คลังเก็บหมวดหมู่: SIAMPOD

สายชาร์จ Mophie – Pro Cable (รับประกันตลอดอายุการใช้งาน)

จั่วห้วมาแบบนี้น่าจะถูกใจใครหลายคนสำหรับสายชาร์จ Mophie – Pro Cable ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องรับประกันแต่วัสดุขอสายชาร์จก็ยังแข็งแรงทนทานอีกด้วย

สำหรับสายชาร์จ Mophie – Pro Cable ที่เรานำมาให้รู้จักเป็นสายชาร์จหัว Lightning สำหรับ iPhone/iPad โดยมีความยาวสายให้เลือก 3 ขนาดได้แก่ 1.2 เมตร, 2 เมตร และ 3 เมตร

ในส่วนของวัสดุของตัวสาย ตามที่ระบุบนกล่องเริ่มกันตั้งแต่บริเวณข้อต่อระหว่างสายกับหัวชาร์จที่ช่วงข้อต่อมีความยาวออกมาพอควรจุดนี้ช่วยลดเรื่องสายหักในได้ระดับหนึ่ง ส่วนตัวสายของรุ่น Pro Cable หุ้มหลายชั้นอยู่เหมือนกัน ตรงนี้ก็ช่วยเรื่องความแข็งแรงทนทานได้มากขึ้นเช่นกัน

เรื่องการรองรับการชาร์จจากที่ทดสอบดูว่าสายชาร์จ Mophie – Pro Cable สามารถปล่อยกระแสไฟได้ตามมาตรฐาน MFi หรือไม่ ตรงจุดนี้ก็หายห่วงได้เพราะจากที่ทดสอบสามารถปล่อยไฟได้เต็มประสิทธิภาพไม่มีปัญหา โดยผมทดสอบร่วมกับอะแดปเตอร์ 12 วัตต์ และชาร์จกับ iPhone X และ iPad Pro สามารถปล่อยไฟได้เต็มในช่วง 11-12 วัตต์ได้ไม่มีปัญหา และช่วงพีคที่ทำได้อยู่ที่ 13-14 วัตต์ในบางช่วงของการชาร์จไฟ

ในส่วนของการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน เท่าที่ผมสอบถามจากผู้นำเข้า ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรพิเศษครับ ถ้าสายชาร์จเสียใช้งานไม่ได้จากการใช้งานปกติสามารถส่งเคลมได้หมด ถ้าจะมีข้อยกเว้นก็คงเป็นอย่าให้มีรอยฉีกขาดดภายนอก หรืออย่าให้หมาแมวแทะจนสายเปื่อยสายรุ่ย ซึ่งกรณีแบบนี้จะไม่สามารถเคลมเพื่อเปลี่ยนสายชาร์จได้นะครับ

รวม ๆ แล้วถือว่าสายชาร์จ Mophie – Pro Cable น่าสนใจมาก ใครมองหาสายชาร์จคุณภาพดีและมีการรับประกันตลอดอายุการใช้งานถือว่า Mophie – Pro Cable  เหมาะมากครับ

ราคา :

  • 1.2 เมตร ราคา 890 บาท
  • 2 เมตร ราคา 1,090 บาท
  • 3 เมตร ราคา 1,290 บาท

from:http://www.siampod.com/2018/08/10/mophie-pro-cable-usb-to-lightning/

Advertisements

พื้นที่ก่อสร้าง…ว่าที่ Apple Store สาขาที่ 2 หน้า CentralWorld

ใครที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณห้าง CentralWorld น่าจะสังเกตเห็นว่ามีการล้อมรั้วงานก่อสร้างพื้นที่ด้านหน้ากันอยู่ ซึ่งบริเวณดังกล่าวคือว่าที่ Apple Store สาขาที่ 2 นี่เอง

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ Apple Store สาขาที่ 2 แรกเริ่มเลยมาจากเว็บ MacThai.com ที่รายงานไว้ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. 2018 ว่า Apple Store จะมาเปิดที่หน้าห้าง CentralWorld ฝั่ง ZEN ซึ่งตอนนี้เรามาดูกันว่าพื้นที่ดังกล่าวเริ่มก่อสร้างกันไปถึงไหนแล้ว

สำหรับบริเวณพื้นที่ก่อสร้างที่คาดว่าจะเป็น Apple Store สาขาที่ 2 ในกรุงเทพ เราจะสังเกตว่ามีการล้อมรั้วสูงพอควร และกำลังกั้นรั้วให้สูงขึ้นไปอีก แน่นอนว่าการล้อมรั้วก็เพื่อความปลอดภัยของการก่อสร้าง อีกส่วนที่อดคิดไม่ได้ก็คือเพื่อกั้นไม่ให้ใครต่อใครมองเข้าไปที่พื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเรื่องการล้อมรั้วก็เข้าใจได้ว่าเป็นด้านความปลอดภัย แต่ความพยายามในการไม่ให้มองบริเวณนั้นก็มีความผิดสังเกตอยู่เหมือนกัน ตั้งแต่บันไดเลื่อนเข้าห้างจากสกายวอร์คและทางเดินเข้าห้างมีการติดสติกเกอร์ฝ้า ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มองเห็นพื้นที่ก่อสร้างดังกล่าว

ในส่วนของการก่อสร้างในปัจจุบันยังเป็นแค่ช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ภาพรวมยังเป็นการขุด ๆ เจาะ ๆ เพื่อปรับพื้นที่ดังกล่าว โดยความลึกมองจากด้านสกายวอร์คในตอนนี้ก็ยังพอมองเห็นว่ามีการขุดลงไป 2 ชั้นใต้ดินเป็นอย่างน้อย ตรงนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าตัวร้านเมื่อสร้างเสร็จจะออกมาแบบไหน เพราะเป็นได้ทั้ง มีชั้นใต้ดินบางส่วนและมีระดับถนนบางส่วน หรืออาจจะเป็นได้ว่าอยู่ใต้ดินทั้งหมด แล้วมีทางเข้าอยู่บนระดับถนน เป็นต้น ตรงนี้คงต้องรอกันอยู่อีกยาว ๆ ช่วงก่อนใกล้โครงสร้างเสร็จ น่าจะพอมองออกว่าตัวร้านจะออกมาเป็นยังไง

สำหรับด้านหน้าพื้นที่ก่อสร้างแน่นอนว่าต้องมีป้ายบอกรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ก่อสร้างว่ากำลังสร้างอะไรอยู่ โดยพื้นที่ก่อสร้างนี้ระบุเพียงว่าเป็นการปรับปรุงเซ็นทรัลเวิลด์ โดยเริ่มต่อสร้างเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2561 และจะแล้วเสร็จวันที่ 21 พ.ค. 2562 หรือประมาณ 1 ปี จากจุดนี้เราคงพอเดาทางกันได้ว่า Apple Store จะเปิดได้หลังจากนั้น แต่ก็ต้องดูว่าแอปเปิ้ลจะเปิดเดือนไหน

สำหรับป้ายรายละเอียดก็มีจุดสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจคือในส่วนของ ผู้ออกแบบโครงสร้าง คือบริษัท เค ซี เอส แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด ซึ่งบริษัทนี้เป็นบริษัทเดียวกับที่ทำโครงสร้างของ Apple Store สาขาแรกที่ Icon Siam ด้วยเช่นกัน เพราะทางบริษัทเคยอัพโหลดเอกสาร PDF ในส่วนของ Company Profile ว่ามีผลงานอะไรบ้างในปีที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีชื่อ Icon Siam Apple Store อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งปัจจุบันบริษัทนำไฟล์ PDF ดังกล่าวออกจากเว็บไปแล้ว แต่โชคดีที่โลกนี้มีเว็บ internet archive ที่เก็บข้อมูลย้อนหลังของเว็บทั่วโลกอยู่ เลยทำให้เรายังหาข้อมูลดังกล่าวได้อยู่

ว่าไปการก่อสร้าง Apple Store สาขาที่ 2 ก็สัมผัสกับเรื่องการรับพนักงานสำหรับ Apple Store ที่แอปเปิ้ลเพิ่งประกาศรับเพิ่มเติมไปเมื่อต้นเดือนด้วย เพราะการเปิดรับสมัครพนักงานในแต่ละรอบก็ต้องมีการคัดเลือกและฝึกและเสริมข้อมูลต่าง ๆ ให้กับพนักงานด้วยในระยะเวลาพอสมควร ซึ่งพนักงานที่เปิดรับเพิ่มก็จะเสริมทั้งร้านสาขาแรกและสาขาในอนาคต

ถ้าเรามีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Apple Store จะรีบมารายงานให้ทราบกันครับ

from:http://www.siampod.com/2018/08/09/2nd-apple-store-in-bangkok/

แอปเปิ้ลเปิดรับพนักงาน Apple Store ในไทยเพิ่มอีกจำนวนมาก (สำหรับสาขาที่ 2 ?)

วันนี้ในหน้าเว็บแอปเปิ้ลส่วนของการสมัครงานได้มีประกาศตำแหน่งงานต่าง ๆ เพิ่มเติมเข้ามา โดนเน้นไปที่พนักงานสำหรับ Apple Store ที่กำลังจะเปิดสาขาแรกในเร็ว ๆ นี้และสาขาที่สองอาจจะเป็นช่วงปลายปีหน้า 

หน้าเว็บ jobs.apple.com/th เพิ่มมีการประกาศรับสมัครงานเพิ่มเติมลงวันที่ 4 ส.ค. หลายตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งงานที่เปิดรับใหม่ที่เพิ่งถูกโพสนี้จะเน้นรับพนักงานสำหรับ Apple Store ที่กำลังจะเปิดสาขาแรกที่ Icon Siam เร็ว ๆ นี้และว่าที่สาขาที่  2 ในปีหน้าบริเวณหน้าห้าง Central World ที่ตอนนี้กำลังก่อสร้างกันอยู่

โดยตำแหน่งงานที่เปิดรับ อาทิ หัวหน้าร้านค้า, Gunius, ผู้จักการ, ผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค, ผู้จักการอาวุโส ฯลฯ

นอกจากนี้ในเว็บ LinkIn ก็มีการโพสรับสมัครงานสำหรับ Apple Store ในไทยเช่นกัน เท่าที่เข้าไปดูก็จะเป็นตำแหน่งที่เหมือนกับที่อยู่ในเว็บแอปเปิ้ลตามที่ยกตัวอย่างไปข้างต้น 

สำหรับ Apple Store สาขาแรกที่จะเปิดที่ iCon Siam คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยตัวห้าง Icon Siam เท่าที่มีข่าวจะเปิดตัวได้ในช่วงเดือน ต.ค. นี้ 

ส่วน Apple Store สาขาที่ 2 ที่มีการเก็งว่าเป็นบริเวณหน้า Central World ฝั่งด้านหน้า Zen ที่ตอนนี้มีการก่อสร้างและพยายามปิดบังการก่อสร้างกันอยู่นั้น คาดว่าจะเปิดได้หลังจากนี้ 12-18 เดือน

ใครสนใจสามารถเข้าไปดูตำแหน่งงานเพิ่มเติมได้ที่ : jobs.apple.com/th

from:http://www.siampod.com/2018/08/04/apple-recruitment-staffs-for-2nd-apple-store-in-bangkok/

รีวิว : หูฟัง Sony WF-SP700N

WF-SP700N เป็นหูฟังแบบ true wireless ที่โซนี่เปิดต้นไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนนี้เราได้มารีวิวให้ได้ทราบกันแล้วว่าหูฟังตัวนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง

Sony WF-SP700N เป็นรุ่นต่อเนื่องจากรุ่น WF-1000F ที่ออกมาก่อนหน้า โดย WF-SP700N จะเน้นไปที่กลุ่มคนออกกำลังกาย เพราะตัวหูฟังมีการกันน้ำในระดับ IPX4 เพิ่มเข้ามาด้วย และยังเป็นหูฟังที่โซนี่ใช้คำโปรยว่าเป็นรุ่น Extra Bass เพราะฉะนั้นใครที่ต้องการหูฟังตอนออกกำลังกายที่ให้เสียงได้คึกคัก ๆ มากหน่อยน่าจะถูกใจ

ตัวหูฟัง WF-SP700N เป็นแบบ true wireless มาพร้อมกล่องเก็บที่เป็นที่ชาร์จแบตเตอรี่ไปในตัว โดยหูฟังชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้งสามารถใช้ฟังต่อเนื่องได้สูงสุด 3 ชั่วโมง และตัวกล่องเก็บซึ่งมีแบตเตอรี่ในตัวสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้หูฟังได้อีก 2 ครั้ง รวมแล้วสามารถใช้หูฟังได้สูงสุด 9 ชั่วโมง

เรื่องกล่องเก็บหูฟัง จุดนี้บอกกันไว้เล็กน้อยครับ ฝาเปิดจะเป็นแบบหมุนขึ้น ไม่ใช่แบบฝาเปิดจากด้านข้างนะครับ เผื่อใครซื้อมาใช้แล้วงง ๆ ไปงัดฝาเพราะนึกว่าจะเปิดปกติที่เราคุ้นเดี๋ยวฝาจะเสียหายได้

ดีไซน์ของหูฟังจะเป็นหูฟังแบบ In-Ears บริเวณหูฟังจะมีครีบโค้งขึ้นมาสำหรับดันภายในใบหูเพื่อช่วยให้เวลาเราใส่หูฟังแน่นกระชับตลอดเวลาขณะออกกำลังกาย ปุ่มกดที่หูฟังจะเป็นปุ่มจิ๋ว ๆ ตรงบริเวณโลโก้ Sony นะครับ ไม่ใช่บริเวณที่เป็นวงกลม ๆ ที่สังเกตเห็นได้ง่ายกว่า ซึ่งปุ่มกดที่หูฟังหลัก ๆ ก็จะทำหน้าที่เล่นเพลงหยุดเพลง หรือเปลี่ยนโหมดเกี่ยวกับ Noise Cancel 

ใช่ครับ หูฟัง WF-SP700N ตัวนี้มีโหมดการกั้นเสียง Noise Cancel มาด้วย จุดนี้ใครที่ชอบหูฟังสไตล์นี้น่าจะถูกใจกันไปอีกขึ้น รวมถึงโหมด Ambiant Sound ที่โหมดนี้จะเปิดให้เสียงภายนอกเข้ามาให้เราได้ยินด้วยเผื่อกรณีเราเดินฟังเพลงไปเพลิน ๆ ริมถนนก็ยังสามารถได้ยินเสียงรถราที่วิ่งไปมาอยู่ด้วยเล็กน้อย หรือตอนซื้อของเราไม่อยากถอดหูฟังออกก็เปิดใช้โหมด Ambiant Sound เวลาจ่ายเงินหรือสอบถามพนักงานเราก็จะได้ยินเสียงของพนักงานด้วย ไม่งั้นด้วยความที่เราใช้หูฟังแบบ Noise Cancel ก็อาจจะเผลอพูดแบบเร่งเสียงให้ดังมากขึ้น เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ซึ่ง Ambiant Sound เข้ามาแก้ปัญหาในจุดนี้

จากที่ได้ใช้งานตอนใส่หูฟังเข้าไปด้วยความเป็นหูฟัง In-Ears เสียงก็ถูกกั้นออกไปมากพอควรแล้ว พอเปิดใช้ Noise Cancel ด้วยคิดว่ากั้นเสียงได้ราว ๆ  70-80 เปอร์เซ็นต์ได้อยู่ครับ 

ด้านเสียงของ WF-SP700N จัดว่าเสียงเบสเสียงต่ำหนักแน่นตามที่โซนี่โฆษณาไว้ว่าเป็น Eatra Bass จริง ๆ ครับ จุดให้ให้สามผ่าน ซึ่งในความเสียงหนักก็ยังไม่กลบเสียงอื่นซะทีเดียว ตรงนี้เรายังได้ยินเสียงกลางเสียงร้องได้ชัดเจนอยู่เหมือนกัน ถือว่าเป็นหูฟังที่ฟังเพลงสนุกมาก และใครที่ต้องการเพลงกระตุ้นตอนออกกำลังกายอยากได้เสียงตู้ม ๆ หน่อยถือว่า WF-SP700N ตอบโจทย์ครับ

WF-SP700N ยังสามารถเชื่อมเต่อกับแอพในโทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าไปปรับรูปแบบเสียงได้อีกด้วย เผื่อใครฟัง ๆ ไปบางลีลาบางวันเราก็ไม่ได้อยากได้เสียงตู้ม ๆ อยากลดเสียงเบสลงมาหน่อย ตรงนี้ในแอพช่วยได้เพราะโซนี่เตรียมพรีเซ็ทในส่วนของ Equalizer มาให้ด้วย จุดนี้ก็เข้าไปเลือกกันตามสะดวกว่าเราชอบแบบไหนจากที่โซนี่เตรียมเอาไว้ในประมาณนึง โดยเรื่องการปรับ Equalizer เราจะไม่สามารถปรับแต่งเองได้นะครับ ทำได้แค่เลือกจากที่มีมาให้

นอกจากนี้ในแอพเรายังสามารถกดเปิดปิดการใช้ Noise Cancel และ Ambiant Sound ได้ด้วย แต่เท่าที่ใช้งานกดจากหูฟังสะดวกกว่าเพราะกดเปลี่ยนได้เลย ไม่ต้องมาหยิบโทรศัพท์มากดเปิดแอพ 

ระยะเวลาของแบตเตอรี่ต่อการฟังเพลง ก้ำกึ่ง ๆ ระหว่างน้อยไปหน่อยกับพอดี ๆ ตรงนี้อยู่ที่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเลยครับ คือถ้าเป็นคนที่ใช้ฟังเพลงแป๊บ ๆ อันนี้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นคนที่อยากได้หูฟังชาร์จทีเดียวแล้วฟังยาว ๆ น่าจะต้องเลือกรุ่นอื่นแทน

ด้านการใช้คุยโทรศัพท์จากที่ได้ทดสอบและใช้งานอยู่พักใหญ่ ส่วนตัวคิดว่าไมค์เวลาใช้คุยโทรศัพท์ของ WF-SP700N อยู่ในระดับกลาง ๆ ครับ คือถ้าอยู่ที่เงียบไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปอยู่ในที่พลุกพล่านก็ดูดเสียงรอบข้างเข้าไปด้วยพอควร 

ส่วนเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญกับหูฟังแบบ true wireless คือความแข็งแรงของสัญญาณหูฟังว่าทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน จากที่ผมใช้งาน WF-SP700N พักใหญ่ ผมให้หูฟังตัวนี้อยู่ในระดับเกณฑ์ที่ดี เรื่องสัญญาณหลุดหรืออาการทวนสัญญาณเวลาเราใช้หูฟัง ผมเจอน้อยครั้งมาก จริง ๆ ก็อยากบอกว่าไม่เจอเลยแต่บังเอิญหาเรื่องทดสอบจนได้เจอสัญญาณวูบไปครั้งหนึ่ง ก็เลยต้องบอกว่ามีบ้างแต่ไม่บ่อย

จุดสังเกตที่ผมเจอกับ WF-SP700N คือการใช้ดูวิดีโอ ผมทดสอบกับหนังใน iTunes Store และ Netflix สามารถใช้ดูได้ไม่มีปัญหาปากกับเสียงมาพร้อมกันปกติ แต่ถ้าเป็นวิดีโอในแอพ Facebook และ YouTube เสียงกับปากขยับจะไม่พร้อมกันแบบเสี้ยววินาที ตรงนี้ให้ไว้เป็นจุดสังเกตครับ

โดยรวมถ้าใช้ฟังเพลงอย่างเดียว Sony WF-SP700N ถือว่าตอบโจทย์ได้ดีมาก ทั้งการใช้งานปกติ รวมถึงเวลาใช้ฟังเพลงตอนออกกำลังกาย ส่วนเรื่องการใช้ดูวิดีโอบนแอพ Facebook และ YouTube ที่ผมเจอปากกับเสียงไม่ซิงค์กันตรงนี้ลองพิจารณาดูว่าเราโอเครึเปล่า

from:http://www.siampod.com/2018/08/03/review-sony-wf-sp700n-wireless-headset/

Google Maps ใช้งานแบบออฟไลน์ในไทยได้แล้ว

จากปกติที่เวลาเราเปิดใช้แอพแผนที่ไม่ว่าจะ Apple Maps หรือ Google Maps ก็ดีต่างก็จำเป็นต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลา แต่ตอนนี้ Google เปิดทางให้เราใช้ Google Maps แบบออฟไลน์ได้แล้ว 

Google ได้อัพเดทให้ Google Maps ในไทยสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้แล้ว โดยตอนนี้เมื่อเข้า Google Maps แล้วคลิกเข้าไปที่เมนูด้านซ้ายจะเห็นเมนูย่อย Offline Maps ปรากฏขึ้นมา ซึ่งพอกดเข้าไปก็จะมีตัวเลือก Home หรือ Custom map ให้เลือก

เท่าที่ลองใช้งานผมเลือกแบบ Custom map เพื่อดูว่าเราสามารถเก็บแผนที่แบบออฟไลน์ได้พื้นที่กว้างแค่ไหนและใช้พื้นที่ในเครื่องเท่าไหร่ในการเก็บข้อมูล เบื้องต้นจากที่ได้ลองพื้นที่ ๆ  Google Maps ขึ้นมาแนะนำให้ดาวน์โหลดเก็บไว้กินบริเวณพอเพียงกับการใช้งานประจำวัน โดยใช้พื้นที่ประมาณ 200-300 MB และถ้าเราต้องการเซฟพื้นที่กว้างขึ้นก็ค่อย ๆ จับจีบนิ้วแล้วย่อกรอบให้กินพื้นที่มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็จะสะดวกเวลาไปเที่ยวต่างประเทศที่บางคนอาจไม่ได้ต่ออินเตอร์เน็ตไว้ตลอดเวลา โดยขนาดไฟล์ของแผนที่ใช้เยอะสุดจากที่ได้ลองราว ๆ 1.7GB ต่อ 1 แผนที่ออฟไลน์

ทั้งนี้ขณะที่เราใช้ Offline Map เราสามารถค้นหาสถานที่ต่าง ๆ ในบริเวณที่เราเซฟข้อมูลเก็บไว้ได้และสามารถนำทาง โดยรถส่วนตัวได้ แต่จะไม่สามารถแสดงผลการเดินทางด้วยรถสาธารณะ, การเดินทางด้วยการเดินเท้า, การเดินทางด้วยแท็กซี่ ได้ รวมถึงข้อมูลจราจรก็จะไม่แสดงผล

ใครสนใจลองกดเข้าไปดูกันได้

from:http://www.siampod.com/2018/07/26/google-maps-offline-available-in-thailand/

สไตลัส Adonit – Snap 2

เป็นสไตลัสอีกรุ่นจาก Adonit ที่นอกจากเป็นสไตลัสแบบทั่วไปแล้ว ยังสามารถเป็นชัตเตอร์สำหรับถ่ายรูปถ่ายวิดีโอให้กับ iPhone/iPad ได้อีกด้วย

Adonit – Snap 2 เป็นสไตลัสแบบธรรมดาเพียงแต่ตรงหัวสำหรับเขียนจะเป็นหัวแบบ Pixelpoint ที่จำเป็นต้องใช้สื่อไฟฟ้า เลยทำให้ตัวสไตลัสจำเป็นต้องมีแบตเตอรี่ให้บริเวณหัวสไตลัสทำงานได้ โดยบริเวณหัวสไตลัส Pixelpoint ก็มีขนาด 1.9 มม. หรือพอ ๆ กับขนาดหัวปากกาที่หลายคนใช้กันอยู่

ส่วนรูปลักษณ์ของด้ามจับถือของ Snap 2 จะเป็นแบบด้ามสี่เหลี่ยมบาง ๆ ตรงบริเวณด้ามจับมีปุ่มให้กดเปิดปิดการใช้งาน และเป็นปุ่มสำหรับกดให้เชื่อมต่อ Bluetooth สำหรับใช้ปุ่มเดียวกันนี้เป็นปุ่มชัตเตอร์เวลาถ่ายรูปด้วย ด้านท้ายด้ามมีช่อง Micro USB สำหรับเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ 

เรื่องรูปลักษณ์ด้ามที่มีเป็นทรงสี่เหลี่ยมแบน ๆ ส่วนตัวผมจับไม่ถนัดนัก ผมชอบด้ามกลมแบบ Adonit mini 4 ที่เพิ่งรีวิวไปก่อนหน้านี้มากกว่า เรื่องนี้ก็แล้วแต่คนชอบนะครับ เท่าที่ได้ใช้งานสไตลัสหัว Pixelpoint มาบ้างแล้วจุดนี้เราพอรู้ได้ว่าหัว Pixelpoint เขาพยายามออกแบบมาเพื่อคนที่อยากได้สไตลัสที่หัวมีขนาดใกล้เคียงกับปากกาทั่วไป ซึ่งพอได้ใช้จริงก็เป็นแบบนั้นครับความรู้สึกตอนเขียนก็เหมือนเราใช้ปากกา เพียงแต่ Snap 2 ยังคงเป็นสไตลัสแบบธรรมดาไม่ได้มีฟีเจอร์เกี่ยวกับการวางมือที่หน้าจอฉะนั้นตอนที่เราเขียนมือก็ยังต้องลอยอยู่เหนือหน้าจอด้วย สำหรับข้อจำกัดในการใช้งานสไตลัสหัวแบบ Pixelpoint คือจะทำมุมเอียงมาก ๆ ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ผมเป็นการลองเพ่อหาจุดที่นำมาเขียนถึง ซึ่งในการใช้งานทั่วไปเราก็อาจไม่ได้ใช้ในมุมหรือองศาที่เอียงมาก ๆ ก็ได้

ส่วนฟีเจอร์ใช้เจ้า Snap 2 เป็นปุ่มชัตเตอร์ก็ให้เราเชื่อมต่อ Bluetooth กับ iPhone/iPad ของเราก่อน โดยผมลองฟีเจอร์นี้กับ iPhone 8 (iOS 11.4) สามารถใช้งานได้ไม่มีปัญหา เปิดแอพกล้องถ่ายรูปที่มากับ iOS ขึ้นมาเราก็ใช้ปุ่มบนตัวด้าม Snap 2 กดเป็นชัตเตอร์ได้เลย หรือถ้าอยู่ในโหมดถ่ายวิดีโอก็จะเป็นปุ่มเริ่มบันทึกและหยุดบันทึกวิดีโอ โดยเรื่องนี้ผมว่านำไปประยุกต์ใช้ได้หลายแบบนะครับ ไม่ว่าจะคนชอบถ่ายรูปด้วย iPhone อยากตั้งโทรศัพท์ไว้ไกลหน่อยแล้วก็ไม่อยากกดให้ตั้งเวลาถ่ายรูปการใช้ชัตเตอร์ต่างหากช่วยได้เยอะ รวมถึงคนที่มักจะใช้ iPhone ถ่ายวิดีโอ ถ้าตั้งไกลหน่อยระยะมือเอื้อมไม่ถึง บางทีอยากจะกดหยุดบันทึกวิดีโอก็ไม่อยากเดินมากดที่โทรศัพท์แบบนี้ก็ช่วยได้

รวม ๆ เท่าที่ผมได้ใช้งาน ผมดันไปชอบฟีเจอร์รองซึ่งก็คือใช้เป็นปุ่มชัเตอร์มากกว่าสไตลัส เพราะสไตลัสช่วงนี้ผมก็ทดสอบเรื่อย ๆ และเราชอบด้ามกลมแบบ Adonit mini 4 มากกว่า ซึ่งตรงนี้ก็แล้วแต่เลยนะครับว่าเราต้องการแบบไหน 

สำหรับ Adonit mini 4 ที่มีคนอาจจะรู้สึกตัวด้ามสั้นไปหน่อย ตอนนี้มี Adonit Pro 3 เป็นแบบเดียวกันเลยที่เป็นหัวสไตลัส Percision Disc แต่ตัวด้ามจะยามกว่า mini 4 แล้วก็ฝาปิดหัวสไตลัสเป็นแม่เหล็กตรงนี้ก็ช่วยอำนวยความสะดวกขึ้นอีกเล็กน้อยเวลาเปิดใช้งานแล้วก็เอาฝาปิดไปแปะไว้ที่ท้ายด้าม

ราคา :

Adonit Snap 2 – 1,690 บาท

Adonit mini 4 – 890 บาท

Adonit Pro 3 – 1,290 บาท

from:http://www.siampod.com/2018/07/22/adonit-snap-2-stylus/

Netflix ในไทยเพิ่มแพกเกจ Ultra เข้ามาแล้วราคา 504 บาท

จากที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า Netflix ได้เริ่มทดลองปรับราคาแพกเกจสูงสุดให้มีราคาสูงขึ้น ตอนนี้ในไทย Netflix ได้มีการแจ้งราคาใหม่ให้ทราบแล้ว โดยแพกเกจ Ultra มีราคา 504 บาทต่อเดือน

สำหรับแพกเกจ Netflix จากเดิมมีอยู่ 3 แพกเกจ โดยแพกเกจราคสูงสุด 420 บาทคือ Premium ที่สามารถดูความคมชัดสูงสุด 4K ได้ 4 เครื่องพร้อมกัน ตอนนี้ Netflix ปรับแพกเกจ Premium ให้เหลือดูได้แค่ 2 เครื่องพร้อมกัน แต่ยังคงดู 4K ได้เหมือนเดิม ส่วนถ้าใครต้องการใช้แพกเกจที่สามารถดูได้ 4 เครื่องพร้อมกันเหมือนเดิมก็ต้องขยับไปใช้แพกเกจ Ultra ที่เพิ่งออกมาใหม่ราคา 504 บาทแทน โดยราคาที่เพิ่มขึ้นถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ราว ๆ 20 เปอร์เซ็นต์

โดยสรุปคือแพกเกจ Premium กับ Ultra สามารถดู 4K ได้เหมือนกัน แต่จะต่างกันที่จำนวนอุปกรณ์ที่ดูได้พร้อมกันคือ 2 อุปกรณ์กับ 4 อุปกรณ์ ส่วนเรื่อง HDR ในเว็บ Netflix ไม่ได้มีการแจ้งไว้ชัดเจนว่าแพกเกจ Premium ถูกตัดเรื่องการแสดงสีแบบ HDR หรือไม่

แต่ตามข่าวในต่างประเทศที่พูดถึงเรื่องนี้คือแพกเกจ Premier จะถูกตัดเรื่อง HDR ออกไปด้วย

ทั้งนี้ในหน้าเว็บ Netflix ส่วนของประเทศไทย ในขั้นตอนการสมัครใหม่จะมีแพกเกจ Ultra ให้เลือกสมัครแล้ว แต่สำหรับผู้ที่ใช้งานเดิม เท่าที่เข้าไปสำรวจยังไม่มีแพกเกจ Ultra ขึ้นมาให้เลือกแต่อย่างใด (ผมจ่ายเงินผ่าน App Store เป็นได้ว่ายังไม่ปรับระบบให้ขึ้นมา) ใครที่ใช้แพกเกจ Premier ก็ยังคงดู 4K HDR ได้เหมือนเดิม ซึ่งเราคงต้องรอให้ครบรอบบิลก่อนถึงจะเห็นข้อมูลเพิ่มเติมก็เป็นได้

from:http://www.siampod.com/2018/07/07/netflix-add-ultra-plan-pricey/