คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

คำแนะนำจาก “บี้ เดอะ สกา” ถึง Creator และ YouTuber ทุกคน กับเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

Brand Inside ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บี้ เดอะ สกา ถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของการเป็น YouTuber คนแรกๆ และปัจจุบันเป็นที่รู้จักอันดับต้นๆ ของประเทศไทย หนึ่งในเรื่องที่คุยกันและตัดมาเป็นน้ำจิ้มก่อน และหลายคนน่าจะอยากรู้ คือ มีเคล็ดลับอย่างไรในการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้

บี้ เดอะ สกา หรือ พี่บี้ บอกว่า ทุกวันนี้ YouTuber หรือ Content Creator สามารถสร้างรายได้ไม่น้อย ทำให้กลายเป็นอาชีพที่ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทดลองทำ แต่หลายคนไม่รู้ว่าจะเร่ิมต้นอย่างไร หรือเริ่มไปแล้วไม่รู้ว่าจะต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างไร ซึ่ง Brand Inside สรุปเคล็ดลับจาก พี่บี้ มาได้ดังนี้

  1. อย่ารอช้า ให้ลงมือทำทันที – ทั้งพี่บี้ และ Content Creator ที่โด่งดังหลายคนพูดตรงกันว่า อย่ารอช้า ถ้าอยากทำให้ลงมือทำทันที ถ้าคุณอยากเป็น YouTuber ก็จงเริ่มต้นลงมือตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แต่จะเริ่มจากอะไร?
  2. เริ่มจากสิ่งที่ชอบหรือสนใจ – สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ ชอบอะไร สนใจอะไร หรือเชี่ยวชาญอะไร ก็ให้ทำคอนเทนต์เรื่องนั้นๆ แต่ก่อนทำศึกษาตลาดก่อนว่า คอนเทนต์รูปแบบนี้มีใครทำบ้าง แล้วเขาทำแบบไหน เราจะได้รู้ว่าเราควรทำออกมาอย่างไร
  3. ไม่ต้องซื้อ ใช้อุปกรณ์ที่มี – หลายคนคิดว่าจะเป็น Creator ได้ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ดีๆ ราคาแพงๆ พี่บี้ บอกว่า การมีคุณภาพงานที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่การันตีว่าคอนเทนต์นั้นจะปัง แต่อยู่ที่เนื้อหาสาระมากกว่า สำหรับ บี้ เดอะ สกา เร่ิมต้นจาก กล้องเว็บแคม ที่ติดกับโน้ตบุ๊ค ส่วนเดี๋ยวนี้ กล้องมือถือก็เพียงพอแล้ว อย่าลงทุนหนักตั้งแต่แรก
  4. สร้างคอนเทนต์ให้คนดู ไม่ใช่ยอดวิว – หลายคนที่เป็น Creator มักจะเน้นสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ได้ยอดวิวสูงๆ ซึ่งประสบการณ์ของพี่บี้ บอกว่า ยิ่งทำยอดวิวยิ่งหดหาย ดังนั้นต้องโฟกัสให้ถูกจุด นั่นคือ ต้องทำคอนเทนต์ที่ดี ที่ทั้งเราและคนดูชอบ จากนั้นยอดวิวจะมาเอง
  5. ใช้เวลาศึกษางานอื่นๆ – ส่วนตัว บี้ เดอะ สกา ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวันในการดูงานวิดีโออื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้รู้ว่า ทำแบบไหนแล้วดัง ทำแบบไหนแล้วไม่ดัง เพื่อให้ได้ไอเดีย แล้วนำมาคิดต่อยอด ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ดังนั้นใครที่อยากเป็น YouTuber ก็ต้องศึกษางานให้มากๆ เช่นกัน
  6. ดูเป็นแรงบันดาลใจ – พี่บี้ ยืนยันว่า ทุกคนที่ดู YouTube เขาอยากดูตัวตนที่แท้จริง สามารถดูพี่บี้เป็น Role Model หรือเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่ไม่ต้องเป็นแบบพี่บี้ ค้นหาตัวเองให้เจอ และเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ Creator หรือ YouTuber ที่จะประสบความสำเร็จได้ หลายๆ คนเร่ิมต้นมาด้วยตัวคนเดียว หลายคนเริ่มมาแบบเป็นทีม แต่ยังมีรายละเอียดเชิงลึกอีกมาก เช่น การตั้งบริษัท การสร้างทีม การบริหารงาน

บี้ เดอะ สกา บอกว่า ก่อนจะไปถึงจุดนี้ให้กลับไปอ่านข้อแรก แล้วบอกตัวเองว่า “อย่ามีข้ออ้าง ให้เริ่มทำทันที”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bie-the-ska-advice-to-creator-and-youtuber/

Advertisements

CPALL ซื้อหุ้นใน Thai Smart Card จากกลุ่ม True เพิ่มอีก 15% รองรับแผน O2O

CPALL ซื้อหุ้นในบริษัทเจ้าของบัตรสมาร์ทเพิร์สเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE อีก 15.76% โดยมีแผนเพื่อที่จะรองรับ O2O ในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ความเชี่ยวชาญจากทีมงานบัตรสมาร์ทเพิร์สด้วย

ภาพจาก Shutterstock

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงการที่บริษัทจะขออนุมัติการซื้อหุ้นของบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของบัตร สมาร์ทเพิร์ส (Smart Purse) จากผู้ถือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้อกันคือกลุ่ม TRUE

โดยมูลค่าการซื้อขายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 454 ล้านบาท แต่ถ้าหากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ตอบรับการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 788 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด มีผู้ถือหุ้นดังต่อไปนี้

  1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 72.64%
  2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ถือหุ้น 15.76%
  3. ธนาคารออมสิน  ถือหุ้น 4.94%
  4. บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 2.71%
  5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 2.47%
  6. บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%
  7. บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%

สำหรับผลการดำเนินงานของ ไทยสมาร์ทการ์ด นั้นปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ทั้งสิ้น 311 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 49 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 247 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 37.5 ล้านบาท

ทางซีพีออลล์ มองว่าการที่ซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE จะทำให้ลดความซ้ำซ้อนกันภายในกลุ่ม การเพิ่มรายได้จากฐานสมาชิกเดิมของบัตรสมาร์ทเพิร์ส และมองว่าปัจจุบันการแข่งขันด้าน E-Payment สูง ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแผนการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารทำให้ต้องซื้อหุ้นเพิ่มเติม

นอกจากนี้บริษัทยังมองเห็นประโยชน์เพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ O2O (Online <-> Offline) ผ่านระบบ E-Payment ด้วยการเชื่อมต่อบริการอื่นๆ ของบริษัท เช่น เชื่อมต่อระบบ Payment Gateway ของ Counter Service รวมไปถึงความเชี่ยวชาญของทีมงามไทยสมาร์ทการ์ดอีกด้วย

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cpall-buy-true-stake-in-thai-smart-card/

วิเคราะห์ สงคราม 3 ยักษ์ใหญ่ Netflix และ Amazon รวมถึง Fox เพื่อครองตลาด “อินเดีย”

ตลาด Video Streaming ของอินเดียยังเป็นตลาดที่เริ่มต้นโตแค่นั้น แต่บริษัทอย่าง Netflix หรือแม้แต่ Amazon กำลังสนใจที่จะเจาะตลาดนี้อย่างหนัก รวมไปถึงเจ้าถิ่นอย่าง Fox ที่พยายามหาลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

ถึงแม้ว่าสงครามการขับเคี่ยวของ Video Streaming ในโลกจะเริ่มเหลืออยู่ไม่กี่เจ้าแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Netflix Amazon หรือแม้แต่ Warner (HBO) และรวมไปถึง Disney แต่ในตลาดอินเดียที่พึ่งเริ่มเปิดรับความบันเทิงใหม่ๆ นั้นถือว่าพึ่งเริ่มศึกสงคราม โดยมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเป็นรางวัล

ปัจจุบันตลาด OTT ในประเทศอินเดียมีมูลค่าเพียงแค่ 296 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ข้อมูลจาก KPMG ได้ประเมินว่า ตลาด OTT ของอินเดียจะโตถึง 45% ต่อปี จนถึงปี 2023 

นอกจากนี้ Limelight Networks ได้ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของชาวอินเดียว่าเฉลี่ยต่อคนแล้วดูวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง 28 นาที มากกว่าในปี 2016 ถึง 58% และยังมากกว่าการรับชมโทรทัศน์ไปแล้วอีกด้วย

การที่ตลาด OTT จะเติบโตได้มากขนาดนี้ต้องยอมรับถึงการที่คนอินเดียใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่ถูกลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น E-commerce เป็นต้น

สำหรับประเทศอินเดียตอนนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง Netflix และ Amazon Prime Video แถมยังมีผู้สอดแทรกอย่าง Fox ที่เข้ามาหวังจะแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้ด้วย

Netflix พยายามตีตลาดนี้

Reed Hastings ซึ่งเป็น CEO ของ Netflix ได้กล่าวถึงความยากของตลาดอินเดียว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นกว่า 20 ภาษา ซึ่งสร้างความปวดหัวไม่น้อย แต่ Netflix จะจับกลุ่มลูกค้าที่สามามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ โดย Netflix เตรียมส่งซีรี่ส์อินเดียถึง 9 เรื่องด้วยกัน

อีกปัจจัยสำคัญของ Netflix ที่ไม่สามารถเจาะตลาดอินเดีย รวมไปถึงตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้คือราคาของแพ็คเกจที่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชนในประเทศ อย่างในอินเดีย ค่าบริการรายเดือนของ Netflix คือ 500 รูปีต่อเดือน ซึ่งถือว่าแพงมาก ทำให้ Netflix อาจต้องเปลี่ยนแผนที่จะปรับราคาแพคเกจลงมาให้เข้าถึงชาวอินเดียได้

Hotstar แพลตฟอร์มของ Fox ซึ่งกำลังจะกลายเป็นของ Disney

Fox เอาถ่ายทอดสด Cricket ไปสู้

โดยค่าย Fox ของมหาเศรษฐีอย่าง Rupert Murdoch ถึงแม้ว่าอีกไม่นานกิจการต่างประเทศแทบทั้งหมดจะตกเป็นของ Disney แต่การจับกลุ่มลูกค้าอินเดียของค่าย Fox ถือว่าไม่ยอมใคร เนื่องจากเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่โดยเฉพาะเครือข่าย Star ที่ผลิตคอนเทนต์ส่งให้กับเคเบิลทีวีในอินเดีย รวมไปถึงประเทศข้างเคียง

โดยแพลตฟอร์ม Hotstar ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเหมือนกับ Netflix แถมล่าสุดยังได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดคริกเก็ต ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมที่สุดของอินเดีย โดยเฉพาะรายการอย่าง Indian Premier League และยังรวมไปถึงละครที่สามารถใช้คอนเทนต์ร่วมกับ Star ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Hotstar

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ครองใจลูกค้าชาวอินเดียจนกลายเป็น Application ที่ชาวอินเดียดาวน์โหลดมากถึง 300 ล้านครั้ง คือแพ็คเกจที่ถูกมากคือ 999 รูปีต่อปี หรือประมาณปีละ 500 บาทเท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock

Prime Video ปีหน้าเจอ Original Content เยอะกว่าใคร

Amit Agarwal ผู้บริหารของ Amazon India กล่าวว่าปีหน้า Amazon Prime Video ของประเทศอินเดียจะมี Original Content มากถึง 30 เรื่อง มากกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ นอกจากนี้ Prime Video ยังได้ดูซีรี่ส์ที่ Amazon สร้างหลังจากปล่อยในสหรัฐในวันเดียวกันหรือช้ากว่าแค่วันเดียวเท่านั้นอีกด้วย

ล่าสุด Amazon ยังมีการสนับสนุนภาษาฮินดีในเว็บไซต์ของ Amazon Prime Video ด้วย และรวมไปถึงจะมีซับไตเติ้ลและเสียงพากย์เป็นภาษาฮินดีสำหรับละครบางเรื่อง ซึ่ง Amazon กำลังรุกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าชาวอินเดีย

ยังรวมไปถึงราคาแพ็คเกจที่คิดเท่ากับ Hotstar ที่ราคาปีละ 999 รูปีอีกด้วย ซึ่งเป็นราคาที่ถูกสุดของ Amazon Prime Video ที่ให้บริการทั่วโลกด้วย

สรุป

ศึกของ OTT ในประเทศอินเดียยังมีการต่อสู้กันยาวไกล เนื่องจากคู่แข่งที่มีหลากหลาย ซึ่งจุดสำคัญคือใครสามารถที่จะมี Content ที่สามารถมัดใจชาวอินเดียได้มากกว่ากันเท่านั้น ซึ่งตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากภาษาท้องถิ่นที่มาก ทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากจะเจาะลูกค้าในประเทศนี้

ที่มาKPMG, Bloomberg, The Economic Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ott-wars-in-india-with-netflix-amazon-disney/

เปิดลิสต์ร้านอาหาร 27 แห่ง คว้าดาวมิชลิน ไกด์ ปี 2562 ร้านเจ๊ไฝยังติดโผ!

มิชลินประกาศร้านอาหารติดดาว ประจำปี 2562 พร้อมคู่มือมิชลิน ไกด์ ปีนี้มี 27 ร้านอาหารที่ติดดาว และเพิ่มพื้นที่ภูเก็ต และพังงาเข้ามาเพิ่ม

เพิ่มร้านอาหารในภูเก็ต พังงา เป้าหมายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

มิชลินเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหาร และที่พัก “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงา” ประจำปี 2562  โดยเป็นคู่มือ มิชลิน ไกด์ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวประเทศไทยด้วยอาหาร

โดยที่ฉบับนี้ได้ขยายพื้นที่ร้านอาหารจากแค่ในกรุงเทพมหานคร ไปยังปริมณฑลอย่าง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ รวมถึงต่างจังหวัด เริ่มต้นจากภูเก็ต และพังงา ก่อนที่ปีหน้าจะเพิ่มจังหวัดทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ และเชียงรายเข้ามาในโผด้วย

คู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 217 แห่ง และที่พัก 67 แห่ง โดยมีร้านอาหารได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน และ 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน

เกว็นเดล พูเลเนค ผู้อำนวยการนานาชาติ  มิชลิน ไกด์ เปิดเผยว่า

“ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลาย ทั้งในและนอกเขตกรุงเทพฯ  นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มความนิยมในการให้เชฟเป็นผู้กำหนดเมนูครบคอร์ส (Degustation Menu) เพื่อให้ผู้ทานอาหารได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

ร้านระดับ 2 ดาว 4 ร้าน

ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลินในปีก่อนทุกร้านยังคงรักษาสถานะดาวมิชลินเอาไว้ได้ ได้แก่ ร้าน Gaggan (กากั้น), Le Normandie (เลอ นอร์มังดี) และ Mezzaluna (เมซซาลูน่า)  โดยมี Sühring (เซือริ่ง) เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาในปีนี้ โดยเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน เป็นเมนูอาหารยุโรปร่วมสมัยในสไตล์เยอรมันโมเดิร์นตามแบบฉบับตนเองของเชฟสองพี่น้อง Mathias และ Thomas Sühring

ร้านระดับ 1 ดาว 23 ร้าน

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร 23 ร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดย ฤดู (Le Du) และ GAA (กา) เป็นเพียงสองร้านที่ครองรางวัล
1 ดาวมิชลินด้วยการเลื่อนระดับมาจากรางวัล Plate ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดีโดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และสะท้อนความสามารถในการปรุงอาหารที่ดี

ในบรรดาร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินปีนี้เป็นร้านที่ติดอับดับในคู่มือมิชลิน ไกด์ครั้งแรกจำนวน 8 ร้าน โดย 5 ร้านในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Canvas (แคนวาส), เมธาวลัย ศรแดง, R-Haan (อาหาร), สวรรค์ และศรณ์

ร้าน 1 ดาวอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ได้แก่ เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) และมีร้านอาหารแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับรางวัล 1 ดาว นั่นคือ PRU (พรุ)

ที่น่าสนใจก็คือ ร้านอาหาร 3 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Elements (เอเลเมนท์), Nahm (น้ำ) และ เสน่ห์จันทน์ ยังคงสามารถรักษาสถานะดาวของตนเองไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนเชฟประจำร้านก็ตาม

ส่วนร้านอาหารที่ได้รับรางวัล “บิบ กูร์มองด์” หรือร้านอาหารแนะนำ มีจำนวน 72 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ถึง 42 ร้าน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-michelin-guide-2019/

ไทรอัมพ์ เปิดตัว Scrambler 1200 ใหม่ ปรับยอดขายลง 20% เหตุตลาดชะลอการใช้เงิน

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับพรีเมี่ยม เปิดตัว “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี” (Scrambler 1200 XC) และ “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) มอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิกสายลุย ที่แรกในเอเชีย-แปซิฟิก หลังจากงาน EICMA ที่กรุงมิลานเปิดตัวไปได้เพียงไม่กี่วัน พร้อมเผยทิศทางตลาดมอเตอร์ไซต์ระดับ Premium Big bike European – USA ในไทยไม่สดใส

เปิดตัวมอเตอร์ไซค์คลาสสิคสายลุย 2 รุ่นพร้อมกัน ที่แรกในเอเชีย-แปซิฟิก

จักรพงษ์ ศานติรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยยอดขาย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ทำให้ไทยเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และฐานผลิตรถจักรยานยนต์ของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กว่า 70% ทั่วโลก ผลิตอยู่ที่นิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีศักยภาพเพียงพอที่สามารถเปิดตัวรถรุ่นใหม่ หลังจากงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ EICMA กรุงมิลาน อิตาลีไปเพียงไม่กี่วัน

สำหรับ 2 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวไปนั้น ได้แก่ “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี” (Scrambler 1200 XC) และ “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) ทั้งสองรุ่นเป็นมอเตอร์ไซค์แนวคลาสสิคสไตล์วิบาก ที่ออกแบบ เป็นสไตล์คัสตอมตกแต่งโมเดิร์นคลาสสิคในแบบของสแครมเบลอร์ พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ครั้งแรกของโลกที่ติดตั้งระบบควบคุมกล้อง GoPro, ระบบนำทางแบบ Turn-by–turn, จอแสดงผล TFT LCD และ ระบบสตาร์ทไร้กุญแจ เป็นต้น

เครื่องยนต์ขนาด 1200 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 110 นิวตันเมตร ที่ 3,950 รอบต่อนาที สำหรับรุ่น สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี จะมีสเปคที่เหนือกว่า โดยเพิ่มเติมในส่วนของระบบ ABS ในการเข้าโค้ง (Optimised Cornering ABS) และระบบการควบคุมการยึดเกาะถนนในการเข้าโค้ง (Optimised Cornering Traction Control) พร้อมระบบตรวจจับแรงเฉื่อย (IMU – Inertial Measurement Unit) ช่วยให้การทำงานของระบบ ABS ในขณะเข้าโค้ง และการควบคุมการยึดเกาะถนน และอัตราเร่งเป็นไปอย่างเหมาะสม

สำหรับทั้งสองรุ่นนี้ ทาง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ จะเปิดราคาอย่างเป็นทางการไว้ในงาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ช่วงปลายเดือนนี้ โดยในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ได้เปิดราคาประมาณการไว้ สำหรับรุ่น สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี ที่ไม่เกิน 613,000 บาท ส่งมอบรถได้เดือนมีนาคม 2019 และ สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี ไม่เกิน 656,000 บาท พร้อมส่งมอบได้เดือนกุมภาพันธ์ 2019 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รถทั้งสองรุ่นที่จำหน่ายทั่วโลก ผลิตจากไทยทั้งหมด

ปรับยอดจดทะเบียนเหลือ 2,500 คัน เหตุยอดซื้อชะลอตัว

จักรพงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2018 ทาง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ มียอดจดทะเบียนไปแล้ว 2,175 คัน เมื่อเทียบกับกลุ่มรถ Premium Big bike แบรนด์ European และ USA (500 ซีซีขึ้นไป) รวมเข้าด้วยกัน ทั้งกลุ่มมีทั้งสิ้น 4,805 คัน ถือว่า ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ครองตลาดกลุ่มนี้อยู่ แต่หากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ที่ปิดปี 2017 ไป มียอดจดทะเบียนประมาณ 2,700 คัน ถือว่าแนวโน้มลดลง ทำให้การคาดการณ์ในปีนี้ จากเดิม 3,000 คัน ถูกปรับลงเหลือ 2,500 คัน ในปี 2018 หรือลดลงกว่าเกือบ 20% เป็นเพราะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นพนักงานเงินเดือนประจำกว่า 50% ชะลอการซื้อออกไปก่อน

“สาเหตุที่ตลาดชะลอตัวเป็นอย่างมากในปี 2018 มีหลายๆ ปัจจัย ทั้งคนที่ซื้อรถใหม่น้อยลง และชะลอการซื้อออกไปเพื่อรอดูรถรุ่นใหม่ๆ ที่จะเปิดตัวในปีนี้ กลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างผู้ที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการ เลือกที่จะถือเงินสดไว้ใช้ในธุรกิจ แต่ปัจจัยหลักเลยคือปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ไฟแนนซ์เข้มงวดการให้สินเชื่อมากขึ้น”

ยอดขายเกือบทั่วโลกลดลง 4%

สำหรับยอดขาย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ลดลงเฉลี่ยเกือบทั่วโลกประมาณ 4% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ เหตุเพราะเป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของมอเตอร์ไซค์ ที่คนส่วนใหญ่จะรอดูฟีเจอร์ใหม่ๆ

ส่วนของประเทศไทยในปีที่แล้ว มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย มากกว่า ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เปิดสำนักงานเอง รวมถึงแต่ละประเทศที่มีดีลเลอร์เป็นผู้จัดจำหน่าย สำหรับประเภทรถที่จำหน่ายได้ในไทย กว่า 90% เป็น Classic และที่เหลือ Adventure, Naked อย่างละ 5%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/triumph-motorcycles-all-new-scrambler-1200-in-thiland/

อ่านกลยุทธ์บุกตลาดลูกค้าองค์กรของ AIS กับยุคที่อะไรๆ ก็ต้อง Digital Transformation

Digital Transformation กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่หลายองค์กรพูดถึง เพราะโลกกำลังหมุนไปในทิศทางนี้ และ AIS ก็เห็นโอกาสที่จะเข้าไปช่วยเหลือองค์กรทุกระดับในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AIS Business

Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องใหม่

ถ้าลองย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนจะพบว่ามีการพูดถึงเรื่อง Digital Transformation ในประเทศไทยแล้ว ผ่านนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล แต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นอีกก็จะพบว่าบางประเทศเดินหน้านโยบายในลักษณะดังกล่าวแล้วเช่นกัน ดังนั้น Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันข้อมูล (Data) กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ คล้ายกับก่อนหน้านี้ที่ใครมีที่ดิน หรือเหล็กเยอะก็จะกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยุคนั้นๆ ที่สำคัญข้อมูลยังมีบทบาทเป็น Digital Backbone ของอุตสาหกรรมยุคนี้ด้วย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS)

“Data มันเปลี่ยนวิถีชีวิตของทุกคนได้ ทั้งชีวิตส่วนตัว และการทำงาน ยิ่งประชากรทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ 4,000 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดเสียอีก ส่วนถ้ามองในไทยที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน Digital Transformation มันก็ยิ่งสำคัญ เพราะถ้าธุรกิจเปลี่ยนตามผู้บริโภคไม่ทันก็สูญเสียโอกาสมหาศาล”

ใส่ใจลูกค้าด้วยเครื่องมือยุค Digital ที่หลากหลาย

ทั้งนี้ในปี 2563 เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Blockchain ก็น่าจะก้าวล้ำขึ้นไปอีก ดังนั้นการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้งานกับตัวธุรกิจก็น่าจะเป็นข้อได้เปรียบในการเข้าใจ และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจของ AIS ในปัจจุบัน

“บริษัทใน Silicon Valley ที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้เขาคิดว่าจะทำอะไรให้ผู้ใช้ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันการถูก Disrupt จากองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับพวกเขาก็พยายามรักษาคนเก่งๆ ให้อยู่ในองค์กรได้นานที่สุด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวธุรกิจได้มากกว่าเดิม”

สำหรับ AIS ก็มีการปรับตัวจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telecom Service Provider) เป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์ (Digital Life Service Provider) ผ่าน 3 ธุรกิจคือ Mobile, Fixed Broadband และ Digital Service พร้อมกับการก้าวสู่บทบาทใหม่คือผู้ให้บริการ ICT Service สำหรับกลุ่มองค์กรลูกค้าธุรกิจ เพื่อเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือให้ทุกอุตสาหกรรมทำ Digital Transformation ได้เต็มรูปแบบ

พาร์ทเนอร์ของ AIS ในปัจจุบัน

ยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ Mobile อีกต่อไป

“AIS อยากเติบโตไปด้วยกันกับอุตสาหกรรมอื่น เพราะเราต้องการช่วยให้พวกเขา ส่งสินค้า และบริการไปถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านเครื่องมือดิจิทัลที่เรามีให้ ยิ่งเราปวารณาตัวเป็น Digital Platform เราก็อยากจับมือตั้งแต่ระดับบุคคล, SME จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และไม่ต้องห่วงเราไม่ทำอะไรแข่งกับผู้เล่นในอุตหกรรมนั้นๆ แน่นอน”

ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS เสริมว่า ก่อนหน้านี้บริษัทอาจโดดเด่นเรื่อง Wireless Network ผ่านโครงข่ายที่ดีเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันบริษัทก็มี Wire Network และ Digital Service ที่เชื่อมต่อกับลูกค้าทุกระดับ ผ่าน Business Connectivity กว่า 1.4 ล้านจุด

ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS

“ประสบการณ์กว่า 28 ของ AIS ก็เป็นอีกข้อการันตีว่าหลังจากนี้ที่เราจะทำตลาด Mobile, Network, IoT และ Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างให้ทุก Ecosystem เติบโตไปด้วยกัน ยิ่งตอนนี้เรามี CS Loxinfo และบริษัทที่ดูแลลูกค้ากลุ่ม SME โดยเฉพาะเข้ามาเพิ่ม ก็ยิ่งทำให้การทำ Digital Transformation ทำได้ดีขึ้น”

เจาะตัวเลขขุมกำลัง Digital Service ของ AIS

นอกจากตัว Mobile Service ที่ปัจจุบัน AIS มีลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมาย และเป็นอันดับหนึ่งของตลาด ในฝั่ง Fixed Broadband ก็มีโครงข่ายกว่า 1.6 แสนกม. และยังขยายอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมเมืองหลักๆ ได้มากกว่าเดิม รวมถึงมีการเดินหน้าโครงการ IoT รูปแบบต่างๆ และบริการ Cloud แล้วเช่นกัน

บริการต่างๆ ของ AIS ทั้งฝั่งลูกค้าทั่วไป และลูกค้าองค์กร

“AIS ค่อนข้างแข็งแรงเรื่อง People Wear หรือกำลังคน เพราะเราค่อนข้างใส่ใจเรื่องนี้ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการยกระดับองค์กรไปสู่ดิจิทัล จึงไม่แปลกที่ปีนี้เรามีการแยกทีม Enterprise ออกมาเลย พร้อมกับมองว่า กลุ่ม AIS Business คืออีก Growth Engine สำคัญของบริษัท”

สำหรับรายได้ฝั่งลูกค้าองค์กรนั้นอยู่ราว 14,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมด โดย AIS คาดหวังว่ารายได้กลุ่มนี้จะเติบโตเป็นสัดส่วน 15% ให้ได้ โดยความหวังอยู่ที่บริการ Cloud กับ IoT เนื่องจากบริการ Mobile และ Fixed Broadband เติบโตค่อนข้างช้า

สรุป

กลยุทธ์การรรุกตลาดลูกค้าองค์กรครั้งนี้ของ AIS ถือเป็นการพลิกโฉมองค์กรอีกครั้ง เพราะมันคือการเปลี่ยนมุมมองขององค์กร รวมถึงการติดอาวุธในการทำตลาดให้มีมากขึ้นไปอีก อย่างไรตามมันก็คงดีไม่น้อยที่ทุกองค์กรจะเติบโตไปด้วยกันกับ AIS รวมถึงทำ Digital Transformation ให้กับประเทศไทยไปพร้อมกันด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-business-digital-transformation/

กลุ่ม Allianz ร่วมมือ Startup ก้าวพ้นโมเดลธุรกิจประกัน ฝังตัวในชีวิตประจำวัน

หลายคนรู้จัก บมจ.อลิอันซ์ อยุธยาประกันชีวิต แต่ที่จริงแล้ว Allianz เป็นค่ายการเงินใหญ่ระดับโลกที่มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเงิน อย่างประกันและอื่นๆๆ อีกมากมาย

เมื่อโลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเอเชียที่เจอเทคโนโลยี Distrub ทำให้บริษัทที่ใหญ่ยิ่งต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น

Allianz จับมือ Startup หาโมเดลธุรกิจใหม่ นอกกรอบเดิม

George Sartorel Regional CEO Allianz บอกว่า ทุกวันนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะ ทั้งจากเทคโนโลยีที่เข้ามา รวมถึงกลุ่มคนอายุน้อยที่ปรับตัวกับเรื่องนี้ได้เร็ว เลยเห็นอองเทอเพอร์เนอร์เยอะ เอเชียจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

สิ่งที่หลักที่เราต้องโฟกัสคือ การใช้ฐานข้อมูล และหาคนที่มี innovation เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เร็วตามลูกค้าที่เปลี่ยนไป

เราต้องการพื้นที่ และคนที่ต้องการเรียนรู้กรอบการทำธุรกิจใหม่ๆ ปัจจุบันมีพันธมิตร 35 รายในเอเชียที่จะทำให้ Allianz ทำธุรกิจโมเดลใหม่ที่นอกกรอบมากขึ้น

เราต้องเรียนรู้จากคนที่ฉลาด และมองไปข้างหน้า  และสร้าง Digital Insurance Model ขึ้นมา ตอนนี้เราร่วมมือกับ บริษัทดิจิตอลใหญ่อย่าง JD.com อีคอมเมิรซ์ของจีน และ Gojek ซึ่งต่อไปทำให้เราเสนอบริการใหม่ๆ ผ่านกลุ่มลูกค้าใหม่ และฐานลูกค้าเรามากขึ้น เราเรียนรู้ผ่านความร่วมมือต่างๆ

อลิอันซ์อยุธยา เปิดเหตุผลทำไมประกันต้องจับมือกับ Health Tech

เจตน์เมริน เจตน์รวีโชติ ผู้อำนวยการอาวุโส บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต บอกว่า บทบาทธุรกิจประกันต้องเป็นมากกว่าการเคลม (เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน) แต่ต้องมองเป็น Solution เช่น การป้องกัน ดูแลสุขภาพ และเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ 

ตอนนี้เรามีแอพพลิเคชั่น Healthy Living เป็น Platform นอกจากเป็นแหล่งข้อมูลให้ลูกค้าเรื่องสุขภาพ หมอ ฯลฯ เร็วๆ นี้จะสามารถเสนอบริการอื่นๆ นอกจากสร้างความมั่นคงของแบรนด์ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริการต่างๆ

Healthy Living Platform จะเป็น Ecosystem ด้านการดูแลสุขภาพ ตอนนี้มี Content กิจกรรม MarketPlace ให้ซื้อของ ด้านสุขภาพ อาหาร การอกกำลังกาย ซึ่งอนาคตจะขยายไปเรื่องอื่นๆ จากเครือข่ายระดับโลกที่ Allianz  จะเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก

ที่ผ่านมาเรามีความร่วมมือกับ ร้านขายยา รพ. และอื่นๆ อีกมาก ล่าสุดที่ไทยมีโครงการ Allianz Ayudhya Activator คัด 3 startup ด้าน Health Tech ที่เราเข้าลงทุนได้แก่ Vitaboot, Sharmble, Doctor a to z

3 Startup ต่อยอดบริการสุขภาพใหม่ผ่านแอพฯ ให้คนไทย

ศรัณย์ ชัยปาณี ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ Vitaboost บอกว่า เราเป็นแอพพลิเคชั่น ออกแบบและแนะนำการให้ยาวิตามินแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ Pain Point ที่หลายคนกินวิตามินน้อยหรือมากเกินไป ไม่ก็เสียเงินกับวิตามินที่ไม่ตรงกับความต้องการของร่างกาย

โดยทางบริษัทจะวิเคราะห์ผ่านการเจาะเลือก หรือวิเคราะห์ไลฟสไตล์ของลูกค้า แล้วใข้ AI มาออแบบว่าอะไรเหมาะกับร่างการของลูกค้า และจดชุดวิตามินส่งให้ลูกค้าเลย ซึ่งแอพฯ นี้จะใช้เวลาน้อยลง เพราะไม่ต้องไปรอคิวพบแพทย์นานๆ

ในแง่ธุรกิจการเป็นพันธมิตรกับ Allianz ทำให้อนาคตการเคลมของลูกคาจต่ำลง เพราะมีการดูแล ป้องกันมากขึ้น

กฤติน ทิพย์แสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง SHARMBLE บอกว่า ทางบริษัทฯ คิดโซลูชั่นทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการยาให้ลูกค้า (สั่ง สต็อก ขนส่ง ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าทั้งที่เป็นโรงพยาบาล คลีนิก หน่วยบริการต่างๆ ที่ต้องใช้ยาในองค์กรทุกขนาด จุดเด่นคือบริการนี้จะช่วยให้ลูกค้าคุมต้นทุนได้ดีขึ้น จากเดิมที่ราคายาอาจมีต้นทุนจากส่วนนายหน้าที่เกิดขึ้น

อนุชา พาน้อย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Doctor A to Z เล่าให้ฟังว่า บริการของบริษัทฯ จะเกี่ยวกับระบบหลังบ้านของโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีความร่วมมือกับ 20 โรงพยาบาลชั้นนำของไทย โดยจะให้บริการลูกค้าตั้งแต่การเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คัดเลือกโปรแกรมการรักษาได้ตรงความต้องการลูกค้าในเวลาที่สั้นที่สุด (จากเดิมที่ลูกค้จะหาหมอเพื่อรักษาใช้เวลา 7-30 วัน)

“ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เรายังเป็นต่างชาติที่เข้ามารักษาตัวในไทย ซึ่งเรามีบริการให้ครบวงจรตั้งแต่หมอที่เชี่ยวชาญ 200 ราย 20 โรงพยาบาลคุณภาพสูง ตอนนี้เรายังเน้นธุรกิจรูปแบบ B2B (Business to Business) ในอนาคตนี้ไม่เกิน 5 ปีนี้เราจะเห็นรูปแบบ B2C (Business to Customer) เกิดขึ้นแน่นอน”

ส่วนบริษัทแม่อย่าง Allianz ก็มีการลงทุนใน Startup หลากหลาย ทั้งผ่าน Plug&Play ที่เป็นทั้ง Venture Capital เป็นคนคัดเลือก Startup เด่นๆ มาลงทุน

 สรุป

การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายย่อย ต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ ยิ่งบริษัทใหญ่ จะปรับตัวช้าไม่ได้! เพราะคู่แข่งมีอยู่ทั่วโลก อย่าง Allianz และ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยาประกันชีวิต ที่เป็นบริษัทลูกต้องปรับตัวให้ไว รับเทคโนโลยีใหม่ๆ

โดยอลิอันซ์มองนอกกรอบการเป็นบริษัทประกันชีวิต มากกว่าให้ลูกค้าเคลม แต่ต้องสามารถดูแลสุขภาพ และเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของลูกค้าผ่าน Healthy Living จะมีบริการของ Startup ใหม่ๆ มานำเสนอ อนาคตอาจจะต่อยอดธุรกิจอื่นของเครือ Allianz เข้ามาร่วมด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/allianz-ayuthaya-more-than-insurance-everyday-used-health/