คลังเก็บป้ายกำกับ: เดอะมอลล์

เมื่อมหกรรม 11.11 ไม่ได้อยู่แค่ออนไลน์ แต่รีเทลออฟไลน์ก็ขอแจมด้วย

จับตามหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 ในปีนี้ไม่ได้มีแค่อีคอมเมิร์ซ แต่ขยายผลไปถึงออฟไลน์ ห้างค้าปลีกรายใหญ่ก็ขอลงมาแจมกับเขาด้วย อัดโปรกระตุ้นการช้อปปิ้งช่วงปลายปี

ออฟไลน์ขอร่วมขบวนวันคนโสดด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี หรือมหกรรม 11.11 ได้ถูกขึ้นทำเนียบเป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติไปแล้ว โดยจุดเริ่มต้นเป็นวันคนโสดในประเทศจีน แล้ว Alibaba ได้นำกิมมิคของวันนี้มาเป็นมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งมีการอัดโปรโมชั่นลดราคา สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายได้เช่นกัน

หลังจากนั้นผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายอื่นๆ ก็ได้เลือกวัน 11.11 เป็นมหกรรมช้อปปิ้งประจำปีเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, JD.com

ในประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากมหกรรม 11.11 ไม่น้อย ผู้เล่นอีคอมเมิร์ซก็ต่างกันเลือกวันนี้เป็นวันช้อปปิ้งประจำปี มีการลดราคาอย่างหนัก นอกจากผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ๆ ก็เริ่มมีช้อปปิ้งออนไลน์อื่นๆ ที่ขอจับกระแสตรงนี้ด้วยเช่นกัน

แต่ในปีนี้มีความความน่าสนใจอยู่ตรงที่ค้าปลีกออฟไลน์ก็ขอแจมกับมหกรรม 11.11 นี้ด้วยอย่าง “เดอะมอลล์” และ “เซ็นทรัล” รวมถึง “เซน” ด้วย เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การกระตุ้นการช้อปปิ้งช่วงโค้งสุดท้ายของปี

เดอะมอลล์อัดโปรตลอดเดือนพฤศจิกายน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท จัดงาน Bangkok Shopping Festival 2018 เป็นการอัดโปรโมชั่นตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อกรุตุ้นการซือ้ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ โดยจัดรวมกันทั้ง เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา  

งานนี้ได้แบ่งเป็น 4 แคมเปญ ความน่าสนใจอยู่ที่การเล่มกิมมิกกับทั้งมหกรรม 11.11 และ Black Friday ที่เป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา

ซึ่งแคมเปญ 11/11 จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าที่ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา วันที่ 11 พฤศจิกายน วันเดียวเท่านั้น

ส่วนแคมเปญ Black Weekend จะเริ่มด้วย Black Friday ที่ เอ็มโพเรียม ในวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 Black Saturday ในวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ที่ พารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (ปิดบริการเที่ยงคืน) และตบท้ายด้วย Black Sunday ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ที่เดอะมอลล์ทุกสาขา ( ยกเว้นสาขารามคำแหง)

ววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ Chief Marketing Officer บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า

“หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2017 ปีนี้เรามีจำนวนแคมเปญโปรโมชั่นเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นช่วงที่อัดโปรโมชั่นมากที่สุดในรอบปี นอกจากนี้ยังมีสัญญาณดีในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการดึงนักท่องเที่ยว และเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่องการเลือกตั้ง ส่งผลให้กำลังซื้อเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น จึงคาดว่าในช่วงของการจัดแคมเปญ Bangkok Shopping Festival 2018 จะมีนักช้อปทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาช้อปอย่างคึกคัก โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 3,600 ล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

เซ็นทรัล-เซน จัดโปรเอาใจคนโสด

ขณะเดียวกันค้าปลีกยักษ์ใหญ่อีกรายอย่างเซ็นทรัล ร่วมกับเซน ได้จัดแคมเปญ  ZEN | Central Singles Day เป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าสูงสุด 50% รับคะแนนเดอะวันเพิ่มขึ้น โดยจัดตั้งแต่วันที่ 9 – 11 พฤศจิกายน 25 61 ที่เซ็นทรัลทุกสาขา และเซน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญของ www.central.co.th เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเซ็นทรัลเช่นเดียวกัน เท่ากับว่าในปีนี้เซ็นทรัลมีหลายแพลตฟอร์มในการจัดโปรโมชั่น 11.11 รวมไปถึง JDCentral ด้วย

แต่นอกจากจะได้เห็นค้าปลีกรายใหญ่เล่นกับกระแสของมหกรรม 11.11 แล้ว ยังได้เห็นรายอื่นๆ อย่าง Watsons ก็จัดแคมเปญร่วมกับเขาด้วย แต่เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่กำลังโปรโมตออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย จัดตั้งแต่วันที่ 5 – 8 พฤศจิกายน 2561

ทางด้าน “เทสโก้ โลตัส” ก็ขอแจมบ้างเล็กน้อย เป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้ากับแคมเปญ #11วัน11ดีล โดยลดราคาสินค้าตั้งแต่วันที่ 1-11 พฤศจิกายน 2561 เป็นสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น

สรุป

อีกหนึ่งเหตุผลที่ในปีนี้ห้างค้าปลีกต้องกระตุ้นการช้อปปิ้งตั้งแต่ช่วงเดือนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ปีนี้ทางรัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายช้อปช่วยชาติ ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบต่อห้างค้าปลีกได้ อาจจะทำให้เกิดการช้อปปิ้งลดลง จึงต้องอัดแคมเปญขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/11-11-shop-online-to-offline/

Advertisements

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ AEG สร้างปรากฎการณ์ความบันเทิงระดับโลกครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปิดตัวโครงการสุดยิ่งใหญ่ของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เจ้าของและผู้พัฒนาโครงการค้าปลีกชั้นแนวหน้าของไทย  ที่จับมือกับ AEG ผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงและกีฬาระดับโลก  โดยร่วมมือกันลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท  ในการสร้าง EMLIVE และ BANGKOK ARENA ให้เป็น World Class Arena แห่งใหม่  อันจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ  และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจความบันเทิง การท่องเที่ยว และธุรกิจ MICE ของภูมิภาคเอเชีย  โดยมีกำหนดเปิดตัวในปี 2564-2565

  • เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ AEG เปิดห้างใหญ่หมื่นล้าน
  • ครั้งแรกของ AEG ที่ลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยงบประมาณสูงถึง 10,000 ล้านบาท
  • โดยโครงการนี้จะมี EMLIVE ณ THE EMSPHER หนึ่งในศูนย์การค้าล่าสุด ภายใต้โครงการ THE EM DISTRICT ประกอบด้วยศูนย์การค้าระดับโลกอีกสองแห่ง THE EMPORIUM และ THE EMQUARTIER
  • BANGKOK ARENA ณ BANGKOK MALL โครงการระดับแฟล็กชิพของเดอะมอลล์ กรุ๊ป

นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด  กล่าวถึงการร่วมมือในครั้งนี้ว่า  วิสัยทัศน์ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป คือ การยกระดับมหานครกรุงเทพและประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจการค้า และการท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนและของโลก  เพียบพร้อมไปด้วย ย่านธุรกิจ ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวและบันเทิงที่ทันสมัย  หลังจากบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างศูนย์การค้าสยามพารากอนให้เป็น THE WORLD CLASS RETAIL & ENTERTAINMENT PHENOMENON ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสูงที่สุดในประเทศไทย  รวมถึงศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม  และ ดิ เอ็มควอเทียร์ ย่านธุรกิจการค้าที่ทันสมัยศูนย์กลางความบันเทิง  และไลฟ์สไตล์ใจกลางย่านสุขุมวิท  และกรุงเทพมหานคร  ในวันนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ป  พร้อมแล้วที่จะสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

ล่าสุดเดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เตรียมสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในประเทศไทย  ด้วยการจับมือกับ บริษัท AEG จำกัด  ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงและกีฬาอันดับหนึ่งของโลก  ใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท  สร้าง WORLD-CLASS ARENA ขึ้น 2 แห่งพร้อมๆ กัน EM LIVE ซึ่งจะตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ (THE EMSPHERE) มีความจุ 6,000 ที่นั่ง  ด้วยสถาปัตยกรรมระดับ STATE-OF-THE-ART พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย  และ BANGKOK ARENA ตั้งอยู่ที่โครงการ แบงค็อก มอลล์ (BANGKOK MALL) ที่จะเป็นโครงการระดับแฟล็กชิพ (Flagship Project) เป็น GRAND STATEMENT ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป บนสุดยอดทำเลที่ดีที่สุด ณ จุดตัดถนนบางนา-ตราด กับสุขุมวิท  อันเป็นประตูสู่ภาคตะวันออก  ด้วยความจุ 16,000 ที่นั่ง  โดยทั้ง 2 แห่งจะเป็น ARENA ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานเดียวกับ ARENA สำคัญๆ ที่ใช้จัดคอนเสิร์ต  และ WORLD-CLASS EVENT ในระดับโลก

ซึ่ง ARENA ทั้ง 2 แห่งจะกลายมาเป็น ICONIC LANDMARK ที่สำคัญในการดึงดูดลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศรวมถึงทั่วโลก  และเป็นศูนย์กลางของ LIVE PERFORMANCE รวมถึงการประชุมสำคัญของไทยในอนาคต  และความหวังให้ EM LIVE กับ BANGKOK ARENA ได้ต้อนรับศิลปินชื่อดังจากทั่วโลก  และ ARENA ทั้ง 2 จะเปิดให้บริการในปี 2564-2565

เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางอนาคตที่น่าสนใจสำหรับ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ที่น่าจะช่วยยกระดับของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และยกระดับธุรกิจบันเทิงของไทยไปสู่สากล

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/09/themall-and-aeg/

สรุป 10 ปรากฎการณ์ “ค้าปลีก” ปี 2017 ในไทย เมืองนอกทยอยปิด แต่ที่นี่ทยอยเปิด

อุตสาหกรรมค้าปลีกในไทยมีความคึกคักอย่างต่อเนื่องทั้งปี และมีการแข่งขันกันดุเดือดมาอีกตลาดหนึ่ง โดยที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการปรับตัวมากขึ้นเพื่อให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ ต้องมีโมเดลใหม่ มีกิมมิกดึงลูกค้า

หลายคนมองเห็นกรณีศึกษามากมายในต่างประเทศที่ห้างค้าปลีกได้ทยอยปิดตัวลงกันอย่างต่อเนื่อง เพราะโดนพิษจากช้อปออนไลน์ แต่ตรงข้ามกับในประเทศไทยที่ค้าปลีกยังเติบโตต่อเนื่อง มีการขยายสาขาต่อเนื่อง แต่มีโมเดลที่แตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับโลเคชั่น ในขณะเดียวกันกับอีคอมเมิร์ซก็เติบโต แต่ยังไม่ได้กระทบมาก เพราะยังเป็นฐานเล็ก

ภาพจาก Pixabay

ในปีที่ผ่านมาได้เห็นปรากฎการณ์ของวงการค้าปลีกมากมายทั้งเรื่องราวเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องราวใหญ่ๆ ได้ทำการรีแคปให้เห็นการเคลื่อนไหวของตลาดโดยได้สรุปมา 10 ข้อได้ศึกษากัน

  1. ร้านสะดวกซื้อเข้าถึงไลฟ์สไตล์

ร้านสะดวกซื้อเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีสีสันเพราะใกล้ตัวผู้บริโภคมากที่สุด โดยที่ปัจจุบันมีผู้เล่นหลายรายทั้งเซเว่นฯ, แฟมิลี่มาร์ท, Lawson 108 และมีร้านฟอร์แมทเล็กของไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco Lotus Express และ Mini Big C ลงมาเล่นในตลาดด้วย ส่วนใหญ่ได้วางจุดยืนในเรื่องอาหารอิ่มสะดวก และมีโลเคชั่นที่เข้าถึงผู้บริโภค

แต่ช่วงปีที่ผ่านมาได้สร้างเสียงว้าวมากมายโดยที่ร้านสะดวกซื้อได้เพิ่มบริการที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นทั้งอาหารตามสั่ง กาแฟสด และมีการรีโนเวทร้านเพื่อให้ทันสมัยใช้โมเดลใหม่ๆ มี Co-working Space มีผลไม้สด ส่งพัสดุ เป็นการเพิ่มความถี่ในการเข้าร้านมากขึ้น

  1. ซุปเปอร์มาร์เก็ตโตก็ต้องแตก (โมเดล)

เทรนด์เรื่องสินค้าพรีเมี่ยมยังไปได้สวย พบว่าผู้บริโภคยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อให้ได้สินค้า และประสบการณ์ที่ดี ทำให้ค้าปลีกกลุ่มซุปเปอร์มาร์เก็ตมีการเติบโตมากที่สุดในบรรดาค้าปลีกทั้งหมด ในไทยก็มีแบรนด์หลักๆ Tops จากค่ายเซ็นทรัล และ Gourmet Market จากค่ายเดอะมอลล์

สิ่งที่ได้เห็นในปีนี้คือนอกจากจะมีสินค้า และบริการระดับพรีเมี่ยมแล้ว ยังมีการแตกโมเดลใหม่ๆ ไปยังพื้นที่ใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยที่ท็อปส์ได้แตกโมเดล Tops Plaza เป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมๆ ประเดิมสาขาแรกในจังหวัดพิจิตร บนพื้นที่ 60,000 ตารางเมตร มีร้านค้า และศูนย์ความบันเทิง ให้ช้อปปิ้งมากกว่าในซุปเปอร์มาร์เก็ต

ส่วน Gourmet Market ได้แตกสาขานอกห้างมากขึ้น เพราะข้อจำกัดที่เดอะมอลล์มีการขยายสาขาน้อย ทำให้ Gourmet Market ขยายไปสู่รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ลาดพร้าว และเดอะคริสตัล เป็นโมเดลในการขยายสาขาธุรกิจอื่นๆ ในเครือเดอะมอลล์เช่นกัน

  1. ห้างไซส์ใหญ่เริ่มขยับไปไซส์เล็ก เจาะชุมชน/เมืองรอง

ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ๆ จะอยู่ในกลุ่มของไฮเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco Lotus และ Big C รวมถึง ห้างค้าส่งอย่าง Makro ด้วย เมื่อมีการขยายสาขาแบบเต็มขีดจำกัดทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่แล้ว ก็เริ่มเบนเข็มออกสู่โลเคชั่นอื่นๆ ที่มีศักยภาพ

ได้เห็นผู้เล่นค้าปลีกเริ่มเจาะพื้นที่จังหวัดเล็กๆ หรือลงพื้นที่ระดับอำเภอมากขึ้น เป็นสาขาขนาดเล็กลง แต่คล่องตัวขึ้น อย่างโรบินสันก็เริ่มเจาะเมืองรองเช่น แม่สอด ร้อยเอ็ด สกลนคร ส่วน Makro มีการขยายโมเดล Food Service มากขึ้นเพื่อเจาะตลาด HoReCa มีการขยายสาขาอย่างหนักในกรุงเทพ เน้นเจาะพื้นที่ชุมชนที่มีร้านอาหารเยอะ

  1. Community Mall ไม่ตาย แต่ไม่เพิ่ม

เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงที่กลุ่ม Community Mall รุ่งเรืองมาก มีการเปิดกันสนั่นหลายต่อหลายแบรนด์ เพราะด้วยโลเคชั่นที่เข้าถึงชุมชน และความสะดวกสบาย เน้นเรื่องร้านอาหาร และมีธนาคารหลักๆ ให้ทำธุรกรรม แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ต้องการสถานที่ One Stop Service ต้องมีบริการครบจบในที่เดียวทั้งทานอาหาร ดูหนัง ช้อปปิ้ง ทำธุระ ทำให้ความนิยมของ Community Mall ค่อยๆ ลดลง

แต่ก็ไม่ถึงกับล้มหายตายจากไป แบรนด์เดิมก็ยังคงอยู่ในตลาด แต่อาจจะมีแม็กเน็ตด้วยการจัดอีเวนท์เพื่อดึงทราฟิกมากขึ้น แต่เท่าที่สังเกตการณ์ไม่ค่อยมีแบรนด์ใหม่เข้ามา ที่เห็นล่าสุดกับ Summer Hill ย่านพระโขนง แต่ได้วางจุดยืนเป็น Community Mall ผสม Mix Use

  1. ศูนย์การค้าต้องไปให้สุด แล้วหยุดที่ Mix-use

ช่วงหลายปีมานี้เห็นการเปิดตัวใหม่ของศูนย์การค้าทั้งจากค่ายเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ รวมถึงโปรเจ็คต์ยักษ์จากค่ายอื่นๆ ล้วนแล้วแต่อลังการงานสร้างกันมากขึ้น ทั้งทุ่มงบมหาศาล สร้างให้ยิ่งใหญ่ หรูหรา มีร้านค้าพันธมิตรมากมาย และมีแม็กเน็ตที่น่าสนใจมาดึงดูด

แต่ในช่วงหลังเทรนด์เริ่มไปในเรื่องการผสมผสานมากขึ้น แค่ศูนย์การค้าอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ต้องรองรับด้วย Mix-use เป็นโครงการที่รวมทั้งศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม เป็นการจับลูกค้าหลายๆ กลุ่ม สังเกตได้ว่าการขยายสาขาใหม่ของเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ล้วนไปในโมเดล Mix-use เกือบทั้งหมด เพราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้โครงการได้ รองรับลุกค้าธุรกิจ และนักท่องเที่ยวได้เพิ่มเติม

  1. ศึกค้าปลีกในปั๊มน้ำมัน ต้องจับกับพาร์ทเนอร์

เมื่อผู้ให้บริการสถานีน้ำมันเริ่มเบนเข็มมาโฟกัสกลุ่มธุรกิจ Non-oil มากขึ้น ก็คือค้าปลีกภายในปั๊ม เพื่อเป็นจุดดึงดูดผู้บริโภคให้เข้าปั๊มมากขึ้น โดยที่ปตท.ได้เริ่มโมเดลนี้ก่อนใคร จนในปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นผู้เล่นรายอื่นเดินตามบ้างแล้ว ทำให้ได้เห็นการเปิดศึกจับมือพาร์ทเนอร์กับ “ร้านสะดวกซื้อ” ที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของปั๊มน้ำมัน

เซเว่นฯ ได้จับกับปั๊มปตท.มานานหลายปี แต่ปตท.เองก็พยายามปั้น Jiffy ที่เป็นร้านสะดวกซื้อของตนเองหลังจากที่ซื้อกิจการปั๊ม Jet ปั๊มเอสโซ่ได้พยายามจับกับ Tesco Lotus Express เป็นโมเดลขนาดเล็กของเทสโก้ โลตัส ส่วนบางจากได้จับมือกับ SPAR ซูเปอร์มาร์เก็ตจากเนเธอร์แลนด์ และปั๊มซัสโก้ที่ได้จับมือกับ Lawson 108 เป็นการเปิดศึกธูรกิจค้าปลีกอย่างเต็มรุปแบบของธุรกิจปั๊มน้ำมัน ที่จะโฟกัสแค่ธุรกิจน้ำมันอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

  1. จากอีคอมเมิร์ซ สู่ Omni Channel

มีการพูดถึงอีคอมเมิร์ซมาหลายปีแล้วในวงการค้าปลีกว่าจะกระทบต่อหน้าร้านออฟไลน์มากแค่ไหน แต่ก็พบว่าในไทยยังไม่ได้มีผลกระทบหนักเหมือนอย่างที่ต่างประเทศ เพราะสัดส่วนรายได้จากออนไลน์ยังน้อยมากอยู่ แต่ก็ได้เห็นการเติบโตมากขึ้น

ซึ่งผู้เล่นค้าปลีกได้พยายามพัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซของตัวเอง เพื่อที่จะดึงลูกค้าไม่ให้ไปไหน สร้างลอยัลตี้ให้มากขึ้น มีการพูดถึงอีคอมเมิร์ซไปจนถึง Omni Channel ที่ผนึกรวมร้านค้าออนไลน์ กับออฟไลน์เข้าด้วยกัน หมายถึงดูสินค้าจากออนไลน์ และไปซื้อที่หน้าร้านออฟไลน์ หรือมีบริการที่เสริมกัน เป็นนโยบายที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลบุกหนักมากขึ้น ส่วนค้าปลีกรายอื่นยังไม่เห็นทิศทางมากนัก

  1. สาวไทย ยังไงต้องสวย Health & Beauty ก็โตสวย

เป็นกระแสร้อนแรงมากในช่วงหลายปีนี้กับค้าปลีกในกลุ่ม Health & Beauty Store แต่เดิมมีผู้เล่นใหญ่แค่ไม่กี่รายอย่าง Watsons และ Boots ต่อมาเริ่มมีผู้เล่นจากต่างชาติเข้ามาเขย่าตลาดเพิ่มเติมอย่าง Tsuruha ประเทศญี่ปุ่นจากค่ายสหพัฒน์ฯ และ Matsutomo Kiyoshi ประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน กลุ่มเซ็นทรัลเป็นผู้นำเข้ามา เป็นร้านที่หลายคนรู้จักเมื่อเวลาไปเยือนประเทศญี่ปุ่น

แต่ที่สร้างกระแสในตลาดได้เป็นอย่างดีก็คือร้าน Eveandboy ร้านมัลติแบรนด์เครื่องสำอาง น้ำหอมต่างๆ โดยที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปีนี้มีการขยายสาขาอย่างหนักในห้างสรรพสินค้า ทำให้เกิดร้านมัลติแบรนด์อื่นๆ ตามมาอย่างบิวเที่ยม หรือการเข้ามาของ Sephora แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่ชอบเข้าร้านมัลติแบรนด์

  1. ร้านราคาเดียวกลับมาบูม 12 บาท ยัน 60 บาท

ถ้าพูดถึงร้านไลฟ์สไตล์ที่ขายสินค้าราคาเดียวที่เป็นต้นแบบจากร้าน 100 เยนในประเทศญี่ปุ่น มีผู้เล่นรายใหญ่ที่นึกถึงมากที่สุดคือ “Daiso” เนื่องจากมีการทำตลาดมานาน มีสาขาเยอะ ราคาไม่แพง และมีสินค้ามากมายตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ แต่ในตลาดก้มีแบรนด์อื่นๆ ได้แก่ Komonoya จากกลุ่มเซ็นทรัล, Just Buy ในโรบินสิน, Arcova, โตคูโตคูยะ และ Can Do ส่วนใหญ่จะมีราคาเริ่มต้นที่ 60 บาท

แต่ในช่วงปีที่ผ่านมาพบว่ามีร้านใหม่ๆ ทยอยตบเท้าเข้ามาในตลาด พร้อมกับราคาที่ย่อมเยากว่าเดิม เช่น เพนกวิน, แบร์ สโตร์, โมชิโมชิ และมินิโซ เป็นทั้งแบรนด์ไทย และแบรนด์ต่างประเทศ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 12 บาท ไปจนถึง 60 บาท แต่ที่เห็นได้ชัดคือร้าน Miniso จากประเทศจีนมีการบุกตลาดหนักหน่วง จองทำเลในห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงานหลายๆ แห่ง มีราคาเริ่มต้น 69 บาท เน้นสินค้ามินิมอลสไตล์ญี่ปุ่น ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมของคนไทยยังตอบรับกับร้านไลฟ์สไตล์ที่ราคาไม่แพง

  1. ค้าปลีก Go Digital สร้างแพลตฟอร์ม Engage กับผู้บริโภค

นอกจากเรื่องการสร้าง Loyalty Program ของแต่ละห้างแล้ว การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วมเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้ในการสื่อสาร และสร้าง Engagement กับลูกค้า พร้อมกับเชื่อมกับบัตร Loyalty Program เพื่อสร้างความสะดวก

กลุ่มเซ็นทรัลได้พัฒนาแอพ Central Department Store สำหรับห้างสรรพสินค้า ใช้สำหรับแจ้งโปรโมชั่น สะสมแต้ม แจ้งข่าวสาร รวมถึงบริการซื้อออนไลน์ กลุ่มเดอะมอลล์ก็มีแอพ The Mall Group เช่นกัน หรืออย่าง Tesco Lotus ก็พัฒนาแอพ พร้อมกับผลักดันเทคโนโลยี iBeacon ที่จะแจ้งข้อมูล โปรโมชั่นเมื่อเวลาลูกค้าเดินในสโตร์ แต่ยังมีข้อจำกัดเพราะต้องเปิดบลูทูธตลอดเวลา จังยังไม่ค่อยนิยมมากนัก

สรุป

  • ธุรกิจค้าปลีกในไทยยังมีอะไรตื่นเต้นอีกมากมาย มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปีต่อไปอาจจะได้เห็นอะไรแปลกใหม่มากขึ้เพื่อให้เท่าทันกับความต้องการของผู้บริโภค
  • ทั้งนี้สมาคมค้าปลีกไทยได้ประเมินอุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 น่าจะเติบโตระหว่าง 8-3.0% คืออยู่ในระดับทรงตัว และได้ประเมินภาพรวมดัชนีค้าปลีกปี 2560 มีการเติบโต 3.2-3.4 % (ในขณะที่คาดการณ์ว่า GDP ทั้งปี 2560 จะเติบโตที่ 3.9%)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/10-things-in-retail-industry-2017/

เดอะมอลล์ วาง 5 กลยุทธ์ สร้างห้างแห่งความสุข ทุกคนมาเดินได้โดยไม่ต้องแต่งเติม

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในหลากธุรกิจ เดอะมอลล์ ในฐานะห้างสรรพสินค้าที่อยู่มากว่า 36 ปีก็ต้องปรับตัวเองเช่นกัน จากสโลแกนเดิมที่หลายคนอาจเคยได้ยินว่า “อาณาจักรแห่งความสุขทุกครอบครัว” วันนี้ เดอะมอลล์ ยังวางเป้าหมายไว้เหมือนเดิม เพิ่มเติมด้วย 5 กลยุทธ์ใหม่ เพื่อทำให้เป็นห้างสรรพสินค้าที่ทุกคนสามารถมาเดินในแบบเป็นตัวของตัวเอง

ไม่ต้องแต่งเติมอะไรเพิ่มขึ้น

 

จัด Data Analytics วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด ของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป บอกว่า เดอะมอลล์ คาดว่าธุรกิจค้าปลีกจะมีการเติบโตในครึ่งปีหลัง 4-5% ขณะที่ e-Commerce ก็มีการเติบโตขึ้น 4-5% ของค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด และเดอะมอลล์ ก็มีการปรับกลยุทธ์ โดยนำระบบ Data Analytics เข้ามาใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กลยุทธ์สำคัญคือ Customer – Centric Segmentation และ One-to-One Personalization การทำกิจกรรมและโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าแต่ละไลฟ์สไตล์ลูกค้าในแต่ละ Segment

“เพราะลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ดังนั้นการตลาดต้องโดนใจ ซึ่งกลยุทธ์แบบ One-to-One คือ ต้องเสนอโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการรายบุคคล ที่ผ่านมาเก็บข้อมูลมากว่า 6 เดือนแล้ว แต่ยังต้องเก็บต่อไป เพราะหัวใจของกลยุทธ์นี้คือความแม่นยำและตรงความต้องการ”

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาด ของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป

Online Digital เข้าสู่ยุคการตลาด 4.0

สำหรับ 5 กลยุทธ์ที่จะมารองรับการทำตลาดรูปแบบใหม่ เริ่มต้นด้วย Online Digital คือการใช้ 3D ประกอบด้วย Data, Digital และ Delight Data ศึกษาพฤติกรรมเพื่อเข้าใจความต้องการในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเหมาะสำหรับการเจาะลูกค้ากลุ่ม Gen Z ที่โตมาพร้อมกับเทคโนโลยี และแชร์ข้อมูลตลอดเวลา

ปีที่ผ่านมาทางเดอะมอลล์กรุ๊ป ลงทุนพัฒนาระบบนำข้อมูลสมาชิกบัตร MCard ที่มีกว่า 3.5 ล้านราย และใช้งานประจำกว่า 2 ล้านราย มาวิเคราะห์มากขึ้น รวมถึงการสร้างบริการ Digital The Mall ให้บริการ Free Wi-Fi ครอบให้ครอบคลุม ทั้งพื้นที่ห้างและศูนย์การค้าโดยเริ่มจาก เอ็มโพเรี่ยม, เอ็มควอเทียร์, เดอะมอลล์ โคราช, บลูพอร์ต หัวหิน และขยายต่อไปในสาขาอื่นๆ โดยนำข้อมูล Digital footprint ที่ได้มาศึกษา พฤติกรรมการเดินภายในศูนย์การค้า วางแผนจัดกิจกรรม การจัดพื้นที่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Delight การตลาดดิจิทัลเชิงลึกทั้ง Social Media Analytic Platform, Marketing Automation System มุ่งเน้นการทำสร้างความแตกต่าง ด้วย Personalized Offers ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS Email หรือ Mobile App แจ้งโปรโมชั่นหาลูกค้าในแต่ละรายตามแต่พฤติกรรมของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน เพื่อให้โดนใจและเข้าถึงมากที่สุด

Innovative CRM บริหารความสัมพันธ์เชิงลึก

สมาชิกบัตร MCard 3.5 ล้านราย แอคทีฟประจำกว่า 2 ล้านราย เป็นฐานลูกค้าสำคัญ การทำการค้าปลีกในยุค 4.0 คือ Beyond Shopping Experience เป็น The Really Inner Experience โดยมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ลูกค้าแต่ละคนก็จะมีความต้องการที่แตกต่างไม่เหมือนกัน เราก็จะต้องศึกษาจากความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในเรื่องของ Data Mining เพื่อรู้ว่าต้องสื่อสารกับลูกค้าแต่ละกลุ่มเพื่อให้เข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายคือ จะต้องเพิ่มยอดลูกค้าที่ใช้งานประจำให้มากขึ้น จะทำให้ได้ข้อมูลลูกค้าที่แม่นยำ นำไปสู่การตลาดที่มีประสิทธิภาพ

จับมือพันธมิตร Collaboration

เดอะมอลล์ นเ้นการทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่ง เช่น พันธมิตรกลุ่มบัตรเครดิต, กลุ่มประกันชีวิต, กลุ่มเครือข่ายมือถือ, กลุ่มสายการบิน, กลุ่มยานยนต์, และอื่นๆ

อาหารอร่อย ดึงดูดลูกค้าด้วย Dining and Lifestyle

ผลการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า อันดับ 1 ลูกค้าส่วนใหญ่มาห้าง เพื่อรับประทานอาหาร อันดับ 2 มาเพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ดูงานอีเว้นท์ต่างๆ ดังนั้น เดอะมอลล์ จึงเชิญ หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ กูรูผู้เชี่ยวชาญด้าน dining และ โมเม-นภัสสร บุรณะศิริ กูรูผู้เชี่ยวชาญด้าน แฟชั่นบิวตี้ และไลฟ์สไตล์ มานำเสนอผ่านโลกออนไลน์ เช่น LIVE, สร้างคอนเทนท์แปลกใหม่ ให้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับ เทรนด์, แบรนด์ หรือร้านค้า ตลอดปี เพื่อที่ผู้บริโภคให้เข้ามามีส่วนร่วมแบบอินเตอร์แอคทีฟ ซึ่งจะช่วยสร้างประสบการณ์กับกลุ่มลูกค้าและช่วยส่งเสริมกิจกรรมการขายอีกทางหนึ่งด้วย

จัดกิจกรรม Event มาครบตลอดทั้งปี

ครึ่งปีหลัง เดอะมอลล์ มีอีเว้นท์ระดับเวิร์ลคลาส การแสดงที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่นำมาเอาใจลูกค้าเดอะมอลล์โดยเฉพาะ เช่น

– งาน AVATAR : Discover Pandora – Bangkok ซึ่งถือเป็น World Exhibition Tour ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัมผัสประสบการณ์เสมือนจริงกับ กับ Interactive Exhibition ที่ผสมผสานศิลปะ ความบันเทิงและเทคโนโลยี จากภาพยนตร์มหากาพย์ ผลงานผู้กำกับชื่อดัง เจมส์ คาเมรอน สัมผัสความมหัศจรรย์ของอาณาจักรแพนดอร่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 3 กันยายน 2560 ที่ เดอะมอลล์ บางกะปิ

– งาน The Mall Japan Discovery ที่สุดของงานเทศกาลญี่ปุ่นที่จำลองบรรยากศเสมือนได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นและรวบรวมของดีจากประเทศญี่ปุ่นไว้ในงาน อาทิ อาหาร ศิลปะและวัฒนธรรม ที่ เดอะมอลล์ บางกะปิ ในวันที่ 8 – 18 กันยายน 2560

– Fan Meeting กับ ศิลปินชื่อดังจากเกาหลี ในเดือน กันยายน นี้ ที่ MCC HALL The Mall Bangkapi

– สุดยอดมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ รวบรวม Pop Culture จากทั่วโลก ของเล่น ของสะสมจากทั่วโลก Cosplay, Games, และ ศิลปินจากประเทศญี่ปุ่น ที่ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ และ เดอะมอลล์ โคราช ในเดือน ธันวาคมนี้

การจัดอีเว้นท์ใหญ่อย่างต่อเนื่อง จะเพิ่มยอดคนเข้าห้าง 15-20% ช่วยกระตุ้นยอดขายในร้านค้ากว่า 1,200 ร้านค้า และบริการภายในศูนย์การค้า เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ โดยมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมที่หลากหลายและโปรโมชั่นสุดพิเศษ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ Destination อย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-mall-new-chapter-5-strategy/

เรื่องน่ารู้จากการปรับทัพสู่การตลาด 4.0 ของ “เดอะมอลล์”

 

จากตัวเลขการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกในช่วงครึ่งปีแรก อ้างอิงข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่ามีอัตราการเติบโตที่ 4% ขณะที่ครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะเติบโตประมาณ 4.6% นั้น อาจดูเป็นตัวเลขธรรมดา ๆ ที่ทุกธุรกิจแจกจ่ายให้สื่อกันเป็นการทั่วไป แต่หากมองให้ลึกจะพบว่า สำหรับธุรกิจค้าปลีก มันมีอะไรมากกว่านั้นซ่อนอยู่ 

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงก็คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก วันใดที่ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านอาจหมายถึงการทำงานไม่ได้ อีกทั้งยังมีการสื่อสารผ่าน Social Media เพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคใหม่ชื่อ Socialnomics ซึ่งวันนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ปจึงได้ออกมาประกาศตัวสู่ New Chapter ครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการสู่ยุคการตลาดดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยเราขอสรุปสาระสำคัญของ New Chapter ครั้งนี้ เอาไว้ดังนี้

Customer-Centric

สำหรับการปรับทิศทางสู่การตลาดดิจิทัลอย่างน่าตื่นตาตื่นใจของห้างเดอะมอลล์นี้จะเริ่มตั้งแต่การให้บริการ Full – WiFi เต็มพื้นที่ในศูนย์การค้าอย่างเอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เดอะมอลล์ โคราช และบลูพอร์ต หัวหิน (และจะขยายไปในสาขาอื่น ๆ ต่อไป) โดยจะมีการนำข้อมูล Digital Footprint ที่ได้มาศึกษาพฤติกรรมการเดินของลูกค้าภายในห้าง เพื่อจะได้วางแผนจัดกิจกรรม และการจัดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์คุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโสการตลาดของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัดเผยว่า ลูกค้าทุกวันนี้ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลัก ๆ 3 ข้อ หนึ่งคือให้ความเชื่อถือกับข้อมูลที่อยู่ใน Social Media เชื่อใน Experience ของเพื่อน ๆ เชื่อในเรื่องของ Value แต่อาจไม่ได้เชื่อผู้ค้าอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นก่อนการซื้อ ลูกค้าจะเสิร์ชก่อนทุกอย่าง

สองคือ ทุกคนพยายามที่จะรักษาสุขภาพมากขึ้น ดังนั้นห้างทุกห้างต้องมีฟิตเนส ร้านขายอุปกรณ์กีฬาเช่น Nike กลายเป็นแบรนด์ที่เติบโตสูงมากในด้านยอดขาย สามคือลูกค้ามีความคาดหวังสูงมากขึ้น จากการที่เขาได้รับรู้ข่าวสารผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างรวดเร็ว  ดังนั้น ห้างจะต้องปรับตัวให้สามารถตอบรับต่อความคาดหวังของลูกค้าแต่ละรายได้

“จากความเปลี่ยนแปลงนี้ Big Data จะเข้ามามีความสำคัญอย่างมาก เมื่อเรามี Big Data เราก็จะรู้จักตัวตนของลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น ทราบว่าเขาเสิร์ชอะไร ยืนอยู่ที่หน้าร้านไหน นานแค่ไหน รู้ได้กระทั่งว่า ลูกค้าเข้าร้านนี้กี่คนต่อวัน Big data ทำให้เรารู้ว่า เทรนด์ไหนกำลังมา หรือใน event Space เราก็จะรู้ว่า Event ได้รับความสนใจสูง เพื่อที่ว่าเราจะได้จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นให้สอดคล้องกับลูกค้าในแต่ละ segment”

การตลาด 4.0 

โดยเดอะมอลล์ได้เผยถึงกลยุทธ์การตลาด 4.0 ที่เน้นการตลาดดิจิทัลเชิงลึกทั้ง Social Media Analytic Platform, Marketing Automation System การทำ Personalized Offers ด้วยการศึกษาพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละรายแบบเจาะลึก และเลือกส่งโปรโมชันให้กับลูกค้าผ่านช่องทางที่ลูกค้าสะดวกที่สุด (แต่ละคนก็ต่างกันไป เช่น หากพบว่าผู้ใช้งานเล่น Facebook บ่อย แมสเซจก็จะถูกส่งไปผ่านแพลตฟอร์มโฆษณาของ Facebook แต่หากผู้ใช้เล่น Instagram แมสเซจจากเดอะมอลล์ก็จะส่งไปผ่าน Instagram แทน) แทนการส่งแมสเซจไปทุกช่องทางเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะเป็นการทำให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญเสียมากกว่า

นอกจากนั้น คุณวรลักษณ์เผยว่า การใช้ Big data ยังสามารถ Predictive ได้กระทั่งว่า ถ้าเขาซื้อของชิ้นนี้ คราวหน้าเขามาเขาจะซื้ออะไรเลยทีเดียว

“กลยุทธ์ของเราก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ดาต้ามีประโยชน์สูงสุด เช่น ถ้าเราทราบว่าลูกค้ามีการซื้อของไปหนึ่งชิ้น แล้วเราส่งแมสเซจเข้าไปว่า ถ้าซื้ออีกชิ้น จะมีส่วนลดให้อีก เหล่านี้เมื่อก่อนเราทำไม่ได้ แต่ตอนนี้เราทำได้แล้ว เพราะมี Big Data”

“ข้อสำคัญคือ แมสเซจจากเราต้องทำให้ลูกค้าสะดวกสบาย และรู้สึกว่าเรารู้ใจเขาจริง ๆ ไม่ใช่เป็นการรบกวนลูกค้า”

พร้อมกันนี้คุณวรลักษณ์ได้ยกตัวอย่างการจัดโปรโมชันกางเกงชั้นในผู้หญิง ซึ่งปกติจะไม่ส่งแมสเซจให้ลูกค้าชายอยู่แล้ว แต่สำหรับโปรโมชันกางเกงชั้นในชาย กลับมีการพบว่า ผู้ซื้อกางเกงชั้นในชายนั้น จริง ๆ แล้ว 80% คือลูกค้าผู้หญิง และนั่นคือความสำคัญของการใช้ Big Data ที่ห้างสรรพสินค้าได้ประโยชน์จากการทราบข้อมูลเหล่านี้

Gen Z จะกลับมาซื้อของออฟไลน์อีกครั้ง

อีกหนึ่งการคาดการณ์ที่น่าสนใจจาก Big Data ก็คือ กลุ่ม Gen Z จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่หันกลับมาซื้อของจากห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง หลังจากที่กลุ่ม Gen X และ Gen Y หนีไปซื้อของบนโลกออนไลน์เป็นหลัก โดยคุณวรลักษณ์เผยว่า เป็นเพราะกลุ่ม Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยี ดังนั้น ถึงเขาจะเสิร์ชทุกอย่างออนไลน์แต่ก็อยากมาสัมผัสกับของจริงที่ห้าง

“นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม Amazon ต้องมาเปิดช้อป เพราะเขาเห็นเทรนด์นี้ เราเองก็เช่นกัน การเป็นธุรกิจค้าปลีกต้องมอนิเตอร์พฤติกรรมผู้ซื้ออย่างต่อเนื่อง”

Innovative CRM

จากการตลาดมาสู่ CRM ที่เดอะมอลล์ได้มีการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีมาใช้งานเช่นกัน โดยปัจจุบัน เดอะมอลล์ มีลูกค้าที่เป็นสมาชิก บัตร MCard  กว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งเป็นบัตรสมาชิกที่ครอบคลุมของทุกห้าง (เดอะมอลล์, เอ็มโพเรี่ยม, เอ็มควอเทียร์, พารากอน และบลูพอร์ต หัวหิน) และศูนย์ฯ ขณะที่ยอดการ Active บัตรนั้นอยู่ที่ 30 – 40% ซึ่งคุณวรลักษณ์ชี้ว่าจะพยายามเพิ่มให้อยู่ที่ 50% ให้ได้

“เป้าหมายก็คือ ทำอย่างไรให้เขาหยิบบัตรเราขึ้นมาใช้ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ซึ่งอาจมาจาก การ redeem แต้มเป็นไมล์ของการบินไทยได้ และเรากำลังมีแผนจะเปิดตัวเวอร์ชวลการ์ด จะได้อำนวยความสะดวกกับลูกค้าไม่ต้องพกบัตรเยอะ”

ดึงเซเลบอาหาร – แฟชั่นร่วมให้ข้อมูล

ในส่วนนี้คุณวรลักษณ์เผยว่า “เรามีการทำรีเสิร์ชพบว่า ลูกค้าไม่ได้เลือกว่าจะกินห้างไหน แต่จะถามว่ากินร้านไหนมากกว่า ส่วนการนัดเจอกัน คนเราจะไม่ได้คิดหรอกว่าจะไปห้างไหน แต่มันมีอีเว้นท์ที่ห้างนี้พอดี นี่คือสิ่งที่จะดึงให้ลูกค้าเข้ามาได้ ดังนั้น เราจึงมี The Mall Guru ไม่ดู ยูเอ้าท์ ที่ได้เชิญสองกูรูอย่างหม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัฒน์ กูรูด้าน Dining มาแนะนำตั้งแต่ร้านอาหารฟู้ดคอร์ท ไปจนถึงร้านแบบ fine-dinning ซึ่งเดอะมอลล์พูดอาจไม่เท่าผู้รู้พูด กับคุณโมเม – นภัสสร บุรณะศิริ กูรูผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นบิวตี้ และไลฟ์สไตล์มาแนะนำแทน”

ทั้งนี้ กูรูทั้งสองท่านต่างมียอด Followers และแฟนคลับเป็นจำนวนมาก จึงคาดว่าจะช่วยสร้างประสบการณ์กับกลุ่มลูกค้าและช่วยส่งเสริมกิจกรรมการขายอีกทางหนึ่งด้วย

ดึง International Events เสริมทัพ

ส่วนสุดท้ายคือการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรมากมาย นำเสนออีเว้นท์ระดับโลก เช่น โชว์เต็มรูปแบบ GOT7 THAILAND TOUR “NESTIVAL” ครั้งแรกในภูมิภาคอีสาน ที่เดอะมอลล์โคราช, งาน AVATAR : Discover Pandora – Bangkok งาน World Exhibition Tour ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับ Interactive Exhibition ที่ผสมผสานศิลปะความบันเทิงและเทคโนโลยีจากภาพยนตร์ AVATAR , งาน The Mall Japan Discovery ซึ่งถือเป็นงาน Signature ของเดอะมอลล์ โดยปีนี้เราได้ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อฉลองครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย-ญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีงาน Countdown กิจกรรมส่งมอบความสุขส่งท้ายปีซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ และยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายในปีนี้

“ลูกค้าเรามีพี่ Google เป็นเครื่องมือ ดังงั้นเขาจะคาดหวังสูง เราจึงต้องมั่นใจว่า อีเวนท์ของเราจะได้สแตนดาร์ด ระดับโลก และทั้งหมดนี้ เราบอกได้คำเดียวว่า การทำธุรกิจค้าปลีกทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่ขายของ แต่ประสบการณ์ของลูกค้าก็ต้องสำคัญ”

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/the-mall-new-chapter-to-marketing-4-point-0/