คือ

  • พีซี: Facebook (Oculus), Valve (SteamVR), Microsoft (Windows Mixed Reality)
  • คอนโซล: Sony (PlayStation VR)
  • สมาร์ทโฟน: Facebook (GearVR/Camera), Apple (ARKit), Google (Daydream/ARCore)

จุดที่น่าจะต่อสู้กันดุเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้นฝั่งพีซี ซึ่งการเข้าสู่สนามรบของไมโครซอฟท์ พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรกับ Valve ย่อมทำให้ Facebook/Oculus เป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนในสนามสมาร์ทโฟน แอปเปิลที่ออกตัวไปก่อนเพื่อนน่าจะกวาดส่วนแบ่งได้เยอะกว่าฝั่ง Android มาก

ส่วนฝั่งคอนโซลที่ผูกกับแพลตฟอร์มชัดเจน ตอนนี้ Sony ยังตีกินแบบสบายๆ ไร้คู่แข่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าเกมหลายๆ เกมเป็น cross platform ที่เล่นในพีซีได้ด้วย และในอนาคตก็คงหนีไม่พ้นที่ไมโครซอฟท์จะดัน Mixed Reality สู่ Xbox เช่นกัน

from:https://www.blognone.com/node/96358