คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

กสทช. ชี้ ! Facebook ให้ความร่วมมือดี ในการช่วยระงับการเผยแพร่เนื้อหาผิดกฏหมาย

เมื่อวานนี้ (16 พ.ค. 2560) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. พร้อมด้วยนายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. และคณะ ร่วมตรวจสอบการดำเนินการเพื่อระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายผ่านอินเทอร์เน็ต

โดยผลการดำเนินการพบว่า Facebook ได้ให้ความร่วมมือในการดำเนินการระงับการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดกฎหมายไทย ตามที่ได้รับการประสานงานจากสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทยทั้งหมดแล้ว สำหรับแนวทางการดำเนินงานในกรณีมีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในเฟซบุ๊กก็จะใช้การประสานงานส่งหมายศาลและ URL ไปยังเฟซบุ๊กเพื่อให้ช่วยดำเนินการระงับการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวต่อไป

ซึ่งก่อนหน้านั้นเอง เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ ประธาน กทค. พร้อมด้วย กทค. และเลขาธิการ กสทช. ประชุมหารือร่วมกับกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย (ISP) และ International Internet Gateway (IIG) เพื่อติดตามการระงับ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เหมาะสมผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ (ซึ่งก็รวมถึง Facebook ด้วย) โดยมีการปิดกั้นไปแล้วประมาณ 6,300 URL

ที่มา : http://www.nbtc.go.th

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6684

Advertisements

Hollywood TV ลุยต่อ ไฮท์ไลท์รอบนี้คือ DOT นวัตกรรมใหม่ แต่เปิดราคาไม่ได้ หวั่นติดประกาศ กสทช.

ปล่อยของกันมาติดๆ กับกลุ่มธุรกิจวิดีโอออนดีมานด์ รอบนี้ Hollywood TV หนึ่งในผู้ให้บริการดูหนังออนไลน์แบบออนดีมานด์ ประกาศทุ่มเงิน 400 – 500 ล้านบาทในปีนี้ เพื่อซื้อลิขสิทธิ์หนัง รวมถึงจับมือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจาก Silicon Valley ส่งนวัตกรรมใหม่ DOT อุปกรณ์เชื่อมต่อโทรทัศน์ แต่ขณะนี้ยังเปิดราคาไม่ได้ เพราะจะต้องคุยกับ กสทช. ก่อน

ลุยวิดีโอออนดีมานด์ต่อ ราคาเดิม แต่เพิ่มความคมชัด 4K เสียง surround 5.1

เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ Hollywood TV ที่เปิดให้บริการ นับเป็นอีกหนึ่งผู้นำในวงการนี้ เพราะ Hollywood TV บอกว่าครองส่วนแบ่งการตลาดไปกว่า 40% คือมียอดสมาชิกถึง 150,000 คน และได้ชมหนังไปแล้วกว่า 20 ล้านครั้ง แน่นอนว่าความสำเร็จมาจากการมีคอนเทนต์ที่ตอบความต้องการจาก 6 ค่ายหนังดังจาก Hollywood เช่น วอร์เนอร์ บราเธอร์ส, ทเวนตี้เซ็นจูรี่ฟ๊อกซ์, โซนี่พิคเจอร์ส, พาราเมาท์ พิคเจอร์ และรวมไปถึงหนังจีนคลาสสิก หนังเกาหลี ซีรีย์ การ์ตูนดิสนีย์

สิ่งที่ Hollywood TV มุ่งมันทำคือ คุณภาพความคมชัดของภาพและเสียง แม้ว่าผู้ชมยุคใหม่จะไม่ได้ใช้ ทีวี จำนวนมากเหมือนในอดีต แต่ Hollywood TV ต้องการดึงภาพครอบครัวกลับมาอีกครั้ง เพราะฉะนั้นจึงทำให้เพดานของภาพต้องคมชัดถึง 4K และเสียงระบบ Surround 5.1 ทั้งนี้ลูกค้าสามารถปรับความคมชัดได้ตามความเหมาะสมของความเร็วอินเตอร์เน็ต แต่ Hollywood TV ก็เน้นว่าสามารถชมวิดีโอ HD ได้ด้วยความเร็วเน็ตไม่เกิน 2 Mbps เพระใช้การส่งข้อมูลแบบใหม่ที่เรียกว่า Adaptative Birate มาร่วมในครั้งนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบจุดเด่นเรื่องภาพและเสียงกับค่ายอย่าง iflix จะเห็นความแตกต่างมาก เพราะ iflix บอกชัดว่า ไม่เน้นความคมชัดของภาพ เพราะแค่เพียง 720hd ถือว่าเพียงพอแล้ว เนื่องจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ดูผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

ไฮท์ไลท์คือ DOT แต่ดูเหมือนจะติดประกาศ กสทช.

ตัวเอกของ Hollywood TV รอบนี้คือ DOT ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะเป็นอุปกรณ์ Hardware มาตอบโจทย์การดูทีวี จากการได้สัมผัสเบื้องต้น การใช้งานคล้ายกับ Chromecast แต่ต่างกันที่ระบบ เพราะ DOT ตัวนี้จะมีคุณสมบัติ เช่น

  • ดู TV digital ได้ รวมถึง Cable TV กว่า 50 ช่อง
  • ดูหนังได้มากกว่า 2,000 เรื่อง
  • เป็นออนดีมานด์ ดูตอนไหนก็ได้
  • มี 5 ช่อง Exclusive Original Content (แต่ยังไม่เปิดเผยว่ามีช่องไหนบ้าง)
  • มาพร้อมกับรีโมทที่ดูหรู เรียบ ออกแบบให้รองรับประสบการณ์ใหม่ๆ ในการใช้งาน
DOT อุปกรณ์เชื่อมต่อโทรทัศน์ของ Hollywood TV

แต่ทั้งนี้ รายละเอียดของ DOT ที่จะออกสู่ตลาดเปิดเผยไม่หมด นายพิรุฬห์ พิหเคนทร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอลลีวูด มูฟวีส์ เอจี ให้สัมภาษณ์ว่า “หลังจากที่ กสทช. ประกาศข้อกำหนดผ่าน ราชกิจจานุเบกษา ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยเฉพาะเรื่องราคา เดี๋ยวต้องไปคุยกันก่อน แต่ที่แน่นอนคือ DOT จะออกสู่ตลาดในไตรมาสที่ 3 ปีนี้”

ดูหนังผ่านทีวีต้องเร็ว ไม่ต้องรอ 4 วินาทีเหมือนในอดีต แต่แค่ 0.1 วินาทีเท่านั้น

รอบนี้ Hollywood TV ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจาก Silicon Valley สหรัฐอเมริกา ชื่อว่า “eyeIO” เป็นบริษัทด้านสตรีมมิ่งระดับโลก จะเข้ามาช่วยในการนำเทคโนโลยีในการบีบอัดข้อมูล ทำให้ได้ภาพและเสียงที่คมชัดซึ่งเป็นจุดเด่นที่ Hollywood TV เน้นอยู่แล้ว

ปัจจุบันนี้ถ้าเราเปิดทีวีดู และเปลี่ยนช่อง เวลาในการเปลี่ยนแต่ละช่องจะอยู่ที่ 4 วินาที แต่ Hollywood TV บอกว่าช้าไป จากความร่วมมือกับ eyeIO ครั้งนี้จึงได้พัฒนาระบบหลังบ้านที่ทำให้เหลือเวลารอเพียง 0.1 วินาที เรียกได้ว่าเปลี่ยนช่องแบบ Real Time หรือแทบจะไม่ต้องรอกันเลยทีเดียว

ปีนี้ลงทุนเพิ่มหลักร้อยล้าน ขยายฐานในไทยและเยอรมนี

แม้ว่า กสทช. มีท่าทีจะเข้าควบคุมบริการเหล่านี้มากขึ้น แต่ Hollywood TV บอกว่าไม่มีปัญหาและยินดีให้ควบคุม ปีนี้ Hollywood TV เลยวางแผนขยายทั้งฐานลูกค้าไทยและต่างประเทศอย่างในเยอรมนีที่เป็น Head Quarter ของบริษัท และจะใช้เงินลงทุนประมาณ 400 – 500 ล้านบาท

ในไทยจากเดิมที่มีสมาชิกอยู่ 150,000 คน Hollywood TV บอกว่าคิดเป็น 40% ของส่วนแบ่งตลาด ปีนี้จะเพิ่มให้เป็น 300,000 คนให้ได้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Hollywood TV เชื่อมั่นว่าทำได้ เพราะปีนี้ไม่ได้ลุยแค่คอนเทนต์ แต่ได้ส่งสินค้าอย่าง DOT มาด้วย (แม้ว่าจะยังติดประกาศ กสทช. ก็ตาม) มากกว่านั้นด้วยความแข็งแกร่งของพาร์ทเนอร์ต่างประเทศมากมายจึงทำให้มีความมั่นใจสูง

ส่วนในเยอรมนี เดือนกันยายนปีนี้ Hollywood TV จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเยอรมนีเพื่อระดมทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจในประเทศต่างๆ ในยุโรป อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้น่าจะทำกำไรได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hollywood-tv-dot/

เรียนรู้และเข้าใจ 5G แบบง่ายๆ กับเหตุผลที่ต้องจัดประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้า

เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยี 5G กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ IoTs กลายเป็นกระแส Talk of the Town ในเวลานี้ นั่นแสดงว่า การจะทำให้สิ่งของต่างๆ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ หรือแม้แต่การใช้งานอื่นๆ 5G คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญ

ในงาน Unlock 5G Spectrum towards sustainable Thailand 4.0 มีการหารือเกี่ยวกับ 5G อยู่หลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือ การทำความเข้าใจ 5G แบบง่ายๆ โดย เอมมานูเอลา เลคคี หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ จาก GSMA

เข้าใจและเตรียมพร้อมสำหรับ 5G

ใครที่ใช้งาน 3G และ 4G มาแล้ว คงจะรู้วา่มันคือการขยายช่องสัญญาณให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตไร้สายสามารถรองรับปริมาณข้อมูลได้มากๆ หรือ “เร็วขึ้น” นั่นเอง โดย 4G นั้นหากไม่มีการแชร์ใช้งาน อาจวิ่งด้วยความเร็วได้สูงหลายร้อยเมกะบิตต่อวินาที

แต่สำหรับ 5G คือความเร็วที่ระดับ 1กิกะบิตต่อวินาที (1Gbps) และมีความเสถียรอย่างมาก เพื่อให้สามารถใช้งานใน IoTs ได้ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย ความแม่นยำ และการไปถึงจุดหมายปลายทาง รวมถึงการใช้งาน IoTs อื่นๆ ในอนาคตที่ต้องการการทำงานแบบอัตโนมัติ

แต่การใช้งานโดยรวมแล้ว ยังไงก็ต้องผสานรวมกับ 4G เพื่อช่วยให้การเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพสูงสุด ถือว่า 5G จะมาเปลี่ยนรูปแบบของอุตสาหกรรมจากเดิม

ในปี 2012 มีการใช้งาน IoTs ทั่วโลก 142 ล้านการเชื่อมต่อ แต่ในปี 2020 จะมีเพิ่มเป็น 975 ล้านการเชื่อมต่อ ที่สำคัญการเชื่อมต่อจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ขณะที่การใช้งานข้อมูลผ่านโมบายทั่วโลกเมื่อปี 2014 อยู่ที่ 2.6EB ต่อเดือน (EB คือ Exabyte = ประมาณพันล้านกิกะไบต์) และจะเพิ่มเป็น 15.9EB ต่อเดือนในปี 2018

เตรียมรองรับ 5G ประเทศไทยต้องวางแผน เตรียมประมูลคลื่นล่วงหน้า

5G คือเทคโนโลยีใหม่ และจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ใหม่ที่มีขนาดแบนด์วิธกว้างมาก (เทียบได้กับถนนขนาดใหญ่) ซึ่งมีการมองไว้ 3 ย่าน คือ ต่ำกว่า 1GHz, 1-6GHz และ สูงกว่า 6GHz ขึ้นไป เป็นหนึ่งในเหตุผลว่า ทำไมประเทศไทยควรมีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ และควรกำหนดให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ล่วงหน้า

อันดับแรก ไทยต้องจัดสรรย่านความถี่เพื่อใช้ในกิจการโทรคมนาคม โดยต้องกำหนดไว้ในแผนจัดสรรคลื่นความถี่ จากนั้นควรกำหนดให้มีการประมูลล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเตรียมความพร้อมทางการลงทุนและทำแผนธุรกิจ และยังเป็นผลดีกับบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะได้มั่นใจว่าอนาคตจะมีคลื่นความถี่มารองรับนวัตกรรมใหม่ๆ

“นี่คือความท้าทายของรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลอย่างยิ่ง คลื่นความถี่ที่จะใช้เป็นกุญแจสำคัญที่ต้องมีการกำหนดแผนจัดสรรคลื่นความถี่”

5G กับความเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เกิดในต่างประเทศ

หากเป็นไปตามแผน 5G จะสร้างการเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้านสำคัญ คือ สร้างการเชื่อมต่อที่ไม่จำกัด, สร้างสรรค์นวัตกรรมทางเศรษฐกิจ, ขยายพลังอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, สร้าง IoTs และปฏิรูปอุตสาหกรรมทั้งทางกว้างและทางลึก

ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย มีแผนคลื่นความถี่สำหรับ 5 ปี และมีการรีวิวเพื่อจัดพิมพ์ใหม่ทุกปี เพื่อดูว่ามีความต้องการใช้งานคลื่นความถี่ในด้านใดบ้าง เช่นเดียวกับ นิวซีแลนด์ ที่มีการทำแผน 5ปี และมีการรีวิวเป็นประจำทุกปี มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นแผนที่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน

ERICSSON เริ่มทดลองให้บริการ 5G แล้ว 2 ย่านความถี่

ในงานนี้ทาง ERICSSON ระบุว่า เวลานี้ ITU ยังไม่กำหนดคลื่นความถี่สำหรับเทคโนโลยี 5G อย่างเป็นทางการ แต่ผู้ผลิตทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่าน 3-6GHz ซึ่งมีขนาดแบนด์วิธใหญ่มากพอที่จะรองรับข้อมูลปริมาณมากๆ ได้ อีกย่านคือ 28GHz และทำให้ต้องใช้เทคโนโลยีในการส่งคลื่นแบบใหม่ แต่ก็เป็นระยะทางไม่เกิน 1 กิโลเมตร

สำหรับประเทศที่มีการทดลองใช้งานแล้ว เช่น เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และจีน โดยทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ระบุว่าจะเริ่มต้นใช้งาน 5G อย่างเป็นทางการในปี 2020 หรืออีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/what-is-5g-gsma/

โลกยุค 5G และ IoTs อยู่อย่างไรให้ปลอดภัย

บทความโดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.

เทคโนโลยีนำมาซึ่งความสะดวกสบายในชีวิต เทคโนโลยีการสื่อสารทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกมุมโลกทำให้คนที่แม้จะอยู่คนละทวีป พบปะและสื่อสารกันได้บนโลกออนไลน์ โดยไม่ต้องไปมาหาสู่กันจริงๆ ทำให้เราสามารถค้นหาสินค้าจากต่างประเทศและสั่งซื้อพร้อมชำระเงินออนไลน์ แล้วรอรับสินค้าที่จะถูกส่งมาถึงบ้าน ระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อข้อมูลอย่างกว้างขวางนี้ จึงถูกขนานนามว่า อินเทอร์เน็ตของข้อมูลข่าวสาร และผู้ที่ใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตก็คือคนเรานั่นเอง

หลายปีที่ผ่านมา นอกจากการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างคนกับคนเริ่มมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างคนกับสิ่งของ หรือสิ่งของกับสิ่งของ จนเรียกกันว่า อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งหรือไอโอที (Internet of Things) ตัวอย่างเช่น กล้องวงจรปิดหรือเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านที่เราสามารถควบคุมทางไกลด้วยอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือหรือแม้แต่การขับเคลื่อนของรถยนต์ไร้คนขับ เป็นต้น

แต่ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายที่ยังมีข้อจำกัด ทำให้การเชื่อมต่อสิ่งของต่างๆ มักทำได้ดีเฉพาะการเชื่อมต่อเครื่องใช้ประจำที่ผ่านอินเทอร์เน็ตประจำที่ซึ่งวางสายเข้าสู่บ้านหรือสำนักงาน หากจะมีการเชื่อมต่อสิ่งของต่างๆ มากมายจริง เราต้องออกแบบโครงข่ายไร้สายให้รองรับปริมาณการสื่อสารขนาดมหาศาลและหนาแน่นในทุกพื้นที่และต้องรองรับการตอบสนองได้ฉับไว เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนเราต้องการความเร็วสูงขึ้นเรื่อยๆ

เทคโนโลยี 4G ไม่สามารถรองรับความต้องการลักษณะนี้ได้ แต่ 5G ที่กำลังจะมาถึง ได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว หากเราควบคุมรถยนต์ผ่านระบบ 4G ซึ่งมีความหน่วงในการตอบสนอง (Latency) จะเกิดอุบัติเหตุมากมายบนท้องถนน แต่ผลการทดลอง 5G ในปัจจุบันสามารถลดความหน่วงของสัญญาณไปกลับหนึ่งรอบเหลือเพียงสองในพันส่วนของวินาที ทำให้สามารถควบคุมอุปกรณ์ทางไกลได้ฉับไวเกือบเหมือนควบคุมด้วยมือของเราเองการผ่าตัดทางไกล การกู้ภัยในพื้นที่อันตรายจะปลอดภัยยิ่งไปกว่าในปัจจุบัน

ดูเหมือนไอโอทีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเรามีคุณภาพดียิ่งขึ้น เราจะมีระบบบ้านอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ จนหลายคนเฝ้ารอการมาถึง แต่ทุกเรื่องราวก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ที่ผ่านมาอินเทอร์เน็ตของข้อมูลทำให้เยาวชนเข้าถึงการพนันออนไลน์ แหล่งยาเสพติด และสื่อลามก ผู้ก่อการร้ายเข้าถึงความรู้ในการสร้างอาวุธทำลายล้างชีวิต คนบางกลุ่มใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างข่าวลวงหรือใส่ร้ายคนอื่น มิจฉาชีพสวมรอยเพื่อแฮ็กบัญชีธนาคารหรือบัญชีเครือข่ายสังคมออนไลน์ การหลอกลวงและการฉ้อโกงผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นข่าวที่พบได้ทุกวัน

แล้วในยุค 5G ไอโอที จะแย่ไปกว่าปัจจุบันได้ขนาดไหน จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนร้ายจะหลอกลวงอุปกรณ์ต่างๆ ด้วย ไม่เพียงแต่หลอกลวงคนอย่างในปัจจุบัน

ในการประชุม Mobile World Congress 2017 เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการพูดถึงระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก ผู้บริหาร SoftBank เล่าว่า พนักงานของบริษัทคนหนึ่งนัดทานอาหารเที่ยงกับภรรยา ขณะนั่งรอภรรยาในร้านก็ใช้เวลาว่างทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยของกล้องวงจรปิดสาธารณะ เพียงแค่ช่วงเวลาก่อนภรรยาเดินทางมาถึงเขาแฮ็กกล้องวงจรปิดได้หนึ่งล้านสองแสนตัว

ภาพจาก Pixabay.com

และในการประชุมดังกล่าวได้มีการสาธิตการแฮ็ก BabyCam (กล้องวงจรปิดเฝ้าดูทารก) กาต้มน้ำ และเครื่องทำกาแฟ โดยใช้เวลาไม่กี่วินาที โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เราท์เตอร์อินเทอร์เน็ตตามบ้านหลายร้อยล้านเครื่องทั่วโลกถูกแฮ็กได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเราท์เตอร์ที่ติดตั้งมานานและไม่มีการอัพเดทเฟิร์มแวร์เพื่ออุดช่องโหว่เรื่องความปลอดภัย ทำให้คนร้ายแฮ็กอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่อได้ไม่ยาก

การแฮ็กโดยทั่วไปมีเป้าหมายสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มบุคคลสำคัญ มีชื่อเสียง หรือฐานะดี เพื่อล้วงความลับหรือเจาะข้อมูลลับต่างๆ หรือขโมยทรัพย์สินทางออนไลน์ อย่างเช่น กรณีวิกิลีกส์เผยแพร่ข้อมูลว่าหน่วยสืบราชการลับบางประเทศบันทึกเสียงสนทนาภายในบ้านของเหยื่อผ่านสมาร์ททีวีที่ปิดอยู่ และจริงๆ แล้วในกรณี BabyCam คนร้ายสามารถบันทึกวิดีโอได้ด้วย

เนื่องจากการแฮ็กแต่ละครั้งต้องใช้ทรัพยากรและเวลา คนร้ายจึงจะไม่เสียเวลาทำแบบนี้กับประชาชนทั่วไป เพราะประโยชน์ตอบแทนไม่คุ้มค่า แต่คนทั่วไปก็เป็นเป้าหมายกลุ่มที่สอง เพราะระบบรักษาความปลอดภัยมีช่องโหว่ โดยหลักแล้วคนร้ายจะแฮ็กอุปกรณ์อะไรก็ได้ชิ้นแรกแล้วใช้เป็นเกตเวย์ในการแฮ็กอุปกรณ์ที่เหลือทั้งหมดในบ้านแล้วสร้างทราฟฟิคไปโจมตีเซิร์ฟเวอร์หรือเว็บไซต์เป้าหมายอีกชั้นหนึ่ง เรียกว่าการโจมตีแบบดีดอส (Distributed Denial of Service) ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายพร้อมๆ กันจากอุปกรณ์ทั่วโลกหลายล้านชิ้นยากต่อการหาต้นตอการโจมตี

ภาพจาก Pixabay.com

แล้วใครต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ในอดีตเวลาเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัส เราจะโทษผู้ใช้งาน ไม่มีใครกล่าวโทษผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ หรือกล่าวโทษเจ้าของระบบปฏิบัติการ เพราะความเสี่ยงในการติดไวรัสมักจะมาจากพฤติกรรมการใช้งาน ผู้บริโภคต้องติดตั้งโปรแกรมตรวจฆ่าไวรัสเอง แต่ในกรณีเครื่องทำกาแฟอัจฉริยะหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ผู้บริโภคก็เพียงแต่ใช้งานตามคู่มือการใช้งานตามปกติ หรือรถยนต์ไร้คนขับ ผู้โดยสารก็นั่งเฉยๆ ไม่ได้ควบคุมรถ หรือมีพฤติกรรมแผลงๆ แต่อย่างใด จะให้เป็นผู้รับผิดแบบเดิมๆ ได้อย่างไร ดังนั้น ในโลกยุคไอโอที อุปกรณ์ทุกชิ้นต้องถูกฝังระบบรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Security by Design) และกรณีที่พบช่องโหว่ต้องมีการออก patch หรืออัพเดทเฟิร์มแวร์อัตโนมัติ เพราะในอนาคตแต่ละบ้านอาจมีอุปกรณ์ไอโอทีนับร้อยชิ้น การจะให้ผู้บริโภคคอยอัพเดทเฟิร์มแวร์เองทุกชิ้นในแต่ละเดือน ก็คงไม่เหลือเวลาไปทำอะไรอื่นอีก นอกจากนี้อาจต้องมีการทำประกันภัยที่เกิดจากการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย และต้องวางแนวทางในการกำหนดผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งเกี่ยวข้องกับหลายบริษัท เช่น ผู้ผลิตชิพ ผู้ผลิตตัวอุปกรณ์ ผู้ผลิตซอฟต์แวร์หรือแอพ ผู้รับผิดชอบระบบสื่อสาร และผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ เป็นต้น

ประเด็นที่ต้องคุ้มครองผู้บริโภคในยุคไอโอที ยังมีเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล เพราะธุรกิจจะใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analysis) เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้สามารถวิเคราะห์โปรไฟล์ของผู้บริโภคแต่ละคน จนบางครั้งรู้ดีกว่าตัวผู้บริโภคคนนั้นเสียอีก และหากมีการรั่วไหลหรือลักลอบขายข้อมูล ก็จะเกิดผลเสียรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ จึงต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลและใช้ประโยชน์ข้อมูลส่วนบุคคล และต้องยึดหลักการพื้นฐานว่า การใช้ประโยชน์อื่นใดจากข้อมูล ต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลเสมอ

ภาพจาก Pixabay.com

ในส่วนประเด็นความเป็นส่วนตัว ต่อไปเราอาจพบเห็นโดรนบินเต็มท้องฟ้า หากไม่มีการกำกับดูแล โดรนจะสามารถรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของแต่ละบ้านได้ไม่ยาก และอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ ในบ้านที่เราติดตั้งเพื่อดูแลความปลอดภัย ก็ใช้เป็นเครื่องมือระบุว่ามีใครอยู่ในห้องไหนหรือบ้านไหนหรือไม่ กำลังนั่ง ยืน หรือนอนอยู่ หรือแม้แต่สมาร์ทมิเตอร์ก็อาจบอกได้ว่าในบ้านมีคนอยู่หรือไม่ ส่วนอุปกรณ์พกพาติดตัว (Wearable Device) ก็ใช้ระบุตำแหน่งผู้ใช้งานได้ คนร้ายจึงสามารถใช้ติดตามเรา หรือใช้ตัดสินใจบุกเข้าบ้านเราเวลาปลอดคนก็ได้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เพราะต่อให้ระบบรักษาความปลอดภัยดีเพียงใด แต่หากเราเป็นผู้มอบกุญแจ หรือเป็นผู้ไขประตูให้คนร้ายเข้ามาในระบบ ย่อมต้องรับผิดชอบตัวเอง สิ่งที่ผู้บริโภคต้องตระหนักคือการสร้างนิสัยในการใช้งานอย่างปลอดภัย และการไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญแก่ใครๆ ซึ่งในปัจจุบันคนร้ายนิยมใช้เทคนิค Social Engineering มากกว่าการแฮ็กข้อมูล เพราะการหลอกให้เราเปิดเผยข้อมูลนั้น ใช้หลักจิตวิทยาในการหลอกลวงโดยไม่ต้องเชี่ยวชาญด้านเทคนิคเหมือนการแฮ็ก การส่งอีเมลหลอกลวง การสร้างหน้าเว็บปลอม การสวมรอยเป็นคนที่เรารู้จัก การสร้างข้อมูลข่าวสารเท็จ หรือแม้แต่การโทรมาหลอกแบบแก๊งค์คอลล์เซ็นเตอร์ คือรูปแบบต่างๆ ที่จะหลอกลวงให้เราเปิดเผยข้อมูลออกไปด้วยตัวเราเอง กรณีการเจาะภาพลับของดาราฮอลลีวู้ดที่เก็บบนระบบคลาวด์นั้น ส่วนใหญ่เกิดจาก Social Engineering ไม่ใช่การแฮ็กขั้นเทพแต่อย่างใด

ในยุค 5G และไอโอที ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมรับผิดชอบและร่วมมือกัน เพื่อให้การใช้งานเกิดความปลอดภัยมากที่สุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5g-iot-to-be-safe/

โครงข่าย AIS 2100 ครอบคลุมที่สุด 98.7% เตรียมอีก 4 หมื่นล้านจัดหนักต่อปีนี้

กสทช. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือ และคลื่นความถี่ 2100MHz ต้องลงทุนติดตั้งโครงข่ายครอบคลุม 80% ของประชากรใน 4 ปี นับจากรับใบอนุญาต 7 ธ.ค. 2555 ซึ่งผลสำรวจล่าสุดได้ออกมาแล้ว

 

ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายที่ได้รับใบอนุญาต คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค หรือ AIS, บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต หรือ dtac และ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น หรือ TrueMove H ผ่านตามข้อกำหนดโดย

AIS มีโครงข่ายครอบคลุม 98.72% ของประชากร

dtac มีโครงข่ายครอบคลุม 86.02% ของประชากร

TrueMove H มีโครงข่ายครอบคลุม 81.40% ของประชากร

อ้างอิงจาก http://nbtcrights.com/agenda/8197

ทั้งนี้ AIS ได้เตรียมงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เพื่อเร่งพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้กล่าวในการแสดงวิสัยทัศน์ AIS VISION 2017 เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น ทั้งด้านคอนเทนต์ และเทคโนโลยี Internet of Thongs หรือ IoTs

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-2100-network-coverage/

วิเคราะห์ก้าวต่อไป Voice TV ถ้า Go Online ก็ติดค่า License ทีวีดิจิทัล อยู่ที่เดิมก็เจอการเมือง

เรียกว่าเป็นวิบากกรรมของคนทำทีวีดิจิทัลจริงๆ เพราะถ้าไม่ใช่ช่องที่มีเรตติ้ง 5-6 อันดับแรก โอกาสที่โฆษณาจะเข้าก็ค่อนข้างยาก และยิ่ง Voice TV ที่ไม่ได้มีเรตติ้งสูงขนาดนั้น แถมยังโดนสั่งปิดช่องไปอีก 7 วัน ก็สร้างความเสียหายกับธุรกิจไปเต็มๆ

เนื้อหายั่วยุปลุกปั่น กับปัญหาเดิมๆ

สาเหตุการถูกปิดช่อง 7 วัน ของ Voice TV นั้นมาจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติให้พักใบอนุญาตเป็นเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2560 เนื่องจากรายการที่ออกอากาศของ Voice TV เช่นใบตองแห้งออนแอร์, In Her View และ Overview มีเนื้อหาปลุกปลั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างความเสียหายแก่ราชอาณาจักรไทย ที่สำคัญการผิดครั้งนี้ยังเป็นการผิดซ้ำ หลังจากปี 2559 กระทำความผิดด้วยประเด็นนี้ถึง 10 ครั้ง และปีนี้อีก 2 ครั้ง โดยระยะเวลา 7 วันนั้นถือเป็นโทษขั้นต่ำในการพักใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

ในทางกลับกัน ทาง Voice TV ได้ออกแถลงการณ์ของการถูกพักใบอนุญาตทันที มีเนื้อความว่า ได้ทำหน้าที่ตามพื้นฐานวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด และถึงจะมีเนื้อหาที่เห็นแตกต่าง แต่ไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงแต่อย่างใด พร้อมกับให้ความร่วมมือต่ออนุกรรมการผังรายการของกสทช. และหารือกับคสช. อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เนื้อหาเหมาะสม แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น Voice TV ก็จะปรับการออกอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผู้สนใจสามารถรัชชมผ่าน voicetv.co.th และ Facebook ของ Voice TV ได้

เทปรายการที่มีปัญหา จนถูกระงับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

ถึง Go Online ก็ติดหล่มค่าใบอนุญาต

หากเคยรับชมช่อง Voice TV คงจะทราบกันดีว่าเป้าหมายของช่องนี้คือกลุ่ม Smart Working People หรือกลุ่มคนทำงานอายุ 22-39 ปี ที่เป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศในตอนนี้ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวต่างรับข่าวสารผ่านช่องทาง Online อยู่แล้ว และน่าจะเหมาะสมหาก Voice TV มุ่งหน้าพัฒนาช่องทาง Online ให้เต็มรูปแบบยิ่งกว่าเดิม แต่ด้วยปัญหาเรื่องค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 1,330 ล้านบาท ที่ต้องผ่อนจ่ายไปเรื่อยๆ และค่าโฆษณาจากช่องทางดิจิทัลยังไม่สามารถเติมเต็มได้ ประกอบกับถ้าหยุดออกอากาศช่องทางทีวีดิจิทัลไปเลย ก็คงไม่ใช่เรื่องทีถูกต้อง เพราะต้องจ่ายค่าใบอนุญาตอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม Voice TV มีการออกอากาศคู่ขนานระหว่างช่องทางทีวีดิจิทัล กับ Online อยู่แล้ว จึงไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพียงแค่หยุดออกอากาศฝั่งทีวีดิจิทัลเท่านั้น โดยการนำเสนอข่าวก็ยังมีพนักงานที่ป้อน Content ใหม่ๆ เข้ามาตอลด เน้นที่เรื่องสังคม, การเมือง, ต่างประเทศ และเศรษฐกิจ แต่เนื้อหาที่นำเสนอจะปรับให้เข้ากับโลก Online มากขึ้น ที่สำคัญทางช่องไม่มีการปลดผู้ดำเนินรายการแต่อย่างใด เพราะต้องการรักษาคุณภาพของเนื้อหา และยังเตรียมยื่นเอกสารแก่ศาลปกครอง, ศาลแพ่ง รวมถึงกสท. เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมของกรณีนี้ด้วย

ห้องข่าว Al Jazeera ภาพโดย Wittylama (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, via Wikimedia Commons

ต้องเลือกระหว่างยื้อ หรือหยุดออกอากาศ

โดยส่วนตัวมองว่าการออกอากาศทางช่องทีวีดิจิทัลของ Voice TV อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะเมื่อวางเนื้อหาให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่ตอนนี้แทบจะไม่ได้รับชมทีวีดิจิทัล และเสพสื่อจากช่องทาง Online ไม่ว่าจะเป็น Social Media หรือเว็บไซต์สำนักข่าว Online ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ดังนั้น Voice TV คงต้องเลือกระหว่างการปรับเนื้อหาให้มีความต่างน้อยกว่าเดิม เพื่อรับกับความต้องการของคสช. และสร้างโอกาสหารายได้จากค่าโฆษณาทางทีวีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นก็คงออกๆ หยุดๆ แพร่ภาพเช่นนี้ไปตลอด

ขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ Voice TV ที่ติดปัญหาเรื่องนี้ เพราะยังมีทีวีดิจิทัลช่องข่าวอีก 6 ช่อง ที่คงอยากเสนอเนื้อหาข่าวสารเชิงลึก แต่ก็ต้องปรับภาพรวมของข่าวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงต้นทุนการทำข่าวนั้นค่อนข้างสูง และมีโอกาสสร้างรายได้น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการผลิตรายการ หรือละคร ที่ผู้บริโภคชาวไทยชื่นชอบ และก็มีโฆษณาลงมาจำนวนมาก ดังนั้นหากยังอยากให้รายการข่าวในประเทศไทยพัฒนาขึ้น และเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้อยู่ การปลดล็อคเรื่องเนื้อหา และการนำเสนอที่แตกต่าง น่าจะช่วยให้ข่าวแค่มี กลายเป็นข่าวต้องดี อย่างที่ นารากร ติยายน ผู้สื่อข่าวสาวเคยว่าไว้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/voicetv-shutdown-for-week/

รายได้จากอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือกำลังลดลง ค่ายมือถือควรทำอย่างไรเพื่อพลิกโฉมธุรกิจจากเดิม

บทความโดย กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

Mobile World Congress ที่ผ่านพ้นไป นอกจากจะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น 5G, IoT, Smart cities, AR/VR และอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจคือ การนำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่และทางออกที่เป็นไปได้ ซึ่งอาจพลิกโฉมรูปแบบทางธุรกิจของค่ายมือถือทั่วโลก

เป็นครั้งแรกที่สมาคมผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSMA มีประธานเป็นชาวเอเชีย คือ Mr. Sunil Bharti Mittal จากอินเดีย ซึ่งได้แถลงถึงสภาพการณ์และทิศทางของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า ในปัจจุบันผู้ใช้บริการเพิ่มในอัตรา 7% ต่อปี แต่รายได้เติบโตเพียง 3% ส่วนปริมาณการใช้ Data ผ่านมือถือเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนโครงข่ายปีละประมาณสองแสนล้านเหรียญสหรัฐ

หากไม่มีการปรับทิศทางอุตสาหกรรม ต่อไปนำเงินจำนวนนี้ไปฝากธนาคารอาจได้ผลตอบแทนที่ไม่ต่างไปจากการนำมาดำเนินธุรกิจมือถือ แล้วยังมีเวลาเหลือไปทำกิจกรรมอื่นได้อีก

นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมมือถือในสายตาผู้บริโภค ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยาสูบ ทั้งที่มือถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตยุคปัจจุบัน ประธาน GSMA ได้เสนอว่า ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีส่วนหนึ่งมาจากปัญหา Bill Shock จึงต้องมุ่งจัดการปัญหาค่าโรมมิ่งระหว่างประเทศที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการมือถือเมื่อผู้บริโภคเดินทางไปต่างประเทศ

การลงทุนโครงข่ายนั้นผู้ประกอบการต่างค่ายอาจต้องจับมือกันหรือเปิดให้มีการใช้งานโครงข่ายร่วมกัน คล้ายคลึงกับการวางเคเบิ้ลใต้สมุทรที่เป็นการร่วมลงทุนของผู้ประกอบการหลายราย และในบางประเทศอาจมีการควบรวมค่ายมือถือเพื่อให้มีจำนวนที่เหมาะสม รัฐบาลมักมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมมือถือสร้างรายได้เข้ารัฐและมุ่งหวังให้มีการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ที่สวนทางกัน จึงเรียกร้องให้พิจารณาอุตสาหกรรมมือถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล มิใช่เป็นตัวสร้างรายได้มหาศาลโดยตรง จึงควรปรับอัตราค่าธรรมเนียมหรือภาระภาษีให้เหมาะสมกับสภาพอุตสาหกรรมในขณะนี้

อย่างไรก็ดี มีผู้ร่วมเสนอมุมมองที่น่าสนใจ ต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังนี้

ในอดีต อุตสาหกรรมมือถือเชื่อมั่นว่า อนาคตของอุตสาหกรรมจะรุ่งโรจน์ เพราะประชาชนต้องใช้มือถือในชีวิตประจำวัน เสมือนหนึ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ขาดไม่ได้ และคาดหวังว่า เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจากการโทรคุยกัน มาเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ค่ายมือถือจะมีผู้ใช้งานหลายพันล้านคน และจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย อีกทั้งสิทธิ์ในการครอบครองคลื่นความถี่ ทำให้ผู้เล่นอื่นไม่สามารถมาช่วงชิงตลาดได้โดยง่าย

แต่ในความเป็นจริง เมื่อผู้บริโภคใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากขึ้น ค่ายมือถือต้องลงทุนโครงข่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับไปงอกเงยกับผู้ประกอบการ OTT (Over The Top) อย่าง Facebook หรือ Google ประชาชนคิดว่าตนใช้งานบริการของ OTT ต่างๆ มากกว่าใช้งานโครงข่ายมือถือ ซึ่งเป็นเพียงเสมือนถนนหรือท่อรับส่งข้อมูลแบบ Dumb Pipe ในส่วน OTT ก็มีรายได้จากการโฆษณาและมีข้อมูลการใช้งานจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่นำไปต่อยอดทางธุรกิจได้อีกมาก

แม้แต่บริการรับส่งข้อความผ่านมือถือ ก็เปลี่ยนจาก SMS ซึ่งเป็นรายได้ของค่ายมือถือ ไปสู่ Messaging App ต่างๆ และบาง App ได้พัฒนาตนเองไม่ใช่เป็นเพียงบริการสื่อสารข้อความ แต่เป็น Platform ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยรวม เช่น WeChat หรือ Line ซึ่งให้บริการช่องทางสื่อสารกับบริษัทห้างร้านต่างๆ ผ่าน Official Account บริการชำระเงินหรือซื้อสินค้าออนไลน์ บริการข่าว และภาพยนตร์ เป็นต้น แต่หากเกิดปัญหาในการใช้งาน หรือการถูก Hack ข้อมูล ผู้บริโภคมักจะหันมามองค่ายมือถือเพื่อให้รับผิดชอบปัญหาที่พบเจอ

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนโครงข่ายมือถือเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ (Intelligent Network) ไม่ใช่เพียง Dumb Pipe อีกต่อไป อุตสาหกรรมมือถือจึงมีโอกาสที่จะปรับโฉมเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ค่ายมือถือโดยตรง แทนที่รายได้จะวิ่งไปเข้ากระเป๋า OTT ได้แก่ การขายบริการโครงข่ายคุณภาพสูงให้อุตสาหกรรมอื่นๆ โดยตรง ด้วยเทคโนโลยี Network Function Virtualization และ Software-Defined Network หรือแม้แต่การสร้างรายได้จาก Big Data ซึ่งค่ายมือถือต่างมีข้อมูลที่อาจจะมากกว่าข้อมูลที่ OTT มีด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยไม่ละเมิดต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการเปลี่ยนให้โครงข่ายมือถือเป็นเกตเวย์สู่บริการออนไลน์อื่นๆ

ตัวอย่างเช่น แนวคิด Messaging as a Platform (MAAP) เนื่องจากค่ายมือถือมีจุดแข็งเรื่องการดูแลความปลอดภัยและคุณภาพของระบบรับส่งข้อมูล การให้บริการ MAAP แทน OTT จึงน่าจะมีความปลอดภัยและคุณภาพที่ดีกว่า และเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเว็บไซต์แบบเดิมๆ เพราะผู้บริโภคคุ้นเคยกับการสื่อสารแบบบสนทนาผ่านการพิมพ์หรือการคุย (Conversation) มากกว่าการคลิกเมนูและการกรอกข้อมูลต่างๆ ในเว็บเพจ การเป็น Platform จะทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ มาให้บริการผ่าน Official Account และการใช้ Artificial Intelligence อย่าง Chat Bot ในการสนทนากับผู้บริโภคก็จะมีประสิทธิภาพและประหยัดกว่าการประกอบธุรกิจรูปแบบเดิม

สัดส่วนบริการที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงสุดคือ Video Streaming แม้แต่การฟังเพลง ผู้บริโภคก็เปลี่ยนจากการโหลดเพลงมาเก็บในมือถือแล้วเปิดฟัง เป็นการฟังผ่านบริการ Streaming ดังนั้น Premium Content จึงเป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ การควบรวมกิจการระหว่าง AT&T และ Time Warner แสดงให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการ Content ผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยมี User Interface ที่ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน คือ App หรือซอฟต์แวร์ที่เป็นแหล่งรวมบริการต่างๆ ไว้ด้วยกัน

ในประเทศไทย เราเริ่มเห็นผู้ให้บริการมือถือหลายรายเปิดตัวความร่วมมือกับ Premium Content ต่างๆ เพราะนี่คือรูปแบบของการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานในปัจจุบัน

โดยสรุป ข้อเสนอจากฝั่งผู้ประกอบการก็คือ อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ไม่สูงนัก การสร้างรายได้ใหม่ๆ จึงมีความจำเป็น ได้แก่ รายได้จาก Big Data รายได้จากการเป็น Internet Platform รายได้จากบริการ Premium Content และรายได้จากการให้บริการโครงข่ายเฉพาะกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในยุค Intelligent Network

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/revenue-mobile-industry/