คลังเก็บป้ายกำกับ: จีน

Tencent รุกธุรกิจค้าปลีกออฟไลน์ พร้อมปะทะ Alibaba! ซื้อหุ้นซูเปอร์มาร์เก็ต Super Species ของจีน

มีรายงานว่า Tencent ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตของจีน ได้ขยับเข้ามาสู่โลกธุรกิจค้าปลีกที่ Alibaba ยึดครองพื้นที่ไว้มากขึ้น โดยได้เข้าถือหุ้นใน Super Species ร้านซูเปอร์มาร์เก็ตที่นิยามว่าเป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งอนาคต” ซึ่งถือเป็นการช่วงชิงพื้นที่กับ Alibaba โดยตรง

Super Species (ภาพ China Fruit Portal)

เราเห็นข่าวกันก่อนหน้านี้ว่าอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba ได้เริ่มยุทธศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า New Retail โดยผสานออนไลน์กับร้านออฟไลน์ด้วยกัน และการซื้อซูเปอร์มาร์เก็ต Hema ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้ Tencent ก็ไม่อยู่เฉย เข้าซื้อซูเปอร์มาร์เก็ตบ้างเช่นกัน

Super Species เป็นโปรเจกต์ซูเปอร์มาร์เก็ตแนวใหม่ของเครือ Yonghui ที่ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในจีน ปัจจุบัน Super Species มีอยู่ 20 สาขา ขณะที่ Hema มีอยู่ 17 สาขา แน่นอนว่า Tencent ต้องการนำบริการ WeChat Payment เข้าไปใส่ไว้ใน Super Species ซึ่งถือเป็นการปะทะกันกับ Alipay ของ Alibaba แน่นอน

Tencent นั้นแม้มีขนาดธุรกิจใหญ่กว่า Alibaba ตามราคาหุ้น และมีธุรกิจย่อยในเครือที่แข่งกันโดยตรงกับ Alibaba หลายอย่าง แต่มีส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ Tencent ยังไม่เทียบเคียงนัก ปัจจุบัน Tencent มีเพียงถือหุ้นใน JD.com เบอร์สองของจีนอยู่ 21.25% การช่วงชิงพื้นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงอาจเป็นหมากสำคัญของ Tencent ที่ต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา: Technode

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-retail-strategy/

Advertisements

จีนจะเป็นตลาดเบอร์ 1 ของ Starbucks ในไม่ช้า เร่งเปิดสาขาใหม่ เฉลี่ยทุกๆ 15 ชั่วโมง เปิด 1 แห่ง

หลังจากได้เห็นข่าวการเปิดตัว Starbucks Reserve Roastery ในเซี่ยงไฮ้ ถ้าลองคำนวณเฉลี่ยสาขาของ Starbucks ที่กำลังเร่งเปิดในจีนขณะนี้คือ ในทุกๆ 15 ชั่วโมง จะเพิ่มขึ้น 1 สาขา ว่าที่ตลาดใหญ่สุดของ Starbucks ในอนาคตอันใกล้

จีน : ว่าที่ตลาดเบอร์ 1 ของ Starbucks

ตลาดกาแฟในจีนกำลังรุ่งเรือง Starbucks ขยายสาขาไปแล้ว 3,000 สาขา และตั้งเป้าไว้ว่าในอีก 4 ปีต่อจากนี้จะเพิ่มอีก 2,000 สาขา เป็น 5,000 สาขาให้ได้ภายในปี 2021

  • เฉลี่ยแล้วเป้าขยายสาขาภายใน 4 ปี จำนวน 2,000 แห่ง จะตกปีละ 500 แห่ง หรือคิดเป็นชั่วโมงก็คือ ภายในทุกๆ 15 ชั่วโมง จะมี Starbucks สาขาใหม่เกิดขึ้นในจีน

ขณะนี้จีนเป็นตลาดเบอร์ 2 ของ Starbucks รองมาจากตลาดใหญ่สุดคือสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่การขยายสาขา และที่สำคัญคือยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ไตรมาสที่ผ่านมา Starbucks ในจีนมียอดขายเพิ่มขึ้น 8% ส่วนในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 3% 
  • หุ้นของ Starbucks ทั้งหมดพุ่งขึ้นมา 5.8% ในปีนี้

ที่น่าสนใจคือ พนักงานบาริสต้าของ Starbucks ในจีนจะมีสวัสดิการที่พักฟรี เป็นการสนับสนุนที่ต้องการให้พนักงานรู้สึกมีความมั่นคงทางการเงิน

จากสถิติระบุว่า ใน 1 สัปดาห์ Starbucks จีนจะมีลูกค้าประมาณ 5 ล้านคน ช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการสูงสุดคือ บ่าย 1 ถึงบ่าย 3 โมง แตแนวโน้มก็เริ่มเห็นวิถีแบบอเมริกันชนมากขึ้นที่ลูกค้าคนจีนเริ่มหันมาดื่มกาแฟในช่วงเช้ากันมากขึ้น

  • ตลาดกาแฟในจีนน่าติดตามจริงๆ โดยเฉพาะแบรนด์ Starbucks ที่ขยายสาขาอย่างกว้างขวางในจีน และตอนนี้คนจีนก็ตื่นต้นกับกาแฟกันมาก หลังจากเริ่มเบื่อเครื่องดื่มเดิมๆ อย่างชาจีนแล้ว
  • ในไม่ช้านี้คงได้เห็นการขึ้นมาทัดเทียมของ Starbucks ในจีนที่จะแซงตลาดเบอร์ 1 อย่างสหรัฐอเมริกาได้แน่นอน

ที่มา – South China Mornig PostStarbucks

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/starbucks-china-market/

เปิดแล้ว Starbucks Reserve Roastery ในเซี่ยงไฮ้ ใหญ่กว่าสาขาปกติ 300 เท่า มีบาร์ยาวสุดในโลก

สาวก Starbucks พลาดไม่ได้ กับสาขา Reserve Roastery ที่เพิ่งเปิดให้บริการในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ไฮท์ไลท์ของสาขานี้นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการแล้ว ยังมีบาร์จิบกาแฟที่ยาวที่สุดในโลก และเป็นสาขาแรกในโลกที่นำเอา AR มาเสริมประสบการณ์ลูกค้า

ข้อมูลที่ควรรู้

  • Starbucks Reserve Roastery สาขาแรกอยู่ที่เมืองซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา เปิดตัวไปตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว
  • Starbucks Reserve Roastery ในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เป็นสาขาแรกในเอเชีย
  • เอาเข้าจริง สาขาในเซี่ยงไฮ้ ด้วยขนาดพื้นที่ 30,000 ตารางฟุต (ใหญ่กว่าสาขาปกติ 300 เท่า) สำหรับ Starbucks Reserve Roastery ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร เพราะที่ชิคาโกกำลังก่อสร้าง Starbucks Reserve Roastery ขนาดใหญ่ถึง 43,000 ตารางฟุต จะแล้วเสร็จในปี 2019

Starbucks Reserve Roastery สาขานี้มีบาร์ให้นั่งจิบกาแฟทั้งหมด 3 แห่ง

 

สาขานี้มีบาร์จิบกาแฟที่ยาวที่สุดถึง 88 ฟุต | ขึ้นแท่นเป็นสาขาที่มีบาร์จิบกาแฟยาวที่สุดในโลกของ Starbucks

ลูกค้าสามารถมาชมการคั่วกาแฟสดๆ | ถังไม้เก็บกาแฟด้านหลังปริมาณ 40 ตัน

อันนี้น่าสนใจ สาขานี้เป็นสาขาแรกที่นำเทคโนโลยี AR มาเสริมประสบการณ์ลูกค้า

สัมผัสบรรยากาศของกาแฟเต็มรูปแบบและเครื่องดื่มต่างๆ กว่า 100 เมนู

สาขานี้ยังโดดเด่นเรื่อง “ชา” เพราะนอกจากจะมีชาหลากหลายชนิด ยังใช้วิธีสกัดใบชาด้วยไนโตรเจนแบบไอน้ำ

 

ที่มา – StarbucksBusiness Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/starbucks-reserve-roastery-shanghai-china/

รัฐบาลจีนสั่งลงมาเอง ปีหน้าเตรียมพบ 5G แน่นอนตามเมืองใหญ่

ปกติแล้วผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศจีนนั้นมักจะติดตั้งเทคโนโลยีของระบบให้บริการมือถือช้ากว่าในยุโรปหรือแม้แต่สหรัฐอเมริกา 2-3 ปี แต่ล่าสุดหลังจากปีหน้าเป็นต้นไป ทุกอย่างจะกลับกันทันที

คณะกรรมาธิการการพัฒนาและการปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ได้ยืนยันว่าภายในปีหน้าโดยเฉพาะเรื่องการจัดแผนพัฒนาเรื่องโทรคมนาคมของประเทศจีนนั้นจะมีระบบ 5G ภายในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งทางการจีนนั้นได้ยืนยันแล้วว่าจะนำระบบ 5G นี้แทนที่ระบบ 4G ในขั้นแรกของแผนพัฒนานี้นั้นจะมีเสาโทรคมนาคม 5G ในเมืองอย่างน้อย 50 เสา ซึ่งบริเวณพื้นที่สำหรับการติดตั้งระบบ 5G นั้นอยู่ในบริเวณสามเหลี่ยมแม่น้ำไข่มุกซึ่งใกล้กับเกาะฮ่องกง บริเวณรอบๆ เซี่ยงไฮ้ รวมไปถึงพื้นที่รอบๆ กรุงปักกิ่ง และเฉพาะเจาะจงในกรุงปักกิ่งโดยเฉพาะว่าตามที่ชุมชนนั้นจะต้องได้ความเร็วอย่างต่ำ 100 Mbps

CCTV ยืนยัน 3 เจ้าใหญ่นั้นพร้อมติดตั้ง 5G แล้ว

สื่อของทางการจีนอย่าง CCTV ได้ยืนยันว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่ของจีนทั้ง 3 เจ้าอย่าง China Mobile China Telecom และ China Unicom นั้นพร้อมที่จะติดตั้งระบบ 5G ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป โดย Edison Lee นักวิเคราะห์ของทาง Jefferies ได้วิเคราะห์ว่าภายในภายใน 10 ปีข้างหน้า เม็ดเงินที่ทุ่มลงไปสำหรับการติดตั้งระบบ 5G ของทั้ง 3 เจ้าใหญ่นั้นจะสูงถึง 180,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทำไมจีนถึงพร้อมได้ขนาดนี้

Edison Lee ได้วิเคราะห์ไว้ว่าเป็นครั้งแรกที่ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีนได้รับการยอมรับจากมาตรฐานของร่าง 5G โดยเฉพาะ ZTE และ Huawei นั้นได้ส่งมาตรฐานของ 5G เข้าไปในมาตรฐานกลาง โดยเขาเองได้ประมาณไว้ที่ 15-20% ของมาตรฐานทั้งหมด ยังไม่นับว่าสิทธิบัตรที่สองเจ้านั้นมีในเรื่องนี้อีกมากและยังไม่ได้ส่งเข้าไป ทำให้จีนนั้นมีความพร้อมในเรื่องนี้ ซึ่งปกติก่อนหน้านั้นส่วนมากจะเป็นฝั่งตะวันตกเสียส่วนใหญ่ที่กำหนดมาตรฐาน อีกเรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องของ Supply chain ที่จีนอยู่ในห่วงโซ่นี้พอดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ลงตัวพร้อมกันพอดีกับความสัมพันธ์กับ 3 ค่ายมือถือใหญ่ ทำให้จีนนั้นพร้อมสำหรับเรื่องนี้

ที่มา – Caixin Global [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/next-year-china-50-cities-will-have-5g/

KBank บุกจีนเต็มรูปแบบ เปิดสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น เตรียมเชื่อม FinTech จีน

ธนาคารกสิกรไทย บุกตลาดจีนเต็มรูปแบบ หลังได้รับอนุมัติจากทางการจีนให้จดทะเบียนเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่น (Locally Incorporated Institution หรือ LII) และทำพิธีเปิดสำนักงานใหญ่ของ บริษัทธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน) จำกัด ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง

ปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทยมีสาขาและสำนักงานผู้แทนในจีนทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่

  • สาขาเซินเจิ้น (และสาขาย่อยหลงกั่ง)
  • สาขาเฉิงตู
  • สาขาเซี่ยงไฮ้ (เพิ่งได้รับอนุมัติพร้อมการเปิดสำนักงานใหญ่)
  • สาขาฮ่องกง
  • สำนักงานผู้แทน นครปักกิ่ง
  • สำนักงานผู้แทน เมืองคุนหมิง

ธนาคารกสิกรไทยสำนักงานใหญ่เซินเจิ้น มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 135 คน ในจำนวนนี้มีคนไทย 10 คน ที่เหลือเป็นคนจีน สำนักงานที่ตั้งอยู่ที่อาคาร KK100 ซึ่งเป็นตึกที่ทันสมัยและสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเซินเจิ้น

เตรียมเชื่อมโยงธุรกิจไทย-จีน ลูกค้ารายย่อยกำลังจะตามมา

การที่ธนาคารกสิกรไทยได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคารจีน (CBRC) จัดตั้งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นจดทะเบียน จะทำให้ธนาคารสามารถให้บริการลูกค้ากลุ่มบริษัทได้ครบวงจร และขยายสาขาในจีนได้รวดเร็วขึ้น

ปัจจุบันบริการของธนาคารในจีน ยังจำกัดเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กรเป็นหลัก ประกอบด้วยการฝากเงิน กู้เงิน โอนเงิน การทำธุรกรรมการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตรา บริการออนไลน์ (internet banking) บริการให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ (business advisory) และจับคู่ธุรกิจ (business matching)

กลุ่มเป้าหมายจะเน้นทั้ง ธุรกิจจีนที่ต้องการไปลงทุนในไทยและอาเซียน กับ ธุรกิจไทย-อาเซียนที่ต้องการขยายตลาดมายังประเทศจีน

ธนาคารมีแผนจะขยายบริการกลุ่มลูกค้าบุคคลในอนาคต โดยเน้นกลุ่มลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก และตั้งเป้าขอใบอนุญาตลูกค้าบุคคลจากทางการจีนภายใน 2 ปี

เซินเจิ้น-เซี่ยงไฮ้ คือประตูสำคัญของการค้ากับอาเซียน

เหตุผลที่ธนาคารกสิกรไทยเลือกตั้งสำนักงานใหญ่ที่เมืองเซินเจิ้น มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจของนครเซินเจิ้นเป็นหลัก ในโอกาสเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทยยังร่วมมือกับกรมพาณิชย์แห่งนครกวางตุ้ง ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ธุรกิจจีนในมณฑลกวางตุ้งเข้าไปลงทุนในไทย และภาคธุรกิจไทยที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในภาคใต้ของจีนมากขึ้น

นอกจากสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้นแล้ว ธนาคารยังได้รับอนุมัติให้จัดตั้งสาขาที่ 3 ของจีนแผ่นดินใหญ่ที่นครเซี่ยงไฮ้ เขตฝูตง โดยอยู่ในเขตเศรษฐกิจการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai FTZ) และเป็นเขตที่มีการค้ากับกลุ่มอาเซียนสูง  สามารถให้บริการลูกค้าในเซี่ยงไฮ้และพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ มณฑลเจ้อเจียง เจียงซู ชานตง ได้ด้วย

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย

บัณฑูรชี้ เปิดสำนักงานใหญ่ในจีนยังเป็นแค่ก้าวแรก

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย บอกว่าการขยายมายังประเทศจีนใช้เวลานานมาก คำว่านานไม่ใช่การเตรียมตัวขอใบอนุญาต แต่เป็นการรอให้ระบบเศรษฐจีนพร้อม ถ้านับจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 เราก็ใช้เวลานานถึง 20 ปีในการรอจีนให้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก

นายบัณฑูรบอกว่า ก้าวนี้ถือเป็นก้าวแรกของธนาคารกสิกรไทยในการเชื่อมต่อกับระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ แต่นี่ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ใบอนุญาตเป็นแค่ใบเบิกทางไปสู่อะไรที่ใหญ่กว่านั้น วิสัยทัศน์ของธนาคารคือการเชื่อมการเงินกับการค้าเข้าด้วยกัน ในพื้นที่ ASEAN+3 ที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์

เหตุผลที่กสิกรไทยเลือกมาจดทะเบียนเป็นธนาคารท้องถิ่นของจีน ไม่ใช่เป็นแค่สำนักงานสาขา เป็นเพราะจีนเป็นประเทศที่มีความรู้มาก ตอนนี้มีวิทยาการก้าวหน้ากว่าโลกตะวันตกแล้วในบางเรื่อง ธนาคารจึงตั้งเป้ามาจดทะเบียนในจีน ส่วนในประเทศอื่นๆ รูปแบบการเชื่อมอาจเป็นได้ในทุกรูปแบบ จะไม่ต้องมีสาขาก็ได้ เป็นการเชื่อมระบบไอทีอย่างเดียวก็ได้เช่นกัน

วิดีโอนำเสนอการเปิดสำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทยในประเทศจีน

นายวงศ์พัฒน์ พันธุ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทธนาคารกสิกรไทยประเทศจีน จำกัด ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการทำธุรกิจในจีนว่า จีนเป็นประเทศที่กว้างมาก ธนาคารไม่สามารถไปเปิดสาขาได้ทุกมณฑล จึงจะใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยบริการลูกค้าให้ได้ครอบคลุมมากขึ้นแทน

ส่วนการเลือกเปิดสำนักงานใหญ่ที่เซินเจิ้น ก็เพราะอยู่ใกล้กับประเทศไทย เดินทางสะดวก การเดินทางด้วยเครื่องบินจากเซินเจิ้นไปกรุงเทพใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ในขณะที่เซินเจิ้นไปปักกิ่งต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งจะเห็นได้ว่าโอกาสในการเชื่อมต่อธุรกิจระหว่างไทยกับภาคใต้ของจีนมีสูงมาก

ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าองค์กรในจีนประมาณ 100 ราย โดยจีนสนใจธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานและอสังหาริมทรัพย์ในไทย ส่วนธุรกิจไทยที่ไปได้ดีในจีนก็มีเรื่องอาหาร ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้แปรรูป ผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่ใช้น้ำยางดิบจากประเทศไทย

เตรียมต่อเชื่อม FinTech จีน ทั้ง WeChat และ Alipay

นอกจากนี้ การตั้งสาขาที่เซินเจิ้น ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น Silicon Valley of Asia ยังช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้าน FinTech ของธนาคารกสิกรไทย โดยธนาคารมีแผนจะร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนเพื่อพัฒนา Digital Banking Platform เชื่อมโยงบริการการเงินระหว่างไทย-จีนเข้าด้วยกันในอนาคต ปัจจุบันธนาคารมีความร่วมมือกับทั้ง WeChat Pay และ Alipay อยู่แล้ว

นายบัณฑูรบอกว่า เทคโนโลยีกลายเป็นเรื่องสำคัญในวงการแบงค์ สมัยก่อนไม่เน้นไอทีมากก็ยังอยู่ได้ แต่ตอนนี้ถ้าไอทีไม่แข็งแรง จะต้องออกจากธุรกิจไปเลย สมัยนี้คนไม่สนใจว่าบนตึกมีโลโก้ตัว K หรือไม่ เพราะคนไม่ไปสาขาแล้ว แต่คนทำธุรกรรมออนไลน์ ดังนั้นธนาคารต้องอยู่กับลูกค้าในทุกที่ ทุกเวลาเมื่อต้องการทำธุกรรม

เกร็ดข้อมูลจากการเปิดธนาคารกสิกรไทย (ประเทศจีน)

  • ธนาคารกสิกรไทยมีเครือข่ายบริการในต่างประเทศอีกหลายแห่ง นอกจากในจีนที่มีสำนักงานใหญ่แล้ว ยังมีสำนักงานใหญ่อีกแห่งที่นครเวียงจันทน์ และสาขาต่างประเทศที่พนมเปญ บ้านโพนสีนวน หมู่เกาะเคย์แมน สำนักผู้แทนที่ย่างกุ้ง ฮานอย โฮจิมินห์ จาการ์ตา โตเกียว และลอสแอนเจลิส
  • ชื่อของธนาคารกสิกรไทยในจีนคือ “ไคไท่หยินหาง (จงกั๋ว)” มีคำแปลว่า “ไค=เริ่มต้น” “ไท่=ประเทศไทย” “หยินหาง=ธนาคาร” “จงกั๋ว=ประเทศจีน”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-china-hq-shenzhen/

เมื่อจีนรักโลกมากขึ้น อาจทำให้ราคาก๊าชธรรมชาติในอนาคตปรับสูงขึ้นได้อีก

เมื่อปัญหาในประเทศจีนคือ เรื่องมลพิษ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ค่าเฉลี่ยของมลพิษที่สูงมาก ทำให้รัฐบาลเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องนี้มากขึ้น แต่ในการเปลี่ยนแปลงเรื่องการใช้เชื้อเพลิงในวันนี้ อาจทำให้เกิดผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น เพราะราคาที่สูงขึ้นของก๊าซธรรมชาติเหลว

หลังจากที่ทางการจีนพยายามปราบปรามโรงงานที่ปล่อยมลพิษ ปราบปรามโรงงานเถื่อนที่ใช้ถ่านหินไม่ได้มาตรฐาน หรือแม้แต่การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดมลพิษตามเมืองใหญ่ๆ นั้น อาจทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในอนาคตนั้นมีราคาสูงขึ้นอีก

โดยราคาก๊าซธรรมชาติเหลวได้ปรับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยจากต้นปีจนถึงปัจจุบันนั้นราคาได้ขึ้นมาแล้วถึง 80% อยู่ที่ราคา 9 เหรียญสหรัฐ โดย Eri Owaki นักวิเคราะห์ของทาง Nomura ได้กล่าวว่า จีนนั้นกำลังเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นหลัก มาเป็นก๊าซธรรมชาติแทน โดยล่าสุดจีนได้มีค่ำสั่งซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มขึ้นสำหรับฤดูหนาวอีก 40% ซึ่งมากกว่าในปีที่แล้ว

ผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่

โดย IEA มีการประมาณการปริมาณนำเข้าก๊าซธรรมชาติของจีนในปี 2040 จะมากกว่าปี 2016 ถึง 4 เท่า โดยที่จะมากกว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันนั้นเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวรายใหญ่ที่สุดในโลก เพราะปัญหาเรื่องมลพิษ และการรณรงค์ของรัฐบาลที่เน้นเรื่องการพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ล่าสุดเมื่อต้นเดือนทางการจีนได้เซ็นสัญญาพัฒนาโครงการพัฒนาแหล่ง Shale Gas ที่รัฐ West Virginia ด้วยมูลค่าถึง 83,700 ล้านเหรียญสหรัฐ และรวมไปถึงบริษัทจีนได้ร่วมมือที่จะพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติที่รัฐอลาสก้าโดย Sinopec โดยได้เงินกู้สนับสนุนจาก Bank Of China อีกด้วย หลังจากที่ปธน. ทรัมป์ ได้ไปเยือนจีน

เดือดร้อนเล็กๆ? รวมถึงประเทศไทยด้วย

ปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติในจีนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ฉะนั้นราคาก๊าซธรรมชาติอาจมีโอกาสที่ราคาขึ้นได้มากกว่านี้ ซึ่งส่งผลดีต่อประเทศผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติอย่างรัสเซีย กาตาร์ เป็นต้น เพราะราคาก๊าซธรรมชาตินั้นได้ขึ้นมาเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา แต่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลักหรือแม้แต่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น

สำหรับประเทศไทย ใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มาNikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lng-maybe-surge-because-china/

ยอดกรมธรรม์ที่ชาวจีนซื้อประกันในเกาะฮ่องกงลดลงจากปีที่แล้ว 47%

ปกติแล้วชาวจีนแผ่นดินใหญ่ถ้าหากได้มาเที่ยวฝั่งฮ่องกง การซื้อประกันสักนิดหน่อยติดไม้ติดมือก่อนกลับแผ่นดินใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย แต่ในปี 2017 นั้นยอดขายกรมธรรม์ในฝั่งฮ่องกงนั้นลดอย่างน่าตกใจอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บริษัทประกันภัยที่มีฐานอยู่ในฮ่องกงรายได้นั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด อะไรคือสาเหตุนั้น

รายงานจาก Insurance Authority ของฮ่องกง (คล้ายๆ คปภ. บ้านเรา) ได้รายงานรายได้จากกรมธรรม์ที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ข้ามมาทำที่ฝั่งฮ่องกงในปีนี้ ซึ่งมีรายได้ล่าสุดถึงไตรมาส 3 อยู่ที่ 10,100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งน้อยกว่าในปีที่แล้วซึ่งยอดรวมอยู่ที่ 23,700 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ลดลงถึง 47% ส่วนกรมธรรม์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ลดลงถึง 78% จากปีที่แล้ว

ทางการจีนควบคุมปริมาณเงินไหลออกจากจีนแผ่นดินใหญ่โดยเฉพาะฮ่องกง

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทาง UnionPay ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตรวมไปถึงบัตรเดบิตให้กับธนาคารต่างๆ ในประเทศจีน ได้จำกัดเงื่อนไขในการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยในฝั่งฮ่องกง โดยให้ซื้อได้เฉพาะประกันภัยได้อย่างเดียว แต่ถ้าเป็นประกันภัยที่พ่วงกับการลงทุนทุกชนิดไม่สามารถซื้อได้ โดยทาง UnionPay คาดหวังว่าจะช่วยสกัดกั้นเงินที่ไหลออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ได้ และรวมไปถึงการนำบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตของ UnionPay ไปใช้ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกประเทศ แล้วใช้บัตรเหล่านี้ตัดเงินในฝั่งฮ่องกง โดยก่อนหน้าที่มีเรื่องการซื้อกรมธรรม์นั้น ทาง UnionPay ได้จำกัดวงเงินต่อครั้งในการใช้ที่ต่างประเทศไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะฉะนั้นแล้ว แทบจะเป็นเรื่องยากมากที่ซื้อกรมธรรม์ในเกาะฮ่องกง เพราะเงื่อนไขนั้นรัดกุมมากไป

การที่ชาวจีนมาซื้อประกันภัยในฝั่งฮ่องกงเพราะ “กระจายความเสี่ยง”

อ้างอิงจาก Bernard Chan ประธานของ Asia Insurance ประจำสาขาฮ่องกง ที่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ South China Morning Post ได้กล่าวว่า การที่ชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาซื้อกรมธรรม์ประกันภัยในเกาะฮ่องกงนั้นเป็นการ “กระจายความเสี่ยง” จากค่าเงินหยวนของจีน ไม่ใช่เพราะเรื่องเงื่อนไขของกรมธรรม์อย่างเดียว และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ทางการจีนนั้นทนไม่ไหว ทำให้ต้องออกมาคุมเรื่องปริมาณเงินไหลออกนอกประเทศ

สรุป

ด้วยเงื่อนไขที่ลำบากทำให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ซื้อกรมธรรม์ได้ยากขึ้น และทางการจีนต้องการควบคุมปริมาณเงินไหลออกนอกประเทศทุกวิถีทางเพื่อให้ค่าเงินหยวนนั้นคงที่ ฉะนั้นยอดขายกรมธรรม์ในเกาะฮ่องกงที่ได้จากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ย่อมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญแน่นอน ยกเว้นยอดรายได้จากกรมธรรม์เพื่อสุขภาพหรือประกันภัยเท่านั้นที่ยอดยังคงที่เท่ากับปีที่แล้ว

ที่มาCaixin Global

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mainland-chinese-buying-less-insurance-hk/