คลังเก็บหมวดหมู่: BLOGNONE

บทวิเคราะห์สงครามหกทัพ ใครจะเป็นผู้ชนะในโลก VR/AR ต่อจากนี้ไป

การมาถึงของ Windows Mixed Reality (ที่มาพร้อม Windows 10 Fall Creators Update) ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของไมโครซอฟท์ ในการเข้าสู่สมรภูมิ VR/AR ที่กำลังร้อนแรงอยู่ในตอนนี้

ถ้าลองนับผู้เล่นในตลาด VR/AR รายใหญ่ ปัจจุบันมีทั้งหมด 6 ป้อมค่าย ได้แก่ Facebook (Oculus), Valve (SteamVR), Sony (PlayStation VR), Apple (ARKit), Google (Cardboard/Daydream/ARCore) และ Microsoft (Windows Mixed Reality)

สงครามยังเพิ่งเริ่มต้นและยังห่างไกลกับบทสรุป แต่บทความนี้เราจะมาวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อดูภาพรวมว่า ค่ายไหนขั้วไหนมีอาวุธอะไร มีพันธมิตรรายไหนอยู่ในสังกัดกันบ้าง

Windows Mixed Reality

  • ต้นสังกัด: Microsoft
  • รูปแบบ: VR/AR ใช้แว่น
  • แพลตฟอร์ม: พีซี
  • เนื้อหา: เกม, แอพ, วิดีโอ
  • วันเปิดตัว: 17 ตุลาคม 2017
  • พันธมิตร: Acer, Asus, Dell, HP, Lenovo, Samsung, Valve

ไมโครซอฟท์เป็นผู้เล่นรายล่าสุดที่ลงมาเล่นในตลาด VR/AR (แถมมีคำเรียกของตัวเองว่าเป็น MR หรือ Mixed Reality) จุดเด่นของไมโครซอฟท์คือเทคโนโลยี internal tracking ของ HoloLens ไม่ต้องใช้เซ็นเซอร์ภายนอกช่วย ทำให้ใช้งานสะดวกกว่าคู่แข่งอย่าง Oculus หรือ SteamVR/Vive

ไมโครซอฟท์ยังขนพันธมิตรฮาร์ดแวร์มาอีกหลายราย (ได้มาแม้กระทั่งซัมซุงที่เป็นพันธมิตรกับ Oculus อยู่ก่อน) มีแว่นหลากหลายตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพง, การจับมือกับ SteamVR ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเกมน้อย แถมก่อนหน้านี้ไมโครซอฟท์ก็ไปทำตลาด HoloLens กับภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ไว้มาก เริ่มมีแอพที่ไม่ใช่เกมสำหรับงานเฉพาะทางด้วย

จุดอ่อนของ Mixed Reality ในตอนนี้คงเป็นว่ามันเพิ่งเริ่มต้น ยังมีคนใช้ไม่เยอะนัก และยังเน้นเฉพาะการใช้บนพีซีเพียงอย่างเดียว ไม่มีเวอร์ชันสำหรับคอนโซล Xbox และไม่มีเวอร์ชันสมาร์ทโฟน (แค่กๆ Windows Mobile)

ตัวอย่างเกม Halo Recruit เกมฟรีที่เปิดตัวพร้อม Windows Mixed Reality

Minecraft VR หมัดเด็ดของไมโครซอฟท์ที่ยังไม่เสร็จ

จุดแข็ง

  • internal tracking ตั้งแต่แรก
  • รองรับทั้ง VR/AR
  • ฐานผู้ใช้ Windows 10 จำนวนมาก
  • พันธมิตรมากมาย ฮาร์ดแวร์หลากหลาย
  • ไมโครซอฟท์มีสตูดิโอทำเกมเอง และมี Minecraft
  • ไม่จำกัดแค่เกม ยังใช้กับงานออกแบบหรืองานเฉพาะทางได้ด้วย

จุดอ่อน

  • ตัวแพลตฟอร์มเพิ่งเริ่มต้น ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ
  • ยังขาดความเชื่อมโยงกับ Xbox One
  • ยังไม่มีแผนสำหรับสมาร์ทโฟน

Oculus

  • ต้นสังกัด: Facebook
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น + AR ผ่านมือถือ
  • เนื้อหา: เกม, แอพ, วิดีโอ
  • แพลตฟอร์ม: พีซี, สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 28 มกราคม 2016
  • พันธมิตร: Samsung (GearVR)

ต้องให้เครดิต Oculus ว่าเป็นผู้จุดกระแส VR ยุคใหม่ให้กลับมาดังได้สำเร็จ ชื่อแบรนด์ Oculus กลายเป็นตัวแทนของโลก VR และยิ่งมาอยู่ใต้ร่มเงาของ Facebook ก็ยิ่งเพียบพร้อมไปด้วยกำลังเงินและคน

ตัวแพลตฟอร์ม Oculus ดั้งเดิมเน้นตลาดพีซี แต่บริษัทก็มีความร่วมมือกับซัมซุงทำแว่น GearVR สำหรับสมาร์ทโฟน และการอยู่ใต้ Facebook ก็ยังมีโครงการผลักดัน VR/AR แบบไม่ใช้แว่น ผ่านแอพของ Facebook Camera Platform

อย่างไรก็ตาม หลังวางขายแว่น Rift ในเดือนมีนาคม 2016 แล้วบริษัทก็เจอปัญหามากมาย ถึงขนาดผู้ก่อตั้ง Palmer Luckey ต้องลาออก, คดีความกับ ZeniMax และมีการปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ รวมถึงดึงเอา Hugo Barra อดีตผู้บริหาร Android/Xiaomi มาคุมงาน VR ทั้งหมด

ความคืบหน้าล่าสุดของค่าย Oculus คือการออกแว่นราคาถูก Oculus Go มาเตรียมรับมือแว่น Windows Mixed Reality แต่แว่น Rift รุ่นหน้าโค้ดเนม Santa Cruz ที่มีระบบ tracking ภายใน ยังดูน่าจะใช้เวลาอีกนาน

จุดแข็ง

  • เริ่มทำตลาด VR เป็นรายแรก แบรนด์ดัง คนนึกถึง
  • รองรับทั้ง VR พีซี, VR มือถือ และ AR ผ่านกล้อง
  • Facebook เป็นเจ้าพ่อแห่งการขายพ่วง ได้เจอการขายพ่วงอีกมากแน่นอน

จุดอ่อน

  • ยังไม่สามารถออกแว่น Rift รุ่นที่สองได้
  • Oculus มีปัญหารุมเร้าในช่วงหลัง
  • Oculus ไม่ได้พัฒนาเกมหรือคอนเทนต์เอง
  • พันธมิตรดั้งเดิมอย่าง Samsung หันไปจับกับ Microsoft ด้วยอีกทาง

No Description

SteamVR

  • ต้นสังกัด: Valve
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม
  • แพลตฟอร์ม: พีซี
  • วันเปิดตัว: 5 เมษายน 2016
  • พันธมิตร: HTC Vive, Microsoft

ถ้าเทียบกับฝั่ง Oculus แล้ว ต้องบอกว่า Valve ซุ่มพัฒนาแพลตฟอร์ม SteamVR แบบเงียบๆ และเลือกจับมือกับ HTC ผลิตแว่น Vive ออกมาขายโดยไม่เป็นข่าวมากเท่ากับ Rift แต่เทคโนโลยีของ Valve กลับเหนือกว่าจนเป็นตัวเลือกที่นักพัฒนาจำนวนมากนิยมใช้งาน

จุดอ่อนของ SteamVR คือ ณ ปัจจุบันยังไม่มีผู้ผลิตแว่นรายอื่นนอกจาก HTC แม้ Valve ยินดีเปิดเทคโนโลยีให้ใช้ และมี LG ผลิตแว่นต้นแบบมาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน Valve เลือกปิดจุดอ่อนนี้ด้วยการเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์ และเปิดให้แว่น Windows Mixed Reality เข้าถึงเนื้อหาใน SteamVR ได้

จุดเด่นอีกประการของ SteamVR คือการผูกกับแพลตฟอร์ม Steam ที่มีฐานเกมเมอร์จำนวนมากอยู่แล้ว และการที่ Valve พัฒนาเกมได้ ต้องรอดูกันว่า เกม VR ของ Valve จำนวน 3 เกม จะออกมาดีแค่ไหน

จุดแข็ง

  • Valve และ Steam คือเจ้าแห่งแพลตฟอร์มเกมบนพีซี มีผู้เล่นหลัก 10 ล้านคน ดึงดูดนักพัฒนามาทำเกมได้ดี
  • ที่ผ่านมา SteamVR และ HTC Vive ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักพัฒนา
  • Valve ผลิตเกมเองด้วย
  • เลือกยุทธศาสตร์ จับมือเป็นพันธมิตรกับไมโครซอฟท์

จุดอ่อน

  • ยังมีแว่นยี่ห้อเดียวคือ Vive แม้มีข่าวว่าจะเปิดให้รายอื่นทำด้วย
  • ยังใช้ระบบ tracking ภายนอก
  • ยังมีเฉพาะบนพีซี และยังไม่เห็นวี่แววสำหรับคอนโซลหรือสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่ใช่ฐานของ Valve

No Description

PlayStation VR

  • ต้นสังกัด: Sony
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม
  • แพลตฟอร์ม: คอนโซล
  • วันเปิดตัว: 13 ตุลาคม 2016
  • พันธมิตร: ไม่มี

ถ้าวัดกันในแง่ยอดขายแว่น ต้องบอกว่า Sony นำมาเป็นที่หนึ่งด้วยยอดทะลุ 1 ล้านชิ้น จากจุดเด่นเรื่องฐานผู้เล่น PS4 ที่มีเครื่องอยู่แล้ว เพียงแค่ซื้อแว่นเพิ่มก็ใช้งานได้เลย (ไม่ต้องอัพเกรดคอมก่อนเหมือน Oculus/Vive) และแว่น PlayStation VR เองก็ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง (399 ดอลลาร์ตอนเปิดตัว) กวาดลูกค้ากลุ่ม early adopter ที่เป็นเกมเมอร์และมี PS4 ไปได้มาก

การที่ Sony มีสตูดิโอพัฒนาเกมเอง ยังช่วยให้มีเกม exclusive ที่เด่นๆ เป็นตัวดึงดูดผู้เล่น เช่น Gran Turismo Sport ที่แค่ชื่อก็เหนือกว่าเกมคู่แข่งมาก ล่าสุด Sony เพิ่งโพสต์ในบล็อก PlayStation ว่ามีเกม VR รอออกขายในช่วงปลายปี 2017 ต่อต้นปี 2018 อีกกว่า 60 เกม

ส่วนจุดอ่อนของ PlayStation VR คงเป็นว่ามันผูกกับแพลตฟอร์ม PS4 เพียงอย่างเดียว นำไปใช้ในงานอื่นนอกจากเกมได้ยาก เอาไปใช้กับพีซีก็ยาก ต้องรอดูว่าในระยะยาว มันจะกลายเป็นแพลตฟอร์ม VR เฉพาะเกมเมอร์เท่านั้นหรือไม่ หรือ Sony จะสามารถขยายผลออกมาในวงกว้างกว่านี้ได้

จุดแข็ง

  • ฐานผู้เล่น PS4 จำนวนมาก ที่พร้อมจะซื้อแว่น VR เพิ่มเติม
  • แว่นราคาค่อนข้างถูก (ในช่วงแรกที่เปิดตัว) จูงใจให้ซื้อได้ง่ายกว่า
  • เกมรองรับจำนวนมาก
  • Sony ทำเกมเองด้วย

จุดอ่อน

  • แว่นใช้กับแพลตฟอร์มอื่นนอกเหนือจาก PS4 ไม่ได้เลย
  • ดูไม่มีวี่แววทั้งพีซีและสมาร์ทโฟน

No Description

Apple ARKit

  • ต้นสังกัด: Apple
  • รูปแบบ: AR ไม่ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม แอพ
  • แพลตฟอร์ม: สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 19 กันยายน 2017 (iOS 11)
  • พันธมิตร: ไม่มี

แอปเปิลเป็นม้ามืดอีกรายที่เข้าสู่วงการ AR ได้อย่างสวยงาม แนวทางของแอปเปิลแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นๆ โดยเน้นไปที่ AR แบบไม่ใช้แว่นเพียงอย่างเดียว (Tim Cook บอกยังไม่รีบทำแว่น AR เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันยังไม่ดีพอตามที่แอปเปิลต้องการ)

จุดเด่นของ ARKit คือการที่มันผนวกมาใน iOS 11 จึงมีฐานผู้ใช้ iPhone/iPad จำนวนมหาศาล ที่พร้อมจะเปิดกล้องใช้งาน AR ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์ใดๆ เพิ่มเติม บวกกับฐานนักพัฒนาแอพสายแอปเปิล ที่มีจุดเด่นเรื่องการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ของแอปเปิลอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดคอนเทนต์บน ARKit มากมาย

จุดอ่อนของแอปเปิลคงเป็นว่า ARKit ผูกกับแพลตฟอร์มของแอปเปิลเอง จะไปอยู่บนแพลตฟอร์มอื่น (แม้แต่ macOS) ก็คงยาก แถมการอิงกับสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว อาจจับได้เฉพาะกลุ่ม casual gamer เข้าไม่ถึงกลุ่ม hardcore gamer ที่หันไปใช้แพลตฟอร์มอื่น

No Description

จุดแข็ง

  • ฐานผู้ใช้ iOS จำนวนมาก ใช้ ARKit ได้ทันที ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม
  • ฐานนักพัฒนาแอพ iOS จำนวนมาก

จุดอ่อน

  • แพลตฟอร์ม ARKit ยังเพิ่งเริ่มต้น
  • วิถีแบบแอปเปิล ข้ามาคนเดียว กระจายไปยังแพลตฟอร์มคนอื่นยาก

Daydream / ARCore

  • ต้นสังกัด: Google
  • รูปแบบ: VR ใช้แว่น + AR ไม่ใช้แว่น
  • เนื้อหา: เกม แอพ
  • แพลตฟอร์ม: สมาร์ทโฟน
  • วันเปิดตัว: 10 พฤศจิกายน 2016 (Daydream)
  • พันธมิตร: Lenovo, HTC, Huawei

กูเกิลออกตัวแรงมากกับ Google Cardboard ที่ใช้ง่ายและราคาถูก (ยอดขาย 100 ล้านชุด) แต่พอจะขยับไปยังแพลตฟอร์มที่คุณภาพดีขึ้น แผนการ Google Daydream กลับเดินหน้าช้ามาก แถมแว่น Daydream ก็เป็นไปตามแนวทาง “อินดี้ไม่เน้นขาย” ของกูเกิล ส่วน Project Tango ที่เป็นหัวหอกด้าน AR ก็ถูกโอนไปให้ Lenovo แล้วตัวมันเองกลายร่างเป็น ARCore ที่ยังตามหลังคู่แข่งอย่าง ARKit อยู่ไกล

จุดแข็ง

  • เริ่มต้นมาได้สวยกับ Google Cardboard
  • ฐานผู้ใช้ Android, Chrome, YouTube จำนวนมาก พร้อมผลักดันเนื้อหา AR/VR

จุดอ่อน

  • กูเกิลทำช้ามาก
  • อุปกรณ์ Android มีเยอะจริง แต่ที่รองรับ Daydream / ARCore กลับยังไม่เยอะ
  • ARCore เพิ่งเริ่มต้น

สรุป

อย่างที่เขียนไปในตอนแรกว่า สมรภูมิ AR/VR เพิ่งเริ่มต้น คงต้องต่อสู้กันอีกนานกว่าจะเห็นผลแพ้ชนะ แต่ตอนนี้เราสามารถแยกสนามรบได้เป็น 3 สนามใหญ่ๆ คือ

  • พีซี: Facebook (Oculus), Valve (SteamVR), Microsoft (Windows Mixed Reality)
  • คอนโซล: Sony (PlayStation VR)
  • สมาร์ทโฟน: Facebook (GearVR/Camera), Apple (ARKit), Google (Daydream/ARCore)

จุดที่น่าจะต่อสู้กันดุเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้นฝั่งพีซี ซึ่งการเข้าสู่สนามรบของไมโครซอฟท์ พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรกับ Valve ย่อมทำให้ Facebook/Oculus เป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วนในสนามสมาร์ทโฟน แอปเปิลที่ออกตัวไปก่อนเพื่อนน่าจะกวาดส่วนแบ่งได้เยอะกว่าฝั่ง Android มาก

ส่วนฝั่งคอนโซลที่ผูกกับแพลตฟอร์มชัดเจน ตอนนี้ Sony ยังตีกินแบบสบายๆ ไร้คู่แข่ง แต่ต้องไม่ลืมว่าเกมหลายๆ เกมเป็น cross platform ที่เล่นในพีซีได้ด้วย และในอนาคตก็คงหนีไม่พ้นที่ไมโครซอฟท์จะดัน Mixed Reality สู่ Xbox เช่นกัน

from:https://www.blognone.com/node/96358

Advertisements

[ไม่ยืนยัน] อดีตพนักงาน Tesla ที่ถูกไล่ออก เผยสาเหตุที่แท้จริงคือบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่าย

สัปดาห์ก่อนมีข่าวออกมาว่า Tesla ปลดพนักงานออกจำนวนมากถึง 700 คน ซึ่งคิดเป็น 1-2% ของพนักงานทั้งหมด โดยในตอนแรกโฆษกของ Tesla ระบุว่าสาเหตุที่ปลดเพราะพนักงานกลุ่มดังกล่าวมีคะแนนประเมินการทำงานต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ล่าสุดมีคนกลุ่มหนึ่งไม่เปิดเผยชื่อ อ้างว่าเป็นอดีตพนักงานของ Tesla ที่ถูกไล่ออกได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้กับ CNBC

อดีตพนักงานคนหนึ่งบอกว่าแท้จริงแล้วจำนวนคนที่ถูกไล่ออกมีมากกว่า 700 คนเสียอีก และส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่อยู่แผนกรถยนต์ ไม่ใช่จากแผนกพลังงานที่ดูแลสินค้าเช่น Tesla Powerwall โดยการไล่ออกคร้งใหญ่นี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา และดำเนินการมาเรื่อยๆ ซึ่งพนักงานบางคนก็ได้รับเงินชดเชยอย่างรวดเร็ว แต่บางคนก็ยังรออยู่

ส่วนอดีตพนักงานอีกกลุ่มก็บอกว่าพนักงานหลายคนได้รับแจ้งเรื่องการปลดออกผ่านทางอีเมล หรือโทรศัพท์ โดยไม่มีการเตือนใดๆ มาก่อน พร้อมถูกบอกว่าไม่ต้องมาทำงานในวันรุ่งขึ้นแล้ว นอกจากนี้ยังไม่มีการระบุถึงสาเหตุเกี่ยวกับการประเมินการทำงานแต่อย่างใด

สุดท้ายมีพนักงานที่ยังทำงานอยู่คนหนึ่งได้เปิดเผยว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการประเมิน และพวกที่ถูกไล่ออกเป็นกลุ่มที่รับเงินเดือนสูงกันทั้งนั้น และระบุว่าการไล่ออกครั้งนี้เกี่ยวกับการลดค่าใช้จ่ายล้วนๆ

ที่มา – Slashdot via CNBC

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/96357

WhatsApp เพิ่มฟีเจอร์ Live Location แชร์ที่อยู่แบบเรียลไทม์

การแชร์ตำแหน่งที่อยู่ของผู้ใช้แบบเรียลไทม์ เป็นฟีเจอร์มาตรฐานในแอพแชท Facebook Messenger แต่กับ WhatsApp ยังคงไม่มีฟีเจอร์นี้ และล่าสุด WhatsApp ก็ได้เตรียมเพิ่มฟีเจอร์ดังกล่าวแล้วในชื่อว่า Live Location

แต่เดิม WhatsApp มีฟีเจอร์แค่แชร์ที่อยู่แบบปักหมุดเท่านั้น ดังนั้นเมื่อผู้ใช้ขยับไปก็จะไม่ขยับตาม ฟีเจอร์แชร์ที่อยู่แบบใหม่จะเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ใช้แชร์ที่อยู่แบบเรียลไทม์แบบกำหนดเวลาได้ ตั้งแต่ 5 นาที, 1 ชั่วโมง และ 8 ชั่วโมง รวมถึงหากอยู่ในกลุ่ม ผู้ที่อยู่ในกลุ่มแชร์ข้อมูลที่อยู่พร้อมกันก็จะแสดงตำแหน่งบนแผนที่เดียวกัน โดยข้อมูลตำแหน่งที่อยู่บน WhatsApp จะถูกส่งแบบเข้ารหัส

Live Location จะเริ่มเปิดให้ใช้ในแอพของ WhatsApp บน Android และ iPhone ในสัปดาห์หน้า

ที่มา – WhatsApp

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/96356

Cruise บริษัทรถยนต์ไร้คนขับของ GM เตรียมทดสอบลงถนนจริงในแมนฮัตตัน

สตาร์ตอัพรถยนต์ไร้คนขับ Cruise Automation บริษัทลูกของค่ายรถยักษ์ใหญ่ General Motors (GM) เตรียมทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในรัฐนิวยอร์กช่วงต้นปี 2018

การทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในสหรัฐ ขึ้นกับกฎระเบียบของแต่ละรัฐที่แตกต่างกัน ก่อนหน้านี้ Audi เคยทดสอบรถยนต์ในนิวยอร์กไปในเดือนมิถุนายน แต่กรณีของ Cruise ถือเป็นบริษัทแรกที่ได้ทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในย่านแมนฮัตตันของนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นย่านที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด และเป็นสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยมโลกด้วย

การทดสอบจะยังมีวิศวกรของ Cruise นั่งอยู่บนที่นั่งคนขับตลอดเวลา ตอนนี้ทีมงาน Cruise เริ่มการสร้างแผนที่ของพื้นที่ทดสอบแล้ว

ที่มา – เว็บไซต์ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก, ภาพจาก GM

No Description

from:https://www.blognone.com/node/96355

อินเทลเสนอสมการนิยามสภาวะปลอดภัยสำหรับรถไร้คนขับ

อินเทลและ Mobileye บริษัทลูกของอินเทลเองเสนอโมเดล Responsibility Sensitive Safety (RSS) สำหรับกำหนดค่าความเร็วหรือระยะห่างในภาวะการขับขี่ต่างๆ ที่รถไร้คนขับจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย

ปัญหาใหญ่ของการอนุญาตให้รถไร้คนขับสามารถทำงานได้โดยไม่มีคนขับนั่งรับผิดชอบอยู่หลังพวงมาลัยคือการรับผิดชอบเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น และเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง คนโดยทั่วไปมักไม่ไว้ใจระบบอัตโนมัติแม้ว่าการทำงานโดยเฉลี่ยจะปลอดภัยกว่ามนุษย์มากแล้วก็ตาม

RSS กำหนดเงื่อนไขการขับขี่ให้มีความปลอดภัยสูง โดยหากขับตามเงื่อนไขจริงจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุระดับถึงแก่ชีวิตอยู่ที่ 1 คนต่อชั่วโมงขับขี่พันล้านชั่วโมง ดีกว่าค่าเฉลี่ยของสหรัฐฯ หนึ่งพันเท่าตัว โดยตัวโมเดลกำหนดสองสภาวะ คือสภาวะการขับขี่ปกติที่รถไร้คนขับจะต้องรักษาระยะห่างและความเร็วต่างๆ เพื่อให้มีช่วงเวลาแก้ไขหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น มีคนขับรถตัดหน้า หรือตัวรถเสียหายควบคุมไม่ได้ และสภาวะฉุกเฉิน เมื่อเหตุการณ์ขึ้นจริงแล้วต้องแก้ไขได้โดยเร็ว

โมเดลกำหนดสภาวะ เช่น การขับรถตามที่มีสมการกำหนดระยะห่างจากคันหน้าอย่างปลอดภัย และการเปลี่ยนเลนหรือการขอทาง

หากโมเดลเช่นนี้ได้รับการยอมรับในทางจะเป็นเหมือนการสอบใบขับขี่สำหรับรถอัตโนมัติ หน่วยงานออกใบอนุญาตอาจจะทดสอบระบบขับขี่อัตโนมัติด้วยการปล่อยใบอนุญาตชั่วคราวให้ทดสอบขับขี่ด้วยจำนวนชั่วโมงไม่มากนัก โดยเอกสารระบุว่าการทดสอบ 100,000 ชั่วโมงก็สร้างความมั่นใจในเชิงสถิติได้ดีพอ

ที่มา – Intel

No Description

from:https://www.blognone.com/node/96354

Venmo แอพจ่ายเงินของ Paypal เปิดใช้ในร้านค้าออนไลน์กว่า 2 ล้านแห่งในสหรัฐฯ

Venmo แต่เดิมเป็นแอพโอนเงินผ่านมือถือ และเริ่มชำระสินค้าได้ผ่านระบบ NFC ล่าสุด Venmo ประกาศว่า สามารถใช้แอพชำระสินค้าตามร้านค้าปลีกออนไลน์ที่รับจ่ายผ่าน PayPal กว่า 2 ล้านแห่งทั่วสหรัฐฯ ได้ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป รุกตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว

เมื่อผู้ใช้เข้าไปยังร้านค้าและกดเลือกจ่ายผ่าน PayPal ระบบจะแสดงเมนูทางเลือกจ่ายเงินผ่าน Venmo มาด้วย ทางบริษัทระบุว่านี่เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เพราะเป็นโอกาสของร้านขายของได้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า Venmo ที่ส่วนใหญ่อายุน้อย Venmo เป็นแอพโอนเงินที่คนสหรัฐฯนิยมใช้มากแอพหนึ่ง ตั้งแต่เปิดบริการมามียอดเงินใช้จ่ายโอนเงินผ่านแอพรวมกว่า 8 พันล้านดอลลาร์แล้ว (ตัวเลขสิ้นสุดที่ไตรมาสสองปีนี้)

ถ้าเทียบแอพ Venmo ในประเทศจีนก็มีรายใหญ่อย่าง Alipay หรือในประเทศไทยก็มี True Wallet ที่จ่ายเงินผ่านร้านค้าเซเว่นได้

No Description
ภาพจาก PayPal

ที่มา – Venture Beat

from:https://www.blognone.com/node/96353

Alphabet โดย Sidewalk Labs ร่วมกับเมือง Toronto พัฒนาเมืองใหม่เป็นต้นแบบสมาร์ทซิตี้

Sidewalk Labs โครงการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเมืองภายใต้ Alphabet ได้สร้างโครงการ mixed-use บนชายฝั่งตะวันออกของเมือง Toronto ประเทศแคนาดา เพื่อสร้างที่อยู่และพัฒนาเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้าง, รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ, ระบบพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการสร้างชุมชนที่เข้าถึงได้โดยเน้นไปที่เทคโนโลยีการเชื่อมต่อ

โครงการใหม่ของ Sidewalk Labs นี้จะเรียกว่า Quayside โดยจะลงทุนเป็นจำนวนเงินกว่า 50 ล้านดอลลาร์เพื่อเริ่มทดสอบและวางแผนกับเมือง Toronto โดยการพัฒนาของ Sidewalk Labs กับเมือง Toronto นี้อยู่บนพื้นที่กว่า 800 เอเคอร์ ซึ่งพื้นที่นี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ไม่พัฒนาขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือ

Google จะย้ายสำนักงานใหญ่ในแคนาดาซึ่งมีพนักงานราว 300 คนมาที่สำนักงานแห่งใหม่ที่อยู่ในพื้นที่นี้ด้วย พื้นที่นี้จะมีศาลากลางสำหรับการจัดอีเว้นท์ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ

รายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการดูได้จากเว็บไซต์ Sidewalk Toronto

ท่ีมา – TechCrunch

No Description

from:https://www.blognone.com/node/96352