คลังเก็บหมวดหมู่: FLASHFLY

HTC U12+ ได้รับ 103 คะแนนจาก DxOMark สูงกว่า Huawei P20, Galaxy S9+, Pixel 2 และ iPhone X

ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว HTC U11 เคยเป็นสมาร์ทโฟนที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดจากการทดสอบของ DxOMark ก่อนจะถูกเรือธงรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาทีหลังทำคะแนนแซงหน้า และในปีนี้ HTC U12+ พร้อมกลับมาทวงบัลลังก์คืนแล้ว โดยทำคะแนนได้สูงถึง 103 คะแนน จากรุ่นก่อนที่ทำได้ 90 คะแนน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะแซง Huawei P20 Pro

ปัจจุบัน HTC U12+ เป็นรองเพียง Huawei P20 Pro หากวัดตามคะแนนจาก DxOMark โดยอยู่เหนือเรือธงหลายรุ่นทั้ง Huawei P20, Samsung Galaxy S9+, Google Pixel 2, Apple iPhone X และ Xiaomi Mi MIX 2s

จากคะแนนรวม 103 คะแนน DxOMark ได้จำแนกเป็น 106 คะแนนสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง และ 95 คะแนนสำหรับการถ่ายวีดีโอ ในส่วนของการถ่ายภาพนิ่ง DxOMark บอกว่า HTC U12+ มีระบบออโต้โฟกัสที่แม่นยำและรวดเร็ว สมดุลสีขาวมีความถูกต้องให้สีสันที่น่าพอใจ การเปิดรับแสงแม่นยำและให้ช่วงไดนามิคกว้าง เก็บรายละเอียดพื้นผิวได้ดี และให้เอฟเฟ็กต์ Bokeh เป็นธรรมชาติ แต่ยังมีจุดรบกวนเมื่อถ่ายภาพในที่แสงน้อย รายละเอียดในการซูมภาพจากระยะกลางและระยะไกลยังทำได้ไม่ดี โดยเฉพาะการถ่ายภาพในอาคารและในที่แสงน้อย

สำหรับการถ่ายวีดีโอของ DxOMark บอกว่า HTC U12+ ให้ความเสถียรหรือมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่มีประสิทธิภาพ ระบบออโต้โฟกัสและติดตามโฟกัสทำได้แม่นยำ สมดุลสีขาวให้สีสันดี โดยรวมยังมีจุดรบกวนแต่อยู่ในระดับต่ำ ข้อเสียก็คือสมดุลสีขาวดรอปลงไปเมื่อถ่ายวีดีโอภายในอาคาร และ รายละเอียดสูญหายไปบ้างเมื่อถ่ายวีดีโอในที่แสงน้อย

ทั้งนี้ HTC U12+ มาพร้อมกล้องคู่หลัง ตัวหลัก 12 ล้านพิกเซล (UltraPixel 4) ขนาดพิกเซล 1.4 ไมครอน รูรับแสง f/1.75 ตัวรองเป็นเลนส์เทเลโฟโต้ 16 ล้านพิกเซล ขนาดพิกเซล 1 ไมครอน รูรับแสง f/2.6 ระบบโฟกัส Phase detection + Laser autofocus ซูมออฟติตอลสูงสุด 2x ลดภาพสั่นไหวด้วย OIS บันทึกวีดีโอ 4K @ 60 เฟรมต่อวินาที กล้องเซลฟี่เป็นเลนส์คู่เช่นกัน 8 + 8 ล้านพิกเซล ขนาดพิกเซล 1.12 ไมครอน รูรับแสง f/2.0 มีโหมดบิวตี้ Live make-up รองรับโหมด Bokeh ทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง

ที่มา – DxOMark

from:http://www.flashfly.net/wp/218755

Advertisements

ทางการแล้ว!! HTC U12+ มากับจอ 6 นิ้ว สนับสนุน HDR10 ใช้ชิป Snapdragon 845 กล้องคู่หลัง 12+16 ล้านพิกเซล

HTC U12+ เปิดตัวแล้ว มากับจอแสดงผล Quad HD (1440 x 2280 พิกเซล) ขนาด 6 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 18:9 สนับสนุน HDR10 และ DCI-P3 ประกบทับด้วยกระจก 3D สนับสนุนเทคโนโลยี Edge Sense 2 ป้องกันน้ำและฝุ่นละอองในระดับ IP68

HTC U12+ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android Oreo รองรับการอัพเดทเป็น Android P ประมวลผลด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 845 ความจำ RAM 6GB จับคู่กับ ROM 64GB หรือ 128GB (UFS2.1) กล้องคู่หลัง 12 + 16 ล้านพิกเซล บันทึกวีดีโอ 4K @60fps กล้องคู่เซลฟี่ 8 + 8 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ 3500mAh

HTC U12+ รองรับฟีเจอร์ Face Unlock ปลดล็อคด้วยการสแกนใบหน้า แต่ยังมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาให้ที่ด้านหลัง ระบบเสียง HTC BoomSound Hi-Fi และ ชุดหูฟัง HTC USonic

HTC U12+ เปิดรับจองแล้วทั้งในไต้หวัน, สหรัฐอเมริกา และยุโรป ราคาเริ่มต้น 23,900 ดอลล่าร์ไต้หวันใหม่ หรือราว 25,590 บาท สำหรับรุ่น 64GB และ ราคา 24,900 ดอลล่าร์ไต้หวันใหม่ หรือราว 26,660 บาท สำหรับรุ่น 128GB

ที่มา – HTC

from:http://www.flashfly.net/wp/218748

เผยภาพถ่ายจากสมาร์ทโฟน Lenovo Z5 ด้วยฟีเจอร์ Portrait Mode

Lenovo Z5 ยังไม่ได้เปิดตัวออกมา แต่ Chang Cheng รองประธาน Lenovo ได้เผยดีไซน์ออกมาแล้วก่อนหน้านี้ และล่าสุดยังได้ปล่อยภาพถ่ายออกมาให้ได้ชมกันด้วย โดยอ้างว่า ถ่ายมาจากกล้องคู่หลังของ Lenovo Z5 โดยใช้ฟีเจอร์ Portrait Mode และยังนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการถ่ายภาพด้วย

Lenovo ยังไม่ได้เปิดเผยสเปกและกำหนดการเปิดตัว Lenovo Z5 แต่ยืนยันว่าจะใช้ดีไซน์ไร้กรอบ โดยมีอัตราส่วน screen-to-body มากกว่า 95% และมีข่าวลือว่าจะมีความจุในตัวสูงถึง 4TB สามารถเก็บภาพถ่ายได้สูงถึง 1 ล้านภาพ หรือเก็บวีดีโอ HD ได้มากถึง 2,000 เรื่อง หรือ เก็บเพลงได้ 150,000 แทร็ค

คาดว่า Lenovo Z5 จะได้รับการเปิดตัวภายในเดือนมิถุนายนนี้ โดยมาพร้อมชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845

ที่มา – MyDrivers

from:http://www.flashfly.net/wp/218741

เปิดตัว LG Q7 มาพร้อม AI ระบบเสียง Hi-Fi Audio กันน้ำ IP68 และมีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ

LG เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับกลาง แต่มาพร้อมฟีเจอร์ระดับเรือธง LG Q7 มากับจอแสดงผล FullVision (2160 x 1080 พิกเซล) ขนาด 5.5 นิ้ว อัตราส่วนภาพ 18:9 ดีไซน์บาง 8.4 มิลลิเมตร น้ำหนัก 145 กรัม รองรับฟีเจอร์กล้อง Portrait Mode และ QLens ระบบเสียง DTS:X 3D Surround Sound กันน้ำหรือฝุ่นละอองในระดับ IP68 และได้รับมาตรฐาน MIL-STD 810G

LG Q7 ทำงานบน Android 8.0 Oreo ใช้ชิปประมวลผล 1.5 GHz Octa Core หรือ 1.8GHz Octa Core ความจำ RAM 3GB จับคู่กับ ROM 32GB รองรับการ์ด microSD สูงสุด 2TB กล้องดิจิตอล 13 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัส PDAF กล้องเซลฟี่ 5 หรือ 8 ล้านพิกเซล มีให้เลือก 3 สี คือ Aurora Black, Moroccan Blue และ Lavender Violet

LG Q7 ยังมีให้เลือกอีก 2 รุ่นในครอบครัวเดียวกัน คือ LG Q7+ รองรับระบบเสียง Hi-Fi Quad DAC มากับ RAM 4GB จับคู่กับ ROM 64GB กล้องดิจิตอล 16 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัส PDAF กล้องเซลฟี่ 5 หรือ 8 ล้านพิกเซล มีให้เลือก 3 สี คือ Aurora Black, Moroccan Blue และ Lavender Violet

LG Q7α ได้รับ RAM 3B จับคู่กับ ROM 32GB กล้องดิจิตอล 13 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัส PDAF กล้องเซลฟี่ 5 ล้านพิกเซล มีให้เลือกเพียงสีเดียว Moroccan Blue

LG Q7 series มากับแบตเตอรี่ 3,000mAh รองรับ Fast Charging, Google Assistant, Smart Rear Key, Flash Jump Cut, FM Radio, Music Flash, Timer Helper และ Face Recognition

LG Q7 series จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนนี้ ในยุโรป, อเมริกา และ เอเชีย ราคายังไม่ระบุ

ที่มา – LG

from:http://www.flashfly.net/wp/218735

ยอดขาย iPhone ในสหรัฐอเมริกา มีส่วนแบ่งมากกว่า Samsung เกือบ 2 เท่า ในไตรมาสแรก iPhone 8 ขายดีที่สุด

Counterpoint Research รายงานส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของสหรัฐอเมริกา ในไตรมาสแรก (1 มกราคม – 31 มีนาคม 2018) พบว่ายอดขายสมาร์ทโฟนทั้งหมดอยู่ที่ 38.7 ล้านเครื่อง ลดลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2017 ซึ่งมียอดขาย 43.7 ล้านเครื่อง และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่มียอดขายต่ำกว่า 40 ล้านเครื่อง

Apple ยังเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนของสหรัฐอเมริกา โดยมีส่วนแบ่งในตลาดมากถึง 42% อันดับที่ 2 ได้แก่ Samsung มีส่วนแบ่ง 22% อันดับที่ 3 เป็นของ LG ถือส่วนแบ่ง 14% ที่น่าสนใจก็คือ ZTE ยังอยู่ในอันดับที่ 4 ด้วยส่วนแบ่ง 10% ถึงแม้แบรนด์จีนจะไม่ได้รับความไว้วางใจจากทางการสหรัฐฯ ขณะที่ Google มีส่วนแบ่งเพียง 1%

พร้อมกันนี้ Counterpoint Research ยังรายงาน 10 อันดับสมาร์ทโฟนที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา (ในไตรมาสที่ 1 ปี 2018) โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

  1. Apple iPhone 8 (64GB)
  2. Apple iPhone X (64GB)
  3. Apple iPhone X (256GB)
  4. Apple iPhone 8 Plus (64GB)
  5. Apple iPhone 8 (256GB)
  6. Samsung Galaxy S8 (64GB)
  7. Apple iPhone 7 (32GB)
  8. Samsung Galaxy S8+ (64GB)
  9. Samsung Galaxy Note 8 (64GB)
  10. Motorola Moto E4

ที่มา – Counterpoint Research

from:http://www.flashfly.net/wp/218729

ASIASOFT เผยผลประกอบการไตรมาส 1 กำไร 9.9 ล้านบาท งบการเงินรวมขาดทุน 3.8 ล้านบาท

บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แถลงผลการดำเนินการในไตรมาส 1 ปี 2561  พร้อมเผยกลยุทธ์ใหม่ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเกม โดยเน้นที่การรักษาฐานและขยายส่วนแบ่งการตลาดในแต่ละประเทศ รวมทั้งปีนี้จะเน้นที่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ด้วยศักยภาพของตลาดที่มีปัจจัยหลายๆด้านที่ส่งเสริมต่อโอกาสในการทำตลาดเกมมือถือและเกมพีซีของบริษัท

Mr. Gerry Ung  ผู้บริหารสูงสุดทางด้านการเงิน (CFO) บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า “ผลการดำเนินการในไตรมาส 1 นั้น เอเชียซอฟท์ ประเทศไทย มีผลกำไร 9.9 ล้านบาท แม้จะอยู่ท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่สูง แต่ในงบการเงินรวม บริษัทฯ ขาดทุน 3.8ล้านบาท จากการลดลงของรายได้ในประเทศสิงคโปร์และมาเลเซีย และสำหรับในปี 2561 นอกจากแผนการเปิดให้บริการเกมใหม่อย่างต่อเนื่องแล้ว บริษัทมีแผนที่จะบุกทำตลาดเกมในต่างประเทศมากขึ้น โดยเน้นไปที่การปรับโครงสร้างการลงทุนในประเทศอินโดนีซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่น่าจะมีโอกาสในการเติบโตที่ดี โดยมั่นใจว่าการกลับไปบุกตลาดต่างประเทศในครั้งนี้ จะทำให้เกิดผลกำไรมากขึ้นตามที่คาดไว้

ในส่วนของการขยายสู่ธุรกิจใหม่นั้น บริษัท สกายเน็ต ซิสเต็มส์ ในเครือเอเชียซอฟท์ ได้ทำการจับมือกับพันธมิตร ในการพัฒนาแพลตฟอร์มSocial Trading นับเป็นการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ของบริษัท โดยการลงทุนในธุรกิจใหม่นี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างความสำเร็จและผลกำไรให้กับกลุ่มบริษัทฯ”

from:http://www.flashfly.net/wp/218726

Tik Tok แอปฯ วิดีโอสุดฮิต ปล่อยฟีเจอร์ยอดนิยม Duet เอาใจสาวกโซเชียลชาวไทย

จะโชว์สเต็ปแบทเทิลกับเพื่อนซี้ ร้องเค-ป๊อป ซิงเกิลใหม่กับเพื่อนทั้งชั้นเรียน หรือพูดคุยกับซุปตาร์ขวัญใจ ก็เป็นไปได้กับการสร้างสรรค์วิดีโอสนุกๆ ไว้แชร์บนโลกโซเชียลด้วยฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดจาก Tik Tok แอปพลิเคชันสุดล้ำสำหรับการถ่ายคลิปวิดีโอ 15 วินาทีพร้อมมีเพลงประกอบ

Tik Tok เปิดตัว “Duet” ฟีเจอร์ใหม่โดนใจในประเทศไทย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายวิดีโอพร้อมกันได้ทั้ง 2 ด้าน ซ้าย-ขวา ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายกับเพื่อน ครอบครัว คนดัง หรือแม้แต่กับตัวเอง

ผู้บริหารของ Tik Tok กล่าวว่า ฟีเจอร์ใหม่นี้เปิดโอกาสให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบไร้ขีดจำกัด และผู้ใช้งานในประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถ่ายวิดีโอได้อย่างสร้างสรรค์มากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชียแปซิฟิก

ฟีเจอร์ Duet คืออะไร

วิดีโอของ Tik Tok ปกติจะเป็นคลิปเต้นสั้นๆ การแสดงความสามารถ ร้องเพลง หรือโชว์มุกตลก ซึ่งสามารถใส่สติกเกอร์ 3D น่ารักๆ และตัดต่อได้อย่างสร้างสรรค์ ด้วยเครื่องมือตัดต่อที่มากับแอปฯ ซึ่งTik Tok เป็นแอปพลิเคชันที่ฮิตมากในหมู่วัยรุ่นยุค Gen Z และชาวมิลเลนเนียลส์ทั้งหลาย ทั้งยังเริ่มได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้นในทุกเพศทุกวัยทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเช่นกัน

ฟีเจอร์ Duet เต็มไปด้วยเครื่องมือใหม่ๆ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ผู้ใช้งานสามารถดูตัวอย่างวิดีโอว่าสามารถใส่ลูกเล่นอะไรได้บ้าง โดยเทรนด์ที่ได้รับความนิยมที่สุด เช่น

  • ผู้ใช้งานสามารถเต้นประชันกับผู้ใช้งานคนอื่นได้ โดยเลือกได้ว่าพวกเขาจะเต้นตามแบบวิดีโอต้นฉบับ หรือจะเต้นแบบเป็นทีมเดียวกันก็ได้
  • ไอดอลสายฮา สามารถเล่นมุกตลกกับเพื่อนๆ แชร์ความตลกสดใสได้จากทุกที่
  • คู่รักระยะทางไกลก็สามารถแชร์หน้าจอด้วยกันได้ จะจีบหรือจะทะเลาะกันก็ได้ ตามที่เขาอยากจะทำตอนที่เจอกัน
  • ดาราดัง เซเลบ และอินฟลูเอนเซอร์หลายๆ คนอัปโหลดวิดีโอให้แฟนคลับได้มาร่วมเล่นด้วยกัน ด้วยการเพิ่มวิดีโอของตัวเองเข้าไปในเพลง คลิปเต้น หรือฉากในหนัง
  • ผู้ใช้งานสามารถ duet กับวิดีโอที่มีอยู่แล้ว (หรือจะ duet กับวิดีโอตัวเองก็ได้) ที่จะทำให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ด้วย
  • สร้างวิดีโอรีแอคชันแบบเรียลไทม์ในรูปแบบยอดฮิตที่สะดวกกว่าที่เคยมีมา

วิดีโอจำนวนไม่น้อยถูกจัดเก็บไว้ใน Challenges ที่ผู้ใช้งานสามารถเอาคอนเซ็ปต์วิดีโอที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ ซึ่ง Challenges ยอดฮิตจะแสดงอยู่ในหน้าหลักของหน้า Community

จะสนุกกับ Tik Tok และ Duet ได้อย่างไร?

Tik Tok เป็นผลงานที่ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะการใช้งานที่แสนจะง่ายดาย ซึ่งก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ใช้งานที่มีการอัปโหลดวิดีโอแบบ Duetของตนบน TiK Tok โดยใช้แอปพลิเคชั่นแยกต่างหากก่อนที่จะมีการเปิดตัวฟีเจอร์ “Duet” และตอนนี้ความต้องการของผู้ใช้งานก็ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของแอปฯ Tik Tok แล้ว โดยฟีเจอร์ “Duet” นี้ช่วยให้การผลิตวิดีโอสะดวก รวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น

ผู้ใช้สามารถเริ่มสร้างวิดีโอ Tik Tok โดยเลือกเพลงประกอบจากรายการเพลงของ Tik Tok ก่อน แล้วจึงบันทึกวิดีโอโดยใช้กล้องถ่ายรูปของโทรศัพท์ (โดยตั้งค่าเริ่มต้นเป็นกล้องหน้าที่สามารถเซลฟี่ได้ทันที) และหลังจากนั้นพวกเขาสามารถตัดต่อวิดีโอได้ง่ายๆ รวมถึงปรับภาพเคลื่อนไหวให้ช้าลงหรือเร็วขึ้นได้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่ฟิลเตอร์  สติกเกอร์สามมิติที่มาพร้อมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากนั้นตัดวิดีโอให้เหลือ 15 วินาที แล้ววิดีโอก็พร้อมแบ่งปันกับคนทั่วโลก

ส่วนการทำ “Duet” วิดีโอก็เพียงทำตามขั้นตอนเดียวกัน แต่เพิ่มขั้นตอนในตอนเริ่มต้น โดยในการสร้าง Duet วิดีโอ ผู้ใช้จะเรียกดูวิดีโอที่มีอยู่และคลิกไอคอนเพื่อแชร์วิดีโอ จากนั้นจะปรากฏตัวเลือก “duet” ด้านล่างหน้าจอโทรศัพท์ หลังจากเลือกแล้ว ผู้ใช้จะเห็นวีดิโอที่ถูกแชร์เล่น ในแบบที่พวกเขาบันทึกและแก้ไขวิดีโอของตัวเองเพื่อให้สามารถจับคู่วิดีโอได้ ดังนั้นพวกเขาสามารถตั้งเวลาวิดีโอที่ถ่ายให้ตรงกับวิดีโอที่เลือก จากนั้นวิดีโอทั้งสองจะถูกรวมเป็นคลิปเดียว  โดยที่วิดีโอแรกอยู่ด้านขวาและอีกวิดีโออยู่ด้านซ้าย และพร้อมที่จะแชร์กับแฮชแท็ก #duet

Tik Tok คืออะไร?

Tik Tok เปิดตัวครั้งแรกในปีพ.ศ. 2559 ได้ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันการตัดต่อวิดีโอและแอปการแบ่งปันยอดนิยมระดับโลกและโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย ในไตรมาสที่ 1 ปีพ.ศ. 2561 Tik Tokเป็นแอปพลิเคชันที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดบน iOS App Store ความนิยมนี้ไม่ได้มาจากฟีเจอร์เท่านั้น แต่ยังมาจากพลังของชาวโซเชียลที่ช่วยให้ผู้สร้างวิดีโอสามารถแชร์เนื้อหาวิดีโอของตนเองและมีปฏิสัมพันธ์กับวิดีโอของผู้อื่นได้

from:http://www.flashfly.net/wp/218719