คลังเก็บป้ายกำกับ: เซ็นทรัล

เมื่อมหกรรม 11.11 ไม่ได้อยู่แค่ออนไลน์ แต่รีเทลออฟไลน์ก็ขอแจมด้วย

จับตามหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 ในปีนี้ไม่ได้มีแค่อีคอมเมิร์ซ แต่ขยายผลไปถึงออฟไลน์ ห้างค้าปลีกรายใหญ่ก็ขอลงมาแจมกับเขาด้วย อัดโปรกระตุ้นการช้อปปิ้งช่วงปลายปี

ออฟไลน์ขอร่วมขบวนวันคนโสดด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี หรือมหกรรม 11.11 ได้ถูกขึ้นทำเนียบเป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติไปแล้ว โดยจุดเริ่มต้นเป็นวันคนโสดในประเทศจีน แล้ว Alibaba ได้นำกิมมิคของวันนี้มาเป็นมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งมีการอัดโปรโมชั่นลดราคา สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายได้เช่นกัน

หลังจากนั้นผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายอื่นๆ ก็ได้เลือกวัน 11.11 เป็นมหกรรมช้อปปิ้งประจำปีเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, JD.com

ในประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากมหกรรม 11.11 ไม่น้อย ผู้เล่นอีคอมเมิร์ซก็ต่างกันเลือกวันนี้เป็นวันช้อปปิ้งประจำปี มีการลดราคาอย่างหนัก นอกจากผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ๆ ก็เริ่มมีช้อปปิ้งออนไลน์อื่นๆ ที่ขอจับกระแสตรงนี้ด้วยเช่นกัน

แต่ในปีนี้มีความความน่าสนใจอยู่ตรงที่ค้าปลีกออฟไลน์ก็ขอแจมกับมหกรรม 11.11 นี้ด้วยอย่าง “เดอะมอลล์” และ “เซ็นทรัล” รวมถึง “เซน” ด้วย เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การกระตุ้นการช้อปปิ้งช่วงโค้งสุดท้ายของปี

เดอะมอลล์อัดโปรตลอดเดือนพฤศจิกายน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท จัดงาน Bangkok Shopping Festival 2018 เป็นการอัดโปรโมชั่นตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อกรุตุ้นการซือ้ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ โดยจัดรวมกันทั้ง เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา  

งานนี้ได้แบ่งเป็น 4 แคมเปญ ความน่าสนใจอยู่ที่การเล่มกิมมิกกับทั้งมหกรรม 11.11 และ Black Friday ที่เป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา

ซึ่งแคมเปญ 11/11 จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าที่ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา วันที่ 11 พฤศจิกายน วันเดียวเท่านั้น

ส่วนแคมเปญ Black Weekend จะเริ่มด้วย Black Friday ที่ เอ็มโพเรียม ในวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 Black Saturday ในวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ที่ พารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (ปิดบริการเที่ยงคืน) และตบท้ายด้วย Black Sunday ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ที่เดอะมอลล์ทุกสาขา ( ยกเว้นสาขารามคำแหง)

ววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ Chief Marketing Officer บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า

“หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2017 ปีนี้เรามีจำนวนแคมเปญโปรโมชั่นเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นช่วงที่อัดโปรโมชั่นมากที่สุดในรอบปี นอกจากนี้ยังมีสัญญาณดีในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการดึงนักท่องเที่ยว และเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่องการเลือกตั้ง ส่งผลให้กำลังซื้อเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น จึงคาดว่าในช่วงของการจัดแคมเปญ Bangkok Shopping Festival 2018 จะมีนักช้อปทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาช้อปอย่างคึกคัก โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 3,600 ล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

เซ็นทรัล-เซน จัดโปรเอาใจคนโสด

ขณะเดียวกันค้าปลีกยักษ์ใหญ่อีกรายอย่างเซ็นทรัล ร่วมกับเซน ได้จัดแคมเปญ  ZEN | Central Singles Day เป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าสูงสุด 50% รับคะแนนเดอะวันเพิ่มขึ้น โดยจัดตั้งแต่วันที่ 9 – 11 พฤศจิกายน 25 61 ที่เซ็นทรัลทุกสาขา และเซน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญของ www.central.co.th เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเซ็นทรัลเช่นเดียวกัน เท่ากับว่าในปีนี้เซ็นทรัลมีหลายแพลตฟอร์มในการจัดโปรโมชั่น 11.11 รวมไปถึง JDCentral ด้วย

แต่นอกจากจะได้เห็นค้าปลีกรายใหญ่เล่นกับกระแสของมหกรรม 11.11 แล้ว ยังได้เห็นรายอื่นๆ อย่าง Watsons ก็จัดแคมเปญร่วมกับเขาด้วย แต่เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่กำลังโปรโมตออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย จัดตั้งแต่วันที่ 5 – 8 พฤศจิกายน 2561

ทางด้าน “เทสโก้ โลตัส” ก็ขอแจมบ้างเล็กน้อย เป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้ากับแคมเปญ #11วัน11ดีล โดยลดราคาสินค้าตั้งแต่วันที่ 1-11 พฤศจิกายน 2561 เป็นสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น

สรุป

อีกหนึ่งเหตุผลที่ในปีนี้ห้างค้าปลีกต้องกระตุ้นการช้อปปิ้งตั้งแต่ช่วงเดือนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ปีนี้ทางรัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายช้อปช่วยชาติ ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบต่อห้างค้าปลีกได้ อาจจะทำให้เกิดการช้อปปิ้งลดลง จึงต้องอัดแคมเปญขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/11-11-shop-online-to-offline/

Advertisements

ถึงเวลาเลิกพกเงินสดไป “ห้างเซ็นทรัล” เพราะต่อไปจะจ่ายผ่าน QR Code ได้ทุกร้านค้า

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN จับมือ 6 ธนาคาร เดินหน้าติดตั้ง QR Code Payment ในร้านค้าของเครือเซ็นทรัลกว่า 32 สาขา กระตุ้นสังคมไทยไปสู่สังคมไร้เงินสดเต็มตัว

Photo: Shutterstock

เลิกพกเงินสดไปห้าง! เซ็นทรัลจับมือ 6 ธนาคารดัน QR Code ใช้จริง

ถือเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ที่ต้องจับตามอง เมื่อค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของไทย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอ็น ผู้นำด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของไทยร่วมมือกับ 6 ธนาคารได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารออมสิน ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อติดตั้ง QR Code Payment ในร้านค้าของเครือเซ็นทรัล ทั้งในเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซ่า และเซ็นทรัลเฟสติวัล

ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฏิบัติการ บอกว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการยกระดับประสบการณ์ของวงการค้าปลีก ขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่สังคมไร้เงินสด”

ตัวเลขที่น่าสนใจ ปกรณ์ ให้ข้อมูลว่า วงการค้าปลีกไทยตอนนี้ใช้เงินสดกันมากถึง 75% ส่วนอีก 25% โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต-เดบิตและ QR Code ที่เพิ่งเริ่มมาเมื่อปลายปี 2017

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศทั่วโลก ล้วนเป็นภาพที่ปกรณ์ต้องการจะให้ประเทศไทยไปให้ถึง อย่างเช่นในประเทศสวีเดนมีการใช้เงินสดในช่วง 5 ปีที่ผ่าน ลดลง 50% และในปี 2020 อัตราการใช้เงินสดจะลดลงเหลือ 0.5% เท่านั้น ส่วนในวงการค้าปลีกจีนมีการใช้จ่ายผ่าน QR Code ในอัตราที่สูงมาก เช่น 68% ในร้านสะดวกซื้อชำระเงินผ่าน QR Code ส่วนในร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป คิดเป็น 63% และอีก 62% ในห้างสรรพสินค้า

  • สำหรับประเทศไทย พูดง่ายๆ คือ รอบนี้เซ็นทรัลผลักดันเต็มที่เพื่อให้คนไทยไม่ต้องพกเงินสดไปซื้อของในทุกห้างของเครือเซ็นทรัล โดยเฉพาะร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่

ไตรมาสแรกปีนี้ เริ่มต้นที่รายเล็ก-รายย่อยในเครือเซ็นทรัลก่อน 4,000 ร้านค้า

แผนการกระจาย QR Code Payment ในห้างของเครือเซ็นทรัล ทั้งในเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลพลาซ่า และเซ็นทรัลเฟสติวัลกว่า 32 สาขาทั่วประเทศ โดยความร่วมมือกับ 6 ธนาคารในไตรมาสที่ 1 ของปี 2018 จะขยายติดตั้งการใช้ QR Code Payment ไปใน 4,000 ร้านค้ารายเล็ก-รายย่อย

เฟสแรสจะแบ่งเป็น

  • ร้านค้าแบรนด์แฟชั่น 822 แบรนด์
  • ร้านค้าไอทีและอิเล็กทรอนิกส์ 805 แบรนด์
  • ร้านค้าแบบ Kiosk และผู้เช่ารายย่อยกว่า 1,500 ร้านค้า ได้แก่ Giordano, Guy Laroche, Swatch, Havaianas, Kyo Roll En, Simply W, Mezzo Coffee, Sfree, DOITUNG, Poli-Chem Car
    Wash, The Rink Ice Area และ Pororo Aquapark Bangkok

ส่วนแบรนด์ร้านค้ารายใหญ่ เซ็นทรัลจะไม่ผลักดันมากในเฟสแรก เพราะเชื่อว่ามีศักยภาพในการปรับตัวอยู่แล้ว แต่จะช่วยส่งเสริมผ่านโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ในเฟสต่อไปของปีนี้

Photo: Shutterstock

ประเด็นคือ หลังจากนี้ธนาคารจะแข่งกันในภาคค้าปลีกเดือดขึ้น

ประโยชน์อย่างแรกที่จะได้รับคือ ผู้บริโภค จะสะดวกมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย เพราะจ่ายเงินด้วย QR Code สะดวกสบาย ไม่ต้องพกเงินไปห้างเซ็นทรัล ร้านค้าผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะร้านเล็ก-รายย่อย) จะลดต้นทุนในการจัดเก็บเงินสด ไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทอนหรือเงินปลอม เพราะจ่ายผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด และสองปัจจัยนี้จะส่งผลต่อ วงการค้าปลีก โดยรวมที่จะเติบโตขึ้นอีกจากความสะดวกสบายและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะได้จากการจ่ายเงินผ่าน QR Code

ส่วนวงการที่จะแข่งกันหนักขึ้นคือ วงการการเงินและการธนาคาร เพราะจริงอยู่ที่ประเทศไทยใช้ QR Payment มาตรฐานเดียว คือสามารถชำระเงินผ่าน QR Code ได้ทุกธนาคาร แต่ในด้านการแข่งขันจะไปตกอยู่ที่ “โปรโมชั่น” ของแต่ละธนาคาร ว่าจะส่งโปรอะไรออกมาเอาใจผู้บริโภค และแม้กระทั่งตัวร้านค้าก็ต้องเลือกว่าจะอยู่กับค่ายไหน สีไหน จะได้รับสิทธิพิเศษมากที่สุด เพราะฉะนั้น ธนาคารแต่ละรายจะต้องแข่งกันทำโปรโมชั่นออกมาอย่างแน่นอน

สรุปเป้าหมายและก้าวต่อไปของ เซ็นทรัลไร้เงินสด

การเปิดตัวอย่างเป็นทางการของค้าปลีกรายใหญ่กับ 6 ธนาคารในการผลักดันให้ติดตั้ง QR Code Payment จะเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการค้าปลีกไทยที่ต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะหากไปห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัล ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพกเงินสดออกจากบ้าน ทุกอย่างทำบนมือถือได้ทั้งหมด

เป้าหมายที่ CPN หรือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) วางไว้คือ

  • เพิ่มยอด traffic คนเดินห้าง จากแต่เดิมตกวันละ 1 ล้านคนในทุกสาขา หลังจากมี QR Code และโปรโมชั่นที่แต่ละธนาคารส่งมาแข่งขันกัน ห้างในเครือเซ็นทรัลจะเพิ่ม traffic ได้อีกถึง 10% ต่อวัน หรือคิดเป็นวันละ 1.1 ล้านคน
  • ยอดผู้ใช้ Mobile Banking จากเดิม 26 ล้านคนทั่วประเทศ จะเพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านคนได้ในปี 2018
  • วงการค้าปลีกจะเติบโตขึ้นอีก 10 – 20%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cpn-central-6-banks-qr-code/

สรุป 10 ปรากฎการณ์ “ค้าปลีก” ปี 2017 ในไทย เมืองนอกทยอยปิด แต่ที่นี่ทยอยเปิด

อุตสาหกรรมค้าปลีกในไทยมีความคึกคักอย่างต่อเนื่องทั้งปี และมีการแข่งขันกันดุเดือดมาอีกตลาดหนึ่ง โดยที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการปรับตัวมากขึ้นเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ ต้องมีโมเดลใหม่ มีกิมมิกดึงลูกค้า

หลายคนมองเห็นกรณีศึกษามากมายในต่างประเทศที่ห้างค้าปลีกได้ทยอยปิดตัวลงกันอย่างต่อเนื่อง เพราะโดนพิษจากช้อปออนไลน์ แต่ตรงข้ามกับในประเทศไทยที่ค้าปลีกยังเติบโตต่อเนื่อง มีการขยายสาขาต่อเนื่อง แต่มีโมเดลที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับโลเคชั่น ในขณะเดียวกันกับอีคอมเมิร์ซก็เติบโต แต่ยังไม่ได้กระทบมาก เพราะยังเป็นฐานเล็ก

ภาพจาก Pixabay

ในปีที่ผ่านมาได้เห็นปรากฎการณ์ของวงการค้าปลีกมากมายทั้งเรื่องราวเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องราวใหญ่ๆ ได้ทำการรีแคปให้เห็นการเคลื่อนไหวของตลาดโดยได้สรุปมา 10 ข้อได้ศึกษากัน

  1. ร้านสะดวกซื้อเข้าถึงไลฟ์สไตล์

ร้านสะดวกซื้อเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีสีสันเพราะใกล้ตัวผู้บริโภคมากที่สุด โดยที่ปัจจุบันมีผู้เล่นหลายรายทั้งเซเว่นฯ, แฟมิลี่มาร์ท, Lawson 108 และมีร้านฟอร์แมทเล็กของไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco Lotus Express และ Mini Big C ลงมาเล่นในตลาดด้วย ส่วนใหญ่ได้วางจุดยืนในเรื่องอาหารอิ่มสะดวก และมีโลเคชั่นที่เข้าถึงผู้บริโภค

แต่ช่วงปีที่ผ่านมาได้สร้างเสียงว้าวมากมายโดยที่ร้านสะดวกซื้อได้เพิ่มบริการที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นทั้งอาหารตามสั่ง กาแฟสด และมีการรีโนเวทร้านเพื่อให้ทันสมัยใช้โมเดลใหม่ๆ มี Co-working Space มีผลไม้สด ส่งพัสดุ เป็นการเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านมากขึ้น

  1. ซุปเปอร์มาร์เก็ตโตก็ต้องแตก (โมเดล)

เทรนด์เรื่องสินค้าพรีเมี่ยมยังไปได้สวย พบว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้สินค้า และประสบการณ์ที่ดี ทำให้ค้าปลีกกลุ่มซุปเปอร์มาร์เก็ตมีการเติบโตมากที่สุดในบรรดาค้าปลีกทั้งหมด ในไทยก็มีแบรนด์หลักๆ Tops จากค่ายเซ็นทรัล และ Gourmet Market จากค่ายเดอะมอลล์

สิ่งที่ได้เห็นในปีนี้คือนอกจากจะมีสินค้า และบริการระดับพรีเมี่ยมแล้ว ยังมีการแตกโมเดลใหม่ๆ ไปยังพื้นที่ใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยที่ท็อปส์ได้แตกโมเดล Tops Plaza เป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมๆ ประเดิมสาขาแรกในจังหวัดพิจิตร บนพื้นที่ 60,000 ตารางเมตร มีร้านค้า และศูนย์ความบันเทิง ให้ช้อปปิ้งมากกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต

ส่วน Gourmet Market ได้แตกสาขานอกห้างมากขึ้น เพราะข้อจำกัดที่เดอะมอลล์มีการขยายสาขาน้อย ทำให้ Gourmet Market ขยายไปสู่รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลาดพร้าว และเดอะคริสตัล เป็นโมเดลในการขยายสาขาธุรกิจอื่นๆ ในเครือเดอะมอลล์เช่นกัน

  1. ห้างไซส์ใหญ่เริ่มขยับไปไซส์เล็ก เจาะชุมชน/เมืองรอง

ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ๆ จะอยู่ในกลุ่มของไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco Lotus และ Big C รวมถึง ห้างค้าส่งอย่าง Makro ด้วย เมื่อมีการขยายสาขาแบบเต็มขีดจำกัดทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่แล้ว ก็เริ่มเบนเข็มออกสู่โลเคชั่นอื่นๆ ที่มีศักยภาพ

ได้เห็นผู้เล่นค้าปลีกเริ่มเจาะพื้นที่จังหวัดเล็กๆ หรือลงพื้นที่ระดับอำเภอมากขึ้น เป็นสาขาขนาดเล็กลง แต่คล่องตัวขึ้น อย่างโรบินสันก็เริ่มเจาะเมืองรองเช่น แม่สอด ร้อยเอ็ด สกลนคร ส่วน Makro มีการขยายโมเดล Food Service มากขึ้นเพื่อเจาะตลาด HoReCa มีการขยายสาขาอย่างหนักในกรุงเทพ เน้นเจาะพื้นที่ชุมชนที่มีร้านอาหารเยอะ

  1. Community Mall ไม่ตาย แต่ไม่เพิ่ม

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่กลุ่ม Community Mall รุ่งเรืองมาก มีการเปิดกันสนั่นหลายต่อหลายแบรนด์ เพราะด้วยโลเคชั่นที่เข้าถึงชุมชน และความสะดวกสบาย เน้นเรื่องร้านอาหาร และมีธนาคารหลักๆ ให้ทำธุรกรรม แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ต้องการสถานที่ One Stop Service ต้องมีบริการครบจบในที่เดียวทั้งทานอาหาร ดูหนัง ช้อปปิ้ง ทำธุระ ทำให้ความนิยมของ Community Mall ค่อยๆ ลดลง

แต่ก็ไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป แบรนด์เดิมก็ยังคงอยู่ในตลาด แต่อาจจะมีแม็กเน็ตด้วยการจัดอีเวนท์เพื่อดึงทราฟิกมากขึ้น แต่เท่าที่สังเกตการณ์ไม่ค่อยมีแบรนด์ใหม่เข้ามา ที่เห็นล่าสุดกับ Summer Hill ย่านพระโขนง แต่ได้วางจุดยืนเป็น Community Mall ผสม Mix Use

  1. ศูนย์การค้าต้องไปให้สุด แล้วหยุดที่ Mix-use

ช่วงหลายปีมานี้เห็นการเปิดตัวใหม่ของศูนย์การค้าทั้งจากค่ายเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ รวมถึงโปรเจ็คต์ยักษ์จากค่ายอื่นๆ ล้วนแล้วแต่อลังการงานสร้างกันมากขึ้น ทั้งทุ่มงบมหาศาล สร้างให้ยิ่งใหญ่ หรูหรา มีร้านค้าพันธมิตรมากมาย และมีแม็กเน็ตที่น่าสนใจมาดึงดูด

แต่ในช่วงหลังเทรนด์เริ่มไปในเรื่องการผสมผสานมากขึ้น แค่ศูนย์การค้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องรองรับด้วย Mix-use เป็นโครงการที่รวมทั้งศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม เป็นการจับลูกค้าหลายๆ กลุ่ม สังเกตได้ว่าการขยายสาขาใหม่ของเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ล้วนไปในโมเดล Mix-use เกือบทั้งหมด เพราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการได้ รองรับลุกค้าธุรกิจ และนักท่องเที่ยวได้เพิ่มเติม

  1. ศึกค้าปลีกในปั๊มน้ำมัน ต้องจับกับพาร์ทเนอร์

เมื่อผู้ให้บริการสถานีน้ำมันเริ่มเบนเข็มมาโฟกัสกลุ่มธุรกิจ Non-oil มากขึ้น ก็คือค้าปลีกภายในปั๊ม เพื่อเป็นจุดดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าปั๊มมากขึ้น โดยที่ปตท.ได้เริ่มโมเดลนี้ก่อนใคร จนในปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นผู้เล่นรายอื่นเดินตามบ้างแล้ว ทำให้ได้เห็นการเปิดศึกจับมือพาร์ทเนอร์กับ “ร้านสะดวกซื้อ” ที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของปั๊มน้ำมัน

เซเว่นฯ ได้จับกับปั๊มปตท.มานานหลายปี แต่ปตท.เองก็พยายามปั้น Jiffy ที่เป็นร้านสะดวกซื้อของตนเองหลังจากที่ซื้อกิจการปั๊ม Jet ปั๊มเอสโซ่ได้พยายามจับกับ Tesco Lotus Express เป็นโมเดลขนาดเล็กของเทสโก้ โลตัส ส่วนบางจากได้จับมือกับ SPAR ซูเปอร์มาร์เก็ตจากเนเธอร์แลนด์ และปั๊มซัสโก้ที่ได้จับมือกับ Lawson 108 เป็นการเปิดศึกธูรกิจค้าปลีกอย่างเต็มรุปแบบของธุรกิจปั๊มน้ำมัน ที่จะโฟกัสแค่ธุรกิจน้ำมันอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

  1. จากอีคอมเมิร์ซ สู่ Omni Channel

มีการพูดถึงอีคอมเมิร์ซมาหลายปีแล้วในวงการค้าปลีกว่าจะกระทบต่อหน้าร้านออฟไลน์มากแค่ไหน แต่ก็พบว่าในไทยยังไม่ได้มีผลกระทบหนักเหมือนอย่างที่ต่างประเทศ เพราะสัดส่วนรายได้จากออนไลน์ยังน้อยมากอยู่ แต่ก็ได้เห็นการเติบโตมากขึ้น

ซึ่งผู้เล่นค้าปลีกได้พยายามพัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซของตัวเอง เพื่อที่จะดึงลูกค้าไม่ให้ไปไหน สร้างลอยัลตี้ให้มากขึ้น มีการพูดถึงอีคอมเมิร์ซไปจนถึง Omni Channel ที่ผนึกรวมร้านค้าออนไลน์ กับออฟไลน์เข้าด้วยกัน หมายถึงดูสินค้าจากออนไลน์ และไปซื้อที่หน้าร้านออฟไลน์ หรือมีบริการที่เสริมกัน เป็นนโยบายที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลบุกหนักมากขึ้น ส่วนค้าปลีกรายอื่นยังไม่เห็นทิศทางมากนัก

  1. สาวไทย ยังไงต้องสวย Health & Beauty ก็โตสวย

เป็นกระแสร้อนแรงมากในช่วงหลายปีนี้กับค้าปลีกในกลุ่ม Health & Beauty Store แต่เดิมมีผู้เล่นใหญ่แค่ไม่กี่รายอย่าง Watsons และ Boots ต่อมาเริ่มมีผู้เล่นจากต่างชาติเข้ามาเขย่าตลาดเพิ่มเติมอย่าง Tsuruha ประเทศญี่ปุ่นจากค่ายสหพัฒน์ฯ และ Matsutomo Kiyoshi ประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน กลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้นำเข้ามา เป็นร้านที่หลายคนรู้จักเมื่อเวลาไปเยือนประเทศญี่ปุ่น

แต่ที่สร้างกระแสในตลาดได้เป็นอย่างดีก็คือร้าน Eveandboy ร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอาง น้ำหอมต่างๆ โดยที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปีนี้มีการขยายสาขาอย่างหนักในห้างสรรพสินค้า ทำให้เกิดร้านมัลติแบรนด์อื่นๆ ตามมาอย่างบิวเที่ยม หรือการเข้ามาของ Sephora แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่ชอบเข้าร้านมัลติแบรนด์

  1. ร้านราคาเดียวกลับมาบูม 12 บาท ยัน 60 บาท

ถ้าพูดถึงร้านไลฟ์สไตล์ที่ขายสินค้าราคาเดียวที่เป็นต้นแบบจากร้าน 100 เยนในประเทศญี่ปุ่น มีผู้เล่นรายใหญ่ที่นึกถึงมากที่สุดคือ “Daiso” เนื่องจากมีการทำตลาดมานาน มีสาขาเยอะ ราคาไม่แพง และมีสินค้ามากมายตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ แต่ในตลาดก้มีแบรนด์อื่นๆ ได้แก่ Komonoya จากกลุ่มเซ็นทรัล, Just Buy ในโรบินสิน, Arcova, โตคูโตคูยะ และ Can Do ส่วนใหญ่จะมีราคาเริ่มต้นที่ 60 บาท

แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาพบว่ามีร้านใหม่ๆ ทยอยตบเท้าเข้ามาในตลาด พร้อมกับราคาที่ย่อมเยากว่าเดิม เช่น เพนกวิน, แบร์ สโตร์, โมชิโมชิ และมินิโซ เป็นทั้งแบรนด์ไทย และแบรนด์ต่างประเทศ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 12 บาท ไปจนถึง 60 บาท แต่ที่เห็นได้ชัดคือร้าน Miniso จากประเทศจีนมีการบุกตลาดหนักหน่วง จองทำเลในห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานหลายๆ แห่ง มีราคาเริ่มต้น 69 บาท เน้นสินค้ามินิมอลสไตล์ญี่ปุ่น ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมของคนไทยยังตอบรับกับร้านไลฟ์สไตล์ที่ราคาไม่แพง

  1. ค้าปลีก Go Digital สร้างแพลตฟอร์ม Engage กับผู้บริโภค

นอกจากเรื่องการสร้าง Loyalty Program ของแต่ละห้างแล้ว การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วมเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ในการสื่อสาร และสร้าง Engagement กับลูกค้า พร้อมกับเชื่อมกับบัตร Loyalty Program เพื่อสร้างความสะดวก

กลุ่มเซ็นทรัลได้พัฒนาแอพ Central Department Store สำหรับห้างสรรพสินค้า ใช้สำหรับแจ้งโปรโมชั่น สะสมแต้ม แจ้งข่าวสาร รวมถึงบริการซื้อออนไลน์ กลุ่มเดอะมอลล์ก็มีแอพ The Mall Group เช่นกัน หรืออย่าง Tesco Lotus ก็พัฒนาแอพ พร้อมกับผลักดันเทคโนโลยี iBeacon ที่จะแจ้งข้อมูล โปรโมชั่นเมื่อเวลาลูกค้าเดินในสโตร์ แต่ยังมีข้อจำกัดเพราะต้องเปิดบลูทูธตลอดเวลา จังยังไม่ค่อยนิยมมากนัก

สรุป

  • ธุรกิจค้าปลีกในไทยยังมีอะไรตื่นเต้นอีกมากมาย มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปีต่อไปอาจจะได้เห็นอะไรแปลกใหม่มากขึ้เพื่อให้เท่าทันกับความต้องการของผู้บริโภค
  • ทั้งนี้สมาคมค้าปลีกไทยได้ประเมินอุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 น่าจะเติบโตระหว่าง 8-3.0% คืออยู่ในระดับทรงตัว และได้ประเมินภาพรวมดัชนีค้าปลีกปี 2560 มีการเติบโต 3.2-3.4 % (ในขณะที่คาดการณ์ว่า GDP ทั้งปี 2560 จะเติบโตที่ 3.9%)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/10-things-in-retail-industry-2017/

อีกจิ๊กซอว์ของ Digital Centrality กลุ่มเซ็นทรัลดึง JD.com ช่วยปั๊มรายได้ออนไลน์แตะ 15% ใน 5 ปี

เมื่อต้นปี “กลุ่มเซ็นทรัล” เปิดกลยุทธ์ Digital Centrality เพื่อก้าวข้ามวิกฤติค้าปลีก และตอนนี้แผนนั้นคงยกระดับไปอีกขั้น เพราะได้ลงเงินกว่า 17,500 ล้านบาทดึง JD.com ยักษ์ Ecommerce จากจีนมาทำตลาดในไทย

สะเทือนทั้งค้าปลีก Online-Offline ในไทย

แม้ข่าวนี้จะถูกเปิดเผยมาระยะหนึ่งแล้ว แต่การแถลงอย่างเป็นทางการครั้งนี้ก็เป็นการตอกย้ำว่ากลุ่มเซ็นทรัลเดินเกม E-Commerce อย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะทำช่องทางขายสินค้า Online ในทุกๆ ธุรกิจของกลุ่ม เช่น Central.co.th, Robinson.co.th และ Tops.co.th ยังมีแพลตฟอร์ม E-Commerce ใหม่เข้ามาอีก

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานกลุ่มเซ็นทรัล เล่าให้ฟังว่า ตัวแพลตฟอร์ม E-Commerce ใหม่ที่ร่วมมือกับ JD.com จะใช้ชื่อ JD.co.th ผ่านการร่วมทุนกว่า 17,500 ล้านบาทกับ JD.com ยักษ์ใหญ่ E-Commerce จากจีน โดยตัวแพลตฟอร์มนี้จะเริ่มให้บริการช่วงเม.ย. 2561 เพราะอยู่ระหว่างวางโครงสร้างพื้นฐาน และขอใบอนุญาตต่างๆ

“เซ็นทรัลไม่ได้มาช้า แม้ที่ไทยจะมีเจ้าตลาดอยู่แล้ว เนื่องจากเรามีฐานลูกค้ากว่า 14 ล้านคน, มี Supplier เป็นหมื่นๆ ราย และมีสินค้าที่จำหน่ายอยู่เป็นล้านๆ SKU ซึ่งต่างจากเจ้าอื่นที่เขาเริ่มจากศูนย์ ดังนั้นดีลนี้จึงทำให้เราเดินกลยุทธ์ Omni-Channel ได้มากขึ้น ผ่านการผสาน Online-Offline อย่างแนบสนิท”

ปั้นรายได้ Online แตะ 15% ของกลุ่มใน 5 ปี

แม้จะมีช่องทาง Online ทุกธุรกิจอย่างที่เขียนไว้ข้างต้น แต่กลุ่มเซ็นทรัลย้ำว่า การมีช่องทางหลากหลายทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม และตัว JD.co.th ที่มีสินค้าคุณภาพจากประเทศจีนจำนวนมาก ก็จะมีสินค้าจาก Supplier ของเซ็นทรัลเข้าไปจำหน่ายเช่นกัน จึงไม่ใช่การลงทุนซ้ำซ้อน แต่เป็นการขยายโอกาสการจำหน่ายสินค้ามากกว่า

ขณะเดียวกันการมี JD.co.th ก็ช่วยให้เป้าหมายการมีรายได้จากช่องทาง Online เป็น 15% ของรายได้รวมทั้งกลุ่มเซ็นทรัล จากปี 2559 อยู่ราว 1-2% ของยอดขายกว่า 3.3 แสนล้านบาท และเป็นอีกหนึ่งตัวแปรหลักในการเพิ่มยอดขายเติบโต 15% ทุกปีจากนี้ แต่ทางกลุ่มยังไม่มองเรื่องกำไรของดีลนี้ เพราะเป็นการลงทุนระยะกลาง-ยาว

“เงินลงทุน 17,500 ล้านบาท จะแบ่งเป็นครึ่งหนึ่งใช้พัฒนาแพลตฟอร์ม E-Commerce และระบบ Logistic ส่วนอีกครึ่งจะใช้พัฒนาบริการ E-Finance เช่นบริการสินเชื่อรายย่อย รวมถึงทำระบบ Payment Gateway และ E-Wallet โดยตอนแรกเราวาง JD.co.th ไว้เป็นเว็บไซต์แบบ B2C แต่ในอนาคตมันก็พัฒนาไปสู่ B2B ได้ด้วย”

หน้าเว็บไซต์ JD.com

สร้างงานในประเทศ แถมเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้า

Vincent Yang ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด เสริมว่า การเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ ทางกลุ่มมีแผนจ้างงานในประเทศไทยจำนวนมาก เพื่อ Localize และพัฒนาแพลตฟอร์มที่ให้บริการในไทยได้เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีความต้องการยกระดับไทยเป็น Rigional Hub เช่นกัน

“เรามองพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) ว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ ยิ่งตอนนี้ในอินโดนีเซียเราก็เข้าไปทำตลาดแล้ว ดังนั้นการมีไทยเข้ามาช่วยเป็นศูนย์กลางก็น่าจะดี และเรามีความสนใจในการทำศูนย์นวัตกรรมด้วย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทั้งการขนส่ง, การวิเคราะห์ Big Data และระบบ AI ต่างๆ ได้เหมือนกับที่ใช้ในจีน”

ทั้งนี้ทาง JD.com เป็น E-Commerce ที่มีนโยบายซื้อสินค้าตรงจากผู้ประกอบการ เช่นในประเทศไทยมีการซื้อสินค้าจาก SME เพื่อไปขายในประเทศจีนกว่า 10,000 ล้านบาท และทางกลุ่มเซ็นทรัลเองก็จะพยายามช่วย SME ให้เข้าไปทำตลาดในจีนได้มากกว่าเดิม โดยคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทในอีก 5 ปี

สรุป

เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วในการเริ่มให้บริการ JD.co.th ในไทย เพราะตอนนี้เซ็นทรัลก็ตั้ง Warehouse ย่านบางนานแล้ว แถมหลังจากนี้ก็เตรียมกระจายสินค้าที่จะจำหน่ายไปใน Warehouse ของเซ็นทรัลที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วย ส่วนตัวบริการ E-Finace นั้น กลุ่มเซ็นทรัลบอกว่าพร้อมให้บริการหลังเริ่ม E-Commece ราว 3-4 เดือน

ดังนั้นเมื่อทุกบริการครบสมบูรณ์ ก็เรียกได้ว่าการรุกตลาด Online ของกลุ่มเซ็นทรัลคงเข้มข้นขึ้นอีกเยอะ และยังแข่งกับเจ้าตลาดอย่าง Lazada ได้อย่างสบายๆ นอกจากนี้ส่วนตัวเชื่อว่าจะเห็นการเผาเงินเพื่อทำโปรโมชั่น และซื้อคนเข้ามาในระบบอีกครั้งแน่ๆ หลังกลยุทธ์ดังกล่าวเหมือนเงียบไปพักหนึ่งในประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-jdcom-go-digital-centrality/

เซ็นทรัลกรุ๊ปทุ่มกว่า 1,750 ล้านบาท ซื้อกิจการ Dean & Deluca นอกอเมริกา

รายงานจาก PACE ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ระบุว่า บริษัท เซ็นทรัลกรุ๊ป เจ้าของห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ได้เข้าซื้อกิจการร้านกาแฟ Dean & Deluca เป็นมูลค่า 50 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1,750 ล้านบาท

สรพจน์ เตชะไกร ซีอีโอของ PACE บอกว่า จากความเชี่ยวชาญของกลุ่มเซ็นทรัล ความรู้ในการบริหาร และแหล่งเงินทุนจะสามารถบริหารจัดการธุรกิจ การขนส่ง และสาขาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม PACE ยังเป็นเจ้าของและบริหารร้านสาขาในอเมริกา รวมถึงสินค้าแบรนด์ Dean & Deluca ส่วนกลุ่มเซ็นทรัลจะได้สิทธิ์ในร้านกาแฟ, การทำตลาด และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ นอกอเมริกา คาดว่าการซื้อกิจการนอกอเมริกา ด้วยเงินกว่า 1,750 ล้านบาท จะเข้าช่วยเรื่องรายได้ของ PACE ที่ขาดทุนก่อนหน้านี้ได้

 

สำหรับการซื้อกิจการ Dean & Deluca ทาง PACE ได้เข้าซื้อกิจการทั่วโลก มูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท เป็นการซื้อกิจการทั้งหมด โดยมีสาขาในอเมริกา 11 แห่งกับร้านอาหาร 2 แห่ง รวมถึงสิทธิในสัญญาของร้านนอกอเมริกา 31 สาขา โดยมีทั้งในไทย, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, คูเวต, กาต้าร์ และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ข้อมูลจาก http://www.pacedev.com/news/full/pace_acquires_dean_deluca_u.s.a/th)

source: Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-group-acquire-dean-deluca/

กลุ่มเซ็นทรัลปรับตัวครั้งใหญ่ จัดโครงสร้างองค์กรใหม่ ทุกหน่วยมีคนดูงานออนไลน์

Brand Inside เพิ่งรายงานข่าว การปรับตัวของห้างสรรพสินค้า Central หนึ่งในธุรกิจหลักของ Central Group ไปเมื่อไม่นานมานี้

ล่าสุด Nicolo Galante ผู้บริหารชาวอิตาเลียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของกลุ่ม Central Group ที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานในปี 2016 ไปพูดที่เวทีงานสัมมนา Nikkei Asia300 และเล่าถึงแผนการจัดโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัล ที่ช่วงหลังดึงผู้บริหารระดับมืออาชีพทั้งจากไทยและต่างประเทศเข้ามาร่วมงานกับอย่างคับคั่ง

ธุรกิจหลักยังอยู่ในไทย แต่รายได้ 30% มาจากต่างประเทศ

คุณ Nicolo เริ่มเล่าภาพรวมของกลุ่มเซ็นทรัล ว่ามีธุรกิจหลากหลายแขนง ตอนนี้รายได้หลัก 70% ของทั้งเครือยังมาจากธุรกิจที่อยู่ในประเทศไทย แต่หลังจากกลุ่มเซ็นทรัลขยายไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในเวียดนามและในยุโรป ก็ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ 15% มาจากเวียดนาม และอีก 15% ที่เหลือมาจากยุโรป

ธุรกิจในประเทศไทยของ Central Group ถือว่าเป็นอันดับ 1 ในแทบทุกด้าน ทั้งห้างสรรพสินค้า (Central Department Store, Robinson, Zen) ช็อปปิ้งมอลล์ (Central Plaza และมอลล์เครือ CPN ทั้งหมด) กีฬา (Super Sport) อุปกรณ์สำนักงาน (B2S และ OfficeMate)

ส่วนธุรกิจในเวียดนามตอนนี้ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้า Robinson, Super Sport, B2S และซูเปอร์มาร์เก็ต BigC ที่เซ็นทรัลยังเป็นเจ้าของแบรนด์นี้อยู่ในเวียดนาม ฝั่งธุรกิจยุโรปก็คือห้าง La Rinascente ในอิตาลี (ซื้อกิจการปี 2011) และ KaDeWe Group ในเยอรมนี (ซื้อกิจการปี 2015)

ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ภายใต้สโลแกน Omnichannel

ช่วงหลังเราจะเห็นกลุ่มเซ็นทรัลใช้คำว่า Omnichannel อยู่บ่อยครั้ง อันนี้เป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหญ่พร้อมกันทั้งเครือ

Nicolo บอกว่าเซ็นทรัลต้องเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจแทบทุกด้าน จากเดิมที่โฟกัสที่ช่องทางการขาย (channel based) ก็ต้องหันมาเน้นที่ตัวลูกค้า (customer based) และจากเดิมที่มี mindset ว่าทุกอย่างเซ็นทรัลต้องทำเอง ก็ต้องเปลี่ยนมาจับมือกับพาร์ทเนอร์หรือใช้วิธีร่วมลงทุน (joint venture) มากขึ้น

ค่านิยมเรื่องการดำเนินงานให้ประสิทธิภาพสูงสุด (great operator) ก็ต้องหลีกทางให้กับการเรียนรู้ (fast learner) แทน เพราะโลกธุรกิจยุคใหม่ต้องลองผิดลองถูกอยู่เสมอ และการพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

จัดโครงสร้างองค์กรใหม่ แยกแต่ละ Business Unit มีคนดูออนไลน์

ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ กลุ่มเซ็นทรัลก็จำเป็นต้องมีโครงสร้างองค์กรแบบใหม่ โดยแผนการที่วางไว้คือธุรกิจแต่ละส่วนจะถูกแยกเป็น Business Unit (BU) โดยแต่ละ BU จะมี CEO เฉพาะของตัวเอง และมีตำแหน่ง Store Director ดูแลงานออฟไลน์ กับ Online Director ดูแลงานออนไลน์ เท่ากับว่าทุก BU จะมีผู้บริหารหลัก 3 คน (Triple Leadership) เสมอ

การจัดโครงสร้างองค์กรแบบนี้ ช่วยให้มั่นใจว่าทุก BU จะให้ความสำคัญกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ-ออนไลน์มากขึ้น เพราะมีผู้บริหารมานั่งในตำแหน่งนี้โดยเฉพาะ

ในระดับของเครือใหญ่ Central Group เองก็ต้องปรับปรุงการทำงานใหม่เช่นกัน โดยผู้บริหาร 3 ตำแหน่งที่จะเป็นแกนหลักสำคัญคือ

  • Chief Technology Officer ดูงานด้านเทคโนโลยี ช่วยผลักดันให้แผน Omnichannel เกิดขึ้นได้จริง
  • Chief Customer Officer ดูแลลูกค้า ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลและระบบ CRM
  • Group Omni-channel Director จะช่วยวางแผนงานด้านการขายให้กับแต่ละ BU และเป็นตัวกลางในการประสานงาน

คุณ Nicolo บอกว่าการจัดองค์กรแบบใหม่ และเตรียมความพร้อมในส่วนบุคลากร จะช่วยให้กล่มเซ็นทรัลสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วจากการปฏิวัติดิจิทัลได้ดีกว่าเดิม

บทวิเคราะห์

ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลยังถือว่าทำด้านออนไลน์ไม่ดีมากนัก แต่การมาเยือนของยักษ์ใหญ่วงการอีคอมเมิร์ซจากต่างประเทศ ทั้ง Lazada (ปัจจุบันเป็นของ Alibaba) และ 11Street (เกาหลีใต้) ย่อมส่งผลสะเทือนต่อยอดขายออนไลน์ของกลุ่มเซ็นทรัลไม่น้อย

เมื่อบวกกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนแปลง การที่เซ็นทรัลจะคิดแบบเดิมๆ เน้นการขายผ่านช่องทางออฟไลน์อย่างเดียว ย่อมเป็นการรอวันตาย

การปรับตัวของเซ็นทรัลเริ่มเห็นได้ชัดเจนจากการตั้งผู้บริหารคนนอกจำนวนมากตั้งแต่ปี 2016 ไม่ว่าจะเป็นการดึง ญนน์ โภคทรัพย์ อดีตผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์มานั่งตำแหน่งประธาน หรือการดึงผู้บริหารต่างชาติอย่าง Nicolo Galante จากบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก McKinsey & Company มาจากยุโรป ย่อมแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากแนวทางเดิมๆ ที่ใช้บุคคลากรของตระกูลจิราธิวัฒน์เป็นหลัก

ส่วนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ตามแผนการที่คุณ Nicolo นำเสนอ ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า เซ็นทรัลสนใจตลาดออนไลน์มากขึ้น ถึงขั้นกำหนดว่าทุก BU ต้องมีผู้รับผิดชอบงานนี้ ที่เหลือก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า การขยับตัวของกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ระดับเซ็นทรัล จะเป็นไปได้จริงอย่างที่ฝันไว้แค่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-group-new-structure-nicolo-galante/

ห้างสรรพสินค้า Central อายุครบ 70 ปี ได้เวลา rebrand ทำ Omnichannel ก้าวสู่ World Class

ธุรกิจในเครือ Central Group ทั้งหมดได้แยกย่อยออกเป็น 9 ธุรกิจ หนึ่งในพระเอกที่มีอายุครบ 70 ปี คือ ห้างสรรพสินค้า Central หรือ CDG (Cental Department store Group) ซึ่งทำรายได้ 130,000 ล้านบาทในปีนี้ แต่จะเป็นเพียงห้างขายของแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นการ rebrand ครั้งนี้ จะอยู่บนแนวคิดทำให้ Central กลายเป็นบ้านหลังที่ 2

Central ต้อง Transform ตัวเองใหม่รับการเปลี่ยนแปลง

ยุวดี จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า ของ Central Group บอกว่า สิ่งที่ Central ได้ลงมือทำมาตลอดช่วงที่ผ่านมาคือ การ Transform ตัวเองจากห้างสรรพสินค้าขายของ ก้าวสู่การเป็น Lifestyle Center ให้ทุกคนในครอบครัวได้มาใช้ชีวิตเหมือนบ้านหลังที่ 2 ซึ่งอาจจะใช้เวลาอยู่ด้วยมากกว่าบ้านหลังที่ 1 ด้วย

ดังนั้นการออกแบบจะต้องมีชีวิตชีวามากขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิต มีสินค้าและบริการใหม่ๆ ทั้งหมดเรียกว่า การ rebrand เพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น สิ่งที่จะเห็นได้ง่ายที่สุดคือ การเปลี่ยน Logo ใหม่ จากตัวเขียนเป็น ตัวพิมพ์ที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

จากนั้นก็จะเป็นการ renovate ห้างเซ็นทรัลในหลายสาขา เช่น บางนา, ปิ่นเกล้า และกำลังทำที่พระราม 3 รวมถึงจะมีสาขาใหม่เปิดที่นครราชสีมา และภูเก็ต ทั้งหมดจะทยอดเกิดขึ้น อีกทั้งการเปิด Central.co.th โฉมใหม่ที่ดีกว่าเกิม

Omnichannel เป้าหมายของ เซ็นทรัล ผสานออนไลน์-ออฟไลน์

เรื่อง Omnichannel ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่เคยสัมผัสว่า จริงๆ แล้วการเชื่อมออนไลน์กับออฟไลน์เป็นอย่างไร ซึ่ง Central กำลังทำรูปแบบบริการเพื่อเชื่อมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่ปัญหา จะเช็คสินค้าในห้างต่างสาขากัน ซื้อออนไลน์มานัดรับ หรือรอส่งที่บ้าน หรือจะซื้อออฟไลน์แล้วให้ไปส่ง ทำได้หมด

นอกจากเรื่องยอดขาย การทำตลาดแบบเจาะลึกด้วย Big Data จะเป็นอีกส่วนที่เกิดขึ้น ภายใต้แนวคิด สุด, ลึก, ส่วนตัว นั่นคือ ให้บริการได้สุดๆ ลงลึกในรายละเอียด และมีความเป็น Personalize หรือส่วนตัว ทั้งเรื่องเพศ อายุ และความสนใจ

แอปพลิเคชั่นใหม่ของ Central จะสามารถดาวน์โหลดได้ตั้งแต่วันนี้ (12 ก.ค.) เป็นต้นไปด้วย

ปัจจุบันยอดขายออนไลน์ของ Central ยังน้อยมากไม่ถึง 1% เป้าหมายคือเพิ่มให้ได้อย่างน้อย 5% ใน 3-5 ปี แต่สุดท้ายภาพรวมธุรกิจของ Central ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต้องเติบโตขึ้น เช่นปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้กว่า 130,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15% จากปีที่ผ่านมา แต่ต้องยอมรับว่ายังโตน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้

เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งไร้พรมแดน

ถ้านับธุรกิจในกลุ่ม CDG จะแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย

Domestic มี เซ็นทรัล, เซ็นทรัลแอมบาสซี, เซน, โรบินสัน, มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ และซูเปอร์สปอร์ต ตามมาด้วย

International Europe มีห้างสรรพสินค้าในยุโรป คือ LaRinascente, ILLUM, ALSTERHAUS, KaDeWe และ OBERPOLINGER

International Asia มี เซ็นทรัล อินโดนีเซีย

JV’s New Business มี ร้าน MUJI และ KOMONOYA

ธุรกิจในเครือของ CDG
ห้างสรรพสินค้า LUXURY ในหลากหลายประเทศ

ยุวดี บอกว่า ห้างสรรพสินค้า Central เป็นห้างแรกของคนไทยที่มีสาขาในต่างประเทศ โดยในยุโรป Central ได้ลงทุนซื้อกิจการและทำการ Renovate ปรับปรุงใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นในห้างสรรพสินค้าในเมืองท่องเที่ยว หลายปีที่ผ่านมา รายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าหลังจากที่ปรับปรุงจนเสร็จและมีการเปิดอย่างเต็มตัว จะเห็นสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 50%

และเพื่อให้การใช้บริการห้างสรรพสินค้าในเครือเซ็นทรัลทั่วโลกมีความสะดวกบาย Central จึงพัฒนาแอปพลิเคชั่น AVDM หรือ AUX VILLES DU MONDE หรือ The Store of the City เป็นผู้ช่วย หรือ Concierge ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการช้อปปิ้งในห้าง ทั้งยุโรปและเอเชีย สามารถดาวน์โหลดและลงทะเบียนใช้งานได้เช่นกันทั้ง iOS และ Andriod

สัดส่วนรายได้ และการเติบโตของ ธุรกิจห้างสรรพสินค้า Central ทั้งหมด

สรุป

ที่ผ่านมาการขยับในฝั่งออนไลน์ของห้างสรรพสินค้า Central ค่อนข้างช้า ด้วยการเป็นบริษัทขนาดใหญ่ และการวางแนวทางด้านออนไลน์อาจยังไม่ชัดเจน การสร้าง Omnichannel ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง Journey ให้กับลูกค้าจึงยังไม่เกิดขึ้น ถ้าการครบรอบ 70 ปีและ rebrand พร้อม renovate หลายๆ ทำให้เกิดบริการรูปแบบใหม่ขึ้นได้ รับรองว่า Central จะขยายความยิ่งใหญ่ไปได้อีกมหาศาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/central-department-store-70th-anniversay/