คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

แบบนี้ก็ได้เหรอ? TrueVisions ปลดเพิ่มอีก 11 ช่อง สมาชิกเดิมเตรียมคิดหนักจากการถอดครั้งใหญ่!

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นประเด็นดราม่ากันไปพอสมควรที่ทาง TrueVisions ปลดช่องสำคัญๆ ที่เป็นหัวใจของการสมัครสมาชิกระดับสูงของใครหลายๆ คนออกอย่างช่องในตระกูล HBO และช่อง Cinemax (รวม 6 ช่อง) มาวานนี้ นางสาวสุภิญญา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ กสท. ได้ทวีตข้อความถึงกรณีทรู วิชั่นส์ ขอยกเลิก 11 ช่องรายการเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งหากทรูวิชั่นทำสำเร็จจะเท่ากับว่ามีการถอดช่องออกรวมไปได้ถึง 17 ช่องโดยที่สมาชิกยังงงๆ อึนๆ กันอยู่เลย

ทั้งนี้ 6 ช่องแรกที่ขอทำเรื่องถอดถอนโปรแกรมนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยมาตรการเยียวยาลูกค้าแบบงงๆ ด้วยการให้พอยต์เป็น TruePoints เพิ่มเติมแทนนิดๆ หน่อยๆ สำหรับสมาชิกแพลตตินั่ม (ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเข้าใจว่าผู้ใช้แพลตตินั่มจะต้องการพอยต์ 1000 พอยต์นั่น) รวมทั้งอัพเกรดให้สมาชิกได้ดูแพ็คเกจที่สูงขึ้นเป็นเวลา 1 เดือน และให้สมาชิกใหม่ที่ยังสมัครมาไม่ถึง 6 เดือนมีสิทธิ์ยกเลิกหรือดาวน์เกรดโปรแกรมโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการติดตั้งได้ และสมาชิกที่จ่ายล่วงหน้าไปเป็นรายปีแล้วแต่ยังอยู่ในสัญญาไม่ครบ 6 เดือนสามารถขอยกเลิกโดยทำเรื่องของเงินคืนตามจำนวนเวลาที่เหลือได้

อย่างไรก็ตาม การยื่นเรื่องขอถอนเพิ่มอีก 11 ช่องรายการเพิ่มเติมในครั้งนี้ จากทวีตข้อความของนางสาวสุภิญญาระบุว่ายังไม่ได้รับความเห็นชอบจากทาง กสทช แต่อย่างใด เนื่องจากยังคงรอมาตรการการเยียวยาที่ต้องส่งมาให้ทางคณะกรรมการพิจารณาอยู่จากทางทรูวิชั่นก่อน ทั้งนี้ทางทรูวิชั่นกลับมีการถอดถอนบางช่องรายการออกไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้รับการเห็นชอบจากผู้มีอำนาจ โดยทรูวิชั่นให้เหตุผลว่าการถอดถอนในครั้งนี้ไม่ถือเป็นเรื่องผิดกฎแต่อย่างใดเพราะได้มีการแจ้งสมาชิกให้ทราบล่วงหน้าแล้วเป็นเวลามากกว่า 30 วัน (แต่อเล็กซ์เองซึ่งใช้แพลตตินั่มอยู่กลับไม่รู้เรื่องที่จะมีการถอดเพิ่มอีก 11 ช่องเลยแต่อย่างใด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะโทษตัวเองที่อาจไม่สนใจตามข่าวเอง หรือโทษทรูวิชั่นที่ทีเรื่องแบบนี้กลับไม่มีวิธีการแจ้งลูกค้าให้ทราบโดยทั่วถึงกันอย่างชัดเจน)

 

ทั้งนี้ก็คงต้องมาตามดูกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว TrueVisions จะทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ และทาง กสทช เองจะยืนหยัดฝั่งผู้บริโภคด้วยการไล่บี้ผลประโยชน์กลับมาให้กับเหล่าสมาชิกตาดำๆ ที่ผู้บริการแทบไม่เห็นหัวใส่ใจแบบนี้ด้วยวิธีการใด หวังว่าเราคงจะได้ข้อสรุปต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันในเร็ววันนี้

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้จากทวิตเตอร์ @supinya ไปพร้อมๆ กัน

from:https://www.appdisqus.com/2017/02/02/truevisions-requests-to-withdraw-eleven-more-channels.html

Advertisements

กสทช. เสนอ 2 แนวทางเยียวยาผู้บริโภค “ไม่พอใจยกเลิกได้-อยากอยู่ต่อขอราคาเป็นธรรม”

ดูเหมือนเรื่อง TrueVisions ยกเลิก 6 ช่องรายการ HBO จะยังไม่จบง่ายๆ หลังจากผ่านเข้าปีใหม่มาได้หลายวัน ลูกค้าสมาชิก TrueVisions ทดลองดูช่องรายการใหม่ทั้ง 7 แล้ว มีเสียงบ่นออกมาว่า นอกจากไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ แล้ว ช่องรายการใหม่หนังไม่ดีเหมือน HBO ไม่คุ้มค่ากับค่าบริการ

อีกหนึ่งเรื่องร้องเรียนคือ คืนวันที่ 31 ธ.ค. 59 TrueVisions ได้ยกเลิกการออกอากาศก่อนเวลาเที่ยงคืนประมาณ 1 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่า มีเหตุขัดข้องทางเทคนิค

ดังนั้นทาง กสทช. เลยรวบรวมเรื่องทั้งหมดและจัดรับฟังความคิดเห็นกลุ่ม 3 ฝ่าย คือ กสทช. ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิก และผู้บริหาร TrueVisions เพื่อหาทางออกร่วมกันในวันที่ 10 ม.ค. นี้

สุภิญญา เสนอ 2 แนวทางเยียวยาผู้บริโภค

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. บอกว่า วันที่ 10 ม.ค. นี้จะมีการรับฟังความคิดเห็น แต่ กสทช. ได้เสนอ 2 แนวทางเยียวยาผู้บริโภค โดยขั้นต้น TrueVisions ไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าสมาชิกทราบล่วงหน้า ดังนั้นตั้งแต่ 29 ธ.ค. 59 – 29 ม.ค. 60 ไม่ควรคิดค่าบริการกับลูกค้า เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจว่าจะรับบริการต่อไปหรือไม่

สำหรับแนวทางเยียวยาแรก ลูกค้าที่ไม่พอใจและต้องการยกเลิกบริการ ต้องสามารถทำได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และต้องได้รับเงินค่าติดตั้งจาก TrueVision คืนด้วย เนื่องจากไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

แนวทางที่ 2 คือ ลูกค้าที่อยากเป็นสมาชิกต่อแต่รู้สึกว่าราคาไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการยกเลิกช่องรายการไป ทาง กสทช. จะพิจารณาว่าเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา TrueVisions มีการยกเลิกช่องรายการเป็นระยะ

“เรื่องนี้อาจดูเป็นความผิดเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าผิดกฎระเบียบ ต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานในการคุ้มครองผู้บริโภค กสทช. อยากให้ TrueVisions เสนอเข้ามาเองว่าจะสามารถลดราคาค่าบริการได้หรือไม่ ขณะเดียวกันได้ทำการศึกษาด้วยว่า การยกเลิกช่องรายการ HBO ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายการ จะเป็นมูลค่าที่สามารถลดค่าบริการได้เท่าไร”

เตรียมหามาตรการป้องกันผูกขาด

อย่างไรก็ตาม สุภิญญา มองว่า TrueVisions มีลักษณะกึ่งผูกขาดบริการอยู่ เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการทีวีบอกรับสมาชิกรายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ให้บริการรายอื่นๆ พยายามขึ้นมาแข่งขัน เช่น CTH และ GMMZ แต่สุดท้ายการทุ่มเงินทำตลาด แต่มีสมาชิกน้อยราย ก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว

ดังนั้นแนวทางของ กสทช. ในอนาคตคือ การลดการผูกขาดโดยรายใหญ่ เช่น มาตรการ Non-Exclusive Content หรือ Must Offer ซึ่งในต่างประเทศก็ใช้กันอยู่ โดยกำหนดว่าหากมีการซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการ ต้องการันตีจำนวนผู้ชม 60-80% (ตัวเลขสมมติ) หากจำนวนสมาชิกไม่ถึงต้องขายต่อบริการให้รายอื่นๆ ในราคาที่เป็นธรรม เรื่องนี้จะลด exclusive content และประกันการเข้าถึงขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน

อีกแนวทางหนึ่งคือ การสนับสนุน digital platform อื่นๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้มากขึ้น เช่น IPTV, ดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการสตรีมมิ่ง แต่ต้องระวังข้อเสียเรื่องเม็ดเงินจะไหลออกต่างประเทศโดยตรง

สุภิญญา บอกว่า อยากให้ลูกค้าสมาชิกที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนเข้ามาที่ กสทช. 1200 ให้มากๆ เพื่อรวบรวมรายชื่อและจำนวน สร้างน้ำหนักให้กับฐานเสียงสะท้อนให้ กสทช. เห็นว่ามีผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน สุดท้ายหากเรื่องไปถึงศาล ก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

สรุป

เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะคือการสร้างบรรทัดฐานการให้บริการ เพราะเมื่อผู้บริโภคผิดนัดชำระค่าบริการ ผู้ให้บริการสามารถระงับบริการได้ แต่เมื่อผู้ให้บริการจะยกเลิกบริการ (ช่องรายการ) ก็ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หรือหากไม่ปฏิบัติก็ควรมีการเยียวยาผู้บริโภคที่เหมาะสม เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องถึงการใช้อำนาจของ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลในกิจการที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-2-ways-for-consumer-truevisions/

รวมปัญหาที่พบบ่อยของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมในปี 2559

บทความโดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)


ภาพจาก Pexels

ในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมประสบ และมีสถิติเกี่ยวกับการร้องเรียนต่อ กสทช. ซึ่งสะท้อนทิศทางของปัญหาบริการโทรคมนาคมที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ อันเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรจะเรียนรู้เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้น

จำนวนเรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคมในปีนี้ แม้จะยังไม่ครบปีก็ทำลายสถิติเดิม ด้วยจำนวนกว่า 4,200 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีเพียง 2,913 เรื่อง เกือบร้อยละ 50 โดยประเด็นเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มกว่าพันเรื่องนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาบริการคงสิทธิเลขหมาย (ย้ายค่ายใช้เบอร์เดิม) ซึ่งแม้ว่า กสทช. จะกำหนดให้การย้ายค่ายต้องแล้วเสร็จใน 3 วันทำการก็ตาม แต่ผู้บริโภคเกินกว่าครึ่งก็ไม่สามารถย้ายค่ายได้ใน 3 วันหรือถูกปฏิเสธการย้ายค่ายด้วยซ้ำ

หากจำแนกเรื่องร้องเรียนตามประเภทบริการแล้ว เกือบร้อยละ 75 เป็นการร้องเรียนบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รองลงมาคือร้องเรียนบริการอินเทอร์เน็ตร้อยละ 20 และตามมาด้วยปัญหาการตั้งเสาสถานีโทรศัพท์เคลื่อนที่เกือบร้อยละ 3 ส่วนบริการอื่นๆ ที่มีผู้ใช้บริการน้อยก็มีจำนวนการร้องเรียนน้อยลดหลั่นลงมา

แต่หากจำแนกเรื่องร้องเรียนตามกลุ่มปัญหาแล้ว กลุ่มปัญหาที่พบบ่อย 5 อันดับแรก คือ

  1. กลุ่มปัญหามาตรฐานและคุณภาพบริการ (ได้แก่ ปัญหาบริการคงสิทธิเลขหมาย ปัญหาคุณภาพสัญญาณต่ำ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบริการหรือถูกระงับบริการ เป็นต้น) มีสูงถึงกว่าร้อยละ 50
  2. กลุ่มปัญหาการยกเลิกบริการ (ซึ่งรวมถึงปัญหาการปฏิเสธการยกเลิกสัญญา การคิดค่าปรับหากจะยกเลิกสัญญา) มีสูงถึงกว่าร้อยละ 15
  3. กลุ่มปัญหาการคิดค่าบริการผิดพลาด ประมาณร้อยละ 8
  4. กลุ่มปัญหาบริการเสริม (ตัวอย่างเช่น ถูกคิดเงินจากการรับข้อความที่เราไม่ได้สมัครใช้บริการ ยกเลิกบริการประเภทข้อมูลข่าวสารไม่ได้) ประมาณร้อยละ 5
  5. กลุ่มปัญหาการตั้งเสาสถานี ประมาณเกือบร้อยละ 3

เมื่อนำจำนวนเรื่องร้องเรียนมาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการแต่ละประเภทแล้ว พบว่า หากมีผู้ใช้บริการประเภทละ 100,000 คน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่จะร้องเรียนประมาณ 1 คน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะร้องเรียนประมาณ 2 คน และผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะร้องเรียนประมาณ 15 คน โดยสรุปคือ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตพบปัญหามากกว่าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ประจำที่ประมาณ 7 – 15 เท่า

ที่กล่าวมานี้คือปัญหาที่พบจากการร้องเรียนในเชิงสถิติ สำหรับสถานการณ์ของปัญหาสำคัญของผู้บริโภคที่สาธารณชนสนใจ ได้แก่

1. ปัญหาซิมดับจากการหมดสัมปทานของคลื่น 900 MHz ซึ่งแม้ กสทช. จะได้จัดประมูลคลื่นความถี่ แต่ก็จัดประมูลหลังการสิ้นสุดสัมปทาน ทำให้เกิดการสะดุดในการเปลี่ยนผ่านจากการใช้คลื่นในระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาต และยังเกิดปัญหาจากการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี 2G ไปสู่ 3G หรือ 4G ทำให้ผู้บริโภคต้องดิ้นรนเปลี่ยนมือถือให้รองรับเทคโนโลยีใหม่

ในอนาคตประเทศไทยจึงควรมีแผนเตรียมการรองรับการสิ้นสุดสัมปทาน และรองรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัมปทานเป็นกุญแจสำคัญของคำตอบในปัญหานี้

2. ปัญหาการช่วงชิงผู้บริโภคที่ซิมจะดับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยช่องทางบริการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งถือเป็นกลไกการแข่งขันที่สร้างตัวเลือกให้กับผู้บริโภคที่ซิมจะดับ ว่าจะเลือกใช้บริการค่ายไหนดี แต่ปัญหาก็เกิดเพราะมีการเปิดช่องทางย้ายค่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ เพียงรูดหรือเสียบบัตรประชาชนกับเครื่องอ่านบัตร ซึ่งโดยปกติธุรกรรมต่างๆ มักจะต้องมีการเซ็นชื่อพิสูจน์ตัวบุคคลร่วมกับการแสดงบัตรประชาชน จึงเกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของช่องทางดังกล่าวตามมา ทำให้เกิดการปฏิเสธการโอนย้ายจำนวนมหาศาล และเกิดกรณีการใช้บัตรประชาชนโอนย้ายโดยเจ้าของไม่ได้ยินยอม อย่างไรก็ตาม กสทช. ได้ออกแนวปฏิบัติในการย้ายค่ายใหม่ให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มมีผลในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

3. ปัญหาโปรลับจากการช่วงชิงผู้บริโภคที่ซิมจะดับ ทำให้ผู้บริโภคย้ายไปค่ายอื่น ค่ายเดิมก็ดึงดูดผู้บริโภคให้ใช้บริการต่อไป โดยเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมมาก แต่เป็นเงื่อนไขที่ไม่เปิดเผยโดยทั่วไป จึงถูกเรียกว่า “โปรลับ” ซึ่งอาจเข้าข่ายพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันเสรีในตลาดโทรคมนาคม ในหลายประเทศจึงมีการกำกับดูแลพฤติการณ์ที่เรียกว่า Loyalty and Fidelity Discounts and Rebates อย่างไรก็ตาม การเลือกเปิดเผยรายการส่งเสริมการขายแก่ผู้บริโภคเฉพาะที่จะย้ายค่ายเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะ กสทช. กำหนดให้ทุกค่ายต้องเปิดเผยทุกรายการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการได้ตามความสมัครใจ

4. ปัญหาบริษัท ทีทีแอนด์ทีถูกพิทักษ์ทรัพย์ ทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่ไม่ต่ำกว่าสามแสนรายอยู่ในความเสี่ยง บางรายไม่สามารถใช้บริการได้ แต่ยังถูกหักค่าบริการผ่านบัตรเครดิตหรือผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งหากบริษัทจะหยุดบริการ ต้องมีแผนการเยียวยาผู้บริโภค ว่าจะหาบริษัทใดมารับช่วงดูแลผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่วนผู้บริโภคที่ไม่ประสงค์จะให้หักค่าบริการผ่านสถาบันการเงิน ควรต้องติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว หรืออาจจำเป็นต้องถึงขั้นยกเลิกบัตรเครดิตที่ใช้งาน หากไม่สามารถระงับการหักค่าบริการทั้งที่ไม่สามารถใช้บริการได้

5. ปัญหาการสวมรอยเปิดซิมและถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารออนไลน์ ซึ่งเกิดจากความหละหลวมของทั้งค่ายมือถือที่ออกซิมให้กับมิจฉาชีพ ทั้งที่ไม่ได้แสดงบัตรประชาชนตัวจริง และของธนาคารที่ยอมให้รหัสการเข้าถึงธนาคารออนไลน์แก่มิจฉาชีพที่มีซิมใหม่ ทั้งที่ไม่มีการพิสูจน์ตัวบุคคลอย่างรอบคอบ แม้ว่าสุดท้าย ธนาคารจะรับผิดชอบต่อเงินที่ถูกถอนออกไปทั้งหมด แต่ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของการทำธุรกรรมออนไลน์ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวบุคคลให้รัดกุมยิ่งขึ้น ส่วนองค์กรใดจะตัดสินใจใช้ระบบ Biometrics เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลนั้น ควรต้องพิจารณาด้วยว่า หากมีการขโมยข้อมูล Biometrics ได้ จะมีผลเสียต่อเจ้าของข้อมูลเพียงใด และจะมีมาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาอย่างไร เพราะข้อมูล Biometrics ไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนลายเซ็น

6. ปัญหาการแอบขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ค่ายมือถือเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ทำให้สามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้ จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาแม้ผู้บริโภคหลายคนจะสงสัยว่ามีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ จนกระทั่งเกิดกรณีที่ผู้เสียหายรายหนึ่งเผยแพร่หลักฐานข้อมูลการใช้งานมือถือที่ได้มาจากจากระบบของค่ายมือถือ จนค่ายมือถือไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แม้จะมีการไล่พนักงานที่ขายข้อมูลและชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายแล้ว แต่ในเชิงระบบก็ต้องหามาตรการใหม่ในการป้องกันการแอบขายข้อมูลลักษณะนี้อีก และกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางอาญาควรเร่งติดตามว่า กลุ่มอาชญากรใดเป็นผู้ซื้อ และติดตามเส้นทางการเงินของผู้ซื้อและผู้ขายข้อมูล เพื่อทลายขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งในเบื้องต้นมีข่าวว่าอาจเกี่ยวพันกับธุรกิจพนันออนไลน์ และมีการซื้อข้อมูลว่า มีเบอร์มือถือใดโทรไปพนันกับบ่อนคู่แข่งหรือไม่ เพื่อที่จะได้แย่งชิงลูกค้ามาใช้บริการบ่อนของตน เบอร์มือถือที่ทำธุรกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ แม้ผู้เล่นพนันจะไม่ได้เปิดเผยให้ใครทราบ แต่ขอให้รู้ว่าอาจไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

7. ปัญหาการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบปัดเศษ ต่อกรณีปัญหานี้ ทั้ง สปช. และ สปท. ได้เห็นพ้องที่จะคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ต้องเสียค่าบริการในส่วนที่ตนเองไม่ได้ใช้บริการจริง แต่ผู้ให้บริการกลับยังปัดเศษหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรปัดเศษเป็นนาที หรือค่าเน็ตปัดเศษเป็นเมกะไบต์หรือมากกว่านั้น จนกระทั่ง กทค. มีมติให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นในปีที่ผ่านมา คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่เห็นผล และมีความพยายามที่จะให้ทบทวนมติ กทค. เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เรื่องการคิดเงินให้ตรงไปตรงมาแบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมจะต้องรับมืออีกมาก ยิ่งเกิดเทคโนโลยีใหม่ บริการใหม่ ก็จะมีปัญหาใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราควรร่วมมือกันจัดการปัญหาเก่าๆ ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่จัดการได้ เพื่อไม่ให้ทั้งปัญหาใหม่และปัญหาเก่าท่วมทับผู้บริโภคจนต้องอยู่อย่างลำบาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/telecom-consumers-problem-2016/

[กสทช.] เตรียมให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของผู้เปิดเบอร์ใหม่สำหรับการลงทะเบียนซิม

เมื่อไม่นานมานี้ทาง กสทช. ได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนสำหรับ SIM ของผู้เปิดเบอร์โทรรายใหม่จากเดิมที่ทำแค่เพียงการเก็บข้อมูลจากบัตรประชาชนมาเป็นให้ผู้บริการเครือข่ายทำการเก็บลายนิ้วมือของผู้เปิดเบอร์โทรใหม่ด้วย โดยการยืนยันตัวตนสำหรับการเปิด SIM ใหม่ของผู้ใช้บริการนี้นั้นหมายรวมถึงผู้ใช้บริการแบบจ่ายรายเดือนและผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน ซึ่งทาง กสทช. ได้ทำการขีดเส้นตายดังกล่าวนี้ไว้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 ที่จะถึงนี้ครับ

thai-nbtc-logo-600-e

ในส่วนของผู้ใช้รายเดิมนั้นทาง กสทช. ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สมัครใจในการเดินทางไปทำการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือเองครับ ทั้งนี้ทาง กสทช. ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่าการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือดังกล่าวนี้นั้นก็เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานเองอย่างเช่นเรื่องของการใช้งานระบบบริการธนาคารเคลื่อนที่ที่เริ่มจะมีการหลอกลวงเกิดมากขึ้นในสังคมไทยเราเป็นต้น(จากข้อมูลนั้นพบว่าเบอร์โทรที่เปิดใช้บริการทั้งแบบเติมเงินและรายเดือนในไทยนั้นมีสูงถึง 103 ล้านหมายเลขและมีผู้ที่ใช้บริการธนาคารเคลื่อนที่ผ่านมือถือกว่า 14 ล้านราย)

อย่างไรก็ตามแต่แล้วเรื่องที่น่ากังวลใจสำหรับผู้ใช้งานที่ควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการไปสแกนลายนิ้วมือก็คืองานนี้ระบบดังกล่าวจะสามารถเชื่อใจได้มากแค่ไหนเพราะถึงแม้ว่าคุณจะต้องไปสแกนลายนิ้วมือที่ผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ข้อมูลลายนิ้วทั้งหมดนั้นจะถูกเก็บไปที่ Server ของทาง กสทช. แต่เพียงผู้เดียวโดยทาง กสทช. ได้บอกเอาไว้ว่าระบบฐานข้อมูลรายนิ้วมือนี้ได้รับการออกแบบโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ด้วยจำนวนเงิน 15 ล้านบาทครับ(ได้จากการยื่นประมูลงานตามปกติ)

การใช้งานระบบนี้นั้นทางผู้บริการเครือข่ายต้องเป็นผู้ที่จัดทำระบบแสกนลายนิ้วมือขึ้นมาเองเพื่อที่จะเอาไว้เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของทาง กสทช.(โดยทาง กสทช. บอกว่าอาจจะทำการสนับสนุนรายจ่ายในการสร้างระบบนี้ด้วยการลดค่าธรรเนียมบางส่วนให้กับผู้บริการเครือข้าย) ซึ่งตรงจุดนี้แหละครับที่ทำให้น่าสงสัยว่าทางผู้ให้บริการเครือข่ายจะเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของผู้ใช้บริการเอาไว้เองด้วยหรือเปล่า และในช่วงของการส่งข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่ายไปยังฐานข้อมูลของ กสทช. นั้นจะมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ งานนี้เราคงต้องรอดูการตอบรับของผู้ให้บริการเครือข่ายกันต่อไปครับ

ที่มา : Bangkok Post

from:https://notebookspec.com/fingerprint-id-set-to-be-mandatory/375034/

ประกาศ!! เปิดใช้งานซิมการ์ดมือถือใหม่ต้องสแกนลายมือเริ่มกุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ยกระดับมาตรการยืนยันตัวบุคคลผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยประกาศให้ประชาชนที่ต้องการเปิดใช้งานซิมการ์ดใหม่ต้องสแกนลายนิ้วมือ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 เป็นต้นไป

SIM-flashfly

ซึ่งทางกสทช. เห็นว่าการลงทะเบียนด้วยระบบลายนิ้วมือเป็นการยืนยันตัวบุคคลได้อย่างชัดเจนมากกว่าการถ่ายสำเนาหรือรูปบัตรประชาชน รวมถึงเพื่อรองรับการใช้งานด้านการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ(โมบายเพย์เม้นต์) ที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

สำหรับขั้นตอนการลงทะเบียนลายนิ้วมือ เบื้องต้นจะเปิดให้ดำเนินการผ่านศูนย์บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และร้านค้าต่างๆที่จำหน่ายซิมการ์ดทุกแห่ง คาดว่าจะเริ่มจัดซื้อในเดือนมกราคม 2560

แม้ว่าการลงทะเบียนลายนิ้วมือเบื้องต้นนั้นจะบังคับผู้ที่เปิดใช้งานซิมการ์ดใหม่ แต่สำหรับผู้ใช้งานโมบายเพย์เม้นต์ในปัจจุบันราว 14 ล้านเลขหมาย จาก 110 ล้านเลขหมายในตลาด คือกลุ่มเป้าหมายที่ กสทช. ต้องการโน้มน้าวให้มาลงทะเบียนเพิ่มเติมด้วยการสแกนลายนิ้วมือมากที่สุด

ที่มา –  prachachat 

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=165913

ประมูลแล้วเบอร์สวยจาก กสทช.รายได้รวม 57.9 ล้านบาท เบอร์สวย 9 ตัวเหมือนราคา 20 ล้านบาทยังขายไม่ออก

048A2613-(1)

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ผลการประมูลเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เป็นเลขหมายสวย เริ่มต้นเมื่อเวลา 9.09 น. และได้สิ้นสุดลงเวลาประมาณ 11.00 น. โดยมีผู้สนใจประมูลเลขสวยในกลุ่ม Gold รวมทั้งสิ้น 9 เลขหมาย คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 57,968,888 บาท รายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่าย สำนักงาน กสทช. จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน

048A2605

สำหรับเลขหมายที่มีการประมูลในราคาสูงสุด คือ เลขหมาย 09-8888-8888 ในราคาชนะประมูล 8.1 ล้านบาท เลขหมาย 06-5555-5555 ในราคาชนะประมูล 6.9 ล้านบาท เลขหมาย 09-5555-5555 ในราคาชนะประมูล 6,898,888 บาท เลขหมาย 09-7777-7777 ในราคาชนะประมูล 6,070,000 บาท

048A2594

ส่วนเลขหมายที่ชนะประมูลในราคา 6 ล้านบาท มีทั้งหมด 5 เลขหมาย ได้แก่ เลขหมาย 09-0000-0000 เลขหมาย 09-1111-1111 เลขหมาย 09-4444-4444 เลขหมาย 09-6666-6666 และเลขหมาย 06-1111-1111 ขณะที่ 9 ตัวเหมือนราคา 20 ล้านบาท ทั้ง 2 เลขหมาย ประกอบด้วย 08-8888-8888 และ 09-9999-9999 ไม่มีผู้ยกป้ายการประมูล

ในการประมูลในครั้งต่อไปที่คาดว่าจะเปิดประมูลหมายเลขสวย 6 ตัวเหมือน จำนวน 1,388 เลขหมายและ 7 ตัวเหมือน จำนวน 137 เลขหมายในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.2560 ทั้งนี้ จะนำหมายเลขที่เหลือในดารประมูลครั้งนี้ไปร่วมประมูลในครั้งต่อไปด้วย โดยจะยังคงราคากลางการประมูเท่าเดิมคือ เลข 8 ตัวเหมือนที่ 6 ล้านบาท และ 9 ตัวเหมือน ราคา 20 ล้านบาท

สำหรับ เลขหมายที่ไม่มีการเสนอราคาและกสทช.จะนำมาประมูลใหม่ในครั้งหน้าคือ หมายเลข 8 ตัวเหมือน จำนวน 5 เลขหมาย คือ 06-222-2222, 09-3333-3333, 06-3333-3333, 09-2222-2222, 06-4444-4444 และ 9 ตัวเหมือน คือ 08-8888-8888 กับ 09-9999-9999

ที่มา –  nbtc , bangkokbiznews 

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=165907

เค้าโครงของ 5G อนาคตอันใกล้ของการสื่อสารไร้สาย

บทความโดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา
กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพประชาชน

ในปัจจุบัน การสื่อสารไร้สายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสังคมยุคใหม่ การสื่อสารผ่านเสียงเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องพ้นสมัย การสื่อสารผ่านข้อความ ผ่านรูปภาพ และผ่านวิดีโอ เป็นเรื่องปกติในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ทำให้ปริมาณการรับส่งข้อมูลออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และอนาคตในยุค IoT (Internet of Things) อุปกรณ์ต่างๆ นับชิ้นไม่ถ้วนก็จะทำงานเชื่อมโยงผ่านการสื่อสารไร้สายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์พกพาประจำตัวของแต่ละคน ยานพาหนะตั้งแต่รถยนต์จนถึงรถจักรยาน หรือแม้แต่ระบบตรวจวัดต่างๆ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพประจำตัว ระบบสัญญาณไฟจราจร ระบบตรวจวัดมลพิษในสิ่งแวดล้อม ระบบสมาร์ทมิเตอร์ สมาร์ทโฮม รวมถึงกล้องวงจรปิดทั่วเมือง เป็นต้น เราจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และขณะนี้อุตสาหกรรมการสื่อสารกำลังมุ่งมั่นพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อก้าวเข้าสู่ยุค 5G

ในเวที ITU Telecom World 2016 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ องค์กรทางธุรกิจต่างๆ ได้สรุปถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการจริงในท้องตลาดได้ในปี 2020

5g

การออกแบบ 5G จะตอบสนองการใช้งานซึ่งแตกต่างจากยุคก่อน โดยสามารถรองรับการใช้งานที่แตกต่างกันใน 3 ลักษณะ 1) Mobile Broadband ไม่ต่ำกว่า 100 Mbps เช่น การชมวิดีโอคุณภาพสูง การถ่ายทอดรายการต่างๆ 2) การใช้งานที่ต้องตอบสนองการสั่งการในทันที (Critical Machine Communications) ควรมี Latency Time น้อยกว่า 1 มิลลิวินาที อย่างเช่น การผ่าตัดทางไกล การควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัยหรือผจญเพลิง และ 3) การเชื่อมต่อจำนวนมากสำหรับ IoT (Massive Machine Communications ซึ่งในอนาคตอาจมีมากถึง 1 ล้านชิ้นใน 1 ตารางกิโลเมตร) ไม่ต้องการความเร็วที่สูงมาก แต่ต้องใช้พลังงานน้อย เพื่ออายุแบตเตอรีที่นาน ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย

ในการประชุม World Radiocommunication Conference 2015 (WRC-15) มีข้อตกลงให้ใช้คลื่นย่าน 700 MHz, ย่าน L-Band (1427 – 1518 MHz) และย่าน C-Band (3.4 – 3.6 GHz) สำหรับกิจการ Mobile Broadband ส่วนคลื่นความถี่สูงกว่า 6 GHz จะมีการพิจารณาในการประชุม WRC-19 ต่อไป อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมการสื่อสารได้มีการทดสอบและพัฒนา 5G บนย่านความถี่ 3 ระดับ ได้แก่ 1) Low Band (ต่ำกว่า 1 GHz) เพื่อความครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 2) Mid Band คือย่านความถี่ 1-6 GHz เพื่อความเร็วในการรับส่งข้อมูลไม่ต่ำว่า 100 Mbps โดยผู้ให้บริการแต่ละรายต้องการความถี่กว้างถึง 100 MHz (ในการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz 1800 MHz และ 900 MHz ที่ผ่านมา ผู้ให้บริการที่ชนะการประมูลได้รับคลื่นความถี่เพียงรายละไม่เกิน 15 MHz เท่านั้น) 3) High Band (ย่านความถี่ที่สูงกว่า 6 GHz) เพื่อความเร็วสูงถึง 20 Gbps

ในปัจจุบันมีการทดสอบและพัฒนา 5G บนย่าน C-Band ในหลายประเทศ และย่าน 20-70 GHz ในบางประเทศ ซึ่งย่านความถี่ที่สูงมากนี้จะมีความยาวคลื่นความถี่สั้นมากจนเรียกว่าย่าน Millimeter Wave โดยการให้บริการจะมีรัศมีจำกัดมาก (ให้นึกถึงรัศมีของ Wi-Fi ในปัจจุบันซึ่งใช้คลื่น 5.3 GHz เปรียบเทียบ) ดังนั้น เพื่อให้การใช้งานครอบคลุมความต้องการทุกลักษณะ 5G จึงจำเป็นต้องใช้ย่านความถี่ต่างๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน

5g-qualcomm

นอกจากนี้ Qualcomm ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสาร ได้ประกาศเปิดตัวโมเด็ม 5G ตัวแรกคือ Snapdragon X50 ซึ่งจะใช้งานบนคลื่นความถี่ 28 GHz เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ความเร็วที่สูงไม่ต่างจากบริการ FTTH ที่ต่อตรงถึงแต่ละบ้านในปัจจุบัน ในลักษณะบริการ Fixed Wireless Broadband โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายในปี 2018

ด้วยเหตุนี้ ปัจจัยสำคัญในการชี้ชะตา 5G ก็คือคลื่นความถี่ ซึ่งในระดับนานาชาติ ต้องมีการตกลงมาตรฐานการใช้คลื่นความถี่ร่วมกัน เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ สามารถใช้งานได้ในทุกประเทศ และจำเป็นที่แต่ละประเทศต้องมี Spectrum Roadmap เพื่อรองรับการจัดสรรคลื่นความถี่อย่างเป็นระบบ ย่านความถี่ที่อาจเห็นการจัดสรรสำหรับ 5G ก่อนคือย่าน 3.5 GHz เนื่องจากในแต่ละประเทศยังเป็นคลื่นที่ไม่ได้ใช้งาน ส่วนย่าน 700 MHz ในหลายประเทศยังต้องรอการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิทัล จึงจะมีคลื่นความถี่มาให้บริการ 5G

อุตสาหกรรมการสื่อสารยังคาดการณ์ด้วยว่า อาจต้องพิจารณาถึงการ Refarming คลื่นความถี่ 2G หรือ 3G เพื่อมาให้บริการ 5G

นอกจากคลื่นความถี่แล้ว หากการใช้บริการ 5G มีมาก อาจต้องการการเชื่อมต่อผ่านสายใยแก้วนำแสงไปยังสถานีฐานต่างๆ (Fiber to the Antenna) ด้วย เพราะในอนาคตแต่ละสถานีฐานอาจต้องรองรับปริมาณการใช้งานพร้อมกันของผู้บริโภคสูงสุดกว่า 10 Gbps ต่อสถานีฐาน การเพิ่มอุปกรณ์ E1 หรือเพิ่ม Microwave Link ในแต่ละโครงข่าย อาจไม่สามารถรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้

ภาพจาก Qualcomm
ภาพจาก Qualcomm

เมื่อกลับมาพิจารณาประเทศเรา คงเลยเวลาที่จะเพิกเฉยต่อการประมาณความต้องการใช้งานคลื่นความถี่ของประเทศอย่างจริงจัง และเร่งจัดทำ Spectrum Roadmap เพื่อความพร้อมในการก้าวสู่สังคมดิจิทัล และควรมีการวางแผนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการสื่อสารแต่ละยุคอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้เกิดสภาพความตึงเครียดดังเช่นกรณีสิ้นสุดสัมปทาน 2G อย่างที่ผ่านมา ที่ผู้บริโภคหลายล้านคนต้องเปลี่ยนเครื่องโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า Mobile Broadband นั้นเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ที่มีประสิทธิภาพยิ่ง

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว คาดการณ์ว่าการเปลี่ยนผ่านจะเป็นลำดับขั้น คือยุติบริการ 2G ก่อน 3G แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนาบางประเทศคาดว่า เมื่อมีบริการ 5G บริการ 3G จะยุติก่อน 2G เพราะโครงข่ายดั้งเดิมมีการลงทุน 2G มากกว่า และมีการใช้งานกว้างขวางกว่า 3G การยุติบริการ 3G จึงมีผลกระทบต่อประเทศและต่อผู้บริโภคน้อยกว่า

คำถามที่สำคัญสำหรับประเทศไทยมิใช่บริการอะไรจะยุติก่อนกัน เพราะเราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะยุติ 2G แล้ว แต่คำถามที่สำคัญคือมีการคิดวางแผนและเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าหรือไม่

นอกจากนี้แล้ว หากเราก้าวสู่ยุค IoT สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดคือ การรักษาความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล หรือความปลอดภัยไซเบอร์ เพราะหากระบบต่างๆ เช่น ระบบสาธารณูปโภค ระบบธุรกรรมทางการเงิน หรือระบบยานยนต์อัตโนมัติ ถูกแฮ็กหรือถูกโจมตีแล้ว ก็อาจเกิดภาวะวิกฤตในสังคมได้

สำหรับผู้บริโภคแล้ว แม้จะมีบริการ 5G เกิดขึ้น เราก็คงเห็นบริการ 3G และ 4G คู่ขนานไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อถึงวันที่เทคโนโลยีมาถึง จึงควรถามตัวเองว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีใหม่หรือไม่ เพราะหากความต้องการใช้งานอยู่เพียงระดับ 3G การย้ายไปสู่เทคโนโลยีใหม่ก็จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มด้วยการซื้ออุปกรณ์ใหม่ด้วย แต่สำหรับธุรกิจต่างๆ แล้ว 5G คือโครงสร้างใหม่ของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูง ธุรกิจต่างๆ ตลอดจน IoT สามารถเติบโตได้อีกมากบนเทคโนโลยี 5G บริการโครงข่ายรูปแบบใหม่ซึ่งสามารถให้บริการเฉพาะสำหรับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วยเทคโนโลยี Software Defined Network และ Network Function Virtualization บนบริการ 5G จะทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากโครงข่ายโทรคมนาคมได้ดียิ่งขึ้น (Network as a Service)

นี่คือสาระสำคัญเกี่ยวกับ 5G จากงาน ITU Telecom World 2016

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/next-gen-5g-technology/