ลือ Google กำลังพัฒนาโซลูชันและฮาร์ดแวร์ระบบ Private Cloud สำหรับองค์กร

The Information ได้รับข่าวจากแหล่งข่าวไม่ประสงค์ออกนาม 2 ราย ถึงแผนการพัฒนาโซลูชันระบบ Private Cloud ของ Google ที่จะรวมเอาเทคโนโลยี Server, Storage และ Networking เข้าไว้ด้วยกันภายในระบบเดียว

 

Credit: ShutterStock.com

 

โซลูชันและฮาร์ดแวร์สำหรับ Private Cloud นี้จะเป็นก้าวสำคัญของ Google ในการรุกตลาดองค์กร โดยในข่าวระบุข้อมูลว่าทีมงานของ Google ได้ทำการพัฒนาโซลูชันและออกแบบฮาร์ดแวร์มาแล้วเป็นเวลาประมาณ 2 ปี โดยเทคโนโลยีที่ใช้จะเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ Google Cloud กำลังใช้งานจริงอยู่ทั่วโลก

แหล่งข่าวยังระบุอีกด้วยว่าที่ผ่านมาเริ่มมีลูกค้า Google Cloud บางรายที่เป็นบริการบน Internet ที่ได้รับความนิยมสูงเริ่มได้ใช้ระบบดังกล่าวแล้ว โดยถึงแม้ระบบฮาร์ดแวร์ทั้งหมดจะติดตั้งอยู่ภายนอก Data Center ของ Google แต่ทาง Google เองก็ยังคงช่วยบริหารจัดการระบบเหล่านี้ให้กับลูกค้าโดยตรง รวมถึงยังมีบริการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายเข้ากับ Google Cloud ให้ใช้งานได้อีกด้วย

ทาง Google เองยังไม่ได้ออกมาให้ข่าวหรือโต้ตอบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข่าวลือนี้ อย่างไรก็ดี Google ไม่ใช่ผู้ให้บริการ Cloud รายเดียวที่ต้องการเข้าถึง Data Center ของตลาดองค์กร เพราะที่ผ่านมา Microsoft เองนั้นก็เจาะตลาดเหล่านี้มาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วน AWS เองก็มีข่าวลือถึงการพัฒนา Data Center Hardware และบริการต่างๆ บน Cloud ที่เริ่มทำงานร่วมกับโซลูชันแบบ On-premises ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามภาพของ Edge Computing

ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 ทาง Canalys ได้สรุปส่วนแบ่งตลาดของ Google Cloud เอาไว้ที่ 8% ยังคงตามหลัง AWS ที่มีส่วนแบ่งตลาด 31% และ Microsoft Azure ที่ 18% อยู่

 

ที่มา: https://www.theinformation.com/articles/google-cloud-tests-devices-for-private-data-centers

from:https://www.techtalkthai.com/google-might-be-developing-private-cloud-solution-for-enterprise/

Advertisements

NetApp เข้าซื้อกิจการ StackPoinCloud เปิดบริการ NetApp Kubernetes Service

NetApp ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ StackPointCloud เพื่อขยายฐานเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการ Kubernetes และ Multi-Cloud พร้อมเผยแผนการเปิดบริการ NetApp Kubernetes Service (NKS) ด้วยเทคโนโลยีที่เข้าซื้อกิจการมาในครั้งนี้

 

Credit: NetApp

 

เทคโนโลยีที่ NetApp จะได้รับมาจาก StackPointCloud ในครั้งนี้จะทำให้การ Integrate ระบบของ Kubernetes เข้ากับเทคโนโลยีที่ NetApp มีอยู่นั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น และจะทำให้ลูกค้าของ NetApp มีทางเลือกในการใช้งาน Cloud รวมถึงการจัดการ Application และ Data ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย

ก่อนหน้าที่การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะเกิดขึ้น ทีมงานของ NetApp ได้ทำการทดสอบการใช้งานเทคโนโลยีของ StackPointCloud และพบกับผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยทีมงานสามารถทำการส่งมอบ Software ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 60%, มีเวลาเขียนโค้ดมากขึ้นถึง 35%, ใช้เวลาในการ Provision และดูแลรักษาระบบ Cluster ที่เพิ่งสร้างใหม่น้อยลงถึง 90% และลดเวลาที่ใช้ในการดูแลรักษาระบบทั่วไปอีก 90% ซึ่งเมื่อเหล่าวิศวกรของ NetApp เองยังประทับใจในเทคโนโลยีเหล่านี้ NetApp ก็ไม่รอช้าที่จะเข้าซื้อกิจการของ StackPointCloud ทันที

ทีมงานของ StackPointCloud นี้จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ Cloud Data Services ของ NetApp เพื่อสร้างเป็นโซลูชันสำหรับการติดตั้งและบริหารจัดการ Cluster และ Application ระหว่าง Cloud ที่หลากหลาย ทั้ง Microsoft Azure, Google Cloud Platform (GCP), Amazon Web Services (AWS) และระบบ NetApp HCI เอง และในอนาคตก็จะมีการผสานเทคโนโลยีของ StackPointCloud เพื่อทำ Application Orchestration บน Data Fabric ด้วย โดยผู้ที่สนใจทดลองใช้งาน NKS ก็สามารถลงชื่อไว้ได้ที่ https://cloud.netapp.com/kubernetes-service ทันที

 

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/netapp-buys-stackpointcloud-launches-kubernetes-service/2018/09/

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-acquires-stackpoincloud-to-launch-netapp-kubernetes-service/

GRAY Alter Ego เคสสุดหรูสำหรับ iPhone XS, iPhone XS Max ราคาแพงกว่า iPhone เกิน 2 เท่า

GRAY บริษัทที่มีฐานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เปิดตัวเคสสุดหรูสำหรับ iPhone XS (ใช้กับ iPhone X ได้เช่นกัน) และ iPhone XS Max ในคอลเลคชั่น Alter Ego โดยใช้วัสดุไททาเนียมเกรดเดียวกับอากาศยาน วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 1,457 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 47,460 บาท ขณะที่ iPhone XS มีราคาเริ่มต้น 999 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 32,540 บาท

เคสในคอลเลคชั่น Alter Ego มีให้เลือก 4 รุ่น คือ Titanium, Stealth, Gold และรุ่นที่มีมูลค่าสูงสุด Aurora ราคา 3,009 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 98,000 บาท สำหรับ iPhone XS Max ขณะที่ iPhone XS Max มีราคาเริ่มต้น 1,099 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 35,795 บาท

ที่มา – GRAY

from:http://www.flashfly.net/wp/229608

Amazfit Verge สมาร์ทวอทช์จากบริษัทในเครือ Xiaomi วางขายแล้ว รองรับ HRM, GPS, NFC ราคาราว 3,800 บาท

แบรนด์ Amazfit ของ Huami บริษัทในเครือ Xiaomi เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นใหม่ล่าสุด Verge มาพร้อมฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Heart Rate Monitor ช่วยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ NFC สำหรับชำระเงินผ่านบริการ AliPay มี GPS ในตัว เชื่อมโยงกับระบบสมาร์ทโฮม และรองรับผู้ช่วยดิจิตอล สั่งการด้วยเสียง

Amazfit Verge มากับจอแสดงผล AMOLED (360 x 360 พิกเซล) ขนาด 1.3 นิ้ว ครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3 ตัวเรือนมีความบาง 12.6 มิลลิเมตร น้ำหรัก 46 กรัม กันน้ำได้ในระดับ IP68 ทำงานบนระบบปฏิบัติการของ Huami ใช้ชิป 1.2GHz Dual Core ความจำ RAM 512MB จับคู่กับ ROM 4GB ความจุแบตเตอรี่ 390mAh สนับสนุนการเชื่อมต่อ Wi-Fi 2.4GHz, Bluetooth 4.0 ทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนในระบบ iOS และ Android

Amazfit Verge พร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศจีน ราคา 799 หยวน หรือราว 3,800 บาท

ที่มา – AndroidCentral

from:http://www.flashfly.net/wp/229594

Honor Magic 2 พร้อมเปิดตัว 26 ตุลาคมนี้ มากับกล้องสไลด์ ดีไซน์ไร้กรอบ ใช้ชิป Kirin 980 สแกนนิ้วบนจอ

Honor ปล่อยรูปภาพทีเซอร์สมาร์ทโฟนระดับเรือธงรุ่นใหม่ Magic 2 พร้อมระบุวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งน่าจะหมายถึงกำหนดการเปิดตัวทางการ และยังได้เผยให้เห็นดีไซน์ไร้กรอบ มาพร้อมระบบกล้องสไลด์ที่ซ่อนอยู่ด้านบน คล้ายกับที่พบใน OPPO Find X และในรูปภาพทีเซอร์ยังแสดงให้เห็นว่า อาจฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้บนจอแสดงผลด้วย

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Honor ได้ประกาศว่า Magic 2 จะมาพร้อมชิปประมวลผลรุ่นใหม่ล่าสุด HiSilicon Kirin 980 รองรับ Magic Charge เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 40W โดยระบบชาร์จแบตเตอรี่ ยังได้รับการป้องกันความปลอดภัยถึง 15 ชั้น

แหล่งข่าวคาดว่า จะใช้จอแสดงผล AMOLED (1440 x 2880 พิกเซล) ขนาด 6 นิ้ว

ที่มา – AndroidPure

from:http://www.flashfly.net/wp/229590

iPhone XS Max กลายเป็น iPhone ที่หนักมากที่สุด ถึงแม้จะมีขนาดเล็กกว่า iPhone 8 Plus อยู่เล็กน้อย

iPhone XS Max ได้ชื่อว่าเป็น iPhone ที่มีจอแสดงผลใหญ่ที่สุด ด้วยขนาด 6.5 นิ้ว แต่กลับมาสัดส่วนเล็กกว่า iPhone 8 Plus ที่มีขนาดจอแสดงผล 5.5 นิ้ว โดย iPhone XS Max มีความสูง 157.5 มม. กว้าง 77.4 มม. ขณะที่ iPhone 8 Plus มีความสูง 158.4 มม. กว้าง 78.1 มม.

อย่างไรก็ตาม iPhone 8 Plus มีความบางกว่า iPhone XS Max อยู่เล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้ iPhone XS Max กลายเป็น iPhone ที่หนักมากที่สุด อยู่ที่ 208 กรัม ตามมาด้วย iPhone 8 Plus เจ้าของน้ำหนัก 202 กรัม แต่ก็มีความแตกต่างกันเพียง 6 กรัมเท่านั้น จึงไม่น่าจะส่งผลอะไรมากนักในเรื่องของการถือและพกพา

คาดว่าวัสดุกรอบสแตนเลสที่ใช้ใน iPhone XS Max เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ขณะที่ iPhone 8 Plus ใช้กรอบอลูมิเนียมที่เบากว่า นอกจากนี้ iPhone XS Max ยังมีน้ำหนักมากกว่า Galaxy Note 9 ด้วย ถึงแม้ในภาพรวม iPhone XS Max ดูมีขนาดบอดี้ที่เล็กกว่า

ที่มา – Phonearena

from:http://www.flashfly.net/wp/229583

แกะกล่อง iPhone XS Max และ iPhone XS สีทอง 512GB ก่อนวางจำหน่าย 21 กันยายนนี้ (ชมคลิป!!)

Marques Brownlee สมาชิก YouTube ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 6.8 ล้านคน ได้รับ iPhone XS และ iPhone XS Max มารีวิวแล้ว ก่อนที่ Apple จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2018 เป็นต้นไป โดยทั้งคู่เป็นรุ่น 512GB สีทอง มีมูลค่า 1,349 และ 1,449 ดอลล่าร์สหรัฐ ตามลำดับ หรือราว 43,925 และ 47,180 บาท

ทันทีที่ Marques Brownlee ได้รับ iPhone XS และ iPhone XS Max มาถึงมือ ก็ได้จัดการแกะกล่องให้ได้ชมกันก่อนที่จะปล่อยรีวิวออกมาในอนาคต

ภายในกล่อง iPhone XS และ iPhone XS Max นอกจาก iPhone แล้ว ยังมีชุดหูฟัง EarPods พร้อมหัวต่อ Lightning, สายเคเบิล Lightning to USB, อะแดปเตอร์แปลงไฟ USB ขนาด 5 วัตต์, เอกสาร แผ่นพับ ที่เป็นคู่มือต่างๆ พร้อมเข็มจิ้มถาดซิมการ์ด และสติกเกอร์โลโก้ Apple สีขาว ที่บางคนนิยมนำไปติดตามกระจกรถยนต์

น่าเสียดายที่ Apple ไม่ได้เปลี่ยนอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่เป็นแบบ USB-C ที่สนับสนุนการชาร์จเร็ว ทำให้เจ้าของ iPhone ต้องไปซื้อเพิ่มเติมเอง และยังดึง 3.5mm to Lightning Adapter หรือ อะแดปเตอร์แปลงพอร์ต Lightning แจ็คหูฟัง 3.5 มม. ออกไปด้วย จากที่เคยแถมมาให้เมื่อครั้งเปิดตัว iPhone 7 ในปลายปี 2016

ไม่เพียงแค่ถอดออกไปจาก iPhone รุ่นใหม่ แต่ iPhone รุ่นเก่า ก็ไม่แถมให้อีกแล้ว นั่นหมายถึง จากที่เคยแถมมาให้ใน iPhone 7 และ 8 ถ้าสั่งซื้อตอนนี้ จะไม่มีอะแดปเตอร์แปลงพอร์ต Lightning แจ็คหูฟัง 3.5 มม. รวมอยู่ในกล่องแล้ว แต่สามารถหาซื้อได้จาก Apple Store ในราคา 9 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 390 บาท

Marques Brownlee บอกว่า สำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อ iPhone XS หรือ iPhone XS Max คงไม่คิดอะไรกับการขาด 3.5mm to Lightning Adapter ที่มีมูลค่าเพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ Marques Brownlee ยังได้ลองเปิดเครื่อง iPhone รุ่นใหม่ให้ดูด้วย และสังเกตว่าวอลเปเปอร์ที่ Apple เลือกใช้เป็นรูปภาพพื้นผิวดวงดาวบนฉากหลังสีดำสนิทนั้น ช่วยปิดบังรอยบากบนขอบจอได้อย่างชาญฉลาด โดยภายในมี Live Wallpaper ให้เลือก 3 ภาพ มีความพิเศษเล็กน้อย เมื่อแตะบนหน้าจอค้างไว้ รูปภาพก็จะขยับได้ ซึ่ง Apple ได้นำมาใช้ตั้งแต่ iPhone X

from:http://www.flashfly.net/wp/229576

Advertisements

for feed app only

%d bloggers like this: