คลังเก็บหมวดหมู่: THUMBSUP

ขอเอาโลโก้ออก!! เพรทซ์น้อยใจคนจำชื่อขนมไม่ได้

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/glico-remove-logo/

Advertisements

แล่ปลาพร้อมเสิร์ฟ SALMON. ผันตัวทำ ‘Full-Service Content Agency’

ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจรู้จัก SALMON. ในฐานะสำนักพิมพ์หนังสือ และโปรดักซ์ชั่นเฮ้าส์ที่ทำหนังโฆษณาสนุกๆ หลายเรื่องออกมา แต่ในตอนนี้ได้าขยัออกมาทำอะไรหลายอย่าง ทั้งคอนเทนต์ออนไลน์ เว็บไซต์ สารคดี วิดีโอ อีเวนต์ รวมไปถึงล่าสุดในการแปลงร่างเป็น ‘Full-Service Content Agency’ ด้วย
โดยมีคอนเซปต์ว่า “เปลี่ยนเรื่องยากให้ง่าย” และใส่ “ความขี้เล่น” เป็นเครื่องปรุงลงไป  ลองมาย้อนดูตัวอย่างหนังโฆษณที่น่าสนใจในเครือของ Salmon House กัน  ว่าจะมีเรื่องไหนที่คุณเคยดูแล้วถูกใจบ้าง

โฆษณาชุดชั้นในที่เล่นกับปัญหาหน้าอกของผู้หญิง

โฆาณาที่ตั้งคำถามกับหนังโฆษณาที่ใช้วัยรุ่นเรื่องอื่นๆ

โฆษณาแอปพลิเคชั่นที่จับเอาความรักสามเศร้าที่น่าจะเคยผ่านมาในชีวิตของหลายๆ คนมาสร้างเส้นเรื่อง

ทุกวันนี้เราเสพคอนเทนต์ออนไลน์กันเยอะมาก  ตั้งแต่ตอนนอนจนถึงก่อนนอนที่มีการรับข้อมูลกันตลอดเวลา  เป็นโอกาสให้เหล่านักทำคอนเทนต์ทั้งออนไลน์  เพราะถือว่าเป็นน่านน้ำขนาดใหญ่ที่น่าสนใจ

ซึ่งจุดเด่นที่เรารู้สึกคือแซลมอนสามารถจับเอาอินไซด์ที่ตรงใจวัยรุ่นมาเล่นเป็นเรื่องราว  หรือใส่ความตกขบขันที่ทำให้ยิ้มมุมปากไป  และทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองเคยเจอเหตุการณ์นี้เหมือนกัน

ก็ต้องลองจับตาดูกันว่าก้าวใหม่ในสนามนี้ของแซลมอนจะไปได้สวย  และสามารถแข่งขัยนกับ Digital Agency เจ้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดหรือไม่  แต่มั่นใจว่าคงได้เห็นการแข่งขันกันเล่าเรื่องราวผ่านทางออนไลน์ที่น่าสนใจมากขึ้นแน่ๆ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/salmon-full-service-content-agency/

สรุปผลกระทบโซเชียล “การบินไทย” ดราม่านี้ใหญ่หลวงนัก

กลายเป็นกระแสร้อนสำหรับ “การบินไทย” สายการบินแห่งชาติที่ได้รับผลกระทบเต็มที่หลังเกิดกรณีผู้โดยสารร้องเรียนความล่าช้าของเที่ยวบิน TG 971 เส้นทาง ซูริค – กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 หลังจากประเด็นดังกล่าวถูกเผยแพร่ไป แบรนด์การบินไทยได้รับผลกระทบอย่างน้อย 3 ด้านนี้บนสื่อสังคมออนไลน์

1. เกือบทุกโพสต์ ถูกแหน็บแนม

แม้เหตุดราม่า TG 971 จะเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 แต่เพราะประเด็นดังกล่าวถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ช่วง 1 สัปดาห์นับจากนั้น ทำให้ไม่ว่าการบินไทยจะโพสต์บนเพจ Facebook ด้วยเนื้อหาใด หลายโพสต์ช่วงหลังจากวันที่ 17 ตุลาคมมักจะมีความเห็นแหน็บแนมการบินไทยโดยโยงกับกรณีที่เกิดขึ้น

โพสต์ความเห็นบนเพจการบินไทยในช่วงก่อนหน้านี้มักเป็นข้อความสอบถามรายละเอียดแคมเปญที่การบินไทยจัดขึ้น แต่ในช่วงหลังจากข่าวการบินไทยได้รับความสนใจ แม้กระทั่งโพสต์ที่มีเนื้อหาว่า “การบินไทยร่วมจัดแสดงนิทรรศการและเสวนางานศิลป์ร่วมสมัย” ก็ยังมีความเห็นแหน็บแนมการบินไทยปรากฏ

2. เสียงวิจารณ์ว่า “การบินไทยทำพลาด”

แม้โซเชียลจะเป็นช่องทางติดต่อสื่อสารที่ดี แต่แถลงการณ์ที่การบินไทยโพสต์ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเพจ Facebook กลับถูกมองว่าเป็นการกระทำที่พลาดท่า เพราะยิ่งส่งผลเสียต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

หนึ่งในความเห็นน่าสนใจระบุว่า การนำโลโก้ของแบรนด์ออกมาวาง และเปิดช่องให้มีความเห็นต่อว่าเช่นนี้ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อย่างยิ่ง สิ่งที่ฝ่ายสื่อสารองค์กรของการบินไทยควรทำคือการออกเป็นจดหมายแทน ดีกว่าการนำเอาโลโก้มาลงแบบนี้

3. แถลงการณ์ไม่ได้ผล

แม้ Facebook จะถูกใช้เป็นช่องทางอธิบายของทั้งผู้บริหารการบินไทย และทีมนักบินที่หวั่นใจว่านักบินการบินไทยจะตกเป็นจำเลยสังคม แต่ความเห็นของผู้บริโภคบนโซเชียลจำนวนไม่น้อยเป็นไปในแนวโน้มเดียวกัน คือไม่ยอมรับแถลงการณ์เหล่านี้

“สุเมธ ดำรงชัยธรรม” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ลงมือสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการตามระเบียบของบริษัทฯ อย่างเคร่งครัด รวมทั้งจะกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีกในอนาคต ประเด็นนี้เสียงโซเชียลมองว่าความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว การบินไทยควรมีมาตรการจัดการปัญหาได้ดีกว่าการสอบสวนเพื่อป้องกัน

ขณะที่ “จักรี ดารารัตน์ จงศิริ” ผู้ใช้ Facebook ที่แสดงตัวเป็นนักบิน ได้อธิบายเหตุการณ์ล่าช้าของเที่ยวบิน TG 971 ว่าเป็นปัญหาความไม่เข้าใจของพนักงานในองค์กร จุดนี้ชาวโซเชียลไม่ได้มองไปทางเดียวกับนักบิน แต่มองว่าเหลุผลนี้ “ไม่มีผลกับด้านความปลอดภัยอะไรเลย เป็นแค่สิทธิพิเศษล้วนๆ แต่นักบินไม่ยอมเสียสละสิทธิ และเอาผู้โดยมาต่อรอง”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fchongsiri%2Fposts%2F1899101286847466&width=500

นอกจาก 3 บทสรุปผลกระทบที่เห็นบนโลกโซเชียลนี้ ยังมีอีกหลายแง่มุมที่สะท้อนว่าดราม่าชามนี้ไม่มีใครอยู่ข้างการบินไทยเลย ไม่แน่ ทางที่ดีคือการบินไทยต้องหยุดนำเสนอทุกอย่าง เพื่อให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

แล้วก็รอเวลา ให้คนไทยลืมเรื่องนี้ไปเอง.

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/thai-airways/

ง่ายไปอีก Walmart จับมือ PayPal ให้บริการถอนและเติมเงินในร้าน

PayPal ไม่ได้จำกัดช่องทางให้บริการเฉพาะการซื้อสินค้าออนไลน์เท่านั้น แต่กำลังขยายมายังออฟไลน์อย่างเป็นรูปธรรม โดย Walmart ระบุว่าจะร่วมมือกับ PayPal ให้บริการในร้านสาขา เพื่อให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือสามารถใช้จ่ายได้สะดวกขึ้น

Walmart และ PayPal ประกาศความร่วมมือเพื่อให้ผู้ใช้แอปพลิเคชัน PayPal บนสมาร์ทโฟนสามารถเบิกถอนและฝากเงินสดเข้าบัญชี PayPal ได้ที่ร้านค้า Walmart นับเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้ PayPal สามารถทำธุรกรรมทั้ง 2 ส่วนนี้ได้ในพื้นที่ร้านค้าดั้งเดิมอย่าง Walmart

จ่ายเงินสะดวกขึ้น

ทั้งคู่ระบุในแถลงการณ์ว่า ภายใต้ข้อตกลงนี้ Walmart จะคิดค่าธรรมเนียม 3 เหรียญหรือประมาณ 100 บาท สำหรับบริการ “cash-in” และ “cash-out” หรือการถอนและเติมเงิน จุดนี้ผู้ใช้บริการ PayPal Cash Mastercard จะสามารถตรวจหรือใช้จ่ายเงินจากยอดคงเหลือได้ที่จุดบริการในร้าน Walmart โดยการใช้บริการจากตู้เอทีเอ็มและเครื่องรับฝากเงินสดใน Walmart ก็จะถูกคิดค่าบริการอัตราเดียวกัน

เบื้องต้น บริการเติมเงิน PayPal (cash-in) นั้น เปิดให้บริการแล้วที่ร้าน Walmart ทั่วสหรัฐฯ ขณะที่บริการถอนเงินจาก PayPal (cash-out) มีกำหนดเปิดตัวใน Walmart ทุกสาขาภายในตุลาคมนี้

ความเคลื่อนไหวนี้ของ PayPal ถูกมองว่าเป็นการขยายธุรกิจบนโมเดล “Online to offline” ซึ่งจะช่วยให้ PayPal มีช่องทางรองรับผู้ใช้ในสหรัฐฯที่หลากหลายกว่าเดิม ประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ได้เกิดในแง่ของผู้ใช้ PayPal ฝ่ายเดียว แต่เกิดกับผู้ใช้ Walmart ด้วย การเป็นพันธมิตรครั้งนี้จึงเชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น สู่การขยายผลในโมเดล O2O อื่นเพิ่มเติมอีกในอนาคต

ที่มา: MM

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/walmart-paypal-partner-offline/

จบปึ้งในหนึ่งเดียว!! กับเครื่องมือปั้นงาน PR ให้เวิร์ค

การทำ Digital PR เหมือนกับการจีบสาว  การไปพูดย้ำๆ ว่าเราเป็นคนดี  มันก็นานกว่าจะเกิดความเชื่อใจ  แต่ถ้ามีเพื่อนสักคนไปบอกว่าเราเป็นคนดี  ความเชื่อนั้นก็จะเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม  ดังนั้นงานของ PR ก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้บุคคลที่ 3 ไปพูดให้สาวที่เราชื่นชอบว่าเราคือคนดี  เราจึงต้องทำ Owned Media (สื่อของตัวเอง) ให้ดีที่สุด  เพื่อทำให้เกิด Earned Media (สื่ออื่นๆ ที่พูดถึงเรา)  สุดท้ายแล้วเราก็จะ Paid น้อยลง เพราะมีกลุ่มแฟนที่ดีแล้วนั่นเอง

5 สิ่งที่ PR ควรทำในยุคดิจิทัล

1.PR ควรยอมรับว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยน ก่อนที่จะให้ใครมาเปลี่ยน

2. เข้าใตว่า PR กับ Technology คือเพื่อนกัน  จงใช้ Technology วัดผล PR ด้วย Business Result ไม่ใช่ Vanity Metrics

3. ลองสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง และสร้างวัฒนธรรมองค์กรว่า “ทำผิดได้”  เพื่อเปิดโอกาสให้คนได้ Trial & Error

4. Connection & Network ยังเป็นสิ่งสำคัญ  แต่ก็ต้องมี Digital Approach

5. “ทำ” เลย ไม่ต้องรอ “Trend”

นอกจากนั้นยังต้องให้ความสำคัญกับการใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อปั้นให้งาน PR ประสบความสำเร็จด้วย

How-to ใช้เครื่องมือปั้นงาน PR

1.ให้เพื่อนแท็กเพื่อน

คนชอบแฮชแท็กชื่อเพื่อน เพราะต้องการให้เพื่อนเข้ามาดู (Advocacy)   สิ่งที่ควรทำต่อคือส่งข้อมูลไปหาคนเหล่านี้เลย เพราะเค้าไดัรับการคัดกรองแล้วว่าสนใจข้อมูลของเรา

2. ส่องโซเชียลมีเดียให้เกิดผล

 Influencer เกิดขึ้นเยอะมาก ดังนั้น  ต้องเลือก Influencer ที่มี objective ด้านฟีดแบ็คกับผู้ติดตามที่มีคุณภาพ

3. Pantip ก็ช่วยเรื่อง Awareness แบรนด์ได้

คอมเมนต์ใน Pantip เป็นอีกโซเชียลมีเดียที่ไม่ควรมองข้าม  และปรับปรุงคุณภาพให้ตรงใจได้ดีขึ้น

4. Twitter ไม่ใช่ช่องทางสำหรับกระแสติ่งเท่านั้น

ค่าเฉลี่ยคนใช้งาน Twitter ทำให้เกิดปริมาณดาต้า 8-10 ล้านข้อความ/วัน  ทำให้เกิดกระแสได้ไวมาก  และเป็นแพลตฟอร์มที่ไม่ควรมองข้ามเมื่อเกิด Crisis 

5. Facebook มีทั้งให้คุณและโทษ

ถึงคุณจะโพสต์ใน Facebook ได้ แต่ไม่ reach แสดงว่าไม่ได้ผลสำเร็จแบบ 100%

6. Objective สำคัญเสมอ

หากทำแล้วไม่สำเร็จ ลองกลับไปปรับ Objective ใหม่  ควรเลือกดู Feedback เชิงคุณภาพให้มากขึ้น จะได้รู้ว่าสิ่งไหนควรทำต่อ

7. ลงทุน ROO อย่างเหมาะสม

ROO หรือ Return on objective เป็นการใช้งบสำหรับสื่อสาร เพื่อได้ตาม objective กลับมา  และต้องดู Message ที่เราสื่อสารออกไปด้วย

8. มองคุณค่าสื่อมากกว่ามูลค่าเงินลงทุน

ไม่ว่าจะสื่อเดิมหรือสื่อใหม่ ต่างก็มี Target  ต้องเข้าใจใน Feedback ที่จะได้รับกลับมานั้นมีความต่างกัน

ในสุดท้ายการทำกลยุทธ์ PR ต้องคิดให้ครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว  เพราะการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง  นั้นจะส่งผลต่อแบรนด์ในระยะยาวอย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก: งานสัมมนา Public RelationSHIFT

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/one-shot-for-pr/

ใครว่าติดหรู เฟลชแมนฯ เผยมิลเลนเนียลไทยยุค 4.0 ไม่เน้นแบรนด์

แม้หลายคนจะมองว่าคนไทยรุ่นใหม่เป็นคนติดแบรนด์ ติดหรู ใช้ชีวิตราคาแพงและต้องการเงินเดือนสูง แต่ผลสำรวจจาก เฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทย เอเจนซี่ด้านประชาสัมพันธ์และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งระดับโลก ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดด้านความเชื่อ ทัศนคติ และมุมมองต่อสังคม ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการบริโภคของมิลเลนเนียลไทยยุค 4.0 ที่จะทำให้คุณได้เห็นว่า คนหนุ่มสาวยุคใหม่มีนิยามของความสำเร็จและความสุขที่ต่างออกไป แสวงหาความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย และไม่ยึดติดกับแบรนด์

นางสาว โสพิส เกษมสหสิน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป และพาร์ทเนอร์ เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย

ผลสำรวจ มิลเลนเนียลไทยความเชื่อ ทัศนคติ และมุมมองต่อสังคมเป็นการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคนไทย อายุ 25 – 37 ปี ทั่วประเทศจำนวน 500 คน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างเฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทยกับทีม Global Intelligence ซึ่งเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทำวิจัยศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับอินไซต์ของตลาดและผู้บริโภคของเฟลชแมนฮิลลาร์ด สหรัฐอเมริกา

หลายเรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามระบุเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง อย่างเช่น 70% ยอมรับว่าเงินคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุด และอีกกว่า 87% ยังเผยว่ารู้สึกดีที่ได้ใช้จ่ายเพื่อปรนเปรอตนเอง

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ พวกเขากลับบอกว่าแม้ว่า เงิน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่พวกเขาก็มีความชัดเจนกับความต้องการของตัวเองมากพอที่จะไม่มองว่าเงินสำคัญมากไปกว่าความสุขในชีวิต

นอกจากนี้ ยังให้คำนิยามของความสุขว่า คือ การมีสุขภาพที่ดี (67%) มีเวลาให้กับตัวเองและความมีอิสระในการใช้ชีวิต (67%) ขณะที่สัดส่วนของมนุษย์มิลเลนเนียลที่ให้ความสำคัญกับการออมเงินมีประมาณ 55%

ยอมเปย์เท่าไหร่ก็ได้ หากแบรนด์เข้าใจตัวตนของฉัน

พวกเขาให้ความสำคัญกับการแสดงความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของตนเอง ชาวมิลเลนเนียล 79% จึงพร้อมที่จะจ่ายมากกว่าให้กับสินค้าและบริการ หากแบรนด์นั้นๆ สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของพวกเขาได้

โดยบรรดาแบรนด์สินค้าห้าอันดับแรกที่สามารถสร้างโอกาสได้ดีในการสร้าง personalized brand แบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่สินค้าในกลุ่ม

  1. อาหาร
  2. ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม
  3. สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์
  4. ธนาคาร
  5. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เอกเทศ เอกเทรนด์

แม้จะชอบแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตน  ทว่ามิลเลนเนียลไทยกลับมองว่าความเป็นปัจเจกชนของพวกเขานั้น ไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยแบรนด์ใดเพียงแบรนด์เดียว

ดังนั้น 84%ของหนุ่มสาวในยุคนี้ใช้แฟชั่นเป็นเครื่องแสดงตัวตน  ทำให้พวกเขา มองหากิจกรรม ดนตรี และเสื้อผ้า ที่แตกต่างไปจากกระแสนิยม

ชอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ที่แสดงความเป็นเอกเทศมากขึ้นของคนยุคใหม่ก็ คือ  ชาวมิลเลนเนียลอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากถึง 86% แม้จะชอบติดต่อกับเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา แต่พวกเขากลับให้น้ำหนักความสำคัญ กับการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเพียงแค่ 21%

ภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์สำคัญกว่าโลกแห่งความจริง

แม้พวกเขาจะบอกว่าใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากเกินไป แต่ชาวมิลเลนเนียลก็ยอมรับว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และวิธีการแสดงความเป็นตัวตนบนโลกออนไลน์ มากกว่าโลกในความเป็นจริงถึง 56% 

โดยราว 65% กล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาไปกับการดูแลสุขภาพของตนเองเพื่อให้ดูดีขึ้นบนโลกโซเชียล

ขณะที่ 56% เชื่อว่าโลก  โซเชียล และแอพต่างๆ เช่น ทินเดอร์ (Tinder) คือสื่อกลางที่จะทำพวกเขาได้เจอกับความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดี

คนยุคใหม่มั่นใจกับอนาคตของประเทศ

ขณะที่ชาวมิลเลนเนียลแสวงหาความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม อาทิ อิสรภาพในการใช้ชีวิตควบคู่กับการทำงานผ่านเทคโนโลยีในทุกสถานที่ทั่วโลก  

ความเท่าเทียมในสังคมผ่านมิติความหลากหลายทางเพศ ศาสนา เชื้อชาติ และวัฒนธรรม  การเมืองที่มุ่งตอบสนองต่อประชาชนส่วนใหญ่ พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นกับอนาคตของประเทศไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้น

โดยผู้ชายยุคมิลเลนเนียล (42%) มีความมั่นใจในอนาคตของประเทศมากกว่าผู้หญิงชาวมิลเลนเนียล (28%)

มัดใจชาวมิลเลนเนียลให้อยู่หมัด

 แม้ว่า ประชากรกลุ่มมิลเลนเนียลที่ทำการสำรวจนั้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-37 ปี ซึ่งเป็นคนวัยทำงานส่วนใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้แบรนด์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้อย่างมาก

ต้องยอมรับว่า ชาวมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความซับซ้อน พวกเขามีความต้องการและทัศนคติที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว ในขณะที่เป็นผู้บริโภคที่กล้าใช้จ่ายกับสินค้าและการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ แต่กลับคำนึงถึงปัจจัยด้านราคาเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

การที่ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลมีมุมมองด้านการใช้ชีวิตและการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนยุคก่อน ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องเร่งทำความเข้าใจ และปรับตัวพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างสรรค์สินค้าและบริการ รวมไปถึง การนำเสนอโปรแกรมสมาชิกที่ตรงใจผู้บริโภค

นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ที่มีความหมายต่อตัวตนและความเชื่อ จะซื้อใจพวกเขาได้มากกว่าการสร้างแบรนด์ที่ตอกย้ำสถานะทางสังคม นอกจากนี้การที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความฉลาดเลือกและช่างค้นหา ความจริงใจและโปร่งใสของแบรนด์ รวมไปถึงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขา จะทำให้เข้าถึงชาวมิลเลนเนียลได้มากกว่า         

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/millennial-freishmen-public-relation/

ใครว่าติดหรู เฟลชแมนฯ เผยมิลเลนเนียลไทยยุค 4.0 ไม่เน้นแบรนด์

แม้หลายคนจะมองว่าคนไทยรุ่นใหม่เป็นคนติดแบรนด์ ติดหรู ใช้ชีวิตราคาแพงและต้องการเงินเดือนสูง แต่ผลสำรวจจาก เฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทย เอเจนซี่ด้านประชาสัมพันธ์และดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งระดับโลก ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดด้านความเชื่อ ทัศนคติ และมุมมองต่อสังคม ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการบริโภคของมิลเลนเนียลไทยยุค 4.0 ที่จะทำให้คุณได้เห็นว่า คนหนุ่มสาวยุคใหม่มีนิยามของความสำเร็จและความสุขที่ต่างออกไป แสวงหาความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย และไม่ยึดติดกับแบรนด์

นางสาว โสพิส เกษมสหสิน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป และพาร์ทเนอร์ เฟลชแมน ฮิลลาร์ด ประเทศไทย

ผลสำรวจ มิลเลนเนียลไทยความเชื่อ ทัศนคติ และมุมมองต่อสังคมเป็นการรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคนไทย อายุ 25 – 37 ปี ทั่วประเทศจำนวน 500 คน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างเฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทยกับทีม Global Intelligence ซึ่งเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการทำวิจัยศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับอินไซต์ของตลาดและผู้บริโภคของเฟลชแมนฮิลลาร์ด สหรัฐอเมริกา

หลายเรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามระบุเกี่ยวกับเรื่องเงินทอง อย่างเช่น 70% ยอมรับว่าเงินคือตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุด และอีกกว่า 87% ยังเผยว่ารู้สึกดีที่ได้ใช้จ่ายเพื่อปรนเปรอตนเอง

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ พวกเขากลับบอกว่าแม้ว่า เงิน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ แต่พวกเขาก็มีความชัดเจนกับความต้องการของตัวเองมากพอที่จะไม่มองว่าเงินสำคัญมากไปกว่าความสุขในชีวิต

นอกจากนี้ ยังให้คำนิยามของความสุขว่า คือ การมีสุขภาพที่ดี (67%) มีเวลาให้กับตัวเองและความมีอิสระในการใช้ชีวิต (67%) ขณะที่สัดส่วนของมนุษย์มิลเลนเนียลที่ให้ความสำคัญกับการออมเงินมีประมาณ 55%

ยอมเปย์เท่าไหร่ก็ได้ หากแบรนด์เข้าใจตัวตนของฉัน

พวกเขาให้ความสำคัญกับการแสดงความเป็นตัวตนที่ชัดเจนของตนเอง ชาวมิลเลนเนียล 79% จึงพร้อมที่จะจ่ายมากกว่าให้กับสินค้าและบริการ หากแบรนด์นั้นๆ สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะตัวของพวกเขาได้

โดยบรรดาแบรนด์สินค้าห้าอันดับแรกที่สามารถสร้างโอกาสได้ดีในการสร้าง personalized brand แบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่สินค้าในกลุ่ม

  1. อาหาร
  2. ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม
  3. สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์
  4. ธนาคาร
  5. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

เอกเทศ เอกเทรนด์

แม้จะชอบแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตน  ทว่ามิลเลนเนียลไทยกลับมองว่าความเป็นปัจเจกชนของพวกเขานั้น ไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยแบรนด์ใดเพียงแบรนด์เดียว

ดังนั้น 84%ของหนุ่มสาวในยุคนี้ใช้แฟชั่นเป็นเครื่องแสดงตัวตน  ทำให้พวกเขา มองหากิจกรรม ดนตรี และเสื้อผ้า ที่แตกต่างไปจากกระแสนิยม

ชอีกหนึ่งข้อบ่งชี้ที่แสดงความเป็นเอกเทศมากขึ้นของคนยุคใหม่ก็ คือ  ชาวมิลเลนเนียลอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากถึง 86% แม้จะชอบติดต่อกับเพื่อนผ่านโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา แต่พวกเขากลับให้น้ำหนักความสำคัญ กับการออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเพียงแค่ 21%

ภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์สำคัญกว่าโลกแห่งความจริง

แม้พวกเขาจะบอกว่าใช้เวลากับโทรศัพท์มือถือมากเกินไป แต่ชาวมิลเลนเนียลก็ยอมรับว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และวิธีการแสดงความเป็นตัวตนบนโลกออนไลน์ มากกว่าโลกในความเป็นจริงถึง 56% 

โดยราว 65% กล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาไปกับการดูแลสุขภาพของตนเองเพื่อให้ดูดีขึ้นบนโลกโซเชียล

ขณะที่ 56% เชื่อว่าโลก  โซเชียล และแอพต่างๆ เช่น ทินเดอร์ (Tinder) คือสื่อกลางที่จะทำพวกเขาได้เจอกับความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดี

คนยุคใหม่มั่นใจกับอนาคตของประเทศ

ขณะที่ชาวมิลเลนเนียลแสวงหาความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคม อาทิ อิสรภาพในการใช้ชีวิตควบคู่กับการทำงานผ่านเทคโนโลยีในทุกสถานที่ทั่วโลก  

ความเท่าเทียมในสังคมผ่านมิติความหลากหลายทางเพศ ศาสนา เชื้อชาติ และวัฒนธรรม  การเมืองที่มุ่งตอบสนองต่อประชาชนส่วนใหญ่ พวกเขาก็ยังเชื่อมั่นกับอนาคตของประเทศไทยว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางทีดีขึ้น

โดยผู้ชายยุคมิลเลนเนียล (42%) มีความมั่นใจในอนาคตของประเทศมากกว่าผู้หญิงชาวมิลเลนเนียล (28%)

มัดใจชาวมิลเลนเนียลให้อยู่หมัด

 แม้ว่า ประชากรกลุ่มมิลเลนเนียลที่ทำการสำรวจนั้น อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-37 ปี ซึ่งเป็นคนวัยทำงานส่วนใหญ่ และเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้แบรนด์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้อย่างมาก

ต้องยอมรับว่า ชาวมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีความซับซ้อน พวกเขามีความต้องการและทัศนคติที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้ว ในขณะที่เป็นผู้บริโภคที่กล้าใช้จ่ายกับสินค้าและการบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการ แต่กลับคำนึงถึงปัจจัยด้านราคาเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

การที่ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลมีมุมมองด้านการใช้ชีวิตและการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากคนยุคก่อน ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องเร่งทำความเข้าใจ และปรับตัวพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคนยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างสรรค์สินค้าและบริการ รวมไปถึง การนำเสนอโปรแกรมสมาชิกที่ตรงใจผู้บริโภค

นอกจากนี้การสร้างแบรนด์ที่มีความหมายต่อตัวตนและความเชื่อ จะซื้อใจพวกเขาได้มากกว่าการสร้างแบรนด์ที่ตอกย้ำสถานะทางสังคม นอกจากนี้การที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความฉลาดเลือกและช่างค้นหา ความจริงใจและโปร่งใสของแบรนด์ รวมไปถึงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของพวกเขา จะทำให้เข้าถึงชาวมิลเลนเนียลได้มากกว่า         

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/millennial-fleishman-public-relation/