คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

กสทช. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นำไทยสู่ Smart City

เทคโนโลยีโทรคมนาคมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยใช้งาน 4G กันไปไม่นาน เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น IoT, Machine Learning และ Artificial Intelligence หรือ AI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ

ดังนั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จึงได้ร่วมกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการกำกับดูแลภายใต้ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ภายใต้กรอบการประชุมใหญ่ World Telecommunication Development Conference หรือ WTDC

พัฒนาทั้งภูมิภาคให้ดีขึ้น ดันไทยศูนย์กลางพัฒนา

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. บอกว่า โครงการความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU มีการประชุมเชิงปฎิบัติการทั้งหมด 2 หัวข้อ ประกอบด้วย “Collaborative cross-sectoral regulatory mechanisms and competition analysis in digital economy” ในระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2560

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือของแต่ละภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคดิจิทัล ผลักดันให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

อีกทั้ง จะเป็นกลไกสำคัญของสำนักงาน กสทช. ในการสร้างความร่วมมือในระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาภายในภูมิภาค การดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก พร้อมทั้งมีความสอดรับการแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยการลดต้นทุน ลดระยะเวลา เพิ่มช่องทางการค้าและก่อให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำสังคมไปสู่การเป็นสังคมอัจฉริยะ (Smart City) ต่อไป

ให้ความรู้ วางแนวนโยบาย พร้อมวิเคราะห์จริง

การประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมของแนวความคิดและทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาดและประเด็นการกำกับดูแลสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ในสภาวะแวดล้อมเชิงการวางนโยบายและการกำกับดูแล รวมถึงสภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ

มีการนำเสนอภาพรวมของการวางแผนและการออกแบบโครงสร้างเครือข่ายดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเข้าใจในภาคส่วนของการโทรคมนาคมและอำนาจในการแข่งขันในปัจจุบัน รวมถึงการวิเคราะห์อำนาจในการตลาด ประเด็นการกำกับดูแลในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของภาคส่วน

ผู้ร่วมประชุมได้ลงภาคปฎิบัติการวิเคราะห์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโลยีทางโทรคมนาคม เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการ และอธิบายถึงรูปแบบการวิเคราะห์การแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เกิดประสิทธิผลได้จริง มีการจัดการทดสอบความเข้าใจของผู้เข้าร่วมประชุม โดยการให้ตอบคำถามและระดมสมอง โดยใช้ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสัมมนา เพื่อนำมาประเมินความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้มาบรรยายให้ความรู้

สรุป

ความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU เพื่อให้เกิดการพัฒนาโทรคมนาคมภายใต้กรอบ Dubai Declaration เป็นความร่วมมือระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะผลักดันให้เกิด Smart City ในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-itu-wtdc/

Advertisements

แจ่มเลย!! กสทช. เปิดตัวแอปพลิเคชัน “กันกวน” บล็อคเบอร์กวนใจอาทิ การขายประกัน ขายสินเชื่อ และขายตรง ดาวน์โหลดฟรีที่นี่

231A0941

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. เปิดตัวโปรแกรมประยุกต์ (แอปพลิเคชัน) “กันกวน” เพื่อปิดกั้นเบอร์โทรศัพท์ ข้อความ จากผู้ประกอบการหรือกลุ่มธุรกิจด้านการติดต่อสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความรำคาญและอาจเกิดการสูญเสียโอกาสจากการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ โดย สำนักงาน กสทช. พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (แอปพลิเคชัน) “กันกวน” พร้อมเดินหน้าให้ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ค่าย ประกอบด้วย AIS DTAC TRUE TOT CAT คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ลดการถูกคุกคามของประชาชนจากการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ในสังคมปัจจุบันและในอนาคต

AW_กันกวน 1

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดทำแอปพลิเคชัน “กันกวน” เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยวิธีการปิดกั้นเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามารบกวนก่อให้เกิดความรำคาญ เช่น การกลั่นแกล้ง การขายตรง การขายประกัน และการติดตามทวงหนี้

231A1230

สำหรับวิธีการใช้งาน ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้จาก App Store และ Play Store ผ่านการ Search “กันกวน” เมื่อทำการดาวน์โหลด และติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้กรอกข้อมูลยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน เพื่อเป็นการป้องกันการกลั่นแกล้งกรณีแจ้งระงับเบอร์ และใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบข้อมูลทั้งผู้แจ้งให้ปิดกั้นเบอร์ และผู้ถูกปิดกั้นเบอร์ แอปพลิเคชัน “กันกวน” เป็นการสร้างความร่วมมือจากผู้ใช้ ในการนำเสนอข้อมูลจากการโทรรบกวนร่วมกัน โดยประชาชนเสมือนตำรวจออนไลน์ในการตรวจสอบ แบ่งปันข้อมูล และปกป้องสิทธิจากการรบกวนดังกล่าว
แอปพลิเคชัน “กันกวน” จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยป้องกันความเป็นส่วนตัวของประชาชน กรณีมีการโทรศัพท์เข้ามาขายของ หรือขายประกัน หากมีการรายงานเบอร์เข้ามายังสำนักงาน กสทช. ผ่านระบบหน่วยตรวจสอบก็จะเช็คว่าหมายเลขนั้นมีผู้ร้องเรียนเข้ามามากจริงหรือไม่ ก่อนปิดกั้นเบอร์ เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ”

Pic_4

นายก่อกิจ กล่าวอีกว่า แอปพลิเคชัน กันกวน จะแบ่งระบบการจัดการออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า บัญชีสีขาว (White list) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ White list ที่สามารถปิดกั้นได้ เช่น การขายที่ไม่พึงประสงค์ การขายประกัน ขายสินเชื่อ และขายตรง ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนเข้าระบบแอปพลิเคชันกันกวน เพื่อให้ประชาชนทราบถึงเลขหมายที่มีการโทรเข้า และเลือกรับสายได้ สำหรับ White list ที่ไม่สามารถปิดกั้นได้ แต่สามารถโทรได้ในช่วงเวลา วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนแก่ประชาชน เช่น การติดตามทวงหนี้ ทวงถามการชำระเงินจากผู้ประกอบการด้านการสื่อสาร หรือจากสถาบันการเงิน

ส่วนที่ 2 เรียกว่า บัญชีสีดำ (Black list) สำหรับเบอร์ที่สร้างการรบกวน เกินเวลาที่กำหนด โดยสำนักงาน กสทช. จะทำการรวบรวมเบอร์โทรศัพท์ที่รบกวน ส่งไปให้ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ทุกค่าย สำหรับบทลงโทษ จะมีการตักเตือน ปิดกั้นเบอร์เป็นเวลา 3 เดือน และยกเลิกเบอร์ในที่สุด

ทั้งนี้ แอปพลิเคชันกันกวน คือหนึ่งในแอปพลิเคชันของงานด้านกิจการโทรคมนาคม โดยจากนี้จะมีการทยอยเปิดตัวแอปพลิเคชัน เช่น แอปพลิเคชัน 3 ชั้น และ Speedcheck ให้ประชาชนร่วมกำกับกิจการโทรคมนาคม

LOGO

Download แอปพลิเคชัน “กันกวน” สำหรับ iOS

Download แอปพลิเคชัน “กันกวน” สำหรับ Android

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=189137

พักยก “OTT” คนโฆษณาเตรียมตัวสู่ “ประชาพิจารณ์”

เชื่อว่าเวลานี้หลายคน โดยเฉพาะวงการเอเจนซี และเหล่า Content Creator คงได้หายใจทั่วท้องกันขึ้นมาบ้างแล้ว จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ได้มีมติยกเลิกการกำกับ OTT (Over-the-Top) รวมถึงการยกเลิกการลงทะเบียน OTT ของผู้ให้บริการทั้งหมดที่ได้ลงทะเบียนมาก่อนหน้านี้ 

การออกมาประกาศดังกล่าวส่งผลให้ จากเดิมที่เคยกำหนดเดดไลน์ให้ Facebook และ YouTube ต้องมาลงทะเบียน OTT ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2560 ถือเป็นอันยกเลิก ซึ่งมีผลให้ความตึงเครียดในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลคลายลงอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์แห่งความโล่งอกนี้ ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ได้ให้ความเห็นว่า “ผมดีใจกับการตัดสินใจของ กสทช. ในวันนี้ และเชื่อว่าทั้งอุตสาหกรรมก็คงเกิดความรู้สึกดีใจที่ได้เห็นการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม OTT ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนมีเวลาคุยกันมากขึ้น”

ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ (ขอบคุณภาพจาก Techsauce)

อย่างไรก็ดี นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจการ OTT เพื่อเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ภายใน 30 วัน และหลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการของการทำประชาพิจารณ์ต่อไป ในจุดนี้ ดร.ศุภชัยกล่าวว่า “ผลของการประชุมบอร์ดที่ออกมาทำให้ทุกฝ่ายโล่งใจ แต่ไม่ใช่โล่งใจแล้วไม่ทำอะไรต่อ เพราะการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่จะเกิดขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทุกภาคส่วนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะนำไปสู่การประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมมากกว่า”

ก้าวต่อไปของ OTT

โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็คือ กสทช. ได้มอบหมายให้ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการ OTT จัดทำร่างหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจการ OTT เสนอต่อที่ประชุม กสทช. ภายใน 30 วัน เพื่อให้ กสทช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชาพิจารณ์ ตามขั้นตอนของกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นค่อยกลับมาเสนอต่อที่ประชุม กสทช.  เพื่อพิจารณาเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

ในจุดน้ี ดร.ศุภชัย ให้ความเห็นว่า เผยว่า “หน้าที่ของสมาคมฯ เราอยากให้อุตสาหกรรมนี้เติบโต ดังนั้นทางสมาคมฯ เองเราก็เหมือนเป็นตัวกลาง ที่จะคุยกับทั้งภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนกัน ใครอยากได้อะไร ก็พูดคุยกัน จะได้เข้าใจตรงกัน และนั่นน่าจะเป็นผลดีต่อทั้งประเทศด้วย”

 

ด้านตัวแทนจาก Google Thailand เผยกับทางทีมงาน Thumbsup ว่า ไม่มีความเห็นใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่แหล่งข่าวในวงการเอเจนซีของทีมงาน Thumbsup รายหนึ่งได้ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า “รู้สึกวางใจในระดับหนึ่ง ว่าอย่างน้อยผู้มีอำนาจก็ไม่ได้ผลีผลามในการออกคำสั่ง และเกิดกระบวนการของการรับฟังความคิดเห็น แต่ก็ต้องจับตามองในส่วนของกระบวนการทำประชาพิจารณ์ด้วยว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากน้อยเพียงไร ซึ่งหากมีการเข้าร่วมจากทุกภาคส่วนจริง ก็จะมั่นใจขึ้นมาสัก  50% ว่าผลลัพธ์น่าจะออกมาด้วยดี แต่ทั้งหมดนี้ต้องบอกเลยว่า ไม่สามารถวางใจได้มากนัก ขอเรียกว่าอยู่ในระยะของการจับตามองดีกว่า”

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/ott-cancellation/

“สุภิญญา” ชี้ Google/Facebook ลงทะเบียน OTT ขัดกฎหมาย กสทช. ยอมถอยจัดทำร่างหลักเกณฑ์ใหม่

ก่อนหน้านี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่า กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (Over The Top) หรือไม่ เพราะดูเหมือนกฎหมายจะไม่ได้ให้อำนาจไว้ และการเรียกให้ผู้ให้บริการ OTT มาลงทะเบียนก็ดูจะมีปัญหา เพราะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องหลักเกณฑ์ใดๆ เลย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Google และ Facebook จะไม่ยอมมาลงทะเบียน เพราะไม่รู้ว่าจะมีการกำกับอะไรรออยู่ข้างหน้า

กสทช. ยกเลิกเส้นตาย 22 ก.ค. ขอเวลายกร่างหลักเกณฑ์

ตามกระบวนการแล้วจะกำกับดูแลอะไรต้องมีการวางหลักเกณฑ์และรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน ดังนั้นในการประชุม กสทช. วันนี้ (5 ก.ค.) จึงมีวาระสำคัญเรื่องแนวทางการกำกับดูแล OTT (สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ OTT คือ การให้บริการเสียงและภาพผ่านอินเทอร์เน็ต)

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า คณะกรรมการ มีมติให้คณะอนุกรรมการ OTT ยกร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ OTT ให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเสนอบอร์ด กสทช. พิจารณา ก่อนนำออกทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา มีกรอบเวลา 90 วัน

ดังนั้น เส้นตาย 22 ก.ค. ที่จะถึงนี้จึงถูกยกเลิกไป

นี่เป็นการยอมรับว่า กสทช. ไม่มีอำนาจ หรืออย่างน้อยไม่แน่ใจในอำนาจของตัวเองว่า สามารถกำกับดูแลกิจการ OTT ได้หรือไม่

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ให้บริการ OTT ที่ลงทะเบียนกับ กสทช. ไปก่อนหน้านี้ ไม่สงสัยบ้างหรือว่า หลังจากนี้จะโดนกำกับดูแลอย่างไร มีหลักเกณฑ์อย่างไร

Google ออกจดหมายถามความชัดเจนเรื่องกฎหมาย

โฆษกของ Google ได้แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ Google ต้องการเป็นสิ่งแรกคือ ความชัดเจนของกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากลงทะเบียน OTT แล้วจะมีผลอย่างไร มีการกำกับดูแลอย่างไร กระบวนการต่อไปคืออะไร การดำเนินงานจะเป็นไปในรูปแบบไหน

ก่อนหน้านี้ที่มีจดหมายจาก Asia Internet Coalition หรือ AIC ไม่ใช่ล็อบบี้ยิสต์ แต่เป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ที่เป็นสมาชิก คือ Facebook, Google, LINE, Twitter, Yahoo และ Rakuten ซึ่งของ Google มีฝ่ายกฎหมายที่สิงคโปร์กำลังศึกษาอยู่

สุภิญญา ชี้ กสทช. บังคับ Google-Facebook ลงทะเบียน OTT ขัดกฎหมาย

สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ได้ทวิตข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยชี้แจงตัวกฎหมายว่า กสทช. ยังไม่มีอำนาจกำกับดูแล OTT และการเหมารวมว่า OTT คือกิจการโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่น ก็เป็นสิ่งที่ขัดกฎหมาย ดังนั้นการให้ Google – Facebook มาลงทะเบียนจะเท่ากับเป็นการขัดกฎหมาย และจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

การที่ กสทช. จะกำกับดูแล OTT ถือเป็นเรื่องปกติที่ควรทำในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้นมติบอร์ด ให้ชะลอเรื่องต่างๆ และจัดทำร่างหลักเกณฑ์ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เพื่อความเข้าใจ ด้านล่างคือ ข้อความทวีตของ สุภิญญา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/google-facebook-ott-nbtc-delay/

ชัดเจน LINE mobile เป็นบริการรูปแบบใหม่ของ dtac ไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช.

หลังจากเริ่มเปิดให้บริการในวงจำกัด จนหลายฝ่ายให้ความสนใจว่า LINE mobile ซึ่งประกาศชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ LINE ประเทศไทย แต่กลับมีเอี่ยวกับชื่อของ dtac Trinet จนในที่สุด กสทช. เลยเรียกเข้ามาชี้แจข้อเท็จจริง

สรุป LINE mobile เป็นของ dtac

ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า หลังจากที่เชิญ dtac Trinet และบริษัท LINE Plus Corporation จำกัด เข้ามาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ LINE mobile ได้ข้อสรุปว่า LINE mobile เป็นแพ็คเกจให้บริการรูปแบบใหม่ของ dtac Trinet ที่ดำเนินการโดยใช้เครื่องหมายการค้า LINE mobile ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ดึงดูดลูกค้า จึงไม่เข้าข่ายบริการโทรคมนาคมที่ต้องมาขออนุญาตจาก กสทช.

แต่จากนี้ก็ยังต้องตรวจสอบว่า LINE mobile มีลักษณะการให้บริการเป็นไปตามที่ 2 บริษัทข้างต้นชี้แจงหรือไม่ และต้องตรวจสอบวิธีลงทะเบียนซิมการ์ดให้เป็นไปตามระเบียบของ กสทช.

ภาพใบแจ้งค่าบริการจาก LINE mobile ที่มีการพิมพ์บริษัท DTAC TRINET ติดอยู่

โดนเปิดกลยุทธ์ พลาดโอกาสทางการตลาด

ข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชั่น chat ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย ด้วยคาร์แรกเตอร์ตัวการ์ตูนน่ารัก sticker ที่สนุกและตลกตรงใจคนไทย แต่ LINE ไม่มีแผน และไม่จำเป็นต้องนำ LINE mobile ซึ่งร่วมมือกับ NTT docomo ให้บริการที่ญี่ปุ่น มาทำตลาดในไทย

dtac จึงติดต่อนำแบรนด์ LINE mobile เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ที่หวังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้ ด้วยรูปแบบที่น่าจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น (ต้องสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต และบริการตัวเองผ่านแอปเป็นหลัก) แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็น dtac

เมื่อเรื่องถึง กสทช. จึงเรียกทั้ง dtac และ LINE Plus Corporation ในฐานะผู้ให้บริการ LINE mobile เข้าไปชี้แจง และแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะในที่สุด

source: innnews.co.th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/line-mobile-dtac-trinet/

ชัดเจน LINE mobile เป็นบริการรูปแบบใหม่ของ dtac ไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช.

หลังจากเริ่มเปิดให้บริการในวงจำกัด จนหลายฝ่ายให้ความสนใจว่า LINE mobile ซึ่งประกาศชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ LINE ประเทศไทย แต่กลับมีเอี่ยวกับชื่อของ dtac Trinet จนในที่สุด กสทช. เลยเรียกเข้ามาชี้แจข้อเท็จจริง

สรุป LINE mobile เป็นของ dtac

ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า หลังจากที่เชิญ dtac Trinet และบริษัท LINE Plus Corporation จำกัด เข้ามาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ LINE mobile ได้ข้อสรุปว่า LINE mobile เป็นแพ็คเกจให้บริการรูปแบบใหม่ของ dtac Trinet ที่ดำเนินการโดยใช้เครื่องหมายการค้า LINE mobile ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ดึงดูดลูกค้า จึงไม่เข้าข่ายบริการโทรคมนาคมที่ต้องมาขออนุญาตจาก กสทช.

แต่จากนี้ก็ยังต้องตรวจสอบว่า LINE mobile มีลักษณะการให้บริการเป็นไปตามที่ 2 บริษัทข้างต้นชี้แจงหรือไม่ และต้องตรวจสอบวิธีลงทะเบียนซิมการ์ดให้เป็นไปตามระเบียบของ กสทช.

ภาพใบแจ้งค่าบริการจาก LINE mobile ที่มีการพิมพ์บริษัท DTAC TRINET ติดอยู่

โดนเปิดกลยุทธ์ พลาดโอกาสทางการตลาด

ข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชั่น chat ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย ด้วยคาร์แรกเตอร์ตัวการ์ตูนน่ารัก sticker ที่สนุกและตลกตรงใจคนไทย แต่ LINE ไม่มีแผน และไม่จำเป็นต้องนำ LINE mobile ซึ่งร่วมมือกับ NTT docomo ให้บริการที่ญี่ปุ่น มาทำตลาดในไทย

dtac จึงติดต่อนำแบรนด์ LINE mobile เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ที่หวังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้ ด้วยรูปแบบที่น่าจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น (ต้องสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต และบริการตัวเองผ่านแอปเป็นหลัก) แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็น dtac

เมื่อเรื่องถึง กสทช. จึงเรียกทั้ง dtac และ LINE Plus Corporation ในฐานะผู้ให้บริการ LINE mobile เข้าไปชี้แจง และแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะในที่สุด

source: innnews.co.th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/line-mobile-dtac-trinet-nbtc/

เสียงเล็ก ๆ จากเอเจนซีไทยต่อกรณี OTT “เราจะแพ้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”

หากให้เปรียบเทียบสถานการณ์ในวงการเอเจนซีโฆษณาในขณะนี้ กับสมรภูมิอื่น ๆ ของโลก คงต้องบอกว่า สถานการณ์ของบ้านเราก็ร้อนไม่เป็นรองใคร โดยจดหมายแสดงความกังวลจากสหพันธ์อินเทอร์เน็ตเอเชีย หรือ AIC (Asia Internet Coalition) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังครั้งใหญ่ของแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ Facebook ต่อกรณีการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (Over The Top) และมาตรการต่าง ๆ ที่ กสทช. นำออกมาใช้บังคับได้เป็นอย่างดี

โดยที่ผ่านมา เราอาจไม่ได้เห็น AIC ออกมามีบทบาทมากนัก แต่อาจเป็นเพราะในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายนนี้ กสทช. ใช้ยาแรง ด้วยการเชิญเอเจนซี สมาคมด้านการตลาด และบริษัทที่มีมูลค่าสื่อออนไลน์อันดับต้น ๆมาชี้แจงแนวทางการโฆษณาผ่าน OTT รวมทั้งการแจ้งผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้น หากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ไม่มาลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT นั่นเอง

ลำดับไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้อาจเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 60 ที่ทาง Google ประเทศไทย ระบุแต่เพียงว่า ไม่ได้บอกว่าจะไม่ลงทะเบียน OTT เพียงแต่ทางฝ่ายกฎหมายกำลังศึกษาอยู่ ต่อมาได้มีการหารือระหว่าง กสทช. กับสมาคมมีเดียเอเยนซี และธุรกิจสื่อดิจิตอลแห่งประเทศไทย, สมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่มาตรการกดดันครั้งใหญ่ที่ กสทช. มีบทสรุปว่า ถ้า Google และ Facebook ไม่มาลงทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค. ก็จะเป็นกิจการเถื่อนที่ให้บริการผิดกฎหมายในไทย และเอเจนซีโฆษณาบน 2 แพลตฟอร์มนี้จะมีความผิดตามกฎหมายทันที

เจอการกดดันระดับนี้เข้าไป พระอินทร์อย่าง AIC ถึงกับร้อนอาสน์นั่งไม่อยู่ และส่งจดหมายมายัง กสทช. โดยด่วน (29 มิ.ย. 60) ซึ่งมีใจความว่าทาง AIC รู้สึกกังวลอย่างมาก ว่าประเทศไทยกำลังถอยหลังเข้าคลอง จากนโยบาย OTT ที่สวนทางกับนโยบาย Thailand 4.0

นอกจากนั้นยังชี้ว่า ประเด็น OTT นี้เป็นนโยบายที่ไม่เห็นความสำคัญกับภาคธุรกิจ และนวัตกรเป็นอันดับต้น ๆ ตรงกันข้าม กลับจะเป็นการจำกัดโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการแทนมากกว่า เพราะเนื้อหาตัวบทกฎหมายมีการสั่งห้ามไม่ให้คนไทยและองค์กรระดับเอนเทอร์ไพรส์เข้าใช้งานแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อสร้างธุรกิจออนไลน์ (ติดตามอ่านจดหมายฉบับเต็มได้ที่เนื้อหาด้านล่างสุดค่ะ)

ในจุดนี้ กสทช. สามารถทำให้ชัดเจนขึ้นได้ด้วยการออกมาระบุว่าการลงทะเบียน OTT จะมีผลผูกพันอย่างไรบ้างต่อแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ

อย่างไรก็ดี เสียงจากฟากของเอเจนซีก็เป็นเสียงที่ต้องรับฟังเช่นกัน โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยนาม เผยกับทีม Thumbsup ว่า หากวันที่ 22 กรกฏาคมแล้ว YouTube กับ Facebook ไม่ไปลงทะเบียน บรรดาเอเจนซีรายเล็ก ๆ ต้องเกิดความเสียหายแน่นอน ตรงกันข้ามกับรายใหญ่ ๆ ที่อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

“กรณีที่ YouTube กับ Facebook ไม่ไปขึ้นทะเบียนจริง ๆ แล้วสินค้าต้องหันไปใช้ดิจิทัลเอเจนซีจากต่างประเทศ เท่ากับว่า ในการแข่งขันพิทช์งาน เอเจนซีสัญชาติไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป หรือก็คือ เราจะแพ้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากเอเจนซีต่างชาติจะได้เปรียบในเรื่องขอบเขตการนำเสนอที่กว้างกว่า”

“คนที่เจ็บหนักที่สุดเป็นเจ้าของกิจกรรมออนไลน์ที่เน้นการลงโฆษณาเป็นหลัก และเอเจนซีที่ขายแพกเกจมีเดียออนไลน์ รองลงมาคือกลุ่ม Content Provider ส่วนเอเจนซีบางแห่งที่ยึดธรรมาภิบาล ไม่ร่วมมือกับ Facebook และ YouTube อีก ก็จะต้องเบนเข็มไปหาทางรอดใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่า จะทำธุรกิจได้ยากมากขึ้นแน่นอน”

ทั้งนี้ ในประเด็นของกสทช.ที่ต้องการบังคับใช้ OTT เพราะเป็นห่วงเรื่องของเนื้อหา การละเมิดลิขสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อย่างไรก็ดี อยากฝากทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า เรามองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้อาจไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร กับการเผชิญหน้าตั้งป้อมใส่กัน ทั้ง ๆ ที่ทุกฝ่ายต่างก็อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ของโลก ของมวลมนุษยชาติกันทั้งสิ้น ถอยกันคนละก้าว ออกมายืนหายใจกันยาว ๆ ก่อน ใจเย็นแล้วค่อยคุยกันใหม่อาจจะพบทางออกที่ดีกว่าก็ได้ค่ะ

Don’t be evil เนอะ

#################################################################

สำหรับเนื้อหาของจดหมายจาก AIC ทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

Chairman Thares
Office of The National Broadcasting and Telecommunications Commission
87 Phaholythin 8 (Soi Sailom),
Samsen Nai, Phayathai,
Bangkok 10400. Thailand

Dear Chairman Thares

Asia Internet Coalition’s (AIC) Response to Recently Announced OTT Regulations for Thailand

Thai consumers, businesses, and content creators are thriving in Asia and around the world, thanks to a free and open Internet. The AIC and the companies it represents are concerned that the National Broadcasting Telecommunications Commission’s (NBTC) proposal to regulate “OTT services” will adversely affect Thailand, creating business uncertainty, slowing economic growth, and limiting investments in Thailand’s growing digital sector. We are also concerned that new policies are being formulated without public consultation and these policies are at odds with Thailand’s international trade commitments and as a result will discourage investment.

The AIC welcomes constructive engagement with the Thai authorities on OTT regulation. However, the NBTC has not made and draft OTT regulations public. We have also observed press reports that the NBTC will require companies to register as OTT services within 30 days. This effectively requires parties to register to be regulated by regulations which are not in the public domain. The AIC respectfully encourages the NBTC to promptly share the draft regulation and provide a transparent public consultation process.

The NBTC has also publicly stated that companies not meeting with the NBTC will face “pressure” as they continue to operate. It has recently come to our attention that the NBTC may pressure or otherwise complicate relationships with advertisers as part of this approach. This leaves the industry in a difficult position, facing pressure to be governed by regulations which aren’t in the public domain.

Generally, the NBTC’s proposal for OTT regulation appears to uniquely disadvantage Thai consumers and content creators compared to many other countries. The proposed regulation would immediately discourage investment and inhibit growth with significant long-term negative impact on Thailand’s overall economy. It also would hinder the government’s Thailand 4.0 ambitions. The regulatory uncertainty and the perception of an unwelcome environment for digital innovators, communicators and content creators could further discourage foreign investment.

The AIC hopes the Thai Government, (including NBTC and the Ministry of Digital Economy and Society) considers the position of foreign and local OTT players in relation to Thailand’s overall competitiveness as an investment destination, and as a country providing opportunities for content creators and Small and Medium Enterprises.

The AIC would also like to highlight the following important considerations:

A) Global repercussions of the NBTC’s proposal:

• The NBTC’s present proposal makes Thailand a global outlier in regulating OTT services.

• Regulations must be consistent with Thailand’s obligations under the General Agreement on Trade in Services (GATS) in the World Trade Organization (WTO). Under GATS, Thailand committed to allowing largely unrestricted cross-border supply of “data base access services” and “on-line information . . . services”. These commitments encompass services provided by OTT service providers.

• The application of GATS to any prospective OTT regulation is complex. The best and only way for NBTC to ensure that a proposed regulation will not lead to adverse action by Thailand’s trading partners at the WTO is to introduce the draft in an open and transparent process, providing sufficient time for potentially affected parties to comment and provide feedback.

• It appears that the proposal requires OTT service providers to commit to having a taxable presence in Thailand regardless of whether they have a physical presence in Thailand. This appears inconsistent with Thailand’s international double tax treaties, and the new international consensus on (i) rules for the prevention of artificial avoidance of permanent establishment status and (ii) rules for taxing the digital economy. Thailand has recently become a member of the Inclusive Framework on BEPS,<BEPs Recommendations > which signals its commitment to adopt the BEPS recommendations.

• Imposing special tax requirements only on OTT providers creates the perception that Thailand does not follow accepted international norms, and may inadvertently impede the development of the Thai economy.

B) Immediate domestic repercussions on the Thai economy:

• On a practical level, the NBTC’s OTT framework disadvantages Thai small businesses because they are not equipped to comply with such onerous regulatory obligations.

• Regulating OTT services by way of Thailand’s broadcasting regulator may not achieve the desired outcome. Its effect would be to force these services, which are different from traditional broadcasting, into a regulatory regime not suited to the nature of OTT services. The future development of OTT services in Thailand might be stifled by the NBTC’s proposals rather than encouraged by it.

• Innumerable Thai content creators, especially those who do not currently work with traditional Thai broadcasters, will be unduly penalized for using open platforms to get their content out to wider audiences.

The AIC welcomes the opportunity to review any written proposals and recommends that the NBTC reconsider implementing the planned OTT registration and regulation.

Jeff Paine
Managing Director
Asia Internet Coalition

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/agency-voice-for-ott/