คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

4 แบรนด์ที่ได้พื้นที่โชว์ตัวบน #GirlsDontCry แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ

#GirlsDontCry เป็นป้ายคำที่ติดทำเนียบ hashtag ยอดนิยมบน Twitter เพราะกระแสภาพยนตร์เรื่องใหม่ “BNK48 : Girls Don’t Cry” ภาพยนตร์สารคดีฝีมือการกำกับของเต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ จากการสำรวจในช่วงเวลาหลังรอบปฐมทัศน์ พบว่ามี 4 แบรนด์นี้ที่สามารถชิงพื้นที่บน #GirlsDontCry แบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ

Paragon Cineplex

โลโก้แบรนด์โรงภาพยนตร์หรูของกรุงเทพฯปรากฏในภาพถ่ายถังขยะที่อัดแน่นด้วยป็อปคอร์น ภาพนี้สะท้อนว่าผู้ชมรอบปฐมทัศน์ต้องการเพียงถังใส่ข้าวโพดคั่วที่มีภาพสาวในดวงใจเท่านั้น

Oishi

ถ้าจะเกาะกระแสก็ต้องทำตอนนี้ ตัวอย่างเช่น Oishi ที่สร้างรูปแบบโฆษณาสไตล์เดียวกับโปสเตอร์ภาพยนตร์พร้อมกับติด #GirlsDontCry ลงไปด้วย ทำให้โฆษณานี้ของ Oishi ถูกแสดงขึ้นมาเมื่อเหล่าโอตะคลิกดูความเคลื่อนไหวของ #GirlsDontCry บน Twitter

เดลินิวส์

16 สิงหาคม หนังสือพิมพ์หัวสีชมพูหยิบรูป “เฌอปราง” ขึ้นหน้า 1 ต่อท้ายพาดหัวข่าวเรื่องนายกฯลุยเมืองหลวงแก้ผังเมืองทั้งระบบ ภาพหนังสือพิมพ์นี้ถูกหยิบมาแซวทั้งใน Facebook และ Twitter

EmQuartier

ภาพพื้นที่โฆษณาสุดอลังการหน้า EmQuartier ก็ถูกแชร์บน Twitter เพราะเหล่าโอตะต้องการเรียกน้ำย่อยเพื่อนให้เตรียมพร้อมชมภาพยนตร์ของศิลปินที่ชื่นชอบ ภาพนี้สะท้อนว่า EmQuartier วางพื้นที่โฆษณาได้เตะตาโดนใจผู้ผ่านไปมาจริงๆ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสีสันเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากกระแส #GirlsDontCry โดยล่าสุด หลายโรงภาพยนตร์เทพื้นที่จัดโปรโมชันดึงโอตะให้มาชมอย่างคึกคัก ถือเป็นอีกปรากฎการณ์ในวงการภาพยนตร์ที่นักการตลาดควรติดตาม

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/brand-girlsdontcry/

Advertisements

จะเป็นอย่างไร ถ้าชีวิตขาดเทคโนโลยี

CDG ปล่อยคลิปพร้อมแฮชแท็ก “ขอบคุณเทคโนโลยี” ตั้งคำถามคนรุ่นใหม่กับการใช้งานเทคโนโลยี 

ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีกับคนรุ่นใหม่นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเดิม เพราะคนยุคเจน Y และ Z ปรับตัวและเกิดมาพร้อมกับการใช้สมาร์ทโฟนกันแล้ว วันนี้เราจะชวนผู้อ่านย้อนกลับไปรำลึกถึงความเป็นมาของโทรศัพท์มือถือว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเด็กยุค 90 จะอยู่กันอย่างไรเมื่อไม่มีมือถือ!!!

ความเป็นมาของโทรศัพท์เคลื่อนที่

เมื่อย้อนหาข้อมูลเพิ่มเติมใน Wikipedia พบว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกนั้นถูกผลิตออกมาตั้งแต่ปี 2516 ผลงานของนักประดิษฐ์ของโมโตโรล่าที่ชื่อว่า มาร์ติน คูเปอร์ แต่ตอนนั้นมีขนาดเครื่องที่ใหญ่และน้ำหนักมากถึง 1.1 กิโลกรัม ทำให้ยากต่อการพกพา รวมทั้งความสามารถของเครื่องในยุคนั้นคือการโทรเข้าและรับสาย ยังไม่รองรับการส่งดาต้าใดๆ ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่คนจะพกพาและตัดสินใจซื้อ

เมื่อย้อนกลับมาดูในประเทศไทย แม้จะมีการนำโทรศัพท์เครื่องแรกเข้ามาใช้เมื่อปีพ.ศ. 2424 ในกิจการเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ แต่ก็มีการพัฒนาและใช้งานในกลุ่มทั่วไปมากขึ้นเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกขึ้น โดยการพัฒนาของตัวเครื่องมาจากคลื่นที่ให้บริการซึ่งประมาณปี 1980 คือจุดเริ่มต้นของยุคเริ่มแรกของโทรศัพท์มือถือ 1G หรือ First Generation จนล่าสุดเตรียมเข้าสู่ยุค 5G แล้ว

ความสุนทรีย์ผ่านสายโทรศัพท์

แน่นอนว่าหากคุณเกิดในยุค 90 การโทรจีบสาวผ่านสายโทรศัพท์บ้าน ย่อมเป็นเรื่องสุนทรีย์และสร้างความเขินอายให้แก่คุณไม่น้อย เพราะเป็นการบ่มเพาะความรักหนุ่มสาวที่น่ารักและเป็นที่นิยมในยุคนั้นอย่างมาก แต่อย่างที่ทราบ เมื่อเป็นโทรศัพท์บ้าน คุณไม่สามารถใช้งานคนเดียวในบ้านได้แน่นอน รวมทั้งไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไหร่จะเจอปัญหาแบบใด

คลิปวีดีโอ “ขอบคุณเทคโนโลยี” ได้บอกเล่าเรื่องราวผ่านครอบครัวยุค 90 โดยมีคุณแม่ และลูกชายวัยรุ่น 2 คน เป็นตัวละครหลัก สะท้อนภาพของเทคโนโลยีที่นับว่าทันสมัยที่สุด ณ เวลานั้น

สำหรับในเรื่อง Landline นี้ มีที่มาของเรื่องจากการที่ลูกชายคนโต “ต้น” ใช้โทรศัพท์บ้านพูดคุยกับเพื่อนสาวในห้องนอนของตน แต่ถูกคุณแม่ ที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน กับน้องชายคนเล็ก “ตั้ม” ยกหูโทรศัพท์พูดแทรก ทำให้การสนทนาเกิดการขาดตอน และไม่เป็นส่วนตัว

ต่างจากสมัยนี้ ซึ่งการติดต่อสื่อสารสามารถเชื่อมต่อคนจากทั่วทุกมุมโลก ทุกที่ ทุกเวลา ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือแบบพกพา หรือการสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ  อีกทั้งยังใช้งานสะดวก รวดเร็ว และเป็นส่วนตัว สะท้อนภาพการพัฒนาของเทคโนโลยีจากยุคอนาล็อกสู่ความเป็นดิจิทัล และคุณค่าของเทคโนโลยีที่ถูกปรับใช้เพื่อคุณภาพสังคมที่ดีขึ้น

แน่นอนว่าการที่คนไทยมีเทคโนโลยีให้ใช้งานได้แบบทุกวันนี้ จะต้องมีการคิดและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีบริษัทหรือหน่วยงานที่เป็นของคนไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในการเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคง เราก็คงไม่สามารถเดินหน้าประเทศในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน

แต่เทคโนโลยีก็พัฒนาจนในยุคนี้ เราสามารถมีสมาร์ทโฟนไว้สื่อสารกันได้อย่างสะดวกและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น

แม้บริษัทยักษ์จากต่างชาติจะมั่นคงและน่าสนใจ แต่บริษัทของคนไทยก็เป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคงเช่นกัน

ทำความรู้จัก CDG

CDG คือบริษัทให้บริการด้าน Information Technology รอบด้าน ทั้งจัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยี บริหารจัดการเทคโนโลยีสำหรับรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจจนถึงภาคเอกชน ทำให้หลายเทคโนโลยีที่เคยดูว่าเป็นเรื่องยาก กลับเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราคุ้นเคย และนี่คือเรื่องราวของเทคโนโลยีที่ CDG อยากบอกคุณผ่านเรื่องราวตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

โดยสื่อสารผ่านไวรัลคลิป “Landline” ภายใต้แฮชแท็ก #ขอบคุณเทคโนโลยี ที่ต้องการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการให้คนทั่วไปได้ทราบว่า CDG เป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติไทยแท้และดำเนินธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน รวมทั้งต้องการเดินหน้าต่ออย่างมั่นคง เพราะเชื่อว่าบริษัทจะสร้างอนาคตทุกรูปแบบที่มาพร้อมความสุขเสมอ ซึ่งนอกจากคลิปนี้แล้ว ยังมีอีก 2 คลิปที่จะปล่อยตามมาเร็วๆ นี้

#ขอบคุณเทคโนโลยี #CDGThailand #CDG50Years

 

บทความนี้เป็น Advertorial

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/cdg-thanks-technology/

คุยกับ Lamoon ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสำหรับเด็กที่ต้องสู้กับแบรนด์ใหญ่เพื่อก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

การซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์ของคุณแม่ยุคใหม่นั้น เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ ETDA ได้แถลงตัวเลขคาดการณ์มูลค่าอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยปี 2561 คาดว่าจะแตะ 3,000 ล้าน เพราะภาพรวมปี 2560 ก็แตะ 2,812 ล้านบาทแล้ว โดยสินค้ากลุ่ม C2C และ B2C ยังคงเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตได้ดี

โดยทาง Thumbsup ได้พูดคุยกับทาง คุณหญิง-เนตรนพิศ รุ่งธนเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ละมุนเบบี้ จำกัด เกี่ยวกับทิศทางและโอกาสของสินค้าแม่และเด็กบนช่องทางออนไลน์ ที่เตรียมขยายธุรกิจต่อยอด จากแบรนด์เล็กๆ ในช่องทางออนไลน์สู่ตลาดต่างประเทศอย่างเต็มตัว

โอกาสบนตลาดออนไลน์

“ตลาดออนไลน์กับคุณแม่ถือว่าเป็นของคู่กัน ซึ่งเชื่อว่าใน 3-5 ปีช่องทางออนไลน์ยังคงมีการตัวเลขเติบโตอีก เพราะอีคอมเมิร์ซในไทยกับต่างประเทศเทียบกันยังน้อยอยู่ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในแพลตฟอร์มที่เยอะขึ้น เพราะคุณแม่ยังนิยมช้อปออนไลน์อยู่และตัวเลขการเติบโตของละมุนเบบี้ก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่” เนตรนพิศ กล่าว

ด้วยความเป็นสินค้าออร์แกนิคเกี่ยวกับเด็กเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วนั้น การทำตลาดถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะโซเชียลมีเดียยังไม่บูมนัก ทำให้ช่วงแรกของการเริ่มต้น “ละมุนเบบี้” ยังต้องเป็นการออกงานแฟร์และวางขายตามโมเดิร์นเทรด

“การมีโซเชียลมีเดียถือว่าช่วยให้เราเป็นที่รู้จักได้เร็วขึ้น และการตัดสินใจซื้อของคุณแม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ซึ่งเราได้ Educate ตลาดมาพอสมควรช่วยให้วันนี้เราเป็นที่รู้จักและเชื่อว่าเป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มสินค้าออร์แกนิคสำหรับเด็กแล้ว”

จากคุณแม่ Full Time สู่บทบาทใหม่

ทั้งนี้ คุณเนตรนพิศ ยังได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังอีกด้วยว่า

ภาพสินค้าจากงานอีเว้นท์

“ทีแรกไม่ได้คิดจะทำธุรกิจ ด้วยความเป็นคุณแม่ Full Time และเจอปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของลูก เราจึงเรียนรู้และพยายามพัฒนาสินค้าของแม่ที่ให้ลูก เราดูส่วนผสมทุกตัวและได้ทราบว่า Fragrant เป็นตัวก่อให้เกิดการแพ้สำหรับเด็ก และสารกันเสียมากมายที่ผสมในผลิตภัณฑ์เด็ก ซึ่งเมืองนอกไม่ได้ใช้ส่วนประกอบเหล่านี้ในส่วนผสมเด็กแล้ว ซึ่งเมื่อ 7 ปีที่แล้วสารผสมหลายอย่างอยู่ในน้ำยาล้างจาน ตอนนั้นถือว่าช็อกมาก ที่มีการเอาส่วนผสมเหล่านี้ในสินค้ากลุ่มเด็ก”

หลังจากนั้น ก็เริ่มคิดว่าสินค้าอะไรที่จะข้องเกี่ยวกับสุขภาพของลูกบ้าง โดยเลยจากสินค้าที่ประกอบด้วยส่วนผสมที่ทำให้ลูกแพ้ จากนั้นก็เลยมีการขยายประเภทสินค้าออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น 

  • ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก อาทิ โฟมอาบน้ำสระผม มอยซเจอไรซิ่งเจล วอช เบบี้มิลค์กี้โลชั่น ยาสีฟัน แผ่นแปะกันยุง
  • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด อาทิ น้ำยาซักผ้าเด็ก  น้ำยาล้างขวดนม สเปรย์ทำความสะอาดของใช้เด็ก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดแผ่นรองคลาน
  • ผลิตภัณฑ์สำหรับคุณแม่ ได้แก่ ครีมทาหน้าท้องป้องกันการแตกลาย ที่ประคบหน้าอก บาล์มทาหัวนมและริมฝีปาก ผ้าคลุมให้นมลูก และกระเป๋าเก็บอุณหภูมิ

โดยสินค้าทั้งหมดที่ออกวางขายมาจากปัญหาของลูก และให้ลูกได้ทดลองใช้ก่อนทุกอย่าง เมื่อทดลองใช้เองกับลูกแล้วผ่านก็โพสต์บน Facebook ส่วนตัว แล้วก็มีเพื่อนๆ ที่เป็นคุณแม่มาขอแบ่งปันไปใช้งานก็ส่งต่อๆ กันไป จนเป็นที่รู้จัก และเริ่มขายอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็เริ่มมีคนดังที่ได้ทดลองใช้งานก็แท็กมาในช่องทางออนไลน์จนมีคนรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น

คนดังในโซเชียลมีเดีย

เหล่าคุณแม่ที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์

ต้องขอบคุณดาราเซเลบที่มีการใช้งานสินค้าจริง ทำให้คนที่ติดตามได้เห็นสินค้าของละมุนเบบี้มากขึ้น โดยที่ยังไม่ได้ทำการตลาดออนไลน์แบบจริงจังเลย

“เริ่มจากคุณนิหน่า ตามมาด้วยคุณเป้ย กระแต พอลล่า นานา ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อที่มีการแนะนำกัน โดยเราไม่ได้ทำมาร์เก็ตติ้งกับเขา เพราะเราเป็นแบรนด์เล็กคงไม่มีงบในการจ้างอินฟูลเอนเซอร์ เมื่อลูกค้าลงรูปไม่ใช่โพสต์ขายอย่างตั้งใจ แต่เป็นการ Snap ติดมา จนกลายเป็นที่รู้จัก มีหลาย Element ที่ประกอบกัน เช่น นอกจากคนดังช่วยรีวิวแล้วก็มีคุณแม่ที่เคยใช้งานจริงเข้าไปรีวิวในพันทิป ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

ตลาดสินค้าสำหรับเด็กในอดีต ตอนนั้นมี 2 กลุ่มคือ  Premium กับ Mass  แต่ยังไม่มีตรงกลางทำให้เป็น Painpoint ของตลาด และการที่เราเข้ามาในสินค้าคุณภาพพรีเมียมแต่ราคาจับต้องได้ และประหยัดกว่าการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จนกลายเป็นโอกาสทองทันที

หากพูดถึงเรื่องผลกำไร บอกได้เลยว่า ตลาดแม่และเด็กยังเล็ก แต่มีการเติบโต ในแง่ผลกำไรไม่ได้คุ้มขนาดนั้น แต่ความรู้สึกมากกว่าคำบรรยายที่เราได้ช่วยคนที่มีอาการแพ้เหมือนกัน ถ้าวันนั้นเราไม่ตัดสินใจทำ เด็กๆ ก็ยังคงต้องใช้สินค้าที่มีสารเคมีและใช้ยาสเตรียรอยด์รักษาต่อไป แม้ตอนนั้นต้นทุนจะสูงมากและคงไม่มีใครอยากทำแต่เมื่อเราตัดสินใจทำแล้วก็รู้สึกว่าคุ้มค่าที่ตัดสินใจ

สินค้าของเราไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มเด็กเท่านั้นที่ใช้งานได้ แต่ผู้ใหญ่ที่มีอาการแพ้ คันเป็นผื่นแดง ทั้งหัว ตัวหรือหน้าผาก ก็สามารถใช้งานได้ทั้งสิ้น และการรักษาเด็กที่แพ้ต้องใช้สเตียรอยด์มาโดยตลอด ซึ่งไม่คุ้มเรื่องเงินรายได้ แต่คุ้มที่หัวใจ มีหลายแบรนด์ตามมาเรื่องสินค้าออร์แกนิคและยังใช้สินค้าของเรารักษาความเป็นออร์แกนิค

เตรียมขยายไปต่างประเทศ

ในปีนี้บริษัทวางแผนจะขยายสินค้าไปยังต่างประเทศ หลังจากมีคุณแม่ที่มาเที่ยวไทยและซื้อไปใช้งานจนติดตลาดและสั่งซื้อออนไลน์ไปใช้งาน ทำให้มีตัวแทนจำหน่ายสนใจและเข้ามาพูดคุยทำให้บริษัทเตรียมวางสินค้าในฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ลาวและกัมพูชา เพราะเป็นประเทศที่คุณแม่สนใจในสินค้าออร์แกนิคและมีกำลังซื้อที่ดี

แม้ว่าในไทย บริษัทจะมีการเติบโต 30% ในทุกปีตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน สวนทางกับภาพรวมตลาดที่มีการเติบโตเพียง 3-5% เห็นได้จากการที่แบรนด์ใหญ่ไม่มีการออกสินค้าใหม่ และเด็กเกิดใหม่ก็น้อยลง ทั้งที่คุณแม่ยุคใหม่มีกำลังจ่ายต่อเดือน 15,000 บาท ในการซื้อสินค้าสำหรับลูกน้อย

ทางด้านการทำตลาดในต่างประเทศ ละมุนเบบี้ ให้อิสระในการคิดแคมเปญแต่ต้องไม่กระทบกับธีมของแบรนด์ เพื่อรักษาความเป็นละมุนเบบี้ให้เป็นที่รู้จักไม่ว่าจะซื้อสินค้าจากที่ใดก็ตาม

หากสามารถเดินหน้าตลาดต่างประเทศได้ ละมุนเบบี้ จะสามารถมีโอกาสขยายตลาดและสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้แก่บริษัทได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/lamoon-organic-brand/

ไปรษณีย์ไทย เตรียมจัดเวิร์คช้อปฉบับรวบรัด

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) พร้อมเคียงคู่ผู้ลงมือทำ หนุนผู้ประกอบการให้เป็นดาวเด่นในแวดวงธุรกิจ คว้าตัวสุดยอด กูรู มากประสบการณ์ออนไลน์มาถ่ายทอดวิชาขั้นเทพ นับเป็นครั้งแรกที่คุณจะได้เข้าร่วม Exclusive Workshop เพื่อความเป็นยอดนักลงทุน และอัปพลังติดอาวุธให้พร้อมสู้ทุกสนามการตลาดแบบอยู่หมัด

อัญเชิญกูรูเซียนออนไลน์ชั้นนำทั้ง มารวมตัวกันในงาน ‘Exclusive Workshop ปั้นธุรกิจออนไลน์ให้ได้อย่างเซียน’ โอกาสที่คุณจะได้รับการติวเข้มผ่าน Workshop ตัวต่อตัวแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน กับกูรูธุรกิจระดับประเทศทั้ง ท่าน

ด้าน Content and Photo Pack Shot โดยคุณ เอกลักญ กรรณศรณ์ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาชื่อดัง และผู้ก่อตั้ง DIR4โปรดักชันเฮาส์ปราบเซียนที่ขึ้นชื่อเป็นที่กล่าวขานถึงทั้งวงการ พร้อมลงมือปลุกปั้นคุณให้เก่งกาจด้วยการผลิตเนื้อหา ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอคลิปอย่างมืออาชีพ  

Marketing & Selling โดยคุณ อัมพิกา สิขัณฑกสมิต จากแม่บ้านธรรมดา สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก Kids Playและ YouTuber Kids Play Channel ที่มียอดวิวกว่า 500 ล้านวิว ภายในระยะเวลาแค่ ปี พร้อมถ่ายทอดเคล็ดลับในการปั้นคุณให้เป็นแบรนด์ดังได้ภายในพริบตา

ทางฝั่ง Analyze Marketing พบกับคุณ มัญฑิตา จินดา รองประธาน Digital Marketing บริษัท Workpoint Entertainment ผู้เป็นกำลังสำคัญในการพลิกเนื้อหาจากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลโดยใช้เครื่องมือต่างๆ เสกสรรงานสื่อโทรทัศน์ ให้มีมูลค่ามหาศาลในโลกออนไลน์

เรื่อง Brand นำโดยคุณ ฟ้าใส พึ่งอุดม เจ้าของธุรกิจ Fit Junctions เทรนนิ่งสตูดิโอ และสื่อการสอนออนไลน์เพื่อคนรักการออกกำลังกายใน Social Media ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า แสนคน เป็นไอดอลContent Creator คนสำคัญในสายสุขภาพของเมืองไทย

และด้าน Stock Management โดยคุณ กุลวัฒน์ วิชัยลักษณ์ ที่ปรึกษาของสมาคมแฟรนไชส์ไทย ในการขยายธุรกิจให้กับบริษัทชั้นนำต่างๆ หลากหลายแบรนด์กว่า 1,000 สาขา อดีตผู้บริหารไมเนอร์ฟู้ด ที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจ จะนำความเจนประสบการณ์มาถ่ายทอดแบบถึงเจาะลึก

โดยทั้ง ผู้ประกอบการจะได้รับการแนะนำเทคนิคที่สำคัญ  พร้อมเคล็ดลับการต่อยอดธุรกิจแบบ Exclusive อัดแน่นเนื้อหาแบบเน้นๆ กับโอกาสเผยแพร่จุดแข็ง และจุดขายทางธุรกิจผ่านรายการอายุน้อยร้อยล้าน และเชิญชวนทุกท่านติดอาวุธไอเดียครบมือไปกับเหล่ากูรูทั้งห้า ผ่าน  Live บน Facebook Fanpage บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ตั้งแต่วันที่ 13-17 กันยายน 2561เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป

ผู้ประกอบการทุกท่านที่สนใจ สามารถร่วมส่งไอเดียธุรกิจเพื่อเข้าร่วมโครงการ Exclusive Workshop ปั้นธุรกิจออนไลน์ให้ได้อย่างเซียนได้ที่ https://thailandpostprivilege.com/exclusiveworkshop ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม จนถึงวันที่20 สิงหาคมนี้

พร้อมเปิดให้ร่วมโหวตคัดเลือกแผนที่ตอบโจทย์ และสร้างสรรค์มากที่สุด ผ่านการอ่านและวิเคราะห์ไอเดียธุรกิจแบบเจาะลึก ในวันที่ 7-20 สิงหาคม เพื่อเลือกสรรไอเดียของผู้ประกอบการที่ดีที่สุดเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน ท่าน และจะประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกในวันที่ 21 สิงหาคมศกนี้ https://thailandpostprivilege.com/exclusiveworkshop 

โดยสามารถติดตามรายละเอียด พร้อมข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ thailandpostprivilege.com หรือกดติดตามข้อมูลที่ Facebook บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/excusive-workshop-online/

#RalphBreaksTheInternet โกยกระแสคลั่งเจ้าหญิงกระหึ่มโลกออนไลน์

ก่อนจะฉายจริง 21 พฤศจิกายนนี้ ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Disney อย่าง Ralph Breaks the Internet สามารถสร้างกระแสออนไลน์ร้อนแรงไปทั่วโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะแขกรับเชิญสุดอัศจรรย์ใจอย่างทีมเจ้าหญิง Disney Princesses ที่โชว์ตัวในชุดเสื้อยืด-กางเกงลำลองยุคปัจจุบัน จนทำให้ชาว Twitter สนใจและพูดถึง #RalphBreaksTheInternet อย่างกว้างขวาง

เหตุผลที่ทำให้ภาพยนตร์ Ralph Breaks the Internet เป็นกระแสในเวลานี้คือการเปิดตัวทีเซอร์ใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นการเปิดตัว “ชุดใหม่” ของเหล่าเจ้าหญิงหรือ new outfits แบบเป็นทางการ official ทั้ง Mulan, Jasmine, Elsa, Tiana, Snow White และเจ้าหญิงจากภาพยนตร์เรื่องอื่นที่มาในภาพลักษณ์ใหม่ เป็นภาพลักษณ์เจ้าหญิงที่ผ่อนคลายในอิริยาบทสบายๆ

ผลจากการเปิดตัวทีเซอร์ใหม่ วันนี้มีแฟนอาร์ตผู้ชื่นชอบเจ้าหญิงดีสนีย์ลงมือสร้างเนื้อหาที่พาดพิงถึง Ralph Breaks the Internet แบบหลากหลาย ทั้งภาพวาด Mulan สุดเท่ห์ในแจ็กเก็ตลายมังกร รวมถึงนานาวิดีโออธิบายรายละเอียดของเหล่าเจ้าหญิงในภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเรียกคนดูได้หลายแสนราย

ตัวอย่างรายละเอียดที่ถูกอธิบายในวิดีโอ คือการขยายให้เห็นว่าเจ้าหญิง Elsa สวมเสื้อที่บอกว่า “Just Let It Go” หรือเสื้อของ Snow White มีลายแอปเปิ้ลพิษ ยังมีเสื้อของ Cinderella ที่แม้จะนอนเอนกอยู่ แต่ชาวเน็ตก็ขยายความว่าลายอักษร GTG บนเสื้อของเธอนั้นย่อมาจาก Got to go รวมถึงกรณีของเจ้าหญิงนิทรา ที่ชาวเน็ตอธิบายว่าต้องดื่มสไปร์ทเพราะคาเฟอีนจะช่วยเธอให้ตื่นตัวได้

กระแสนิยมเจ้าหญิงยุคใหม่ทำให้ภาพยนตร์ Ralph Breaks the Internet: Wreck-It-Ralph 2 น่าสนใจขึ้นโดยปริยาย ถือเป็นอีกกรณีศึกษาน่าสนใจเรื่องการต่อยอดเนื้อหาอมตะอย่างทีมเจ้าหญิง Disney Princesses

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/ralphbreaks-the-internet/

Adobe ส่ง Font ใหม่มาให้ใช้งานกันอีกแล้ว

สำหรับผู้ที่ใช้งาน Adobe Creative Cloud จะได้ใช้งานฟอนต์อักษรใหม่ 665 แบบจาก 41 ตระกูล เพิ่มเติมจาก Monotype เพื่อช่วยเพิ่มความสวยงามในการออกแบบ มาดูกันว่ามีฟอนต์อะไรที่น่าสนใจบ้าง

เปิดคลังฟอนต์ใหม่

ITC Benguiat

นี่คือฟอนต์ตัวอักษรที่ใช้ในซีรี่ส์เรื่อง Stranger Things!  เป็นฟอนต์แบบคลาสสิกที่นิยมใช้บนปกหนังสือในช่วงทศวรรษ 1980 และอาจพบเห็นตามป้ายประชาสัมพันธ์ในปัจจุบัน ผลงานออกแบบโดย Ed Benguiat ดูสวยงามโดยไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม แต่ถ้าคุณต้องการใส่ลูกเล่นให้ดูมีสีสัน ก็มีตัวเลือกเพิ่มเติมให้คุณเล่นสนุกได้ตามต้องการ

ITC Avant Garde Gothic

Ed Benguiat ได้ต่อยอดจากงานออกแบบดั้งเดิมของ Herb Lubalin และ Tom Carnase เพื่อขยายฟอนต์ที่ถูกออกแบบไว้สำหรับหน้าปกนิตยสาร Avant Garde ในช่วงทศวรรษ1970  ฟอนต์นี้มีความยืดหยุ่นอย่างมาก สามารถสร้างบุคลิกที่โดดเด่นจากการใช้ภาพตัวอักษรที่แตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย

Gill Sans Nova

แรงบันดาลใจจากฟอนต์ตัวอักษรที่ใช้ในสถานีรถไฟใต้ดินของลอนดอน โดย Gill Sans เหมาะสำหรับการใช้งาน ถ้าหาก “เสน่ห์ของรถไฟในยุค Midcentury” คือรูปแบบความงามที่คุณต้องการ  นอกจากนี้ ยังสามารถปรับใช้ในกรณีอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ในช่วงหลายทศวรรษนับตั้งแต่ผลงานเบื้องต้นของ Eric Gill นักออกแบบคนอื่นๆ จำนวนมากได้พยายามปรับแต่งและออกแบบตัวอักษรเพิ่มเติม เพื่อให้กลายเป็นแบบอักษรที่ครบถ้วนและเป็นระบบ เช่น รูปแบบตัวผอม หรือมีการไล่ระดับสีแบบแปลกๆ และมีเค้าโครงแบบต่างๆ ให้เลือกใช้

Plantin

ฟอนต์นี้เพิ่งได้รับการฉลองวาระครบรอบ 100 ปีเมื่อไม่นานมานี้ และยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย  ที่จริงแล้ว ฟอนต์นี้คือต้นแบบแรงบันดาลใจสำหรับฟอนต์ Times New Roman โดยถูกตั้งชื่อตาม Christopher Plantin เจ้าของโรงพิมพ์ในศตวรรษที่ 16 แม่พิมพ์ต้นฉบับของฟอนต์อักษรนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1913 สำหรับการเรียงพิมพ์โดยใช้โลหะร้อน และปัจจุบันเรามีเวอร์ชั่นดิจิทัลที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยสำหรับฟอนต์อักษรนี้แล้ว

Rockwell Nova

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเอาฟอนต์ที่ไม่มีเชิง (sans serif) อย่างเช่น Futura มา แล้วใส่เชิง (serif) เพิ่มเติมเข้าไป  นักออกแบบที่ Monotype ตั้งคำถามนี้เมื่อปี ค.ศ. 1934 และคำตอบที่ได้คือ ฟอนต์ Rockwell ซึ่งได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาสำหรับใช้เขียนชื่อเรื่องและชื่อแบรนด์ต่างๆ และบางครั้งอาจใช้ในข้อความที่จัดเรียงเป็นระเบียบ ดูสวยสง่า หรืออาจมีการปรับเพิ่มขนาดสำหรับใช้เป็นหัวข้อข่าวหรือบทความที่ดูเข้มแข็ง ทรงอิทธิพล ฟอนต์นี้เหมาะสำหรับใช้งานในเกือบทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณใช้รูปแบบตัวผอมสำหรับพื้นที่ที่จำกัด

Sabon

Sabon ได้รับการออกแบบอย่างแม่นยำตามสเปค โดยมีข้อจำกัดบางประการที่อาจฟังดูแปลกประหลาดสำหรับนักออกแบบตัวอักษรในปัจจุบัน:

  • ต้องทำงานในลักษณะเดียวกันบนแท่นพิมพ์ Monotype, Linotype และ Letterpress (ทุกวันนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะค้นหาแท่นพิมพ์บางอย่างที่กล่าวมา)
  • ไม่มีช่องไฟระยะห่างระหว่างตัวอักษร (อักษรทุกตัวมีระยะห่างในตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ชิดกับตัวอักษรข้างๆ)
  • รูปแบบตัวเอียงและตัวหนาต้องไม่กินพื้นที่เพิ่มเติม
  • ต้องดูคล้ายกับฟอนต์ Garamond

โชคดีที่ Jan Tschichold ทำงานได้ตามข้อกำหนดดังกล่าว และฟอนต์นี้ได้รับการเผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 1967 และปรากฏว่าได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการพิมพ์หนังสือ

Trade Gothic Next

ในคลังเครื่องมือของดีไซเนอร์ จะต้องมีฟอนต์อักษรอย่าง Trade Gothic ซึ่งเหมาะสำหรับหัวข้อที่ดูชัดเจนและอินโฟกราฟิกที่ดูสวยงาม  และตัวเลือก Soft Rounded เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีในกรณีที่ฟอนต์แบบปกติดูแข็งเกินไป

ยังมีฟอนต์อีกมากที่น่าสนใจให้ใช้งานเลยนะคะ ไปลองเล่นกันดูได้หากใครที่มี Creative Cloud ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/adobe-new-font/

Infographic: call to action แบบไหนใช้อย่างไร

call to action (CTA) คือการเรียกร้องให้ผู้ชมดำเนินการหรือ action เมื่อชมวิดีโอหรืออ่านเนื้อหาจบ บางบริการออนไลน์ใช้ call to action ในรูปปุ่มเดียวสำหรับคลิก บางรายเลือกแสดงโลโก้บริษัทพร้อมกับลิงก์เว็บไซต์ ให้ผู้เห็นจดจำได้และคลิกเข้าชมข้อมูลเพิ่มเติม ใครที่ต้องการเลือก call to action ให้เหมาะกับ content marketing มากที่สุด ขอเชิญทุกคนศึกษา Infographic นี้โดยละเอียด

content marketing ที่ยอดเยี่ยม อาจจะพลาดท่าได้หากเลือกใช้ call to action ที่ไม่เหมาะสม เพราะจะไม่สามารถกระตุ้นการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายได้

ปั้นให้โดนใจ

บันไดสู่ call to action ที่หลายธุรกิจทำเพื่อเรียกร้องให้กลุ่มเป้าหมายลุกขึ้นมาคลิกหรือกรอกข้อมูลสักอย่าง คือการเปิดเนื้อหาให้ทุกคนดาวน์โหลดได้ฟรี หรือการเปิดบริการให้คำปรึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ รวมถึงบริการพิเศษที่กำหนดระยะเวลาใช้บริการฟรี หลักการของเกมนี้คือการดึงดูดความสนใจของผู้พบเห็น และดลใจให้คลิกก่อนที่จะหมดเวลา

ยังมีอีกหลายวิธีแสดงข้อความดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย เห็นได้ชัดจากข้อมูลที่บริษัท Breadnbeyond รวบรวมไว้ใน infographic นี้ ซึ่งจัดเต็ม 5 รูปแบบ call to action ที่พบมากที่สุดบนออนไลน์ พร้อมข้อมูลวิธีที่ดีที่สุดในการใช้งาน

3 ใน 5 รูปแบบนี้น่าสนใจมาก เช่น Single button ปุ่มเดียวที่เน้นความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน วิธีการติด call to action ที่ดีที่สุดคือการแนบสโลแกนของบริษัทไว้เหนือปุ่ม และมีคำอธิบายเพิ่มเติมหรือ copy บางส่วนด้านล่างปุ่มก็พอ

ยังมี Freebies opt-in การเปิดทางเลือกให้ผู้ใช้กรอกที่อยู่อีเมลของตัวเอง เพื่อจะได้รับฟรีคู่มือหรือจดหมายข่าวนั้นทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติม แถมยังช่วยให้แบรนด์สามารถสร้างรายการข้อมูลลูกค้าได้อีก รวมถึง Premium trial การเปิดให้ลูกค้าทดลองใช้แบบพรีเมียม วิธีนี้แบรนด์อาจจะแก้ปัญหาเรื่องผู้ใช้ตัดสินใจได้ยากด้วยการทำให้บริการของบริษัทเป็นเวอร์ชันฟรี แต่จุดนี้ต้องระวังเรื่องการระบุเงื่อนไข และช่วงเวลาการเปิดให้บริการอย่างชัดเจน

call to action ประเภทอื่นคือ on screen call to action ซึ่งจะเปิดให้ทุกข้อความบนหน้าจอสามารถคลิกได้ทั้งหมด และ call to action ประเภทสุดท้ายคือรูปแบบที่เหมาะกับแบรนด์ซึ่งรู้จักกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มเป้าหมายก็รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว ดังนั้น call to action ประเภทนี้จึงไม่ต้องการการอธิบายใดๆ วิธีการใช้งาน call to action ประเภทนี้สามารถติดตามได้จาก infographic ฉบับเต็มด้านล่าง

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/infographic-calls-to-action/