Grab ฉลองครบรอบ 5 ปีในไทย พร้อมแต่งตั้ง BNK48 เป็น Brand Ambassador

Grab ประกาศฉลองครบรอบ 5 ปีในประเทศไทย โดยแต่งตั้ง BNK48 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ครั้งแรกสำหรับประเทศไทยและสำหรับ Grab ด้วย โดย Grab จะร่วมมือกับ BNK48 ในการทำแคมเปญการตลาดต่าง ๆ เพื่อสะท้อนความเป็นแอปสำหรับทุกวัน (Everyday App) โดยจะมีการออกโค้ดส่วนลดในการใช้บริการต่าง ๆ ของ Grab ที่เข้ากับสมาชิกของวงแต่ละคน

ปัจจุบัน Grab ในประเทศไทย มีบริการที่ขยายต่อจากบริการรถโดยสาร โดยมีทั้งบริการส่งอาหาร GrabFood บริการรับส่งสิค้า GrabExpress และยังมีโปรแกรมสะสมแต้มแลกของรางวัล GrabRewards

นอกจากนี้ Grab ยังมีโครงการ Better Everyday ที่เป็นการเพิ่มประสบการณ์และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน Grab อาทิ เพิ่มตัวเลือกเปลี่ยนจุดหมายปลายทางขณะเดินทาง, สามารถส่งข้อความเสียงผ่าน GrabChat ได้ และยังมีเงินชดเชยสำหรับคนขับรถกรณีผู้โดยสารยกเลิกหรือไม่ปรากฏตัว

ที่มา: Grab

alt="Grab"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106560

Advertisements

D’efekt แอปใส่เอฟเฟ็กต์วิดีโอสุดหลุดโลก ขยับไปพร้อมกับคุณ

App Defekt Cover

ใครที่กำลังมองหาวิธีใส่เอฟเฟ็กต์วิดีโอเจ๋งๆ อยู่ ต้องมาลองใส่เอฟเฟ็กต์ด้วยแอป D’efekt กันดูครับ ใช้งานง่ายมาก เพียงแค่ปัดเลือกเอฟเฟ็กต์ที่ต้องการในขณะที่คุณกำลังถ่ายวิดีโอได้เลย

D’efekt

แอปใส่เอฟเฟ็กต์วิดีโอแบบเรียลไทม์มากกว่า 13 รูปแบบ ผลงานจากการร่วมมือกับศิลปินต่างๆ ด้วยความเรียบง่ายและใช้งานง่ายมาก เพียงปัดเพื่อเลือกเอฟเฟ็กต์ที่ต้องการในขณะที่คุณกำลังถ่ายวิดีโอหรือจะ import วิดีโอมาใส่เอฟเฟ็กต์ทีหลังก็ได้เช่นเดียวกัน

นอกจากเอฟเฟ็กต์สุดหลุดโลกแล้ว คุณยังสามารถกดลูกศร ซ้าย-ขวา-ขึ้น-ลง เพื่อปรับเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของเอฟเฟ็กต์ได้อีกด้วย รวมไปถึงยังมีโหมด SLOMO และโหมดแสงน้อยภายในแอปให้อีกด้วย

App Defekt Content1

App Defekt Content2

App Defekt Content3

App Defekt Content4

App Defekt Content5

คุณสมบัติแอป D’efekt

  • แอปหน้าตาสวยงาม เรียบง่าย ไม่มีโฆษณามาเกะกะ
  • ถ่ายวิดีโอด้วยกล้องหรือ Import วิดีโอได้
  • การถ่ายวิดีโอจำเป็นต้องทำให้นิ่งที่สุด (ใช้อุปกรณ์ Stabilizer ช่วย)
  • ปัด เพื่อเปลี่ยนเอฟเฟ็กต์กว่า 13 รูปแบบ
  • ปรับเอฟเฟ็กต์ในขณะถ่ายวิดีโอได้เลย
  • รวมหรือใช้เอฟเฟ็กต์ร่วมกันได้
  • บันทึกและแชร์ได้อย่างง่ายดาย
  • แอปใช้งานฟรี แต่อาจมีบางเอฟเฟ็กต์ที่ต้องซื้อเพิ่มเติมภายในแอป
  • ลบลายน้ำได้ในราคา 139 บาท

ดาวน์โหลดแอป D’efekt

เนื้อที่: 37.4 MB รองรับ iOS 11.0 ขึ้นไป (ใช้ได้กับ iPhone 6s ขึ้นไป)
สามารถดาวน์โหลดแอปได้ฟรีที่: D’efekt on App Store

App Defekt Footer

from:https://www.iphonemod.net/defekt-creative-video-effects.html

ACUVUE เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อคอนแทคเลนส์ให้เป็นแบบ Connected Commerce

ACUVUE ลุยช่องทางอีคอมเมิร์ซ เปิด Official Store บน Shopee Mall ใช้รูปแบบ Connected Commerce โยงผู้บริโภคจากออนไลน์ให้เข้าร้านแว่นตา

คนไทยมีปัญหาเลิกใช้คอนแทคเลนส์ เพราะใช้ไม่ถูกต้อง

ตลาดคอนแทคเลนส์ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 2,400 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ย 6% ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ ยังไม่รวมคอนแทคเลนส์แฟชั่นที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป

ในช่วงหลังคอนแทคเลนส์มีการซื้อขายบนโลกออนไลน์ ประกอบกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่ช้อปออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนจากช่องทางออนไลน์มีถึง 20% ของตลาด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มบิวตี้เลนส์ ส่วนอีก 80% จำหน่ายตามร้านแว่นตา

เมื่อดูภาพรวมตลาดแล้วยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก คู่กับสถิติของประชากรไทยมี 20 ล้านคนที่มีปัญหาด้านสายตา แต่ 60% หรือ 12 ล้านคนสามารถเข้าถึง และได้รับการแก้ไขด้านสายตา ซึ่งมีเพียง 4% เท่านั้นที่ใส่คอนแทคเลนส์ในการช่วยแก้ปัญหาด้านสายตา

อัตราการใช้คอนแทคเลนส์ของคนไทยถือว่าต่ำกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง 5 เท่า และต่ำกว่าประเทศญี่ปุ่น 5-6 เท่า ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสในตลาดอีกเยอะมาก

ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในตลาดก็คือ 40% ของผู้ใช้คอนแทคเลนส์จะเลิกใช้หลังจากใส่ไม่ถึง 1 ปีโดยมีสาเหตุมาจากมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในการใช้งานอาจจะใช้แล้วเจ็บตาเคืองตาทั้งนี้มาจากการที่ไม่มีความรู้ในการใช้งานจริงๆอาจจะเกิดจากการเลือกซื้อเองเพื่อนแนะนำเพื่อน

จริงๆ แล้วคอนแทคเลนส์ถือว่าเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาเท่านั้น แต่เมื่อมีการขายตามท้องตลาด ขายตามช่องทางออนไลน์ จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

ต้องสร้างพฤติกรรมคนไทยให้ซื้อคอนแทคเลนส์จากผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ACUVUE โดยบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน แผนกวิชั่น จึงได้ขยายช่องทางการขายใหม่ เปิดตัว ACUVUE Official Store บน Shopee Mall โดยเป็นการใช้รูปแบบของ Connected Commerce หรือการเชื่อมโยงช่องทางออนไลน์สู่หน้าร้านออฟไลน์

ในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการเอาสินค้าคอนแทคเลนส์ขึ้นวางขายบนออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าซื้ออย่างเดียว แต่เป็นการจำหน่ายเป็น ACUVUE eCash เป็นคูปองแทนเงินสด 500, 1,000 และ 2,000 บาท จากนั้นลูกค้านำคูปองนี้ไปซื้อคอนแทคเลนส์ที่ ACUVUE Experience Center ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับร้านแว่นตา

เหตุผลที่ ACUVUE ต้องทำรุปแบบนี้ก็เพื่อที่จะดึงลูกค้ามาที่ร้านแว่นตามาเจอกับผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาโดยตรงเพื่อให้ได้รับคำแนะนำการใช้งานอย่างถูกต้องและจะช่วยลดปัญหาการใช้งานลงได้

ซึ่งจะส่งผลพลอยได้ในการกระตุ้นตลาดให้โตได้อีก เพราะเมื่อผู้บริโภคมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องก็ทำให้ตลาดโตได้ต่อเนื่อง

เสาวณีย์ พันธ์ขจรเวช ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจวิชั่นแคร์ บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน บอกว่า

ความท้าทายสำคัญคือ ต้องการสร้างพฤติกรรมผู้บริโภคให้ซื้อคอนแทคเลนส์กับผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาโดยตรง จึงต้องเข้าทางออนไลน์เป็นช่องทางที่คนรุ่นใหม่ใช้งานประจำ และก็ดึงให้เข้าร้านแว่นตา

ตอนนี้มี ACUVUE Experience Center จำนวน 20 สาขา อยู่ตามร้านแว่นตาต่างๆ แต่ในสิ้นเดือนจะเพิ่มขึ้นเป็น 120 สาขาอยู่ในกรุงเทพฯเชียงใหม่ชลบุรีและภูเก็ต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/acuvue-contactlens-connected-commerce/

มรสุมรุม Facebook อีกครั้ง Zuckerberg ยันยังไงก็ควบตำแหน่งประธานบอร์ดด้วย ไม่ลาออก

ไม่กี่วันที่ผ่านมา The New York Times ลงบทความตีแผ่เรื่องราวภายใน Facebook ว่าปกปิดเรื่องข่าวปลอมรัสเซีย รวมทั้งจ้างล็อบบี้ยิสต์หันเหความสนใจของสังคมไปยังเรื่องอื่น จ้างบริษัทขุดคุ้ยเรื่องไม่ดีของคู่แข่ง กลายเป็นระเบิดลง Facebook อีกครั้งว่าตกลงแล้ว Facebook กำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังหรือไม่

No Description
ภาพจาก Shutterstock

ใน New York Times ระบุว่าเรื่องข่าวปลอมรัสเซีย มีการค้นพบกันภายในอยู่ก่อนแล้วว่ารัสเซียพยายามใช้ Facebook แทรกแซงการเมืองสหรัฐฯ Alex Stamos ผู้ดูแลด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะของ Facebook ก็นำเรื่องไปบอกกลุ่มผู้บริหาร แต่กลายเป็นว่ากลุ่มผู้บริหารเลือกที่จะไม่ดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างที่ควรเป็น ทั้งๆ ที่รู้แล้วว่ามีภัยคุกคามเกิดขึ้น เลือกที่จะเก็บเงียบเอาไว้

ยังมีประเด็นเรื่องโพสต์หาเสียงของทรัมป์ที่ต่อต้านผู้อพยพชาวมุสลิมตั้งแต่ปี 2015 มีการหารือเรื่องนี้ในกลุ่มผู้บริหารด้วยว่าละเมิดกฎแพลตฟอร์มหรือไม่ ผลคือไม่ละเมิด และโพสต์นั้นก็ได้รับการแชร์ไปพันกว่าแชร์

Facebook ออกแถลงการณ์โต้ทุกอย่างที่ New York Times บอก แต่ New York Times ก็โต้เหมือนกันว่าบทความผ่านการสืบสวนแหล่งข่าวมาเป็นเดือนๆ ยืนกรานว่าเนื้อหาถูกต้องแน่นอน อ้างอิงแหล่งข่าวทั้งคนใน Facebook, นักกฎหมาย, ล็อบบี้ยิสต์, เจ้าหน้าที่รัฐ, สมาชิกสภาคองเกรส รวมแล้วถึง 50 ราย

The Wall Street Journal ยังรายงานด้วยว่าท่าทีของ Mark Zuckerberg เปลี่ยนไปมาก เกรี้ยวกราดกว่าเดิม มีปัญหากับ Sheryl Sandberg และด่าพนักงานว่า Bullshit เรื่องราวเหล่านี้นำมาสู่คำถามที่ว่ากลุ่มผู้บริหาร Facebook ที่มีคนใช้งานเป็นพันล้านคนทั่วโลก กำลังบริหาร Facebook ไปในทางที่ถูกต้องหรือไม่ และ Mark Zuckerberg ควรออกจากประธานบอร์ดได้แล้วหรือยัง

ล่าสุด Mark Zuckerberg ออกมายืนยันผ่านการสัมภาษณ์กับ CNN ว่า เขาจะยังไม่ออกจากบอร์ด มันไม่อยู่ในแผนการ

อ่านข่าวย้อนหลังทั้งหมดของ Facebook

ที่มา – CNN, Facebook

from:https://www.blognone.com/node/106559

Bill Gates แนะนำให้ดูซีรี่ส์ Silicon Valley บอกว่าแล้วจะเข้าใจคนวงการนี้มากขึ้น

Bill Gates ผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์ ปกติจะมีเขียนบล็อกแนะนำหนังสือน่าสนใจที่เขาได้อ่านช่วงที่ผ่านมา (อ่าน: หนังสือ 5 เล่มที่อยากให้อ่านช่วงซัมเมอร์นี้ แนะนำโดย Bill Gates
) แต่ในบล็อกล่าสุดนั้น เขาแนะนำซีรี่ส์ที่ควรได้ชมซึ่งก็คือ Silicon Valley ซีรี่ส์ตลกของ HBO

Silicon Valley เป็นซีรี่ส์แนวตลกเสียดสีวงการไอที-สตาร์ทอัพในซิลิคอนวัลเล่ย์ มีเนื้อเรื่องหลักเกี่ยว Richard Hendricks ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ Pied Piper ที่มีความสามารถสูงในการเขียนโปรแกรม แต่ไม่เก่งในการรับมือกับปัญหาการจัดการอื่น ๆ โดยเขาต้องพบการแข่งขันจากบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ Hooli ที่มักขโมยไอเดียไปพัฒนาต่อบ่อยครั้ง (Gates บอกว่า Hooli นั้นทำให้คนดูนึกถึง กูเกิลหรือไมโครซอฟท์)

Gates บอกว่าซีรี่ส์เรื่องนี้แม้จะเป็นแนวเสียดสีและเล่าเรื่องค่อนข้างเกินความจริง แต่พฤติกรรมตัวละครหลายอย่างในนั้นก็ค่อนข้างตรง เขาบอกว่า Richard เองก็มีหลายอย่างที่เหมือนกับตนคือเป็นโปรแกรมเมอร์ที่เก่ง แต่รับมือเรื่องคนได้ไม่ดีนัก เขายังบอกว่าแม้เพื่อนในซิลิคอนวัลเล่ย์หลายคนจะไม่ชอบซีรี่ส์เรื่องนี้ แต่เขายังแนะนำให้ชม เพราะไม่มีซีรี่ส์ไหนสะท้อนบุคลิกคนที่นี่ได้ตรงเท่านี้แล้ว นอกจากนี้ Gates บอกว่าทีมผู้สร้างยังเคยขอสัมภาษณ์ความเห็นเขาเพื่อเก็บข้อมูลไปเขียนบทด้วย

สำหรับคนที่เคยดูซีรี่ส์เรื่องนี้แล้ว Gates บอกว่าซีรี่ส์นี้อาจทำให้คนเชียร์ Pied Piper ที่เป็นคนตัวเล็กพยายามเปลี่ยนโลก และเกลียด Hooli แต่เขาบอกว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว หลายกรณีบริษัทเล็กก็ไม่ได้มีบทบาทมาก ขณะที่บริษัทไอทีขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรและเงินทุนมากก็จะได้เปรียบมากกว่า เพียงแต่สำหรับละครแล้วการดูคนตัวเล็กสู้กับคนตัวใหญ่ย่อมสนุกกว่า

ที่มา: Gates Notes ภาพ Facebook: Silicon Valley

alt="Silicon Valley"

from:https://www.blognone.com/node/106558

สิ้นสุดการรอคอยกับ “ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 9” สมาร์ทโฟนกล้องหลัง 4 ตัวครั้งแรกของโลก! พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของ 23 พฤศจิกายน นี้

 

ซัมซุง ประกาศพร้อมวางจำหน่าย กาแลคซี่ เอ 9” (Galaxy A9) สุดยอดสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมนวัตกรรมกล้องหลัง ตัว (Rear Quad Camera) เป็นครั้งแรกของโลก 

ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มมิลเลนเนียลที่รักการค้นหาสิ่งใหม่ๆ และบันทึกช่วงเวลาที่สำคัญไว้ด้วยภาพถ่าย รวมทั้งแบ่งปันความทรงจำ และยังอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ที่หลากหลาย ตอบรับทุกความต้องการได้อย่างลงตัว วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย วันที่ 23 พฤศจิกายนนี้

Samsung Galaxy A9

ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่หันมาสื่อสารผ่านภาพถ่ายเพิ่มมากขึ้น การบันทึกช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆ และแบ่งปันบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร ซึ่งซัมซุงเข้าใจและพร้อมที่จะสานต่อความสำเร็จในการพัฒนากล้องสมาร์ทโฟนเพื่อตอบรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงตรงนี้อย่างต่อเนื่อง

โดยการเปิดตัว กาแลคซี่ เอ ในครั้งนี้ ซัมซุงได้นำเทคโนโลยีล่าสุดอย่างกล้องหลัง ตัวครั้งแรกของโลก มาสู่สมาร์ทโฟนระดับกลางก่อนรุ่นแฟลคชิป เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทุกคนได้สัมผัสนวัตกรรมพรีเมี่ยมในราคาที่เข้าถึงได้

นวัตกรรมกล้องหลัง 4 ตัวครั้งแรกของโลก!

·      เลนส์ Tele ซูมภาพแบบออพทิคอลซูมถึง 2 เท่า (x2 Optical Zoom) ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล สามารถจับภาพระยะไกลได้อย่างคมชัดยิ่งขึ้น

·      เก็บภาพตรงหน้าด้วยมุมมองที่กว้างขึ้นด้วยเลนส์ Ultra Wide กับมุมมองความกว้างถึง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล

·      ปลดปล่อยจินตนาการด้วย เลนส์ชัดลึก (Depth Lens) มอบอิสระในการปรับความหน้าชัดหลังละลายของภาพถ่ายได้ดังใจนึก เพื่อให้ได้ภาพวัตถุที่สมบูรณ์ดุจมืออาชีพ

·      เลนส์หลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล ของกาแลคซี่ เอ 9 ช่วยให้การเก็บภาพสมบูรณ์แบบในทุกสภาพแสงและทุกช่วงเวลา

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมโหมดตัวช่วยในการถ่ายภาพอย่าง Scene Optimizer เทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับภาพอัตโนมัติ ให้ภาพถ่ายออกมาสวยงามสมบูรณ์แบบราวกับช่างภาพมืออาชีพ  

สุดยอดประสิทธิภาพการใช้งานไร้ขีดจำกัด

กาแลคซี่ เอ มาพร้อมแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น ด้วยความจุกว่า 3,800 mAh รองรับการใช้งานที่ยาวนานและสามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งพื้นที่เก็บข้อมูลที่มีความจุถึง 128GB และสามารถเพิ่มการ์ดหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 512GB เก็บทุกช่วงเวลาแห่งความประทับใจได้โดยไม่จำเป็นต้องคอยลบข้อมูลอยู่บ่อย ๆ

ยกระดับการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมฟังก์ชั่นรักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องสูงสุดด้วยระบบปลดล็อกแบบสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือ

นอกจากนี้ กาแลคซี่ เอ ยังมาพร้อมบริการต่าง ๆ จากซัมซุง ได้แก่ Samsung Health, Galaxy Gift หรือจะเป็นการจัดการต่าง ๆ อย่างฟีเจอร์ Bixby เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งาน รวมไปถึงมาตรฐานการป้องกันและเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลด้วยระบบ Knoxอีกด้วย

ดีไซน์สุดพรีเมี่ยม

ครั้งแรกของสมาร์ทโฟนจากซัมซุง ที่มาในดีไซน์แบบไล่สีสุดพรีเมี่ยม ถึง สี ได้แก่ สีดำ คาเวียร์ แบล็ค (Caviar Black) สีน้ำเงิน เลมอนเนด บลู (Lemonade Blue) และสีชมพู บับเบิ้ลกัม พิงค์ (Bubblegum Pink) ตัวเครื่อง ขนาดโค้งมนพอดีมือ ดีไซน์เรียบหรู หน้าจออินฟินิตี้ความละเอียดสูง Super AMOLED ขนาด 6.3 นิ้ว และดีไซน์กระจกโค้ง 3D Glass ด้านหลังมอบผิวสัมผัสที่เรียบลื่น มาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง

ซัมซุง กาแลคซี่ เอ 9” วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย วันที่ 23 พฤศจิกายน นี้ ทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ คาเวียร์ แบล็ค (Caviar Black) สีน้ำเงิน เลมอนเนด บลู (Lemonade Blue) และสีชมพู บับเบิ้ลกัม พิงค์ (Bubblegum Pink) ในราคา 19,990 บาท 

รับฟรีทันที ! Fast Charge Battery Pack ความจุ 10,000 mAh ประกันจอแตก ปี พร้อมผ่อนสบาย 0% นาน 10 เดือน และโปรโมชั่นพิเศษ สามารถนำเครื่องเก่ามาแลกเป็นส่วนลดแลกซื้อ ซัมซุง กาแลคซี่ เอ ได้ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2561 เฉพาะที่ Samsung Brand Shop และร้านค้าที่ร่วมรายการ

นอกจากนี้ สำหรับ กาแลคซี่ เอ 7 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางซัมซุงได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยเพิ่มหน่วยความจำตัวเครื่องเป็น 6GB และความจุที่ 128GB สามารถดูรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ทั้งสองรุ่นได้ที่https://www.samsung.com/th/smartphones/galaxy-a/

คลิกช้อปสมาร์ทโฟน Samsung ได้ที่นี่ >>> http://bit.ly/2EHw8Gk

 

from:http://mobileocta.com/end-of-the-wait-with-samsung-galaxy-a-9-ready-for-you-to-own-23-november/

วิเคราะห์ เมื่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกกลายเป็นขาลงเต็มตัว จากคนรักกลายเป็นอดีต

Brand Inside วิเคราะห์กลุ่มเทคโนโลยีว่าทำไมจากหุ้นที่นักลงทุนชื่นชอบมากที่สุด กลับกลายเป็นหุ้นที่ถูกเทขายจากนักลงทุนมากที่สุด และไม่ใช่กลุ่มลูกรักอีกต่อไป

Facebook Google Amazon Apple Microsoft

ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หรือแม้แต่ตลาดหุ้นแนสแด็ก ได้ตกลงมาเนื่องจากความกังวลในหลายๆ เรื่อง อย่างเช่น สงครามการค้า ความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง และรวมไปถึงกำไรบริษัทจดทะเบียนที่อ่อนแอ

อย่างไรก็ดีกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงตลาดขาลงที่ผ่านมาคือกลุ่มเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นทั้งในสหรัฐ รวมไปถึงในจีนด้วย นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้ตกลงมาแล้วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 15 ถึง 20% ยกตัวอย่างเช่น Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google หุ้นได้ตกลงมาเหลือแค่ 1,020 เหรียญสหรัฐ จากจุดสูงสุดในปีนี้ที่อยู่ที่ 1,273.84 เหรียญสหรัฐ รวมไปถึงบริษัทอื่นๆ อย่างเช่น Apple ที่หุ้นตกลงมาแล้ว 26.3% แต่ที่หนักกว่าเพื่อนที่สุดคือ Netflix คือหุ้นตกลงมาแล้วเกือบ 40%

Brand Inside รวบรวมสาเหตุที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ราคาตกลงมาได้ขนาดนี้

ภาพจาก Shutterstock

Valuation ที่แพง มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูง

ในช่วงที่ผ่านมาค่าเฉลี่ย P/E ของกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะตลาดสหรัฐ ซื้อขายกันใน P/E ที่สูงมาก เราจะเห็นหุ้นอย่าง Netflix หรือ Amazon ซื้อขายกันที่ค่า P/E เกิน 100 ถึงแม้ว่าล่าสุดราคาลงมาเกิน 20% จากจุดสูงสุดในปีนี้ก็ยังซื้อขายที่ P/E สูงอยู่ดี

นอกจากนี้อย่างกลุ่มผู้ผลิตชิปอย่าง Nvidia ที่งบไตรมาสล่าสุดทำผลงานได้ดี แต่ความคาดหวังนักลงทุนนั้นหวังว่าบริษัทจะทำผลงานได้ดีกว่านี้ ก็ทำให้หุ้นนั้นตกลงเกิน 20% ภายในเวลาไม่กี่วัน เราจะเห็นว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซื้อขายบนความคาดหวังที่สูงมากๆ

รวมไปถึงมุมมองว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถสร้างเทคโนโลยีที่สามารถ Disrupt อุตสาหกรรมในอดีต ซึ่งทำให้มีการซื้อขายที่ P/E แพงๆ แต่พอถึงเวลาความเป็นจริงแล้วไม่เป็นอย่างที่คาด หุ้นก็โดนขายหนัก

ภาพจาก Shutterstock

เศรษฐกิจโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ปัจจัยสำคัญมาจากเรื่องของสงครามการค้า ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดการชะลอตัวขึ้นมา ปัจจัยสำคัญของสงครามการค้าที่เกี่ยวกับโลกเทคโนโลยีคือเรื่องของ Supply Chain ที่ประเทศจีนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตวงจร Electronic ต่างๆ ฯลฯ และเป้าหมายของสงครามการค้าคือสหรัฐฯ ต้องการเจรจากับจีนในเรื่องของเทคโนโลยี ทำให้เกิดความชะงักตัวลง

นอกจากนี้ผู้ได้รับผลกระทบใหญ่อย่างประเทศจีนก็กำลังประสบสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้พลังการซื้อของชาวจีนลดลงอย่างมหาศาล แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีการยืนยันจากบริษัทเทคโนโลยีในจีนเองว่าสงครามการค้าไม่ทำให้ยอดขายของบริษัทตกลงก็ตาม

ภาพจาก Shutterstock

สถาบันการเงินปรับราคาเป้าหมาย

ไม่ใช่แค่ความคาดหวังที่สูงของนักลงทุนรายย่อยๆ เท่านั้น แม้แต่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่ต้องออกบทวิเคราะห์ให้กับกองทุน หรือสถาบันการเงินด้วยกันก็ต้องปรับประมาณการราคาหุ้นลงมา ยกตัวอย่างเช่น ล่าสุดทาง Goldman Sachs ได้ปรับราคาเป้าหมายของหุ้น Apple ใหม่ เนื่องจากการขาย iPhone อาจไม่ได้ตามยอดที่นักวิเคราะห์คาดไว้

นอกจากนี้ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มเทคโนโลยีโดนสถาบันการเงินตัดราคาเป้าหมาย และประมาณการกำไรลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยอื่นๆ ได้เปลี่ยนไป ไม่เหมือนในอดีต

ซึ่งการปรับเป้าหมายและมุมมองของสถาบันการเงิน ทำให้กองทุนหรือสถาบันการเงินที่เห็นด้วยกับมุมมองของสถาบันการเงินที่ทำบทวิเคราะห์เทขายหุ้นออกมา กลายเป็นซ้ำเติมให้หนักกว่าเดิมอีกด้วย

หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มเข้มงวดมากขึ้น

ในช่วงปีที่ผ่านมา เราจะเริ่มเห็นหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ เริ่มเข้มงวดกับกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีของเหตุการณ์ที่ Facebook ได้ทำข้อมูลหลุดครั้งใหญ่ หน่วยงานกำกับดูและของ EU เตรียมที่จะปรับ Google ในข้อหาที่ Android ผูกขาดเว็บบราวเซอร์อย่าง Google Chrome ทำให้อนาคตของกลุ่มเทคโนโลยีอาจไม่สดใสเช่นเคย

ยิ่งกรณีในประเทศจีน ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเฉพาะ Tencent ที่รายได้หลักๆ ได้มากจากเกมในโทรศัพท์มือถือ ล่าสุดทางการจีนจะให้ประชาชนถ้าหากจะเล่นเกมต้องลงทะเบียนโดยใช้เลขบัตรประชาชนตัวจริง เพื่อที่จะตรวจสอบว่าไม่ให้เยาวชนนั้นติดเกม

ปัจจัยสำคัญเหล่านี้ทำให้อนาคตของกลุ่มเทคโนโลยีเหนื่อยหนักกว่าเดิมแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/analysis-technology-sector-decline-to-bear-market-whats-happen/

Advertisements

for feed app only

%d bloggers like this: