คลังเก็บหมวดหมู่: BLOGNONE

Google Docs ปรับปรุงเรื่องเวอร์ชันของเอกสาร ตั้งชื่อเวอร์ชันได้แล้ว, แก้เป็นทีมจากมือถือได้

Google Docs, Sheets, Slides ปรับปรุงฟีเจอร์ด้านการแก้ไขเอกสารร่วมกัน (collaboration) และการควบคุมเวอร์ชันของเอกสาร (version control) ดังนี้

  • เดิมที เอกสารในกลุ่ม Docs จะถูกบันทึกการแก้ไขเป็น revision history ตามเวลา ของใหม่เราสามารถตั้งชื่อเวอร์ชันได้เอง และเปลี่ยนชื่อมาเป็น version history แทน ผู้ใช้ยังสามารถเรียกดูเฉพาะเวอร์ชันที่ถูกตั้งชื่อ เพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ของเอกสารได้
  • กรณีที่เอกสารมีคนแก้กันหลายคน มี suggested edits มากจนงง เราสามารถพรีวิวดูหน้าตาเอกสารที่รับทุกการแก้ไข (accept all) หรือปฏิเสธทุกการแก้ไข (reject all) ก่อนได้ นอกจากนี้ระบบยังเพิ่มปุ่ม accept/reject all ให้ด้วย เพื่อประหยัดเวลาของคนตรวจเอกสาร
  • ผู้ใช้บน Android/iPhone/iPad สามารถ suggest changes ได้แล้ว ช่วยให้คอมเมนต์หรือแก้ไขเอกสารได้จากทุกที่

No Description

นอกจากเรื่องการควบคุมเวอร์ชันของเอกสารแล้ว Google Docs และ Sheets ยังปรับปรุงระบบเทมเพลตของเอกสาร ให้ผูกกับ add-on บางตัวได้อัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น เอกสารสัญญาที่มีผลทางกฎหมาย ที่ผูกกับบริการเซ็นชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของ DocuSign เป็นต้น

ที่มา – Google Blog

from:https://www.blognone.com/node/94816

Advertisements

Alibaba ไตรมาสล่าสุด รายได้รวมโตถึง 56% บริการคลาวด์มีลูกค้ามากกว่า 1 ล้านแล้ว

Alibaba รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสเดือนมิถุนายน 2017 รายได้รวมเพิ่มขึ้น 56% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนเป็น 7,403 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรสุทธิ 2,070 ล้านดอลลาร์

ซีอีโอ Daniel Zhang กล่าวว่าผลการดำเนินงานที่ออกมาสะท้อนความแข็งแกร่งในทุกกลุ่มธุรกิจ และคุณค่าที่เราได้มอบให้กับลูกค้า รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ ที่เสริมให้บริษัทแข็งแกร่ง ซึ่งในอนาคตจะเห็นนวัตกรรมและการผลักดันของแพลตฟอร์มต่างๆ ใน Alibaba ที่มากขึ้น

จำนวนลูกค้าผ่านมือถือมี 529 ล้านคน ขณะที่บริการคลาวด์ Aliyun มีลูกค้าแบบเสียเงินมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว รายได้ส่วนนี้เติบโตถึง 96% แต่ก็ยังเป็นรายได้ส่วนน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากอีคอมเมิร์ซ

ที่มา: Alibaba

alt="Alibaba Jun Quarter 2017"

from:https://www.blognone.com/node/94815

AIS เปิดเครือข่าย NEXT G ความเร็ว 1Gbps รวมท่อ 4G และ Super WiFi ไว้ด้วยกัน

AIS เปิดตัวเครือข่ายอินเทอร์เน็ตใหม่ AIS NEXT G ความเร็ว 1 Gbps ให้ลูกค้าที่ใช้แพ็คเกจ 4G Max Speed Unlimited 1,099 บาท/เดือนขึ้นไป และเปิดให้ใช้งานในโทรศัพท์ซัมซุง 4 รุ่นคือ Samsung Galaxy S8, S8+, S7 และ S7 Edge

No Description

AIS NEXT G เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง AIS และ KT Telecon ของเกาหลีใต้ ใช้เทคโนโลยี Multipath TCP รวมความเร็วอินเทอร์เน็ตจากมือถือและไวไฟเข้าด้วยกัน ทำให้ได้ความเร็วอินเทอร์เน็ตสูง ผู้ที่จะสามารถใช้งานเครือข่าย AIS NEXT G จึงสามารถใช้งานได้เฉพาะพื้นที่ที่มีสัญญาณ AIS Super WiFi แล้วเท่านั้น (เอไอเอสระบุว่ามีเครือข่าย AIS Super WiFi 80,000 จุดทั่วประเทศ) และผู้ใช้ต้องเปิดฟังก์ชั่น NEXT G บนมือถือก่อน โดยความเร็วขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ในพื้นที่ ความใกล้ไกลของเครื่องกับเสาส่งสัญญาณและสเปกมือถือ

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารการตลาดเอไอเอสบอกว่า พฤติกรรมผู้ใช้มีการใช้ดาต้าสูงขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ เช่นดูคลิปวิดีโอ ดูสตรีมมิ่งคอนเทนต์ ทำไลฟ์วิดีโอ จึงมองหาเทคโนโลยีใหม่มารองรับพฤติกรรมผู้ใช้ และเหตุที่เปิดใช้งานเฉพาะโทรศัพท์ซัมซุง 4 รุ่นก่อนในระยะแรกเพราะทางซัมซุงลงทุนทีมงาน R&D ในการพัฒนาซอฟต์แวร์มามาก

No Description

ส่วนผู้ใช้ AIS ที่ไม่ได้ใช้แพ็คเกจ 4G Max Speed Unlimited 1,099 บาท ก็สามารถสมัครใช้งาน AIS NEXT G เป็นแพ็คเกจเสริมได้

from:https://www.blognone.com/node/94814

ASUS เปิดตัว Zenfone 4 Selfie เน้นกล้องหน้าและ Zenfone 4 Max เน้นแบตอึด

นอกจาก Zenfone 4 และ Zenfone 4 Pro แล้ว ยังมีอีก 2 รุ่นใหญ่ (4 รุ่นย่อย) ที่เปิดตัวพร้อมกันคือ Zenfone 4 Selfie, Zenfone 4 Selfie Pro, Zenfone 4 Max และ Zenfone 4 Max Pro

สำหรับ Zenfone 4 Selfie หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว แพแนล IPS ครอบด้วยกระจก 2.5D รัน Snapdragon 430 แรม 4GB กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล แฟลชคู่

กล้องหน้าเป็นกล้องคู่ ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 พร้อมแฟลช Softlight รองรับการถ่ายวิดีโอเซลฟี่ความละเอียดสูงสุด FHD 30fps พร้อม EIS 3 แกน ส่วนอีกกล้องเป็นเลนส์ไวด์ 120 องศา

พอร์ท micro-USB 2.0 ความจุ 64GB เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รองรับสองซิมและ microSD สูงสุด 2TB รันแอนดรอยด์ 7.0 ครอบด้วย ZenUI 4.0 แบตเตอรี่ขนาด 3,000 mAh มี 4 สีคือ Deepsea Black, Mint Green, Rose Pink และ Sunlight Gold ราคา 279 ดอลลาร์

alt="ZF4_Selfie_allview"

ส่วน Zenfone 4 Selfie Pro หน้าจอ 5.5 นิ้ว AMOLED ความละเอียด FHD ครอบด้วย กระจก 2.5D รัน Snapdragon 625 แรม 4GB ความจุ 64GB กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล มีเซ็นเซอร์ IMX 351 PDAF ถ่ายวิดีโอได้สูงสุด 4K 30fps

กล้องหน้ากล้องคู่ ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 แฟลช softlight ถ่ายวิดีโอเซลฟี่สูงสุด 4K 60fps กล้องอีกตัวเป็นเลนส์ไวด์ 120 องศา

พอร์ท micro-USB 2.0 ความจุ 64GB เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รองรับสองซิมและ microSD สูงสุด 2TB รันแอนดรอยด์ 7.0 ครอบด้วย ZenUI 4.0 แบตเตอรี่ขนาด 3,000 mAh มี 3 สีได้แก่ Rogue Red, Sunlight Gold และ Deepsea Black ราคา 379 ดอลลาร์

alt="ZF4_Selfie_Pro_allview"

ด้าน Zenfone 4 Max และ Zenfone 4 Max Pro หน้าจอ 5.5 นิ้ว แพแนล IPS ความละเอียด FHD ครอบด้วยกระจก 2.5D ชิปเซ็ต Snapdragon 425 และ 430 แรมสูงสุด 4GB (Max Pro สูงสุด 3GB) ความจุสูงสุด 64GB (Max Pro สูงสุด 32GB) กล้องหลังเป็นกล้องคู่ กล้องหลัก 13 ล้านพิกเซล (Max Pro 16 ล้านพิกเซล) f/2.0 แฟลช LED รองรับ PDAF พร้อม EIS กล้องอีกตัวเป็นเลนส์ไวด์ 120 องศา

กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล (Max Pro 16 ล้านพิกเซล f/2.0) f/2.2 แฟลช Softlight พอร์ท micro-USB 2.0 เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รองรับ 2 ซิม microSD สูงสุด 256GB รันแอนดรอยด์ 7.0 ครอบด้วย ZenUI 4.0 แบตเตอรี่ 5,000 mAh พร้อมเทคโนโลยีจัดการแบตเตอรี่ ASUS Power Master และรองรับโหมดพาวเวอร์แบงค์ (ปล่อยไฟชาร์จให้เครื่องอื่น) มี 3 สีคือ Deepsea Black, Sunlight Gold และ Rose Pink ยังไม่ประกาศราคา

alt="ZF4_Max_allview"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94813

ASUS เปิดตัว Zenfone 4 และ Zenfone 4 Pro ชูจุดเด่นกล้องคู่ พร้อมเลนส์ไวด์

ASUS จัดงานเปิดตัวซีรีส์ Zenfone 4 ใหม่ แบ่งออกมาทั้งหมดเป็น 3 รุ่นใหญ่ได้แก่ Zenfone 4 ที่เน้นความเป็นกล้องหลังคู่,  Zenfone 4 Selfie เน้นกล้องหน้า และ Zenfone 4 Max ที่เน้นความอึดและการจัดการแบตเตอรี่ ก่อนที่แต่ละรุ่นจะมีรุ่นย่อยเป็นรุ่น Pro ที่สเปคมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ทุกรุ่น ASUS ยืนยันจะได้รับแอนดรอยด์ O

alt="IMG_9750"

ในส่วนของ Zenfone 4 และ Zenfone 4 Pro มาในบอดี้กระจกขอบโลหะแบบยูนิบอดี้ หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด FHD โดย Zenfone 4 จะเป็นแพแนล IPS LCD ส่วน Zenfone 4 Pro จะเป็น AMOLED

สเปคของ Zenfone 4 Pro จะรันด้วย Snapdragon 835 แรม 6GB กล้องหลังเป็นกล้องคู่ กล้องหลักความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 ใช้เซ็นเซอร์โซนี IMX 362 ออโต้โฟกัสแบบ Dual Pixel PDAF มี OIS 2-stop 4 แกน

ส่วนกล้องอีกตัวความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.6 เซ็นเซอร์โซนี IMX351 ไว้ช่วยเก็บรายละเอียดและวัตถุระยะไกล รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K UHD 30fps ออพติคัลซูม 2x และดิจิทัลซูม 5x มีโหมดโปร ถ่ายภาพไฟล์ RAW, เปิดรูรับแสงได้นานสุด 32 วินาที

กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้าน รูรัแสง f/1.9 เซ็นเซอร์ IMX319 ออโต้โฟกัสแบบ PDAF แบตเตอรี่ 3,600 mAh พร้อมระบบชาร์จเร็ว USB-C 3.0, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รองรับสองซิม, ความจุ 128GB รองรับ microSD สูงสุด 256GB รันแอนดรอยด์ 7.0 ครอบด้วย ZenUI 4.0 มีสองสีคือ Pure Black และ Moonlight White ราคา 599 ดอลลาร์

alt="ZF4_Pro_allview"

ส่วน Zenfone 4 รันด้วย Snapdragon 660 และ Snapdragon 630 แรม 4GB และ 6GB กล้องหลังตัวหลัก 12 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์โซนี IMX362 รูรับแสง f/2.0 ออโต้โฟกัสแบบ Dual Pixel PDAF มี OIS 4 แกน 2-stop อีกเลนส์ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มุมกล้องกว้าง 120 องศา

กล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.0 รองรับการถ่ายวิดีโอสูงสุด 4K UHD 30fps พอร์ท USB-C 3.0, Wi-Fi Dual Band, Bluetooth 5.0 พร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รองรับสองซิม รันแอนดรอยด์ 7.0 ครอบด้วย ZenUI 4.0

แบตเตอรี่ 3,300 mAh รองรับการชาร์จเร็ว รองรับ Cat 12 ทำ 3CA มี 3 สีคือ Midnight Black, Moonlight และ White Mint Green ราคาเริ่มต้น 399 ดอลลาร์

alt="ZF4_allview"

alt="IMG_9767"
เลนส์ธรรมดา

alt="IMG_9766"

ที่มา – งานเปิดตัว

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94812

Apple, Twitter, Cloudflare, Facebook ร่วมประณาม แบนคอนเทนต์ขวาจัดต่อเนื่อง

ดีเบตแบนคอนเทนต์ขวาจัดยังไม่จบ หลังจากเว็บ Daily Stormer ที่ถูกเรียกว่าเป็นของกลุ่มนาซีใหม่ (neo-Nazi) ถูกปิดโดย GoDaddy ขณะที่ Discord ก็ปิดเซิร์ฟเวอร์แอคเคาท์ของ alright.com ตามด้วย Crowdfunding ที่ทยอยต้านเว็บขวาจัด

ประเด็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มีการหยิบยกเรื่องความเป็นกลางในการบริการคอนเทนต์ออนไลน์ และหลักการเรื่อง free speech เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายกลาง (federal law) ที่จะบังคับใช้กับบริษัทเอกชนที่ปฏิเสธในการให้บริการแก่ผู้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ แม้อาจมีกฎหมายในบางรัฐที่ห้ามไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่มีแนวคิดฝักใฝ่ทางการเมืองใดๆ ก็ตาม

ทั้งนี้ กรณีเหตุปะทะที่ชาร์ล็อตต์วิลล์ระหว่างกลุ่มนิยมคนขาวแบบสุดโต่งกับกลุ่มผู้ต้านการเหยียดผิว ผู้ที่สนับสนุนให้มีการบริการคอนเทนต์อย่างเป็นกลางเช่น EFF (Electronic Frontier Foundation) ก็เห็นว่า GoDaddy มีสิทธิที่จะไม่ให้บริการโดเมนแก่เว็บใดๆ ก็ย่อมได้

ขณะที่ Malkia Cyril ผู้อำนวยการ Center for Media Justice ก็เห็นว่าการตัดความช่วยเหลือที่มีต่อกลุ่ม white supremacy ไม่ใช่การเซ็นเซอร์ แต่เป็นการจัดการกระทำในแง่บวกด้วยซ้ำต่อการก่อการร้ายภายในประเทศ เพราะเป็นการก่อความรุนแรงที่ทำให้มีคนตาย ไม่ใช่เรื่อง speech

ล่าสุด Apple หยุดให้บริการ Apple Pay กับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความสนับสนุนแก่กลุ่มที่สร้างความเกลียดชังและกลุ่ม white nationalists ไปแล้วเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ขายสเวตเตอร์ที่มีโลโก้ Nazi หรือเสื้อที่ประทับตราว่า White Pride ไปจนถึงสติ๊กเกอร์ที่ติดท้ายรถและมีรูปรถพุ่งชนฝูงชนที่ชาร์ล็อตต์วิลล์

แม้จะยังไม่มีแถลงการณ์ใดๆ จาก Apple แต่ซีอีโอ Tim Cook ก็ไทวีตถึงจุดยืนต่อสถานการณ์ดังกล่าว และในแพลตฟอร์มของ Apple Pay on the Web ก็อ้างถึงนโยบายหรือแนวทางการใช้งานที่ยอมรับได้ ซึ่งเนื้อหาที่เป็นข้อห้ามได้ระบุว่าเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติสนับสนุนให้เกิดความเกลียดชัง การก่อความรุนแรง หรือการไม่ยอมรับต่อความแตกต่างทางสีผิว ชาติพันธุ์ เพศ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ฯลฯ ก็จะไม่ได้รับการบริการจาก Apple Pay ด้วย

ด้าน Twitter เองก็ลงมาร่วมสนับสนุนการแบนครั้งนี้ด้วยการระงับการใช้งานแอคเคาท์ของ Daily Stormer แม้จะไม่มีแถลงการณ์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อกรณีดังกล่าวแต่ก็ได้ แต่ทวิตเตอร์ก็มีกฎในการใช้งานเช่นกัน ซึ่งพูดถึงการไม่สนับสนุนความรุนแรงหรือคุกคามผู้อื่นหรือล่วงละเมิดผู้อื่น เป็นต้น

ขณะที่ Cloudflare ผู้ให้บริการ CDN รายใหญ่ก็เปิดเผยว่าต้องสิ้นสุดการให้บริการแก่แอคเคาท์ของ Daily Stormer ด้วยเช่นกัน เพราะการให้บริการของเขาทำให้ทีมผู้อยู่เบื้องหลังของเว็บไซต์นี้นำไปอ้างอิงว่า Cloudflare เป็นผู้สนับสนุนอุดมการณ์ของกลุ่มนี้อย่างลับๆ และทางองค์กรพยายามถกเถียงเรื่องนี้มานานนับปีแล้วถึงนโยบายการเซ็นเซอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้องค์กรยึดหลักการให้บริการอย่างเป็นกลางแต่เนื่องจากมีการนำไปอ้างอิงว่าเป็นผู้สนับสนุนจึงต้องยุติการให้บริการนี้

ส่วน Facebook หลังจากที่มีการปิดเพจการรวมกลุ่มของฝ่ายขวาจัดหลายเพจแล้ว Mark Zuckerberg ก็ออกมาชี้แจงผ่านแอคเคาท์ตัวเองเช่นกันว่าไม่ได้สนับสนุนแนวทางการสร้างความเกลียดชังหรือผู้ที่มีมุมมองสุดโต่ง และเห็นว่าผู้คนต้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ และยืนยันว่า Facebook เป็นพื้นที่ที่รวมผู้คนที่มีมุมมอง ความคิดที่แตกต่างกัน

เขาย้ำว่าไม่ควรมีพื้นที่ใดในสังคมที่เป็นพื้นที่สำหรับการสร้างความเกลียดชัง เขาระบุว่าผู้คนพูดถึงความเกลียดชังนี้มาจากไหนและรู้สึกแปลใจที่ยังมีการพูดถึงเรื่อง neo-Nazis และ white supremacy อยู่ เขาเห็นว่าเหยื่อของการสร้างความเกลียดชังนั้นมีอยู่ทั่วโลกและเห็นว่าทุกคนนั้นมีความหลากหลาย การทำให้ผู้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น จะทำให้สังคมเจริญก้าวหน้าได้มากขึ้น

ขณะที่ Spotify ก็ร่วมแบนเนื้อหาเพลงที่สื่อความหมายขวาจัดและสร้างความเกลียดชังเช่นกัน

No Description
Tim Cook: Apple CEO, Jack Dorsey: Twitter CEO, Matthew Prince: Cloudflare CEO, Mark Zuckerberg: Facebook CEO

ที่มา – The Verge, 9TO5Mac, Recode, Cloudflare

from:https://www.blognone.com/node/94808

บริษัทญี่ปุ่นออกพันธบัตรเป็นบิตคอยน์ มูลค่า 200 BTC

บริษัท Fisco ในญี่ปุ่นประกาศออกพันธบัตรทดลองโดยตราเป็นสกุลเงินบิตคอยน์รวมมูลค่า 200 BTC หรือประมาณ 30 ล้านบาท โดยพันธบัตรจ่ายดอกเบี้ย 3%

ทาง Fisco ระบุว่ากระบวนการออกพันธบัตรครั้งนี้เป็นไปตามการกำกับดูแลตามปกติ โดยบริษัทออกพันธบัตรครั้งนี้เพื่อทดสอบการใช้บิตคอยน์เพื่อการระดมทุน และหากประสบความสำเร็จในอนาคตอาจจะมีบริษัทอื่นต้องการระดมทุนแบบเดียวกันทำให้ทาง Fisco สามารถให้บริการและเก็บค่าธรรมเนียมได้

Fisco เปิดบริการรับแลกบิตคอยน์ตั้งแต่ปีที่แล้ว

ที่มา – Strait Times

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94807