คลังเก็บหมวดหมู่: brandinside

บริษัทญี่ปุ่นคิดไอเดียใช้โดรนบอกพนักงานให้กลับบ้าน แก้ปัญหาพนักงานทำงานล่วงเวลานานเกินไป

ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ญี่ปุ่นนั้นมีการทำงานที่เอาเป็นเอาตาย ทำงานล่วงเวลาหลายๆ ชั่วโมง ฝังรากลึกเข้าไปในวัฒนธรรมของประเทศแล้ว จนมีคำเรียกการทำงานหนักจนตายนี้ว่า Karoshi ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลยังต้องหาวิธีแก้ ตอนนี้มีบริษัทหนึ่งที่คิดไอเดียการใช้โดรนบินทั่วบริษัทเพื่อบอกให้พนักงานกลับบ้านได้แล้ว แก้ปัญหาพนักงานทำงานล่วงเวลานานจนเกินไป

ระบบโดรนนี้พัฒนาโดย Taisei บริษัทด้านความปลอดภัยและการทำความสะอาดในสำนักงาน ร่วมมือกับ NTT ผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่

วิธีใช้งานโดรน คือบริษัทจะวางตารางบินไว้ และโดรนจะบินตามตารางบินเพื่อตรวจตราในสำนักงาน ซึ่งระหว่างการบินจะมีการค้นหาพนักงานที่กำลังอยู่ในออฟฟิศหลังเลิกงาน โดรนจะส่งเสียงเพลง Auld Lang Syne (ทำนองต้นตำรับของเพลงสามัคคีชุมนุม) เพื่อบอกให้พนักงานกลับบ้านได้แล้ว

ปัจจุบัน ทำนอง Auld Lang Syne นี้ถูกใช้เพื่อการบอกเวลาปิดของห้างในญี่ปุ่นอยู่แล้ว และ Taisei จะเริ่มทดลองระบบนี้ในเดือนเมษายนปีหน้า โดยบริษัทที่ต้องการจะใช้ระบบนี้จะต้องจ่ายบริการที่ 5 หมื่นเยนต่อเดือน

ภาพ pakutaso.com

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญบางคนก็กล่าวว่าโดรนนี้ไม่ได้แก้ปัญหาแบบถอนรากถอนโคนจริง ๆ อยู่ดี โดย Scott North จาก Osaka University กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่า แม้หุ่นยนต์จะกวนให้พนักงานออกจากออฟฟิศ พนักงานก็จะนำงานกลับไปทำที่บ้านต่อถ้างานยังไม่เสร็จ การจะลดการทำงานล่วงเวลาต้องลดปริมาณงานลง ทั้งลดงานที่ทำให้เปลืองเวลา ไปจนถึงการแข่งขันที่ทำให้สถานที่ทำงานในญี่ปุ่นถูกมองไม่ดี ไปจนถึงการพิจารณาจ้างพนักงานเพิ่มเติม

ที่มา – The Verge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/japan-company-use-drone-to-tells-employee-to-go-home/

Advertisements

Volkswagen ร้องรัฐเยอรมันให้ยุติสนับสนุนเครื่องยนต์ดีเซล และนำเงินมาผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าแทน

เมื่อ Volkswagen เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการโกงค่าไอเสียรถยนต์เครื่องดีเซล ไม่แปลกที่เบอร์หนึ่งผู้ผลิตรถยนต์ของโลกอยากให้เรื่องนี้จางหายไป จึงเดินเครื่องรถยนต์ไฟฟ้าเต็มสูบ แถมขอให้ยุติสนับสนุนเครื่องยนต์ดีเซลด้วย

ประเทศต้นกำเนิดดีเซลขอหยุดเอง

เยอรมันเป็นประเทศที่ให้กำเนิดรถยนต์เครื่องดีเซล และแบรนด์ผู้ผลิตในประเทศไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Daimler และ BMW ต่างก็มีแผนผลิตรถยนต์เครื่องดีเซลออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างยอดขายให้เติบโต แต่ถึงเครื่องตัวนี้ยังสำคัญอยู่ ทาง Volkswagen กลับไม่มองในทางตรงกันข้าม และอยากให้ลดความสำคัญของเครื่องยนต์ชนิดนี้

Matthias Müller ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen แจ้งว่า รัฐบาลเยอรมันต้องหยุดให้การสนับสนุนรถยนต์เครื่องดีเซล เพราะการงดเว้นภาษีเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ประเภทนี้ได้ง่ายขึ้น ทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณกว่า 7,800 ล้านยูโร/ปี หรือราว 2.9 แสนล้านบาท

“ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม ตัวรถยนต์เครื่องดีเซลก็ไม่ควรถูกสนับสนุนเหมือนในอดีต เพราะตัวเงินดังกล่าวควรไปลงทุนสนับสนุนรถยนต์ที่รักษาสิ่งแวดล้อม เหมือนกับที่เยอรมัน และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มยุโรปที่ต้องการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า”

ภาพ pixabay.com

หลายประเทศเตรียมยกเลิกเครื่องดีเซล

ทั้งนี้ Matthias Müller ได้เข้ามาแทน Martin Winterkorn ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen หลังจากเขาได้ลาออกไปในปี 2558 เพราะตัวบริษัทถูกจับได้ว่าโกงค่าไอเสียของรถยนต์เครื่องดีเซล จากหน่วยงานตรวจสอบของสหรัฐอเมริกา และสร้างความเสียหายให้บริษัทกว่า 25,000 ล้านยูโร

ขณะเดียวกันฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ต่างมีแผนแบนรถยนต์เครื่องดีเซลในปี 2583 ซึ่ง Volkswagen ก็เตรียมเดินเรื่องนี้เต็มสูบ เช่นเมื่อเดือนก.ย. ก็ประกาศแผนลงทุนในเทคโนโลยีแบตเตอรี่เพื่อนำไปใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า เพราะในปี 2573 ทางบริษัทจะมีรถยนต์กว่า 300 รุ่นที่มีเครื่องยนต์ไฟฟ้าให้เลือกใช้

สำหรับยอดขายรถยนต์เครื่องดีเซลในประเทศเยอรมันลดลง 17% โดยครองส่วนแบ่งในตลาดที่ 34% ส่วนยอดขายรถยนต์ใช้น้ำมันนั้นเพิ่มขึ้น 28% คิดเป็นส่วนแบ่งในตลาด 61.7% ดังนั้นก็อยู่ที่ว่าผู้บริโภคจะชอบแบบไหน จะยอมจ่ายแพงเพื่อนำรถยนต์เครื่องดีเซลมาใช้เหมือนเดิมหรือไม่ ต้องติดตามกัน

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/volkswagen-diesel-and-ev/

“เป็นสตาร์ทอัพที่เข้าตลาดหุ้น มันเป็นเรื่องดีมากๆ” คำกล่าวจากซีอีโอ Box

เวลาพูดถึงสตาร์ทอัพ ก็มักนึกถึงบริษัทที่เล็ก คล่อง ปรับตัวได้เร็ว ขณะเดียวกันพอพูดถึงบริษัทที่เข้าตลาดหุ้น คนก็เริ่มมองเป็นองค์กรที่เป็นระบบระเบียบ ทำอะไรก็ไม่ว่องไวแบบแต่ก่อน เช่นนั้นแล้วสตาร์ทอัพควรเข้าตลาดหุ้นไหม? ซีอีโอ Box ว่า เข้าตลาดหุ้นแล้วดีกว่าเยอะ มาดูกัน

Aaron Levie ซีอีโอ Box

Aaron Levie เป็นซีอีโอของ Box อดีตสตาร์ทอัพดาวรุ่ง ให้บริการเก็บไฟล์ออนไลน์บนคลาวด์ (เหมือน Dropbox) บริษัทตัดสินใจไอพีโอเข้าตลาดหุ้นตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งจนถึงตอนนี้คู่แข่งอย่าง Dropbox ก็ยังไม่มีแผนเข้าตลาดหุ้น Levie บอกว่าการที่บริษัทตัดสินใจไอพีโอนั้น “เป็นเรื่องดีมากๆ”

ก่อนจะเดาว่าที่เข้าตลาดหุ้นเพื่อ exit ขายหุ้นราคาดี ก็อาจใช้ไม่ได้กับ Box เท่าไหร่ ราคาหุ้น Box นั้นค่อนข้างสวิงมาก วันแรกที่เข้าตลาดหุ้นราคาสูงถึง $24 แล้วก็ลงมาจนต่ำถึง $9 ส่วนตอนนี้ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้น

Levie บอกว่าข้อดีมากของการเข้าตลาดหุ้น เป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ของ Box ซึ่งเน้นขายบริการฝากไฟล์สำหรับลูกค้าระดับองค์กร ซึ่งทุกครั้งเขาจะถูกตั้งคำถามว่า “บริษัทจะไปรอดไหม” หรือ “จะมีบริการใดปิดตัวหรือเปล่า” นั่นคือสาเหตุว่าทำไมบริษัทแบบ IBM หรือ Google จึงดูดีกว่าในเกมนี้ เพราะลูกค้าเชื่อมั่นว่าอย่างน้อยก็คงไม่ชิงปิดตัวง่ายๆ ฉะนั้นหนทางที่ดีกว่าก็คือการเข้าตลาดหุ้น เปิดเผยสถานะบริษัทไปเลย ลูกค้าก็จะเชื่อมั่นมากขึ้น

ข้อดีถัดมาที่ Levie บอกคือการเข้าตลาดหุ้น ทำให้บริษัทตอนรายงานผลประกอบการทุก 3 เดือน นักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างจับจ้อง ฉะนั้นบริษัทต้องมีการดูแลเรื่องเงินที่รัดกุมขึ้น ซึ่งนั่นทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามมาด้วย

เหตุผลสุดท้ายที่เขาบอกนั่นคือ สตาร์ทอัพมักให้หุ้นกับพนักงานเพื่อสร้างแรงจูงใจ แต่สุดท้ายหุ้นก็ไม่มีความหมายหากไม่สามารถขายต่อออกไปได้ การเข้าตลาดหุ้นคือการสร้างความภักดีในองค์กร และเป็นการตอบแทนที่ยุติธรรมที่สุด เพราะราคาหุ้นก็จะเป็นผลจากการทำงานของพนักงานนั่นเอง

ที่มา: Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/box-ceo-public-company/

Tencent รุกธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ พร้อมปะทะ Alibaba! ซื้อหุ้นซูเปอร์มาร์เก็ต Super Species ของจีน

มีรายงานว่า Tencent ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตของจีน ได้ขยับเข้ามาสู่โลกธุรกิจค้าปลีกที่ Alibaba ยึดครองพื้นที่ไว้มากขึ้น โดยได้เข้าถือหุ้นใน Super Species ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่นิยามว่าเป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคต” ซึ่งถือเป็นการช่วงชิงพื้นที่กับ Alibaba โดยตรง

Super Species (ภาพ China Fruit Portal)

เราเห็นข่าวกันก่อนหน้านี้ว่าอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba ได้เริ่มยุทธศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า New Retail โดยผสานออนไลน์กับร้านออฟไลน์ด้วยกัน และการซื้อซูเปอร์มาร์เก็ต Hema ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้ Tencent ก็ไม่อยู่เฉย เข้าซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตบ้างเช่นกัน

Super Species เป็นโปรเจกต์ซูเปอร์มาร์เก็ตแนวใหม่ของเครือ Yonghui ที่ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในจีน ปัจจุบัน Super Species มีอยู่ 20 สาขา ขณะที่ Hema มีอยู่ 17 สาขา แน่นอนว่า Tencent ต้องการนำบริการ WeChat Payment เข้าไปใส่ไว้ใน Super Species ซึ่งถือเป็นการปะทะกันกับ Alipay ของ Alibaba แน่นอน

Tencent นั้นแม้มีขนาดธุรกิจใหญ่กว่า Alibaba ตามราคาหุ้น และมีธุรกิจย่อยในเครือที่แข่งกันโดยตรงกับ Alibaba หลายอย่าง แต่มีส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ Tencent ยังไม่เทียบเคียงนัก ปัจจุบัน Tencent มีเพียงถือหุ้นใน JD.com เบอร์สองของจีนอยู่ 21.25% การช่วงชิงพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงอาจเป็นหมากสำคัญของ Tencent ที่ต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา: Technode

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-retail-strategy/

น้ำดื่มเดือดแน่! “สิงห์” ซุ่มคว้า “เจ้านาย” ร่วมแคมเปญใหม่ ท้าชน “นาย ณภัทร” น้ำดื่มคริสตัล

ตลาดน้ำดื่มเตรียมร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “สิงห์” เตรียมคว้าตัว “เจ้านาย” ร่วมแคมเปญใหม่ ลุ้นขึ้นแท่นพรีเซ็นเตอร์ เป็นการเปิดศึกท้าชนน้ำดื่ม “คริสตัล” ที่มี “นาย ณภัทร” เป็นพรีเซ็นเตอร์

เปิดศึกด้วยไวรัล “เจ้านาย” เป็นพนักงานแฟมิลี่มาร์ท

ยุคนี้จะเปิดตัวแคมเปญใหม่ด้วยรูปแบบธรรมดาไม่ได้แล้ว ต้องทำให้เป็นกระแส เป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์ ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมานี้ได้เห็นการแชร์ภาพ พร้อมคลิปวิดีโอ “เจ้านาย-จิณเจษฎ์ วรรธนะสิน” ลูกชายของ “เจ เจตริน” แต่งตัวเป็นพนักงานร้านแฟมิลี่มาร์ท โดยทั้งทวิตเตอร์ และเพจดังต่างๆ มีการแชร์ไปต่างๆ นานาว่าเจ้านายทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่

ภาพจากเพจ ใต้เตียงดารา
ภาพจากเพจ ใต้เตียงดารา

โดยที่จริงแล้วเป็นการถ่ายโฆษณาแคมเปญใหม่ของน้ำดื่ม “สิงห์” ซึ่งจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่วันนี้ มีการเปิดเผยว่าเจ้านายจะเข้าร่วมกับแคมเปญใหม่ ต้องคอยลุ้นว่าเจ้านายจะเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของสิงห์เพิ่มอีกคนหรือไม่

ซึ่งแคมเปญนี้จะเป็นคนละแคมเปญกับ A Part of You ที่เป็นแคมเปญใหญ่ของสิงห์ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี เป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์ครั้งแรกของสิงห์ในรอบ 30 ปี และใช้พร้อมกัน 5 คน ได้แก่ ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์, เบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา, วิโอเล็ต วอเทียร์ นักร้องนักแสดง และวง South side

น้ำดื่มแข่งเดือด “สิงห์” ท้าชน “คริสตัล”

น้ำดื่มเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ และมีการเติบโตสูงตลอดทุกปี โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าราว 43,000 ล้านบาท เติบโต 11% เพราเทรนด์การดูแลสุขภาพของคนไทยทำให้ตลาดยังโตต่อเนื่อง เมื่อตลาดใหญ่ ย่อมมีผู้เล่นในตลาดเยอะ การแข่งขันย่อมสูงเช่นกัน

ในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่สิงห์มีความเคลื่อนไหวเยอะเป็นพิเศษ เพราะตลาดน้ำดื่มมีการแข่งขันสูงมาก ยิ่งคู่แข่งมีการการตลาดที่เข้มข้น และหายใจรดต้นคอสิงห์มาตลอด โดยที่ก่อนหน้านี้สิงห์ได้ประกาศว่าตัวเองว่าครองเบอร์หนึ่งในตลาดมาตลอด แต่ปีนี้ได้มีบ้างช่วงบางตอนที่ “คริสตัล” น้ำดื่มจากค่ายเสริมสุขแซงหน้าขึ้นมา

ทำให้สิงห์ไม่สามารถอยู่เฉยได้ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาบัลลังก์แชมป์ให้ได้ การดึงเจ้านายเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์เป็นการหวังเจาะเข้ากลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น เพราะสิงห์เองก็ค่อนข้างเป็นแบรนด์ที่มีอายุพอสมควร

ในขณะที่คริสตัลมีการใช้ “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมาแล้ว เป็นการใช้พรีเซ็นเตอร์อย่างจริงจังเป้นครังแรกด้วย หวังเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นกัน

สรุป

  • การขยับตัวของสิงห์ครั้งนี้เรียกว่ากลับมาทวงบัลบังก์แชมป์อย่างเต็มตัว เป็นการสู้กับหมัดต่อหมัด พรีเซ็นเตอร์ กับพรีเซ็นเตอร์
  • ตลาดน้ำดื่มยังคงมีการแข่งขันดุเดือดทั้งปี ไม่ได้จำกัดแค่หน้าร้อนอีกต่อไปแล้ว โดยที่การแข่งขันเน้นไปในเรื่องของการสร้างแบรนด์มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/singha-drinking-water-jaonaay-new-campaign/

Deutsche Bank ประเมินความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก 2018 มีเรื่อง Bitcoin ฟองสบู่แตก

Torsten Slok หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Deutsche Bank จากเยอรมนี ออกรายงานประเมินความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในปี 2018 จำนวน 30 ปัจจัย หนึ่งในนั้นมีความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่ Bitcoin แตกรวมอยู่ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงตามข้อเสนอของ Deutsche Bank มีด้วยกันหลากหลาย โดยปัจจัยเสี่ยงที่มีอันดับสูงสุดคือ เงินเฟ้อของสหรัฐที่อาจเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ของปี 2018

ประเด็นที่น่าสนใจคือ Deutsche Bank ยกให้ฟองสบู่ Bitcoin แตกอยู่ในอันดับ 13 เหนือกว่าปัจจัยเสี่ยงเรื่องเกาหลีเหนือ (อันดับ 14) หรือการสอบสวนประธานาธิบดีทรัมป์ (อันดับ 17) ด้วยซ้ำ

ความกังวลของ Deutsche Bank กลัวว่าถ้าหากตลาด Bitcoin (ที่ปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์) แตก ก็จะส่งผลกระทบต่อนักลงทุนรายย่อยที่แห่เข้าไปเล่น Bitcoin กันในรอบปีที่ผ่านมา และอาจกระทบต่อเม็ดเงินที่จะโยกย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย

ที่มา – Fortune, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/deutsche-bank-bitcoin-crash-2018/

รู้จัก Hoed & Shouders สินค้าลอกเลียนแบบที่เกิดขึ้นในช่วงข้าวยากหมากแพงในเวเนซูเอลา

ไม่ต้องสงสัยว่าอ่านผิด หรือทีมงานสะกดผิด เพราะแชมพู Hoed & Shouders ที่เลียนแบบแชมพูขจัดรังแขแบรนด์ดังมาเกือบเป๊ะ มีจำหน่ายจริงๆ ในประเทศเวเนซูเอลา แถมยังขายได้อย่างเทน้ำเทท่าอีกด้วย

ภาวะเงินเฟ้อคือตัวแปรหลัก

นอกจากแชมพู Hoed & Shouders ยังมีใบมีดโกน Max Quottro, ผ้าอนามัย Aluays, ยาสีฟัน Convenrt และสบู่ Yahnsan’s ที่ลอกเลียนมาจากแบรนด์ FMCG ของสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญสินค้าเหล่านี้ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรียกได้ว่าของเข้าเมื่อไรก็เกลี้ยงเชลฟ์ตามร้านค้าปลีกในเวเนซูเอลา

แต่ที่ผู้บริโภคซื้อกันนั้นไม่ใช่อยากใช้ของลอกเลียนแบบ แต่เพราะตัวสินค้าเหล่านี้มีราคาที่ถูกแสนถูก เช่นแชมพู Head & Shoulders ขายที่ 118,000 โบลีวาร์เวเนซุเอลา หรือราว 3.5 แสนบาท แต่พอเปลี่ยนชื่อแบรนด์นิดหน่อย ราคาเหลือแค่ 32,000 โบลีวาร์เวเนซุเอลา หรือราว 97,000 บาท

ทั้งนี้ไม่ต้องแปลกใจที่ราคาสินค้านั้นสูงมากเมื่อเทียบเป็นสกุลเงินบาท เพราะทางการเวเนซูเอลาไม่สามารถควบคุมเศรษฐกิจในประเทศได้ จนเกิดภาวะเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 4,000% ในระยะเวลาเพียง 3 เดือน ดังนั้นเมื่อไม่มีทางเลือก การใช้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าจึงจำเป็น แม้ประสิทธิภาพของตัวสินค้าจะด้อยกว่าของจริงก็ตาม

สำหรับสินค้าลอกเลียนแบบเหล่านี้ถูกนำเข้ามาจากประเทศจีน โดยอ้างอิงจากรายละเอียดที่พิมพ์อยู่บนบรรจุภัณฑ์ที่ระบุว่า ผลิตในฮ่องกง หรือไม่ก็มณฑลกวางตุ้ง รวมถึงมณฑลฝูเจี้ยนด้วย ยิ่งเรื่องรายละเอียดของวัตถุดิบในการผลิตสินค้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบางตัวก็ไม่ระบุไว้ หรือบางสินค้าก็ระบุอย่างไม่ชัดเจน

สรุป

ภาวะข้าวยากหมากแพงนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ หากทางการของประเทศต่างๆ ไม่สามารถควบคุมเรื่องเศรษฐกิจได้ และประชากรตาดำๆ ก็คงถูกบังคับอย่างชัดเจนว่าต้องประหยัด และใช้สินค้าคุณภาพต่ำ ดังนั้นหากไม่ต้องการให้เรื่องนี้เกิดขึ้น การสนับสนุนให้เกิดการปกครองที่มีประสิทธิภาพ และใช้คนเก่งเข้ามาบริหารคือเรื่องจำเป็น

อ้างอิง // BloombergLa Patilla

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/head-and-shoulders-in-venezuela/