คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

ถ้ายังเร็วไม่พอ AIS NEXT G จัดเน็ต 1000Mbps แต่ต้องใช้คู่ Super WiFi จ่าย 1,099/เดือน เพื่อ Heavy User ตัวจริง

AIS ส่งเครือข่ายเน็ตใหม่ เร็วระดับ 1Gbps ใครอยากใช้งานต้องสมัครแพ็คเก็จอย่างต่ำ 1,099 บาทต่อเดือน แต่ประเด็นคือ ต้องใช้คู่กับ AIS Super WiFi ที่มีอยู่ 80,000 จุดทั่วประเทศเท่านั้น ถ้าใช้ในที่ที่ไม่มี WiFi ก็หมดสิทธิ์

เน็ต 1Gbps ไวจริง แต่ไม่ได้ใช้ผ่านเครือข่ายมือถืออย่างเดียว ต้องเกี่ยวสัญญา WiFi ด้วย

AIS ส่งเครือข่ายความเร็วระดับ 1Gbps ในชื่อ “AIS NEXT G” อธิบายกันแบบง่ายๆ คือ เป็นการเพิ่มศักยภาพของ 4 G ให้มากกว่าเดิม โดยผนวกรวมกับตัว WiFi นั่นหมายความว่าเครือข่ายที่ AIS ส่งมาใหม่นี้ต้องใช้ทั้งตัวเครือข่ายมือถือผสมกับเครือข่าย WiFi นั่นเอง

ทีนี้ ตัวเครือข่ายมือถือที่ AIS บอกว่า ได้ปรับเป็นระบบ 4G กับ 4.5G แล้วนั้นต้องใช้ในพื้นที่ที่มีการให้บริการ AIS SUPER WiFi ร่วมด้วย จะใช้โดดๆ ตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

AIS ค่อนข้างภูมิใจมากกับที่สามารถทำเน็ตให้ความแรงพุ่งไปถึง 1Gbps ได้ เพราะถ้านับดูจากผู้ให้บริการทุกรายในภูมิภาคนี้ ต้องเรียกได้ว่า AIS รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถส่งความเร็วอินเทอร์เน็ตในระดับนี้ออกมาสู่ตลาดได้

นอกจากนั้น ถ้าถามว่า 1 Gbps เร็วแค่ไหน? คำตอบก็คือ “เร็วมาก” AIS บอกว่ารายอื่นๆ ในตลาดของไทย “อย่างมากก็อยู่แค่ 500 – 600 Mbps เท่านั้น”

ซ้าย-บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ เอไอเอส ขวา-ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส

เน็ตแรงแต่ต้องใช้คู่ Super WiFi ยังไม่พอ ต้องเป็น Samsung รุ่นใหม่เท่านั้นด้วย

อย่างที่ได้อธิบายกันไปคือ AIS NEXT G ที่เน็ตแรงระดับ 1Gbps นี้ ต้องใช้ควบคู่กันทั้งเครือข่ายมือถือผสมกับเครือข่าย WiFi เริ่มจากตัวเครือข่ายมือถือกันก่อน อย่างน้อยที่สุดเลยลูกค้าต้องใช้แพ็กเกจ 4G Max Speed Unlimited 1,099 บาท/เดือนขึ้นไป ส่วนลูกค้าเติมเงินสามารถสมัครแพ็กเกจเสริมได้ในราคา 159 บาท จะได้รับอินเทอร์เน็ต 5GB และ AIS SUPER WiFi ไม่จำกัด นาน 7 วัน (ได้ความเร็วในระดับ 1Gbps เหมือนรายเดือน)

ส่วนตัว AIS SUPER WiFi ก็มีอยู่ประมาณ 80,000 จุดทั่วประเทศ ในจุดนี้อาจทำให้หลายคนสงตั้งคำถามได้ว่า ต่อให้ใช้แพ็กเกจที่เป็น 4G หรือ 4.5G แต่ความเร็วก็จะไม่พุ่งไปที่ 1Gbps ใช่หรือไม่? คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะถ้าต้องการความเร็วขนาดนั้นจำเป็นจะต้องใช้ในพื้นที่ที่มี AIS SUPER WiFi อยู่ด้วย

จากนั้น เมื่อถามถึงแผนการขยายเพื่อคลายความกังวลของผู้บริโภค AIS ย้ำว่า “ตอนนี้ที่ขยายไปกว่า 80,000 จุด ก็นับว่าครอบคลุมในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนถ้าจะถามว่าขยายอย่างไรต่อไป ก็คงจะเป็นการขยายจุดให้บริการไปตามห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าอยู่แล้ว”

ส่วนลูกค้า AIS ที่ใช้ 4G ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 16 ล้านราย AIS มั่นใจว่าในเบื้องต้น AIS NEXT G นี้จะตอบโจทย์ผู้ใช้กว่า 100,000 แสนรายก่อน เหตุผลก็คือ ในเริ่มแรกเน็ตเร็วแรงระดับ 1Gbps จะใช้ได้กับ Samsung 4 รุ่นใหม่เท่านั้นคือ Samsung S7, Samsung S7 edge, Samsung S8 และ Samsung S8+

ส่วนโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่น-ค่ายอื่น AIS บอกว่า “ยังไม่มีรายละเอียด ขอเก็บไว้ตอบในโอกาสหน้า”

 

เน็ตยิ่งแรง ยิ่งดี เอาไว้ต่อยอดกับ IoT ในอนาคต

หลายคนอาจสงสัยว่าจะแล้วเราจะเอาเน็ตแรงๆ ไปเพื่ออะไร? ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส ตอบคำถามนี้ว่า “เอาจริงๆ เลยก็คือ เน็ตแรงเท่าไหร่ก็ไม่พอ และวันนี้ต้องไปไกลกว่า 4G แล้ว” คำว่าไม่พอในที่นี้ก็คือ ผู้บริโภคหรือลูกค้าต้องการเน็ตที่แรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะอินเทอร์เน็ตยุคนี้ต้องไปตอบสนองความต้องการในการ Live Streaming แบบ Real-Time, ดูวิดีโอ 4K, ดาวน์โหลด/อัพโหลดไฟล์ขนาดใหญ่, Augmented Reality, Cloud System ฯลฯ

“ทุกวันนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปเร็วมาก สมัยก่อนดูทีวีจอใหญ่ๆ วันนี้ขอแค่โทรศัพท์จอเล็กๆ ก็พอแล้ว ลูกค้าดูได้หมด AIS เลยต้องปรับตัวให้ทัน ถ้าให้ดีคือต้องนำหน้าไปให้บริการลูกค้าได้”

มากกว่านั้น AIS ยังบอกอีกว่า ในอนาคต IoT จะเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์ในทุกๆ มิติของชีวิต AIS มองว่าเน็ตยิ่งแรงยิ่งดี “เพราะเมื่อถึงวันที่ IoT มาจริงๆ AIS ก็จะพร้อมให้บริการอย่างมาก”

ปรับ Shop เป็น THE DIGITAL GALLERY รีโนเวทไปกว่า 40 ล้านบาท

นอกจากจะส่ง AIS NEXT G มาแล้ว AIS ยังเปิดตัว THE DIGITAL GALLERY ที่ Central World อีกด้วย โดยเป็นการปรับปรุงรีโนเวท Shop เดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ด้วยการลงเงินไปกว่า 40 ล้านบาท ทำให้ภายในพื้นที่ 500 ตารางเมตรนี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ AIS บอกว่า “จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่และล้ำสมัยอย่างแน่นอน”

ใน Shop ใหม่ที่ปรับปรุงนี้ก็มีหลายโซนให้บริการ ทั้งตัวนวัตกรรมและสินค้าต่างๆ ที่จัดวางมาในรูปแบบแกลอรี่ไฮเทค มีพื้นที่สำหรับทดลองสินค้าใหม่ๆ และที่พลาดไม่ได้คือห้องพิเศษสำหรับลูกค้า Serenade ที่ตอนนี้มีเมมเบอร์อยู่ประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่ง AIS ก็บอกว่าสิ้นปีนี้อยากได้ยอดเพิ่มมากที่ 4 ล้านคน

สรุป

แม้ว่าเน็ตที่ AIS ส่งมารอบนี้จะมีความเร็วถึง 1Gbps หรือ 1000 Mbps เรียกได้ว่าเร็วมาก แต่เงื่อนไขคือต้องใช้คู่กับ AIS Super WiFi เท่านั้น ความเร็วถึงจะพุ่งไปสูงในระดับนี้ ส่วนราคาก็เริ่มต้นที่ 1,099 บาทต่อเดือน แน่นอนว่าคำถามที่ตามมาคือ ราคาเริ่มต้นหลักพันบาทนั้นแพงไปไหม? หรือเน็ตเร็วขนาดนั้นจะเอาไปทำอะไรนัก? แถมยังใช้ได้แค่ Samsung 4 รุ่นเท่านั้น และที่มากไปกว่านั้นคือการต้องใช้คู่กับสัญญาณ WiFi ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คำถามเหล่านี้คงไม่มีใครตอบได้ดีเท่าผู้บริโภค ที่สุดท้ายแล้วเขาจะเป็นคนตัดสินใจเองว่ามันคุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่

ส่วนในแง่การตลาดต้องยอมรับว่า AIS สร้างภาพลักษณ์จากการส่ง AIS NEXT G มาก่อนใครและยังเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-next-g-1-gbps-internet/

Advertisements

Shell ตามเกม Non-Oil พัฒนาร้าน Select-Deli Cafe พร้อมปรับภูมิทัศน์ปั๊มเดินไปใช้จ่ายสะดวกขึ้น

เรียกว่าจะพึ่งพิงแค่การขายน้ำมันคงไม่ได้แล้ว เพราะผ่านมา 5 เดือนตลาดนี้การขายน้ำมันในไทยเติบโตเพียง 1.3% และคงไม่แปลกที่ทุกปั๊มจะหันมาลุยตลาด Non-Oli มากขึ้น โดยรายล่าสุดที่ออกมาประกาศ Direction อย่างชัดเจนก็คือ Shell

สถานี Shell V-Power // ภาพจาก Shell

Non-Oil สำคัญในธุรกิจปั๊มน้ำมันยุคนี้

ปกติแล้วธุรกิจ Non-Oil ในปั๊มน้ำมันก็จะเป็นร้านค้าต่างๆ แต่หากจะมีคนเข้ามาใช้บริการได้ หลักๆ ก็ต้องมี Location ที่ดี ประกอบกับสูตรน้ำมันที่จูงใจ เพื่อดึงผู้บริโภคเข้ามาในปั๊มก่อน โดยเฉพาะปั๊มน้ำมันในกรุงเทพ และถ้าเป็นต่างจังหวัดแล้วจะต่างกัน เพราะตัว Non-Oli ทั้งร้านสะดวกซื้อ กับเบอเกอรี่ จะเป็นตัวช่วยดึงผู้ใช้บริการเข้ามาในปั๊มด้วย ไม่ใช่แค่สูตรน้ำมัน

อรอุทัย ณ เชียงใหม่ กรรมการบริหาร ธุรกิจการตลาดค้าปลีก ประจำประเทศไทย บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เล่าให้ฟังว่า การสร้าง Consumer Journey ให้กับผู้ใช้บริการถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกภายในปั๊มน้ำมัน เนื่องจากช่วยสร้างประสบการณ์ไม่สิ้นสุด หากมีการวางแผนทั้งภายในปั๊มน้ำมัน และระหว่างปั๊มที่ผู้บริโภคจะผ่านระหว่างทาง

อรอุทัย ณ เชียงใหม่ กรรมการบริหาร ธุรกิจการตลาดค้าปลีก บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด

ซึ่งปัจจุบัน Shell ในประเทศไทยมีธุรกิจ Non-Oil ทั้งหมด 2 แบรนด์ ตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน Shell จำนวน 517 แห่งทั่วประเทศทั้งหมด ประกอบด้วยร้านค้าสะดวกซื้อ Select จำนวน 80 สาขา กับร้านเบอเกอรี่ Deli Café จำนวน 51 สาขา โดยทั้งสองธุรกิจจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นตามยุคสมัย และอยู่ระหว่างวางแผน โดยจะพร้อมเปิดเผยรายละเอียดเร็วๆ นี้

ปรับภูมิทัศน์ภายในปั๊ม ยกระดับความสะดวก

ขณะเดียวกัน Shell มีแผนปรับภูมิทัศน์ภายในปั๊มน้ำมัน ทั้งที่ให้บริการอยู่ และกำลังจะเปิดให้บริการหลังจากนี้ เพื่อยกระดับความสะดวกในการเข้าใช้บริการ พร้อมสร้างเงินสะพัดภายในปั๊มได้มากขึ้น เช่นการวางหัวจ่าย, ร้านค้า และห้องน้ำ ให้มีทางเดินที่ไหลไปได้ในทางเดียวกัน เพื่อสร้างโอกาสการจำหน่ายสินค้าต่างๆ

Shell พัฒนาเทคโนโลยี Dynaflex ใช้กับน้ำมันกลุ่ม V-Power และน้ำมันอื่นๆ ให้ใกล้เคียงกับที่ใช้กับรถแข่งทีม Scuderia Ferrari // ภาพจาก Shell

นอกจากนี้ทางบริษัทมีแผนขยายปั๊มน้ำมันใหม่อย่างน้อย 30 แห่ง/ปี โดยปี 2560 จะเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 40 แห่ง มีทั้งบริษัทลงทุนเอง และร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการเปิดให้บริการ โดยหนึ่งในนั้นคือการเปิดสาขาปั๊มน้ำมันพรีเมียม หรือจำหน่ายแค่น้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่ม V-Power Gasohol 95 กับ V-Power Diesel ซึ่งจะเปิดในต่างจังหวัดเพิ่ม จากที่มี 2 แห่งในกรุงเทพ

รักษาเบอร์ 3 ผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด บอกว่า แม้ภาพรวมตลาดการค้าน้ำมัน 5 เดือนแรกจะเติบโตเพียง 1.3% แต่ทางบริษัทสามารถเติบโตเหนือตลาดได้เล็กน้อย พร้อมกับมียอดจำหน่ายเป็นอันดับ 3 ของผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ผ่านส่วนแบ่ง 12.7-13% รองจากปตท. และบางจากที่เป็นเบอร์ 1 กับ 2 ตามลำดับ

สรุป

ถ้าเทียบความ Active ของธุรกิจ Non-Oil กับปั๊มอื่นๆ ต้องบอกว่า Shell ค่อนข่างไม่ค่อยขยับตัวอะไรมากนัก แต่เชื่อว่าหลังจากนี้คงมีแผนใหม่ๆ เพื่อใช้ Non-Oil ดึงลูกค้าได้มากกว่าเดิมแน่ เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัว V-Power นั้นสร้างความแตกต่างให้กับสมรรถนะในการขับขี่จริงๆ แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และถ้าคนมีกำลังทรัพย์มาอยู่ที่ปั๊มนานกว่าเดิม หากมีสิ่งอื่นๆ มาดึงดูดพวกเขาได้ โอกาสที่เงินจะสะพัดภายในปั๊มมากขึ้นก็มีสูง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/shell-non-oil-direction/

ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่เปิดให้ใช้บริการจริง SCB ดึง Blockchain รับโอนเงินข้ามประเทศ

ภาพจาก Ripple

สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนจากการมาของฟินเทค (FinTech) ที่ในช่วงแรกทุกฝ่ายต่างเกรงกลัวกันว่าจะส่งผลกระทบแก่ธนาคาร แต่ในความเป็นจริงการมาของฟินเทค ถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดี เพื่อให้ธนาคารเกิดการปรับตัว โดยเฉพาะธนาคารที่มีความตื่นตัวทางด้านดิจิทัล ที่สามารถเรียนรู้ข้อจำกัดในการใช้งานฟินเทค นำมาประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบบริการที่ลูกค้าต้องใช้งาน

ข้อมูลจากไอดีซี ที่วิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนทางด้านไอทีในประเทศไทย มองว่าธุรกิจไฟแนนซ์เชียลเซอร์วิส หรือธุรกรรมทางการเงินต่างๆ จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนไอทีเติบโตมากที่สุด สูงถึง 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และถือว่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการลงทุนไอทีอยู่ราว 5% เท่านั้น

ที่ผ่านมาเชื่อว่าลูกค้าธนาคารทุกคนต่างมองว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เป็นเรื่องไกลตัว แต่ก้าวสำคัญของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ที่ร่วมมือกับทาง Ripple และ SBI Remit จากประเทศญี่ปุ่น นำ Blockchain มายกระดับการให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์สำหรับลูกค้ารายย่อยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ภาพจาก Pixabay.com

โอนเงินจากญี่ปุ่น ได้รับภายใน 20 นาที

สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าทั่วไป สามารถรับโอนเงินข้ามประเทศได้รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำร่องด้วยการโอนเงินจากญี่ปุ่น มายังบัญชี SCB ในประเทศไทยโดยตรง เพราะในแต่ละปีมีการโอนเงินจากญี่ปุ่นมาไทยไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท การมีเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้คนไทยในญี่ปุ่นกว่า 40,000 คนโอนเงินสะดวกยิ่งขึ้น

รูปแบบในให้บริการโอนเงินจะเริ่มจากต้นทางในญี่ปุ่นจากสกุลเงินเยน (JPY) มายังปลายทางบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ SCB ที่ประเทศไทย ในสกุลเงินบาท (THB) ผ่านตู้เอทีเอ็มของ Japan Post ที่เป็นพันธมิตรกับ SBI Remit ที่มีมากกว่า 20,000 ตู้ทั่วประเทศญี่ปุ่น เข้ามายังบัญชี SCB โดยตรง

เมื่อลูกค้าทำรายการแล้วข้อมูลจะวิ่งเข้าสู่ระบบ Ripple Blockchain จากนั้น เงินจะเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติภายใน เวลา 20 นาทีต่อรายการเท่านั้น จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 วัน เพราะระบบ Blockchain จะทำการตรวจสอบ 1. ข้อมูลผู้ส่ง-ผู้รับในรายการ Sanction List 2. ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน 3. ตรวจสอบวัตถุประสงค์การโอน รวมถึง 4. ตรวจสอบสถานะบัญชีของผู้รับปลายทางเพื่อยืนยันความถูกต้องของผู้รับก่อนทำการโอนเงินจริง ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว ต่างจากระบบการโอนเงินรูปแบบเก่าที่ต้องเช็คและดำเนินการเป็นขั้นๆ ไป จึงทำให้ล่าช้า ซึ่งจากการเปิดบริการครั้งแรกในประเทศไทยร่วมกับญี่ปุ่นแล้วนั้น แผนในระยะยาวต่อไป คือการเตรียมความพร้อมเปิดบริการให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

ครั้งแรกในไทยที่ทำ Blockchain มาใช้โอนเงินข้ามประเทศ

ที่ผ่านมา SCB ศึกษาการนำ Blockchain มาใช้งาน โดย Digital Ventures หรือ DV ในเครือ SCB มีการเข้าไปลงทุนใน Ripple ซึ่งเป็นผู้นำ Blockchain มาให้บริการโซลูชันด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา

พร้อมกับการเป็นพันธมิตรกับ บริษัท SBI Remit จำกัด ผู้ให้บริการด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ ในเครือของ SBI Group เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการทางการเงินที่ทันสมัยและครบวงจร

ทำให้สามารถนำเครือข่ายสถาบันการเงินของ Ripple มาต่อยอดในการนำเทคโนโลยี Blockchain มาสู่การให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้

ภาพจาก Pixabay.com

ทดสอบร่วมกับธปท. มั่นใจได้ในความปลอดภัย

ในการนำ Blockchain มาใช้ SCB ได้ทำงานร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการนำบริการดังกล่าวเข้า สู่ Regulatory Sandbox เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริการนี้จะสร้างประโยชน์แก่ลูกค้า ประกอบกับ SCB นับเป็นธนาคารแรกๆ ที่นำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาทดสอบ

จนได้รับการอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้นำบริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านเทคโนโลยี Blockchain มาให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริงเป็นธนาคารแรกของประเทศไทย โดยธนาคารมีแผนที่จะขยายการให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Blockchain ครอบคลุมประเทศต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคในอนาคต

การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้จะช่วยให้ลดข้อจำกัดของธนาคารในการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินได้ง่ายขึ้น เพราะการนำ Blockchain มาใช้จะเป็นการช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูลจากหลายๆ Party ที่ร่วมกันตรวจสอบก่อนเริ่มต้นทำธุรกรรม และข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ รวมถึงข้อมูลทั้งหมดถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นเครือข่ายในเก็บไว้ที่ทุก Party ที่เกี่ยวข้องแบบเข้ารหัสชั้นสูง ซึ่งปลอดภัยกว่าการเก็บข้อมูลไว้แบบรวมศูนย์ที่เดียวซึ่งง่ายต่อการถูกโจมตี

ภาพจาก Pixabay.com

สรุป

การเปิดบริการโอนเงินข้ามประเทศจากญี่ปุ่น มาไทยสำหรับลูกค้าบุคคลผ่าน Blockchain ถือเป็นรูปแบบหนึ่งในการปรับตัวสู่ดิจิทัลของธนาคาร ที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจในความซับซ้อน แต่ได้รับประโยชน์จากความสะดวกในการรับโอนเงินที่ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ที่สำคัญคือได้รับเงินเร็วขึ้นหลังจากโอนเพียง 20 นาทีเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-blockchain-transfer-money/

เบียร์ Kirin เตรียมนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เริ่มต้นปีนี้

ท่าทางตลาดเบียร์จะแข่งกันหนักขึ้น Kirin แบรนด์เบียร์จากญี่ปุ่นจะส่ง AI มาผลิตเบียร์ กำหนดได้หมดทั้งกลิ่น รส สี ปริมาณแอลกอฮอล์ และจะใช้ Machine Learning ที่มีข้อมูลย้อนหลังสูตรเบียร์กว่า 20 ปีมาร่วมด้วย เอาเป็นว่ารอลิ้มรสสูตรใหม่ฝีมือ AI กันได้เลย

Photo: Pixabay

ดึง AI ผลิตเบียร์ เสริมเขี้ยวเล็บเพื่อแข่งในตลาด

Kirin Brewery บริษัทเบียร์จากญี่ปุ่นวางแผนใช้ AI ในการผลิตเบียร์ จากแต่เดิมหน้าที่จะเป็นของผู้เชี่ยวชาญ โดยอ้างว่าต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ไวขึ้น และลดการเสียเวลาไปกับการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญหน้าใหม่ๆ

ทั้งนี้ Kirin ไม่ได้ทำเองคนเดียว แต่ไปจับมือกับสถาบันวิจัยของ Mitsubishi เพื่อช่วยเรื่องการติดตั้งระบบ AI ในการผลิตเบียร์

เบื้องต้น AI ตัวนี้จะสามารถกำหนดการผลิตที่ระบุกลิ่น รส สี และปริมาณแอลกอฮอล์ได้ แต่ไม่หมดแค่นั้น เพราะมีการนำเอา Machine Learning และ Big Data มาใช้ร่วมด้วย ทำให้ AI ทำเบียร์ตัวนี้จะมีฐานข้อมูลที่กว้างและลึกมาก เพราะใช้ฐานข้อมูลสูตรเบียร์ย้อนหลังกว่า 20 ปี

หรือถ้าจะเทียบกันง่ายๆ คือ การจะมีทักษะเท่ากับ AI ตัวนี้ได้ ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบียร์ก็อาจจะต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีในการเก็บข้อมูลและเรียนรู้

ด้วยตลาดเบียร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดเกิดขึ้นมากมาย Kirin มองว่า ถ้าต้องการจะแข่งขันในตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ทางออกคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพราะฉะนั้นการใช้ AI จึงทำให้ Kirin มองว่า ในอนาคตจะได้สูตรเบียร์ใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไปจากตลาด

การใช้ AI ไม่เพียงจะมาช่วยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่ตัวแทนของ Kirin ระบุว่า “AI จะช่วยคิดค้นวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นั่นหมายความว่า ที่สุดแล้ว AI จะช่วยย่นระยะเวลาในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญไปสู่พนักงานหน้าใหม่ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้นอีกด้วย

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kirin-ai-brewing-beer/

Hooters ยอดนิ่งสนิท หลังพฤติกรรม Millennial เปลี่ยน พนักงานเสิร์ฟโชว์เนินอกก็ไม่ดึงดูดอีกต่อไป

หลายสิบปีก่อน ร้านอาหาร Hooters เป็นที่นิยมมาก เพราะนอกจากปีกไก่ทอดรสชาติเป็นเอกลักษณ์ พนักงานเสิร์ฟสาวๆ แต่งตัววับๆ แวมๆ ก็ช่วยดึงลูกค้าเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ความเป็น Breastaurant ก็ไม่สามารถดึง Millennial เข้ามาในร้านได้

ภาพจาก Flickr ของ BemLoira BemDevassa

แต่งตัววับๆ แวมๆ ไม่ใช่แนว Millennial

ในสายตาคนอเมริกัน ถ้าพูดถึงร้านอาหาร Hooters ส่วนใหญ่จะตอบว่า ปีกไก่ทอดที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ หรือไม่ก็พนักงานเสิร์ฟที่แต่งตัวเซ็กซี่ และโชว์เนินอกเบาๆ ซึ่งอย่างหลังนั้นเหมือนจะดึงดูดแค่คนรุ่นเก่า หรือตั้งแต่ Generation X ลงไป เพราะพอเข้าสู่กลุ่ม Millennial แล้ว การโชว์เนินอก หรือพนักงานเสิร์ฟหน้าอกใหญ่ ไม่ได้ดึงดูดให้คนกลุ่มนี้เข้าร้านอีกแล้ว

ซึ่งถ้าอ้างอิงจากฐานข้อมูลเว็บไซต์วาบหวิวระดับโลกอย่าง Pornhub จะพบว่าคนช่วงอายุ 18-24 ปีจะมีจำนวนน้อยกว่า 19% ที่จะค้นหาหัวข้อ Breast หรือหน้าอกหน้าใจ และเริ่มไปให้ความสนใจกับหัวข้ออื่นๆ มากกว่า ต่างกับคนรุ่นอายุ 55-64 ปี ที่เข้าไปค้นเนื้อหาดังกล่าวมากกว่า 17% เลยทีเดียว

ดังนั้นคงไม่แปลกที่ร้าน Breastaurant อย่าง Hooters และ Twin Peaks จะเริ่มได้รับความนิยมน้อยลง เช่น Hooters ในสหรัฐอเมริกาก็มียอดขายไม่เติบโต และมีฐานลูกค้าเข้ามาใช้บริการลดลง 7% ระหว่างปี 2555-2559 จนทำให้ร้านอาหารประเภทนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อรักษาธุรกิจของตัวเองไว้

โดยก่อนหน้านี้ Hooters พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเอง ผ่านการตกแต่งภายในใหม่ และเพิ่มเมนูใหม่ๆ เข้ามาเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่ม Millennial และผู้หญิง พร้อมกันนี้ยังทำร้านอาหารนี้เดินหน้าธุรกิจ Catering เพิ่ม พร้อมกับเปิดร้านอาหารที่พนักงานเสิร์ฟสวมใส่ชุดที่เรียบร้อย และมีทั้งชาย และหญิง

สรุป

ในสหรัฐอเมริกา ลูกค้ากลุ่ม Millennial อาจไปสนใจร้านอาหารที่ถ่ายรูปสวย หรือรสชาติอร่อยจริงๆ มากกว่าการดูพนักงานเสิร์ฟแต่งตัวเซ็กซี่เดินไปเดินมา แต่ในประเทศไทยเชื่อว่าร้านอาหารประเภทนี้ยังคงขายได้อยู่ เพราะในหมู่วัยรุ่นก็ยังชื่นชอบกับสาวๆ แต่งตัววับๆ แวมๆ สังเกตจากพริตตี้ที่ไลฟ์โชว์ตาม Social Media ต่างๆ ก็มีคนดูพร้อมกับหลายพัน

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hooters-cant-get-millennial/

เจาะลึกแนวคิดผู้ก่อตั้ง ZANROO ขอเวลาไม่เกิน 3 ปี จะเป็น Startup Unicorn แรกของไทย

ZANROO (แสนรู้) เป็น Startup ในสาย MarTech หรือ Marketing Technology ให้บริการด้าน Social Monitoring ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงแค่ในไทย แต่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาและยุโรป และอนาคตจะรวมถึงจีนด้วย

อะไรทำให้ ZANROO มาแรงขนาดนั้น คนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือ ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี 2 ผู้ก่อตั้งที่เริ่มต้น ZANROO มาด้วยกันตั้งแต่ 4 ปีก่อนหน้านี้

ชิตพล มั่งพร้อม

เหนือกว่าคู่แข่งด้วย Earn Media รายแรกของโลก

คำถามว่าทำไม ZANROO ถึงได้รับความสนใจขนาดนั้น ย้อนกลับไปประมาณ 4 ปีที่แล้ว จากจุดเริ่มต้นที่สนใจ Social Listening และ Social Engagement ซึ่งเป็นบริการในกลุ่ม MarTech จึงเริ่มค้นหาคำตอบว่า ทำอย่างไรจะเป็น MarTech ที่ดีที่สุด เพื่อการเติบโตในธุรกิจที่ยั่งยืน

คำตอบที่ได้คือ ทั่วโลกมีบริการลักษณะนี้อยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่เน้นที่ Paid Media และ Own Media แต่สิ่งที่เป็น Pain Point ของนักการตลาดคือ ไม่สามารถวิเคราะห์ Earn Media ได้ และไม่สามารถหาว่า ทำการตลาดและโฆษณาผ่านช่องทางไหน คุ้มค่าที่สุด (ROI)

ชิตพล บอกว่า ไปดูมาหมด ไม่มีใครทำ 3 ส่วน คือ Paid+Own+Earn รวมกันได้ และทุกคนพยายามทำแต่ไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่มีแค่ Paid+Own เท่านั้น แม้แต่ Sprinklr ซึ่งเป็นที่ 1 ของโลก ก็ยังรวม Earn Media ไม่ได้

แต่ ZANROO ทำได้ และทำได้อย่างแข็งแกร่ง บนฐานข้อมูลที่กว้าง ลึก real-time และทำได้แล้วใน 7 ภาษา พูดได้ว่าเป็นรายแรกของโลกที่ทำใน 3 ส่วนนี้ได้ดีที่สุด

“อรุณ” บริการใหม่ที่จะฆ่าบริการเดิมของ ZANROO

ZANROO เพิ่งผ่านงานแถลงข่าวเปิดตัวครั้งแรกไปไม่นานนัก และในงานมีการเปิดตัว “อรุณ” ซึ่งจะเป็นโปรดักส์ใหม่ของ ZANROO โดยเน้นการวิเคราะห์ Paid+Own+Earn อย่างแม่นยำ พร้อมบอก ROI เพื่อช่วยในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ปัจจุบันบริการของ ZANROO ดีที่สุด เร็วที่สุด แม่นยำที่สุด แต่ อรุณ เป็นบริการใหม่ที่ครบยิ่งกว่าเดิมจะออกมาฆ่าบริการเดิม ตอนนี้เสร็จไปประมาณ 60% หมายความว่าปลายปีนี้ ZANROO จะก้าวล้ำไปยิ่งกว่าเดิม”

สิ่งที่ยืนยันคือ ก่อนหน้านี้ ZANROO ได้เดินทางไปออกบูธในงาน MarTech ที่อเมริกา และเป็นบูธที่ใหญ่ที่สุดทั้งที่ไม่มีใครรู้จัก ZANROO มาก่อนแน่นอน ซึ่งแค่นำเสนอ อรุณ ที่อยู่ในช่วงการพัฒนา ก็ได้รับความสนใจทั้งจากลูกค้าและพันธมิตร เพราะทุกคนรู้ว่า การวิเคราะห์ Earn Media ยากที่สุด

Earn Media ยากอย่างไร ผู้ใช้ได้ประโยชน์อย่างไร

อุดมศักดิ์ บอกว่า การวิเคราะห์ Earn เป็นส่วนที่ยากที่สุด การคอมเม้นข้อความ การเปิดดูวิดีโอ ทุกๆ การกระทำต้องอาศัยการตีความ และในแต่ละประเทศก็มีตัวแปรแตกต่างกันไป ต้องอาศัยความรู้จากคนในวงการ เช่น คนการตลาด, เอเจนซี่, นักวิเคราะห์ข้อมูล สถิติ เพื่อตีความให้ได้ตัวเลข ที่จะบอกได้ว่า ROI คือเท่าไร

สำหรับ Paid คือ สื่อที่เสียเงิน เช่น Influencer, Adwords, Website, Social ส่วน Own คือสื่อของตัวเอง เช่น Webside, Youtube หรือ Facebook แต่ Earn คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น ซ่อนอยู่ในทุกๆ ที่ จึงเป็นเรื่องยากที่สุดในการตีความ และต้องนำทั้ง 3 ส่วนมาวิเคราะห์รวมกัน ซึ่ง ZANROO สามารถทำได้ และทำได้แบบ real-time ด้วย

สิ่งที่องค์กรที่ใช้ ZANROO จะได้คือ สามารถรู้ได้ทันทีเมื่อปล่อยแคมเปญการตลาดออกไป ว่ามีการตอบรับอย่างไร เพื่อสามารถปรับเปลี่ยนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น จะใช้เงินกับช่องทางไหนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และย้ำว่าทั้งหมดเห็นผลทันที

“จุดเริ่มต้นคือการทำ ภาษาไทย ซึ่งยากมาก แต่ ZANROO พัฒนาเองและมีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น จากนั้นบุกไปทำตลาดมาเลเซีย ซึ่งต้องพัฒนาอีก 6 ภาษาจนสามารถใช้งานได้ดี ตอนนี้จะไปภาษาไหนก็ได้หมด ล่าสุดพัฒนาภาษาลาติน ใช้ในเม็กซิโก และอาหรับ ใช้ในดูไบ”

 

อีกไม่เกิน 3 ปี น่าจะเป็น Startup Unicorn แรกของไทย

กระบวนการของ ZANROO คือ คิดแล้วขาย มีคนสนใจแล้วทำ ทดลองตลาดและพัฒนา ทุกอย่างเกิดจากการตั้งคำถาม หาคำตอบและลงมือทำทันที มีบริษัทใหญ่ๆ หลายรายต้องการเข้ามาเทคโอเวอร์ ซื้อกิจการของ ZANROO แต่ไม่ขาย เพราะไม่ได้ต้องการเงิน

จนกระทั่งถึงวันที่ต้องขยายกิจการไปทั่วโลก ZANROO จึงเลือกนักลงทุน “ไทย” เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้ ZANROO ก้าวกระโดดและยังคงความเป็นบริษัทไทยอยู่

และจากการสำรวจตลาดทั่วโลก มีความน่าจะเป็นว่าภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี ZANROO จะก้าวขึ้นเป็น Startup Unicorn แรกของไทยได้ นี่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็น “ความน่าจะเป็น” ที่จะเกิดขึ้นจริง

ชิตพล และ อุดมศักดิ์ พร้อมด้วยทีมงาน ZANROO

เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อพัฒนาบริษัทแห่งความสุข

ZANROO เริ่มต้นจากคน 4 คนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเพิ่มเป็น 158 คน ทำตลาดแล้ว 15 ประเทศ และจะเพิ่มเป็นอย่างน้อย 40 ประเทศในปลายปีนี้หลังจากเปิดใช้งาน “อรุณ” สิ่งสำคัญคือทุกคนในบริษัทในทุกประเทศ ต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ทั้งชิตพล และอุดมศักดิ์ บอกว่า การหาคนและบริหารจัดการคน เป็นเรื่องที่ยากที่สุด

และด้วยแนวคิดที่ว่า บริษัท คือ Life Spending เป็นสถานที่ทุกคนสามารถมีความสุขร่วมกันได้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย 2 ส่วน คือ ZANROO เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทำให้โลกดีขึ้น และสามารถสร้างผลกำไรเยอะๆ แต่มีพนักงานไม่มาก เพื่อให้ทุกคนได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

ดังนั้นการรับสมัครคนใน ZANROO จะมองว่า ทุกคนสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ไกลแค่ไหน

ทั้ง ชิตพล และ อุดมศักดิ์ บอกว่า เกิดมาไม่เคยบริหารพนักงาน 158 คน ไม่เคยทำธุรกิจทั่วโลก ไม่เคยต้องดูแลโปรแกรมเมอร์จำนวนมากจากหลายประเทศ ทุกอย่างต้องการเวลาเรียนรู้ และพัฒนาไปด้วยกัน สำคัญคือ ทัศนคติ หรือ Attitude ที่มองทุกอย่างเป็น Good Problem ที่ทำให้ ZANROO เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/zanroo-martech-thailand-to-be-unicorn/

Claim Di จับมือ Income Insurance NTUC ยักษ์ใหญ่ประกันภัย เล็งเปลี่ยนระบบประกันภัยทั้งสิงคโปร์

Claim Di (เคลมดิ) เป็น InsureTech ของไทยที่น่าจับตามองที่สุดรายหนึ่ง นอกจากก่อกำเนิดขึ้นมาโดย กิตตินันท์ อนุพันธุ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการซอฟต์แวร์มานาน เป็น Startup สายประกันภัย ที่เข้าใจจุดอ่อน จุดแข็งของวงการ Startup ดีที่สุดคนหนึ่ง ที่สำคัญ Claim Di ผ่านการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจมาหลายครั้ง จนได้แนวทางที่เหมาะสมที่สุด

พิสูจน์ด้วยการบุกตลาดต่างประเทศหลายแห่ง และมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งล่าสุดจับมือกับ Income Insurance NTUC (อินคัม อินซัวรันซ์ เอ็นทียูซี) ผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยรถยนต์ของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมแบบ Social Enterprise โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศสูงถึง 25% นี่จึงเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญ

ร่วมโครงการ Accelerate ของสิงคโปร์ ก่อนจับมือลุยธุรกิจ

กิตตินันท์ อนุพันธุ์ CEO ของ Claim Di PTE Singapore บอกว่า การทำสัญญาร่วมกับ Income Insurance NTUC เพื่อดำเนินธุรกิจประกันภัยแบบดิจิทัล โดยเริ่มจาก Claim Di ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ Income Future Starter โครงการ Accelerate ของรัฐบาลสิงคโปร์

โครงการนี้ดำเนินโครงการโดย Income และ SGInnovate โดยที่ Income Insurance NTUC ตัดสินใจเลือก Claim Di เป็นบริการการทำเคลมประกันภัยรถยนต์แบบใหม่ให้กับลูกค้าที่ขับรถยนต์ในสิงคโปร์ สามารถทำรายงานการเคลมประกัน หรือ Claim Report ได้เองโดยไม่ต้องรอพนักงานสำรวจภัย และไม่ต้องไปเดินทางไปยังศูนย์รายงานอุบัติเหตุอีกต่อไป

ลดขั้นตอน ลดเวลา สะดวกสบายกว่าเยอะ

ที่ผ่านมาการเคลมประกันภัยในสิงคโปร์ ไม่ว่าจะบนท้องถนน หรือในอาคาร การทำรายงานมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้องทำให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง โดยเริ่มจาก

  1. ผู้ขับรถยนต์ต้องโทรแจ้งบริษัทประกันภัย และรอเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันภัยมาช่วยจัดการตกลงกับคู่กรณี จึงจะแยกย้ายจากจุดเกิดเหตุได้
  2. ผู้ขับขี่ต้องขับรถที่เกิดเหตุเดินทางไปยังศูนย์รายงานอุบัติเหตุที่ใกล้และสะดวกเพื่อทำรายงานอุบัติเหตุภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเวลาที่เกิดเหตุ หากไม่เดินทางไปดำเนินการภายใน 24ชั่วโมง บริษัทประกันภัยจะไม่รับรองความเสียหาย
  3. บริษัทประกันภัยจะทำการประเมินความเสียหายร่วมกับรายงานอุบัติเหตุของบริษัทประกันคู่กรณี และผู้ขับขี่ต้องรอการติดต่อกลับเพื่อนัดวันและเลือกอู่ซ่อมต่อไป

ดังนั้น ความร่วมมือกับ Claim Di การทำเคลมจะลดความยุ่งยาก ลดขั้นตอนและเวลา ผู้ขับขี่สะดวกรวดเร็วมากขึ้นโดย เมื่อเกิดอุบัติเหตุ สามารถใช้ Income Accident Report (Claim Di) ถ่ายภาพ ณ จุดเกิดเหตุแล้วส่งประกันได้เลย จากนั้นก็สามารถแยกย้ายกลับบ้านไปได้ทันที หลังจากนั้นค่อยทำรายงานผ่านโมบายล์แอปพลิเคชั่นโดยไม่ต้องเดินทางไปยังศูนย์รายงานอุบัติเหตุเช่นเดิมอีกต่อไป

สิงคโปร์ล้ำหน้าอีกแล้ว เล็งยกเลิกระบบเคลมแบบเดิม

การที่ Income Insurance ซึ่งเป็นเป็นบริษัทประกันภัยของรัฐที่ครองส่วนแบ่งการตลาดในสิงคโปร์ค่อนข้างสูง เห็นว่าแนวคิดทางธุรกิจของ Claim Di ที่ประเทศไทยนั้นประสบความสำเร็จ สามารถนำมาปรับใช้ในประเทศสิงคโปร์ได้ จึงเลือกเป็นบริการใหม่และยกเลิก (disrupt) การทำเคลมแบบเดิมที่ดำเนินการมานานกว่า 10 ปีในสิงคโปร์ทิ้งไป

Claim Di PTE Singapore เป็นบริษัทในกลุ่มของ Anywhere 2 Go ที่ย้ายฐานไปเปิดดำเนินการในประเทศสิงคโปร์เพื่อรองรับการรับงานและขายบริการในต่างประเทศ โดยประเทศแรกที่จะมีรายการบริการเคลมคือสิงค์โปร์ และเพื่อรองรับการระดมทุนในรอบถัดไป

เนื่องจากกลุ่มนักลงทุนหรือ VC ที่จะลงทุนในรอบนี้เป็น Fintech / Insuretech VC รายใหญ่มาก ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและไม่คิดว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงกฎหมายรองรับการเติบโตและการระดมทุนในระดับ Growth State ได้ทันเวลาตามที่ Startup ต้องการจึงเกิดการร้องขอให้ Claim Di ไปดำเนินการเปิดบริษัทในสิงคโปร์

สรุป

ความสำเร็จอีกก้าวของ Claim Di ยืนยันว่ามี Startup ไทยที่มีคุณภาพอยู่ การได้รับการยอมรับและร่วมมือกับบริษัทประกันภัยรายใหญ่ในสิงคโปร์ยิ่งเป็นการการันตีถึงโอกาสของธุรกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ Claim Di ต้องย้ายฐานไปเปิดบริษัทที่สิงคโปร์แทนไทย ตามคำเรียกร้องของ VC เพราะมั่นใจในกฎหมาย การส่งเสริม สนับสนุนที่ชัดเจนและแน่นอนกว่า ขณะที่ในไทยนอกจากไม่ได้รับความเชื่อมั่นแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง

นอกจากเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ Startup ไทยแล้ว ยังเชื่อว่ามี Startup อีกหลายรายที่ย้ายบริษัทไปสิงคโปร์ หรือ ฮ่องกง และรอรับเงินทุนจาก VC อีกแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/claim-di-income-insurance-singapore/