คลังเก็บหมวดหมู่: mobileocta

ลูกค้าดีแทค เปลี่ยนมือถือ 2G เป็น 3G และ 4G ฟรี ไม่ว่าจะใช้คลื่นไหน พร้อมอัพเกรด มือถือโปรดีที่สุดในตลาด ไปใช้ดีแทคเทอร์โบ คลื่นใหม่ ใหญ่กว่า ล้ำกว่า ลื่นกว่า

ลูกค้าดีแทค รีบย้าย 2G ไป 3G/4G รับดีแทคเทอร์โบ รีบกดเช็คสิทธิ์ แล้วมาแลกรับเครื่อง เริ่มแล้ววันนี้ ของมีจำนวนจำกัด เปลี่ยนมือถือ 2G ของคุณให้เป็นมือถือ 3G/4G จากดีแทค (รุ่นที่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิ์ของแต่ละหมายเลข) หรือ รับส่วนลดค่าเครื่องทันที สูงสุด 1,000 บาท เมื่อซื้อสมาร์ทโฟนทุกรุ่น สอบถามโทรฟรี *444 หรือตรวจสอบสิทธิ์ฟรีได้ด้วยตัวเองจากหมายเลข *444# รับสิทธิ์ได้ที่ศูนย์บริการดีแทคทั่วประเทศ

dtac

นายปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ดีแทคเร่งออกโปรโมชั่นดังกล่าว เพื่อรับกับการที่ลูกค้าที่อยู่บนคลื่น 1800 และ 850 MHz ที่กำลังหมดสัมปทาน”

นอกจากนี้ เพื่อต้อนรับคลื่นดีแทคเทอร์โบ ซื้อสมาร์ทโฟนราคาพิเศษ ในมหกรรมลดราคาสมาร์ทโฟน  Super Speed Super Sale ส่วนลดสูงสุด 15,000 บาท พิเศษสุด! ดีแทคแจกคูปองส่วนลดค่าเครื่องเพิ่มอีก 2,300 บาท จำนวน 10,000 ใบสำหรับลูกค้าแบบรายเดือน ที่ใช้ดีแทคเทอร์โบ ในพื้นที่เปิดให้บริการเฟสแรก กรุงเทพ ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต (เฉพาะลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ให้บริการ โปรดติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมในจังหวัดที่เปิดให้บริการดังกล่าวในเร็วๆนี้)

Samsung Galaxy A6 ราคาเพียง 2,600 บาท (จากราคาปกติ 8,900 บาท รวมส่วนลดเพิ่มจากคูปองส่วนลด 2,300 บาทแล้ว) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาทพร้อมสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 699  บาท

Samsung Galaxy S9+ 256GB ราคาเพียง 22,100 บาท(จากราคาปกติ 37,900 บาท รวมส่วนลดเพิ่มจากคูปองส่วนลด 2,300 บาทแล้ว)  เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 5,000บาทพร้อมสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1,099 บาท

iPhoneX ราคาเริ่มต้นเพียง 24,700 บาท (จากราคาปกติ 41,000 บาทรวมส่วนลดเพิ่มจากคูปองส่วนลด 2,300 บาทแล้ว) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 5,000 บาท พร้อมสมัครหรือมีแพ็กเกจเริ่มต้น 1499 บาท

พิเศษลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมรับส่วนลดค่าเครื่องเพิ่ม 1,500 บาท รายะเอียดเพิ่มเติม http://www.dtac.co.th/camp/device/best-deal.html

from:http://mobileocta.com/dtac-customers-change-2g-hands-free-3g-and-4g/

Advertisements

ทรูมูฟ เอช รุกย้ำผู้นำเครือข่ายที่ดีที่สุดของคนไทย เปิดให้บริการ FDD Massive MIMO 32T32R รายแรกของโลก และเปิดให้ทดสอบเทคโนโลยี LAA

ทรูมูฟ เอช เครือข่าย 4G ยอดเยี่ยมในเอเชียแปซิฟิก   ตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อพัฒนาเครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง

ล่าสุดเปิดให้บริการเทคโนโลยีมาตรฐานโลก FDD Massive MIMO 32T32R เป็นรายแรกของโลก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญสำหรับ 5G โดยมีจุดเด่นที่การกระจายช่องสัญญาณให้สามารถรองรับการรับส่งข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนได้ จึงเสมือนมีช่องสัญญาณส่วนตัว  ช่วยเพิ่ม capacity ถึง 4 เท่า ทำให้รองรับจำนวนผู้ใช้งานได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประสบการณ์การใช้งานมือถือดียิ่งขึ้น

โดยเปิดให้บริการแล้วในบริเวณที่มีการใช้งานหนาแน่น ได้แก่ บริเวณมหาวิทยาลัยสยาม ถนนเพชรเกษม และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถนนรามคำแหง และจะขยายการให้บริการในบริเวณที่มีการใช้งานหนาแน่นทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศเร็วๆนี้

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเปิดให้ทดสอบเทคโนโลยี LAA  (Licensed Assisted Access) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นการนำคลื่นความถี่แบบUnlicensed มาใช้งานด้วยเทคโนโลยี Long Term Evolution (LTE)  หรือการนำ WiFiมาใช้บนเทคโนโลยี 4G เพื่อเพิ่มขีดสุดแห่งความเร็วในการส่งข้อมูล และเพิ่มแบนด์วิธให้กว้างขึ้น

โดยเปิดให้ลูกค้าร่วมทดสอบความเร็วแรงของเทคโนโลยี LAA ได้ที่ทรูสเฟียร์ เอ็มควอเทียร์ และเมกา บางนา เร็วๆนี้ โดยทรูมูฟ เอช เตรียมความพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ยุค 5G ที่กำลังจะมาถึง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารของไทยให้ล้ำหน้า เทียบเท่านานาประเทศทั่วโลก

from:http://mobileocta.com/truemove-h-launches-worlds-first-fdd-massive-mimo-32t32r/

โตชิบา ไทยแลนด์ รุกหนักครึ่งปีหลัง 2018 เปิดตัวสินค้าใหม่ 34 รุ่น หวังรายได้โต 2 ดิจิต

นายโตชิโระ อิชิวาตาริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไลฟ์สไตล์ โปรดักส์ แอนด์ เซอร์วิส คอร์ปอเรชัน (TLSC) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมด้วยนายไบรอัน จ้าว ประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร ร่วมแถลงข่าว “A New Chapter Beyond All Limits ” เปิดตัวสินค้าใหม่ พร้อมชูนโยบายและแผนการตลาดเชิงรุกในครึ่งปีหลัง

Toshiba

นายโตชิโระ อิชิวาตาริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไลฟ์สไตล์ โปรดักส์ แอนด์ เซอร์วิส คอร์ปอเรชัน (TLSC) ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่าโตชิบา ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดี ภายใต้มาตรฐานการดีไซน์และการผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

โดยมุ่งเน้นด้านคุณภาพชีวิตและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค  จากการรวมกันของ TLSC และ Midea Group เรามุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดโลก (Global Market) มากยิ่งขึ้น  ขยายกลุ่มสินค้าให้หลากหลาย

นอกจากนี้ นายโตชิโระ อิชิวาตาริ ยังกล่าวตอกย้ำว่า TLSC ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่จะลงทุนในประเทศไทย ทั้งในแง่เป็นฐานการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงการขายและการทำตลาด  และโตชิบาจะยังคงเติบโต ยั่งยืน และก้าวไปด้วยกันกับคนไทย  เรามุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น  และคำนึงถึงไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งนี้ เพื่อนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตคนไทย ตามสโลแกนโตชิบา

นายไบรอัน จ้าว ประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับตลาดในประเทศไทย  ภาพรวมเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน อยู่ในช่วงฟื้นตัว และมีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่าปีนี้จะเติบโตสูงถึง 4.1% ซึ่งถือว่าเติบโตสูงสุดตั้งแต่ปี 2555  ส่วนค่า GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ก็เพิ่มสูงขึ้นถึง4.8% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ถึงแนวโน้มในเชิงบวกว่าธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะดีขึ้น

สำหรับไตรมาสแรกของปี 2561 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านยังคงทรงตัวที่อัตราการเติบโต 0.2% เนื่องจากสภาพอากาศ ส่งผลกระทบต่อยอดขายกลุ่มเครื่องปรับอากาศ มีผลติดลบ 9%  อย่างไรก็ตาม เครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก ยังมีการเติบโตสูงขึ้นถึง 7% ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าอนาคตจะเป็นไปในเชิงบวก

สำหรับผลประกอบการของโตชิบาในครึ่งปีแรก ภาพรวมยอดขายโตชิบา โตขึ้นถึงกว่า 20%  เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ในส่วนของการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก โตชิบาเผยโฉมสินค้าใหม่มากถึง 8 หมวดหมู่ รวม 32 รุ่น ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาร่วมกันระหว่างโตชิบาและไมเดีย  และจากการลอนช์สินค้าดังกล่าว จึงเป็นที่มาของยอดขายที่เติบโตสูงขึ้น

สำหรับแผนการตลาดครึ่งปีหลัง โตชิบายังคงใช้ความได้เปรียบจากการรวมกันของ 3 ประเทศ ได้แก่สินค้าคุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น  ความรวดเร็วในการผลิตและการพัฒนาจากประเทศจีน  และประสบการณ์การทำตลาดอันยาวนานจากประเทศไทย เปิดตัวคอนเซปต์ A New Chapter Beyond All Limits เพื่อตอกย้ำโตชิบายุคใหม่ ที่จะก้าวทะยานไปข้างหน้าอย่างไร้ขีดจำกัด  โดยคาดหวังจะเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า Top 3 ในประเทศไทย ภายใน 3 ปี และต้องเติบโตอย่างน้อย 2 ดิจิตขึ้นไป  เราวางแผนที่จะขยายธุรกิจของเราให้เติบโตยิ่งขึ้น จากการที่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มมากมาย   โดยในครึ่งปีหลัง แผนเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มอีก 8 หมวดหมู่ 34 รุ่น

นายฮิโรยูกิ ทากาเสะ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและทีวี กล่าวเสริมว่าจากข้อมูลเดือนมกราคมถึงเมษายน 2561 ที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย เติบโตขึ้น 0.2% โดยสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นเยอะได้แก่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (SDA – Small Domestic Appliances)ซึ่งมีสัดส่วนการตลาด 31% ในขณะที่เครื่องปรับอากาศ 32% ตู้เย็น 19% และเครื่องซักผ้า 18% ส่วนการเติบโตสินค้ากลุ่มความเย็นและกลุ่มซักผ้า เติบโต 4% ในขณะที่เครื่องปรับอากาศ ติดลบ 9% ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เติบโตสูงถึง 7.1% โดยเครื่องทำน้ำอุ่นโตถึง 31% และไมโครเวฟ 15%

ส่วนผลประกอบการของโตชิบาในครึ่งปีแรก ยอดขายโตชิบาโตถึงกว่า 20% โดยมาจากตู้เย็น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ และเครื่องทำน้ำอุ่นที่เติบโตถึง 38%, 35%, 189% และ 146% ตามลำดับ  ส่วนเครื่องปรับอากาศ เติบโตเพียง 1%

ส่วนแผนการตลาดครึ่งปีหลัง บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 34 รุ่น  ทั้งกลุ่มตู้เย็น เครื่องซักผ้า  หม้อหุงข้าว เครื่องปั่นน้ำผลไม้  และเครื่องทำน้ำอุ่น เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างของสินค้าที่โตชิบาขาดหายไป และถือเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้หลากหลายและครบถ้วนยิ่งขึ้น

นายบุนยรัตน์ ไตรสิริสมบัติ  ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน กล่าวเสริมว่า ในครึ่งปีหลังนี้  โตชิบาจะเปิดตัวสินค้ามากมาย โดยเฉพาะตู้เย็นและเครื่องซักผ้า ที่จะมาขยาย Market Share ของโตชิบาให้กว้างขึ้น ทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแมส

สำหรับสินค้ากลุ่มตู้เย็น โตชิบาเป็นที่ 1 ในเรื่องตู้เย็นประตูเดียวมาตลอดหลายปีต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีตู้เย็น 2 ประตู และตู้เย็นมินิบาร์  แต่ในปีนี้ เราจะมาครบไลน์อัพ เติมเต็มช่องว่างเค้กก้อนใหญ่ในส่วนของตู้เย็นมัลติดอร์ (Multi Doors) และตู้เย็นไซด์บายไซด์ (Side By Side) ที่มีมูลค่าการตลาดถึงหนึ่งพันล้านบาท

โดยมีแผนออกสินค้าในไตรมาส 4 ส่วนในไตรมาส 3 เราส่งตู้เย็น 1 ประตูรุ่นใหม่ FIT ที่ปรับโฉมใหม่ เพื่อยังคงรักษาความเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตู้เย็น 1 ประตู ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเกือบ 30%

ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โตชิบาจะใส่ใจเรื่องความต้องการของลูกค้า รวมถึงดูเทรนด์ผู้บริโภคเป็นหลัก เฉกเช่นการพัฒนาตู้เย็น  ที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น เวลามีจำกัด

ดังนั้นการซื้อของกินของใช้ในแต่ละครั้งจึงมาก และเมื่อต้องเก็บมาก เราจึงออกแบบตู้เย็นให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงต้องเก็บรักษาความสดได้ยาวนาน  และต้องออกแบบตู้เย็นให้จัดสรรของกินแต่ละประเภทให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม  จึงเป็นที่มาของการเกิดตู้เย็นไซด์บายไซด์ และมัลติดอร์

ตู้เย็นมัลติดอร์ โดดเด่นด้วย 3 Cycle Real Inverter มาพร้อมระบบทำความเย็น  3 Cooling กระจายความเย็นได้ทั่วถึง และระบบการกำจัดกลิ่นชั้นยอด นอกจากนี้ยังแบ่งช่องต่างๆ ในตู้เย็นได้มากถึง 26 ช่อง เพื่อให้คุณเลือกแช่ได้ตามใจ

ส่วนตลาดเครื่องซักผ้า เราตั้งเป้าเติบโต 50% โดยขยายไลน์อัพเพิ่ม ด้วยการเปิดตัวเครื่องซักผ้า 2 ถังสำหรับจับตลาดกลางถึงล่าง และเพิ่มเครื่องซักผ้าฝาหน้า และ 2 in 1 เครื่องซักอบผ้าฝาหน้า เพื่อจับกลุ่มคอนโด และตลาดกลางถึงบน ซึ่งใน 2 ตลาดดังกล่าว มีมูลค่าการตลาดสูงถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งจะมาช่วยเติมเต็มมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มเครื่องซักผ้าของโตชิบามากขึ้น

ในไตรมาส 3 นี้ โตชิบามีแผนเปิดตัวเครื่องซักผ้า 2 ถัง ซึ่งมาด้วยดีไซน์ที่สวยหรู ตัวถังกันสนิม พร้อมจุดเด่นท่อเติมน้ำแบบคู่ ที่ทำให้การซักและการปั่นสะดวก สะอาดยิ่งขึ้น  มีให้เลือกมากถึง 4 ความจุ คือ 7.5 กก.  8.5 กก. 11 กก. และ 13 กก. เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

สำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้า หรือ Front Load จะมาด้วยเทคโนโลยี Great Wave ที่ช่วยให้ผ้าสะอาดโดยไม่ต้องใช้น้ำร้อน จึงทำให้ประหยัดไฟ ประหยัดเวลา รวมถึงช่วยปกป้องสีสันของเสื้อผ้าให้อยู่ยาวนานยิ่งขึ้น มาพร้อม 3 ความจุให้เลือก คือ 7.5 กก. 8.5 กก. และ 9.5 กก.

ส่วนตัวไฮไลท์ เป็นเครื่องซักอบฝาหน้า ที่มีความจุทั้งซักและอบที่เท่ากัน  เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น  ซึ่งมีให้เลือก 2 ความจุ คือ 10/10 กก. และ 8/8 กก. ซึ่งแพลนวางขายในไตรมาส 4

นายชาตรี พลสอนดา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก กล่าวว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูงมาก มีความต้องการใช้ต่อเนื่อง และด้วยความที่สินค้ามีหลากหลาย จึงตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้แตกต่างกัน สำหรับแบรนด์โตชิบา เราตั้งเป้าขึ้นเป็น Top 3 ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กภายใน 3 ปี

โดยในครึ่งปีแรก เห็นผลชัดเจนว่าเราเติบโตมากในกลุ่มสินค้ากลุ่มไมโครเวฟ ซึ่งโตขึ้นถึง 189% จากการที่เราเปิดตัวไมโครเวฟใหม่ 7 รุ่นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  นอกจากนี้ยังมีเครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งโตขึ้นถึง 146% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ทำให้ใน  ไตรมาสที่3 นี้ เราแพลนออกเครื่องทำน้ำอุ่นใหม่อีก 8 รุ่น เพื่อเตรียมรับหน้าหนาวที่จะมาถึงในปลายปีนี้

สำหรับตลาดหม้อหุงข้าว เราตั้งใจขยายตลาดระดับกลางถึงล่าง โดยส่งหม้อหุงข้าวประเภท Jar Type หรือหม้ออุ่นทิพย์ดีไซน์ใหม่ สดใส และทันสมัยกว่าเดิม มีให้เลือก 2 ความจุ 5 รุ่น 3 ดีไซน์

 มากไปกว่านั้น โตชิบากำลังขยายไลน์สินค้ากลุ่มเครื่องปั่นน้ำผลไม้เพิ่ม ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน และคนใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น เครื่องปั่นน้ำผลไม้ของโตชิบา มาด้วยเทคโนโลยี Off Center ที่ช่วยให้น้ำผลไม้ปั่นละเอียดยิ่งขึ้น

นางสาวธัญปภัสส์ อริยะวรวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวเสริมว่า นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อตลาดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยโดยตรงจากกลุ่มผู้บริโภคด้วย อย่างแนวโน้มหรือเทรนด์ เรื่องความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ซึ่งแนวโน้มดังกล่าว จะส่งผลต่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความสะดวกสบาย  คุณภาพและเทคโนโลยี  ดีไซน์ของสินค้า  ที่อาจนับได้ว่าเป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ อย่างเรื่องการประหยัดเวลา

นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ ยังรวมถึงการรักษ์โลก ประหยัดพลังงาน และการรักสุขภาพ  ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโตชิบา จึงถูกออกแบบมา โดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นปัจจัยหลัก เพื่อให้แน่ใจว่า เราจะ “นำสิ่งที่ดี มาสู่ชีวิต” ให้กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับกิจกรรมการตลาดในครึ่งปีแรก อัตราส่วนการลงทุน จะมุ่งเน้นที่ การสร้างแบรนด์ สร้างภาพลักษณ์ และการจดจำต่อสาธารณชน ซึ่งรวมไปถึง ณ จุดขาย การส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยมากยิ่งขึ้น และนอกจากการลงทุนข้างต้นแล้ว

ทางบริษัทยังให้ความสำคัญกับ พนักงานขาย  อีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์จะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคได้มากที่สุด นอกเหนือจากการจัดจำหน่าย สินค้า ที่มีคุณภาพ หลากหลาย และแข่งขันได้

ส่วนแผนการตลาดครึ่งปีหลัง จะเน้นเรื่อง 4P ได้แก่ สินค้า อย่างเรื่องการเพิ่มไลน์สินค้า การอัพเกรดสินค้าให้มีคุณภาพและทันสมัยยิ่งขึ้น รวมไปถึง การขยายช่องทางการขาย ช่องทางการจัดจำหน่าย ให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงแพลนปรับโฉมร้านค้าให้ดูทันสมัย และสวยงามยิ่งขึ้น แผนการสื่อสารและการตลาดงบกว่า 12% เพื่อการลงทุนด้านโฆษณาและส่งเสริมการขาย ทั้ง Above the line และ Below the line เพื่อสร้างการรับรู้ และความเชื่อมั่นในตราสินค้า

ทั้งนี้ ภาพรวมการตลาดจะผ่านการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะ Online & Social Media เป็นหลัก โดยเน้นเรื่อง Digital Marketing,  Localized Marketing รวมไปถึงการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะกับกลุ่มสินค้า ฤดูกาล และพื้นที่การขาย โดยจะมีแคมเปญออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ แคมเปญรับหน้าฝน แคมเปญฉลองวันเกิด แคมเปญรับปีใหม่ หรือแม้แต่การทำ Road Show  และ Work Shop ไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้สินค้า

และสุดท้าย เรายังคงให้ความสำคัญกับ พนักงานขาย ที่ไม่ได้ต้องการให้เป็นตัวแทนขายสินค้า แต่เขาคือที่ปรึกษาส่วนตัว (Personal Consultant)  เราจึงมีแผนพัฒนาบุคลากรให้ความรู้และฝึกอบรมทั้งในส่วนการขาย  การสร้างประสบการณ์การใช้งาน  การเป็นเลขาส่วนตัว  รวมถึงการให้คำแนะนำหลังการขายอีกด้วย

นางกนิษฐ เมืองกระจ่าง ประธานกรรมการบริหารบริษัท กล่าวเสริมว่า นอกจากบริษัทฯ จะเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และแผนการตลาดต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว   บริษัทฯ ยังได้มีแผนการพัฒนาระบบสารสนเทศ  ระบบงานบริการหลังการขาย  ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคล และระบบต่างๆ เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้ขอให้เชื่อมั่นในโตชิบา เรายังคงเป็นแบรนด์ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นางกนิษฐกล่าวเสริมว่า ในฐานะผู้ถือหุ้นคนไทย  เรายังเชื่อมั่นในโตชิบา และในการรวมพลังของเรา 3 ประเทศ จะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดี ที่รวดเร็ว และเติบโตอย่างยั่งยืน และที่สำคัญ เรายังคงมุ่งเน้นนโยบายด้านส่งเสริมกิจกรรมที่ดีเพื่อสังคม (CSR – Corporate Social Responsibility) เช่นที่ผ่านมาโตชิบาจะต้องเป็นตัวอย่างของบริษัทที่มีธรรมาภิบาลของสังคมไทย เป็นบริษัทที่ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องการขายและการบริการเท่านั้น แต่ต้องเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อท่านผู้แทนจำหน่าย  ต่อสังคม ต่อคนรุ่นต่อไป ต่อประเทศชาติที่รักของพวกเราทุกคน และจะ “มุ่งมั่น …นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต”

from:http://mobileocta.com/toshiba-thailand-penetrates-the-second-half-of-2018-launching-34-new-models/

“AIS” ร่วมเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ “OnePlus” เปิดตัว “OnePlus 6” ขีดสุดแห่งสมาร์ทโฟนดีไซน์ล้ำ ขุมพลัง RAM 8 GB เป็นรายแรกในไทย

เอไอเอส เดินเกมผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนต่อเนื่อง พร้อมมอบประสบการณ์ใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ให้คนไทยได้สัมผัสก่อนใคร

ล่าสุด เขย่าวงการกระหึ่มอีกครั้ง ประกาศจับมือเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับ OnePlus ผู้นำธุรกิจมือถือระดับโลก ที่สร้างปรากฏการณ์นวัตกรรมสมาร์ทโฟน  สเปกสูงราคาดี มาแล้วทั่วโลก เจ้าของฉายา นักฆ่าเรือธง” ที่คนไทยต่างรอคอย

OnePlus 6

โดยเอไอเอสเป็นผู้ให้บริการรายเดียวในเมืองไทย ที่ร่วมนำสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด “OnePlus 6 เข้ามาเปิดตัวและจัดจำหน่ายเป็นครั้งแรก ให้สาวกชาวไทยได้สัมผัสกับสุดยอดสมาร์ทโฟน Hi-end ดีไซน์ล้ำ สปีดขั้นสุดด้วย RAM 8GB 

และความเร็วแรงด้วยขุมพลัง Snapdragon 845 ที่พร้อมตอบไลฟ์สไตล์ชีวิตยุคดิจิทัลสำหรับคอเทคโนโลยีและคอเกมส์ และรองรับเครือข่าย AIS NEXT G ที่เร็ว แรงที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พร้อมจัดเต็ม ข้อเสนอสุดพิเศษ OnePlus 6 ทุกรุ่นได้รับส่วนลดค่าเครื่อง 3,000 บาท สำหรับลูกค้าเอไอเอสรายเดือน  เช่น  OnePlus 6 Ram8 GB ROM 128GB เหลือเพียง 16,999 บาท (จากปกติ 19,999 บาท)

เมื่อสมัครแพ็กเกจ AIS Hot Deal 699 บาทขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า1,000 บาท พร้อมชมคอนเทนต์ความบันเทิงระดับโลกฟรีตลอด เดือนเต็ม บนแอปฯ AIS PLAY กับแพ็กเกจ Premier Full HD, HOOQ และ VIU (มูลค่ารวม 1,981 บาท)

เอไอเอสเปิดให้จอง “OnePlus 6” ก่อนใคร ทาง AIS Online Store วันที่ 21 มิถุนายน 2561 เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป (โดยลูกค้าจะได้รับสินค้าตามที่อยู่จัดส่ง วันที่ 28 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป)

โดยพร้อมวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2561 เป็นต้นไป ทางออนไลน์ที่ AIS Online Store และ AIS SHOP เซ็นทรัลเวิล์ด ชั้น 4 

โดยลูกค้าที่สนใจสามารถมาทดลองใช้งานและสัมผัสเครื่องจริงได้ที่  AIS SHOPเซ็นทรัลเวิล์ด ชั้น 4

สมาร์ทโฟน OnePlus 6 เป็นสมาร์ทโฟนเรือธง สเปคสูงราคาดี ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งฟีเจอร์และฮาร์ดแวร์ระดับไฮเอนด์มากมาย ในราคาที่คุ้มค่ากว่าสมาร์ทโฟนเรือธงในระดับเดียวกัน โดดเด่น ทรงพลังด้วยชิปเซ็ตประมวลผล Snapdragon 845 ใหม่ล่าสุด ผนวกกำลังกับระบบปฎิบัติการ Oxygen OS ทำให้การประมวลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผนวกกับสปีดขั้นสุดด้วย RAM 8GB ROM 256GB ที่ถือเป็นขีดสุดแห่งความเร็วแรง พร้อมกล้องคู่ Dual Camera 16MP เซนเซอร์ Sony IMX 519 + 20MP เซนเซอร์ Sony IMX 376K  ค่ารูรับแสง f/1.7 ที่ช่วยให้ถ่ายภาพคมชัดยิ่งขึ้น

พร้อมกับระบบกันสั่นที่เหนือระดับ OIS และ EIS หน้าจอใหญ่ 6.28 นิ้ว Full Optic AMOLED 24-bit  คมชัดระดับ FHD+ และสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดถึง 4K 60 fps ถ่ายวิดีโอสโลว์โมชั่น ในอัตรา 480 fps ความละเอียด 720

รวมทั้งมี Dash charge เทคโนโลยีการชาร์จความเร็วสูง มาในดีไซน์เรียบหรู กระจกแบบพรีเมี่ยม ทำให้เกิดการเล่นแสงและเงา พร้อมกับกระจกหน้าจอ Gorilla Glass 5  สีสันหลากหลายอย่างมีระดับโดย OnePlus 6 สามารถใช้งานบนเครือข่าย AIS NEXT G ที่เร็ว แรง ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

OnePlus 6 จาก AIS มีสี Mirror Black และ Midnight Black และมี 3 ขนาด ได้แก่ RAM 6 GB ROM 64 GB, RAM 8 GB ROM 124 GB, RAM 8 GB ROM 256 GB

from:http://mobileocta.com/ais-oneplus-6/

ซัมซุง เปิดศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก 3 แห่งใหม่ในอังกฤษ แคนาดา และรัสเซีย

ซัมซุง รีเสิร์ช (Samsung Research) ศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอันล้ำหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ประกาศเปิดตัวศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ 3 แห่งใหม่ในเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ (22 พฤษภาคม) เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา (24 พฤษภาคม) และกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย (29 พฤษภาคม) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ศักยภาพด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของซัมซุง รวมถึงแสวงหาแนวทางการใช้งานจากเอไอให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นโดยยึดความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก

ซัมซุง รีเสิร์ช มีบทบาทสำคัญในการนำการต่อยอดศักยภาพด้านปัญญาประดิษฐ์ในระดับโลกด้วยความก้าวหน้าล่าสุดของซัมซุง และยังได้ขยายเครือข่ายความเชี่ยวชาญด้านเอไอนี้ ด้วยการสร้างศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งใหม่ๆ โดยซัมซุง รีเสิร์ช ดูแลรับผิดชอบการก่อตั้งศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ในกรุงโซลเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว และในซิลิคอน วัลเลย์ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยการเปิดศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ใหม่ล่าสุดอีก 3 แห่งนี้ จะทำให้ ซัมซุง รีเสิร์ช มีศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ภายใต้การบริหารงานรวมทั้งหมด 5 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ ซัมซุง รีเสิร์ช ยังวางแผนเพิ่มจำนวนนักวิจัยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงให้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1,000 คนทั่วโลกภายในปี พ.. 2563 เพื่อเป็นการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำระดับโลกไว้ในองค์กรให้มากที่สุด

Samsung

มร. คิม ฮยอน ซอก ประธานและหัวหน้า ซัมซุง รีเสิร์ช กล่าวระหว่างพิธีเปิดศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ในเคมบริดจ์ว่า “ซัมซุงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในการมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรม เรามีความยินดีที่ได้สานต่อความมุ่งมั่นตั้งใจนี้ รวมถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีมาสู่การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ด้วยการเปิดตัวศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งใหม่และการคัดสรรผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในสาขานี้มาร่วมงาน เรามีเป้าหมายผลักดันองค์กรให้เป็นผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่สำคัญของโลก”

บุคลากรชั้นนำในสาขาปัญญาประดิษฐ์ซึ่งจะบริหารศูนย์แห่งใหม่

ผู้นำศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงแห่งใหม่ในเคมบริดจ์ คือ มร. แอนดรูว์ เบลค ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการเคมบริดจ์ของไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาทฤษฎีและอัลกอริทึมที่เปลี่ยนคอมพิวเตอร์ให้มีพฤติกรรมเหมือนเครื่องจักรที่มีสมองกล ด้วยความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงในสาขานี้ อาทิ ศาสตราจารย์มาจา ปานติช (อิมพีเรียล คอลเลจ) ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงที่เคมบริดจ์จะมีบทบาทสำคัญในการทำวิจัยเทคโนโลยีเอไอในระดับสูงของซัมซุง รีเสิร์ช

มร. แอนดรูว์ เบลค ผู้นำศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงแห่งใหม่ในเคมบริดจ์ กล่าว “ศูนย์แห่งใหม่นี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้มีความก้าวหน้า การวิจัยที่นี่จะช่วยให้เรามีความเข้าใจในพฤติกรรมของมนุษย์มากขึ้น รวมถึงการศึกษาวิจัยภายใต้หัวข้อต่างๆ เช่น การจดจำอารมณ์ความรู้สึก และขยายขอบเขตของการสื่อสารที่มีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง เพื่อสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเอไอที่จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนได้อย่างแท้จริง”

ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงในเมืองโตรอนโตจะอยู่ภายใต้การนำโดย ดร. แลร์รี่ เฮ็ค รองประธานอาวุโส ซัมซุง รีเสิร์ช อเมริกา (เอสอาร์เอ) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีผู้ช่วยส่วนตัวเสมือนจริง พร้อมทั้งยังเป็นผู้นำศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุง รีเสิร์ช อเมริกา ทั้งนี้ ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ในโตรอนโตจะมุ่งเน้นการวิจัยในแกนหลักของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้วยการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำในแคนาดา

ส่วนศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงในกรุงมอสโกนั้น ได้รับการคาดหมายว่าจะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญของรัสเซียในด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานอื่นๆ โดยมีแผนทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอ อาทิ ศาสตราจารย์ ดมิทรี เวทรอฟ (สถาบันบัณฑิตศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ) และศาสตราจารย์วิคเตอร์ เลมพิทสกี (สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสโคลโกโว) เพื่อนำการวิจัยด้านอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ระดับสูงของศูนย์ที่นี่

หลักสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุง

วิสัยทัศน์ปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 5 ประการเพื่อขับเคลื่อนการวิจัย ประกอบด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่มี “ผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง” (User centric) ตอบสนองความต้องการอย่างเฉพาะเจาะจงด้วยอินเตอร์เฟซที่มีรูปแบบหลากหลาย พร้อมกับมีการ “เรียนรู้ตลอดเวลา” (Always learning) ผ่านการเรียนรู้จากข้อมูลได้เองอย่างต่อเนื่อง ต้อง “พร้อมเสมอ” (Always there) ในฐานะการบริการรอบด้าน รวมถึง “ช่วยเหลือตลอดเวลา” (Always helpful) ด้วยการลดการแทรกแซงของผู้ใช้งานและตอบสนองต่อการสั่งการ รวมถึงมีความ “ปลอดภัยเสมอ” (Always safe) เพื่อสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว การวิจัยที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยหลัก 5 ประการนี้ ทำให้ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์แห่งใหม่ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมการวิจัยที่ล้ำสมัยและจากความเชี่ยวชาญอันเป็นจุดแข็งของนักวิจัยในระดับภูมิภาคเพื่อยกระดับศักยภาพปัญญาประดิษฐ์ของซัมซุงให้สูงขึ้นไปอีกขั้น

ด้วยแนวคิดริเริ่มที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดฟอรั่มประชุมด้านปัญญาประดิษฐ์เมื่อปีที่แล้ว ซัมซุงได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านเอไอที่มีชื่อเสียงเพื่อเตรียมความพร้อมสร้างฐานการวิจัยในทุกขอบข่ายความเชี่ยวชาญ ซัมซุงจะเดินหน้าขยายการพัฒนาความก้าวหน้าและความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีเอไอทั่วโลก ซึ่งรวมถึงฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกาที่มีศักยภาพในด้านนี้เป็นพิเศษ

ในอีกหลายปีข้างหน้า อุปกรณ์อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ที่มีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะสร้างฐานข้อมูลปริมาณมหาศาลที่สามารถป้อนรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับชีวิตของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้คนได้รับประโยชน์จากการบริการอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการส่วนบุคคล อุปกรณ์ที่รองรับปัญญาประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของเทคโนโลยีเอไอในอนาคตอันใกล้ เพื่อส่งมอบระบบนิเวศที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ซัมซุงมีเป้าหมายสร้างแพลทฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน ที่ไม่เพียงขยายการเติบโตได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังมอบความเข้าใจในบริบทการใช้งานและพฤติกรรมที่ลึกซึ้งที่สุดได้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ปัญญาประดิษฐ์มีความสำคัญและเป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซัมซุง รีเสิร์ช และศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก กรุณาเข้าชมเว็บไซต์ของซัมซุง รีเสิร์ช ได้ที่ http://research.samsung.com

from:http://mobileocta.com/samsung-launches-three-new-global-artificial-intelligence-centers-in-england-canada-and-russia/

Nokia จับมือ dtac จัดโปรฯ สุดจี๊ด เอาใจแฟนพันธุ์แท้ Nokia 8110 4G

ธนเดช ช่วงแก้ววิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์โนเกียทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว ร่วมกับ อรรคพงศ์ ลินพิศาล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานบริหารอุปกรณ์สื่อสาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด หรือดีแทค

nokia 8110 4g

จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม เอาใจแฟนพันธุ์แท้สาวกโนเกีย กับ Nokia 8110 4G มือถือรุ่นกล้วยหอมในตำนานยุค 90 ที่กลับมาพร้อมสมาร์ทฟีเจอร์โฟนฟังก์ชั่นสำหรับยุค 4.0 ที่สามารถใช้งานแอปที่คุณชื่นชอบ รับส่งอีเมล์ จัดการข้อมูลต่างๆ และเล่นเกมงู

ในราคาเพียง 990 บาท พร้อมแพ็กเกจสุดคุ้ม เน็ตไม่หมด ทบไปเดือนหน้าได้ พิเศษ! ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม หรือเปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน รับส่วนลดค่าโทรเพิ่ม 1,500 บาท ตั้งแต่วันนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ศูนย์บริการดีแทคทั่วประเทศ

from:http://mobileocta.com/nokia-and-dtac-set-to-introduce-the-best-nokia-8110-4g/

อาร์ทีบีฯ ต่อยอดความสำเร็จแบรนด์ B&O รุกจับมือ สตูดิโอเซเว่น เปิดตัวนวัตกรรมหูฟังและลำโพงพร้อมกัน 2 รุ่นใหม่

อาร์ทีบีฯ ผู้นำเทรนด์ฟังคุณภาพสูง ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลงที่มีรายละเอียดความคมชัดสูงพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นทันสมัย ด้วยการจับมือกับ สตูดิโอเซเว่น ภายใต้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของไทย เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมหูฟังและลำโพงพร้อมกัน 2 รุ่นใหม่

Earset” และ “Beoplay P6” ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปท์ My Sound – My Space เพื่อรุกสร้างปรากฎการณ์ใหม่ของการฟังเพลงไปอีกขั้น หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัว “B&O by Bang & Olufsen” เมื่อปีที่ผ่านมา และสร้างยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว มั่นใจด้วยคุณภาพเสียงมาตรฐาน ผสมผสานกับการดีไซน์เรียบหรู ร่วมสมัยตามสไตล์เดนมาร์ก และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง สินค้าใหม่ทั้งสองรุ่นสามารถเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30% ในสิ้นปีนี้

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวถึงทิศทางการทำตลาดอุปกรณ์เสริม หรือ โมบาย ไลฟ์สไตล์ (Mobile Lifestyle) ในไตรมาส 3 ว่า อาร์ทีบีฯ มีแผนต่อยอดขยายฐานคนรักเสียงเพลงให้ครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์ที่กำลังเติบโตและเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกระดับยิ่งขึ้น

ด้วยการรุกต่อยอดความสำเร็จแบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จากประเทศเดนมาร์ก “บี แอนด์ โอ” (B&O)  หรือ Bang & Olufsen ที่อาร์ ที บีฯ เพิ่งเปิดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และได้กระแสการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการฟังเพลงคุณภาพสูงและชื่นชอบในดีไซน์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในปีนี้ อาร์ทีบีฯ จึงได้จับมือกับ สตูดิโอเซเว่น ภายใต้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของไทยเปิดตัวนวัตกรรมหูฟังและลำโพง 2 รุ่นใหม่ล่าสุด Earset และ Beoplay P6 เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น

“สิ่งที่ยืนยันถึงความสำเร็จของแบรนด์บี แอนด์ โอ (B&O) สะท้อนได้จากยอดขายที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Beoplay E8 ส่งผลให้แบรนด์ บี แอนด์ โอ ในประเทศไทยเป็นที่รู้จักของคอเพลงและเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เปิดตัวได้เพียง 1 ปีเท่านั้น โดยมียอดขายประมาณ 70 ล้านบาท

ประกอบกับการที่อาร์ทีบีฯ มีความแข็งแกร่งของช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมและครบทุกพาร์ทเนอร์ โดยปัจจุบันมีจุดจำหน่าย 50 แห่ง และจะขยายเพิ่มเป็น 70 แห่งในสิ้นปีนี้ ตลอดจนแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหูฟังและลำโพงคุณภาพสูง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ของผู้ใช้งาน จึงเป็นปัจจัยให้ บี แอนด์ โอ(B&O) ได้รับการตอบรับที่ดีจากคอเพลงมาอย่างต่อเนื่อง”

ดร.บรรพต กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการผลักดันแบรนด์บี แอนด์ โอ ในปีนี้ว่า อาร์ทีบีฯ จะเดินหน้าขยายการรับรู้ ด้วยการมุ่งสร้างให้ผู้บริโภคได้มีประสบการณ์กับสินค้าทั้งในแง่ของคุณภาพเสียง และวัสดุพรีเมียมที่ใช้มากขึ้น โดยการขยายพื้นที่กับพาร์ทเนอร์ ทำ shop in shop ของ บีแอนด์โอให้มากขึ้น

เพื่อตอกย้ำจุดเด่นของแบรนด์และสินค้า และในปีนี้เราจะเพิ่มโปรดักส์ไลน์ใหม่ๆ ที่บีแอนด์โอมีอยู่ เพื่อตอบสนองเทรนด์ของสมาร์ทโฮมที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก

คุณวิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Earset และ Beoplay P6 ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำการออกแบบที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ของแบรนด์บี แอนด์ โอ (B&O) กับกลุ่มคนรักเสียงเพลงคุณภาพและหลงใหลในดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบของตัวสินค้า หรือการสื่อสารทางการตลาดต่าง ๆ ช่วยต่อยอดความน่าหลงใหลของแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นอย่างแน่นอน

สำหรับหูฟังรุ่น Earset เป็นหูฟังแบบไร้สายรุ่นที่มีความสวยงามคลาสสิคที่สุด เนื่องจากได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบหูฟังบีแอนด์โอรุ่นแรกๆ ซึ่งคือ Bang & Olufsen A8 ตั้งแต่ปี 2543 และได้พัฒนาต่อเนื่องมาจนกระทั่งวันนี้ บีแอนด์โอ จึงนำดีไซน์หูฟังที่เป็นต้นแบบหูฟังแบบเกี่ยวหูที่เป็นอมตะ และร่วมสมัย มาใส่เทคโนโลยีไร้สายที่ทันสมัยที่สุด พร้อมด้วยวัสดุเกรดพรีเมียม

เพื่อให้แฟนพันธุ์แท้ตัวจริงของบีแอนด์โอ ได้สัมผัสหูฟังดีไซน์คลาสสิคที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลได้ นอกจากหูฟัง Earset จะมาพร้อม Digital Equalizers ผ่านทาง แอ็พฯ Beoplay แล้ว ยังสามารถคุยโทรศัพท์และการควบคุมการเล่นเพลงได้อย่างง่ายดายตามต้องการ ขณะที่ตัวหูฟังที่ทำจาก Anodized Aluminium เพิ่มความคลาสสิก และแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว พร้อมกับยางชนิดอ่อนนุ่มอย่างดี เพื่อให้สวมใส่สบาย แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง มีให้เลือก 2 สี คือ สี White และ Graphite Brown ในราคา 12,900 บาท

สำหรับ Beoplay P6 เป็นลำโพงบลูทูธไร้สายที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันสำหรับคอเพลงที่หลงใหลในดีไซน์และต้องการฟังเพลงในบ้านและยังสามารถพกพาไปนอกบ้านได้อย่างโดดเด่นทุกที่ทุกเวลา ด้วยสไตล์การออกแบบที่คลาสสิคแต่ยังคงความทันสมัยสวยงามเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับลำโพงใด ๆ ทั้งยังมาพร้อมกับ B&O Signature Sound ที่ให้รายละเอียดของเสียงทรงพลังสุดคมชัดด้วยกำลังขับ 215 วัตต์ และเบสที่นุ่มนวลชัดใส

พร้อมการออกแบบตะแกรงเสียงให้สามารถขับเสียงออกได้ 360 องศา ทำให้ผู้ใช้สามารถได้ยินเสียงเต็มที่ไม่ว่าจะข้างหน้าหรือข้างหลัง ขณะที่ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม โดยตัวลำโพงทำจากอะลูมีเนียม ให้ความสวยงามและแข็งแรงไปพร้อมกัน ส่วนสายหิ้วทำจากหนังแท้ให้ความเรียบหรู นอกจากนี้ Beoplay P6 ยังมาพร้อมการออกแบบปุ่มกดที่ใช้เพียงสัมผัสเดียว

แต่สามารถควบคุมลำโพงได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น เล่น-หยุด เพลง รับ-วางสายโทรศัพท์ แถมยังเรียกใช้ผู้ช่วยเสียง Voice Assistant หรือฟังก์ชั่นใหม่อย่าง ToneTouch ที่เป็นการกำหนด Equalizer Preset ล่วงหน้าในปุ่มเดียว ทำให้เรียกใช้งานได้ง่าย โดยมาพร้อมแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานไร้สายได้ยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มีให้เลือก สี คือ Black และ Natural ในราคา 16,900 บาท

ด้านนางสาว ณัฐนันท์ กีรติกรยศนันท์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “COM7 เราคือ บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที & Gadget ภายใต้ชื่อ brand Banana & Studio 7 ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เราจะเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้าไอที และ Gadget อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับ lifestyle ยุค Digital

โดยเฉพาะ Gadget ในหมวดของ Premium Music ที่ COM7 เล็งเห็นถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี และรูปแบบของสินค้า และการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง และเพื่อจะรองรับการขาย บริษัทฯ ได้ทำการคัดสรรช่องทาง และปรับรูปแบบร้านค้าให้ดูทันสมัยและพรีเมี่ยมมากขึ้น ทั้งร้านค้าในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด หัวเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะโลเคชั่นสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเช่นที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทีย เป็นต้น

โดยครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัทอาร์ ที บี ซึ่งเป็น Distributor ที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาแบรนด์ต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย และยังเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันมาเกือบ 10 ปี  ซึ่ง ในแบรนด์ ที่เติบโตเร็วมาก ในระยะ ปี ที่ผ่านมา ก็คือแบรนด์ B&O เพราะทั้งคุณภาพในด้านของเสียง และวัสดุ รวมถึงดีไซน์ที่เรียบง่าย โดดเด่นและร่วมสมัย และยังมีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 50 ปี จึงทำให้ทาง Com7 กับบริษัท อาร์ทีบีฯ มีความยินดี ในการเปิดตัวสินค้าสองรุ่นใหม่นี้ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดความสำเร็จของบริษัท ภายใต้ ร้าน Studio7 ในการขายสินค้าที่มีคุณภาพในระดับพรีเมียมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

from:http://mobileocta.com/rtb-continues-success-with-b-o-studio-studio-seven-innovative-headphones-and-speakers-at-the-same-time/