คลังเก็บป้ายกำกับ: อีคอมเมิร์ซ

คนไทยชอบเช็คราคาก่อนซื้อของ แต่ 80% ไม่ได้ซื้อจากที่ถูกสุด

ข้อมูลจาก Priceza พบว่าคนไทยชอบสินค้าราคาถูก มีพฤติกรรมชอบเช็คราคาหลายๆ ที่ก่อนซื้อ แต่ 80% กลับไม่ได้ซื้อจากที่ถูกที่สุด แต่มีปัจจัยเรื่องความน่าเชื่อถือ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ราคาไม่ใช่สิ่งสำคัญสุด แต่มองความคุ้มค่าที่สุด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ตลาอดอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี มีผู้เล่นลงมาในตลาดมากมายทั้งของไทย และต่างชาติ ทำให้เกิดการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ซึ่งราคาก็เป็นสิ่งที่หลายเจ้าเอามาเป็นอาวุธเด็ดในการมัดใจลูกค้า ทำราคาให้ถูกที่สุด

ทำให้เกิดพฤติกรรมของผู้บริโภคในการเช็คราคาสินค้าหลายๆ แพลตฟอร์มก่อนทำการตัดสินใจซื้อ โดยที่ธนาวัฒน์ มาลาบุปผาได้มองเห็นช่องว่างในตลาด จึงปั้นแพลตฟอร์ม Priceza ขึ้นมาเป็นเป็นเครื่องมือในการเปรียบเทียบราคาจากหลายๆ ที่

Priceza วางจุดยืนเป็น Shopping Search Engine เป็นแพลตฟอร์มที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาการซื้อสินค้า ให้ผู้บริโภคคิดได้ว่าซื้ออะไรดี เริ่มทำตลาดตั้งแต่ปี 2010 ปัจจุบันทำตลาด 6 ประเทศ ได้แก่ ไทยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย

โมเดลธุรกิจของ Priceza ก็คือเป็นสื่อกลางให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ในการนำสินค้าชนิดเดียวกันมาเปรียบเทียบกัน ให้ลูกค้าได้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย มีรายได้จากลูกค้าก็คือร้านค้านั่นเอง

จากพฤติกรรมนี้ดูเหมือนว่าผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจากแหล่งที่ราคาถูกที่สุดแน่นอน แต่ธนาวัฒน์บอกว่าจริงๆ แล้วผู้บริโภคเช็คราคาหลายๆ ที่เพื่อหาราคาถูกที่สุด แต่พบว่า 80% นั้นตัดสินใจซื้อจากที่คุ้มค่าที่สุด ก็คือมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ร้านเข้าถึงง่าย มีความน่าเชื่อถือ มี Value Added อื่นๆ อย่างส่งเร็ว มีประกัน เพราะฉะนั้นราคาถูกไม่ได้ชนะเสนอไป

คนไทยยังช้อปเสื้อผ้ามากที่สุด

ในระบบของ Priceza มีสินค้ารวม 36 ล้านชิ้น โดยที่ 47% เป็นสินค้า Cross Border 17 ล้านชิ้น หรือสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศ และ 53% เป็นสินค้าโลคอล 19 ล้านชิ้น

ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานี้มีทราฟิกการเข้า Priceza จำนวน 70 ล้านครั้ง สามารถเปลี่ยนเป็นอัตราการซื้อเฉลี่ย 2.98% มีการเติบโตขึ้นจากปี 2017 ที่มีอัตรา 2.81% ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความมั่นใจในการซื้อของออนไลน์มากขึ้น

มีข้อมูลพบว่ามีมูลค่าในการตัดสินใจซื้อสินค้าจากการเช็คราคาใน Priceza ถึง 14,200 ล้านบาท มีการซื้อเฉลี่ย 1,702 บาทต่อออเดอร์ แต่ถ้าแยกมูลค่าการช้อปปิ้งตามอุปกรณ์ จะพบว่าใน Desktop มีมูลค่ามากที่สุด 2,309 บาทต่อออเดอร์ เพราะคนมั่นใจซื้อผ่านคอมพิวเตอร์มากกว่า และจากมือถือ 1,266 บาท

ทราฟิกในการเข้าชมเว็บไซต์มาจากมือถือ 73% คอมพิวเตอร์ 23% และแท็ปเล็ต 4% แต่ทราฟิกในการซื้อสินค้ามาจากมือถือ 81% และคอมพิวเตอร์ 19%

กลุ่มสินค้าที่มีการซื้อมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เสื้อผ้า 15% มอเตอร์ไซต์ 14% ไอที 13% มือถือ 12% และเฟอร์นิเจอร์ 10%

แตกไลน์สู่ฟินเท็คทำเรื่องการเงินให้ง่ายขึ้น

Priceza ได้แตกบริการสู่โลกของการเงิน หลังจากมีแค่บริการเช็คราคาสินค้ามานาน ได้เปิดตัว Priceza Money เป็นบริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ ประกันภัย สินเชื่อ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด

ธนาวัฒน์เล่าว่า บริการนี้เกิดจากได้พบเห็นสินค้าการเงินมีมากมายแต่หาที่ถูกใจยากเพราะมีตัวเลือกเยอะไปหมดอีกทั้งหลายคนยังมีปัญหาเรื่องเซลล์โทรมาขายตลอดเลยคิดวิธีการแก้ปัญหา

ได้เริ่มเจาะจากประกันรถยนต์ก่อน เพราะพบว่า 90% ของคนขับรถบอกว่าไม่สบายใจที่จะขับรถโดยไม่มีประกัน และ 85% ของคนกลุ่มผู้ซื้อประกันรถยนต์บอกว่าขั้นตอนค้นหา เปรียบเทียบน่าเบื่อ ใช้เวลานาน อยากได้คนแนะนำง่ายๆ แบบเพื่อนคุยกัน

ปัจจุบัน Priceza Money มี 1.6 ล้านแผนประกัน 30 บริษัทประกัน และ 72 บัตรเครดิตที่เข้าร่วม หลังจากที่เปิดให้บริการเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีตัวเลขที่ช่วยให้คนตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ได้แล้วมูลค่า 14.6 ล้านบาท

อีคอมเมิร์ซอยู่ร่วมกับฟินเทค เพราะเรื่องเพย์เมนต์ทำให้อีคอมเมิร์ซโต รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ช่องทางการชำระเงินเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มองว่าเรื่องนี้น่าสนใจจึงเอามาผนวกกับอีคอมเมิร์ซ มีการบอกว่าถ้าชำระเงินด้วยบัตรเครดิตใบไหนถึงคุ้มค่าที่สุด ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น

ซึ่งบริการนี้จะช่วยสร้างรายได้ให้ Priceza เพิ่มมากขึ้นอีก อีกทั้งยังทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายจากข้อเสนอของธนาคาร

สรุป

ตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ย่อมมีการแข่งขันรุนแรง การมีเครื่องมือในการเปรียบเทียบราคาจึงช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น การที่ Priceza แตกบริการใหม่ในเรื่องการเงินก็ทำให้ครอบคลุม Ecosystem ของอีคอมเมิร์ซมากขึ้นเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/insight-ecommerce-by-priceza/

Advertisements

ไปรษณีย์ไทย ประกาศลดค่าส่ง EMS เริ่มต้น 5-115 บาท ดีเดย์ 1 ก.ค. นี้

เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดขนส่งในไทย “ไปรษณีย์ไทย” เตรียมปรับลดค่าส่งพัสดุ EMS ลงอีก เริ่มต้น 5-115 บาท มีผลวันที่ 1 กรกฎาคมนี้

ปรับตัวเพื่อรับการแข่งขันดุเดือด

ด้วยการแข่งขันในตลาดโลจิสติกส์แข่งขันรุนแรงมากขึ้น มีผู้เล่นต่างชาติทยอยทำตลาด และเปิดบริการใหม่ๆ ทำให้แย่งแชร์ในตลาดจากพี่ใหย่อย่างไปรษณีย์ไทยอย่างแน่นอน ยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยก็มีดราม่าเรื่องการส่งสินค้าอยู่ไม่น้อย ยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นเข้าไปใหญ่

ทำให้ในปีนี้ได้เห็นการปรับปรุงบริการต่างๆ มากมาย เพิ่มนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างหน่วยรถมอเตอร์ไซต์ส่งพัสดุก็ได้ลงทุนออกรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับการส่งพัสดุสินค้าออนไลน์มากขึ้น ตามเทรนด์การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ

ล่าสุดไปรษณีย์ไทยได้ประกาศปรับอัตราค่าบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ หรือ EMS ในประเทศ สำหรับสิ่งของฝากส่งที่มีพิกัดน้ำหนักตั้งแต่ 3 – 20 กิโลกรัม โดยราคาที่ปรับลดเริ่มต้นที่ 5 บาท และลดสูงสุดที่ 115 บาท โดยมีผลวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป

ดร.พรชัย ฐีระเวช รองประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า

“ไปรษณีย์ไทย ได้ประกาศปรับอัตราค่าบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS ในประเทศ เพื่อตอกย้ำการเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจขนส่ง เป็นไปตามนโยบายไปรษณีย์ไทย 4.0 ต้องสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ รักษาฐานลูกค้า สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ลดต้นทุนการส่งสินค้า และช่วยลูกค้าประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝากส่ง ตลอดจนสร้างความคึกคักแก่เศรษฐกิจโดยรวมประเทศ”

ซึ่งบริการขนส่งด่วนในประเทศ มีการแข่งขันสูงและมีการเติบโตโดยเฉลี่ย 18% ใน 2 – 3 ปีนี้ ซึ่งบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ EMS ของไปรษณีย์ไทยเป็นบริการหลักที่สร้างรายได้และมีปริมาณงานสูง และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไปรษณีย์ไทยจึงจำเป็นจะต้องรักษาและเพิ่มลูกค้าใหม่

สรุป

เรียกว่ามีการปรับตัวทุกหนทางเลยก็ว่าได้ ทั้งนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา พร้อมทั้งปรับลดค่าบริการจัดส่ง เพื่อต่อสู้ในตลาด ซึ่งจริงๆ แล้วไปรษณีย์ไทยยังมีข้อได้เปรียบอยู่มาก มีจุดบริการครอบคลุมทั่วประเทศ และเข้าถึงบ้านลูกค้าได้ทุกซอกทุกมุม การปรับเปลี่ยนบริการถือเป็นสัญญาณอันดีที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thailand-post-discount-ems/

ต่อไปซื้อขายผ่าน Shopee จะมี DHL ให้บริการ เพราะล่าสุดจับมือกัน ผนึกกำลังสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ

ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ การจัดส่งสินค้าถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จ ล่าสุด Shopee จับมือ DHL eCommerce ผนึกกำลังเพื่อสู้ศึกภูมิอีคอมเมิร์ซอันร้อนแรง

DHL eCommerce ประเทศไทยประกาศร่วมมือกับ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแล้ว

สิ่งที่จะเห็นจากความร่วมมือกันครั้งนี้คือ

  • พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในไทยที่ขายของผ่าน Shopee จะสามารถส่งของผ่าน DHL ได้สะดวกขึ้น
  • ผู้บริโภคที่ใช้งาน Shopee จะได้รับบริการจัดส่งสินค้าจาก DHL
  • ลูกค้า Shopee สามารถรับ-ส่งของจากจุดบริการ Service Point กว่า 500 แห่งของ DHL ได้ทั่วประเทศ

เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยย้ำกับ Brand Inside หลายครั้งแล้วว่า “การจัดส่งสินค้าคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์” เพราะฉะนั้นจากความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเติมเต็มบริการโลจิสติกส์เข้าไปในเพื่อเสริมความแกร่งให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

เป็นไปตามแผนของ DHL eCommerce

นับเป็นการเดินตามเกมโลจิสติกส์-อีคอมเมิร์ซของ DHL eCommerce ประเทศไทยที่ได้วางไว้ตั้งแต่ปลายปี 2017 โดยเฉพาะการขยายสาขา Service Point หรือจุดรับส่งสินค้าที่ตั้งเป้าให้ถึง 1,000 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้

  • ปัจจุบัน (ไตรมาส 1/2018) DHL eCommerce มีจุดรับส่งสินค้าเพียง 500 แห่งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ DHL บุกจับมือร้านค้ารายใหญ่อย่าง ซีเอ็ดบุ๊ค เพื่อขยายบริการรับส่งสินค้า โดย DHL มองว่า ซีเอ็ดมีศักยภาพสูงในการขยายจุดบริการ Service Point เพราะนอกจากซีเอ็ดจะมีสาขาเกือบ 400 แห่งทั่วประเทศ สิ่งสำคัญคือทุกสาขาของซีเอ็ดอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั้งหมด นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ DHL ลงเล่นในเกมอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจับมือ Shopee ในครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อแผนสู้ศึกอีคอมเมิร์ซของ DHL ประเทศไทย สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ โลจิสติกส์รายอื่นๆ ในตลาดจะอย่างไร โดยเฉพาะ Kerry Express ที่ลงเล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซเช่นกัน แต่ด้วยความแกร่งที่มีพาร์ทเนอร์ธุรกิจอย่างเครือเซ็นทรัล จึงทำให้การเดินเกมเข้าห้างสรรพสินค้าไม่ต้องเร่งเครื่องอย่างหนักเหมือนกับ DHL eCommerce

ที่แน่ๆ เราจะได้เห็นการไล่จับมือหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้นจากเหล่าผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างแน่นอน เพราะอย่าลืมว่าตลาดนี้มีมูลค่าถึง 1.4 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

ข้อมูล – อีเมลประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/shopee-dhl-ecommerce-service-point/

สู้ศึกอีคอมเมิร์ซ DHL จับมือซีเอ็ดบุ๊ค เปิดจุดบริการรับส่งพัสดุ แค่ 15 วินาทีก็เสร็จ

โลจิสติกส์ คือปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในสนามอีคอมเมิร์ซ ล่าสุด DHL eCommerce จับมือกับซีเอ็ดบุ๊คเชนร้านหนังสือรายใหญ่เพื่อกระจายจุดให้บริการรับส่งพัสดุ กลยุทธ์คือเน้นความไว สะดวก และเข้าถึงง่าย

ท่ามกลางสมรภูมิอีคอมเมิร์ซอันดุเดือด DHL eCommerce หนึ่งในบริการโลจิสติกส์ที่มีชื่อแบรนด์อันแข็งแกร่ง เปิดกลยุทธ์ปี 2018 ด้วยการจับมือกับพันธมิตรร้านหนังสือรายใหญ่ของไทย

ล่าสุด DHL จับมือกับซีเอ็ดบุ๊ค เชนร้านหนังสือรายใหญ่ เพื่อขยายจุดบริการรับส่งพัสดุ (Service Point) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เตรียมพร้อมสำหรับสู้ศึกอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย

จุดบริการรับส่งพัสดุคืออะไร?

จุดบริการรับส่งพัสดุ หรือ DHL Service Point คือจุดให้บริการรับส่งพัสดุที่จะไปตั้งอยู่ในร้านค้าต่างๆ โดยแบรนด์ที่เริ่มต้นเป็นพันธมิตรรายแรกคือ ซีเอ็ดบุ๊ค หมายความว่าต่อไป ต่อไปเดินเข้าร้านหนังสือซีเอ็ดบุ๊ค จะพบกับจุดให้บริการรับส่งพัสดุของ DHL eCommerce

  • DHL บอกว่า การจับมือครั้งนี้ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการออนไลน์ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีเท่านั้นในการรับส่งของที่จุดบริการ เพราะทุกขั้นตอนลงทะเบียนล่วงหน้าบนออนไลน์มาก่อนแล้ว
จุดบริการรับส่งพัสดุ DHL Service Point ในร้านซีเอ็ดบุ๊ค
จุดบริการรับส่งพัสดุ DHL Service Point ในร้านซีเอ็ดบุ๊ค

ขยายจุดบริการ คือหนึ่งในกลยุทธ์หลักเพื่อสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ

เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกว่า “ความร่วมมือกับซีเอ็ดบุ๊คครั้งนี้ต้องการขยายจุดบริการออกไปให้ครอบคลุมมากที่สุด เป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ประกอบการออนไลน์ ส่วนที่เลือกซีเอ็ดบุ๊ค เป็นเพราะเชื่อมั่นในการทำงานที่มีคุณภาพ และเป็นร้านหนังสือในห้างสรรพสินค้าที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ ตอบโจทย์ของ DHL ทุกอย่าง”

แผนในการขยายจุดบริการรับส่งพัสดุของ DHL มีดังนี้

  • ปัจจุบันมี DHL Service Point ให้บริการ 350 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่กับร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อย
  • ล่าสุด เมื่อจับมือกับซีเอ็ดบุ๊ค จะทำให้ DHL มีจุดบริการเพิ่มขึ้นเป็น 500 จุดทั่วประเทศ
  • แผนของปี 2018 คือ DHL จะจับมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ และร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ เพื่อขยายจุดให้บริการเป็น 1,000 จุดทั่วประเทศตามแผนที่เคยได้วางไว้

ในด้านการต่อสู้กับโลจิสติกส์รายอื่นในตลาด DHL มองว่าการจับมือกับเชนร้านหนังสือเบอร์ 1 ของไทย เป็นการเสริมความครอบคลุมของการให้บริการ เพราะซีเอ็ดบุ๊คมีสาขาทั่วประเทศกว่า 394 แห่ง และอยู่ในห้างสรรพสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสะดวกและเข้าถึงบริการได้ง่าย

ส่วนรายได้ DHL ตั้งเป้าว่าการจับมือเป็นพันธมิตรจะเพิ่มการเติบโตให้กับแบรนด์อีก 30% ในช่วง 1-2 ปีนี้ หลังจากที่มีรายได้เติบโตในปี 2017 มาประมาณ 3-4 เท่า

ซ้าย-ทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ขวา-เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซ้าย-ทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ขวา-เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนซีเอ็ดบุ๊ค ย้ำว่า การจับมือกับ DHL คือการปรับตัวสู่ดิจิทัล

ทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) บอกว่า “วันนี้ซีเอ็ดบุ๊คปรับตัวในยุคดิจิทัล เราทำเว็บไซต์ ทำแอพพลิเคชั่น ล่าสุดมาจับมือกับ DHL เพื่อเป็นพื้นที่ให้บริการรับส่งของ เราเชื่อมั่นว่าการจับมือกับเบอร์ 1 ด้านโลจิสติกส์ จะทำให้มีศักยภาพในการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัล และแม้ว่าการจับมือครั้งนี้ อาจจะยังไม่ได้เห็นการเติบโตในเชิงรายได้ แต่ต้องยอมรับว่า เราจำเป็นต้องปรับเพื่อรองรับการแข่งขันในอนาคต”

การจ่ายเงินปลายทาง ยังรับได้แค่เงินสดเท่านั้น

Brand Inside สอบถามทาง DHL สำหรับการจ่ายเงินค่ารับส่งพัสดุว่ารองรับการเงินรูปแบบใดบ้าง พบว่า ในขณะนี้ยังคงใช้ได้เพียงแค่ “เงินสด” เท่านั้น

ผู้บริหารของ DHL บอกว่า “เราทราบถึงเรื่องนี้ ดังนั้นในปี 2018 นี้ เราจะทำบริการใหม่ให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต-เดบิต และรวมถึงจะทำ e-wallet ที่เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซอย่างแน่นอน แต่ในระหว่างนี้ ยังคงต้องจ่ายด้วยเงินสดกันก่อน”

สรุป

ในห้วงเวลาที่ตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด กลยุทธ์ของ DHL คือการจับมือกับร้านหนังสือรายใหญ่ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยตั้งใจว่าในปีนี้จะขยายจุดบริการรับส่งพัสดุให้ถึง 1,000 สาขา

เอาเข้าจริงแล้ว วงการโลจิสติกส์ในศึกอีคอมเมิร์ซน่าจะต้องวัดกันด้วยความสะดวก-เข้าถึงง่ายเป็นขั้นแรก เพราะนอกเหนือจากนั้น ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินเองจากคุณภาพ ราคา และความรวดเร็วของผู้ให้บริการแต่ละราย

รายละเอียดการรับส่งพัสดุของ DHL ที่จุดบริการ
รายละเอียดการรับส่งพัสดุของ DHL ที่จุดบริการ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dhl-x-se-ed-book-service-point/

เมื่อ Alibaba ประกาศรับพนักงานสูงอายุ ปรากฏว่าแค่วันเดียว ส่งกันมาล้นหลาม อายุ 83 ยังสมัคร

Alibaba รับสมัครงานในเว็บไซต์ ระบุว่าต้องการ “นักวิจัยอาวุโส” มาร่วมงานกับ Taobao เว็บไซต์ซื้อขายออนไลน์ในเครือ ผ่านไป 24 ชั่วโมง ผลตอบรับดีเกินคาด ส่งกันมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย อายุมากสุดที่มาสมัครคือ 83 ปี

Photo: Shutterstock

ผู้สูงอายุให้ความสนใจร่วมงานกับ Alibaba มากันทุกสาขาอาชีพ

เมื่อกลางเดือนมกราคม 2018 Alibaba ประกาศรับสมัครงาน โดยโพสต์ผ่านหน้าเว็บไซต์ ระบุว่า

  • รับสมัครนักวิจัยอาวุโส (senior research fellows) อายุต้องไม่ต่ำกว่า 60 ปีขึ้นไป เพื่อมาทำงานใน Taobao เว็บซื้อขายสินค้าออนไลน์ของเครือ Alibaba

ปรากฏว่าเมื่อโพสต์ประกาศรับสมัครงานออกไป ภายใน 24 ชั่วโมง ทางบริษัทได้รับใบสมัครถึง 1,000 ใบ หนึ่งในผู้สมัครที่มีอายุมากที่สุดสูงถึง 83 ปี

ตัวแทนของ Alibaba ให้สัมภาษณ์ว่า “เราได้รับใบสมัครถึง 1,000 ใบในวันแรกที่ประกาศรับสมัคร ส่วนในด้านอาชีพมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ครู ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแม้แต่ข้าราชการก็ให้ความสนใจ”

หน้าเว็บประกาศรับสมัครงาน Alibaba

เงินเดือนสูง คือแรงดึงดูดหลัก

ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยอะไรทั้งนั้น เพราะรายได้เฉลี่ยของคนจีนในเมืองปักกิ่งอยู่ที่ 18,660 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 600,000 บาท แต่ถ้ามาร่วมงานกับ Taobao รายได้เริ่มต้นอยู่ที่ 64,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี

  • ประเด็นคือ ค่าจ้างเริ่มต้นที่สูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยมากกว่า 3 เท่า เป็นแรงดึงดูดใจให้อยากมาทำงาน

แต่คำถามต่อไปคือ แล้วทำไมเครือ Alibaba ต้องรับสมัครงานผู้สูงอายุด้วย?

Photo: Shutterstock

Alibaba – Taobao กำลังเจาะตลาดวัยกลางคนและผู้สูงอายุ

เหตุผลที่ต้องรับพนักงานสูงอายุเข้ามาทำงานในครั้งนี้ เพราะว่า Alibaba และบริษัทในเครืออย่าง Taobao ต้องการส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่โดนใจวัยกลางคนและกลุ่มผู้สูงอายุ

เพราะในปี 2020 ลูกค้าของ Taobao จะเป็นคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถึง 30 ล้านคน ตัวแทนของ Alibaba กล่าวว่า “[เขากำลัง] ตื่นเต้นกับ Taobao ในรูปแบบใหม่ เพราะการจ้างงานผู้สูงอายุจะทำให้ Taobao เข้าใจพฤติกรรมและความต้องการผู้สูงอายุ ทำให้ประสบการณ์ในการช้อปปิ้งดีขึ้นกว่าเดิม ไปพร้อมๆ กับการสร้างความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น”

เพราะฉะนั้น คุณสมบัติที่ Alibaba ต้องการในตำแหน่งนี้คือ นักวิจัยอาวุโสต้องเป็นคนที่กลมกลืนไปกับคนรุ่นใหม่ รุนลูกรุ่นหลานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งต้องชอบอ่านชอบศึกษาเกี่ยวกับเรื่องทางจิตวิทยา-สังคมวิทยา รวมถึงต้องมีประสบการณ์ในการช้อปปิ้งออนไลน์อย่างน้อย 1 ปี

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-taobao-job-older/

สู้ศึกอีคอมเมิร์ซปี 2018 KERRY EXPRESS เตรียมจ้างคนไอทีกว่า 100 อัตรา พร้อมขยายสาขาให้บริการ

ปี 2017 KERRY EXPRESS จับมือกับพาร์ทเนอร์ค้าปลีกรายใหญ่อย่างเครือเซ็นทรัลผ่านบริการใน FamilyMart และ OfficeMate ส่วนปีหน้า 2018 จะเพิ่มทีมไอที ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ และจุดให้บริการอีกเพียบ

ก้าวต่อไปของ KERRY EXPRESS คือเพิ่มคนและขยายสาขา

เพื่อตอกย้ำการทำตลาดโลจิสติกส์ในไทยท่ามกลางสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่ร้อนแรงขึ้นทุกวัน ในปี 2018 อเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ เคอรี่ โลจิสติกส์กรุ๊ป ประจำสาขาประเทศไทย บอกว่า เคอรี่ เอ็กซ์เพรสคาดว่าจะสามารถสร้างงานได้อีกกว่า 3,000 อัตรา ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เพื่อทำให้การจัดส่งบริการครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก

  • ที่สำคัญจะเพิ่มคนไอทีเข้ามาในทีมประจำประเทศไทยอีกกว่า 100 ตำแหน่ง โดยเน้นไปที่นักเขียนโปรแกรมและนักวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาระบบโครงสร้างภายในองค์กรและระบบปฏิบัติการต่างๆ รวมไปถึงแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ และซอฟท์แวร์ที่ใช้ในตลาด เพราะต้องการทำให้ “เคอรี่ เอ็กซ์เพรสเป็นผลผลิตที่ถูกสร้างขึ้นมาจากคนไทยและเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง”
  • ส่วนการขยายสาขาจะเปิดศูนย์กระจายสินค้าย่อยอีกกว่า 300 แห่งในปีหน้า (แต่ยังไม่มีรายละเอียดมากนัก ต้องรอแถลงเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง)
  • ปัจจุบัน KERRY EXPRESS มีสาขาในประเทศไทยกว่า 1,500 แห่ง รวมทั้งศูนย์กระจายสินค้าอีก 600 แห่งทั่วประเทศไทย แต่กำลังสร้างศูนย์คัดแยกสินค้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง และกำลังขยายเฟสสองของศูนย์คัดแยกสินค้าบางนา กม.19 ที่ตั้งอยู่บนถนน บางนาตราด คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมใช้งานได้ในเดือนมีนาคม 2018 เมื่อโครงการเสร็จสิ้นนั้น จะทำให้พื้นที่ใช้สอยรวมมีขนาดมากกว่า 36,000 ตารางเมตร และในอนาคตยังจะสามารถขยายเพิ่มเติมได้อีกกว่า 40,000 ตารางเมตร

จับตามอง KERRY EXPRESS ในปี 2018

ในปี 2017 เราได้เห็นการขยายพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของ KERRY EXPRESS อย่างเข้มข้น เช่น การจับมือกับ FamilyMart รับฝากส่งพัสดุ 24 ชั่วโมง รวมถึง การเป็นพันธมิตรกับ OfficeMate ลุยตลาดอีคอมเมิร์ซเต็มสูบ

ส่วนการเร่งขยายทีมด้านไอทีในปี 2018 รวมถึงการขยายศูนย์กระจายสินค้าและจุดให้บริการอีกกว่า 2,300 แห่ง ผนวกกับการเป็นพาร์ทเนอร์ผ่านคอนเน็คชั่นกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศอย่างเครือเซ็นทรัลก็ทำให้ KERRY EXPRESS เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นในตลาดที่น่าสนใจ

ส่วนธุรกิจปีหน้าจะเป็นอย่างไร ต้องจับตาดูต่อไป เพราะยิ่งอีคอมเมิร์ซแข่งเดือดเท่าไหร่ โลจิสติกส์ก็ร้อนแรงตามไปเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kerry-express-2018/

ตลาดมือสองเดือด! JD.com สู้ศึกอีคอมเมิร์ซกับ Alibaba ส่ง Paipai Secondhand ขายของมือสองโดยเฉพาะ

ตลาดมือของสองจีนที่มีมูลค่าถึง 4 หมื่นล้านหยวนจะร้อนแรงขึ้น หลังจากที่ JD.com ส่งแพลตฟอร์มซื้อขายของมือสองออกมาแข่งกับ Alibaba ในวันที่คนจีนรุ่นใหม่เปิดใจกับการซื้อของมือสองมากกว่าคนรุ่นก่อน สนุกแน่

Photo: Flickr.com by edzhstar007

JD.com ส่ง Paipai Secondhand มาลุยตลาดสินค้ามือสอง

JD.com คู่แข่งอีคอมเมิร์ซรายสำคัญของ Alibaba เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่อย่างเป็นทางการชื่อ Paipai Secondhand โดยจะเป็น Marletplace ที่ขายเฉพาะของมือสองเท่านั้น

Paipai Secondhand เป็นแพลตฟอร์มที่ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถขายของมือสองได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสินค้าหรู เครื่องดนตรี สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทริอนิกส์ เสื้อผ้า หนังสือ และอีกมากมาย

Hu Shengli รองประธานของ JD Group บอกว่า “Paipai Secondhand เป็นแพลตฟอร์มที่มีแต่ได้กับได้ทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และ ecosystem ของตลาดสินค้ามือสอง เราทดลองเปิดให้บริการแบบเงียบๆ มาแล้วประมาณ 1 ปี เราเห็นการซื้อขายที่สูงมาก มีการซื้อขายนาฬิกาข้อมือในราคาสูงถึง 4 แสนหยวน นอกจากนั้นยังมีการซื้อขายเปียโนของ Yamaha ที่มีน้ำหนักกว่า 300 กิโลกรัมอีกด้วย”

JD.com วางแผนไว้ว่าจะลงทุนใน Paipai Secondhand อีกประมาณ 1 พันล้านหยวน เพื่อสร้าง ecosystem กระตุ้นให้กับผู้ขายเข้ามาใช้งานบนแพลตฟอร์ม

ตลาดมือสองจีนขนาดใหญ่ ใครๆ ก็อยากเข้ามาเล่น

แม้ว่าการเข้ามาเล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซมือสองของ JD.com จะทำให้ Alibaba ต้องเตรียมรับมือในการทำตลาดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะ Alibaba มี Xianyu ที่เป็นแพลตฟอร์มขายของมือสองอยู่แล้ว

Paipai Secondhand เข้ามาเล่นในตลาดของมือสองที่มีการประเมินไว้ว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 4 หมื่นล้านหยวนในปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากเข้ามาเล่น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้แพลตฟอร์มซื้อขายของมือสองเป็นคนวัยหนุ่มสาวรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 30 ปี โดยเฉพาะที่เกิดในช่วงทศวรรษที่ 90 มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 3,500 หยวน หรือประมาณ 17,500 บาท มีค่าเฉลี่ยการซื้อของออนไลน์อยู่ที่ 3.6 ครั้งต่อคนต่อเดือน และที่น่าสนใจคือ คนจีนรุ่นใหม่เหล่านี้เปิดใจกับการซื้อของมือสองมากขึ้นกว่าเดิม

ด้วยตลาดที่ใหญ่ประกอบกับกลุ่มคนที่มีศักยภาพซื้อสูง ตลาดมือสองจีนจึงน่าสนใจ และที่จริงไม่ได้มีแค่ JD.com กับ Alibaba ที่ฟาดฟันกัน เพราะเดือนเมษายนที่ผ่านมา Tencent ได้ลงเงินสนับสนุนแพลตฟอร์มขายของมือสอง Zhuanzhuan ที่อยู่บน 58.com ไปประมาณ 200 ล้านเหรียญ

แต่ที่น่าจับตามองต่อไปคือ ก่อนหน้านี้ JD.com ได้เปิดเว็บไซต์ขายของกลุ่ม Luxury เรียกได้ว่าท้าชนกับ Alibaba อย่างเต็มๆ เพราะตลาดสินค้า Luxury ของจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของตลาด Luxury โลก สำหรับรอบนี้นอกจากจะแข่งกันในตลาดของหรูแล้ว เราก็กำลังจะได้เห็นศึกการต่อสู้ของ 2 ยักษ์อีคอมเมิร์ซในตลาดมือสองจีนกันนั่นเอง

ที่มา – South China Mornig Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-com-paipai-secondhand/