คลังเก็บป้ายกำกับ: จีน

สนุกแน่! JD.com ผนึกกำลังสู้ Alibaba ดึง Tencent กับ Wal-Mart แบ่งข้อมูล แชร์คลังสินค้า

เมื่อเป็นรอง ต้องหาพันธมิตร JD.com ร่วมมือกับ Tencent และ Wal-Mart เอาทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาเป็นพรรคพวก เพื่อสู้กับ Alibaba คู่แข่งเบอร์หนึ่งและเป็นรายใหญ่ของจีน สนุกแน่ โดยเฉพาะวันคนโสดจีนที่จะมาถึงนี้

Photo: flickr.com by Daniel Cukier

สู้คนเดียวไม่ไหว JD.com ผนึกพันธมิตรสายออนไลน์-ออฟไลน์ มาสู้ Alibaba

ก่อนที่วันคนโสด (11 พฤศจิกายน) วันช้อปปิ้งอันยิ่งใหญ่ของจีนจะมาถึงในเร็ววันนี้ อีคอมเมิร์ซอันดับ 2 จองจีนอย่าง JD.com พร้อมสู้กับเบอร์หนึ่ง Alibaba ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรมาสู้ คือ Tencent และ Wal-Mart 

การร่วมมือครั้งนี้ทั้ง JD.com จะแลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้ากับ Tencent โดยจะรวบรวมดูประวัติการซื้อสินค้าของลูกค้าใน WeChat ที่ Tencent เป็นเจ้าของ แล้วใช้ AI วิเคราะห์ว่าลูกค้าคนนั้นจะสนใจสินค้าตัวไหนบ้าง ทำให้ผู้จัดจำหน่ายโปรโมทสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ตรงจุดมากขึ้น

การจับมือกับ Tencent มีข้อดีคือ WeChat มีผู้ใช้งานทั่วจีนกว่า 900 ล้านคน WeChatPay จึงกลายเป็น mobile payment ที่ใหญ่ที่สุดของจีน การผนึกกำลังสู้ Alibaba จึงน่าสนใจมากกขึ้น อีกอย่าง Tencent ก็มีหุ้นใน JD.com ถึง 20% อีกด้วย

ส่วนทางด้าน Wal-Mart นั้น JD.com ได้มีการจับมือแชร์คลังสินค้าร่วมกันมาแล้วก่อนหน้า โดยข้อเสนอคือ จะให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกของ Wal-Mart ในการซื้อสินค้าผ่าน JD.com เช่น ส่วนลด และโปรโมชั่นอื่นๆ หน้าร้านออฟไลน์ก็ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะคนจีนยังเดิน เพียงแต่ต้องเสริมโปรโมชั่นเข้าไป

news.walmart.com

คู่แข่งผนึกกำลังพร้อมสู้เต็มที่  Alibaba ว่าไง?

อันดับแรกเทียบตัวเลขกันก่อน ค้าปลีกจีนที่ขายบนออนไลน์ในปี 2016 ทั้งตลาดมี 15% เท่านั้น (ที่บอกกันว่าอีคอมเมิร์ซแข่งกันหนัก คือแข่งกันแย่ง 15% ของยอดขายปลีกทั้งหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าจีนมีประชากรเฉียด 1.4 พันล้านคน) เพิ่มขึ้นมาจากยอดขายอีคอมเมิร์ซในปี 2011 ที่มีเพียง 4%

โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ 2017 ส่วนแบ่งอีคอมเมิร์ซในตลาดทั้งหมดเป็นของเบอร์หนึ่ง Alibaba ถึง 57% ส่วนเบอร์สองอย่าง JD.com ตามมาที่ 27% 

ด้วยความเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซ Alibaba ก็ลุยออนไลน์อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะล่าสุดก็ทำ supermarket ชื่อว่า Hema ออกมาเล่นในจีนเหมือนกัน เป็นร้านขายปลีก แต่สามารถเข้าไปนั่งทานอาหารสดได้ มีบริการส่งของชำออนไลน์ภายใน 30 นาทีอีกด้วย ตอนนี้มีทั้งหมด 20 สาขาในจีน

Jack ma @Hema Photo: Alizila

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-com-fight-alibaba-with-partners/

Advertisements

เทรนด์ปลาดิบในจีนกำลังมา ล้างมายาคติคนจีนรุ่นพ่อแม่ เชนอาหารทะเลขยายสาขาหนัก อีคอมเมิร์ซก็ลงเล่น

ในจีนจะมีความเชื่อของคนรุ่นเก่าที่ไม่มั่นใจในการกินปลาดิบ แต่ตอนนี้เทรนด์ปลาดิบกำลังมา จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไปเที่ยวในที่ต่างๆ ในเซี่ยงไฮ้เชนอาหารสดขยายสาขาหนัก อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ไม่พลาดมาเล่นในตลาดนี้

Photo: Moosan Seafood Shop in China

ตลากคึกคัก ร้านซาชิมิในจีนเพิ่ม อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ลงเล่นส่งถึงบ้าน

ผลจากการไปท่องเที่ยวในที่ต่างๆ ของชาวจีน ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของทัวร์จีน การตกหลุมรักซาชิมิหรือเหล่าปลาดิบจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

ในเขตเมืองของจีนตอนนี้มีร้านขายซาชิมิเปิดเพิ่มขึ้นมากมาย อย่างเช่นในเซี่ยงไฮ้จะมีร้าน Hema Xiansheng ที่เปิดมาประมาณ 1 ปีแล้ว มีสาขาขยายไปกว่า 10 แห่ง และมีให้สั่งในเว็บได้ด้วย หรืออีกร้านหนึ่งคือ Moosan seafood shop ที่มีอาหารทะเลกว่า 100 ชนิด มีตั้งแต่ปลาดิบ หอยนางรมจนถึงซูชิ เปิดมาตั้งแต่ปี 2015 ก็มีเชนร้านขยายไปกว่า 11 แห่ง แถมยังมีแผนจะขยายไปนอกเขตเซี่ยงไฮ้ในปีนี้ด้วย

และแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่รายใหญ่อย่าง Tmall ของ Alibaba หรือ JD.com ที่มีบริการส่งอาหารสดแบบถึงหน้าบ้านหรือเดลิเวอรี่ก็ลงมาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน เลยทำให้ตลาดซาชิมิในจีนคึกคักอย่างมากในช่วงหลังมานี้

มีสถิติจากเมืองเฉิงตู ระบุว่า ยอดขายปลาดิบในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 70% นับเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจ เพราะในสมัยก่อนคนจีนมักจะบริโภคเนื้อหมูเป็นหลัก คาดว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวจีนนำไปสู่การท่องเที่ยวในที่ต่างๆ จึงทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ในการบริโภคอาหาร

Photo: Pixabay

ทลายมายาคติการกินปลาดิบของคนจีนรุ่นเก่า

ที่จริงแล้วในจีน คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ยังมีความคิดอย่างหนึ่งที่เชื่อว่า “การกินปลาที่ยังดิบๆ นั้นไม่ดี” จึงนำไปสู่ความเคยชินที่ว่ากินเนื้อหมูนั้นดีอยู่แล้ว

ชาวจีนคนหนึ่ง อายุ 31 ปี ให้สัมภาษณ์ในขณะที่ไปซื้อซาชิมิไว้ว่า “ตอนเด็กได้กินแต่หมู แต่โตมาก็รู้ว่าหมูไม่ดีต่อสุขภาพ เลยหันมาทางอาหารสดแทน” และนอกจากนั้น เขายังบอกว่ามันไม่ใช่แค่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ยังรสชาติดีอีกด้วย

เทรนด์กินปลาดิบในจีนน่าจะมาแรง เพราะคนรุ่นใหม่ก็หันออกมาจากความเคยชินที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำไม่น้อย ตลาดนี้น่าจะคึกคักอย่างแน่นอน

Photo : flickr.com by Phreddie

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-sashimi-trending/

ผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนปี 2017 ที่ 1 ยังคงเป็นอสังหา ส่วนกลุ่มเทคโนโลยีมาแรงมาก

ผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนในปี 2017 โดย Hurun Report ได้ออกมา นั้นถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยมีหลายเรื่องที่เซอร์ไพรส์มากๆ ซึ่งผลในปีนี้ถือว่าเศรษฐีจีนจากหลายๆ บริษัทได้เขยิบขึ้นมาเทียบชั้นหลายๆ คนในปีก่อนหน้า

Hurun Report ได้รายงานผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนในปีนี้ โดยอันดับที่ 1 นั้นเป็นของ Xu Jiayin เจ้าของกิจการอสังหาชื่อดัง Evergrande โดยที่ล้ม Wang Jianlin เจ้าของกิจการอสังหา Wanda ไปได้ โดยความมั่งคั่งของ Xu Jiayin ในปีนี้สูงถึง 272% จากราคาหุ้นของ Evergrande ที่พุ่งไม่หยุด

ผลการจัดอันดับเศรษฐีจีนปี 2017

โดย Brandinside เราจะคัดมาจากอันดับ 1-10 ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆ

  1. นำมาโดย Xu Jiayin เจ้าของ Evergrande ที่ในปีนี้มูลค่าความมั่งคั่งของเค้าสูงถึง 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากหุ้น Evergrande ของเขาที่ขึ้นมาไม่หยุด เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถล้ม Wang Jianlin ลงได้
  2. Pony Ma Huateng จาก Tencent ในปีนี้มูลค่าความมั่งคั่งของเค้าสูงถึง 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยความมั่งคั่งที่ขึ้นมามหาศาลมาจากหุ้น Tencent ที่ขึ้นมามากถึง 60%
  3. Jack Ma และครอบครัว ปีนี้ได้หล่นมา 1 อันดับ โดยความมั่งคั่งของ Jack Ma ปีนี้ลดลงไป 2% เพราะว่าสัดส่วนในการถือหุ้นของ Ant Financial ของเขาลดลง แต่ก็ได้เพิ่มเติมมาจากที่หุ้น Alibaba นั้นขึ้นมาสูสีกับ Tencent
  4. Yang Huiyan จากอันดับ 10 ปีที่แล้ว ปีนี้ความมั่งคั่งของเขาสูงขึ้นมาถึง 3 เท่า! โดยกิจการอสังหาริมทรัพย์ Country Garden ของเขาเอง ที่กำลังโตวันโตคืน
  5. Wang Jianlin เจ้าของ Wanda Group โดยปีนี้อันดับของเขาตกลง เพราะว่าเขาได้ขายตัวกิจการสวนสนุกให้กับ Sunac เป็นมูลค่าสูงถึง 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และรวมไปถึงการขาย 77 โรงแรมให้แก่ R&F Properties เป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านเหรียญ
  6. Wang Wei เจ้าของเครือข่ายขนส่งยักษ์ใหญ่ในจีน SF Express หลังจาก IPO หุ้นของเขาในตลาดหลักทรัพย์เซิ่นเจิ้นไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
  7. Robin Li Yanhong และ Melissa Ma Dongmin จาก Baidu ที่ปีนี้ความมั่งคั่งของเขาขึ้นมา 28%
  8. He Xiangjian & He Jianfeng จาก Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังในจีน ปีนี้ความมั่งคั่งของเขาเพิ่มมา 47% แถมในปีที่ผ่านมาเขายังซื้อกิจการในประเทศญี่ปุ่น อิตาลี่ รวมไปถึงเยอรมันอีกด้วย
  9. Yan Hao เจ้าของ China Pacific Construction กิจการก่อสร้างอันดับต้นๆ ในประเทศจีน กิจการของเขาเองได้ติดอันดับใน Fortune 500 อีกด้วย โดยบริษัทของเขาสนับสนุนในเรื่อง One Belt One Road อย่างเต็มที่ถึงขั้นย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่เมืองซินเจียงเลยทีเดียว
  10. อันดับสิบในปีนี้ถือว่าเสมอกัน 3 คนกันเลยทีเดียว ทั้ง William Ding Lei เจ้าของ Netease และ Li Shufu และ Li Xingxing เจ้าของ Geely ยานยนต์ชื่อดังในจีน

เศรษฐีในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งยังคงนำโด่ง

โดยการนับจำนวนเศรษฐีที่อยู่ตามเมืองต่างๆ ของจีน ปักกิ่งยังครงครองความเป็นผู้นำ โดยผล 10 เมืองที่เศรษฐีจีนอยู่นั้นมีดังนี้

  1. ปักกิ่ง 300 คน
  2. เซิ่นเจิ้น 223 คน
  3. เซี่ยงไฮ้ 173 คน
  4. หางโจว 153 คน
  5. กว่างโจว 90 คน
  6. ซูโจว 53 คน
  7. ฮ่องกง 50 คน
  8. ฝอซาน 39 คน
  9. หนิงโป 37 คน
  10. เฉิงตู 34 คน

ข้อมูลอื่นๆ ที่ยังน่าสนใจมากๆ

  • 24% ในรายชื่อเศรษฐีจีนเป็นผู้หญิง
  • 7 ใน 10 อันดับมูลค่าตลาดสูงสุดเป็นกลุ่มเทคโนโลยี
  • ประกันชีวิตเจ้าใหญ่อย่าง Taikang มีพนักงานมากที่สุด โดยมีตัวแทนผู้ขายประกันทั่วจีนถึง 650,000 คน และพนักงานอีก 27,000 คน
  • อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าความมั่งคั่งที่สุดคืออุตสาหกรรมผลิต รองลงมาเป็นอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มเทคโนโลยี

ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น

ความมั่งคั่งในปีนี้เติบโดสูงถึง 12.5% โดยมูลค่ารวมความมั่งคั่งในปีนี้สูงถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ก่อตั้ง Hurun Report อย่าง Rupert Hoogewerf ได้กล่าวว่าปีนี้เป็นปีที่ดีของกลุ่มอุตสาหกรรม ยานยนต์ การศึกษา เทคโนโลยี และสุขภาพ ทำให้มีเศรษฐีหน้าใหม่เข้ามาติดอันดับเยอะขึ้น

ที่มาHurun Report, New York Times, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hurun-chinese-rich-2017/

“ถูเจีย” Airbnb จากจีน บุกญี่ปุ่นเต็มกำลัง เล็งซื้ออสังหาฯ เป็นของตัวเอง แล้วปล่อยเช่าตามโมเดลปกติ

Tujia หรือ ถูเจีย สตาร์ทอัพให้เช่าที่พักจากจีน โมเดลคล้าย Airbnb แต่ล่าสุด หลังจากที่ญี่ปุ่นออกกฎหมายให้เช่าที่พักได้ Tujia เตรียมบุกด้วยการจะซื้อที่พักในญี่ปุ่นเป็นของบริษัทเอง แล้วก็ปล่อยเช่าผ่านเว็บไซต์ตามปกติ

Photo: https://www.tujia.com/

เปิดแผน Tujia เตรียมซื้ออสังหาฯ ญี่ปุ่น แล้วปล่อยเช่าผ่านเว็บไซต์

Tujia สตาร์ทอัพให้เช่าห้องพักโมเดลคล้าย Airbnb จากจีน วางแผนบุกตลาดญี่ปุ่นจริงจัง การรุกหนักนี้มาจากเหตุผล 2 ประการคือ ญี่ปุ่นเป็นหมุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวของชาวจีนมากขึ้น และการเปิดโอกาสทางกฎหมายให้โมเดลเช่าห้องแบบ Airbnb

ตอนนี้ Tujia มีที่พักให้เช่าในญี่ปุ่นประมาณ 10,000 แห่ง แต่ในปี 2019 ต้องการขยายเป็น 100,000 แห่งให้ได้ แต่การจะทำแบบนั้นได้ไช่เรื่องง่าย เพราะถ้าขยายตามรูปแบบ Airbnb คือปล่อยให้เช่าตามโมเดลปกติก็จะไปในสเกลกว้างแบบนั้นไม่ใช่ เพราะถ้านับดูที่พักที่เป็นสมาชิกของ Airbnb ในญี่ปุ่นมีเพียง 55,000 เท่านั้น (แต่ที่พักทั้งหมดนั้น Airbnb ไม่ใช่เจ้าของ)

ดังนั้นแล้ว แผนการจะไปถึง 100,000 ที่พักของ Tujia คือ “การซื้อ”

Tomoko Suzuki ผู้บริหารของ Tujia บอกว่า ตอนนี้บริษัทได้ระดมทุนเพิ่ม และกำลังวางแผนจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น เช่น บ้าน โรงแรม หรือที่พักที่จะสามารถปล่อยให้เช่าได้เพื่อขยายกิจการในครั้งนี้

ดูแล้ววิธีการซื้อที่พักเพื่อปล่อยเช่าน่าจะไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับ Tujia เพราะกฎหมายก็ผ่านให้สูงสุด 180 วันตอ่ปี แล้วอีกอย่าง “อสังหาฯ ในโตเกียวและโอซาก้า ราคาก็ถูกกว่าเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง” นอกจากจะไม่เป็นปัญหาแล้ว ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้นักลงทุนชาวจีนกล้าลงเงินในญี่ปุ่นมากขึ้นอีก

Photo: https://www.tujia.com/

Tujia ปักหมุดญี่ปุ่น หวังโตจากตลาดท่องเที่ยว

เปิดตัวเลขดู ในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมาของปี 2017 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในญี่ปุ่นถึง 18.9 ล้านคน แล้วนี่ยังไม่นับรวม 4 เดือนที่เหลือของปีนี้อีก แต่คาดการณ์ว่าปีนี้จะทำลายสถิติ 24 ล้านคนในปี 2016 ได้อย่างแน่นอน

ที่น่าสนใจคือ ในจำนวนทั้งหมดนี้ เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน 800,000 คนที่เข้ามาในญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคมเท่านั้น ย้ำว่าแค่เดือนเดียวเท่านั้น ถือว่าเป็นเดือนที่ทำลายสถิติสูงสุดในเรียบร้อยแล้ว

ผู้บริหารของ Tujia ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2025 จะต้องมีคนใช้งานถึง 200,000 คนในญี่ปุ่น “เราหวังกับตลาดญี่ปุ่นไว้มาก เพราะที่นี่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก”

ตอนนี้ Tujia มีให้บริการในจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไทย และมาเลเซียแล้ว

สรุป

แผนการซื้อที่พักเพื่อปล่อยเช่าผ่านเว็บไซต์ของ Tujia ในญี่ปุ่นไม่ธรรมดา เพราะถ้าทำแบบ Airbnb ก็คงจะไม่สามารถทำให้ธุรกิจขยายตัวตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ ต้องรอดูว่า “แผนการซื้อเพื่อขยาย” ของ Tujia จะประสบความสำเร็จแค่ไหนในญี่ปุ่น

แต่ที่แน่ๆ ในอีก 3 ปีข้างหน้าคือปี 2020 ญี่ปุ่นจะจัดงานโอลิมปิก รัฐบาลของญี่ปุ่นก็ออกมาบอกแล้วว่า ต้องการให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 40 ล้านคน ในจำนวนนี้จะเช่าห้องผ่านเว็บไซต์กันมหาศาลเท่าไหร่ ต้องติดตามดู

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tujia-airbnb-chinese-go-japan/

1 ใน 3 ของยูนิคอร์นสตาร์ทอัพในโลกขณะนี้อยู่ที่ “จีน” ภัยคุกคามที่แท้จริงของ Silicon Valley

ถ้าพูดถึงแหล่งสตาร์ทอัพหรือวงการเทคโนโลยี ทุกคนคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคือ “Silicon Valley” ในซานฟรานซิสโก แต่ถ้าติดตามวงการนี้ดีๆ จะเห็นว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย แนวโน้มถ่ายเทไปทางจีน ดูแล้วมีโอกาสสูงมากที่จะขึ้นมาแทนที่

Photo: Pixabay

ช่องว่างยูนิคอร์น “จีน” ขยับใกล้อเมริกา แซงยุโรปมา 2 ปีแล้ว

นับตั้งแต่ปี 2010 มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์น (สตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านเหรียญ) เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรปเป็นจำนวนมาก แต่ในปี 2015 บริษัทด้านการลงทุน CB Insights รายงานว่า ยูนิคอร์นที่เกิดขึ้นในจีนมีจำนวนมากกว่ายุโรปไปเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนในสหรัฐอเมริกา สตาร์ทอัพยูนิคอร์นของจีนกำลังขยับเข้าใกล้ไปทุกที เปิดตัวเลขชัดๆ ก็คือ ในจีนตอนนี้มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นทั้งหมด 34 ราย ส่วนในสหรัฐอเมริกามีทั้งหมด 39 ราย

ถ้านับเฉพาะปี 2017 นี้ มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเกิดขึ้นทั่วโลก 33 บริษัท ตัวเลขที่น่าสนใจคือ เป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นจีนกว่า 12 บริษัท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของทั้งหมดนั่นเอง

อีกอย่างที่น่าทึ่งก็คือ ตัวเลขของจีนเริ่มนับตั้งแต่ปี 2015 ส่วนในสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ปี 2010 จะเห็นได้ว่าเทรนด์เปลี่ยนแปลงย่างรวดเร็วมาก ส่วนปัจจัยส่วนหนึ่งก็เพราะถ้าต้องไปเป็นสตาร์ทอัพในอเมริกา ส่วนใหญ่ถ้าอยากเติบโตไวก็ต้องไปที่ Silicon Valley ในซานฟรานซิสโก ด้วยการเติบโตทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ทำให้ที่ดิน ค่าครองชีพ การใช้ชีวิตทุกอย่างมีราคาสูง เทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนก็คือ คนจีนรุ่นใหม่ที่ไปจบในอเมริกาเดินทางกลับบ้านไปทำสตาร์ทอัพของตัวเอง และที่สำคัญรัฐบาลจีนก็สนับสนุนอีกด้วย

Photo: siliconvalley.center

คนจีนทยอยกลับบ้าน ออกจากซานฟรานฯ ไปสร้างสตาร์ทอัพในบ้านเกิด

The San Francisco Chronicle สำนักข่าวในซานฟรานซิสโก รายงานว่า ชาวจีนที่ไปศึกษาเล่าเรียนในพื้นที่มีอัตราการกลับบ้านเกิดสูงขึ้น ปีที่ผ่านมามีสูงถึง 432,500 คน นับเป็นจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 58% นับตั้งแต่ปี 2012

จุดประสงค์ก็ไม่ใช่อะไรอื่น นักศึกษาชาวจีนเหล่านี้กลับไปประเทศบ้านเกิดเพื่อดำเนินการสตาร์ทอัพของพวกเขาเอง ภายใต้ “กลยุทธ์ปิดบ้านทำธุรกิจ” ของรัฐบาลจีน เพราะจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเทคฯ รายใหญ่ของโลกขนาดไหนก็เจาะจีนไม่เข้า ตัวอย่างเช่น Amazon หรือ Uber

Duncan Logan ซีอีโอบริษัทด้านเทคโนโลยี RocketSpace ถึงกับบอกว่าการทำธุรกิจสตาร์ทอัพของจีนถือเป็นโลกขั้วตรงข้าม (bi-polar world) กับฝั่งตะวันตก เช่น ในตะวันตกมี Google จีนก็มี Tencent, โลกตะวันตกมี Facebook จีนมี WeChat หรือฝั่งตะวันตกมี Uber จีนก็มี Didi

อันที่จริง การที่ยักษ์ใหญ่ในวงการเทคฯ เจาะเข้าตลาดจีนไม่ได้ ก็มีปัจจัยอีกหลายประการ แต่สิ่งที่จีนได้รับเต็มๆ ก็คือการบริโภคในประเทศ เงินไม่ไหลออกไปนอกประเทศในกรณีนี้มากนัก ดูได้จาก GDP ที่มีการขยายตัวถึง 7% ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอยู่แถวๆ 1 – 2.5% เท่านั้น และอีกไม่นานในปี 2030 เศรษฐกิจจีนจะปีนขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของโลกอย่างแน่นอน

เห็นได้ชัดเจนว่า “จีน” จะเป็นภัยคุกคามต่อ Silicon Valley ในอนาคตอันใกล้ และถ้าเทรนด์ยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ศูนย์กลางของแหล่งเทคโนโลยีอาจเป็นจีนที่ขึ้นมาแทนที่ Silicon Valley ก็ได้

แต่ความจริงก็คือ Veronica Wu กรรมการผู้จัดการของ Hone Ventures บอกว่า ” ฉันคิดว่า [จีน] เป็นภัยคุกคามอย่างแน่นอน เพราะคุณจะเห็นได้ว่าหลายคนย้ายออกไปจาก Silicon Valley ไปทำธุรกิจในที่อื่นๆ มากขึ้น แต่เพียงว่าตอนนี้ยังไม่มีใครแทนที่ Silicon Valley ได้ “

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-unicorn-beats-us-eupore/

กล่องกระดาษขาดตลาดในจีน เพราะอีคอมเมิร์ซมาแรง แต่รัฐบาลดันแบนการนำเข้า ใกล้วันคนโสด จีนวุ่นแน่

ในขณะที่อีคอมเมิร์ซในจีนกำลังพุ่งแรง ยอดสั่งซื้อของทางออนไลน์ดี แต่รัฐบาลมีกฎห้ามนำเข้ากระดาษแข็ง รายเล็กรายน้อยสู้ไม่ไหวก็ตายไปเยอะ แล้วนี่ก็ใกล้ “วันคนโสด” ซึ่งเป็นวันแห่งการช้อปปิ้งครั้งใหญ่เข้าไปทุกที ถ้าจัดการไม่ดี คนจีนเตรียมเจอปัญหากันได้เลย

Photo: Pixabay

กำลังซื้อสูง ขาดตลาด ราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทต่อตัน

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในจีน ทำให้การสั่งซื้อของแบบเดลิเวอรี่ได้รับความนิยมมาก โดยปกติกล่องกระดาษก็เป็นสินค้าที่ราคาพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอยู่แล้ว

ดูได้จาก Nine Dragons Paper Holdings ผู้ผลิตกระดาษแข็งรายใหญ่ของจีน ที่ขึ้นราคาสินค้ารอบล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากราคากระดาษแข็ง 1 ตันที่ 3,000 หยวน (ประมาณ 15,000 บาท) เป็น 5,000 หยวน (ประมาณ 25,000 บาท)

รัฐบาลแบนการนำเข้ากระดาษแข็ง

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการแบนการนำเข้ากระดาษแข็งของรัฐบาลจีน โดยรัฐบาลจีน ระบุว่า นโยบายแบนการนำเข้ากระดาษแข็งจากต่างประเทศจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อม เพราะจีนแค่ประเทศเดียวนำเข้ากระดาษใช้แล้วกว่า 17 ล้านตัน และยังมีการผลิตกระดาษแข็งในปี 2016 กว่า 46 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนถึง 1 ใน 3 ของโลก

ที่น่าสนใจคือ กฎหมายสิ่งแวดล้อมจากรัฐบาลจีนทำให้โรงงานขนาดกลางและเล็กหลายแห่งต้องปิดตัวลงไปก็ไม่น้อย เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลจีนได้ เพราะฉะนั้น เรื่องกระดาษแข็งจึงไม่แปลกที่จะเหลือแต่โรงงานใหญ่ๆ ที่แบกรับต้นทุนและปฏิบัติตามกฎได้ และจะกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะเมื่อคู่แข่งน้อยลง แต่ความต้องการมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ราคาของกระดาษแข็งพุ่งสูงขึ้น

Photo: flickr.com by Jill

รับมือไม่ดี วันคนโสดจีนปีนี้ วุ่นวายแน่ๆ

อีคอมเมิร์ซในจีนที่มียอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ในปี 2016 มีสินค้าที่ส่งแบบเดลิเวอรี่ถึง 31,000 ล้านชิ้นทั่วประเทศจีน สูงขึ้นกว่า 6 เท่าในรอบ 4 ปี และสูงขึ้น 50% จากปีที่ก่อนหน้าคือปี 2015 และถ้ายิ่งเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น ถือว่าห่างชั้นมาก เพราะแซงไปกว่า 8 เท่า

แต่นอกจากกำลังซื้ออีคอมเมิร์ซที่สูงขึ้นกับการแบนกระดาษแข็งของรัฐบาลจีน อีกหนึ่งปัญหาที่จีนจะเจอคือเทศกาล “วันคนโสด” ที่จีนจะมีขึ้นอยู่แล้วทุกปีในวันที่ 11 พฤศจิกายน จากสถิติที่ผ่านมาวันนี้มีการซื้อของผ่านออนไลน์ในจีนในปริมาณที่สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านชิ้น

ที่จีนจะเจออย่างแน่นอนเลยก็คือ ปัญหาเรื่องการขาดแคลนกล่องกระดาษในการจัดส่งสินค้า และอาจส่งผลต่อยอดขายอีคอมเมิร์ซโดยรวมในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cardboard-china-single-day/

บังคลาเทศ จุดหมายใหม่แรงงานราคาถูกในเอเชีย เฉลี่ยตก 122 บาทต่อวัน ญี่ปุ่นแห่ไปเปิดโรงงาน

ถ้านับกันตามจำนวน ส่วนใหญ่บริษัทญี่ปุ่นมีโรงงานอยู่ในจีนกับไทยมากที่สุดในเอเชีย แต่ในช่วงหลังมานี้ที่ค่าแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีน หลายบริษัทต้องหาแรงงานราคาต่ำมาทำงาน และ “บังคลาเทศ” คือคำตอบ

Photo: flickr.com by Alla Sokolova

บังคลาเทศ จุดหมายใหม่ แรงงานราคาถูก ของบริษัทญี่ปุ่น

บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งกำลังแห่ไปเปิดโรงงานในบังคลาเทศ เพราะค่าแรงมีราคาต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์กรการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2008 – 2017 มีบริษัทญี่ปุ่นที่ไปตั้งโรงงานในบังคลาเทศเพิ่มขึ้น 3 เท่า ตอนนี้มีจำนวน 253 แห่ง แต่แม้ว่าจะยังน้อยกว่าจีนกับไทย แต่ต้องถือว่าเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

Mari Tanaka เจ้าหน้าที่จากองค์กรการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น ระบุว่า “บังคลาเทศเป็นประเทศที่รับรู้กันว่ายากจนที่สุดในเอเชีย แถมค่าแรงก็ต่ำกว่าญี่ปุ่นและทุกประเทศในเอเชียตะวันออก นอกจากนั้นยังจ้างแรงงานเด็กจำนวนมากได้อีกด้วย”

ตามข้อมูลแล้ว ในบรรดา 19 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก บังคลาเทศเป็นประเทศที่มีค่าแรงต่ำที่สุด คำนวณแล้วอยู่ที่ประมาณ 3,671 บาทต่อเดือน หรือตกประมาณวันละ 122 บาท และถ้าประกอบกับข้อมูลด้านประชากรของประเทศที่ตอนนี้มีอยู่ 158 ล้านคน อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 26 ปีเศษ และเศรษฐกิจดี เพราะ GDP ของประเทศเพิ่ม 2 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ยิ่งดึงดูดให้บริษัทญี่ปุ่น (และในอีกหลายประเทศ) อยากเข้าไปตั้งโรงงาน

บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งที่ได้ไปตั้งโรงงานในบังคลาเทศแล้ว อย่างเช่น Honda Motor, Rohto Pharmaceutical และ Ajinomoto

หรืออย่าง Uniqlo เอง หลังจากที่ค่าแรงญี่ปุ่นสูงขึ้นบวกกับสภาพสังคมผู้สูงอายุในประเทศ ก็ย้ายฐานผลิตไปจีน แต่เมื่อรู้แล้วค่าแรงจีนก็กำลังเพิ่มขึ้นสูง แน่นอนว่า “บังคลาเทศ” จึงเป็นคำตอบ

Photo: flickr.com by lorecorti

ในบรรดา 253 บริษัทที่เข้ามาตั้งในบังคลาเทศ เท่าที่มีข้อมูลคือ เป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้า 30 แห่ง ผลิตเครื่องหนัง 15 แห่ง โลจิสติกส์ 10 แห่ง และบริษัทให้บริการด้านไอทีอีก 10 แห่ง

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bangladesh-labor-low-wage/