คลังเก็บหมวดหมู่: DROIDSANS

Microsoft เปิดตัว Surface Book 2 โน้ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมขนาด 13.5 และ 15 นิ้ว สุดบางเบา แต่มาพร้อมสเปคสุดแรงแบบจัดเต็ม

Microsoft พึ่งเปิดตัวโน้ตบุ๊ค 2 in 1 อย่าง Surface Pro ในบ้านเราไปหยกๆเมื่อเดือนสองเดือนที่ผ่านมา (เปิดตัวที่อเมริกาเมื่อประมาณกลางปี) ตอนนี้ Microsoft ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวโน้ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมสเปค (และราคา) สุดแรงออกมาอีกรุ่นนึงแล้ว กับ Surface Book 2 หลังจากที่รุ่นแรกออกมาตั้งแต่ปี 2015

โน้ตบุ๊คในซีรีส์ Surface Book จะเป็นโน้ตบุ๊คระดับพรีเมี่ยมที่เน้นความบางเบาพกพาง่าย แต่อัดสเปคมาให้แบบเต็มที่เท่าที่จะอัดเข้ามาได้ภายในตัวเครื่องที่บางขนาดนี้ (แน่นอนว่าราคาก็เต็มที่ด้วยเหมือนกัน) โดยคราวนี้ Surface Book 2 ยังปล่อยรุ่นหน้าจอ 15 นิ้ว มาให้เลือกซื้ออีกด้วย สำหรับผู้ที่ต้องการใช้โน้ตบุ๊คที่มีหน้าจอใหญ่ขึ้น จากที่รุ่นแรกมีแค่หน้าจอ 13 นิ้ว

ส่วนสเปคของ Surface Book 2 ทั้ง 2 รุ่นก็มีตามนี้เลย

Surface Book 2 – 13.5 นิ้ว

  • หน้าจอ : PixelSense ความละเอียด 3000 x 2000 อัตราส่วน 3:2, Multi touch 10 จุด
  • CPU : Dual-core up-to 3.5GHz Intel Core i5 (fanless) / Quad-core up-to 4.2GHz Intel Core i7
  • RAM : 8 – 16GB LPDDR3
  • GPU : Intel® HD Graphics 620 (รุ่น i5) / Nvidia GeForce GTX 1050, 2GB (รุ่น i7)
  • ความจุ : 256GB / 512GB / 1TB SSD
  • กล้องหลัง : 8MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • ลำโพงคู่หน้า Dolby Audio Premium
  • ช่องเชื่อมต่อ : USB 3.0 2 ช่อง, USB-C, รูหูฟัง 3.5 มม., Surface Connect 2 ช่อง, SDXC
  • น้ำหนัก : 1.53 กก. / 1.64 กก. (รวมคีย์บอร์ด)
  • แบตเตอรี่ : ดูวิดีโอต่อเนื่องได้ 17 ชม.

 

Surface Book 2 – 15 นิ้ว

  • หน้าจอ : PixelSense ความละเอียด 3240 x 2160 อัตราส่วน 3:2, Multi touch 10 จุด
  • CPU : Quad-core up-to 4.2GHz Intel Core i7
  • RAM : 8 – 16GB LPDDR3
  • GPU : Nvidia GeForce GTX 1060, 6GB
  • ความจุ : 256GB / 512GB / 1TB SSD
  • กล้องหลัง : 8MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • ลำโพงคู่หน้า Dolby Audio Premium
  • ช่องเชื่อมต่อ : USB 3.0 2 ช่อง, USB-C, รูหูฟัง 3.5 มม., Surface Connect 2 ช่อง, SDXC
  • น้ำหนัก : 1.9 กก. (รวมคีย์บอร์ด)
  • แบตเตอรี่ : ดูวิดีโอต่อเนื่องได้ 17 ชม.

ส่วนราคาของทั้ง 2 รุ่น ก็จะแยกตามสเปค ดังนี้

Surface Book 2 – 13.5 นิ้ว

  • Intel® Core™ i5, 8GB / 256GB – 1499 ดอลลาร์ (ประมาณ 49,571 บาท)
  • Intel® Core™ i7 quad-core, 8GB / 256GB – 1999 ดอลลาร์ (ประมาณ 66,106 บาท)
  • Intel® Core™ i7 quad-core, 16GB / 512GB – 2499 ดอลลาร์ (ประมาณ 82,641 บาท)
  • Intel® Core™ i7 quad-core, 16GB / 1TB – 2999 ดอลลาร์ (ประมาณ 99,176 บาท)

Surface Book 2 – 15 นิ้ว

  • 16GB / 256GB – 2499 ดอลลาร์ (ประมาณ 82,641 บาท)
  • 16GB / 512GB – 2899 ดอลลาร์ (ประมาณ 95,869 บาท)
  • 16GB / 1TB – 3299 ดอลลาร์ (ประมาณ 109,097 บาท)

Surface Book 2 ทุกรุ่นจะเริ่มเปิดให้จองในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้ ในเว็บไซท์หลักของ Microsoft ได้เลย ส่วนประเทศไทยจะเอาเข้ามาเมื่อไหร่ ถ้าได้ข้อมูลแล้วจะเอามาบอกอีกทีนะครับ ตอนนี้ก็หยอดกระปุกเก็บเงินไปพลางๆก่อนนะ

 

ที่มา : Microsoft, Engadget

from:https://droidsans.com/microsoft-announced-surface-book-2/

Advertisements

[Preview] พรีวิว Huawei Mate 10 Pro เรือธงปลายปีที่ชข

ผ่านไปครบ 1 ปี ก็ถึงเวลาการกลับมาของเรือธงรุ่นที่จัดเต็มของ Huawei ในซีรี่ส์ Mate 10 ที่ปีนี้ก็เปิดตัวมา 3 รุ่น เพิ่มรุ่น Pro และ Porsche Design เหมือนในปีที่ผ่านมา โดยใน 3 รุ่นนี้จะมีรุ่นที่ทาง Huawei เลือกให้เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทยก่อนคือ Huawei Mate 10 Pro และ Porsche Design ซึ่งตอนนี้ทีม droidsans ได้รุ่น Pro มาอยู่ในมือพร้อมกล่องและอุปกรณ์ภายใน เลยขอมาแกะกล่องพรีวิวให้ดูความสวยงามและความน่าสนใจของรุ่นนี้กันก่อน

สำหรับกล่อง Mate 10 Pro ที่เราได้นำมาแกะกันในวันนี้เป็นชุดพรีวิวจากทางยุโรป อุปกรณ์บางชิ้นอาจจะหน้าตาไม่เหมือนกับชุดขายจริงในไทย เช่นหม้อแปลงนะครับ แต่คิดว่าของที่มาในกล่องน่้าจะเท่ากัน เพราะเป็นชุดมาตรฐานที่ทาง Huawei จัดมาให้ คือมีเคส สาย Type C, หูฟัง Type C และมีตัวแปลง Type C to Audio หรือหูฟัง 3.5 มาด้วย

สเปค Huawei Mate 10 Pro

  • หน้าจอ OLED 6.0 นิ้ว 2160 x 1080 FHD+ อัตราส่วน 18:9, รองรับ HDR10
  • CPU Kirin 970 + Neural-network Processing Unit
  • GPU Mali-G72 MP12
  • RAM 6GB, ROM 128GB
  • กล้องหลังคู่ 12MP RGB+ 20MP Monochrome รองรับ OIS, AI Object Recognized
  • กล้องหลังเลนส์ SUMMILUX, F/1.6
  • กล้องหน้า 8 MP
  • เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือหลังเครื่อง
  • Bluetooth 4.2, aptX HD, LDAC
  • Wi-Fi 2.4G/5G, 802.11a/b/g/n/ac
  • Dual SIM รองรับ Dual LTE 4G พร้อมกัน 2 SIM
  • USB Type-C, DisplayPort 1.2
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh, รองรับ SuperCharge
  • Android 8.0 + EMUI 8.0
  • กันน้ำกันฝุ่น IP67
  • สัดส่วน 154.2 x 74.5 x 7.9 มม.
  • น้ำหนัก 178 กรัม
  • สี Titanium Gray, Mocha Brown, Midnight Blue, Pink Gold

ชุดหูฟัง USB Type C ที่แถมมาในกล่อง หากมีหูฟังอยู่แล้วก็สามารถใช้ตัวแปลง USB Type C to Audio เพื่อเสียบหูฟัง 3.5 ของเราได้ ส่วนสาย Type C to HDMI นั้นไม่ได้มีแถมมาในกล่องนะครับ

การมาของ Huawei Mate 10 Pro ในปีนี้มีหน้าตาแปลกไปจากรุ่น Mate 9 Pro พอสมควร เพราะมีการปรับดีไซน์ด้านหน้าใหม่ ขอบข้างไม่โค้งเหมือนรุ่นที่แล้ว (แว่บแรกดูคล้าย Mate 9 รุ่นปกติ) แต่ได้หน้าจอเต็มพื้นที่ 18:9 มาแทนโดยเป็นหน้าจอ OLED มีความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ FHD+  ส่วนตัววัสดุและงานประกอบยังดีและพรีเมี่ยมเหมือนเดิม ฝาหลังกระจกนั้นเงาสวยงาม ตัวเครื่องกันน้ำและฝุ่นมาตรฐาน IP67 มาพร้อม Android 8.0 Oreo และ EMUI 8.0 เลขเดียวกันเป๊ะ โดยจุดเด่นของ Mate 10 Pro ยังมีชิป Kirin 970 ที่เพิ่มพลังการประมวลผลด้วยระบบ AI ในการประมวลผลตัวเครื่องและเรื่องของภาพถ่าย

กล้องหน้า Huawei Mate 10 Pro มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ไม่มีการระบุว่าเป็นเลนส์ที่พัฒนากับ LEICA หรือไม่ (ก็น่าจะแปลว่าไม่ใช่) ซึ่งอย่างที่บอกไปว่าระบบ AI ในชิป Kirin จะมาช่วยในเรื่องของภาพถ่าย ทั้งการทำ Portrait และ Bokeh ซึ่งไว้ค่อยไปดูกันที่ตัวอย่างภาพถ่ายอีกที ส่วนของ Ear-piece หรือลำโพงนั้นทำหน้าที่เป็นลำโพงสเตอริโอพ่วงกับลำโพงด้านล่างด้วย

พอร์ทด้านล่างตัวเครื่องเหลือแค่ USB Type C เท่านั้น ทางซ้ายคือช่องไมโครโฟนและทางขวาคือลำโพงหลัก แบตเตอรี่มีความจุ 4000 mAh มาพร้อม Huawei SuperCharge และมีการทดสอบความปลอดภัยจาก TÜV Rheinland

ด้านบนมี IR Blaster หรืออินฟราเรดรีโมทที่เราสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ได้ ส่วนทางขวาตัวเครื่องนั้นคือช่องถาดซิม

Huawei Mate 10 Pro เปิดตัวพร้อมกับความสามารถในการสแตนบายด์ 4G และใช้งาน VoLTE ได้พร้อมกัน 2 ซิม ในถาดซิมก็จะสามารถใส่ nanoSIM ได้ 2 แผ่นเท่านั้น ไม่มีช่อง Micro SD นะครับ (ตอน Mate 9 Pro ก็ไม่มี) เพราะหน่วยความจำภายใน 128GB ก็น่าจะพอนะ

อีกด้านของตัวเครื่องก็เป็นปุ่ม power + volumne rokr ใช้เปิดปิดเครื่องและปรับเสียง แกนกลางเป็นโลหะขัดเงาประกบหน้าหลังด้วยกระจก

กล้องหลัง Huawei Mate 10 Pro นั้นรอบนี้ไม่ได้มาแค่ความร่วมมือกับ LEICA ในการผลิตเลนส์ SUMMILUX f/1.6 เท่านั้น แต่ระบบ AI จาก NPU ใน Kirin 970 จะมาช่วยในการประมวลผลให้ภาพจากกล้องคู่ 12MP สี + 20MP ขาวดำ ถ่ายภาพได้ดีขึ้น รวมถึงการประมวลผลภาพ Bokeh ที่เนียนและเป็นธรรมชาติเหมือนเกิดจากเลนส์กล้องใหญ่ และยังช่วยในการตรวจจับวัตุในภาพว่าเป็นคน สัตว์ วิว หรืออาหาร เพื่อปรับโหมดกาารถ่ายภาพให้ออกมาได้ดีที่สุด

ภายในกล้องของ Mate 10 Pro นั้นนอกจากเซนเซอร์คู่สี 12 ล้านพิกเซล + เซนเซอร์ขาวดำ 20 ล้านพิกเซลแล้ว ยังมีระบบกันสั่น OIS, Laser focus, Phase Detection Auto Focus และไฟ LED คู่ สีทูโทน

 

=ตัวอย่างภาพถ่าย รออีกสักนิด น่าจะมาช่วงเย็นๆ ครับ=

from:https://droidsans.com/preview-huawei-mate-10-pro/

HTC ร่อนบัตรเชิญงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีส์ U ตัวใหม่ คาดเป็น HTC U11 Plus

ในปีนี้ HTC ได้ออกสมาร์ทโฟนเรือธงของตัวเองอย่าง HTC U11 ไปแล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่หมดแค่นั้นเพราะบริษัทได้ทำการร่อนบัตรเชิญให้กับสื่อต่างๆ เพื่อเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ในวันที่ 2 พฤศจิการยนนี้ ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวันบ้านเกิดตัวเอง บนบัตรเชิญมีตัวอักษร U ขนาดใหญ่อยู่กลางบัตร พร้อมกับข่าวลือกันว่าน่าจะเป็น HTC U11 Plus ที่มีข้อมูลหลุดมาก่อนหน้านี้

ข่าวลือว่า HTC กำลังพัฒนา HTC U11 Plus ซึ่งเป็นรุ่นอัพไซส์ โดยคาดว่ามันจะมาพร้อมกับหน้าจอไร้ขอบความละเอียด QHD+ (2k) ความละเอียด 2880×1440 พิกเซลอัตราส่วน 18:9 ที่เพิ่งเริ่มฮิตกันในปีนี้ (U11 รุ่นหลักใช้หน้าจอ 16:9), ชิปประมวลผล Snapdragon 835, RAM 4GB สำหรับรุ่น 64GB และ 6GB สำหรับรุ่น 128GB, กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล และอาจกันน้ำถึงระดับ IP68 อีกด้วย

ยังไม่รู้ว่า HTC U11 Plus จะติดตั้ง Android 8.0 Oreo มาจากโรงงานเลยมั้ย ลือกันว่าจะมี 2 สีให้เลือกคือสีดำ (Brilliant Black) กับสีเงิน (Amazing Silver) นอกจากนี้ HTC ก็ยังจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆเพิ่มอีกในช่วงปลายปีนี้เช่น Ocean Lite, Ocean Harmony และรุ่นที่คาดว่าน่าจะเป็น Android One อย่าง U11 Life ทำให้ปลายปีนี้ HTC น่าจะมีอะไรให้ว้าวกันได้ไม่แพ้ตอนต้นปี

 

ที่มา: Gizmochina

from:https://droidsans.com/htc-may-launch-u11-plus-november-2/

เปิดข้อดี-ข้อเสียของ Mi A1 แอนดรอยด์วันตัวแรกของ Xiaomi

Xiaomi Mi A1 :Android One ตัวแรกของค่ายที่หลายคนจับตามอง และอยากจับจองมาไว้ใช้งาน ด้วยสเปคที่ดีเกินราคา ทั้งหน่วยความจำ 4/64GB, ได้กล้องคู่, แถมยังได้ซอฟท์แวร์จากทาง Google แบบเพียวๆ อัพเดททันใจ ใช้ได้ยาวๆ ในราคาไม่ถึงแปดพัน ซึ่งพี่พัดได้เอามา Unbox แกะกล่อง Xiaomi Mi A1 มาป้ายยากันไปก่อนหน้านี้แล้ว วันนี้ผมได้ลองเล่นมาเหมือนกัน และมีบางอย่างที่อยากจะเอามาแชร์ให้ทราบกันก่อนตัดสินใจซื้อนะ

บทความนี้จะยังไม่ใช่รีวิวนะ อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะ แต่จะสรุปสั้นๆหลายส่วนเท่าที่ได้เจอมาในช่วงเวลา 2-3 วันที่ได้ลองใช้ ไว้ยังไงรอข้อมูลละเอียดในรีวิวจากพี่พัดอีกรอบละกัน ถ้าตรงไหนอยากรู้เป็นพิเศษ สอบถามกันเข้ามาได้ในคอมเมนต์เลยนะ

ข้อดี : แรกจับประทับใจกับ Mi A1

  • จอสวย Full HD ก็เนียนตาแล้ว
  • วัสดุและงานประกอบดีงามมาก
  • ใช้งานไหลลื่น สมชื่อ Android One
  • เล่น RoV เปิดเอฟเฟกต์ไม่สุด เล่นได้ลื่นเนียน ไม่มีสะดุด
  • แบตอึด ใช้ได้ยาวๆ
  • มี Infrared ใช้เป็นรีโมทบังคับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้
  • เซนเซอร์มาครบ มีทุกสิ่งรวมถึง Gyro
  • กล้องคู่ถ่ายเนียนดี ถ่ายกล้องเดียวปกติแสงดีๆก็สวยได้
  • ซิม 2 standby เป็น 3G ได้
  • แรม 4GB เปิดแอปค้างเอาไว้ได้เยอะ ไม่ต้องเสียเวลาโหลดใหม่ตลอดเวลา

ข้อเสีย : จับอีกทีมีติบางจุด Mi A1

  • ไม่มี NFC ใช้แรบบิทซิมไม่ได้
  • ไม่มี Fast Charge รับได้สูงสุดแค่ 5V2A ใช้หมดชาร์จให้ทีเต็มยาวหลายชั่วโมง
  • มี VoLTE แต่ยังไม่รองรับในไทย โทรเข้าออกเสียต้องรอ 3-5 วิ กว่าตื้ดแรกจะมา
  • ไม่มี VoWiFi ไปต่างประเทศ ใช้รับสายแบบไม่เสียโรมมิ่งไม่ได้
  • 4G (น่าจะ)ไม่รับ 2CA ทำความเร็วสูงสุดได้ไม่ดีมาก แต่ใช้งานทั่วไปเนียนเลย
  • 4G ไม่รับคลื่น 900MHz
  • จับสัญญาณดูอ่อนกว่าเครื่องอื่นเล็กน้อย (แต่ยังไม่เจอปัญหาสายหลุดเล่นเน็ตไม่ได้นะ)
  • 2ซิม แบบ Hybrid ต้องเลือกว่าจะซิมสองหรือ microSD
  • UI กล้องค่อนข้างช้า
  • กล้องไม่มีกันสั่น ถ่ายที่แสงน้อยสั่นง่ายมาก และคุณภาพที่แสงน้อยไม่ได้ดี
  • กล้องเทเลมีบั๊ก ถ่ายวิดีโอซูมไม่ได้

Mi A1 Lifestyle

รวมๆใช้งานได้ดีงาม ติดใจมากกว่ารุ่นที่แพงกว่าบางรุ่นซะอีก ถ้าไม่ติดที่ข้อเสียผมแนะนำซื้อมากๆ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นเท่าที่ได้ลองเล่นมาสองสามวันนะครับ เรื่องข้อเสียของ Mi A1 ยังไงลองพิจารณากันดูว่าแต่ละข้อที่มีผลอะไรกับการใช้งานของคุณรึเปล่า มีจุดไหนที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของคุณรึเปล่า ถ้าคิดว่าไม่มีประเด็นไหนที่ร้ายแรง บอกเลยว่า Mi A1 นี้เป็นแอนดรอยด์ราคาประหยัดตัวนึงที่น่าสอยมาใช้งานมากครับ หรือเอาจริงๆผมว่า ถ้ามันจะดีกว่านี้ตัวอื่นก็ไม่ต้องขายกันแล้ว

บทสรุปสำหรับผมตอนนี้ ถ้าไม่ได้หวังกล้องเทพ อยากได้แอนดรอยด์ดีๆราคาไม่ถึงหมื่นสักตัว Mi A1 น่าโดนจริงๆ

ยังไงรอติดตามรีวิวได้เร็วๆนี้ มีคำถามอะไรเพิ่มเติมสามารถมาถามกันได้ ตรงไหนข้อมูลไม่เคลียร์เดี๋ยวมาเสริมต่อให้ในรีวิวครับ

สรุปสเปคแบบละเอียดของ Mi A1

  • Android 7.1.2 (รอ Oreo จากทาง Xiaomi ต่อไป)
  • CPU : Snapdragon 625
  • GPU : Adreno 506
  • หน้าจอ : 5.5 นิ้ว Full HDS LTPS,
  • RAM : 4GB
  • Int.Storage : 64GB
  • ขนาดเครื่อง : 155.4 x 75.8 x 7.3 mm, 165g
  • กล้องหลัง
    • เลนส์ไวด์ : 12 ล้านพิกเซล, 1.25μm f/2.2, เทียบเท่าเลนส์ 26มม.
    • เลนส์เทเล : 12 ล้านพิกเซล, 1.0μm f/2.6, เทียบเท่าเลนส์ 50มม.
    • รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K และ Slo-mo 120fps@720p
  • กล้องหน้า : 5 ล้านพิกเซล, 1.12μm f/2.0
  • แบตเตอรี่ : 3000 mAh รองรับชาร์จไฟ 5V2A (ไม่มี QuickCharge)
  • เครือข่าย
    • รองรับ 2 ซิมแบบ Hybrid (SIM + SIM/microSD)
    • ซิมสอง standby 3G
    • (น่าจะ)ไม่รับ CA
    • 4G คลื่นที่ใช้งานได้ 1800, 2100 MHz FDD และรองรับ 2300 MHz TDD (อนาคตดีแทค)
  • การเชื่อมต่อ
    • WiFi : 802.11a/b/g/n/ac
    • Bluetooth 4.2
  • GPS / AGPS / GLONASS / Beidou
  • Sensor : Infrared, Ambient light sensor, Gyroscope, Hall sensor, Accelerometer, Fingerprint sensor, Proximity sensor

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Xiaomi Mi A1

Mi A1 Samples Photo 1
Mi A1 Samples Photo 2
Mi A1 Samples Photo 3
Mi A1 Samples Photo 4
Mi A1 Samples Photo 5
Mi A1 Samples Photo 6
Mi A1 Samples Photo 7
Mi A1 Samples Photo 8
Mi A1 Samples Photo 9
Mi A1 Samples Photo 10
Mi A1 Samples Photo 11
Mi A1 Samples Photo 12
Mi A1 Samples Photo 13
Mi A1 Samples Photo 14
Mi A1 Samples Photo 15
Mi A1 Samples Photo 16

from:https://droidsans.com/goog-bad-xiaomi-mi-a1/

Sony เปิดตัว Xperia Hello หุ่นยนต์ผู้ช่วยอัจฉริยะภายในบ้าน ที่มาพร้อมบุคลิกแสนน่ารัก

ใครที่จำกันได้ ทางโซนี่เคยเอาหุ่นอัจฉริยะที่รับคำสั่งเสี่ยงไปโชว์ในงานมาหลายต่อหลายครั้งเป็นเวลาร่วมปี โดยในขณะโชว์นั้นมีชื่อเล่นๆ เรียกว่า Xperia Agent มาตอนนี้ดูเหมือนว่าทางโซนี่จะเห็นดีว่าพร้อมสำหรับวางขายแล้ว จึงได้นำเจ้า Agent มาตั้งชื่อใหม่และเปิดตัวที่ญี่ปุ่นในชื่อ Xperia Hello นั่นเองครับ

Xperia Hello นั้น ถ้าจะให้เปรียบเทียบการใช้งานได้ง่ายก็คงต้องบอกว่ามันคือลำโพงอัจฉริยะคล้ายๆ Google Home ทำนองนั้นครับ เพียงแต่โซนี่ได้เพิ่มบุคลิกและท่าทางเข้าไป จนกลายเป็นหุ่นยนต์ตัวนึง ทำให้มีการโต้ตอบที่ดูเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากกว่าลำโพงธรรมดา เช่น การหันไปหาผู้พูด, ถามว่าเรียกให้ทำอะไร หรือการบอกลาเวลาคนออกจากบ้าน หรือทักทายคนที่ได้รับข้อความฝากไว้ (ดูคลิปประกอบได้ครับ)

ตัว AI ภายในนั้นเป็นระบบที่ทางโซนี่พัฒนาขึ้นเอง ความสามารถที่โชว์ให้ดูก็มีทั้ง อ่านข่าว รายงานอากาศ สภาพการเดินทาง ตั้งแจ้งเตือน รวมถึงการส่งข้อความ และยังสามารถใช้เป็นกล้องสอดส่องภายในบ้าน ด้วยความสามารถในการรู้จำหน้า Xperia Hello จะบอกได้ด้วยว่าเห็นคนในครอบครัวภายในบ้านล่าสุดเมื่อไร พร้อมรายงานผ่าน LINE ได้ด้วย

ในเชิงของสเปคของ Xperia Hello นั้นก็มีดังนี้ครับ

  • จอแสดงผล 4.55 นิ้ว HD 720p
  • CPU Snapdragon 650
  • RAM 3GB, ROM 32GB
  • แบตเตอรี่ 2,300 mAh
  • Android 7.1
  • ลำโพงโมโน, ไมโครโฟนรับเสียง 7 ทิศทาง
  • มี RGB LED สำหรับแจ้งเตือน
  • Bluetooth 4.2, WiFi 802.11a/b/g/n/ac, มี NFC
  • พอร์ท USB Type-C, ช่องชาร์จ DC
  • ขนาดเครื่อง เส้นผ่านศูนย์กลางช่วงที่ใหญ่สุด 216 มม., เล็กสุด 111 มม.
  • น้ำหนัก 1085 กรัม

มาถึงราคาและวันวางจำหน่ายกันครับ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า Xperia Hello นั้นถูกเปิดตัวในญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นยังคาดว่าจะขายแค่ในญี่ปุ่นก่อนเท่านั้น และอาจจะมีข้อจำกัดเรื่องการรับคำสั่ง ที่น่าจะยังเข้าใจแค่ภาษาญี่ปุ่น

วันวางจำหน่ายนั้นก็คือวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ และราคาอยู่ที่ 149,880 เยน หรือประมาณ 44,xxx บาทครับ แรงไม่แพ้ตอน Xperia Touch เลยทีเดียว แต่ก็ต้องบอกไว้ว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ของโซนี่ดูจะไม่ได้มาเน้นขายจำนวนมาก แต่เน้นทดลองสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ขึ้นมาเป็นคอนเซปท์และโชว์เทคโนโลยีของตัวเองมากกว่าครับ เพราะฉะนั้นใครอยากได้มาลองก็อาจจะต้องควักกระเป๋าหนักหน่อย

เพื่อนๆ เห็นเจ้า Xperia Hello แล้วคิดเห็นอย่างไรบ้างครับ ดูน่าสนใจบ้างรึเปล่า สำหรับผมนี่ยังไม่ทันรู้ว่าใช้งานจริงเป็นไง แต่ก็ชอบหน้าตามันแล้ว ลูกเล่นท่าทางเค้าทำมาดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ เลย ฮ่าๆ

 

ที่มา: Xperia Blog

from:https://droidsans.com/sony-japan-announce-xperia-hello/

Samsung เปิดตัว Connect Tag อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งสิ่งของหรือสัตว์เลี้ยง ใช้งานได้ถึง 7 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

หลายๆ คนอาจจะเคยเจอเหตุการณ์หาของไม่เจอ ไม่ว่าจะหากระเป๋าไม่เจอ จำไม่ได้ว่าจอดรถที่ไหน หมา-แมววิ่งหายไปไหนไม่รู้ ฯลฯ แต่ตอนนี้ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะหมดไป กับ Samsung Connect Tag อุปกรณ์ติดตามตำแหน่งขนาดจิ๋วที่สามารถใช้ได้ทั้งกลางแจ้งและในอาคาร แถมชาร์จไฟครั้งเดียวอยู่ได้ยาวถึง 7 วันเลยด้วย

Connect Tag ถือเป็นอุปกรณ์พกพาชิ้นแรกของโลกที่ใช้ระบบ Narrowband network technology (NB-IoT, Cat.M1) ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในการส่งข้อมูลขนาดเล็ก (เช่นข้อมูลของตำแหน่งปัจจุบัน) ใช้พลังงานต่ำ และสามารถเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตได้ (eSIM) ทำให้ Connect Tag สามารถระบุตำแหน่งของตัวเองได้แม้ว่าจะอยู่ในตัวอาคารก็ตาม

Connect Tag จะทำงานร่วมกับ GPS, WiFi based positionning (WPS) และ Cell ID (เสาสัญญาณโทรศัพท์ที่สามารถใช้ระบุตำแหน่งได้) ทำให้สามารถระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำทั้งในและนอกอาคาร Connect Tag ยังมีขนาดที่เล็กกะทัดรัดแค่ 4.21 x 4.21 x 1.19 ซม. เท่านั้นเอง แถมยังได้รับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 อีกด้วย

Connect Tag ยังสามารถพลิกแพลงการใช้งานได้หลากหลาย เช่น ใช้หาตำแหน่งรถในลานจอดกว้างๆ ก็แค่กดขอตำแหน่งในแอปมือถือ, ใช้ส่งข้อมูลตำแหน่งปัจจุบันของ Connect Tag เข้าไปที่มือถือได้, ใช้บันทึกเส้นทางว่า Connect Tag ไปที่ไหนมาบ้างก็ได้

และที่เจ๋งที่สุดก็คือผู้ใช้สามารถสร้างอาณาเขตส่วนตัว (Geo-fence) โดยตัวอย่างการใช้งานก็คือ เราสามารถตั้งค่าพื้นที่ที่เราต้องการเอาไว้ และเมื่อ Connect Tag ออกหรือเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว จะมีเสียง / Notification ขึ้นมาเตือนในมือถือ หรือจะตั้งค่าให้เปิดไฟ เปิดทีวี เปิดแอร์ ฯลฯ เมื่อ Connect Tag เข้ามาถึงในบริเวณนั้นก็ยังได้

ในตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเรื่องราคาออกมา แต่คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในอีกไม่กี่เดือนที่เกาหลีใต้ก่อนเป็นที่แรก และหลังจากนั้นถึงจะเริ่มวางขายในประเทศอื่นๆต่อไป

 

ที่มา : Engadget, Techcrunch

from:https://droidsans.com/samsung-announced-connect-tag/

Facebook เปิดตัว Oculus Go อุปกรณ์ VR ที่ทำงานได้ด้วยตัวเองแบบไม่ง้อมือถือและ PC

ตอนนี้ความฝันของเหล่าเกมเมอร์หลายๆคนที่อยากจะเล่นเกม VR แต่ทุนไม่หนาพอที่จะไปซื้อ Oculus Rift และ HTC Vive ชุดละ 3-4 หมื่นมาเล่น หรือว่ายังไม่ค่อยพอใจกับกราฟฟิคเกม VR ที่ต้องใช้ร่วมกับมือถืออย่าง GearVR, Daydream หรือ Cardboard เพราะตอนนี้ Facebook ได้เปิดตัว Oculus Go อุปกรณ์ VR ที่ไม่ต้องใช้คู่กับ PC, ใช้คู่กับมือถือ หรือใช้กับอะไรเลย แถมยังเปิดตัวมาในราคาที่เราๆพอจะจับต้องได้อีกด้วย

Oculus Go เป็นอุปกรณ์ VR ที่สามารถใช้งานได้ในตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งการประมวลผลจาก PC สเปคแรงๆ หรือมือถือใดๆเลย เพราะ Oculus Go มีหน้าจอและหน่วยประมวลผลในตัวเองทำให้สามารถเล่นเกม VR ได้แบบไม่ต้องห่วงว่าสายจะพันตัวหรือเดินไกลเกินไปจนสายหลุดออกจากตัว PC

แถมด้วยราคาเปิดตัวที่ 199 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,567 บาท) ไม่ได้แพงหูฉี่เหมือนกับ Oculus Rift และ HTC Vive ที่มีราคาเริ่มต้นประมาณ 2x,xxx – 4x,xxx บาท (แต่แน่นอนว่ากราฟฟิคและการเล่นเกม สู้ทาง PC ไม่ได้อยู่แล้ว) หรือจะเป็นอุปกรณ์ VR ที่ใช้ร่วมกับมือถืออย่าง Gear VR และ Daydream ที่เหมือนว่าจะถูกเพราะมีราคาแค่ 3,000 กว่าบาท แต่อย่าลืมว่าทั้ง 2 รุ่นนั้นต้องใช้กับมือถือระดับเรือธงที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทขึ้นไป

Oculus Go มีหน้าจอแบบ “fast-switch” WQHD LCD และมีเสียงในตัว (ตัวลำโพงจะอยู่ที่สายคาดหัวบริเวณหู) และสามารถเล่นเกมและใช้แอปร่วมกันกับ GearVR ได้ด้วย นอกจากนี้ Oculus Go ยังเป็นอุปกรณ์ VR ที่เหล่านักพัฒนาสามารถพัฒนาแอปหรือเกมต่างๆได้ง่ายกว่าในมือถือ เพราะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสเปคที่ต่างกันของมือถือแต่ละรุ่น

ส่วนสเปคของ Oculus Go ตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาเลย และสำหรับวันวางจำหน่ายจะอยู่ในช่วงต้นปี 2018 นี้เอง ไม่รู้ว่าในบ้านเราจะมีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการรึเปล่าก็ไม่รู้นะ

 

ที่มา : Techcrunch

from:https://droidsans.com/facebook-announced-oculus-go-stand-alone-vr-headset/