คลังเก็บหมวดหมู่: iphonemod.net

DEAD TRIGGER เกม Shooter เดิน ยิง หนี เอาชีวิตรอดจากซอมบี้สุดมัน

Game Dead Trigger Cover

หากคุณจะหาเกม FPS ออฟไลน์มันๆ สักเกม เอาไว้หยิบมาเล่นยามว่างได้ทุกเมื่อ ก็ต้องขอแนะนำเกม DEAD TRIGGER นี่เลยครับ ที่ให้คุณได้เดิน ยิง หนี เอาตัวรอดจากซอมบี้ในสไตล์เกม Doom

DEAD TRIGGER: Survival Shooter

เกมมือถือแนว Shooter ยิงซอมบี้สุดมันจากค่าย MADFINGER Games ที่ให้คุณได้เอาชีวิตรอดจากเมืองที่เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้สยดสยองมากมาย ทั้งเดิน ยิง หนี เก็บลูกกระสุน เก็บกล่องยา หรือแม้แต่ตั้งป้อมปืน ที่ต้องถูกอกถูกใจคอเกมซอมบี้อย่างแน่นอน

เกม DEAD TRIGGER จะเล่นในมุมมองแบบ First-Person ที่คุณต้องออกสำรวจเมือง กำจัดซอมบี้ ค้นหาผู้รอดชีวิต คุ้มกันที่หลบภัย และมองหาอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตรอดต่อไป

Game Dead Trigger Content1

โดยในเกมก็จะมีอุปกรณ์และอาวุธปืนสมจริงหลากหลายประเภทให้คุณได้ใช้งาน เช่น Colt 1911, Scorpion, Striker, Enfield หรือ Minigun เป็นต้น รวมไปถึงอุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่าง Laser Amputator, Blade Chopper, Baits, Mines, Grenades, Radar และอื่นๆ อีกมากมายที่คุณสามารถปลดล็อกและอัปเกรดอุปกรณ์เหล่านี้ได้ถึง 13 รูปแบบด้วยกันอีกด้วย สะใจคอเกม FPS อย่างแน่นอนครับ

Game Dead Trigger Content2

Game Dead Trigger Content3

Game Dead Trigger Content4

Game Dead Trigger Content5

Game Dead Trigger Content6

Game Dead Trigger Content7

หากเล่นแล้วถูกใจก็อย่าลืมไปโหลด DEAD TRIGGER 2 มาเล่นด้วยนะ !!

คุณสมบัติเกม DEAD TRIGGER

  • เอฟเฟ็กต์และภาพกราฟิกเกมสมจริง สวยมากในระดับเทียบเท่าเกมบนคอนโซล
  • เกมแอคชั่น FPS เล่นมัน ดนตรีสนุกเร้าใจ
  • ฝูงซอมบี้ที่มีหลากหลายประเภท
  • AI ซอมบี้ที่ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป ทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุก
  • สามารถจัดการซอมบี้ได้หลากหลายรูปแบบตามความคิดสร้างสรรค์ของผู้เล่น
  • อาวุธปืนสมจริงหลากหลายประเภท เช่น Colt 1911, Scorpion, Striker, Enfield หรือ Minigun เป็นต้น
  • อุปกรณ์เสริมต่างๆ อย่าง Laser Amputator, Blade Chopper, Baits, Mines, Grenades, Radar และอื่นๆ อีกมากมาย
  • ปลดล็อกและอัปเกรดอุปกรณ์ได้ถึง 13 รูปแบบ เช่น Radar หรือ Autoheal เป็นต้น
  • เมืองให้สำรวจมากมาย
  • เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา เล่นแบบออฟไลน์ได้
  • บันทึกและสำรองความคืบหน้าผ่านบัญชีออนไลน์ MADFINGER Games
  • เกมเล่นฟรี แต่อาจมีไอเทมบางอย่างที่สามารถซื้อด้วยเงินจริง

ดาวน์โหลดเกม DEAD TRIGGER

เนื้อที่เกม: 447.9 MB รองรับ iOS 6.0 ขึ้นไป (ใช้ได้กับ iPhone และ iPad)
ดาวน์โหลดเกมได้ฟรีที่: DEAD TRIGGER: Survival Shooter on App Store

Game Dead Trigger Footer

from:https://www.iphonemod.net/dead-trigger-survival-shooter.html

Advertisements

iPhone X ระเบิดระหว่างอัปเดตเป็น iOS 12.1, Apple รับทราบปัญหานี้แล้ว

Iphone X Exploding Update Ios 12 1

ผู้ใช้รายงานว่า iPhone X ของเขาระเบิดระหว่างอัปเดตเป็น iOS 12.1 โดย Apple รับทราบปัญหาและขอให้ผู้ที่เจอปัญหาดังกล่าวส่งเครื่องเพื่อตรวจสอบ

iPhone X ระเบิดระหว่างอัปเดตเป็น iOS 12.1

Rocky Mohamadali‏ ผู้ใช้ iPhone X เผยผ่าน Twitter ว่า iPhone X ของเขาที่มีอายุใช้งาน 10 เดือน โดยระหว่างที่กำลังอัปเดตเป็น iOS 12.1 และเมื่ออัปเดตเสร็จตัวเครื่องก็เกิดอาการเครื่องร้อนและลุกไหม้ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นปัญหามาก่อน

Iphone X Exploding Update Ios 12 1 Img 1

Mohamad เผยว่าก่อนหน้าที่เครื่องจะระเบิดเขาได้เสียบทั้งสายชาร์จและวาง iPhone X บนแท่นชาร์จไร้สายพร้อมๆ กัน และเมื่อเขาจับตัวเครื่องขึ้นมาพบว่าเครื่องร้อนมากๆ เขาก็ทิ้งทันที จากนั้นก็เริ่มเกิดควันและลุกไหม้

Iphone X Exploding Update Ios 12 1 Img 2

Apple Support ใน Twitter ได้เข้ามาตอบปัญหาโดยเผยว่า เป็นอาการที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น และแจ้งให้ Mohamad ติดต่อผ่านข้อความเพื่อส่งเครื่องตรวจสอบปัญหาต่อไป

ทีมงาน iPhoneMod แนะนำว่าผู้ใช้ iPhone ควรเลือกอุปกรณ์การชาร์จที่มีมาตรฐานรวมไปถึงอย่าพยายามชาร์จเครื่องในขณะที่เครื่องร้อนและถ้าสงสัยว่าตัวเครื่องร้อนมากๆ ระหว่างการชาร์จให้ติดต่อ Apple, AASP เพื่อตรวจสอบปัญหา

ที่มา – 9to5mac

from:https://www.iphonemod.net/iphone-x-exploding-update-ios-12-1.html

รีวิวหูฟังไร้สาย SONY WH-1000XM3 สั่งงานด้วยเสียงพร้อมตัดเสียงรบกวน

Review Sony Wh 1000xm3 Cover

WH-1000XM3 เป็นหูฟังตัดเสียงรบกวนรุ่นที่ 3 จากทาง SONY ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ โดยสามารถเลือกตัดเสียงทั้งหมด หรือเฉพาะเสียงรบกวนในบางย่านออกได้ นอกจากนี้ยังสวมใส่สบายไม่ทำให้หูอื้อเหมือนกับหูฟังตัดเสียงรบกวนทั่วไป

SONY WH-1000XM3

Sony Wh 1000xm3 (1)

ความเปลี่ยนแปลงในรุ่นนี้มาพร้อมกับชิป QN1 ที่ช่วยในการตัดเสียงให้เหลือเพียงแค่เพลงจริง ๆ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงไดร์เวอร์เพิ่ม Liquid Crystal Polymer (LCP) และ DAC & Amplifier ในตัวให้เสียงเต็มอิ่มคมชัด อีกทั้งยังรองรับไฟล์ Hi-Res Audio ให้ประสิทธิภาพการฟังเพลงอย่างถึงขีดสุด

Sony Wh 1000xm3 (2)

หูฟังรุ่นนี้เป็นหูฟังไร้สาย 100% คือคุณไม่จำเป็นที่จะต้องหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเลย สามารถควบคุมผ่านหูฟังได้หมดไม่ว่าจะเป็นการรับสาย, เล่นเพลง, ปรับเสียง, ฯลฯ

Sony Wh 1000xm3 (3)

แกะกล่องมาถึงแม้ว่าการใช้งานไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้งแอพพลิเคชันใด แต่ผู้ใช้งานก็สามารถดาวน์โหลด Sony Headphones Connect เพื่อทำการเชื่อมต่อโดยจะปรับการตั้งค่าได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวผู้เขียนรีวิวก็ได้ดาวน์โหลดมาเหมือนกัน พบว่ามีอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้กับหูฟังด้วย เท่ากับว่าอนาคตหากมีปัญหาก็ยังสามารถแก้ไขผ่านเฟิร์มแวร์ได้

Sony Wh 1000xm3 (4)

จุดเด่นไม่เพียงแค่อยู่ที่ HD Noise-Canceling Processor QN1 ที่ประมวลผลและตัดเสียงรบกวนได้อย่างแม่นยำ แต่ยังให้ความกระชับใส่สบายไม่เจ็บหูและไม่มีอาการหูอื้อข้างเคียง ส่งผลให้เพลงที่เราฟังสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเต็มที่ ไร้นอยซ์ ไร้คลื่นรบกวน เป็นเสียงเพลงเน้น ๆ ที่ปราศจากเสียงอื่นใด

Sony Wh 1000xm3 (5)

อุปกรณ์ที่แถมมาก็จะเป็นไปตามมาตรฐานหูฟังทั่วไป (อาจมีเยอะกว่านิดหน่อย) สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งแบบมีสายและไร้สาย นอกจากนี้ยังคงสามารถชาร์จแบตเตอรี่ด้วยสายมาตรฐานใหม่อย่าง USB-C ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานกลางของ Android รวมถึงอุปกรณ์หลายชิ้นของ Apple ในอนาคต

Sony Wh 1000xm3 (6)

การควบคุมนอกเหนือจากระบบสัมผัสด้านข้างหูฟัง ก็ยังคงมีปุ่มสำหรับเปิดปิดแยกต่างหาก มีปุ่มสำหรับไมค์เพื่อตัดเสียงรบกวนหรือฟังเสียงจากภายนอก (ระบบ Ambient Sound อัจฉริยะฟังเสียงด้านนอกได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง) ส่วนการเชื่อมต่อเป็น Bluetooth 4.2 แต่ก็ยังคงความสะดวกในการเชื่อมต่อด้วย NFC

Sony Wh 1000xm3 (7)

การชาร์จแบตเตอรี่เป็นไปอย่างรวดเร็วผ่านทาง USB-C โดยสามารถใช้งานได้ยาวนาน 30 ชั่วโมง (เพียงพอต่อการเดินทางข้ามทวีปได้แบบสบาย ๆ) และหากต้องการชาร์จฉุกเฉินก็สามารถชาร์จผ่านอะแดปเตอร์ AC เพียงแค่ 10 นาที เพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานถึง 30 ชั่วโมง

Sony Wh 1000xm3 (8)

ทดสอบใช้งานจริง หูฟังมีน้ำหนักเบาเพียง 255 กรัม สวมใส่แล้วไม่หนักหู ส่วนตัวฟองน้ำก็นิ่มไม่บาดหู ความแน่นอยู่ในระดับปานกลางไม่เจ็บและไม่หลวมจนเกินไป นอกจากนี้ยังเหมาะกับทั้ง Android และ iOS เพราะรองรับการใช้งาน Google Assistant และ Siri ส่วนตัวหูฟังมีขนาดเล็กและพับเก็บง่าย

Sony Wh 1000xm3 (9)

ระบบตัดเสียงรบกวนจากเดิมที่ SONY ทำได้ดีมากแล้ว รุ่นนี้ทำได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วยชิป QN1 แถมยังรองรับ CODEC ที่หลากหลายเช่น SBC, AAC, aptX, aptX HD, LDAC ถ้าหากได้ไฟล์เสียงคุณภาพสูงมันจะผลักดันคุณภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าคุณเป็นนักผจญเพลงที่แท้จริง SONY WH-1000XM3 คือคำตอบ

หากใครสนใจ SONY WH-1000XM3 สามารถไปซื้อกันได้ที่ Studio7 ทั่วประเทศ

from:https://www.iphonemod.net/review-sony-wh-1000xm3.html

คำแนะนำในการเลือกซื้อ iPad รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง? อัปเดต พ.ย. 2561

Cover Whocanuse

เปิดขายไปแล้วกับ iPad Pro 2018 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา วันนี้เรามาดูกันว่า iPad ที่เปิดขายแต่ละรุ่นที่ผ่านมานั้น เหมาะกับการใช้งานแบบไหนและใครควรจะมีไว้ใช้งานบ้าง

คำแนะนำในการเลือกซื้อ iPad รุ่นไหนเหมาะกับใครบ้าง? อัปเดต พ.ย. 2561

โดยทั่วไปแล้ว iPad จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามประสิทธิภาพและกลุ่มของผู้ใช้งานอีกกันค่อนข้างที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ, ประสิทธิภาพภายในอุปกรณ์พร้อมทั้งราคา สามารถแบ่งกลุ่มได้ดังนี้

  1. iPad mini – เป็น iPad ระดับเริ่มต้น จุดเด่นคือมีขนาดเล็กพกพาง่าย
  2. iPad – เป็น iPad ระดับกลาง ประสิทธิภาพดีขึ้น หน้าจอใหญ่ขึ้นและมีรุ่นที่รองรับ Apple Pencil (เวอร์ชัน 1)
  3. iPad Pro – เป็น iPad ระดับสูง ประสิทธิภาพดีสุด เทคโนโลยีใหม่สุด จอใหญ่ที่สุดและทุกรุ่นรองรับ Apple Pencil (เวอร์ชัน 1 และ 2)

01

 

ทราบการแบ่งกลุ่มของ iPad กันไปแล้วต่อไปเรามาลงรายละเอียดของแต่ละรุ่นกันว่าเหมาะกับใคร, เหมาะกับการนำไปใช้งานด้านไหน, ราคาเป็นอย่างไร ฯลฯ

1. iPad mini

เป็น iPad รุ่นที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบาที่สุด มีขนาด 7.9 นิ้ว ความบาง 6.1 มม. และน้ำหนักเพียง 298.8 กรัมเท่านั้น มีความจุเริ่มต้นถึง 128 GB ในราคา 14,000 บาท และยังสามารถรองรับ iOS ล่าสุด (iOS12) ได้ คุณสมบัตินั้นแรงพอตัว สามารถทำงานด้านตัดต่อวีดีโอพื้นฐานได้, ถ่ายภาพหรือปรับแต่งรูปภาพด้วยซอฟต์แวร์ที่มาพร้อมกับ iOS ได้และดูหนังฟังเพลงเล่นเกมได้อย่างสบายๆ

 

02

iPad mini 4 เหมาะกับใคร?

สำหรับผู้ที่ใช้งานไม่หนักไปทางกราฟิกที่ต้องการพลังการประมวลผลมาก, อ่านอีเมล, อ่านข่าว, แก้เอกสาร ฯลฯ เนื่องจากมีขนาดที่เล็ก จึงเหมาะกับคนที่เดินทางบ่อยๆ พกพาเดินทางไปไหนได้ง่ายๆ ท่องเที่ยวหรือทำงาน ไม่เปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บ พร้อมจะตอบโจทย์ความบันเทิงให้เราได้ทุกที่ทุกเวลา

03

 

2. iPad

iPad ที่จัดอยู่ในระดับกลางนั้นถือว่าเป็นนาดมาตรฐานที่มีมาตั้งแต่สมัย iPad Original ด้วยขนาดที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไปทำงาน Apple ยังคงรักษาขนาดมาตรฐานนี้เอาไว้ไล่มาตั้งแต่ iPad, iPad 2, iPad 3, iPad 4, iPad Air และเรื่อยมาปัจจุบันปรับชื่อให้เหลือเพียง iPad เท่านั้น แล้วตามด้วยการระบุขนาดหน้าจอ เช่น iPad 9.7 นิ้ว เป็นต้น

iPad ขนาด 9.7 นิ้วที่เปิดตัวในเดือน มีนาคม 2561 ถือว่าเป็น iPad รุ่นธรรมดารุ่นแรกที่รองรับ Apple Pencil (เวอร์ชัน 1) จุดเด่นอยู่ที่ราคาไม่แพงจนเกินไป โดยเริ่มต้นที่ความจุ 32 GB ในราคา 11,500 บาท มาพร้อมชิพ A10 ที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะตัดวีดีโอ 4K ระดับเบื้องต้นได้สบายๆ หรือเล่นเกมส์กราฟิกหนักๆ ก็ยังไหว

04

 

iPad เหมาะกับใคร?

  1. เนื่องจากราคาย่อมเยาว์เหมาะกับนักเรียนนักศึกษาที่จะใช้พกพาไปเข้าห้องเรียน ใช้ Apple Pencial ในการจดโน้ต, การทำเครื่องหมายต่างๆ ลงบน eBook, ศึกษาหาความรู้ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ต, ติดตั้งแแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนหรือที่เด่นๆ อีกอันก็คือ ใช้วาดภาพกราฟิกต่างๆ  ถือว่าเป็นสื่อด้านการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีและเหมาะสมที่สุด ณ เวลานี้ ในแง่ของตัวฮาร์ดแวร์ที่ดี, ซอฟต์แวร์พร้อมแอปพลิเคชันต่างๆ ที่พร้อม ระบบ iOS ที่ดีและการพกพาที่สะดวกสบาย ทำให้ iPad รุ่นนี้ถือเป็นอุปกรณ์ยอดฮิตของเหล่านักเรียน นักศึกษาพร้อมทั้งบุคลากรในหลายสายขาอาชีพ
  2. ผู้ใช้งานทั่วไป ที่ใช้งานในด้านดูหนัง ฟังเพลง  และความบันเทิงอื่นๆ โดยใช้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถใช้กับ Apple Pencil ได้ 
  3. ผู้ที่ชอบเล่นเกมส์ เนื่องจากมีสเปกที่แรง สามารถเล่นเกมส์หนักๆ ได้อย่างสบายๆ

05

3. iPad Pro

iPad Pro ถูกเปิดตัวออกมาตั้งแต่ปี 201x โดยทาง Apple ต้องการจับกลุ่มผู้ใช้งานขั้นสูงที่ต้องการพลังงานประมวลผลสูงโดย iPad Pro ถือเป็น iPad รุ่นแรกที่มีการออกแบบให้รองรับการใช้งานคู่กับ Apple Pencil ซึ่งประโยชน์ที่ได้จาก Apple Pencil นั้นช่วยให้งานวาดกราฟิกทำได้ง่ายขึ้นโดยที่ผู้ใช้ได้ใช้อุปกรณ์วาดเส้นที่มีความแม่นยำสูง สามารถวางมือบนจอขณะวาดภาพได้ถือว่าเป็นฟีเจอร์เด่นที่ทำให้ iPad Pro กับ Apple Pencil เป็นของที่ต้องมีคู่กันอย่างขาดไม่ได้

iPad Pro รุ่นล่าสุดเปิดตัวไปเมื่อ 30 ต.ค. 2561 ที่ผ่านมาและเปิดขายอย่างเป็นทางการไปแล้วในกลุ่มประเทศแรกเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2561 และต่อมาอีกเพียง 5 วันซึ่งตรงกับวันที่ 12 พ.ย. 2561 รุ่นนี้ก็เปิดให้ซื้อล่วงหน้าในประเทศไทยได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

iPad Pro รุ่นปี 20178 เป็น iPad ตัวล่าสุดของทาง Apple ที่มีประสิทธิภาพแรงด้วยชิพ A12X Bionic หน้าจอขนาดใหญ่และปรับการดีไซน์ใหม่หมด เป็น iPad รุ่นแรกที่มาพร้อม Face ID มีจอภาพ Liquid Retina ขนาด 11 นิ้วและ 12.9 นิ้ว มีความจุสูงสุดถึง 1 TB นอกจากนี้ยังรองรับ Apple Pencil 2 ที่ Apple พัฒนาออกมาใหม่เพื่อใช้กับ iPad Pro 2018 โดยเฉพาะ 

06

 iPad Pro เหมาะกับใคร?

ด้วยประสิทธิภาพในการประมวลผลด้านต่างๆ เร็วและแรงที่สุดถือว่าเป็น iPad ที่แรงสุดเท่าที่ Apple เคยผลิตมา , หน้าจอ Liquid Retina รุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมความถี่แบบ 120Hz ทำให้การแสดงผลด้านกราฟฟิกนั้นมีความลื่นไหลเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานขั้นสูงดังนั้นรุ่นนี้จึงเหมาะสำหรับ

  1. นักออกแบบ วาดรูป เพราะด้วยสเปกที่แรงสามารถรองรับงานกราฟิกโหดๆ เช่น การตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงที่ต้องมีหลายเลเยอร์มารวมกันหรือการถ่ายภาพ ตกแต่งภาพขนาดใหญ่หลายๆ เลเยอร์อย่างเช่นใน Photoshop และผู้ที่ต้องการดูรายลเอียดของงานที่ซับซ้อนในสื่อกราฟฟิก เป็นต้น
  2. โปรแกรมเมอร์ที่ต้องทำงานควบคู่กับ AR
  3. ศิลปิน ครีเอทีฟ ที่ใช้โปรแกรมหนักๆ และต้องใช้พ่วงต่อกับอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ใน iPad Pro 2018 มีพอร์ต USB-C มาพร้อมความสามารถในการเชื่อมต่อประสิทธิภาพสูงกับอุปกรณ์เสริมอย่างจอภาพภายนอก หรือกล้องเพื่อถ่ายโอนข้อมูลได้โดยไม่ต้องเสียเวลานำไปเชื่อมต่อผ่านคอมพิวเตอร์
  4. บุคคลทั่วไปหรือเกมเมอร์ ที่ต้องการความแรงของสเปกที่มาพร้อมในตัวเครื่อง ด้วยเทคโนโลยีสมจริงและหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 11 นิ้ว และ 12.9 นิ้ว ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างตื่นตาตื่นใจและเต็มอิ่มสมจริง
  5. เหมาะกับผู้ใช้งานที่ต้องเก็บข้อมูลขนาดเยอะไม่ว่าจะเป็นไฟล์รูปภาพ, วิดีโอและไฟล์งานกราฟิกต่างๆ ซึ่ง iPad Pro รุ่นปี 2018 นั้นมีความจุให้เลือกสูงสุดถึง 1TB กันเลยทีเดียว

07

สรุป

iPad ทุกรุ่นถูกออกแบบมาเพื่อกลุ่มของผู้ใช้ที่แบ่งแยกกันค่อนค้างที่จะชัดเจนดังนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ iPad ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของตัวเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเลือกซื้อหรือดูข้อมูลของรุ่นต่างๆ ได้ที่ Apple รับรองว่า iPad นี้สามารถตอบโจทย์การใช้งานต่างๆ ของแต่ละท่านได้อย่างแน่นอน

และที่ขาดไม่ได้เมื่อคุณได้ซื้อ iPad ไปครอบครองแล้วอย่าลืมเรียนรู้เพิ่มเติมทั้งเทคนิคการใช้งานพื้นฐาน,​ แอปพลิเคชันที่เหมาะสมกับการใช้งานซึ่งสามารถหาชมได้โดยการเข้าไปเรียนรู้ที่ Today at Apple ซึ่งทาง Apple Iconsiam ได้จัดไว้คอยให้บริการฟรีอยู่แล้ว หรือสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บ iMoD ได้เช่นกัน

from:https://www.iphonemod.net/which-ipad-model-should-buy.html

5 วิธีที่จะช่วยให้การสแกนใบหน้า (Face ID) ง่ายและแม่นยำขึ้น

Face Id For Iphone X Trips

สำหรับคนที่ใช้ iPhone X, iPhone XS, iPhone XS Max และ iPhone XR ทั้งผู้ใช้ใหม่และผู้ใช้ที่ใช้มาเป็นระยะเวลานาน อาจจะพบปัญหาสแกนใบหน้า (Face ID) ไม่ค่อยผ่านหลายครั้ง วันนี้ทีมงานมี 5 วิธีที่จะช่วยให้การสแกนใบหน้า (Face ID) ง่ายและแม่นยำขึ้น มาฝากกันค่ะ

5 วิธีที่จะช่วยให้การสแกนใบหน้า (Face ID) ง่ายและแม่นยำขึ้น

1. สร้างการสแกนใบหน้าที่ 2

Face Id For Iphone X Trips 1

ใน iOS 12 เราสามารถเพิ่มใบหน้าสำหรับ Face ID ได้อีก 1 ใบหน้า ส่วนใหญ่จะคิดว่าใบหน้าที่ 2 มีไว้สำหรับแฟนหรือคนอื่นๆ ที่สามารถเข้าถึงเครื่องเราได้ แต่จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อให้การจดจำใบหน้าทำได้ดีมากขึ้นขึ้น เช่น สร้างการสแกนใบหน้าเวลาที่แต่งหน้า 1 ใบหน้า และเวลาที่ไม่แต่งหน้า 1 ใบหน้า ระบบก็จะจดจำหลากหลายมุมมอง ส่งผลให้การสแกนก็จะทำได้ง่ายมากขึ้น

ไปที่การตั้งค่า (Settings) > Face ID และรหัส (Face ID & Passcode) > กรอกรหัสผ่านเครื่อง > ตั้งค่ารูปลักษณ์อีกแบบ (Set Up an Alternate Appearance) และเริ่มสแกนใบหน้าได้เลย

Face Id For Iphone X Trips 6

2. สอนให้ iPhone เรียนรู้ใบหน้า

Face Id For Iphone X Trips 2

สำหรับคนที่ซื้อเครื่องมาใหม่และตั้งค่า Face ID ตั้งแต่เริ่มต้นใช้งานครั้งแรก แน่นอนว่าการจดจำใบหน้ายังไม่ได้เรียนรู้ใบหน้าของเรามากนัก ดังนั้นการที่เราจะสอนให้เครื่องเรียนรู้ใบหน้าของเราได้ก็คือ การสแกนใบหน้า (Face ID) อยู่บ่อยๆ

เวลาที่เราปลดล็อคเครื่องด้วย Face ID ช่วงแรกๆ อาจจะมีปัญหาสแกนไม่ติดบ่อย และเครื่องก็จะโชว์ให้กรอกรหัสผ่านแทน ทีมงานแนะนำว่าไม่ต้องกรอกรหัสผ่าน แต่ให้ปัดหน้าจอขึ้นจากด้านล่างและสแกนใบหน้าใหม่ เพื่อให้เครื่องเรียนรู้และจดจำใบหน้าของเราและสแกนได้แม่นยำมากขึ้น

3. ปิดต้องตั้งใจมองเพื่อใช้ Face ID

Face Id For Iphone X Trips 3

สำหรับการสแกนใบหน้า (Face ID) จะมีส่วนให้เราตั้งค่าเปิดใช้งานต้องตั้งใจมองเพื่อใช้ Face ID ซึ่งเป็นการรักษาความปลอดภัยอีกขั้นหนึ่งในการปลดล็อกเครื่อง ถ้าเราเปิดต้องตั้งใจมองเพื่อใช้ Face ID ไว้ การสแกนใบหน้าทุกครั้ง สายตาจะต้องจ้องไปยังหน้าจอ

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ซีเรียสในเรื่องของการโฟกัสสายตา เพียงแค่ต้องการยก iPhone ให้ตรงกับใบหน้าก็สามารถสแกนได้เลย (โดยที่ไม่ต้องจ้องไปยังหน้าจอ) ก็สามารถตั้งค่าปิดฟีเจอร์ต้องตั้งในมองเพื่อใช้ Face ID ได้ การสแกนก็จะง่ายและรวดเร็วมากขึ้น

ไปที่การตั้งค่า (Settings) > Face ID และรหัส (Face ID & Passcode) > กรอกรหัสผ่านเครื่อง > ปิด ต้องตั้งในมองมเพื่อใช้ Face ID (Require Attention for ID)

Face Id For Iphone X Trips 7

4. ถือ iPhone ห่างจากใบหน้าในระยะที่พอเหมาะ

Face Id For Iphone X Trips 4

Apple ได้แนะนำระยะการสแกนใบหน้า (Face ID) ที่เหมาะสมคือถือ iPhone ห่างจากใบหน้าประมาณ 10-20 นิ้ว เพื่อให้กล้อง TrueDepth สามารถจับลักษณะของใบหน้าได้ทั้งหมด หากเราถือใกล้จนเกินไปกล้องจะไม่สามารถจับจุดของใบหน้าทั้งหมดได้

5. ทำความสะอาดกล้องหน้า

Face Id For Iphone X Trips 5

การสแกนใบหน้าจะใช้กล้องหน้า TrueDepth ในการจับภาพสแกน หากพบว่าสแกนใบหน้าไม่ผ่านหลายครั้ง แนะนำว่าให้ตรวจสอบดีๆ ว่าในส่วนของกล้องหน้าและส่วนรอยบากสะอาดหรือไม่ ควรทำความสะอาดให้เรียบร้อย เพื่อความชัดเจนในการสแกนและความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น

และนี่ก็เป็นเทคนิควิธีเบื้องต้นที่จะช่วยให้การสแกนใบหน้า (Face ID) เพื่อปลดล็อคเครื่องหรือสแกนเพื่อเข้าถึงแอปต่างๆ ทำได้ง่ายและแม่นยำมากขึ้น ใครที่พบปัญหาอยู่ ก็ลองนำไปปฏิบัติกันดูนะคะ

ขอบคุณ idropnews

from:https://www.iphonemod.net/face-id-for-iphone-x-trips.html

Spotify แอปฟังเพลงยอดฮิต เปิดใช้งานบน Apple Watch แล้ว

Spotify Release For Apple Watch

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Apple Watch ที่แอป Spotify เปิดตัวแอปพลิเคชันสำหรับใช้งานบน Apple Watch อย่างเป็นทางการแล้ว เรามาชมกันดีกว่าว่า Spotify บน Apple Watch มีอะไรน่าสนใจบ้าง

Spotify แอปฟังเพลงยอดฮิต เปิดใช้งานบน Apple Watch แล้ว

อีกหนึ่งแอปฟังเพลงยอดฮิต Spotify ได้เปิดให้ใช้งานบน Apple Watch อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Spotify ได้ทำการทดสอบใช้งานบน Apple Watch

Spotify Release For Apple Watch 1

ผู้ใช้สามารถควบคุมการเล่นเพลงและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ฟังเพลงอื่นๆ ได้ง่าย อย่างเช่น หูฟังไร้สาย ลำโพงไร้สาย นอกจากนี้ยังสามารถดาวน์โหลดพอร์ดคาสต์เพื่อฟังแบบออฟไลน์ได้อีกด้วย

คุณสมบัติของ Spotify ที่ใช้งานบน Apple Watch

Spotify Release For Apple Watch 2

  • เพลงที่เล่นล่าสุดบน iPhone จะแสดงรายการให้เลือกเล่นบน Apple Watch อัตโนมัติ สามารถตั้งค่าให้เล่นสุ่มบน Apple Watch ได้เลย
  • ควบคุมเพลงให้เล่น หยุดชั่วคราว และข้ามไปยังเพลงก่อนหน้าหรือเพลงถัดไปได้
  • บันทึกเพลงเป็นรายการโปรดเพียงแตะไอคอนรูปหัวใจ เพื่อเก็บไว้ในคอลเล็คชันได้
  • ปรับเพิ่มหรือลดเสียงด้วยการหมุนปุ่ม Digital Crown
  • เลือกเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ง่ายๆ ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธ เช่น ลำโพงบลูทูธ, หูฟังไร้สาย, iPhone, โน๊ตบุ๊ค เป็นต้น

การเปิดใช้งานแอป Spotify บน Apple Watch ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมเพลงได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องไปควบคุมใน iPhone เวลาที่คุณอยู่จัดงานปาร์ตี้ เพียงแค่เชื่อมต่อ Apple Watch กับลำโพงบลูทูธก็สามารถจัดการเพลงได้บนข้อมือ หรือเวลาที่วิ่งออกกำลังกายก็เชื่อมต่อกับหูฟังไร้สายและฟังเพลงที่ชอบพร้อมกับควบคุมเพลงได้ตามต้องการ

ดาวน์โหลดแอป Spotify ฟรี

ดาวน์โหลดแอป Spofify บน iPhone ก่อน แล้วติดตั้งบน Apple Watch ดาวน์โหลดแอปฟรีได้ที่ Spotify on App Store

Spotify Release For Apple Watch 3

ขอบคุณ iclarified

from:https://www.iphonemod.net/spotify-release-for-apple-watch.html