คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

“ผมห่วง dtac มากกว่า เพราะเขาเหมือนเราเมื่อ 2 ปีก่อน” คือคำตอบของ AIS กับการประมูลคลื่นใหม่

หลัง กสทช. ประกาศแผนประมูลคลื่น 900 กับ 1800 MHz พร้อมราคาใบอนุญาตละ 37,000 กว่าล้านบาท “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS จะคิดเห็นอย่างไรบ้าง Brand Inside จะพาไปหาคำตอบ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS)

จะถูกจะแพงต่างมีนัยยะสนับสนุนอุตฯ

เมื่อผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกรายต่างต้องการคลื่นความถี่เพิ่มเติม เพื่อไปพัฒนาบริการของตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเร็วด้านการรับส่งข้อมูล (Data) ที่ยิ่งเร็วก็ยิ่งสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ได้ รวมถึงความเสถียร และความครอบคลุมในการให้บริการก็ยังเป็นอีกแกนสำคัญในการให้บริการโทรคมนาคมยุคนี้

ซึ่งการที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยจะได้คลื่นความถี่มาได้ ถ้าเป็นแต่ก่อนคงแค่เดินไปหาหน่วยงานราชการเพื่อเซ็นสัญญาสัมปทาน แล้วก็ได้คลื่นมาใช้ และแบ่งรายได้ให้ตามที่ตกลง แต่ปัจจุบันการได้มาซึ่งคลื่นนั้นต้องเข้าประมูลร่วมกับคู่แข่งในตลาด ทำให้มันไม่ได้คลื่นมาง่ายๆ เหมือนในอดีตแล้ว

และจากการเข้าประมูลนี้เอง การกำหนด “ราคาตั้งต้น” ก็กลายเป็นอีกตัวแปรในการดึงดูดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเข้ามาแย่งชิง โดย “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เล่าให้ฟังว่า การกำหนดราคาถูกหรือแพง มันมีนัยยะของการสนับสนุนให้พัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไปทางไหน

ห่วง dtac เพราะเหมือนเราเมื่อก่อน

“ตอนนี้คลื่นที่ AIS และ True มีผมว่าก็เพียงพอที่จะให้บริการ แต่ฝั่ง dtac เองนั้นเขาเป็นเหมือนเราเมื่อง 2 ปีก่อนที่อยากได้คลื่นมาก และทำให้เขาเป็นคนที่อยากให้เกิดการประมูลครั้งนี้มากที่สุด ส่วนเรา และ True เองต่างก็มีภาระที่ต้องชำระค่าประมูลอีกคนละ 60,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นเรื่องการเข้าประมูลใหม่ก็รอให้มันชัดๆ ก่อนดีกว่า”

ส่วนความคาดหวังกับกสทช. ชุดใหม่นั้น ทางแม่ทัพ AIS มองว่า อยากได้บุคลากรที่เข้าใจอุตสาหกรรม และบทบาทของผู้กำกับกิจการ (Regulator) อย่างแท้จริง ที่สำคัญต้องสร้างความสมดุล (Balance) ระหว่างผลประโยชน์ของชาติ, บริษัทเอกชน และประชาชนด้วย เพื่อให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

“ถามว่าคลื่น 5 MHz ราคา 30,000 กว่าล้านบาท และอยู่ติดกับเรามันคุ้มที่จะลงทุนหรือเปล่า หรือถ้าให้เรามาเลยก็คงไม่ใช่ เพราะตอนนี้เหมือนกสทช. มองประโยชน์เรื่องชาติอย่างเดียว และต้นทุนคลื่นมันเยอะ ซึ่งสุดท้ายภาระทั้งหมดมันก็ไปตกอยู่กับผู้บริโภคแน่นอน และถ้าเป็นแบบนี้มันก็เหมือนกลัดกระดุมผิดเม็ดไปเรื่อยๆ”

3 รายแข็งแกร่งทำหน้าใหม่เกิดยาก

และแม้การประมูลคลื่น 900 MHz ในครั้งก่อนจะเกือบมีผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเข้ามา แต่สุดท้าย JAS หรือกลุ่มจัสมินก็ทิ้งไปอนุญาต และ AIS ก็เป็นผู้จ่ายเงิน พร้อมนำคลื่นส่วนดังกล่าวไปใช้แทน เหตุนี้เองพี่ใหญ่ในวงการจึงมองว่า รายใหม่ในอุตสาหกรรมนี้เกิดยากมาก เพราะมี 3 รายใหญ่ที่แข็งแกร่งอยู่

“ในอุตสาหกรรมบริการโทรคมนาคม ไทยมีผู้เล่น 3 รายที่แกร่งมาก และแต่ละรายก็ลงทุนหลายแสนล้านบาทเพื่อสร้าง Infrastructure จนโทรคมนาคมไทยดีมาก และรัฐแทบไม่ต้องลงทุนเรื่องนี้เลย ประกอบกับเรื่อง Infrastructure Sharing ก็ยังไม่ชัดเจน รายใหม่ก็คงจะเกิดยาก”

สำหรับ AIS ปัจจุบันมีลูกค้า 40.19 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าที่ใช้งาน 4G ทั้งหมด 16.9 ล้านเลขหมาย และในไตรมาสที่ 3 มีรายได้เพิ่มขึ้น 4% โดยมีคลื่นให้บริการภายใต้ใบอนุญาตทั้งหมด 40 MHz ส่วน dtac หากสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือนก.ย. 2561 จะทำให้มีคลื่นภายใต้ใบอนุญาตเหลือเพียง 15 MHz

สรุป

การประมูลคลื่นครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า dtac คือผู้ที่ต้องการคลื่นมากที่สุด เพราะถ้าเหลือคลื่นความถี่น้อยขนาดนั้น การให้บริการลูกค้าให้ได้ประสบการณ์ใช้งานเหมือนเดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และการเพิ่งตกเป็นเบอร์ 3 ของตลาดหมาดๆ การจะดึงความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และผู้ใช้บริการในระบบเอง ก็เป็นเรื่องจำเป็น

ทั้งนี้การประมูลคลื่น 900 กับ 1800 MHz กสทช. คาดว่าจะเปิดประมูลได้ช่วงเดือนพ.ค. 2561 และให้ใบอนุญาตได้เดือนก.ค.-ส.ค. 2561 หรือก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด ประกอบด้วยคลื่น 900 MHz ขนาด 5 MHz จำนวน 1 ใบอนุญาต ราคาเริ่มต้น 37,988 ล้านบาท กับคลื่น 1800 MHz ขนาด 45 MHz แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท ทั้งคู่ต่างมีระยะเวลาใบอนุญาตทั้งหมด 15 ปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-new-spectrum-auction/

Advertisements

กสทช.ห้ามโดรนใช้งานจนกว่าจะมาลงทะเบียน ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

มติ กสทช.ห้ามโดรนใช้งานจนกว่าจะมาลงทะเบียน ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเปิดให้ลงทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. สถานีตำรวจ หรือสำนักงานการบินพลเรือนฯ

drone-flashfly

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษ ได้มีการพิจารณาเรื่องการใช้งาน Drone เนื่องจากขณะนี้มีการใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ได้มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเพียง 350 ลำ ดังนั้น เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือป้องกันราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ประชุม กสทช. จึงมีคำสั่ง ดังนี้

1.ห้ามการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ยกเว้น มีการขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว หรือมีการขึ้นทะเบียนตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 หรือเป็นเครื่องบินเล็กซึ่งใช้เป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวงคมนาคมซึ่งไม่เป็นอากาศยาน พ.ศ. 2548

2.การขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)ให้ดำเนินการ ดังนี้

2.1 เอกสารและข้อมูลการลงทะเบียน

– กรณีบุคคลซึ่งครอบครองการใช้งาน

ให้แจ้ง ชื่อ-สกุลผู้ครอบครอง หมายเลขเครื่องหรือ Serial Number ยี่ห้อเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)และอื่นๆ ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง

– กรณีบุคคลซึ่งครอบครองเพื่อจำหน่าย (ร้านค้า)

ให้แจ้งบัญชีแสดงรายการเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone) ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง

2.2 สถานที่ลงทะเบียน ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบิน พลเรือนแห่งประเทศไทย

3.ในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ระหว่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

4.ให้ผู้ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ดำเนินการขึ้นทะเบียนภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันนี้ (11 ต.ค. 2560)

5.ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ที่มา –  nbtc 

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=196202

กสทช. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นำไทยสู่ Smart City

เทคโนโลยีโทรคมนาคมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยใช้งาน 4G กันไปไม่นาน เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น IoT, Machine Learning และ Artificial Intelligence หรือ AI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ

ดังนั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จึงได้ร่วมกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการกำกับดูแลภายใต้ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ภายใต้กรอบการประชุมใหญ่ World Telecommunication Development Conference หรือ WTDC

พัฒนาทั้งภูมิภาคให้ดีขึ้น ดันไทยศูนย์กลางพัฒนา

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. บอกว่า โครงการความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU มีการประชุมเชิงปฎิบัติการทั้งหมด 2 หัวข้อ ประกอบด้วย “Collaborative cross-sectoral regulatory mechanisms and competition analysis in digital economy” ในระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2560

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือของแต่ละภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคดิจิทัล ผลักดันให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

อีกทั้ง จะเป็นกลไกสำคัญของสำนักงาน กสทช. ในการสร้างความร่วมมือในระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาภายในภูมิภาค การดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก พร้อมทั้งมีความสอดรับการแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยการลดต้นทุน ลดระยะเวลา เพิ่มช่องทางการค้าและก่อให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำสังคมไปสู่การเป็นสังคมอัจฉริยะ (Smart City) ต่อไป

ให้ความรู้ วางแนวนโยบาย พร้อมวิเคราะห์จริง

การประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมของแนวความคิดและทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาดและประเด็นการกำกับดูแลสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ในสภาวะแวดล้อมเชิงการวางนโยบายและการกำกับดูแล รวมถึงสภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ

มีการนำเสนอภาพรวมของการวางแผนและการออกแบบโครงสร้างเครือข่ายดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเข้าใจในภาคส่วนของการโทรคมนาคมและอำนาจในการแข่งขันในปัจจุบัน รวมถึงการวิเคราะห์อำนาจในการตลาด ประเด็นการกำกับดูแลในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของภาคส่วน

ผู้ร่วมประชุมได้ลงภาคปฎิบัติการวิเคราะห์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโลยีทางโทรคมนาคม เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการ และอธิบายถึงรูปแบบการวิเคราะห์การแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เกิดประสิทธิผลได้จริง มีการจัดการทดสอบความเข้าใจของผู้เข้าร่วมประชุม โดยการให้ตอบคำถามและระดมสมอง โดยใช้ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสัมมนา เพื่อนำมาประเมินความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้มาบรรยายให้ความรู้

สรุป

ความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU เพื่อให้เกิดการพัฒนาโทรคมนาคมภายใต้กรอบ Dubai Declaration เป็นความร่วมมือระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะผลักดันให้เกิด Smart City ในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-itu-wtdc/

แจ่มเลย!! กสทช. เปิดตัวแอปพลิเคชัน “กันกวน” บล็อคเบอร์กวนใจอาทิ การขายประกัน ขายสินเชื่อ และขายตรง ดาวน์โหลดฟรีที่นี่

231A0941

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. เปิดตัวโปรแกรมประยุกต์ (แอปพลิเคชัน) “กันกวน” เพื่อปิดกั้นเบอร์โทรศัพท์ ข้อความ จากผู้ประกอบการหรือกลุ่มธุรกิจด้านการติดต่อสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความรำคาญและอาจเกิดการสูญเสียโอกาสจากการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ โดย สำนักงาน กสทช. พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (แอปพลิเคชัน) “กันกวน” พร้อมเดินหน้าให้ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ค่าย ประกอบด้วย AIS DTAC TRUE TOT CAT คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ลดการถูกคุกคามของประชาชนจากการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ในสังคมปัจจุบันและในอนาคต

AW_กันกวน 1

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดทำแอปพลิเคชัน “กันกวน” เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยวิธีการปิดกั้นเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามารบกวนก่อให้เกิดความรำคาญ เช่น การกลั่นแกล้ง การขายตรง การขายประกัน และการติดตามทวงหนี้

231A1230

สำหรับวิธีการใช้งาน ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้จาก App Store และ Play Store ผ่านการ Search “กันกวน” เมื่อทำการดาวน์โหลด และติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้กรอกข้อมูลยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน เพื่อเป็นการป้องกันการกลั่นแกล้งกรณีแจ้งระงับเบอร์ และใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบข้อมูลทั้งผู้แจ้งให้ปิดกั้นเบอร์ และผู้ถูกปิดกั้นเบอร์ แอปพลิเคชัน “กันกวน” เป็นการสร้างความร่วมมือจากผู้ใช้ ในการนำเสนอข้อมูลจากการโทรรบกวนร่วมกัน โดยประชาชนเสมือนตำรวจออนไลน์ในการตรวจสอบ แบ่งปันข้อมูล และปกป้องสิทธิจากการรบกวนดังกล่าว
แอปพลิเคชัน “กันกวน” จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยป้องกันความเป็นส่วนตัวของประชาชน กรณีมีการโทรศัพท์เข้ามาขายของ หรือขายประกัน หากมีการรายงานเบอร์เข้ามายังสำนักงาน กสทช. ผ่านระบบหน่วยตรวจสอบก็จะเช็คว่าหมายเลขนั้นมีผู้ร้องเรียนเข้ามามากจริงหรือไม่ ก่อนปิดกั้นเบอร์ เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ”

Pic_4

นายก่อกิจ กล่าวอีกว่า แอปพลิเคชัน กันกวน จะแบ่งระบบการจัดการออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า บัญชีสีขาว (White list) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ White list ที่สามารถปิดกั้นได้ เช่น การขายที่ไม่พึงประสงค์ การขายประกัน ขายสินเชื่อ และขายตรง ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนเข้าระบบแอปพลิเคชันกันกวน เพื่อให้ประชาชนทราบถึงเลขหมายที่มีการโทรเข้า และเลือกรับสายได้ สำหรับ White list ที่ไม่สามารถปิดกั้นได้ แต่สามารถโทรได้ในช่วงเวลา วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนแก่ประชาชน เช่น การติดตามทวงหนี้ ทวงถามการชำระเงินจากผู้ประกอบการด้านการสื่อสาร หรือจากสถาบันการเงิน

ส่วนที่ 2 เรียกว่า บัญชีสีดำ (Black list) สำหรับเบอร์ที่สร้างการรบกวน เกินเวลาที่กำหนด โดยสำนักงาน กสทช. จะทำการรวบรวมเบอร์โทรศัพท์ที่รบกวน ส่งไปให้ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ทุกค่าย สำหรับบทลงโทษ จะมีการตักเตือน ปิดกั้นเบอร์เป็นเวลา 3 เดือน และยกเลิกเบอร์ในที่สุด

ทั้งนี้ แอปพลิเคชันกันกวน คือหนึ่งในแอปพลิเคชันของงานด้านกิจการโทรคมนาคม โดยจากนี้จะมีการทยอยเปิดตัวแอปพลิเคชัน เช่น แอปพลิเคชัน 3 ชั้น และ Speedcheck ให้ประชาชนร่วมกำกับกิจการโทรคมนาคม

LOGO

Download แอปพลิเคชัน “กันกวน” สำหรับ iOS

Download แอปพลิเคชัน “กันกวน” สำหรับ Android

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=189137

พักยก “OTT” คนโฆษณาเตรียมตัวสู่ “ประชาพิจารณ์”

เชื่อว่าเวลานี้หลายคน โดยเฉพาะวงการเอเจนซี และเหล่า Content Creator คงได้หายใจทั่วท้องกันขึ้นมาบ้างแล้ว จากกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ได้มีมติยกเลิกการกำกับ OTT (Over-the-Top) รวมถึงการยกเลิกการลงทะเบียน OTT ของผู้ให้บริการทั้งหมดที่ได้ลงทะเบียนมาก่อนหน้านี้ 

การออกมาประกาศดังกล่าวส่งผลให้ จากเดิมที่เคยกำหนดเดดไลน์ให้ Facebook และ YouTube ต้องมาลงทะเบียน OTT ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2560 ถือเป็นอันยกเลิก ซึ่งมีผลให้ความตึงเครียดในอุตสาหกรรมโฆษณาดิจิทัลคลายลงอย่างมาก ภายใต้สถานการณ์แห่งความโล่งอกนี้ ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ได้ให้ความเห็นว่า “ผมดีใจกับการตัดสินใจของ กสทช. ในวันนี้ และเชื่อว่าทั้งอุตสาหกรรมก็คงเกิดความรู้สึกดีใจที่ได้เห็นการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม OTT ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนมีเวลาคุยกันมากขึ้น”

ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ (ขอบคุณภาพจาก Techsauce)

อย่างไรก็ดี นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่กระบวนการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจการ OTT เพื่อเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ภายใน 30 วัน และหลังจากนั้นจึงจะเข้าสู่กระบวนการของการทำประชาพิจารณ์ต่อไป ในจุดนี้ ดร.ศุภชัยกล่าวว่า “ผลของการประชุมบอร์ดที่ออกมาทำให้ทุกฝ่ายโล่งใจ แต่ไม่ใช่โล่งใจแล้วไม่ทำอะไรต่อ เพราะการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะที่จะเกิดขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทุกภาคส่วนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะนำไปสู่การประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมมากกว่า”

ก้าวต่อไปของ OTT

โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็คือ กสทช. ได้มอบหมายให้ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการ OTT จัดทำร่างหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลกิจการ OTT เสนอต่อที่ประชุม กสทช. ภายใน 30 วัน เพื่อให้ กสทช. พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนทำประชาพิจารณ์ ตามขั้นตอนของกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นค่อยกลับมาเสนอต่อที่ประชุม กสทช.  เพื่อพิจารณาเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงจะนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป

ในจุดน้ี ดร.ศุภชัย ให้ความเห็นว่า เผยว่า “หน้าที่ของสมาคมฯ เราอยากให้อุตสาหกรรมนี้เติบโต ดังนั้นทางสมาคมฯ เองเราก็เหมือนเป็นตัวกลาง ที่จะคุยกับทั้งภาครัฐและเจ้าของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนกัน ใครอยากได้อะไร ก็พูดคุยกัน จะได้เข้าใจตรงกัน และนั่นน่าจะเป็นผลดีต่อทั้งประเทศด้วย”

 

ด้านตัวแทนจาก Google Thailand เผยกับทางทีมงาน Thumbsup ว่า ไม่มีความเห็นใด ๆ ต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่แหล่งข่าวในวงการเอเจนซีของทีมงาน Thumbsup รายหนึ่งได้ให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า “รู้สึกวางใจในระดับหนึ่ง ว่าอย่างน้อยผู้มีอำนาจก็ไม่ได้ผลีผลามในการออกคำสั่ง และเกิดกระบวนการของการรับฟังความคิดเห็น แต่ก็ต้องจับตามองในส่วนของกระบวนการทำประชาพิจารณ์ด้วยว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมากน้อยเพียงไร ซึ่งหากมีการเข้าร่วมจากทุกภาคส่วนจริง ก็จะมั่นใจขึ้นมาสัก  50% ว่าผลลัพธ์น่าจะออกมาด้วยดี แต่ทั้งหมดนี้ต้องบอกเลยว่า ไม่สามารถวางใจได้มากนัก ขอเรียกว่าอยู่ในระยะของการจับตามองดีกว่า”

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/07/ott-cancellation/

“สุภิญญา” ชี้ Google/Facebook ลงทะเบียน OTT ขัดกฎหมาย กสทช. ยอมถอยจัดทำร่างหลักเกณฑ์ใหม่

ก่อนหน้านี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่า กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลการแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ OTT (Over The Top) หรือไม่ เพราะดูเหมือนกฎหมายจะไม่ได้ให้อำนาจไว้ และการเรียกให้ผู้ให้บริการ OTT มาลงทะเบียนก็ดูจะมีปัญหา เพราะยังไม่มีความชัดเจนเรื่องหลักเกณฑ์ใดๆ เลย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ Google และ Facebook จะไม่ยอมมาลงทะเบียน เพราะไม่รู้ว่าจะมีการกำกับอะไรรออยู่ข้างหน้า

กสทช. ยกเลิกเส้นตาย 22 ก.ค. ขอเวลายกร่างหลักเกณฑ์

ตามกระบวนการแล้วจะกำกับดูแลอะไรต้องมีการวางหลักเกณฑ์และรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน ดังนั้นในการประชุม กสทช. วันนี้ (5 ก.ค.) จึงมีวาระสำคัญเรื่องแนวทางการกำกับดูแล OTT (สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ OTT คือ การให้บริการเสียงและภาพผ่านอินเทอร์เน็ต)

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า คณะกรรมการ มีมติให้คณะอนุกรรมการ OTT ยกร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ OTT ให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเสนอบอร์ด กสทช. พิจารณา ก่อนนำออกทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา มีกรอบเวลา 90 วัน

ดังนั้น เส้นตาย 22 ก.ค. ที่จะถึงนี้จึงถูกยกเลิกไป

นี่เป็นการยอมรับว่า กสทช. ไม่มีอำนาจ หรืออย่างน้อยไม่แน่ใจในอำนาจของตัวเองว่า สามารถกำกับดูแลกิจการ OTT ได้หรือไม่

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้ให้บริการ OTT ที่ลงทะเบียนกับ กสทช. ไปก่อนหน้านี้ ไม่สงสัยบ้างหรือว่า หลังจากนี้จะโดนกำกับดูแลอย่างไร มีหลักเกณฑ์อย่างไร

Google ออกจดหมายถามความชัดเจนเรื่องกฎหมาย

โฆษกของ Google ได้แสดงความคิดเห็นว่า สิ่งที่ Google ต้องการเป็นสิ่งแรกคือ ความชัดเจนของกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หากลงทะเบียน OTT แล้วจะมีผลอย่างไร มีการกำกับดูแลอย่างไร กระบวนการต่อไปคืออะไร การดำเนินงานจะเป็นไปในรูปแบบไหน

ก่อนหน้านี้ที่มีจดหมายจาก Asia Internet Coalition หรือ AIC ไม่ใช่ล็อบบี้ยิสต์ แต่เป็นตัวแทนของแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ที่เป็นสมาชิก คือ Facebook, Google, LINE, Twitter, Yahoo และ Rakuten ซึ่งของ Google มีฝ่ายกฎหมายที่สิงคโปร์กำลังศึกษาอยู่

สุภิญญา ชี้ กสทช. บังคับ Google-Facebook ลงทะเบียน OTT ขัดกฎหมาย

สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. ได้ทวิตข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยชี้แจงตัวกฎหมายว่า กสทช. ยังไม่มีอำนาจกำกับดูแล OTT และการเหมารวมว่า OTT คือกิจการโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่น ก็เป็นสิ่งที่ขัดกฎหมาย ดังนั้นการให้ Google – Facebook มาลงทะเบียนจะเท่ากับเป็นการขัดกฎหมาย และจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

การที่ กสทช. จะกำกับดูแล OTT ถือเป็นเรื่องปกติที่ควรทำในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล แต่ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ดังนั้นมติบอร์ด ให้ชะลอเรื่องต่างๆ และจัดทำร่างหลักเกณฑ์ จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เพื่อความเข้าใจ ด้านล่างคือ ข้อความทวีตของ สุภิญญา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/google-facebook-ott-nbtc-delay/

ชัดเจน LINE mobile เป็นบริการรูปแบบใหม่ของ dtac ไม่ต้องขอใบอนุญาตจาก กสทช.

หลังจากเริ่มเปิดให้บริการในวงจำกัด จนหลายฝ่ายให้ความสนใจว่า LINE mobile ซึ่งประกาศชัดเจนว่า ไม่เกี่ยวข้องกับ LINE ประเทศไทย แต่กลับมีเอี่ยวกับชื่อของ dtac Trinet จนในที่สุด กสทช. เลยเรียกเข้ามาชี้แจข้อเท็จจริง

สรุป LINE mobile เป็นของ dtac

ล่าสุด ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า หลังจากที่เชิญ dtac Trinet และบริษัท LINE Plus Corporation จำกัด เข้ามาชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับ LINE mobile ได้ข้อสรุปว่า LINE mobile เป็นแพ็คเกจให้บริการรูปแบบใหม่ของ dtac Trinet ที่ดำเนินการโดยใช้เครื่องหมายการค้า LINE mobile ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้ดึงดูดลูกค้า จึงไม่เข้าข่ายบริการโทรคมนาคมที่ต้องมาขออนุญาตจาก กสทช.

แต่จากนี้ก็ยังต้องตรวจสอบว่า LINE mobile มีลักษณะการให้บริการเป็นไปตามที่ 2 บริษัทข้างต้นชี้แจงหรือไม่ และต้องตรวจสอบวิธีลงทะเบียนซิมการ์ดให้เป็นไปตามระเบียบของ กสทช.

ภาพใบแจ้งค่าบริการจาก LINE mobile ที่มีการพิมพ์บริษัท DTAC TRINET ติดอยู่

โดนเปิดกลยุทธ์ พลาดโอกาสทางการตลาด

ข้อสังเกตต่อประเด็นนี้ ต้องยอมรับว่า LINE เป็นแอปพลิเคชั่น chat ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย มีผู้ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก ปัจจุบันมีกว่า 40 ล้านราย ด้วยคาร์แรกเตอร์ตัวการ์ตูนน่ารัก sticker ที่สนุกและตลกตรงใจคนไทย แต่ LINE ไม่มีแผน และไม่จำเป็นต้องนำ LINE mobile ซึ่งร่วมมือกับ NTT docomo ให้บริการที่ญี่ปุ่น มาทำตลาดในไทย

dtac จึงติดต่อนำแบรนด์ LINE mobile เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ที่หวังสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้ ด้วยรูปแบบที่น่าจะเจาะกลุ่มวัยรุ่น (ต้องสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต และบริการตัวเองผ่านแอปเป็นหลัก) แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็น dtac

เมื่อเรื่องถึง กสทช. จึงเรียกทั้ง dtac และ LINE Plus Corporation ในฐานะผู้ให้บริการ LINE mobile เข้าไปชี้แจง และแถลงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะในที่สุด

source: innnews.co.th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/line-mobile-dtac-trinet/