คลังเก็บป้ายกำกับ: เครือข่าย

TP-Link จัดโปรโมชันอุปกรณ์เครือข่ายสำหรับองค์กร ลดราคาสูงสุด 20% พร้อมลุ้นเที่ยวญี่ปุ่นฟรี

TP-Link จัดโปรโมชั่นสำหรับสินค้าประเภท Business Networking สามารถลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 20% ภายในวันที่ 8 พ.ค – 31 ส.ค.2560 พร้อมลุ้นรับสิทธิ์เที่ยวญี่ปุ่นฟรี โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขดังต่อไปนี้

ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดในการซื้อสินค้า TP-Link Business Networking 20%

TP-Link Business Networking เป็นโซลูชันระบบเครือข่ายสำหรับธุรกิจ โดยครอบคลุมด้วยกัน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

  • JetStream Switchesอุปกรณ์ L2/L3 Managed Switch, Smart Switch และ Unmanaged Switch
  • Auranet Business Wi-Fiระบบ Business Wi-Fi ที่สามารถบริหารจัดการผ่าน Controller และ Software ได้
  • Pharos Wireless Broadbandระบบ Point-to-Point และ Point-to-Multipoint Wi-Fi สำหรับติดตั้งภายนอกอาคารเพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายได้ด้วยระยะทาง 5 – 15 กิโลเมตร
  • SafeStream Routerอุปกรณ์ Router สำหรับองค์กรที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ VPN และ Load Balancing ภายในตัว

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้ที่ http://www.tp-link.co.th/ ทันที โดยจุดเด่นของ TP-Link Business Networking ที่น่าสนใจนั้นได้แก่

  • ฟรี Software Controller
  • ฟรี License ไม่มีค่าใช้จ่าย
  • ฟรี ที่ปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค

สำหรับกลุ่มลูกค้าประเภทองค์กรรัฐบาล/รัฐวิสาหกิจ, โรงพยาบาล, โรงแรม/รีสอร์ท/อพาร์ทเม้นท์, สถานศึกษา และห้างสรรพสินค้า สามารถทำการลงทะเบียนกับทาง TP-Link เพื่อรับส่วนลดของผลิตภัณฑ์ระบบเครือข่ายในระดับธุรกิจจาก TP-Link ได้ทันทีถึง 20% ที่ http://www.tp-link.co.th/SMB/

ลุ้นรับสิทธิ์เที่ยวญี่ปุ่นฟรี!

พิเศษสุด !! ฟรีโปรแกรมท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น สำหรับลูกค้าที่มียอดสั่งซื้อสินค้าสูงสุด 3 อันดับแรก และลุ้นรับของขวัญสุดพิเศษ อีกมากมาย

ลงทะเบียนได้ฟรีๆ ทันทีเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 20%

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมหรือลงทะเบียนได้ที่ http://www.tp-link.co.th/SMB/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ project.th@tp-link.com

ข้อกำหนดและเงื่อนไข

  • TP-Link มอบส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดพิเศษ มูลค่าของส่วนลดขึ้นอยู่กับการพิจารณาโดยทีมงาน บริษัท ทีพี-ลิงค์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • ระยะเวลา ตั้งแต่ 8 พ.ค.- 31 ส.ค. 2560 โดยส่วนลดนี้สามารถใช้ลดราคาในการซื้อสินค้า ของโครงการที่ลงทะเบียนมาเท่านั้น
  • ประเภทสินค้าที่เข้าร่วมโปรโมชั่นนี้จะเป็นประเภท Business Networking เช่น JetStream Switches, Auranet Businesss Wi-Fi, Pharos Wireless Broadband , SafeStream Router เท่านั้น
  • บริษัท ทีพี-ลิงค์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโปรโมชั่นโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

ติดตามข่าวสาร TP-Link ได้ที่ www.facebook.com/tplinkth  , เว็บไซต์ www.tp-link.com , Line: @tplink

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6647

Advertisements

ทำความเข้าใจพื้นฐานระบบ IP Addresses, Subnet Masks, และ Default Gateways

เมื่อเราเห็นเทคโนโลยีด้านเครือข่ายใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ หลายคนอาจจะมัวแต่ไล่ตามจน “ลืม” พื้นฐานการสื่อสารง่ายๆ เกี่ยวกับหลักการเชื่อมต่อและสื่อสารระหว่างอุปกรณ์บนเครือข่ายแบบ IPv4 ไป ครั้งนี้ทาง NetworkComputing.com จึงออกมาสรุปบทเรียนระดับสปช. ประถมอนุบาลของชาวเน็ตเวิร์กทั้งหลายให้เข้าใจตรงกันอีกครั้ง
เรื่องของ IP Address

เริ่มต้นจากที่อยู่ไอพีหรือ IP address ที่ทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาบนเครือข่าย IPv4 ต้องมีที่อยู่ไอพีของตนเองไม่ซ้ำกับคนอื่น เหมือนเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ไอพีแบบ IPv4 จะแบ่งเป็น 4 ส่วนที่เรียกว่า Octet แยกด้วยสัญลักษณ์จุด ตัวเลขในแต่ละอ๊อกเต็ดสามารถเป็นได้ตั้งแต่ 0 – 255 ตัวอย่างเช่น

192.168.40.39

ซึ่งจะไม่มีอุปกรณ์สองตัวใดๆ ที่ใช้เลขไอพีซ้ำกันให้งงได้ นอกจากคุณใช้ฟีเจอร์แบ่งเครือข่ายแล้วแปลเลขไอพีไปมาข้ามกันอย่าง NAT ดังนั้น แน่นอนว่าการที่อุปกรณ์หนึ่งจะสื่อสารไปยังอีกอุปกรณ์ ก็ต้องรู้ที่อยู่หรือเลขไอพีก่อน

แต่เนื่องจากเรามีการแบ่งเครือข่ายเล็กใหญ่สารพัดแบบ การสื่อสารภายในเครือข่ายเดียวกันและแบบข้ามเครือข่ายก็มีกลไกต่างกัน ดังนั้นก็ต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมที่ระบุมากกว่าที่อยู่ไอพีบนแต่ละอุปกรณ์ เพื่อให้ทั้งสองอุปกรณ์รู้ว่าเราสองนั้นอยู่บนเครือข่ายเดียวกันหรือคนละเครือข่าย นั่นคือข้อมูลที่เรียกว่า ตัวกรองบอกชื่อซับเน็ต หรือ Subnet Mask

เรื่องของ Subnet Mask

ตามชื่อเลย ข้อมูลซับเน็ตมาส์กนี้ใช้ในการแบ่งเครือข่ายหรือซับเน็ต ประโยชน์ของการแบ่งขอบเขตเครือข่ายเป็นเน็ตย่อยๆ หลักๆ เลยก็เพื่อการจัดการที่สะดวกและเป็นระเบียบมากขึ้น นั่นคือ ซับเน็ตมาส์กยังใช้บอกขนาดของซับเน็ตนั้นๆ ได้ด้วย

แล้วซับเน็ตมาส์กจะทำให้อุปกรณ์ทราบว่าทั้งตัวเราและปลายทาอยู่ซับเน็ตเดียวกันหรือไม่ได้อย่างไรนั้น ก็ต้องเอามาส์กหรือตัวกรองไปกรองเลขที่อยู่ไอพี ซึ่งตัวเลขที่กรองออกมาก็คือ ชื่อของซับเน็ต หรือชื่อของเครือข่าย ถ้าทั้งต้นทางปลายทางมีชื่อเครือข่ายเหมือนกัน ก็แสดงว่าทั้งต้นทางและปลายทางอยู่ในเครือข่ายเดียวกันนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น
ถ้าเลขไอพีต้นทางเป็น 192.168.40.15
เลขไอพีปลายทางคือ 192.168.40.39
แล้วซับเน็ตมาส์กของทั้งต้นทางปลายทางเหมือนกันคือ 255.255.255.0

ซึ่งชาวเน็ตเวิร์กมักจะเขียนสั้นๆ ว่า /24 เพราะทั้ง 24 บิตแรก (สามอ๊อกเต็ตแรก) มีค่าเป็น 1 ทั้งหมด (ถ้ายังสับสนอยู่ ลองไปฝึกแปลงเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบดูอีกครั้งนะครับ ว่า 11111111 ในฐาน 2 = 28 = 256 ในฐาน 10 แต่เลขเรานับตั้งแต่ 0 เป็นตัวแรก เลขฐานสิบสูงสุดในแต่ละอ๊อกเต็ตจึงเป็น 256 – 1 = 255 เป็นต้น)

นั่นหมายความ 24 บิตแรก (หรือสามอ๊อกเต็ตแรก) ของเลขไอพีที่มีซับเน็ตมาส์ก /24 กำกับอยู่ คือชื่อเครือข่ายนั่นเอง จากเลขไอพีและมาส์กข้างต้น ทั้งต้นทางและปลายทางจึงมีชื่อเครือข่ายเดียวกันคือ 192.168.40.0 หรือก็คือ ทั้งต้นทางและปลายทางอยู่บนเครือข่ายหรือซับเน็ตเดียวกัน

นอกจากนี้ มาส์ก /24 ยังบอกเราด้วยว่า ซับเน็ตนี้มีอุปกรณ์อยู่ในเครือข่ายได้ถึง 254 เครื่อง (หรือ 254 อินเทอร์เฟซที่เป็นระดับไอพี ที่มีศักดิ์และสิทธิ์เหมือนเป็นอุปกรณ์แต่ละชิ้นแยกต่างหากแม้อยู่บนอุปกรณ์เดียวกัน เช่น แต่ละอินเทอร์เฟซของสวิตช์เลเยอร์ 3 เอาจริงๆ เรานับเป็นแต่ละอินเทอร์เฟซมันจะอินและงงน้อยกว่าการดูเป็นอุปกรณ์นะครับ โดยเฉพาะเวลาเอามาใช้งานจริง) ที่ว่ามีได้ 254 ไอพี คือ มีได้ตั้งแต่ 192.168.40.1 – 192.168.40.254 เพราะ .0 คือชื่อเครือข่าย และ .255 คือที่อยู่พิเศษที่หมายถึงการส่งให้ทุกอินเทอร์เฟซในซับเน็ต /24 นั้น เอาไปใช้ตั้งเป็นที่อยู่ไอพีของอินเทอร์เฟซอื่นซ้ำไม่ได้นั่นเอง

เรื่องของ Broadcast 

พอพูดถึงที่อยู่พิเศษที่ใช้บอกว่าให้ส่งข้อมูลไปยังทุกอุปกรณ์ในซับเน็ต เราเรียกที่อยู่ไอพีอันสุดท้ายของซับเน็ตที่เป็นที่อยู่พิเศษนี้ว่า Broadcast address หรือชื่อก็บอกว่าบรอดคาสต์ หรือถ่ายทอดข้อมูลกระจายไปทั่วมั่วเละเทะ (ชาวเน็ตเวิร์กจะรู้ว่าเกลียดทราฟิกสแปมถ่วงแบนด์วิธความเจริญแบบนี้มาก ถึงขนาดต้องแบ่งซับเน็ตย่อยๆ เล็กๆ เพื่อจำกัดบริเวณการบรอดคาสต์) มีที่อยู่ปลายทางแบบบรอดคาสต์โดยดีฟอลต์แบบไม่ต้องสนใจชื่อเครือข่ายด้วย คือ 255.255.255.255

เมื่อพูดถึงการแบ่งเครือข่ายหรือซับเน็ตแล้ว สิ่งสุดท้ายที่ต้องพูดก็คือ การทำให้อุปกรณ์สื่อสารข้ามเครือข่ายหรือไปยังคนละซับเน็ตได้ สมมติว่าอินเทอร์เฟซ 192.168.40.5 /24 จะส่งข้อมูลไปยัง 192.168.41.4 /24 มองเผินๆ ก็รู้แล้วว่าอยู่คนละหมู่บ้าน คนละซับเน็ต อินเตอร์เฟซต้นทางก็ต้องรู้ว่า เอ๊ะ ฉันจะโยนข้อมูลนี้ไปให้ใครที่สามารถโยนข้อมูลข้ามไปยังซับเน็ตที่ต้องการได้ หรือเป็นอินเทอร์เฟซของอุปกรณ์ที่รู้แผนที่ รู้เส้นทาง (เส้นทาง ภาษาอังกฤษเรียก Route การหาเส้นทางเรียกแบบนามเจอรันด์บอกการกระทำก็เติม ing ไปเป็น Routing และแน่นอนว่าอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เราท์ติ้งได้ก็ต้องเรียกว่า Router)

เรื่องของ Default Gateway

ซึ่งเราเรียกอุปกรณ์ที่เป็นดังประตูออกไปสู่โลกภายนอก ไปสู่เครือข่ายอื่นนี้ว่า “ประตู” เรียกตามที่ชาวบ้านเข้าใจก็คือ เกตเวย์ (Gateway) และเกตเวย์โดยดีฟอลต์ก็คือ Default Gateway นั่นเอง

นั่นคือ อุปกรณ์หรืออินเทอร์เฟซไหนจะส่งข้อมูลข้ามไปยังโลกภายนอก เช่น อินเทอร์เน็ตได้ ก็ต้องมีข้อมูลว่า ที่อยู่ไอพีของเกตเวย์ตัวเองคืออะไร เช่น ถ้าเกตเวย์ของเครือข่าย 192.168.40.0 /24 คือ 192.168.40.1 (โดยมารยาท ชาวเน็ตเวิร์กมักจะตั้งไอพีแรกถัดจากชื่อเครือข่าย ยกให้เป็นที่อยู่เกตเวย์ แต่บางคนก็คิดว่าเพื่อความปลอดภัย ก็ควรสุ่มเลขอื่นไปตั้งแทน ก็ตามแต่ละท่านสะดวก) การที่ 192.168.40.5 /24 จะส่งหา 192.168.41.4 /24 ก็ต้องโยนข้อมูลไปให้เกตเวย์ที่ 192.168.40.1 ก่อนนั่นเอง

ที่มา :  http://www.networkcomputing.com/network-security/ip-addresses-subnet-masks-and-default-gateways/1835691346

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6589

5 เครื่องมือแก้ปัญหาด้านเครือข่าย ที่เจ้าหน้าที่ไอทีควรมีติดตัวไว้ !!

คนเป็นแอดมินเน็ตเวิร์ก ต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ปัญหาจิปาถะที่เกิดขึ้นได้ทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรทั้งหมด เช่น เวลาหนึ่งอาจต้องแก้ปัญหาการยืนยันตนของผู้ใช้เพื่อเข้าใช้งานเครือข่ายไร้สาย ขณะที่นาทีต่อมาต้องมาแก้ปัญหาการกระโดดไปมาของฮ็อปเพื่อนบ้านบน BGP

แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายทั้งหลายต่างยึดมั่นกับทูลพื้นฐานรากหญ้ามานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็น Ping, Traceroute, หรือ DNS Lookup ปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาทูลไฮเทคมากขึ้น มาช่วยแก้ปัญหาให้ราบรื่นดีกว่าเดิม ทาง NetworkComputing.com ได้สรุปทูล 5 ประเภทชั้นสูงที่จะทำให้ชีวิตของเหล่าแอดมินสดใส ง่ายดาย มีเวลาไปเล่นฟิตเนสดำน้ำดูปะการังเรียนบัลเลต์เข้าคอร์สทำอาหารยามว่างได้มากขึ้น ดังนี้

1. Protocol Analyzer
เวลาที่ต้องสืบสวนหาสาเหตุเกี่ยวกับโฟลว์การไหลของข้อมูลลงลึกไปถึงระดับแพ็กเก็ตนั้น Protocol Analyzer ถือเป็นพระเอกขี่ม้าขาเลยทีเดียว โดยจะเป็นตัวดักตรวจและบันทึกพฤติกรรมแพ็กเก็ต ให้คุณรู้ว่าแพ็กเก็ตดังกล่าวรับส่งระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์แบบไหนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าพีซีเครื่องหนึ่งมีการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ช้ามาก คุณก็ใช้ Protocol Analyzer ตรวจดูปัญหาการสื่อสาร ความหน่วงที่เกิดขึ้น หรือปัญหาอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงได้ เป็นต้น ทูลฟรีที่ทุกคนนิยมใช้กันเป็นยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ Wireshark ที่เอามาติดตั้งบนแล็ปท็อป แล้วเอาไปเชื่อมต่อกับสวิตช์บนเครือข่ายที่เปิดฟีเจอร์ Port Mirroring สะท้อนข้อมูลที่รับส่งก๊อปปี้มาเข้าแล็ปท็อปเพื่อรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ได้ หรือจะลงทุนซื้อ Protocol Analyzer ที่ดักเก็บข้อมูลได้ทั่วทั้งองค์กรก็จะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นไปอีก

2. SNMP Monitoring Tools
โปรโตคอล SNMP เอาไว้ตรวจสอบสถานะอุปกรณ์บนเครือข่าย รวมทั้งอินเทอร์เฟซต่างๆ เช่น แจ้งเตือนถ้าพอร์ตหรืออุปกรณ์ไหนดาวน์ แอดมินจะได้วิ่งตรงไปยังต้นเหตุ ไม่ใช้วิ่งพล่านมั่วๆ ยืนจับสายแลนน้ำลายไหลยืดโดยไม่รู้ชะตากรรม นอกจากนี้ยังใช้ทำมาตรฐานประสิทธิภาพทราฟิกบนเครือข่ายไว้เทียบเคียงเวลาเกิดปัญหาได้ด้วย มีทูลจากหลายเจ้าที่ได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็น SolarWinds Network Performance Monitor, HPE Network Node Manager i (NNMi) , หรือ CA Spectrum

3. NetFlow Analytics
เป็นโปรโตคอลที่ซิสโก้เป็นผู้คิดค้น เพื่อจัดเก็บข้อมูลทราฟิกระดับไอพี เพื่อมาทำเป็นภาพการไหลของทราฟิกแบบ End-to-End ซึ่งมีอยู่บนเราเตอร์ระดับองค์กร และสวิตช์ระดับมัลติเลเยอร์เกือบทุกเครื่อง โดยตั้งค่าเพื่อส่งข้อมูล NetFlow มาให้ตัวรวบรวมและวิเคราะห์ได้อย่าง Pixer Scrutinizer หรือ SevOne NetFlow ด้วยทูลนี้ ทำให้คุณรู้ตัวการกินแรงชาวบ้านบนเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นแอพ, โฮสต์, หรือการเปลี่ยนแปลงบนเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว

4. Centralized Log Management
แน่นอนว่าการรวม log มาอยู่ที่เดียวกันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การแจ้งเตือนเมื่อมี log สำคัญ ทูลที่แนะนำก็ได้แก่ Splunk และ Greylog

5. WiFi Analyzers
เมื่อองค์กรยุคใหม่ใช้เครือข่ายไร้สายมากขึ้น ก็ควรมีทูลตรวจจับประสิทธิภาพและความทั่วถึงของสัญญาณ เพื่อแก้ปัญหาจุดอับให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็น Netscount AirMagnet หรือ Ekahau Spectrum Analyzer เป็นต้น

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/networking/5-advanced-network-troubleshooting-tools/678163981

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6068

5 เครื่องมือแก้ปัญหาด้านเครือข่าย ที่เจ้าหน้าที่ไอทีควรมีติดตัวไว้ !!

คนเป็นแอดมินเน็ตเวิร์ก ต้องเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ปัญหาจิปาถะที่เกิดขึ้นได้ทั่วทั้งโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรทั้งหมด เช่น เวลาหนึ่งอาจต้องแก้ปัญหาการยืนยันตนของผู้ใช้เพื่อเข้าใช้งานเครือข่ายไร้สาย ขณะที่นาทีต่อมาต้องมาแก้ปัญหาการกระโดดไปมาของฮ็อปเพื่อนบ้านบน BGP

แม้ผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายทั้งหลายต่างยึดมั่นกับทูลพื้นฐานรากหญ้ามานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็น Ping, Traceroute, หรือ DNS Lookup ปัจจุบันก็ต้องยอมรับว่ามีการพัฒนาทูลไฮเทคมากขึ้น มาช่วยแก้ปัญหาให้ราบรื่นดีกว่าเดิม ทาง NetworkComputing.com ได้สรุปทูล 5 ประเภทชั้นสูงที่จะทำให้ชีวิตของเหล่าแอดมินสดใส ง่ายดาย มีเวลาไปเล่นฟิตเนสดำน้ำดูปะการังเรียนบัลเลต์เข้าคอร์สทำอาหารยามว่างได้มากขึ้น ดังนี้

1. Protocol Analyzer
เวลาที่ต้องสืบสวนหาสาเหตุเกี่ยวกับโฟลว์การไหลของข้อมูลลงลึกไปถึงระดับแพ็กเก็ตนั้น Protocol Analyzer ถือเป็นพระเอกขี่ม้าขาเลยทีเดียว โดยจะเป็นตัวดักตรวจและบันทึกพฤติกรรมแพ็กเก็ต ให้คุณรู้ว่าแพ็กเก็ตดังกล่าวรับส่งระหว่างไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์แบบไหนอย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าพีซีเครื่องหนึ่งมีการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ช้ามาก คุณก็ใช้ Protocol Analyzer ตรวจดูปัญหาการสื่อสาร ความหน่วงที่เกิดขึ้น หรือปัญหาอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงได้ เป็นต้น ทูลฟรีที่ทุกคนนิยมใช้กันเป็นยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ Wireshark ที่เอามาติดตั้งบนแล็ปท็อป แล้วเอาไปเชื่อมต่อกับสวิตช์บนเครือข่ายที่เปิดฟีเจอร์ Port Mirroring สะท้อนข้อมูลที่รับส่งก๊อปปี้มาเข้าแล็ปท็อปเพื่อรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ได้ หรือจะลงทุนซื้อ Protocol Analyzer ที่ดักเก็บข้อมูลได้ทั่วทั้งองค์กรก็จะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นไปอีก

2. SNMP Monitoring Tools
โปรโตคอล SNMP เอาไว้ตรวจสอบสถานะอุปกรณ์บนเครือข่าย รวมทั้งอินเทอร์เฟซต่างๆ เช่น แจ้งเตือนถ้าพอร์ตหรืออุปกรณ์ไหนดาวน์ แอดมินจะได้วิ่งตรงไปยังต้นเหตุ ไม่ใช้วิ่งพล่านมั่วๆ ยืนจับสายแลนน้ำลายไหลยืดโดยไม่รู้ชะตากรรม นอกจากนี้ยังใช้ทำมาตรฐานประสิทธิภาพทราฟิกบนเครือข่ายไว้เทียบเคียงเวลาเกิดปัญหาได้ด้วย มีทูลจากหลายเจ้าที่ได้รับความนิยมไม่ว่าจะเป็น SolarWinds Network Performance Monitor, HPE Network Node Manager i (NNMi) , หรือ CA Spectrum

3. NetFlow Analytics
เป็นโปรโตคอลที่ซิสโก้เป็นผู้คิดค้น เพื่อจัดเก็บข้อมูลทราฟิกระดับไอพี เพื่อมาทำเป็นภาพการไหลของทราฟิกแบบ End-to-End ซึ่งมีอยู่บนเราเตอร์ระดับองค์กร และสวิตช์ระดับมัลติเลเยอร์เกือบทุกเครื่อง โดยตั้งค่าเพื่อส่งข้อมูล NetFlow มาให้ตัวรวบรวมและวิเคราะห์ได้อย่าง Pixer Scrutinizer หรือ SevOne NetFlow ด้วยทูลนี้ ทำให้คุณรู้ตัวการกินแรงชาวบ้านบนเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นแอพ, โฮสต์, หรือการเปลี่ยนแปลงบนเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว

4. Centralized Log Management
แน่นอนว่าการรวม log มาอยู่ที่เดียวกันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์หาสาเหตุอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การแจ้งเตือนเมื่อมี log สำคัญ ทูลที่แนะนำก็ได้แก่ Splunk และ Greylog

5. WiFi Analyzers
เมื่อองค์กรยุคใหม่ใช้เครือข่ายไร้สายมากขึ้น ก็ควรมีทูลตรวจจับประสิทธิภาพและความทั่วถึงของสัญญาณ เพื่อแก้ปัญหาจุดอับให้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็น Netscount AirMagnet หรือ Ekahau Spectrum Analyzer เป็นต้น

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/networking/5-advanced-network-troubleshooting-tools/678163981

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6064

Wi-Fi Alliance แนะนำเทคนิคไร้สายแบบใหม่ สำหรับงานด้านระบุตำแหน่งอุปกรณ์ !

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการมาตรฐาน Wi-Fi หรือ Wi-Fi Alliance ได้ออกมาตรฐานเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งของอุปกรณ์ที่อยู่ภายในอาคารได้แม่นยำค่อนข้างสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแอพฯ ที่ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งที่ตั้งได้หลากหลายมากขึ้นในอนาคต

โดยมาตรฐานที่ชื่อว่า Wi-Fi Certified Location ที่ทำงานด้วยโปรโตคอล Fine Timing Measurement ในมาตรฐาน 802.11-2016 จะคำนวณหาระยะห่างระหว่างอุปกรณ์ Wi-Fi 2 ตัวด้วยการจับเวลาที่ใช้ส่งสัญญาณ Wi-Fi ระหว่างแอคเซสพอยต์ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง ทั้งขาไปและขากลับ

ก่อนหน้านี้การระบุตำแหน่งด้วย Wi-Fi โดยเฉพาะภายในอาคาร จะใช้การวัดความแรงของสัญญาณ ซึ่งแน่นอนว่ามีปัญหาเรื่องความแม่นยำโดยเฉพาะในตำแหน่งจุดอับสัญญาณทั้งหลาย ซึ่งถ้าจะให้แม่นยำแล้ว เจ้าของสถานที่ต้องจ้างทำสำรวจแบบ RSSI Fingerprint ซึ่งแพงมากๆ

WiFi location

ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ ไม่จำเป็นต้องสร้างหรือลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใดๆ เพิ่มเติม ทำให้ได้การประยุกต์ใช้งานที่สะดวกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการระบุตำแหน่งที่ตั้งในสนามบินหรือสถานีรถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่การตรวจติดตามทรัพย์สินที่มีค่ามาก โดยเฉพาะการที่แอดมินด้านไอทีจะสามารถตรวจหาตำแหน่งของอุปกรณ์หรือแล็ปท็อปที่มีปัญหาการเชื่อมต่อได้ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบุหาตำแหน่งของผู้คนในอาคารกรณีต้องให้ความช่วยเหลือหรือบริการฉุกเฉิน

ที่มา : https://www.networkcomputing.com/wireless-infrastructure/wi-fi-location-promises-precision/161511044

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5713

ตามไปดู 4 ความสามารถของระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์ก AIS NB-IoT

AIS เริ่มพัฒนาเขี้ยวเล็บเพิ่มเติม ด้วยการเปิดตัวเครือข่าย Narrow Band Internet of Thing หรือ “NB-IoT” เพื่อเสริมขีดความสามารถระบบเน็ตเวิร์กของตนอย่างแข็งแกร่ง หลังจากช่วงที่ผ่านมาอาจกล่าวได้ว่า AIS สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ของประชากรไปกว่า 98% แล้ว

ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งนี้ทำให้ AIS มั่นใจมากขึ้นหลายเท่า ซึ่ง ฮุย เวง ชอง ซึ่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ไดกล่าวชัดว่า “วันนี้เครือข่าย AIS 4G ก้าวสู่เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมแล้วถึงกว่า 98% ของพื้นที่ประชากร และไม่หยุดยั้งในการนำนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาเสริมขีดความสามารถเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง และปีนี้ คาดว่าการเติบด้านอินเทอร์เน็ตจะขยายตัวมากกว่า 300% โดยตลาดที่เติบโตมากที่สุดคือ Fix Broadband และกลุ่มการใช้งานของอุปกรณ์ IoT ที่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ Wearable, Machine2Machine อันถือว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในการยกระดับการบริหารจัดการเศรษฐกิจดิจิทัล ของประเทศไทยไปอีกขั้น

ซึ่งการเติบโตลักษณะนี้ทำให้ AIS เปิดตัว เครือข่าย Narrow Band – Internet of Things ที่พร้อมรองรับการใช้งานกับอุปกรณ์และบริการแบบ IoT ได้แล้วอย่างเต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐานระดับสากล แบบพร้อมให้บริการได้ทันที หรือ LIVE Network

ฮุย เวง ชอง
ฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส

สำหรับจุดเด่นเครือข่าย Narrow Band IoT ของเอไอเอส อาทิ

1. สนับสนุนการใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำ จึงช่วยทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ IoT อยู่ได้นานถึง 10 ปี
2. สามารถรองรับปริมาณอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุดในระดับแสนตัวต่อสถานีฐาน
3. รัศมีครอบคลุมของเครือข่ายต่อสถานีฐาน กระจายได้มากกว่า 10 ก.ม. รวมถึงในตัวอาคารก็ยังรับสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. สามารถพัฒนาเครือข่ายให้เปิดบริการ IoT ได้อย่างรวดเร็ว เพราะออกแบบอุปกรณ์ให้ใช้ร่วมกับ โครงข่าย 4G ในปัจจุบันได้

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5354

eBlocker อุปกรณ์รักษาความเป็นส่วนตัวให้บ้านคุณ

eBlocker อุปกรณ์รักษาความเป็นส่วนตัวให้บ้านคุณ เพียงนำมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้าน ก็จะช่วยป้องกันการตรวจจับความเคลื่อนไหวต่างๆ, ปิดกั้นโฆษณา, รวมทั้งซ่อนเลขไอพีของอุปกรณ์ทั้งหมดบนเครือข่ายให้ นอกจากนี้ยังใช้คัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมไม่ให้ลูกหลานของคุณเข้าถึงได้ทั้งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ หรือเว็บบราวเซอร์ด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.eblocker.com/en/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=4988