คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

โครงข่าย AIS 2100 ครอบคลุมที่สุด 98.7% เตรียมอีก 4 หมื่นล้านจัดหนักต่อปีนี้

กสทช. กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการโทรศัพท์มือถือ และคลื่นความถี่ 2100MHz ต้องลงทุนติดตั้งโครงข่ายครอบคลุม 80% ของประชากรใน 4 ปี นับจากรับใบอนุญาต 7 ธ.ค. 2555 ซึ่งผลสำรวจล่าสุดได้ออกมาแล้ว

 

ผู้ประกอบการทั้ง 3 รายที่ได้รับใบอนุญาต คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค หรือ AIS, บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต หรือ dtac และ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น หรือ TrueMove H ผ่านตามข้อกำหนดโดย

AIS มีโครงข่ายครอบคลุม 98.72% ของประชากร

dtac มีโครงข่ายครอบคลุม 86.02% ของประชากร

TrueMove H มีโครงข่ายครอบคลุม 81.40% ของประชากร

อ้างอิงจาก http://nbtcrights.com/agenda/8197

ทั้งนี้ AIS ได้เตรียมงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาทในปีนี้ เพื่อเร่งพัฒนาเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ตามที่ได้กล่าวในการแสดงวิสัยทัศน์ AIS VISION 2017 เพื่อรองรับการใช้งานที่มากขึ้น ทั้งด้านคอนเทนต์ และเทคโนโลยี Internet of Thongs หรือ IoTs

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-2100-network-coverage/

Advertisements

วิเคราะห์ก้าวต่อไป Voice TV ถ้า Go Online ก็ติดค่า License ทีวีดิจิทัล อยู่ที่เดิมก็เจอการเมือง

เรียกว่าเป็นวิบากกรรมของคนทำทีวีดิจิทัลจริงๆ เพราะถ้าไม่ใช่ช่องที่มีเรตติ้ง 5-6 อันดับแรก โอกาสที่โฆษณาจะเข้าก็ค่อนข้างยาก และยิ่ง Voice TV ที่ไม่ได้มีเรตติ้งสูงขนาดนั้น แถมยังโดนสั่งปิดช่องไปอีก 7 วัน ก็สร้างความเสียหายกับธุรกิจไปเต็มๆ

เนื้อหายั่วยุปลุกปั่น กับปัญหาเดิมๆ

สาเหตุการถูกปิดช่อง 7 วัน ของ Voice TV นั้นมาจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติให้พักใบอนุญาตเป็นเวลา 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. 2560 เนื่องจากรายการที่ออกอากาศของ Voice TV เช่นใบตองแห้งออนแอร์, In Her View และ Overview มีเนื้อหาปลุกปลั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างความเสียหายแก่ราชอาณาจักรไทย ที่สำคัญการผิดครั้งนี้ยังเป็นการผิดซ้ำ หลังจากปี 2559 กระทำความผิดด้วยประเด็นนี้ถึง 10 ครั้ง และปีนี้อีก 2 ครั้ง โดยระยะเวลา 7 วันนั้นถือเป็นโทษขั้นต่ำในการพักใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

ในทางกลับกัน ทาง Voice TV ได้ออกแถลงการณ์ของการถูกพักใบอนุญาตทันที มีเนื้อความว่า ได้ทำหน้าที่ตามพื้นฐานวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด และถึงจะมีเนื้อหาที่เห็นแตกต่าง แต่ไม่ได้กระทบต่อความมั่นคงแต่อย่างใด พร้อมกับให้ความร่วมมือต่ออนุกรรมการผังรายการของกสทช. และหารือกับคสช. อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้เนื้อหาเหมาะสม แต่เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น Voice TV ก็จะปรับการออกอากาศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยผู้สนใจสามารถรัชชมผ่าน voicetv.co.th และ Facebook ของ Voice TV ได้

เทปรายการที่มีปัญหา จนถูกระงับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล

ถึง Go Online ก็ติดหล่มค่าใบอนุญาต

หากเคยรับชมช่อง Voice TV คงจะทราบกันดีว่าเป้าหมายของช่องนี้คือกลุ่ม Smart Working People หรือกลุ่มคนทำงานอายุ 22-39 ปี ที่เป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศในตอนนี้ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวต่างรับข่าวสารผ่านช่องทาง Online อยู่แล้ว และน่าจะเหมาะสมหาก Voice TV มุ่งหน้าพัฒนาช่องทาง Online ให้เต็มรูปแบบยิ่งกว่าเดิม แต่ด้วยปัญหาเรื่องค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 1,330 ล้านบาท ที่ต้องผ่อนจ่ายไปเรื่อยๆ และค่าโฆษณาจากช่องทางดิจิทัลยังไม่สามารถเติมเต็มได้ ประกอบกับถ้าหยุดออกอากาศช่องทางทีวีดิจิทัลไปเลย ก็คงไม่ใช่เรื่องทีถูกต้อง เพราะต้องจ่ายค่าใบอนุญาตอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม Voice TV มีการออกอากาศคู่ขนานระหว่างช่องทางทีวีดิจิทัล กับ Online อยู่แล้ว จึงไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก เพียงแค่หยุดออกอากาศฝั่งทีวีดิจิทัลเท่านั้น โดยการนำเสนอข่าวก็ยังมีพนักงานที่ป้อน Content ใหม่ๆ เข้ามาตอลด เน้นที่เรื่องสังคม, การเมือง, ต่างประเทศ และเศรษฐกิจ แต่เนื้อหาที่นำเสนอจะปรับให้เข้ากับโลก Online มากขึ้น ที่สำคัญทางช่องไม่มีการปลดผู้ดำเนินรายการแต่อย่างใด เพราะต้องการรักษาคุณภาพของเนื้อหา และยังเตรียมยื่นเอกสารแก่ศาลปกครอง, ศาลแพ่ง รวมถึงกสท. เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมของกรณีนี้ด้วย

ห้องข่าว Al Jazeera ภาพโดย Wittylama (Own work) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, via Wikimedia Commons

ต้องเลือกระหว่างยื้อ หรือหยุดออกอากาศ

โดยส่วนตัวมองว่าการออกอากาศทางช่องทีวีดิจิทัลของ Voice TV อาจไม่เหมาะสมนัก เพราะเมื่อวางเนื้อหาให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นใหม่ตอนนี้แทบจะไม่ได้รับชมทีวีดิจิทัล และเสพสื่อจากช่องทาง Online ไม่ว่าจะเป็น Social Media หรือเว็บไซต์สำนักข่าว Online ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ดังนั้น Voice TV คงต้องเลือกระหว่างการปรับเนื้อหาให้มีความต่างน้อยกว่าเดิม เพื่อรับกับความต้องการของคสช. และสร้างโอกาสหารายได้จากค่าโฆษณาทางทีวีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง มิฉะนั้นก็คงออกๆ หยุดๆ แพร่ภาพเช่นนี้ไปตลอด

ขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ Voice TV ที่ติดปัญหาเรื่องนี้ เพราะยังมีทีวีดิจิทัลช่องข่าวอีก 6 ช่อง ที่คงอยากเสนอเนื้อหาข่าวสารเชิงลึก แต่ก็ต้องปรับภาพรวมของข่าวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงต้นทุนการทำข่าวนั้นค่อนข้างสูง และมีโอกาสสร้างรายได้น้อยกว่า เมื่อเทียบกับการผลิตรายการ หรือละคร ที่ผู้บริโภคชาวไทยชื่นชอบ และก็มีโฆษณาลงมาจำนวนมาก ดังนั้นหากยังอยากให้รายการข่าวในประเทศไทยพัฒนาขึ้น และเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้อยู่ การปลดล็อคเรื่องเนื้อหา และการนำเสนอที่แตกต่าง น่าจะช่วยให้ข่าวแค่มี กลายเป็นข่าวต้องดี อย่างที่ นารากร ติยายน ผู้สื่อข่าวสาวเคยว่าไว้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/voicetv-shutdown-for-week/

รายได้จากอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือกำลังลดลง ค่ายมือถือควรทำอย่างไรเพื่อพลิกโฉมธุรกิจจากเดิม

บทความโดย กสทช. ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา

Mobile World Congress ที่ผ่านพ้นไป นอกจากจะมีการนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น 5G, IoT, Smart cities, AR/VR และอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจคือ การนำเสนอปัญหาของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่และทางออกที่เป็นไปได้ ซึ่งอาจพลิกโฉมรูปแบบทางธุรกิจของค่ายมือถือทั่วโลก

เป็นครั้งแรกที่สมาคมผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ GSMA มีประธานเป็นชาวเอเชีย คือ Mr. Sunil Bharti Mittal จากอินเดีย ซึ่งได้แถลงถึงสภาพการณ์และทิศทางของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ว่า ในปัจจุบันผู้ใช้บริการเพิ่มในอัตรา 7% ต่อปี แต่รายได้เติบโตเพียง 3% ส่วนปริมาณการใช้ Data ผ่านมือถือเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนโครงข่ายปีละประมาณสองแสนล้านเหรียญสหรัฐ

หากไม่มีการปรับทิศทางอุตสาหกรรม ต่อไปนำเงินจำนวนนี้ไปฝากธนาคารอาจได้ผลตอบแทนที่ไม่ต่างไปจากการนำมาดำเนินธุรกิจมือถือ แล้วยังมีเวลาเหลือไปทำกิจกรรมอื่นได้อีก

นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมมือถือในสายตาผู้บริโภค ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมยาสูบ ทั้งที่มือถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตยุคปัจจุบัน ประธาน GSMA ได้เสนอว่า ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีส่วนหนึ่งมาจากปัญหา Bill Shock จึงต้องมุ่งจัดการปัญหาค่าโรมมิ่งระหว่างประเทศที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการมือถือเมื่อผู้บริโภคเดินทางไปต่างประเทศ

การลงทุนโครงข่ายนั้นผู้ประกอบการต่างค่ายอาจต้องจับมือกันหรือเปิดให้มีการใช้งานโครงข่ายร่วมกัน คล้ายคลึงกับการวางเคเบิ้ลใต้สมุทรที่เป็นการร่วมลงทุนของผู้ประกอบการหลายราย และในบางประเทศอาจมีการควบรวมค่ายมือถือเพื่อให้มีจำนวนที่เหมาะสม รัฐบาลมักมุ่งหวังให้อุตสาหกรรมมือถือสร้างรายได้เข้ารัฐและมุ่งหวังให้มีการแข่งขันเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ที่สวนทางกัน จึงเรียกร้องให้พิจารณาอุตสาหกรรมมือถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล มิใช่เป็นตัวสร้างรายได้มหาศาลโดยตรง จึงควรปรับอัตราค่าธรรมเนียมหรือภาระภาษีให้เหมาะสมกับสภาพอุตสาหกรรมในขณะนี้

อย่างไรก็ดี มีผู้ร่วมเสนอมุมมองที่น่าสนใจ ต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ ดังนี้

ในอดีต อุตสาหกรรมมือถือเชื่อมั่นว่า อนาคตของอุตสาหกรรมจะรุ่งโรจน์ เพราะประชาชนต้องใช้มือถือในชีวิตประจำวัน เสมือนหนึ่งสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่นๆ ที่ขาดไม่ได้ และคาดหวังว่า เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจากการโทรคุยกัน มาเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ค่ายมือถือจะมีผู้ใช้งานหลายพันล้านคน และจะมีรายได้เพิ่มขึ้นมากมาย อีกทั้งสิทธิ์ในการครอบครองคลื่นความถี่ ทำให้ผู้เล่นอื่นไม่สามารถมาช่วงชิงตลาดได้โดยง่าย

แต่ในความเป็นจริง เมื่อผู้บริโภคใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมากขึ้น ค่ายมือถือต้องลงทุนโครงข่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้กลับไปงอกเงยกับผู้ประกอบการ OTT (Over The Top) อย่าง Facebook หรือ Google ประชาชนคิดว่าตนใช้งานบริการของ OTT ต่างๆ มากกว่าใช้งานโครงข่ายมือถือ ซึ่งเป็นเพียงเสมือนถนนหรือท่อรับส่งข้อมูลแบบ Dumb Pipe ในส่วน OTT ก็มีรายได้จากการโฆษณาและมีข้อมูลการใช้งานจำนวนมหาศาล (Big Data) ที่นำไปต่อยอดทางธุรกิจได้อีกมาก

แม้แต่บริการรับส่งข้อความผ่านมือถือ ก็เปลี่ยนจาก SMS ซึ่งเป็นรายได้ของค่ายมือถือ ไปสู่ Messaging App ต่างๆ และบาง App ได้พัฒนาตนเองไม่ใช่เป็นเพียงบริการสื่อสารข้อความ แต่เป็น Platform ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยรวม เช่น WeChat หรือ Line ซึ่งให้บริการช่องทางสื่อสารกับบริษัทห้างร้านต่างๆ ผ่าน Official Account บริการชำระเงินหรือซื้อสินค้าออนไลน์ บริการข่าว และภาพยนตร์ เป็นต้น แต่หากเกิดปัญหาในการใช้งาน หรือการถูก Hack ข้อมูล ผู้บริโภคมักจะหันมามองค่ายมือถือเพื่อให้รับผิดชอบปัญหาที่พบเจอ

เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนโครงข่ายมือถือเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ (Intelligent Network) ไม่ใช่เพียง Dumb Pipe อีกต่อไป อุตสาหกรรมมือถือจึงมีโอกาสที่จะปรับโฉมเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ค่ายมือถือโดยตรง แทนที่รายได้จะวิ่งไปเข้ากระเป๋า OTT ได้แก่ การขายบริการโครงข่ายคุณภาพสูงให้อุตสาหกรรมอื่นๆ โดยตรง ด้วยเทคโนโลยี Network Function Virtualization และ Software-Defined Network หรือแม้แต่การสร้างรายได้จาก Big Data ซึ่งค่ายมือถือต่างมีข้อมูลที่อาจจะมากกว่าข้อมูลที่ OTT มีด้วยซ้ำ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นการสร้างรายได้จากข้อมูลโดยไม่ละเมิดต่อการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือการเปลี่ยนให้โครงข่ายมือถือเป็นเกตเวย์สู่บริการออนไลน์อื่นๆ

ตัวอย่างเช่น แนวคิด Messaging as a Platform (MAAP) เนื่องจากค่ายมือถือมีจุดแข็งเรื่องการดูแลความปลอดภัยและคุณภาพของระบบรับส่งข้อมูล การให้บริการ MAAP แทน OTT จึงน่าจะมีความปลอดภัยและคุณภาพที่ดีกว่า และเป็นช่องทางในการทำธุรกรรมออนไลน์ที่สะดวกและปลอดภัยกว่าเว็บไซต์แบบเดิมๆ เพราะผู้บริโภคคุ้นเคยกับการสื่อสารแบบบสนทนาผ่านการพิมพ์หรือการคุย (Conversation) มากกว่าการคลิกเมนูและการกรอกข้อมูลต่างๆ ในเว็บเพจ การเป็น Platform จะทำให้บริษัทห้างร้านต่างๆ มาให้บริการผ่าน Official Account และการใช้ Artificial Intelligence อย่าง Chat Bot ในการสนทนากับผู้บริโภคก็จะมีประสิทธิภาพและประหยัดกว่าการประกอบธุรกิจรูปแบบเดิม

สัดส่วนบริการที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงสุดคือ Video Streaming แม้แต่การฟังเพลง ผู้บริโภคก็เปลี่ยนจากการโหลดเพลงมาเก็บในมือถือแล้วเปิดฟัง เป็นการฟังผ่านบริการ Streaming ดังนั้น Premium Content จึงเป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ การควบรวมกิจการระหว่าง AT&T และ Time Warner แสดงให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการ Content ผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยมี User Interface ที่ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน คือ App หรือซอฟต์แวร์ที่เป็นแหล่งรวมบริการต่างๆ ไว้ด้วยกัน

ในประเทศไทย เราเริ่มเห็นผู้ให้บริการมือถือหลายรายเปิดตัวความร่วมมือกับ Premium Content ต่างๆ เพราะนี่คือรูปแบบของการสร้างรายได้ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานในปัจจุบัน

โดยสรุป ข้อเสนอจากฝั่งผู้ประกอบการก็คือ อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ไม่สูงนัก การสร้างรายได้ใหม่ๆ จึงมีความจำเป็น ได้แก่ รายได้จาก Big Data รายได้จากการเป็น Internet Platform รายได้จากบริการ Premium Content และรายได้จากการให้บริการโครงข่ายเฉพาะกับอุตสาหกรรมอื่นๆ และทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในยุค Intelligent Network

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/revenue-mobile-industry/

แบบนี้ก็ได้เหรอ? TrueVisions ปลดเพิ่มอีก 11 ช่อง สมาชิกเดิมเตรียมคิดหนักจากการถอดครั้งใหญ่!

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เป็นประเด็นดราม่ากันไปพอสมควรที่ทาง TrueVisions ปลดช่องสำคัญๆ ที่เป็นหัวใจของการสมัครสมาชิกระดับสูงของใครหลายๆ คนออกอย่างช่องในตระกูล HBO และช่อง Cinemax (รวม 6 ช่อง) มาวานนี้ นางสาวสุภิญญา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และ กสท. ได้ทวีตข้อความถึงกรณีทรู วิชั่นส์ ขอยกเลิก 11 ช่องรายการเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งหากทรูวิชั่นทำสำเร็จจะเท่ากับว่ามีการถอดช่องออกรวมไปได้ถึง 17 ช่องโดยที่สมาชิกยังงงๆ อึนๆ กันอยู่เลย

ทั้งนี้ 6 ช่องแรกที่ขอทำเรื่องถอดถอนโปรแกรมนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดีด้วยมาตรการเยียวยาลูกค้าแบบงงๆ ด้วยการให้พอยต์เป็น TruePoints เพิ่มเติมแทนนิดๆ หน่อยๆ สำหรับสมาชิกแพลตตินั่ม (ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเข้าใจว่าผู้ใช้แพลตตินั่มจะต้องการพอยต์ 1000 พอยต์นั่น) รวมทั้งอัพเกรดให้สมาชิกได้ดูแพ็คเกจที่สูงขึ้นเป็นเวลา 1 เดือน และให้สมาชิกใหม่ที่ยังสมัครมาไม่ถึง 6 เดือนมีสิทธิ์ยกเลิกหรือดาวน์เกรดโปรแกรมโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการติดตั้งได้ และสมาชิกที่จ่ายล่วงหน้าไปเป็นรายปีแล้วแต่ยังอยู่ในสัญญาไม่ครบ 6 เดือนสามารถขอยกเลิกโดยทำเรื่องของเงินคืนตามจำนวนเวลาที่เหลือได้

อย่างไรก็ตาม การยื่นเรื่องขอถอนเพิ่มอีก 11 ช่องรายการเพิ่มเติมในครั้งนี้ จากทวีตข้อความของนางสาวสุภิญญาระบุว่ายังไม่ได้รับความเห็นชอบจากทาง กสทช แต่อย่างใด เนื่องจากยังคงรอมาตรการการเยียวยาที่ต้องส่งมาให้ทางคณะกรรมการพิจารณาอยู่จากทางทรูวิชั่นก่อน ทั้งนี้ทางทรูวิชั่นกลับมีการถอดถอนบางช่องรายการออกไปแล้วโดยที่ยังไม่ได้รับการเห็นชอบจากผู้มีอำนาจ โดยทรูวิชั่นให้เหตุผลว่าการถอดถอนในครั้งนี้ไม่ถือเป็นเรื่องผิดกฎแต่อย่างใดเพราะได้มีการแจ้งสมาชิกให้ทราบล่วงหน้าแล้วเป็นเวลามากกว่า 30 วัน (แต่อเล็กซ์เองซึ่งใช้แพลตตินั่มอยู่กลับไม่รู้เรื่องที่จะมีการถอดเพิ่มอีก 11 ช่องเลยแต่อย่างใด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะโทษตัวเองที่อาจไม่สนใจตามข่าวเอง หรือโทษทรูวิชั่นที่ทีเรื่องแบบนี้กลับไม่มีวิธีการแจ้งลูกค้าให้ทราบโดยทั่วถึงกันอย่างชัดเจน)

 

ทั้งนี้ก็คงต้องมาตามดูกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว TrueVisions จะทำอย่างไรกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ และทาง กสทช เองจะยืนหยัดฝั่งผู้บริโภคด้วยการไล่บี้ผลประโยชน์กลับมาให้กับเหล่าสมาชิกตาดำๆ ที่ผู้บริการแทบไม่เห็นหัวใส่ใจแบบนี้ด้วยวิธีการใด หวังว่าเราคงจะได้ข้อสรุปต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันในเร็ววันนี้

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้จากทวิตเตอร์ @supinya ไปพร้อมๆ กัน

from:https://www.appdisqus.com/2017/02/02/truevisions-requests-to-withdraw-eleven-more-channels.html

กสทช. เสนอ 2 แนวทางเยียวยาผู้บริโภค “ไม่พอใจยกเลิกได้-อยากอยู่ต่อขอราคาเป็นธรรม”

ดูเหมือนเรื่อง TrueVisions ยกเลิก 6 ช่องรายการ HBO จะยังไม่จบง่ายๆ หลังจากผ่านเข้าปีใหม่มาได้หลายวัน ลูกค้าสมาชิก TrueVisions ทดลองดูช่องรายการใหม่ทั้ง 7 แล้ว มีเสียงบ่นออกมาว่า นอกจากไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ แล้ว ช่องรายการใหม่หนังไม่ดีเหมือน HBO ไม่คุ้มค่ากับค่าบริการ

อีกหนึ่งเรื่องร้องเรียนคือ คืนวันที่ 31 ธ.ค. 59 TrueVisions ได้ยกเลิกการออกอากาศก่อนเวลาเที่ยงคืนประมาณ 1 ชั่วโมง โดยให้เหตุผลว่า มีเหตุขัดข้องทางเทคนิค

ดังนั้นทาง กสทช. เลยรวบรวมเรื่องทั้งหมดและจัดรับฟังความคิดเห็นกลุ่ม 3 ฝ่าย คือ กสทช. ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิก และผู้บริหาร TrueVisions เพื่อหาทางออกร่วมกันในวันที่ 10 ม.ค. นี้

สุภิญญา เสนอ 2 แนวทางเยียวยาผู้บริโภค

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. บอกว่า วันที่ 10 ม.ค. นี้จะมีการรับฟังความคิดเห็น แต่ กสทช. ได้เสนอ 2 แนวทางเยียวยาผู้บริโภค โดยขั้นต้น TrueVisions ไม่ได้มีการแจ้งข้อมูลให้ลูกค้าสมาชิกทราบล่วงหน้า ดังนั้นตั้งแต่ 29 ธ.ค. 59 – 29 ม.ค. 60 ไม่ควรคิดค่าบริการกับลูกค้า เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาของการตัดสินใจว่าจะรับบริการต่อไปหรือไม่

สำหรับแนวทางเยียวยาแรก ลูกค้าที่ไม่พอใจและต้องการยกเลิกบริการ ต้องสามารถทำได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และต้องได้รับเงินค่าติดตั้งจาก TrueVision คืนด้วย เนื่องจากไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

แนวทางที่ 2 คือ ลูกค้าที่อยากเป็นสมาชิกต่อแต่รู้สึกว่าราคาไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการยกเลิกช่องรายการไป ทาง กสทช. จะพิจารณาว่าเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา TrueVisions มีการยกเลิกช่องรายการเป็นระยะ

“เรื่องนี้อาจดูเป็นความผิดเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าผิดกฎระเบียบ ต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานในการคุ้มครองผู้บริโภค กสทช. อยากให้ TrueVisions เสนอเข้ามาเองว่าจะสามารถลดราคาค่าบริการได้หรือไม่ ขณะเดียวกันได้ทำการศึกษาด้วยว่า การยกเลิกช่องรายการ HBO ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายการ จะเป็นมูลค่าที่สามารถลดค่าบริการได้เท่าไร”

เตรียมหามาตรการป้องกันผูกขาด

อย่างไรก็ตาม สุภิญญา มองว่า TrueVisions มีลักษณะกึ่งผูกขาดบริการอยู่ เนื่องจากเป็นผู้ให้บริการทีวีบอกรับสมาชิกรายใหญ่เพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ให้บริการรายอื่นๆ พยายามขึ้นมาแข่งขัน เช่น CTH และ GMMZ แต่สุดท้ายการทุ่มเงินทำตลาด แต่มีสมาชิกน้อยราย ก็ไม่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว

ดังนั้นแนวทางของ กสทช. ในอนาคตคือ การลดการผูกขาดโดยรายใหญ่ เช่น มาตรการ Non-Exclusive Content หรือ Must Offer ซึ่งในต่างประเทศก็ใช้กันอยู่ โดยกำหนดว่าหากมีการซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาให้บริการ ต้องการันตีจำนวนผู้ชม 60-80% (ตัวเลขสมมติ) หากจำนวนสมาชิกไม่ถึงต้องขายต่อบริการให้รายอื่นๆ ในราคาที่เป็นธรรม เรื่องนี้จะลด exclusive content และประกันการเข้าถึงขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน

อีกแนวทางหนึ่งคือ การสนับสนุน digital platform อื่นๆ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงให้มากขึ้น เช่น IPTV, ดูทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการสตรีมมิ่ง แต่ต้องระวังข้อเสียเรื่องเม็ดเงินจะไหลออกต่างประเทศโดยตรง

สุภิญญา บอกว่า อยากให้ลูกค้าสมาชิกที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนเข้ามาที่ กสทช. 1200 ให้มากๆ เพื่อรวบรวมรายชื่อและจำนวน สร้างน้ำหนักให้กับฐานเสียงสะท้อนให้ กสทช. เห็นว่ามีผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน สุดท้ายหากเรื่องไปถึงศาล ก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

สรุป

เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะคือการสร้างบรรทัดฐานการให้บริการ เพราะเมื่อผู้บริโภคผิดนัดชำระค่าบริการ ผู้ให้บริการสามารถระงับบริการได้ แต่เมื่อผู้ให้บริการจะยกเลิกบริการ (ช่องรายการ) ก็ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หรือหากไม่ปฏิบัติก็ควรมีการเยียวยาผู้บริโภคที่เหมาะสม เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องถึงการใช้อำนาจของ กสทช. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลในกิจการที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-2-ways-for-consumer-truevisions/

รวมปัญหาที่พบบ่อยของผู้บริโภคด้านโทรคมนาคมในปี 2559

บทความโดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ภาพจาก Pexels

ในรอบปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาที่ผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมประสบ และมีสถิติเกี่ยวกับการร้องเรียนต่อ กสทช. ซึ่งสะท้อนทิศทางของปัญหาบริการโทรคมนาคมที่ผู้บริโภคเผชิญอยู่ อันเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรจะเรียนรู้เพื่อรับมือกับปัญหาเหล่านั้น

จำนวนเรื่องร้องเรียนด้านโทรคมนาคมในปีนี้ แม้จะยังไม่ครบปีก็ทำลายสถิติเดิม ด้วยจำนวนกว่า 4,200 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีเพียง 2,913 เรื่อง เกือบร้อยละ 50 โดยประเด็นเรื่องร้องเรียนที่เพิ่มกว่าพันเรื่องนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาบริการคงสิทธิเลขหมาย (ย้ายค่ายใช้เบอร์เดิม) ซึ่งแม้ว่า กสทช. จะกำหนดให้การย้ายค่ายต้องแล้วเสร็จใน 3 วันทำการก็ตาม แต่ผู้บริโภคเกินกว่าครึ่งก็ไม่สามารถย้ายค่ายได้ใน 3 วันหรือถูกปฏิเสธการย้ายค่ายด้วยซ้ำ

หากจำแนกเรื่องร้องเรียนตามประเภทบริการแล้ว เกือบร้อยละ 75 เป็นการร้องเรียนบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ รองลงมาคือร้องเรียนบริการอินเทอร์เน็ตร้อยละ 20 และตามมาด้วยปัญหาการตั้งเสาสถานีโทรศัพท์เคลื่อนที่เกือบร้อยละ 3 ส่วนบริการอื่นๆ ที่มีผู้ใช้บริการน้อยก็มีจำนวนการร้องเรียนน้อยลดหลั่นลงมา

แต่หากจำแนกเรื่องร้องเรียนตามกลุ่มปัญหาแล้ว กลุ่มปัญหาที่พบบ่อย 5 อันดับแรก คือ

  1. กลุ่มปัญหามาตรฐานและคุณภาพบริการ (ได้แก่ ปัญหาบริการคงสิทธิเลขหมาย ปัญหาคุณภาพสัญญาณต่ำ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขบริการหรือถูกระงับบริการ เป็นต้น) มีสูงถึงกว่าร้อยละ 50
  2. กลุ่มปัญหาการยกเลิกบริการ (ซึ่งรวมถึงปัญหาการปฏิเสธการยกเลิกสัญญา การคิดค่าปรับหากจะยกเลิกสัญญา) มีสูงถึงกว่าร้อยละ 15
  3. กลุ่มปัญหาการคิดค่าบริการผิดพลาด ประมาณร้อยละ 8
  4. กลุ่มปัญหาบริการเสริม (ตัวอย่างเช่น ถูกคิดเงินจากการรับข้อความที่เราไม่ได้สมัครใช้บริการ ยกเลิกบริการประเภทข้อมูลข่าวสารไม่ได้) ประมาณร้อยละ 5
  5. กลุ่มปัญหาการตั้งเสาสถานี ประมาณเกือบร้อยละ 3

เมื่อนำจำนวนเรื่องร้องเรียนมาเปรียบเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการแต่ละประเภทแล้ว พบว่า หากมีผู้ใช้บริการประเภทละ 100,000 คน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่จะร้องเรียนประมาณ 1 คน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะร้องเรียนประมาณ 2 คน และผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตจะร้องเรียนประมาณ 15 คน โดยสรุปคือ ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตพบปัญหามากกว่าผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์ประจำที่ประมาณ 7 – 15 เท่า

ที่กล่าวมานี้คือปัญหาที่พบจากการร้องเรียนในเชิงสถิติ สำหรับสถานการณ์ของปัญหาสำคัญของผู้บริโภคที่สาธารณชนสนใจ ได้แก่

1. ปัญหาซิมดับจากการหมดสัมปทานของคลื่น 900 MHz ซึ่งแม้ กสทช. จะได้จัดประมูลคลื่นความถี่ แต่ก็จัดประมูลหลังการสิ้นสุดสัมปทาน ทำให้เกิดการสะดุดในการเปลี่ยนผ่านจากการใช้คลื่นในระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาต และยังเกิดปัญหาจากการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี 2G ไปสู่ 3G หรือ 4G ทำให้ผู้บริโภคต้องดิ้นรนเปลี่ยนมือถือให้รองรับเทคโนโลยีใหม่

ในอนาคตประเทศไทยจึงควรมีแผนเตรียมการรองรับการสิ้นสุดสัมปทาน และรองรับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้าก่อนสิ้นสุดสัมปทานเป็นกุญแจสำคัญของคำตอบในปัญหานี้

2. ปัญหาการช่วงชิงผู้บริโภคที่ซิมจะดับเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยช่องทางบริการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งถือเป็นกลไกการแข่งขันที่สร้างตัวเลือกให้กับผู้บริโภคที่ซิมจะดับ ว่าจะเลือกใช้บริการค่ายไหนดี แต่ปัญหาก็เกิดเพราะมีการเปิดช่องทางย้ายค่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ เพียงรูดหรือเสียบบัตรประชาชนกับเครื่องอ่านบัตร ซึ่งโดยปกติธุรกรรมต่างๆ มักจะต้องมีการเซ็นชื่อพิสูจน์ตัวบุคคลร่วมกับการแสดงบัตรประชาชน จึงเกิดปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของช่องทางดังกล่าวตามมา ทำให้เกิดการปฏิเสธการโอนย้ายจำนวนมหาศาล และเกิดกรณีการใช้บัตรประชาชนโอนย้ายโดยเจ้าของไม่ได้ยินยอม อย่างไรก็ตาม กสทช. ได้ออกแนวปฏิบัติในการย้ายค่ายใหม่ให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มมีผลในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้

3. ปัญหาโปรลับจากการช่วงชิงผู้บริโภคที่ซิมจะดับ ทำให้ผู้บริโภคย้ายไปค่ายอื่น ค่ายเดิมก็ดึงดูดผู้บริโภคให้ใช้บริการต่อไป โดยเสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าเดิมมาก แต่เป็นเงื่อนไขที่ไม่เปิดเผยโดยทั่วไป จึงถูกเรียกว่า “โปรลับ” ซึ่งอาจเข้าข่ายพฤติกรรมต่อต้านการแข่งขันเสรีในตลาดโทรคมนาคม ในหลายประเทศจึงมีการกำกับดูแลพฤติการณ์ที่เรียกว่า Loyalty and Fidelity Discounts and Rebates อย่างไรก็ตาม การเลือกเปิดเผยรายการส่งเสริมการขายแก่ผู้บริโภคเฉพาะที่จะย้ายค่ายเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะ กสทช. กำหนดให้ทุกค่ายต้องเปิดเผยทุกรายการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการได้ตามความสมัครใจ

4. ปัญหาบริษัท ทีทีแอนด์ทีถูกพิทักษ์ทรัพย์ ทำให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ประจำที่ไม่ต่ำกว่าสามแสนรายอยู่ในความเสี่ยง บางรายไม่สามารถใช้บริการได้ แต่ยังถูกหักค่าบริการผ่านบัตรเครดิตหรือผ่านบัญชีธนาคาร ซึ่งหากบริษัทจะหยุดบริการ ต้องมีแผนการเยียวยาผู้บริโภค ว่าจะหาบริษัทใดมารับช่วงดูแลผู้บริโภคกลุ่มนี้ ส่วนผู้บริโภคที่ไม่ประสงค์จะให้หักค่าบริการผ่านสถาบันการเงิน ควรต้องติดต่อสถาบันการเงินโดยเร็ว หรืออาจจำเป็นต้องถึงขั้นยกเลิกบัตรเครดิตที่ใช้งาน หากไม่สามารถระงับการหักค่าบริการทั้งที่ไม่สามารถใช้บริการได้

5. ปัญหาการสวมรอยเปิดซิมและถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารออนไลน์ ซึ่งเกิดจากความหละหลวมของทั้งค่ายมือถือที่ออกซิมให้กับมิจฉาชีพ ทั้งที่ไม่ได้แสดงบัตรประชาชนตัวจริง และของธนาคารที่ยอมให้รหัสการเข้าถึงธนาคารออนไลน์แก่มิจฉาชีพที่มีซิมใหม่ ทั้งที่ไม่มีการพิสูจน์ตัวบุคคลอย่างรอบคอบ แม้ว่าสุดท้าย ธนาคารจะรับผิดชอบต่อเงินที่ถูกถอนออกไปทั้งหมด แต่ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของการทำธุรกรรมออนไลน์ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงต้องเร่งปรับปรุงมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวบุคคลให้รัดกุมยิ่งขึ้น ส่วนองค์กรใดจะตัดสินใจใช้ระบบ Biometrics เพื่อพิสูจน์ตัวบุคคลนั้น ควรต้องพิจารณาด้วยว่า หากมีการขโมยข้อมูล Biometrics ได้ จะมีผลเสียต่อเจ้าของข้อมูลเพียงใด และจะมีมาตรการแก้ไขป้องกันปัญหาอย่างไร เพราะข้อมูล Biometrics ไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนลายเซ็น

6. ปัญหาการแอบขายข้อมูลส่วนบุคคลที่ค่ายมือถือเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ทำให้สามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานได้ จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งที่ผ่านมาแม้ผู้บริโภคหลายคนจะสงสัยว่ามีปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่ไม่มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ได้ จนกระทั่งเกิดกรณีที่ผู้เสียหายรายหนึ่งเผยแพร่หลักฐานข้อมูลการใช้งานมือถือที่ได้มาจากจากระบบของค่ายมือถือ จนค่ายมือถือไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ แม้จะมีการไล่พนักงานที่ขายข้อมูลและชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายแล้ว แต่ในเชิงระบบก็ต้องหามาตรการใหม่ในการป้องกันการแอบขายข้อมูลลักษณะนี้อีก และกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางอาญาควรเร่งติดตามว่า กลุ่มอาชญากรใดเป็นผู้ซื้อ และติดตามเส้นทางการเงินของผู้ซื้อและผู้ขายข้อมูล เพื่อทลายขบวนการผิดกฎหมายเหล่านี้ ซึ่งในเบื้องต้นมีข่าวว่าอาจเกี่ยวพันกับธุรกิจพนันออนไลน์ และมีการซื้อข้อมูลว่า มีเบอร์มือถือใดโทรไปพนันกับบ่อนคู่แข่งหรือไม่ เพื่อที่จะได้แย่งชิงลูกค้ามาใช้บริการบ่อนของตน เบอร์มือถือที่ทำธุรกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ แม้ผู้เล่นพนันจะไม่ได้เปิดเผยให้ใครทราบ แต่ขอให้รู้ว่าอาจไม่ใช่ความลับอีกต่อไป

7. ปัญหาการคิดค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบปัดเศษ ต่อกรณีปัญหานี้ ทั้ง สปช. และ สปท. ได้เห็นพ้องที่จะคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ต้องเสียค่าบริการในส่วนที่ตนเองไม่ได้ใช้บริการจริง แต่ผู้ให้บริการกลับยังปัดเศษหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรปัดเศษเป็นนาที หรือค่าเน็ตปัดเศษเป็นเมกะไบต์หรือมากกว่านั้น จนกระทั่ง กทค. มีมติให้ผู้ชนะการประมูลคลื่นในปีที่ผ่านมา คิดค่าบริการตามการใช้งานจริง แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่เห็นผล และมีความพยายามที่จะให้ทบทวนมติ กทค. เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เรื่องการคิดเงินให้ตรงไปตรงมาแบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ผู้บริโภคบริการโทรคมนาคมจะต้องรับมืออีกมาก ยิ่งเกิดเทคโนโลยีใหม่ บริการใหม่ ก็จะมีปัญหาใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราควรร่วมมือกันจัดการปัญหาเก่าๆ ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่จัดการได้ เพื่อไม่ให้ทั้งปัญหาใหม่และปัญหาเก่าท่วมทับผู้บริโภคจนต้องอยู่อย่างลำบาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/telecom-consumers-problem-2016/

[กสทช.] เตรียมให้ผู้ให้บริการเครือข่ายเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของผู้เปิดเบอร์ใหม่สำหรับการลงทะเบียนซิม

เมื่อไม่นานมานี้ทาง กสทช. ได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับการยืนยันตัวตนสำหรับ SIM ของผู้เปิดเบอร์โทรรายใหม่จากเดิมที่ทำแค่เพียงการเก็บข้อมูลจากบัตรประชาชนมาเป็นให้ผู้บริการเครือข่ายทำการเก็บลายนิ้วมือของผู้เปิดเบอร์โทรใหม่ด้วย โดยการยืนยันตัวตนสำหรับการเปิด SIM ใหม่ของผู้ใช้บริการนี้นั้นหมายรวมถึงผู้ใช้บริการแบบจ่ายรายเดือนและผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน ซึ่งทาง กสทช. ได้ทำการขีดเส้นตายดังกล่าวนี้ไว้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 ที่จะถึงนี้ครับ

thai-nbtc-logo-600-e

ในส่วนของผู้ใช้รายเดิมนั้นทาง กสทช. ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สมัครใจในการเดินทางไปทำการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือเองครับ ทั้งนี้ทาง กสทช. ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่าการเก็บข้อมูลลายนิ้วมือดังกล่าวนี้นั้นก็เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานเองอย่างเช่นเรื่องของการใช้งานระบบบริการธนาคารเคลื่อนที่ที่เริ่มจะมีการหลอกลวงเกิดมากขึ้นในสังคมไทยเราเป็นต้น(จากข้อมูลนั้นพบว่าเบอร์โทรที่เปิดใช้บริการทั้งแบบเติมเงินและรายเดือนในไทยนั้นมีสูงถึง 103 ล้านหมายเลขและมีผู้ที่ใช้บริการธนาคารเคลื่อนที่ผ่านมือถือกว่า 14 ล้านราย)

อย่างไรก็ตามแต่แล้วเรื่องที่น่ากังวลใจสำหรับผู้ใช้งานที่ควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนการไปสแกนลายนิ้วมือก็คืองานนี้ระบบดังกล่าวจะสามารถเชื่อใจได้มากแค่ไหนเพราะถึงแม้ว่าคุณจะต้องไปสแกนลายนิ้วมือที่ผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ข้อมูลลายนิ้วทั้งหมดนั้นจะถูกเก็บไปที่ Server ของทาง กสทช. แต่เพียงผู้เดียวโดยทาง กสทช. ได้บอกเอาไว้ว่าระบบฐานข้อมูลรายนิ้วมือนี้ได้รับการออกแบบโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ด้วยจำนวนเงิน 15 ล้านบาทครับ(ได้จากการยื่นประมูลงานตามปกติ)

การใช้งานระบบนี้นั้นทางผู้บริการเครือข่ายต้องเป็นผู้ที่จัดทำระบบแสกนลายนิ้วมือขึ้นมาเองเพื่อที่จะเอาไว้เชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลของทาง กสทช.(โดยทาง กสทช. บอกว่าอาจจะทำการสนับสนุนรายจ่ายในการสร้างระบบนี้ด้วยการลดค่าธรรเนียมบางส่วนให้กับผู้บริการเครือข้าย) ซึ่งตรงจุดนี้แหละครับที่ทำให้น่าสงสัยว่าทางผู้ให้บริการเครือข่ายจะเก็บข้อมูลลายนิ้วมือของผู้ใช้บริการเอาไว้เองด้วยหรือเปล่า และในช่วงของการส่งข้อมูลจากผู้ให้บริการเครือข่ายไปยังฐานข้อมูลของ กสทช. นั้นจะมีความปลอดภัยจริงหรือไม่ งานนี้เราคงต้องรอดูการตอบรับของผู้ให้บริการเครือข่ายกันต่อไปครับ

ที่มา : Bangkok Post

from:https://notebookspec.com/fingerprint-id-set-to-be-mandatory/375034/