คลังเก็บป้ายกำกับ: จีน

มองจีน-อินเดีย 2 ประเทศยักษ์ใหญ่กับการเข้าใกล้สังคมไร้เงินสด เข้าไปทุกที

ข่าวการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเป็นสิ่งที่ Brand Inside ติดตามอย่างใกล้ชิด รอบนี้พาไปดูกันที่จีนกับอินเดีย ถือเป็น 2 ประเทศที่มีจำนวนประชากรรวมกันแล้ว คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้น การเคลื่อนตัวทำอะไรสักอย่างของพวกเขา จึงควรค่าแก่การจับตามอง

เริ่มที่ “จีน” กันก่อน

อย่างที่รู้กันอยู่ว่า การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobile Payment มีการเติบโตที่รวดเร็วมากในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน มีการใช้งานที่กว้างขวางครอบคลุมคนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการจ่ายเงินผ่าน QR code ที่ใช้กันตั้งแต่ให้ทิปพนักงาน เช่าจักรยาน หรือแม้แต่ขอทานยังใช้ มากกว่านั้นยังมีผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ที่ระบุว่า ในจีนมียอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นทางการเงินไปแล้วเกือบ 600 ล้านครั้ง หรือถ้าไปดูสตาร์ทอัพจีนอย่าง Bingo Box ที่ทำร้านสะดวกซื้ออัตโนมติ คล้ายๆ กับ Amazon Go แต่มีบริการให้จ่ายเงินผ่าน QR code โดยบริษัทออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent ก็สนับสนุนเต็มที่ เอาเป็นว่าจากข้อมูลเพียงเท่านี้ ก็น่าจะทำให้ภาพได้ประมาณหนึ่งว่า จีนกำลังเดินเข้าใกล้สังคมไร้เงินสดเข้าไปทุกที

ล่าสุด มีข้อมูลจาก Nikkei Asian Review ที่ได้เปิดเผยตัวเลขยอดผู้ใช้งาน Mobile Payment ในจีน โดยระบุว่า

  • WeChat Pay ของ Tencent Holdings มีผู้ใช้งานมากสุดอยู่ที่ 700 ล้านราย
  • ในขณะที่ Alipay ของ Alibaba ตามมาที่ 400 ล้านราย

คิดแบบง่ายๆ เลยคือ แค่รวมเอายอดของทั้ง 2 บริษัทใหญ่ในจีนก็เกิน 1,000 ล้านยอดผู้ใช้งานเข้าไปแล้ว (ตรงนี้จะนับเป็นจำนวนคนไม่ได้ เพราะ 1 คนอาจใช้มากกว่า 1 แพลตฟอร์ม)

Photo: Nikkei Asian Review

นอกจากนั้น ในจีนตอนนี้ บริษัท Hema Xiansheng ที่ขายของของชำส่งแบบเดลิเวอรี่ก็กำลังมาแรง (รับประกันส่งของภายใน 30 นาที) และนอกจากผู้คนในจีนจะใช้จ่ายผ่าน Mobile Payment กันมากขึ้นแบบก้าวกระโดดแล้ว ธุรกิจส่งวัตถุดิบผัก ผลไม้ ของชำถึงหน้าบ้านก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะลดการเสียเวลาได้มาก อย่างรายนี้เปิดตัวมาเมื่อปี 2016 เพียงแค่ปีเดียว ลูกค้าโดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนทำให้ต้องมีการขยายบริการไปในพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น

มาต่อกันที่ “อินเดีย”

ในอินเดียผู้คนก็หันมาใช้การจ่ายเงินผ่าน Mobile Payment กันมากขึ้น อย่างในมุมไบ การจ่ายเงินกับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ใช้โทรศัพท์มือถือแทบทั้งนั้น ส่วนปัจจัยที่หนุนเสริมทำให้เกิดขึ้นได้จริง ก็ต้องยอมรับว่าการรุกหนักของ Paytm ที่เพิ่งระดมทุนรอบใหม่จาก SoftBank ไปหมาดๆ เป็นการทำให้อินเดียขยับเข้าสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดเข้าไปอีกขั้น

เพราะนับตั้งแต่เปิดตัว Paytm ในอินเดียในปี 2011 ตอนนี้มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 230 ล้านราย แต่สำหรับการระดมทุนรอบใหม่ที่ผ่านมานี้นั้น Paytm ได้ตั้งเป้าจะทะยานให้ถึง 500 ล้านรายให้ได้ภายใน 3 – 5 ปีนี้

Photo: Paytm

ปัจจุบันนี้ในอินเดียเลยมีความคล้ายกับจีน เพราะผู้คนใช้จ่ายผ่าน QR code กันมากขึ้น หรือแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ก็ชำระเงินได้แล้ว จึงทำให้วงการอีคอมเมิร์ซในอินเดียได้รับความนิยมสูง ดูได้จากอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในอินเดียอย่าง Flipkart ที่เปิดตัวในปี 2007 ตอนนี้มียอดผู้ใช้งานแตะขึ้นไปถึงหลักสิบล้านเรียบร้อยแล้ว

อ้างอิง – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-india-go-cashless-society/

Advertisements

Uniqlo รุกตลาดจีนหนัก จะเพิ่มให้ครบ 1,000 สาขา ในวันที่สมรภูมิรบไม่ใช่หน้าร้าน แต่คือออนไลน์ต่างหาก

ตลาดเสื้อผ้าในจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก Uniqlo แบรนด์จากญี่ปุ่นที่มีสาขาในจีนอยู่แล้วกว่า 540 แห่ง เลยเล็งขยายเพิ่มให้ครบ 1,000 ในเร็ววัน แต่ในจีนตอนนี้กระแสอีคอมเมิร์ซมาแรงมาก การเพิ่มสาขาครั้งนี้จะตอบโจทย์หรือไม่?

Photo: Pixabay

Uniqlo เร่งขยายสาขาให้ครบ 1,000 ในจีน

เรียกได้ว่าแบรนด์ค้าปลีกญี่ปุ่นช่วงนี้บุกหนักไปตลาดจีนกันอย่างเต็มกำลัง เพราะนอกจาก MUJI ที่เราจะได้เห็นโรงแรมในจีนสิ้นปีนี้แล้ว อีกแบรนด์ที่กำลังขยายสาขาในจีนอย่างหนักคือ Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าจากญี่ปุ่น

หลังจากที่ Uniqlo ได้เริ่มบุกตลาดจีนตั้งแต่ปี 2002 จนถึงตอนนี้ก็มีสาขาในจีนไปแล้ว 540 แห่ง ในกว่า 120 เมือง แต่ไม่พอแค่นั้น เพราะจะขยายให้เป็น 1,000 สาขาให้ได้ภายใน 2 ปีครึ่งนับจากนี้

Pan Ning รองประธานกลุ่มผู้บริการ ระบุว่า “เราเปิดสาขาในจีนประมาณปีละ 100 แห่งอยู่แล้ว แต่ในช่วง 2 – 3 ปีนับจากนี้ เราจะเร่งอัตราการขยายสาขามากขึ้น”

ทีนี้พอกลับไปดูในญี่ปุ่น Uniqlo มีสาขาทั้งหมด 840 แห่ง ทรงตัวมาหลายปีแล้ว และก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับขยายเพิ่มแต่อย่างใด ทำให้ในไม่กี่ปีหลังจากนี้ หลายประเทศที่ Uniqlo ไปเปิดสาขาไว้ จะมีสาขาเพิ่มขึ้นแซงหน้าประเทศต้นทางอย่างแน่นอน

Photo: Pixabay

สมรภูมิใหม่ไม่ใช่หน้าร้าน แต่คือออนไลน์

Euromonitor International บริษัทวิจัยการตลาดจากเกาะอังกฤษ เปิดเผยว่า ตลาดเสื้อผ้าในจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีรายได้ปีละกว่า 300,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะโตขึ้น 10% ทุกปี

แต่แม้ว่าตัวเลขในตลาดนี้จะโตขึ้นแค่ไหน แต่ถ้าลองไปดูตัวเลขดีๆ จะพบว่า อุตสาหกรรมในจีนกำลังขยับไปสู่อีคอมเมิร์ซมากกว่าการซื้อหน้าร้าน เพราะยอดขายออนไลน์ในจีนเพิ่มขึ้นมาถึง 26.6% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

มากกว่านั้น Peter Lau Kwok-kuen ประธานเจ้าหน้าที่ของ Giordano บอกว่า ธุรกิจในจีนกำลังเข้าสู่โลกโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว เพราะยอดขายของเขาเองในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลงไป 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นมาถึง 5%

สรุป

Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นเตรียมขยายสาขาในจีนให้ครบ 1,000 แห่ง จากตอนนี้ที่มีอยู่แล้ว 540 แห่ง ที่น่าสนใจคือ ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Giordano ซึ่งมาจากฮ่องกง พร้อมทั้งได้ทำตลาดเสื้อผ้าในจีนค่อนข้างไปไกลกว่า Uniqlo มาก (ดูจากสาขาที่มีอยู่ก็สูงถึง 913 แห่ง) ได้บอกเองเลยว่า “แนวโน้มตลาดเสื้อผ้าในจีนกำลังไปออนไลน์แล้ว” เลยน่าจับตาว่าการขยายสาขาของ Uniqlo จะตอบโจทย์ตลาดและยอดขายได้จริงหรือไม่ เพราะภูมิศาสตร์ของตลาดนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเอาสักอย่างที่แน่นอนและเห็นได้ชัดๆ เลยก็คือ ตลาดจีนนี่น่าสนใจขึ้นทุกวันจริงๆ

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uniqlo-china-ecommerce/

ไปขายของที่จีนไม่ได้มีแค่ Alibaba เพราะ JD.com จับมือก.พาณิชย์ ดึง SMEs ไทยบุกออนไลน์แดนมังกร

Ecommerce ของประเทศจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ผ่านมูลค่ารวมแค่ฝั่ง Retail กว่า 8.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้า SMEs ไทยเข้าไปถึงตลาดนั้นได้ ก็คงเป็นโอกาสมหาศาลของตัวธุรกิจ

ภาพ pixabay.com

หลายคนนึกถึงแค่ Alibaba แต่จริงๆ ยังมีอีก

ด้วยชื่อเสียงของ Jack Ma หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน ด้วยตัวธุรกิจ Alibaba ที่ครองตลาด Ecommerce ในประเทศจีนเกือบเบ็ดเสร็จ ทำให้ Alibaba กลายเป็นที่จับตามองของนักธุรกิจไทยหลายราย ที่ต้องการนำสินค้าของตัวเองไปจำหน่ายทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C

แต่จริงๆ แล้ว JD.com เบอร์สองของตลาด Ecommerce ที่จีน ก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ดังนั้นผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะ SMEs ก็ต้องศึกษาวิธีการนำสินค้าของตนเองเข้าไปจำหน่ายที่นั่น แต่ด้วยความยาก เพราะเป็นการขายแบบ Cross Border แถมยังไม่มีตัวแทนในการช่วย SMEs ชาวไทยให้เข้าไปทำตลาดที่นี่อย่างจริงจัง

จากจุดนี้เองทำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เริ่มหาตัวกลางเข้ามาช่วยเรื่องนี้ และได้บริษัท ซีโฟน่า กรุ๊ป จำกัด ที่เชี่ยวชาญการนำสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศจีน มาทำหน้าที่ดังกล่าว ภายใต้โครงการ Thailand Smart Trade Center (TSTC)

เปิดเกม Online และ Offline พร้อมๆ กัน

ภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการช่วยเหลือ SMEs ไทย ให้จำหน่ายสินค้าได้ทั้งช่องทาง Online และ Offline ในประเทศจีน กล่าวคือตัว Online จะทำผ่านการตั้งหน้าร้านกลางชื่อ Thailand Pavilion ภายในเว็บไซต์ JD.com ผ่านการรวบรวมสินค้ากลุ่มอาหาร,เครื่องสำอาง และสปา เข้าไปจำหน่าย และมีตัวกลางช่วยประสานงานเรื่องส่งออกสินค้า

ศูนย์แสดงสินค้าในมณฑลกวางโจว

ส่วนฝั่ง Offline นั้น ทาง TSTC ได้เปิดพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. ภายในมณฑลกวางโจว เพื่อให้แบรนด์ชั้นนำของประเทศไทย และเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าไปวางแสดง และหากผู้ค้าที่จีนสนใจก็สามารถสั่งซื้อในรูปแบบ B2B ได้ โดย TSTC จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องการส่งออกสินค้า และขั้นตอนศุลกากรให้

สรุป

ตอนนี้หากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Ecommerce จีนได้ เท่ากับโอกาสธุรกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างมหาศาล และถ้าไม่มีความรู้เรื่องการส่งออก ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ก็เข้ามาช่วยเหลือเต็มรูปแบบ ดังนั้นผู้ค้าอย่ามองแค่ Alibaba เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ทำให้สินค้าตัวเองออกไปสู่แดนมังกรได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-push-thai-product-in-china/

ไปขายของที่จีนไม่ได้มีแค่ Alibaba เพราะ JD.com จับมือก.พาณิชย์ ดึง SMEs ไทยบุกออนไลน์แดนมังกร

Ecommerce ของประเทศจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ผ่านมูลค่ารวมแค่ฝั่ง Retail กว่า 8.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้า SMEs ไทยเข้าไปถึงตลาดนั้นได้ ก็คงเป็นโอกาสมหาศาลของตัวธุรกิจ

ภาพ pixabay.com

หลายคนนึกถึงแค่ Alibaba แต่จริงๆ ยังมีอีก

ด้วยชื่อเสียงของ Jack Ma หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน ด้วยตัวธุรกิจ Alibaba ที่ครองตลาด Ecommerce ในประเทศจีนเกือบเบ็ดเสร็จ ทำให้ Alibaba กลายเป็นที่จับตามองของนักธุรกิจไทยหลายราย ที่ต้องการนำสินค้าของตัวเองไปจำหน่ายทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C

แต่จริงๆ แล้ว JD.com เบอร์สองของตลาด Ecommerce ที่จีน ก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ดังนั้นผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะ SMEs ก็ต้องศึกษาวิธีการนำสินค้าของตนเองเข้าไปจำหน่ายที่นั่น แต่ด้วยความยาก เพราะเป็นการขายแบบ Cross Border แถมยังไม่มีตัวแทนในการช่วย SMEs ชาวไทยให้เข้าไปทำตลาดที่นี่อย่างจริงจัง

จากจุดนี้เองทำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เริ่มหาตัวกลางเข้ามาช่วยเรื่องนี้ และได้บริษัท ซีโฟน่า กรุ๊ป จำกัด ที่เชี่ยวชาญการนำสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศจีน มาทำหน้าที่ดังกล่าว ภายใต้โครงการ Thailand Smart Trade Center (TSTC)

เปิดเกม Online และ Offline พร้อมๆ กัน

ภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการช่วยเหลือ SMEs ไทย ให้จำหน่ายสินค้าได้ทั้งช่องทาง Online และ Offline ในประเทศจีน กล่าวคือตัว Online จะทำผ่านการตั้งหน้าร้านกลางชื่อ Thailand Pavilion ภายในเว็บไซต์ JD.com ผ่านการรวบรวมสินค้ากลุ่มอาหาร,เครื่องสำอาง และสปา เข้าไปจำหน่าย และมีตัวกลางช่วยประสานงานเรื่องส่งออกสินค้า

ศูนย์แสดงสินค้าในมณฑลกวางโจว

ส่วนฝั่ง Offline นั้น ทาง TSTC ได้เปิดพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. ภายในมณฑลกวางโจว เพื่อให้แบรนด์ชั้นนำของประเทศไทย และเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าไปวางแสดง และหากผู้ค้าที่จีนสนใจก็สามารถสั่งซื้อในรูปแบบ B2B ได้ โดย TSTC จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องการส่งออกสินค้า และขั้นตอนศุลกากรให้

สรุป

ตอนนี้หากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Ecommerce จีนได้ เท่ากับโอกาสธุรกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างมหาศาล และถ้าไม่มีความรู้เรื่องการส่งออก ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ก็เข้ามาช่วยเหลือเต็มรูปแบบ ดังนั้นผู้ค้าอย่ามองแค่ Alibaba เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ทำให้สินค้าตัวเองออกไปสู่แดนมังกรได้

ทั้งนี้ทีมงานของ JD.com ที่เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ตอบคำถามสื่อแต่อย่างใด ทั้งในเรื่องเข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทย รวมถึงแผนธุรกิจของภูมิภาคอาเซียนหลังจากนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-push-thai-product-to-china/

โลกจะหมุนรอบใคร? ในขณะที่จีนลุยพัฒนา AI ระดับพันล้านเหรียญ อเมริกากลับตัดงบองค์กรวิทยาศาสตร์

นอกจากวิวาทะเรื่อง AI ของคนดังไอทีระดับโลกในช่วงนี้แล้ว (ใครยังไม่รู้ว่าเขาเถียงเรื่องอะไรกัน อ่านที่นี่) ลองมาเทียบดูประเด็นเรื่อง AI ของสองมหาอำนาจโลกกันบ้าง ระหว่างจีนกับอเมริกา ที่ประเทศหนึ่งลงเงินเป็นพันล้านพัฒนา AI ส่วนอีกประเทศตัดงบสนับสนุน

Photo: Pixabay

จีนลุยพัฒนา AI จริงจัง รัฐ-เอกชนจับมือกัน ลงเงินระดับพันล้านเหรียญ

หน่วยงานด้านการบริหารงานที่อยู่ภายใต้รัฐสภาของจีน เปิดเผยข้อมูลว่า ตอนนี้กำลังพัฒนา AI อยู่ เพื่อที่จะทำให้จีนกลายเป็นผู้นำโลกด้านเทคโนโลยีในปี 2025

The New York Times รายงานถึงแผนของจีนว่า จะมีการลงเงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญ เพื่อสร้าง AI ต้นแบบที่สามารถทำงานร่วมกันกับหน่วยงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรมของเอกชน และกองทัพจีน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ยังระบุว่า “ถ้าดูจากการทำวิจัยและพัฒนาด้าน AI ของจีนในตอนนี้แล้ว ถือว่าไม่ได้ตามหลังสหรัฐอเมริกาอยู่แม้แต่น้อยเลย”

Photo: Pixabay

ปัจจัยที่ทำให้จีนพัฒนา AI ได้อย่างก้าวหน้ามาก มีดังนี้

  • ความพร้อมในการใช้ AI ของหลายภาคส่วน ทำให้เกิดการใช้งานที่กว้างขวางและหลากหลาย ทำให้ราคาถูกลง รวมถึงมีนักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ที่เข้ามาทำงานในด้าน AI กันเป็นจำนวนมากในประเทศจีน
  • Baidu บริษัทด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนมีส่วนสำคัญในการผลักดันการทำวิจัยและพัฒนา AI ในจีน รวมถึงได้ไปซื้อกิจการของ Raven Tech ที่พัฒนาด้านการจดจำเสียงสั่งการของมนุษย์ เนื่องจาก Baidu เพิ่งได้ลงเงินก้อนใหญ่ไปกับการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับที่ชื่อว่า “Project Apollo” ที่ย่อมต้องใช้การพัฒนา AI กันขนานใหญ่
  • นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายบริษัทที่มุ่งเน้นด้าน AI และได้รับการสนับสนุนที่ดี เช่น SenseTime ที่เป็นสตาร์ทอัพด้าน AI รายหนึ่งของจีนก็เพิ่งระดมทุนรอบเดียวได้เงินก้อนใหญ่ไปถึง 410 ล้านเหรียญ

จีนเดินหน้าเรื่อง AI ในขณะที่ อเมริกากำลังถอยหลัง?

เห็นได้ชัดแล้วว่า พี่จีนยักษ์ใหญ่ของโลกตะวันออกกำลังบุกหนักในด้าน AI แต่เมื่อมองดูยักษ์ใหญ่ของโลกตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ต้องบอกเลยว่า ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันโดยโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังดำเนินการสวนทางกันกับจีน เพราะทรัมป์ไม่ได้มองว่าการพัฒนา AI เป็นเรื่องสำคัญอะไร ที่มากกว่านั้นยังได้เสนอให้ตัดงบประมาณเงินสนับสนุนด้าน “intelligent systems” ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Science Foundation) โดยลดลงไปจากเดิมถึง 10% ทำให้เหลือเงินดำเนินงานเพียง 175 ล้านเหรีญเท่านั้น

Photo: Pixabay

ข้อมูลจาก Analysys International Enfodesk ระบุว่า ธุรกิจ AI ในจีนตอนนี้ยิ่งใหญ่มาก มีการประเมินกันว่ารายได้ที่จะเกิดจากธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับ AI ในปีนี้อยู่ที่ 1,990 ล้านเหรียญ แต่ในปี 2018 หรือปีหน้าจะพุ่งขึ้นไปสูงถึง 3,000 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

ถึงจุดนี้ทุกคนคงมองเห็นว่า AI จะไม่ใช่แค่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีของโลกอนาคตเท่านั้น แต่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนของโลกด้วย ท่าทีของ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่เป็นแนวโน้มที่เห็นชัดว่าจีนเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก คงจะไม่เกินเลยไปถ้าจะบอกว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความรู้ด้าน AI ของจีนน่าจะแซงหน้าโลกตะวันตกได้อย่างแน่นอน

หรือถ้าจะเทียบให้เห็นภาพคือ ในจีนตอนนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนจับมือกันผลักดันพัฒนา AI ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ภาคส่วนสำคัญที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่องคือเอกชน (ไม่ว่าจะ Elon Musk หรือ Mark Zuckerberg และอีกหลายคน/หลายองค์กร) ส่วนภาครัฐที่นำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้มองว่าประเด็นเรื่อง AI เป็นสิ่งที่สลักสำคัญอะไร แถมยังตัดงบสนับสนุนอีก

ถ้า AI คืออนาคต … ณ จุดนี้ คงบอกได้เพียงว่า

โลกไม่ได้หมุนรอบอเมริกาอีกต่อไปแล้ว

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ai-china-usa-world-future/

ผู้ชายจีน 3 ใน 5 ถูกผู้หญิงเท เพราะไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ใครเช่าบ้านอยู่ เตรียมนกได้เลย

รู้ไหมว่า ผู้ชายจีนโดนหักอกเพราะไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ผลสำรวจจากเว็บหาคู่ในจีนพบว่า ผู้หญิงกว่า 69% คาดหวังว่าผู้ชายต้องมีบ้าน ถ้าไม่เช่นนั้นก็อย่างหวังเลยว่าจะแต่งงานด้วย มีสาวจีนเพียง 10% เท่านั้นที่รับได้ ถ้าต้องอยู่ห้องเช่าไปก่อน

Flickr.com (Photo: Origami Be@r)

ไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง ก็อย่าหวังจะได้แต่งงานด้วย

มีการสำรวจโดยเว็บหาคู่ในจีน Jiayuan โดยไปสำรวจคนโสด 165,000 คน พบว่า ผู้ชายจีน ประมาณ 60% ถูกหักอกจากผู้หญิง เพราะไม่สามารถซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้

นอกจากนั้น ยังพบว่า ผู้หญิงกว่า 69% คาดหวังว่าผู้ชายที่เป็นสามีในอนาคตต้องมีบ้านก่อนแต่งงาน เพราะถือเป็นความรับผิดชอบที่ผู้ชายต้องทำ

ในการสำรวจ พบผู้หญิงเพียง 10% เท่านั้น ที่ยอมรับได้หากต้องผู้บ้านเช่าหรืออพาร์ทเม้นท์ชั่วคราวก่อนที่จะแต่งงาน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงอีกกว่า 50% บอกว่า “รู้สึกไม่มั่นคง ถ้าต้องมาเช่าห้องพักอยู่กับผู้ชายก่อนแต่งงาน”

Flickr.com (Photo: PRODan Forys)

เว็บไซต์ Hsw.cn ของจีน รายงานว่า ผู้หญิงในเจิ้งโจว เซี่ยงไฮ้ และเทียนจิน จะเลือกผู้ชายที่มีเงินพอจะซื้อบ้านเป็นของตัวเองมากที่สุด

ผู้หญิงคนหนึ่งในเซินเจิ้น ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ไม่มีบ้านหลังใหม่ ก็ไม่มีงานแต่งงาน … ไม่มีสาวจีนคนไหนหรอกที่จะยอมรับได้ ถ้าผู้ชายไม่มีบ้าน ก็ไม่มีผู้หญิงที่ไหนแต่งงานด้วย นอกเสียจากว่าเธอจะมีข้อบกพร่องร้ายแรง ก็เท่านั้น”

ที่มา – South China Mornig Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-men-broken-heart-home/

[บทความ] จริงหรือไม่? ที่เทคโนโลยี LTE-TDD จะทำให้ไทยได้ประโยชน์มากมาย

ขณะที่ทั่วโลกมีความต้องการในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่คลื่นความถี่กลับเป็นทรัพยากรมีปริมาณจำกัด และไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น   ทำให้เกิดการพัฒนาคลื่นความถี่สู่ LTE-TDD ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ หรือดาต้าความเร็วสูง และเทคโนโลยี LTE-TDD กำลังเป็นเทรนด์ในการบริหารการใช้ทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัดอย่างคลื่นความถี่ โดยเฉพาะในประเทศที่มีปริมาณการใช้งานดิจิทัลสูงมากอย่างจีนและอินเดีย

คลื่น 2300MHz กำลังเริ่มต้น LTE-TDD ก็กำลังเริ่มต้นเช่นกัน
ถ้าเรายังต้องการเพียงแค่โทรศัพท์ทางเสียงหากัน เทคโนโลยี 2G แบบเดิมๆ ก็เพียงพอแล้ว แต่เพราะทุกอย่างพัฒนาไปข้างหน้า 3G, 4G จึงเกิดขึ้น และจะไปถึง 5G ในอนาคต การติดต่อสื่อสารขยายรูปแบบ พัฒนาเป็น VDO Call รวมถึงการบริโภคคอนเทนต์ประเภท VDO ที่แพร่หลายไปทั่วโลก

การเกิดขึ้นของ Internet of Things (IoT) การเชื่อมต่อระหว่าง Machine to Machine (M2M) แปลว่า ไม่ได้มีแค่คนที่ติดต่อกัน แต่คอมพิวเตอร์กำลังส่งข้อมูลถึงกัน ทำให้เกิดบริการใหม่ๆ เช่น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง, อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน และอีกหลายอย่างที่เราจะจินตนาการได้กำลังเกิดขึ้น

ในปี 2020 สมาคมจีเอสเอ็มยังคาดการณ์ว่าการเข้าถึงการใช้งานของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบนมือถือทั่วโลกจะเพิ่มเป็น 60% นั่นเป็นอีกเหตุผลทำให้จำนวนคลื่นความถี่ที่ให้บริการในปัจจุบันไม่เพียงพอ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ LTE TDD ในประเทศไทย ด้วยคลื่นความถี่ 2300MHz

กำหนดมาตรฐาน LTE-TDD ตอบรับคนใช้ดาต้ามากกว่าวอยส์
ปัจจุบันสหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ ผู้กำหนดมาตรฐานโทรคมนาคมโลก หรือ ITU ได้กำหนดให้ LTE-TDD และคลื่นความถี่ 2300MHz เป็นมาตรฐานเทคโนโลยีแล้ว เท่ากับเป็นการยืนยันว่า แนวโน้มของผู้ใช้งานมือถือทั่วโลก กำลังใช้ดาต้า หรืออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่การใช้งานวอยส์ หรือ การโทรด้วยเสียงตามปกติลดลง หรืออีกนัยหนึ่ง การโทรด้วยเสียง ขยับไปอยู่บน VoLTE แทน เมื่อมีการกำหนดมาตรฐานอย่างชัดเจนแล้ว ทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะผลิตต่อจากนี้สามารถรองรับ LTE-TDD บนคลื่น 2300MHz ได้อย่างเต็มที่ จากเดิมที่มีอุปกรณ์รองรับการใช้งานไม่น้อยอยู่แล้วด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ที่มีประชากรกว่า 1.37 พัน ล้านคนทั่วประเทศ ก็มีการใช้งาน LTE-TDD ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา

จีน – อินเดีย พร้อม 56 ประเทศทั่วโลกกำลังใช้งาน LTE-TDD
มีกรณีศึกษาหลายประเทศที่น่าสนใจ เช่น จีน ประเทศจีน มีประชากรประมาณ 1.37 พันล้านคน มีอัตราเฉลี่ยใช้ SIM CARD 1.79 SIM ต่อคน เท่ากับว่าทุกคนมีอุปกรณ์พกติดตัวมากกว่าแค่สมาร์ทโฟน อาจมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ รวมถึงมีการใช้งานแบบ M2M และจำนวนการใช้งานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้ให้บริการหลัก 3 รายในจีน ได้แก่ China Unicom, China Telecom และ China Mobile ล้วนใช้เทคโนโลยี LTE-TDD บนคลื่น 2300MHz ทั้งหมด เฉพาะ China Mobile ที่ถือว่าเป็นผู้ให้บริการที่มีโครงข่าย 4Gใหญ่ที่สุดในโลก มีจำนวนโครงข่าย 2300 + 2600MHz รวมอยู่กว่า 1.5 ล้านโครงข่าย

อีกประเทศที่น่าสนใจเช่นเดียวกันคือ ประเทศอินเดีย ที่มีประชากรประมาณ 1.31 พันล้านคน ไล่เลี่ยมากับจีน โดยมีทั้งประเทศที่ใหญ่และประชากรหนาแน่น ทำให้มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่สูงตามไปด้วย ผู้ให้บริการที่ใช้เทคโนโลยี LTE-TDD บนคลื่น 2300 เช่น Airtel มีผู้ใช้ 276.5 ล้านราย, Jio มีผู้ใช้ 112.6 ล้านราย, Aircel มีผู้ใช้ 90.6 ล้านราย เป็นต้น

ทั้งจีน และอินเดีย มีจำนวนประชากรมหาศาลรวมกันจะมีจำนวนราวเกือบครึ่งโลก ประเทศที่มีขนาดกว้างใหญ่ การใช้งานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี LTE-TDD มารองรับการใช้งาน เรื่องอุปกรณ์ทั้งโครงข่าย และเครื่องลูกข่าย เช่น สมาร์ทโฟน ที่จะมารองรับจึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

นอกจากนี้ Global Mobile Supplier Association (GSA) เปิดเผยว่า มีผู้ให้บริการ 97 รายจาก 56 ประเทศทั่วโลกเริ่มติดตั้งและใช้งานเชิงพาณิชย์ โครงข่าย LTE-TDD เรียบร้อยแล้ว สำหรับประเทศใกล้เคียงกับไทย เช่น Kingtel ในกัมพูชา, YTL ในมาเลเซีย, ผู้ให้บริการหลายรายในอินโดนีเซีย, Softbank และ UQ Communication ในญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศ

ข้อมูลเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300MHz มีความต้องการและเป็นที่นิยมทั่วโลก ดังนั้นหากนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ในปริมาณมาก ก็จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทย

ประเทศไทยถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยี LTE TDD
GSMA ได้เปิดเผยว่า การติดตั้งโครงข่าย 4G LTE เริ่มตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา ถึงปี 2016 มีการเชื่อมต่อผ่านโครงข่าย 4G LTE กว่า 1,100 ล้านจุด และคาดว่าการเชื่อมต่อจะเพิ่มเป็น 2,500 ล้านในปี 2020 ในจำนวนนี้คาดว่ามีการเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยี LTE TDD กว่า 22%

ทั่วโลกกำลังใช้งานเทคโนโลยีใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้กับอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับประเทศไทย นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่จะนำคลื่นความถี่ 2300MHz ออกมาใช้งาน และเป็นจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี LTE-TDD

ในอดีต ไทยเป็นประเทศเกือบสุดท้ายที่ได้ใช้งาน 3G บนคลื่นความถี่ใหม่ แต่ครั้งนี้คนไทยจะมีโอกาสใช้งานเทคโนโลยีใหม่ LTE-TDD เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ แล้ว ครั้งนี้ ดีแทคจะพัฒนาคลื่นความถี่ 2300 MHz จำนวน 60MHz ออกมาใช้งานในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้บริการ 4G LTE-TDD สามารถรองรับบริการ โมบาย บรอดแบนด์ และ ฟิกซ์ บรอดแบนด์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม สามารถดาวน์โหลดได้ที่ความเร็ว 300 Mbps และสามารถเพิ่มความเร็วขึ้นได้อีก

คาดการณ์ว่าช่วงปลายปีนี้ ดีแทคจะนำเทคโนโลยี 4G LTE-TDD ออกมาให้บริการแบบจัดเต็ม รวมถึง ทีโอที จะให้บริการประชาชนในพื้นที่ห่างไกลตามนโยบายของรัฐบาล นี่คือประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

บทความโดย : ดีแทค

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7391