คลังเก็บหมวดหมู่: STARTITUP

ทำไม Airbnb จึงเป็นธุรกิจที่น่าทำ และเติมเต็มบางอย่างให้กับชีวิตของเรา

บทความนี้ขอแชร์จากประสบการณ์การเป็นโฮสต์ Airbnb ผสมผสานกับเรื่องราวที่ได้จากการอ่านหนังสือ The Airbnb Story เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพว่าทำไม Airbnb จึงเป็นธุรกิจที่น่าทำ

หลายคนอาจจะมองว่าก็มัน คือ ระบบที่ช่วยให้เราสามารถทำเงินได้จากสิ่ง (ห้องว่าง หรือที่พัก) ที่เรามี แต่โดยเนื้อแท้แล้ว Airbnb ยังให้อะไรที่มากกว่าในเรื่องของเงิน หรือรายได้ครับ นั่นคือการเติมเต็มอะไรบางอย่างให้กับชีวิตเรา ซึ่งผมขอเรียกสิ่งนั้นว่า “ความเป็นมนุษย์” ครับ

คุณ คือ ส่วนหนึ่งของความเป็นไปได้ใหม่บนโลกใบนี้

บ่อยครั้งที่เราจองโรงแรมผ่านเว็บไซต์ เราคิดแค่ว่าขอให้เรามีที่นอนในสถานที่ที่เราจะไปท่องเที่ยว หรือทำธุระอะไรก็ตามแค่นั้นพอ เอาจริง ๆ คือเราไม่ได้คาดหวังอะไรไปมากกว่านั้น ว่าจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับใคร หรือได้รับประสบการณ์อะไรที่นอกเหนือจากนั้น

ผมขอโยงมาที่คอมเม้นต์หนึ่งที่ปรากฏในแฟนเพจ START IT UP บอกเล่าถึงประสบการณ์ที่ย่ำแย่ในการไปพักกับโฮสต์ Airbnb และสรุปด้วยว่าการไปพักที่โรงแรม 3 ดาวนั้นดีกว่า ที่ผมยกตรงนี้มาไม่ได้เป็นการชี้ว่าระหว่างโรงแรมกับที่พักบน Airbnb อะไรดีกว่ากัน แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนคาดหวังอะไรในการไปพักผ่อน แน่นอนว่าแต่ละคนมีความคาดหวังแตกต่างกัน

ในคอมเม้นต์ดังกล่าวเจ้าของคอมเม้นต์คาดหวังการพักผ่อนในแบบที่เคยเป็น นั่นคือการพักผ่อนในแบบฉบับประสบการณ์โรงแรม แต่ไม่ใข่โฮสต์ Airbnb ทุกคนที่เป็นเจ้าของโรงแรม หรือเคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน รวมถึงตัวผมเองด้วย แน่นอนว่าการที่โฮสต์ Airbnb ไม่สามารถเติมเต็มความคาดหวังนั้นได้ แขกที่ไปพักก็ย่อมผิดหวังเป็นธรรมดา ดังนั้นโรงแรมจึงน่าจะเป็นตัวเลือกดีกว่าสำหรับบางคนครับ

ในหนังสือ The Airbnb Story กล่าวว่า นักเดินทางยุคใหม่มีความต้องการที่เปลี่ยนไป พวกเขามองหาอะไรที่เป็นแตกต่าง สัมผัสได้จริง และเป็นเอกลักษณ์ เช่น “ถ้าฉันตื่นขึ้นมาในไคโร ฉันอยากให้ตัวเองรู้สึกว่าอยู่ในไคโรจริง ๆ ไม่ใช่ห้องที่ตกแต่งไม่ต่างอะไรกับโรงแรมในคลีฟแลนด์”

เหตุผลที่เชนโรงแรมใหญ่ ๆ ทั่วโลกจำเป็นต้องตกแต่งห้องที่ดูคล้ายกันหมด ก็เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของพวกเขา โดยเฉพาะการทำให้ลูกค้าจดจำได้ว่าถ้าห้องที่ตกแต่งแบบนี้ จะต้องเป็นของโรงแรมแบรนด์นี้เท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะพักที่ประเทศไหน รูปแบบการตกแต่งห้องของโรงแรมแบรนด์นั้น ๆ ก็จะคล้ายคลึงกันหมด

นอกจากรูปแบบการตกแต่งแล้ว ธุรกิจโรงแรมยังมีข้อจำกัดในเรื่องของที่ตั้ง ปกติโรงแรมจะตั้งอยู่ในย่านการค้า ใจกลางเมือง หรือใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยว แต่สำหรับสถานที่ที่ไกลออกไป เช่น ในป่า ชายแดน หรือเขตชนบท แทบจะไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะเปิดโรงแรม เพราะโอกาสในการได้ลูกค้านั้นน้อยมาก ไม่คุ้มที่จะลงทุน

ดังนั้นการเกิดขึ้นของ Airbnb จึงเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติ หรือพลิกโฉมอุตสาหกรรมโรงแรมครั้งใหญ่ เพราะธุรกิจได้สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขึ้นมา โดยเฉพาะในเชิงของภูมิศาสตร์ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ของนักเดินทางทั่วโลก พวกเขาไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสภาพที่จำเจ และจำยอมแบบที่เป็นอยู่ (โรงแรมแบบดั้งเดิม ตั้งอยู่ในเขตเมือง) แต่กลับมีทางเลือกมากมายให้ไปพักอาศัย โดยเฉพาะในสถานที่ที่ไม่เคยมีโรงแรมตั้งอยู่มาก่อน

ลองนึกถึงประสบการณ์การนอนบ้านต้นไม้ในป่าใหญ่ ที่เขียวชะอุ่ม มีสะพานแขวนทอดยาวให้เดินเล่น, กระท่อมน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยหิมะ พร้อมแสงออโรร่าสวยงามในยามค่ำคืน, ปราสาทยุคโบราณ ที่มีชุดเกราะอัศวินให้เยี่ยมชม, เรือยอร์ชที่ล่องลอยอยู่ในทะเล, บนประภาคาร ที่สามารถดูเรือแล่นไปมาในทะเล หรือกระโจมสไตล์มองโกลในทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยฝูงสัตว์

ทำไม Airbnb จึงเป็นธุรกิจที่น่าทำ และเติมเต็มบางอย่างให้กับชีวิตของเรา
Credit: Business Insider
ทำไม Airbnb จึงเป็นธุรกิจที่น่าทำ และเติมเต็มบางอย่างให้กับชีวิตของเรา
Credit: Airbnb

ฟังดูเหมือน Airbnb จะมีแต่ข้อดีใช่ไหมครับ อย่างไรก็ตามที่ผมเกริ่นมาก่อนหน้า ไม่ใช่โฮสต์ Airbnb ทุกคนที่มี หรือทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน ด้วยความที่ไม่มีกฎระเบียบ หรือมาตรฐานตายตัวเหมือนกับโรงแรม ทำให้บางครั้งนักท่องเที่ยวที่มาพักเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้หัวเสียได้ เช่น ต้องรอเจ้าของที่พักมาเปิดประตูให้ กุญแจไม่สามารถใช้การได้ดี เตียงนอนนอนไม่สบาย อินเทอร์เน็ต หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้การไม่ได้ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบ เป็นสิ่งสามัญในวิถีของมนุษย์

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Airbnb ทำคือการสร้าง Trust หรือความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนและโปรไฟล์ การรีวิวให้คะแนน รวมถึงมาตรฐานที่ดีในการเป็นโฮสต์ ทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนสะดวกใจที่พักไปพักผ่อน และอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้ผู้ที่มาพักอาศัยไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นั่นทำให้โฮสต์เป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญในแพลตฟอร์มของ Airbnb

ประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้

ช่วงงานแสดงช้าง (16-19 พฤศจิกายน 2560) ที่ผ่านมา มีแขกจองที่พักของผมเกือบเต็ม เกสเฮ้าส์ของผมมี 7 ห้องนอน จองมาจาก Airbnb 5 ห้อง และเว็บไซต์ 1 ห้อง น้อยครั้งที่จะมีแขกจองมาเยอะขนาดนี้ ทำให้ผมตัดสินใจนั่งรถทัวร์จากเชียงใหม่กลับไปสุรินทร์ (14 ชั่วโมง) เพื่อต้อนรับแขกที่มาพัก

หลายคนอาจมองว่าไม่คุ้มค่า แต่สำหรับผมการได้ไปคลุกคลีกับแขกที่มาพักเป็นเรื่องคุ้มค่ามาก ๆ เพราะเป็นประสบการณ์ที่เราหาซื้อไม่ได้ โดยเฉพาะแขกที่เดินทางมาจากทั่วโลกเพื่อร่วมงานแสดงช้าง มาจากหลายประเทศทำให้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะเยอะมาก บางคนมาจากไต้หวัน ตุรกี เยอรมัน ฝรั่งเศส แคนนาดา และสวิตเซอร์แลนด์

การเข้าไปคลุกคลีกับแขก ให้อะไรกับเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ประสบการณ์การท่องเที่ยว รูปแบบการใช้ชีวิต การฝึกภาษา และทักษะการสื่อสาร รวมถึงการได้ข้อมูลมาเพื่อเขียนบล็อกให้ผู้อ่านได้ติดตามกัน สำหรับผมสิ่งเหล่านี้ประเมินค่าไม่ได้

แม้ว่าแขกแต่ละคนจะมีความคาดหวังในการพักผ่อนแตกต่างกันออกไป แต่ในฐานะโฮสต์ Airbnb สิ่งที่สำคัญ คือ การที่เราเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มประสบการณ์ท่องเที่ยวให้กับนักเดินทางเหล่านี้ครับ

ในเคสของผม แขกส่วนใหญ่มักจองมาวันที่ 17-19 พย. หรือตั้งใจมาแค่ดูงานแสดงช้างในวันที่ 18 และ 19 เท่านั้น พวกเขาไม่มีข้อมูลเลยว่าจะมีอีเว้นต์บุฟเฟ่ต์ช้างในตอนเช้าวันที่ 17 พย. ด้วยความเป็นเจ้าบ้านที่ดี ผมจึงให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอีเว้นต์นี้ ทุกคนเต็มใจจองเพิ่มอีก 1 คืน เพื่อไม่พลาดที่จะได้เข้าร่วมอีเว้นต์นี้ครับ

สิ่งที่เหนือกว่านั้น คือ การพาแขกออกไปสัมผัสกับฝูงช้าง 160 เชือก พร้อมให้อาหารช้างที่เดินไปมาบนท้องถนน มันเป็นประสบการณ์แบบ Exclusive ที่สร้างความประทับใจให้กับแขกที่มากพัก เรียกได้ว่ามากกว่าที่เคยหวังเอาไว้

ชีวิต คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้

นอกจากการเติมเต็มประสบการณ์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมมักถ่ายทอดให้กับแขก คือ ความหลงใหล (Passion) ในการทำธุรกิจของผม และแนวทางการเป็นผู้ประกอบการให้กับคนที่สนใจ อย่าง Emma ผู้หญิงในรูปด้านบน เธอมาจากปารีส เคยเป็นสัตวแพทย์ก่อนที่จะลาออกมาเดินทางท่องเที่ยวในเอเชีย เพื่อตามรอยช้างตามที่ฝันไว้

ผมถาม Emma ว่าปกติเขียนบล็อก หรือเปล่า Emma ตอบผมว่าไม่ได้เขียนปกติจะบันทึกแต่ Diary ไว้อ่าน สิ่งที่ผมแนะนำ คือ Passion และประสบการณ์ของคุณเองสักวันหนึ่งมันอาจกลายเป็น Asset ที่ทำเงินได้

ทำไมคุณไม่ลองเขียน Ebook แชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวตามรอยช้างของคุณให้กับผู้คนล่ะ คุณอาจจะเริ่มจากเขียนบล็อก แล้วค่อยรวมบทความมาเป็น Ebook ขายบน Amazon ที่มีลูกค้าอยู่ทั่วโลกก็ได้นะ ผมก็เลยเอา Ebook ที่ผมเขียนเกี่ยวกับการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการ Airbnb ให้เธอดู ซึ่งเธอก็รู้สึกสนใจ

ผมแนะต่อว่า หรือหากคุณไม่ชอบเขียน Airbnb ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางหนึ่งที่คุณสามารถสร้างรายได้ได้ เช่น ตอนที่คุณออกมาท่องเที่ยว ที่พักของคุณไม่มีใครอยู่ ทำไมคุณไม่ลองเปิดที่พักให้เช่าแทนที่จะปล่อยไว้เฉย ๆ ล่ะ Emma จะลองถามพ่อแม่เรื่องนี้ดู ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ อีกทั้งฝรั่งเศสเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Airbnb โอกาสที่จะมีคนมาพักย่อมมีเยอะอยู่แล้ว

นอกจากนี้ผมแนะนำให้ Emma รู้จักกับ Airbnb Experience ซึ่งเธอไม่รู้มาก่อนว่ามันคืออะไร ผมจึงเปิดตัวอย่าง Airbnb Experience ในปารีสให้ดู และเล่าให้ฟังว่า หากคุณมีทักษะอะไรบางอย่าง คุณสามารถนำทักษะนั้นมาใช้ทำเงินได้นะ ไมว่าจะเป็นการสอนทำไวน์ การพาแขกไปเดินตลาด การสอนสเก็ตสถาปัตยกรรม หรือการพาไปเยี่ยมชมสถานที่แปลก ๆ

ดูอย่างผมสิ ผมไปเรียนออกแบบตัวอักษรแบบวาดด้วยมือบนเว็บไซต์ SkillShare แล้วก็เอามาทำเป็นลายเสื้อยืด ซึ่งถ้าเป็น Airbnb Experience มันไม่ใช้การขายตัวเสื้อยืด แต่เป็นกระบวนการวาดตัวอักษรด้วยมือต่างหากที่เป็นประสบการณ์ที่คนอยากซื้อ Emma ได้ยินดังนั้นเธอก็ชักสมุดภาพของเธอมาให้ผมดู ซึ่งเธอมีทักษะการวาดรูปด้วยสีน้ำที่น่าทึ่งมาก ๆ

ทำไม Airbnb จึงเป็นธุรกิจที่น่าทำ และเติมเต็มบางอย่างให้กับชีวิตของเรา
ภาพวาดสีน้ำของ Emma ที่วาดให้ Blue Elephant Guesthouse

ผมจีงบอกว่าเธอว่า ถ้ามีโอกาสกลับไปที่ปารีส และลองโพสต์ทักษะตัวนี้ดูใน Airbnb Experience ไม่นานคุณน่าจะมีลูกค้านะ คร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ครับ

ส่งท้าย

“Uber is transactional; Airbnb is humanity”

– Elisa Schreiber, Greylock Partner

หรือ Uber เป็นเพียงการทำธุรกรรม แต่ Airbnb คือความเป็นมนุษย์

วลีเด็ดจากหนังสือ The Airbnb Story โดย Leigh Gallagher วลีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างว่าทำไมธุรกิจ Airbnb จึงแตกต่างจากธุรกิจ Sharing Economy อย่าง Uber นั่นก็เพราะ Airbnb ใส่ “ความเป็นมนุษย์” ลงไปในแพลตฟอร์ม ที่เอื้อให้ผู้คนเกิดปฏิสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะการต้อนรับขับสู้ (Hospitality) แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่เคยเจอกันมาก่อนก็ตาม จนก่อให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างที่ผมได้เล่ามาตลอดบทความนี้

ในฐานะโฮสต์ Airbnb คนหนึ่ง การได้เป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับแขกที่มาพัก ถือเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะการได้เพื่อนใหม่ รวมถึงเรียนรู้วิถีชีวิต ไอเดีย ความเชื่อ และความหลงใหลของพวกเขาเหล่านั้น นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่า ทำไม Airbnb จึงเป็นธุรกิจที่น่าทำ และเติมเต็มบางอย่างให้กับชีวิตของเรา ในมุมมองของผมครับ

from:https://startitup.in.th/why-airbnb-is-good-business-and-it-can-fullfil-something-for-us/

Advertisements

Black Friday & Cyber Monday แท้จริงแล้วคืออะไร…?

ช่วงใกล้ปลายเดือนพฤศจิกายนแบบนี้ จะไม่พูดถึง Black Friday และ Cyber Monday ก็คงจะเรียกว่าเฉยไปสักหน่อย หลายคนอาจเคยได้ยินทั้งสองคำนี้กันมาบ้าง และอีกหลายคนอาจยังไม่เคยได้รู้จัก วันนี้เราจึงจะพามาทำความรู้จักทั้งสองคำนี้กันสักหน่อย

Black Friday และ Cyber Monday เป็นสองคำที่ขาช้อปรู้จักกันดี เนื่องจากเป็นวันลดแหลก แจกทั้งโปรโมชั่นและส่วนลด ซึ่งเค้าจะจัดกันในช่วงหลังวัน Thanksgiving หรือวันขอบคุณพระเจ้าในประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ สาเหตุก็เพราะว่า ช่วงนี้เป็นช่วงจับจ่าย ช้อปปิ้งของเข้าบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาส รวมถึงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ดังนั้น บรรดาห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆจึงพากันกระหน่ำจัดโปรโมชั่น ลดราคาสินค้า เพื่อกระตุ้นยอดขายกันอย่างคึกคัก

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2504 ที่ฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา คำว่า Black Friday ได้ถือกำเนิดขึ้นจากคุณตำรวจผู้ตรากตรำทำงานหนักในช่วงช้อปปิ้งฟีเวอร์ เมื่อประชาชนพากันออกมาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างคึกคัก ส่งผลการจราจรติดขัดและตำรวจทำงานหนัก ภาพประชาชนที่แน่นขนัดดูเหมือนความมืดที่ปกคลุมในสายตาของตำรวจแถวนั้น จึงพากันเรียกวันนี้ว่า Black Friday นั่นเอง ไม่พียงแค่นั้น คำว่า Black Friday ยังสื่อสารถึงตัวเลขกำไรอันมหาศาลในบัญชีของพ่อค้าแม่ขายในช่วงหลังวันขอบคุณพระเจ้าอีกด้วย

ในช่วงแรกนั้น Black Friday เป็นอีเว้นท์ใหญ่ที่บรรดาร้านค้าและห้างสรรพสินค้าที่เราขอเรียกว่า ออฟไลน์ จะจัดโปรโมชั่น ส่วนลด เพื่อกระตุ้นยอดขายเท่านั้น ซึ่งสร้างปัญหาให้กับกลุ่มคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกไปช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้า ดังนั้นสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งชาติของอเมริกาจึงได้จัดวัน Cyber Monday ให้ผู้ที่พลาดโอกาสรับส่วนลดในวัน Black Friday ได้ฟินกับโปรโมชั่นออนไลน์กันได้อีกหนึ่งวัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแคมเปญกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้ร้านค้าได้เติบโต และได้คืนความสุขให้กับบรรดานักช้อปไปตามๆกัน แต่จากวันนั้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต การช้อปปิ้งของสังคมก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ไม่ว่าจะเป็น Black Friday หรือว่า Cyber Monday ก็สามารถเพลิดเพลินกับโปรโมชั่น และสินค้าลดราคาได้เหมือนๆกันในโลกออนไลน์

สำหรับในประเทศไทยเองนั้น คิดว่านักช้อปก็คงได้ยินแคมเปญวัน Black Friday และ Cyber Monday ที่จัดต่อเนื่องกันมากันพอสมควร ทั้งร้านค้าออฟไลน์ตามห้างสรรพสินค้า และ ร้านค้าออนไลน์ชื่อดังอย่างเช่น Lazada ก็ต่างพากันเปิดตัวจัดแคมเปญลดแหลกกันชนิดที่ว่าทำให้รถติดกันได้มากขึ้นสองเท่าเลยทีเดียว สำหรับใครที่ไม่อยากไปเบียด ไปเข้าคิวแย่งชิงสินค้าแบรนด์ดังลดราคา ก็สามารถเข้ามาช้อปปิ้งเพื่อซื้อสินค้าลดราคากันได้ที่ร้านค้าออนไลน์ ซึ่งความน่าสนใจของยุคสมัยนี้ก็คือมีเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นอย่าง ShopBack ที่ช่วยให้นักช้อปออนไลน์ประหยัดและช้อปปิ้งได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้สินค้าลดราคาตามโปรโมชั่นของแต่ละร้านค้าแล้ว ยังได้เงินคืนเพิ่มเติมเข้าไปอีก เรียกได้ว่าเป็นการประหยัดคูณสองที่คนยุคใหม่ต้องโหลดเก็บไว้ใช้เลยล่ะค่ะ

ShopBack มีให้ร้านค้าและบริการให้คุณได้เลือกช้อปปิ้งแบบประหยัดมากมายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นหมวดเครื่องสำอางอย่าง Konvy จองที่พักและตั๋วเครื่องบินอย่าง Expedia หรือจะช้อปปิ้งสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย และประหยัดได้ด้วยปลายนิ้ว ซึ่งในช่วง Black Friday และ Cyber Monday นั้นคุณก็สามารถเข้ามาเลือกช้อปปิ้งสินค้าหรือบริการจากร้านค้าออนไลน์ที่จัดโปรโมชั่น ผ่านเว็บไซต์ ShopBack และรับเงินคืนกลับไปได้เหมือนเดิมด้วยเช่นกัน ซึ่งหากคุณคิดว่าความสนุกจากการช้อปปิ้งในช่วง Black Friday และ Cyber Monday ยังน้อยไป ขอแนะนำให้ติดตามกันต่อในแคมเปญ 12.12 วันที่ 12 เดือนธันวาคม 2560 ที่กำลังจะถึงนี้ค่ะ

เรียนรู้เกี่ยวกับ ShopBack เพิ่มเติมได้ที่ https://www.myshopback.co.th/more-info

from:https://startitup.in.th/what-are-black-friday-and-cyber-monday/

บทเรียนจากการเติบโตแบบ 100 เท่าของสตาร์ทอัพ Airbnb โดย Jonathan Goleden อดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์คนแรก

ทุกครั้งที่ผมเห็นบทความน่าสนใจเกี่ยวกับ Airbnb บน Medium ผมมักจะกระโจนเข้าไปอ่านทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการก่อตั้งธุรกิจ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหาทางธุรกิจ ไปจนถึงบทวิเคราะห์ TED Talk ที่ Joe Gebbia ได้ขึ้นเวทีพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน

ที่เป็นเช่นนี้เพราะผมหลงใหลใน Airbnb อย่างมาก ผมพยายามที่จะแกะรอยความสำเร็จของ Airbnb ธุรกิจ Marketplace สาย Sharing Economy เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจสตาร์ทอัพของผมเอง

แน่นอนว่าการทำธุรกิจไม่มีสูตรที่สำเร็จตายตัว เราคงไม่สามารถก็อปปี้ไอเดียใครแล้วจะประสบความสำเร็จในแบบที่เขาเป็นได้ แต่เส้นทางที่พวกเขาเคยย่ำไปต่างหากจะเป็นบทเรียนให้พวกเราได้ศึกษา ว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องฝ่าวิกฤต ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมาบ้างถึงประสบความสำเร็จแบบที่เป็นในปัจจุบัน

เรื่องราวต่อไปนี้ ควรค่าแก่การศึกษาอย่างมากในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ เรื่องราวของ Jonathan Golden ผู้จัดการผลิตภัณฑ์คนแรกของ Airbnb ครับ

บทเรียนล้ำค่าจาก Jonathan Goleden ผู้จัดการผลิตภัณฑ์คนแรกของ Airbnb

airbnb growth 100x

วันแรกของผมกับ Airbnb นั้นต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2011 ผมเดินเข้าไปในออฟฟิศ และสังเกตเห็น Joe Gebbia หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพแบ่งปันที่พักชื่อดังกำลังจัดโต๊ะให้ผมอยู่

ก่อนหน้าผมใช้เวลา 3 เดือนค่อย ๆ โน้มน้าวให้สตาร์ทอัพน้องใหม่รายนี้เชื่อว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการคือผู้จัดการผลิตภัณฑ์ (Product Manager) และในตอนนี้ Joe ก็เร้าให้ผมปักหลัก และลองเข้าไปสำรวจเว็บไซต์ Airbnb

ผมลองเลื่อนหน้าเว็บเห็นรายการที่พักมากมาย แต่มีบางอย่างที่ผมสังเกต คือ หน้าของผู้คนที่อยู่ในรีวิวที่พักนั้น เพิ่งจะเดินวนไปมาในออฟฟิศเมื่อสักครู่นี้ หน้าของผมเริ่มแดงก่ำ และทำให้คิดว่าผมเข้าใจอะไรผิดหรือปล่าวที่มาทำงานที่นี่ นี่ผมมาร่วมบริษัทที่กำลังอยู่รอดได้ด้วยบัตรเครดิตของพนักงานตัวเองเนี่ยนะ

แต่แล้วความวิตกกังวลของผมก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อ Brian Chesky CEO ของ Airbnb ชี้แจงให้ผมฟังว่า รีวิวของพนักงานที่เห็นนั้นเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยจากรีวิวที่พัก 10,000 รีวิว นั่นทำให้ผมหายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น

เมื่อผมได้เข้าร่วมทีม ผมต้องเรียนรู้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างทีมครีเอทีฟซึ่งเป็นทีมนักแก้ปัญหา สิ่งสำคัญ คือ การทำให้ธุรกิจ Marketplace แบ่งปันที่พักนี้มันเวิร์ก รีวิวเป็นปัจจัยสำคัญมากในการที่ผู้คนจะตัดสินใจจองที่พัก ดังนั้นสมาชิกในทีมจึงต้องตระเวณไปยังที่พักต่าง ๆ เพื่อให้ได้รีวิวช่วงแรกมา ในฐานะผู้จัดการผลิตภัณฑ์คนแรกของบริษัท ตอนนั้นบริษัทมีวิศวกรเพียง 8 คน นั่นทำให้ผมเวลาคิดอะไรจะต้องใช้หัวอย่างมาก

อย่างที่เรารู้กันว่าธุรกิจ Marketplace นั้นทำยากในช่วงแรก แต่ความมหัศจรรย์จะเกิดขึ้นเมื่อมันได้ผล ตลอดการทำงาน 6 ปีของผมกับ Airbnb ผมเห็นการเติบโตแบบ 100 เท่ามาตลอด ทุกตัวชี้วัดไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่พัก ผู้ใช้ รายได้ พนักงาน และอีกหลายสิ่ง

ผมเข้ามาตอนช่วงที่เป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจ เมื่อ Product เริ่มเปลี่ยนจากตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) มาสู่พวกที่ชอบลองของใหม่ (Early Adopter) จากที่พักแบบเตียงลมมาสู่ที่อยู่อาศัยอะไรก็ได้ ในขณะที่บริษัทได้รับความนิยม พวกเราต่างผ่านจุดเปลี่ยนมากมาย และเจอแม้กระทั่งความท้าทายต่าง ๆ แต่เราก็คิดอยู่เสมอว่า “เราจะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างไร”

และนี่คือ 5 จุดเปลี่ยนที่สำคัญของ Airbnb ที่ผมได้มีโอกาสเป็นพยาน และเป็นบทเรียนให้กับผมเองด้วย

1. เมื่อเริ่มสร้าง Marketplace คุณต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนมาก ๆ จากนั้นทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องราวการก่อตั้ง Airbnb คุณจะรู้ว่า Brian และ Joe เริ่มต้นด้วยการตระเวณไปทั่วนิวยอร์ค เพื่อพบปะกับโฮสต์ทุกคนด้วยตนเอง และอาสาถ่ายรูปที่พักให้ นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Airbnb เติบโตแบบก้าวกระโดด

ในช่วงนั้นผมได้เข้าร่วมทีม Airbnb แล้ว แน่นอนว่าความพยายามเหล่านี้ต้องใช้เงิน และนิวยอร์คเองก็เป็นเมืองสำคัญสำหรับการพักอาศัย คำถาม คือ ทำอย่างไรที่เราจะสามารถนำความสำเร็จจากเมืองนิวยอร์คไปทำซ้ำกับเมืองอื่นได้

สำหรับ Airbnb สภาพคล่องทางฝั่งซัพพลาย (ที่พัก) นั้นสำคัญมาก Nate Blecharczyk หนึ่งในผู้ร่วมก่อ Airbnb กำหนดเป้าว่าเราต้องมีที่พัก 300 แห่ง และจำนวนรีวิวที่พัก 100 รีวิว มันคือตัวเลขมหัศจรรย์ที่จะทำให้เกิดการเติบโตแบบพุ่งทะยานในตลาด (เมือง) นั้น ๆ

จากการสังเกตการทั้งนิวยอร์ค ปารีส และหัวเมืองอื่น ๆ เราสังเกตว่าอัตราการจองเริ่มเปลี่ยนแปลง หลังจากที่เมืองนั้นมีจำนวนที่พักเพิ่มถึง 300 แห่ง หมายความว่า ณ จุดนั้นแขกเริ่มมีตัวเลือกมากพอ ที่จะหาที่พักที่ตรงกับรสนิยม และตารางการเดินทางของพวกเขาได้แล้ว

การกำหนดเป้าว่าแต่ละเมืองจะต้องมีที่พักกี่แห่งได้ชัดเจน ทำให้เราพยายามทำทุกวิถีทางในแต่ละเมือง เช่น ลอนดอน เพื่อไปให้ถึงตัวเลขมหัศจรรย์อันนั้น ซึ่งมีหลายกิจกรรมที่เราต้องออกแรงทำกันเองไปก่อน เช่น การพบปะโฮสต์ในท้องถิ่นแบบส่วนตัว การประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวลองไปพักกับโฮสต์ในท่องถิ่น รวมถึงการออกแคมเปญโฮสต์แนะนำเพื่อนฝูงให้มาเป็นโฮสต์

นอกจากนี้เรายังเลือกอีเว้นท์สำคัญในท้องถิ่นมาออกแคมเปญ เพื่อกระตุ้นยอดฝั่งซัพพลาย เช่น แคมเปญออนไลน์ “ทำเงิน 1,000 เหรียญภายใน 1 อาทิตย์ โดยให้เช่าอพาร์ตเมนต์ของคุณแก่ผู้ที่มาร่วมงาน Oktoberfest” แทนที่จะออกแคมเปญทั่วไปอย่าง “ทำเงินโดยให้คนแปลกหน้ามาเช่าอพาร์ตเมนต์ของคุณ”

วิธีนี้ช่วยให้จำนวนฝั่งซัพพลายเพิ่มขึ้นอย่างมาก สำหรับวิธีการที่ทรงพลังในการให้คนอยากมาฝั่งซัพพลาย คือ การการันตีว่าพวกเขาจะมีแขกมาเช่าที่พัก ซึ่งเราใช้วิธีกระตุ้นให้พนักงาน Airbnb เดินทางไปพักยังที่พักที่ยังไม่เคยได้รีวิวมาก่อน

Airbnb เป็น Marketplace ระดับโลกตั้งแต่วันแรก แต่การที่เรากำหนดเป้าหมายทางภูมิศาสตร์ที่เจาะจงในช่วงแรกนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง พวกเรามองหากลยุทธ์ที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ จากนั้นจึงมาคิดต่ออีกว่าทำอย่างไรที่จะทำซ้ำได้สองเท่า และขยายตลาดไปได้มากกว่าเดิม

แน่นอนว่าไม่ได้มีกลยุทธ์ที่ตายตัวสำหรับการทำให้ Airbnb เติบโตในช่วงแรก แต่เกิดจากการนำกลยุทธ์หลายอย่างเข้ามาผสมผสานกัน มันไม่ได้เป็นเส้นตรงตั้งแต่แรก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราขยายไป 50 ตลาดพร้อมกัน และเห็นว่าการขยายตัวทำได้ไม่ค่อยดีนัก หลังจากที่พบความจริง พวกเราปรับขนาดลงมาเหลือเพียง 10 ตลาด

หลายปีต่อมี ด้วยจำนวนที่พักมากกว่า 4 ล้านแห่ง ทีม Airbnb ไม่จำเป็นต้องออกไปพบปะโฮสต์เป็นการส่วนตัวอีกต่อไป โมเมนตัมได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ความคิดการเริ่มต้นธุรกิจแบบจำกัดจำเขี่ยนี้ ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ฝังรากใน DNA ของพวกเรา การทำธุรกิจ Marketplace จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และความพยายามที่กระท่อนกระแท่นตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นจงทำมันให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรคุณซะ

2. เต็มใจรับความเสี่ยง เพื่อช่วยเหลือชุมชนของคุณ

ช่วงกรกฎาคม ปี 2011 ในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากที่เกิดเรื่อง “เจ้าของที่พักที่ภายในบ้านเต็มไปด้วยขยะ” ถูกตีพิมพ์หน้าแรกหมวดธุรกิจของนสพ.ชื่อดังอย่าง New York Times, Wall Street Journal และ Financial Times บรรดาสื่อได้โหมกระหน่ำว่านี่อาจจะเป็นจุดจบของ Airbnb

บอกตามตรงว่า พวกเราไม่เคยเจอวิกฤตที่ร้ายแรงขนาดนี้มาก่อน บรรดาที่ปรึกษาต่างบอกว่าเราเป็นเพียง Marketplace และไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่องระหว่างแขกกับโฮสต์ที่เกิดเรื่อง แต่ผู้ก่อตั้ง Airbnb ไม่เห็นด้วย พวกเขาต้องการที่จะกู้ความไว้วางใจกลับคืนมายังชุมชนแห่งนี้

Brian มาหาผม และมอบหมายงานที่ท้าทายสุด ๆ นั่นคือ หาประกันให้กับโฮสต์ Airbnb หรือจะยอมจบเห่กันในอาทิตย์หน้า ตอนนี้ธุรกิจกำลังดิ่งลงเหว ยอดการจองเริ่มลดลงอย่างมาก ผมพูดคุยกับบริษัทตัวแทนประกันกว่า 20 แห่ง และยังเคยเสนอเรื่องนี้กับบอร์ดของบริษัทประกันที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็ไม่สักคนที่กล้าจะมารับประกันความเสี่ยงกับธุรกิจเกิดใหม่อย่าง Airbnb

ช่วงวิกฤตวันที่สาม Brian กับผมนอนเบียดเสียดกันอยู่ในออฟฟิศช่วงตี 1 กับพนักงานคนอื่น ๆ ที่นอนกันอยู่บนเตียงลมรอบห้อง ผมหมดทางเลือก ถึงเวลาที่ต้องเสี่ยงโยนหัวก้อยกันแล้ว ผมเสนอขึ้นว่า Airbnb จะเป็นคนออกเงินประกันให้กับโฮสต์เอง 5,000 เหรียญ Brian ซึ่งได้ปรึกษากับ Marc Andreessen มาแล้ว พูดตอบกลับว่า “เราให้เยอะกว่านี้ได้มั้ย”

Brian ไม่ต้องแทรกแซงภาพในหัวของผมที่คิดไปไกลในช่วงเวลาที่เคร่งเครียดเช่นนี้ ผมพยายามคำนวณความเสี่ยงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในหัว แต่การตัดสินใจก็ดูเหมือนง่าย เพราะ ความเสี่ยงในการให้เงินน้อยเกินไปนั้น มากกว่าความเสี่ยงที่จะให้เกินมากเกินไป

พวกเราตัดสินใจว่าตัวเลขเงินประกัน คือ 50,000 เหรียญ ผมเริ่มร่างเอกสารอย่างรวดเร็วถึง 10 เมืองหลักที่เราให้บริการอยู่ และสิ่งที่เราครอบคลุม เช่น การลักขโมยและทำลายข้าวของ จากนั้นจึงเริ่มโทรหาที่ปรึกษาภายนอกของพวกเราเพื่อขออนุมัติ

Brian ต้องการให้ประกาศเรื่องนี้ภายในไม่กี่ชั่วโมง วันที่ 1 สิงหาคม 2011 พวกเราประกาศออกไปว่าโฮสต์ Airbnb ทุกคนจะได้รับการคุ้มครองในวงเงิน 50,000 เหรียญ เราตั้งทีมขนาดเล็กขึ้นมา 5 ทีม ใช้เวลา 2 อาทิตย์เพื่อดำเนินการตามโปรแกรมที่วางไว้ ทั้งในเรื่องของกฎหมาย การตลาด ผลิตภัณฑ์ และการดำเนินการ

วันที่ 15 สิงหาคม 2011 โปรแกรมการคุ้มครองโฮสต์ (Host Guarantee) ได้ปล่อยออกไป และผมวิตกว่าจะมีการเคลมเกิดขึ้นนับพันครั้ง ผมกลัวว่านี่จะทำให้ธุรกิจของพวกเราดับอนาถ ความเสี่ยงที่จะมีการเคลมเกิดขึ้นอยู่ราว 500 ล้านเหรียญ หลังจากที่ได้นอนพัก ผมวิเคราะห์ทุกการเคลมที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง

การประกาศได้ดับไฟ และที่สำคัญกว่า คือ เรารู้สึกภูมิใจสิงที่เราเสนอให้กับชุมชนของเรา มันรู้สึกว่าเราได้ดึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ออกมา หลายเดือนให้หลัง ในที่สุดผมก็บริษัทประกันเจ้าหนึ่งในลอนดอนที่เอาด้วย นั่นทำให้เราเพิ่มวงเงินประกันคุ้มครองโฮสต์เป็น 1 ล้านเหรียญ

airbnb host gurantee

การกระทำแบบเสี่ยง ๆ ของพวกเราคุ้มค่า จำนวนที่พักบน Airbnb เติบโตมากขึ้นหลังจากที่เราสร้างความไว้วางใจ และ Host Guarantee กลายเป็นรากฐานที่สำคัญ ของความสัมพันธ์ระหว่าง Airbnb กับชุมชนเจ้าของที่พัก

นอกจากนี้เรายังได้ตบหน้าสมมติฐานเดิมเกี่ยวกับ Marketplace โดยแสดงให้เห็นว่าการช่วยเหลือนั้นคือสิ่งสำคัญ เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เราต้องยืนมือเข้าช่วยเหลือ แม้ว่ามันจะทำให้ธุรกิจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เหตุการณ์เชิงลบแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

ดังนั้นจงรับความเสี่ยงแทนผู้ใช้ของคุณในยามจำเป็น เชื่อมั่นใจความดีของผู้คน ไม่ว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้นเสมอ เมื่อไหร่ที่คุณเป็นผู้มอบความไว้วางใจให้ ผู้ใช้ของคุณก็จะเริ่มไว้ใจคุณเช่นเดียวกัน และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ Marketplace ควรสร้าง

3. เมื่อคู่แข่งปรากฏตัว คุณต้องไปให้เร็วกว่าที่คิดไว้

เมื่อไม่นานนี้เราได้เรียนรู้วิธีการสร้างซัพพลายไป มากกว่าคู่แข่งกำลังที่มาเคาะประตูถึงหน้าบ้าน ที่ชาวยุโรปขี้ก็อป (ที่ผมใช้คำว่าขี้ก็อป เพราะเราเห็นข้อความประกาศรับสมัครงานแบบเดียวกับของเราบนเว็บไซต์ของพวกเขา) คู่แข่งเพิ่งจะได้รับเงินทุน 90 ล้านเหรียญ และกำลังเพิ่มจำนวนพนักงานให้ถึง 400 คนภายใน 2 เดือน

แขกของเราต่างใช้ Airbnb ในการเดินทางท่องเที่ยว และถ้าหากเราเสียยุโรปไป หมายความว่าเราไม่สามารถที่จะอยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวได้อีกต่อไป แผนการเติบโตตามกำหนดการเดิมของพวกเราต้องถูกพับในทันที

พวกเราจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ และเดินหน้าด้วยพลังทั้งหมด เพื่อคว้าตลาดยุโรปมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ สิ่งแรกและสำคัญที่สุด คือ เราต้องเป็นมิตรกับ “ท้องถิ่น” ตอนนั้นเดือนกันยายน 2011 เว็บไซต์ของเรายังเป็นแบบเน้นอเมริกาเป็นศูนย์กลาง

ในเวลาเพียงสามเดือน ผมกว้านซื้อโดเมนระดับบนสุดสำหรับ 9 ประเทศ ฟอร์มทีมแปลภาษาระดับโลก ทำสัญญากับ Akamai เพื่อให้เว็บโหลดได้เร็วขึ้น และวางโครงสร้าง UI ใหม่ เพื่อให้รองรับข้อความยาว (สำคัญมาก เมื่อคุณเปลี่ยนจากคำว่า “average” ไปเป็น “durchschnittliche”) พร้อมกันนั้นพวกเรายังปรับระบบการชำระเงินให้รองรับหลายสกุลเงิน

airbnb europe office 2012

เมื่ออาวุธครบมือ ก็ถึงเวลาสร้างซัพพลายและดีมานด์ พวกเราเคยเห็นคุณค่าของการได้คนในท้องถิ่นมาร่วมงาน ดังนั้นเราจึงเปิดสำนักงานเพิ่มอีก 8 เมืองในยุโรป

Brian ให้ความสำคัญกับการจ้างคนประเภท “มิชชันนารี” ไม่ใช่พวก “ทหารรับจ้าง” ด้วยความที่ Airbnb ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรม พวกเราจึงนำพนักงานที่ใส่ใจ และต้องการให้ชุมชน Airbnb เติบโตไปด้วย พวกเรายังซื้อ Accoleo และ Crashpadder ธุรกิจคู่แข่งขนาดเล็กกว่าในยุโรป เพื่อเพิ่มจำนวนซัพพลายเข้าไปในเยอรมัน และอังกฤษ

ส่วนฝั่งดีมานด์ พวกเราต้องคิดในมุมมองที่กว้างขึ้น เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเป็นลูกค้า Airbnb เดินทางมาท่องเที่ยวยุโรปตลอดทั้งปี พวกเราเปิดตัว Airbnb ในยุโรปอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2012 โดยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ด้วยแคมเปญ “มาเช่าประเทศลิกเตนสไตน์ทั้งประเทศบน Airbnb”

การขยายตัวครั้งนี้ฟังดูเหมือนเร็วเกินไป และมันก็เป็นอย่างนั้น คืนก่อนเปิดตัว พวกเรายังพยายามทำให้เว็บไซต์รองรับการแปลหลายภาษาอยู่เลย เมื่อมีข้าศึกบุกมาถึงหน้าบ้าน พวกเราไม่สามารถปฏิเสธ หรือเพิกเฉยความท้าทายนี้ได้ มันคุ้มค่า เพราะเมื่อคู่แข่งไล่จี้คุณมา คุณจะเป็นต้องฉีกหนีให้ไว ธุรกิจ Marketplace โดยปกติผู้ชนะจะครองตลาดทั้งหมด ถ้าเราสูญเสียตลาดในยุโรปให้แก่คู่แข่งในปี 2012 เราอาจไม่สามารถทวงตลาดนั้นคืนมาได้อีกเลย

4. เมื่อเกิดปัญหา (Edge cases) ขึ้น จงเข้าใจจุดเปลี่ยนของคุณ (มิฉะนั้นมันอาจฝังคุณตอนที่ธุรกิจโต)

เมื่อเราก้าวมาถึงจุดสูงสุดของการท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อนปี 2012 การเติบโตเป็นแบบออร์กานิคกำลังเข้าสู่ระดับสูงและการดำเนินงานต่าง ๆ เริ่มตึงมือ พวกเรามีที่พัก 200,000 แห่ง ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นครั้งสองครั้งต่อวัน ก็ขยับมาเป็น 50 หรือ 100 ครั้งต่อวัน

เคสยกเลิกการจอง (การแก้ไขการจอง การคืนเงิน การแก้ปัญหาระหว่างแขก และโฮสต์) ทั้งหมดเรารับเรื่องผ่านทางอีเมล์ จากนั้นเป็นหน้าที่ฝ่ายดูแลลูกค้าที่เป็นคนดำเนินการต่อ เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งที่เรามีลูกค้าติดต่อเข้ามามากกว่าการจองที่พัก วิธีแก้ปัญหาดังกล่าวเริ่มทำได้ช้าและไม่มีประสิทธิภาพ

นี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เรารู้อยู่แล้วว่าวิธีแบบนี้ไม่มีประสิทธิภาพ แต่เราต้องโฟกัสไปที่เส้นทางที่สำคัญกว่าอย่าง Host Guarantee และการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดยุโรป ในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยน เราต้องการก้าวไปให้เร็วโดยปรับงานที่เป็นภาระ (Manual) ให้เป็นอัตโนมัติ  หรือเราอาจจะจ้างคนเพิ่มอีก 1,000 คนในปีนั้นเพื่อมาแก้ไขงานเหล่านั้น

ต้นทุนสำหรับทางเลือกที่สองไม่เพียงแค่มีผลต่อฐานล่างขององค์กร แต่ยังเพิ่มความซับซ้อน และมีผลต่อวัฒนธรรมองค์กรอีกด้วย ดังนั้นเราจึงเลือกโฟกัสไปที่การทำให้งาน Operation มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทุกคนที่ผมคุยด้วยต่างก็มีปัญหาที่ต้องการให้ช่วยแก้ ผมจึงต้องจัดลำดับความสำคัญ และตั้งเกณฑ์สำหรับประเมินปัญหาดังนี้

  • ปัญหาเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน (จำนวนครั้งที่ลูกค้าติดต่อมา)
  • มีผู้ใช้กี่คนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ (จำนวนผู้ใช้)
  • ปัญหานี้สำคัญกับผู้ใช้อย่างไร (ระดับความรุนแรงที่ติดต่อเข้ามา)
  • สามารถใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ Manual ไปก่อนได้หรือไม่ (ความซับซ้อนของวิธีแก้ปัญหา)
  • ต้องใช้ทรัพยากรเท่าไหร่ในการแก้ปัญหา (จำนวนชั่วโมงทำงานของวิศวกร)
  • เราสามารถนำวิธีแก้ปัญหานี้ไปใช้กับปัญหาอื่นได้หรือไม่ (ผลกระทบของวิธีแก้ปัญหา)

เมื่อได้เฟรมเวิร์คแล้ว ก็นำปัญหามาไล่พิจารณาว่า เคสปัญหาไหนที่ลูกค้ามักติดต่อเข้ามา และทำไม? ที่ลูกค้า 1 คนติดต่อสอบถามปัญหามากมายแท้จริงแล้วมัน คือ ปัญหาใหญ่เพียงปัญหาเดียวใช่หรือไม่ บางปัญหาอาจจะยังไม่จำเป็นสำหรับการจัดการแบบอัตโนมัติ ถ้าเราฟังจากผู้ใช้จำนวนมาก ประเด็นไหนที่สำคัญ พวกเราไล่วิเคราะห์ไปแต่ละเคส และเริ่มเห็นว่าแนวทางของเรามันใช้ได้ผล

คำถาม คือ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าเมื่อไหร่ควรทรัพยากรที่ใช้ขยายธุรกิจออกมา เพื่อแก้ไขปัญหา หลักการที่ผมใช้คร่าว ๆ คือ เมื่อปัญหานั้นเกิดอย่างน้อย 50 ครั้งต่อวัน มันก็ถึงเวลาแล้วที่ต้องหยิบมาแก้ให้มีประสิทธิภาพ เมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจเราโต 300% – 600% ต่อปี ปัญหา (Edge cases) ก็เกิดขึ้นตามอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ปัญหาเหล่านี้ล่อใจให้เราคิดว่า “ฉันจะต้องจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้โดยเร็วที่สุด” จงใช้มันเป็นเครื่องเตือนให้คุณระวังตัว เพราะถ้าคุณไม่แก้ปัญหาเหล่านั้นแบบ Manual ก่อน คุณอาจสูญเสียข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากอะไร และทำไมมันถึงเกิด

แน่นอนว่า มันอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการใช้เวลาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ในช่วงแรก ยกตัวอย่าง เรารู้ว่ากระบวนการยกเลิกการจองที่พักยังไม่มีประสิทธิภาพนัก แต่เราก็ตระหนักว่าการเข้ายึดตลาดยุโรปนั้นมีความสำคัญมากกว่า

การรอให้ทุกอย่างเป็นอัตโนมัตินั้นใช้เวลามาเกินไป และปัญหาที่โตจนบวมนั้นทำให้เราแก้มันได้ยากขึ้น และถ้าคุณไม่มีกระบวนการพื้นฐานที่ดีในมือ เมื่อธุรกิจของคุณโต หรือมี Product รุ่นต่อไป ความซับซ้อนจะทำให้คุณพังได้

ในช่วงแรกของการทำ Marketplace ย่อมมีอุปสรรคเสมอระหว่างแผนการเติบโต กับปัญหาจุกจิกที่ต้องมาคอยแก้ไข จับตามองปัญหาเหล่านั้นให้ดี เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า เมื่อไหร่ที่เราควรดึงทรัพยากรออกมาจากการขยายธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น

5. เมื่อไฟมอด อย่าหยุดพัก จงโฟกัสไปที่การทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้ลื่นไหล

ท้ายที่สุด Airbnb ก็ออกจากโหมดภาวะฉุกเฉิน แต่พวกเราก็ยังไม่ลดการ์ดลง สิ่งที่เราทำต่อมา คือ การศึกษาว่าผู้คนใช้ผลิตภัณฑ์ของเราอย่างไร และอะไรที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นได้บาง

ปี 2014 พวกเราวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การจองที่พักเชิงลบ และเห็นปัญหาคอขวดเกิดขึ้นฝั่งแขก คือ พวกเขาไม่ได้รับการตอบรับคำขอจองจากเจ้าของที่พัก ซึ่งในความเป็นจริง กระบวนการนี้ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที หรือน้อยกว่านั้นถ้าเจ้าของที่พักปฏิเสธ

ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้พวกเรากำลังเสียลูกค้า เนื่องจากไม่ประทับใจ จากการที่ฝั่งซัพพลายไม่สามารถตอบสนองความต้องการพวกเขาได้ดีพอ เป็นเวลาหลายปีที่เราใช้วิธีอื่นแก้ปัญหานี้ แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ใช้ นั่นคือโมเดลการจองที่พักแบบ “จองทันที” (Instant Book)

ในช่วงแรกเราก็ไม่เห็นด้วยกับโมเดลนี้ เนื่องจากต้องการให้โฮสต์มีความยืดหยุ่นในการรับแขก หลังจากการตรวจสอบเราก็ตระหนักว่าโฮสต์ที่ใช้ Instant Book นั้นมีความผูกพันธ์กับผลิตภัณฑ์มากกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ต้องหยิบฟีเจอร์นี้มาปัดฝุ่นอีกครา

สิ่งแรกที่เราตั้งใจไว้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโฮสต์ในสองแนวทาง คือ ทางจิตวิทยา และทางปฏิบัติ

สำหรับทางจิตวิทยา เราได้ชักจูงโฮสต์ให้เห็นว่าการรับแขกที่จองทันทีนั้นมีความปลอดภัย และเริ่มสร้างฟีเจอร์ตรวจสอบตัวตน การที่ระบบของเรามีฟีเจอร์สำหรับยืนยันตัวบุคคลสำหรับแขก ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือมากขึ้น

ขั้นตอนการตรวจสอบตัวตน ใช้วิธีสแกนบัตรที่ทางราชการออกให้ จากนั้นนำชื่อบนบัตรมาตรวจสอบกับข้อมูลเอกสาร และประวัติการฉ้อโกงด้วยโมเดลการเรียนรู้ด้วยเครื่อง (AI) ด้วยขั้นตอนเหล่านี้ เราได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้ในแพลตฟอร์ม โดยส่งมอบความเชื่อมั่นนั้นไปยังโฮสต์ว่าพวกเขาจะได้ลูกค้าที่มีความประพฤติดี

ส่วนทางปฏิบัติ เราจำเป็นต้องชักจูงให้โฮสต์ทำการปรับปรุงปฏิทินของตัวเอง เรื่องนี้ฟังดูหมู แต่ไม่หมูอย่างที่คิด เพราะมีโฮสต์จำนวนมากที่เกลียดการจัดการปฏิทินตัวเอง อีกทั้งพวกเขายังเข้าใช้งานทางมือถือมากกว่าเว็บไซต์ ดังนั้นพวกเราจึงเน้นไปที่มือถือ โดยออกแบบประสบการณ์ใช้งานจัดการปฏิทินบนมือถือเสียใหม่ และใช้การแจ้งเตือนเพื่อเตือนเพื่อให้โฮสต์เข้าไปปรับปรุงปฏิทินอย่างต่อเนื่อง

เมื่อทุกอย่างครบ เราให้ความรู้แก่โฮสต์ถึงประโยชน์ของการจองทันที (Instant Book) เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาใช้งานมากขึ้น ถึงจะช้าแต่ก็ชัวร์ พวกโฮสต์เริ่มตระหนักได้ว่าฟีเจอร์นี้ดีสำหรับพวกเขา เพราะทำให้ที่พักมียอดจองเพิ่มขึ้น และมีการจัดการน้อยลง พวกเรากระตุ้นให้โฮสต์ใช้ฟีเจอร์ Instant Book จากตอนแรกที่มีเปอร์เซ็นต์เลขหลักเดียว ในภายหลังกลายเป็นโฮสต์มากกว่าครึ่งที่ใช้ฟีเจอร์นี้

สองปีครึ่งต่อมา มีที่พักกว่า 2 ล้านแห่งเปิดใช้ฟีเจอร์ Instant Book และยอดการจองโดยรวมเพิ่มขึ้นมากกว่า 60% แน่นอนว่าเพียงฟีเจอร์เดียวที่เราตัดสินใจทุ่มเทให้กับมัน ได้ผลลัพธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตมากกว่าฟีเจอร์อื่น ๆ ในปัจจุบัน

แน่นอนว่าแค่การสร้างฟีเจอร์อย่างเดียวนั้นไม่พอแน่ – คุณต้องเข้าใจความต้องการด้านอารมณ์ และการใช้งานของผู้ใช้เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากฟีเจอร์นั้น แท้จริงแล้วบางครั้งการยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การเล่าเรื่องให้กับผู้ใช้ของคุณ เพื่อให้พวกเขาเห็นวิถีที่ดีกว่า

ทิ้งท้าย

ผมได้เรียนรู้บางอย่างตลอดทุกฝีก้าวที่ร่วมเดินทางไปกับ Airbnb แต่ช่วงที่เกิดวิกฤต คือ ช่วงที่น่าศึกษามากที่สุด อย่ากลัววิกฤต และขอให้รู้ว่าคุณจะผ่านมันไปได้ จุดเปลี่ยนชอง Airbnb เกิดขึ้นเมื่อทีมค้นพบจิตวิญญาณของตัวเอง และเมื่อพวกเราสามารถหาทางออกให้กับปัญหาที่ยากมาก ๆ

Airbnb เป็นสถานที่ทำงานที่ท้าทายสุด ๆ ซึ่งบีบให้ผมต้องคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมด จากนั้นคิดย้อนกลับจากวิธีแก้ปัญหาในอุดมคติ ผมตระหนักได้ว่าแม้กระทั่งไอเดียที่ดูหลุดโลกก็สามารถเป็นไปได้ เพียงแค่คุณอุทิศให้กับการแก้ปัญหาในแบบฉบับของคุณ

การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ท้ายที่สุดจะเป็นตัวกำหนดวิถีการเติบโตของธุรกิจ Marketplace และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีมผู้นำธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ การเข้าใจว่าปัญหาอะไรจะเกิด และจะเกิดเมื่อใด จงนำบทเรียนที่คุณได้รับจากอดีตพนักงาน และธุรกิจ Marketplace ที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันอย่าง Airbnb ไปปรับใช้ในแนวทางของคุณเอง

ตอนที่ผมเข้าร่วม ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า Airbnb จะสร้างผลกระทบกับโลกได้เท่าทุกวันนี้ ผมตื่นเต้นมากกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

from:https://startitup.in.th/lessons-learned-scaling-airbnb-100x-by-jonathan-goleden-former-first-product-manager/

Payoneer คุ้มค่าหรือไม่ที่โฮสต์จะใช้รับเงินจาก Airbnb

มีโฮสต์ Airbnb หลายท่านเข้ามาสอบถามผมเกี่ยวกับบัตร Payoneer ว่าน่าใช้หรือไม่ในการรับเงินจาก Airbnb  ซึ่งผมเองก็ยังไม่เคยขอบัตรตัวนี้จาก Airbnb เพราะช่องทางการรับเงินที่ผมใช้อยู่ปกติ คือ การโอนผ่านธนาคาร และ Paypal ด้วยความอยากรู้ผมจึงลองไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าบัตร Payoneer ตัวนี้ดูครับ

ก่อนจะเข้าเนื้อหาหลักผมขอรีวิว ช่องทางที่ Airbnb จ่ายเงินให้กับเจ้าของที่พักก่อนนะครับ เผื่อคนที่เป็นเจ้าของที่พักมือใหม่ หรือคนที่สนใจแต่ยังไม่รู้จัก Airbnb จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลส่วนนี้ด้วย

โดยปกติเจ้าของที่พักจะได้รับเงินจากทาง Airbnb หลังจากแขก Check-in เข้าที่พัก ซึ่งจะใช้เวลาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับช่องทางการรับเงินที่แต่ละคนเลือก โดยปกติ Airbnb มีช่องทางการรับชำระเงินให้เลือก 3 ช่องทาง คือ

  • Paypal
  • การโอนเงินผ่านธนาคาร
  • Payoneer Prepaid Debit MasterCard

เดี๋ยวเรามาดูกันครับว่า แต่ละช่องทางมีข้อดีข้อเสียอย่างไร

Airbnb payout medthods

Paypal

ช่วงแรก ๆ ที่ผมปล่อยเช่าที่พักบน Airbnb การรับเงินทาง Paypal คือ ช่องทางหลักที่ผมเลือก เนื่องจากได้รับเงินเร็วมาก ภายใน 24 ชั่วโมงหลังแขก Check-in เงินก็เข้าบัญชี Paypal ทันทีครับ (ช่วงหลังปรับมาเป็น 3-4 ชั่วโมง)

การรับเงินเข้าบัญชี Paypal จะเหมาะสำหรับคนที่ชอบทำธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตกับเว็บไซต์ต่างประเทศ เช่นการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ พวกหนังสือ คอร์สเรียนออนไลน์ เกม เพลง หรือการจองบริการ เช่น โรงแรม (Airbnb ก็จองผ่าน Paypal ได้นะ) หรือเครื่องบิน

อย่างไรก็ตาม Paypal ก็มีข้อเสีย คือ ถ้าถอนเงินจาก Paypal มาเข้าบัญชีธนาคารในไทยของเราเองต่ำกว่า 5,000 บาท จะเสียค่าธรรมเนียมในการถอนครั้งละ 50 บาท และใช้ระยะเวลา 3-5 วัน (วันทำการของธนาคาร) ในการได้รับเงินจาก Paypal

ใครอยากลองใช้ Paypal และไม่มีบัตรเครดิต ลองใช้วิธีที่ผมใช้ก็ได้ครับ ซึ่งเป็นวิธีที่ผมไม่ได้ไปออกบัตร ATM จากธนาคาร คือ เปิดบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารกสิกรไทย และสมัครบริการ K-Web Shopping Card เพื่อใช้เป็น Virtual Credit Card หรือบัตรเครดิตเสมือน เราสามารถนำบัตรเสมือนนี้ไปผูกกับบัญชี Paypal ได้ หรือหากใครมีบัตรเดบิตอยู่แล้ว ก็สามารถนำไปผูกกับบัญชี Paypal ได้เช่นกันครับ

รูปแบบบัญชี Paypal ที่ผมใช้ คือ บัญชีบุคคลพรีเมียร์ ส่วนขั้นตอนการสมัครคุณสามารถลองค้นหาจาก Google หรือทำตามบล็อกของคุณวรวุฒิได้ที่ลิงก์นี้ครับ http://paypal-worawut-k-gdi.blogspot.com/

การโอนเงินผ่านธนาคาร

ปัจจุบันผมใช้ช่องทางนี้รับเงินค่าเช่าที่พักจาก Airbnb เป็นหลัก เพราะมีข้อดีคือไม่เสียค่าธรรมเนียมใด ๆ จากการโอนเงินจาก Airbnb เข้าบัญชีของเรา อีกทั้ง Airbnb ยังรองรับบัญชีของธนาคารทั่วไปในไทยได้แทบทุกธนาคาร

ส่วนข้อเสียระยะเวลาที่คุณจะได้รับเงินนั้นขึ้นอยู่กับเวลาทำการของธนาคาร ซึ่งถ้าเป็นวันหยุดคุณอาจจะต้องรอต่อไปอีก จากประสบการณ์ของผมโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วันครับ

Payoneer Prepaid Debit MasterCard

airbnb payoneer debit card

เห็นบัตรสวย เท่ น่าใช้แบบนี้อย่าเพิ่งหลงเสน่ห์นะครับ สำหรับใครก็ตามที่เพิ่งสมัครเป็นโฮสต์ Airbnb ผมยังไม่แนะนำให้คุณขอบัตร Payoneer นี้จาก Airbnb ด้วยเหตุผลหลัก คือ ค่าธรรมเนียม ครับ

ขอเกริ่นก่อนว่าบัตร Payoneer คือ บัตรเดบิตธนาคารออนไลน์ของอเมริกา ใช้งานสะดวกสามารถนำไปรูดจ่ายเงินได้เหมือนบัตรเครดิต รวมถึงใช้ชำระเงินออนไลน์ได้ แต่ต้องมีการเติมเงินเข้าไปในบัตรก่อน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรับส่งเงินจากต่างประเทศ ระยะเวลาที่ Airbnb ออกบัตรให้ประมาณ 2 อาทิตย์ครับ

ข้อดีของ Payoneer อีกอย่าง คือ ระยะเวลาในการรับเงินเร็วเทียบเท่ากับ Paypal อย่างไรก็ตามที่ผมเกริ่นไปช่วงต้น เรื่องค่าธรรมเนียมของ Payoneer ถือว่าหนักเอาการครับ ที่ว่าหนักนี่มีอะไรบ้างไล่มาดูทีละข้อตามที่ระบุในเว็บไซต์ของ Airbnb (https://th.airbnb.com/help/article/482/how-do-i-use-payoneer-to-receive-payouts) ดังนี้

  • การรักษาบัญชีรายปี: ฟรีสำหรับลูกค้า Airbnb (ปกติต้องจ่าย 95 เหรียญต่อปี)
  • รายการสั่งซื้อ: ฟรี ยกเว้นรายการที่ถูกสั่งซื้อด้วยเงินสกุลอื่น จะมีค่าธรรม 3% ต่อรายการ
  • ค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้ ATM ในประเทศอเมริกา: 1.75 เหรียญ ต่อครั้ง
  • ค่าธรรมเนียมการถอนเงินจากตู้ ATM นอกประเทศอเมริกา: 3.15 เหรียญต่อครั้ง
  • ค่าธรรมเนียมยกเลิกการถอนเงินจากตู้ ATM: 1 เหรียญต่อครั้ง
  • ค่าธรรมเนียมเช็คยอดเงินจากตู้ ATM: 1 เหรียญต่อครั้ง
  • การเปลี่ยนบัตรใหม่: 12.95 เหรียญต่อครั้ง

ลำพังแค่ค่าธรรมเนียมในการถอนเงินของ Payoneer ตีเป็นเงินบาทก็ประมาณ 100 บาทแล้วครับ บางคนอาจจะพลิกแพลงเลี่ยงค่าธรรมเนียมการถอนเงิน โดยโอนเงินเข้าบัญชี Paypal แล้วถอนออกมา ถ้าถอนต่ำกว่า 5,000 ก็มีค่าธรรมเนียม 50 บาทของ Paypal และต้องใช้เวลา 3-5 วันรอเงินเข้าบัญชีในไทยอีกที ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้อาจจะยุ่งยากสำหรับบางคนครับ

สำหรับใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตร Payoneer ลองดูรีวิวจากต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ Youtube ด้านล่างนี้ครับ ว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนเป็นเจ้าของหรือไม่

ดังนั้น ถ้าให้ผมแนะนำ การโอนเงินผ่านธนาคาร น่าจะเป็นช่องที่เหมาะสมกับใครหลายคน เพราะไม่ต้องไปสมัครอะไรมากมาย เพียงแค่คุณมีบัญชีธนาคารในประเทศก็สามารถใช้รับเงินจากทาง Airbnb ได้เลย นอกจากนี้ยังไม่ค่าธรรมเนียมจุกจิกให้วุ่นวายใจ แม้ว่าจะได้รับเงินนานกว่าช่องทางอื่นก็ตาม

ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์เป็นประจำ Paypal ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ผมแนะนำครับ ส่วน Payoneer ขอยังไม่แนะนำแก่โฮสต์ Airbnb มือใหม่นะครับ เพราะดูแล้วค่าธรรมเนียมยังไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของบัตรครับ แต่หากใครที่ไม่มีปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียม และอยากเป็นเจ้าของบัตรเดบิตเท่ ๆ ลาย Airbnb ตัวนี้ก็ลองดูได้ครับ

from:https://startitup.in.th/is-payoneer-debit-card-worth-for-host-to-get-payout-from-airbnb/

แชร์ประสบการณ์การเป็นวิทยากร Airbnb (จำเป็น) กับโอกาสที่เปิดกว้างสู่การเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านนะครับ ผมห่างหายจากการเขียนบทความไปนานเพราะติดภาระกิจดูแลสตาร์ทอัพตัวหนึ่ง เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า บทความนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อแชร์แนวคิด และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจอยากเป็นผู้ประกอบการในยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่โอกาสทางธุรกิจเปิดกว้างมาก ๆ จากการที่ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น

วิทยากร Airbnb จำเป็น

ผมไม่รู้ไปทำอีท่าไหน โดนจับพลัดจับผลูให้มาเป็นวิทยาการจำเป็น เพื่อไปให้ความรู้เกี่ยวกับการปล่อยเช่าที่พักบน Airbnb ซึ่งหน่วยงานที่ติดต่อมาเป็นหน่วยงานภาครัฐ เพื่อตอบรับกับนโยบายของประเทศ ยุคไทยแลนด์ 4.0

โจทย์ของทางหน่วยงานรัฐ คือ ต้องเป็นธุรกิจออนไลน์ หรือธุรกิจด้านเทคโนโลยีที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ซึ่ง Airbnb เป็นหนึ่งธุรกิจที่ตอบโจทย์พอดี ดังนั้นทางภาครัฐจึงหาคนที่เคยมีประสบการณ์ทำ Airbnb ซึ่งก็มาค้นเจอผมบนอินเทอร์เน็ตนี่ล่ะครับ เลยติดต่อมาให้ผมไปเป็นวิทยากร 2 ค่าย ค่ายละ 5 วัน แต่ส่วนที่ผมไปบรรยายจะเป็น 3 วันแรกของทั้งสองค่าย ค่ายแรกไปที่จังหวัดสตูล และค่ายที่สองไปที่จังหวัดอุบลราชธานี ในบทความนี้ผมขอหยิบการไปค่ายแรกที่สตูลมาเล่าสู่กันฟัง เพราะกลุ่มผู้เข้าอบรมน่าสนใจครับ

เอาเป็นว่าผมตอบตกลงคำเชิญของหน่วยงานรัฐ เพราะผมไม่เคยไปบรรยายเกี่ยวกับ Airbnb ให้ใครฟังมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกครับสำหรับการเป็นวิทยากร Airbnb จำเป็น และครั้งแรกที่ได้ลงใต้ไปสัมผัสกับทะเลที่สตูล

ผู้ประกอบการรุ่นเยาว์

ในการอบรมค่ายแรก ผมได้อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เข้าร่วมอบรมก็ตกใจครับ เพราะกลุ่มผู้เข้าอบรมเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนควนโดน จ.สตูล ถามว่าทำไมผมถึงตกใจ ผมลองนึกย้อนกลับไปในวัยเด็กม.ปลาย แล้วลองนึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

Airbnb Satun

ช่วงนั้นผมจำได้ดีเลยว่า ผมยังเป็นเด็กที่ชอบไปนั่งเล่นเกม Counter Strike หรือ Ragnarok ตามร้านเน็ตอยู่เลย เรานึกไม่ออกเลยว่าเราจะมีโอกาสเป็นผู้ประกอบการ หรือทำธุรกิจได้อย่างไรในช่วงที่เราเรียนอยู่ ความคิดของผมในวัยนั้น คือ ต้องรอเรียนให้จบมหาวิทยาลัย แล้วค่อยหางานทำ ทำงานสักพักมีเงินเก็บค่อยออกมาทำธุรกิจส่วนตัว

คิดไปผมก็นึกอิจฉาเด็ก ๆ สมัย ที่มีทางเลือกมากมายในการเริ่มต้นธุรกิจ หรือเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จากการเขียนบทความเกี่ยวกับผู้ประกอบการยุคดิจิทัล ทำให้ผมได้แนวคิด และไอเดียการเริ่มต้นธุรกิจในขณะที่เรายังไม่พร้อม ดังนั้นผมจึงตอบรับคำเชิญของหน่วยงานรัฐ ด้วยความคิดที่ว่า ถ้าในวัยเด็กของเรามันไม่มีโอกาสแบบนี้ เราก็จะมอบแนวทางหรือโอกาสให้กับพวกเขาเองนี่แหละ ซึ่งมันดีกว่าการที่เราไม่ทำอะไรเลย และเราอาจนึกเสียใจทีหลังที่ไม่คว้าโอกาสนี้

Disrupt = โอกาส

เชื่อไหมครับว่า โอกาสการเป็นผู้ประกอบการที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันนั้น มาจากการพลิกโฉม หรือปฏิวัติทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งขับเคลื่อนโดยธุรกิจเกิดใหม่ หรือที่เราเรียกกันว่า “สตาร์ทอัพ” ซึ่งโอกาสและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา ทำให้คนที่เกิดก่อนยุคอินเทอร์เน็ตได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า “มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะเริ่มต้นธุรกิจ ด้วยทรัพยากรที่จำกัด”

ธุรกิจสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง หรือพลิกโฉมธุรกิจดั้งเดิมที่มีอยู่ (Disrupt) จะมีแนวความคิดคล้ายกัน คือ การทำให้ “พลังขององค์กร” ถูกโยกย้ายมาสู่คนทั่วไปอย่างเต็มตัว โดยกรณีศึกษาธุรกิจสตาร์ทอัพต่าง ๆ ที่ผมนำไปบรรยายให้เด็ก ๆ ฟัง ได้แก่

Amazon คือ ธุรกิจที่คุณสามารถเป็นนักเขียน ตีพิมพ์อีบุ๊ค และขายให้กับคนทั้งโลกได้ โดยที่คุณไม่ต้องเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง และไม่จำเป็นต้องวิ่งหา หรือจัดตั้งสำนักพิมพ์เพื่อตีพิมพ์ และวางขายหนังสือของคุณ

Udemy คือ ธุรกิจที่คุณไม่ต้องจบครู แต่คุณมีความรู้บางอย่างที่คุณสามารถนำมาผลิตเป็นคอร์สออนไลน์ในรูปแบบวิดีโอ และขายความรู้นั้นให้กับคนทั่วโลกได้ ที่สำคัญ คือ การเรียนคอร์สออนไลน์ในปัจจุบัน อาจทำให้ธุรกิจการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยเริ่มหมดความสำคัญลง เพราะความรู้บางศาสตร์ผู้เรียนสามารถขวนขวายได้ด้วตนเองจากคอร์สออนไลน์เหล่านี้ เช่น การออกแบบกราฟิก การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การตลาดดิจิทัล เป็นต้น

Fiverr และ Fastwork คือ ธุรกิจที่คุณสามารถขายทักษะที่คุณถนัดแก่ผู้คนได้ เช่น การออกแบบโลโก้สินค้า การรับแปลภาษาต่างประเทศ การรับจ้างถ่ายรูปในงานรับปริญญา การเขียนรีวิว การวิจัยตลาด ไปจนถึงการปรึกษาทางด้านกฎหมาย

T-Spring คือ ธุรกิจที่คุณไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องสกรีนเสื้อ เพียงแค่คุณมีไอเดียการออกแบบลายเสื้อยืด คุณก็สามารถวางขายเสื้อยืดลายที่คุณออกแบบให้กับคนทั่วโลกได้ โดยทาง T-Spring จะเป็นคนผลิตเสื้อยืด หากมียอดออร์เดอร์ถึงขั้นต่ำที่คุณตั้งไว้ และจัดส่งไปถึงมือลูกค้าของคุณ

Uber และ Grab คือ ธุรกิจที่คุณสามารถรับส่งคนแปลกหน้าจากจุด A ไปจุด B โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องไปสังกัดบริษัทรถ Taxi แม้ว่าในไทยจะยังไม่ถูกกฎหมายก็ตาม แต่เราพูดถึงในแง่มุมของโอกาส ช่วยให้ผู้คนมีรายได้จากทรัพย์สินที่ตนเองมีได้

Facebook และ Google คือ ธุรกิจที่ช่วยให้คุณสามารถ “ซื้อโฆษณา” เพื่อขายสินค้า หรือบริการของคุณไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้นในราคาที่คุณจ่ายไหว จากที่เมื่อก่อนการซื้อโฆษณาจำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งมีเพียงบริษัทใหญ่เท่านั้นที่สามารถจ่ายไหว

Airbnb ก็เช่นเดียวกัน คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรม อพาร์ตเมนต์ หรือหอพัก คุณก็สามารถเป็นผู้ประกอบการให้เช่าที่พักได้ โดยการให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาพักกับคุณภายใน “บ้าน” หรือ “ห้องว่าง” ที่คุณมี การประกาศที่พักของคุณลงไปบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Airbnb ช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นมากขึ้นในการที่ผู้คนจะเห็นที่พักของคุณ และกลายเป็นลูกค้าของคุณในที่สุด

Airbnb

นอกจากนี้ Airbnb บริการใหม่อย่าง Experience ที่ช่วยให้ทักษะ หรืองานอดิเรกส่วนตัวของคุณกลายเป็นธุรกิจได้ ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักออร์แกนนิก การชงกาแฟ การปั่นจักรยานชมเมือง การเดินขึ้นป่าขึ้นภูเขา การวาดรูป หรือแม้แต่การชิมไวน์ สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่มีคนยอมจ่าย คนในโลกตั้งมากมายหลายล้านคน อาจจะมี 1,000 คนที่อยากซื้อประสบการณ์เหล่านี้ แต่คุณจะไปหาคนเหล่านั้นได้จากที่ไหน ก็จากที่ Airbnb นี่ล่ะครับที่ดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาเพิ่มโอกาสที่คุณจะคว้า 1,000 คนนั้นมาเป็นลูกค้าของคุณ

สิ่งที่ผมกล่าวมานี้ คือ ทิศทางของโลกที่กำลังเป็นไปในปัจจุบัน ที่ซึ่งธุรกิจสตาร์ทอัพเหล่านั้นทำให้คนตัวเล็ก ๆ มีพลังอำนาจมากขึ้น ท้าทายสภาพเดิมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และมีทางเลือกมากขึ้นในการสร้างรายได้ หรือธุรกิจส่วนตัวของตนเอง

Airbnb 18+

หลังจากวันแรกที่ผมและทีมงาน ได้ปูพื้นฐานแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการในยุคดิจิทัลเรียบร้อย วันที่สอง และสามเราก็เข้าสู่ช่วง Workshop การใช้งานระบบ Airbnb เพื่อทำธุรกิจให้เช่าที่พักแก่คนทั่วโลก

Airbnb Satun Camp

ก่อนที่จะมาบรรยาย ผมได้ลองสำรวจที่พักบน Airbnb ในสตูล พบว่ามีที่พักไม่ถึง 10 แห่ง ถือว่าน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพเป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะอยู่กับติดทะเล ผมนึกในใจว่าวันนี้ล่ะบนเว็บ Airbnb จะมีที่พักใหม่ผุดขึ้นมาในสตูลอีกประมาณ 30 แห่ง

ปัญหาใหญ่ที่เราเจอตอนเริ่มทำ Workshop คือ มีน้องบางคนไม่สามารถทำการสมัครสมาชิกเว็บ Airbnb ได้ เนื่องจากอายุไม่ถึง 18 ปี (น้อง ๆ ชั้นม.4-5) ซึ่งผมก็ไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อน จึงลองไปค้นหาเพิ่มเติมบนเว็บ Airbnb ก็พบว่า Airbnb ระบุไว้ชัดเจนใน Terms of Service ว่าผู้ใช้งาน Airbnb จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งในฝั่งนักเดินทาง และเจ้าของที่พัก

ดังนั้นเราจึงแก้ปัญหาโดยให้น้อง ๆ ที่ติดปัญหาสร้างบัญชี (Account) ใหม่ขึ้นมา โดยสมมติว่ามีอายุถึง 18 ปีแล้ว ซึ่งจริง ๆ ผมไม่แนะนำให้โกงอายุในระบบนะครับ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย และความปลอดภัยของเราเอง แต่ในกรณีนี้ทำเพื่อให้การอบรมดำเนินต่อไปได้เท่านั้นครับ

แม้จะมีนักเรียนบางคนถูกบังคับให้เข้าอบรม แต่ผมก็เห็นความตั้งใจของน้อง ๆ ทุกคนดีครับ เพราะเด็กรุ่นใหม่เปิดรับเทคโนโลยีได้ง่าย บางคนมีไอเดียเรื่องการแต่งรูปที่พัก หรือเขียนคำบรรยายที่พักให้ดูน่าสนใจครับ สุดท้ายที่พักของแต่ละคนก็ไปปรากฏโฉมอยู่บน Airbnb จากตอนแรกที่พื้นที่ฝั่งเหนือทะเลไม่มีที่พักอยู่เลย แต่ตอนนี้ป้ายราคาที่พักของน้อง ๆ ก็ผุดขึ้นมาหลายสิบแห่งเลยทีเดียว

Airbnb Satun Map

วันที่สุดท้ายของ Workshop คือ การลงพื้นที่สำรวจธุรกิจให้เช่าห้องพักในท้องถิ่น เพื่อให้น้อง ๆ ได้เห็นไอเดียการจัดห้องพัก และการถ่ายรูปที่พัก เพื่อนำไปปรับปรุงที่พักบน Airbnb ให้ดึงดูดลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยการถ่ายรูปที่พักนั้นไม่เพียงแค่ถ่าย ห้องนอน ห้องน้ำ หรือห้องนั่งเล่น แต่ยังสามารถถ่ายวิวบริเวณที่พักได้ เช่น ระเบียง สวนหย่อม สระว่ายน้ำ หรือวิวโดยรอบที่พัก

Airbnb Satun

สิ่งสุดท้ายที่เราฝากไว้แก่ผู้เข้าอบรม คือ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้ โลกกำลังก้าวไปข้างหน้าเร็วกว่าที่เป็นมา องค์ความรู้ที่ได้เรียนไปในวันนี้กำลังล้าสมัยไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสจงนำไปลงมือทำให้เกิดผล และเก็บผลลัพธ์ที่ได้กลับมาทบทวนว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี สิ่งไหนที่ยังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก คนที่ปรับตัวเร็วเท่านั้นที่จะอยู่รอด ขอให้น้อง ๆ โชคดีสำหรับการเป็นผู้ประกอบการในอนาคตครับ

สุดท้าย (เกือบ) ได้ลูกค้า

สิ่งที่เราลุ้นมากที่สุดหลังจากที่จบค่ายไป คือ การหวังน่าผู้เข้าร่วมอบรมสักคนจะมีลูกค้าจองที่พักมา และแล้วเราก็สมหวังครับ ผ่านไปสัก 2 อาทิตย์มีน้องคนหนึ่งส่งความคืบหน้ามาให้พวกเราดู ว่ามีนักท่องเที่ยวสนใจติดต่อมาสอบถามเกี่ยวกับที่พัก เป็นชาวมาเลเซียที่ต้องการเดินทางมาเที่ยว และทำธุระในละแวกสตูล

Airbnb Satun

ประเด็น คือ เราลองคิดเล่น ๆ ว่าหากไม่มี Airbnb เราจะทำตลาดที่พักของเราอย่างไรให้มีชาวต่างชาติเข้ามาพัก บางทีเราอาจต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อโปรโมทที่พักของเรา หรือใช้เวลานานมาก ๆ กว่าที่พักของเราจะมีชื่อเสียงดังไปถึงหูชาวต่างชาติ

การเกิดขึ้นของธุรกิจ Airbnb ทำให้เกิดความน่าจะเป็นดังกล่าวขึ้นครับ ที่คนตัวเล็ก ๆ สักคนจะมีโอกาสเปิดบ้านต้อนรับคนต่างชาติจากทั่วโลก และสร้างรายได้จากห้องว่างที่ตนเองมี ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ติดปัญหาว่าไม่รู้จะเริ่มต้นกับธุรกิจอะไรดี ได้เห็นโอกาสหรือทางเลือกมากขึ้น ซึ่ง Airbnb เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียวกับการทำธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0 ยุคที่อะไร ๆ ก็ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นหลักครับ

from:https://startitup.in.th/share-airbnb-speaker-experience-with-widely-opportunity-to-be-digital-entrepreneur-in-thailand-4th-era/

อีลอน มัสค์ (Elon Musk) กับความลับเบื้องหลังแรงขับในการสร้างนวัตกรรมพลิกโลก

ถ้าพูดถึง Elon Musk เรามักนึกถึงผู้ชายที่สร้างนวัตกรรมเปลี่ยนโลกได้สำเร็จ แต่จริง ๆ แล้ว Elon Musk ประสบกับความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จเสียอีก แต่ความล้มเหลวนี้ล่ะที่ผลักดันให้ชายคนี้เดินหน้าสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริงได้

หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องราวธุรกิจชื่อดังที่ Elon Musk อยู่เบื้องหลังไม่ว่าจะเป็น Paypal (ระบบการโอนเงินบนอินเทอร์เน็ต) SpaceX (โครงการสร้างจรวดเพื่อส่งมนุษย์ไปตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร) หรือ Tesla (รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง เพื่อหยุดการใช้พลังงานฟอสซิล) แต่สิ่งที่เราไม่เคยได้ยินเลย คือ แนวทางที่ Musk ใช้สร้างนวัตกรรม สิ่งสำคัญ คือ การตั้งพื้นฐานอยู่บนความล้มเหลวและผลตอบรับ (Feedback) ในทางฟิสิกเราเริ่มจากกฎมูลฐาน ในทางคณิตศาสตร์เราเริ่มจากสัจพจน์ และในทางปรัชญาเราเริ่มจากการสมมติ

การสร้างนวัตกรรมแท้จริง เริ่มจากความจริงพื้นฐานและเหตุผล แล้วค่อยไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มต้นจากศูนย์ ทำการทดลอง ล้มเหลว กลั่นกรอง ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งไปถึงจุดที่เป็นนวัตกรรม

วิธีการนี้แม้จะไม่มีแนวทางที่เป็นเส้นตรง แต่ก็เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สามารถนำไปสู่นวัตกรรมได้ มันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำสิ่งที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกต้องในที่สุด

เรื่องราวต่อไปนี้ไม่ได้เพียงแค่เผยความลับของ Elon Musk แต่ยังบอกด้วยว่าอะไร คือ เหตผุลที่ชายผู้นี้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ที่เหนือกว่าจินตนาการของพวกเราอีกด้วย

เรื่องราวของ Elon Musk

Elon Musk เกิดในแอฟริกาใต้ เขามีพ่อเป็นวิศวกรชาวแอฟริกาใต้ และแม่เป็นนักโภชนาการชาวแคนนาดา ในบรรดาพี่น้องสามคน Musk เป็นลูกคนโต ในวัยเด็กเขาเป็นหนอนหนังสือ คุณพ่อของ Musk เล่าว่า Musk คือ พวกนักคิดเชิงวิเคราะห์ (Introverted Thinker) โดยเฉพาะความคิดเชิงตรรกะ เขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการอ่านอะไรก็ตามที่ฉวยคว้ามาได้

ในวัย 14 ปี Musk มีปัญหากับการหาคำตอบเกี่ยวกับ “ความหมายของชีวิต” เขาไล่อ่านงานเขียนของนักปรัชญาหลายท่าน แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบใหม่ ๆ ได้  และที่ที่พอจะให้คำตอบกับเขาได้ก็เริ่มน้อยลงทุกที

เหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ Musk หยุดไล่ล่าหาคำตอบ คือ ตอนที่เขาได้อ่านหนังสือชื่อ The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy โดย Douglas Adams ภายในหนังสือเน้นย้ำว่า “หลายครั้งที่การตั้งคำถามนั้นยากยิ่งกว่าการหาคำตอบ”

Credit: Amazon

xtElon Musk ได้รับการจุดประกายจากหนังสือเล่มดังกล่าว และตระหนักได้ว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำตอบ คือ การตั้งถามคำถามที่ถูกต้อง ต่างหาก และคำถามที่ทำให้ Musk ค้นพบแนวทางของตัวเองในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่น่าทึ่ง ก็คือคำถามหนึ่งที่เขาถามในชั้นเรียนว่า

“อะไรคือสิ่งที่จะส่งผลต่ออนาคตของมวลนุษยชาติมากที่สุด?”

สื่อมักตีพิมพ์เรื่องราวของ Elon Musk ในฐานะฮีโร่ หรือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สร้างสิ่งเจ๋ง ๆ หรือนวัตกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด ความเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบ กับความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ ทุกครั้งที่เขาพูดมีคนฟังเสมอ และแม้ว่าเขาจะได้รับการสรรเสริญ แต่ Musk ไม่ได้สนใจกับคำเยินยอเหล่านั้น

ความสำเร็จของ Musk เกิดจากการลงมือทำ และแรงขับ (Drive) ที่เหลือเชื่อ และนี่ คือ บทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชายผู้นี้ครับ

การให้คุณค่ากับสัญญา หรือข้อผูกมัด

คำถามที่ Elon Musk ตั้งขึ้นมาเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ คำถามนั้น ๆ ช่วยให้เขากำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนว่าจะต้องทำอะไรเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นได้สำเร็จ

จริง ๆ แล้ว การกำหนดเป้าหมายไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับการช่วยเหลือโลก หรือสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา ๆ เป้าหมายเป็นเรื่องส่วนตัว ในความเป็นจริงเป้าหมายไม่ได้ไปกระทบใครนอกจากตัวเราเอง

น่าเสียดายที่การมีเป้าหมายฟังดูเป็นเรื่องยาก เพราะการทำอะไรที่ไม่มีเป้าหมายเป็นเรื่องที่ง่ายเสียกว่า เป้าหมายของตัวเราส่วนใหญ่มีข้อผูกมัดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

งานวิจัยจากนักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย Santa Barbara ในปี 2015 ได้แสดงให้เห็นถึงเรื่องนี้

นักวิจัยได้ติดตามนิสัยการออกกำลังกายของพนักงานในบริษัทติดอันดับฟอร์จูน 500 พวกเขาวัดความถี่ในการเข้ายิมของพนักงานเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ พนักงานกลุ่มแรกจะได้รับเงินเป็นแรงจูงใจในการเข้ายิมออกกำลังกาย ในขณะที่พนักงานกลุ่มที่สองต้องเซ็นสัญญายินยอมที่จะบริจาคเงินเพื่อการกุศล หากพวกเขาไม่ได้เข้ายิม ผลการทดลอง คือ

การให้เงินเป็นแรงจูงใจนั้นได้ผลเพียงระยะเวลาสั้น ๆ สิ่งจูงใจไม่มีผลต่อการเข้ายิมหลังจากที่หยุดให้รางวัล กลับกันนักวิจัยพบว่าสัญญาที่เป็นข้อผูกมัดนั้น สร้างแรงบัลดาลใจในระยะยาวได้ดีกว่าในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และยังมีผลพฤติกรรมของคนที่กลุ่มที่สองไปอีกหลายปีหลังจากการทดลองสิ้นสุดลง

เมื่อคนรู้สึกว่าพวกเขามีหน้าที่ที่จะต้องทำด้วยเหตุผลมากกว่าสิ่งล่อใจภายนอก แรงจูงใจของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

Elon Musk คงไม่ได้เซ็นสัญญาเพื่อผูกมัดตัวเองในแต่ละโครงการที่เขาดูแลแน่ ๆ แต่ก็มีวิธีการที่คล้ายคลึงกันอยู่ระหว่างวิธีที่เขาใช้กำหนดเป้าหมาย และอิทธิพลที่มีผลต่อแรงขับ และการตัดสินใจที่ Musk แสดงให้เห็นในความพยายามของเขา

Credit: Beartai

Musk เชื่อว่าเพื่อลดความเป็นไปได้ในการสูญพันธุ์ มนุษย์จำเป็นต้องขยายเผ่าพันธุ์ไปยังดาวดวงอื่น ด้วยเหตุนี้ Musk จึงก่อตั้งบริษัท SpaceX ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายระยะยาว คือ การสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร

แน่นอนว่าคงไม่ค่อยมีใครกล้าลงขันฝั่ง Musk สักเท่าไหร่ เพราะมันดูเป็นภารกิจที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ไม่รู้ทำไม Musk แสดงให้เราเห็นว่าพวกเขาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ในการยิงจรวดขึ้นสู่อวกาศ

อย่างที่บอกไว้ว่าเป้าหมายของตัวเราส่วนใหญ่มีข้อผูกมัดเพียงเล็กน้อย ของ Musk ก็เช่นเดียวกันครับ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เซ็นสัญญา แต่เขาก็รับผิดชอบต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งที่ปรากฏในสื่อ และในความเป็นจริง มันเป็นความรับผิดชอบที่เขาให้ไว้กับมนุษยชาติ ซึ่งแน่นอนว่ามันยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเอง

การเข้าใจแนวคิดการไหลลื่นของจิต

วิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้คนหมดแรงจูงใจ คือ การพยายามแก้ปัญหาที่อยู่เหนือความสามารถของตัวเอง มันง่ายที่เราจะเลี่ยงไม่แก้ปัญหาพวกนี้ แต่มีหลายครั้งที่ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะในความเป็นจริงเป้าหมายระยะยาวส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ทักษะที่เราไม่มีตั้งแต่แรกที่เราเริ่มกำหนดมัน

Credit: TED

Mihaly Csikszentmihalyi นักจิตวิทยาชาวฮังการีผู้ศึกษาเรื่อง “ความสุข” มาตลอด 50 ปี เขาเป็นหนึ่งในนักวิจัยชั้นนำด้านจิตวิทยา งานวิจัยของเขาเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง Flow หรือการไหลลื่นของจิตนั้นมีอิทธิพลอย่างมาก

การไหลลื่นของจิต เกิดขึ้นเมื่อเราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ นี่คือภาวะของจิตที่จดจ่ออยู่กับงานจนนำไปสู่ความอิ่มเอมเบิกบานใจ จนบ่อยครั้งลืมเวลา หรือแม้กระทั่งลืมความเหนื่อยล้า นี่คือช่วงเวลาที่เราพบเห็นได้จากศิลปิน หรือนักกีฬาในตอนที่พวกเขากำลังจดจ่อกับการสร้างสรรค์งานศิลปะ หรือการเล่นกีฬา

แม้ว่าสภาวะของจิตสามารถทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้ แต่สำหรับการแก้ปัญหานั้น ความยากของปัญหาจำเป็นต้องเหมาะสมกับทักษะส่วนบุคคล ถ้าปัญหาที่เราแก้มันง่ายเงินไปก็น่าเบื่อ ส่งผลให้เราไม่มีแรงบันดาลใจในการทำ แต่ถ้าปัญหานั้นยากเกินไป พวกเราก็จะเกิดความวิตกกังวล และนั่นทำให้เราหมดแรงจูงใจที่จะพิชิตมันในที่สุด

ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้: กลยุทธ์ในการลงมือทำ Tesla

เป้าหมายในช่วงแรกของ Tesla คือ “การเร่งเดินหน้าเปลี่ยนโลกให้เข้าสู่ยุคพลังงานที่ยั่งยืน โดยการนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดแมสให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้”

Credit: Cftr

เป้าหมายนี้ดูท่าจะไกลเกินเอื้อม ด้วยความที่ Elon Musk ไม่มีทั้งทักษะ และทรัพยากรที่พร้อมตั้งแต่แรกที่เริ่มทำ ทุกคนต่างคิดว่าผู้ชายคนนี้เสียสติไปแล้ว

Musk ไม่ได้นำข้อจำกัดเหล่านั้นมาเป็นอุปสรรค เขาไม่ได้โฟกัสไปที่เป้าหมายใหญ่เป้าหมายเดียวที่วางไว้ตอนแรกในทันที แต่เขากลับใช้วิธีแบ่งเป้าหมายนั้นให้เล็กลงออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก เขาทำให้ผู้คนหันมาสนใจรถไฟฟ้า โดยการพิสูจน์ว่ารถไฟฟ้าไม่ใช่รถเฉิ่ม ๆ เชย ๆ แบบที่มีอยู่ในตลาดทั่วไป แต่มันเป็นรถระดับรถสปอร์ตไฮเอนด์ที่ดูเท่ หรูหรา และสามารถใช้งานได้จริง

ส่วนที่สอง เขาเปลี่ยนโฟกัสไปสู่การประกอบรถยนต์หรูหราเน้นให้ตลาดระดับบนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อนำรายได้จากการขายให้กับกลุ่มคนมีตังค์มาเป็นทุนสำหรับการพัฒนาในอนาคต

ส่วนสุดท้าย ในปี 2017 Tesla เร่งการลงทุนเพื่อผลิต Tesla Model 3 รถไฟฟ้าในราคา 35,000 เหรียญซึ่งเป็นราคาที่ตลาดแมสสามารถจ่ายไหว

ลองนึกดูว่า ถ้า Musk ไม่ได้แบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 ส่วน แต่กลับโฟกัสไปที่เป้าหมายหลักทันที นั่นจะทำให้เขาแทบจะหมดตัว ไม่เพียงแค่ทรัพยากรที่มี แต่แรงผลักดันก็เหือดแห้งด้วยเช่นกัน เพราะปัญหานั้นยากเกินไป

แนวคิดการไหลลื่นของจิตที่กล่าวไปในหัวข้อที่แล้ว สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบแรงจูงใจ เพื่อใช้เป็นเส้นทางนำพาคุณไปสู่จุดมุ่งหมายได้ ถ้าคุณหั่นภารกิจขนาดใหญ่ออก แบ่งเป็นหลักไมล์ย่อย ๆ คุณจะรู้สึกสนุกไปกับความก้าวหน้า และจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้ดี

รู้จักล้มเหลวให้ถูกต้อง

ความล้มเหลวเปรียบเหมือนชื่อเสียงในทางไม่ดี และเป็นสิ่งเราที่ควรเลี่ยง ระบบการศึกษาส่วนใหญ่ล้วนถูกออกแบบมาให้ลงโทษการทำสิ่งที่ผิดพลาด แทนที่จะนำข้อผิดพลาดนั้นมาใช้เป็นข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ ดังนั้นความล้มเหลวจึงถูกมองเป็นขั้วตรงกันข้ามกับความสำเร็จ

Credit: LinkedIn

ในความจริงแล้วความล้มเหลวไม่ได้เป็นขั้วตรงข้ามกับความสำเร็จ มันเป็นการที่เรายังไปไม่ถึงผลลัพธ์สุดท้าย เราเรียกมันว่า การขาดความสำเร็จเพียงชั่วคราว และบางครั้งก็เป็นเรื่องดีที่เราเดินไปไม่ถึงความสำเร็จ

ถ้าต้นทุนของความล้มเหลว หรือสิ่งที่เราทำผิดพลาดนั้นต่ำ ผลตอบรับที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่า เพราะมันช่วยให้เราข้ามสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้ผลได้ นอกจากนี้ยังช่วยชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่เราควรทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้บอกว่า ทุกคนต้องอยากล้มเหลวเพื่อให้ได้แนวทางที่จะไปต่อ แต่หากคุณสามารถเลี่ยงได้ก็จงทำ เพราะหลายครั้งที่ต้นทุนของความล้มเหลวนั้นมีราคาแพง ถึงแม้ว่ามันควรค่าแก่การลอง ก็จงลองด้วยความระมัดระวัง

ประเด็นสำคัญ คือ คุณไม่ควรปล่อยให้ความกลัวที่จะล้มเหลวมาขัดขวางการลงมือทำ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ อย่าให้มันมาหยุดคุณจากการทบทวนถึงสิ่งที่คุณเคยได้ทำไปแล้ว

การเปิดรับ Feedback เชิงลบ

Elon Musk ชอบพูดย้ำเสมอถึง หนึ่งในกุญสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ นั่นคือ นิสัยการให้เหตุผลจากหลักการมูลฐาน (First Principles) หากมองแค่ผิวเผิน เราก็คงนึกไม่ว่าออกว่าจะมีวิธีการใดที่ช่วยให้เราสามารถสร้างรถยนต์ หรือจรวดได้โดยเริ่มต้นจากศูนย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อสิ่งต่าง ๆ ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้ มันคือการท้าทายสภาพที่มีอยู่เดิม นี่คือสิ่งที่ช่วยให้ Musk สามารถค้นพบแนวทางที่มีประสิทธิภาพจากสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ เขาทำได้อย่างไร

Elon Musk ให้โอกาสกับตัวเองสามารถล้มเหลวได้ตั้งแต่แรกที่เริ่มทำ นอกจากนี้เขายังท้าทายสมมติฐาน และวิธีการแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่เสมอ อีกทั้งยังเปิดโอกาสรับข้อเสนอแนะ (Feedback) เชิงลบ เพื่อนำมาใช้เพิ่มอัตรา หรือความเร็วในการสร้างนวัตกรรมให้กับบริษัทของเขาด้วย

สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงเข้ากับแรงจูงใจอย่างลึกซึ้ง

การเดินตามเส้นทางที่มีคนถางไว้แล้วอย่างไร้จุดหมาย กับการลุยไปที่ยังไม่มีคนไปมาก่อนแต่มีเป้าหมายนั้นต่างกัน คนที่มีเป้าหมายนั้น จะมีความต้องการที่จะพิชิตเป้าหมายนั้น ๆ มาเป็นแรงขับ หากคุณนำแรงขับที่ว่ามาใช้เป็นกลยุทธ์ได้ มันจะช่วยเพิ่มโอกาสที่คุณจะประสบความสำเร็จ มันคือการสร้างพลังบวกขึ้นมา เกิดเป็นแรงบันดาลใจในการลงมือทำ และก่อให้เกิดเป็นข้อผูกมัด

ในหัวข้อที่แล้ว ความกลัวที่จะล้มเหลว คือ สิ่งที่ทำให้แรงจูงใจนั้นหายไป ดังนั้นจงใช้มันเป็นตัวปลดปล่อยความคิด และเป็นเครื่องมือแทนที่จะเป็นอุปสรรค สิ่งนี้ช่วยให้คุณก้าวข้ามอุปสรรคใหญ่ได้

ความล้มเหลวราคาถูก และ Feedback เชิงลบนั้นไม่ใช้ไอเดียที่ Sexy ความจริงมันอายเสียด้วยซ้ำเมื่อเรากำลังทำบางสิ่งล้มเหลว แต่เมื่อเรามองข้ามความไม่สมเหตุสมผลเหล่านั้น คุณจะพบว่าสิ่งเหล่านั้น คือ เครื่องมือที่ทรงพลังมากที่สุดในการสร้างเหตุผลที่เป็นแรงขับให้แก่คุณ

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จาก Elon Musk

Elon Musk มองมนุษย์เป็นสิ่งที่เขาเชื่อว่าควรจะเป็น และกำลังพยายามนำพวกเราไปสู่จุดนั้น แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในหลาย ๆ ด้าน แต่ก็ยังมีอีกหลายภาระกิจที่เพิ่งเริ่มต้น (จากศูนย์)

คงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ทศวรรษ กว่าที่พวกเราจะได้เห็นผลผลิตจากการความพยายามของชายคนนี้ มนุษย์จะหยุดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้หรือไม่? หรือ มนุษย์จะไปลงจอดบนดาวอังคารได้หรือไม่?

มันเป็นเรื่องที่พูดยาก ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม ทุกเรื่องจำเป็นต้องใช้แรงขับที่มุ่งมั่น ทั้งในการเผชิญหน้ากับความยากลำบาก และการเผชิญหน้ากับความเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะมีสักบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ได้จาก Elon Musk นั่นก็คือ วิธีการออกแบบแรงขับในการทำบางสิ่งที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายของตัวเราเอง

สำหรับใครหลายคนการขาดแรงจูงใจ คือ อุปสรรคที่ขวางกั้นระหว่างที่ที่เรายืนอยู่กับที่ที่เราอยากไปให้ถึง มันไม่มีสูตรสำเร็จที่จะรักษาแรงจูงใจ จะมีก็แต่การผสมผสานระหว่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ กับเรื่องราวบอกเล่าจากงานวิจัย ที่ช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นแม้จะสักเล็กน้อยก็ตาม

from:https://startitup.in.th/elon-musk-the-secret-behind-his-insane-drive-for-building-innovation/

[PR] เอสซีจี ตั้ง AddVentures เสริมแกร่งศักยภาพสตาร์ทอัพทั่วโลก

เอสซีจี ตั้ง “AddVentures” เสริมแกร่งศักยภาพสตาร์ทอัพทั่วโลก หวังพลิกโฉมธุรกิจ-เพิ่มขีดแข่งขัน-สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ที่ดีและเร็วยิ่งขึ้นให้ลูกค้า

กรุงเทพฯ – 8 มิถุนายน 2560: เอสซีจี ตั้ง “AddVentures” บริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital วางวิสัยทัศน์ “You Innovate, We Scale” เสริมศักยภาพสตาร์ทอัพทั่วโลก ยกระดับ Ecosystem ด้วยองค์ความรู้ เครือข่าย และฐานลูกค้าทั่วอาเซียน ปูพรมพัฒนานวัตกรรม กลุ่มหลัก “Enterprise-Industrial-B2B” เพื่อพลิกโฉมธุรกิจ-เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน-สร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ดีและเร็วยิ่งกว่าให้ลูกค้า

ยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี

นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี กล่าวว่า เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค Digital Transformation ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ผู้คนมีความต้องการหลากหลายและเป็นปัจเจกมากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังมีบทบาทในการพลิกโฉมธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายแก่ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ทั่วโลก ที่ผ่านมา เอสซีจีจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เสมอมา  แต่ด้วยบริบทของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เอสซีจี จึงตั้งบริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital หรือ CVC ภายใต้ชื่อ “AddVentures” ขึ้น เพื่อเสริมศักยภาพและลงทุนในสตาร์ทอัพไทยและทั่วโลก ให้เอสซีจีสามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมทั้งยังทำให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าและบริการที่ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

            ทั้งนี้ การจัดตั้ง AddVentures ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่เอสซีจีจะได้ร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ  ที่มีศักยภาพสูง กับกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีจุดเด่นในเรื่อง Spirit ของ Entrepreneurship และการสร้าง Innovation ที่ถือเป็น Outside-in innovation จากการมองในมุมของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เมื่อประกอบกับ Speed ในกระบวนการทำงานที่เรียกว่า Lean Startups รวมทั้งการใช้ Digital technology จึงทำให้ข้อจำกัดในการทำธุรกิจแบบเดิมๆ หายไป และทำให้ผลผลิตของสตาร์ทอัพทุกวันนี้มีพลังมหาศาลแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

            “เราเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญในการคิดหนทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีความโดดเด่นเฉพาะตัวของสตาร์ทอัพแต่ละราย โดยไม่ยึดติดกับวิธีการหรือข้อจำกัดเดิมๆ จะสามารถสนับสนุนให้พวกเขา Scale up หรือขยายให้ธุรกิจเติบโตต่อไปได้ พร้อมทั้งยังช่วยเสริมรากฐานระยะยาว ให้เอสซีจีกลายเป็นองค์กรที่มีการนำดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต” นายยุทธนา กล่าว

            การจัดตั้ง AddVentures ยังมีจุดมุ่งหมายเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุน Startup Ecosystem ของไทยและอาเซียนให้แข็งแกร่ง โดยนำศักยภาพและจุดแข็งต่างๆ ของเอสซีจีเข้าไปช่วยต่อยอด และก่อให้เกิดประโยชน์จากการสร้างความร่วมมือเพื่อพัฒนาแวดวงธุรกิจในองค์รวมให้ดียิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0” ที่ต้องการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม และยกระดับให้เกิด New S-Curve อุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีและรังสรรค์นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกได้

            นายยุทธนา กล่าวอีกว่า เพื่อให้การดำเนินงานของ AddVentures เป็นไปได้ตามเป้าหมาย เอสซีจีจึงได้แต่งตั้งผู้บริหารใหม่ คือ ดร.จาชชัว แพส ซึ่งมีประสบการณ์คร่ำหวอดในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมานับ 10 ปี และมีความชำนาญในหลากหลายแวดวงธุรกิจ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ AddVentures ดูแลทิศทางภาพรวมของบริษัท

ดร.จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures

            ดร.จาชชัว แพส กรรมการผู้จัดการ AddVentures กล่าวว่า การจัดตั้ง AddVentures มาพร้อมด้วยวิสัยทัศน์ “You Innovate, We Scale” สื่อถึงความเป็นองค์กรที่เปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับสตาร์ทอัพที่ต้องการส่งต่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีกว่า เร็วกว่า และคุ้มค่ากว่าให้แก่คู่ค้าหรือผู้บริโภค โดย AddVentures จะไม่ได้สนับสนุนแค่ด้านการเงินให้แก่สตาร์ทอัพ แต่จะสนับสนุนทั้งองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงต่างๆ เครือข่ายลูกค้าของเอสซีจีที่มีอยู่ทั่วอาเซียน ตลอดจนทรัพยากรอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้สตาร์ทอัพเหล่านั้นเติบโตได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ผ่านการทำงานร่วมกันกับสตาร์ทอัพอย่างใกล้ชิด

            สำหรับการลงทุนในช่วง 3-5 ปีแรก วางงบประมาณในการลงทุนเฉลี่ยครั้งละ 1-5 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งการลงทุนออกเป็น กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.การลงทุนใน Digital Technology ในกลุ่มที่เป็น Global Technology Hub อย่างเช่น Silicon Valley ประเทศสหรัฐอเมริกา, Tel Aviv ประเทศอิสราเอล และ Shenzhen ประเทศจีน เป็นต้น โดยจะร่วมมือกับ Venture Capital ชั้นนำในประเทศดังกล่าวเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ขยายผลกับเอสซีจี หรือทำการเปิดตลาดในประเทศไทยและอาเซียน 2.การลงทุนใน Digital Business Model ในไทยและอาเซียนซึ่งเป็นประเทศที่เอสซีจีมีฐานธุรกิจ โดยจะทำการลงทุนผ่านกองทุน Venture Capital และการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) ในสตาร์ทอัพที่พัฒนานวัตกรรมซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีเป้าหมายของ AddVentures

            พันธมิตรและเทคโนโลยีเป้าหมายที่ AddVentures สนใจลงทุน ประกอบด้วย กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.Enterprise 2.Industrial และ 3.B2B โดยภายใต้แต่ละกลุ่มหลัก ยังมีกลุ่มย่อยๆ เช่น Logistics & Supply Chain Tech, Smart Packaging Tech, Chemicals Tech, Construction Tech, Industrial & Manufacturing Tech, Industrial & Construction Product Marketplace เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดจะเป็นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจหลัก กลุ่มของเอสซีจี ได้แก่ 1.ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง 2.ธุรกิจเคมิคอลส์ และ 3.ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ขณะที่รูปแบบการลงทุนเปิดกว้างทั้งความร่วมมือเชิงพาณิชย์ (Commercial Deal) ทั่วไป การอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา (Licensing) การร่วมทุน (Joint Venture) ไปจนถึงการเข้าซื้อกิจการในสตาร์ทอัพนั้นๆ

            “AddVentures เปิดกว้างและอยากเชิญชวนเหล่าสตาร์ทอัพให้เข้ามาร่วมงานกับ AddVentures โดยไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ขอเพียงมีจุดมุ่งหมายในการส่งมอบนวัตกรรมที่ดีกว่า เร็วกว่า และคุ้มค่ากว่าให้แก่สังคม รวมทั้งมีไอเดียและความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง เราก็สามารถเดินทางและเติบโตไปด้วยกันได้ดังวิสัยทัศน์ You Innovate, We Scale” ดร.จาชชัว กล่าว

            สำหรับสตาร์ทอัพทั่วโลกที่สนใจร่วมงานกับ AddVentures สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.addventures.co.th และ facebook.com/AddVenturesbySCG หรือ LinkedIn: AddVentures by SCG

from:https://startitup.in.th/pr-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b5-%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87-addventures/