คลังเก็บป้ายกำกับ: นิตยสาร

ดาวน์โหลดนิตยสาร RICOH Magazine อ่านฟรี! ไม่เสียเงินสักแดงเดียว

RICOH ผู้นำด้านระบบการพิมพ์ ได้เปิดตัว RICOH Magazine เป็นนิตยสารไอทีออนไลน์ที่มีเรื่องราวต่างๆ มากมายที่น่าสนใจ โดยผู้อ่านสามารถที่จะคลิกดาวน์โหลดไฟล์ Ebook ดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีความรู้ด้านไอทีมากมาย, ทั้งระบบคลาวด์, เน็ตเวิร์ก, สตอเรจ, ดาต้าเซ็นเตอร์, ไอโอที, ซีเคียวริตี้ และบทสัมภาษณ์ผู้บริหารต่างๆ ในฉบับ

สำหรับฉบับเดือนตุลาคมนี้มีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับระบบไอที ตลอดจนเรื่องราวการท่องเที่ยวในดินแดนที่เกี่ยวข้องกับภูติผีปีศาจ ที่สอดรับกับเดือนแห่งฮาโลวีนที่จะมาถึงนี้

ดาวน์โหลด Ebook ได้ทั้งหมดที่นี่

 

from:https://www.enterpriseitpro.net/ricoh-magazine-free-download/

Advertisements

ปิดตำนาน Student Weekly นิตยสารอายุ 50 ปี พื้นที่ชั้นดีในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทย

Student Weekly นิตยสารสอนภาษาอังกฤษที่คนไทยรู้จักกันดี ประกาศปิดตัวแล้ว โดยหลังจากนี้ยังคงทำงานต่อ แต่จะเน้นการสอนภาษาอังกฤษผ่านทางออนไลน์เป็นหลัก

หน้าเว็บไซต์ S Weekly
หน้าเว็บไซต์ S Weekly

ปิดตำนานนิตยสาร Student Weekly ลาแผงหนังสือแล้ว

นิตยสาร Student Weekly หรือในชื่อเดิมคือ Kaleidoscope ของเครือ BangkokPost ประกาศปิดตัวนิตยสารแล้ว โดยฉบับสุดท้ายที่จะตีพิมพ์ในรูปแบบนิตยสารคือ ฉบับวันที่ 30 กันยายน 2018

  • Student Weekly ก่อตั้งเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1969 (พ.ศ. 2512)

ในบทบรรณาธิการส่งท้ายของ Student Weekly หรือ S Weekly (ชื่อใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยนได้เพียง 1 ปี) ระบุว่า “แวดวงการศึกษากำลังเปลี่ยนแปลง พวกเราก็เช่นกัน การเรียนในยุคนี้ไม่ได้มาจากหนังสือหรือตำราเรียนเท่านั้น เนื่องจากข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ที่ใหญ่ที่สุดในยุคนี้อยู่บนออนไลน์ และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ”

ในอดีตเราอาจเรียนภาษาอังกฤษผ่านตำราหนังสือ หมายความว่า อ่านจากตัวอักษรเป็นหลัก แต่ในยุคนี้การเรียนภาษาอังกฤษสะดวกขึ้น เพราะนอกจากตัวอักษร ยังมีการเรียนผ่านเสียง และรูปแบบวิดีโอ ซึ่งแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

อินเทอร์เน็ตทำให้การเข้าถึงความรู้ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ง่ายขึ้นกว่าในสมัยก่อนเป็นอย่างมาก และนี่คือความท้าทายของนิตยสารสอนภาษาอังกฤษ เพราะมีพื้นที่เหลือน้อยลงไปทุกวัน

S Weekly
S Weekly

ทางรอดของ S Weekly คือโกออนไลน์

ในบทบรรณาธิการฉบับส่งท้ายยังระบุด้วยว่า “คำพูดที่บอกว่า เด็กรุ่นใหม่ไม่อ่านหนังสือ ไม่เป็นความจริง” เพราะเด็กๆ ยังอ่านหนังสือกันอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ช่องทางในการอ่านหนังสือ

หลังจากนี้ แม้นิตยสาร S Weekly จะปิดตัวลงไป แต่ทีมงานยังคงจะทำงานต่อ โดยเปลี่ยนไปเน้นที่ช่องทางออนไลน์ เป็นหลัก ซึ่งทาง BangkokPost ต้นสังกัด ได้สร้างเว็บไซต์ไว้ตั้งแต่ปี 2010 เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้

  • บ้านหลังใหม่ของทีมงาน S Weekly คือ BangkokPost Learning ไปติดตามกันได้

ข้อมูล – BangkokPost

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/student-weekly-magazine-says-goodbye/

เปิดใจ! Mass Group บริหารนิตยสารหัวนอกให้อยู่รอด ท่ามกลางงบโฆษณาที่สวนทาง

มองกลยุทธ์การบริหารสื่อนิตยสารให้อยู่รอดของ Mass Group ไม่ได้โฟกัสแค่โฆษณาอย่างเดียว แต่ต้องควบกับแพลตฟอร์มอื่นทั้งออนไลน์ และอีเวนต์ เริ่มทำตั้งแต่ออนไลน์เริ่มบูม

นิตยสารต้องมีมากกว่า 1 แพลตฟอร์ม

แม้ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสการปิดตัวของนิตยสารหัวใหญ่ๆ ทั้งในประเทศ และเป็นหัวจากต่างประเทศ แต่ Mass Group ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ โดยไม่ต้องลาแผง

Mass Group ก่อตั้งเมื่อปลายปี 2554 มี 3 หุ้นส่วนใหญ่ คือ กุสุมา ไชยพร, อาลี ซีอานี และพรวิภา เธียรธนวาณิชย์

บริษัทได้รับลิขสิทธิ์ในการจัดทำนิตยสารแฟชั่นระดับไฮเอนด์หลายเล่มในประเทศไทย ได้แก่ L’Officiel Thailand, L’Officiel Hommes (เปลี่ยนชื่อจาก L’Optimum Thailand), L’Officiel Wedding, L’Officiel Watches and Jewelry, L’Officiel Art, Design and Decors และ WOW และเพิ่งยุติ Men’s Fitness ไปเพราะนโยบายของบริษัทแม่

ภายใต้ Mass Group ได้แบ่งเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท แมส คอนเน็ค จำกัด บริหารนิตยสารสิ่งพิมพ์ และบริษัท แมส ดิจิทัล จำกัด ดูแลช่องทางดิจิทัลต่างๆ ที่มาเสริมนิตยสาร

ซึ่ง Mass Group ได้กำหนดทิศทางตั้งแต่เดย์วันในการเปิดบริษัทแล้วว่าต้องทำนิตยสาร ควบคู่กับช่องทางอื่นๆ อย่างออนไลน์ และอีเวนต์ ไม่ใช่รอแค่ค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียว

พรวิภา เธียรธนวาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท แมส คอนเน็ค จำกัด เล่าให้ฟังว่า

“เรามีการจับเทรนด์ตลาด และเทรนด์ผู้บริโภคอยู่ตลอด มองเห็นว่าเม็ดเงินไปตรงไหน ก็เสริมตรงนั้น แน่นอนว่ายุคนี้แบรนด์มีการใช้งบการสื่อนิตยสารลดลง แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทว่าจะรับมืออย่างไร ซึ่งเราได้วางแผนมีแพ็คเกจรองรับอยู่แล้ว เอาออนไลน์ และอีเวนต์มาเสริม ดูว่าถ้าแบรนด์ไม่ซื้อโฆษณาในเล่มก็เสนออย่างอื่น ทำให้รายได้มาเสริมกัน เราจะทำให้นิตยสารในเครือเป็นมากกว่าแค่แพลตฟอร์มเดียว”

พรวิภายกตัวอย่างของการดีไซน์แพ็คเกจต่างๆ เพื่อรองรับ อย่างอีเวนต์ตอนพาชมพู่ อารยาไปงานที่เมืองคานส์ มีการคิดทุกขั้นตอนที่สามารถมีสปอนเซอร์สนับสนุนได้ เช่น สมาร์ทโฟนแบรนด์หนึ่งก็ให้ไลฟ์สด

แบรนด์ไฮเอนด์ยังวางใจสิ่งพิมพ์อยู่!

แม้ว่าแบรนด์ส่วนใหญ่จะโยกงบโฆษณาไปลงช่องทางออนไลน์แล้ว ยุคนี้อาจจะเป็นซื้อโฆษณาออนไลน์ แล้วโฆษณาในนิตยสารเพิ่ม

แต่ก็พบว่ายังมีบางแบรนด์ที่ยังลงสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ เพราะด้วยภาพลักษณ์ และกลุ่มเป้าหมาย ส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ไฮเอนด์ แบรนด์เนมต่างๆ เครื่องประดับ นาฬิกา และบิวตี้

“ยังมีบางแบรนด์ที่ยังลงโฆษณาแค่สิ่งพิมพ์อยู่ เพราะสามารถควบคุมภาพลักษณ์ได้ เขามองว่าถ้าลงโฆษณาออนไลน์ หรือจัดอีเวนต์ เขาจะคุมคอนเทนต์ไปที่เขาต้องการไม่ได้ แล้วจะกระทบกับภาพลักษณ์”

โดยเฉพาะแบรนด์ไฮเอนด์ จะคิดแล้วคิดอีกในการทำอีเวนต์ ถ้าทำออกแล้วคนจะถ่ายรูปไปลงโซเชียลมีเดียอย่างไร เขาไม่สามารถควบคุมไปทิศทางเดียวกันได้ จึงยังคงลงแต่นิตยสาร ซึ่งมองถึงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ด้วยว่าเป็นกลุ่มที่ยังอ่านสิ่งพิมพ์ และมีกำลังซื้ออยู่

ช่องทางออนไลน์เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของ Mass Group ในปีนี้ตั้งเป้ามีการเติบโต 20-25% โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเติบโตเฉลี่ย 10-20% มาโดยตลอด และมีการเสริมทีมออนไลน์มากขึ้นด้วย

สรุป

– การที่องค์กรมีการจับเทรนด์ และทรานนฟอร์มตัวเองให้เข้ากับตลาด ทำให้ยังคงอยู่รอดได้ ชี้ให้เห็นว่า Mass Group มีการมองเห็นเทรนด์ล่วงหน้า และปรับตัวได้ดี ทั้งนี้อาจจะได้อานิสงส์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศที่ช่วยมองเทรนด์สิ่งพิมพ์ แต่ก็เป็นตัวอย่างของการทำธุรกิจที่เข้าใจตลาดได้ดี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/casestudy-mass-group-magazine/

ปรากฎการณ์นิตยสารลาแผง! กูรูชี้ คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มถึงจะอยู่รอด

นิตยสารลาแผงกันอย่างมาราธอน เพราะแบรนด์หั่นงบโฆษณา ผู้บริโภคไปอ่านสื่อออนไลน์ กูรูมองทิศทางอนาคต นิตยสารที่จับกลุ่มเฉพาะจะอยู่รอดเท่านั้น

แบรนด์ตัดงบนิตยสาร ดิ่งหวบ 44%

ในช่วง 1-2 ปีมานี้ได้เห็นข่าวที่ไม่ค่อยสู้ดีในวงการสื่อ โดยเฉพาะสื่อ “นิตยสาร” ที่มีการปิดตัวลาแผงกันระนาวชนิดเดือนต่อเดือน นิตยสารบางหัวอยู่คู่กับแผงหนังสือมายาวนานหลายสิบปีก็ยังมี ในสิ้นปีนี้ “คู่สร้างคู่สม” และ “ดิฉัน” ก็เตรียมลาแผงไปอีก

ทั้งนี้เป็นเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลง มีการเสพสื่อสิ่งพิมพ์น้อยลงทั้งหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร และไปเสพสื่อออนไลน์แทน เพราะมีความรวดเร็ว และมีคอนเทนต์ที่หลากหลาย ส่งผลให้แบรนด์หันไปเทงบให้กับสื่อออนไลน์มากขึ้น และลดงบสื่อนิตยสารลง ทำให้นิตยสารขาดรายได้ในการพยุงตัว

จากการประเมินงบสื่อโฆษณาในปี 2560 ในช่วง 11 เดือน โดย Media Intelligence พบว่ามีมูลค่า 78,755 ล้านบาท ลดลง 13.9% กลุ่มที่เติบโตสูงที่สุดคือสื่อออนไลน์ แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือสื่อนิตยสารที่มีการลดลงถึง 44% มีสัดส่วน 2% จากงบโฆษณาทั้งหมด

ภวัต เรืองเดชวรชัย 
ผู้อำนวยการธุรกิจ-สายงานการวางแผนและกลยุทธ์สื่อโฆษณา บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัด ได้มองภาพสื่อนิตยสารว่า

“เมื่อปี 2554 มีการสำรวจนิตยสารในประเทศไทยมีกว่า 183 หัว มีสัดส่วนงบโฆษณา 6% ในปีนี้เหลืออยู่ 129 หัว และมีสัดส่วนงบโฆษณาเหลือเพียง 2% เท่านั้น เพราะทุกอย่างโดนแย่งเวลาไปที่มือถือหมด แบรนด์ย้ายงบไปตามเทรนด์ผู้บริโภค”

ภวัตบอกว่า ปกติลงโฆษณาในนิตยสารหน้าละ 50,000-60,000 บาท หรือเวลาซื้อหน้าปกหนึ่งครั้ง สามารถลงโฆษณาบนออนไลน์ได้เป็นปีๆ เมื่อเทียบในเม็ดเงินที่เท่ากันแล้ว ลูกค้ามองว่าออนไลน์คุ้มค่ากว่า ได้กลุ่มเป้าหมายที่กว้างกว่าด้วย

ปัจจุบันสื่อนิตยสารไม่มีการปรับลดค่าโฆษณา แต่ใช้ในรูปแบบลดแลกแจกแถม ทำโปรโมชั่นเสริมช่องทางออนไลน์ หรือทำกิจกรรมร่วมกันกับแบรนด์ ทำแพ็คเกจให้เฟรนด์ลี่มากขึ้น

ไลฟ์สไตล์จับแค่แฟนคลับก็เอาไม่อยู่ เฉพาะกลุ่มถึงอยู่รอด!

ภวัตได้มองว่าในอนาคตนิตยสารที่จะอยู่รอดบนแผงนั้น จะเป็นกลุ่ม Specially จริงๆ เป็นนิตยสารที่จับ Niche Market หรือคนเฉพาะกลุ่ม เช่น นาฬิกา, ท่องเที่ยว, กีฬา, แต่งบ้าน หรืองานแต่งงาน เป็นต้น เพราะคอนเทนต์เหล่านี้ต้องใช้ประสบการณ์ในการเสพ บางทีแค่ดูบนออนไลน์ยังไม่อิ่มมากนัก

ในขณะที่นิตยสารไลฟ์สไตล์ที่มีการทำกิจกรรมกับกลุ่มแฟนคลับของนักร้อง นักแสดง ใช้ดารามากระตุ้นอาจจะไม่เพียงพอให้อยู่รอด

นิตยสารที่จะอยู่รอดในอนาคตต้องปรับตัวให้ Special มากขึ้น เฉพาะทางมากขึ้น อย่างคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ต้องปรับตัว หรือไม่ก็เตรียมตัว เพราะลำพังแค่แฟนคลับ หรือกระแสก็เอาไม่อยู่”

ทั้งนี้ภวัตได้ทิ้งท้ายว่า นิตยสารเฉพาะกลุ่มที่จะอยู่รอดนั้น อาจจะอยู่รอดเพราะยอดขาย แต่ไม่ใช่เพราะโฆษณา เพราะทิศทางได้เปลี่ยนไปแล้ว

สรุป

– คนทำสื่อนิตยสารต้องปรับตัวหนักเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดให้ได้ อาจจะเป็นการปรับโมเดลรายได้ หรือโมเดลกาคทำธุรกิจ เพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และผู้บริโภค

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/magazine-crisis-2017/

ได้เจ้าของใหม่! Meredith ซื้อเครือนิตยสาร Time มูลค่า 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

เป็นดีลช็อกวงการสื่ออีกรอบ เมื่อ Meredith Corporation ผู้ผลิตนิตยสารและเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาประกาศซื้อ Time Inc. ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิตยสารชื่อดังอย่าง Time, People หรือ Sports Illustrated เป็นต้น ซึ่งดีลในการซื้อกิจการครั้งนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ

ภาพจาก TimeInc.com

ถึงแม้ว่า Time Inc จะพยายามอย่างหนักในกระแสยุคดิจิทัลด้วยการปรับตัวหลายๆ อย่าง เช่น การขายนิตยสารในรูปแบบดิจิทัล และพยายามปรับมาทำธุรกิจดิจิทัลโดยตลอด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ทำให้รายได้ของบริษัทดีขึ้นเท่าไร แถมยังแบกหนี้มหาศาลอีก 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย การแก้ไขปัญหาหนี้รวมไปถึงรายได้ที่ลดลงอย่างการลดพนักงาน ปรับเวลาการออกนิตยสาร ก็ยังไม่ช่วยให้บริษัทนั้นจะรอดได้ในยุคดิจิทัล

ขายกิจการคือทางออกสุดท้าย

ดีลการซื้อกิจการมูลค่า 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐที่ Meredith ได้ซื้อ Time Inc นั้นได้ให้มูลค่าพรีเมี่ยมถึง 46% จากราคาซื้อขายในปัจจุบัน โดยดีลนี้ถือว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะ Meredith ได้เงินบางส่วนมาจาก Private Equity (กองทุนที่รับลงทุนในบริษัทที่อยู่ในนอกตลาดหลักทรัพย์) ของ Charles และ David Koch มูลค่าถึง 650 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเงินกู้ที่เหลือนั้น Meredith ได้รับความสนับสนุนจาก RBC Capital Markets, Credit Suisse, Barclays และ Citi คาดว่าดีลควบรวมกิจการนี้จะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

Meredith และสองพี่น้อง Koch คือใครมาจากไหน

โดย Meredith นั้นเป็นเจ้าของนิตยสารในสหรัฐอเมริกาหลายเล่ม อย่างเช่น Shape หรือนิตยสารผู้หญิงในรูปแบบภาษาสเปนอย่าง Siempre Mujer รวมไปถึง Martha Stewart Living และยังเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา (โดยปกติเจ้าของสถานีพวกนี้มักจะให้รายใหญ่อย่าง FOX ABC NBC เช่าต่ออีกที – ผู้เขียน) โดยการได้ Time Inc มานั้นจะก่อให้เกิดความแข็งแกร่งในด้านเนื้อหาของ Meredith อย่างยิ่ง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการซื้อ Time Inc ซึ่งต้องย้อนไปปี 2013 ที่ทาง Meredith เคยยื่นข้อเสนอซื้อกิจการไปแล้ว แต่โดนตอบปฏิเสธกลับมา

ภาพจาก TimeInc.com

ส่วนทางด้านของสองพี่น้อง Koch นั้นเป็นเจ้าของกิจการยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอย่าง Koch Industry ซึ่งมีหลายกิจการ เช่นยางมะตอย โรงกลั่นน้ำมัน เหมืองแร่ ท่อก๊าซธรรมชาติ และกิจการด้านการเงิน ฯลฯ โดย 2 พี่น้อง Charles Koch และ David Koch นั้นเป็นเศรษฐีอันดับ 8 ของโลกที่จัดโดยนิตยสาร Forbes เคยมีการประเมินไว้จากนิตยสาร AEI ถ้าหาก Koch Industry เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2007 นั้น กิจการของเขาจะติดอันดับ 16 ใน Fortune 500 เลยทีเดียว กิจการของเขาจะแซงหน้า P&G หรือแม้แต่ Boeing ด้วยซ้ำ

การช่วยเหลือ Meredith ในการซื้อ Time Inc นั้น ตัวแทนของ Charles และ David Koch ได้บอกว่าเป็นการซื้อเพื่อการลงทุน และเป็นการซื้อสื่อในมือหลังจากในปี 2013 สองพี่น้อง Koch ได้พลาดการซื้อหนังสือพิมพ์ 8 เจ้าอย่างเช่น LA Times จาก Tribune Company

ที่มาFinancial Times, The Guardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/meredith-corp-buy-time-inc/

รู้จัก Monocle สื่อ Lifestyle ที่ “แสนสิริ” เข้าไปลงทุนกว่า 6 ล้านเหรียญ เพื่อถือหุ้น 12.5%

ต้องยอมรับว่าธุรกิจสื่อ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์นั้นอยู่ยากจริงๆ เพราะผู้อ่านแทบจะ Go Digital กันหมดแล้ว แต่นั้นไม่ใช่สำหรับ Monocle สื่อ Lifestyle ที่มีรายได้จากการทำนิตยสารรายเดือนเป็นหลัก แถมยังโตสวนทางตลาดตอนนี้

เริ่มจากความฝัน สู่การทำให้เป็นจริง

กว่าจะยืนหยัดมาถึงจุดนี้ได้ Tyler Brûlé (ไทเลอร์ บรูเล่) บรรณาธิการใหญ่, ประธานบริษัท และเจ้าของ Monocle มีความฝันที่ไกลมาก และความไกลนี้เอง ทำให้ตัวเนื้อหามันแตกต่างจากสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน จนสามารถตีพิมพ์ต่อเนื่องมาได้ 10 ปีเต็ม พร้อมกับขยายตลาดไปยังสื่อใหม่ๆ ด้วย

โดยประวัติของ Tyler นั้นเป็นชาวแคนาดาโดยกำเนิด เริ่มงานสื่อจริงจังกับ BBC ในช่วงที่ย้ายมาอยู่ที่อังกฤษ แต่หลังจากนั้นเขาก็รับงานสื่อมาหลายสำนัก จนกระทั่งถูกส่งไปทำข่าวสงครามในประเทศอัฟกานิสถาน และดันถูกยิ่งเข้าที่แขนซ้าย จนต้องพักฟื้นในโรงพยาบาล ซึ่งตอนนั้นเขามีโอกาสได้อ่านนิตยสารแนว Lifestyle หลายเล่ม

Tyler Brûlé (ไทเลอร์ บรูเล่) บรรณาธิการใหญ่, ประธานบริษัท และเจ้าของ Monocle

และกลายเป็นจุดกำเนิดความคิดในการเดินสายนิตยสารแนวนี้ โดยเริ่มต้นที่ Wallpaper ที่ได้รางวัลมามากมาย ก่อนที่จะโดดมาตั้ง Monocle ในปี 2550 พร้อมวางตำแหน่งของนิตยสารรายเดือนฉบับนี้ให้มีความ Premium พร้อมแฝงข้อมูลข่าวสารจากทุกมุมโลก ที่ไม่ได้มีแค่ Lifestyle แต่รวมถึงเศรษฐกิจ, การเมือง และวัฒนธรรม

ครองใจผู้อ่าน Luxury และคนรุ่นใหม่

ความ Premium นี้เอง (ไทยขายเล่มละเกือบ 600 บาท) ทำให้มีผู้อ่านที่อยู่ในกลุ่ม Luxury และคนรุ่นใหม่ที่มองโลกกว้างกว่าแค่ในประเทศตัวเอง ขวนขวายหาซื้อมาอ่านให้ได้ เพราะตีพิมพ์แค่ 80,000 กว่าฉบับ และตอนนี้ก็มีผู้สมัครสมาชิกรายปีแล้วราว 18,000 คนทั่วโลก และที่ถึงจุดนี้ได้ เพราะเข้าใจว่าคนที่อ่านหนังสือแบบเล่มเป็นอย่างไร

และจากแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทำให้ Monocle ขยายกิจการออกไปโดยมีทั้งหนังสือนำเที่ยว ผ่านความเชี่ยวชาญด้าน Lifstyle, Cafe ที่ตั้งอยู่ในเมืองระดับต้นๆ ของโลก และขายสินค้าที่ระลึกของแบรนด์เอง รวมถึงเว็บไซต์ Monocle24 ที่มีรายการวิทยุ 24 ชม. และมีเนื้อหาจากตัวนิตยสารรายเดือนบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ขณะเดียวกันการเจาะตลาดกลุ่มผู้อ่าน Luxury ได้ ก็ทำให้มีรายได้จากการโฆษณาที่แบรนด์ดังๆ เข้ามาซื้อ เช่น Rolex, Burberry และอื่นๆ รวมถึงฝั่งการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ก็ใช้เงินสนับสนุนมาซื้อโฆษณาเช่นกัน ทำให้รายได้จากโฆษณาสิ่งพิมพ์แทบจะเลี้ยงบริษัทได้ทั้งหมด และมีแนวโน้มที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วย

ความมีสไตล์ และหรูหราแบบ Monocle กำลังจะเข้ามาในประเทศไทย // ภาพจาก Flickr ของ brandbook.de

จับมือ “แสนสิริ” ร่วมพัฒนาโครงการ

เมื่อมีความ Luxury และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ “แสนสิริ” ยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ในไทย ก็ปิ๊งไอเดียในการดึงกลุ่ม Monocle เข้ามาร่วมทำธุรกิจ โดยเริ่มตั้งแต่ 4 ปีก่อนที่เชิญมาตั้ง Pop-up Store แห่งแรกของโลกที่ไทย และเมื่อแนวคิดธุรกิจไปในทางเดียวกัน จึงตัดสินใจลงทุนกว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 200 ล้านบาท)

โดยกลุ่มแสนสิริจะเข้าไปถือหุ้นใน Monocle ทั้งหมด 12.5% จากมูลค่าธุรกิจ รวมถึงเชิญให้ Monocle เข้ามาเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาโครงการระดับ Luxury ในกรุงเทพ ซึ่งจะได้เห็นชัดๆ ในช่วงต้นปี 2561 เพราะทางนั้นมีความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับความชื่นชอบของกลุ่ม Luxury นั้นคืออะไร นอกจากแค่ลงโฆษณาในนิตยสาร

สำหรับ Monocle ปัจจุบันมีพนักงานทั้งหมด 110 คน กระจายอยู่ตามสาขาทั่วโลก เช่นลอนดอน, โตเกียว, นิวยอร์ค, ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่สำคัญ Monocle ไม่ได้มองตัวเองเป็นนิตยสารจากสหราชอาณาจักร เพราะเป็นนิตยสารที่สร้างขึ้นมาเพื่อทุกคนบนโลก โดยมีผู้อ่านส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา

อ้างอิง // Monocle, Financial Times, The Drum, Journalism

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/monocle-and-sansiri-invest/

กลับสู่รากเหง้า นิตยสาร Playboy กลับมาตีพิมพ์ภาพเปลือยอีกครั้ง

หน้าปกนิตยสาร Playboy ฉบับกลับมาโป๊ใหม่อีกครั้ง

นิตยสาร Playboy เคยประกาศไว้ช่วงปลายปี 2015 ว่าจะเลิกตีพิมพ์ภาพเปลือยด้านหน้า (full frontal nudity) โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถแข่งขันกับภาพโป๊เปลือยบนอินเทอร์เน็ตได้อีกแล้ว ดังนั้นนิตยสาร Playboy จึงหันไปเน้นเรื่องความบันเทิง เนื้อหาสาระของบทความแทน และนำภาพโป๊ออกไปเพื่อขยายฐานผู้อ่านให้กว้างขึ้น

Playboy ดำเนินนโยบาย “ไม่โป๊” มาได้ปีกว่าๆ และวันนี้ นโยบายดังกล่าวถูกยกเลิกแล้ว นิตยสาร Playboy จะกลับคืนสู่รากเหง้าดั้งเดิม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาจาก Cooper Hefner บุตรชายวัย 25 ปีของ Hugh Hefner ผู้ก่อตั้งนิตยสาร Playboy ที่เข้ามารับตำแหน่ง Chief Creative Officer ของบริษัท

Cooper Hefner ยอมรับว่าวิธีการนำเสนอภาพโป๊ของ Playboy ล้าสมัยแล้ว แต่การตัดสินใจนำมันออกไปอย่างสิ้นเชิงก็ถือเป็นความผิดพลาด ภาพโป๊เปลือยไม่เคยเป็นปัญหา (nudity was never the problem because nudity isn’t a problem) และมาถึงวันนี้ Playboy จะนำสัญลักษณ์ดั้งเดิมของตนกลับคืนมา

ตัวเขาเองระบุว่าคัดค้านการนำภาพโป๊ออกไปเมื่อปีก่อน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีภาพโป๊หรือไม่ เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ได้สนใจเรื่องนั้น แต่ปัญหาของ Playboy คือวิธีการนำเสนอภาพโป๊ให้เข้ากับยุคสมัยมากกว่า

การเปลี่ยนแปลงจะมีผลในนิตยสารฉบับมีนาคม/เมษายน 2017 ที่จะวางขายวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้

ที่มา – Playboy, Huffington Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/playboy-return-to-nudity/