คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

พ่อบ้านนักขุดต้องรู้ โรงเรียนอนุบาลในสหรัฐอเมริกาเริ่มรับสกุลเงินดิจิทัลในการจ่ายค่าเทอมแล้ว

ตอนนี้ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล ไปไกลกว่าที่ใครๆ คิดมาก เพราะล่าสุดโรงเรียนอนุบาลในสหรัฐอเมริกา ก็เปิดรับทั้ง Bitcoin, Ether และ Litecoin ในการชำระค่าเทอม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองยุคใหม่

ภาพ pixabay.com

รับเทรนด์ดิจิทัลตามความเรียกร้องของผู้ปกครอง

หลังจาก Cryptocurrency เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้สกุลเงินตัวนี้เริ่มอยากชำระสินค้า หรือบริการด้วยสกุลเงินดิจิทัลในมือ และจากความต้องการดังกล่าว ทำให้โรงเรียนอนุบาลใน New York สหรัฐอเมริกา 2 แห่งตัดสินใจเปิดรับการชำระค่าเทอมด้วยสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ

Marco Ciocco ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานของหนึ่งในโรงเรียนอนุบาลที่รับชำระค่าเทอมด้วยสกุลเงินดิจิทัล เล่าให้ฟังว่า จริงๆ ทางโรงเรียนเปิดรับชำระค่าเทอมด้วยสกุลเงินดิจิทัลกว่า 1 ปีแล้ว เพราะมีผู้ปกครองส่วนหนึ่งส่งคำร้องมาว่าต้องการชำระค่าเทอมด้วยวิธีนี้ และเมื่อมันมากพอ ทางโรงเรียนก็ตัดสินใจที่จะเปิดรับสกุลเงินใหม่

“ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin, Ether หรือ Litecoin เราก็เปิดรับหมด และอีกโรงเรียนก็เพิ่งเปิดรับเมื่อต้นเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา โดยการชำระค่าเทอมนั้นจะทำบนแพลตฟอร์ม Coinbase ที่เปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ให้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอัตโนมัติ เพื่อง่ายต่อการคำนวนค่าเทอม”

สำหรับค่าเทอมของโรงเรียนอนุบาลที่ประกาศรับสกุลเงินดิจิทัลนั้นอยู่ที่ 30,950 ดอลลาร์ หรือประมาณ 12.3 BTC ถือว่าค่อนข้างสูง เพราะทำการเรียนการสอนแบบ Montessori ที่ปรับเอาการเรียนการสอนของเด็กที่มีพัฒนาการทางสติปัญญาล่าช้ากว่าเด็กปกติมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เด็กวัย 4-5 ปีได้มีอิสระทางความคิดมากขึ้น

อ้างอิง // Coindesk, Taamkru

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cryptocurrency-for-tuition/

Advertisements

เมื่อโฆษณาวิดีโอบน Facebook ถูกตรวจสอบการทำงาน ปรากฏว่า Performance ไม่สูงอย่างที่คิด

Media Agency ต้องรู้! เพราะนี่คือเรื่องการซื้อโฆษณาบน Facebook หลังจากที่มีบริษัทเข้าไปตรวจสอบการทำงานของโฆษณาวิดีโอบน Facebook ดูเหมือนว่ายอดเข้าชมจริงๆ แล้วไม่ได้สูงขนาดนั้น แถมต่ำลงกว่า 20% อีกด้วย

Photo: Pixabay

ว่าด้วย มาตรฐานการนับยอดเข้าชม

การซื้อโฆษณาบน Facebook ถ้าปล่อยให้ Facebook ปฏิบัติงานเองก็อาจเกิดความไม่โปร่งใสได้ เพราะตัวเลขยอดชม ยอดคลิก ไปกระทั่งยอด Like เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญในวงการโฆษณา ล่าสุด หลังจากที่ Facebook ได้จับมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยี Integral Ad Science (IAS) เพื่อเอาไว้วัดผลตรวจสอบกระบวนการทำงานด้านโฆษณาบน Facebook ผลปรากฏว่าเมื่อไปสัมภาษณ์ Agency มา 9 ราย ให้ความเห็นตรงกันว่า “โฆษณาบน Facebook มียอดชมลดลงจากเดิมถึง 20%”

ปกติแล้ว ตามมาตรฐานการชมวิดีโอของ Media Rating Council คือต้องมีการชมอย่างน้อย 2 วินาที แต่บางลูกค้าบางรายมีข้อเรียกร้องสูง อย่างเช่น Unilever และ GroupM บอกเลยว่า ยอดชมจะนับเมื่อวิดีโอต้องเปิดเสียงและชมไปถึงครึ่งหนึ่งของโฆษณาตัวนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Facebook จะวางระบบการคิดยอดเข้าชมไว้ต่ำกว่ามาตรฐานของอุตสาหกรรมนี้ เพราะแม้ Facebook จะตั้งค่าให้ระบบการคิดยอดเข้าชมต้องชมด้วยสายตาของมนุษย์เท่านั้น แต่ Drew Huening ผู้อำนวยการแผนกการซื้อขายโฆษณาดิจิทัลหรือ Omnicom ของ Accuen ระบุว่า Facebook นับยอดตั้งแต่มีการมองเห็นผ่าน News Feed ในเวลาเพียง 1 วินาที (แล้วสงสัยจะไม่ต้องเปิดเสียงก็นับยอดด้วย)

นอกจากนั้น Agency บางรายยังบอกว่า ยอดโฆษณาของ Facebook ไม่คงที่ คือบางครั้งยอดชมก็พุ่งไปมากกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานของ Media Rating Council หรือบางครั้งยอดก็ลดต่ำลงกว่าที่คาดไว้ถึง 5 เท่าเช่นกัน ยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน

สำหรับเรื่องนี้ Facebook ยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นใดๆ

แต่ที่แน่นอนคือ หลังจากนี้ Media Agency ทั้งหลายต้องตระหนักให้ดี เพราะการจ่ายเงินซื้อโฆษณาบน Facebook เพื่อแลกกับตัวเลขยอดเข้าชมหรือเข้าถึงผู้คนนั้นยังมีคำถามมากมายสำหรับระบบการทำงานข้างหลังบ้าน ฉะนั้น ทางที่ดีถ้าอยากได้ยอดเข้าชมสูงๆ คงจะต้องซื้อตัวการันตียอดชมเพิ่มไปอีก แต่นั่นก็หมายความว่า ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ที่มา – Digiday

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-ads-video-low-20/

เจาะลึก Fast Casual จานด่วนแบบไม่ Junk! เอาใจคนเมืองยุคใหม่

  • ธุรกิจร้านอาหารแบบ Fast Casual เป็นร้านอาหารที่ผสมผสานแนวคิดระหว่าง Fast Food และ Casual Dining ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่มีความน่าสนใจและสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการทั้งความสะดวกรวดเร็วและคุณภาพอาหาร ธุรกิจนี้ได้รับความนิยมอย่างมากและมีอัตราการขยายตัวที่โดดเด่นโดยเฉพาะในสหรัฐฯ
  • โมเดลร้านอาหารแบบ Fast Casual เป็นกลยุทธ์ในการสร้างความแตกต่างสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในไทยท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจนี้ คือ การสร้างความแตกต่าง การบริหารจัดการวัตถุดิบ และการรักษามาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่
ภาพจาก Pexels.com

Fast Casual เป็นร้านอาหารที่สามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการอาหารที่มีคุณภาพดี ขณะเดียวกันยังคงต้องการความสะดวกรวดเร็วในการบริการควบคู่กัน

ร้านอาหารประเภทนี้มีการผสมผสานจุดเด่นระหว่างการให้บริการที่มีความสะดวกรวดเร็วเช่นเดียวกับ Fast Food และยกระดับมาตรฐานของอาหารให้มีคุณภาพเช่นเดียวกับ Casual Dining ทั้งการใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ไม่เก็บค้างไว้เป็นเวลานานอย่างเช่นผลิตภัณฑ์แช่แข็ง และเป็นวัตถุดิบที่ไม่ผ่านการแปรรูปหรือปรุงแต่งใดๆ ส่วนของการประกอบอาหารก็จะปรุงสดในบริเวณครัวเปิดหลังจากได้รับออเดอร์จากลูกค้าเท่านั้น

Shake Shack

นอกจากนี้ จุดเด่นอีกอย่างของร้านอาหารประเภทนี้คือราคาที่ไม่แพงเกินไปซึ่งมีความใกล้เคียงกับ Fast Food ตัวอย่างเช่น เบอร์เกอร์ของร้าน Shake Shack ซึ่งเป็นร้าน Fast Casual ชื่อดังในสหรัฐฯ ที่มีราคา 5.29 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าเบอร์เกอร์ของร้าน McDonald’s ที่มีราคา 3.99 ดอลลาร์ไม่มากนัก โดยที่คุณภาพของเบอร์เกอร์จากร้าน Shake Shack นั้นใกล้เคียงกับร้าน Applebee’s และ T.G.I. Friday ที่เป็นร้าน Casual Dining ซึ่งมีราคาสูงกว่ามาก

ธุรกิจร้านอาหารประเภทนี้ขยายตัวได้อย่างโดดเด่นท่ามกลางสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงซึ่งส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการร้านอาหารหลายรายเผชิญกับรายได้ที่ลดลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ร้าน Fast Food รายใหญ่อย่าง McDonald’s กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เนื่องจากรายได้ของบริษัทลดลงในช่วงปี 2014-2016 ขณะที่ร้าน Fast Casual อย่าง Shake Shack กลับมีรายได้ที่เติบโตโดยเฉลี่ยปีละ 48% ในช่วงเวลาเดียวกัน

ภาพจาก Pexels.com

Shake Shack เติบโตขึ้นจากร้านรถเข็นเล็กๆ ใน Madison Square Park สู่ร้านเบอร์เกอร์ชื่อดังที่มีสาขากว่า 129 แห่ง จุดเด่นของร้านอยู่ที่วัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้เนื้อเบอร์เกอร์แช่แข็งเหมือนกับร้านอาหารอื่นทั่วไปแต่ใช้เนื้อแองกัสที่เลี้ยงด้วยธรรมชาติ 100% และไม่มีการใช้สารเร่งฮอร์โมนหรือยาปฏิชีวนะใดๆ

นอกจากนี้ ยังมีร้านพรีเมียมเบเกอรี่ชื่อดังอย่าง Panera bread อีกหนึ่งแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจนี้ โดยปัจจุบันมีจำนวนสาขารวมทั่วประเทศมากกว่า 2,000 สาขา ซึ่งมีอัตราการเติบโตของยอดขายโดยเฉลี่ยราว 13% ต่อปีตั้งแต่ปี 2006-2016 ส่งผลให้ยอดขายรวมในปี 2016 มีมูลค่าสูงถึง 2,800 ล้านดอลลาร์

ปัจจัยที่ผลักดันให้ Panera bread ประสบความสำเร็จมาจากความหลากหลายของเมนูอาหารและสามารถตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพได้ด้วยเมนูอาหารที่ไม่มีส่วนประกอบของกลูเตนและมีไขมันต่ำ นอกจากนี้ ลูกค้าที่กำลังควบคุมน้ำหนักยังสามารถเลือกลดขนาดของอาหารเหลือเพียงครึ่งเดียวหรือเปลี่ยนขนมปังให้บางลงได้ด้วย

Panera bread

แม้ว่าธุรกิจนี้ในไทยจะยังไม่แพร่หลายนักแต่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีแนวโน้มทานอาหารนอกบ้านบ่อยขึ้น ต้องการความสะดวกรวดเร็ว และห่วงใยสุขภาพมากขึ้น ในปัจจุบันมีกลุ่มร้านอาหารเพียงไม่กี่รายที่ชูจุดเด่นความเป็น Fast Casual ในการให้บริการลูกค้า เช่น Pepper lunch, Au Bon Pain และ MOS burger เป็นต้น

จากผลสำรวจของ EIC พบว่า ผู้บริโภคไทยราว 30% ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการทานอาหารนอกบ้าน สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วและยังคงให้ความสำคัญกับมื้ออาหาร ในขณะที่ผู้บริโภคราว 40% มีความกังวลด้านสุขภาพเหนือเรื่องอื่นๆ อย่างรายได้และหน้าที่การงานเมื่อเริ่มมีอายุสูงขึ้น นอกจากนี้ กว่า 90% มีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายเงินเพิ่มหากได้รับสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจร้าน Fast Casual ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งเรื่องความสะดวกและคุณภาพของอาหาร

การสร้างความแตกต่างเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน เนื่องจากธุรกิจร้านอาหารนั้นมีคู่แข่งจำนวนมากและผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้ามาทำตลาดได้ง่าย ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญคือการสร้างความแตกต่างซึ่งรวมทั้งความมีเอกลักษณ์ของเมนูอาหารและบรรยากาศของร้าน

ภาพจาก Pexels.com

ธุรกิจ Fast Casual ส่วนใหญ่จะเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนส่วนผสมหรือขนาดของอาหารได้ตามที่ต้องการ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ EIC ที่พบว่าราว 79% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะยอมจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นหากสินค้านั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงการสร้างบรรยากาศภายในร้านให้ลูกค้าที่มาใช้บริการรู้สึกสบายใจและสะดวกสบาย

ความสามารถในการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพและการรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยของอาหารเป็นอีกประเด็นที่มีความสำคัญ ร้านอาหาร Fast Casual หลายร้านใช้วิธีการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งท้องถิ่นซึ่งมีความสดใหม่และยังถูกปากคนในพื้นที่อีกด้วย

การรักษามาตรฐานความปลอดภัยของอาหารก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเพราะปัญหาดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจได้อย่างรุนแรง เช่น กรณีของ Chipotle Mexican Grill ร้านอาหารเม็กซิกันที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงจากโมเดล Fast Casual ซึ่งเผชิญกับปัญหาด้านความปลอดภัยของอาหารตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2015 ทำให้ความเชื่อมั่นในแบรนด์ของผู้บริโภคนั้นลดลงและส่งผลให้อัตราการเติบโตของยอดขายในปีดังกล่าวชะลอตัวลงและติดลบในปีถัดไปอีกด้วย

Chipotle Mexican Grill

EIC มองว่าธุรกิจร้านอาหาร Fast Casual เป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างของผู้ประกอบการร้านอาหารไทย จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าผู้บริโภคไทยใช้จ่ายสำหรับทานอาหารมื้อกลางวันราว 52% ของค่าใช้จ่ายเพื่อทานอาหารนอกบ้านทั้งหมด

ดังนั้น ธุรกิจนี้จึงเป็นโมเดลที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในช่วงเวลาที่เร่งรีบโดยเฉพาะช่วงตอนพักกลางวัน แต่ยังต้องการอาหารที่มีคุณภาพ ดังนั้น บริเวณย่านธุรกิจจึงเป็นทำเลที่มีโอกาสเติบโตสูงที่สุด

TGI Friday

เมนูอาหารที่สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของลูกค้าและการใช้เทคโนโลยีในระบบการบริหารจัดการร้านจะช่วยเพิ่มจุดแข็งให้ธุรกิจ ทางเลือกในการปรับเปลี่ยนส่วนผสมและขนาดของอาหารเดิมจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการจัดการวัตถุดิบเหมือนการเพิ่มเมนูอาหารชนิดใหม่

การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในระบบการบริหารจัดการร้าน ตัวอย่างเช่น Panera bread ที่พัฒนาระบบสั่งอาหารล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชั่น หรือจุดสั่งอาหารแบบดิจิทัล ช่วยให้การให้บริการมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลูกค้าเริ่มหันมาใช้ช่องทางดังกล่าวราว 25-35% เนื่องจากบริการมีความสะดวกรวดเร็วและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภค

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fast-casual-not-junk-for-urban/

เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง ทำสตาร์ทอัพที่ไทย vs Silicon Valley: ที่ไหนยากกว่ากัน?

ในช่วงที่ startup กำลังเบ่งบานไปทั่วโลก startup ไทยก็กำลังพยายามสร้าง ecosystem ให้เกิดขึ้นและแข็งแกร่งเหมือนในหลายๆ ประเทศ และเริ่มเกิดคำถามว่า ระหว่างทำ startup ในไทย กับบุกไปทำ startup ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะ Silicon Valley ต้นกำเนิด startup ที่ไหนจะดีกว่ากัน?

Brand Inside ได้รับคอลัมนิสต์พิเศษ มาโนช พฤฒิสถาพร คนไทยที่ไปเรียนต่อปริญญาโท และมีโอกาสเข้าไปทำงาน Credit Karma สตาร์ทอัพ FinTech ที่อเมริกา ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง Fred & Francis สตาร์ทอัพบริการตัดเสื้อสูท จะมาบอกเล่าว่า ทำ startup แต่ละที่แตกต่างกันอย่างไร จากประสบการณ์จริง

มาโนช พฤฒิสถาพร

จุดเริ่มต้นการทำ startup

ผมสนใจ startup เพราะเป็นแนวคิดการทำธุรกิจที่คนตัวเล็กก็มีโอกาสสร้างสิ่งที่มี impact ในวงกว้างได้ startup ตัวแรกในชีวิตที่ผมทำกับทีมที่ซานฟรานซิสโก ชื่อ FitFactory ให้บริการคนอเมริกาให้เข้าถึงสูทสั่งตัดในราคาไม่แพง (สูทสั่งตัดที่อเมริกาแพงมาก)  แต่ทำได้ 6 เดือน ก็ตัดสินใจปิดธุรกิจ กลับเมืองไทยถาวร!

และมาเริ่มตัวที่สองชื่อ Fred & Francis จับกลุ่มคุณผู้ชายที่อยากมีสูทสั่งตัด แต่ไม่มีเวลาเดินทางไปร้านตัดเสื้อ เริ่มต้นทำมาได้กว่า 6 เดือน

มองย้อนกลับไปในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผมได้เป็นผู้ก่อตั้ง startup ต้องยอมรับว่าตัวแรกที่อเมริกาล้มเหลว ตัวที่สองที่ไทยก็ยังไม่สำเร็จ

Fred & Francis

Ideas – ว่าด้วยเรื่องของไอเดีย

ที่ Silicon Valley ไอเดียของการทำ startup คือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ไอเดียที่ดูน่าจะเป็นไปได้ง่ายถูกทำหมดแล้ว การทำ startup ที่นั่นจึงต้องค้นหาไอเดียที่น่าจะใช่ในเวลาที่น่าจะใช่

ขณะที่ในไทยและประเทศอื่น startup ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เคยทำและประสบความสำเร็จมาก่อนใน Silicon Valley แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพตลาดและพฤติกรรมของคนท้องถิ่น

สิ่งที่ดีคือ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าไอเดียคืออะไร มีวิธีทำเงินอย่างไร และมีโอกาสสำเร็จสูง จุดที่จะชี้วัดคือความสามารถในการลงมือทำ โดยเฉพาะการหาวิธีให้เข้ากับคนไทย ในมุมของ VC แล้ว พวกเขาค่อนข้างชื่นชอบ เพราะมีตัวอย่างให้อ้างอิง

ภาพจาก Pixabay.com

Talents – บุคลากรคือหัวใจสำคัญ

ที่อเมริกาคนสนใจและอยากที่จะลงมาทำ startup เยอะมาก ไม่ใช่แค่คนในสายเทค แต่คนทำงานบริษัทใหญ่ก็สนใจ ปัจจัยที่สำคัญคือที่นั่นมีตัวอย่างของคนที่มาทำ startup เองหรือไปเข้าร่วมกับคนอื่นแล้วรวยเป็นเศรษฐี ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นเยอะมาก

สิ่งที่สามารถแข่งขันดึงดูดคนเก่งให้มาร่วมงานได้ทั้งที่จ่ายได้ไม่เท่าบริษัทใหญ่คือ หุ้น คนที่นั่นตระหนักว่าการทำ startup มีความเสี่ยงมาก แต่ถ้าโชคดีเลือกถูกอัน ก็มีโอกาสจะรวย

Engineer จำนวนมากมีความคิดว่า ทำงาน 20 ปีแล้วเกษียณ เขาสามารถลองทำงานกับ startup ได้ 4-5 ที่ ที่ละ 4-5ปี เวลาพวกเขาเข้าทำงาน พวกเขาจะได้ทั้งเงินเดือนและหุ้น หุ้นที่พวกเขาได้ในสัญญานั้นจะทยอยได้ ต้องอยู่ครบสี่ปีถึงจะได้ครบ พวกเขาหวังว่าใน 4-5ที่ ที่พวกเขาเลือก จะมีสักที่ที่จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เป็น Unicorn พันล้าน และพวกเขาจะรวย

ขณะที่ในไทย คนสนใจ startup มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าชวนให้ทิ้งงานรายได้ดีมาทำ น้อยคนนักจะมา เวลาไปคุยแล้วเสนอว่าจะให้หุ้น ก็ไม่น่าดึงดูด เพราะไม่มีตัวอย่างของคนที่มาทำหรือมาร่วมงานแล้วรวยเป็นร้อยล้าน

อีกอย่างที่ทำให้ talents ในไทยขาดแคลนคือ ที่อเมริกา talents มาจากทุกเชื้อชาติ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย สัดส่วน software engineer ที่เป็นคนจีนและอินเดียในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำน่าจะประมาณเกือบครึ่งนึง

ภาพจาก Pixabay.com

นอกจากนี้ที่อเมริกายังมีเวบไซต์ที่เป็นสื่อกลางให้ startup กับคนสนใจสามารถมาทิ้ง profile ไว้ได้และมองหาคนที่ตัวเองชอบโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นั่นคือ www.angel.co ซึ่งเป็นเว็บที่เกือบทุก startup และคนที่สนใจจะมาสร้าง profile ไว้

ไม่ใช่แค่ talents ทั่วไป แต่ที่ไทยยังขาดแคลน talents ระดับผู้บริหารที่เข้าใจ startup และสามารถบริหารบริษัทเทคโนโลยี

Talents ที่ว่านี้มาจากผู้บริหารระดับ top, middle, and low management ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ บริษัทอย่าง Facebook, Google มีพนักงานเป็นหมื่นคน ผู้บริหารคงมีเป็นหลักพันคน พวกเขาเหล่านี้เข้าใจ startup และเทคโนโลยีเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็มีทักษะด้านการบริหารคนและการจัดการ

พวกเขาเหล่านี้เป็นประโยชน์มากสำหรับ startup ในระยะเติบโต

อีกกรณีนึงที่พบเห็นบ่อยคือ ผู้ก่อตั้งบริษัทไอเดียดีมาก เจอ product market fit แต่ขาดประสบการณ์ไม่สามารถบริหาร startup ให้โตได้ เพราะจากนี้มันคือความสามารถในการทำให้ธุรกิจโต VC ที่ลงทุนใน startup เหล่านี้ก็จะลดบทบาทผู้ก่อตั้งหรือไล่ออก แล้วเอาผู้บริหารพวกนั้นมาแทน

ขณะที่ในไทย startup ที่มีจำนวนพนักงานเกินหนึ่งพันคนนั้นมีน้อยมากไม่ถึงห้าแห่ง

ความต่างอย่างสุดท้ายคือ Passion ที่ Silicon Valley คุณจะเจอคนจำนวนมากที่แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอยากเปลี่ยนโลก พวกเขามีความสนใจในเรื่องใดเรื่องนึงอย่างจริงจังและอยากเปลี่ยนโลก พวกเขาทุ่มเทให้กับความฝันความเชื่อของพวกเขา

ภาพจาก Pixabay.com

Capital – การระดมทุน บันไดสู่ความสำเร็จ

จากข่าวบริษัทชั้นนำในไทยเปิด Corporate VC และชมรมที่รวม Angel Investors ผมคิดว่าวันนี้ความง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ startup ในระยะเริ่มต้นนั้นไม่ต่างจากที่ Silicon Valley

สิ่งที่ต่างคือ เงินลงทุนในรอบหลัง Series A บรรดา startup ไทยที่ระดมทุน Series B หรือ C เกือบทั้งหมดระดมทุนจากนอกประเทศ

อีกอย่างนึงที่เป็นอุปสรรคในการระดมทุนคือ ประเทศไทยมี country discount rate ที่สูง หมายความว่า startup ที่มีผู้ใช้และรายได้ใกล้เคียงกัน ถ้าเป็น startup ไทย มูลค่าบริษัทจะน้อยกว่า startup จากสิงคโปร์

VC ที่ Silicon Valley ส่วนใหญ่เป็น VC ที่ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการ startup ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ VC ที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ประสบการณ์ของ VC ที่ทำ startup มาก่อนจึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่กำลังทำ startup อยู่

ภาพจาก Pixabay.com

Competition – แข่งขันหนักเพื่อคัดเลือก

สิ่งที่ทำให้ startup ที่อเมริกากว่า 90% ล้มเหลวคือ การแข่งขันที่รุนแรงมาก ต่อให้เป็นคนแรกที่คิดค้นไอเดียนี้และเอาไปทดสอบตลาดแล้วว่าน่าจะโตได้อีกมาก แต่ถ้าทำช้า ทำการตลาดไม่ถูกต้อง ทำ operations ไม่ดี หรือตัดสินใจเชิงกลยุทธ์พลาด ก็จะพ่ายแพ้ให้กับรายอื่นที่มาทีหลังแต่ทำได้ดีกว่า

ที่อเมริกามีคนอยากทำ startup เยอะมาก หลายคนรอไอเดียอยู่ เมื่อมีรายใหม่ออกโปรดักท์ที่น่าสนใจและเป็นข่าว ภายในสองอาทิตย์จะมีคนทำเลียนแบบ ซึ่งคู่แข่งนั้นส่วนใหญ่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เข้าใจ Lean Startup และ Growth Hacking เป็นอย่างดี ทุกที่แข่งกันโตอย่างรวดเร็วเพื่อระดมทุนและเป็นเจ้าตลาด

ไม่ใช่แค่การแข่งขันจาก startup รายใหม่ที่เก่งกาจ ถ้าสิ่งที่ทำน่าสนใจมากๆ บริษัทอย่าง Google, Facebook, Amazon ก็พร้อมที่จะสร้างโปรดักต์คล้ายๆ กันออกสู่ตลาดในเวลาอันรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ทำให้การแข่งขันที่อเมริกาดุเดือดมาก และ กว่า 90% ต้องล้มหายตายจากภายในเวลาหนึ่งหรือสองปี

ย้อนกลับมาดูที่เมืองไทย เรามี vertical ที่แข่งกันดุเดือด มีผู้เล่นเกือบสิบราย เช่น food delivery, on-demand logistics แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่มีคู่แข่งน้อย เมื่อคู่แข่งน้อย โอกาสอยู่รอดก็สูงขึ้น

ภาพจาก Pixabay.com

Laws & Regulations – กฎหมาย ปัจจัยอยู่รอด

อเมริกาเป็นประเทศที่การจดทะเบียนบริษัทนั้นง่ายมาก สามารถทำออนไลน์ได้ทุกอย่าง และมีกฎหมายที่ส่งเสริมและปกป้องสิทธิผู้ใช้ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะกฎหมายด้านการเก็บและเปิดเผยข้อมูลลูกค้าที่เข้มงวดมาก

ประเทศไทยมีความพยายาม แต่ยังมีกฎหมายอีกมากที่ยังต้องแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการทำธุรกิจแบบ startup โดยเฉพาะการให้หุ้นกับผู้ร่วมก่อตั้งและพนักงานที่จะทยอยให้ทุกเดือนจนครบสี่ปีหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่รับรอง เป็นเพียงสัญญาใจระหว่างผู้ก่อตั้งกับพนักงาน

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคคือ การยืนยันตัวตนผู้ใช้เวลาทำธุรกรรมสำคัญ ที่ไม่ใช่แค่ password และเลขรหัสด้านหลังบัตรเครดิต ในอเมริกานั้นสามารถทำผ่านออนไลน์ได้ วิธีที่ startup ใช้ในการยืนยันว่าเราเป็นคนชื่อนี้จริงๆ คือ ถามคำถามออนไลน์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวเรา เช่น ที่อยู่เก่า

ขณะที่ในประเทศไทย ธุรกรรมหลายอย่างโดยเฉพาะด้านการเงินยังต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน

ภาพจาก pixabay.com

Market & Users – ขยายตลาดได้ก็ชนะ

ขนาดตลาดและความสามารถในการทำซ้ำเพื่อให้โตได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ทั้งสองอย่างเป็นข้อด้อยของการทำ startup ที่ไทย ที่อเมริกาเมื่อทดสอบตลาดและทำสำเร็จในเมืองนึง พวกเขาสามารถใช้วิธีเดียวกันในการขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา

ขณะที่ startup ไทย เมื่อชนะตลาดในกทมแล้ว พวกเขาจะเจออุปสรรคใหญ่ในการทำซ้ำ จังหวัดอื่นมีขนาดตลาดที่เล็กมาก ถ้าจะขยายไปประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ก็แทบจะต้องเริ่มใหม่กันเลย ภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบนั้นต่างกันมาก

นอกจากนี้ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับ startup มากที่สุดเมืองนึง ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้พร้อมจะทดลองใช้แอปใหม่ พวกเขาชอบเทคโนโลยี

ขณะที่คนไทยค่อนข้างเปิดรับเทคโนโลยี เราเป็นหนึ่งในประเทศที่ติด Facebook เป็นอย่างมาก อุปสรรคหนึ่งของ startup ไทยคือ คนไทยคุ้นเคยกับของฟรี เป็นความท้าทายด้านโมเดลธุรกิจ B2C

Photo: Pexels

Marketing – ทำตลาดออนไลน์ เครื่องมือทรงพลัง

ผมจะพูดถึงเฉพาะ online marketing ที่อเมริกานั้น คนจะใช้ social media ที่หลากหลาย ทั้ง Facebook, Twitter, Instagram, Snapchat, YouTube และใช้อีเมลกันทุกคน การทำ online marketing จึงต้องเลือกสื่อที่จะใช้ให้ดี ส่วนคนไทยนั้นใช้เวลากับ Facebook มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นหลายเท่า

ความสมบูรณ์ของข้อมูลเวลายิงแอดก็ต่างกัน Facebook ที่อเมริกานั้นมีข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนลึกมากจากการลงทุนซื้อข้อมูลจากแหล่งอื่น รวมถึงรายได้ของผู้ใช้ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากในการทำการตลาด ทำให้ startup สามารถโชว์โฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่การเลือกกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้ใช้คนไทยนั้นข้อมูลมีจำกัด อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ตรงคือ Interest ซึ่ง Facebook เก็บข้อมูลจาก Facebook Page ที่เรากด Like พอเป็นภาษาไทยแล้ว Interest อาจจะคลาดเคลื่อนได้

ภาพจาก Startup Thailand

Environment – ปัจจัยแวดล้อมส่งเสริม

คนที่อยู่ในบริษัท startup และเทคโนโลยีน่าจะเป็นจำนวนไม่น้อยเกิน 10% ของคนซานฟรานซิสโก ด้วยคนสนใจ startup จำนวนมากและคนที่ทำ startup แล้วประสบความสำเร็จก็เยอะ ซานฟรานซิสโกจึงมี Event ให้ไปนั่งฟังได้ทุกวันทั้งฟรีและไม่ฟรี และมีคอร์สสอน startup ฟรีบนออนไลน์เป็นจำนวนมาก

ขณะที่เมืองไทยนั้น ถึงคนจะสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองสามปีนี้ แต่ก็ยังไม่ได้เยอะขนาดว่าจะมีงานทุกอาทิตย์

Conclusion – บทสรุป

ตลาด startup เมืองไทยอยู่ในระยะเพิ่งเริ่มต้น ถึงจะมีอุปสรรคด้านผู้ใช้ บุคลากร และกฎหมาย แต่ก็ยังมีโอกาสอีกมากให้ startup หน้าใหม่ได้เติบโต การแก้กฎระเบียบ และ การมีตัวอย่างของผู้ก่อตั้งและพนักงานที่มาร่วมงานในระยะเริ่มต้นแล้วรวย สองสิ่งนี้จะช่วยปลดล็อคให้ ecosystem ของ startup ไทยเติบโตได้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/true-story-startup-thailand-vs-silicon-valley/

DV มั่นใจ 10 ปีไทยพัฒนาด้าน Startup เท่าสิงคโปร์ แต่รัฐ-เอกชน และ Accelerator ต้องช่วยกัน

หลายคนคงเห็นกระแส Startup ในประเทศไทยบูม และมองว่าน่าจะตื่นเต้นมาในช่วงนี้ แต่จริงๆ แล้วถ้าเทียบกับประเทศชั้นนำ ไทยยังห่างอยู่หลายขุม เช่นสิงคโปร์ และฮ่องกงเราก็ตามหลังเขาอยู่ถึง 5 ปี

ตามหลังคือแย่ หากอยาก Go Digital

ตามที่รัฐบาลต้องการเดินหน้านโยบาย Thailand 4.0 ผ่านการขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ แต่เมื่อประเทศไทยยังตามหลังประเทศชั้นนำในเรื่องเหล่านี้อยู่มาก ไม่ต้องนับไปไกล แต่เพื่อนบ้านใหญ่ๆ อย่างสิงคโปร์ไทยก็ตามหลังถึง 5 ปี และจุดที่ทำให้ประเทศไทยตามหลังก็คือ Startup

ชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เววนเจอร์ส จำกัด หรือ DV เล่าให้ฟังว่า ไทยมีประชากร 70 ล้านคน แต่มี Startup เพียง 600 ราย หรือหนึ่งในแสนคน แถมจำนวน Venture Capital ก็มีแค่ 12 ราย และ Accelerator ที่เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเติบโตก็มีแค่ 7 ราย ทำให้ Startup ในประเทศไทยก็เกิดค่อนข้างยาก

ชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เววนเจอร์ส จำกัด หรือ DV

“จะไป 4.0 ได้ Digital Disruption ต้องเกิด และผู้ประกอบการที่เป็น Startup ต้องแข็งแกร่งทั้งแนวคิด และทักษะในการทำธุรกิจ รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างนักลงทุน กับข้อกฎหมาย มิฉะนั้นมันก็เกิดได้ยาก ถ้าเทียบกับอิสราเอลที่เป็นประเทศเล็ก มีประชากรแค่ 8.7 ล้านคน แต่มี Startup กว่า 4,300 ราย แถมเกือบทั้งหมดทำบริการ B2B เพื่อส่งไปนอกประเทศ”

ถ้าสนับสนุนเต็มที่ 10 ปีน่าจะตามทัน

ไม่ใช่แค่ Accelerator หรือ Venture Capital ต้องมากขึ้น หากต้องการขับเคลื่อนประเทศด้วยดิจิทัล แต่เรื่องนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะภาคการศึกษา ที่ต้องสร้างคนมารองรับเรื่องนี้ก็จำเป็น และถ้าเอกชน กับภาครัฐจับมือกันเสริมสร้างเรื่องดังกล่าวเต็มที่ โอกาสที่ไทยจะตามทันสิงคโปร์ในเรื่องการขับเคลื่อนประเทศด้วยดิจิทัลภายใน 10 ปีก็มีสูง

สำหรับ DV เอง ปีนี้เตรียมจัดโครงการ Accelerator เป็นปีที่ 2 เริ่มต้นในเดือนต.ค. โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. เพื่อคัดเลือกมากที่สุด 10 ทีมเข้าโครงการ เน้นไปที่ Startup ที่มี Product หรือเริ่มมี Traction บ้างแล้ว รวมถึงลักษณะธุรกิจที่เชื่อมต่อกับธนาคารไทยพาณิชย์ได้

ไม่เน้น Fintech เปิดกว้างทุกอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม โครงการ Accelerator ดังกล่าวไม่ได้เจาะจงไปที่กลุ่ม Fintech เพียงอย่างเดียว แต่เปิดกว้างทุกอุตสาหกรรม คล้ายกับปีแรกที่มีทั้งบริการเรียกช่างอย่าง Seeksters และ OneStockHome ที่จำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง ซึ่งทั้งคู่สามารถเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ที่ตัวโครงการรวบรวมมาเพื่อต่อยอดธุรกิจให้กับ Startup

ในปีที่แล้ว Startupในโครงการของ DV ระดมทุนรวมกันกว่า 2.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีพาร์ทเนอร์ 29 รายเชื่อมต่อระบบกับ Startup แล้ว

สรุป

Startup ในตอนนี้จะเรียกว่ามีบางกลุ่มคิดว่าทำตามแฟชั่น เพราะอุตสาหกรรมนี้มีเงินจำนวนมากรออยู่ แต่จริงๆ แล้วสุดท้ายจะเหลือคนที่อยู่รอด และจริงจังกับตัวธุรกิจเพียงไม่กี่ราย ซึ่งการเพิ่มจำนวน Venture Capital และ Accelerator ก็จำเป็นที่ช่วยให้ Startup กลุ่มที่จริงจังกับธุรกิจสามารถเจริญเติบโตได้ง่ายกว่าเดิม ผ่านการอัดฉีดเงิน และ Scale ธุรกิจขึ้นไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-startup-10yrs-like-singapore/

จิบกาแฟ พร้อมโฟมนม นุ่มๆ ได้ง่ายๆ ไม่ต้องตีฟอง ความต่างจาก NESCAFE GOLD

รสนิยมการดื่มด่ำกาแฟของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนอยากได้เหมือนกันจากกาแฟทุกแก้วคือ สุนทรียภาพจากกลิ่นหอมของกาแฟ ความดื่มด่ำในรสกาแฟในแต่ละแก้วที่มีความเข้ม ความนุ่ม และอาจเพิ่มความกลมกล่อมด้วยโฟมนมนุ่มๆ ทำให้การดื่มกาแฟ กลายเป็นศิลปะที่สร้างคาร์แรกเตอร์ของผู้ดื่มขึ้นมา

เมื่อนี่คือสิ่งที่คอกาแฟต้องการ NESCAFE GOLD เลยพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ด้วยโฟมนมนุ่มๆ ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากชงกาแฟฟรีเมียมด้วยตัวเองได้

NESCAFE GOLD Café สร้างประสบการณ์ใหม่แบบ Out of Home

หลังจากเปิดตัวและวางขายตั้งแต่ประมาณเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา NESCAFE GOLD กาแฟพรีเมียม ที่มีส่วนผสมทั้ง Arabica และ Robusta และผสมกาแฟสดคั่วบดละเอียด และยังมีโฟมนมนุ่มๆ ให้ความรู้สึกเหมือนไปดื่มกาแฟจากถ้วยที่ร้าน

เพื่อสร้างคาร์แรกเตอร์ความพรีเมียมให้ชัดเจน และให้คอกาแฟได้สัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น จึงเกิดเป็น NESCAFE GOLD Café ที่ใช้ผลิตภัณฑ์หลักเป็น NESCAFE GOLD ผ่านฝีมือการชงกาแฟจาก บาริสต้า ชั้นนำมาสร้างสรรค์เมนูร้อนและเย็น จับคู่กับขนมจากร้าน Fauchon กลายเป็นการผสมผสานที่ลงตัว

และตอกย้ำความพรีเมียมด้วยบริการแบบ Personalize Touch มีพนักงานคอยดูแลแบบเป็นส่วนตัว ทั้งหมดต้องการให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า นี่คือความรู้สึกที่จะได้จาก NESCAFE GOLD

เปิดใจลองสัมผัส ความพรีเมียมที่ไม่แตกต่าง

NESCAFE GOLD Café เป็นร้านแบบ Pop up Store เปิดให้บริการ ระหว่างวันที่ 18 – 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากตลอด 10 วันที่เปิดให้บริการ โดยมีผู้บริโภคมาต่อคิวใช้บริการตั้งแต่ร้านเปิดจนกระทั่งร้านปิด มียอดขายประมาณ 300 แก้วต่อวัน

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับร้าน Pop up Store เพราะไม่ว่าจะเป็นเมนูร้อนหรือเย็น ผู้บริโภคจะได้สัมผัสความพรีเมียมของกาแฟไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังเกิดเป็นกระแสการถ่ายรูปติดแฮชแท็ก NESCAFE Gold Café ขึ้นโซเชียลกว่า 800 ภาพในช่วงเวลาที่เปิดร้าน

จากการเปิด NESCAFE Gold Café ทำให้ใครหลายคนอยากลองกลับไปชงเองที่บ้าน ว่าจะได้กาแฟมีโฟมเหมือนที่ NESCAFE GOLD Café หรือไม่

อาราบิก้าจากเทือกเขาสูงเก็บด้วยมือ พร้อมนมนำเข้า

NESCAFE GOLD ออกมาตอบโจทย์นี้ เพราะแค่เติมน้ำร้อนลงไปไม่ต้องตีฟอง ส่วนผสมที่เป็นนมนำเข้าจากต่างประเทศ และเทคโนโลยีพิเศษของ NESCAFE GOLD โดยเฉพาะ ทำให้ได้ฟองนมหนานุ่มขึ้นมาทันที

ก่อนจะเป็นกาแฟพรีเมียม เรียกว่าพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแบบเก็บด้วยมือ ทำการคั่วบดละเอียดเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้น และเพื่อตอบความชื่นชอบที่แตกต่างกัน จึงมีให้เลือก 3 รสชาติตามความชอบของแต่ละคน

คาปูชิโน รสกลมกล่อมที่ลงตัว ระหว่างความเข้มข้นของกาแฟอาราบิก้าและฟองนมที่นุ่มนวล
ลาเต้ มัคคิอาโต้ รสนุ่มละมุนของกาแฟพรีเมี่ยม โดดเด่นด้วยนมคุณภาพนำเข้าให้รสชาติเยี่ยมและกลิ่นหอม
ไวท์ เอสเพรสโซ เข้มทั้งกลิ่นและรสชาติของกาแฟอาราบิก้าคั่วบดละเอียด

ถือเป็นรูปแบบการทำตลาดและการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค เมื่อมีสินค้าใหม่ออกวางตลาด ทั้งการเปิดร้านลักษณะ Pop up Store ขึ้นมาให้ลองกันจริงๆ นอกจากได้จิบกาแฟจากฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ยังได้เรียนรู้วิธีการชงอย่างถูกต้องด้วย

ถึงตรงนี้ใครอยากลองกาแฟพรีเมียม มีโฟมนมหนานุ่ม ชงเองที่บ้านไม่ต้องตีฟองด้วย ลอง NESCAFE GOLD ด้วยตัวเองได้เลย จะได้รู้ว่าสรุปแล้วแตกต่างกันอย่างไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nescafe-gold-cafe/

eBay ปรับลุคใหม่ หนุนคนไทยขายออนไลน์ ในสมรภูมิ E-commerce ที่คู่แข่งเพียบ

eBay ชวนคนไทยมาขายของออนไลน์ แต่อย่างที่รู้กันดีว่าคู่แข่งในสนามนี้ไม่ธรรมดากันทั้งนั้น รอบนี้ eBay เลยส่ง AI เป็น DataLabs มาช่วยซื้อขายให้ง่ายขึ้น พร้อมปรับลุคใหม่หวังดึงกลุ่มมิลเลนเนียลมาใช้งานเพิ่มด้วย

eBay ปรับลุคใหม่ ดึงมิลเลนเนียล

จาก eBay ที่ทำธุรกิจประมูลของมาสู่แพลตฟอร์มที่เรียกตัวเองว่า Market Place ในรูปแบบตลาดค้าปลีกออนไลน์ระดับโลก ถ้านับช่วงเวลาที่เข้ามาในไทยก็รวมได้ 8 ปีแล้ว มาถึงวันนี้ eBay ประเทศไทยต้องการขยายฐานผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มมิลเลนเนียล เพราะว่าคนกลุ่มนี้เป็นเป้าหมายหลักของ eBay

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์ บอกว่า “เราต้องการสร้างความผูกพันธ์กับคนรุ่นใหม่ เพราะคนกลุ่มนี้ศักยภาพในการซื้อขายบนออนไลน์เป็นหลัก อย่างในตอนนี้หน้าเว็บของเราก็ใช้สีสันให้เข้ากับคนกลุ่มมิลเลนเนียลมากขึ้น”

นายบุญพันธุ์ บุญประยูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของอีเบย์

ตามสถิติของ eBay บอกว่า มีคนใช้งานที่เป็นผู้ซื้อกว่า 169 ล้านคนทั่วโลก (คิดเป็น 2.5 เท่าของประชากรไทย) โดยเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วมา 2 ล้านคน มูลค่าการซื้อขายในไตรมาสแรกปี 2017 ของทั่วโลกพุ่งไปถึง 20,000 ล้านเหรียญ ที่น่าสนใจคือซื้อขายกันผ่านมือถือกว่า 60%

สำหรับในไทยสินค้าที่ขายผ่าน eBay พบว่า ส่งออกไปอเมริกา สหราชอาณาจักร ยุโรปเสียเป็นส่วนใหญ่ eBay เลยย้ำว่า ถ้าคนไทยเข้ามาใช้งานขายของออนไลน์ผ่าน eBay จะประสบความสำเร็จได้ง่าย เพราะโอกาสขายของมีสูงมาก โดยเฉพาะตลาดในประเทศฝั่งอเมริกาเหนือ ยุโรป และออสเตรเลีย

eBay ส่ง AI ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น

ลุคใหม่ที่ว่าของ eBay รอบนี้ก็คือระบบจัดการข้อมูลหรือที่เรียกว่า “eBay DataLabs” โดยจะเป็นเครื่องือที่ช่วยวิเคราะห์ตลาด-เทรนด์ราคาสินค้าและพฤติกรรมของผู้บริโภค มีทั้งข้อมูลด้านปริมาณ ราคาขาย คุณภาพสินค้า และรายการสินค้าขายดี เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการตลาดได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปลองใช้งานกันได้ที่ eBay DataLabs ไม่ต้องลงทะเบียน และไม่มีค่าใช้จ่าย

หนุนคนไทยขายของออนไลน์

ว่ากันง่ายๆ เลย รอบนี้พอปรับลุคใหม่ ส่ง AI มาช่วยทำงานแล้ว นั่นก็เพราะต้องการลูกค้าคนไทยหน้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยแผนของ eBay ในปี 2017 เป็นแบบนี้

  • กลุ่มผู้ขายหน้าใหม่ : eBay ต้องการให้คนไทยเขามาขายของออนไลน์ผ่านช่องทางของ eBay กันมากขึ้น โดยเฉพาะคนไทยรุ่นใหม่ๆ แน่นอนการใช้งานครั้งแรกอาจไม่ง่ายสำหรับทุกคน eBay เลยส่งตัวช่วย ที่จะเป็นเหมือนการให้ข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์จากคนที่ขายแล้วประสบความสำเร็จให้กับผู้ขายหน้าใหม่
  • กลุ่มผู้ขายอีเบย์ที่มีประสบการณ์ : กลุ่มนี้เรื่องการใช้งานไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแล้ว แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้ยอดขายโตขึ้นไปอีก eBay ก็ไม่ทิ้งคนกลุ่มนี้ โดยจะส่งทีมพัฒนาธุรกิจให้คำปรึกษา มากกว่านั้นยังวางแผนจะส่งแผนธุรกิจที่ไปไกลกว่า B2B ให้เป็น B2B2C คือให้ธุรกิจการขายของผ่านออนไลน์เชื่อมต่อกับบริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ไปด้วยเลย อย่างไรก็ตาม ส่วนหลังนี้ยังเป็นเพียงแผนการที่ eBay ประเทศไทยวางไว้ ยังไม่มีความชัดเจนนัก

ส่วนสุดท้ายเป้าหมายของ eBay ประเทศไทยในปีนี้คือ ต้องการเติบโตในระดับ 2 Digit หรือเลข 2 หลัก แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจน โดยให้เหตุผลว่าเป็นนโยบายของทาง eBay เอง

สรุป

eBay ปรับลุคใหม่รอบนี้เพื่อดึงเอาคนหน้าใหม่เข้ามาขายของออนไลน์มากขึ้น พร้อมกับส่งระบบจัดการข้อมูล AI ที่ชื่อ “eBay DataLabs” มาช่วยทำให้การซื้อขายสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

แต่ที่น่าสนใจคือประเด็นการหนุนคนไทยให้าขายของออนไลน์ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ในสมรภูมิ E-commerce ตอนนี้นั้นร้อนแรงแค่ไหน เพราะมีทั้งรายใหญ่อย่าง Alibaba, Lazada, 11st หรือของเครือเซ็นทรัลที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อมาหมาดๆ อย่าง Looksi ที่สำคัญคู่แข่งเหล่านี้มีฐานอยู่ในเอเชียทั้งหมด การปรับลุคของ eBay ประเทศไทยครั้งนี้ก็คงเพราะตระหนักดีกว่า กลุ่มเป้าหมายของตัวเองคือฝั่งอเมริกาและยุโรป ไม่ใช่เอเชีย และถึงแม้จะมองว่าเป้าหมายเป็นคนละกลุ่มกัน แต่ในทางธุรกิจแล้ว ของแบบนี้ประมาทกันได้ซะที่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ebay-e-commerce-datalabs/