คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

เตรียมพบกับ Polestar 2 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ตัวใหม่ที่จะชิงตลาด Model 3 ของ Tesla

แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของ Volvo Car อย่าง Polestar เตรียมทำตลาดรุ่นที่ 2 โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในระดับเริ่มต้น ผ่านราคา 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.33 ล้านบาท) เรียกว่าชนกับ Model 3 ของ Tesla เต็มๆ

Volvo Concept 40.2 หรือ Polestar 2

ผสานความเป็น Volvo กับนวัตกรรมล้ำๆ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Polestar ได้เปิดตัวรุ่น Polestar 1 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์ และมาพร้อมกับรูปลักษณ์ Hybrid Sport Coupe ที่มีกำลังขับเคลื่อนถึง 600 แรม้า และมีราคาสูงกว่า 1.5 แสนดอลลาร์ (ราว 5 ล้านบาท) แต่เพื่อเติมเต็มไลน์สินค้า ทำให้ Polestar ตัดสินใจส่งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นระดับเริ่มต้นออกมา

นั่นก็คือ Polestar 2 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีระยะทางในการขับขี่สูงสุดราว 560 กม. ผ่านกำลังขับเคลื่อนสูงสุด 405 แรงม้า และมีราคาเริ่มต้นราว 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.33 ล้านบาท) และมีให้เลือกหลากหลายรุ่นย่อย ถือว่ามาแข่งขันกับ Model 3 ของ Tesla ตรงๆ เพราะเจาะกลุ่มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับเริ่มต้นเหมือนกัน

Volvo Concept 40.2 หรือ Polestar 2

Jonathan Goodman ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของ Polestar เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกมีจำนวน 30 ล้านคันตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นมันไม่ใช่ตลาดเล็กๆ แต่ใกล้จะเป็น Mainstream ขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการเร่งทำตลาดในเวลานี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องของบริษัท

“เมื่อมันเป็น Mainstream เราก็ต้องจริงจังในเรื่อง Design มากกว่าเดิม เพราะจะให้มันดูล้ำสุดอวกาศเหมือนกับบางแบรนด์ก็คงไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นการใช้โครงเดิมของ Volvo มาประยุกต์ใช้ก็เป็นอีกเรื่องที่เราทำได้ และงาน Design ที่ออกมามันก็น่าจะตอบโจทย์ลูกค้าเราได้ดีอีกด้วย”

Volvo Concept 40.2 หรือ Polestar 2

สำหรับ Polestar 2 นั้นออกแบบคล้ายกับโมเดลต้นแบบรุ่น Volvo 40.2 ที่เผยโฉมมาให้ ผ่านการใช้โครงสร้าง Compact Modular Architecture (CMA) ของ Volvo โดยรถยนต์รุ่นนี้จะเปิดตัวในเดือนมี.ค. 2562 และหลังจากนั้นบริษัทก็จะเปิดตัว Polestar 3 รถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV ในปี 2565

สรุป

ถือเป็นอีกครั้งที่ Tesla ถูกเขย่าตลาดโดยผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ และน่าจะเป็นความลำบากอีกครั้งของ Tesla ในการเร่งผลิต Model 3 ให้ออกมาตอบโจทย์ตลาดในวงกว้างให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้นก็คงโดนผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์อื่นๆ แย่งตลาดเป็นแน่แท้

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/polestar2-and-tesla-model3/

Advertisements

TMB ไตรมาส 2/18 สินเชื่อเติบโตได้น้อย รายได้ค่าธรรมเนียมจากกองทุนรวมลดลง

ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2561 ซึ่งกำไรในไตรมาสนี้ลดลง 18% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว โดยสินเชื่อ SME ชะลอตัวลง รวมไปถึงรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอย่างค่าธรรมเนียมจากกองทุนรวมลดลง

กำไรสุทธิของ TMB อยู่ที่ 2,004 ล้านบาท ลดลง 18% รายได้รวมในไตรมาสนี้ของธนาคารอยู่ที่ 9,194 ล้านบาท ลดลง 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว NIM ของธนาคารลดลงเหลือ 3.01%

สินเชื่อเติบโตได้เล็กน้อยที่ 1.6% ปัจจัยสำคัญมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่ แต่ทางด้านสินเชื่อ SME ลดลง โดยเฉพาะ SME ขนาดกลาง แต่ SME ขนาดใหญ่ฟื้นตัว เนื่องจากธนาคารระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย อยู่ที่ 3,094 ล้านบาท ลดลง 6.5% เมื่อเทียบไตรมาส 2 ปีที่แล้ว สาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมขายกองทุนรวมลดลง เนื่องจากความผันผวนในสินทรัพย์ทั่วโลก

NPL เฉลี่ยยังคงทรงตัว ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 2.37% ลดลงจากไตรมาส 1 เล็กน้อย ซึ่ง NPL นั้นทางธนาคารพยายามควบคุม และพยายาม write off สินเชื่อด้อยคุณภาพเพื่อลดความเสี่ยง

ไตรมาสนี้ธนาคารมองว่าสินเชื่อ SME ในไตรมาสนี้จะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม รวมไปถึงคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tmb-financial-report-q2-2018/

เมื่อ Shutterstock ฉลองครบรอบ 15 ปี เลยให้พนักงานคอสเพลย์ตามรูปใน Stock

ครบรอบ 15 ปีที่ทำตลาดแล้วสำหรับ Shutterstock จึงออกแคมเปญ #RockThatStock ให้พนักงานของตัวเองทำท่าทางเลียนแบบรูปใน Stock ของตัวเอง

Shutterstock ผู้ให้บริการภาพ และวิดีโอที่มีลิขสิทธิ์รายใหญ่ หรือหลายคนจะเรียกง่ายๆ ว่า Stock ในปีนี้ได้ทำตลาดครบ 15 ปีเป็นที่เรียบร้อย จึงทำการฉลองด้วยการออกแคมเปญเล็ก #RockThatStock

“Successful team of new business people in creative office”

แคมเปญนี้ไม่ได้จัดใหญ่โตอะไรมาก เป็นการให้พนักงานจาก 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, เยอรมนี, ไอร์แลนด์ และสิงคโปร์ ได้คอสเพลย์โมเม้นต่างๆ จากภาพใน Stock ที่เป็นภาพยอดนิยม ภาพคลาสสิคตลอดกาล จึงได้เห็นทั้งความคิดสร้างสรรค์ และความเกรียนในคราวเดียวกัน

“Disloyal man walking with his girlfriend and looking amazed at another seductive girl”

อีกจุดประสงค์หนึ่งของการจัดแคมเปญนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นของขวัญเล็กๆ ที่มอบให้กับยูสเซอร์ที่มีส่วนในการผลิตคอนเทนต์ลงในเว็บไซต์ด้วย ซึ่งปัจจุบันมีคอนเทนต์ทั้งรูปภาพ และวิดีโอที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ในแพลตฟอร์มกว่าวันละ 400,000 ชิ้น

“Philippe Coutinho of Brazil rues a missed chance”

“Steve Jobs, Founder and CEO of Apple, CEO of Pixar 2000”

“Young Woman and Balloons”

“Miniature people on a cheese puff”

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/shutterstock-recreated-classic-moments-in-stock/

SCB ไตรมาส 2/18 กำไรลดลงจากการลงทุนในด้านไอที รายได้ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2561 กำไรลดลงจากสาเหตุการลงทุนในด้านไอทีของโครงการ SCB Transformation ผ่านแพลตฟอร์ม SCB Easy และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่ลดลง

ภาพจาก Shutterstock

ทาง SCB ได้ประกาศกำไรไตรมาส 2 อยู่ที่ 11,111 ล้านบาท ลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว โดยรายได้ของไตรมาสนี้อยู่ที่ 34,343 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ที่ 1.1%

สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อ ไตรมาสนี้เติบโต 6.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 23,849 ล้านบาท เติบโต 4.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยในไตรมาส 2 อยู่ที่ 10,494 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2 ปีที่แล้ว 6.2% สืบเนื่องมาจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล รวมไปถึงรายได้สุทธิจากการรับประกันภัย

ค่าใช้จ่ายของธนาคารไตรมาสนี้อยู่ที่ 15,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 10.7% ซึ่งกดดันกำไรของธนาคาร โดยมีสาเหตุมาจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยเฉพาะโครงการ SCB Transformation และการขยายฐานลูกค้าบนระบบดิจิทัล รวมไปถึงการทำการตลาดในการสนับสนุนการขยายฐานลูกค้าดิจิทัลด้วย

โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.21% ส่วนทางด้านของ NPL ของธนาคารไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.81% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 เล็กน้อย

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-financial-report-q2-2018/

ไขข้อข้องใจ ทำไม Trade War กระทบเศรษฐกิจไทย แต่บล.กสิกรไทย ยังมั่นใจ GDP 4.5%

หลังจากทั่วโลกเห็นว่าสหรัฐฯและจีน ตั้งกำแพงภาษีการนำเข้า ตอบโต้กันไปมา แน่นอนว่าประเทศสหรัฐฯ ประเทศจีน ยุโรป และประเทศใหญ่ๆ ในโลกก็ได้รับผลกระทบไปหมด แต่ประเทศไทยเรา จะได้รับผลกระทบไหม? จากอะไรบ้าง

ภาพจาก shutterstock

Trade War กระทบไทยไม่มาก แต่เป็นความเสี่ยงตลอดปี 61

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กสิกรไทย บอกว่า สงครามการค้า หรือ Trade War มีการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้า ระหว่างสหรัฐฯ และหลายประเทศ​โดยเฉพาะจีน ซึ่งได้รับส่งผลกระทบโดยตรง โดยการตั้งภาษีของสหรัฐสามารถแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • ในรอบแรก ทางสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับจีนมีผลในวันที่ 6 ก.ค.นี้ มีมูลค่ารวม 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งภาษีก้อนนี้กระทบต่อประเทศไทยไม่มากนักเนื่องจาก เรายังเป็น supply chain ของจีน แต่ถ้าจะมีผลกระทบจะเกิดขึ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
  • ส่วนเดือน ก.ค. นี้ในสหรัฐฯ มีการตัดสินว่าจะจัดเก็บภาษีจากจีนอีก 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อไร ซึ่งแม้ว่า
    เม็ดเงินจะน้อยกว่า แต่ส่งผลกระทบต่อไทยในส่วนแผงวงจรรวม (Integrated Circuit: IC) ที่สัดส่วนการส่งออกไปจีน 0.5% ของการส่งออกทั้งหมดในไทย
  • ในขณะที่ทั้งตลาดจับตามองภาษีที่สหรัฐฯจะตั้งกับจีนอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่เรามองว่าจะส่งผลกระทบต่อไทยน้อยมาก
ภาพจาก shutterstock
โดยทาง บล.กสิกรไทยประเมินว่า เงื่อนไขในการตั้งภาษีของสหรัฐฯ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงคาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือน ก.ย.-ต.ค.ปี 2561 ขณะเดียวกันมองว่าความผันผวนและความกดดันเรื่อง Trade War ยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจทั่วโลก จนถึงช่วงสิ้นปี (6 พ.ย.2561) ที่จะมีการเลือกตั้ง Mid Term ในสหรัฐฯ
Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ น่าจะดึงเรื่องภาษีการนำเข้าไปจนถึงช่วงการเลือกตั้ง Mid Term เพื่อดึงฐานเสียงของตัวเองไว้ หลังจากก่อนหน้านี้ที่ Trump ประกาศเรื่องภาษีการนำเข้ากับจีน แล้วฐานเสียงประชาชนเพิ่มขึ้น Trump ก็น่าจะดึงเกมส์นี้ไปต่อจนสิ้นปี”
ภาพจาก shutterstock

ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยต้องจับตามองเรื่องค่าเงิน นโยบายดอกเบี้ย

ครึ่งปีหลังสิ่งที่เราจะต้องจับตามองคือเรื่อง นโยบายอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่เป็นขาขึ้น ซึ่งส่วนของไทย หลายฝ่ายถามว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเมื่อไรนั้น ทางบล.กสิกรไทย คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เพราะเราเห็นทิศทางจากรายงานของธปท.ระยะนี้ที่มองว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำอาจจะไม่จำเป็นต่อไทยแล้ว

“ช่วงนี้เราเห็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายกันหมดแล้ว เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ส่วนของไทยเรามองว่าเป็นครึ่งปีแรก 2562″

ภาพจาก shutterstock

ว่าแต่แบงก์ชาติจะขึ้นดอกเบี้ยต้องดูปัจจัยอะไรบ้าง 1) เมื่อเห็นอัตราเงินเฟ้อเข้ากรอบของธปท. (ช่วงนี้ที่เงินเฟ้อเริ่มเข้ากรอบล่างของธปท.ก็เพราะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น) และ 2) เศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องค่าเงินบาทครึ่งปีหลัง เรามองว่าจะอยู่ในเทรนด์อ่อนค่า เพราะคนยังมีความกังวลเรื่องการลงทุนในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ทำให้ค่าเงินของ Emerging Market เลยอ่อนค่าต่อไป ซึ่งค่าเงินบาทก็อยู่ในทิศทางเดียวกัน คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 32.50-33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ภาพจาก shutterstock

เศรษฐกิจไทยปีนี้โตดี 4.5% รับผลดี 4 ปัจจัย

ดร. กำพล มองว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตดีคาดว่าจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) จะอยู่ที่ 4.5% โดยมีปัจจัยบวก 4 อย่าง ได้แก่

  • การส่งออกของไทย ครึ่งปีแรกทำได้ดี แม้ว่าจะมีข้อพิพาททางภาษีระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่คาดว่าผลกระทบอยู่ในวงจำกัด
  • การท่องเที่ยว ตัวเลขครึ่งปีแรกออกมาดีมากเช่นกัน ขณะเดียวกันครึ่งปีหลังมองว่า ภาคนี้จะฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีเหตุการณ์อุบัติเหตุชาวจีนที่ภาคใต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะสั้นต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งทางรัฐบาลก็เร่งแก้ภาพลักษณ์เรื่องนี้อย่างเต็มที่
ภาพจาก shutterstock
  • การลงทุนของภาครัฐ มีอัตราเร่งขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่รัฐเบิกจ่ายได้ช้า แต่ปีนี้สัญญาณดีขึ้นทั้งจากเกณฑ์ภาครัฐที่มีความชัดเจนส่งผลให้เกิดการลงทุนทั่วประเทศ
  • การบริโภค ที่ฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องถึงครึ่งปีหลังมาจาก 2 ส่วน 1) การบริโภคนอกภาคเกษตร จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากธนาคารมีอัตราการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้กำลังซื้อน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน และ 2) ภาคการเกษตรแม้ว่าครึ่งปีแรกรายได้ของเกษตรกรจะติดลบ แต่ครึ่งปีหลังคาดว่ารายได้จะไม่หดตัว เนื่องจากมีทิศทางที่ดีขึ้นในสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น ข้าว ส่วนสินค้าเกษตรประเภทอื่นๆ ยังไม่ฟื้นตัว เช่น ยางพารา ดังนั้นจะเห็นว่าการบริโภคนอกภาคเกษตรกลาย

“เรามองทิศทางบวกว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องไปถึงปี 2562 ที่คาดการณ์ว่าจีดีพีไทยจะอยู่ที่ 4.2%”

สรุป

เศรษฐกิจไทย น่าจะได้รับผลกระทบจาก Trade War ไม่มาก แต่อาจจะกระทบในกลุ่มที่ส่งออกแผงวงจร (ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) แต่มองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะเติบโตต่อเนื่องทั้งปีจีดีพีอยู่ที่ 4.5% โตต่อเนื่องไปถึงปีหน้า 4.2%

ที่มา บล.กสิกรไทย, ฐานเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ksecurities-economy-thai-tradewar/

BAY งบไตรมาส 2/18 สินเชื่อเติบโตทุกประเภท แต่ NIM ลดลง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด มหาชน (BAY) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2561 ซึ่งมีประเด็นเรื่อง NIM ลดลงจากต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น สินเชื่อเติบโตขึ้นแต่ก็ตามมาด้วย NPL ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ภาพจาก Shutterstock

สำหรับกำไรสุทธิของ BAY ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 6,273 ล้านบาท เติบโตกว่าไตรมาส 2 ปีที่แล้ว 6.8% โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ลดลงมาเหลือเพียง 3.75% ลดลงจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ด้านเงินให้สินเชื่อเติบโต 4.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยเติบโตทุกภาคธุรกิจ

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเติบโตกว่าไตรมาส 2 ปีที่แล้ว 12.6% ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ยังเติบโตได้ดีกว่าไตรมาส 2 ปีที่แล้ว 13.6% ซึ่งรายได้ที่เติบโตขึ้นมาจากธุรกรรมบริหารความมั่งคั่ง กองทุนรวม และธุรกิจหลักทรัพย์ และค่าธรรมเนียมจากธุรกิจเช่าซื้อ และค่าธรรมจากการเป็นตัวแทนประกันภัย

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นๆ ของธนาคารเพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว อยู่ที่ 12,578 ล้านบาท สาเหตุมาจาก เงินเดือนพนักงานที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายทางการตลาด รวมไปถึงค่าใช้จ่ายระบบสารสนเทศ

NPL ของธนาคารเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 อยู่ที่ 2.02% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 อยู่ที่ 1.96%

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bay-financial-report-q2-2018/

งบ LHFG ไตรมาส 2/18 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังเติบโต, ตั้งสำรองหนี้สูญลดลงจากไตรมาสแรก

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG ออกรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 และรายงานรอบ 6 เดือนแรกประจำปี 2018 แล้ว

ภาพจาก Shutterstock

กำไรในไตรมาสแรกของ LHFG สุทธิแล้วอยู่ที่ 806.4 ล้านบาท สูงกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 30.8% และสูงกว่าช่วง 6 เดือนของปีที่แล้ว 31.1% โดยเป็นผลมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่เติบโตขึ้นมาก

ไตรมาสนี้ LHFG มีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเติบโตสูงถึง 39.8% ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

เงินให้สินเชื่อไตรมาสนี้ของ LHFG อยู่ที่ 151,966.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2560 แล้วลดลง 1.1% หากมองไปที่ธุรกิจธนาคาร LHBANK แล้วแบ่งตามกลุ่มแล้วพบว่าสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 4%, สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมลดลง 5.2% และสินเชื่อเพื่อรายย่อยลดลง 9.8%

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นของ LHFG ไตรมาสนี้อยู่ที่ 684.5 ล้านบาท ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยทางบริษัทแจ้งว่าเป็นผลจากการลดค่าใช้จ่ายของการส่งเสริมการขายและโฆษณา แต่หากมองที่งวด 6 เดือนจะพบว่าค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่นอยู่ที่ 1,370.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน

ในด้าน NPL (Net) ของ LHBANK ไตรมาสนี้มีสัดส่วน 1.45% ของสินเชื่อรวม ส่วนการตั้งสำรองหนี้สูญ, หนี้สงสัยจะสูญและขาดทุนจากการด้อยค่าของ LHFG ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 110.1 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 1 ถึง 66.6% และลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว 42.7%

สำหหรับเครือข่ายสาขาของ LHBANK ยังมีจำนวนเท่าเดิม ส่วนจำนวนพนักงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2561 มีทั้งสิ้น 1,668 ราย ลดลง 81 รายเมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2560

ธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนภายใต้ บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LHFUND มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการลดลงจาก 5 ล้านล้านบาทเหลือ 4.9 ล้านล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 27.4 ล้านบาท เติบโตขึ้น 78.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และงวด 6 เดือนมีกำไรสุทธิ 58.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เป็นผลจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนกองทุนและประเภทกองทุนภายใต้การบริหารจัดการเพิ่มขึ้น

ธุรกิจหลักทรัพย์ภายใต้ บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHS มีกำไรสุทธิในไตรมาสนี้อยู่ที่ 25.47 ล้านบาท ลดลง 42.52% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนกำไรสุทธิงวด 6 เดือนอยู่ที่ 173.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 198.67% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ที่มา – Settrade

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lhfg-financial-report-2-18/