คลังเก็บหมวดหมู่: appdiscus

มาดูว่า Galaxy Note 8 ใช้เวลากี่นาที ในการชาร์จแบตจาก 0% ไปจนแบตเตอรี่เต็ม 100%

Samsung Galaxy Note 8 เป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่เครื่องหนึ่ง ที่มีผลทดสอบที่ดีในการใช้งานจากตัวแบตเตอรี่ 3,300 mAh ของมัน ได้ยาวนานต่อการชาร์จหนึ่งครั้งครับ แต่ปัญหาที่บางคนอาจจะยังสงสัย คือระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จไฟกลับเข้าเครื่องจนเต็มหนึ่งครั้ง ใช้เวลานานสักเท่าไหร่!

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีการชาร์จแบตที่รวดเร็ว จากทั้งทาง Motorola ที่มีเทคโนโลยีการชาร์จแบบ Turbo ของตนเอง หรือในขณะที่ Qualcomm เพิ่งพัฒนาระบบชาร์จไวของตัวเองให้เป็น Quick Charge 4.0 ถือว่าเป็นวิวัฒนาการครั้งใหญ่ของการชาร์จเร็ว

แต่สำหรับ Samsung Galxy Note 8 และในมือถือ Samsung ตัวอื่นๆ เช่น Galaxy S8 และ S8 + ยังคงใช้เทคโนโลยี Adaptive Fast Charging ตัวเดิมที่ออกมาตั้งแต่สมัย Galaxy S6 ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่า Quick Charge 2.0 และยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เพราะ Adaptive Fast Charging จะไม่ทำงานในขณะที่คุณใช้อุปกรณ์อยู่ กล่าวคือหากหน้าจอเปิดใช้อยู่ระบบการชาร๋จไวของเครื่ีองจะไม่ทำงานนั้นเองครับ ค่อนข้างเป็นข้อจำกัดที่ใหญ่มาก แม้จะดีกว่าเครื่องที่ไม่มีระบบการชาร์จไวใส่มาให้เลย เช่น iPhone 7 ก็ตามครับ

Samsung มีความพยายามในการพัฒนาตัวแบตเตอรี่และระบบที่จะช่วยให้แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวและนานขึ้นเรื่อยๆ แต่น่าแปลกใจที่ดูเหมือนพวกเขาไม่ค่อยพูดถึงการเพิ่มความเร็วในการชาร์จสักเท่าไหร่นัก ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เราก็มาดูว่าระบบ Adaptive Fast Charging ของ Galaxy Note 8 จะใช้เวลากี่นาทีในการชาร์จแบตเตอรี่ จาก 0% ไปจนเต็ม 100 ครับ

ระยะเวลาการชาร์จ Samsung Galaxy Note 8 ทดสอบโดย Phandroid

  • 10 min – 13%
  • 20 min – 26%
  • 30 min – 38%
  • 40 min – 50%
  • 50 min – 61%
  • 60 min – 70%
  • 70 min – 78%
  • 80 min – 88%
  • 90 min – 96%
  • 100 min – 99%
  • 107 min – 100%

โดยรวมเบ็ดเสร็จใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 47 นาที ต่อการชาร์จเต็ม 100% หนึ่งรอบ ถือว่าไม่เลวครับ

ตัว Galaxy Note 8 ยังรองรับระบบชาร์จแบบไร้สายแบบไว หรือ Wireless fast charging ด้วยนะครับ ซึ่งน่าจะเป็นมาตรฐานการชาร์จพลังงานแบบใหม่ไปในทันที หลังจากที่ Apple กระโดดส่ง iPhone 8 มาร่วมใช้งานเทคโนโลยีเดียวกันด้วย

สิ่งที่สำคัญของทาง Samsung ในช่วงนี้ นอกจากเรื่องของอายุการใช้งานแบตเตอรี่แล้ว ก็จะเป็นเรื่องของความปลอดภัยในการใช้งานเป็นสำคัญ จากมาตรการดูแลความปลอดภัยหลายขั้นตอนใหม่ ของ Samsung ที่เพิ่มเข้ามาเยอะมากจริงๆ

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/23/alaxy-note-8-battery-fast-charging-times.html

Advertisements

iPhone 8 Plus เครื่องหิ้วถึงไทยแล้ว พร้อมราคา

เพิ่งเปิดจำหน่ายในประเทศกลุ่มแรกไปเมื่อวานนี้เอง ในที่สุด iPhone 8 Plus ก็ถึงไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วอย่างรวดเร็วตามคาด พร้อมกับราคาที่เปิดจำหน่ายเครื่องหิ้วรุ่น 64GB ที่ นำเข้ามาจากออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นประเทศต้นๆ ของโลกที่ได้จำหน่าย) ในราคา 34,500 บาท

ผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊คชื่อ Kamtorn Yong Tarawiwat โพสบน ​Facebook ในกลุ่ม “ซื้อขาย iPhone iPad มือสอง” ประกาศขาย iPhone 8 Plus มือหนึ่งเครื่อง 64GB สี Space Grey จากออสเตรเลียในราคา 34,500 บาท ให้กับผู้ที่สนใจจะซื้อ โดยสามารถรับของได้ที่เมกะบางนา หรือเซ็นทัลบางนา พร้อมทิ้งข้อมูลติดต่อไว้เรียบร้อยสำหรับคนที่ต้องการรับของกับมือ

iphone-8-plus-yong

iphone-8-plus-faceboo

ขาย iPhone 8 Plus 64GB Space Grey เครื่องออสเตรเลีย เครื่องใหม่ ยังไม่ได้แกะซีลครับ

สนใจติดต่อ 0818879191 Line: tkamtorn คุณย้ง
สะดวกนัดเจอที่ เมกกะบางนา หรือเซ็นทรัลบางนา ครับ

iPhone 8 Plus นั้นเพิ่งได้รับการทดสอบคุณภาพของกล้องหลังไปเมื่อวานนี้จาก DxOMark และได้คะแนนรวมไปที่ 94 คะแนน ส่งผลให้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งสมาร์ทโฟนที่ถ่ายรูปได้สวยที่สุดในโลก ณ ตอนนี้

iphone-8-plus-official-price

iPhone 8 Plus 64GB นั้นเป็นจำหน่ายที่ราคา $799 หรือประมาณ 26,500 บาท ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่เครื่องหิ้วที่นำเข้ามาในล็อตแรกนั้นจะมีราคาสูงกว่าราคาขายจริง ดังนั้นเหล่านกตื่นเช้าทั้งหลายที่ต้องการเครื่องมาใช้งานกันก่อนใครเพื่อนก็ลองติดต่อ @Kamtorn Yong Tarawiwat เข้าไปกันได้เลย

ก่อนหน้านี้ APPDISQUS ได้นำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับ iPhone ตัวใหม่ทั้งสามตัวเอาไว้ เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถติดตามอ่านต่อในเรื่องที่เราคัดสรรมาให้ตามรายการด้านล่างนี้ได้เลยครับ

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/23/iphone-8-plus-first-one-in-thai-with-price.html

iPhone 8 Plus เขี่ย HTC U11 และ Google Pixel ขึ้นเป็นกล้องมือถือที่ดีที่สุดในโลก

ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง นั่นก็คือช่วงเวลาที่มือถือเรือธงทั้งหลายจะได้ถูกทดสอบประสิทธิภาพกล้องทั้งทางฝั่งภาพนิ่งและวิดีโอจาก DxOMark Mobile ค่ายที่ได้ชื่อว่าทดสอบคุณภาพกล้องมือถือได้อย่างตรงไปตรงมาและเที่ยงธรรมที่สุด และในครั้งนี้เป็นคิวของ iPhone 8 Plus และ iPhone 8 ที่เพิ่งเปิดจำหน่ายไปในวันนี้ที่จะต้องขึ้นทดสอบ

แชมป์เก่าของ DxOMark Mobile นั้นตกเป็นของ HTC U11 และ Google Pixel ทางฝั่งของคุณภาพกล้องโดยรวมของมือถือ (รวมทั้งฟังก์ชั่นภาพนิ่งและกล้องวิดีโอ) โดยทั้ง HTC U11 และ Google Pixel นั้นทำคะแนนไปได้ 90 คะแนนจากทั้งการทดสอบของ DxOMark Mobile และขึ้นเป็นที่หนึ่งร่วมมาเป็นเวลาพักใหญ่ๆ แล้ว…จนวันนี้ที่ทั้งสองตัวถูก iPhone 8 Plus และ iPhone 8 เขี่ยทิ้งลงมาอย่างแรง

จากการทดสอบของ DxOMark Mobile พบว่า iPhone 8 Plus คือมือถือที่มีคุณภาพกล้องโดยรวมดีที่สุดในโลกสมาร์ทโฟน ณ ปัจจุบันนี้ โดยได้คะแนนไปที่ 94 คะแนน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งไปเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่ตัวน้องอย่าง iPhone 8 นั้นได้ไป 92 คะแนน ขึ้นเป็นอันดับ 2 ในตาราง ชนะแชมป์เก่าอย่าง HTC U11 และ Google Pixel ไปทั้งคู่




เมื่อว่ากันที่ในรายละเอียดแยกส่วนแล้ว คะแนนด้านคุณภาพของภาพถ่ายที่แต่เดิม Google Pixel เคยเป็นแชมป์และทำไปได้ที่ 90 คะแนนนั้น มาครั้งนี้ถูก iPhone 8 Plus สลัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใยที่ 96 คะแนน (เกือบเต็มร้อยเชียว) ซึ่งทำให้หมดข้อสงสัยโดยสมบูรณ์ถึงคุณภาพของการถ่ายภาพนิ่งของเจ้า iPhone 8 Plus และเมื่อว่ากันถึงงานวิดีโอแล้ว iPhone 8 Plus เก็บคะแนนไปได้ที่ 89 คะแนน ซึ่งก็เสมอกับ HTC U11 ในเรื่องของการถ่ายวิดีโอ แต่แพ้ Google Pixel ที่ยังคงเป็นที่หนึ่งด้วยคะแนน 91 คะแนนอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น 89 คะแนนก็เพียงพอที่จะทำให้ iPhone 8 Plus ติดอยู่กลุ่มบนของมือถือที่ถ่ายวิดีโอได้ดีที่สุดสำหรับ DxOMark Mobile

DxOMark ได้สรุปข้อดีข้อเสียของกล้องของ iPhone 8 Plus เอาไว้ดังนี้

iphone-8-plus-dxomark-mobile.jpeg

ทางด้านการถ่ายภาพ

ข้อดี

  •  หนึ่งในกล้องที่มีความสามารถด้าน HDR ที่ดีที่สุดที่เคยทดสอบมา
  • ใช้คุณสมบัติการตรวจจับใบหน้าในการเผยใบหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม
  • โดนรวมแล้วนี่คือมือถือที่ซูมได้ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยทดสอบมา
  • มีความสามารถการละลายหลังที่ดีที่สุดที่เคยทดสอบบนมือถือ แต่ยังสามารถพัฒนาได้อีก

ข้อเสีย

  •  สีไม่สมดุลย์ในภาพเมื่อถ่ายในที่แสงน้อยหรือแสงในร่ม
  • ปัญหาเรื่องออโต้โฟกัสบางประการ

 

ทางด้านการถ่ายวิดีโอ

ข้อดี

  •  ระบบกันสั้นที่ดีมาก
  • วัดแสงได้ดีสุดในอุปกรณ์ของ Apple ทุกตัว แต่ยังไม่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนี้
  • เรนเดอร์สีได้ดีมากในแทบทุกสภาวะสี
  • จับหน้าได้ดีในแสงที่จ้ามากๆ

ข้อเสีย

  •  ยังคงมีปัญหาเรื่องการวัดแสงบ้าง
  • มีนอยซ์ให้เห็นในคุณภาพแสงน้อย

เพื่อนๆ สามารรถติดตามผลการทดสอบอย่างละเอียดได้ที่เว็บไซต์ DxOMark เลย

นี่เป็นเพียงแค่ผลทดสอบของ iPhone 8 Plus เท่านั้น อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่เรื่องธงของ Apple ในรอบนี้แต่อย่างใด เพราะเรือธงของระบบในครั้งนี้นั้นคือ iPhone X ที่ยังไม่ได้ออกจำหน่ายในขณะนี้ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นเชื่อแน่ว่า iPhone X น่าจะสร้างความว้าวให้กับผู้ที่รอคอยเพิ่มเติมในเรื่องของการถ่ายภาพและวิดีโออย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน Google เองก็กำลังจ่อเปิดตัว Google Pixel 2 และ Pixel 2 XL ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้วด้วย นั่นอาจทำให้ iPhone 8 Plus ต้องตกที่นั่งลำบากอีกครั้งเมื่อตัวพี่ของแชมป์เก่ากำลังจะกลับมา ซึ่งเราคงต้องรอดูกันต่อไป

แต่ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกในระยะเวลายาวนานมาพอสมควรแล้วที่ iPhone กลับมาทวงบัลลังก์กล้องที่ดีที่สุดเอาไว้ได้อีกครั้ง หลังจากพ่ายให้กับ Android มานานสองนาน เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า iPhone 8 Plus นั้นจะรักษาแชมป์เอาไว้ได้นานเพียงใด

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังอยากรู้ข้อมูลของเพิ่มเติมของ iPhone และ Google Pixel ตัวใหม่ เราได้รวบรวมมาให้เพื่อนๆ ไว้แล้ว ตามลิงก์ด้านล่างนี้ไดไปได้เลย

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/22/iphone-8-plus-has-the-best-camera-score-in-industry.html

จะเลือกใช้แพ็กเกจเน็ตระดับความเร็วแค่ไหนกันดี? Appdisqus มีคำแนะนำมาให้

ก่อนหน้านี้ APPDISQUS เองเคยทำบทความแนะนำ จำนวนดาต้าอินเตอร์เน็ตที่ต้องใช้ ในแต่ละกิจกรรมชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ตกันไปแล้ว วันนี้ เราลองมาดูกันดีกว่าว่า “ความไวอินเตอร์เน็ตในแต่ละช่วงความเร็วนั้น จะส่งผลกับกิจกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตในชีวิตเรามากน้อยแค่ไหน”

ช่วงความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเภท

ต่ำกว่า 1Mbps – อินเตอร์เน็ตในช่วงความเร็วนี้จะเหมาะกับการใช้งานการเปิดเว็บไซต์ทั่วไปเท่านั้น และทำได้ดีในระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องมาจากหน้าเว็บไซต์ในปัจจุบันนี้มีขนาดใหญ่ ดังนั้นแม้จะเป็นอินเตอร์เน็ตในระดับ 1Mbps การใช้งานเข้าเว็บทั่วก็ถือว่าทำได้ในระดับพอใช้เท่านั้น ไม่ได้ดีมาก

2Mbps – 4Mbps – การใช้งานของอินเตอร์เน็ตในช่วงนี้เหมาะกับการใช้งานเข้าเว็บไซต์ทั่วไป และใช้เพื่อเปิดอีเมลและตอบอีเมลที่มีการแนบไฟล์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยความเร็วอินเตอร์เน็ตในช่วงนี้ยังสามารถใช้สตรีมวิดีโอที่มีความละเอียดระดับต่ำสุดถึงระดับทั่วไปได้โดยที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการกระตุกมากนักแต่ก็จะไม่ได้ลื่นหัวแตกแบบที่เราเรียกกัน

4Mbps – 6Mbps – เป็นช่วงความเร็วที่ให้ประสิทธิ์ภาพการเข้าใช้งานเว็บไซต์ทั่วไปได้ดีมาก สามารถดาวน์โหลดไฟล์แนบต่างๆ ในอีเมลได้อย่างไม่สะดุด และยังเป็นความเร็วที่เข้าสู่ช่วงเหมาะสมกับการสตรีมวิดีโอในความละเอียดสูง 720p        โดยยังสามารถดาวน์โหลดวิดีโอบางประเภทที่ไม่ใหญ่มากนักได้เสร็จภายใน 20 นาที แต่ทั้งนี้หากช่วงความเร็วอยู่ที่เกณฑ์ต่ำสุดคือ 4Mbps ก็จะเกิดปัญหาการเล่นวิดีโอความละเอียดสูง 720p แล้วสะดุดได้ไม่ยาก

6Mbps ขึ้นไป – เป็นช่วงความเร็วอินเตอร์เน็ตที่มอบประสบการณ์การเข้าเว็บไซต์นาๆ ประเภทได้อย่างดีเยี่ยม และโดยปกติแล้วจะไวเพียงพอสำหรับการสตรีมวิดีโอที่มีคุณภาพระดับ1080p หรือความละเอียดระดับ FullHD เป็นช่วงอินเตอร์เน็ตที่เหมะสมต่อการใช้งานที่หลากหลายและครอบคลุมที่สุดสำหรับผู้ใช้งานบนมือถือ โดยต่อให้ช่วงความไวตกลงไปอยู่ในช่วง 6Mbps ก็ยังการันตีความเร็วในระดับการสตรีมมิ่งวิดีโอ 720p ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปรียบเทียบแพลน Unlimited ยอดนิยมในบ้านเรา ที่หลักๆ มี 4Mbps และ 6Mbps แบบเน็ตไม่อั้น

อันที่จริงแล้วในช่วงความเร็วในการใช้งานที่เหมาะสมนั้น 4Mbps – 6Mbps ถือเป็นความเร็วที่ให้ประสบการณ์การใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมสำหรับความต้องการใช้งานบนมือถือและแท็ปเล็ตของเราแล้ว

แต่เจ้า 4Mbps และ 6Mbps ก็ยังมีจุดสำคัญในความต่างของกิจกรรมการใช้งานบางอย่าง เช่นการชมวิดีโอสตรีมมิ่งหรือการไลฟ์สดต่างๆ ด้วย

ความเร็วที่ 4Mbps นั้นเป็นช่วงต้นที่เหมาะกับการใช้งานการสตรีมมิ่งวิดีโอและไลฟ์ในความละเอียดที่ 720p ซึ่งยังให้ประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือยังกระตุกให้เห็นอยู่บ่อยๆ เมื่อใช้งานชมภาพยนตร์หรือวิดีโอความละเอียด 720p ผ่านทางบริการสตรีมมิ่งต่างๆ เช่น YouTube, Facebook หรือ Netflix ส่วนในระดับความเร็วที่ 6Mbps นั้นเป็นช่วงต้นที่เหมาะสมกับการชมสตรีมมิ่งหรือไลฟ์ในความละเอียดระดับ 1080p ซึ่งทำให้การใช้งานการชมสตรีมมิ่งและไลฟ์ต่างๆ ในช่วง 720p ลื่นไหลไปโดยอัตโนมัติ ไม่มีสะดุดบ่อยเหมือนที่ความเร็ว 4Mbps นั่นเอง

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแพ็คเกจไม่จำกัดดาต้าการใช้งานที่ความเร็ว 4Mbps และ 6Mbps นั้นแม้จะดูจากตัวเลขแล้วต่างกันไม่มาก แต่ประสบการณ์การใช้งานโดยเฉพาะกับคนที่ชอบดูไลฟ์หรือสตรีมมิ่งต่างๆ นั้นต่างกันมากแบบคนละเรื่องกันเลย ดังนั้นหากให้สรุปตรงนี้ก็คงต้องบอกว่า

  • 4Mbps เหมาะกับคนที่เน้นการใช้งานท่องเว็บไซต์และอ่านอีเมลเป็นหลัก แต่ไม่ค่อยได้ใช้ดูวิดีโอสตรีมมิ่งหรือไลฟ์ หรือไม่ได้สนใจความละเอียดของภาพมากนัก
  • 6Mbps เหมาะกับคนที่เน้นการใช้งานที่หลากหลายมาก รวมไปจนถึงการรับชมวิดีโอสตรีมมิ่งออนไลน์หรือไลฟ์ต่างๆ ในความละเอียดสูงที่ให้ภาพที่คมชัดสวยงาม

เครือข่ายผู้ให้บริการอาจมีผลมากกว่าตัวเลขที่ให้ผู้บริโภค

สิ่งสำคัญมากๆ ในการเลือกใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ตบ้านหรืออินเตอร์เน็ตมือถือก็คือคุณภาพเครือข่ายของผู้ให้บริการนั่นเอง

สิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขที่ผู้ให้บริการเอามาล่อผู้ใช้งานอย่างพวกเราครับ ดังนั้นการเลือกเครือข่ายผู้ให้บริการที่มีประสิทธิภาพนั้นคือหนึ่งในสิ่งที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาดในการเลือกใช้อินเตอร์เน็ต

ในวงการมือถือบ้านเรานั้นมีสามค่ายใหญ่ๆ ด้วยกันที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบนโครงข่ายที่สำคัญของไทย สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ คือพื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเหล่านี้ว่าครอบคลุมมากน้อยเพียงใด เพราะจุดที่จะเฉือนกันนั้นคงเป็นจุดพื้นที่ให้บริการโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมนี่ล่ะครับ

ผู้เล่นที่น่าสนใจในตลาดบ้านเราเมื่อว่ากันที่เรื่องอินเตอร์เน็ตนั้นคงหนีไม่พ้นกลุ่ม True Corp นี่ล่ะ เพราะนอกจากประสบการณ์ในเรื่องของอินเตอร์เน็ตบ้านแล้ว ทรูยังขึ้นขื่อว่าเป็นเครือข่ายที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตที่ความเร็ว 4Mbps มากที่สุดในประสิทธิภาพที่สูงสุดและครอบคลุมพื้นที่กว้างที่สุดในประเทศไทยในตอนนี้ด้วย

โดยที่ผ่านมา TrueMove H เองได้รางวัลมาการันตีมากมาย ล่าสุดก็รางวัลผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือบนระบบ LTE ที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกจาก Frost & Sullivan ประจำปีนี้ คือปี 2560 มาครอบครองด้วย

อีกทั้งหากมองกันที่รางวัลในบ้านเราเอง TrueMove H ก็ยังได้รางวัลเครือข่าย 4G ที่ดีที่สุดจากประเทศไทยไปจาก nPerf ซึ่งเป็นผู้ทดสอบความเร็วและประสิทธิภาพเครือข่ายมาตรฐานโลกด้วยเช่นเดียวกัน

เรียกว่ากำลังท็อปฟอร์มครับ TrueMove H

และเท่าที่เห็นตอนนี้ TrueMove H ก็กระโดดเข้ามาเล่นตลาด 6Mbps แล้วนอกเหนือจากตลาด 4Mbps เดิมที่เคยครองตลาดอยู่ ด้วยโปรโมชั่นในช่วงนี้ที่ให้ลูกค้าจ่ายผ่าน True Money Wallet ได้ในราคาแพ็คเกจเดียวกับ 4Mbps แต่ได้ถึง 6Mbps  ดังนั้นจึงยิ่งทำให้ TrueMove H มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นในฐานะผู้ให้บริการอินเตอร์ไร้สายบนมือถือความเร็วสูงในระดับความเร็วคงที่ 6Mbps เลยทีเดียว

เอาล่ะ รู้แบบนี้แล้วเพื่อนๆ ชาว APPDISQUS น่าจะสามารถเลือกแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเองได้มากยิ่งขึ้นนะ

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/22/choose-to-use-package-internet.html

Huawei Maimang 6 เปิดตัวพร้อมสเป็กและราคาอย่างเป็นทางการ

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ Huawei Maimang 6 หรือ Huawei G10 หรือที่ต่อมาว่ากันว่าจะเปลี่ยนเป็นชื่อ Huawei Mate 10 Lite ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ตอนเปิดตัวนอกประเทศจีน ก็ได้เวลาเผยโฉมพร้อมสเป็กอย่างเป็นทางการเสียทีในบ้านเกิดเมืองนอนประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ในวันนี้ตามกำหนดการ

Huawei Maimang 6 นั้นมาพร้อมขุมพลังซีพียู Kirin 659 SoC Octa-Core หน้าจอแสดงผลขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียดที่ 2160×1080 พิกเซล เรโช 18:9

huawei-maimang-6-1.jpeg

ตัวเครื่องมาพร้อม RAM 4GB และหน่วยความจำหลักภายในอีก 64GB กล้องคู่หลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องคู่หน้าความละเอียด 13 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซล

ขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 156.2 x 75.2 x 7.5 มม. น้ำหนักรวม 164 กรัม ตัวเครื่องมาพร้อม EMUI 5.1 ซึ่งปรุงมาบน Android 7.0 และมีขนาดประจุแบตเตอร์รี่ที่ 3,340mAh

นอกจากนี้ Maimang 6 ยังมาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือหลังตัวเครื่อง และรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด โดยมีหนึ่งช่องเป็นช่องไฮบริดระหว่างซิมการ์ดและ MicroSD มีให้เลือก 3 สีคือ Obsidian Black, Streamer Gold และ Aurora Blue

ในส่วนของราคานั้น Huawei Maimang 6 เปิดตัวที่ราคา 2,399 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยที่ประมาณ 12,000 บาท โดยเปิดให้จองในประเทศจีนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปก่อนจะมีกำหนดขายจริงในวันที่ 30 กันยายน 2560

ก่อนหน้านี้ Huawei ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะนำ Huawei nova 2i มาบุกตลาดไทย ซึ่งจากสเป็กแล้วเหมือนกันกับ Huawei Maimang 6 หรือที่ลือกันว่าจะเป็น Huawei Mate 10 Lite ในตลาดโลกแบบแทบทุกกระเบียดนิ้ว (ยกเว้นความจุแบตเตอร์รี่ที่ต่างกัน 100mAh เท่านั้น) ณ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า Huawei nova 2i ที่จะขายในประเทศไทยจะใช่ตัวเดียวกับ Huawei Maimang 6 ที่เพิ่งเปิดตัวไปในประเทศจีนหรือไม่ แต่วันที่ 26 กันยายนนี้ ซึ่งเป็นวันที่  Huawei เตรียมเปิดตัว Nova 2i ในประเทศไทย เราจะได้รับทราบกันอย่างแน่นอน และหากใช่ตัวเดียวกัน เราก็คงจะพอเดาราคาคร่าวๆ กันได้แล้ว

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/22/huawei-maimang-6-official-spec-price.html

พรีวิว Vivo V7+ สมาร์ทโฟนหน้าจอ Fullview Display ใหญ่เต็มพื้นที่ 5.99 นิ้ว กล้องหน้า 24 ล้านพิกเซล

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้วครับ สำหรับ Vivo V7+ งานเปิดตัวยิ่งใหญ่มาก จนลืมไปเลยว่า นี่คือสมาร์ทโฟนในราคาหมื่นต้นๆ เท่านั้น ดาราเพียบครับ

Vivo V7+ คือสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.99 นิ้ว ในแบบที่แทบจะไร้ขอบตามสมัยนิยม ซึ่งทาง Vivo แจ้งว่า ความหนาของขอบจอมีขนาดเพียง 2.1 มิลลิเมตรเท่านั้นครับ เนื้อที่ว่างบนและล่างของหน้าจอ โดนหดเล็กลง ซึ่งก็คงจะมีอีกหลายเครื่องในอนาคตเร็วๆ นี่้ ที่จะใช้รูปทรงมาตรฐานใหม่แบบนี้ออกมาทำตลาดครับ
จากที่ได้ลองจับสัมผัส ตัวเครื่องของ Vivo V7+ มีขนาดเท่าๆ กับเครื่องหน้าจอ 5.5 นิ้วโดยทั่วไป แต่มีความใหญ่ของหน้าจอประมาณหกนิ้ว บนความละเอียด HD+ 1440×720พิกเซล ความคมชัดอยู่สนระดับปานกลางครับ แต่มันใหญ่เต็มตาบนขนาดเครื่องที่เล็กเท่าเดิม
สัดส่วนจอ 18:9 โดยคิดเป็น 84% ของด้านหน้าตัวเครื่องทั้งหมด


ตัวระบบหลักของเครื่องมาพร้อมกับ Android 7 ครอบทับด้วย Funtouch OS 3.0 ของทาง Vivo ซึ่งมีฟังก์ชั่นเพิ่มเติมสำหรับคนเล่นเกมนั้นคือ เกมโหมด ที่เปลี่ยนการแจ้งเตือนเช่นการโทรเข้าให้แจ้งเตือนเพียงด้านบนของหน้าจอเท่านั้นครับ ไม่รบกวนการเล่นเกม

มีฟังก์ชั้นการแบ่งหน้าจอ Smart Split Screen ด้วยการใช้แค่สามนิ้วรูดลงมาบนหน้าจอ ซึ่งเป็นฟังก์ชั้นที่เหมาะมากสำหรับใช้งานบนดครื่องหน้าจอขนาดใหญ่ๆ แบบนี้ครับ


และฟังก์ชั่นการโคลนแอพจากหนึ่งให้การเป็นสอง สำหรับการใช้งานแอพเดียวกันในเครื่องให้เป็นสองไอดี ซึ่งรองรับการใช้กับแอพหลักๆ ที่มากับเครื่องได้หมด เช่น Line, Facebook, WhatsApp , Youtube เป็นต้นครับ


มีการฝังเสาสัญญาณลงบนตัวเครื่องเป็นรูปตัว U ตัวเครื่องดูดีครับ V7+ มีการนำเข้ามาสองสี นั้นคือสีดำและสีทอง ราคาจำหน่าย 11,990 บาท เริ่มจองเครื่องกันได้ตั้งแต่วันนี้ 22 กันยา เวลาหกโมงเย็นเป็นต้นไป


V7+ ต่อยอดเรื่องความเด่นในด้านกล้องหน้าจากรุ่น V5 มาเป็นสำคัญ ด้วยการใส่ความละเอียดกล้องหน้ามาในความละเอียดระดับ 24 ล้านพิกเซลเลยครับ รูรับแสง f2.0 เพิ่มความเร็วในการประมวลผลภาพให้เร็วมากขึ้น ปรับแต่งหน้าด้วย Face beauty 7.0 ซึ่งเป๋นเวอร์ชั่นใหม่ ที่ทำหน้าสวยได้ทั้งภาพนิ่งและภาพวีดีโอเลยครับ และยังมีโหมดถ่ายหน้าชัดหลังเบลอเช่นเดียวกับบรรดาเครื่องกล้องคู่มาให้ด้วย แต่การทำงานจะอาศัยเลนส์กล้องเดี่ยวในการจำลองจับใบหน้า แล้วเบลอภาพรอบข้างลงครับ

สามารถจับโฟกัสหน้าบุคคลได้หลายหน้าได้รวดเร็วครับ ระบุเพศได้ด้วยว่าเป็นหญิงหรือชาย ^^

กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล PDAF และระบบ Ultra HD ที่ขยายความละเอียดของภาพที่ถ่ายได้สูงสุด 64 ล้านพิกเซลด้วยซอฟท์แวร์


ตัวกล้องจับภาพได้ไวครับ กล้องหน้าดีมาก กล้องหลังไม่แย่เลย กล้อง Vivo V7+ ถือว่าถ่ายสนุกครับ

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า ในสภาพแสงที่ค่อนข้างมืดทีเดียวครับ



ตัวประสิทธิภาพของหน่วยประมวลภายใน ใช้ Snapdragon Octa-core 450 ซึ่งแม้จะดูว่าเป็นรุ่นซีรี่ย์เล็ก แต่ก็เป็นตัวใหม่ มีแรมขนาด 4GB และหน่วยความจำภายใน 64GB (มีที่เพิ่ม Micro sd Card ได้อีก 256GB) รองรับสองซิมการ์ด
ทดสอบการใช้งานหน้าแรก ก็รวดเร็วดีครับ ไม่ช้าไม่แลค แต่จะทดสอบจริงๆ คงต้องลองนำไปใช้เล่นเกมกราฟิกหนักๆ ดูก่อนครับ



มีชิพเสียง Hi-Fi AK4376A ที่ให้เสียงคมชัดสูงเมื่อยามใช้งานกับหูฟังครับ มีที่สแกนลายนิ้วมือ และที่สำคัญ Vivo V7+ ได้พัฒนาระบบการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อกเครื่องมาด้วย โดยทาง Vivo เคลมว่ามันสามารถแยกแยะใบหน้าจริงกับรูปถ่ายได้แม่นยำครับ ไม่สามารถหลอกระบบของเครื่องได้ง่ายๆ แน่นอน แต่ยังต้องลองใช้ดูก่อนสักครั้งละครับ ว่าจะแม่นยำแค่ไหน

ตัว Vivo V7+ ถือว่ามีแบตเตอรี่ที่ใหญ่นะครับ แต่น่าเสียดายที่เป็นเครื่องหลักหมื่นที่ยังใช้พอร์ตใต้เครื่องเป็น Micro USB (รองรับ OTG) และไม่มีระบบชาร์จเร็วหรือ Fast Charge รวมถึงไม่มี NFC ด้วย

Vivo-full view-display-1
ก็สรุปในพรีวิวแรกของทาง Appdisqus กับ Vivo V7+ ตัวเครื่องภายนอกสวยครับ หรูหราดูมีราคา หน้าจอใหญ่เต็มตา แต่ว่าด้านการประมวลผลคงต้องรอการพิสูจน์สำหรับการเล่นเกมกราฟิกสูงๆ เพราะเรื่องการใช้งานในระดับทั่วไป เช่นการดูหนัง ฟังเพลง มันเพียงพอและยอดเยี่ยมอยู่แล้วครับ ด้วยขนาดหน้าจอ ชิพเสียง และหน่วยความจำที่ให้มาถึง 64GB ครับ

ตัว Vivo V7+ เปิดจองวันนี้แต่ขายจริงวันที่ 28 กันยานะครับ พูดง่ายๆ เจอตัวจริงกันในงาน Thailand Mobile Expo นั้นเองครับ
ซึ่งทาง Vivo แจ้งว่า สำหรับ Vivo V7 รุ่นน้องอีกหนึ่งรุ่น ก็สามารถติดตามข่าวได้ในเร็วๆ นี้นะครับ มีตามเข้ามาแน่นอน

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/22/preview-vivo-v7-plus.html

K PLUS จากธนาคารกสิกร เตรียมอัพเกรดให้รองรับสแกนลายนิ้วมือบน Android

K Plus คือแอพพลิเคชั่นการจัดการทางการเงินบนมือถือจากธนาคารกสิกรไทย ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ผ่านทางปลายนิ้วสัมผัส แต่ใครที่ใช้ K Plus บน Android คงทราบดีว่ามันช่างน่าหงุดหงิดใจแค่ไหนที่เราไม่สามารถใช้การสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกเข้าบริการได้เหมือนกับทางฝั่ง iOS แต่ความน่าหงุดหงิดใจนั้นกำลังจะหายไปแล้ว

@Gimme จาก Droidsans ได้มีโอกาสเข้าไปนั่งพูดคุยกับคุณสมคิด รองประธานกสิกรบิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) และทีมพัฒนาแอป K PLUS และได้รับข้อมูลมาว่า K Plus นั้นกำลังจะอัพเดตให้ผู้ใช้งานบน Android สามารถสแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าสู้ระบบทำธุรกรรมแทนการกรอกพิน 6 หลักได้แล้วเหมือนบน iPhone นอกจากนี้ผู้ใช้งานทั้งบน iOS และ Android จะได้รับการอัพเดตแอพพลิเคชั่นให้รองรับการทำธุรกรรมผ่าน WiFi ที่หลากหลายขึ้นกว่าเดิม ที่เคยบังคับให้ต้องทำธุรกรรมบางรายการเช่นการโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตมือถือหากเป็นการโอนไปยังบัญชีที่ไม่ได้มีการบันทึกไว้เป็น Favorite

Step-KMB-EN-ver-3000px

ข้อกำหนดที่จำเป็นของการใช้งานสแกนลายนิ้วมือเพื่อเข้าสู่ระบบของทางฝั่ง Android นั้นคือตัวเครื่องต้องวิ่งบนระบบปฏิบัติการ Android 6 ขึ้นไป ทั้งนี้น่าจะเป็นเหตุผลทางด้านความปลอดภัยของการใช้งานของเจ้าของบัญชีเอง

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของข้อมูลที่น่ารู้เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น K Plus นั้นสามารถติดตามได้จากบทความในเว็บไซต์ Droidsans ได้เลย

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/22/k-plus-will-support-fingerprint-android-upcoming-release.html