คลังเก็บหมวดหมู่: enterpriseitpro

ฟรี Webinar : งาน Infra & Cloud Thailand Summit 2018 (งานวันที่ 21 ก.พ.นี้)

Free Webinar & Online Event !!! Infra and Cloud
Thailand Summit 2018 เริ่มเข้าใช้งานได้ตั้งแต่เวลา 6.00 ของวันที่ 21 กพ 2018

วิธิที่ 1 : เข้าร่วมชมสัมมนาผ่าน PC กดที่ link
https://seminar.vconnectpro.com/live/ap/d5a4530570a2c2cda812a464b2f68e513247a564

วิธีที่ 2 : เข้าร่วมชมสัมมนาผ่านอุปกรณ์มือถือ  Download application ได้ตาม link

+++ สำหรับ ios
Vconnect Seminar by Bangkok Pro Venture Co., Ltd.
https://itunes.apple.com/th/app/vconnect-seminar/id1276975646?mt=8

++ สำหรับ Android
Vconnect Seminar – แอปพลิเคชัน Android ใน Google Play
https://play.google.com/store/apps/details?id=air.com.vconnectpro.VconnectSeminar

*** ใส่รหัส 6281607 สำหรับเข้าสู่การสัมมนาผ่านอุปกรณ์มือถือ

from:https://www.enterpriseitpro.net/infra-cloud-webinar/

Advertisements

6 วิธีปัดฝุ่น Storage รุ่นดึกดำบรรพ์ให้ทันโลกยุคใหม่

ไม่ว่าจะเป็น EMC RAID หรือ Dell iSCSI SAN ที่คุณมีอยู่ คงเทียบได้ยากกับ Storage ล้ำสมัยที่หันมาใช้ไดรฟ์แบบ Solid State หรือแฟลชไดรฟ์กันหมด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะโละฮาร์ดดิสก์เก่าทิ้งแล้วไปขอเงินจากเจ้านายมาซื้อ SSD เพราะดิสก์แบบเก่าก็ยังมีประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นสตอเรจสำรอง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานแบบ Hyperconverged หรือ HCI

หรือแอดมินบางรายก็นำ RAID กับ iSCSI มาเปลี่ยนเป็นระบบสตอเรจแบบอ๊อพเจ็กต์ ที่รองรับ JBOD เพื่อเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่รันซอฟต์แวร์จัดการฟรีๆ อย่าง Ceph หรือ Scality เป็นต้น หรือนำมาใช้ในรูปแบบ Software-Defined Storage (SDS) หรือแม้แต่การนำมาแบ๊กอัพข้อมูลที่เข้ารหัสเพื่อเก็บแยกไว้นอกองค์กรสัก 5 ปี 10 ปีก็ย่อมได้

มาดูแนวทาง 6 แบบ ที่ NetworkComputing.com ชี้ช่องในการใช้สตอเรจยุคเก่าให้เกิดประโยชน์สูงสุดในปัจจุบันดังนี้ครับ

1. ใช้แฟลชทั้งหมดกับข้อมูลปัจจุบันใน SAN เพื่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่ได้เอา RAID ไปชั่งกิโลขาย แค่ปรับให้มาเก็บพวกข้อมูลเก่าเก็บ หรือพวกนานๆ เอามาใช้ทีแทน

2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบ Hyperconverged ซึ่งเหมาะมากกับการยำรวมมิตรเอาเซิร์ฟเวอร์ทั้งใหม่ทั้งเก่ามารวมกันใช้เป็นคลัสเตอร์ที่จัดการด้วยซอฟต์แวร์ทั้งหมดอีกทีหนึ่ง โดยเฉพาะการนำ RAID มาใช้กับกล่อง COTS จากซัพพลายเออร์ Hyperconvergence ชั้นนำอย่างเช่น Nutanix

3. ทำเป็นสตอเรจเก็บข้อมูลอ๊อพเจ็กต์ อย่าง JBOD ที่สามารถนำแต่ละไดรฟ์ไปเสียบกับเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างอิสระ เช่น แต่ละเซิร์ฟเวอร์ขนาด 1U อาจจะเสียบกับไดรฟ์ 6 – 10 ตัว เพื่อทำเป็น OSD เป็นต้น

4. เอามาแบ๊กอัพข้อมูลเพื่อใช้กู้ระบบคืนจากวิกฤติ โดยเฉพาะพวก HDD ความจุสูงๆ สามารถนำมาทำ Snapshot แล้วไปเก็บในที่ปลอดภัยไกลๆ เอาไว้ใช้กู้ข้อมูลคืนเวลาน้ำท่วมแผ่นดินไหวได้ เช่นเดียวกับการใช้บริการสำรองข้อมูลบนคลาวด์

5. ทำสตอเรจแบบ Software-Defined ด้วยการใช้ทูลจัดการอย่าง IBM Tivoli หรือ Red Hat เพื่อรวมศูนย์กลางจากทุกสตอเรจในดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งสามารถจัดการได้ง่ายขึ้น แถมใช้เนื้อที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

6. ใช้รักษาความปลอดภัยข้อมูลด้วยการเข้ารหัส แล้วระวังอย่าเอาคีย์ถอดรหัสไปตกอยู่ในมือของคนนอกเพื่อให้ปลอดภัยต่อแฮ็กเกอร์อย่างแท้จริง

ที่มา : Networkcomputing

from:https://www.enterpriseitpro.net/6-way-storage/

เดลล์ เปิดตัวแล็ปท็อป XPS 13 ใหม่ ความละเอียดสูงระดับ 4K

เดลล์ (ประเทศไทย) ประกาศเปิดตัวแล็ปท็อป XPS 13 ใหม่ ด้วยขนาดเล็กกะทัดรัด พร้อมรูปลักษณ์เพรียว เบา บางเฉียบยิ่งขึ้น ด้วยจอแสดงผลแบบ InfinityEdge ด้วยความละเอียดสูงระดับ 4K มีให้เลือกใช้เท่ๆ ใน 2 สไตล์ ได้แก่ Platinum Silver และ Black มาพร้อม Rose Gold และ Alpine White อันเจิดจรัส

เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2012 (Consumer Electronics Show) เครื่อง XPS 13 ยกระดับไปสู่ความเหนือชั้นที่สืบสานอยู่ในสายผลิตภัณฑ์ XPS ในฐานะของแล็ปท็อปที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในโลกและผู้ชนะเลิศรางวัลด้านผลิตภัณฑ์มากกว่าสายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในประวัติศาสตร์เดลล์ อีกทั้งเพิ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติล่าสุดจาก CES 2018 Innovation Award

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-xps-13/

นักดาราศาสตร์โวย ! ราคาการ์ดจอเพิ่มเท่าตัว เหตุจากคนแห่ซื้อไปขุดเงินคริปโต

Aaron Parsons นักดาราศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากการค้นพบดาวดวงแรกที่เกิดขึ้นบนจักรวาล ได้ออกมาตัดพ้อกับสื่อว่า กระแสเงินคริปโตทำให้การ์ดจอราคาพุ่งสูงมากเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์อย่างเขาจะลงทุนนำมาใช้ในงานเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติได้

งานด้านดาราศาสตร์นั้นต้องการการประมวลผลทางด้านกราฟิกปริมาณมหาศาล ซึ่งตัว Parsons เอง ได้ทำงานที่ศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียหรือ UC Berkeley โดยใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ประกอบด้วยเสาอากาศรับสัญญาณนับร้อยคอยตรวจจับคลื่นที่ส่งออกมาจากในอวกาศ และข้อมูลดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการประมวลผลแบบเรียลไทม์

และตอนนี้ศูนย์วิจัยก็มีแผนปรับปรุงกล้องที่เรียกกันว่า Hydrogen Epoch of Reionization Array (HERA) ซึ่งจะมีเสาอากาศมากถึง 350 เสาตั้งอยู่ในแอฟริกาใต้ แต่ปรากฏว่าการ์ดจอที่ต้องเอามาใช้กลับราคาเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่าตัว จาก 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็น 1,000 ดอลลาร์ฯ ต่อตัว ทำให้ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่ต้องจ่ายนอกเหนืองบที่วางไว้เดิมมากถึง 32,000 ดอลลาร์ฯ

แน่นอนว่าสาเหตุมาจากการบูมของเงินคริปโตที่ทำให้นักขุดเหมืองทั้งหลายกว้านซื้อการ์ดจอจนขาดตลาด จนผู้จำหน่ายรายใหญ่อย่าง AMD และ Nvidia ต่างออกมาบ่นเป็นเสียงเดียวกัน รวมไปถึงคอเกมและนักวิจัยด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เดือดร้อนกันทั่วหัวระแหง

ที่มา : Theverge

from:https://www.enterpriseitpro.net/cryptocurrency-bitcoin/

ตามไปดูสตอเรจ Huawei OceanStor Dorado V3 ลดต้นทุน TCO ได้มากถึง 75%

ESG Lab สหรัฐอเมริกายีนยันผลทดสอบชัดเจน Huawei OceanStor Dorado V3 มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง และคุ้มค่าช่วยลดต้นทุน TCO ได้มากถึง 75%

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานข้อมูลต่างๆ มีมากขึ้นอย่างมหาศาลในยุค Big Data ซึ่งปัจจุบันนี้แนวโน้มการใช้งานอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูล หรือ “สตอเรจ” นั้น ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเช่นกัน จากเดิมที่เคยใช้เทคโนโลยีแบบดิสก์จานหมุนทั่วไป หรือ Hard Disk Drive (HDD) กำลังพัฒนาไปสู่สตอเรจในลักษณะแบบ Solid State Disk (SSD) มากยิ่งขึ้น

Huawei นับได้ว่าเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีเอ็นเตอร์ไพรส์ระดับโลกและเป็นอันดับหนึ่งในประเทศจีน ซึ่งได้รับการยอมรับถึงประสิทธิภาพและคุณภาพของโซลูชั่นด้านไอทีจากผู้ใช้งานองค์กรต่างๆ มากมาย ปัจจุบัน Huawei มีโซลูชั่นที่ออกแบบมาตอบโจทย์สำหรับองค์กรมากมาย ทั้ง เซิร์ฟเวอร์, เน็ตเวิร์ก, ซอฟต์แวร์, สตอเรจ, ระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง, IoT และ Big Data เป็นต้น ที่ช่วยให้องค์กรสามารถประยุกต์ใช้งานโซลูชั่นเหล่านี้ได้

สำหรับครั้งนี้ Huawei เองก็ได้มีการนำเสนอโซลูชั่นด้านสตอเรจที่มากด้วยประสิทธิภาพในรุ่น Huawei OceanStor Dorado V3 เป็นเทคโนโลยีดิสก์แบบ SSD หรือเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีสตอเรจในลักษณะแบบ All-Flash เริ่มวางจำหน่ายมาในตลาดให้กับกลุ่มผู้ใช้งานในระดับองค์กร และสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งเรื่องของประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง และคุ้มค่าในด้านการลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO)

Huawei OceanStor Dorado V3 ลดต้นทุน TCO ได้มากถึง 75%
ESG Lab สหรัฐอเมริกายีนยันผลทดสอบชัดเจน ลดต้นทุน TCO ได้ 75%

ล่าสุดเมื่อไม่นานนี้ บริษัทด้านการวิเคราะห์และตรวจสอบประสิทธิภาพระดับโลก Enterprise Strategy Group หรือ ESG Lab จาก สหรัฐอเมริกาโดย คุณโทนี่ พัลเมอร์ ซึ่งเป็นวิศวกรอาวุโส ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของผลิตภัณฑ์ Huawei OceanStor Dorado V3 เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในด้านการลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO)รวมถึงความสามารถในการป้องกันความผิดพลาดของระบบโดยรวม กับแอพพลิเคชั่น ที่มีหน่วยงานองค์กร ใช้งานมากที่สุดในระดับ Top 5 และมีความสำคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก (Mission-Critical Applications) ถึง 3 ประเด็นการทำงานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น

– ระบบฐานข้อมูล
– ระบบอีเมล
– ระบบเวอร์ชวลเดสก์ทอป

คุณโทนี่ พัลเมอร์

การทดสอบต่างๆ เหล่านี้ ก็เพื่อที่จะวิเคราะห์ถึงประสิทธิภาพการทำงานและความคุ้มค่าในการลงทุน โดยพิจารณาจากต้นทุนการเป็นเจ้าของ (TCO) เป็นหลัก โดยมีการจำลองอินฟราสตรัคเจอร์ขึ้นมาโดยใช้เซิร์ฟเวอร์จำนวน 2 ตัว และทำการสร้างระบบเวอร์ชวล เพื่อรันแอพพลิเคชั่นดังกล่าว และมีการทดสอบการถอดดิสก์ออก (จำลองสถานการณ์หากดิสก์เกิดความเสียหาย) ซึ่งเทคโนโลยี RAID-TP ที่มีอยู่ในตัว Huawei OceanStor Dorado V3 ยังคงสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถรองรับในกรณีที่มี Disk สามารถเสียพร้อมกันได้มากสุด 3 ชุด ในขณะที่เทคโนโลยีอื่น เช่น RAID6 รองรับในกรณีที่มี Disk สามารถเสียพร้อมกันได้มากสุด เพียง 2 ชุดจึงส่งผลให้ระบบสตอเรจก็ยังคงดำเนินงานได้ตามปกติ เรียกได้ว่าไม่มีการเกิดดาวน์ไทม์เลย

Huawei OceanStor Dorado V3 นั้นถูกออกแบบโดยทีมงานวิจัยที่มีความสามารถมากกว่า 3,200 ราย

ในแง่ของการคำนวณเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมหรือ TCO ที่อาจจะเกิดขึ้นภายใน 5 ปีนั้น สามารถประหยัดลงไปได้ถึง 75% โดยสิ่งที่จะลดก็คือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง, ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ, ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา, ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงานและระบบความเย็น ฯลฯ

ESG ยังสรุปอีกด้วยว่า จุดเด่นของ Huawei ที่มีในตัว Huawei OceanStor Dorado V3 จะทำให้แผนกไอทีหรือผู้ดูแลรับผิดชอบนั้นมีเวลาในการบริหารจัดการและวางแผนการดำเนินงานมากกว่าเดิม และไม่จำเป็นต้องมาปวดหัวกับเรื่องของการบำรุงรักษาสตอเรจอีกต่อไป นับว่าเป็นผลิตภัณฑ์สตอเรจแบบ All Flash ที่เหมาะกับกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ

ด้าน ดร.จุมพต ภูริทัตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้อธิบายว่า Huawei OceanStor Dorado V3 นั้นถูกออกแบบโดยทีมงานวิจัยที่มีความสามารถมากกว่า 3,200 ราย ในสถาบันวิจัย 5 ประเทศทั่วโลกโดย Huawei เป็นผู้ผลิตรายเดียวเท่านั้นที่พัฒนาชิพในการประมาณผลการควบคุม SSD ขึ้นมาเอง รวมทั้งการพัฒนาระบบ Disk และระบบ All-Flash แม้กระทั่งแชสซีส์และโมดูลาร์ต่างๆ ทำให้ทั้งระบบมีการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ, มีเสถียรภาพ, ความคุ้มค่า ยืดอายุการใช้งานของ SSD ให้นานขึ้น และความง่ายในการบริหารจัดการอย่างครบถ้วน, ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์สตอเรจของ Huawei นั้นมีเสถียรภาพ ยิ่งเมื่อได้ผ่านการรับรองการทดสอบจาก ESG Lab ยิ่งทำให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดร.จุมพต ภูริทัตกุล

ดร.จุมพต เล่าต่อไปว่า Huawei ได้เริ่มรุกตลาดเอ็นเตอร์ไพรส์มาสักระยะแล้ว โดยมีลูกค้ากว่า 8,000 ราย ในมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยก็เริ่มมีองค์กรเอ็นเตอร์ไพรส์ในกลุ่มด้านพลังงาน, เฮลธ์แคร์, หน่วยงานการศึกษา, สถาบันการเงินต่างๆ ตลอดจนองค์กรจากภาครัฐ เป็นต้น โดยจัดจำหน่ายผ่านพาร์ทเนอร์เป็นหลัก ซึ่ง Huawei เองก็ให้การสนับสนุนแก่พาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานกับผลิตภัณฑ์ของ Huawei

นอกจากนั้นแล้ว Huawei ได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานองค์การภาครัฐและภาคธุรกิจอย่างเต็มที่เพื่อสานต่อนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในฐานะผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในประเทศเพื่อให้สามารถเดินหน้าสู่การยกระดับประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย
Huawei OceanStor Dorado V3 ให้ประสิทธิภาพทำงานที่เหนือชั้น

Huawei ได้รับการจัดอันดับโดย Gartner Magic Quadrant ในปี 2017 ให้อยู่ในตำแหน่ง “Leader” สำหรับตลาดอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ General Purpose Array

Huawei OceanStor Dorado V3 เป็น All Flash Array ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบสตอเรจทั่วไปถึง 10 เท่า

นอกจากนั้นสนับสนุนการทำงาน Data Reduction โดยใช้ฟีเจอร์อย่างเช่น ฟีเจอร์ De-Duplication, ฟีเจอร์ Compression ช่วยให้ลดข้อมูลที่จัดเก็บลงได้ถึง 3 เท่า หากพูดถึงความพร้อมใช้งานนั้นผลิตภัณฑ์สตอเรจรุ่นนี้ให้การันตีความพร้อมถึง SLA 99.9999% หมายถึงว่ารองรับแอพพลิเคชันที่มีความสำคัญ และรูปแบบการทำงานแบบ Active/Active ได้



from:https://www.enterpriseitpro.net/huawei-oceanstor-dorado/

สุดแสบ ! ขบวนการขโมยบิตคอยน์ผ่านลิงค์ปลอมบน Google AdWords

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก Cisco Talos ได้ร่วมมือกับตำรวยไซเบอร์จากยูเครน เผยถึงการติดตามขบวนการอาชญากรไซเบอร์ชื่อ Coinhoarder ที่ขโมยเงินบิตคอยน์ได้มูลค่ากว่าหลายล้านโดยใช้ประโยชน์จากการโฆษณาลิงค์อันตรายของตนเองผ่าน Google AdWords

โจรออนไลน์กลุ่มนี้พบกิจกรรมครั้งแรกเมื่อกุมภาพันธ์ปีก่อน โดยเล็งเหยื่อที่ใช้วอลเล็ตบิตคอยน์บนแพลตฟอร์มชื่อ blockchain.info ด้วยการปลอมลิงค์, ปลอมโดเมน, และปลอมหน้าตาเว็บใช้งานเหมือนจริง พร้อมทั้งลงโฆษณาบน Google AdWords เพื่อล่อให้ลูกค้าที่ขี้เกียจจำ URL เต็มๆ ด้วยการพิมพ์บางส่วนเพื่อค้นหาในกูเกิ้ล หลงเข้ามาในเว็บตัวเองและให้ข้อมูลที่สามารถขโมยวอลเล็ตจริงของเหยื่อได้

ทาง Cisco Talos ได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมที่ทวีความเข้มข้นเรื่อยๆ มากว่า 6 เดือนแล้ว และพบว่ามีการเลียนแบบการโจมตีทำนองนี้ด้วยการเล็งเหยื่อจากวอลเล็ตเงินคริปโตและเอ็กซ์เชนจ์เจ้าอื่นๆ ผ่านการโฆษณาลิงค์อันตรายแบบนี้ด้วย โดยตั้งค่าให้แสดง AdWords โฆษณานี้เมื่อมีการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องบนกูเกิ้ล เช่น blockchain หรือ “bitcoin wallet”

ลิงค์อันตรายบน AdWords นี้ยังมีการรีไดเรกต์ผู้ใช้ไปยังโดเมนอันตรายที่มีการออกแบบมาให้เข้ากับท้องถิ่นตามเลขไอพีของเหยื่อเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย โดยพบว่าแฮ็กเกอร์เล็งเหยื่อที่อยู่ในประเทศที่บริการธนาคารยังไม่ครอบคลุมหรือดีพอ เช่น เอสโตเนีย, ไนจีเรีย, กาน่า, และประเทศในแอฟริกาส่วนใหญ่ ซึ่งผู้มีอันจะกินมักเลือกใช้เงินคริปโตในการทำธุรกรรม โดยเฉพาะกับต่างประเทศเข้มข้นมากกว่าประเทศอื่น

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/ukrainian-bitcoin-thieves-use-google-adwords-to-target-victims/

from:https://www.enterpriseitpro.net/google-adwords-bitcoin-hack/

มือถือแอนดรอยด์จำนวนมากถูกแฮ็ก เพื่อแอบขุดเงิน Monero โดยไม่รู้ตัว

Malwarebytes ได้ออกมาแถลงว่า พบขบวนการแฮ็กอุปกรณ์แอนดรอยด์อย่างหนักในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อแอบติดตั้งแอพขุดเหมืองเงินคริปโตสกุล Monero โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ใช้ที่ไม่ได้ติดตั้งแอพด้านความปลอดภัย รวมทั้งผู้ใช้ที่ไม่ได้ตั้งค่าคัดกรองหน้าเว็บบนอุปกรณ์ของตัวเอง

ทาง Malwarebytes เชื่อว่าขบวนการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งทีมนักวิจัยค้นพบโดยบังเอิญขณะสืบสวนหาต้นตอของมัลแวร์อีกกลุ่มที่ชื่อ EITest เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะที่พบการหลอกผู้ใช้ด้วยโฆษณาที่เชื่อว่าลิงค์ไปที่แผนกซัพพอร์ตของแอพผ่านบราวเซอร์นั้น นักวิจัยก็เจอโดยบังเอิญว่า พอเอาลิงค์ดังกล่าวไปเปิดบนอุปกรณ์พกพาแอนดรอยด์ ก็โดนรีไดเรกต์ไปยังเว็บขุดเงินคริปโตแทน

ขบวนการร้ายครั้งใหม่นี้ แฮ็กเกอร์จะคอยหลอกผู้ใช้แอนดรอยด์ที่ไม่ได้สังเกตดีๆ โดยรีไดเร็กต์ไปยังเว็บอันตรายที่ออกแบบมาสำหรับขุดเหมืองเงินคริปโตสกุล Monero (XMR) ผ่านบราวเซอร์โดยเฉพาะ ซึ่งพบว่ามีผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนหลายล้านราย

ขบวนการนี้เรียกว่า Drive-by Mining ซึ่งแอบใช้ทรัพยากรซีพียูบนอุปกรณ์แอนดรอยด์เพื่อเริ่มขุดเหมืองโดยอัตโนมัติอย่างเงียบๆ โดยใช้วิธีหลอกล่อผ่านการลวงให้พิมพ์ Captcha ด้วยข้อความเชิญชวนว่า “อุปกรณ์คุณพบพฤติกรรมการท่องเว็บผิดปกติ กรุณาใส่ Captcha ต่อไปนี้เพื่อเปิดเว็บต่อไป” ซึ่งพอกด Continue ก็จะเป็นการสั่งรันการขุดเหมืองจนซีพียูพีคถึง 100% ทันที

ที่มา : https://www.hackread.com/millions-of-android-devices-hacked-to-mine-monero-coins/

from:https://www.enterpriseitpro.net/malwarebyte-monero-hack-android/