คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

Expedia เผยผลสำรวจประเทศไทยยังมีความน่าสนใจอยู่

Photo by Dan Gold on Unsplash

Expedia ประเทศไทยได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการโรงแรมจากแคมเปญล่าสุดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย “การเปิดประเทศไทยในมุมมองใหม่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้เข้ามาสัมผัสความเป็นไทย” ได้ข้อสรุปดังนี้

Expedia Group  บริษัทท่องเที่ยวออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ได้ส่งผลวิเคราะห์แคมเปญใหม่ของททท. ให้กับทาง Thumbsup พบว่า แคมเปญอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปี 2560 ทำให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่นำเสนอศิลปะและวัฒนธรรม ชายหาดและธรรมชาติ ศิลปะการทำอาหารที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร แนวโน้มที่เกิดขึ้นซึ่งรวบรวมจากการเข้าชมกว่า 675 ล้านครั้ง/เดือน ผ่านเอ็กซ์พีเดีย กรุ๊ป จากทั่วทุกมุมโลก:

  • ศิลปะและวัฒนธรรม: เชียงรายและสุโขทัยมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าร้อยละ 50 ต่อปีของนักท่องเที่ยวขาเข้า

จังหวัดเชียงราย ยังเป็นที่รู้จักในนามของไข่มุกทางภาคเหนือที่มียอดการเติบโตขาเข้าที่โดดเด่นมากกว่า 80% เนื่องจากชนเผ่าในท้องถิ่น และประเพณีที่โดดเด่น ทำให้การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความท้าทาย ในทางตรงกันข้าม จังหวัดเชียงใหม่ มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้าแต่ยังคงเป็นการเติบโตที่ดีซึ่งมากถึง 30% 

ในขณะที่ นักท่องเที่ยวชาวเอเชียดูเหมือนจะสนใจในการสัมผัสกับวัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นมากกว่า ส่วนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปจากฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักรแสดงความสนใจในการสำรวจสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทยเป็นอย่างมาก

จังหวัดสุโขทัย รู้จักกันในซากปรักหักพังของอาณาจักรแห่งแรกในประเทศไทยซึ่งย้อนหลังไปกว่า 700 ปี มีอัตราการเติบโตของความต้องการขาเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ซึ่งชาวยุโรปเพียงอย่างเดียวก็มีส่วนมากกว่าครึ่งของการเติบโตนี้

Photo by Harvey Enrile on Unsplash

  • ชายหาดและธรรมชาติ: การจองแบบแพ็คเกจช่วยเพิ่มราคาห้องพักโดยเฉลี่ย (ADRs) ให้สูงขึ้นในจุดหมายปลายทางที่เป็นชายหาด ในขณะที่เขาใหญ่มีการเติบโตเป็นตัวเลขสามหลัก

ในขณะที่จุดหมายปลายทางที่เป็นชายหาดที่คนนิยมไปเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรก ในหมู่นักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงเหมือนเดิมกับปี 2559 คือ พัทยา  มีอัตราการเติบโตปีต่อปีมากกว่า 40% รองลงมาคือ ภูเก็ตและหัวหินโดยมีอัตราการเติบโตเพียงเล็กน้อยที่มากกว่า 20% ในทางกลับกัน กาะสมุย และกระบี่ มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้าลงโดยอยู่ที่ประมาณ 10%

โรงแรมพาร์ทเนอร์ที่อยู่ในจุดหมายปลายทางที่เป็นชายหาด 5 อันดับแรกเหล่านี้ เรียนรู้ว่านักท่องเที่ยวซึ่งจองแบบแพ็คเกจผ่านทาง Expedia Group จ่ายมากกว่า 1.2 เท่าสำหรับที่พักของพวกเขา เมื่อเทียบกับการจองแบบห้องพักอย่างเดียว นี่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าร่วมในการจองแบบแพ็คเกจของ Expedia Group ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้รับความสะดวกสบายและความประหยัดจากการซื้อทั้งเที่ยวบินและที่พักของโรงแรมพร้อมกัน

โดยเฉลี่ยแล้ว นักท่องเที่ยวที่จองแบบแพ็คเกจมีแนวโน้มที่จะพักเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน และมีโอกาสน้อยกว่า 50% ที่จะยกเลิกการเดินทาง เนื่องจากปัจจัยทางด้านเที่ยวบินที่ไม่สามารถคืนเงินได้ เมื่อเทียบกับการจองห้องพักอย่างเดียว โดยนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร เป็น 3 อันดับแรก ที่ทำการจองแบบแพ็คเกจไปยังจุดหมายปลายทางที่เป็นชายหาดที่สำคัญในประเทศไทย

ในขณะที่การจองโรงแรมในประเทศไทยเฉลี่ยเกือบ 7 ใน 10 ครั้ง จะประกอบด้วยจุดหมายปลายทางที่เป็นชายหาดอย่างน้อย 1 แห่ง โดยนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศยังมีความปรารถนาที่จะท่องเที่ยวไปไกลกว่าเส้นทางที่ถูกกำหนด ซึ่งเกาะช้าง และเกาะหลีเป๊ะ เป็นหนึ่งในชายหาดท่องเที่ยวที่กำลังเป็นที่นิยม โดยมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 30%

นอกจากชายหาดที่สวยงาม ประเทศไทยยังมีอุทยานที่เป็นมรดกทางธรรมชาติของไทยอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก โดยเขาใหญ่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่า และป่าดิบชื้น มากกว่าครึ่งของนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอุทยานแห่งนี้มาจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักท่องเที่ยวจากประเทศสิงคโปร์จะเป็นอันดับแรกที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งนี้ ซึ่งคิดเป็น 40% ของความต้องการขาเข้าโดยรวม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยแสดงให้เห็นจากตัวเลข 3 หลักของการเติบโตที่กว่า 160%

Photo by: Wanaporn Yangsiri on unsplash

  • ศิลปะการกินอาหาร: อัตราการเติบโตของความต้องการขาเข้าของกรุงเทพสูงขึ้นถึงกว่าร้อยละ 40 

กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งอาหารริมทางชั้นนำแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งดึงดูดความสนใจจากเหล่านักชิมทั่วโลก โดย มิชลินได้เปิดตัว มิชลิน ไกด์ กรุงเทพฯ ซึ่งคัดเลือกและนำเสนอ ร้านอาหารที่ดีที่สุด ในกรุงเทพฯ ฉบับแรกที่มีร้านอาหารรวมทั้งหมด 98 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงว่ากรุงเทพฯ มีการรวบรวมอาหารนานาชาติไว้ ในขณะที่ยังคงดำรงมรดกทางวัฒนธรรมการปรุงอาหาร และการประกอบอาหารไทยแท้ๆ แบบต้นตำรับ

ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับประสบการณ์ด้านอาหารมากที่สุด นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียถือว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญอันดับสองที่มีอิทธิพลต่อการเลือกจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว ตามผลการวิจัยล่าสุดของ Expedia Media Solutions: Asia Pacific Travel Trends แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องของผลสำรวจสำหรับกรุงเทพฯ

เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นเดินทางมาเที่ยวไทยมากที่สุดใน 3 อันดับแรก ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในบรรดา 10 อันดับประเทศที่เดินทางมายังประเทศไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตที่ดีเป็นตัวเลขสองหลักให้กับกรุงเทพฯ

จากผลสำรวจดังกล่าว น่าจะชี้ให้เห็นว่า ยังไงประเทศไทยยังมีสถานที่น่าสนใจที่ต่างชาติอยากมาสัมผัสนะคะ หากแบรนด์หรือนักการตลาดสามารถส่งเสริมหรือเข้าถึงการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรองได้ ก็น่าจะเพิ่มโอกาสที่ดี เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเห็นภาพจากสื่อโฆษณาต่างๆ แล้ว เมื่อมาถึงไทยก็จะคุ้นเคยกับแบรนด์และเลือกกินเลือกซื้อสินค้าจากสิ่งที่เคยเห็นมาก่อนก็เป็นได้นะคะ

ที่มา :  Expedia

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/expedia-travel/

Advertisements

Jack Ma มาไทย มีประโยชน์ดีๆ อะไรกันบ้าง

การมาเยือนประเทศไทยของ Jack Ma เจ้าพ่ออีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากจีน ถือว่าเรียกกระแสฮือฮามากพอสมควร เพราะการลงทุนครั้งนี้ ไม่ธรรมดา เม็ดเงินลงทุนที่จะใช้ไปกับการพัฒนา EEC นับว่าเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งความหวังอย่างมาก แต่นั่นเป็นภาพใหญ่ระดับประเทศ เราลองมาดูกันว่าแล้วการมาของ Jack Ma จะช่วยสร้างโอกาสอะไรกับภาคประชาชนและธุรกิจกันบ้าง

การที่เขามาเยือนประเทศไทยนั้น ยังคงยืนยันว่าไม่ได้มาแย่งหรือผูกขาดการค้าทั้ง E-Commerce หรือ EEC แม้ว่าการทำธุรกิจต้อง Win-Win แต่ในสายตาของ Jack นั้น Win ต้องประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ประชาชนอยู่รอด หุ้นส่วนทำธุรกิจได้ และตัวเรา (หมายถึงอาลีบาบา) ก็ดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งเขาไม่ได้หวังว่าภาครัฐจะมาอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจใดๆ แต่อยากให้ผลประโยชน์นั้น ตกไปอยู่กับ ผู้ประกอบการธุรกิจ SME หน้าใหม่ ประชาชนที่ต้องการซื้อของ และนำความรู้ที่ Alibaba มี มาถ่ายทอดให้คนไทย รวมทั้งจะมีการจัดทำ Training ให้ เพื่อสร้าง Digital Talent ให้แก่คนไทยรุ่นใหม่ ที่จะเป็นหัวใจสำคัญของอนาคต

Alibaba เติบโตมาได้อย่างแข็งแกร่งตลอด 19 ปีไม่ใช่เพราะเรารวย หรือเก่งที่สุด แต่เพราะเราพัฒนาและนำความสามารถที่มีไปบอกต่อให้แต่ละบุคคล เพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างโอกาสให้แก่ธุรกิจหรือชีวิตต่อไปได้ แม้เราจะมีข้อมูล เงินทุนและเทคโนโลยี แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดถึง 70% คือการพัฒนาเพื่ออนาคต

การที่ Alibaba เข้ามาเจรจาในไทยหลังทำข้อตกลงกับมาเลเซียเรียบร้อยแล้วนั้น Jack Ma บอกว่าแต่ละประเทศมีความพร้อมต่างกัน ใครพร้อมก่อนเราก็เดินหน้าก่อน แต่ยินดีที่จะสนับสนุนทุกประเทศ อย่างเช่น มาเลเซีย เขามีความพร้อมด้าน Logistic ก็เดินหน้าไปก่อน ส่วนไทยจะเน้นเรื่อง SME  Tourism และ Talent เราก็ทำเรื่องนี้ จากนั้นอีก 2 เดือนเราก็จะไปอาฟริกาเพื่อไปให้ความรู้คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการเช่นกัน

หลายคนกังวลว่า Alibaba จะเข้าไปผูกขาดการค้าในประเทศนั้นๆ ไม๊ ผมบอกเลยว่าผมไม่ชอบสงครามการค้าหรือใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่ดีกับใครเลย เราเชื่อว่าควรมีการค้าเสรี การปรับปรุงนโยบาย เพิ่มกิจการทางการค้า และครอบคลุมทุกคนได้ ถ้ามีการผูกขาดแบบนี้เกิดขึ้น (ผมไม่คิดอยากจะให้เกิด) ต้องมีการเจรจา

เราเชื่อว่าการที่ Alibaba เน้นให้ความรู้จะเป็นแนวคิดที่ชูขึ้นมาเป็นหลักในการทำธุรกิจ เราต้องการสร้างให้ทุกคนเติบโตไปด้วยกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็เจ็บและตาย เราควรรู้ว่าเกิดมาเพื่อทำงานและ Alibaba จะไม่ชักจูงหรือบิดเบือนสิ่งใดให้ส่งผลกระทบกับภาพรวม ดังนั้นลืมเรื่องการผูกขาดได้เลยเรารู้ว่าเราเป็นใคร ต้องการอะไร รวมทั้งมุ่งมั่นส่งเสริมการค้าอย่างเสรีต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การเข้ามานั้นจะเน้นการสร้างรากฐานด้าน Infrastructure สำหรับ E-Commerce เพื่อให้ธุรกิจ SME สามารถซื้อขายกับชาวจีนที่มีหลายพันล้านคนได้ รวมทั้งสนับสนุนด้านการท่องเที่ยว แต่ละปีคนจีนมาเที่ยวไทยเยอะ และพวกเขาก็ต้องการสินค้าจากไทย เราจึงจะเข้ามาเพิ่มโอกาสและช่วยให้คนไทยขายสินค้าได้สะดวกขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่า ประเทศที่เชื่อมั่นใน SME และ E-Commerce จะเป็นความหวังสำหรับอนาคต

ทางผู้เขียนขอลงรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับข้อตกลงที่ Jack Ma จะเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกสักนิด กับเงินลงทุนที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาไทยหลักหมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

  • โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ใน พื้นที่อีอีซีเพื่อส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMV

ด้วยเทคโนโลยีระดับโลกของ Alibaba ในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ผ่าน Cainiao Network ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของ Alibaba เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และทั่วโลก มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังได้มีการประสานกับกรมศุลกากรในการยกระดับพิธีการทางศุลกากรให้เป็นระบบดิจิทัล ซึ่งการตั้งศูนย์ Smart Digital Hub นี้ จะเป็นศูนย์กลางในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิทัล ซึ่งสำนักงาน EEC จะเชื่อมประสาน Smart Digital Hub กับ เขตนวัตกรรมดิจิทัล หรือดิจิทัลพาร์ค (EECd) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) ด้วย คาดว่าจะสามารถทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี .. 2561 และคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี .. 2562 ต่อไป

  • โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย

Alibaba ได้เสนอให้ Alibaba Business School (ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร ที่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย

โดยเน้นให้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจ ได้เรียนรู้และเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีไทยให้สามารถเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์  และเข้าถึงตลาดจีนที่มีผู้บริโภคอยู่ไม่น้อยกว่า 500 ล้านคน รวมถึงตลาดในภูมิภาคและสากลได้ตามลำดับ (Regional and Global Value Chain) Alibaba จะจัดทีมงานร่วมลงพื้นที่กับทีมงานของกระทรวงอุตสาหกรรม อาศัยเครือข่ายศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม 4.0 (ITC) ในระดับภาคและจังหวัดของกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานภูมิภาคของกระทรวงพาณิชย์ทั่วประเทศ

  • โครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent)

นอกจากส่งเสริมธุรกิจ SMEs ผ่านอีคอมเมิร์ซแล้ว Alibaba Business School ยังร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาหลายหลักสูตรเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้าง Networking กับ Talents ทั่วโลกที่ประเทศจีน

  • การเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com

กระทรวงพาณิชย์และ Alibaba ได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บซื้อขายออนไลน์ระดับโลก ที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำหรือร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ จะช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มต้นจากข้าว และขยายผลไปถึงผลไม้ต่าง ของไทย โดยเฉพาะ ทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนเป็นอย่างยิ่ง โดยอาศัย Insight ในเรื่องตลาดผู้บริโภคที่อาลีบาบามีความเชี่ยวชาญ

  • โครงการความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะร่วมมือกับAlibaba และ Fliggy บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย โดย Fliggy คู่ร่วมลงนามกับ ททท. จะนำประสบการณ์และเทคโนโลยีที่ชาญฉลาด จัดทำ Thailand Tourism Platform ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวต่าง เช่น คู่มือไกด์ออนไลน์ ระบบจำหน่ายตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวเมืองรอง เป็นที่รู้จักในกลุ่มชาวจีน

นอกจากนี้ ทั้ง Fliggy และ Ant Financial ระบบชำระเงิน Alipay ในเครือของอาลีบาบาอยู่ในระหว่างการเจรจากับหน่วยงานต่าง ที่เกี่ยวข้องของรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลแบบครบวงจรต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทย เริ่มตั้งแต่กระบวนการทางวีซ่า บริการหลังเดินทางแบบดิจิทัล ด้วยการคืนเงินภาษีนักท่องเที่ยวผ่านระบบ Alipay ซึ่งความร่วมมือกันในด้านการท่องเที่ยวนี้ คาดว่าจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน และยังช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยได้มากยิ่งขึ้น

หากทำได้ทั้งหมดตามนี้ ประเทศไทยน่าจะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนทุกกลุ่มเข้าถึงดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบเสียทีนะคะ

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/jack-ma-come-thai/

Infographic: สถิติห้ามพลาด Video marketing ปี 2017

จากการประมวลแนวคิดของบริษัทกว่า 500 แห่ง ผ่านวิดีโอมากกว่า 250,000 ชิ้นในปี 2017 ที่นำไปสู่ยอดชมวิดีโอมากกว่า 600 ล้านครั้ง ต่อไปนี้คือสถิติน่าสนใจ ที่สะท้อนว่าวันนี้บริษัททั่วโลกทำ Video marketing ในแง่ใดบ้าง

หลายบริษัทเปิดเผยชัดเจนว่า Video marketing เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ประจำปี 2018 จำนวนไม่น้อยพัฒนาทีมวิดีโอ และการนำเสนอในรูปแบบทิศทางเดียวกันจนทำให้เกิดเป็นแนวโน้มสำคัญซึ่งเห็นได้ชัดเจน Infographic ชิ้นนี้จาก Vidyard ได้รวบรวม 16 สถิติที่แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างวิดีโอกำลังเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคออนไลน์อย่างไรในวันนี้ ซึ่งแบรนด์สามารถพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ก่อนตัดสินใจลงทุนในแคมเปญวิดีโอครั้งต่อไป

สถิติที่น่าสนจระบุว่า ผู้ชมวิดีโอทางธุรกิจบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะหรือเดสก์ท็อปยังมีสัดส่วนถึง 86 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้สูงมาก แม้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะเพิ่มขึ้น ถือเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า วิดีโอขององค์กรนั้นดูง่ายสบายตากว่าบนหน้าจอขนาดใหญ่

การศึกษายังพบว่า บริษัทเอกชนเผยแพร่วิดีโอเฉลี่ย 18 ชิ้นต่อเดือน แต่อย่างไรก็ตาม จงอย่าลืมว่าปริมาณและคุณภาพต้องสำคัญเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ยังพบว่า 56 เปอร์เซ็นต์ของวิดีโอที่เผยแพร่มักมีความยาว 2 นาทีหรือสั้นกว่า เรื่องนี้สรุปได้ชัดเจนว่าผู้ชมวิดีโอออนไลน์รักความสั้น กะทัดรัดได้ใจความ

ผู้สนใจ ขอเชิญชม infographic ฉบับเต็มด้านล่าง

ที่มา: : PRdaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/infographic-video-marketing/

บริหารความเสี่ยงของข้อมูล GDPR ที่องค์กรควรรัดกุมและปลอดภัย

Photo by Markus Spiske on Unsplash

ช่วงนี้หลายคนกำลังกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านความเสี่ยงเรื่องข้อมูลส่วนตัวกันใช่ไหมคะ ทางยิบอินซอยได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับ GDPR กับการบริหารความเสี่ยงของข้อมูลส่วนบุคคล โดย นายวิชญ์ วงศ์หาญเชาว์Business Development – Digital Transformation บริษัท ยิบอินซอย จำกัด มาให้เป็นความรู้แก่ผู้อ่าน Thumbsup ได้เข้าใจมากขึ้นและสามารถนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมค่ะ  ก่อนจะไปทำความรู้จักกับ จีดีพีอาร์ (GDPR) ผมขอเริ่มต้นบทความนี้ด้วยการชวนผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราได้เคยเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวไปกับการทำธุรกรรมใดบ้าง อย่างเช่น ติดต่อกับธนาคาร หน่วยบริการสุขภาพ ลงทะเบียนใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต หรือเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ค และในแต่ละครั้งเราต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวไปมากแค่ไหน เป็นการให้ข้อมูลเพียงชื่อ นามสกุล ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ หรือละเอียดถึงขั้นต้องให้เลขที่บัตรประชาชน เลขบัตรเครดิต หรือกระทั่งการตั้งพาสเวิร์ด ซึ่งถูกบันทึกไว้ในระบบของผู้ให้บริการ รวมถึงเราจะมั่นใจได้อย่างไรกับการที่องค์กรหรือหน่วยงานผู้ให้บริการเหล่านั้นต่างการันตีว่า ข้อมูลส่วนตัวของเราจะไม่ถูกเปิดเผยจนได้รับความเสียหาย หรือถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจอื่นใด

จะเห็นว่า หลายประเทศในขณะนี้ เริ่มมีความกังวลต่อการเข้าถึงและใช้งานข้อมูลบิ๊ก ดาต้าแบบชนิดไร้พรมแดนจนเกินขีดความสามารถที่แต่ละประเทศจะกำกับดูแลให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสมและไม่ขัดต่อการทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เกิดการใช้งานที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของเจ้าของข้อมูล ซึ่งปัจจุบันมีกฎหมายหรือข้อบังคับในการกำกับดูแลการเข้าถึงข้อมูลในหลายรูปแบบ อาทิ กฎหมายปกป้องข้อมูลที่ใช้เฉพาะในแต่ละประเทศ กฎหมายกำกับการใช้ข้อมูลเป็นการเฉพาะในแต่ละอุตสาหกรรม ไปจนถึงกฎหมายคุ้มครองการรับส่งข้อมูลข้ามพรมแดนในรูปแบบประเทศต่อประเทศ หรือองค์กรต่อองค์กร

นายวิชญ์ วงศ์หาญเชาว์ Business Development – Digital Transformation บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

ถึงบรรทัดนี้ ต้องชวนคุยต่อถึง “กฎการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่เรียกว่า จีดีพีอาร์ (General Data Protection Regulation-GDPR)” ซึ่งเป็นกฎข้อบังคับที่ออกมาเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองชาว EU ที่อาศัยกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป รวมถึงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และกำลังจะมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคมปีนี้  

เราจะเห็นว่า แม้ GDPR จะเป็นกฎหมายที่ออกโดย EU แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะมีอำนาจครอบคลุมการใช้งานข้อมูลส่วนบุคคลที่กว้างขวางในระดับประเทศต่อประเทศเลยทีเดียว

ความเข้มข้นของ GDPR คือ การไม่ยินยอมให้มีการไหลออกของข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศที่มีมาตรฐานการคุ้มครองที่ต่ำกว่า หรือไม่ได้มาตรฐาน ถ้าหากประเทศที่ประกอบธุรกิจ หรือเกี่ยวข้องกับ EU จะด้วยเรื่องใดก็ตาม หากเกิดตกชั้นเรื่องเกณฑ์การคุ้มครองข้อมูลตามที่ GDPR กำหนด ก็จะเสียโอกาสในการทำธุรกิจกับ EU ไปโดยปริยาย

ส่วนกฎของ GDPR ที่ประเทศหรือองค์กรไทยที่มีการประกอบธุรกิจ หรือติดต่อกับพลเมืองของ EU ควรจะศึกษาและเตรียมความพร้อมแต่เนิ่น ๆ สรุปโดยย่อ ได้แก่ การที่ประเทศหรือองค์กรนั้นๆ ต้องกำหนดให้มีการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลให้สามารถย้ายและลบข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในระบบของผู้ให้บริการได้แล้วแต่กรณี และหากมีการนำข้อมูลไปใช้หรือประมวลผล จะต้องขอความยินยอม (consent) จากเจ้าของข้อมูลเสียก่อน รวมถึงต้องจัดเก็บข้อมูลนั้น ๆ ไว้ในรูปแบบที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ (Anonymous) เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัว แม้การเคลื่อนย้ายถ่ายโอนข้อมูลข้ามพรมแดนก็ต้องมีความปลอดภัยสูง

นอกจากนี้ องค์กรต่าง ๆ ต้องสร้างมาตรฐานการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อกันการสูญหาย หรือถูกนำไปเปิดเผยโดยไม่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูล จะต้องมีระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดข้อมูลรั่วไหล โดย จีดีพีอาร์ กำหนดให้ต้องรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นภายใน 72% ชั่วโมง รวมถึงการประเมินแนวนโยบายการปกป้องข้อมูล เพื่อนิยามความเสี่ยงที่มีผลต่อข้อมูลของลูกค้า การทบทวนข้อปฏิบัติเพื่อบ่งชี้ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งประเทศหรือองค์กรที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของ จีดีพีอาร์ จะมีบทลงโทษด้วยการเสียค่าปรับตั้งแต่สิบถึงยี่สิบล้านยูโรเลยทีเดียว

มองในมุมบวก จึงไม่ต่างจากการสร้างมาตรฐานใหม่ของการปกป้องข้อมูลที่ทำให้เจ้าของข้อมูลเข้าใจถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่ต้องไม่ถูกละเมิด ขณะที่องค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้เป็นโอกาสในการยกระดับระบบบริหารจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หรือการประกอบธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาลูกค้า ผ่านการนิยามข้อมูลส่วนบุคคลให้ชัดเจน และกำหนดระดับการป้องกันอย่างเข้มข้น

ทั้งนี้ กฎของ GDPR ได้ช่วยกำหนดนิยามข้อมูลส่วนบุคคลที่ให้การคุ้มครองไว้ชัดเจนไว้แล้ว ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลที่ใช้ระบุตัวตนเบื้องต้น เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขที่บัตรประชาชน ข้อมูลที่ระบุตัวตนบนเว็บ เช่น Location, IP address, Cookies, RFID tag ข้อมูลทางด้านสุขภาพและพันธุศาสตร์ ข้อมูลด้านชีววิทยา ข้อมูลด้านชาติพันธุ์หรือชนกลุ่มน้อย หรือ ข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง เป็นต้น

ส่วนการดำเนินการจะครอบคลุมใน 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการจัดเก็บข้อมูล (Data Collectors) ซึ่งเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์และแนวปฏิบัติในการจัดเก็บข้อมูลประเภทต่าง ๆ เพื่อใช้ในการประมวลผลไว้ให้ชัดเจน  ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล (Data Processors)  โดยการนำข้อมูลไปประมวลผลจะต้องทำบนความรับผิดชอบที่จะไม่ให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล หรือนำไปใช้งานที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์หรือข้อกำหนดที่วางไว้ แล ขั้นตอนการปกป้องข้อมูล (Data Protection)คือ การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ด้านการปกป้องข้อมูล (Data Protection Officer-DPO) ที่มีหน่วยงานการกำกับควบคุมโดยตรง (Supervisory Authorities) เพื่อติดตามดำเนินการให้เป็นไปตามกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยของข้อมูลตามข้อบังคับของ จีดีพีอาร์ หรือจะลงรายละเอียดถึงระดับของการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) หรือประเมินผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว (Privacy Impact Assessment – PIA) ก็ไม่ว่ากัน เพราะนั่นจะยิ่งเป็นการการันตีว่า เรามีความตั้งใจปฏิบัติตามกฎการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และพยายามลดความเสี่ยงทุกรูปแบบในสายตาของนานาประเทศเมื่อติดต่อกับองค์กรของเรา 

เมื่อไม่นานมานี้ อาร์เอสเอ ซีเคียวริตี้ อิงค์ (RSA Security Inc.) บริษัทซึ่งให้บริการเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยบนระบบเครือข่ายและการพิสูจน์ตัวตนได้ออกมาเปิดเผยรายงานเรื่อง “ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” ที่บริษัทได้ทำการสำรวจลูกค้ากว่า 7,500 ราย ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา พบว่า 80%ของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลกังวลกับการสูญหายของข้อมูลทางการเงินการธนาคารเป็นอันดับต้น 76% กังวลถึงข้อมูลที่ใช้เพื่อสร้างความปลอดภัย เช่น พาสเวิร์ด และข้อมูลที่ระบุตัวตน เช่น พาสปอร์ต ใบอนุญาตขับขี่รถว่าจะสูญหายหรือโดนแฮค62% เลือกที่จะตำหนิบริษัทเมื่อข้อมูลสูญหายแทนการกล่าวโทษแฮคเกอร์ 41% จึงตั้งใจให้ข้อมูลเท็จเมื่อมีการลงชื่อเข้าใข้บริการออนไลน์ต่าง ๆ ขณะเดียวกัน 72% จะบอยคอทบริษัทที่เพิกเฉยต่อการปกป้องข้อมูลของพวกเขา และ 50% เลือกที่จะซื้อของกับบริษัทที่พิสูจน์ตัวเองได้ว่า ให้ความสำคัญอย่างมากกับการปกป้องข้อมูล

รายงานฉบับดังกล่าวได้สรุปส่งท้ายว่า ธุรกิจจะเดินสู่การเปลี่ยนถ่ายข้อมูลยุคดิจิทัล โดยการใช้ประโยชน์จากบริการสินทรัพย์ข้อมูลดิจิทัล และบิ๊กดาต้า อย่างต่อเนื่องได้นั้น จะต้องแม่นยำในการสอดส่องและปกป้องข้อมูลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

ส่วน ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) ซึ่งสำรวจบริษัทสัญชาติอเมริกัน พบว่า 92% มีการพิจารณาถึงข้อบังคับของ จีดีพีอาร์ และเห็นว่า มีความสำคัญเป็นอันดับต้นในการปกป้องข้อมูล

คำถามต่อไป คือ แล้วเราจะสร้างหรือรักษาโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความกังวลของลูกค้าเหล่านี้ได้อย่างไร

การศึกษาที่มาที่ไป และประเภทของข้อมูลที่มีหรือใช้อยู่ในองค์กร การศึกษาถึงการไหลของข้อมูลซึ่ง ณ เวลานี้ อาจต้องเน้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ EU ว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร ข้อมูลได้ถูกจัดเก็บและมีการประมวลผล ณ ที่ใด และหากข้อมูลนั้นถูกจัดเก็บและประมวลผลอยู่ภายนอกองค์กรจะเป็นอย่างไร น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการตอบรับกฎของ GDPR

ขั้นตอนต่อไป คือ การประเมินระบบความปลอดภัยด้านข้อมูล เพื่อดูว่าส่วนใดที่เป็นไปตามกฎของ GDPR แล้ว ส่วนใดที่ต้องตรวจสอบและปรับปรุงต่อเนื่องต่อไป หากไม่มีแผนตอบรับความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูลก็ให้ดำเนินการเสีย หรือถ้ามีอยู่แล้วก็ต้องทดสอบแผนว่า สามารถบรรเทาความเสียหายได้ภายใน 72 ชั่วโมงหรือไม่ เพราะการปรับปรุงแผนให้สอดรับกับกฎของ GDPR จะเป็นหนทางหนึ่งในการการันตีความได้เปรียบทางการแข่งขันทางธุรกิจหรือบริการกับกลุ่มประเทศหรือพลเมืองชาวอียูได้อย่างแน่นอน

สำหรับองค์กรที่ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการด้านไอที เช่น ผู้ให้บริการด้านคลาวด์ เวนเดอร์ในการให้บริการซอฟต์แวร์ (SaaS) อยู่แล้ว หรืออยู่ระหว่างพิจารณาคัดเลือกผู้ให้บริการระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม จะต้องแน่ใจว่า ผู้ให้บริการหรือเวนเดอร์นั้นๆ  จะต้องเข้าใจ และให้ความสำคัญกับการแสวงหามุมมองใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาระบบความปลอดภัยด้านสารสนเทศ ทั้งมีความพร้อมที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกันในฐานะภาคีทางธุรกิจ โดยเฉพาะงานด้านความปลอดภัยในการประมวลผลข้อมูลตามกฎของ จีดีพีอาร์ ซึ่งเป็นงานเร่งด่วนในขณะนี้ รวมถึงเป็นการเตรียมรับมือต่อกฎด้านความปลอดภัยอื่นใดที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

เมื่อโลกของข้อมูลนั้นไร้พรมแดน และเต็มไปด้วยบรรดาอาชญากรคอมพิวเตอร์ที่ยังคงท้าทายกฎหมายด้วยการสร้างเว็บไซต์ปลอม หรือ ฟิชชิ่ง สแกม (Phishing Scam) แฮคเกอร์ที่ยังคงใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเพื่อล้วงลึกข้อมูลเพื่อหาประโยชน์อันมิควรได้ การนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า หรือถูกเปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาตบนโลกโซเชียลและสร้างความเสียหายให้เจ้าของข้อมูลจะโดยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม จะยิ่งทำให้การสร้างกฎเกณฑ์และข้อบังคับเพื่ออุดรอยรั่วต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น จึงขึ้นอยู่กับว่า องค์กรจะสามารถบริหารดุลยภาพระหว่างกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกับแนวปฏิบัติภายในองค์กรได้อย่างเหมาะสม และแปรเปลี่ยนให้เป็นอาวุธที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้หรือไม่นั่นเอง

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/gdpr-bigdata/

Google ใช้พลัง AI ช่วยแนะนำแคมเปญบน Adwords

Photo by Edho Pratama on Unsplash

Google ประกาศการทำงานแบบอัตโนมัติรูปแบบใหม่ของ Adwords โดยเริ่มต้นใช้งานได้ 29 เมษายนนี้ ซึ่ง Google จะเริ่มส่งอีเมล์ให้ลูกค้าที่มีการใช้งานเครื่องมือทางการตลาดนี้ โดย Adthena จะเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานแพลตฟอร์มให้ตอบโจทย์การสื่อสารตลาดได้ดีขึ้น

หลายปีที่ผ่านมา Google พยายามที่จะนำ AI มาใช้งานและเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตทางธุรกิจของบริษัทและการอัปเดต Adwords ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า AI จะเข้ามาช่วยนำเสนอและวางแผนการทำงานให้แก่นักการตลาดได้อย่างไร เพื่อจัดการแคมเปญต่างๆ ได้ดีขึ้น

ไม่ว่าจะเป็น การพาดหัวโฆษณาให้น่าสนใจ ดึงดูด กระตุ้นการเข้าชมหรือซื้อ รวมทั้งใช้เวลาในการสร้างและปรับปรุงแคมเปญดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งวิเคราะห์เชิงลึกในการคำนวณ ROI ว่าควรใช้คีย์เวิร์ดใดในการทำโฆษณาได้น่าสนใจกว่าเดิม

Ashley Fletcher รองประธานฝ่ายการตลาด Adthena กล่าวว่า เครื่องมือที่ Google นำมาใช้งานนั้น จะช่วยเพิ่มระบบการเรียนรู้ด้วยระบบอัตโนมัติประมวลผลภาษาและเข้าถึงประสิทธิภาพในการโฆษณาที่ดีกว่าเดิม

การพัฒนาเหล่านี้ จะช่วยแก้ปัญหาในการทำธุรกิจ เพราะต้องยอมรับว่า Target ของแบรน์จะรับชมโฆษณา รวมทั้งคลิกเข้าไปดูหน้า Pages น้อยลง การปรับปรุงครั้งนี้น่าจะช่วยให้แบรนด์ได้มีโอกาสที่ดีขึ้น ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึง Google Shopping Ads และ Google Assistant ก็สามารถสั่งงานได้ด้วยเสียง ซึ่งหลายบริษัทพยายามที่จะแข่งขันความสามารถในเรื่องนี้กันมากขึ้น ซึ่ง Google ได้ทำงานร่วมกับ Amazon Alexa อย่างใกล้ชิดเพื่อให้การรับข้อมูลเสียงมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงระบบ Adwords ได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผู้ใช้งาน Adwords ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับคำแนะนำต่างๆ แล้ว จะมีเวลา 14 วันในการอ่านข้อมูลต่างๆ ก่อนจะมีผลบังคับใช้แบบอัตโนมัติ ซึ่งผู้ใช้งานสามารถแก้ไข หยุดหรือยกเลิกคำแนะนำ โดยจะปฏิบัติตามคำแนะนำบางส่วนหรือไม่ใช้ทั้งหมดก็ได้ เครื่องมือใหม่นี้ น่าจะเป็นอีกก้าวที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถก้าวไปอีกขั้น รวมทั้งช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้แก่นักการตลาดมากขึ้น 

ที่มา: Marketingdive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/google-adwords-ai/

เขียนอีเมล์สมัครงานอย่างไรให้โดนใจฝ่ายบุคคล

Photo by rawpixel.com on Unsplash

หัวข้ออีเมล์ (Subject) มักเป็นด่านแรกที่ผู้รับจะเลือกเปิดอ่าน ดังนั้น เมื่อคุณกำลังมองหางานใหม่และตำแหน่งที่ยื่นใบสมัครมีคู่แข่งจำนวนมากก็ต้องเขียนหัวข้อให้โดนใจคนอ่าน และนี่จะเป็นเคล็ดลับในการเขียนหัวข้อสมัครงานที่โดนใจผู้รับค่ะ

ในแต่ละวัน ฝ่ายบุคคลจะได้รับจดหมายสมัครงาน อีเมล์ธุรกิจและเรื่องการทำงานต่างๆ จำนวนมาก จึงยากที่บุคคลเหล่านี้จะสังเกตเห็นอีเมล์สมัครงานของคุณได้อย่างรวดเร็ว เพราะอีเมล์ถือว่าเป็นด่านแรกของการติดต่อระหว่างผู้หางานและผู้จ้างงาน การสร้างความต่างตั้งแต่หัวข้อนั้นไม่เพียงสื่อสารว่าคุณเป็นใครและต้องการอะไรแต่ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่แสดงให้เห็นว่าคุณมีความโดดเด่นและกระตุ้นให้ผู้รับอยากคลิกเข้าไปอ่านอีเมล์ของคุณ และนี่คือวิธีที่จะช่วยให้คุณมีโอกาสส่งอีเมล์ถึงมือผู้รับได้อย่างรวดเร็ว

  • ใช้คำให้สั้นกระชับ

Amanda Augustine ผู้เชี่ยวชาญของ TopResume ผู้เชี่ยวชาญด้านการหางานและสื่อสารแนะนำว่า ต้องเขียนหัวข้อที่สมบูรณ์ภายใน 60 ตัวอีกษร บนหัวเรื่องของอีเมล์ที่ต้องการส่ง ในขณะที่บนมือถือจะแสดงเพียง 25-30 ตัวอักษร และตัดคำที่ไม่จำเป็นออก เช่น สวัสดี ขอบคุณ เพราะใช้ตัวอักษรประมาณ 6-8 คำแล้ว เช่น ผู้ช่วยฝ่ายทรัพยากรบุคคล (**จำนวนคำในเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษก็เลยระบุมาน้อยนะคะ แต่ภาษาไทยอาจเยอะกว่านั้นต้องลองนับกันดู)

  • ระบุใจความสำคัญตั้งแต่ต้น

Dmitri Leonov รองประธานฝ่ายบริการการจัดการอีเมล์ Sanebox เผยว่า มีอีเมล์กว่า 50% ที่ฝ่ายบุคคลต้องอ่านได้บนมือถือ เพราะคุณจะไม่ทราบว่าผู้จัดการเรื่องการจ้างงานจะเห็นข้อความของคุณจากบนอุปกรณ์สื่อสารหรือไม่ ดังนั้น การใส่ข้อมูลที่สำคัญบนหัวเรื่องจะดึงดูดความสนใจดีกว่าการใส่ข้อความไร้สาระ จนอาจถูกตัดออกตั้งแต่แรก เช่น ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่มีประสบการณ์ 8 ปี

  • ชัดเจนและเจาะจง

บริษัทรับสมัครงานแนะนำว่าพวกเขาใช้เครื่องมือในการช่วยสแกนอีเมล์ โดยจะใช้เวลาเพียง 6 นาทีในการตรวจประวัติผู้สมัคร และช่วยสแกนหัวข้ออีเมล์ของผู้หางานเพียงเล็กน้อย หากหัวข้อไม่สื่อว่าคุณเป็นใคร พวกเขาจะไม่เปิดดูอีเมล์เลย ยิ่งการเขียนหัวข้อที่คลุมเครือ เช่น “résumé for opening,” แทนที่จะระบุไปเลยชัดๆ ว่า John Smith ต้องการสมัครตำแหน่งฝ่ายขาย

  • ใช้ตรรกะในการเขียนคำเพื่อให้ระบบค้นหาและคัดกรองง่าย

ผู้ว่าจ้างมักจะมีวิธีการกรองข้อมูลและจัดเก็บเข้าไปในโฟลเดอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อจัดการอีเมล์จำนวนมหาศาลที่เข้ามาในแต่ละวัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีคำชี้เฉพาะ อย่าง “job application” หรือ ”job candidate” ที่จะทำให้ค้นหาได้ภายหลัง เช่น สมัครงาน John Smith ตำแหน่งผู้จัดการด้านโซเชียลมีเดีย

  • การใส่ชื่อและตำแหน่งมาพร้อมกัน

สำหรับใบสมัครงานตามมาตรฐานควรมีข้อมูลที่สำคัญที่สุดรวมไว้ในบรรทัดแรก เช่น ชื่อตำแหน่งที่จะสมัคร ชื่อและ ID (ถ้ามี) อย่างน้อยผู้จัดการที่ได้เห็นจะได้มีความพยายามในการถอดรหัส เช่น Data Scientist No.123456 ใบสมัคร John Smith

  • ระบุชื่อและคุณสมบัติให้ชัดเจน

เขียนหัวเรื่องที่จะแยกได้อย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเพียงแค่แวบแรกหรือจะเป็นคำย่อก็ได้ เช่น MBA, CPA หรือ Ph.D. หลังจากระบุชื่อและตำแหน่งที่คุณต้องการสมัคร ตัวอย่าง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด John Smith, MBA

  • ถ้ามีบุคคลอ้างอิงก็ให้ใส่ชื่อระบุไปด้วย

หากงานที่ไปสมัครเป็นการแนะนำจากคนรู้จักอย่าเขียนไว้ในเนื้อหาอีเมล์แต่ให้ใส่ไว้ตั้งแต่ต้นของหัวเรื่องด้วยชื่อของคนที่แนะนำให้คุณมาสมัคร เช่น ผู้แนะนำ Jane Brown ตำแหน่ง Technical Writer เป็นต้น

  • อย่าใช้ CAPS ในเนื้อหาทั้งหมด

การใช้ caps อาจได้รับความสนใจจากบางคน แต่เป็นหนทางที่ผิด เมื่อเทียบกับการเขียนหรือสะกดด้วยตัวอักษรที่อ่านง่าย ลองใช้เครื่องขีดกลาง หรือ ทับ เพื่อแยกความคิด และหลีกเลี่ยงการใช้ตัวพิมพ์เล็ก ตัวอักษรพิเศษ เครื่องหมายต่างๆ เพราะจะทำให้ดูน่ารำคาญ เช่น Job Inquiry: Award-Winning Creative Director now in New York (**กรณีนี้อาจหมายถึงการสะกดคำ และขนาดตัวอักษรไม่ควรใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด แต่ให้เขียนแบบสลับกันตัวเล็กใหญ่ จะดูน่าสนใจกว่าใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด)

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ สำหรับคนที่กำลังมองหางานหรืออยากลองสมัครในตำแหน่งใหม่ๆ ที่มีคู่แข่งจำนวนมาก หากใครนำวิธีเหล่านี้ไปใช้งานแล้วก็บอกเล่ากันได้นะคะ ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่

Source: Business Insider

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/email-jobs-recuitement/

อีรุงตุงนัง โซเชียลร้อนรับดราม่าล่าสุดของ Starbucks

หลังจากเกิดดราม่ากับแบรนด์ Starbucks ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน และซีอีโอ Starbucks สวมบทพระเอกออกมาขอโทษส่วนตัวพร้อมปรับหลักสูตรอบรมพนักงานครั้งใหญ่ ล่าสุดโลกโซเชียลสหรัฐฯกำลังจับตาก้าวต่อไปของ Starbucks อย่างคึกคัก แถมยังโหมไฟกดดันให้เจ้าพ่อเชนกาแฟลงดาบไล่ออกผู้จัดการร้าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นต้นเหตุของดราม่านี้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดราม่าชามนี้ของ Starbucks เป็นที่สนใจของคนทั่วโลก คือวิดีโอไวรัลนี้ที่ถูกเปิดชมมากกว่า 10 ล้านครั้ง คำบรรยายวิดีโอระบุว่าเพียงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกเรียกมาเพื่อจับกุมชายผิวสี 2 รายนี้ที่ไม่ได้สั่งกาแฟกับ Starbucks แต่กำลังรอเพื่อนให้มาพบ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปล่อยตัวไปเพราะชายผิวสี 2 รายนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด และมีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์นี้อาจไม่เกิดขึ้นหากเป็นคนขาว

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เกิดขึ้นอาจลึกซึ้งกว่านั้น เพราะสื่ออย่าง The Washington Post ระบุข้อความจากทนายความของชายผิวสี 2 รายนี้ “Lauren Wimmer” ว่าลูกความของเธอ (ไม่ระบุนาม) ถูกปล่อยตัวที่สถานีตำรวจในเวลา 8 ชั่วโมงถัดมาเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่พบมูลความผิด

ทนายความบอกว่า ผู้จัดการร้าน Starbucks ที่แจ้งตำรวจให้จับกุมชายผิวสีนี้เป็นคนผิวขาว และชายผิวสี 2 รายนี้กำลังรอพบ Andrew Yaffe จากบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งหมดต้องการประชุมเพื่อหาโอกาสลงทุนทางธุรกิจ

ปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกไว้บนสมาร์ทโฟนหลายเครื่อง ในวิดีโอชิ้นหนึ่ง Yaffe มาถึงแล้วบอกเจ้าหน้าที่ว่าชายผิวสีทั้ง 2 รายมาเพื่อพบเขา จากนั้น Yaffe จึงถามว่า ”ทำไมพวกเขาถูกขอให้ออกไปล่ะ” ก่อนจะสรุปว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องเหยียดผิวชัดเจน

หลายคนเห็นด้วยกับ Yaffe ทำให้โลกโซเชียลร้อนเป็นไฟด้วยแฮชแทค #BoycottStarbucks สำนักข่าว USA Today รายงานว่าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มคนผิวสีหลายคนรวมตัวประท้วงที่ร้าน Starbucks ในเมืองฟิลาเดลเฟีย เพื่อต้านนโยบายการจัดการร้าน จนทำให้ผู้จัดการร้านสาขานี้ตัดสินใจแจ้งตำรวจ

ในเมื่อถูกชี้ว่าเป็นประเด็นแบ่งแยกสังคมอเมริกัน Starbucks ไม่อาจอยู่นิ่ง โดยตัดสินใจออกแถลงการณ์ขอโทษในนามแบรนด์ช่วงวันที่ 14 เมษายน และแถลงการณ์รับผิดว่าเป็นความผิดพลาดของการอบรมพนักงานบริษัท แถลงการณ์หลังนี้ประกาศในวันที่ 15 เมษายน

ไม่พอ Kevin Johnson ซีอีโอ Starbucks จัดวิดีโอขอโทษประชาชนในฟิลาเดลเฟียและลูกค้าเป็นการส่วนตัว โดยขอโทษถึงพันธมิตรของ Starbucks ทุกคนที่ผิดหวัง ซีอีโอบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ Starbucks เป็น และไม่ใช่สิ่งที่ Starbucks กำลังจะเป็นด้วย

ในวิดีโอ ซีอีโอ Starbucks ชี้ว่าจะเรียนรู้และปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นจากกรณีนี้ โดยซีอีโอพยายามรับผิด และพยายามขอให้ทุกคนไม่กล่าวโทษกับผู้จัดการร้านที่ตัดสินใจแจ้งตำรวจ

เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก ซีอีโอ Starbucks ระบุว่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบาย และอบรมพนักงานเพิ่มเติมจากหลักสูตรที่มี

สถานการณ์อัปเดทล่าสุดคือ Starbucks ระบุเพียงว่าผู้จัดการร้านนั้นไม่ได้ทำงานที่สาขาต้นเหตุดราม่าแล้ว ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าผู้จัดการถูกโยกย้ายไป หรือถูกไล่ออก ทำให้ชาวโซเชียลอเมริกันเรียกร้องรุนแรงให้ปลดพนักงานรายนี้ แถมมีการโพสต์รูปพนักงานที่เชื่อว่าเป็นผู้จัดการร้านไปทั่วโซเชียล

ไม่ว่า Starbucks จะปลดพนักงานหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ดราม่านี้ถูกหยิบเรื่องเข้าห้องน้ำมาเป็นประเด็น หลายกระแสบอกว่าผู้จัดการร้าน Starbucks ไม่ยอมให้ชายผิวสีที่ไม่ได้ซื้อเครื่องดื่มเข้าห้องน้ำ ทั้งที่ชายผิวสีขออนุญาตเจ้าหน้าที่ร้าน อย่างไรก็ตาม ในรายงานของสื่อใหญ่ มีประเด็นเข้าห้องน้ำที่เข้าใจได้

ตามคำให้การที่บันทึกโดย Richard Ross เจ้าหน้าที่ตำรวจฟิลาเดลเฟีย ระบุว่า 1 ใน 2 ของชายผิวสีที่ถูกจับกุม ได้ขออนุญาตใช้ห้องน้ำของร้านโดยที่ยังไม่ได้ซื้อสินค้าใด พนักงานของร้านจึงแจ้งว่า นโยบายของบริษัทไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่ลูกค้าใช้บริการห้องน้ำ ก่อนจะขอให้ทั้ง 2 คนออกจากร้านไป

ผู้จัดการร้านจึงตัดสินใจเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อชาย 2 รายไม่ยอมออกจากร้าน เจ้าหน้าที่ใส่กุญแจมือและบังคับให้ทั้งคู่ออกจากร้านได้ในที่สุด แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ถูกบันทึกในสมาร์ทโฟน และเป็นดราม่าไวรัลอีรุงตุงนังในเวลานี้

ไม่ว่าต้นเหตุของเรื่องนี้คืออะไร กฏนโยบายบริษัท Starbucks, เจ้าหน้าที่ที่ทำตามกฏนั้น, ชายผิวสีที่ไม่เห็นด้วย, Andrew Yaffe ที่จุดประเด็นเหยียดผิว หรือชาวโซเชียลที่ร่วมโหมไฟดราม่า แต่ที่แน่นอนคือ Starbucks ได้พื้นที่สื่อหลายวันติดกัน โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้สื่อใด.

ที่มา: : PrDaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/04/starbucks-drama-social-philadelphia/