คลังเก็บป้ายกำกับ: จีน

ทำไม 1 ใน 3 ของเศรษฐีจีน ถึงไม่อยากอยู่จีน มีแต่อยากย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานที่ประเทศอื่น?

แม้จีนจะร่ำรวยขึ้นเพียงใด แต่ทำไมเศรษฐีจีนจำนวนหนึ่งถึงไม่อยากอาศัยอยู่ในประเทศตัวเอง มีผลการศึกษา พบว่า เศรษฐีจีนจำนวน 1 ใน 3 ต้องการย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานที่ในต่างประเทศ ที่ยอดนิยมคือ สหรัฐอเมริกา

จีน เศรษฐี สหรัญอเมริกา

มีรายงานจาก Hurun สถาบันวิจัยด้านความมั่งคั่งของจีน ทำการศึกษาเศรษฐีจีนที่มีความร่ำรวยเฉลี่ยที่ประมาณ 4.5 ล้านดอลลาร์ (150 ล้านบาท) จำนวน 224 คน พบว่า เศรษฐจีนในกลุ่มนี้ถึง 1 ใน 3 ต้องการย้ายออกไปตั้งถิ่นถานในประเทศอื่น โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก

  • คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

งานวิจัย ระบุว่า ปัญหาใหญ่ที่ทำให้เศรษฐีจีนต้องการย้ายออกจากประเทศ คือความต้องการระบบการศึกษาและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า นอกจากนั้นยังรวมไปถึงความเข้มงวดของรัฐบาลจีนที่ควบคุมชีวิตของประชาชนผ่านระบอบการเมืองแบบเผด็จการอีกด้วย

ประเทศที่ถือว่าเป็นจุดหมายสำคัญของเศรษฐีชาวที่ต้องย้ายออกไปตั้งถิ่นฐาน ไล่เรียงจากอันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยอังกฤษ ไอร์แลนด์ และแคนาดา

“ระบบการศึกษาที่ดีของสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนจีนชื่นชอบสหรัฐอเมริกา” ในรายงาน ระบุ

การย้ายไปตั้งรกรากในต่างประเทศของเศรษฐีชาวจีน ดูได้จากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศนั้นๆ โดยในรายงาน บอกว่า เศรษฐีจีนต้องจ่ายเงินโดยเฉลี่ยถึง 800,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 26 ล้านบาทเพื่อครอบครอง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีแต่คนจีนเท่านั้นที่ย้ายไปสหรัฐอเมริกา ในช่วง 2-3 ปีมานี้ เราได้เห็นคนไอทีจีนบินกลับมาทำงานในจีนถึงหลักหลายแสนคน เพราะจีนในปัจจุบันพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว รวมถึง ecosystem ในการทำธุรกิจสตาร์ทอัพก็พร้อมและครบครัน

ถึงกับมีคำให้สัมภาษณ์ของคนไอทีจีนที่ย้ายกลับมาบ้านเกิด บอกไว้ว่า “ทำงานใน Silicon Valley ก็เป็นได้แค่ฟันเฟืองในระบบ ไม่มีวันได้เห็นภาพใหญ่หรอก สู้กลับมาจีน แล้วทำธุรกิจเอง ต่อให้ต้องตายเพราะมลพิษ หรือมีชีวิตสั้นลงอีกสัก 10 ปี ก็ยังดีกว่า”

ที่มา – CNBCHurun

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/1-in-3-chinese-millionaires-move-out/

Advertisements

“Trade War” ภัยซ้ำซ้อนของเศรษฐกิจโลก สะเทือนตลาดหุ้น กระทบการค้าโลก

หลายปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเศรษฐกิจโลกเจอปีชงก็ว่าได้ ทั้งเรื่องเทรนดอกเบี้ยขาลง Brexit, ก่อการร้าย และอีกสารพัด แต่ปีนี้ก็ยังมีปัญหาใหม่ๆ มาให้นักวิเคราะห์และนักลงทุนต้องลับสมองกันอีก โดยเฉพาะเรื่องสงครามการค้า หรือ “Trade War” ที่ไม่ใช่เรื่องของพี่จีนกับพี่สหรัฐฯ แต่สะเทือนไปทั่วปฐพี

ภาพจาก shutterstock

Wrap up จุดเริ่มต้น ของ “Trade war” 

ต้นตอของเรื่องเริ่มจาก ฝั่ง Donald Trump ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา สั่งเพิ่มภาษีการนำเข้าเหล็ก และ
อลูมิเนียมจาก
 สหภาพยุโรป และ สาธารณรัฐประชาชนจีน (จีน) 

ทรัมป์ ก็ย้ำชัดๆ ว่าเรื่องนี้ ทำเพื่อปกป้องงานของคนอเมริกา ที่สำคัญเรื่องการค้าเสรี เป็นอะไรที่เวรี่ เวรี่ แบด” (แย่มากๆสำหรับสหรัฐ โดยทรัมป์เรียกค่าภาษีสูงกว่าปีที่ผ่านมามาก ทำให้ทางจีน และสหภาพยุโรปก็ออกมาตรการตอบโต้ทางภาษี ทั้งในรูปแบบภาษีรถยนต์ และ สินค้าเกษตร

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ความกังวลเรื่องสงครามการค้าจะลามออกไปทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน ตลาดหุ้น และการค้าในระดับโลก

ภาพจาก shutterstock

ทาง WTO (World Trade Organization – องค์การการค้าโลก) บอกว่า กลไกต่างๆ ของโลกตอนนี้ มีความเสี่ยงสูงมาก ทาง WTO ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ที่ว่าการขึ้นภาษีจะช่วยให้งานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเหมือนกับสถานการณ์ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่

เพราะหากบริษัทจีน และบริษัทยุโรป โดยเฉพาะภาคการผลิตเพื่อการส่งออกอาหารและรถยนต์ซึ่งที่มีฐานการผลิตอยู่ในสหรัฐได้รับผลกระทบ ก็จะส่งผลกระทบต่อเรื่องไปถึงพนักงานในสหรัฐอยู่ดี

ขณะเดียวกันมองว่าถ้า ภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศถูกลง ประชาชนก็มีโอกาสเข้าถึงสินค้าที่หลากหลายในราคาที่ถูกลงด้วย

ภาพจาก CNBC

ผลกระทบของ Trade War ต่อนักลงทุนและตลาดหุ้น

หลักๆ นักลงทุนกังวลเรื่องมาตรการทางภาษีในแต่ละประเทศ เพราะตั้งแต่ ทรัมป์ ตั้งภาษีนำเข้า ทางจีน แคนนาดา เม็กซิโก รวมถึงยุโรปก็ออกมาตรการภาษีเพื่อตอบโต้ทางการค้า ซึ่งสิ่งที่ทุกคนกำลังจับตามองคือ ในวันศุกร์นี้ถือเป็นวันที่สหรัฐจะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าจีนกว่า 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ 

ส่วนด้านราคาหุ้น ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลง เช่น  ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (NIKKEI) Hong Kong’s Hang Seng Index (HSI)  ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX 200) (SHANGHAI) Korea Stock Exchange (KOSPI) รวมถึง ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai) (ดูภาพประกอบ)

Kristina Hooper chief global market strategist บริษัท Invesco บอกว่า เราไม่ได้หวังว่าตลาดหุ้นจีนจะฟื้นตัว เพราะมองว่าระยะต่อไปจะมีความผันผวนในตลาดมากกว่านี้อีก เพราะหุ้นจีนอาจถูกกดดันจากความขัดแย้งทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเรายังมองว่าภาวะที่ตลาดหุ้นดัชนีตกลงสะท้อนถึงเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว

ภาพจาก shutterstock

ว่าแต่ทรัมป์จะออกมาตรการอะไร มาคุมคามโลกอีกหรือไม่ ?

นักเศรษฐศาสตร์ ของ Oxford บอกว่า ภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ หากทั้งทางสหรัฐฯ จีน และยุโรป มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินเค้า จะส่งผลให้ภาษีการนำเข้าระดับโลกเพิ่มขึ้น 4%

เราคาดว่าในแต่ละวัน ภาษีนำเข้าจะถูกเก็บประมาณ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 0.3% ของการค้าโลก และในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็น 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอนาคต

ซึ่งหากสงครามการค้ายังบานปลาย น่าจะไปลดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 0.4% และลดมูลค่าการค้าในเศรษฐกิจโลกลงด้วย

 

ที่มา CNBCBBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tradewar-effect-world-economy-stock/

สงครามการค้า บาดลึก จีน-ผู้ส่งออกกลุ่มประเทศเกิดใหม่

หลังเกิดสงครามการค้า แม้ผลกระทบต่อกลุ่มประเทศเกิดใหม่(Emerging Market-EM)จะยังไม่มีภาพที่แย่ที่สุด แต่ก็ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผู้ส่งออกในตลาดเกิดใหม่ และ กลุ่มซัพพลายเออร์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน(จีน) อย่างมาก

อย่าง ไทย และ แอฟริกาใต้ กว่า 20 % ของเรือสินค้าต่างชาติส่งออกไปที่จีน ซึ่งขณะนี้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลร์สหรัฐ ส่วนเงินสกุลแอฟริกาใต้ แรนด์(Rand) อ่อนค่าลง 1.9%ภายในสัปดาห์นี้
และส่วนใหญ่ใน 24 ประเทศ สกุลเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่ติดตามโดย Bloomberg ก็อ่อนค่าที่สุดในรอบ 7 เดือน

ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ราคาวัถุดิบใน ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ของ Bloomberg ตกลง 4% ในเดือนนี้(มิ.ย.) ถือว่าต่ำสุดตั้งแต่ ก.ค. ปี 2016 ในขณะที่ดัชนี the London Metal Exchange LMEX  ปรับตัวลดลง 5.8 % ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา

“หากการเสื่อมถอยของการค้าทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว  ก็เดาได้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับลดลงไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน” คริสเตียน แมคจิโอ (Cristian Maggio) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ TD Securities ที่อยู่ในลอนดอนให้สัมภาษณ์ต่อว่า ประเทศที่มีการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และการผลิต ผูกพันใกล้ชิดกับปักกิ่ง อย่างรัสเซีย และประเทศเศรษฐกิจอย่าง เกาหลีใต้ จะมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ

จากประกาศของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในสัปดาห์นี้ว่าจะเพิ่มภาษีการนำเข้าสินค้าจากจีน 200,000 ล้านเหรียฐสหรัฐ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งอยู่ระหว่างการปรับตัวรับกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ สงครามการค้าจะทำให้จีนชะลอการเติบโตลง ซึ่งจีนถือเป็นผู้บริโภควัตถุดิบรายใหญ่ที่สุด

สกุลเงินวอน(Won)ของเกาหลีใต้ และ รูเบิล(Ruble)ของรัสเซีย ได้รับผลกระทบโดยอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ นับว่าอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

จากข้อมูลของ Bloomberg พบว่า กว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกของเกาหลีใต้ ส่งออกไปที่จีน ซึ่งจีนก็เป็นพันธมิตรการค้ารายใหญ่ที่สุของรัสเซียเช่นกัน

วิลเลี่ยม แจ็คสัน (William Jackson) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส Capital Economics Ltd. ในลอนดอน บอกว่า ในเอเชียตะวันออกเป็นเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็ก เช่น ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย มองว่า ภาษีการนำสินค้าจากจีนของสหรัฐ ส่งผลต่อเนื่องถึงบทบาทซัพพลายเชนของพวกเขา ซึ่งเป็นในทิศทางเดียวกับชิลี ที่เป็นผู้ผลิตทองแดงส่งให้ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในจีน ย่อมได้รับผลกระทบด้วย

นอกจากนี้ จีนยังมีส่วนในการซื้อแร่กว่าครึ่งของการส่งออกในแอฟริกาใต้

อิสยาห์ ลังกา(Isaah Mhlanga) นักเศรษฐศาสตร์ FirstRand Bank Ltd. ที่โจฮันเเนสเบิร์ก บอกว่าการเติบโตยังอ่อนแอ ในส่วนธนาคารกลางแอฟริกาใต้(the South African Reserve Bank) ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิ.. และยังคงที่ไว้จนถึงปัจจุบันในขณะที่  ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่นๆมีทีท่าจะปรับเพิ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว ถือว่าทำให้ สกุลเงินแรนด์ของแอฟริกาใต้ดูอ่อนแอเหมือนคนที่กำลังแก้ผ้าว่ายน้ำกับแมงกะพรุนในฤดูร้อน

ข้อมูลจาก Societe Generale SA ระบุว่า สกุลเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะได้รับแรงกดดันต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เพราะได้รับแรงกดดันจากนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้น หากการค้ายังชะลอตัวลง

เจสัน ดอว์ (Jason Daw) นักยุทธศาสตร์ SocGen ในสิงคโปร์ เล่าว่าค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่น่าจะอ่อนค่าลง เพราะได้รับแรงกดดันโดยเฉพาะช่วงที่ FED มีความเคลื่อนไหว และจะกลายเป็นเรื่องแย่ไปอีกถ้า FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะที่การเติบโตเศรษฐกิจยะงชะลอตัว

สรุป

สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อกลุ่มประเทศเกิดใหม่ เพราะเป็นซัพพลายเออร์ที่ส่งออกสินค้าต่อเนื่องไปยังจีน ขณะเดียวกันยังรับผลกระทบจากค่าเงินกลุ่มประเทศเหล่านี้อ่อนค่าลง ระยะต่อไปปัจจัยที่ต้องจับตามองคือความเคลื่อนไหวของFED และมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2018-06-20/trade-war-piles-currency-pain-on-china-exporter-emerging-markets

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trade-ware-effect-china-and-emerging/

แฮ็กเกอร์จีนดูดข้อมูลระบมิสซายล์ของกองทัพสหรัฐฯ จำนวนกว่า 614 GB

ช่วงเดือนมกราและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น คอมพิวเตอร์ของบริษัทคู่สัญญาของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ถูกแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนเข้าควบคุม จนทำให้ข้อมูลที่อ่อนไหวมากรั่วไหล อันเกี่ยวข้องกับการทหารใต้ทะเล และแผนพัฒนามิสซายล์ต่อต้านเรือรบแบบซุปเปอร์โซนิกที่จะนำมาใช้กับเรือดำน้ำภายในปี 2563

บริษัทเอกชนที่ตกเป็นเหยื่อนี้เชื่อว่าทำงานให้กับศูนย์อำนวยการรบใต้น้ำของกองทัพเรือ (NUWC) ที่รวมเอาการวิจัยพัฒนา ทดสอบ ประเมินทางวิศวกรรม รวมทั้งสนับสนุนกำลังรบของเรือดำน้ำและระบบอัตโนมัติใต้น้ำ รวมไปถึงระบบอาวุธป้องกันที่เกี่ยวข้องกับการรบใต้น้ำ

จากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า แฮ็กเกอร์ได้ขโมยข้อมูลปริมาณมากถึง 614 กิ๊กกะไบต์บนเครือข่ายของบริษัทดังกล่าว ซึ่งข้อมูลนี้เกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์ชื่อ Sea Dragon รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับระบบสัญญาณและตัวเซ็นเซอร์ และรายละเอียดเกี่ยวกับห้องส่งสัญญาณวิทยของเรือดำน้ำซึ่งรวมไปถึงระบบการเข้ารหัสข้อมูล นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสารบัญเกี่ยวกับการรบในรูปอิเล็กทรอนิกส์ของงานการพัฒนาเรือดำน้ำอีกด้วย

สงครามทางไซเบอร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี โดยก่อนหน้านี้ทางหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ NSA ได้แฮ็กผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์รายใหญ่สามแห่งเพื่อล้วงข้อมูล SMS นับล้านข้อความ ขณะที่เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มแฮ็กเกอร์ APT15 ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองของจีนถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการขโมยความลับทางทหารของอังกฤษ

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/china-hacker-data-usa-614gb/

iPhone X ขายได้น้อยกว่า iPhone 8 / 8 Plus รวมกัน, Apple เติบโตมากในจีน

Iphone All

รายงานเผยว่า iPhone X ของ Apple ขายได้น้อยกว่า iPhone 8 / 8 Plus รวมกัน แต่ก็ยังทำให้ Apple เติบโตได้เร็วมากในจีนส่งผลให้ให้ Apple มีผลประกอบการที่ดีขึ้น

iPhone X ขายได้น้อยกว่า iPhone 8 / 8 Plus รวมกัน

Apple ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2018 มีรายได้ 61.1 พันล้านดอลลาร์และขาย iPhone ได้ 52.2 ล้านเครื่องซึ่งเติบโตมากในสหรัฐและจีน

Apple Q2 2018 Earnings Results Cover

Kantar รายงานว่า iPhone X เป็น iPhone รุ่นที่ขายดีมากในตลาดใหญ่อย่างจีน (มีส่วนแบ่งการขาย Smartphone 22.1%) แต่ Kantar เผยว่า iPhone X ขายได้น้อยกว่า iPhone 8 / 8 Plus รวมกัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจาก iPhone X รุ่นพิเศษเปิดขายทีหลังและราคาสูงกว่า ทำให้ผู้ซื้อหันไปซื้อ iPhone 8 / 8 Plus มากกว่า

Tim Cook เผยว่า iPhone X ขายได้ดีมากในช่วงไตรมาส มี.ค. 2018 นี้ (ขายดีกว่ารุ่นอื่น) แต่ Kantar มองว่ายอดขาย iPhone 8 /  8 Plus รวมกันน่าจะมากกว่าที่ Tim Cook กล่าวไว้

Tim Cook Iphone X Cover

รายงานก่อนหน้านี้เผยว่า ตลาด Smartphone โดยรวมลดลงแต่ส่วนแบ่งตลาด Smartphone ของ Apple เพิ่มขึ้น โดยตลาดใหญ่อย่างจีนนั้นมีการเติบโตของ Smartphone ลดลง ส่วนไตรมาส 3 ปี 2018 นี้จะเป็นอย่างไร ติดตามกันต่อไป

ที่มา – 9to5mac

from:https://www.iphonemod.net/kantar-iphone-x-iphone-8-8-plus-report.html

Jack Ma แนะนำให้ปิดโรงเรียนเล็กๆ ตามชนบทจีน แล้วเปิดโรงเรียนประจำในเมืองแทน

นานๆ เราจะเห็น Jack Ma ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการศึกษาในประเทศจีนสักที ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเกี่ยวกับอนาคตของชาวจีน และถือว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ภาพจาก Shutterstock

Jack Ma กล่าวในงานสัมมนาของมูลนิธิการกุศลที่เขาตั้งขึ้น โดยได้แนะนำการแก้ปัญหาระบบการศึกษาตามจังหวัดชายขอบของจีน โดยบอกให้ยุบโรงเรียนตามจังหวัดชายขอบของจีนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 100 คน และให้สร้างโรงเรียนประจำ เพื่อให้นักเรียนที่โดนยุบโรงเรียนมาเรียนด้วยกันจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา

โรงเรียนอยู่ไกลเดินทางลำบาก ทรัพยากรน้อย

“จากประสบการณ์ผม โรงเรียนตามจังหวัดชายขอบที่นักเรียนน้อยกว่า 100 คน โรงเรียนไม่มีประสิทธิภาพในการเรียนการสอน เพราะว่าโรงเรียนเล็กๆ เหล่านี้ไม่มีทรัพยากรเท่ากับโรงเรียนใหญ่ๆ เลยไม่ดึงดูดอาจารย์ให้มาสอน”

การแนะนำเรื่องการศึกษาครั้งนี้ มีที่มาจากมีรูปเด็กชายชาวจีนตัวเล็กๆ 8 ขวบต้องเดินฝ่าหิมะไปเรียน สร้างความลำบากให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก และเป็นที่ถกเถียงกันของชาวเน็ตในประเทศจีนเพราะระยะทางเฉลี่ยของโรงเรียนประถมในจีนเฉลี่ยอยู่ที่ 5 กิโลเมตร ส่วนถ้าโรงเรียนมัธยมอยู่ที่ 17.5 กิโลเมตร บางโรงเรียนใช้เวลาเดินทางไปกลับรวมแล้ว 5 ชั่วโมง

ผู้เชี่ยวชาญการศึกษามีความเห็นแย้ง

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการศึกษาจาก National Institute of Education Sciences ที่ออกมาแย้งแจ็ค หม่าคือศาสตราจารย์ Chu Zhaohui ให้ความเห็นว่าว่า การที่ให้ส่งเด็กเข้าเรียนประจำจะสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาคือการที่เด็กแห่เข้ามาในเมืองใหญ่ๆ ที่มีการศึกษาพร้อมกว่า ทำให้เมืองใหญ่อยู่แล้วยิ่งแย่เข้าไปอีก

ศาสตราจารย์ Chu ได้เสริมอีกว่า สิ่งที่แก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการคมนาคมอย่างเช่นรถรับส่งเด็กไปโรงเรียนต้องมีความปลอดภัย รวมถึงยังมีประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียนประจำซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยในจีน มีระบบครัวที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตจากการทำอาหารเองในโรงเรียนประจำบ่อยๆ

หลายประเทศก็ยังมีปัญหานี้ รวมถึงไทย

ปัญหาด้านการศึกษาเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน โดยในต่างจังหวัดห่างไกล ยังมีโรงเรียนอีกมากที่มีทรัพยากรไม่เพียงพอ ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายชั้นเรียน เกิดความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งเปรียบเสมือนห้องสมุดที่ค้นหาข้อมูลความรู้ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเด็กในเมืองและเด็กต่างจังหวัดอยู่มาก

ที่มาCaixin Global 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-with-chinese-education/

ระวังปัญหา QR Payment ในจีน หลังพบยอดการโกงระบบจ่ายเงินผ่านมือถือเพิ่มขึ้น

ประเทศจีนมีการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือมากที่สุด ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาเรื่องเงินปลอมที่เคยระบาด แต่ปัจจุบันจีนกำลังพบกับปัญหาใหม่ที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขจากเจ้าของระบบ คือ ปัญหาโกงการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ

ปัญหาความปลอดภัยของการจ่ายเงินผ่านระบบ Mobile payment ทำให้หลายฝ่ายในจีนให้ความเป็นห่วงเรื่องนี้

จากการสำรวจของ Union Pay จากชาวจีนจำนวน 105,000 คน กว่า 60% มีความกังวลเรื่องนี้อย่างมาก ส่วนหนึ่งเพราะการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือกำลังกลายเป็นช่องทางหลักมากกว่าเงินสด

ร้านข้าวมันไก่ ใน Hawker ที่สิงคโปร์ซึ่งผู้เขียนเจอ ก็รับแค่ Alipay สำหรับนักท่องเที่ยวจีน

QR Code น่าเป็นห่วงที่สุด

ช่วงที่ผ่านมา QR Code มีจำนวนของการโกงเพิ่มขึ้นในประเทศจีนอย่างเห็นได้ชัด โดยผลสำรวจดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว 1 เท่า แต่เดิมเคยอยู่ที่ 15% แต่ในปีนี้จำนวนการโกงของ QR Code สูงขึ้นเป็น 30% สร้างความกังวลให้กับผู้ใช้ในจีนเป็นอย่างมาก

ส่วนยอดการโกงผล สำรวจบอกว่าผู้ชายจะโดนหลอกน้อยกว่าผู้หญิง แต่จะสูญเสียเงินมากกว่า ส่วนผู้หญิงจะตกเป็นเหยื่อการโกงมากกว่าผู้ชาย 10%

คนแก่เคยโดนอย่างน้อย 1 ครั้ง

ผู้ใช้ชาวจีนอายุ 50 ปีขึ้นไปที่ทำผลสำรวจนี้ ระบุว่าเคยโดนโกงการโอนเงินอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยการโกงมาจากร้านค้าหรือผู้ร้ายหลอกเรื่องส่วนลด หรือโดนผ่านระบบ QR Code ที่หลอกลวง โดยเคยมีประเด็นว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดี นำรูป QR Code ของตัวเองมาติดแทนรูปของร้านค้า เมื่อมีการจ่ายเงิน เงินจึงโอนเข้าบัญชีของผู้ไม่ประสงค์ดีแทน

เป็นบทเรียนให้ไทยที่กำลังบูมเรื่อง QR Payment

สำหรับในประเทศไทยเวลานี้ กำลังบูมเรื่องการใช้ QR Payment โดยมี 2 ธนาคารหลัก คือ SCB และ KBank เป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย รวมถึงธนาคารอื่นๆ ด้วย โดยนอกจากกระตุ้นให้ผู้บริโภคใช้ชำระเงินแล้ว ยังกระตุ้นให้ร้านค้าติดตั้งป้าย QR Code เพื่อรับชำระ ซึ่งทั้งผู้จ่ายและผู้รับ ต้องมีความรอบคอบ ตรวจสอบชื่อผู้รับก่อนยืนยัน

ที่มาCaixin Global

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-mobile-payment-fraud-rise/