คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

Sea Limited ระดมทุนเพิ่ม เดินหน้า Shopee ต่อ

การระดมทุนของ Sea Limited ในครั้งนี้ มาจากการเสนอขายหุ้นแปลงสภาพ (Convertible Notes) มูลค่ารวมกว่า 575 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยทาง  Sea วางแผนที่จะนำเงินทุนที่ได้รับในครั้งนี้เพื่อขยายธุรกิจ และใช้ในการบริหารระดับองค์กร รวมทั้งผลักดันและขยายการเติบโตของ Shopee ซึ่งเป็นธุรกิจE-commerce ของบริษัทในทุกภูมิภาค

ฟอเรสต์ ลี ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทในกลุ่ม Sea กล่าวว่า เงินทุนที่ได้มาในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุลของบริษัท ซึ่งถือว่าเรามีความพร้อมอย่างมาก ในการที่จะดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อคว้าโอกาสในการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ E-commerce ที่เราให้ความสำคัญ และกำลังเติบโตจนเป็นผู้นำระดับภูมิภาคอยู่ในขณะนี้

เนื้อหาในแถลงการณ์

การที่บริษัทได้รับความสนใจอย่างมากต่อการระดมทุนในครั้งนี้ เป็นตัวชี้ให้เห็นว่านักลงทุนระดับโลกให้ความสนใจในบริษัท Sea ที่มีลักษณะธุรกิจอันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตของผู้บริโภคในภูมิภาคนี้

“เราเชื่อว่าการเสนอขายหุ้นแปลงสภาพในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มทุนที่มีประสิทธิภาพในด้านต้นทุนสำหรับนักลงทุนระดับโลกที่มีความต้องการลงทุนในภูมิภาคนี้ เรารู้สึกยินดีที่การเพิ่มทุนครั้งนี้นับเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเรากับนักลงทุนเดิมที่มีอยู่หลายราย รวมทั้งพันธมิตรและนักลงทุนรายใหม่ๆ ที่เล็งเห็นถึงความเป็นผู้นำในตลาดของบริษัท Sea และจะมาร่วมแบ่งปันความน่าตื่นเต้นในศักยภาพของภูมิภาคนี้ไปกับเรา”

Shopee มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วเกินกว่าเป้าหมายเดิมที่ได้ตั้งไว้อย่างสูง และกำลังได้รับประโยชน์จากการพัฒนาความมีประสิทธิภาพด้านการจัดการต้นทุนไปพร้อมๆกับการเติบโตของธุรกิจ บริษัทมีความตั้งใจที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในการขยายความเป็นผู้นำของธุรกิจ E-commerce และนำเสนอบริการที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งรับรองได้ว่าผู้ใช้บริการของ Shopee ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในทุกประเทศในภูมิภาคนี้ จะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดบน Shopee

การเติบโตอย่างรวดเร็วและการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนของ Shopee

Shopee มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมาและในไตรมาสแรกของปี 2561 มีการรายงานถึงยอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandize Value “GMV”) อยู่ที่ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 199.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2560 ซึ่งบริษัทได้มีการปรับเพิ่มตัวเลขการคาดการณ์ของ GMV ตลอดทั้งปี 2561 ไว้ที่ 8,200 – 8,700 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 99.4–111.5%

ก่อนหน้านี้ Sea ได้มีการคาดการณ์ว่า GMV จะอยู่ที่ 7,500 – 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนในการเติบโต 82.4 – 94.5% เท่านั้น

นอกจากนี้ Shopee ยังได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนซึ่งมีผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจ และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและการทำการตลาดของ Shopee ที่ลดลงในไตรมาสแรกของปี 2561 ซึ่งลดลงทั้งในแง่เม็ดเงินและสัดส่วนต่อ GMV เมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ซึ่งในไตรมาสแรกของปี 2561 Shopee มีค่าใช้จ่ายด้านการขายและการทำการตลาดอยู่ที่ 6.6 เปอร์เซนต์ของ GMV เมื่อเทียบกับ 8.5 เปอร์เซนต์ของ GMV ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2560

ในไตรมาสที่ผ่านมา Shopee ยังได้มีการแนะนำบริการใหม่ๆให้กับผู้ขาย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่ากับการให้บริการ รวมทั้งยังเสริมสร้างประสบการณ์ในการใช้บริการแพลตฟอร์ม E-commerce บน Shopee ที่ถือได้ว่ามีการเติบโตในด้านผู้ใช้งานที่เป็นผู้ขายอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาค

บริการที่กล่าวมานี้รวมถึง “Service by Shopee” ซึ่งมีหลายตัวเลือกให้ทางผู้ขายได้รับบริการที่อำนวยความสะดวก เช่น บริการด้านการจัดการคลังสินค้า การจัดการร้านค้าออนไลน์ และการเติมเต็มในการให้บริการด้านอื่นๆ รวมไปถึง ‘Shopee Logistics Service’ ซึ่งเป็นการให้บริการที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ขายที่ต้องการความช่วยเหลือเนื่องจากความซับซ้อนในด้านการขนส่ง เช่น การส่งสินค้าข้ามเขตประเทศ เป็นต้น

ดูเหมือนว่าตลาด E-commerce ยังแข่งขันกันดุเดือดแน่นอน หาก Shopee เร่งเครื่องแบบนี้ คาดว่าทาง Lazada ในมือของ Alibaba เองก็คงจัดเต็มไม่แพ้กัน แม้จะเป็นเรื่องดีสำหรับลูกค้า แต่สำหรับธุรกิจด้วยกัน คงยากที่จะไปเผาเงินสู้เสียแล้ว

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/sea-shopee-investment/

Advertisements

ส่องสถิติ LINE MAN เปิดมา 2 ปีโตเกือบ 500% มั่นใจยังโตได้อีก

การเติบโตของธุรกิจ Delivery นั้น ในประเทศไทยเรียกได้ว่ามีการแข่งขันที่น่าสนใจของรายใหญ่อย่าง LINE และ GRAB ที่ดูท่าว่าจะดุเดือดสุดในภาพรวมธุรกิจนี้ เพราะรายย่อยคงไม่สามารถไปสู้ได้นอกจากการให้ความร่วมมือเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างโอกาสการเติบโต และนั่นเองที่ทำให้การจับเสือมือเปล่าของ LINE มีตัวเลขการเติบโตใน 2 ปีแตะ 500% แล้ว

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า การเติบโตของธุรกิจ E-Commerce ทำให้เป็นโอกาสของธุรกิจขนส่งที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการใช้งานของธุรกิจ จากตัวเลขการซื้อขายแบบ Social Commerce ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 51% คิดเป็น 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าการซื้อขายผ่าน Marketplace ที่มีอยู่ 49% หรือ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้โอกาสในการเข้าถึงธุรกิจขนาด SME ยังมีโอกาสอีกมาก ซึ่ง LINE จะเดินหน้าเพื่อเติมเต็มธุรกิจให้เป็น O2O ที่เชื่อมลูกค้ากับผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นระดับร้านอาหาร แม่ค้า คนขับแท็กซี่และผู้ประกอบการรายย่อย

“ยังมีธุรกิจอีกมากที่ไม่ได้เก่งในการเข้าสู่โลกออนไลน์ LINE จะเข้าไปเติมเต็มความต้องการให้พวกเขาไม่รู้สึกว่าการซื้อขายออนไลน์เป็นเรื่องยากหรือไกลตัว แต่จะรู้สึกสะดวกสบายขึ้นและหนุนให้ธุรกิจมีการเติบโตได้อย่างยั่งยืน”

เมื่อประเมินความนิยมในการใช้งานบริการทั้ง 5 ผ่านแพลตฟอร์มของ LINE MAN นั้น ได้แก่ 1.บริการสั่งอาหาร (Food delivery) 2. บริการแมสเซนเจอร์ (Messenger) 3. บริการซื้อของสะดวกซื้อ (Convenience Goods) 4. บริการส่งพัสดุ (Postal/Parcel) และ 5. บริการเรียกรถแท็กซี่ (Taxi) 

จากผลวิเคราะห์ของธนาคารกสิกรไทยในปีพ.ศ. 2560 แสดงให้เห็นว่าการบริการส่งอาหารมีเพียง 7% ของตลาดร้านอาหารทั้งหมดที่สูงถึง 397,000 ล้านบาท ตลาดการส่งอาหารมีมาหลายปีแล้วแล้วแต่ยังมีจำนวนร้านอาหารไม่มากพอ การที่มีบริการสั่งซื้ออาหาร (Food delivery) จาก LINE MAN จะเป็นการช่วยเอื้อประโยชน์ต่อทั้งเจ้าของธุรกิจร้านอาหารและผู้บริโภค

การให้บริการของ LINEMAN

บริการสั่งอาหาร (Food delivery) ครองแชมป์อันดับ 1 ของการใช้งาน ปัจจุบันมีให้บริการสั่งซื้ออาหาร จากร้านอาหารและสตรีทฟู้ดกว่า 40,000 ร้านทั่วกรุงเทพฯ หรือมีจำนวนร้านอาหารสูงกว่า 10 เท่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดประมาณ 4,000 ร้าน และเกี๊ยวซ่าเป็นเมนูที่มีผู้สั่งซื้อมากที่สุดด้วยยอดส่งมาแล้วกว่า 2 ล้านชิ้น เพิ่มรายได้ให้กับร้าน Kinza Gyoza มาแล้วกว่า 100 เท่า

บริการซื้อของสะดวกซื้อ (Convenience Goods) จัดส่งสินค้าจาก 7-Eleven ถึงหน้าบ้านตลอด 24 ชั่วโมง รายการยอดนิยมที่คนสั่งซื้อมากที่สุด คือน้ำแข็งและโซดา พิสูจน์ได้ว่า LINE MAN ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในเวลากลางคืนระหว่าง เช่น ช่วงฤดูการแข่งขันฟุตบอลและปาร์ตี้ต่างๆ โดยขณะนี้มีความร่วมมือกับทาง LALAMOVE ในการส่งสินค้า ซึ่งมีทีมส่งสินค้าของพาร์ทเนอร์ไม่น้อยกว่า 5,000 ราย 

นอกจากนี้ บริษัทกำลังจะมีการแถลงข่าวความร่วมมือกับ Ninja Van ซึ่งเป็นบริการส่งของอีกครั้งในเดือนนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะช่วยให้การส่งสินค้าผ่าน LINE MAN เป็นเรื่องที่สะดวกและครอบคลุมมากขึ้น

บริการเรียกรถแท็กซี่ (Taxi) จากทั้งหมดที่มีกว่า 9 หมื่นคัน แต่อยู่ในสหกรณ์แท็กซี่กว่า 6 หมื่นคัน ซึ่งค่อยๆ ทะยอยปรับตัวเข้าสู่ระบบ แม้ว่าจะไม่สามารถบอกจำนวนรถในระบบได้แต่เชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเพิ่งทำตลาดมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีการแข่งขันจากบริการเรียกรถแท็กซี่ถึง 6 แอป แต่เชื่อว่าหากผู้ขับขี่คุ้นเคยกับระบบของ LINE ก็ย่อมคุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับเราได้ไม่ยาก

ส่วนความสะดวกล่าสุดสำหรับลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งของ LINEMAN คือเปิดให้มีการชำระเงินผ่าน Rabbit LINEPAY ได้แล้ว เชื่อว่าจะเพิ่มโอกาสและความสะดวกให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

จากโอกาสและการเติบโตของ LINEMAN แม้จะยังอยู่ในช่วงลงทุนและยังไม่ได้เป็นหนึ่งในรายได้หลักของ LINE ประเทศไทยอย่าง LINE Sticker, LINE TV, LINE GAME แต่ก็มีโอกาสและแนวโน้มการเติบโตที่สร้างรายได้ ได้ไม่ยาก ซึ่งคุณอริยะ คาดการณ์ไว้ว่าในอีก 2-3 ปี หากยังมีการเติบโตแบบ 500% ต่อเนื่อง ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่สร้างรายได้ให้แก่บริษัทได้ไม่ยาก

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/line-man-delivery/

Ericsson มั่นใจในไทยจะเกิด 5G ในอีก 2 ปีและธุรกิจขนาดใหญ่จะใช้งานมากที่สุด

ทาง Ericsson ได้จัดทำรายงานสถานการณ์ธุรกิจโทรคมนาคม ความคืบหน้าเกี่ยวกับ 5G และการเติบโตของการขยายโครงข่าย Cellular IoT เพื่อประเมิณความพร้อมในการให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ผ่านเครือข่าย พบว่า มีการเติบโตของจำนวนมือถือมากขึ้นถึง 3.5 พันล้านชิ้นภายในอีก 5 ปีเท่านั้น

ทาง Ericsson คาดว่าในปีนี้จำนวน Cellular IoT จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากเดือนพฤศจิกายนปี 2560 และจะโตอย่างต่อเนื่องไปถึง 35,000 ล้านชิ้นภายในปี 2566 จากปัจจัยที่ประเทศจีนวางแผนนำมาใช้งานเป็นจำนวนมาก สำหรับการให้บริการแบบ Massive IoT ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยเทคโนโลยี NB-IoT และ Cat-M1 จะเป็นตัวผลักดันสำหรับการเติบโตนี้ ซึ่งจะสร้างโอกาสแก่ผู้ให้บริการในการพัฒนาประสิทธิภาพและยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้า 

ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายรายทั่วโลก ได้ริเริ่มให้บริการธุรกิจ IoT ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ LTE (หรือ 4G) ไปแล้วกว่า 60 ตัวอย่าง โดยการนำ IoT ไปใช้งาน เช่น การจัดการระบบขนส่งและควบคุมขบวนยานพาหนะในอเมริกาเหนือ ส่วนจีนใช้ในการสร้างเมืองอัจฉริยะหรือ Smart City และการเกษตร เป็นต้น

5G เชิงพาณิชย์พร้อมให้บริการภายในปีนี้

Ericsson คาดการณ์ว่า 5G จะเริ่มต้นที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือเป็นอันดับต้น เนื่องจากผู้ให้บริการรายสำคัญในสหรัฐอเมริกาได้มีการวางแผนนำ 5G มาใช้ตั้งแต่ปลายปี 2561 ถึงต้นปี 2562 โดยภายในปี 2566 คาดการณ์ว่าจะมีผู้สมัครใช้งาน 5G สูงถึง 50% ของผู้ใช้งานทั้งหมดในภูมิภาคอเมริกาเหนือ รองลงมาคือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 34% และภูมิภาคยุโรปตะวันตกอยู่ที่ 21%

Ericsson คาดการณ์ว่าปี 2563 การใช้งาน 5G จะเริ่มมีความสำคัญเป็นอย่างมากทั่วโลก และภายในปี 2566 จะมีผู้ใช้งานบนโครงข่าย 5G ถึง 1,000 ล้านราย เพื่อที่จะยกระดับการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เทียบเท่ากับ 12% ของผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดจะอยู่บนโครงข่าย 5G

ในปี 2566 ปริมาณการใช้ข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เป็นจำนวนถึง 107 เอ็กซะไบต์ (EB) ต่อเดือนหรือเทียบเท่ากับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดทั่วโลก ดูวีดีโอสตรีมมิ่งพร้อมกันเป็นเวลา 10  ชั่วโมงติดต่อกัน นอกจากนี้ ปริมาณการใช้ข้อมูลทั่วโลกผ่านเครือข่าย 5G จะมีมากถึงถึง 20% ซึ่งมากกว่าการใช้ 4G/3G/2G ในวันนี้ รวมกันถึง 1.5 เท่า     

5G จะถูกนำมาใช้ในเขตเมืองมีความหนาแน่นของประชากรสูงก่อนเฉกเช่นเดียวกับ 2G, 3G และ 4G ทั้งนี้เนื่องจากต้องการสร้างบริการอินเตอร์ความเร็วสูงทั้งแบบเคลื่อนที่และประจำที่ยกระดับการสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ Fixed Wireless Access หลังจากนั้นก็จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่าง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม สาธารณูปโภค และสาธารณสุข เป็นต้น

เฟรดดริก เจดดริงค์ รองประธานบริหารและหัวหน้างานฝ่ายธุรกิจเครือข่าย กล่าวว่าปี 2561 จะเป็นปีที่สำคัญที่จะมีการให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ รวมทั้งจะมีการนำ Cellular IoT มาใช้งานจำนวนมหาศาล เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประชาชนทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมต่าง การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคโทรคมนาคมและและหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐร่วมมือกันในเรื่องของคลื่นความถี่ มาตรฐาน และเทคโนโลยี

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ที่สามารถรองรับเทคโนโลยี 5G รุ่นแรกจะพร้อมใช้งานตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2561 เป็นต้นไป โดยสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่จะรองรับเทคโนโลยี 5G ในย่านความถี่ ช่วง 3.5 GHz จะเปิดตัวประมาณต้นปีหน้า ขณะที่สมาร์ทโฟนที่จะรองรับคลื่นความถี่ในย่านที่สูงขึ้นจะถูกเปิดตัวประมาณกลางปี 2562

อัพเดทสถานการณ์ในประเทศไทย

นาดีน อัลเลน ประธาน บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยี LTE (หรือ 4G) จะเป็นเทคโนโลยีหลักที่สำคัญในประเทศไทยไปจนถึงปี 2566 โดยสัดส่วนปริมาณการใช้งานเทคโนโลยี LTE หรือ 4G และ 5G รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 76% ของการใช้งานทั้งหมดในประเทศไทย โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งมีสัดส่วนการสมัครใช้งานของ LTE หรือ 4G อยู่เพียง 36% เท่านั้น

“เราคาดการณ์ว่า 5G จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างปี 2563 ถึง 2565 และมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการ โดยในประเทศไทยเราประเมินว่าเทคโนโลยี 5G จะสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการได้สูงขึ้นถึง 26,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือเพิ่มขึ้น 22% ของรายได้ที่คาดการณ์ไว้ภายในปี 2569โดยอุตสาหกรรมการผลิต อุตสาหกรรมด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และความปลอดภัยด้านสาธารณะ จะมีผู้ให้บริการที่สามารถสร้างรายได้จาก 5G ได้มากที่สุด”

การสมัครใช้งานข้อมูล

จากผลสำรวจบ่งชี้ว่ารูปแบบการใช้งานข้อมูลแบบทั่วไปและการใช้งานแบบระยะยาวของแพ็คเกจใหญ่จะดึงดูดความสนใจและเพิ่มสัดส่วนการใช้งานของลูกค้าได้ดี อีริคสันได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจาก App Annie พบว่าช่วงระยะเวลาหนึ่งปี (ตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 ถึงเมษายน 2561) สัดส่วนของผู้สมัครใช้งานแพ็คเกจสูงกว่า 5 กิกกะไบต์ (GB) ต่อเดือน เติบโตขึ้นถึง 46 ถึง 58 เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนคืออัตราการเติบโตของการใช้ข้อมูลของผู้บริโภค การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟน และแพ็คเกจข้อมูลที่น่าสนใจจากผู้ให้บริการ

การใช้งานแอพพลิเคชั่น

การใช้ข้อมูลผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยการบริโภคข้อมูลประเภทวิดีโอและโซเซียลมีเดียเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ อีริคสันได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจาก App Annie พบว่าช่วงระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 ถึงเมษายน 2561 คนไทยใช้ Facebook ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ที่ประมาณ 58% ในขณะที่ผู้สมัครใช้งาน Instagram เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ภายในระยะเวลา 1 ปี

อ่านรายงาน Ericsson Mobility Report เพิ่มเติมได้ ที่นี่

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/ericsson-survey-industry/

ธุรกิจอาหารสุนัข ลดงบโฆษณาบน Facebook แล้ว

ธุรกิจอาหารหมาหรือ Barkbox เตรียมลดงบในสื่อออนไลน์ลงแล้ว หลังการปรับ News Feed ของ Facebook อย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ได้สร้างประโยชน์ที่ดีในแง่ของการรับรู้และโอกาสในการซื้อขายสินค้า เพราะลดโอกาสเข้าถึงลูกค้าไปมากจึงมองว่าการกลับไปใช้สื่อหลักอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะมีการตอบรับที่ดีและมีโอกาสในการซื้อมากกว่าเดิม

สำหรับ Barkbox ถือว่าเป็นบริการแบบ direct-to-consumer (DTC) ที่ต้องสมัครสมาชิกก่อน เพื่อรับบริการในการซื้อขายผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งกำลังลดงบประมาณในการโฆษณาผ่าน Facebook ลง เพื่อไปใช้บริการใช้จ่ายแบบเดิม

จากรายงานของ Digiday บอกว่า แบรนด์ที่ขายสินค้าประเภท Barkbox ทั้งหลาย ที่เคยเข้าร่วมบริการ DTC ไม่ว่าจะเป็น Brooklinen, Thinx, Roman และ Curology เตรียมประเมิณงบโฆษณาผ่าน Facebook อีกครั้ง หลังการปรับอัลกอริธึ่มบน News Feed ที่จัดอันดับความสำคัญของเนื้อหาของผู้ใช้งานมากกว่าบทความของแบรนด์และโพสต์โฆษณา ทำให้การเสียค่าใช้จ่ายในแคมเปญต่างๆ มากขึ้นแต่ผลตอบรับน้อยลง ซึ่งการทำแบบนี้ของ Facebook ทำให้แบรนด์มองว่าพวกเขาพลาดโอกาสจากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อในการใช้จ่ายไป

การปรับ News Feed ที่มีผลต่ออัลกอริธึ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะทำให้ผู้ใช้งานได้เห็น Feed ของเพื่อนมากขึ้น แต่กระทบการตัดสินใจใช้จ่ายค่าโฆษณาของแบรนด์

แม้ว่าผลกระทบจาก Cambridge Analytica จะสร้างปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคล แต่การปรับกลยุทธ์ใหม่ของ Facebook ก็สร้างปัญหาต่อรายได้ของบริษัทเช่นกัน

นับตั้งแต่ธุรกิจประเภท Barkbox เข้ามาใช้บริการของ Facebook ตั้งแต่ปี 2012 จากที่เคยใช้งบโฆษณาผ่าน Facebook กว่า 75% ก็ลดลงมาเหลือเพียง 25% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา และเน้นการโฆษณาไปที่สื่อเดิมอย่าง TV, E-mail กิจกรรมส่งเสริมการตลาดและค้าปลีก รวมทั้งเพิ่มการโฆษณาบนวิทยุและสื่อ Out of home (OOH) มากขึ้น

แม้ว่านักการตลาดจะมองว่าการโฆษณาผ่าน TV จะช่วยเรื่องการรับรู้แบรนด์ได้ดีกว่า แต่การสมัครรับข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลมีเดียและการรับรู้ผ่าน Feed บน Facebook ก็ไม่เหมือนเดิม กลายเป็นแนวโน้มที่สวนทางกับการเติบโตของโฆษณาดิจิทัล

ผลสำรวจของ CMO Council ล่าสุดพบว่า 21% ของนักการตลาดกำลังตัดค่าใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มดิจิทัลลง เนื่องจากลองวัดผลจากแคมเปญต่างๆ แล้วไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดิม และนั่นกลายเป็นโอกาสของสื่อ TV ซึ่งหลังจาก Barkbox ได้ทดลองทำการโฆษณาผ่านสื่อหลักแล้ว พบว่า มีการติดตามดีกว่า ซึ่งหลังจากนี้ทาง Digiday เชื่อว่า แบรนด์ต่างๆ จะหันไปใช้สื่อสาธารณะมากขึ้น จากที่มีการใช้งบ 100 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 อาจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2018 ก็เป็นได้

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/barkbox-facebook-advertising/

trueonline จับตลาดพรีเมียมเอาใจคนชอบเน็ตแรง

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีการใช้อินเทอร์เน็ตกันมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเข้าถึงโลกออนไลน์ทั้งเวลาอยู่บ้าน ทำงาน เดินทางหรือแม้แต่เวลาพักผ่อนก็ต้องหยิบมือถือมาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเสพย์คอนเทนต์กัน 

สหรัฐส์ คนองศิลป์ ผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานการพาณิชย์ทรูออนไลน์ และคอนเวอร์เจนซ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

ทาง True Online ได้คาดการณ์ตลาดอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ว่าจะมีมูลค่า 40,000 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้งานในครัวเรือนกว่า 6-7 ล้านครัวเรือน ซึ่งในปี 2020 มองว่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 11 ล้านครัวเรือน และมั่นใจว่าบริษัทฯ ยังครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 42% รองลงมาคือ 3BB อยู่ที่ 30% และสุดท้ายเป็น TOT และ AIS Fibre รวมกันน่าจะอยู่ที่ 28%

การแข่งขันในตลาด

นอกจากนี้ ทรูออนไลน์มีลูกค้าในมือทั้งหมด 3.2 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ 1.5 ล้านราย มียอดการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 50 Mbps และ APRU อยู่ที่ 600-700 บาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคาดหวังว่าในสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านราย จึงได้ตั้งเป้าเติบโตของปีนี้ไว้ที่ 10% คิดเป็นรายได้กว่า 27,000 ล้านบาท

“ด้วยการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องขยับไปจับตลาดพรีเมี่ยมมากขึ้น พร้อมส่งแพคเกจใหม่ เน็ต Fibre 1 Gbps ออกสู่ตลาด”

ยิ่งในอนาคตการใช้งานอินเทอร์เน็ตจะไม่ใช่แค่บริโภคคอนเทนต์ภายในบ้าน ค้นหาข้อมูลหรือใช้งานโซเชียลมีเดีย แต่จะขยับขึ้นเป็นการสตรีมมิ่งหนัง-เพลง eSport หรือแม้แต่การใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IOT ยิ่งทำให้ในแต่ละครอบครัวมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่น้อยกว่า 5 อุปกรณ์

อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอนาคตจะต้องมีการตอบสนองที่เร็วกว่าเดิม เรื่องของแบนด์วิธจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและต้องรองรับการใช้งานได้ดีด้วย

มั่นใจแพคเกจตอบโจทย์

แพคเกจใหม่นี้ จะชูจุดเด่นด้านความเร็วระดับ Gigabit ที่ปัจจุบันในท้องตลาดยังมีราคาการใช้งานแพงแตะ 10,000-20,000 บาท ซึ่งทรูออนไลน์จะขยับราคามาไว้ที่ 2,999 บาท ในความเร็วระดับ 1 Gbps ที่มั่นใจว่าจะรับชมคอนเทนต์ระดับ 4K ได้แบบไม่มีสะดุด

สำหรับการขยับขึ้นไปจับราคาพรีเมียมนั้น เชื่อว่ามีความต้องการในกลุ่มลูกค้ากรุงเทพฯ ที่ต้องใช้ชีวิตแบบสมาร์ทผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฮม สมาร์ทดีไวซ์มากขึ้น จึงกำลังมองหาการเชื่อมต่อแบบรวดเร็วกว่าเดิม รวมทั้งจึงมั่นใจว่าในแพคเกจใหม่นี้จะมีลูกค้าใช้งานไม่น้อยกว่า 10%

สำหรับแพคเกจใหม่นี้ จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 แพ็กเกจ ได้แก่
1. เน็ตไฟเบอร์ 1Gbps. + ทรูมูฟ เอช (3 sims ซิมละ 35 GB) 100 GB เพียง 2,999 บาท
2. เน็ตไฟเบอร์ 1Gbps. + ทรูวิชั่นส์โกลด์แพ็กเกจ เพียง 2,999 บาท
3. เน็ตไฟเบอร์ 1Gbps. + ทรูมูฟ เอช (3 simsซิมละ 50 GB) 150 GB + ทรูวิชั่นส์โกลด์แพ็กเกจ เพียง 3,999 บาท”

**ลูกค้าที่สมัคร ทรู ไฟเบอร์ 1Gbps วันนี้ จ่ายค่าแรกเข้า 650 บาท (ปกติ 2,000 บาท) + ค่าอุปกรณ์ Gigabit AP เพียง 5,500 บาท (ปกติ 12,900 บาท) ***เพียง 3,000 ตัวแรกเท่านั้น รวม 6,150 บาท ทุก convergence package รับบัตรทรูแบล็คการ์ด

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/true-online-package/

Google เตรียมหยุดให้บริการ Allo ก่อนปรับฟีเจอร์ใหม่

Google ตัดสินใจหยุดให้บริการ Google Allo บริการรับส่งข้อความชั่วคราว สำหรับผู้ใช้งานผ่านเว็บไซต์ ก่อนจะมีการเปิดให้ใช้งานใหม่แบบเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยจะมีเครื่องมือใหม่ที่เจ๋งขึ้นทั้งการตอบแทนพิมพ์ ค้นหา GIF ได้และอื่นๆ เพื่อให้ประสบการณ์ในการรับส่งข้อความดีกว่าเดิม คาดว่าจะเป็นบริการที่เรียกว่า iMessage ของ Google 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาจาก การย้ายทีม Allo เข้าไปทำงานร่วมกับทีม Android Messages ซึ่งเป็นนักพัฒนาของ Google เอง เพื่อให้การใช้งานผ่านมือถือของลูกค้าจำนวนมากบนระบบปฏิบัติการณ์แอนดรอยด์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีลักษณะใกล้เคียงกับ iMessage ไม่ว่าจะเป็น อ่านข้อความได้สบายขึ้น พิมพ์ง่าย รับส่งภาพได้ด้วยความละเอียดสูง คุยแบบ Group Chat ได้ เป็นต้น

การปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้แข่งขันกับการใช้งาน iMessage ได้ดีขึ้น

ส่วนการใช้งาน iMessage ของผู้ใช้ Apple บนเครื่อง Mac นั้น รูปแบบการใช้งานคล้ายกับที่ Google กำลังจะพัฒนาในแง่ที่ว่าระบบจะใช้งานข้ามแพลตฟอร์มได้ ก็จะช่วยให้ผู้ใช้งาน Andriod ตอบกลับข้อความได้แม้ไม่ได้ใช้งานมือถือ

นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานยังคล้ายกับของ WhatApp คือการสแกนรหัสเข้าใช้งานเพื่อ Sync ข้อมูลกับบนมือถือ รวมทั้งผู้ใช้งานสามารถส่งสติกเกอร์ Emoji และแนบข้อความรูปภาพพร้อมกับตัวอักษรได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีคุณสมบัติพิเศษอีก 2-3 อย่างที่น่าสนใจ อย่างการค้นหา GIF ในตัว Smart Replies ซึ่งต้องเป็นข้อความภาษาอังกฤษ และ emoji ที่ใช้งานได้แน่นอนในตอนนี้ ส่วนการล็อกอินเข้าใช้งานแบบรหัสผ่านครั้งเดียว ก็เป็นฟีเจอร์ที่คล้ายกับ iMessage บน iOS12 ที่คุณจะเข้าใช้งานได้ก็ต้องรอรับข้อความแบบ OTP ต้องลองไปใช้งานกันดูนะคะ ว่าชอบแบบไหนมากกว่ากัน

ที่มา: Techcrunch

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/google-allo-message/

มาแล้ว! แม่ทัพหญิงคนแรกของ dtac

หลังจากท่ีคุณลาร์ส นอร์ลิ่ง ได้ประกาศเมื่อช่วงเดือนมีนาคม ว่าจะลาออกจากตำแหน่ง CEO เพื่อไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ (ย้อนอ่านข่าวเก่า) มาในวันนี้ ก็ได้รับข่าวว่าทาง dtac ได้แต่ง อเล็กซานดรา ไรช์ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็น CEO คนใหม่ของ dtac แล้ว

ความน่าสนใจคืออุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่เคยมีการแต่งตั้งผู้บริหารหญิงในตำแหน่งสูงสุดแบบนี้มาก่อน แม้ว่าจะมีผู้บริหารหญิงขึ้นนั่งในตำแหน่งสำคัญ แต่การกุมบังเหียนใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคมครั้งนี้ ถือว่ามีความน่าสนใจทีเดียวค่ะ

สำหรับการประกาศในครั้งนี้ มาจากคณะกรรมการบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ dtac ได้แต่งตั้ง นางอเล็กซานดรา ไรช์ เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยนางอเล็กซานดรา ถือสัญชาติออสเตรีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CEO Telenor ฮังการี และเป็นหัวหน้ากลุ่ม Telenor ในยุโรปกลาง ก่อนหน้านี้ได้เริ่มทำงานในกลุ่มเทเลนอร์ในปี 2559 ในตำแหน่งหัวหน้าธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ กลุ่มลูกค้าองค์กร SwissCom

นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า นางอเล็กซานดรา ไรช์ ได้นำเอาประสบการณ์ในการทำงาน มาในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมสำหรับดีแทค จากประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยความรู้ทั้งด้านดิจิทัลและโทรคมนาคมรวมเข้าด้วยกัน ทำให้นางอเล็กซานดรา มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง ที่เน้นประสบการณ์ของลูกค้า ที่จะนำพาดีแทคมุ่งไปสู่เป้าหมายข้างหน้า

หลังจากที่ได้ผ่านอาชีพการเป็นนักลงทุนในธุรกิจธนาคาร นางอเล็กซานดรา ได้เป็นผู้ริเริ่มในการเปิดตัวธุรกิจออนไลน์ และทำธุรกิจดิจิทัลสตาร์ตอัพ ในปี 2529 โดยในปี 2544 นางอเล็กซานดรา ได้ เริ่มงานในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ในตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ที-ออนไลน์ ออสเตรีย (T-Online Austria) หลังจากนั้นดำรงตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ 3G ฮัทชิสัน ออสเตรีย และ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ซันไรส์ นางอเล็กซานดรา จบการศึกษาทางด้านการจัดการธุรกิจ คณะเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเวียนนา

นางอเล็กซานดรา เข้ามารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารต่อจาก นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ซึ่งได้ลาออกจากดีแทคและกลุ่มเทเลนอร์ เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำงานใหม่ โดยเธอจะเข้ามาบริหารการดำเนินงานของบริษัท ต่อจากการสิ้นสุดวาระของนายลาร์ส ต่อไป

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/dtac-new-ceo/