คลังเก็บหมวดหมู่: enterpriseitpro

8 ข้อแนะนำในการเลือกระบบ ERP ที่เหมาะสกับธุรกิจของคุณ (ดาวน์โหลด)

เลือกระบบ ERP ที่เหมาะสมแบบไม่ต้องปวดหัว คู่มือนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ของเราที่ได้ทำงานร่วมกับธุรกิจที่กำลังเติบโตหลายพันรายจากทั่วทุกมุมโลก โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วน คือ

4 สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาในการเลือกผู้ค้าระบบ ERP
4 ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกระบบ ERP ของคุณ

การติดตั้งระบบ ERP ให้สำเร็จขึ้นอยู่กับการมีกลยุทธ์ด้าน ERP ที่ผ่านการวางแผนมาเป็นอย่างดีโดยพิจารณาในแต่ละประเด็นเหล่านี้ คุณควรเน้นไปที่ผู้ค้าที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมของคุณที่สามารถทำงานร่วมกับคุณในการจัดลำดับความสำคัญด้านความต้องการทางธุรกิจของคุณ

ลงทะเบียนเพื่อดาวน์โหลดคู่มือ

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/8-erp-epicor/

Advertisements

Infineon ทุ่ม 1.6 พันล้านยูโรสร้างโรงงานผลิตชิปขนาด 300 มิลลิเมตร

Infineon เตรียมสร้างโรงงานผลิตพาวเวอร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ ติดกับโรงงานผลิตชิปที่มีอยู่เดิมในเมืองฟิลลาค (Villach) ประเทศออสเตรีย บริษัทซึ่งเป็นผู้นำตลาดและเทคโนโลยีในด้านนี้ วางแผนที่จะก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ (thin wafers) ขนาด 300 มิลลิเมตร โดยใช้ระบบการผลิตอัตโนมัติทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนรวมมูลค่าประมาณ 1.6 พันล้านยูโรในช่วงหกปี ซึ่งจะสร้างงานใหม่ราว 400 อัตราในโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูงแห่งใหม่ดังกล่าว การก่อสร้างจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 และคาดว่าจะเริ่มการผลิตได้ในช่วงต้นปี 2564 สำหรับยอดขายเพิ่มเติมที่คาดว่าจะทำได้เมื่อโรงงานแห่งใหม่เดินเครื่องการผลิตเต็มกำลังนั้น จะอยู่ที่ราว 1.8 พันล้านยูโรต่อปี

“ความต้องการพาวเวอร์เซมิคอนดักเตอร์พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ Infineon ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากเป็นพิเศษ และมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าตลาด” Dr. Reinhard Ploss ประธานกรรมการบริหารของ Infineon กล่าว “การเติบโตดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร และการที่เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์เชื่อมต่อและอุปกรณ์ที่ใช้แบตเตอรี่ ตลอดจนศูนย์ข้อมูล หรือการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน ต่างก็ต้องการพาวเวอร์เซมิคอนดักเตอร์ที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ โรงงานแห่งใหม่ที่ฟิลลาคจะช่วยให้เราสามารถรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น ตอบรับความคาดหวังของลูกค้า และเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางความสำเร็จในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง”

ฟิลลาคเป็นศูนย์กลางของ Infineon ในด้านพาวเวอร์เซมิคอนดักเตอร์ และเป็นสถานที่ที่บริษัทได้พัฒนาการผลิตแผ่นเวเฟอร์ขนาด 300 มิลลิเมตร แผ่นเวเฟอร์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้นจะช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนัยสำคัญ และลดเงินทุนหมุนเวียน โดย Infineon จะนำแนวคิดเรื่องระบบการผลิตอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลจากโรงงานในเมืองเดรสเดน มาประยุกต์ใช้กับโรงงานแห่งใหม่ในฟิลลาค ทั้งนี้ เดรสเดนเป็นสถานที่ผลิตเวเฟอร์ (frontend) ขนาดใหญ่ที่สุดของ Infineon โดยคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตชิปขนาด 300 มิลลิเมตรได้อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2564

from:https://www.enterpriseitpro.net/infineon-chip-300-mm/

ว้าว !! Facebook เตรียมออกสกุลเงินคริปโตของตนเอง

จากข้อมูลล่าสุดของ Cheddar.com พบว่า Facebook กำลังวางแผนออกเงินคริปโตใหม่ของตนเอง โดยก่อนหน้านี้ได้ทุ่มเทศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาเกือบปี

คาดว่าเงินคริปโตใหม่จำเปิดให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายพันล้านรายสามารถชำระเงินผ่านแพลตฟอร์มของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับความนิยมในบริการ Facebook Marketplace ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฟีเจอร์การรับส่งเงินผ่านตัว Messenger ด้วย

เงินคริปโตใหม่นี้จะนำมาใช้แทนเงินสดและบัตรเครดิตบนแพลตฟอร์มโซเชียลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กก็เคยพยายามสร้างสกุลเงินของตนเองด้วยการเปิดตัว Facebook Credits เมื่อปี 2552 เพื่อนำมาซื้อไอเทมในเกมที่ตอนนั้นกำลังโด่งดัง แต่สุดท้ายก็ต้องปิดตัวฟีเจอร์ดังกล่าวภายในแค่ 2 ปี

รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ Massaging และหัวหน้าทีมบล็อกเชนของเฟซบุ๊กได้กล่าวในงานประชุมสุดยอดที่ LA ครั้งล่าสุดว่า การชำระเงินผ่านเงินคริปโตปัจจุบันนั้นมีค่าใช้จ่ายหรือกินหัวคิวแพงมาก แถมยังโอนช้ามากเช่นกัน ซึ่งตนเองมองว่าเป็นโอกาสที่เฟซบุ๊กจะเข้ามาแก้ปัญหาและมีบทบาทในวงการนี้ในอนาคต

ทุกวันนี้เงินคริปโตมีการนำมาใช้ประโยชน์หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนกับเงินจริงหรือแม้แต่ทองคำเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุน บริษัทดังๆ อย่างไมโครซอฟท์ก็เริ่มเปิดกว้างรับบิทคอยน์ในการซื้อหนัง, เพลง, หรือแอพ รวมไปถึงบ่อนออนไลน์ทั้งหลาย และร้านค้าอื่นๆ ที่เปิดรับบิทคอยน์และเงินคริปโต โดยสามารถค้นหาร้านต่างๆ เหล่านี้ได้จาก Spendbitcoins.com

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-cryptocurrency-own/

จับตาดู อนาคต ไมโครซอฟท์อาจจจะพัฒนา Surface แบบ Low-cost ถูกมากขึ้น

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานั้น Apple ได้ออก iPad มาถึง 8 รุ่น ซึ่งเมื่อปี 2558 ทำยอดจำหน่ายได้รวมกว่า 250 ล้านเครื่อง แม้ตั้งแต่ปี 2555 จะเสียตำแหน่งผู้นำตลาดแท็บเล็ตให้แก่แอนดรอยด์ยี่ห้ออื่นๆ ก็ตาม ส่วนทางฝั่งไมโครซอฟท์ก็เริ่มสนใจตลาดแท็บเล็ตนี้ด้วยการพัฒนาโอเอสแยกออกมาเป็น Windows RT พร้อมเปิดตัวแท๊บเล็ตชื่อ Surface ในปี 2555 เช่นกัน

การเปิดตัว Surface หลังจาก iPad แค่ 2 ปี ด้วยหน้าจอ 10 นิ้ว หน่วยความจำ 2GB และสตอเรจขนาด 32/64GB พร้อมช่องเสียบ micro SD ของไมโครซอฟท์ครั้งนั้น เดินเกมพลาดที่จำกัดแอพที่รันบนวินโดวส์ RT จนนำมาใช้งานอะไรไม่ได้มาก ทำให้ปีถัดมาไมโครซอฟท์ต้องขาดทุนส่วนนี้ไปกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมๆ กับเสียงวิจารณ์ทางบวกของผลิตภัณฑ์คู่แข่งอย่าง iPad Mini ไม่หยุดยั้ง

รุ่นถัดมา Surface Pro ปี 2556 มาพร้อมกับซีพียูที่เร็วกว่า หน่วยความจำมากขึ้น และปากกาสไตลัส ซึ่งออกมาถึง 6 แบบตั้งแต่แท็บเล็ต, แล็ปท็อป, โน้ตบุ๊ก, และเดสก์ท็อป ซึ่งหันกลับมาใช้โอเอสวินโดวส์ปกติจนเรียกความนิยมกลับมาได้บ้าง ทำให้สิ่งที่ใช้ต่อสู้กับแอปเปิ้ลได้เหลือแค่เรื่องราคา

โดยแอปเปิ้ลออก iPad ราคา 329 ดอลลาร์ฯ เจาะกลุ่มนักศึกษา ขณะที่ไมโครซอฟท์ออก Surface Pro 3 ที่พยายามทำราคาถูกลงมา แต่ก็ยังจำหน่ายได้แค่ราคา 499 ดอลลาร์ฯ สำหรับรุ่นหน้าจอ 10.8 นิ้วในปี 2558 ซึ่งสุดท้ายก็ต้องหยุดจำหน่ายในปีถัดมา นี่คือข้อมูลประวัติเล็กๆ น้อยที่เราเห็นกัน แต่อย่างไรก็ตามถ้าไมโครซอฟท์จะพัฒนาต่อและจะชิงตลาดส่วนนี้ ก็คาดว่าเราน่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ซึ่งต้องเฝ้าติดตามกันต่อไป

ที่มา : Technotification

from:https://www.enterpriseitpro.net/microsoft-surface-low-cost/

10 สุดยอดแอพฯฟรี สำหรับแฮ็ก Wi-Fi ทั้งบนแอนดรอยด์และเดสก์ท็อป

เนื่องจากทักษะการแฮ็กระบบนั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ง่ายแค่ชั่วข้ามคืน ทำให้ปัจจุบันมีทูลสำหรับรูปเพื่อแฮ็กระบบจำนวนมากที่ออกแบบมาสำหรับมือใหม่หัดแฮ็กที่ไม่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะเครือข่ายไร้สายหรือ Wi-Fi ที่มีทูลมากมายทั้งบนสมาร์ทโฟนและเดสก์ท็อป

และในการใช้แอพฯแฮ็ก Wi-Fi บนแอนดรอยด์นั้น จำเป็นต้องรูทเครื่องก่อน นอกจากนี้ยังต้องใช้แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 4.0 หรือใหม่กว่ารวมทั้งตรวจสอบว่าเครือข่าย WiFi เป้าหมายเปิดใช้งาน WPS หรือไม่ และความแรงของสัญญาณมากเพียงพอหรือเปล่า เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ทาง HackRead.com ได้แนะนำ 10 สุดยอดทูลแฮ็ก Wi-Fi ทั้งบนแอนดรอยด์และเดสก์ท็อป ที่ช่วยในการเรียนรู้พื้นฐาน และอำนวยความสะดวกในการแฮ็กอย่างง่าย “เพื่อการศึกษาและทดสอบระบบ โดยไม่เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรม” ไว้ดังนี้

แอพฯบนแอนดรอยด์ ได้แก่:

1. WPA WPS Tester

เป็นแอพฯบนแอนดรอยด์ที่แฮ็ก Wi-Fi ได้เก่งที่สุดตัวหนึ่ง ด้วยการสแกนเครือข่ายไร้สายเพื่อหาช่องโหว่หลากหลายรูปแบบ และสามารถเจาะเครือข่ายที่มีการป้องกันค่อนข้างสูงได้ด้วย แอพฯนี้คอยสแกนการเชื่อมต่อกับแอกเซสพอยต์ด้วย WPS PIN ซึ่งคำนวณรหัสจากอัลกอริทึมอย่าง Blink, Asus, Zhao, และ Arrisหลังจากแฮ็กคีย์ถอดรหัสได้แล้วแอพฯก็จะแสดงคีย์ดังกล่าวขึ้นบนหน้าจอให้นำไปใช้ได้อย่างสะดวกต่อไป

2. Aircrack

ทูลแฮ็กรหัสผ่านทั้ง 802.11 WEP และ WPA-PSK ด้วยการจับแพ็กเก็ตข้อมูลแล้วกู้ข้อมูลรหัสผ่าน รวมทั้งสามารถโจมตีแบบ FMS (ทั้งแบบ KoreK และ PTW) เพื่อถอดรหัสผ่านได้ สามารถทำ Optimization เพื่อถอดรหัสได้เร็วกว่าทูลแฮ็กแบบอื่น แม้อินเทอร์เฟซจะดูยุ่งยากก็ตาม

3. Kali Linux Nethunter

สุดยอดทูลแฮ็กที่มีอินเทอร์เฟซใช้งานง่าย นอกจากทดสอบการเจาะระบบแล้ว ยังช่วยวิเคราะห์ไฟล์การตั้งค่าเครือข่ายที่ซับซ้อนได้เป็นอย่างดี ทำได้หลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการสร้างแผนที่เครือข่าย, ควบคุมเครือข่าย, เจาะเครือข่ายไร้สาย หรือแม้แต่โจมตีแบบ USB HID Keyboard เป็นต้น

4. Zanti

ใช้สำหรับประเมินระดับความเสี่ยงบนเครือข่าย มีอินเทอร์เฟซใช้งานง่าย คอยสแกนแอคเซสพอยต์และการตั้งค่าคีย์ดีฟอลต์ รวมทั้งใช้ตัดการเชื่อมต่อ หรือป้องกันเป้าหมายไม่ให้เข้าถึงเซิร์ฟเวอร์หรือเว็บที่ต้องการได้

5. Nmap

สแกนโฮสต์, แพ็กเก็ตข้อมูล, ไฟร์วอลล์, เซอร์วิสต่างๆ บนเครือข่าย Wi-Fi รันได้บนแอนดรอยด์ทั้งที่รูทแล้วและยังไม่รูท

แอพฯบนเดสก์ท็อป ได้แก่:

6. Kismet

เป็นแอพฯดูดข้อมูล WiFi ทั้ง 802.11 a/b/g/n ในระดับเลเยอร์ 2 แบบโอเพ่นซอร์ส สามารถตรวจจับการบุกรุก และหาสาเหตุปัญหาเกี่ยวกับเครือข่าย Wi-Fi รองรับการ์ดไวไฟทุกแบบที่มีโหมด rfmon ทำงานได้ทั้งบนวินโดวส์, BSD, OS X, และลีนุกซ์

7. Cain & Able

ถูกออกแบบมาสำหรับดักจับทราฟิกบนเครือข่าย เพื่อดูดรหัสผ่านด้วยการโจมตีแบบ Brute Force โดยสามารถถอดรหัสผ่านหลากหลายรูปแบบจากการสแกนโปรโตคอลเราท์ติ้ง พัฒนาขึ้นทำงานบนโอเอสวินโดวส์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังใช้บันทึกเสียงสนทนาผ่าน VoIP, ดูดข้อมูลแคช, ถอดรหัสผ่านที่ถูกเข้ารหัสข้อมูล, เข้าถึงเราท์ติ้งโปรโตคอล, รวมทั้งการใช้ข้อมูลจาก ARP ในการดูดข้อมูลบนแลนของสวิตช์ และตรวจจับการโจมตีแบบ Man-in-the-Middle ได้ด้วย

8. Wireshark

เป็นตัววิเคราะห์โปรโตคอลที่สามารถเลือกจับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย Wi-Fi ได้ แม้จะไม่ได้ถอดรหัสผ่านโดยตรง แต่ก็สามารถดูข้อมูลแต่ละแพ็กเก็ตได้อย่างครอบคลุมด้วยเช่นกัน แต่การใช้ทูลนี้จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโปรโตคอลในระดับหนึ่ง

9. Fern WiFi Wireless Cracker

สามารถระบุโฮสต์และทราฟิกที่เกี่ยวข้องได้แบบเรียลไทม์ ถูกออกแบบมาสำหรับค้นหาและแก้ไขช่องโหว่บนเครือข่ายโดยเฉพาะ ทำงานได้บนโอเอสยอดนิยมอย่างวินโดวส์, แมค, และลีนุกซ์ นอกจากถอดคีย์ WEP/WPA/WPS ได้แล้ว ยังสามารถทดสอบการโจมตีบนเครือข่ายอื่นๆ ได้ด้วย สำหรับ WPA/WPA2 จะใช้การสุ่มคำศัพท์ ขณะที่ WEP จะใช้กลไกอื่นๆ อย่าง Hirte, ARP Request Replay, Fragmentation, Chop-Chop, Caffe-Latte หรือการโจมตี WPS attackโดยตรง

10. CoWPAtty

เป็นเครื่องมือถอดรหัสผ่านเครือข่าย WPA-PSK แบบใช้การเดาศัพท์ตามพจนานุกรมอัตโนมัติ โดยมีคลังคำศัพท์หลายพันคำสำหรับสุ่มทดลอง ทำงานบนโอเอสลีนุกซ์ในรูปของคอมมานด์ไลน์ที่เข้าใจยากปานกลาง ด้วยกลไกการสุ่มรหัสไปเรื่อยๆ จึงทำให้ใช้เวลาถอดรหัสค่อนข้างนาน รวมทั้งการเสียเวลาเข้ารหัสแฮชโดยใช้ SSID เป้าหมายกับทุกๆ คำในคลังศัพท์ของตนเองแม้รุ่นล่าสุดจะมีรหัสที่อยู่ในรูปแฮชไว้แล้วสำหรับ SSID ที่นิยมตั้งกันทั่วไปกว่าพันรายการ แต่โปรแกรมจะถอดรหัสเร็วขึ้นก็ต่อเมื่อ SSID เป้าหมายมีอยู่ในฐานข้อมูลที่แฮชไว้แล้วเท่านั้น

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/hack-wifi-android-desktop/

CalAmp ตั้งค่าพลาด เปิดให้ใครก็ได้แก้ไขฐานข้อมูลเพื่อขโมยรถ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบช่องโหว่บน CalAmp ซึ่งเป็นโซลูชั่น IoT ด้านระบบต่อต้านการจารกรรมรถยนต์ที่มีชื่อเสียง โดยช่องโหว่นี้เกิดจากการที่ CalAmp เองตั้งค่าผิดพลาด จนเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงและแก้ไขฐานข้อมูล โดยเฉพาะบัญชีผู้ใช้และข้อมูลรถยนต์ที่ผูกไว้

ช่องโหว่นี้ถูกพบโดยบังเอิญระหว่างหาสาเหตุของปัญหาบนระบบ Viper SmartStart ที่เปิดให้ผู้ใช้สตาร์ทรถ, ล็อก, ปลดล็อก, หรือหาตำแหน่งของรถตนเองได้จากสมาร์ทโฟน, สมาร์ทวอช, หรือริสแบนด์ได้ ซึ่งระบบนี้มีการเชื่อมต่อไปยังหน้าบริการ Lender Outlook ของ CalAmp.com ที่ให้บริษัทที่มีบัญชีผู้ใช้ของ SmartStart หลายบัญชีสำหรับรถหลายคันจัดการทีเดียวได้อย่างเป็นระบบ

ปัญหาคือ นักวิจัยสามารถนำรหัสผ่านของแอพ SmartStart มาใช้กับ CalAmp.com ได้ นั่นคือ ใครก็ตามก็สามารถใช้รหัสผ่านเดิมของ SmartStart ตนเองเข้าถึงระบบที่สามารถเปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้ SmartStart รายอื่นได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับหรือจารกรรมรถยนต์ของบัญชีนั้นๆ ได้ต่อไป

หลังจากนักวิจัยรายงานปัญหาไปยัง CalAmp เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทางบริษัทได้แก้บั๊กดังกล่าวได้สำเร็จภายใน 10 วันเท่านั้น นอกจากนี้ยังอัพเดทเว็บไซต์ของตนเองเพื่อเปิดให้นักวิจัยด้านความปลอดภัยสามารถรายงานช่องโหว่ที่พบบนผลิตภัณฑ์ของ CalAmp ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นด้วย

ที่มา : Securityonline

from:https://www.enterpriseitpro.net/calamp-car-hacking/

Endpoint Security จากเทรนด์ไมโครผ่านการทดสอบขั้นสูง จาก NSS Labs

NSS Labs ได้ออกรายงานผลการทดสอบการปกป้องเอนด์พอยต์ขั้นสูง หรือ Advanced Endpoint Protection (AEP) ล่าสุดประจำปี 2561 ซึ่งโซลูชั่นสำหรับเอนด์พอยต์ของเทรนด์ไมโคร ได้ผ่านการทดสอบได้ผลเป็นที่น่าพอใจมาก จนได้รับคะแนนระดับ “แนะนำ” (Recommended)

โดยเฉพาะความแข็งแกร่งในด้าน “ประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัย” ซึ่งแสดงว่าเราสามารถตรวจจับและสกัดกั้นอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ของเทรนด์ไมโคร ยังมีต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมหรือ TCO ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับผู้ผลิตรายอื่นในการทดสอบเดียวกันนี้ด้วย

จากผลการทดสอบล่าสุดเห็นได้ชัดว่า เทรนด์ไมโคร ทำได้ดีกว่าผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับเอนด์พอยต์แบบ “Next Generation” รายอื่น โดยที่การทดสอบครั้งนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เทรนด์ไมโคร มีความเป็น “Next Gen” อย่างชัดเจน สำหรับรายละเอียดผลการทดสอบนั้น สามารถเข้าไปดูได้ที่ https://resources.trendmicro.com/NSSLabs-Adv-Endpoint-Report.html

นอกจากการทดสอบนี้แล้ว เทรนด์ไมโครยังทำได้ดีในการทดสอบด้านอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเทรนด์ไมโครเป็นเพียงหนึ่งในผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยสำหรับเอนด์พอยต์ไม่กี่รายที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning ที่ออกแบบมาอย่างดีในการวิเคราะห์อันตราย ไม่เพียงแค่ช่วงก่อนการรันเท่านั้น แต่ยังทำงานต่อเนื่องแบบเรียลไทม์ (เป็นการช่วยยกระดับประสิทธิภาพอย่างมาก โดยเฉพาะการตรวจจับมัลแวร์แบบปราศจากไฟล์) เทรนด์ไมโคร ยังยกระดับการตรวจจับสัญญาณการโจมตีเชิงพฤติกรรม, เอนจิ้นใหม่สำหรับการปกป้องช่องโหว่, ความสามารถของระบบเวอร์ชวลแพทช์, และการคัดกรองความคลาดเคลื่อนเพื่อลดความผิดพลาดด้วย การทดสอบผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยสำหรับเอนด์พอยต์จากองค์กรอิสระนั้นมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางตลาดที่มีการโฆษณากล่าวอ้างเต็มไปหมด โดยเฉพาะการใช้คำว่า “Next Generation” อย่างพร่ำเพรื่อจนทำให้ลูกค้าระดับองค์กรทั้งหลายประเมินคุณสมบัติของผู้จำหน่ายจำนวนมากอย่างยากลำบาก

เป้าหมายของเทรนด์ไมโครนั้น คือ การร่วมงานกับสถาบันทดสอบอิสระต่าง ๆ ด้วยความจริงใจ หลีกเลี่ยงการเข้าทดสอบ “ที่ต้องจ่ายเงินจ้าง” โดยมุ่งหวังให้มีการประเมินผลที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากที่สุด สุดท้ายแล้ว สถาบันทดสอบอิสระก็จะกลายเป็นคำตอบที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุดแก่ลูกค้า

การทดสอบของ NSS Labs ครั้งนี้ ทำให้เราพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้นด้วย คุณมั่นใจได้ว่า จากตัวเลขการตรวจจับที่พลาดไปเล็กน้อยในการทดสอบนั้น เทรนด์ไมโคร ก็ได้นำกลับมาตรวจสอบ, เรียนรู้, และปรับปรุงแก้ไขในผลิตภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว โดยถือประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญมากกว่าการพึ่งพาผลการทดสอบแต่เพียงอย่างเดียว

ทาง NSS Labs ไม่เพียงประเมินความสามารถในการตรวจจับและสกัดกั้นเท่านั้น แต่ยังประเมินต้นทุนการเป็นเจ้าของหรือ TCO โดยใช้สูตรที่คำนวณจากทั้งต้นทุนของผลิตภัณฑ์, ค่าใช้จ่ายในการอบรมพนักงานเพื่อใช้งานผลิตภัณฑ์, ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสืบสวน, รวมไปถึงค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการตรวจจับผิดพลาด และการปล่อยให้อันตรายเข้ามาทำร้ายองค์กรด้วย ซึ่งระหว่างการทดสอบครั้งนี้ เทรนด์ไมโคร ได้แสดงให้เห็นว่าตนเองสามารถลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับพนักงานได้ด้วยการลดภาระการจัดการควบคุมผลิตภัณฑ์ด้วยตนเองของทีมงานด้านไอที พร้อมทั้งให้รายละเอียดและเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการสืบสวนในทันทีอย่างครบครัน

from:https://www.enterpriseitpro.net/endpoint-security-nss-labs/