คลังเก็บหมวดหมู่: SIAMPOD

[ประชาสัมพันธ์] หูฟัง JBL ลดราคาพิเศษ 15% ถึงวันที่ 31 ก.ค. นี้ พร้อมรับสิทธ์เล่นฟิตเนสฟรี 15 วันที่ WE Fitness

สำหรับคนกำลังสนใจหาซื้อหูฟังออกกำลังกายตอนนี้ทางมหาจักรจัดโปรโมชั่นพิเศษหูฟังออกกำลังกาย JBL Sport หลายรุ่นลด 15% แถมยังได้รับสิทธิ์เล่นฟิตเนสฟรี 15 วันที่ WE Fitness อีกด้วย

ถือเป็นโปรโมชั่นที่น่าสนใจเพราะได้ทั้งลดราคาและได้ทดลองเล่นฟิตเนสฟรีอีกด้วยเมื่อซื้อหูฟัง JBL Sport รุ่นที่ร่วมรายการรับส่วนลดทันที 15% และยังได้รับสิทธิ์เล่นฟิตเนสฟรี 15 วันที่ WE Fitness ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. 2561

โดยใครที่ซื้อหูฟัง JBL Sport ไปแล้วอย่าลืมเข้าไปลงทะเบียนเพื่อรับบัตรทดลองใช้บริการ WE Fitness ได้ที่ https://www.mahajak.com/th/warranty-audio/ โดยโค้ดของบัตรทดลองใช้งานบริการ WE Fitness จะจัดส่งในภายใน 7 วันผ่านทาง SMS

สำหรับสินค้าในกลุ่มหูฟังและลำโพง JBL ทางมหาจักรฯ เพิ่งจัดงาน Meet & Greet แบรนด์แอมบาสเดอร์ทั้ง 3 คนได้แก่ ต้าเหนิง, เจมส์ และนน ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งแต่ละคนก็มีแฟนคลับมาให้กำลังใจกันมากพอควร ที่มีเยอะมากหน่อยเห็นจะเป็น นน ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนคลับได้เยอะที่สุด ตัวผมมีโอกาสได้ไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแฟนคลับก็สนุกดีครับ ไม่ว่าแบรนด์แอมบาสเดอร์จะทำอะไรก็เรียกเสียงกรี๊ดเสียงเฮฮาได้ตลอดงาน

นอกจากนั้นภายในงานยังมีความพิเศษสุด ๆ จากที่มหาจักรจัดแคมเปญ JBL Summer Splash เมื่อช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา โดย Top 10 Spenders ยังได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์หูฟังและลำโพง JBL ทั้ง 3 คนอีกด้วย

ใครที่ไม่อยากพลาดโอกาสใกล้ชิดกับแบรนด์แอมบาสเดอร์หูฟังและลำโพง JBL ทั้ง 3 คนในครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวกันให้ดีกว่าทางมหาจักรฯ จะมีแคมเปญอะไรดี ๆ ออกมาอีก

from:http://www.siampod.com/2018/06/22/jbl-sport-discount-promo/

Advertisements

Google Assistant เปิดให้สั่งงานด้วยเสียงเป็นประโยคต่อเนื่องที่มีหลายคำถามได้แล้ว

จากงาน Google I/O 2018 ที่กูเกิ้ลได้โชว์ความสามารถผู้ช่วยเสมือน Google Assistant ให้สามารถรับคำสั่งจากสิ่งที่เราพูดประโยคต่อเนื่องที่มีหลายคำสั่งได้ ตอนนี้กูเกิ้ลเปิดให้ผู้ใช้งานทั้งบน Google Assistant และลำโพง Google Home ใช้งานได้แล้ว

ตอนนี้กูเกิ้ลเปิดให้เราสามารถพูดกับ Google Assistant เป็นประโยคยาว ๆ ที่มีหลายคำสั่งรวมกันได้แล้ว (Continued Conversation) โดยตัว Google Assistant ก็เก่งพอที่จะแยกได้ว่าที่เราพูดเป็นประโยคยาว ๆ มีกี่คำถาม/คำสั่งที่ต้องตอบกลับมา ทำให้เราไม่ต้องพูด Hey Google ทุกครั้งที่ต้องการสั่งงานในเวลาไล่เลี่ยกัน 

สำหรับบนโทรศัพท์มือถือ เปิดเข้าไปที่ Google Assistant แล้วไปที่ Settings > Preferences > Continued Conversation และกดเปิดการใช้งาน (โดยบนแอพ Google Assistant บน iPhone ที่ผมใช้งานอยู่ยังไม่มีเมนูดังกล่าวปรากฏขึ้นมา ใครลองแล้วมีเมนูดังกล่าวขึ้นมาให้เลือกใช้งานบอกกันด้วยนะครับ)

ส่วนบนลำโพง Google Home mini ที่ใช้งานอยู่เท่าที่ลองเหมือนว่าจะใช้งาน Continued Conversation ได้เลย เพราะผมลองพูดประโยคยาว ๆ ต่อเนื่องและเชื่อมแต่ละคำถามด้วย AND ตัวลำโพงสามารถตอบทุกถามที่ถามไปได้ เท่าที่ลองตอนถามด้วยประโยคง่าย ๆ ผมถามได้ 3 คำถามต่อเนื่องในการพูด

Hey, Google (คำถามที่ 1) and (คำถามที่ 2) and (คำถามที่ 3)

ตัวลำโพง Google Home mini ก็จะค่อย ๆ ไล่ตอบทีละคำถาม ถ้าบางคำถามที่เราถามมีตัวเลือก เช่น หาร้านกาแฟใกล้ ๆ ให้หน่อย ตัวลำโพงก็จะพูดว่ามีกี่ร้านที่อยู่ใกล้เราแล้วก็จะส่งข้อมูลตัวเลือกมาให้ในแอพ Google Assistant บนโทรศัพท์มือถือ แล้วก็ค่อยตอบคำถามในข้อต่อไป

ทั้งนี้ความสามารถ Continued Conversation ยังทำได้แค่กับภาษาอังกฤษอย่างเดียว

ที่มา : blog.google

from:http://www.siampod.com/2018/06/22/google-assistant-continued-conversations-rolling-out/

รีวิว : กล้องวงจรปิด Reolink – Argus 2

กล้องวงจรปิดปกติเราจะคุ้นกับการต่อสายไฟอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตัวกล้องทำงาน แต่กล้องวงจรปิด Reolink – Argus 2 ไม่ง้อการต่อสายไฟเพราะมีแบตเตอรี่ในตัวที่สามารถใช้งานได้นานนับเดือน

ตอนที่ได้รับ Reolink – Argus 2 มาทดสอบการใช้งาน ผมตื่นเต้นกับกล้องตัวนี้ในแง่ว่าเป็นกล้องวงจรปิดที่มีแบตเตอรี่ในตัว ซึ่งต่างกับกล้องวงจรปิดอื่น ๆ เลยทำให้ตอนที่ได้มารีบแกะกล่องใช้งานทันที ภายในกล่องประกอบด้วยตัวกล้อง, แบตเตอรี่, ฐานติดตั้งกล้องแบบแม่เหล็ก, ฐานติดตั้งกล้องแบบไขน็อต และซิลิโคนเคสสำหรับกล้อง

คุณสมบัติของกล้อง Reolink – Argus 2 เป็นกล้องวงจรปิดแบบจับความเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องถึงจะบันทึกวิดีโอไม่ได้เป็นกล้องวงจรปิดที่บันทึกวิดีโอตลอดเวลา อ่านถึงตรงนี้หลายคนน่าจะพยักหน้าร้องอ๋อกันเรื่องว่าทำไมถึงใช้แบตเตอรี่ได้ เรื่องการบันทึกวิดีโอสามารถบันทึกได้ที่ความละเอียด 1080p แบบ 15 เฟรม , มุมมองของเลนส์กว้างมากถึง 130 องศา และตัวกล้องมีคุณสมบัตกันละอองน้ำในระดับ IPX4 ซึ่งเราสามารถใส่ซิลิโคนเคสเพื่อช่วยป้องกันน้ำได้มากขึ้นอีกนิดหน่อย

ส่วนการบันทึกวิดีโอด้านข้างกล้องจะมีช่อง MicroSD ให้ใส่การ์ด โดยการ์ดเราจำเป็นต้องซื้อเพิ่มเองในกล่องไม่มีมาให้ โดยผมทดสอบด้วยการ์ด MicroSD ขนาด 64GB 

ส่วนการเชื่อมต่อกับแอพในโทรศัพท์มือถือทำผ่าน Wi-Fi ในบ้าน หรือผ่าน 4G เวลาเราอยู่นอกบ้านก็ได้ครับ โดยเรื่องการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของกล้องวงจรปิดก็ดูเป็นเรื่องที่ต้องมีกันอยู่แล้ว แต่เรื่องว่ายี่ห้อไหนแบรนด์ไหนทำแอพออกมามีลูกเล่นดียังไงก็ว่ากันไปตามแต่ละยี่ห้อ

ด้านการใช้งานหลังจากที่เปิดกล่องออกมา เราใส่การ์ด MicroSD เข้าไปที่ตัวกล้องแล้วก็เสียบแบตเตอรี่เข้าไปก็เท่ากับการเปิดกล้องเพื่อใช้งานแล้ว ส่วนต่อกับฐานติดตั้งกล้องทั้ง 2 แบบก็แล้วแต่ว่าเราชอบแบบไหนหรือแบบไหนเหมาะกับเรากว่ากันตรงนี้ต้องเลือกกันเองอีกทีสำหรับคนที่ซื้อไปใช้งาน ส่วนตัวผมชอบฐานแบบแม่เหล็กเพราะสะดวกในการใช้งานและปรับมุมกล้องได้ง่ายดี ตัวฐานแม่เหล็กถือว่าแน่นหนาดีไม่ใช่ว่าเห็นเป็นแม่เหล็กแล้วจะง่อนแง่นนะครับ 

ในการใช้งานหลัก ๆ ของกล้องคือบนแอพครับ ตั้งแต่การตั้งค่าต่าง ๆ รวมถึงการดูวิดีโอจากกล้องก็ทำอยู่บนแอพทั้งหมด โดยในแอพแรกสุดผมก็เกรงว่าจะใช้งานยาก แต่พอได้ใช้จริงไม่ยากอะไร โดยบนแอพทำให้เราได้รู้ว่ากล้องมีความสามารถในการใข้สนทนาได้ด้วย โดยเราสามารถกดปุ่มบนแอพเพื่อพูดหรือรับฟังเสียงจากคนที่อยู่หน้ากล้องได้ด้วย นอกจากนั้นในแอพขณะเราดูภาพจากล้องแบบเรียลไทม์เราสามารถจับภาพหน้าจอได้ และสามารถกดบันทึกวิดีโอขณะนั้นได้เลยไม่ต้องรอให้กล้องจับความเคลื่อนไหวแล้วค่อยบันทึก

ในการตั้งค่าเพื่อให้กล้องบันทึกวิดีโอ เราสามารถตั้งค่าการจับความเครื่องไหวว่าให้อยู่ในระดับอ่อนไหวได้ 3 ระดับ ซึ่งตรงนี้จะสัมพันกับระยะใกล้ไกลที่เราต้องการให้กล้องจับภาพด้วย ตัวผมช่วงที่ทดสอบผมตั้งอยู่ในระดับปานกลางแล้วตั้งกล้องไว้บริเวณทีวี ซึ่งยังผมก็ต้องเดินผ่านหรือนั่งดูทีวีบ่อย ๆ อยู่แล้ว ตรงนี้ผมอยากรู้ว่าถ้าเราเดินผ่านหน้ากล้องหรือนั่งดูทีวีแล้วเคลื่อนไหวตัวไปมากล้องจะบันทึกวิดีโอได้แค่ไหน รวมถึงผมอยากทดสอบเรื่องแบตเตอรี่ไปด้วยในตัวว่าอึดแค่ไหน ซึ่งผมก็ตั้งทิ้งไว้แบบไม่สนใจเลยร่วมเดือน ทั้งนี้ในแอพ Reolink สามารถตั้งค่าได้ด้วยเวลาที่กล้องจับความเคลื่อนไหวได้แล้วให้มีการแจ้งเตือนมาที่แอพ (Notification) โดยในช่วงที่ผมลองใช้งานอย่างที่บอกไปแล้วว่าตั้งไว้หน้าทีวี การแจ้งเตือนเด้งมารัว ๆ เลยทีเดียว

เวลาผ่านไปเกือบเดือนผมค่อยมาเปิดดูในแอพว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมว่าตัวกล้องจับความเคลื่อนไหวและบันทึกวิดีโอได้เยอะมากในแต่ละวัน บางวันบันทึกวิดีโอช่วงสั้น ๆ (8, 15 หรือ 30 วินาที แล้วแต่เราตั้งค่า) ไว้ได้รวมกันหลายร้อยนาที เพราะบางวันไม่ได้ไปไหนก็นั่งดูทีวีไปทำงานไปด้วยกล้องก็ตรวจจับความเคลื่อนไหวได้บ่อยมากหน่อย 

วิดีโอที่ออกมาถือว่าชัดดี แม้การบันทึกวิดีโอจะทำได้สูงสุด 15 เฟรม แต่วิดีโอจริง ๆ ไม่กระตุกอะไรมากนัก ส่วนเสียงที่กล้องบันทึกได้ถือว่าชัดเจนมากครับ ส่วนภาพในตอนกลางคืนตัวกล้องมีอินฟราเรด (IR) ช่วยบันทึกภาพตอนกลางเท่าที่ได้ใช้งานก็อยู่ในเกณฑ์ที่ภาพออกมาชัดระดับดีใช้ได้ครับ

ส่วนการเลือกดูวิดีโอที่กล้องบันทึกได้ย้อนหลัง ในแอพทำเข้าใจง่ายดี เพราะแค่กดไปที่วันที่เราต้องการแล้วก็มาเลื่อน ๆ ดูช่วงเวลาที่เราต้องการดูแค่นั้นเอง ตรงนี้รวม ๆ แล้วถือว่าใช้งานได้ง่ายและไม่ลำบากเวลามากดดูย้อนหลังเมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ 

ส่วนที่ห่วงแรกสุดจากที่เปิดดูว่ากล้องบันทึกวิดีโอแต่ละวันเยอะมากก็คือการ์ด MicroSD ว่าจะพอรึเปล่าแม้จะใส่การ์ด 64GB เข้าไปก็เถอะ (ในกล้องเห็นพื้นที่จริง 59.48 GB) ผลปรากฏว่าราว ๆ 1 เดือนกล้องบันทึกวิดีโอไปราว 6.5 GB เท่านั้น ส่วนตัวผมถือว่าไม่เยอะนะครับ ถ้าเทียบว่าแต่ละวันกล้องทำการบันทึกวิดีโอหลายครั้งและแต่ละวันรวมกันออกมานานหลายร้อยนาที โดยกรณีที่เราบันทึกไปเรื่อย ๆ แล้วการ์ดเต็มกล้องก็จะลบไฟล์วิดีโอเก่าสุดออกแล้วบันทึกวิดีโอใหม่เข้าไปเอง หรือจะเรียกว่ามีฟังก์ชั่นการบันทึกวิดีโอแบบวนลูปอัตโนมัติเองก็ได้

ส่วนแบตเตอรี่พอมาเช็คสถานะดูพบว่าเหลือแบตเตอรี่อยู่ราว ๆ 30 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าทำได้ดีมากสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่ 1 คร้ัง โดยที่ผมทดสอบผมถือว่าผมวางกล้องไว้ในจุดที่ไม่ปกติเพื่อให้มีการบันทึกวิดีโอตลอดเวลาถ้าผมอยู่ในห้อง ตรงนี้ถ้าใครซื้อไปใช้งานและนำไปวางในจุดที่นาน ๆ มีคนเดินผ่านหรือนาน ๆ ทีกล้องจับความเคลื่อนไหวได้ ผมคิดว่าแบตเตอรี่จะสามารถใช้งานได้งานมากกว่านี้อีกหลายอาทิตย์ครับ เผลอ ๆ ถ้าในแต่ละวันมีการบันทึกวิดีโอไม่กี่ครั้ง อาจจะใช้งานได้งานร่วม 2 เดือนก็เป็นได้ โดยการชาร์จแบตเตอรี่จะทำผ่านช่อง Micro USB ที่ด้านหลังของก้อนแบตเตอรี่

และด้วยความที่ตัวกล้องกันน้ำในระดับ IPX4 ได้ด้วย ก็สามารถนำกล้องไปติดตั้งภายนอกได้ด้วย หรือนำไปติดไว้บริเวณผนังบ้านด้านนอกก็ได้ ตรงนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะนำไปประยุกต์ใช้งานยังไง โดย Reolink ก็ทำการบ้านมาดีเผื่อใครนำไปใช้นอกอาคารคือมีซิลิโคนเคสมาให้ด้วยเพื่อช่วยกันละอองน้ำได้อีกทาง แล้วถ้าเรานำไปติดตั้งในที่ ๆ มีแสงแดดส่องถึงในบริเวณนั้น ๆ Reolink มีแผงโซลาร์เซลสำหรับชาร์จแบตเตอรี่ของกล้องมาขายแยกต่างหากเพิ่มเติมด้วย (ราคา 890 บาท)

ซึ่งถ้าใช้กล้องคู่กับแผงโซลาร์เซลเรียกว่าใช้กันยาวโดยที่เราอาจจะไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่อีกเลยอีกครึ่งปีหรือตลอดปีก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ในการใช้งานภายนอกอาคารก็ขอให้อยู่ในบริเวณที่ Wi-Fi ยังมาถึงตัวกล้องได้เพื่อที่เราจะได้เชื่อมต่อกล้องกับแอพได้ราบรื่น ไม่อย่างงั้นเวลาเกิดเหตุจำเป็นที่เราต้องดูภาพจากกล้องในขณะนั้นทันทีจะไม่สามารถทำได้

เรื่องการเชื่อมต่อแอพเวลาอยู่นอกบ้านเขาไปที่กล้อง เท่าที่ได้ลองพบว่าเชื่อมต่อหากันได้เร็วดี ก็ไม่ใช่ว่าเปิดแอพปุ๊บเห็นปั๊บใน 1-2 วินาที แต่จังหวะรอให้ภาพปรากฏก็ไม่ได้ใช้เวลานานอะไรนะครับเท่าที่ลองผมว่าไม่เกิน 20 หรือ 30 วินาทีภาพก็ปรากฏให้เราเห็นแล้วในกรณีที่เราอยู่นอกบ้านแล้วจะดูภาพที่กล้อง

ในการตั้งค่าของกล้องนอกจากเรื่องตั้งค่าความอ่อนไหวเพื่อให้กล้องบันทึกวิดีโอ เราสามารถตั้งอย่างอื่นได้อีกเพียบ อาทิ ตั้งค่าไฟสถานะบนตัวกล้องว่าจะให้มีหรือไม่มีก็ได้, ตั้งค่าเกี่ยวกับไฟอินฟราเรดตอนกลางคืนว่าจะให้เปิดใช้หรือไม่ (ผมว่าควรเปิดไว้นะ) 

ใครเหมาะกับกล้องวงจรปิด Reolink – Argus 2 ?

แรกสุดที่ได้มาใช้ผมนึกไปถึงกลุ่มคนที่มีกล้องวงจรปิดแบบที่บันทึกวิดีโอตลอดเวลาแล้วอยากได้กล้องที่บันทึกเวลามีอะไรเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องไปเสริมในบางจุดก็น่าจะโอเค เพราะอาจจะไม่อยากลากสายไฟใหม่หรือในบริเวณนั้น ๆ ไม่มีที่เสียบปลั๊กไฟก็ตามแต่ ตรงนี้เจ้า Reolink – Argus 2 ช่วยได้

แต่พอใช้ ๆ ไปผมว่าไม่จำเป็นว่าต้องไปเสริมกับกล้องเดิมที่มีอยู่ก็ได้ แต่ใช้เป็นกล้องหลักสำหรับคนที่ต้องการฟังก์ชั่นกล้องวงจรปิดประมาณนี้ก็ได้ครับ ซึ่งก็ต้องดูความต้องการกันเป็นคน ๆ เป็นบ้าน ๆ ไปว่าเราต้องการใช้กล้องแบบไหน โดย Reolink – Argus 2 สามารถติดตั้งใช้งานได้หลายเครื่องพร้อมกัน โดยบนแอพเราสามารถตั้งชื่อกล้องแต่ละตัวและสลับดูกล้องแต่ละตัวได้ไม่ยากอะไร 

โดยรวมสำหรับ Reolink – Argus 2 ถึงจะไม่ใช่กล้องวงจรปิดที่บันทึกวิดีโอตลอดเวบา แต่ถือว่าเป็นกล้องวงจรปิดที่มีคุณสมบัติที่ดีไม่น้อย รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับแบตเตอรี่ทำใช้งานได้นานมากแถมยังมีแผงโซลาร์เซลเผื่อเวลาติดตั้งข้างนอกตัวบ้านให้ใช้อีกด้วย ใครที่มองหากล้องวงจรปิดที่มีคุณสมบัติประมาณนี้ลองดู Reolink – Argus 2 ไว้เป็นตัวเลือกอีกแบรนด์ครับ 

from:http://www.siampod.com/2018/06/21/review-argus-2-wire-free-rechargeable-battery-security-camera/

รีวิว : หูฟัง B&O – Earset

ต้องบอกว่าหูฟัง B&O – Earset เป็นหูฟังที่ผมรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้เห็นข่าวว่า B&O เปิดตัวหูฟังรุ่นนี้ เพราะเหมือนนำตำนานหูฟังของ B&O ในอดีตมาสู่ยุคปัจจุบันเลยก็ว่าได้

หูฟัง B&O – Earset เป็นหูฟัง Bluetooth แบบมีสายหูฟังอยู่นะครับโดยบนสายหูฟังก็มีรีโมทและไมโครโฟนมาให้ด้วย ตัวหูฟังที่มีกลิ่นอายการออกแบบเหมือนกับหูฟัง B&O A8 เมื่อสิบกว่าปีก่อน โดยดีไซน์ของ B&O – Earset เด่นสุดเลยคงเป็นส่นของก้านหูฟังทรงโค้งรับกับใบหูของเราที่สามารถกางออกและสามารถยืดและหดได้ตามต้องการ ตัวหูฟังเป็นแบบ Earbud ทำให้ตอนนี้ในตลาดหูฟังมีหูฟังที่เป็นแบบ Earbud มาเป็นตัวเลือกสักทีหลังจากมีแค่ AirPods มาปีกว่า

การสวมใส่ หูฟัง B&O – Earset จากที่ได้ใช้ผมว่าถ้าเป็นคนที่ไม่ได้ใส่แว่นก็ไม่มีประเด็นอะไรนะครับ เพราะสามารถใส่ได้ปกติตอนใส่ก็กางก้านทรงโค้งขึ้นมาแล้วพอเราใส่ไปที่หูก็ค่อย ๆ กดก้านทรงโค้งลงไปที่หลังใบหูเพื่อให้ล็อคเข้าตำแหน่งที่เราต้องการ ที่มีประเด็นก็คงเป็นคนที่ใส่แว่นจากที่ผมลองถ้าแว่นตาเป็นขาแว่นไม่ใหญ่มากก็ยังพอใส่หูฟัง B&O – Earset ร่วมกับขาแว่นได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ใส่แว่นแบบขาแว่นหนา ๆ ใหญ่ ๆ อันนี้มีแววว่าใส่หูฟังไม่ได้เพราะจะติดที่ขาแว่นแน่ ๆ ครับ ส่วนตัวผมเป็นคนใส่แว่นแต่ขาแว่นก็ทั่ว ๆ ไปไม่ได้ใหญ่อะไรยังสามารถใส่หูฟังร่วมกับขาแว่นได้ มีตะกุกตะกักไปบ้างตอนใส่ที่บางครั้งก็ต้องถอดแว่นแล้วใส่หูฟังให้เสร็จก่อนแล้วค่อยใส่แว่นไปอีกที ตรงนี้ให้เป็นข้อมูลกันไว้ครับ

เรื่องเสียงของ B&O – Earset จัดว่าให้เสียงที่ใสและโปร่งดีทีเดียว เสียยงสไตล์ B&O ยังคงอยู่ในทุกอณูของหูฟังตัวนี้เช่นกัน เสียงกลางไม่กระด้างให้รายละเอียดเสียงในระดับที่ดีเลยครับ เสียงสูงถ้าจะบอกว่าเป็นหูฟังแบบ Earbud ที่เสียงพลิ้วได้ดีรุ่นหนึ่งก็คงไม่เกินไปนัก ส่วนเสียงต่ำเสียงเบสทำได้ดีในระดับหูฟัง Earbud ที่รู้แหละครับว่าเสียงต่ำมาเสียงหนามากพอควร แต่จะไม่แน่นเท่ากับพวกหูฟัง In-Ear จุดนี้ถ้าใครคาดหวังว่าเสียงเบสเสียงต่ำจะชัดแน่นและลูกใหญ่แบบชัดเจน ๆ อาจไม่ถูกใจนัก แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจความเป็นหูฟัง Earbud ว่าทำได้ประมาณนี้อยู่แล้วก็น่าจะพอใจกับเสียงที่ออกมา เรื่องเสียงถ้าเราไม่ชอบเสียงสไตล์แบบ B&O แบบเป๊ะ ๆ ก็สามารถเข้าไปปรับแต่งผ่านแอพ BO Play ได้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบหูฟัง B&O ในหลาย ๆ รุ่นก็คือเรื่องซาวด์สเตจเวลาได้ฟังแล้วจะมีความรู้สึกว่าเสียงจะไม่อยู่ติดตรงหูซะทีเดียวแต่เหมือนจะกว้างออกไปอีกนิด ตรงนี้ก็แล้วแต่ชอบนะครับ

สำหรับแบตเตอรี่ของ B&O – Earset ชาร์จ 1 ครั้งสามารถใช้งานต่อเนื่องได้ 5 ชั่วโมงถือว่ากลาง ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่อยากชาร์จครั้งเดียวก่อนออกจากบ้านแล้วใช้งานได้ยาว ๆ เช้าถึงเย็นจุดนี้ก็ต้องนึกกันให้ดีด้วย ตัวผมตอนที่ลองหูฟังตัวนี้ก็พอเห็นครับว่าฟังไปสักชั่วโมงแบตเตอรี่ลด 15-17 เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยากใช้ฟังเพลงยาว ๆ ยังไงก็ต้องมีจังหวะพักหูฟังเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ด้วย โดยการชาร์จแบตเตอรี่จะทำผ่านช่อง USB-C ที่หูฟัง รองรับการชาร์จเร็ว 20 นาทีสามารถใช้หูฟังได้ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าปล่อยชาร์จจนแบตเตอรี่เต็มจะใช้เวลาราว ๆ 2 ชั่วโมง ส่วนตัวผมช่วงที่ได้ลองหูฟังไม่เคยปล่อยแบตเตอรี่หมดเกลี้ยงจนเปิดไม่ปิด คือเหลือสัก 15-20 เปอร์เซ็นต์ก็จับชาร์จแล้วครับ เลยทำให้ตอนชาร์จแบตเตอรี่ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกับยี่สิบหรือสามสิบนาทีแบตเตอรี่ก็เต็มแล้ว

รีโมทและไมโครโฟน ปุ่มมาให้ 3 ปุ่มมาตรฐานกดง่ายดี ส่วนการใช้คุยโทรศัพท์เท่าที่ได้ลองถือว่าอยู่ในระดับทั่วไป ถ้าใช้คุยอยู่ในห้องถือว่าโอเค แต่ถ้าใช้คุยเวลาอยู่ข้างถนนที่เสียงอึกทึกมากหน่อยไมโครโฟนถูกเสียงรอบข้างไปด้วยพอควร

รวม ๆ สำหรับหูฟัง B&O – Earset ผมปลื้มนะครับเหมือนกับมาเจอกับเพื่อนเก่าที่หายหน้าหายตาไปนานมาก เรื่องเสียงของหูฟังตัวนี้ถือว่าทำได้ดีมาก ถ้าเป็นคนที่เคยใช้ B&O A8 ในอดีตผมว่าถ้าได้ลอง Earset มีแววพาหูฟังกลับบ้านด้วยสูงมาก ส่วนถ้าใครที่ไม่ได้คุ้นกับชื่อ B&O A8 แต่กำลังมองหาหูฟัง Earbud เสียงดี ๆ หูฟังตัวนี้เป็นหูฟังที่ควรลองเสียงครับ ส่ิงที่ฝากกันไว้ก็คือลักษณะของก้านหูฟังโค้งไม่เหมาะกับขาแว่นหนา ๆ ใหญ่ ๆ ตามที่บอกไปแล้วใครใส่แว่นขาใหญ่ก็ข้ามไปได้เลย 

from:http://www.siampod.com/2018/06/19/review-bo-earset/

รีวิว : หูฟัง JBL – Free

ตามเทรนด์กันออกมาเรื่อย ๆ สำหรับหูฟังในกลุ่ม True Wireless โดยครั้งนี้ที่เรานำมารีวิวเป็นหูฟัง JBL – Free

สำหรับ JBL – Free ตอนที่เปิดกล่องเห็นครั้งแรกตัวกล่องเก็บหูฟังแลดูเหมือนตลับแป้งพัฟของผู้ใหญ่มาก ๆ เพราะมาในรูปร่างกลม ๆ พอเปิดฝาออกมาก็จะเจอกับหูฟัง In-Ear แยกข้างซ้ายขวาอยู่ด้านใน ตัวกล่องเก็บหูฟังมีแบตเตอรี่ในตัวด้วยไว้สำหรับชาร์จไฟให้กับหูฟังและมีช่อง Micro USB อยู่ที่ด้านหลังเพื่อชาร์จไฟเข้าตัวกล่องเก็บและหูฟัง

หน้าตาของหูฟัง JBL – Free เป็นหูฟัง In-Ear มาในทรงสปอร์ต ๆ หน่อยการหยิบจับใช้งานทำได้ง่ายดี บนหูฟังมีปุ่มกดสำหรับเล่นเพลงหยุดเพลงรวมถึงกดรับโทรศัพท์อยู่ที่หูฟังด้านขวา ส่วนปุ่มที่หูฟังด้านซ้ายจะเป็นปุ่มกดสำหรับเล่นเพลงก่อนหน้าหรือเพลงถัดไป 

จากที่ฟังเสียงของ JBL – Free ผมว่าดีเลยแหละ ดีในระดับที่ไม่แพ้ True Wireless อื่น ๆ เสียงสไตล์น JBL ก็จะพุ่งหน่อย เสียงต่ำเสียงเบสมาแน่นมากหน่อยแต่ก็ไม่ถึงกับลูกใหญ่จนกลบเสียงอื่น เสียงกลางจัดจ้านชัดเจน เรียกว่าเป็นหูฟังที่ใช้ฟังเพลงแนวคึกคัก ๆ ได้สนุกดีทีเดียว โดยรวมถึงตรงนี้ผมค่อนข้างปลื้มและพอใจกับ JBL – Free มากพอควร

แต่กระนั้น JBL – Free ก็มีจุดบกพร่องใหญ่อยู่จุดหนึ่ง ซึ่งตอนแรกสุดผมก็นึกว่าเป็นจุดบกพร่องเฉพาะหูฟังตัวที่ผมได้มารีวิวก็ใช้อยู่พักใหญ่ก็เกิดความสงสัยจนได้หูฟัง JBL – Free อันอื่นมาใช้งานก็พบปัญหาเดียวกันอีก ซึ่งปัญหานั้นคือฟัง ๆ อยู่แล้วสัญญาณระหว่างหูฟังทั้งสองข้างหลุดไปดื้อ ๆ หลายคนที่เคยใช้หรือใช้หูฟัง True Wireless อาจจะมีเจอปัญหาแนว ๆ นี้บ้างเวลาเข้าไปในสถานที่ ๆ คนเยอะที่มีแนวโน้มว่าสัญญาณหรือคลื่นวิทยุกวนกันอย่างมากก็จะมีบ้างที่สัญญาณระหว่างหูฟังมีหลุดแต่ก็จะไม่เยอะมากนัก แต่กับ JBL – Free ผมพบว่าสัญญาณระหว่างหูฟังทั้ง 2 ข้างหลุดค่อนข้างบ่อยมาก ตรงนี้เลยทำให้ JBL – Free ตกม้าตายไปโดยปริยายแม้อย่างอื่นจะทำได้ดีก็ตาม

ด้านแบตเตอรี่ของหูฟังตามสเป็คใช้งานได้ต่อเนื่องครั้งละ 4 ชั่วโมงและตัวกล่องเก็บหูฟังสามารถชาร์จไฟให้กับหูฟังได้อีก 20 ชั่วโมง ซึ่งตรงนี้ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั้งวันเหลือ ๆ แต่ในความเป็นจริงจากที่พบจุดบกพร่องในการใช้งานเลยทำให้ผมทดสอบเรื่องแบตเตอรี่ไม่ได้ตามสมควร

จุดนี้ก็ไม่ทราบว่าทาง JBL จะมีมาตรการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจต้องรอเฟิร์มแวร์ในอนาคตออกมาแก้ก็เป็นได้ ถ้าแก้ปัญหานี้ได้หายขาดผมคิดว่า JBL – Free จะเป็นหูฟัง True Wireless ที่ดีและคุ้มราคาอีกรุ่นหนึ่ง ส่วนตอนนี้ยังไงรอดูกันก่อนนะครับ

from:http://www.siampod.com/2018/06/14/review-jbl-free/

ต้อนรับฟุตบอลโลก…Siri ภาษาไทยสามารถรายงานผลฟุตบอลได้แล้ว

จากเดิมที่ Siri ภาษาไทยง่อกง่อยเรื่องการรายงานข้อมูลต่าง ๆ ทั้งเรื่องข่าว เรื่องรอบหนังในประเทศ รวมถึงผลกีฬาที่ไม่สามารถทำได้เลย ตอนนี้แอปเปิ้ลอัพเดทให้Siri ภาษาไทยสามารถรายงานผลกีฬาฟุตบอล เรียกว่าอัพเดทมาต้อนรับฟุตบอลโลกกันเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ใช้ Siri ภาษาไทยอยู่บ้างก็จะมักจะชื่นชมในแง่ความขึ้เล่นต่าง ๆ ที่ดูต่อปากต่อคำได้ขำ ๆ ฮา ๆ ดีมาตลอด แต่กลับกันพออยากให้หาและแสดงผลข้อมูลจริงจังมักทำไม่ค่อยได้ อาทิ ไม่สามารถพูดให้หารอบหนังในประเทศได้ ไม่สามารถรายงานผลกีฬาใด ๆ ได้มานานแสนนาน แต่ล่าสุดแอปเปิ้ลอัพเดทให้ Siri ภาษาไทยสามารถรายงานผลฟุตบอลได้แล้ว โดยสามารถรายงานผลฟุตบอลลีกหลัก ๆ ของประเทศในยุโรป , เจลีกในญี่ปุ่น, เคลีกในเกาหลีใต้, ลึกในจีน รวมถึงล่าสุดสามารถถามข้อมูลเกี่ยวกับฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียได้ด้วย 

ตัวอย่างการถามเกี่ยวกับผลฟุตบอล อย่างเช่น

  • ผลบอลแมนยูลิเวอร์พูล
  • ผลฟุตบอลลาลีกา
  • ผลบอลอังกฤษล่าสุด
  • ตารางอันดับบอลอังกฤษ
  • ตารางอันดับบอลเยอรมัน
  • ตารางฟุตบอลโลก

 

 

 

 

ทั้งนี้คำสั่งอื่น ๆ เกี่ยวกับการรายงานผลฟุตบอลต้องลองสั่ง Siri กันดูเองอีกทีนะครับ เพราะสามารถพูดได้หลายคำสั่งมากจริง ๆ

สำหรับกีฬาอื่น ๆ อาทิ กอล์ฟ, เทนนิส, บาสเก็ตบอล เอ็นบีเอ, อเมริกันฟุตบอล ต้องบอกว่าแอปเปิ้ลยังไม่ได้เพิ่มข้อมูลมาให้ Siri ภาษาไทย เท่าที่ทดลองถามก็ยังไม่สามารถรายงานผลได้ ก็จะขึ้นการค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องมาให้เหมือนเดิม 

from:http://www.siampod.com/2018/06/14/siri-thai-can-report-football-worldcup/

สไตลัส Adonit mini 4

หลายคนอาจยังใช้สไตลัสหรือปากกาที่ใช้กับไอโฟนหรือไอแพดแบบธรรมดา ๆ กันอยู่ วันนี้นำสไตลัส Adonit mini 4 ที่เป็นสไตลัสแบบธรรมดา ๆ มาให้ดูครับ

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่มี Apple Pencil ถือกำเนิดขึ้นมาก็ทำให้สไตลัสอื่น ๆ ดูหมองไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องใช้ Apple Pencil เหมือนกันไปหมดและไม่ใช่ทุกคนที่จะใช้ iPad รุ่นที่รองรับ Apple Pencil กันทุกคน ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ได้ต้องการใช้ Apple Pencil หรือสไตลัสราคาสูง ๆ ก็คงเป็นสไตลัสแบบธรรมดาที่ไม่ได้ต้องการไฟฟ้าหรือบลูทูธใด ๆ ในการเชื่อมต่อ ซึ่งก็เป็นที่มาที่มาในการนำสไตลัส Adonit mini 4 มาให้ดูกัน

สไตลัส Adonit mini 4 เป็นสไตลัสแบบธรรมดาที่แกะกล่องออกมาก็แทบใช้งานได้เลย โดยตัวสไตลัสแบบธรรมดาของ Adonit จะต่างกับสไตลัสอื่น ๆ ตรงที่พัฒนาบริเวณหัวเขียนเป็นจานพลาสติกเล็ก ๆ ขึ้นมาเรียกว่า Percission Disc ซึ่งสไตลัสธรรมดาทุกรุ่นของ Adonit ก็จะเป็นหัวเขียนแบบเดียวกันนี้ทั้งหมด ส่วนที่ต่างกันก็จะเป็นเรื่องของดีไซน์ภายนอกที่ต่างกันไปในแต่ละรุ่นที่ออกมา

สไตลัส Adonit mini 4 ของจริงหลังแกะกล่องออกมาถือว่าด้ามจิ๋วพอควร ตัวด้ามเป็นโลหะแต่น้ำหนักไม่ได้เยอะอะไรตรงนี้เลยไม่มีประเด็นให้พูดถึง เวลาใช้งานตัวสไตลัสก็แค่หมุนที่กลางด้ามแล้วพลิกบรเวณหัวเขียนออกมาแล้วก็ประกอบร่างกับตัวด้ามเท่านี้ก็ได้สไตลัสที่พร้อมใช้งานแล้ว 

โดยสไตลัส Adonit mini 4 ที่ประกอบร่างเสร็จพร้อมใช้งาน ผมจับให้ดูว่าตัวด้ามมีความยาวอยู่ประมาณไหนก็จะเห็นว่ายังพอมีบริเวณปลายด้ามของสไตลัสเลยมือออกไปนิดหน่อย ตรงนี้แล้วแต่ท่าจับปากกาดินสอของแต่ละคนด้วยว่าเป็นอย่างไร 

ในการใช้งานสไตลัสแบบธรรมดาเราจำเป็นต้องยกมือให้ลอยเหนือหน้าจอโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตที่เราต้องการใช้งานนะครับ ไม่งั้นเวลาวางอุ้งมือลงไปที่หน้าจอด้วยตัวเครื่องที่สามารถตรวจจับการสัมผัสได้หลายจุดก็จะนึกว่าอุ้งมือที่วางไปเป็นการวางเพื่อจะขีดเขียนด้วย ซึ่งความสามารถในการวางอุ้งมือลงไปได้ที่หน้าจอจะเป็นความสามารถของบางแอพที่มีตัวช่วยให้เราวางอุ้งมือลงไปได้อย่างเช่น แอพ GoodNote ที่มีส่วนรองอุ้งมือให้เราเลือกใช้งาน (ดูจากในวิดีโอ) 

การวาดเส้นขีดเขียนด้วยสไตลัส Adonit mini 4 ถ้าหัวเขียนที่เป็นจานพลาสติกขนานกับหน้าจอเราก็สามารถเขียนได้อยู่ปกติ แต่ถ้าเกิดเรามีการเอียงสไตลัสจนบริเวณหัวเขียนเอียงยกขึ้นมา จุดนี้ก็จะทำให้เขียนไม่ติดนะครับ

จากที่ได้ใช้งานเรื่องเส้นที่ออกมาต่อเนื่องดีถ้าหัวเขียนยังขนานกับหน้าจออย่างที่บอกไปแล้ว ส่วนข้อจำกัดอื่น ๆ จากที่ลองมีบางจังหวะที่เขียนเร็ว ๆ ก็มีบ้างที่เส้นไม่ติดต้องมาเขียนย้ำอีกที ส่วนบางแอพที่รองรับน้ำหนักการกดแรงกดเบาที่หน้าจอแล้วไม่ว่าจะใช้นิ้วหรือสไตลัสธรรมดาอย่าง Paper by 53 เราสามารถที่จะลงน้ำหนักไปที่สไตลัสแบบเบามือเพื่อเส้นที่วาดออกมาจะบาง ๆ เล็ก ๆ ได้แม่นยำดี ข้อแตกต่างหนึ่งระหว่างการใช้นิ้วเรากับใช้สไตลัสก็คือถ้าเราใช้นิ้วเราลากเส้นเราจะไม่เห็นเส้นที่ขณะลากเส้น ต่างกับการใช้สไตลัสที่เราเห็นเส้นที่ลากออกมาทำให้เราควบคุมเส้นได้ง่ายกว่ามาก 

ในยุคที่เรามีตัวเลือกแบบ Apple Pencil มาเป็นคู่แข่ง (แม้จะเทียบกับตรง ๆ ไม่ได้ก็ตาม) ถ้าใครที่ซื้อ iPad Pro หรือ iPad (2018) ถ้าต้องการเขียนหรือวาดแบบจริงจังผมคงไม่ฝืนบอกให้ใช้สไตลัสแบบธรรมดา ๆ ครับ เพราะยังไง Apple Pencil ก็ดีกว่าอยู่แล้ว แต่ถ้าใครต้องการสไตลัสที่ใช้งานครั้งคราวในราคาไม่สูงมากไปสไตลัสธรรมดาก็อาจเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ รวมถึงกลุ่มที่ต้องการใช้สไตลัสนิด ๆ หน่อย ๆ บนโทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะ iPhone หรือ Android สไตลัสธรรมดาก็ยังตอบโจทย์ได้อยู่

from:http://www.siampod.com/2018/06/09/adonit-mini-4-stylus/