คลังเก็บป้ายกำกับ: อีคอมเมิร์ซ

สนุกแน่! JD.com ผนึกกำลังสู้ Alibaba ดึง Tencent กับ Wal-Mart แบ่งข้อมูล แชร์คลังสินค้า

เมื่อเป็นรอง ต้องหาพันธมิตร JD.com ร่วมมือกับ Tencent และ Wal-Mart เอาทั้งออนไลน์และออฟไลน์มาเป็นพรรคพวก เพื่อสู้กับ Alibaba คู่แข่งเบอร์หนึ่งและเป็นรายใหญ่ของจีน สนุกแน่ โดยเฉพาะวันคนโสดจีนที่จะมาถึงนี้

Photo: flickr.com by Daniel Cukier

สู้คนเดียวไม่ไหว JD.com ผนึกพันธมิตรสายออนไลน์-ออฟไลน์ มาสู้ Alibaba

ก่อนที่วันคนโสด (11 พฤศจิกายน) วันช้อปปิ้งอันยิ่งใหญ่ของจีนจะมาถึงในเร็ววันนี้ อีคอมเมิร์ซอันดับ 2 จองจีนอย่าง JD.com พร้อมสู้กับเบอร์หนึ่ง Alibaba ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรมาสู้ คือ Tencent และ Wal-Mart 

การร่วมมือครั้งนี้ทั้ง JD.com จะแลกเปลี่ยนข้อมูลของลูกค้ากับ Tencent โดยจะรวบรวมดูประวัติการซื้อสินค้าของลูกค้าใน WeChat ที่ Tencent เป็นเจ้าของ แล้วใช้ AI วิเคราะห์ว่าลูกค้าคนนั้นจะสนใจสินค้าตัวไหนบ้าง ทำให้ผู้จัดจำหน่ายโปรโมทสินค้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้ตรงจุดมากขึ้น

การจับมือกับ Tencent มีข้อดีคือ WeChat มีผู้ใช้งานทั่วจีนกว่า 900 ล้านคน WeChatPay จึงกลายเป็น mobile payment ที่ใหญ่ที่สุดของจีน การผนึกกำลังสู้ Alibaba จึงน่าสนใจมากกขึ้น อีกอย่าง Tencent ก็มีหุ้นใน JD.com ถึง 20% อีกด้วย

ส่วนทางด้าน Wal-Mart นั้น JD.com ได้มีการจับมือแชร์คลังสินค้าร่วมกันมาแล้วก่อนหน้า โดยข้อเสนอคือ จะให้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกของ Wal-Mart ในการซื้อสินค้าผ่าน JD.com เช่น ส่วนลด และโปรโมชั่นอื่นๆ หน้าร้านออฟไลน์ก็ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะคนจีนยังเดิน เพียงแต่ต้องเสริมโปรโมชั่นเข้าไป

news.walmart.com

คู่แข่งผนึกกำลังพร้อมสู้เต็มที่  Alibaba ว่าไง?

อันดับแรกเทียบตัวเลขกันก่อน ค้าปลีกจีนที่ขายบนออนไลน์ในปี 2016 ทั้งตลาดมี 15% เท่านั้น (ที่บอกกันว่าอีคอมเมิร์ซแข่งกันหนัก คือแข่งกันแย่ง 15% ของยอดขายปลีกทั้งหมด แต่ต้องไม่ลืมว่าจีนมีประชากรเฉียด 1.4 พันล้านคน) เพิ่มขึ้นมาจากยอดขายอีคอมเมิร์ซในปี 2011 ที่มีเพียง 4%

โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้ 2017 ส่วนแบ่งอีคอมเมิร์ซในตลาดทั้งหมดเป็นของเบอร์หนึ่ง Alibaba ถึง 57% ส่วนเบอร์สองอย่าง JD.com ตามมาที่ 27% 

ด้วยความเป็นผู้นำอีคอมเมิร์ซ Alibaba ก็ลุยออนไลน์อยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะล่าสุดก็ทำ supermarket ชื่อว่า Hema ออกมาเล่นในจีนเหมือนกัน เป็นร้านขายปลีก แต่สามารถเข้าไปนั่งทานอาหารสดได้ มีบริการส่งของชำออนไลน์ภายใน 30 นาทีอีกด้วย ตอนนี้มีทั้งหมด 20 สาขาในจีน

Jack ma @Hema Photo: Alizila

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-com-fight-alibaba-with-partners/

Advertisements

ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ประเมิน Amazon หลังเปิดตัวในสิงคโปร์ เกาะเล็กๆ ที่ผู้คนยังเดินห้าง

หลังการเปิดตัวของ Amazon ในสิงคโปร์ 2 เดือนที่ผ่านมา ผลงานยังไม่เข้าตา คู่แข่งหลักอย่าง Lazada ก็ยังฮิตติดลมบน ส่วนพฤติกรรมผู้คนในสิงคโปร์ก็ยังนิยมการเดินห้างสรรพสินค้า

Photo: Amazon Singapore

ผลงาน Amazon ในสิงคโปร์ยังไม่โดดเด่น เล่นตลาดเล็ก เจาะยังไม่เข้า

ถึงวันนี้เป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้วที่ Amazon เข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ พร้อมกับส่งบริการ Amazon Prime Now บริการส่งสินค้าด่วนภายใน 2 ชั่วโมง

แต่ถ้าต้องประเมินผลงานราว 2 เดือนที่ผ่าน เมื่อดูจากข้อมูลแล้ว ต้องบอกว่า “ไม่ได้ดีอย่างที่คิด”

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ขอสรุปปัจจัยกันแบบรวบรัดกันเลยก็คือว่า

  • การเข้ามาทำตลาดที่ล่าช้าของ Amazon เป็นปัญหา เพราะรายใหญ่อย่าง Lazada ของ Alibaba ได้เข้ามาทำตลาดก่อนหน้าและได้ครองตลาดไปมากแล้ว

ดูจากตัวเลขสินค้าที่พร้อมขายในสิงคโปร์ ทางฝั่ง Lazada มีประมาณ 30 ล้านชิ้น ในขณะที่ Amazon ตอนนี้มีเพียงหลักหมื่นชิ้น หรือถ้าดูตัวเลขคนเข้าชมเว็บไซต์ ตัวเลขในเดือนสิงหาคม ทางฝั่ง lazada มีผู้เข้าชม 988,000 ครั้ง ส่วน Amazon อยู่ที่ 432,000 ครั้ง (แต่ในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้คิดจำนวนในสมาร์ทโฟนร่วมเข้ามาด้วย เพราะส่วนใหญ่คนที่สั่งของ Amazon จะสั่งผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่า)

  • คนสิงคโปร์ยังคงเดินห้าง ในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความเป็นเมืองไปเสียหมด พูดง่ายๆ ก็คือ การเดินทางไปห้างสรรพสินค้าไม่ใช่ปัญหาของคนสิงคโปร์ เพราะเดินเท้าไปไม่กี่นาทีก็ถึง ฉะนั้นหนึ่งในงานอดิเรกของผู้คนที่นี่ยังคงเป็น “การเดินห้างช้อปปิ้ง”

พูดอีกแบบก็คือ การซื้อของบนออนไลน์ (ไม่ว่าจะ Amazon หรือ Lazada) ของคนที่นี่จึงเป็นการซื้อของที่หาไม่ได้หรือหาได้ยากในชีวิตจริงมากกว่าการซื้อของบนออนไลน์ในชีวิตประจำวัน

Lazada ไหวตัว จับมืออสังหาฯ ตอบโจทย์คนยังเดินห้าง

เจ้าเก่าอย่าง Lazada รู้ตัวทันถึงพฤติกรรมของคนสิงคโปร์ ล่าสุดไปจับมือกับ CapitaLand บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ ส่งโปรโมชั่นสั่งของบนออนไลน์ แต่มารับของได้ที่ห้างสรรพสินค้า เป็นช่องทางหนึ่งในการเติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งของลูกค้าบนออนไลน์กับโลกออฟไลน์

และแม้ว่าอีคอมเมิร์ซจะมาแรงแค่ไหน (ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปก็ตาม, เถียงกันได้) Tan Kee Yong กรรมการผู้จัดการของ AsiaMalls บอกว่าสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ “การเดินห้างยังเป็นประสบการณ์บางอย่างที่การซื้อของบนออนไลน์ไม่สามารถมาทดแทนได้”

สรุป

แม้ว่าผ่านมา 2 เดือน Amazon ในสิงคโปร์จะมีอุปสรรคและไปไม่ได้สวยนัก แต่ที่สุดแล้ว Amazon คงไม่หยุดในสิงคโปร์ (และในภูมิภาคนี้ที่กระแสอีคอมเมิร์ซกำลังโต) แต่เพียงแค่นี้แน่ๆ ส่วนคู่แข่งเจ้าถิ่นที่มีศักยภาพสูงอย่าง Lazada ก็คงจะงัดไม้เด็ดออกมาครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดที่ได้ดึงเอาการซื้อของบนออนไลน์มาบรรจบกับการรับของแบบออฟไลน์

อีกอย่างที่สำคัญ ตอนนี้ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซสิงคโปร์ยังอยู่ที่ 4.6% ของตลาดค้าปลีกในประเทศ ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 10% และสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 15% ของแต่ละประเทศตามลำดับ จะเห็นได้ว่า การแข่งขันในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่ดูแล้วดุเดือดขึ้นทุกวันๆ แต่เมื่อเปิดตัวเลขออกมากางดู ต้องถือว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยังครองส่วนแบ่งของตลาดค้าปลีกทั้งหมดในสัดส่วนที่น้อยมาก ตอนนี้บอกได้เพียงว่า โปรดติดตามศึกอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ต่อกันแบบยาวๆ รับรองว่าสนุกแน่

อ้างอิง – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-singapore-lazada-alibaba/

ไม่ง้อ VC! สตาร์ทอัพอินโดนีเซีย Kioson ตัดสินใจไอพีโอ หลังก่อตั้งบริษัทได้ 2 ปี

Kioson สตาร์ทอัพด้านอีคอมเมิร์ซของอินโดนีเซีย ได้ไอพีโอนำหุ้นบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่อินโดนีเซียแล้ววันนี้ ซึ่งถือเป็นหุ้นเทคสตาร์ทอัพตัวแรกของอินโดนีเซีย และที่น่าสนใจกว่าคือสาเหตุที่บริษัทเลือกไอพีโอเข้าตลาดหุ้น ทั้งที่ก่อตั้งมาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น!

Kioson

Kioson เป็นบริษัทสตาร์ทอัพอีคอมเมิร์ซสาย O2O (Online-to-Offline) โดยมีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ที่เป็นแพลตฟอร์มรองรับสำหรับร้านค้าขนาดเล็กและกลางในอินโดนีเซีย มีจุดแข็งคือพาร์ทเนอร์ที่เป็นร้านค้ากว่า 19,000 แห่ง ทั่วอินโดนีเซีย โดยลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ และมารับสินค้าได้ตามจุดพาร์ทเนอร์

บริษัทก่อตั้งมาเพียง 2 ปีกว่าเท่านั้น และรับเงินลงทุนในระดับ Seed Stage เพียงครั้งเดียว ก็ตัดสินใจทำไอพีโอเข้าตลาดหุ้นเลย ซึ่งดูจะผิดไปจากกระบวนการ Exit ของสตาร์ทอัพที่มักมี Venture Capital หรือ VC เข้ามาลงทุนก่อน เป็น Series A-B-C ในช่วงแรกก่อนที่เข้าสู่ตลาดหุ้น

เรื่องนี้ซีอีโอ Jasin Halim บอกเหตุผลไว้น่าสนใจว่า บริษัทเองก็ได้รับการติดต่อจาก VC หลายแห่งเช่นกัน แต่ที่เลือกไอพีโอเลยเพราะมองว่านี่คือวิธีการที่ยุติธรรมและโปร่งใสที่สุด เขามองว่า VC ส่วนมากมาจากต่างประเทศ และไม่เข้าใจคุณค่าของผลิตภัณฑ์ Kioson เท่ากับที่คนอินโดนีเซียรับรู้ ซึ่งคนอินโดนีเซียพร้อมให้มูลค่ากิจการได้สูงมากกว่า

ไอพีโอของ Kioson นั้นมีการเพิ่มทุนหุ้น 23.1% ของหุ้นทั้งหมด เป็นเงิน 45,000 ล้านรูเปีย หรือราว 111 ล้านบาท และราคาหุ้นในวันแรกก็ปิดเพิ่มขึ้นถึง 50% จากราคาไอพีโอ

Kioson บอกเหตุผลในการใช้เงินเพิ่มทุนชัดเจนมากว่า เงินส่วนใหญ่จะนำไปซื้อกิจการ Narindo บริการด้าน Online Payment ที่มีพาร์ทเนอร์จำนวนมากและล้วนเป็นบริษัทใหญ่ในอินโดนีเซีย

ที่มา: Reuters และ Tech In Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kioson-ipo-indonesia/

กล่องกระดาษขาดตลาดในจีน เพราะอีคอมเมิร์ซมาแรง แต่รัฐบาลดันแบนการนำเข้า ใกล้วันคนโสด จีนวุ่นแน่

ในขณะที่อีคอมเมิร์ซในจีนกำลังพุ่งแรง ยอดสั่งซื้อของทางออนไลน์ดี แต่รัฐบาลมีกฎห้ามนำเข้ากระดาษแข็ง รายเล็กรายน้อยสู้ไม่ไหวก็ตายไปเยอะ แล้วนี่ก็ใกล้ “วันคนโสด” ซึ่งเป็นวันแห่งการช้อปปิ้งครั้งใหญ่เข้าไปทุกที ถ้าจัดการไม่ดี คนจีนเตรียมเจอปัญหากันได้เลย

Photo: Pixabay

กำลังซื้อสูง ขาดตลาด ราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทต่อตัน

การเติบโตของอีคอมเมิร์ซในจีน ทำให้การสั่งซื้อของแบบเดลิเวอรี่ได้รับความนิยมมาก โดยปกติกล่องกระดาษก็เป็นสินค้าที่ราคาพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดอยู่แล้ว

ดูได้จาก Nine Dragons Paper Holdings ผู้ผลิตกระดาษแข็งรายใหญ่ของจีน ที่ขึ้นราคาสินค้ารอบล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากราคากระดาษแข็ง 1 ตันที่ 3,000 หยวน (ประมาณ 15,000 บาท) เป็น 5,000 หยวน (ประมาณ 25,000 บาท)

รัฐบาลแบนการนำเข้ากระดาษแข็ง

หนึ่งในสาเหตุสำคัญคือการแบนการนำเข้ากระดาษแข็งของรัฐบาลจีน โดยรัฐบาลจีน ระบุว่า นโยบายแบนการนำเข้ากระดาษแข็งจากต่างประเทศจะช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อม เพราะจีนแค่ประเทศเดียวนำเข้ากระดาษใช้แล้วกว่า 17 ล้านตัน และยังมีการผลิตกระดาษแข็งในปี 2016 กว่า 46 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนถึง 1 ใน 3 ของโลก

ที่น่าสนใจคือ กฎหมายสิ่งแวดล้อมจากรัฐบาลจีนทำให้โรงงานขนาดกลางและเล็กหลายแห่งต้องปิดตัวลงไปก็ไม่น้อย เพราะไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐบาลจีนได้ เพราะฉะนั้น เรื่องกระดาษแข็งจึงไม่แปลกที่จะเหลือแต่โรงงานใหญ่ๆ ที่แบกรับต้นทุนและปฏิบัติตามกฎได้ และจะกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะเมื่อคู่แข่งน้อยลง แต่ความต้องการมากขึ้นทุกวัน จึงทำให้ราคาของกระดาษแข็งพุ่งสูงขึ้น

Photo: flickr.com by Jill

รับมือไม่ดี วันคนโสดจีนปีนี้ วุ่นวายแน่ๆ

อีคอมเมิร์ซในจีนที่มียอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ในปี 2016 มีสินค้าที่ส่งแบบเดลิเวอรี่ถึง 31,000 ล้านชิ้นทั่วประเทศจีน สูงขึ้นกว่า 6 เท่าในรอบ 4 ปี และสูงขึ้น 50% จากปีที่ก่อนหน้าคือปี 2015 และถ้ายิ่งเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น ถือว่าห่างชั้นมาก เพราะแซงไปกว่า 8 เท่า

แต่นอกจากกำลังซื้ออีคอมเมิร์ซที่สูงขึ้นกับการแบนกระดาษแข็งของรัฐบาลจีน อีกหนึ่งปัญหาที่จีนจะเจอคือเทศกาล “วันคนโสด” ที่จีนจะมีขึ้นอยู่แล้วทุกปีในวันที่ 11 พฤศจิกายน จากสถิติที่ผ่านมาวันนี้มีการซื้อของผ่านออนไลน์ในจีนในปริมาณที่สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านชิ้น

ที่จีนจะเจออย่างแน่นอนเลยก็คือ ปัญหาเรื่องการขาดแคลนกล่องกระดาษในการจัดส่งสินค้า และอาจส่งผลต่อยอดขายอีคอมเมิร์ซโดยรวมในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cardboard-china-single-day/

อีคอมเมิร์ซโต ซื้อของเดลิเวอรี่กำลังมา แต่ทำไม “สั่งของสดออนไลน์” ถึงยังขายไม่ดี?

กระแสอีคอมเมิร์ซโตต่อเนื่อง เพราะผู้คนนิยมซื้อของออนไลน์แล้วให้มาส่งแบบเดลิเวอรี่มากขึ้น แต่สงสัยไหมว่าทำไมบริการซื้อของสดออนไลน์ถึงยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

ผู้เล่นทยอยลงตลาด online grocery (ที่น่าจะโต)

ถ้าพูดถึงบริการสั่งซื้อของสดออนไลน์ หรือ online grocery รายใหญ่ๆ ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้เป็นของ Amazon, Walmart หรือ Target รวมถึงรายที่เคยทำซุปเปอร์มาก่อนอย่าง Safeway ก็เข้ามาเล่นในตลาดนี้ และนอกจากนั้นยังมีสตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก Instacart ที่ลงมาเล่นในตลาดนี้ ด้วยการระดมทุนใหม่ไปกว่า 700 ล้านเหรียญ ทำให้ตอนนี้มีมูลค่าธุรกิจประมาณ 3.4 พันล้านเหรียญแล้ว ถือว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

นั่นเป็นเพราะ มีรายงานการประเมินที่ระบุไว้ว่า ในปี 2025 ตลาดนี้ในสหรัฐอเมริกาจะมีการใช้จ่ายจากผู้บริโภคถึงระดับ 1 แสนล้านเหรียญ แต่ต้องไม่ลืมว่า ตัวเลขจำนวนนี้คือการคาดการณ์ เพราะถ้าดูจากภาพรวมตลาดในปัจจุบันจริงๆ ต้องนับว่าตลาดสั่งซื้อของสดออนไลน์ยังเป็นสัดส่วนที่ไม่ได้มากเท่าที่ควร

ข้อมูลตัวเลขเท่าที่หาได้ HappyFresh เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าตลาด online grocery ในสหรัฐอเมริกายังคิดเป็นเพียง 10% ของภาพรวมตลาดทั้งหมด ส่วน honestbee ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่นานมานี้ภาพรวมทั้งตลาดของ online grocery ในไทยทั้งหมดอยู่ที่ 3% เท่านั้นเอง

เปิดผลสำรวจ ทำไมคนไม่ชอบสั่งของสดออนไลน์?

ผลสำรวจจาก Morgan Stanley ในปี 2017 เปิดเผยว่า ผู้คนกว่า 84% ยังไม่ชื่นชอบการซื้อของสดออนไลน์ โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ถ้าจะต้องซื้อของสดเช่นผักผลไม้ ขอเป็นคนไปเลือกเองจะดีกว่า ที่น่าสนใจคือตัวเลขจากผลสำรวจนี้เท่ากับปี 2016 ตัวเลขไม่เปลี่ยน หมายความว่า คนส่วนใหญ่ยังคงไม่นิยมชมชอบการสั่งซื้อของสดออนไลน์ แล้วต้องรอรับที่บ้านอย่างเดียว เหตุผลก็เพราะผู้บริโภค “ไม่ได้เลือก” นั่นเอง

อีกตัวเลขหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีคนที่ได้ลองสั่งซื้อของสดออนไลน์แล้ว พบว่า ไม่ประทับใจเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนที่ 17% เป็น 27% ในปีนี้

แก้ปัญหา “ความอยากเลือก” ด้วยการให้ความรู้ จะเพียงพอไหม?

หนึ่งในทางออกที่เห็นคือ online grocery เหล่านี้พยายามให้ความรู้ (educate) กับลูกค้า ก็ชัดเจนว่าบริการเหล่านี้ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า แต่จะเพียงพอจนมาทดแทนความรู้สึกที่ได้สัมผัสและได้เลือกสินค้าได้หรือไม่? ลองดูตัวอย่าง

รายแรกคือ สตาร์ทอัพ Instacart ส่งวิดีโอสอนนักช้อปปิ้ง (คนที่จะไปเลือกซื้อสินค้าให้) ในวิดีโอจะมีการสอนว่าการเลือกซื้อผลไม้แต่ละชนิดให้ดูที่ไหน ดูอย่างไร เช่น ถ้าจะซื้อกล้วย ทั้งลูกต้องเหลืองอร่าม แต่ปลายขั้วต้องมีสีเขียว เข้าใจว่าการอบรมพนักงานของตัวเองทำหลังบ้านก็ได้ แต่การนำมาเผยแพร่ก็เพราะต้องการสร้างความตระหนักรู้ให้ลูกค้านั่นเอง

สรุป

ตลาดซื้อของสดออนไลน์หรือ online grocery เป็นตลาดที่ผู้ให้บริการต้องควบคุมปัจจัยหลายอย่าง แม้ว่าจะมีผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่เข้ามา แต่ตลาดนี้ไม่ง่ายจริงๆ เพราะการบริการสินค้าที่เป็นของมีอายุขัยสั้น และอายุขัยนั้นส่งผลต่อสินค้าโดยตรง เป็นต้นว่า เวลาเพียง 1 วัน ก็ส่งผลต่อผลและผลไม้โดยตรง

นอกจากนั้น ยังมีความรู้สึกเชิงจิตวิทยา (แต่ก็ต้องยอมรับว่า คือความจำเป็นในบางครั้ง) เช่น ความต้องการสัมผัสสินค้าโดยตรง ทำให้มีความมั่นใจได้มากกว่า หรือเลยไปจนกระทั่งการหยิบสินค้าข้างในแถวที่จัดไว้ เพราะผู้บริโภคทราบว่าสินค้าที่จัดไว้หน้าแถวคือสินค้าที่จะหมดอายุก่อน จึงหยิบชิ้นถัดไป สิ่งสำคัญคือผู้ให้บริการ online grocery เข้าใจผู้บริโภคในระดับใด แต่ถึงที่สุด การจะอบรมให้พนักงานเลือกหยิบสินค้าที่ไม่เป็นไปตามลำดับที่ร้านจัดไว้ก็คงจะสร้างความวุ่นวายและไม่พอใจของร้านค้าคู่ค้าอยู่ไม่น้อย

อ้างอิง – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/why-grocery-online-doesnt-work/

Aerosoles ค้าปลีกรองเท้าอเมริกา ยื่นขอล้มละลายแล้ว แต่อาจกลับมาใหม่ในรูปโฉมอีคอมเมิร์ซ

ค้าปลีกทยอยปิดตัวมาเรื่อยๆ ล่าสุด Aerosoles ร้านขายรองเท้าจากอเมริกา ยื่นขอล้มละลายแล้ว แถมเร่งรัดอยากทำให้เสร็จในปีนี้ มีข่าวว่าน่าจะหาแหล่งเงินกู้ใหม่เพื่อลุยขายรองเท้าอีกรอบในอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว

Photo: Flickr.com by Suiki Shen

ยื่นขอล้มละลาย เพื่อโกออนไลน์?

Aerosoles แบรนด์ค้าปลีกผู้ผลิตรองเท้าจากสหรัฐอเมริกา ยื่นขอล้มละลาย Chapter 11 โดยจะปิดสาขาทั้งหมด 78 สาขาในสหรัฐอเมริกาในปีนี้ และที่จริง Aerosoles ก็มีสาขานอกประเทศด้วย แต่เพียงว่าในปี 2016 นั้น Aerosoles ได้ไล่ปิดสาขานอกประเทศกว่า 30 สาขามาก่อนแล้ว

การยื่นขอล้มละลายครั้งนี้มีการประเมินว่า บริษัทมีหนี้ประมาณ 109 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท และนับตั้งแต่ปี 1987 ที่ Aerosoles ได้ก่อตั้งขึ้นโดย AeroGroup International ต้องบอกเลยว่าในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา

Mark Weinstein เจ้าหน้าที่ฝ่ายปรับโครงสร้างของบริษัท กล่าวต่อศาลว่า “อัตราการเดินห้างสรรพสินค้าของผู้บริโภคที่ลดลงส่งผลอย่างมากต่อธุรกิจค้าปลีก เพราะปัจจุบันนี้ ผู้บริโภคหันไปซื้อของบนออนไลน์กันหมดแล้ว”

ที่น่าสนใจคือ Aerosoles ต้องการเร่งรัดให้มีการตัดสินของศาลในกรณียื่นขอล้มละลาย Chapter 11 ภายใน 60 วัน เพื่อให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ เพราะ Aerosoles มีท่าทีว่าน่าจะรีไฟแนนซ์หรือหาแหล่งทุนใหม่เพื่อลุยขายสินค้าต่อไปในรูปแบบอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัวในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้เห็นการยื่นขอล้มละลายของ Payless ShoeSource เพื่อปรับองค์กร และถ้ามองดูแล้ว ในกรณีนี้ของ Aerosoles ก็คล้ายกันคือยื่นขอล้มละลายเพื่อปรับสร้างองค์กรเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่า Aerosoles มีความชัดเจนมากกว่า นั่นคือในแง่ที่น่าจะหาแหล่งเงินทุนใหม่และลุยขายสินค้าบนออนไลน์

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/aerosoles-retail-bankrupt/

SK Planet ถอนธุรกิจจากอินโดนีเซีย แต่ยืนยันไม่เลิกกิจการ 11Street ในไทย

11Street ผู้ให้บริการ e-Commerce ชื่อดังจากเกาหลี เป็นบริษัทในเครือ SK Planet (เอสเค แพลเน็ต) ซึ่งหลังจากที่ SK Planet มีข่าวถอนการทำธุรกิจออกจากอินโดนีเซีย ก็มีข่าวลือทันทีว่า มีแนวโน้มจะถอนการทำธุรกิจในมาเลเซีย และอาจรวมถึงไทยด้วย

ทำให้ผู้บริหาร 11Street ในไทยต้องออกมายืนยันว่า ผลประกอบการในไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี และยังลงทุนทำธุรกิจต่อแน่นอน

ถอนหุ้น เลิกธุรกิจออนไลน์เฉพาะในอินโดนีเซีย

SK Planet ได้ตัดสินใจเลิกทำธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยการขายหุ้น 50% ของเว็บ e-Commerce ที่ชื่อ Elevenia ให้กับ Salim Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของอินโดนีเซีย

สำหรับเว็บ Elevenia เริ่มให้บริการเมื่อปี 2014 โดยบริษัท PT XL Axiata ผู้ให้บริการโทรคมในอินโดนีเซีย โดยถือหุ้น 50/50 กับ SK Planet ซึ่งลงทุนไปกว่า 44.2 ล้านดอลลาร์

Elevenia เป็นผู้ให้บริการ e-Commerce รายแรกในอาเซียนที่มีบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง มียอดการสั่งซื้อมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มช้อปปิ้งออนไลน์ แต่อย่างที่รู้วา ธุรกิจ e-Marketplace ไม่ได้ทำกำไร เป็นเหตุให้ SK Planet ตัดสินใจถอนทัพในที่สุด

เลิกแค่อินโดฯ ยืนยันยังลงทุนทำธุรกิจในไทยต่อ

สำหรับ 11Street เปิดให้บริการในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมา และมีผลตอบรับที่ดี ฮง โชล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 11Street ประเทศไทย บอกว่า ขณะนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย เพื่อแสวงหาแนวทางกลยุทธ์ธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เฟสต่อไปในการพัฒนาให้บริษัทฯ เติบโตอย่างรวดเร็วและเข้มแข็งยิ่งขึ้น

จิน วู คิม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจต่างประเทศของ SK Planet บอกว่า การตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์และขายธุรกิจในอินโดนีเซียนั้น ไม่มีผลใดๆ ต่อความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว ประเทศไทยจะเป็นตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับสองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

“ยืนยันว่า SK Planet ยังเดินหน้าธุรกิจในต่างประเทศต่อเนื่องแน่นอน แต่จะเลือกลงสนามในพื้นที่ที่มีโอกาสชนะเท่านั้น และนอกจากมาเลเซียและตุรกีแล้ว อีกหนึ่งสนามแข่งขันที่มั่นใจก็คือประเทศไทย”

source: Pulsenews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/11street-go-on-business-in-thailand/