คลังเก็บหมวดหมู่: thectalkthai

Android Studio 3.2 Beta 1 ออกแล้ว รองรับ Android App Bundle และ Energy Profiler

Google ปล่อย Android Studio 3.2 Beta 1 ให้นักพัฒนาได้ทดสอบใช้งานกันแล้ว โดยรองรับการสร้าง Android App Bundle และใช้งาน Energy Profiler เพื่อใช้ตรวจสอบการใช้พลังงานของแอพพลิเคชันบนอุปกรณ์ได้

Credit: Google

Android Studio 3.2 Beta 1 ช่วยให้นักพัฒนาสามารถใส่ฟีเจอร์ใหม่ๆลงในแอพพลิเคชันของตนเอง ตามที่ Google ได้ประกาศไว้ในงาน Google I/O 2018 ที่ผ่านมา เช่น Android JetPack, Android P Developer Preview และ Android App Bundle ซึ่งใน Android Studio 3.2 Beta 1 นี้ได้มีการแก้ไขปัญหา Memory leaks และปัญหาทางด้านประสิทธิภาพการทำงานเป็นที่เรียบร้อยพร้อมให้นักพัฒนาได้ทำการทดสอบ สำหรับจุดเด่นของ Android Studio 3.2 Beta 1 มีดังนี้

  • รองรับ Android App Bundle: รองรับการ Build แอพในลักษณะ Android App Bundle ซึ่งเป็น Format ใหม่ของ Google Play แล้ว ทำให้แอพที่ออกมานั้นมีขนาดเล็กลง
  • รองรับ Emulator Snapshots: สามารถสร้าง Snapshot บน Emulator ได้ โดยใช้เวลาในการสร้างเพียง 2 วินาที และสามารถทำการ Revert ไปยัง State ที่ต้องการทดสอบจาก Snapshot ที่เคยทำไว้ได้
  • เพิ่ม Energy Profiler: นักพัฒนาสามารถตรวจสอบการใช้พลังงานของแอพพลิเคชันได้ โดยระบบจะจำลองการทำงานของแอพลิเคชันขึ้นมา เพื่อตรวจสอบการใช้งาน CPU, Network และ GPS resources เพื่อใช้ในการหา Background event ที่ใช้พลังงานของอุปกรณ์เป็นจำนวนมาก
Energy Profiler Credit: Google

ผู้ที่สนใจสามารถอ่าน Release Notes ของ Android Studio 3.2 ทั้งหมดได้ที่: https://developer.android.com/studio/preview/features/

ที่มา: https://android-developers.googleblog.com/2018/06/android-studio-3-2-beta.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-releases-android-studio-3-2-beta-1-support-android-app-bundle-and-energy-profiler/

Advertisements

Oracle Linux 7 รองรับการใช้งานบนหน่วยประมวลผล ARM แล้ว

Oracle ได้ประกาศรองรับการใช้งาน Oracle Linux 7 บนหน่วยประมวลผล ARM แบบ General Availability (GA) แล้ว

Credit: Oracle

Oracle ออกอัปเดต Oracle Linux 7 Update 5 รองรับการติดตั้งใช้งานบนหน่วยประมวลผล ARMv8 (aarch64) แบบ 64-bit อย่างเป็นทางการแล้ว โดยในเวอร์ชันนี้ Unbreakable Enterprise Kernel (UEK) Release 5 ได้เปลี่ยนมาใช้ Linux kernel รุ่น long-term stable (LTS) 4.14 และใช้งาน Source Packages เดียวกันกับสถาปัตยกรรมแบบ x86 เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตามมีการเพิ่ม Patch และปรับปรุงในบางส่วนเพื่อให้รองรับกับสถาปัตยกรรม ARMv8 ทำให้บาง Package ที่มีในรุ่น x86 อาจถูกตัดออกไปในรุ่นของ ARM นอกจากนี้ Oracle Linux 7 for ARM ยังรองรับการใช้งาน MySQL Community 8.0.11 และ Oracle Container Runtime for Docker ในลักษณะ Developer preview อีกด้วย

ปัจจุบัน Oracle Linux 7 for ARM เปิดให้ดาวน์โหลดไฟล์ ISO image แล้ว และผ่านการทดสอบแล้วบนหน่วยประมวลผล Ampere eMAG และ Cavium ThunderX2

ที่มา: https://blogs.oracle.com/linux/announcing-the-general-availability-of-oracle-linux-7-for-arm

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-linux-7-support-for-arm-processor/

เปิดตัว GitLab 11.0 เพิ่ม Auto DevOps ให้ใช้งานแบบ GA

GitLab ประกาศเปิดตัวเวอร์ชัน 11.0 อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดฟีเจอร์ Auto DevOps ให้ใช้งานแบบ GA

Credit: GitLab

GitLab ได้เคยประกาศเปิดตัว Auto DevOps มาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่จะช่วยให้นักพัฒนาสามารถพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อใช้งานกับ Production ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ล่าสุด GitLab ได้ประกาศเปิดตัว Auto DevOps แบบ GA แล้ว ใน GitLab 11.0 ซึ่ง Auto DevOps นั้นจะคอยควบคุมการทำงานลักษณะ end-to-end lifecycle เพียงแค่นักพัฒนาทำการ commit code ไปยัง GitLab หลังจากนั้น Auto DevOps จะคอยทำงานส่วนที่เหลือ เช่น Building, Testing, Code quality scanning, Security scanning, License scanning, Packaging, Performance testing, Deploying และ Monitoring ช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มต้นใช้งาน DevOps ได้อย่างรวดเร็ว

Credit: GitLab

นอกจากนี้ GitLab ยังเพิ่มฟีเจอร์อื่นๆที่สำคัญอีกในเวอร์ชันนี้ ได้แก่ License Management เพื่อคอยตรวจสอบการใช้งาน license ใน project, เพิ่ม Security Testing บน container และ dependencies, รองรับการแสดงผล Kubernetes pod logs, ปรับปรุง Web IDE, ปรับปรุง Epic and Roadmap และอื่นๆ

ที่มา: https://about.gitlab.com/2018/06/22/gitlab-11-0-released/

from:https://www.techtalkthai.com/gitlab-11-0-released-with-auto-devops/

เดลต้า UPS เทคโนโลยีสุดล้ำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญระดับโลก ในการแข่งขันบอลโลก ณ ประเทศรัสเซีย

มอสโก รัสเซีย6 มิถุนายน 2561 เดลต้า ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดการพลังงาน ในวันนี้ประกาศถึงความสำเร็จและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของระบบสำรองไฟฟ้าเดลต้า (UPS) ในประเทศรัสเซีย  ด้วยเดลต้าได้ดำเนินการติดตั้งในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่งมาก่อน ในวันนี้สนามฟุตบอลแห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นสนามสำหรับจัดงานแข่งขันบอลโลกในปีนี้ด้วยกำลังไฟฟ้ามากกว่าสามเมกะวัตต์ (MW) ของระบบ UPS ของเดลต้า ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าการจ่ายพลังงานเสียงให้แก่สนามฟุตบอลรวมถึงระบบไฟฉุกเฉิน ระบบกระจายเสียงและการรับส่งข้อมูล เช่นเดียวกับระบบรักษาความปลอดภัยในสนามกีฬาเหล่านี้ได้อย่างราบรื่น ภาครัฐและภาคเอกชนในรัสเซียต่างใช้งานระบบสำรองไฟฟ้าจากเดลต้า และด้วยคุณสมบัติด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เช่น ประสิทธิภาพการแปลงไฟชั้นนำสูงถึงร้อยละ  96 ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เดลต้าประสบความสำเร็จในวันนี้

 

Credit: Delta

 

นายวิคเตอร์ เจิ้ง รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTBG) กล่าวว่า “เดลต้าขอแสดงความยินดีกับรัสเซียในฐานะที่ได้รับเกียรติเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ระบบสำรองไฟฟ้าของเราเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่นำความตื่นเต้น ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเป็นเจ้าภาพงานกีฬาที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงสนามกีฬาทั้งห้าแห่งที่จะต้อนรับแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกในช่วงการแข่งขันกีฬาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้”

นายเมรัต เฟรุชิน ผู้อำนวยการทั่วไปของเดลต้า  ประจำประเทศรัสเซียและเครือรัฐเอกราช กล่าวว่า “ระบบสำรองไฟฟ้าของเดลต้าและการบริการระดับมืออาชีพจากพาร์ทเนอร์ของเรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินงานของดาต้า เซ็นเตอร์ ได้อย่างมีเสถียรภาพ รวมถึงภารกิจสำคัญอื่นๆ ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน ห้างสรรพสินค้า บริษัทด้านเภสัชกรรมและมหาวิทยาลัยต่างๆ”

ภายในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่งที่กล่าวมา กว่า 1.2 เมกะวัตต์ของระบบสำรองไฟฟ้าของเดลต้า ช่วยรองรับสนามฟุตบอลและไฟฉุกเฉิน มากกว่า 1.5 เมกะวัตต์ช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น พื้นที่แสดงไฟทั่วไป และระบบป้องกันอัคคีภัย และโดยประมาณ 300 กิโลวัตต์ช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังและอุปกรณ์ส่งข้อมูล ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • สองสนามฟุตบอล ใช้ระบบสำรองไฟฟ้า สามเฟส แบบ monoblock รุ่น Ultron DPS ซีรี่ส์ จากเดลต้า ที่มาพร้อมกำลังไฟสูงสุด 500 kVA ในแต่ละรุ่น รวมถึง HPH ซีรีส์ ด้วยโครงสร้างพลังงานที่ยืดยุ่นและปรับเพิ่ม-ลดขนาดได้ด้วยกำลังไฟตั้งแต่ 20kVA ถึง 120kVA พร้อมการสำรองไฟฟ้าแบบยืดหยุ่นสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงระบบป้องกันอัคคีภัย เครื่องดับเพลิงอัตโนมัติ สัญญาณแจ้งเตือน และอีกมากมาย
  • สำหรับสนามอื่นๆ ใช้ระบบสำรองไฟฟ้าสามเฟส แบบ monoblock รุ่น Ultron DPS ซีรี่ส์ กำลังไฟ 400kVA สำหรับแต่ละเครื่อง รวมถึง HPH ซีรี่ส์ ด้วยกำลังไฟสูงสุดถึง 120kVA สำหรับรองรับเสาอากาศในสนามฟุตบอล ระบบไฟในพื้นที่ส่วนกลางและไฟฉุกเฉิน
  • ระบบสำรองไฟฟ้าจากเดลต้าที่ได้ติดตั้งในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่งนี้รวมถึง HPH ซีรีส์ สามารถยืดหยุ่นและปรับเพิ่ม-ลด กำลังไฟขนาด 20kVA และ 40kVA เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยระบบเหล่านี้ให้บริการกำลังไฟฟ้า ระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน และโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันอัคคีภัย
  • ระบบสำรองไฟฟ้าแบบ 1 เฟสจากเดลต้า Amplon RT ซีรีส์ มาพร้อมกำลังไฟขนาดตั้งแต่ 1kVA ถึง 10kVA สนับสนุนเครือข่ายการสื่อสาร ฐานข้อมูล และอุปกรณ์สำนักงานส่วนใหญ่ในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่ง

พันธกิจสำคัญของเดลต้าในด้านโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ (MCISBU) คือการให้บริการลูกค้าระบบสำรองไฟฟ้าระดับสากล รวมถึงโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานดาต้า เซ็นเตอร์ที่ได้รับการบูรณาการแบบสมบูรณ์ ได้แก่ การจัดการพลังงาน ระบบปรับอากาศและทำความเย็น ระบบการบริหารจัดการห้องดาต้า เซ็นเตอร์และอื่นๆ เพื่อให้เป็นห้องดาต้า เซ็นเตอร์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โซลูชั่นเหล่านี้ยังขยายการเข้าถึงและเติบโตอย่างต่อเนื่องในทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา อย่างเช่น Atos บริษัทสัญชาติสเปน ผู้นำระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ได้ใช้โซลูชั่นระบบสำรองไฟฟ้าของเดลต้าเพื่อปกป้องดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เดลต้ายังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทเว็บโฮสติ้งในกรุงเบอลินที่มีการให้บริการเว็บไซต์ช้อปปิ้งขนาดใหญ่ในเยอรมันด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานสำรองไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ ระบบปรับอากาศและทำความเย็น RowCool แบบประหยัดพลังงาน และระบบตู้ควบคุมไฟฟ้า เพื่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เดลต้ายังเป็นผู้ให้บริการพลังงานเบื้องหลังของร้านอาหารจานด่วนในประเทศฝรั่งเศสและแบรนด์รถยนต์ชั้นนำในประเทศเยอรมันอีกด้วย

ระบบสำรองไฟฟ้า Monoblock Ultron DPS ซีรีส์ ขนาด 160-500kVA จากเดลต้า ใช้ไฟสามเฟส ในการแปลงเป็นระบบแปลงไฟสองชั้น ร่วมกับเทคโนโลยี IGBT Rectifier เพื่อทำให้ประสิทธิภาพ AC-AC สูงถึงร้อยละ 96 ด้วยการป้องกันพลังงานที่ดีที่สุด พร้อมพลังงานต้นแบบและประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้ระบบสำรองไฟฟ้า monoblock Ultron HPH ซีรีส์ จากเดลต้า ซึ่งสามารถขยายกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 20kVA ถึง 120kVA ด้วยกำลังไฟเต็มพิกัด (กิโลโวลต์แอมแปร์ = กิโลวัตต์) และประสิทธิภาพของ AC-AC ที่เพิ่มสูงถึงร้อยละ 95 ระบบสำรองไฟฟ้า Amplon RT ซีรีส์ ที่มีกำลังไฟฟ้าถึง 10 kVA การสำรองไฟแบบขนาน 1+1 ค่าประสิทธิภาพกำลังไฟฟ้าที่สูงกว่า 0.99 และ iTHD ที่น้อยกว่าร้อยละ 5 ในระดับต่ำ โดยคุณลักษณะเหล่านี้สามารถป้องกันการใช้พลังงานได้อย่างสมบูรณ์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องใช้กำลังไฟสูง อุปกรณ์เครือข่าย และดาต้า เซ็นเตอร์ทั้งหมด

 

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อ Delta Electronics (Thailand) PCL ได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ UPS หรือโซลูชันอื่นๆ ทางด้าน Data Center, ระบบพลังงานไฟฟ้า, ระบบ Automation ภายในโรงงานและอาคาร หรือโซลูชันอื่นๆ ทางด้าน IT และพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม, ต้องการทดสอบสินค้า หรือต้องการใบเสนอราคาสินค้า สามารถติดต่อทีมงาน Delta Electronics Thailand ได้โดยตรงที่ Email: products_info@deltathailand.com หรือโทร 02-709 2800 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Delta Electronics (Thailand) ได้ที่ http://www.deltathailand.com หรือสามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ UPS ตระกูลต่างๆ ของ Delta ได้ดังนี้

from:https://www.techtalkthai.com/delta-ups-in-russian-football-stadiums/

Palo Alto Networks เผย 5% ของเหรียญ Monero ถูกขุดโดยมัลแวร์

Palo Alto Networks ผู้ให้บริการ Security Operating Platform ชื่อดัง ออกรายงานฉบับใหม่ ระบุอย่างน้อย 5% ของเหรียญเงินดิจิทัล Monero ที่ปรากฏออกมาจนถึงตอนนี้ ถูกขุดโดยมัลแวร์ และประมาณ 2% ของ Hashrate รวมในแต่ละวันมาจากอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ Cryptocurrency Mining

Palo Alto Networks ได้ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างมัลแวร์รวม 629,126 รายการที่เกี่ยวข้องกับการขุดเหรียญดิจิทัลตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ (ไม่นับ In-browser Miners หรือ Cryptojackers) พบว่า 84% (531,663 ตัวอย่าง) ของมัลแวร์ทั้งหมดที่ค้นพบนั้น พุ่งเป้าที่การขุดเหรียญ Monero เป็นหลัก ทิ้งห่าง Bitcoin ที่มีจำนวนเพียงแค่ 8.5%

นักวิจัยยังได้ทำการ Query ไปยัง Mining Pools รวม 9 แห่งที่อนุญาตให้บุคคลภายนอกสามารถดูสถิติการทำธุรกรรมได้ พบว่ามี 2,341 Monero Addresses ที่มีความเชื่อมโยงกับมัลแวร์ทั้ง 531,663 ตัวอย่างที่กล่าวไป จำนวนเหรียญที่ถูกขุดโดยอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์เหล่านี้มีมูลค่าสูงถึง 798,613.33 Monero (XMR) ตีเป็นเงินประมาณ 3,500 ล้านบาท และคิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าเหรียญ Monero ทั้งหมดที่ถูกขุดออกมาจนถึงตอนนี้ ส่วน Hashrate ในช่วงปีที่ผ่านมาประมาณ 19,503,823.54 hashes/second คิดเป็น 2% ของ Hashing Power บนเครือข่าย Monero

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุก Monero Addresses ที่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์จะประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ มีเพียง 1,278 จาก 2,341 Addresses หรือประมาณ 55% เท่านั้นที่สามารถขุดเหรียญได้มากกว่า 0.01 XMR (ประมาณ 72 บาท) หรืออีกทางที่เป็นไปได้คือ แฮ็กเกอร์ใช้ Mining Pool อื่นที่ทางนักวิจัยไม่สามารถขอดูข้อมูลได้

สำหรับ 55% ที่ประสบความสำเร็จในการขุดเหรียญนั้น มี 224 Addresses ที่สามารถสร้างรายได้มากถึง 100 XMR (443,000 บาท) 99 Addresses มากกว่า 1,000 XMR (4,430,000 บาท) และมีเพียง 16 Addresses เท่านั้นที่สร้างรายได้เกิน 10,000 XMR (44 ล้านบาท)

อ่านรายงานฉบับเต็มของ Palo Alto Networks ได้ที่ https://researchcenter.paloaltonetworks.com/2018/06/unit42-rise-cryptocurrency-miners/

หมายเหตุ นักวิจัยของ Palo Alto Networks พยายามรวบรวมข้อมูลให้แม่นยำมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เนื่องจาก Monero ถูกออกแบบมาไม่ให้บุคคลที่สามสามารถดูข้อมูล การ Query ไปยัง Mining Pools จึงเป็นวิธีเดียวที่จะตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ของ Wallet Address ที่สนใจ

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/around-5-percent-of-all-monero-currently-in-circulation-has-been-mined-using-malware/

from:https://www.techtalkthai.com/5-percent-of-monero-has-mined-using-malware/

อินเดียสั่งธนาคารทั่วประเทศ เลิกใช้ Windows XP รันระบบ ATM ภายในมิถุนายน 2019

Reserve Bank of India (RBI) หน่วยงานกำกับดูแลธนาคากลางของประเทศ ออกคำสั่งไปยังธนาคารท้องถิ่นทั่วประเทศที่ยังคงใช้ Windows XP รันระบบ ATM อยู่ ให้อัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันใหม่ภายในเดือนมิถุนายน 2019 มิเช่นนั้นจะโดนมาตรการคว่ำบาตร

Credit: ShutterStock.com

RBI ได้ส่งจดหมายเวียนไปยังธนาคารท้องถิ่นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาและเดดไลน์สำหรับการอัปเกรดระบบเครือข่าย ATM ของประเทศ ดังนี้

  • วางมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยพื้นฐานสำหรับระบบ ATM ได้แก่ การตั้งค่ารหัสผ่าน BIOS, ปิดการใช้พอร์ต USB, ปิดฟังก์ชัน Auto-run บนระบบปฏิบัติการ, อัปเดตแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยล่าสุด และอื่นๆ ภายในเดือนสิงหาคม 2018
  • ติดตั้งระบบ Anti-skimming ภายในเดือนมีนาคม 2019
  • อัปเกรดระบบปฏิบัติการ Windows XP ที่ใช้รันระบบ ATM เป็นระบบปฏิบัติการที่ใหม่กว่าภายในเดือนมิถุนายน 2019

นับว่าเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของธนาคารทั่วอินเดีย เนื่องจาก Windows XP เป็นระบบปฏิบัติการหลักที่ใช้รันระบบ ATM ด้วยการออกข้อบังคับฉบับนี้ จะทำให้ระบบ ATM ของธนาคารทั้งหมดเริ่มเปลี่ยนไปรันระบบปฏิบัติการใหม่ประมาณร้อยละ 25 ภายในเดือนกันยายนนี้ ร้อยละ 50 ภายในเดือนธันวาคม ร้อยละ 75 ในเดือนมีนาคม 2019 และทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายน 2019

จากประกาศข้อบังคับฉบับใหม่นี้ ทำให้ทุกธนาคารจำเป็นต้องลงทุนอย่างหนักเพื่ออัปเกรดเครือข่าย ATM ของตนภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ RBI แจ้งเตือนให้ธนาคารอัปเกรดระบบปฏิบัติการ ก่อนหน้านี้ RBI เคยแจ้งเตือนมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ปี 2014 ที่ Windows XP ถูกประกาศ End-of-life และในเดือนมีนาคมและกันยายนปี 2017 หลังเกิดเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยต่อระบบ ATM ของธนาคารหลายแห่งในอินเดีย

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/india-tells-banks-to-migrate-atms-from-windows-xp-by-june-2019/

from:https://www.techtalkthai.com/india-tells-banks-to-upgrade-windows-xp-on-atm-by-jun-2019/

[PR] เมสเซ่ แฟรงเฟิร์ต จับมือ เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี ผนึกภาครัฐ-เอกชน ชูความสำคัญเทคโนโลยีความปลอดภัยครบวงจรเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในงานซีเคียวเทค-ฟอรั่ม กรุงเทพฯ

ประกาศจัดซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 สุดยอดเวทีนานาชาติรวบรวมโซลูชั่นเทคโนโลยีระบบรักษา ความปลอดภัย สมาร์ทโฮม และการป้องกันอัคคีภัย พร้อมเปิดโซนความปลอดภัยระบบสารสนเทศ

กรุงเทพฯ (15 มิถุนายน 2561) – เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิวเอร่า บิสซิเนส มีเดีย ร่วมกับ เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี จัดกิจกรรม ซีเคียวเท็ค ฟอรั่ม-กรุงเทพฯ  ดึงภาครัฐและเอกชนร่วมชูความสำคัญของการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เมืองปลอดภัย  ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการนำประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมประกาศจัดงาน ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ภายใต้แนวคิด Smart City Safe City ระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2561 ณ ฮอลล์ 103-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งจะเป็นเวทีนานาชาติด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรทั้งเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติ สมาร์ทโฮม และความปลอดภัยระบบสารสนเทศ

คุณทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในงานฯ กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร คือ การพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครอัจฉริยะหรือสมาร์ท เมโทร และเป็นมหานครแห่งความปลอดภัย หรือ เซฟ ซิตี้ (Safe City) โดยมุ่งเน้นการพัฒนา Smart Living หรือความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับภาวะประชากรผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2563 ที่คาดการณ์ว่า กรุงเทพฯ จะมีผู้สูงอายุถึง 11 ล้านคน การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยี Smart Health หรือการบริการด้านสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน และการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในภาคประชาชนจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างสำหรับการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ชุดวัดสุขภาพพื้นฐาน วงจรปุ่มกดช่วยเหลือไร้สายในบ้าน ผู้ช่วยคนสำคัญของคุณที่คอยดูแลผู้สูงอายุภายในบ้าน สายรัดข้อมืออัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ทำให้ภาคสาธารณสุขของรัฐสามารถให้บริการประกันสังคมแก่ประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้นและเปลี่ยนจากปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ให้กลายเป็นการสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีพลัง (Active Aging)”

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเข้าร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษในงานฯ กล่าวว่า “การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาเมืองเพื่อการอยู่อาศัยในอนาคต โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และตรวจสอบให้เมืองมีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย เป็นเมืองศูนย์กลางการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ การเป็นเมืองต้นแบบการเกษตรอัจฉริยะ การเป็นศูนย์กลางการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ  ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล DEPA ได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนา 77 พื้นที่ใน 77 จังหวัดเป็นSmart City ภายใน 5 ปี โดยแบ่งเมือง Smart City เป็น 2 กลุ่มตามแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ คือ  เมืองน่าอยู่ หรือสมาร์ทซิตี้เมืองเดิม และเมืองใหม่อัจฉริยะ โดยใช้กลไกความร่วมมือจากการลงทุนของภาคเอกชน ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการสนับสนุนของภาครัฐในการให้สิทธิประโยชน์สูงสุดเพื่อผลักดันสมาร์ทซิตี้ของประเทศไทยขึ้นสู่มาตรฐานสากลต่อไป โดยจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ในปี 2565 ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเมืองอัจฉริยะในภูมิภาค และมีเมืองได้รับรางวัลในระดับสากล”

ด้าน มิส เรจิน่า ไส รองผู้จัดการทั่วไป เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิวเอร่า บิสซิเนส มีเดีย กล่าวว่า “ภูมิภาคอาเซียนมีความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 6 และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงต่อการลงทุน เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ขยายเครือข่ายงานแสดงสินค้าภายใต้แบรนด์ ซีเคียวเทค ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากประเทศไทยแล้ว เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตยังจัดงานซีเคียวเทค ในไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม ซึ่งช่วยให้เราสามารถนำความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และความแตกต่างในแต่ละตลาดมาสนับสนุนการจัดงาน ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ ให้ก้าวสู่การเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติ ด้านระบบรักษาความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัย และเป็นเวทีรวบรวมองค์ความรู้ที่ครบวงจรเพื่อการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เซฟซิตี้ ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

คุณศิระพัฒน์ เกตุธาร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. จำกัด กล่าวว่า “ตลาดโซลูชั่นเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดว่าปีนี้มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ นับว่าเป็นเวทีสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาด ธีมของการจัดงานในปีนี้ มุ่งเน้นไปที่ สมาร์ทซิตี้ เซฟซิตี้ เนื่องจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การจัดกิจกรรมซีเคียวเทค ฟอรั่ม ในวันนี้ เรามุ่งหวังให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ผู้เข้าฟังมองเห็นแนวโน้มของตลาดและโอกาสทางธุรกิจด้านความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัยที่เกิดจากความต้องการของตลาดทุกภาคส่วน”

 “สำหรับงานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ในปีนี้ สินค้าที่จะนำมาจัดแสดงภายในงานกลุ่มหลักยังคงเป็นเทคโนโลยีด้านระบบรักษาปลอดภัย สมาร์ทโฮม อาคารอัจฉริยะ สมาร์ท รีเทล ระบบการป้องกันภัยพิบัติ อัคคีภัย และเราได้เพิ่มในส่วนของความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อข้อมูลที่สำคัญของทั้งบุคคล องค์กร และประเทศชาติ” คุณศิระพัฒน์ กล่าว

ตลาดโซลูชั่นระบบรักษาความปลอดภัยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดถึง 372.90 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ10.16 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2560-2565 โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจากเทคโนโลยีระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีบทบาทมากขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับ อาคาร ที่พักอาศัย ยานพาหนะ สถานที่ทำงานของภาครัฐและเอกชน ครอบคลุมถึงชีวิตและทรัพย์สิน และยังพัฒนาเป็นระบบป้องกันอัคคีภัย ภัยทางธรรมชาติ ด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์และโซลูชั่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยมีทิศทางและแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์  2018 จัดโดยบริษัท เมสเซ่ เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิว เอร่า บิสิเนส มีเดีย จำกัด และบริษัท   เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. จำกัด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.secutechthailand.com หรือติดต่อ 02-6646488

อีเมล์ rungnapha@worldexgroup.commarian@worldexgroup.com

###

from:https://www.techtalkthai.com/messe-frankfurt-worldex-gec-to-host-secutech-thailand-2018/