คลังเก็บป้ายกำกับ: กสทช

ประเด็นสำคัญที่ กสทช. ต้องทบทวน ก่อนจัดประมูลคลื่นความถี่ 900 / 1800 ในปีหน้า

ทำไมช่วงนี้เรื่องการประมูลคลื่นความถี่ 900 / 1800MHz ถึงถูกพูดถึงมากขึ้น มีประเด็นอะไรที่จำเป็นต้องรู้ มีผลกระทบอะไรที่อาจจะเกิดขึ้น ยิ่งอยู่ในช่วงที่กำลังจะมีการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ชุดใหม่ด้วย จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 ได้เปิดเวทีเสวนาโต๊ะกลม เพื่อหารือในเรื่องนี้ ได้ข้อสรุปดังนี้

ราคาเริ่มต้นประมูลสูงเกินไปหรือไม่

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. บอกว่า ควรมีการศึกษาราคาเริ่มต้นการประมูลใหม่เพื่อหาราคาที่เหมาะสม ดูง่ายๆ ว่าจากราคาสูงระดับ 4 หมื่นล้านบาทในการประมูลครั้งที่แล้วมีคนทิ้งใบอนุญาต วันนี้ผู้ชนะประมูลมาขอผ่อนชำระค่างวด และนี่คือราคาเริ่มประมูลที่สูงที่สุดในโลก แสดงถึงความไม่ปกติ

ในการประมูลคลื่นความถี่ทุกครั้งก่อนหน้านี้ ทั้ง 2100, 900 และ 1800 ใช้ราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 100% ของราคาที่ศึกษามา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน แต่ครั้งนี้ใช้ราคา 100% จากราคาสุดท้ายครั้งที่แล้วโดยไม่มีการศึกษา เท่ากับไม่ส่งเสริมการแข่งขันในการประมูล

สืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอกว่า หลักเกณฑ์การประมูลครั้งนี้ จุดประสงค์หลักคือการหาเงินเข้ารัฐ แต่ต้องไม่ลืมว่าประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ ไม่ได้มีแค่เรื่องเงินอย่างเดียว การลดจำนวนเงินลงน่าจะเพิ่มประโยชน์มิติอื่นๆ ได้มากกว่า และต้องไม่ลืมว่า การใช้ราคาสุดท้ายครั้งที่แล้วมาเป็นราคาตั้ง จะส่งผลให้คลื่นความถี่ราคาสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

นิตยา สุนทรสิริพงศ์ นักวิชาการด้านโทรคมนาคม บอกว่า การประมูลไม่ควรสะดุด และไม่จำเป็นต้องรอ กสทช. ชุดใหม่ ชุดปัจจุบันสามารถศึกษาทบทวนหลักเกณฑ์ได้เลย เพื่อประโยชน์สำหรับประเทศ บทบาทของ กสทช. คือคุ้มครองผู้บริโภคและส่งเสริมการแข่งขัน การตั้งราคาเริ่มต้นสูง เป็นการลดทอนการแข่งขัน และจะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การผูกขาด จำกัดผู้เข้าร่วมประมูล

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.

N-1 ดึงคลื่นเก่าออกจากตลาด กระทบการให้บริการ

นพ.ประวิทย์ บอกว่า สูตร N-1 คือ นำคลื่นความถี่มาประมูลน้อยกว่าจำนวนผู้เข้าร่วม จะทำให้คลื่นที่ใช้งานในตลาดหายไป ในอดีตประมูล 2100 แบ่งคลื่นเป็น 3x15MHz เท่ากับจำนวนผู้เข้าประมูลแปลว่าไม่ใช่สูตร N-1 แม้จะไม่มีการแข่งขันประมูล แต่เป็นการเพิ่มคลื่นใหม่เข้าไปในตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมาก

แต่คลื่น 1800 จำนวน 45MHz แบ่งเป็น 3x15MHz แต่ใช้สูตร N-1 และกำหนดราคาเริ่มไว้สูงจึงเป็นการจำกัดผู้เข้าประมูล และถ้า เอไอเอส, ดีแทค, ทรูมูฟ เข้าร่วมครบ 3 ราย ก็จะมีคลื่น 15MHz ถูกดึงออกจากตลาดอยู่ดี และหาก เอไอเอส,ทรูมูฟ ซึ่งมีคลื่นมากพอแล้วไม่เข้าประมูล แปลว่าจะมีดีแทครายเดียวที่ได้คลื่นไปเพียง 1x15MHz ทำให้คลื่น 1800 จะหายออกจากตลาด 2x15MHz ซึ่งความจริงเวลานี้ไทยเป็นกลุ่มประเทศที่นำคลื่นมาใช้ประโยชน์น้อยที่สุดในโลกอยู่แล้ว

สืบศักดิ์ บอกว่า ขณะที่การใช้สูตร N-1 อาจหาทางแก้โดยการให้มีบริษัทนอร์มินีมาร่วมประมูล แต่สุดท้ายด้วยมูลค่าเกือบ 4 หมื่นล้านบาทจะมีใครที่ต้องการคลื่นพร้อมภาระหนัก ดังนั้น กสทช. ไม่ควรใช้สูตรนี้ ยิ่งตามการศึกษาของ ITU เมื่อปี 2014 แนะว่า ไทยควรนำคลื่นออกมาใช้เพิ่ม ควรมีจัดสรรคลื่น 2300 และ 2600 ในปี 2016 แต่นี่จะปี 2018 แล้วยังไม่มีการจัดสรร และอาจจะดึงคลื่นออกจากตลาดด้วย

สืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

นิตยา บอกว่า การจะพัฒนาต่อไป 5G จำเป็นต้องมีคลื่นปริมาณมากพอ แต่ กสทช. กำลังจะดึงคลื่นออกจากตลาด ยิ่งพิจารณาแล้วว่า เอไอเอส, ทรูมูฟ มาขอผ่อนชำระเงินงวดประมูลครั้งที่แล้ว และยิ่งมีคลื่นเพียงพอ จึงเป็นไปได้ว่าอาจไม่เข้าประมูล เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระอีก 4 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลใช้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ใช้เทคโนโลยีพัฒนาประเทศ ซึ่งคลื่นความถี่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ แต่สูตร N-1 กำลังจะดึงคลื่นออกจากตลาด เท่ากับว่าเทคโนโลยีของไทยจะช้ามากและขัดกับนโยบายพัฒนาประเทศ

พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ไทยมองแต่การแข่งขันในการประมูล แต่ไม่มองการแข่งขันหลังการประมูล การเน้นที่เงินที่รัฐจะได้รับ ใช้สูตร N-1 เพื่อลดปริมาณคลื่น สุดท้ายจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในตลาด และการแข่งขันเพื่อให้บริการในตลาดจะน้อยลง เสี่ยงเกิดการผูกขาด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนไม่ต้องการให้เกิด

นิตยา สุนทรสิริพงศ์ นักวิชาการด้านโทรคมนาคม

แผนจัดสรรคลื่นความถี่ (Spectrum Roadmap) สิ่งสำคัญที่ไทยไม่มี

นพ.ประวิทย์ บอกว่า กสทช. จัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่แต่ไม่มีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ ส่วนหนึ่งเพราะคลื่นจำนวนมากติดอยู่กับหน่วยงานรัฐ หน่วยงานทหาร และ รัฐวิสาหกิจ

สืบศักดิ์ บอกว่า ถือเป็นจุดอ่อนอีกประการของไทย คือ ไม่มีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ระบุว่า 1 ปี 3 ปี 5 ปีข้างหน้าจะมีคลื่นอะไรจัดสรรออกมาบ้าง เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ที่จะไป 5G มีแผนล่วงหน้า เอกชนรู้หมดว่าจะมีคลื่นอะไรออกมาบ้าง ขณะที่ประเทศไทย แม้รู้ว่าสัญญาสัมปทาน หรือ ใบอนุญาตจะหมดอายุ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการประมูลหรือไม่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ กสทช.

พิสุทธิ์ บอกว่า การไม่มีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ที่ชัดเจน เท่ากับความไม่โปร่งใส เพราะไม่รู้ว่าคลื่นใดจะถูกจัดสรรออกมา ทุกอย่างขึ้นกับหน่วยงานกำกับดูแลตัดสินใจ ไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายจะมีการจัดสรรคลื่นหรือไม่ เมื่อไร อย่างไร

 

ถามว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยน่าลงทุนหรือไม่ จากรายงานผู้ถือหุ้นในปี 2015 ที่มีการประมูล 900 / 1800 พบว่า สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยจากต่างประเทศของ เอไอเอส ลดลงจาก 30% เหลือ 17% ส่วนดีแทคลดลงจาก 20% เหลือ 7% แปลว่าความไม่แน่นอนจากการประมูลมีผลต่อการลงทุน

ทั้งที่สภาพตลาดไทยดี มีคนใช้งานมือถือจำนวนมาก โดย 9 เดือนที่ผ่านมาในปีนี้ รายได้จากบริการทั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เติบโตขึ้น 6.2%

พิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด

กสทช. ชุดใหม่ กับความเป็นอิสระและตรวจสอบได้

สุดท้าย กสทช. ชุดใหม่ จากเดิมเป็นองค์กรอิสระ จะเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้คณะกรรมการ DE ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผู้ร่วมอภิปรายมีความเห็นว่า จริงๆ แล้ว กสทช. ควรเป็นองค์กรอิสระ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่มีหน่วยงานตรวจสอบที่รัดกุมชัดเจน ไม่ควรถูกควบคุมแต่ควรมีการถ่วงดุล

ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีตที่มีการจัดประมูลมา 5 ครั้ง จะเห็นว่า การประมูล 2100 ครั้งแรกถูกล้ม, ครั้งที่ 2 แบ่งเค้กได้ครบทุกคน 3x15MHz, การประมูล 900 ล่วงหน้าถูกล้มโดย คสช., การประมูล 900 และ 1800 มีการปั่นราคา ทิ้งใบอนุญาต

สำหรับการประมูลครั้งต่อไป ถ้ามีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายขนาดนี้ กสทช. ทั้งชุดปัจจุบันและชุดใหม่ คงต้องทบทวนหลักเกณฑ์ต่างๆ ใหม่อีกครั้ง เพราะหากเกิดผลเสียต่อประเทศจริง กสทช. ก็อาจต้องเป็นคนรับผิดชอบ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-have-to-revise-before-auction-frequency-next-year/

Advertisements

บทวิเคราะห์การประมูลคลื่นความถี่ ข้อเสนอแนะ กับคำถามกสทช. กำหนดราคาประมูลสูงเกินไปหรือไม่?

ตอนนี้กระแสเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ 900 และ 1800MHz กำลังเป็นที่พูดถึงกันพอสมควร มีหลายคนที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด และหลายคนที่อาจจะยังไม่เข้าใจ

อธิบายแบบสั้นที่สุดคือ สัมปทานของ dtac กำลังจะหมดอายุ 15 ก.ย. 2561 (ปีหน้า) ดังนั้น กสทช. หน่วยงานกำกับดูแลด้านนี้ ต้องทำหลักเกณฑ์เพื่อเตรียมการประมูลให้เสร็จก่อนสัมปทานจะหมดอายุ และส่งมอบคลื่นความถี่ 900 และ 1800 ให้กับผู้ชนะการประมูลคนใหม่

หลักเกณฑ์เบื้องต้น สำหรับคลื่น 900 มีประมูล 1 ชุดขนาด 5MHz ราคาเริ่มต้น 37,988 ล้านบาท อายุใบอนุญาต 15 ปี ขณะที่คลื่น 1800 มีประมูล 3 ชุด ขนาด 15MHz รวมเป็น 3×15 ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท อายุใบอนุญาต 15 ปี โดยคาดว่าจะจัดการประมูลได้ช่วงกลางปี 61 เพื่อให้ทันสัมปทานเดิมหมดอายุ โดยใช้สูตร N-1

คำถามคือ จากรายละเอียดเบื้องต้นดังกล่าว ใครได้ประโยชน์ใครเสียประโยชน์บ้าง

dtac ยอมรับมีผลกระทบโดยตรง แต่ศึกษารอบด้าน

นฤพนธ์ รัตนสมาหาร ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานรัฐกิจสัมพันธ์ ของ dtac บอกว่า การประมูลครั้งนี้ dtac เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างชัดเจนที่สุด เพราะสัมปทานที่จะหมดลง ทำให้ dtac สูญเสียคลื่นความถี่ในมือ (900 และ 1800 เหลือเพียง 2100 ขนาด 15MHz) แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศ และมีความเป็นกลางมากที่สุด dtac ได้ว่าจ้าง NERA บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกที่เชี่ยวชาญและวิเคราะห์ พร้อมทั้งออกแบบการประมูลคลื่นความถี่ทั่วโลกทั้ง เอเชียแปซิฟิก ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา

เป้าหมายของ dtac ต้องการให้มีการศึกษาในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอิสระ โดย dtac ไม่มีส่วนร่วมใดๆ กับผลการศึกษาในครั้งนี้ ซึ่งจากการศึกษาได้ข้อสรุปเป็น White Paper ในหัวข้อว่า “ความเสี่ยงจากการประมูลคลื่นความถี่ทำให้ประเทศไทยประสบกับการใช้งานดาต้าที่ช้า” และจะนำเสนอต่อ กสทช. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดการประมูล

ฮานส์ อีลเล ที่ปรึกษาอาวุโสประจำสำนักงาน NERA

NERA เสนอแนะ 4 ประเด็นกับการประมูลคลื่นของไทย

ฮานส์ อีลเล (Hans-Martin Ihle) ที่ปรึกษาอาวุโสประจำสำนักงาน NERA ได้สรุปผลการวิจัยเป็น 4 ข้อเสนอแนะต่อ กสทช. ดังนี้

1. ยกเลิกสูตร N-1 จุดประสงค์ของสูตร N-1 คือเพื่อให้เกิดการแข่งขันในการประมูล (มีคลื่นน้อยกว่าผู้ประมูล) แต่กรณีนี้เท่ากับว่า คลื่น 1800 ที่มี 3 ชุด แต่ถ้ามีผู้เข้าร่วม 3 ราย (AIS, dtac, True) กสทช. จะนำคลื่นมาประมูลเพียง 2 ชุด เก็บอีกชุดนึงไว้

ขณะที่ปัจจุบัน ไทยมีการนำคลื่นออกมาใช้งานในโทรคมนาคม 320MHz น้อยกว่ามาเลเซีย, เมียนมาร์ และกลุ่มประเทศยุโรป โดยที่ปริมาณคลื่นที่ใช้มีความจำเป็นในการพัฒนาประเทศยุคดิจิทัล การใช้ 4G และ 5G แบบเต็มรูปแบบ ถ้ามีคลื่นถูกเก็บไว้ ไม่นำออกมาใช้ เท่ากับว่า ไทยจะลดปริมาณคลื่นที่ใช้งานลงอีก ดังนั้นจึงควรยกเลิกสูตรนี้

2. ราคาเริ่มต้นประมูลสูงเกินไป ปัจจุบันราคาเริ่มต้นที่ กสทช. กำหนด อยู่ที่ประมาณ 37,000 ล้านบาท ทั้งคลื่น 900 และ 1800 ในแต่ละสล็อต ส่งผลให้ คลื่น 900 ที่ขนาด 5MHz ไทยคือประเทศที่กำหนดราคาเริ่มต้นไว้สูงที่สุดในโลก ส่วนคลื่น 1800 ที่ขนาด 15MHz ไทยคือประเทศที่กำหนดราคาเริ่มต้นสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

ผลที่ตามมาของราคาที่สูงเกินไป อาจทำให้ไม่ได้รับความสนใจ ไม่มีคนเข้าร่วมประมูล คลื่นก็ไม่ถูกนำไปใช้ ดังนั้นทางออกคือ ศึกษาราคาเริ่มต้นที่เหมาะสม และให้ตลาดกับการแข่งขันเป็นตัวตัดสินว่าราคาจะเป็นเท่าไร

คลื่นความถี่ ที่นำมาใช้งาน ถือว่าน้อยเกินไป

3. ลดขนาดคลื่นความถี่ในการประมูล การส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในการประมูลคลื่นความถี่ NERA เสนอว่าควรกำหนดขนาดคลื่นความถี่ในการประมูลให้เล็กลง เช่น คลื่น 1800 กำหนดไว้ 3×15 ชุด ให้ลดลงเหลือ 9×5 ชุด (5MHz 9 ชุด) กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันได้มากกว่า

ราคาเริ่มต้นประมูลคลื่น 900 ของไทย สูงที่สุดในโลก

4. ไทยควรมีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ ถึงปัจจุบันไทยยังไม่มีแผนจัดสรรคลื่นความถี่ ไม่เคยมีการกำหนดแผนล่วงหน้าว่าคลื่นความถี่ใดจะถูกนำออกมาจัดสรรบ้าง ทำให้เอกชนไม่สามารถวางแผนการลงทุน ประเทศชาติก็ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ อย่างน้อยในระยะเวลา 5 ปี ต้องสามารถบอกได้ว่าจะมีคลื่นอะไรออกมาบ้าง เช่น 700, 2300 และ 2600 และควรจัดประมูลล่วงหน้าด้วยก่อนอายุใบอนุญาตหรือสัมปทานเดิมจะหมด

ราคาเริ่มต้นประมูลคลื่น 1800 ของไทย สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

ราคาประมูลคลื่นแพง ผลเสียที่คาดไม่ถึง

นอกจากข้อเสนอแนะทั้ง 4 แล้ว NERA ยังระบุด้วยว่า การประมูลคลื่นความถี่ที่มีราคาสูงเกินไป อาจมีผลดีในระยะสั้น คือประเทศมีเงินรายได้เข้าคลัง แต่ในระยะกลางและระยะยาวอาจเกิดผลเสีย

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ มีการขยายเสาสัญญาณให้บริการโทรคมนาคมครอบคลุมมาก แต่ความเร็วไม่ได้ แปลว่ามี Quantity แต่ไม่มี Quality เพราะคลื่นมีไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงควรสนับสนุนให้มีการใช้คลื่นเพิ่มมากขึ้น

การตั้งราคาสูง จะเกิดผลกระทบกับการแข่งขันประมูล กระทบการลงทุน เมื่อใช้เงินประมูลมาก เงินลงทุนก็จะลดลง และกระทบกับผู้บริโภค คือ คุณภาพบริการก็ไม่ดี และค่าบริการที่ควรถูกลงก็ไม่ถูก หรือลดปริมาณอินเทอร์เน็ตลง

สรุป

ข้อเสนอจาก NERA เป็นการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ กสทช. ควรรับฟัง และศึกษาทบทวน คลื่น 900 ขนาด 5MHz แต่ราคาสูงที่สุดในโลก ใช่คำตอบสำหรับไทยหรือไม่ คลื่น 1800 ที่หาก AIS หรือ True ไม่เข้าร่วม อาจทำให้คลื่นไม่ถูกนำออกมาใช้งาน และด้วยราคาเริ่มต้นที่สูงเกินไป ควรศึกษาเพื่อกำหนดใหม่ให้เหมาะสม และปล่อยให้เกิดการแข่งขันในการประมูลแทน ทั้งหมดอยู่ที่การตัดสินใจของ กสทช.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/auction-frequency-in-thailand-900-1800mhz/

กสทช.ประกาศลงทะเบียนซิมใหม่ด้วยใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือเริ่ม 15 ธ.ค. 60 นี้ พร้อมกันทุกค่ายมือถือทั่วประเทศ

สำนักงาน กสทช. ได้ออกประกาศ และแจ้งไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ทุกรายเริ่มจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยวิธีอัตลักษณ์ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคล และป้องกันการแอบอ้างหรือปลอมแปลงการลงทะเบียนซิมการ์ดได้ โดยการตรวจสอบอัตลักษณ์ทำได้ทั้งการตรวจสอบใบหน้า (face recognition) หรือสแกนลายนิ้วมือ (finger print) ขึ้นอยู่กับว่าจุดรับลงทะเบียนให้บริการแบบใด โดยระบบดังกล่าวใช้สำหรับผู้ที่ซื้อซิมการ์ดใหม่เท่านั้น ทั้งแบบรายเดือน และแบบเติมเงิน มีกำหนดเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. 2560 พร้อมกันทุกโอเปอเรเตอร์ทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงกรณีบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทยด้วย

SIM-flashfly

การลงทะเบียนซิมด้วยวิธีอัตลักษณ์เป็นการส่งเสริมนโยบายของของรัฐบาลในเรื่องการดำเนินธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ และต้องมีการปรับปรุงการพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลของผู้ใช้บริการให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะมีการเปรียบเทียบใบหน้า (face recognition) หรือ ลายนิ้วมือ (finger print) ของผู้ซื้อซิมการ์ดกับข้อมูลที่เก็บในบัตรประชาชนฉบับจริง โดยหากข้อมูลมีความถูกต้องตรงกัน จึงจะอนุญาตให้มีการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการและเปิดใช้งานซิมการ์ดได้ ดังนั้น ประชาชนที่ต้องการเปิดซิมใหม่ จะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงไปด้วยเพื่อให้จุดให้บริการตรวจสอบข้อมูล อย่างไรก็ตาม หากมีการตรวจสอบอัตลักษณ์แล้วไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบได้ ให้ผู้ใช้บริการติดต่อศูนย์ให้บริการหรือสำนักงานบริการลูกค้าเพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมการเปิดใช้งานซิมการ์ดต่อไป

“เมื่อมีการลงทะเบียนซิมการ์ดเรียบร้อยแล้ว ข้อมูลของผู้ใช้บริการจะถูกจัดส่งตรงไปยังฐานข้อมูลของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่ได้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ที่จุดให้บริการ ซึ่งประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะถูกจัดเก็บเป็นความลับและปลอดภัยอย่างแน่นอน ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้เป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการดำเนินการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ในการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้มีประสิทธิภาพ มีการพิสูจน์ตัวตนได้ และยังช่วยในเรื่องความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของสังคมด้วย” นายฐากร กล่าว

ที่มา –  voicetv

from:http://www.flashfly.net/wp/201425

“ผมห่วง dtac มากกว่า เพราะเขาเหมือนเราเมื่อ 2 ปีก่อน” คือคำตอบของ AIS กับการประมูลคลื่นใหม่

หลัง กสทช. ประกาศแผนประมูลคลื่น 900 กับ 1800 MHz พร้อมราคาใบอนุญาตละ 37,000 กว่าล้านบาท “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS จะคิดเห็นอย่างไรบ้าง Brand Inside จะพาไปหาคำตอบ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS)

จะถูกจะแพงต่างมีนัยยะสนับสนุนอุตฯ

เมื่อผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกรายต่างต้องการคลื่นความถี่เพิ่มเติม เพื่อไปพัฒนาบริการของตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเร็วด้านการรับส่งข้อมูล (Data) ที่ยิ่งเร็วก็ยิ่งสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้ได้ รวมถึงความเสถียร และความครอบคลุมในการให้บริการก็ยังเป็นอีกแกนสำคัญในการให้บริการโทรคมนาคมยุคนี้

ซึ่งการที่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมในประเทศไทยจะได้คลื่นความถี่มาได้ ถ้าเป็นแต่ก่อนคงแค่เดินไปหาหน่วยงานราชการเพื่อเซ็นสัญญาสัมปทาน แล้วก็ได้คลื่นมาใช้ และแบ่งรายได้ให้ตามที่ตกลง แต่ปัจจุบันการได้มาซึ่งคลื่นนั้นต้องเข้าประมูลร่วมกับคู่แข่งในตลาด ทำให้มันไม่ได้คลื่นมาง่ายๆ เหมือนในอดีตแล้ว

และจากการเข้าประมูลนี้เอง การกำหนด “ราคาตั้งต้น” ก็กลายเป็นอีกตัวแปรในการดึงดูดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเข้ามาแย่งชิง โดย “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เล่าให้ฟังว่า การกำหนดราคาถูกหรือแพง มันมีนัยยะของการสนับสนุนให้พัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไปทางไหน

ห่วง dtac เพราะเหมือนเราเมื่อก่อน

“ตอนนี้คลื่นที่ AIS และ True มีผมว่าก็เพียงพอที่จะให้บริการ แต่ฝั่ง dtac เองนั้นเขาเป็นเหมือนเราเมื่อง 2 ปีก่อนที่อยากได้คลื่นมาก และทำให้เขาเป็นคนที่อยากให้เกิดการประมูลครั้งนี้มากที่สุด ส่วนเรา และ True เองต่างก็มีภาระที่ต้องชำระค่าประมูลอีกคนละ 60,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นเรื่องการเข้าประมูลใหม่ก็รอให้มันชัดๆ ก่อนดีกว่า”

ส่วนความคาดหวังกับกสทช. ชุดใหม่นั้น ทางแม่ทัพ AIS มองว่า อยากได้บุคลากรที่เข้าใจอุตสาหกรรม และบทบาทของผู้กำกับกิจการ (Regulator) อย่างแท้จริง ที่สำคัญต้องสร้างความสมดุล (Balance) ระหว่างผลประโยชน์ของชาติ, บริษัทเอกชน และประชาชนด้วย เพื่อให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้

“ถามว่าคลื่น 5 MHz ราคา 30,000 กว่าล้านบาท และอยู่ติดกับเรามันคุ้มที่จะลงทุนหรือเปล่า หรือถ้าให้เรามาเลยก็คงไม่ใช่ เพราะตอนนี้เหมือนกสทช. มองประโยชน์เรื่องชาติอย่างเดียว และต้นทุนคลื่นมันเยอะ ซึ่งสุดท้ายภาระทั้งหมดมันก็ไปตกอยู่กับผู้บริโภคแน่นอน และถ้าเป็นแบบนี้มันก็เหมือนกลัดกระดุมผิดเม็ดไปเรื่อยๆ”

3 รายแข็งแกร่งทำหน้าใหม่เกิดยาก

และแม้การประมูลคลื่น 900 MHz ในครั้งก่อนจะเกือบมีผู้เล่นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมเข้ามา แต่สุดท้าย JAS หรือกลุ่มจัสมินก็ทิ้งไปอนุญาต และ AIS ก็เป็นผู้จ่ายเงิน พร้อมนำคลื่นส่วนดังกล่าวไปใช้แทน เหตุนี้เองพี่ใหญ่ในวงการจึงมองว่า รายใหม่ในอุตสาหกรรมนี้เกิดยากมาก เพราะมี 3 รายใหญ่ที่แข็งแกร่งอยู่

“ในอุตสาหกรรมบริการโทรคมนาคม ไทยมีผู้เล่น 3 รายที่แกร่งมาก และแต่ละรายก็ลงทุนหลายแสนล้านบาทเพื่อสร้าง Infrastructure จนโทรคมนาคมไทยดีมาก และรัฐแทบไม่ต้องลงทุนเรื่องนี้เลย ประกอบกับเรื่อง Infrastructure Sharing ก็ยังไม่ชัดเจน รายใหม่ก็คงจะเกิดยาก”

สำหรับ AIS ปัจจุบันมีลูกค้า 40.19 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าที่ใช้งาน 4G ทั้งหมด 16.9 ล้านเลขหมาย และในไตรมาสที่ 3 มีรายได้เพิ่มขึ้น 4% โดยมีคลื่นให้บริการภายใต้ใบอนุญาตทั้งหมด 40 MHz ส่วน dtac หากสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือนก.ย. 2561 จะทำให้มีคลื่นภายใต้ใบอนุญาตเหลือเพียง 15 MHz

สรุป

การประมูลคลื่นครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า dtac คือผู้ที่ต้องการคลื่นมากที่สุด เพราะถ้าเหลือคลื่นความถี่น้อยขนาดนั้น การให้บริการลูกค้าให้ได้ประสบการณ์ใช้งานเหมือนเดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และการเพิ่งตกเป็นเบอร์ 3 ของตลาดหมาดๆ การจะดึงความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และผู้ใช้บริการในระบบเอง ก็เป็นเรื่องจำเป็น

ทั้งนี้การประมูลคลื่น 900 กับ 1800 MHz กสทช. คาดว่าจะเปิดประมูลได้ช่วงเดือนพ.ค. 2561 และให้ใบอนุญาตได้เดือนก.ค.-ส.ค. 2561 หรือก่อนสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด ประกอบด้วยคลื่น 900 MHz ขนาด 5 MHz จำนวน 1 ใบอนุญาต ราคาเริ่มต้น 37,988 ล้านบาท กับคลื่น 1800 MHz ขนาด 45 MHz แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ราคาเริ่มต้น 37,457 ล้านบาท ทั้งคู่ต่างมีระยะเวลาใบอนุญาตทั้งหมด 15 ปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-new-spectrum-auction/

กสทช.ห้ามโดรนใช้งานจนกว่าจะมาลงทะเบียน ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท

มติ กสทช.ห้ามโดรนใช้งานจนกว่าจะมาลงทะเบียน ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเปิดให้ลงทะเบียนที่สำนักงาน กสทช. สถานีตำรวจ หรือสำนักงานการบินพลเรือนฯ

drone-flashfly

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า มติที่ประชุม กสทช. วาระพิเศษ ได้มีการพิจารณาเรื่องการใช้งาน Drone เนื่องจากขณะนี้มีการใช้งานเป็นจำนวนมาก แต่ได้มีการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเพียง 350 ลำ ดังนั้น เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือป้องกันราชอาณาจักร โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 ประกอบกับมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ประชุม กสทช. จึงมีคำสั่ง ดังนี้

1.ห้ามการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ยกเว้น มีการขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าว หรือมีการขึ้นทะเบียนตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 หรือเป็นเครื่องบินเล็กซึ่งใช้เป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวงคมนาคมซึ่งไม่เป็นอากาศยาน พ.ศ. 2548

2.การขึ้นทะเบียนเพื่อแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)ให้ดำเนินการ ดังนี้

2.1 เอกสารและข้อมูลการลงทะเบียน

– กรณีบุคคลซึ่งครอบครองการใช้งาน

ให้แจ้ง ชื่อ-สกุลผู้ครอบครอง หมายเลขเครื่องหรือ Serial Number ยี่ห้อเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone)และอื่นๆ ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง

– กรณีบุคคลซึ่งครอบครองเพื่อจำหน่าย (ร้านค้า)

ให้แจ้งบัญชีแสดงรายการเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก(Drone) ตามแบบฟอร์มของสำนักงาน กสทช. ภาพถ่ายของ Drone ที่ลงทะเบียน และบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงของผู้ครอบครอง

2.2 สถานที่ลงทะเบียน ได้แก่ สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน 8 (ซอยสายลม) พญาไท กรุงเทพฯ สำนักงาน กสทช. ภาค และสำนักงาน กสทช. เขต ทั่วประเทศ สถานีตำรวจทั่วประเทศ หรือที่สำนักงานการบิน พลเรือนแห่งประเทศไทย

3.ในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ให้ถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) พ.ศ. 2558 ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง การบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ระหว่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด

4.ให้ผู้ครอบครองเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (Drone) ดำเนินการขึ้นทะเบียนภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันนี้ (11 ต.ค. 2560)

5.ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ที่มา –  nbtc 

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=196202

กสทช. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นำไทยสู่ Smart City

เทคโนโลยีโทรคมนาคมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยใช้งาน 4G กันไปไม่นาน เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น IoT, Machine Learning และ Artificial Intelligence หรือ AI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ

ดังนั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จึงได้ร่วมกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการกำกับดูแลภายใต้ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ภายใต้กรอบการประชุมใหญ่ World Telecommunication Development Conference หรือ WTDC

พัฒนาทั้งภูมิภาคให้ดีขึ้น ดันไทยศูนย์กลางพัฒนา

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. บอกว่า โครงการความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU มีการประชุมเชิงปฎิบัติการทั้งหมด 2 หัวข้อ ประกอบด้วย “Collaborative cross-sectoral regulatory mechanisms and competition analysis in digital economy” ในระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2560

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือของแต่ละภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคดิจิทัล ผลักดันให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

อีกทั้ง จะเป็นกลไกสำคัญของสำนักงาน กสทช. ในการสร้างความร่วมมือในระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาภายในภูมิภาค การดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก พร้อมทั้งมีความสอดรับการแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยการลดต้นทุน ลดระยะเวลา เพิ่มช่องทางการค้าและก่อให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำสังคมไปสู่การเป็นสังคมอัจฉริยะ (Smart City) ต่อไป

ให้ความรู้ วางแนวนโยบาย พร้อมวิเคราะห์จริง

การประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมของแนวความคิดและทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาดและประเด็นการกำกับดูแลสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ในสภาวะแวดล้อมเชิงการวางนโยบายและการกำกับดูแล รวมถึงสภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ

มีการนำเสนอภาพรวมของการวางแผนและการออกแบบโครงสร้างเครือข่ายดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเข้าใจในภาคส่วนของการโทรคมนาคมและอำนาจในการแข่งขันในปัจจุบัน รวมถึงการวิเคราะห์อำนาจในการตลาด ประเด็นการกำกับดูแลในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของภาคส่วน

ผู้ร่วมประชุมได้ลงภาคปฎิบัติการวิเคราะห์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโลยีทางโทรคมนาคม เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการ และอธิบายถึงรูปแบบการวิเคราะห์การแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เกิดประสิทธิผลได้จริง มีการจัดการทดสอบความเข้าใจของผู้เข้าร่วมประชุม โดยการให้ตอบคำถามและระดมสมอง โดยใช้ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสัมมนา เพื่อนำมาประเมินความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้มาบรรยายให้ความรู้

สรุป

ความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU เพื่อให้เกิดการพัฒนาโทรคมนาคมภายใต้กรอบ Dubai Declaration เป็นความร่วมมือระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะผลักดันให้เกิด Smart City ในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-itu-wtdc/

แจ่มเลย!! กสทช. เปิดตัวแอปพลิเคชัน “กันกวน” บล็อคเบอร์กวนใจอาทิ การขายประกัน ขายสินเชื่อ และขายตรง ดาวน์โหลดฟรีที่นี่

231A0941

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. เปิดตัวโปรแกรมประยุกต์ (แอปพลิเคชัน) “กันกวน” เพื่อปิดกั้นเบอร์โทรศัพท์ ข้อความ จากผู้ประกอบการหรือกลุ่มธุรกิจด้านการติดต่อสื่อสาร ที่ก่อให้เกิดความรำคาญและอาจเกิดการสูญเสียโอกาสจากการติดต่อสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ โดย สำนักงาน กสทช. พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (แอปพลิเคชัน) “กันกวน” พร้อมเดินหน้าให้ โอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 ค่าย ประกอบด้วย AIS DTAC TRUE TOT CAT คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ลดการถูกคุกคามของประชาชนจากการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ในสังคมปัจจุบันและในอนาคต

AW_กันกวน 1

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดทำแอปพลิเคชัน “กันกวน” เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ด้วยวิธีการปิดกั้นเบอร์โทรศัพท์ที่โทรเข้ามารบกวนก่อให้เกิดความรำคาญ เช่น การกลั่นแกล้ง การขายตรง การขายประกัน และการติดตามทวงหนี้

231A1230

สำหรับวิธีการใช้งาน ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้จาก App Store และ Play Store ผ่านการ Search “กันกวน” เมื่อทำการดาวน์โหลด และติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้กรอกข้อมูลยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน เพื่อเป็นการป้องกันการกลั่นแกล้งกรณีแจ้งระงับเบอร์ และใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบข้อมูลทั้งผู้แจ้งให้ปิดกั้นเบอร์ และผู้ถูกปิดกั้นเบอร์ แอปพลิเคชัน “กันกวน” เป็นการสร้างความร่วมมือจากผู้ใช้ ในการนำเสนอข้อมูลจากการโทรรบกวนร่วมกัน โดยประชาชนเสมือนตำรวจออนไลน์ในการตรวจสอบ แบ่งปันข้อมูล และปกป้องสิทธิจากการรบกวนดังกล่าว
แอปพลิเคชัน “กันกวน” จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยป้องกันความเป็นส่วนตัวของประชาชน กรณีมีการโทรศัพท์เข้ามาขายของ หรือขายประกัน หากมีการรายงานเบอร์เข้ามายังสำนักงาน กสทช. ผ่านระบบหน่วยตรวจสอบก็จะเช็คว่าหมายเลขนั้นมีผู้ร้องเรียนเข้ามามากจริงหรือไม่ ก่อนปิดกั้นเบอร์ เพื่อคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ”

Pic_4

นายก่อกิจ กล่าวอีกว่า แอปพลิเคชัน กันกวน จะแบ่งระบบการจัดการออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า บัญชีสีขาว (White list) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ White list ที่สามารถปิดกั้นได้ เช่น การขายที่ไม่พึงประสงค์ การขายประกัน ขายสินเชื่อ และขายตรง ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนเข้าระบบแอปพลิเคชันกันกวน เพื่อให้ประชาชนทราบถึงเลขหมายที่มีการโทรเข้า และเลือกรับสายได้ สำหรับ White list ที่ไม่สามารถปิดกั้นได้ แต่สามารถโทรได้ในช่วงเวลา วันจันทร์ ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 8.00 – 17.00 น. เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนแก่ประชาชน เช่น การติดตามทวงหนี้ ทวงถามการชำระเงินจากผู้ประกอบการด้านการสื่อสาร หรือจากสถาบันการเงิน

ส่วนที่ 2 เรียกว่า บัญชีสีดำ (Black list) สำหรับเบอร์ที่สร้างการรบกวน เกินเวลาที่กำหนด โดยสำนักงาน กสทช. จะทำการรวบรวมเบอร์โทรศัพท์ที่รบกวน ส่งไปให้ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม ทุกค่าย สำหรับบทลงโทษ จะมีการตักเตือน ปิดกั้นเบอร์เป็นเวลา 3 เดือน และยกเลิกเบอร์ในที่สุด

ทั้งนี้ แอปพลิเคชันกันกวน คือหนึ่งในแอปพลิเคชันของงานด้านกิจการโทรคมนาคม โดยจากนี้จะมีการทยอยเปิดตัวแอปพลิเคชัน เช่น แอปพลิเคชัน 3 ชั้น และ Speedcheck ให้ประชาชนร่วมกำกับกิจการโทรคมนาคม

LOGO

Download แอปพลิเคชัน “กันกวน” สำหรับ iOS

Download แอปพลิเคชัน “กันกวน” สำหรับ Android

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=189137