คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

พักยก “OTT” คนโฆษณาเตรียมตัวสู่ “ประชาพิจารณ์”

เชื่อว่าเวลานี้หลายคน โดยเฉพาะวงการเอเจนซี และเหล่า Content Creator คงได้หายใจทั่วท้องกันขึ้นมาบ้างแล้ว จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ได้มีมติยกเลิกการกำกับ OTT (Over-the-Top) รวมถึงการยกเลิกการลงทะเบียน OTT ของผู้ให้บริการทั้งหมดที่ได้ลงทะเบียนมาก่อนหน้านี้ 

การออกมาประกาศดังกล่าวส่งผลให้ จากเดิมที่เคยกำหนดเดดไลน์ให้ Facebook และ YouTube ต้องมาลงทะเบียน OTT ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2560 ถือเป็นอันยกเลิก ซึ่งมีผลให้ความตึงเครียดในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลคลายลงอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์แห่งความโล่งอกนี้ ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ได้ให้ความเห็นว่า “ผมดีใจกับการตัดสินใจของ กสทช. ในวันนี้ และเชื่อว่าทั้งอุตสาหกรรมก็คงเกิดความรู้สึกดีใจที่ได้เห็นการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม OTT ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนมีเวลาคุยกันมากขึ้น”

ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ (ขอบคุณภาพจาก Techsauce)

อย่างไรก็ดี นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจการ OTT เพื่อเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ภายใน 30 วัน และหลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการของการทำประชาพิจารณ์ต่อไป ในจุดนี้ ดร.ศุภชัยกล่าวว่า “ผลของการประชุมบอร์ดที่ออกมาทำให้ทุกฝ่ายโล่งใจ แต่ไม่ใช่โล่งใจแล้วไม่ทำอะไรต่อ เพราะการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่จะเกิดขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทุกภาคส่วนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะนำไปสู่การประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมมากกว่า”

ก้าวต่อไปของ OTT

โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็คือ กสทช. ได้มอบหมายให้ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการ OTT จัดทำร่างหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจการ OTT เสนอต่อที่ประชุม กสทช. ภายใน 30 วัน เพื่อให้ กสทช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชาพิจารณ์ ตามขั้นตอนของกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นค่อยกลับมาเสนอต่อที่ประชุม กสทช.  เพื่อพิจารณาเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

ในจุดน้ี ดร.ศุภชัย ให้ความเห็นว่า เผยว่า “หน้าที่ของสมาคมฯ เราอยากให้อุตสาหกรรมนี้เติบโต ดังนั้นทางสมาคมฯ เองเราก็เหมือนเป็นตัวกลาง ที่จะคุยกับทั้งภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนกัน ใครอยากได้อะไร ก็พูดคุยกัน จะได้เข้าใจตรงกัน และนั่นน่าจะเป็นผลดีต่อทั้งประเทศด้วย”

 

ด้านตัวแทนจาก Google Thailand เผยกับทางทีมงาน Thumbsup ว่า ไม่มีความเห็นใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่แหล่งข่าวในวงการเอเจนซีของทีมงาน Thumbsup รายหนึ่งได้ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า “รู้สึกวางใจในระดับหนึ่ง ว่าอย่างน้อยผู้มีอำนาจก็ไม่ได้ผลีผลามในการออกคำสั่ง และเกิดกระบวนการของการรับฟังความคิดเห็น แต่ก็ต้องจับตามองในส่วนของกระบวนการทำประชาพิจารณ์ด้วยว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากน้อยเพียงไร ซึ่งหากมีการเข้าร่วมจากทุกภาคส่วนจริง ก็จะมั่นใจขึ้นมาสัก  50% ว่าผลลัพธ์น่าจะออกมาด้วยดี แต่ทั้งหมดนี้ต้องบอกเลยว่า ไม่สามารถวางใจได้มากนัก ขอเรียกว่าอยู่ในระยะของการจับตามองดีกว่า”

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/ott-cancellation/

Advertisements

“สุภิญญา” ชี้ Google/Facebook ลงทะเบียน OTT ขัดกฎหมาย กสทช. ยอมถอยจัดทำร่างหลักเกณฑ์ใหม่

ก่อนหน้านี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่า กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (Over The Top) หรือไม่ เพราะดูเหมือนกฎหมายจะไม่ได้ให้อำนาจไว้ และการเรียกให้ผู้ให้บริการ OTT มาลงทะเบียนก็ดูจะมีปัญหา เพราะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องหลักเกณฑ์ใดๆ เลย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Google และ Facebook จะไม่ยอมมาลงทะเบียน เพราะไม่รู้ว่าจะมีการกำกับอะไรรออยู่ข้างหน้า

กสทช. ยกเลิกเส้นตาย 22 ก.ค. ขอเวลายกร่างหลักเกณฑ์

ตามกระบวนการแล้วจะกำกับดูแลอะไรต้องมีการวางหลักเกณฑ์และรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน ดังนั้นในการประชุม กสทช. วันนี้ (5 ก.ค.) จึงมีวาระสำคัญเรื่องแนวทางการกำกับดูแล OTT (สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ OTT คือ การให้บริการเสียงและภาพผ่านอินเทอร์เน็ต)

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า คณะกรรมการ มีมติให้คณะอนุกรรมการ OTT ยกร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ OTT ให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเสนอบอร์ด กสทช. พิจารณา ก่อนนำออกทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา มีกรอบเวลา 90 วัน

ดังนั้น เส้นตาย 22 ก.ค. ที่จะถึงนี้จึงถูกยกเลิกไป

นี่เป็นการยอมรับว่า กสทช. ไม่มีอำนาจ หรืออย่างน้อยไม่แน่ใจในอำนาจของตัวเองว่า สามารถกำกับดูแลกิจการ OTT ได้หรือไม่

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ให้บริการ OTT ที่ลงทะเบียนกับ กสทช. ไปก่อนหน้านี้ ไม่สงสัยบ้างหรือว่า หลังจากนี้จะโดนกำกับดูแลอย่างไร มีหลักเกณฑ์อย่างไร

Google ออกจดหมายถามความชัดเจนเรื่องกฎหมาย

โฆษกของ Google ได้แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ Google ต้องการเป็นสิ่งแรกคือ ความชัดเจนของกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากลงทะเบียน OTT แล้วจะมีผลอย่างไร มีการกำกับดูแลอย่างไร กระบวนการต่อไปคืออะไร การดำเนินงานจะเป็นไปในรูปแบบไหน

ก่อนหน้านี้ที่มีจดหมายจาก Asia Internet Coalition หรือ AIC ไม่ใช่ล็อบบี้ยิสต์ แต่เป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ที่เป็นสมาชิก คือ Facebook, Google, LINE, Twitter, Yahoo และ Rakuten ซึ่งของ Google มีฝ่ายกฎหมายที่สิงคโปร์กำลังศึกษาอยู่

สุภิญญา ชี้ กสทช. บังคับ Google-Facebook ลงทะเบียน OTT ขัดกฎหมาย

สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ได้ทวิตข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยชี้แจงตัวกฎหมายว่า กสทช. ยังไม่มีอำนาจกำกับดูแล OTT และการเหมารวมว่า OTT คือกิจการโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่น ก็เป็นสิ่งที่ขัดกฎหมาย ดังนั้นการให้ Google – Facebook มาลงทะเบียนจะเท่ากับเป็นการขัดกฎหมาย และจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

การที่ กสทช. จะกำกับดูแล OTT ถือเป็นเรื่องปกติที่ควรทำในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้นมติบอร์ด ให้ชะลอเรื่องต่างๆ และจัดทำร่างหลักเกณฑ์ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เพื่อความเข้าใจ ด้านล่างคือ ข้อความทวีตของ สุภิญญา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/google-facebook-ott-nbtc-delay/

ชัดเจน LINE mobile เป็นบริการรูปแบบใหม่ของ dtac ไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช.

หลังจากเริ่มเปิดให้บริการในวงจำกัด จนหลายฝ่ายให้ความสนใจว่า LINE mobile ซึ่งประกาศชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ LINE ประเทศไทย แต่กลับมีเอี่ยวกับชื่อของ dtac Trinet จนในที่สุด กสทช. เลยเรียกเข้ามาชี้แจข้อเท็จจริง

สรุป LINE mobile เป็นของ dtac

ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า หลังจากที่เชิญ dtac Trinet และบริษัท LINE Plus Corporation จำกัด เข้ามาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ LINE mobile ได้ข้อสรุปว่า LINE mobile เป็นแพ็คเกจให้บริการรูปแบบใหม่ของ dtac Trinet ที่ดำเนินการโดยใช้เครื่องหมายการค้า LINE mobile ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ดึงดูดลูกค้า จึงไม่เข้าข่ายบริการโทรคมนาคมที่ต้องมาขออนุญาตจาก กสทช.

แต่จากนี้ก็ยังต้องตรวจสอบว่า LINE mobile มีลักษณะการให้บริการเป็นไปตามที่ 2 บริษัทข้างต้นชี้แจงหรือไม่ และต้องตรวจสอบวิธีลงทะเบียนซิมการ์ดให้เป็นไปตามระเบียบของ กสทช.

ภาพใบแจ้งค่าบริการจาก LINE mobile ที่มีการพิมพ์บริษัท DTAC TRINET ติดอยู่

โดนเปิดกลยุทธ์ พลาดโอกาสทางการตลาด

ข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชั่น chat ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย ด้วยคาร์แรกเตอร์ตัวการ์ตูนน่ารัก sticker ที่สนุกและตลกตรงใจคนไทย แต่ LINE ไม่มีแผน และไม่จำเป็นต้องนำ LINE mobile ซึ่งร่วมมือกับ NTT docomo ให้บริการที่ญี่ปุ่น มาทำตลาดในไทย

dtac จึงติดต่อนำแบรนด์ LINE mobile เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ที่หวังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้ ด้วยรูปแบบที่น่าจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น (ต้องสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต และบริการตัวเองผ่านแอปเป็นหลัก) แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็น dtac

เมื่อเรื่องถึง กสทช. จึงเรียกทั้ง dtac และ LINE Plus Corporation ในฐานะผู้ให้บริการ LINE mobile เข้าไปชี้แจง และแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะในที่สุด

source: innnews.co.th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/line-mobile-dtac-trinet/

ชัดเจน LINE mobile เป็นบริการรูปแบบใหม่ของ dtac ไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช.

หลังจากเริ่มเปิดให้บริการในวงจำกัด จนหลายฝ่ายให้ความสนใจว่า LINE mobile ซึ่งประกาศชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ LINE ประเทศไทย แต่กลับมีเอี่ยวกับชื่อของ dtac Trinet จนในที่สุด กสทช. เลยเรียกเข้ามาชี้แจข้อเท็จจริง

สรุป LINE mobile เป็นของ dtac

ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า หลังจากที่เชิญ dtac Trinet และบริษัท LINE Plus Corporation จำกัด เข้ามาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ LINE mobile ได้ข้อสรุปว่า LINE mobile เป็นแพ็คเกจให้บริการรูปแบบใหม่ของ dtac Trinet ที่ดำเนินการโดยใช้เครื่องหมายการค้า LINE mobile ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ดึงดูดลูกค้า จึงไม่เข้าข่ายบริการโทรคมนาคมที่ต้องมาขออนุญาตจาก กสทช.

แต่จากนี้ก็ยังต้องตรวจสอบว่า LINE mobile มีลักษณะการให้บริการเป็นไปตามที่ 2 บริษัทข้างต้นชี้แจงหรือไม่ และต้องตรวจสอบวิธีลงทะเบียนซิมการ์ดให้เป็นไปตามระเบียบของ กสทช.

ภาพใบแจ้งค่าบริการจาก LINE mobile ที่มีการพิมพ์บริษัท DTAC TRINET ติดอยู่

โดนเปิดกลยุทธ์ พลาดโอกาสทางการตลาด

ข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชั่น chat ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย ด้วยคาร์แรกเตอร์ตัวการ์ตูนน่ารัก sticker ที่สนุกและตลกตรงใจคนไทย แต่ LINE ไม่มีแผน และไม่จำเป็นต้องนำ LINE mobile ซึ่งร่วมมือกับ NTT docomo ให้บริการที่ญี่ปุ่น มาทำตลาดในไทย

dtac จึงติดต่อนำแบรนด์ LINE mobile เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ที่หวังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้ ด้วยรูปแบบที่น่าจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น (ต้องสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต และบริการตัวเองผ่านแอปเป็นหลัก) แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็น dtac

เมื่อเรื่องถึง กสทช. จึงเรียกทั้ง dtac และ LINE Plus Corporation ในฐานะผู้ให้บริการ LINE mobile เข้าไปชี้แจง และแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะในที่สุด

source: innnews.co.th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/line-mobile-dtac-trinet-nbtc/

เสียงเล็ก ๆ จากเอเจนซีไทยต่อกรณี OTT “เราจะแพ้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”

หากให้เปรียบเทียบสถานการณ์ในวงการเอเจนซีโฆษณาในขณะนี้ กับสมรภูมิอื่น ๆ ของโลก คงต้องบอกว่า สถานการณ์ของบ้านเราก็ร้อนไม่เป็นรองใคร โดยจดหมายแสดงความกังวลจากสหพันธ์อินเทอร์เน็ตเอเชีย หรือ AIC (Asia Internet Coalition) เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังครั้งใหญ่ของแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ Facebook ต่อกรณีการขึ้นทะเบียนผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (Over The Top) และมาตรการต่าง ๆ ที่ กสทช. นำออกมาใช้บังคับได้เป็นอย่างดี

โดยที่ผ่านมา เราอาจไม่ได้เห็น AIC ออกมามีบทบาทมากนัก แต่อาจเป็นเพราะในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายนนี้ กสทช. ใช้ยาแรง ด้วยการเชิญเอเจนซี สมาคมด้านการตลาด และบริษัทที่มีมูลค่าสื่อออนไลน์อันดับต้น ๆมาชี้แจงแนวทางการโฆษณาผ่าน OTT รวมทั้งการแจ้งผลทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้น หากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ไม่มาลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT นั่นเอง

ลำดับไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้อาจเริ่มต้นจากเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 60 ที่ทาง Google ประเทศไทย ระบุแต่เพียงว่า ไม่ได้บอกว่าจะไม่ลงทะเบียน OTT เพียงแต่ทางฝ่ายกฎหมายกำลังศึกษาอยู่ ต่อมาได้มีการหารือระหว่าง กสทช. กับสมาคมมีเดียเอเยนซี และธุรกิจสื่อดิจิตอลแห่งประเทศไทย, สมาคมโฆษณาดิจิทัลแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ซึ่งนำไปสู่มาตรการกดดันครั้งใหญ่ที่ กสทช. มีบทสรุปว่า ถ้า Google และ Facebook ไม่มาลงทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค. ก็จะเป็นกิจการเถื่อนที่ให้บริการผิดกฎหมายในไทย และเอเจนซีโฆษณาบน 2 แพลตฟอร์มนี้จะมีความผิดตามกฎหมายทันที

เจอการกดดันระดับนี้เข้าไป พระอินทร์อย่าง AIC ถึงกับร้อนอาสน์นั่งไม่อยู่ และส่งจดหมายมายัง กสทช. โดยด่วน (29 มิ.ย. 60) ซึ่งมีใจความว่าทาง AIC รู้สึกกังวลอย่างมาก ว่าประเทศไทยกำลังถอยหลังเข้าคลอง จากนโยบาย OTT ที่สวนทางกับนโยบาย Thailand 4.0

นอกจากนั้นยังชี้ว่า ประเด็น OTT นี้เป็นนโยบายที่ไม่เห็นความสำคัญกับภาคธุรกิจ และนวัตกรเป็นอันดับต้น ๆ ตรงกันข้าม กลับจะเป็นการจำกัดโอกาสในการเติบโตของผู้ประกอบการแทนมากกว่า เพราะเนื้อหาตัวบทกฎหมายมีการสั่งห้ามไม่ให้คนไทยและองค์กรระดับเอนเทอร์ไพรส์เข้าใช้งานแพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อสร้างธุรกิจออนไลน์ (ติดตามอ่านจดหมายฉบับเต็มได้ที่เนื้อหาด้านล่างสุดค่ะ)

ในจุดนี้ กสทช. สามารถทำให้ชัดเจนขึ้นได้ด้วยการออกมาระบุว่าการลงทะเบียน OTT จะมีผลผูกพันอย่างไรบ้างต่อแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ

อย่างไรก็ดี เสียงจากฟากของเอเจนซีก็เป็นเสียงที่ต้องรับฟังเช่นกัน โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งไม่ประสงค์เปิดเผยนาม เผยกับทีม Thumbsup ว่า หากวันที่ 22 กรกฏาคมแล้ว YouTube กับ Facebook ไม่ไปลงทะเบียน บรรดาเอเจนซีรายเล็ก ๆ ต้องเกิดความเสียหายแน่นอน ตรงกันข้ามกับรายใหญ่ ๆ ที่อาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

“กรณีที่ YouTube กับ Facebook ไม่ไปขึ้นทะเบียนจริง ๆ แล้วสินค้าต้องหันไปใช้ดิจิทัลเอเจนซีจากต่างประเทศ เท่ากับว่า ในการแข่งขันพิทช์งาน เอเจนซีสัญชาติไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป หรือก็คือ เราจะแพ้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากเอเจนซีต่างชาติจะได้เปรียบในเรื่องขอบเขตการนำเสนอที่กว้างกว่า”

“คนที่เจ็บหนักที่สุดเป็นเจ้าของกิจกรรมออนไลน์ที่เน้นการลงโฆษณาเป็นหลัก และเอเจนซีที่ขายแพกเกจมีเดียออนไลน์ รองลงมาคือกลุ่ม Content Provider ส่วนเอเจนซีบางแห่งที่ยึดธรรมาภิบาล ไม่ร่วมมือกับ Facebook และ YouTube อีก ก็จะต้องเบนเข็มไปหาทางรอดใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ถือว่า จะทำธุรกิจได้ยากมากขึ้นแน่นอน”

ทั้งนี้ ในประเด็นของกสทช.ที่ต้องการบังคับใช้ OTT เพราะเป็นห่วงเรื่องของเนื้อหา การละเมิดลิขสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อย่างไรก็ดี อยากฝากทิ้งท้ายในประเด็นนี้ว่า เรามองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้อาจไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไร กับการเผชิญหน้าตั้งป้อมใส่กัน ทั้ง ๆ ที่ทุกฝ่ายต่างก็อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ของโลก ของมวลมนุษยชาติกันทั้งสิ้น ถอยกันคนละก้าว ออกมายืนหายใจกันยาว ๆ ก่อน ใจเย็นแล้วค่อยคุยกันใหม่อาจจะพบทางออกที่ดีกว่าก็ได้ค่ะ

Don’t be evil เนอะ

#################################################################

สำหรับเนื้อหาของจดหมายจาก AIC ทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

Chairman Thares
Office of The National Broadcasting and Telecommunications Commission
87 Phaholythin 8 (Soi Sailom),
Samsen Nai, Phayathai,
Bangkok 10400. Thailand

Dear Chairman Thares

Asia Internet Coalition’s (AIC) Response to Recently Announced OTT Regulations for Thailand

Thai consumers, businesses, and content creators are thriving in Asia and around the world, thanks to a free and open Internet. The AIC and the companies it represents are concerned that the National Broadcasting Telecommunications Commission’s (NBTC) proposal to regulate “OTT services” will adversely affect Thailand, creating business uncertainty, slowing economic growth, and limiting investments in Thailand’s growing digital sector. We are also concerned that new policies are being formulated without public consultation and these policies are at odds with Thailand’s international trade commitments and as a result will discourage investment.

The AIC welcomes constructive engagement with the Thai authorities on OTT regulation. However, the NBTC has not made and draft OTT regulations public. We have also observed press reports that the NBTC will require companies to register as OTT services within 30 days. This effectively requires parties to register to be regulated by regulations which are not in the public domain. The AIC respectfully encourages the NBTC to promptly share the draft regulation and provide a transparent public consultation process.

The NBTC has also publicly stated that companies not meeting with the NBTC will face “pressure” as they continue to operate. It has recently come to our attention that the NBTC may pressure or otherwise complicate relationships with advertisers as part of this approach. This leaves the industry in a difficult position, facing pressure to be governed by regulations which aren’t in the public domain.

Generally, the NBTC’s proposal for OTT regulation appears to uniquely disadvantage Thai consumers and content creators compared to many other countries. The proposed regulation would immediately discourage investment and inhibit growth with significant long-term negative impact on Thailand’s overall economy. It also would hinder the government’s Thailand 4.0 ambitions. The regulatory uncertainty and the perception of an unwelcome environment for digital innovators, communicators and content creators could further discourage foreign investment.

The AIC hopes the Thai Government, (including NBTC and the Ministry of Digital Economy and Society) considers the position of foreign and local OTT players in relation to Thailand’s overall competitiveness as an investment destination, and as a country providing opportunities for content creators and Small and Medium Enterprises.

The AIC would also like to highlight the following important considerations:

A) Global repercussions of the NBTC’s proposal:

• The NBTC’s present proposal makes Thailand a global outlier in regulating OTT services.

• Regulations must be consistent with Thailand’s obligations under the General Agreement on Trade in Services (GATS) in the World Trade Organization (WTO). Under GATS, Thailand committed to allowing largely unrestricted cross-border supply of “data base access services” and “on-line information . . . services”. These commitments encompass services provided by OTT service providers.

• The application of GATS to any prospective OTT regulation is complex. The best and only way for NBTC to ensure that a proposed regulation will not lead to adverse action by Thailand’s trading partners at the WTO is to introduce the draft in an open and transparent process, providing sufficient time for potentially affected parties to comment and provide feedback.

• It appears that the proposal requires OTT service providers to commit to having a taxable presence in Thailand regardless of whether they have a physical presence in Thailand. This appears inconsistent with Thailand’s international double tax treaties, and the new international consensus on (i) rules for the prevention of artificial avoidance of permanent establishment status and (ii) rules for taxing the digital economy. Thailand has recently become a member of the Inclusive Framework on BEPS,<BEPs Recommendations > which signals its commitment to adopt the BEPS recommendations.

• Imposing special tax requirements only on OTT providers creates the perception that Thailand does not follow accepted international norms, and may inadvertently impede the development of the Thai economy.

B) Immediate domestic repercussions on the Thai economy:

• On a practical level, the NBTC’s OTT framework disadvantages Thai small businesses because they are not equipped to comply with such onerous regulatory obligations.

• Regulating OTT services by way of Thailand’s broadcasting regulator may not achieve the desired outcome. Its effect would be to force these services, which are different from traditional broadcasting, into a regulatory regime not suited to the nature of OTT services. The future development of OTT services in Thailand might be stifled by the NBTC’s proposals rather than encouraged by it.

• Innumerable Thai content creators, especially those who do not currently work with traditional Thai broadcasters, will be unduly penalized for using open platforms to get their content out to wider audiences.

The AIC welcomes the opportunity to review any written proposals and recommends that the NBTC reconsider implementing the planned OTT registration and regulation.

Jeff Paine
Managing Director
Asia Internet Coalition

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/agency-voice-for-ott/

AIC (ในนาม Google, Facebook) ออกแถลงการณ์ค้าน กสทช. คุม OTT ชี้ทำไทยล้าหลัง

เป็นประเด็นร้อนในวงการสื่อออนไลน์อยู่พอสมควร สำหรับกรณีที่ กสทช. ประกาศว่าบริษัทเอเยนซี่โฆษณา (และรวมถึงบริษัทอื่นๆ) ที่โฆษณาผ่านผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (OTT หรือ Over The Top) ที่ไม่มาลงทะเบียน เข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องรับโทษ 2 ใน 3 ตามความผิดที่เกิด ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

เรื่องนี้เป็นที่กล่าวถึงกันมาก เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ที่โดนกล่าวถึงเต็มๆ คือ Google และ Facebook ที่ กสทช. บอกว่า ต้องมาลงทะเบียนภายในวันที่ 22 ก.ค. (วันสุดท้ายที่เปิดให้ลงทะเบียน) ไม่เช่นนั้น เอเยนซี่ ที่โฆษณาบนทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้ จะมีความผิดตามกฎหมาย

AIC ออกแถลงการณ์ค้านคำสั่ง กสทช. ระบุทำประเทศถอยหลัง

Asia Internet Coalition หรือ AIC เป็นองค์กรความร่วมมือ ที่มีสมาชิกคือ Facebook, Google, LinkedIn, Apple, Twitter รวมถึง Yahoo, LINE และ Rakuten ได้ออกแถลงการณ์ต่อกฎระเบียบที่ กสทช. ออกมาเพื่อควบคุม OTT โดย Jeff Paine กรรมการผู้จัดการของ AIC มีเนื้อหาบอกถึง ความกังวลว่าระเบียบดังกล่าวจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมและธุรกิจในไทย และทำให้ประชากรไทยหลายล้านคน รวมถึงองค์กรต่างๆ ไม่สามารถใช้งานแพลตฟอร์มระดับโลก และระเบียบนี้อาจขัดต่อข้อตกลงนานาชาติได้ เนื้อหาดังนี้

We are deeply concerned that Thailand is turning its back on innovation with the NBTC’s proposed regulation of OTT services. The proposed regulations do not put Thai businesses and innovators first; they instead increase their regulatory burden and potentially limit their ability to grow. The rules could also prevent millions of Thai people and enterprises from using open global platforms to build their businesses online. We are also concerned that the rules may be at odds with Thailand’s international agreements.

As background, below is a letter expanding on the reasons for our concern. We delivered this to the NBTC earlier today. You may use the following for context for your story as background:

29 June 2017

พร้อมกันนี้ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. มีเนื้อหาดังนี้

Chairman Thares
Office of The National Broadcasting and Telecommunications Commission
87 Phaholythin 8 (Soi Sailom),
Samsen Nai, Phayathai,
Bangkok 10400. Thailand

Dear Chairman Thares

Asia Internet Coalition’s (AIC) Response to Recently Announced OTT Regulations for Thailand

Thai consumers, businesses, and content creators are thriving in Asia and around the world, thanks to a free and open Internet. The AIC and the companies it represents are concerned that the National Broadcasting Telecommunications Commission’s (NBTC) proposal to regulate “OTT services” will adversely affect Thailand, creating business uncertainty, slowing economic growth, and limiting investments in Thailand’s growing digital sector. We are also concerned that new policies are being formulated without public consultation and these policies are at odds with Thailand’s international trade commitments and as a result will discourage investment.

The AIC welcomes constructive engagement with the Thai authorities on OTT regulation. However, the NBTC has not made and draft OTT regulations public. We have also observed press reports that the NBTC will require companies to register as OTT services within 30 days. This effectively requires parties to register to be regulated by regulations which are not in the public domain. The AIC respectfully encourages the NBTC to promptly share the draft regulation and provide a transparent public consultation process.

The NBTC has also publicly stated that companies not meeting with the NBTC will face “pressure” as they continue to operate. It has recently come to our attention that the NBTC may pressure or otherwise complicate relationships with advertisers as part of this approach. This leaves the industry in a difficult position, facing pressure to be governed by regulations which aren’t in the public domain.

Generally, the NBTC’s proposal for OTT regulation appears to uniquely disadvantage Thai consumers and content creators compared to many other countries. The proposed regulation would immediately discourage investment and inhibit growth with significant long-term negative impact on Thailand’s overall economy. It also would hinder the government’s Thailand 4.0 ambitions. The regulatory uncertainty and the perception of an unwelcome environment for digital innovators, communicators and content creators could further discourage foreign investment.

The AIC hopes the Thai Government, (including NBTC and the Ministry of Digital Economy and Society) considers the position of foreign and local OTT players in relation to Thailand’s overall competitiveness as an investment destination, and as a country providing opportunities for content creators and Small and Medium Enterprises.

The AIC would also like to highlight the following important considerations:

A) Global repercussions of the NBTC’s proposal:

• The NBTC’s present proposal makes Thailand a global outlier in regulating OTT services.
• Regulations must be consistent with Thailand’s obligations under the General Agreement on Trade in Services (GATS) in the World Trade Organization (WTO). Under GATS, Thailand committed to allowing largely unrestricted cross-border supply of “data base access services” and “on-line information . . . services”. These commitments encompass services provided by OTT service providers.
• The application of GATS to any prospective OTT regulation is complex. The best and only way for NBTC to ensure that a proposed regulation will not lead to adverse action by Thailand’s trading partners at the WTO is to introduce the draft in an open and transparent process, providing sufficient time for potentially affected parties to comment and provide feedback.
• It appears that the proposal requires OTT service providers to commit to having a taxable presence in Thailand regardless of whether they have a physical presence in Thailand. This appears inconsistent with Thailand’s international double tax treaties, and the new international consensus on (i) rules for the prevention of artificial avoidance of permanent establishment status and (ii) rules for taxing the digital economy. Thailand has recently become a member of the Inclusive Framework on BEPS,<BEPs Recommendations > which signals its commitment to adopt the BEPS recommendations.
• Imposing special tax requirements only on OTT providers creates the perception that Thailand does not follow accepted international norms, and may inadvertently impede the development of the Thai economy.

Immediate domestic repercussions on the Thai economy:
• On a practical level, the NBTC’s OTT framework disadvantages Thai small businesses because they are not equipped to comply with such onerous regulatory obligations.
• Regulating OTT services by way of Thailand’s broadcasting regulator may not achieve the desired outcome. Its effect would be to force these services, which are different from traditional broadcasting, into a regulatory regime not suited to the nature of OTT services. The future development of OTT services in Thailand might be stifled by the NBTC’s proposals rather than encouraged by it.
• Innumerable Thai content creators, especially those who do not currently work with traditional Thai broadcasters, will be unduly penalized for using open platforms to get their content out to wider audiences.
The AIC welcomes the opportunity to review any written proposals and recommends that the NBTC reconsider implementing the planned OTT registration and regulation.

Jeff Paine
Managing Director
Asia Internet Coalition
Cc. Col Natee, Vice-Chairman of the National Broadcasting and Telecommunications Commission (NBTC) of Thailand

Thank you.
Jocelyn Alexander
AIC Secretariat

ทางออกยังมี จ้างเอเยนซี่โฆษณาต่างประเทศ

มีความเป็นไปได้ที่ผู้ให้บริการทั้ง 2 แพลตฟอร์มจะไม่มาลงทะเบียน เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขที่ชัดเจน แต่เอเยนซี่ หรือผู้ ที่สนใจลงโฆษณาจะทำอย่างไร

มีการเสนอความเห็นผ่านทางโลกโซเชียลในประเด็นนี้อยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ การจ้างเอเยนซี่ต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ให้โฆษณากลับเข้ามาในไทย ซึ่งแพลตฟอร์มทั้ง 2 ให้บริการออนไลน์ทั่วโลกไม่จำกัดพื้นที่อยู่แล้ว (เว้นแต่จะบล็อกแบบในประเทศจีน) และเงินที่จ่ายค่าโฆษณาก็ไม่ได้บันทึกในไทยอยู่แล้ว

มารอดูกันว่า เมื่อถึงวันที่ 23 ก.ค. แล้ว จะยังมีโฆษณาอะไรที่วิ่งอยู่บ้าง

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.

สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนของ กสทช.

เป็นปัญหาอีกประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน เช่น การมาลงทะเบียนผู้ให้บริการ OTT กับ กสทช. จะมีผลบังคับหรือผูกพันอย่างไรบ้างในอนาคต เพราะตามนิยาม Google และ Facebook เข้าข่าย OTT แน่นอนอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่รู้ผลกระทบ ก็ยากที่จะมาลงทะเบียน

อีกทั้งตามที่ประกาศออกมา เท่ากับว่า ถ้า Google และ Facebook ไม่มาลงทะเบียน กสทช. จะเอาผิดกับผู้ใช้บริการ (ซึ่งคือ เอเยนซี่ที่ลงโฆษณา)

นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่า จะเข้าข่ายเป็นกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่น ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ. นี้หรือไม่

ถ้าใช่ แปลว่าต้องมี สัดส่วนรายการและผังรายการ, การหารายได้ และบันทึกรายการที่ออกอากาศไปแล้ว ให้ กสทช. และอาจรวมถึงการทำรายการ LIVE ผ่าน Youtube, Facebook ซึ่งเรื่องนี้จะยิ่งยืดยาวไปอีกพอสมควร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/aic-facebook-google-statement-for-nbtc-ott/

กสทช. เตรียมเสนอ นายกฯ ร่วมมือรัสเชียพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กและเว็บค้นหาของไทยเอง!! เพื่อเก็บภาษีและควบคุมได้ดีขึ้น

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างความร่วมมือกันระหว่างประเทศไทย และรัสเซียว่า นายนิโคลัย นิกิโฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโทรคมนาคมและการสื่อสาร และ รมว.กระทรวงคมนาคมสื่อสารมวลชนแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ได้เสนอแนวทางการร่วมมือของทั้ง 2 รัฐบาล คือ การจัดตั้งโฮลดิงคัมพานีร่วมกัน โดยให้รัสเซียถือหุ้น 49% และไทยถือหุ้น 51% เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการสื่อโซเซียลเน็ตเวิร์ก, เว็บค้นหาข้อมูล ตลอดจนแอปพลิเคชันแชตสำหรับประเทศไทย

 

นอกจากนี้รัสเซียเองก็ได้พัฒนาโซเซียลเน็ตเวิร์กดังกล่าวใช้ในประเทศของตนเอง โดยโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้ในรัสเซีย ประกอบด้วย 1.Vk.com 2.OK.ru 3.Moi Mir 4.Facebook 5.Livejournal ส่วนเสิร์ชเอนจิน (Search engine) อาทิ Yandex.com เป็นโซเซียลมีเดียสัญชาติรัสเซีย ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้ในยุโรป จึงมีแนวคิดจะนำโซเชียลดังกล่าวมาพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้บริการของประเทศไทย

นายฐากร กล่าวว่า หลังจากนี้ กสทช.จะสรุปเรื่องนี้เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขณะที่นายนิโคลัย จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และในเดือน กรกฎาคม จะเสนอต่อนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซีย โดยคาดว่า ในการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก (APEC) จะมีการพูดคุยกันระหว่างผู้นำประเทศไทย และรัสเซียในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซีย มองว่า ที่ผ่านมา บริการโซเซียลมีเดีย เสิร์ชเอนจินที่ให้บริการในประเทศไทยเกิดปัญหามีการใช้งาน และใช้ความจุ (Bandwidth) เป็นจำนวนมากในการให้บริการ ซึ่งไม่สามารถจัดเก็บรายได้ และไม่มีการเสียภาษีให้แก่ประเทศ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากการให้บริการดังกล่าวเป็นจำนวนมหาศาล

from:https://www.appdisqus.com/2017/06/05/thai-social-network.html