คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

Alibaba โดดไปลงทุน 40 ล้านเหรียญในสตาร์ทอัพตรวจ DNA รู้ค่ามะเร็ง เบาหวาน แนะโภชนาการได้ ก่อนไปหาหมอ

กระแสดิจิทัลที่ disrupt ไปทุกวงการ ล่าสุด Alibaba ไปลงทุนกับสตาร์ทอัพสายสุขภาพ Prenetics ที่ทำเครื่องตรวจ DNA สกรีนดูความเสี่ยงโรคจากยีนหรือพันธุกรรม พร้อมแนะความรู้ด้านโภชนาการ ไม่ต้องพบแพทย์ในทุกกรณี กระแสสุขภาพดิจิทัลกำลังมา

ยักษ์อีคอมเมิร์ซตะวันออก ลงทุนในสตาร์ทอัพสุขภาพดิจิทัล 40 ล้านเหรียญ

Alibaba ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจากจีนลงทุนใน Series B ของ Prenetics สตาร์ทอัพตรวจ DNA มูลค่ากว่า 40 ล้านเหรียญ (1,324 ล้านบาท)

Prenetics เป็นสตาร์ทอัพที่ส่งเครื่องตรวจ DNA โดยเครื่องจะช่วยสกรีนโรคต่างๆ ในร่างกายได้ผ่านการตรวจเลือดของผู้ใช้งาน เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอีกสารพัดเพื่อให้คุณรู้ตัวก่อน โดยสตาร์ทอัพรายนี้บอกว่า ไม่สามารถช่วยให้หายได้ผ่านการตรวจ เพราะอุปกรณ์ตรวจ DNA ที่เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นเป็นเพียงการรายงานผลความเสี่ยงและโรคต่างๆ และถึงที่สุดต้องไปพบแพทย์ในกรณีที่มีอาหารหนัก

พูดง่ายๆ ก็คือสตาร์ทอัพรายนี้ออกแบบเครื่องตรวจ DNA มาเพื่อตรวจสุขภาพ (ที่น่าสนใจคือทำให้รู้ความเสี่ยงโรคร้ายได้) รวมถึงแนะนำด้านโภชนาการและยารักษาโรค

Danny Yeung ซีอีโอของ Prenetics บอกว่า “เรามีแพลตฟอร์ในการตรวจ DNA ซึ่งเราได้พัฒนาให้เข้าไปอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทุกขั้นตอนจบภายในแอพฯ เดียว” 

“แอพฯ [ที่เชื่อมกับุปกรณ์ตรวจ DNA] นี้จะบอกว่าคุณต้องทานอาหารประเภทไหน ที่จะดีต่อพันธุกรรมของคุณ ตัวอย่างถ้าใครสักคนมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 เครื่องนี้เมื่อตรวจอาการเสร็จ ก็จะแนะนำให้คุณทานอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกาย เพราะอย่างที่รู้ว่า 90% ของโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการทานอาหาร” 

ปัจจุบัน Prenetics มีให้บริการฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซียและไทยแล้ว โดยหลังจากนี้จะขยายออกไปให้ทั่วเอเชีย โดยเฉพาะเมื่อได้ทันจาก Alibaba และผู้ร่วมลงทุนอีก 2-3 รายใน Series B ครั้งนี้

ที่น่าสนใจคือ หนึ่งในผู้ลงทุนครั้งนี้ นอกจาก Alibaba ก็คือ Ping An บริษัทประกันรายใหญ่ของจีน โดยบอกว่าหลังจากที่ร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพตัวนี้ จะนำเอาเครื่องตรวจ DNA ไปร่วมกับธุรกิจประกันเพื่อดูความเสี่ยงโรคของผู้ทำประกัน แต่ทั้งนี้ก็ยืนยันด้วยว่าจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลพันธุกรรมใดๆ ของลูกค้า

ต้องยอมรับว่ากระแสสุขภาพดิจิทัลกำลังมา IoT ที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ทุกอย่างเข้ากับอินเทอร์เน็ต ทำให้หลายวงการต้องปรับตัว และการที่อีคอมเมิร์ซรายใหญ่อย่าง Alibaba ลงมาเล่น ก็แปลว่าตลาดนี้น่าสนใจ

อีกอย่างหนึ่งจากเครื่องตรวจ DNA ที่ Alibaba ไปลงทุน ทำให้นึกถึงทีมเด็กไทยที่เพิ่งมีชนะเลิศในงาน Imagine Cup Thailand ประจำปี 2017 ทีมที่ชนะคือ WELSE ก็ทำที่ตรวจทำนองนี้ออกมาเหมือนกัน แต่ของทีมเด็กไทยสามารถตรวจเลือดออกมา แล้วจะรู้ผลเพียงค่าเบื้องต้นของตับและไตเท่านั้น แถมตอนนี้อุปกรณ์ยังอยู่ในขั้นทดลองอยู่ด้วย

ที่น่ากลัวคือ เครื่องตรวจ DNA ของ Prenetics ที่ตอนนี้ใช้ได้จริงและยังได้รับเงินลงทุนเสริมเข้าไปอีก โดยตลาดแรกที่จะลงมาเล่นก็คือตลาดในเอเชียนั่นเอง เตรียมพบกันได้เลย

ที่มา – techinasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-invest-prenetics-dna-test/

Advertisements

ยอดธุรกรรมผ่าน Alipay ในต่างประเทศช่วง Golden Week เติบโตแบบฉุดไม่อยู่

Golden Week หรือวันหยุดยาวของจีน ช่วงวันที่ 1-7 ต.ค. ที่ผ่านมา เรียกว่าคนจีนเดินทางออกท่องเที่ยวในต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก เฉพาะในไทยคาดว่ามีนักท่องเที่ยวจีนกว่า 3 แสนคน และสิ่งที่ตามมาคือ การใช้จ่ายโดยเฉพาะผ่านแอพพลิเคชั่น Alipay ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการหลายประเทศที่คนจีนไปถึง

ข้อดีของ Alipay คือ ทำให้คนจีนรู้สึกสบายใจและปลอดภัยที่จะใช้จ่าย เพราะเมื่อสแกนแล้ว ระบบจะจ่ายเป็นเงินหยวน (คนจีนรู้เลยว่าจ่ายไปกี่หยวน) ส่วนคนขายได้รับเงินเป็นสกุลของประเทศนั้นๆ ในประเทศไทยเอง เชียงใหม่ ภูเก็ต และกรุงเทพ ก็เป็นเป้าหมายหลักของคนจีนเช่นเดียวกัน

และนี่คือข้อมูลที่บอกว่า มีการทำธุรกรรมผ่าน Alipay เติบโตขึ้นแบบมหาศาล เฉพาะช่วงเวลา Golden Week มีการทำธุรกรรมในร้านค้าต่างประเทศเพิ่มขึ้น 8 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเอเชีย ครองแชมป์ 10 จุดหมายปลายทางที่มีการทำธุรกรรมสูงสุด

  • ฮ่องกง ครองอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยไทย ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเก๊า มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
  • ในสิงคโปร์ ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า ส่วนในประเทศไทย ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 6 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
  • ในญี่ปุ่น ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 16 เท่าจากปีที่แล้ว ขณะที่ในฮ่องกงและไต้หวัน ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 13 เท่า เมื่อเทียบกับตัวเลขของปี 2559
  • ในออสเตรเลีย ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 20 เท่า ขณะที่ในนิวซีแลนด์ ยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้น 6 เท่า

สำหรับยอดใช้จ่ายต่อคนโดยรวมเพิ่มขึ้น 50% เป็น 1,301 หยวน โดยยอดใช้จ่ายต่อคนในประเทศนอกภูมิภาคเอเชียสูงกว่ามากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ซึ่งผู้ใช้มียอดใช้จ่ายเฉลี่ยผ่านอาลีเพย์ 3,150 หยวน

  • สวิตเซอร์แลนด์มียอดค่าใช้จ่ายต่อคนสูงสุด (36,298 หยวน (US$5,506)) เมื่อเทียบกับประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของยุโรปถึง 10 เท่า
  • สหรัฐฯ และแคนาดา (1,648 หยวน) และออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (1,415 หยวน) ก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (1,301 หยวน) เช่นกัน
  • ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย (1,519 หยวน) และสิงคโปร์ (1,376 หยวน) สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก (1,301 หยวน) ขณะที่มาเลเซีย (940 หยวน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก โดยประเภทของร้านค้าที่ใช้บริการมีความหลากหลายอย่างมาก ตั้งแต่ร้านค้าปลอดภาษีไปจนถึงร้านสะดวกซื้อและร้านกาแฟ
  • ครอบคลุมการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า ตั๋วเครื่องบิน ห้องพักโรงแรม ร้านอาหาร และตั๋วเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว
  • ยอดใช้จ่ายต่อคนในสิงคโปร์เพิ่มขึ้น 3.4 เท่าจากปีที่แล้ว ส่วนในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 2.4 เท่าจากปีที่แล้ว ผู้ใช้ใช้จ่ายผ่านอาลีเพย์เพิ่มขึ้นอย่างมากในภูมิภาคนี้
  • ผู้ใช้ที่เกิดในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 คิดเป็นสัดส่วน 84% ของผู้ใช้ทั้งหมด
  • ผู้ใช้ได้ใช้อี-คูปองกว่า 1.2 ล้านใบในอาลีเพย์
  • กว่า 200,000 คูปองจากประเทศที่กล่าวถึงข้างต้น (ไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย) ถูกนำไปใช้กว่า 60% ในช่วง Golden Week

สรุป

สำหรับประเทศไทย เป็นประเทศที่มีคนจีนมาเที่ยวเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว ประมาณ 8 ล้านคนในปีที่ผ่านมา และมีการใช้งาน Alipay อยู่พอสมควรในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่, ภูเก็ต ดังนั้น  ตัวเลขการเติบโตของไทยอาจจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ และการใช้งาน Alipay มีในทุกรูปแบบ ทั้งที่พัก ร้านค้าปลอดภาษี หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อ และ ร้านกาแฟ ดังนั้นร้านไหนที่มีเป้าหมายเป็นลูกค้าคนจีน การรองรับระบบ Alipay คือโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญ

*หมายเหตุ: การเปรียบเทียบทั้งหมดเป็นแบบปีต่อปี (Year-on-Year) โดยเทียบกับช่วงวันหยุด Golden Week ตามปกติ 7 วันของปีที่แล้ว นอกเสียจากว่าจะระบุเป็นอย่างอื่น ตัวเลขการใช้จ่ายอ้างถึงธุรกรรมในร้านค้าอย่างเฉพาะเจาะจง นอกเสียจากว่าจะระบุเป็นอย่างอื่น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alipay-golden-week-in-other-country/

อีคอมเมิร์ซบูม คนเดินช้อปปิ้งน้อยลง เป็นเหตุให้สินทรัพย์ของ Donald Trump ในนิวยอร์คมูลค่าร่วงหนัก

ปัจจุบัน การเติบโตของอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ในสหรัฐฯ ก็ทำให้ค้าปลีกตามยุคเดิมต้องซบเซาลง และแน่นอนมันส่งผลกระทบถึงมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเมืองนิวยอร์คที่ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีสินทรัพย์จำนวนมาก

Trump Tower ภาพจากเว็บไซต์ trumptowerny.com

จากรายงานใน Forbes 400 List เผยว่า สินทรัพย์โดยรวมของประธานาธิบดี Trump ในปีนี้มีมูลค่าลดลงมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในเมืองนิวยอร์คซิตี้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

Forbes รายงานว่า สินทรัพย์สุทธิของประธานาธิบดีนั้นอยู่ที่ 3,100 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วที่ 3,700 ล้านดอลลาร์ลงมาก ทำให้อันดับความมั่งคั่งของเขาลดลงไปอยู่ที่อันดับ 248 จากเดิมที่อันดับ 156 ซึ่งทางนิตยสารได้กล่าวว่า มูลค่าของสินทรัพย์ในแมนฮัตตันของ Trump โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่อยู่ในหรืออยู่ใกล้ ๆ ย่าน Fifth Avenue ได้มีมูลค่าลดลงมาก คิดเป็นมูลค่าที่ลดลงสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์

Kerry Dolan จากนิตยสาร Forbes ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว CNN ว่าส่วนใหญ่มูลค่าสินทรัพย์ที่ลดนั้นมีต้นเหตุจาก Amazon โดยอ้างอิงจากสัญญาเช่า Niketown และอาคาร Trump Tower ซึ่ง Dolan บอกว่าธุรกิจค้าปลีกกำลังซบเซาแม้จะเป็นฝั่งสินค้าไฮเอนด์ก็ตาม

ทั้งนี้ การที่ยังไม่มีรายงานข้อมูลโดยตรงออกมาจากประธานาธิบดี Trump ก็เป็นเรื่องยากที่จะเห็นรายละเอียดทั้งหมดของสินทรัพย์ แต่ Dolan ก็ค่อนข้างมั่นใจในข้อมูลของ Forbes เนื่องจากการทำรายงานนั้นได้สัมภาษณ์โบรกเกอร์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีความคุ้นเคยเกี่ยวกับสินทรัพย์เป็นอย่างดีจำนวนมาก โดยเฉพาะในแมนฮัตตัน

นอกจากพื้นที่ค้าปลีกและในนิวยอร์คแล้ว อสังหาริมทรัพย์ที่ Donald Trump ถือครองอยู่ยังมี Trump International Hotel ซึ่งจากการหาข้อมูลจากที่ปรึกษาทางการเงินของ Trump พบว่าโรงแรมนี้ได้ปรับปรุงโดยกู้เงิน 170 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นแม้ว่าโรงแรมจะสามารถไปได้ด้วยดี แต่สินทรัพย์โดยรวมก็ยังคงร่วงลงอยู่ดี

ส่วนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากค้าปลีกสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตก็คือ Jeff Bezos ซีอีโอของ Amazon ซึ่งปัจจุบันครองอันดับสองของผู้ร่ำรวยที่สุดในนิตยสาร Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 81,500 ล้านดอลลาร์

ที่มา – Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ecommerce-rival-disrupt-donald-trump-real-estate-value/

สนุกแน่! JD.com ผนึกกำลังสู้ Alibaba ดึง Tencent กับ Wal-Mart แบ่งข้อมูล แชร์คลังสินค้า

เมื่อเป็นรอง ต้องหาพันธมิตร JD.com ร่วมมือกับ Tencent และ Wal-Mart เอาทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาเป็นพรรคพวก เพื่อสู้กับ Alibaba คู่แข่งเบอร์หนึ่งและเป็นรายใหญ่ของจีน สนุกแน่ โดยเฉพาะวันคนโสดจีนที่จะมาถึงนี้

Photo: flickr.com by Daniel Cukier

สู้คนเดียวไม่ไหว JD.com ผนึกพันธมิตรสายออนไลน์-ออฟไลน์ มาสู้ Alibaba

ก่อนที่วันคนโสด (11 พฤศจิกายน) วันช้อปปิ้งอันยิ่งใหญ่ของจีนจะมาถึงในเร็ววันนี้ อีคอมเมิร์ซอันดับ 2 จองจีนอย่าง JD.com พร้อมสู้กับเบอร์หนึ่ง Alibaba ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรมาสู้ คือ Tencent และ Wal-Mart 

การร่วมมือครั้งนี้ทั้ง JD.com จะแลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้ากับ Tencent โดยจะรวบรวมดูประวัติการซื้อสินค้าของลูกค้าใน WeChat ที่ Tencent เป็นเจ้าของ แล้วใช้ AI วิเคราะห์ว่าลูกค้าคนนั้นจะสนใจสินค้าตัวไหนบ้าง ทำให้ผู้จัดจำหน่ายโปรโมทสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ตรงจุดมากขึ้น

การจับมือกับ Tencent มีข้อดีคือ WeChat มีผู้ใช้งานทั่วจีนกว่า 900 ล้านคน WeChatPay จึงกลายเป็น mobile payment ที่ใหญ่ที่สุดของจีน การผนึกกำลังสู้ Alibaba จึงน่าสนใจมากกขึ้น อีกอย่าง Tencent ก็มีหุ้นใน JD.com ถึง 20% อีกด้วย

ส่วนทางด้าน Wal-Mart นั้น JD.com ได้มีการจับมือแชร์คลังสินค้าร่วมกันมาแล้วก่อนหน้า โดยข้อเสนอคือ จะให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกของ Wal-Mart ในการซื้อสินค้าผ่าน JD.com เช่น ส่วนลด และโปรโมชั่นอื่นๆ หน้าร้านออฟไลน์ก็ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะคนจีนยังเดิน เพียงแต่ต้องเสริมโปรโมชั่นเข้าไป

news.walmart.com

คู่แข่งผนึกกำลังพร้อมสู้เต็มที่  Alibaba ว่าไง?

อันดับแรกเทียบตัวเลขกันก่อน ค้าปลีกจีนที่ขายบนออนไลน์ในปี 2016 ทั้งตลาดมี 15% เท่านั้น (ที่บอกกันว่าอีคอมเมิร์ซแข่งกันหนัก คือแข่งกันแย่ง 15% ของยอดขายปลีกทั้งหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าจีนมีประชากรเฉียด 1.4 พันล้านคน) เพิ่มขึ้นมาจากยอดขายอีคอมเมิร์ซในปี 2011 ที่มีเพียง 4%

โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ 2017 ส่วนแบ่งอีคอมเมิร์ซในตลาดทั้งหมดเป็นของเบอร์หนึ่ง Alibaba ถึง 57% ส่วนเบอร์สองอย่าง JD.com ตามมาที่ 27% 

ด้วยความเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซ Alibaba ก็ลุยออนไลน์อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะล่าสุดก็ทำ supermarket ชื่อว่า Hema ออกมาเล่นในจีนเหมือนกัน เป็นร้านขายปลีก แต่สามารถเข้าไปนั่งทานอาหารสดได้ มีบริการส่งของชำออนไลน์ภายใน 30 นาทีอีกด้วย ตอนนี้มีทั้งหมด 20 สาขาในจีน

Jack ma @Hema Photo: Alizila

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-com-fight-alibaba-with-partners/

กลายร่าง! บัตรแมงมุม แปรสภาพเป็น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และยังใช้ขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้

กรมบัญชีกลาง ได้จัดส่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรแมงมุม ไปให้หน่วยรับลงทะเบียน 7 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรสาคร

แปลว่า บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใน 7 จังหวัดดังกล่าว ได้กลายเป็น บัตรแมงมุม ใช้เป็นบัตรตั๋วร่วม ที่คาดว่าจะสามารถใช้ขึ้นรถประจำทาง หรือ รถเมล์ที่ติดตั้งเครื่องอ่านตั๋ว e-Ticket จำนวน 800 คัน ในวันที่ 1 พ.ย. ต่อเนื่องจากนโยบายรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนที่จะหมดในเดือน ต.ค. นี้

อย่างไรก็ตาม บัตรแมงมุมยังไม่สามารถใช้งานกับรถไฟฟ้าทั้ง BTS MRT และ Airpot Link ได้ โดยยังอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบขายตั๋วให้รองรับบัตรแมงมุม โดยการปรับปรุงระบบนี้ดำเนินการมาหลายปี และมีการเลื่อนเปิดตัวบัตรแมงมุมมาหลายครั้ง

ครั้งนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณกลางปี 2561 ซึ่งต้องรอลุ้นว่าบัตรแมงมุม จะใช้กับ BTS MRT และ Airport Link ได้หรือไม่ ซึ่งมีข่าวลือว่าสุดท้ายจะยังไม่ใช่ตั๋วร่วม แต่เป็น ตั๋วต่อ คือใบเดียวใช้เข้าออกทั้ง 3 บริการ แต่ยังต้องเข้า-ออกตามปกติ แต่สะดวกขึ้นไม่ต้องพกบัตรหลายใบ

 

 

ส่วนสาเหตุที่บัตรแมงมุมยังใช้งานไม่ได้ เพราะยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบ โดยการลงนาม MOU 4 ฝ่าย คือ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), BMCL, BTS และ บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม ผู้ให้บริการบัตร Rabbit ซึ่งเป็นระบบบัตรของ BTS ในปัจจุบัน

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/spider-card/

บทสรุป PromptPay นโยบาย National e-Payment และอนาคตที่จะเกิดขึ้น (1)

นับกันจริงๆ PromptPay หรือเดิมเรียกกันว่า Any ID คือการโอนเงินผ่าน หมายเลขโทรศัพท์ หรือ หมายเลขบัตรประชาชน (และอนาคตจะมีหมายเลขอื่นๆ ตามมาเพิ่ม) ที่นับเวลาเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 ถึงเวลานี้ก็ผ่านมาเกือบปี สร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเงินการธนาคารอย่างยิ่ง

Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท อดีตผู้บริหาร mPay ของ AIS ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย และมีส่วนพัฒนา National e-Payment ครั้งนี้ จะมาไขอดีต วิเคราะห์ปัจจุบัน และมองอนาคตนโยบายนี้ กันแบบเข้าใจง่าย

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท

ใช้ e-Payment ลดต้นทุนบริหารเงินสด

  • e-Payment คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจ่ายเงิน เปลี่ยนจาก “เงินสด” เป็นการจ่ายผ่านดิจิทัล และเริ่มมีการนำ QR Code มาใช้ ซึ่งยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้ LINE ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการสแกน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี ระหว่าง QR Code กับ NFC หรือ Near-field communication ตอนนั้นอุตสาหกรรมก็เลือก NFC (ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ QR Code ในที่สุด)
  • ทำไมต้อง e-Payment ต้องบอกว่า e-Payment เป็นการจ่ายเงินแบบดิจิทัล โดยแหล่งเงินจะมาจาก บัญชีธนาคาร, บัตรเครดิต/เดบิต หรือ e-Wallet ก็ได้ ขอแค่มีการยืนยันตัวตน เช่น ลายนิ้วมือ, รหัส PIN หรือ ลายเซ็น
  • การจ่ายแบบ e-Payment เกิดจากความต้องการลดต้นทุนการจัดการเงินสด ซึ่งปกติมีต้นทุนประมาณ 2% หากใช้ระบบ e-Payment จะลดลงได้ต่ำกว่า 1% ซึ่งหลายคนคิดว่า ใช้เงินสดไม่เห็นมีต้นทุนอะไรเลย แต่ความจริง 1 ใน 3 ของต้นทุนอยู่ที่ ธนาคาร (ดูแลเงิน-ขนไปตู้ ATM-คนกดเงินซื้อของ-ร้านค้าเอาเงินไปฝาก-ขนเงินมาตู้ ATM) อีก 1 ใน 3 อยู่ที่ ร้านค้า ที่ต้องดูแลเงินสด และ 1 ใน 3 สุดท้ายคือ รัฐบาลกับแบงค์ชาติ ที่ใช้ภาษีในการบริหารจัดการ สุดท้ายคือ ตัวเราเอง ที่ต้องพกเงินสด
  • สรุป มีต้นทุนโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัว แต่ถ้าใช้ e-Payment คนสามารถจ่ายเงินดิจิทัล เงินวิ่งจากบัญชีธนาคารไปที่ร้านค้าโดยตรง ร้านค้าก็เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเช่นกัน ขั้นตอนหายไปเยอะมาก

ลดการใช้เงินสด เพิ่มการใช้ e-Payment ในไทย

  • ข้อมูลการใช้เงินสด และระบบ e-Payment ในประเทศไทยไม่เคยมีการจัดเก็บอย่างชัดเจน ในต่างประเทศส่วนหนึ่งเก็บจากข้อมูลภาษี แต่ประเทศไทยทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก VISA พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าธุรกรรมเงินสด 70% มูลค่าธุรกรรมดิจิทัล 30% (วัดจาก Value)
  • ส่วน Mastercard พบว่า การทำธุรกรรมดิจิทัลมีสัดส่วนประมาณ 2% ส่วนธุรกรรมเงินสด 98% (วัดจากจำนวนธุรกรรม) เพราะมีการซื้อขายเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมหาศาลที่ใช้จ่ายผ่านเงินสด
  • ขณะที่สัดส่วนการใช้ Mobile Banking ในประเทศไทยต่อประชากร อยู่ที่ประมาณ 42% (ข้อมูลจาก Financial Brand ปี 2015) ก็คิดได้ว่า ประเทศไทยน่าจะมีการใช้งาน e-Payment มากขึ้น จึงเกิดเป็นนโยบาย National e-Payment และ PromptPay ขึ้น

3 ประสานผลักดัน PromptPay

  • จากที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงว่าต้องการให้มีการใช้ e-Payment ในไทยมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนเงินสด และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้จ่าย โดย 3 ฝ่ายหลักที่ผลักดันเรื่องนี้คือ
  • 1 ฝ่าย Business หรือ ธนาคาร ที่ต้องการลดต้นทุนเงินสด ดังนั้นการที่ PromptPay สามารถโอนเงินหากันได้โดยคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก (ตอนนี้มีโปรโมชั่นงดเก็บค่าธรรมเนียม) หลายคนคิดว่า รายได้แบงค์จะหายไป เพราะเดิมเคยเก็บค่าโอนเงินหลายสิบบาท
  • คำตอบคือ แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมจะลดลง แต่แบงค์เห็นโอกาสในการลดต้นทุนได้มหาศาล ทั้งการบริหารจัดการเงินสดดังที่กล่าวไปแล้ว รู้หรือไม่ว่า ค่าเช่าที่ในการวางตู้ ATM ในห้างสรรพสินค้า ตร.ม. ละ 20,000 – 100,000 บาท ต่อเครื่อง ถ้าการใช้เงินสดลดลง ก็ลดจำนวนตู้ ATM และย้ายไปไหวในพื้นที่อื่น ลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล

  • 2 ฝ่ายเทคโนโลยี คือ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการโอนเงิน และผู้ที่นำมาใช้คือ FinTech ที่เน้นเรื่อง Micro Payment หรือการโอนจ่ายมูลค่าต่ำๆ ซึ่งเดิมธนาคารไม่ได้สนใจ แต่ FinTech สนใจมาก และสามารถตอบความต้องการผู้ใช้ทั่วไปได้ดี เช่น TrueMoney จ่ายเงินใน 7-ELEVEN ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเศษเงินทอน เพราะจ่ายด้วย e-Wallet สะดวกดี
  • 3 หน่วยงานกำกับดูแล หรือ แบงค์ชาติ ที่นอกจากต้องการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด และต้องการผลักดันให้หน่วยงานรัฐทั้งหมด รับชำระเงินแบบอิเล็กรอนิกส์เท่านั้น ยิ่งลดการใช้เงินสดได้มาก ยิ่งลดการคอรัปชั่นลง เพราะเงินทุกอย่างจ่ายเข้าระบบดิจิทัลทั้งหมด
  • ความเข้าใจผิดว่า PromptPay จะทำให้ภาครัฐเก็บภาษีได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป แต่เกิดกับนิติบุคคลเป็นหลัก หรือเรียกว่าระบบ e-Tax คือ บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ รับ-จ่ายเงินแบบดิจิทัลทั้งหมด และให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเข้าธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนด้านภาษี บริษัทต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาทำภาษีอีก เพราะระบบมีการหักภาษีต่างๆ ทางดิจิทัลทันที (แต่ต้องทำบัญชีมาบาลานซ์เช็คความถูกต้อง) แต่เรื่องนี้ยังใช้เวลาอีกหลายปี

นี่คือส่วนหนึ่งของ National e-Payment และ PromptPay เท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องการความกระจ่างชัด เช่น PromptPay เกี่ยวอะไรกับภาษีหรือไม่, ความเข้าใจผิดว่า สมัคร PromptPay แล้วรัฐจะรู้รายได้ของเรา ทั้งที่ PromptPay เป็นบริการรับเงิน, ทำไมบัตรเดบิต (Debit Card) ที่ทำได้มากกว่าแค่กดเงินสดจาก ATM ถึงไม่นิยมในไทย, อนาคตการทำ ATM White Label ในไทย และ เฟสต่อไปของ PromptPay ที่ต่อยอดไปสู่ Bill Payment และ Request to Pay

โปรดติดตามในตอนที่ 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/promptpay-national-e-payment/

บทสรุป PromptPay อนาคตที่จะเกิดขึ้น ผลกระทบที่ทุกคนต้องรู้ (1)

นับกันจริงๆ PromptPay หรือเดิมเรียกกันว่า Any ID คือการโอนเงินผ่าน หมายเลขโทรศัพท์ หรือ หมายเลขบัตรประชาชน (และอนาคตจะมีหมายเลขอื่นๆ ตามมาเพิ่ม) ที่นับเวลาเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 ถึงเวลานี้ก็ผ่านมาเกือบปี สร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเงินการธนาคารอย่างยิ่ง

Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท อดีตผู้บริหาร mPay ของ AIS ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย และมีส่วนพัฒนา National e-Payment ครั้งนี้ จะมาไขอดีต วิเคราะห์ปัจจุบัน และมองอนาคตนโยบายนี้ กันแบบเข้าใจง่าย

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท

ใช้ e-Payment ลดต้นทุนบริหารเงินสด

  • e-Payment คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจ่ายเงิน เปลี่ยนจาก “เงินสด” เป็นการจ่ายผ่านดิจิทัล และเริ่มมีการนำ QR Code มาใช้ ซึ่งยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้ LINE ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการสแกน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี ระหว่าง QR Code กับ NFC หรือ Near-field communication ตอนนั้นอุตสาหกรรมก็เลือก NFC (ก่อนที่ปัจจุบันจะเปลี่ยนมาใช้ QR Code กันหมด)
  • การจ่ายแบบ e-Payment เกิดจากความต้องการลดต้นทุนการจัดการเงินสด ซึ่งปกติมีต้นทุนประมาณ 2% หากใช้ระบบ e-Payment จะลดลงได้ต่ำกว่า 1% ซึ่งหลายคนคิดว่า ใช้เงินสดไม่เห็นมีต้นทุนอะไรเลย
  • แต่ความจริง 1 ใน 3 ของต้นทุนอยู่ที่ ธนาคาร ตั้งแต่การดูแลเงิน-ขนไปตู้ ATM-คนกดเงินซื้อของ-ร้านค้าเอาเงินไปฝาก-ขนเงินมาตู้ ATM อีก 1 ใน 3 อยู่ที่ ร้านค้า ที่ต้องดูแลเงินสด เงินหายบ้างขาดบ้าง ตรวจสอบยาก และ 1 ใน 3 สุดท้ายคือ รัฐบาลกับแบงค์ชาติ ที่ใช้ภาษีในการบริหารจัดการ รวมถึง ตัวเราเอง ที่ต้องพกเงินสด
  • สรุป มีต้นทุนโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัว แต่ถ้าใช้ e-Payment คนสามารถจ่ายเงินดิจิทัล เงินวิ่งจากบัญชีธนาคารไปที่ร้านค้าโดยตรง ร้านค้าก็เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเช่นกัน ขั้นตอนหายไปเยอะ ต้นทุนก็หายไปเช่นกัน

ลดการใช้เงินสด เพิ่มการใช้ e-Payment

  • ข้อมูลการใช้เงินสด และระบบ e-Payment ในประเทศไทยไม่เคยมีการจัดเก็บอย่างเป็นทางการ ในต่างประเทศส่วนหนึ่งเก็บจากข้อมูลภาษี แต่ประเทศไทยทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก VISA พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าธุรกรรมเงินสด 70% มูลค่าธุรกรรมดิจิทัล 30% (วัดจาก Value)
  • ส่วน Mastercard พบว่า การทำธุรกรรมดิจิทัลมีสัดส่วนประมาณ 2% ส่วนธุรกรรมเงินสด 98% (วัดจากจำนวนธุรกรรม) เพราะมีการซื้อขายเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมหาศาลที่ใช้จ่ายผ่านเงินสด
  • ขณะที่สัดส่วนการใช้ Mobile Banking ในประเทศไทยต่อประชากร อยู่ที่ประมาณ 42% (ข้อมูลจาก Financial Brand ปี 2015) ก็คิดได้ว่า ประเทศไทยน่าจะมีการใช้งาน e-Payment มากขึ้น จึงเกิดเป็นนโยบาย National e-Payment และ PromptPay ขึ้น

3 ประสานผลักดัน PromptPay

  • จากที่กล่าวมาทั้งหมด มีความต้องการให้เกิดการใช้ e-Payment ในไทยมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนเงินสด และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้จ่าย โดย 3 ฝ่ายหลักที่ผลักดันเรื่องนี้ อย่างเต็มที่ คือ
  • 1 ฝ่าย Business หรือ ธนาคาร ที่ต้องการลดต้นทุนเงินสด ดังนั้นการที่ PromptPay สามารถโอนเงินหากันได้โดยคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก (ตอนนี้มีโปรโมชั่นงดเก็บค่าธรรมเนียม) หลายคนคิดว่า รายได้แบงค์จะหายไป เพราะเดิมเคยเก็บค่าโอนเงินหลายสิบบาท
  • คำตอบคือ แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมจะลดลง แต่แบงค์เห็นโอกาสในการลดต้นทุนได้มหาศาล ทั้งการบริหารจัดการเงินสดที่จะลดลง ดังที่กล่าวไปแล้ว และ รู้หรือไม่ว่า ค่าเช่าที่ในการวางตู้ ATM ในห้างสรรพสินค้า ตร.ม. ละ 20,000 – 100,000 บาท ต่อเครื่อง (ขึ้นกับแต่ละห้าง) ถ้าการใช้เงินสดลดลง ก็ลดการใช้ตู้ ATM และสามารถย้ายตู้ ATM ไปไหวในพื้นที่อื่น ลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล
  • ธนาคาร จึงมองเรื่องนี้เป็นการลงทุนเพื่อโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

  • 2 ฝ่ายเทคโนโลยี คือ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ทางการเงิน และผู้ที่นำมาใช้คือ FinTech หนึ่งในนั้นคือ Micro Payment หรือการโอนจ่ายมูลค่าต่ำๆ ซึ่งเดิมธนาคารไม่ได้สนใจ แต่ FinTech สนใจมาก และสามารถตอบความต้องการผู้ใช้ทั่วไปได้ดี เช่น TrueMoney จ่ายเงินใน 7-ELEVEN ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเศษเงินทอน เพราะจ่ายด้วย e-Wallet สะดวกดี
  • แต่ด้วยระบบ PromptPay ต่อไปไม่ว่าแหล่งเงินจะมาจากที่ใด (บัญชีธนาคาร, e-Wallet หรือบัตรเครดิต/เดบิต) ก็จ่ายเงินได้หมด
  • 3 หน่วยงานกำกับดูแล หรือ แบงค์ชาติ ที่นอกจากต้องการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดของประเทศ ยังต้องการผลักดันให้หน่วยงานรัฐทั้งหมด รับชำระเงินแบบอิเล็กรอนิกส์เท่านั้น เพราะยิ่งลดการใช้เงินสดได้มาก ยิ่งลดการคอรัปชั่นลง เพราะเงินทุกอย่างจ่ายเข้าระบบดิจิทัลทั้งหมด
  • ความเข้าใจผิดว่า PromptPay จะทำให้ภาครัฐเก็บภาษีได้นั้น จะเกิดกับนิติบุคคลเป็นหลัก หรือเรียกว่าระบบ e-Tax คือ บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ รับ-จ่ายเงินแบบดิจิทัลทั้งหมด และให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเข้าธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนด้านภาษี บริษัทต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาทำภาษีอีก เพราะระบบมีการหักภาษีต่างๆ ทางดิจิทัลทันที (แต่ต้องทำบัญชีมาบาลานซ์เช็คความถูกต้อง) และธนาคารนำส่งภาษีเข้ารัฐโดยตรง แต่เรื่องนี้ยังใช้เวลาอีกหลายปี

นี่เป็นตอนแรก ของ National e-Payment และ PromptPay เท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องการความกระจ่างชัด เช่น ความเข้าใจผิดว่า สมัคร PromptPay แล้วรัฐจะรู้รายได้ของเรา ทั้งที่ PromptPay เป็นบริการรับเงิน, ทำไมบัตรเดบิต (Debit Card) ที่ทำได้มากกว่าแค่กดเงินสดจาก ATM ถึงไม่นิยมในไทย, อนาคตการทำ ATM White Label ในไทย และ เฟสต่อไปของ PromptPay ที่ต่อยอดไปสู่ Bill Payment และ Request to Pay

โปรดติดตามในตอนที่ 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/promptpay-national-e-payment-part1/