คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

อีกขั้นความบันเทิง! พันธมิตร Renault-Nissan ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในรถยนต์รุ่นใหม่

เมื่อระบบปฏิบัติการ Android นั้นรวมความบันเทิง และบริการต่างๆ ไว้มากมาย จึงไม่แปลกที่กลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan จะเลือกติดตั้งระบบปฏิบัติการดังกล่าวในรถยนต์รุ่นใหม่ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป

ระบบปฏิบัติการ Android ในรถยนต์

ยกระดับความบันเทิงในยานยนต์

เสื่อบันเทิงในรถยนต์ในอดีตนั้นก็ไล่มาตั้งแต่วิทยุ, การฟังเพลงผ่านซีดี หรือไฟล์เพลง ไล่มาจนถึงการรับชมภาพยนตร์ และการเชื่อมต่อกับ Smartphone แต่มันจะดีกว่าหรือไม่ถ้ารถยนต์สามารถเป็นได้เหมือนกับ Smartphone เครื่องหนึ่ง และนั่นมันกำลังจะเกิดขึ้นจริงแล้ว

เพราะล่าสุดกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi ตัดสินใจทำสัญญากับทางบริษัทแม่ของ Google อย่าง Alphabet เพื่อขอติดตั้ระบบปฏิบัติการ Android ในรถยนต์รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป เพื่อยกระดับความบันเทิงภายในรถยนต์ไปอีกขั้น

สำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android ในรถยนต์นั้น นอกจากมี Application อย่าง Maps และ Assistant ที่ใช้เป็นประจำแล้ว ยังสามารถติดตั้ง Application หลายพันตัวจาก Google Play ได้อีกด้วย ถือเป็นการก้าวขึ้นไปอีกระดับ เพราะก่อนหน้านี้ Volvo ก็เคยติดตั้ง Android Auto ในรถยนต์แล้ว แต่ครั้งนี้มันทำอะไรได้เยอะกว่า

Hadi Zablit รองผู้อำนวยการอาวุโสด้านการพัฒนาธุรกิจของกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi เล่าให้ฟังว่า ความบันเทิงทุกอย่างจะถูกเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่าง Smartphone กับรถยนต์ ที่สำคัญบริษัทมีการพัฒนาระบบคลาวด์ของตัวเองขึ้นมาเพื่ออัพเดทระบบ และทำให้การเชื่อมต่อนั้นสมบูรณ์แบบมากขึ้น

ภายในของ Mercedes-Benz ที่ติดตั้งระบบความบันเทิงที่พัฒนาขึ้นเอง

ในทางกลับกันแบรนด์รถยนต์หรูเช่น Mercedes-Benz กับ BMW ต่างเลือกพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเอง รวมถึงบริการต่างๆ เช่น Vocal Assistant ประกอบกับรถยนต์ส่วนใหญ่ในตลาดตอนนี้ก็ใช้ระบบปฏิบัติการจาก Linux, Microsoft หรือ QNX เพื่อควบคุมสื่อบันเทิง เพราะต้นทุนที่ถูก แต่ก็ปรับแต่งอะไรไม่ได้มากนัก

สรุป

การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Android ลงไปในรถยนต์นั้นถือเป็นการปฏิวัติวงการยานยนต์เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อรถยนต์ทำได้เหมือน Smartphone ก็คงมีอะไรล้ำๆ เกิดขึ้นแน่นอน แต่มันคงไม่ดีกับ Supplier ที่ขายอุปกรณ์เหล่านี้ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะคนทำแผนที่ GPS เพราะมันก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว

อ้างอิง // Reuters, Renault

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/renault-nissan-and-android/

Advertisements

เปิดมุมมองคนโฆษณา “ทำโฆษณาแบบไม่ขายของ… เวิร์กจริงหรือ?”

เปิดแนวคิด และมุมของของเหล่าคนทำโฆษณาในฐานะเอเยนซี่ และเจ้าของแบรนด์ ถึงประเด็นการทำโฆษณาแบบไม่ขายของ หรือช่วยเหลือสังคม เวิร์กหรือไม่ แล้วแบรนด์จะต้องทำอย่างไรบ้าง

โฆษณาต้องขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้น

ต้องบอกว่าในยุคนี้ทิศทางของวงการโฆษณามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะมีสิ่งที่ดึงความสนใจผู้บริโภคอยู่รอบด้าน นักการตลาดจำเป็นต้องมีวิธีการสื่อสารใหม่ๆ ที่จะสามารถหยุดนิ้วโป้งจากการไถนิ้วมือบนจอสมาร์ทโฟนได้

ในช่วงหลายปีมานี้เริ่มเห็นเทรนด์ของการทำโฆษณาในรูปแบบของอีโมชันนอลมากขึ้น หรือจะเรียกว่าโฆษณาแบบไม่ขายของโดยตรง แต่เป็นการสร้างสตอรี่ หรือเรื่องสั้นบางอย่าง หรืออาจจะเป็นการหยิบยกประเด็นต่างๆ ในสังคมมาเล่าด้วยก็ได้

การทำโฆษณาในรูปแบบนี้เหมือนเป็นการทำ Branded Content ที่อาจจะไม่มีการพูดถึงแบรนด์เลย แล้วมีการปิดท้ายด้วยโลโก้ของแบรนด์เลยทีเดียวตอนจบ เนื้อหาเริ่มมีความหลากหลายขึ้นไม่ได้แค่จำกัดแค่ดราม่าเรียกน้ำตา แต่มีเรื่องราวตลกเข้ามาอีกด้วย

ถ้าถามว่าโฆษณารูปแบบนี้จะได้ผลจริงหรือไม่ แล้วแบรนด์จะได้อะไร เพราะไม่ใช่โฆษณาที่ขายของโดยตรงที่มีจุดประสงค์ที่ต้องการกระตุ้นยอดขาย

ทั้งนี้ภายในงานเสวนา “โฆษณาไม่ขายของ………..อย่างเดียว” โดยสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ผู้จัดงาน Adman Awards & Symposium 2018 ได้หยิบยกประเด็นนี้มาพูดถึงทิศทางของการทำโฆษณาแบบไม่ขายของ พร้อมกับมุมมองของนักโฆษณาในฐานะเอเยนซี่ และเจ้าของแบรนด์

ปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานคณะดำเนินงาน แอดแมน อวอร์ดส แอนด์ ซิมโปเซียม 2018 กล่าวว่า

“ในปีนี้มีแนวคิด Creativity For Sharing หรือ ความคิดสร้างสรรค์เพื่อแบ่งปันสู่สังคม เป็นการกล่าวถึงความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่จิตสำนึกที่นักโฆษณาต้องมี แม้ในอดีตจะมีความเข้าใจว่าโฆษณานั้นถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดหรือเพื่อขายสินค้าเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีเอเจนซี่หลายแห่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ชิ้นงานที่เป็นมากกว่าการขายของนั้นก็ประสบความสำเร็จและสามารถสร้างยอดขายให้กับสินค้าได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากในปัจจุบันผู้บริโภคมีมุมมองและการรับรู้ต่อสินค้ามากไปกว่าประโยชน์ของสินค้าที่ตนเองจะได้รับ แต่เป็นประโยชน์ของสินค้า และคุณค่าที่มีต่อสังคม”

ทางด้าน กรณ์ เทพินทราภิรักษ์ อดีตผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสร้างสรรค์ Ogilvy & Mather มองว่า

“ในการคิดงานแต่ละครั้งจะมีการสอดแทรกแนวคิดดีๆ เพื่อเตือนสติให้กับสังคม พร้อมสร้างแบรนด์ไปด้วย จริงๆ แล้วลูกค้าทุกรายมีความปรารถนาดีต่อสังคม หน้าที่ของครีเอทีฟคือทำได้ดีที่สุด ด้วยการทำ Value Added ให้เป็นมากกว่าหนังโฆษณา ต้องเป็นข่าวสารเพื่อคนดู ต้องเคารพผู้บริโภค สตอรี่มีการถกเถียงกันได้ ซึ่งโฆษณาต้องสามารถขับเคลื่อนสังคม สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคม ทำโฆษณาด้วยความรู้สึกว่าอยากทำให้ดีที่สุด ถ้ายกจิตวิญญาณคนให้สูงขึ้นได้ก็เวิร์กแล้ว แม้จะไม่ใช่แคมเปญใหญ่ก็ตาม”

แบรนด์ไทยลงทุน CSR 5% ของเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมด

ถ้าดูเรื่องงบลงทุนในการสร้างแบรนด์ของแบรนด์ไทยนั้น พบว่ามีการประเมินว่ามีสัดส่วนเพียง 5% จากงบโฆษณารวมกว่าแสนล้านบาทที่เป็นการโฆษณาในรูปแบบ CSR ซึ่งยังมีโอกาสอีกมากที่โฆษณาอื่นๆ จะขึ้นมาทำเพื่อสังคมบ้าง

กิตติ ไชยพร Founder & Creative, Mana มองว่า

“โฆษณาเป็นช่องทางที่มีพลัง เพราะคนเห็นทุกวัน เห็นตลอดเวลา พอเป็นสื่อที่มีพาวเวอร์มากๆ มันก็น่าเสียดายถ้าถูกปล่อยแบบไม่ดี กลายเป็นเป็นความท้าทายของครีเอทีฟที่ต้องแอบใส่อะไรบางอย่าง หรือแมสเสจบางอย่างเพื่อสื่อกับผู้บริโภค

แต่ก่อนไม่ค่อยเห็นโฆษณาเพื่อสังคมจริงๆ เห็นโฆษณาขายของแบบตรงๆ ทำให้งบโฆษณาด้าน CSR เพื่อสังคมมีสัดส่วน 5% ของเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมด เท่ากับว่าอีก 95% เป็นโฆษณาขายของปกติ มันน่าเสียดายถ้าปล่อยออกไปไม่มีพลัง”

กิตติยังเสริมอีกว่า จริงๆ แบรนด์ก็ไม่ได้มีโจทย์ว่าจะต้องทำโฆษณาเพื่อสังคมเสมอไป อาจจะมีโจทย์มาแบบขายของเลย เพียงแต่มีการตีความแล้วใส่อะไรให้มากกว่าการขายของ มีการหยิบประเด็นทางสังคมมาเล่นก็ได้

โดยหลักการคิดงานของกิตติจะคิดถึงคน 3 คนเป็นหลัก ได้แก่ 1. เจ้าของสินค้า ต้องทำหน้าที่ให้คนๆ เข้าถึงผู้บริโภคให้ได้ 2. กลุ่มเป้าหมายโดยตรงของสินค้า และ 3. คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่ได้เห็นโฆษณาตามที่ต่างๆ ซึ่งไอเดียต้องตอบโจทย์คนทั้ง 3 กลุ่มนี้ให้ได้

ทำโฆษณาเพื่อสังคมก็เหมือนการจีบหญิง ต้องจริงใจ และทำไปเรื่อยๆ

ทางด้านมุมมองของคนทำแบรนด์ หรือเจ้าของแบรนด์ที่ทำโฆษณานั้น พบว่ามีทิศทางในการทำโฆษณารูปแบบนี้มากขึ้น เพราะเป้นการตอกย้ำจุดยืนของตวัเองให้ชัดเจนมากขึ้น และถือว่าเป็นการตอบแทนสังคมอย่างหนึ่ง แต่ต้องทำด้วยความจริงๆ ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแค่ครั้งเดียวแล้วจบ

ภาณิศา สุวรรณรัตน์ Senior Brand Manager – Dove & Clear Thailand, Unilever

“จริงๆ การการทำโฆษณาเพื่อสังคมไม่จำเป็นจะต้องเป็นประเด็นซีเรียสอย่างเดียวก็ได้ การทำโฆษณาตลกให้คนขำก็ถือว่าเป็นการตอบแทนสังคมเหมือนกัน เพราะตอนนี้ทุกคนอยู่ในภาวะเครียดตอดเวลา รถติด อากาศร้อน การที่แบรนด์ทำโฆษณาแล้วขำ รู้สึกว่าชีวิตก็มีสีสันเหมือนกัน”

ซึ่งงานโฆษณาที่ดีไม่จำเป็นจะต้องยิ่งใหญ่มากก็ได้ แต่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม เป็นการดึงอินไซต์บางอย่างมาทำให้เกิดสัจธรรม หรือให้เกิดความคิดได้ การวัดผลนั้นอาจจะไม่ต้องมียอดขายเพิ่ม แต่ถ้าสามารถแตะเข้าไปในใจคนได้ คนรู้สึกดี มีคอมเม้นเชิงบวกว่าโฆษณาสร้างแรงบันดาลใจให้เขา ให้กำลังใจเขาก็ถือว่าประสบความสำเร็จเช่นกัน

ส่วนประเด็นสำคัญที่หลายคนมองว่า การทำโฆษณาแบบนี้เวิร์กจริงมั้ย ช่วยกระตุ้นยอดขายได้หรือเปล่า?

ภาณิศาบอกว่า แมสเสจที่สื่อสารเพื่อสังคมยังไงก็เพิ่มยอดขายได้ สำคัญคือจุดยืนของแบรนด์ เป็นสารที่ส่งบอกผู้บริโภคได้ แต่ถ้าทำถึงจุดนึงแล้วไม่เพิ่มยอดขาย ให้คิดซะว่าเหมือนการจีบหญิง… อยากได้เขามากน้อยแค่ไหน ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อโชว์ความจริงใจ ต้องทำเรื่อยๆ จนคนเชื่อในจุดยืนว่าแบรนด์นี้มีความจริงใจ มาถึงวันนั้นยอดขายก็ขึ้น ซึ่งมีการพิสูจน์มาแล้วทั้งในไทย และเมืองนอก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/advertising-creative-for-sharing/

เพียงเสี้ยววินาทีก็สำคัญ! รู้จักอุปกรณ์ที่นักกีฬา E-Sport ใช้เพื่อยกระดับการเล่นเกมไปอีกขั้น

ตอนนี้ “เกม” ไม่ได้เล่นแค่เพื่อความสนุกอีกต่อไป เพราะมันคือหนึ่งในกีฬาที่ชื่อว่า E-Sport แถมกำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่ก็เช่นเดียวกับกีฬาอื่นๆ นักกีฬา E-Sport ก็ต้องมีอุปกรณ์ที่ดี แล้วสิ่งนั้นมันคืออะไรบ้างล่ะ?

Gaming Chair // ภาพจาก Flickr ของ Marco Verch

Gaming Chair ที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย

สิ่งแรกที่กล่าวถึงนั้นยังไม่อยากอ้างเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี เพราะนักกีฬา E-Sport เกือบทุกคนต้องนั่งอยู่ที่เดิมอย่างน้อยก็ 30 นาทีขณะทำการแข่งขัน ยิ่งในช่วงฝึกซ้อมก็ต้องนั่งที่เดิมเป็นเวลาหลายชม. ดังนั้นการมีเก้าอี้ดีๆ ที่สามารถรองรับสรีระร่างกายได้อย่างถูกต้องก็น่าจะช่วยเพิ่มความสบาย และทำให้นักกีฬาเหล่านั้นมีสมาธิกับการเล่นเกมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มี Gaming Chair หรือเก้าอี้ที่ออกแบบมาเพื่อใช้นั่งเล่นเกมโดยเฉพาะเป็นจำนวนมาก แถมราคาก็ลดลงมาจนหลายคนเอื้อมถึงได้ง่ายขึ้น

Gaming Headset // ภาพ pixabay.com

Gaming Headset กับการจับทิศทางได้ดีขึ้น

อย่างที่สองที่นักกีฬา E-Sport ทุกคนต้องใช้คือ Gaming Headset เพราะหูฟังธรรมดาอาจถูกออกแบบมาแค่แยกเสียงซ้าย-ขวาจากสื่อที่ส่งออกมา นั้นทำให้นักกีฬาสามารถรับรู้ว่าคู่ต่อสู้จะมาหาแค่สองข้างเท่านั้น แต่ถ้าเป็นชุดหูฟังระดับ Gaming นั้น บางรุ่นสามารถแยกเสียงออกมาได้ถึง 7 ทิศทางเลยทีเดียว ทำให้นักกีฬา E-Sport นั้นเตรียมตัวในการพบกับคู่แข่งได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในเกมประเภท FPS (First-Person Shooting) ที่หากรับรู้ว่าศัตรูอยู่ที่ใดผ่านเสียงที่ได้ยิน ก็จะสร้างความได้เปรียบในเกมเป็นอย่างมาก

Gaming Mouse // ภาพ pixabay.com

Gaming Mouse และการเคลื่อนไหวที่ได้ดั่งใจ

ส่วนสิ่งที่สามนั้นเชื่อว่าหลายคนที่เล่นเกมอยู่คิดว่ามันก็จำเป็นขนาดนั้น นั่นคือ Gaming Mouse เพราะเจ้า Mouse นั้นเกือบทุกคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ต่างใช้เป็น และคนที่เล่นเกมอยู่ก็ใช้ Mouse ธรรมดาในการเล่นได้ แต่ถ้าเป็นการแข่งขัน E-Sport ที่ทุกเสี้ยววินาทีมีค่า ทำให้การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งต้องถูกต้องในทุกจังหวะ ซึ่ง Gaming Mouse สามารถช่วยเหลือเรื่องนี้ได้ ผ่านการตั้งค่าทั้งน้ำหนักในการคลิก, ความละเอียดในการเคลื่อนไหว รวมถึงตั้งค่าคีย์ลัดเพื่อใช้ในแต่ละเกมได้ด้วย

Gaming Keyboard // ภาพ pexels.com

Gaming Keyboard ที่ตั้งค่าได้ทุกปุ่มตามถนัด

ถัดมาคือ Gaming Keyboard ที่น่าจะคล้ายกับกรณีของ Gaming Mouse แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า Keyboard ระดับ Gaming นั้นทำอะไรได้มากกว่า Keyboard ธรรมดาอย่างไร ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือการตั้งค่าปุ่มต่างๆ ได้เกือบทุกปุ่ม เพื่อความถนัดของผู้เล่นแต่ละคน นอกจากนี้ Gaming Keyboard ยังมีหลากหลาย Switch หรือระดับในการกดปุ่ม เพื่อทำให้การกด Key ในแต่ละครั้งทำได้อย่างแม่นยำ และกดติดแน่นอน แถมบางรุ่นยังตั้งค่าเรื่องดังกล่าวได้อย่างอิสระเช่นกัน

Gaming Monitor

Gaming Monitor กับการแสดงผลที่ไม่เหมือนเดิม

สุดท้ายคือ Gaming Monitor หรือหน้าจอสำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ เนื่องจากการแข่งขัน E-Sport นั้นจำเป็นต้องใช้หน้าจอที่แสดงภาพได้อย่างรวดเร็ว และมีการตอบสนองที่สูงตลอดเวลา โดยเฉพาะ Refresh Rate ที่ 144 Hz รวมถึง 1ms Motion Blur Reduction ที่ต่างช่วยให้ทุกการแสดงผลนั้นชัดเจน ซึ่ง Gaming Monitor ของ LG รุ่น 34UC79G ต่างมี Feature ดังกล่าว แถมมาพร้อมกับหน้าจอโค้งแบบ IPS ขนาด 34 นิ้ว ในสัดส่วน 21:9 ที่สามารถแสดงภาพแบบ UltraWide ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้เป็นอย่างดี

สรุป

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ที่ช่วยให้นักกีฬา E-Sport มีความได้เปรียบระหว่างการเล่นเกม ใกล้เคียงกับกีฬาอื่นๆ เช่นนักวิ่งก็ต้องมีรองเท้าวิ่งที่เบา และซึมซับแรงกระแทกได้ แต่การจะเป็นนักกีฬา E-Sport มืออาชีพนั้น อุปกรณ์ไม่ใช่ทุกอย่าง เพราะยังมีเรื่องการฝึกซ้อม และทักษะในการเล่นเกมที่ต้องเก่งกว่าคนธรรมดาเช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gaming-gear-and-monitor-in-esport/

ศึกษาตลาดถุงยางอนามัย 1,400 ล้านบาทที่กำลังหดตัว หลังภาครัฐไม่กระตุ้น-กรอบกฎหมายไม่เอื้อ

“ถุงยางอนามัย” อาจเป็นสินค้าที่หลายคนไม่อยากพูดถึง เพราะไทยเป็นประเทศแห่งศีลธรรม แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้สินค้าตัวนี้ที่มีมูลค่าตลาดถึง 1,400 ล้านบาท ผ่านยอดจำหน่ายราว 72 ล้านชิ้น กำลังซบเซา

ถุงยางอนามัย // ภาพ pixabay.com

จบ “ยืดอกพกถุง” แล้วก็ไม่มีอะไรต่อ

แม้จะเป็นประเทศศีลธรรม แต่รัฐบาลไทยก็เคยส่งแคมเปญ “ยืดอกพกถุง” ออกมาเมื่อปี 2550 จนทำให้ตลาดถุงยางอนามัยเติบโตอย่างชัดเจน เพราะเกิดการเรียนรู้เรื่องการป้องกันอันตรายจากการมีเพศสัมพันธ์ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีแคมเปญกระตุ้นใดๆ ออกมาเลย จนทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดถุงยางอนามัยนั้นหดตัวมาโดยตลอด

กัณห์ กุลอัฐภิญญา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ ผู้ทำตลาดถุงยางอนามัยแบรนด์ ONETOUCH เล่าให้ฟังว่า ด้วยถุงยางอนามัยถูกระบุเป็น “เครื่องมือแพทย์” จึงทำตลาดได้ไม่มากเท่าที่ควร ทั้งความเป็นสินค้าที่ใช้เมื่อมีเพศสัมพันธ์ ก็ทำให้การทำสื่อโฆษณาก็มีโอกาสถูกเพ่งเล็งจากกระทรวงวัฒนธรรมได้

“เมื่อถุงยางอนามัยเป็นสินค้าที่ทำโฆษณาได้ไม่เต็มที่ แล้วภาครัฐก็ไม่ได้ส่งแคมเปญหนักๆ ออกมากระตุ้นการใช้งาน จะพึ่งแค่บริษัทเอกชนช่วยกันผลักดันก็คงทำได้ยาก จึงไม่แปลกที่แนวโน้มของของตลาดจะทรงตัว และล่าสุดก็เริ่มมีการลดลงในแง่จำนวนชิ้น ส่วนเรื่องมูลค่ายังประคองได้อยู่ แต่ผู้ผลิตก็ต้องขึ้นราคาขายเล็กน้อยเกือบทุกเจ้า”

ยาคุมกำเนิดกับคู่แข่งรายสำคัญในตอนนี้

ขณะเดียวกันเมื่อไม่มีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย ทำให้ผู้หญิงเริ่มหันมาใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์แทน เท่ากับว่าถุงยางอนามัยจะมีการใช้งานลดลงโดยอัตโนมัติ แต่การใช้ยาคุมกำเนิดก็ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อยู่ดี

การเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของคนไทย

“ปัจจุบันเริ่มมีรายงานเกี่ยวกับความเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น ซึ่งมันก็ชัดเจนว่าเกิดจากการไม่ป้องกัน แต่เราก็ไปห้ามไม่ได้ เพราะยาคุมกำเนิดมันก็ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นการเร่งประชาสัมพันธ์ด้วยตัวเอง และให้ภาครัฐเข้ามาจัดแคมเปญใหญ่ๆ ก็คงทำให้ตลาดนี้กระเตื้องขึ้นบ้าง”

สำหรับ ONETOUCH ปัจจุบันทำตลาดถุงยางอนามัย 10 แบบด้วยกัน เช่น Happy ที่ขนาด 52 มม., Strawberry ที่มีกลิ่น และรสชาติ, 003 ที่บางเพียง 0.038 มม. และ Mixx3 กับ Maxx Dot ที่มีผิวสัมผัสพิเศษ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้แบรนด์มีส่วนแบ่งในตลาดครึ่งปีแรกที่ 26% ในแง่มูลค่า เป็นเบอร์ 2 ของตลาดนี้

ภาพรวมตลาดถุงยางอนามัย

ปรับภาพลักษณ์ พร้อมเจาะกลุ่ม Millennial

“ทิศทางของตลาดรวมถุงยางตอนนี้จะเน้นไปที่ความบาง เพราะผู้สวมใส่เชื่อว่าจะช่วยให้ไม่รู้สึกแตกต่างระหว่างใส่ กับไม่ใส่ ซึ่งเรา และแบรนด์อื่นๆ ก็พยายามทำถุงยางจากน้ำยางธรรมชาติ หรือ Latex ให้บางที่สุดที่ 0.03 แล้ว ซึ่งมันก็แทบจะถึงจุดตันในแง่นวัตกรรม แต่เชื่อว่าในอนาคตหากเทคโนโลยีไปได้ไกลกว่านี้ ก็อาจบางกว่าก็นี้ก็ได้”

อย่างไรก็ตามที่ในตลาดมีถุงยางอนามัยบาง 0.01 มม. นั้น เป็นถุงยางอนามัยที่ทำมาจากยางสังเคราะห์ ที่ทำมาเพื่อคนแพ้ยางธรรมชาติโดยเฉพาะ และมีต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทำให้การแข่งขันในตลาดหลังจากนี้จะเน้นที่บรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า

ถุงยางอนามัยที่ใช้กระป๋องเป็นบรรจุภัณฑ์ และเตรียมทำตลาดในปี 2562

โดย ONETOUCH มีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เหมาะกับกลุ่มอายุ 18-35 มากขึ้น จากเน้นแค่ 30 ปีขึ้นไป ผ่านการเน้นทำตลาดช่องทาง Online ทั้งให้ความรู้ และการจำหน่ายสินค้า ซึ่งคิดเป็นยอดขาย 5-8% ของทั้งหมดแล้ว แต่ยังเทียบช่องทางร้านสะดวกซื้อไม่ได้ นอกจากนี้ยังเตรียมออกบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่เป็นกระป๋องในปี 2562 ด้วย

ตั้งเป้าขึ้นเบอร์หนึ่งภายในปี 2568

ทั้งนี้ ONETOUCH มีเป้าหมายในปี 2563 คือมีส่วนแบ่งการตลาดในแง่มูลค่า 35% จากปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่ง 28% ผ่านการเติบโตต่อปีเฉลี่ย 15% โดยจะใช้งบประมาณการตลาดราว 10% ของยอดขาย และวางตำแหน่งตัวเองเป็นสินค้าระดับ Mid-High ผ่านราคา 40-70 บาท

ภาพรวมตลาดถุงยางอนามัย

ในทางกลับกันด้วยบมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ เพิ่งซื้อกิจการของถุงยางอนามัยแบรนด์ Playboy หรือเบอร์ 3 ของตลาดนี้มาอยู่ในกลุ่ม พร้อมเน้นทำตลาดที่ขนาด 49 มม. ชนกับ Kingtex ของ Durex ทำให้หากแบรนด์นั้นแย่งส่วนแบ่งมาได้ โอกาสที่ ONETOUCH จะขึ้นมามีส่วนแบ่งเป็นอันดับหนึ่งในปี 2568 หรือก่อนนั้นก็มีสูง

สำหรับบมจ.ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ ปัจจุบันมีรายได้จาก 3 ธุรกิจคือ ธุรกิจำจหน่ายถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่นในแบรนด์ ONETOUCH และ Playboy, ธุรกิจรับจ้างผลิตถุงยางอนามัย และเจลหล่อลื่น สุดท้ายคือธุรกิจงานประมูลการผลิตถุงยางอนามัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ล่าสุดครึ่งปีแรกมียอดขาย 698 ล้านบาท

สรุป

ถุงยางอนามัยเป็นสินค้าที่น่าสนใจ และภาครัฐควรจะเปิดใจให้ทำตลาดมากกว่านี้ ไม่ใช่มองเป็นเรื่องส่งเสริมให้มีเพศสัมพันธ์ เพราะมันจะดีกว่าหรือไม่ถ้าไม่มีคนป่วยเป็นโรคจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือเด็กที่เกิดมาจากความไม่พร้อมของพ่อ และแม่ และหากมีการเปิดใจขึ้นจริง ตลาดนี้ก็คงเติบโตยิ่งกว่านี้แน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/condom-thai-market-and-onetouch/

เมื่อเศรษฐกิจโลกจะชะลอ สงครามการค้าปะทุ ประเทศเกิดใหม่มีปัญหา แล้วไทยล่ะ?

ช่วงนี้ใครที่ลงทุน เก็งกำไรหุ้น หรือทำธุรกิจกับต่างประเทศ อาจกังวลเพราะมีข่าวไม่ดีทุกวัน อย่าง วิกฤตของตุรกี อาร์เจนตินา ล่าสุดเรื่องสหรัฐฯ และจีนที่เขาคิดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกัน จนหลายนักวิเคราะห์มองว่าปีหน้า เศรษฐกิจโลกจะโตชะลอตัวลง ว่าแต่ไทยเราจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง

ภาพจาก shutterstock

สารพัดเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลก ส่งผลกระทบกับไทยอย่างไรบ้าง?

กอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ระยะนี้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก เช่น วิกฤตตุรกี อาร์เจนตินา อัตรดอกเบี้ยนโยบายเริ่มเป็นขาขึ้น สงครามการค้า ทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินมีความผันผวนมากกว่าปีอื่นๆ ที่ผ่านมา

โดยไทยเรามีการส่งออกกว่า 70% จึงได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเรื่องเหล่านี้ แต่ยังคงมองว่า GDP ไทย ปี 2561 จะเติบโตที่ 4.5% ขณะเดียวกันเรื่องตลาดทุนเห็นผลกระทบชัดเจน เพราะตั้งแต่ต้นปีเงินลงทุนต่างชาติลดการถือทรัพย์สินในกลุ่ทประเทศเกิดใหม่ (Emerging markets) รวมถึงไทย และหันกลับไปลงทุนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

ภาพจาก Shutterstock

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้จัดการกองทุนหลายคนต้องกลับมาดูแล้วว่า Emergings markets ไม่ได้มีแต่ขาขึ้นอย่างเดียว แต่ยังมีขาความเสี่ยงที่ต้องดูด้วย ซึ่งหลังจากวิกฤตในตุรกี อาร์เจนตินา เราอาจะจะเห็นอีกหลายประเทศมีปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น แอฟริกาใต้ ยูเครน ฮังการี เพราะเป็นกลุ่มที่มีหนี้ต่างประเทศค่อนข้างเยอะบางที่เกิน 50% และเมื่อหลายคนเห็นว่า Emerging markets เสี่ยงเลยลดการถือทรัพน์สินในกลุ่มนี้รวมถึงไทยด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วหนี้ต่างประเทศเราอยู่ที่ 22.3% เท่านี้น ”

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลกระทบไปแล้ว แต่ปีนี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยน่าจะยังโตตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งเศรษฐกิจโลก Emerging markets GDP การส่งออก การบริโภคภาคเอกชน เพราะได้รับแรงหนุนจากหลายทาง อย่างการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) และที่สำคัญความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนบางส่วนสนใจกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยแต่น่าจะเป็นระยะสั้น

ภาพจาก Shutterstock

ปัจจัยที่ต้องจับตามองหลังจากนี้ และเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเป็นอย่างไร?

ส่วนไตรมาส 4 ปี 2561 นี้เราต้องจับตาว่าสงครามการค้าจะมีทิศทางอย่างไร เพราะเราเปลี่ยนความคิดจากเดิมมองว่า Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐ จะใช้มาตรการภาษีกับสินค้านำเข้าของจีนถึงช่วงสิ้นปีนี้ เพื่อรักษาฐานเสียงการเมืองในการเลือกตั้ง Midterm

แต่จากแนวโน้มในปัจจุบันจะ Trump อาจจะใช้มาตรการทางภาษีไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าเลย ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อจีนที่เป็นคู่ค้าหลักของไทย ขณะเดียวกันคนจีนที่มาเที่ยวไทย คิดเป็น 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมดด้วย

“ตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยเยอะมาก เขามีผลต่อ GDP ไทยถึง 12% ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจบ้านเขาไม่ดี เขาก็อาจจะมาท่องเที่ยวน้อยลง เรามองว่าตอนนี้และทั้งปี 2561 การท่องเที่ยวไทยยังดีต่อเนื่อง แต่ต้นปีหน้าอาจจะเห็นคนจีนมาเที่ยวน้อยลง รายได้ของไทยเราก็จะลดลงด้วย”

ส่วนปี 2562 เริ่มมีคนมองว่าเศรษฐกิจจีน ญี่ปุ่นจะชะลอตัว ทำให้ IMF และนักวิเคราะห์หลายประเทศมองว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว (น่าจะอยู่ที่ 4% กว่าๆ) ซึ่งจะส่งผลกระทบกลับมายังประเทศไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกเกินครึ่ง โดย GDP ปี 2562 ของไทยน่าจะอยู่ที่ 4.2-4.3% ต่ำกว่าปีนี้

ที่มา ธนาคารกสิกรไทย

ใส่ใจค่าเงินบาท ตัวชี้ทางเศรษฐกิจ

ด้านค่าเงินบาทปัจจุบันถือว่าแข็งค่ามากโดยสิ้นไตรมาส 3/2561 นี้คาดว่าจะอยู่ที่ 32.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่มองว่าจะอยู่ระดับ 34.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากความผันผวนในต่างประเทศ และหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าต่อไปจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันประเทศจะลดลง

“ถ้าค่าเงินบาทเราแข็งค่าขึ้น เราจะแข่งกับประเทศอื่นๆ ได้น้อยลง เช่น ตอนนี้อินโดนีเซีย อินเดีย ที่ส่งออกสินค้าเกษตรเหมือนๆ กับเรา แต่ค่าเงินเขาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเราแสดงว่า สินค้าเขาจะถูกกว่าเรา ไทยก็จะแข่งกับเขายากขึ้น แต่พอบาทแข็งค่าในรอบนี้ก็น่าจะเริ่มอ่อนค่าลงไปจนถึงสิ้นปี”

ที่มา ธนาคารกสิกรไทย

ส่วนช่วงไตรมาส 1/2562 เราอาจจะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าอีกครั้งอาจจะอยู่ที่ 31.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุเพราะเราจะเห็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทำให้มีเงินทุนไหลกลับเข้ามา การท่องเที่ยวไตรมาสนี้ก็จะสูงสุด รวมถึงธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะหยุดอัดฉีดเงินเข้าระบบทำให้ค่าเงินเขากลับมาแข็งค่าและกดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง ซึ่งจะทำให้สกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ด้วย

  • ทางธนาคารคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในปีนี้ และอีก 2 ครั้งในปีหน้า
  • คาดว่าธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี (วันนี้ ธปท. ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%) และคาดว่าจะปรับขึ้นในปีหน้า 2 ครั้ง

สรุป

ทั่วโลกมีเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน เมื่อมีสถานการณ์ใดใดขึ้น อย่างแรกจะกระทบกับตลาดเงินตลาดทุนก่อน ต่อมาจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อการค้า เศรษฐกิจ ซึ่งครั้งนี้เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนดูจะยืดเยื้อ ก็ทำให้นักลงทุน และแต่ละประเทศเริ่มมองนโยบายการลงทุนในประเทศอื่นๆ

ส่วนวิกฤตการเงินของตุรกี และอาร์เจนตินาก็เป็นสัญญาณให้คนตื่นตัวว่า Emerging markets มีความเสี่ยงมากกว่าที่คิด แต่สรุปแล้ว ไทยเราจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่ต้องจับตาดูสถานการณ์ของจีนที่เป็นพี่ใหญ่เรา ถ้าเขาไปรุ่ง เราก็รอด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-emerging-markets-crisis/

AIS ชำระแล้ว ค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800MHz งวดที่ 1

AIS ชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 MHz งวดที่ จำนวน 6.6 พันล้านบาท และหนังสือค้ำประกันให้กับ กสทช. เตรียมเปิดบริการ อย่างเป็นทางการ 28 ก.ย.

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส บอกว่า บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค (เอดับบลิวเอ็นบริษัทในเครือเอไอเอส ชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800MHz (1740-1745 MHz คู่กับ 1835-1840 MHz) จำนวน 1 ใบอนุญาต  (5MHz x 2) ด้วยมูลค่า 12,511 ล้านบาท

ในวันนี้ (19 ก.ย.) ได้นำเงินไปชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในงวดที่ จำนวน 6,693,385,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำนวน 6,693,385,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

ตั้งแต่ปี 2555 – 2561 เอไอเอส ได้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่แบ่งเป็นการประมูลคลื่นความถี่ 2100MHz มูลค่า 14,625 ล้านบาท ,คลื่น 1800MHz (ชุดแรก) มูลค่า 40,987 ล้านบาท ,คลื่น 900MHz มูลค่า 75,654  ล้านบาท และล่าสุดประมูลคลื่นความถี่ 1800MHz มูลค่า 12,511 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าใบอนุญาตทั้งหมดราว 144,000 ล้านบาท ซึ่งเอไอเอสได้ชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ตามกำหนดเวลาที่กสทช.กำหนดอย่างเคร่งครัด

เมื่อรวมคลื่นความถี่ในมือ AIS รวมกับการใช้โรมมิ่งกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ส่งผลให้ เอไอเอส มีคลื่นความถี่ในการให้บริการ 120MHz (60MHz x 2) โดยเฉพาะคลื่นความถี่ 1800MHz ที่มีแบนด์วิธคลื่นกว้างที่สุดในประเทศรวมกันถึง 40MHz (20MHz x 2) ส่งผลทำให้ลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมายทั่วประเทศได้รับประสบการณ์การใช้งานเพิ่มมากขึ้นในเรื่องคุณภาพทั้งบริการผ่านเสียง และบริการดาต้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานเทคโนโลยี

อีกทั้ง เอไอเอส ได้แจ้งถึงความพร้อมที่จะขอรับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800MHz ในวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2561 และเตรียมประกาศความพร้อมเปิดให้บริการคลื่นความถี่ 1800MHz อย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กันยายน 2561 เพื่อเสริมคุณภาพบริการดาต้าในยุค 4ให้สูงขึ้น และเตรียมความพร้อมก้าวสู่เทคโนโลยี 5G เร็วๆนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-1800-first/

เผยเทคนิคบริหารพนักงาน 7,400 คนของ “มิตรผล” ที่ทำให้ Turnover ลดเหลือแค่ 4.3% ต่อเดือน

การบริหารจัดการคนเป็นเรื่องยากในยุคปัจจุบัน เนื่องจากกลุ่ม Millennial ค่อนข้างมีบทบาทกับองค์กรเยอะ แต่พวกเขามีความคิดที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อนๆ มาก แล้วทำ “มิตรผล” ถึงดึงคนกลุ่มนี้ไว้ในองค์กรได้จำนวนมากล่ะ?

พนักงานมิตรผล

พยายามเข้าถึงพนักงานทุกระดับมากกว่าเดิม

ปัจจุบัน “มิตรผล” คือหนึ่งในองค์เก่าแก่ และมีขนาดใหญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ผ่านพนักงานที่ปฏิบัติการในไทยกว่า 7,400 คน แถม 70% ยังเป็นกลุ่ม Millennial ด้วย ซึ่งการจะรักษาคนกลุ่มนี้ไว้จนมีอัตราการไหลออกของพนักงาน หรือ Turnover Rate เพียง 4.3% ต่อเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

บวรนันท์ ทองกัลยา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและบริหาร ของมิตรผล เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ Millennial เป็นใหญ่ในองค์กรจริงๆ เพราะกินสัดส่วนมากที่สุด โดย Baby Boomers เป็นเพียง 5% และที่เหลือเป็น Generation X ดังนั้นการให้ความสำคัญกับ Millennial ก็ต้องทำให้ดี แต่ก็ลืมกลุ่มอื่นๆ ไม่ได้เช่นกัน

บวรนันท์ ทองกัลยา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานทรัพยากรบุคคลและบริหาร ของมิตรผล

“เชื่อว่าองค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยตอนนี้ก็คงเหลือ Baby Boomers ราว 5% เหมือนมิตรผล ซึ่งคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ขึ้นไปอยู่ระดับบริหารเกือบทั้งหมดแล้ว แต่ถึงจะน้อย เราก็ต้องให้ความสำคัญกับพวกเขาเหมือนกับ Millennial ที่มีจำนวนมาก ยิ่งช่วงนี้กำลังพลค่อนข้างขาดแคลน ก็ทำให้เราต้องเน้นเรื่องนี้ยิ่งกว่าเดิม”

ถ้าเมื่อไรวัดค่าได้ ก็จะจัดการปัญหาได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามการเข้าถึงพนักงานมากขึ้นด้วยวิธีต่างๆ เช่นการจัดกิจกรรมร่วมกัน, การลดช่องว่างระหว่างระดับผู้บริหาร กับปฏิบัติการ รวมถึงการทำ Stay Interview หรือสัมภาษณ์พนักงานเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในตอนนี้ อาจให้คำตอบในการบริหารไม่ได้ทั้งหมด จึงต้องหาบริษัทกลางมาช่วยวัดเพื่อหาความจริงว่าตอนนี้องค์กรเป็นอย่างไร

4 กลยุทธ์ในการบริหารทรัพยากรณ์บุคคลของมิตรผล

“ผมเชื่อว่าถ้าเมื่อไรมันวัดค่าได้ ก็จะจัดการปัญหาได้ จึงนำเอาองค์กรเข้าไปจัดอันดับนายจ้างดีเด่นแห่งประเทศไทยที่จัดโดย AON และศศินทร์ และก็ได้รางวัลมา ซึ่งมันก็ช่วยชี้ว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว แต่ด้วยองค์กรเราต้องขับเคลื่อนด้วย Millennial ในอนาคต การปลูกฝังความเป็นผู้นำให้กับพวกเขาจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายหลังจากนี้”

สำหรับการบริการงานทรัพยากรณ์บุคคลของมิตรผลนั้นจะมี 4 กลยุทธ์หลักคือ Inspiration Leader, Open Mined-Open Door, Empowering People และ Employee Experience ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้อัตรา Turn Over ต่อเดือนเหลือแค่ 4.3% และต่อปีเหลือ 6% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ต่อปี 12%

การเกิดขึ้นของโครงการ Accelerator เพื่อกระตุ้นพนักงาน Millennail

ใช้ Continue Performance Management คู่ KPI

“เมื่อ Millennial เยอะ และพวกเขาคืออนาคตของบริษัท การสอนเรื่องความเป็นผู้นำก็สำคัญมาก และต้องให้คนทุกระดับมาแบ่งบันประสบการณ์ จะได้ช่วยยกระดับซึ่งกันและกัน และสร้างความใกล้ชิดให้กับพวกเขา แต่เราก็ต้องท้าทายพวกเขาด้วยโปรเจคใหม่ๆ บ้าง เพื่อกระตุ้น Mindset แบบ Startup ที่คนรุ่นใหม่ค่อนข้างชอบ”

ขณะเดียวกันด้วยตัวโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทก็มีการใช้การวัดผลแบบดั้งเดิมอย่าง KPI ควบคู่ไปกับ Continue Performance Management หรือการประชุมระหว่างพนักงาน, หัวหน้า และผู้บริหารระดับสูง เพื่อปรับเป้าหมายไปด้วยกันทุกไตรมาส คล้ายกับที่บริษัทเทคโนโลยีใช้ OKR ในการกำหนดเป้าหมายพนักงาน

การพบปะระหว่าง CEO กับพนักงานระดับปฏิบัติการ

“ตอนนี้เราอยู่ระหว่างปรับองค์กรให้เป็น Agile มากขึ้นด้วย เพราะถ้ามันแบน และทุกคนได้คุยกันหมด ก็น่าจะช่วยยกระดับการทำงานไปอีกขั้น โดยตอนนี้มีทดลองมีการทดลองใชในบางหน่วยงานที่ต้องรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วอยู่ตลอด ส่วนเรื่อง KPI เรายังคงเอาไว้ แต่แค่ใช้ผสานกับ Continue Performance Management”

World Class Organization ภายในปี 2563

ทั้งนี้ “มิตรผล” ตั้งเป้าว่าตัวองค์กรจะเป็น World Class Organization ที่เป็นมากกว่าแค่นายจ้างดีเด่นที่เคยรับรางวัลมาก่อนหน้านี้ ผ่านการนำระบบ Agile มาใช้ในองค์กรได้เต็มรูปแบบ รวมถึงปรับโครงสร้างองค์กรให้สามารถเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุคที่ Millennial มีอำนาจในบริษัท

โรงงานน้ำตาลมิตรผล

“เรายังเน้นรับคนที่เป็นเด็กจบใหม่ มากกว่าคนที่มีประสบการณ์ โดยไปดูพวกเขาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปี 3-4 และดึงมาฝึกงานก่อน เพราะเชื่อว่าเด็กที่ฟิตกับองค์กรจริง ไม่ได้วัดจากแค่การสัมภาษณ์ แต่ในบางตำแหน่งที่ต้องการคนมีประสบการณ์จริงๆ เราก็ยังรับอยู่เช่นเดียวกับองค์กรอื่น”

ตอนนี้ธุรกิจหลักของ “มิตรผล” มีอยู่ 3 อย่างคือ ธุรกิจน้ำตาล, ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจวัสดุทดแทนไม้ รวมถึงเป็นองค์กรที่มีการขยายธุรกิจไปในประเทศต่างๆ และมีศักยภาพในการแข่งขันเกี่ยวกับสินค้าน้ำตาลกับประเทศคู่แข่งในระดับโลกได้เป็นอย่างดี

สรุป

การบริหารคนในยุคนี้มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะ Millennial ส่วนใหญ่ก็อยากมีตัวตน อยากมีความท้าทาย ดังนั้นการมอบสิ่งใหม่ๆ ให้กับพวกเขา ประกอบกับการปรับความคิดผู้บริหารระดับสูงที่ตอนนี้น่าจะอยู่ในวัย Generation X หรือ Baby Boomers ให้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่อที่ดีที่สุดในการรักษาคนคุณภาพให้อยู่กับองค์กรได้นาน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mitrphol-and-hr-strategy/