คลังเก็บป้ายกำกับ: อีคอมเมิร์ซ

MBK ลุยดิจิทัลแล้วจ้า เปิด MBKgo.com ขายดีลออนไลน์

บุกตลาดออนไลน์ช้ากว่าผู้เล่นค้าปลีกรายอื่น ทำให้ MBK ต้องสร้างจุดต่างด้วยการใช้คอนเซปต์ขายดีลออนไลน์ ไม่ลงเล่นในตลาดช้อปออนไลน์ หรือสร้างมาร์เก็ตเพลส

สร้างจุดต่าง หนีเรดโอเชียนช้อปออนไลน์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้เห็นการปิดตัวของเว็บไซต์ขายดีลออนไลน์มากมาย ที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ “ensogo” ได้ทิ้งดราม่าเรื่องเงิน และการใช้ดีลให้ผู้บริโภคต่างปวดตัวไปตามๆ กัน ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้เห็นผู้เล่นอีคอมเมิร์ซในคอนเซปต์ดีลออนไลน์อีกเลย ลุยแต่โมเดลของมาร์เก็ตเพลส และช้อปออนไลน์

แต่ MBK กลับไม่คิดเช่นนั้น ขอท้าทายตลาดด้วยการปัดฝุ่นดีลออนไลน์ขึ้นมาอีกครั้ง แต่เป็นคอนเซปต์ของ e-Exhibition หรือจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ ให้นึกถึงงานแฟร์ที่ศูนยป์ระชุมแห่งชาติสิริกิติย์ หรือไบเทคที่เป็นงานอีเวนท์ และมีบูทต่างๆ แต่ MBK ได้ยกงานอีเวนท์ บูทสินค้ามาอยู่บนออนไลน์

โปรเจ็คต์นี้ได้ใช้เวลาคิดค้น พัฒนาอยู่ 2 ปี ได้ใช้งบ 80 ล้านบาท ปั้นเว็บไซต์ MBKgo.com ขึ้นมา ภายใต้ยูนิตใหม่ก็คือ “บริษัท เอ็ม บี เค ดิจิตอล จำกัด” จะนำร่องลุยธุรกิจดิจิทัลเต็มตัวเป็นครั้งแรก ภายในเว็บจะรวมดีลลดราคาที่เน้น 3 กลุ่มใหญ่ ร้านอาหาร, ท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

ยศสันธ์ ศรีสุชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็ม บี เค ดิจิตอล จำกัด เล่าวว่า

“MBKgo.com ได้วางจุดยืนเป็นช้อปดีลออนไลน์ เป็นงานแสดงสินค้าแบบออนไลน์ ซึ่งพบว่าตลาดนี้ไม่มีคู่แข่ง ต่างจากตลาดมาร์เก็ตเพลส หรือเว็บช้อปปิ้งออนไลน์ที่มีทั้งผู้เล่นค้าปลีก และผู้ต่างชาติ กลายเป็นเรดโอเชี่ยนที่มีการแข่งขันสูง”

ได้มีการทดลองตลาดก่อนเป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคม พบว่ายอดขายเติบโต 100% ทุกเดือน มีอัตราการมาซื้อซ้ำ 40% โดยกลุ่มยอดนิยมที่สุดคืออาหาร 50% ที่พัก 25% และไลฟ์สไตล์ 25%

กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิ 66% และผู้ชาย 34% อายุ 25-34 ปี 50% อายุ 35-44 ปี 32% อายุ 45-54 ปี 8% โดยที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ย 900-1,000 บาท/ครั้ง

มั่นใจได้! โมเดลต่างจากเว็บดีลในอดีต

ในอดีตได้มีเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับเว็บไซต์ดีลออนไลน์ จนทำให้ภาพความเชื่อมั่นอาจจะลดลงไปได้ แต่ยศสันธ์ตอบอย่างมั่นใจว่า ภาพไม่เหมือนเว็บดีลในอดีตที่เป็นมาร์เก็ตเพลส

อย่างแรกคือมีระยะเวลาในการขายกำหนดชัดเจน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 12 วัน โดยเว็บดีลมีกำหนดขายเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด อย่างที่สองหารายได้จากการเก็บ % จากยอดขายที่คนออกบูทได้ ส่วนเว็บดีลจะหักคอ ตัดมาร์จิ้นจนร้านค้าอยู่ไม่ได้ และอย่างที่สามคือฐานะทางการเงินของกลุ่มเอ็มบีเคแข็งแกร่ง สามารถจ่ายเงินให้ลูกค้าได้

จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ MBK ต้องตั้งชื่อว่า MBKgo.com เพราะต้องหารสร้างความมั่นใจด้วยการนำชื่อ MBK มาใช้ เพื่อให้ผู้บริโภค และร้านค้าเชื่อมั่นได้

ผนึกธุรกิจในเครือ MBK

การลุยธุรกิจดิจิทัลครั้งนี้ ความสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการผนึกช่องทางออนไลน์ และ ออฟไลน์เข้าด้วยกัน คือการนำธุรกิจในเครืออย่างร้านอาหาร และโรงแรมเข้าไปอยูาในดีลได้ ซึ่งจะสามารถเพิ่มการแข่งขันในธุรกิจได้อีก

สำหรับแผนต่อไปของ MBKgo.com นั้น จะเริ่มขยายไปทั่วประเทศมากขึ้นในปีหน้า เพราะตอนนี้เน้นอยู่ในกรุงเทพฯ จากนั้นปี 61 จะเริ่มขยายไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยว

ในปี 2561 มีการตั้งเป้าจำนวนอีเวนท์ทั้งหมด 100 อีเวนท์ภายในเว็บ มีร้านค้ามีออกงาน 1,500 บูท มีคนเข้าชม 500,000 คน และต้องการขยายกลุ่มลูกค้าไปยังนักท่องเที่ยวมากขึ้น ตั้งเป้าจำนวนมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้นในเว็บ 250 ล้านบาท

อีคอมเมิร์ซกลุ่มท่องเที่ยวโต 9%

มีการประเมินตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2560 มีมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท เติบโต 9.8% ส่วนในปี 2561 มีมูลค่า 3.1 ล้านล้านบาท เติบโต 11.4% โดยที่กลุ่มท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์มีมูลค่า 740,000 ล้านบาท เติบโต 9% เป็นตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากหมวดค้าปลีกและค้าส่ง

สรุป

ธุรกิจค้าปลีกในไทยตอนนี้ต่างหาพื้นที่ในโลกออนไลน์ โลกดิจิทัลกันหมด เพราะพฤติกรรมของลูกค้าอยู่ในนั้น โดยที่ MBK อาจจะมาช้ากว่ารายอื่นอยู่บ้าง แต่ก็สร้างความแตกต่างด้วยการขายดีลออนไลน์ และผนึกธุรกิจในเครือเข้าไป แต่ก็ต้องจับตาดูก่อนว่าโมเดลของดีลออนไลน์ยังได้ผลอยู่หรือไม่กับผู้บริโภคคนไทย เพราะที่ผ่านมามีการล้มหายตายจากไปพอสมควร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mbk-go-dot-com-deal-online/

Advertisements

aCommerce มาแรง ระดุมทุน Series B 2.14 พันล้านบาท เสนอแนวคิดธุรกิจ B2A ลุยตลาดอีคอมเมิร์ซ

ตลาด e-Commerce ในไทยและอาเซียนมาแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Central จับมือ JD.com รวมถึง Alibaba ก็พยายามรุกตลาดอย่างหนัก และล่าสุด aCommerce ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซและจัดจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ (e-Distributor) ได้ประกาศระดมทุน Series B มูลค่า 65 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.14 พันล้านบาท

Emerald Media นำทีมลงทุน

aCommerce ได้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซใน 4 ประเทศหลักของอาเซียน คือ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ และเตรียมเปิดให้บริการในมาเลเซีย และเวียดนาม (ตามข้อมูลในเว็บไซต์) โดยมีแบรนด์ที่ดูแลหลัก เช่น ซัมซุง, ยูนิลีเวอร์, เนสท์เล่, ลอรีอัล, ฟิลิปส์ และ มาร์ส เป็นต้น

การระดมทุน Series B 2.14 พันล้านครั้งนี้ นำโดย Emerald Media แพลตฟอร์มในภูมิภาคเอเชียตะวันออกที่ก่อตั้งโดยการลงทุนของบริษัทนายทุน KKR เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการลงทุนทั่วภูมิภาคเอเชีย และยังประกอบด้วย บริษัท Blue Sky บริษัท MDI และผู้ลงทุนดั้งเดิมอย่าง DKSH พร้อมที่ปรึกษา North Ridge Parnters

การระดมทุนครั้งนี้จะใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งเพื่อให้บริการกับแบรนด์ต่างๆ ทาง B2C เช่น ร้านค้าออนไลน์, มาร์เก็ตเพลส อย่าง Lazada, Shopee และทางออฟไลน์ รวมถึงช่องทาง B2B

นอกจากนี้ยังเน้นขยายพันธมิตรด้านค้าปลีกของประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทยและฟิลิปปินส์ และช่วยลูกค้าขยายธุรกิจในประเทศใหม่ อย่างประเทศมาเลเซียและเวียดนาม

พอล ศรีวรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ของ aCommerce

เสนอโมเดลธุรกิจแบบ B2A หรือ Business-to-All

พอล ศรีวรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม ของ aCommerce บอกว่า โมเดลธุรกิจแบบ B2C เติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้แบรนด์ต่างๆ มองหาวิธีการทำธุรกิจแบบหลากหลายช่องทาง เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น กลุ่มธุรกิจ (B2B) เช่น ร้านขายค้าเฉพาะอย่าง ร้านค้าที่ขายของต่อรัฐบาล (B2G) และลูกจ้างบริษัท (B2E)

แบรนด์ที่ทำธุรกิจแบบ B2B และ B2E ได้ดีในอาเซียน เช่น ซัมซุง และ ลอรีอัล

การมีเว็บไซต์ในช่วงที่ธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ไม่เพียงพอ ต้องสามารถให้บริการเชื่อมต่อจากหลากหลายช่องทางและความสำคัญของข้อมูลเพื่อที่จะอยู่รอดในอุตสาหกรรมการค้าปลีก ลูกค้าต้องเข้าถึงแบรนด์ได้ตลอดเวลา ผ่านทุกแพลตฟอร์ม ดังนั้น e-Commerce, ข้อมูล และความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่น จึงเป็นส่วนสำคัญในการก้าวสู่การเป็นธุรกิจแบบ B2A

ข้อมูลของ Google และ Temasek เปิดเผยว่า ภูมิภาคนี้จะมีอัตราการเติบโตของการช้อปปิ้งออนไลน์ 32% ปีต่อปี ในอีก 10 ปีข้างหน้า อัตราดังกล่าวจะทำให้ผู้เล่นรายยักษ์อย่าง JD.com, Amazon และ Alibaba เข้ามาขยายตลาดค้าปลีกในภูมิภาคนี้

นอกเหนือจากการค้าปลีกบนช่องทางปกติแล้ว ภายในปี พ.ศ. 2560 เพียงปีเดียว แบรนด์ชื่อดังอย่าง มาร์ส เนสท์เล่ และยูนิลีเวอร์ก็ได้จัดตั้งการบริการทางอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งในภูมิภาคนี้กับบริษัท aCommerce

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/acommerce-raise-fund-series-b/

Alibaba ทุบสถิติวันคนโสดจีน แค่ครึ่งวันทำยอดขาย 6 แสนล้านบาท สูงกว่าทั้งวันรวมกันของปีที่แล้ว

ร้อนแรงสมการรอคอย Alibaba ทำยอดขายสูงสุดใหม่ในวันคนโสดจีน ปีที่ผ่านมาทั้งวันทำ 6 แสนล้านบาท ปีนี้ผ่านไปถึงครึ่งวันก็ทุบสถิติเก่าเรียบร้อย อยากรู้จริงๆ ว่า ถ้าจบวันจะทำยอดขายได้มากขนาดไหน ต้องติดตาม

ผ่านครึ่งวัน แซงทั้งวันของปีที่แล้ว แถมเหลืออีก 11 ชั่วโมง ทำยอดเพิ่ม

สมกับการตั้งหน้าตั้งตารอคอยเทศกาลวันที่คนโสดจีน Alibaba อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนทำสถิติยอดขายสูงสุดใหม่ ทุบสถิติเก่าร่วงไม่เห็นฝุ่น

  • ผ่านไป 13 ชั่วโมง คือ ณ เวลา 13.09 ทำยอดขายรวมได้ที่ 1.21 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยตกที่ประมาณ 6 แสนล้านบาท เทียบเท่ากับยอดขายในวันเดียวกันทั้งวันของปี 2016 ที่ผ่านมาซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 1.20 แสนล้านหยวน

ความน่าสนใจของปีนี้คือ “ยอดขายอันบ้าคลั่ง” ทำให้เพียงชั่วโมงแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 2.8 แสนล้านบาท

ด้านล่างนี้คือสถิติที่น่าสนใจ

  • ผ่านไปจนถึงเวลา 8 โมงเช้า พบว่า มีแบรนด์จำนวน 82 รายที่ทำยอดขายได้เกิน 100 ล้านหยวน หรือประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ในจำนวนนั้นมีแบรนด์ เช่น New Balance, Samsung และ Shiseido
  • การชำระเงินที่น่าสนใจคือ 90% ที่ของคนที่เข้ามาซื้อของผ่าน Alibaba ชำระเงินผ่านมือถือ (mobile payment)
  • ใน 1 วินาทีมีการประมวลผลคำสั่งซื้อคิดแล้ว 256,000 ครั้ง เทียบกับปี 2016 อยู่ที่ 175,000 คำสั่งต่อวินาที
  • ใช้เซเล็บระดับโลกช่วยทำแคมเปญคือ นักเทนนิสสาว Maria Sharapova และ นักร้องแร็ปเปอร์อเมริกันชื่อดัง Pharrell Williams

อย่างไรก็ตาม ด้านบนนี้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของยอดขายในวันคนโสดจีนของ Alibaba ในช่วงครั้งวันแรกเท่านั้น ต้องติดตามกันต่อ เมื่อจบวันแล้ว ยอดขายจะพุ่งไปปิดอยู่ที่เท่าไหร่

ในไทยก็ฮอตไม่ต่างกัน หลายแบรนด์แย่งชิงยอดขายกันเดือด

แม้จะยังไม่มีตัวเลขออกมาให้เห็นกันชัดๆ ในฝั่งอีคอมเมิร์ซไทย แต่ถ้าใครที่ติดตามศึกช้อปปิ้งวันคนโสดไทย ก็แน่นอนว่าจะได้เห็นการลดราคาผ่านโปรโมชั่นที่กระหน่ำกันมาแบบจัดเต็ม ทั้งซื้อของแจกทอง แจกคูปองลดราคา ถ่ายทอดสดกิจกรรมออกทีวี ฯลฯ

ถ้ามีความคืบหน้าต่อไปอย่างไร Brand Inside จะรายงานให้ทราบโดยพลัน

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-chinese-single-day-new-record/

Alibaba ทุบสถิติใหม่วันคนโสดจีน ยอดขายรวม 8.3 แสนล้านบาท แค่ครึ่งวันยอดสูงกว่าทั้งวันปีที่แล้ว

ร้อนแรงสมการรอคอย Alibaba ทำยอดขายสูงสุดใหม่ในวันคนโสดจีน ปีที่ผ่านมาทั้งวันทำ 6 แสนล้านบาท ปีนี้ผ่านไปถึงครึ่งวันก็ทุบสถิติเก่าเรียบร้อย ปิดวันจบที่ 8.3 แสนล้านบาท บันทึกเป็นสถิติใหม่เรียบร้อย

ผ่านครึ่งวัน แซงทั้งวันรวมกันปีที่แล้ว | จบวันปิดยอดขายที่ 8.3 แสนล้านบาท

สมกับการตั้งหน้าตั้งตารอคอยเทศกาลวันที่คนโสดจีน Alibaba อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนทำสถิติยอดขายสูงสุดใหม่ ทุบสถิติเก่าร่วงเรียบร้อย

  • ผ่านไป 13 ชั่วโมง คือ ณ เวลา 13.09 ทำยอดขายรวมได้ที่ 1.21 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยตกที่ประมาณ 6 แสนล้านบาท เทียบเท่ากับยอดขายในวันเดียวกันทั้งวันของปี 2016 ที่ผ่านมาซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 1.20 แสนล้านหยวน
  • อัพเดท (1.30 น. เวลาประเทศไทย) สรุปยอดขายของ Alibaba ทั้งวันในปี 2017 ทะลุไปถึง 1.68 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.3 แสนล้านบาท นับเป็นสถิติใหม่เรียบร้อย

ความน่าสนใจของปีนี้คือ “ยอดขายอันบ้าคลั่ง” ทำให้เพียงชั่วโมงแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 2.8 แสนล้านบาท

ด้านล่างนี้คือสถิติที่น่าสนใจของ Alibaba ในวันคนโสดจีนปีนี้

  • ผ่านไปจนถึงเวลา 8 โมงเช้า พบว่า มีแบรนด์จำนวน 82 รายที่ทำยอดขายได้เกิน 100 ล้านหยวน หรือประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ในจำนวนนั้นมีแบรนด์ เช่น New Balance, Samsung และ Shiseido
  • Nike, Xiaomi, และ Uniqlo เป็น 3 แบรนด์รายใหญ่ที่ทำยอดขายสูงสุด
  • การชำระเงินที่น่าสนใจคือ 90% ที่ของคนที่เข้ามาซื้อของผ่าน Alibaba ชำระเงินผ่านมือถือ (mobile payment)
  • ใน 1 วินาทีมีการประมวลผลคำสั่งซื้อคิดแล้ว 256,000 ครั้ง เทียบกับปี 2016 อยู่ที่ 175,000 คำสั่งต่อวินาที
  • สรุปแล้วยอดขายเพิ่มขึ้นมา 39% จากปีที่แล้ว

ในไทยก็ฮอตไม่ต่างกัน หลายแบรนด์แย่งชิงยอดขายกันเดือด

แม้จะยังไม่มีตัวเลขออกมาให้เห็นกันชัดๆ ในฝั่งอีคอมเมิร์ซไทย แต่ถ้าใครที่ติดตามศึกช้อปปิ้งวันคนโสดไทย ก็แน่นอนว่าจะได้เห็นการลดราคาผ่านโปรโมชั่นที่กระหน่ำกันมาแบบจัดเต็ม ทั้งซื้อของแจกทอง แจกคูปองลดราคา ถ่ายทอดสดกิจกรรมออกทีวี ฯลฯ

ถ้ามีความคืบหน้าต่อไปอย่างไร Brand Inside จะรายงานให้ทราบโดยพลัน

ที่มา – BloombergBloomberg 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-hit-new-record-on-chinese-single-day/

จีนออกกฎเข้ม คุมอีคอมเมิร์ซ ปรับเฉียด 10 ล้าน ยึดใบอนุญาตขาย ถ้าลบคอมเม้นท์วิจารณ์สินค้า

ทางการจีนประกาศแก้กฎหมายต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมให้เข้มขึ้น เน้นคุมออนไลน์ แต่แม้ว่ากฎนี้จะเริ่มใช้ปีหน้า แต่ปลายปีนี้วันคนโสดจีน อีคอมเมิร์ซหลายรายก็ต้องหวั่นๆ เดินตามกฎกันไว้ก่อน

จีนแก้กฎหมายให้เข้มขึ้น ตามแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ทัน

สภาของจีนได้มีการลงมติให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Anti-Unfair Competition Law) โดยรอบนี้จะเน้นหนักไปที่การขายของบนออนไลน์ หรือกลุ่มอีคอมเมิร์ซ

  • ตัวกฎหมายใหม่ (ที่ปรับแก้) จะมีกฎคุมเข้มอีคอมเมิร์ซดังนี้ : ห้ามลบคอมเม้นท์ที่แสดงความเห็นไม่ดีกับตัวสินค้า รวมถึงการรีวิวสินค้าปลอมทั้งหลาย หรือถ้าสืบทราบได้ว่าเกิดการจ้างให้มาคอมเม้นท์ข้อมูลสินค้าเกินจริงก็เข้าข่ายความผิด มีโอกาสที่จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือเกือบ 10 ล้านบาท (9.98 ล้านบาท) มากไปกว่านั้น ยังอาจถูกยึดใบอนุญาตการขายสินค้าบนออนไลน์อีกด้วย

อันที่จริงแล้ว กฎหมายต่อต้านการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนออกมาตั้งแต่ปี 1993 แล้ว โดยเป็นการออกกฎเพื่อเน้นการควบคุมการแข่งขันในตลาดให้เป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในตอนนั้นยังไม่มีอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent, Baidu และ JD.com การปรับเปลี่ยนกฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการปฏิรูปในแง่กฎหมายเพื่อสร้างกฎเกณฑ์การค้าการขายบนโลกออนไลน์ครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายใหม่นี้จะมีผลในต้นปีหน้า (1 มกราคม 2018) แต่ถ้าดูช่วงจังหวะของการผลักดันวาระกฎหมาย ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะอีกไม่กี่วันนับจากนี้ก็ใกล้วันคนโสดจีน 11 พฤศจิกายนแล้ว วันแห่งการซื้อของบนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ข่าวการจะประกาศกฎหมายใหม่นี้จึงเป็นเสมือนคำขู่ไปในตัวด้วยนั่นเอง

ที่มา – Straits Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-law-fake-online-sales/

สนุกแน่! JD.com ผนึกกำลังสู้ Alibaba ดึง Tencent กับ Wal-Mart แบ่งข้อมูล แชร์คลังสินค้า

เมื่อเป็นรอง ต้องหาพันธมิตร JD.com ร่วมมือกับ Tencent และ Wal-Mart เอาทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาเป็นพรรคพวก เพื่อสู้กับ Alibaba คู่แข่งเบอร์หนึ่งและเป็นรายใหญ่ของจีน สนุกแน่ โดยเฉพาะวันคนโสดจีนที่จะมาถึงนี้

Photo: flickr.com by Daniel Cukier

สู้คนเดียวไม่ไหว JD.com ผนึกพันธมิตรสายออนไลน์-ออฟไลน์ มาสู้ Alibaba

ก่อนที่วันคนโสด (11 พฤศจิกายน) วันช้อปปิ้งอันยิ่งใหญ่ของจีนจะมาถึงในเร็ววันนี้ อีคอมเมิร์ซอันดับ 2 จองจีนอย่าง JD.com พร้อมสู้กับเบอร์หนึ่ง Alibaba ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรมาสู้ คือ Tencent และ Wal-Mart 

การร่วมมือครั้งนี้ทั้ง JD.com จะแลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้ากับ Tencent โดยจะรวบรวมดูประวัติการซื้อสินค้าของลูกค้าใน WeChat ที่ Tencent เป็นเจ้าของ แล้วใช้ AI วิเคราะห์ว่าลูกค้าคนนั้นจะสนใจสินค้าตัวไหนบ้าง ทำให้ผู้จัดจำหน่ายโปรโมทสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ตรงจุดมากขึ้น

การจับมือกับ Tencent มีข้อดีคือ WeChat มีผู้ใช้งานทั่วจีนกว่า 900 ล้านคน WeChatPay จึงกลายเป็น mobile payment ที่ใหญ่ที่สุดของจีน การผนึกกำลังสู้ Alibaba จึงน่าสนใจมากกขึ้น อีกอย่าง Tencent ก็มีหุ้นใน JD.com ถึง 20% อีกด้วย

ส่วนทางด้าน Wal-Mart นั้น JD.com ได้มีการจับมือแชร์คลังสินค้าร่วมกันมาแล้วก่อนหน้า โดยข้อเสนอคือ จะให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกของ Wal-Mart ในการซื้อสินค้าผ่าน JD.com เช่น ส่วนลด และโปรโมชั่นอื่นๆ หน้าร้านออฟไลน์ก็ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะคนจีนยังเดิน เพียงแต่ต้องเสริมโปรโมชั่นเข้าไป

news.walmart.com

คู่แข่งผนึกกำลังพร้อมสู้เต็มที่  Alibaba ว่าไง?

อันดับแรกเทียบตัวเลขกันก่อน ค้าปลีกจีนที่ขายบนออนไลน์ในปี 2016 ทั้งตลาดมี 15% เท่านั้น (ที่บอกกันว่าอีคอมเมิร์ซแข่งกันหนัก คือแข่งกันแย่ง 15% ของยอดขายปลีกทั้งหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าจีนมีประชากรเฉียด 1.4 พันล้านคน) เพิ่มขึ้นมาจากยอดขายอีคอมเมิร์ซในปี 2011 ที่มีเพียง 4%

โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ 2017 ส่วนแบ่งอีคอมเมิร์ซในตลาดทั้งหมดเป็นของเบอร์หนึ่ง Alibaba ถึง 57% ส่วนเบอร์สองอย่าง JD.com ตามมาที่ 27% 

ด้วยความเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซ Alibaba ก็ลุยออนไลน์อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะล่าสุดก็ทำ supermarket ชื่อว่า Hema ออกมาเล่นในจีนเหมือนกัน เป็นร้านขายปลีก แต่สามารถเข้าไปนั่งทานอาหารสดได้ มีบริการส่งของชำออนไลน์ภายใน 30 นาทีอีกด้วย ตอนนี้มีทั้งหมด 20 สาขาในจีน

Jack ma @Hema Photo: Alizila

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-com-fight-alibaba-with-partners/

ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ประเมิน Amazon หลังเปิดตัวในสิงคโปร์ เกาะเล็กๆ ที่ผู้คนยังเดินห้าง

หลังการเปิดตัวของ Amazon ในสิงคโปร์ 2 เดือนที่ผ่านมา ผลงานยังไม่เข้าตา คู่แข่งหลักอย่าง Lazada ก็ยังฮิตติดลมบน ส่วนพฤติกรรมผู้คนในสิงคโปร์ก็ยังนิยมการเดินห้างสรรพสินค้า

Photo: Amazon Singapore

ผลงาน Amazon ในสิงคโปร์ยังไม่โดดเด่น เล่นตลาดเล็ก เจาะยังไม่เข้า

ถึงวันนี้เป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้วที่ Amazon เข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ พร้อมกับส่งบริการ Amazon Prime Now บริการส่งสินค้าด่วนภายใน 2 ชั่วโมง

แต่ถ้าต้องประเมินผลงานราว 2 เดือนที่ผ่าน เมื่อดูจากข้อมูลแล้ว ต้องบอกว่า “ไม่ได้ดีอย่างที่คิด”

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ขอสรุปปัจจัยกันแบบรวบรัดกันเลยก็คือว่า

  • การเข้ามาทำตลาดที่ล่าช้าของ Amazon เป็นปัญหา เพราะรายใหญ่อย่าง Lazada ของ Alibaba ได้เข้ามาทำตลาดก่อนหน้าและได้ครองตลาดไปมากแล้ว

ดูจากตัวเลขสินค้าที่พร้อมขายในสิงคโปร์ ทางฝั่ง Lazada มีประมาณ 30 ล้านชิ้น ในขณะที่ Amazon ตอนนี้มีเพียงหลักหมื่นชิ้น หรือถ้าดูตัวเลขคนเข้าชมเว็บไซต์ ตัวเลขในเดือนสิงหาคม ทางฝั่ง lazada มีผู้เข้าชม 988,000 ครั้ง ส่วน Amazon อยู่ที่ 432,000 ครั้ง (แต่ในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้คิดจำนวนในสมาร์ทโฟนร่วมเข้ามาด้วย เพราะส่วนใหญ่คนที่สั่งของ Amazon จะสั่งผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่า)

  • คนสิงคโปร์ยังคงเดินห้าง ในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความเป็นเมืองไปเสียหมด พูดง่ายๆ ก็คือ การเดินทางไปห้างสรรพสินค้าไม่ใช่ปัญหาของคนสิงคโปร์ เพราะเดินเท้าไปไม่กี่นาทีก็ถึง ฉะนั้นหนึ่งในงานอดิเรกของผู้คนที่นี่ยังคงเป็น “การเดินห้างช้อปปิ้ง”

พูดอีกแบบก็คือ การซื้อของบนออนไลน์ (ไม่ว่าจะ Amazon หรือ Lazada) ของคนที่นี่จึงเป็นการซื้อของที่หาไม่ได้หรือหาได้ยากในชีวิตจริงมากกว่าการซื้อของบนออนไลน์ในชีวิตประจำวัน

Lazada ไหวตัว จับมืออสังหาฯ ตอบโจทย์คนยังเดินห้าง

เจ้าเก่าอย่าง Lazada รู้ตัวทันถึงพฤติกรรมของคนสิงคโปร์ ล่าสุดไปจับมือกับ CapitaLand บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ ส่งโปรโมชั่นสั่งของบนออนไลน์ แต่มารับของได้ที่ห้างสรรพสินค้า เป็นช่องทางหนึ่งในการเติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งของลูกค้าบนออนไลน์กับโลกออฟไลน์

และแม้ว่าอีคอมเมิร์ซจะมาแรงแค่ไหน (ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปก็ตาม, เถียงกันได้) Tan Kee Yong กรรมการผู้จัดการของ AsiaMalls บอกว่าสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ “การเดินห้างยังเป็นประสบการณ์บางอย่างที่การซื้อของบนออนไลน์ไม่สามารถมาทดแทนได้”

สรุป

แม้ว่าผ่านมา 2 เดือน Amazon ในสิงคโปร์จะมีอุปสรรคและไปไม่ได้สวยนัก แต่ที่สุดแล้ว Amazon คงไม่หยุดในสิงคโปร์ (และในภูมิภาคนี้ที่กระแสอีคอมเมิร์ซกำลังโต) แต่เพียงแค่นี้แน่ๆ ส่วนคู่แข่งเจ้าถิ่นที่มีศักยภาพสูงอย่าง Lazada ก็คงจะงัดไม้เด็ดออกมาครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดที่ได้ดึงเอาการซื้อของบนออนไลน์มาบรรจบกับการรับของแบบออฟไลน์

อีกอย่างที่สำคัญ ตอนนี้ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซสิงคโปร์ยังอยู่ที่ 4.6% ของตลาดค้าปลีกในประเทศ ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 10% และสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 15% ของแต่ละประเทศตามลำดับ จะเห็นได้ว่า การแข่งขันในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่ดูแล้วดุเดือดขึ้นทุกวันๆ แต่เมื่อเปิดตัวเลขออกมากางดู ต้องถือว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยังครองส่วนแบ่งของตลาดค้าปลีกทั้งหมดในสัดส่วนที่น้อยมาก ตอนนี้บอกได้เพียงว่า โปรดติดตามศึกอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ต่อกันแบบยาวๆ รับรองว่าสนุกแน่

อ้างอิง – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-singapore-lazada-alibaba/