คลังเก็บป้ายกำกับ: 2017

local.jpg

[PR] ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เผย 5 เทรนด์สำคัญ เร่งผลักดันแนวทางดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิก ปี 2017

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกวางให้เป็นผู้นำในการเดินหน้าสู่เส้นทางองค์กรดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ
รวมถึงเสริมสร้างประสิทธิภาพและโอกาสความเป็นไปได้ต่างๆ

มร. ฮิวเบิร์ต โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายเทคโนโลยี (ซีไอโอ) บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น และ มร. รัสเซลล์ สคิงส์ลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าวว่า แนวโน้มที่สำคัญด้านธุรกิจและเทคโนโลยีสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2017  คือการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัล หรือ Digital Transformation จะยังมีผลต่อการวางกลยุทธ์ด้านไอทีขององค์กรในปี 2017 อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นแนวโน้มที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ โดยคาดว่าจะได้เห็นองค์กรจำนวนมากมุ่งมั่นผลักดันแนวทางดิจิทัลให้เติบโตอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงกับผลการสำรวจของ Forbes Insights ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ที่พบว่าโดยทั่วไปแล้วองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่าการแปรรูปองค์กรให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัลของพวกตนมีความก้าวหน้ามากกว่าภูมิภาคในส่วนอื่นๆ ของโลก ซึ่งความเชื่อนี้จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในปี 2017


มร. ฮิวเบิร์ต โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายเทคโนโลยี (ซีไอโอ) บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น

มร. รัสเซลล์ สคิงส์ลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ 

ทั้งนี้ โยชิดะและสคิงส์ลีย์ ได้ระบุ 5 แนวโน้มสำหรับตลาดเทคโนโลยีในปี 2017 ไว้ดังนี้

#1: การเพิ่มประสิทธิผลจะเกี่ยวข้องกับบุคลากร กระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (OECD) ระบุไว้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ แม้ว่าจะมีการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ประสิทธิผลกลับลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ โดยโยชิดะเชื่อว่าสาเหตุเป็นเพราะกระบวนการทำงานใหม่ๆ ยังไล่ตามเทคโนโลยีใหม่ไม่ทัน มีเพียงแต่บางองค์กรที่สามารถปรับกระบวนการและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจบริการที่พักอย่าง Airbnb ได้เริ่มต้นการดำเนินธุรกิจเฉกเช่นเดียวกับการใช้เทคโนโลยีธุรกิจโรงแรมแบบดั้งเดิมทั่วๆไป แต่ด้วยการปรับสู่ระบบดิจิทัลโดยการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าของตลาดได้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี  จะเห็นได้ว่าการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปธุรกิจผ่านทั้งบุคลากรและกระบวนการ รวมถึงผ่านทางการใช้เทคโนโลยีใหม่ในเชิงสร้างสรรค์ ด้วยเหตุนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคล่องตัว (Agile) ระบบคลาวด์ และการนำเอาหลักการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แบบ DevOps (Development Operation) ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในด้านบุคคลากรและกระบวนการทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ให้การดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เกิดข้อผิดพลาดน้อย และไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากนัก

“ส่วนโมเดลโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคล่องตัวและระบบคลาวด์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเกิดไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ สำหรับการผลักดันโครงการเทคโนโลยีของตนให้บรรลุผล” สคิงส์ลีย์ เสริม

#2: การเดินหน้าเข้าสู่ระบบคลาวด์อย่างรวดเร็ว

มร.เอ็ด แอนเดอร์สัน รองประธานฝ่ายงานวิจัย บริษัท การ์ทเนอร์ กล่าวว่า กลยุทธ์ Cloud First หรือการให้ความสำคัญกับระบบคลาวด์ก่อนเป็นอันดับแรก คือรากฐานสำคัญเพื่อความอยู่รอดขององค์กรในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดอาเซียนตอบรับแนวทางนี้อย่างรวดเร็ว และภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นผู้นำของโลก จากดัชนีความพร้อมในการใช้ระบบคลาวด์ (Cloud Readiness Index) ของปีนี้ ซึ่งสำรวจโดยสมาคม Asia Cloud Computing Association

“โมเดลคลาวด์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากต่ออนาคตอันใกล้นี้คือระบบคลาวด์แบบไฮบริด เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มีความเข้าใจ ยอมรับในความคล่องตัว และความประหยัดของระบบคลาวด์สาธารณะ แต่ยังไม่พร้อมที่จะย้ายระบบทั้งหมดไปยังระบบนี้ ไฮบริดคลาวด์จึงมีประโยชน์ประสานระหว่างคลาวด์สาธารณะ และคลาวด์ส่วนตัว ที่เด่นเรื่องความปลอดภัยภายใต้ความควบคุมของฝ่ายไอที เราคาดว่าความต้องการนี้จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2017” สคิงส์ลีย์ ให้ความเห็น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ผู้บริหารด้านไอทีทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความสนใจในการพัฒนาทักษะด้านการติดตามตรวจสอบการจัดการด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้านเวิร์กโหลด รวมถึงการบริหารความจุของระบบคลาวด์ เพราะแทนที่จะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากหลากหลายผู้จำหน่ายและต้องผสานรวมโครงสร้างดังกล่าวเข้าด้วยกันโดยใช้ซอฟต์แวร์ด้านการจัดการ ฝ่ายไอทีจึงมองหาโซลูชั่นที่มีความสามารถแบบครบวงจรในรูปของการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure as a Service  – IaaS) หรือในแบบระบบคอนเวิร์จมากกว่า เนื่องจากระบบนี้จะรวมระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบสตอเรจ และระบบเน็ตเวิร์คเข้าด้วยกันจะช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนได้อย่างมากและบริหารโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง เช่น Hitachi United Compute Platform ที่ผนวกเข้ากับระบบจัดการคลาวด์ เช่น VMware vRealize เพื่อนำเสนอระบบแบบเสร็จสรรพ สำหรับระบบคลาวด์แบบสาธารณะ แบบส่วนตัว และแบบไฮบริดผ่านส่วนควบคุมการบริหารจัดการ ณ จุดเดียว

#3: Bimodal IT

Bimodal IT หมายถึงแนวทางด้านไอที 2 รูปแบบ ได้แก่:

  • รูปแบบที่ 1: แบบดั้งเดิม — เน้นความปลอดภัย ความถูกต้องแม่นยำ และความพร้อมใช้งาน
  • รูปแบบที่ 2: แบบไม่คงที่ (Nonlinear) — เน้นความคล่องตัวและความเร็ว

ทั้งนี้ไม่ต่างจากที่ระบบคลาวด์แบบไฮบริดจะยังคงเป็นโมเดลที่โดดเด่นในอีกหลายปีนับจากนี้ โดยที่แนวทาง Bimodal IT ก็จะมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน  แม้ว่าหลายคนอาจต้องการกำจัดกลุ่มแอปพลิเคชั่นแบบเดิมออกไปแล้วเริ่มต้นใหม่ แต่ในความเป็นจริงการดำเนินธุรกิจยังคงจำเป็นต้องประสานทั้งสองแบบและต้องดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างบนรากฐานของระบบที่สนับสนุนและเข้าใจการทำงานของระบบหลัก (Mission-critical systems) อย่างแท้จริง ดังนั้น ฝ่ายไอทีจะต้องสามารถจัดการแนวทางทั้งสองรูปแบบนี้ให้ได้ และต้องเลือกใช้ระบบที่สามารถเชื่อมโยงแนวทางทั้งสองนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสม โซลูชั่นแบบคอนเวิร์จจะสามารถทำให้แนวทางในรูปแบบที่ 1 มีความทันสมัยและเชื่อมโยงเข้ากับแนวทางในรูปแบบที่ 2 ผ่านส่วนควบคุมที่สามารถจัดระเบียบและความพร้อมในการใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างเห็นผล

แม้ว่าการดำเนินแนวทางทั้งสองอย่างจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่เชื่อว่าองค์กรต่างๆ จะไม่ยอมให้ข้อมูลของตนต้องถูกปล่อยทิ้งไว้ในคลังเก็บของแนวทางแบบที่ 1 จนทำให้ต้องสูญเสียข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่มีค่ายิ่ง ทั้งนี้มีเครื่องมือต่างๆ มากมาย เช่น Pentaho Enterprise Data Integration ที่สามารถนำคลังข้อมูลของแนวทางในรูปแบบที่ 1 มารวมเข้ากับข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้างของแนวทางในรูปแบบที่ 2 เพื่อให้ผู้ใช้มีมุมมองที่ชัดเจนในข้อมูลทั้งหมดของตนและส่งผลให้เกิดการผลักดันโครงการที่สำคัญต่างๆ

#4: ฮับข้อมูลส่วนกลาง

ข้อมูลกำลังกลายเป็นสิ่งที่มีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยล่าสุดของบริษัท ไอดีซี พบว่า 53% ขององค์กรในภูมิภาคแห่งนี้มองว่าข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) และการวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญและได้นำมาใช้หรือวางแผนที่จะนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเห็นได้ว่าบริษัทต่างๆ กำลังแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์และผสานรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นและสามารถปรับใช้ข้อมูลเก่าเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ได้

“บทเรียนสำคัญที่ได้จากองค์กรธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตใหม่ๆที่ประสบความสำเร็จและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับธุรกิจได้นั้น คือการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญองค์กรเหล่านี้มีก็คือการผสานรวมข้อมูลต่างๆที่ใช้งานง่าย และให้ได้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างชาญฉลาด องค์กรดั้งเดิมตระหนักดีว่า พวกเขายังไม่ได้ใช้ข้อมูลอันมีค่าของตนให้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น” สคิงส์ลีย์ กล่าว

ฝ่ายไอทีจึงจำเป็นต้องสร้างฮับข้อมูลส่วนกลางสำหรับการบริหารจัดการ การใช้ และการปกป้องข้อมูลของตนให้ดียิ่งขึ้น โดยฮับส่วนกลางนี้ควรเป็นระบบจัดเก็บแบบออบเจ็กต์ที่มีขีดความสามารถปรับขยายได้มากกว่าระบบจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม มีความสามารถในการบริหารการเคลื่อนย้ายข้อมูล และระบบบรรณารักษ์ข้อมูลแยกย่อยข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตลอดจนครอบคลุมระบบคลาวด์ทั้งในแบบสาธารณะและแบบส่วนตัว รวมถึงอุปกรณ์มือถือด้วย สคิงส์ลีย์ เรียกสิ่งนี้ว่า “ระบบจัดเก็บทุกสิ่งที่องค์กรรู้จัก” (repository of everything an organization knows) และเชื่อว่าองค์กรจะไม่ยอมปล่อยให้ข้อมูลที่สำคัญและมีศักยภาพถูกทิ้งไว้ในระบบจัดเก็บข้อมูลอย่างถาวรหรือระบบสำรองข้อมูลโดยที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ อีกต่อไป

#5: การตระหนักถึง IoT ในศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

มร. โยชิดะ กล่าวว่า “ระบบเครือข่ายของสิ่งต่างๆ จะมีผลต่อชีวิตของเราในทุกด้าน และแม้ว่าสิ่งนี้อาจไม่ใช่แนวโน้มสำคัญนักสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีหน้า แต่ทุกการตัดสินใจด้านไอทีที่เกิดขึ้นในปี 2560 ควรให้ความสำคัญกับแนวคิดของอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) ด้วยเช่นกัน การผสานรวมเทคโนโลยีดำเนินงาน (Operational Technology: OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) เข้าด้วยกันกับการวิเคราะห์คือก้าวแรกที่สำคัญ โดยปัจจุบัน IoT ต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเชิงลึกและโครงการส่วนใหญ่กำลังอยู่ในขั้นของการทดสอบแนวคิด (proof-of-concept) อยู่ ในปี 2017 เราจะอยู่ในขั้นของการนำแพลตฟอร์มการดำเนินงานมาปรับใช้กับโครงการต่างๆ ด้าน IoT เช่น ระบบขนส่งรถไฟแบบ train-as-a-service หรือแนวคิด Industry 4.0 ทั้งนี้ บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พร้อมกับบริษัทธุรกิจในเครือของ บริษัท ฮิตาชิ และพันธมิตรเทคโนโลยี กำลังร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มหลักของ IoT นั่นคือ Lumada เพื่อสร้างเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะและนำเสนอโซลูชั่น IoT ที่ผ่านการทดสอบแล้วเพื่อให้ได้ระบบแบบเปิดที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ มีความถูกต้อง และปลอดภัย” 

แนวโน้มในปีหน้าจะได้รับแรงแรงผลักดันจากความต้องการที่ชัดเจนขององค์กรที่มุ่งมั่นในการแปรรูปสู่ระบบดิจิทัล โดยที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกวางให้เป็นผู้นำในการเดินหน้าสู่เส้นทางสายนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจใดก็ตาม ฝ่ายไอทีต่างมีความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการแปรรูปเข้าสู่ระบบดิจิทัลอันส่งผลต่อการสร้างรายได้ใหม่ๆให้องค์กร รวมถึงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและโอกาสความเป็นไปได้ต่างๆ” มร. สคิงส์ลีย์ กล่าวทิ้งท้าย

###

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์

บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด เป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อให้องค์กรพร้อมปรับธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลผ่านโซลูชั่นการบริหารจัดการ การควบคุมตามกฎข้อบังคับและความปลอดภัย การเคลื่อนย้าย และการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร ได้แก่ สตอเรจ,  เซิร์ฟเวอร์, ซอฟต์แวร์, การวิเคราะห์, การบริหารจัดการเนื้อหา, และคลาวด์คอมพิวติ้ง พร้อมการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายอย่างครบถ้วน เราพร้อมช่วยองค์กรทั่วโลกเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของลูกค้า ทำให้สามารถมั่นใจในความได้เปรียบและทันต่อการแข่งขันสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลนี้ ทั้งนี้มีเพียงบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ รายเดียวเท่านั้นที่พร้อมเสริมศักยภาพให้กับองค์กรดิจิทัลด้วยการผสานการทำงานของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีที่สุดเข้ากับเทคโนโลยีการปฏิบัติงานที่ได้จากกลุ่มบริษัทฮิตาชิทั้งหมด พร้อมรวมประสบการณ์นี้เข้ากับความเชี่ยวชาญของฮิตาชิภายใต้แนวคิดอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things) เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เหนือกว่าให้กับองค์กรธุรกิจและสังคมที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีการเติบโต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ HDS.com

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ จำกัด

บริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นโตเกียว: 6501) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมมากมายซึ่งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของสังคม บริษัทมีรายได้รวมในปีงบประมาณ 2558 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559) 10,034.3 พันล้านเยน (88.7 พันล้านดอลลาร์) ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฮิตาชิถือเป็นผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Business) โดยมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 335,000 คน และภายใต้ความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกัน บริษัท ฮิตาชิ เน้นด้านนวัตกรรมให้กับลูกค้าในทุกภาคส่วน ได้แก่ พลังงาน/ไฟฟ้า, อุตสาหกรรม/ตัวแทนจำหน่าย/บริการด้านประปา, การพัฒนาเมือง และการเงิน/หน่วยงานภาครัฐ/การดูแลสุขภาพ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของฮิตาชิ สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.hitachi.com

from:https://www.techtalkthai.com/5-key-trends-driving-digital-transformation-of-asia-pacific-businesses-in-2017/

local.jpg

[PR] ซัมซุงงัดกลยุทธ์จับเทรนด์ 2560 “ครอบครัวเมือง-ดิจิทัล-พลังหญิง-รักสุขภาพ” รุกตลาดด้วยทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 83 รายการ ภายใต้แนวคิด “Innovation that cares”

  • เปิดตัวนวัตกรรมที่พัฒนาจากการรับฟังเสียงผู้บริโภค ชูพระเอก เครื่องปรับอากาศ “ซัมซุง อินเวอร์เตอร์ วินด์ฟรี” พลังลมเย็นสบาย ไม่กระทบตัว
  • วางกลยุทธ์อัดแน่น รุกดิจิทัล ปรับการสื่อสารให้เข้าใจง่ายเข้าถึงทุกกลุ่ม จัดเต็มหน้าร้าน เซอร์วิส ซีอาร์เอ็ม โปรโมชั่น

กรุงเทพฯ (9 มกราคม 2560) – ซัมซุงสานต่อผู้นำนวัตกรรมระดับโลก แถลงกลยุทธ์ลุยตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านปี 2560 เน้นจับ 4 เทรนด์หลัก “ครอบครัวเมือง-ดิจิทัล-พลังหญิง-รักสุขภาพ”   พร้อมเปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านล่าสุด ภายใต้แนวคิด “Innovation that cares” นวัตกรรมที่พัฒนาจากการรับฟังเสียงผู้บริโภค ชูพระเอกเครื่องปรับอากาศ “ซัมซุง อินเวอร์เตอร์ วินด์ฟรี” พลังลมเย็นสบาย   ไม่กระทบตัว “พาวเวอร์บอท รุ่น VR9300” หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่เพิ่มพลังดูด มาพร้อม WiFi เครื่องซักผ้าซัมซุง แอดวอช ที่มาพร้อมฟังก์ชันอบผ้าแห้งในตัว ตู้เย็นทวิน คูลลิ่ง พลัสในดีไซน์ใหม่กับราคาหลากหลาย พร้อมทัพผลิตภัณฑ์รวม 83 รายการ ติดอาวุธใหม่ช้อปปิ้งออนไลน์และแคมเปญการตลาดแบบจัดหนักตลอดปี มั่นใจผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน 9 ปีซ้อน

นางวรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2560 นี้ ซัมซุงมองเห็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย 4 เทรนด์ด้วยกัน คือ

1) การเติบโตของเขตเมือง ประชากรในต่างจังหวัดย้ายเข้ามาอยู่ในเขตเมืองมากขึ้น รวมถึงขนาดครอบครัวในเขตเมืองที่เล็กลง จึงส่งผลให้ที่พักอาศัยในเขตเมืองที่มีพื้นที่จำกัด เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ และทาวน์เฮ้าส์ ขยายตัว

2) การเสพสื่อดิจิทัลและนักช้อปปิ้งออนไลน์ (Shopper 4.0) ข้อมูลล่าสุดพบว่าผู้บริโภคใช้เวลาในโลกออนไลน์มากที่สุดถึง 4.2 ชั่วโมงต่อวัน โดยใช้เวลาเสพข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตตั้งแต่        ตื่นนอนถึงเข้านอนมากกว่าสื่ออื่นๆ เกือบทุกช่วงเวลา รองลงมาคือการดูโทรทัศน์ 2.6 ชั่วโมงต่อวัน โดยมี             ช่วงเช้าหลังตื่นนอน และช่วงอาหารมื้อเย็นเป็นต้นไปที่ผู้บริโภคมักจะรับชมโทรทัศน์ไปพร้อมๆ กับการใช้โมบายล์ดีไวซ์ในการแชท เล่นเกม รวมไปถึงการค้นหาข้อมูลสินค้าและช้อปปิ้งออนไลน์อีกด้วย โดยสัดส่วนในการช้อปปิ้งออนไลน์ระหว่างผู้หญิงและผู้ชายคิดเป็น 74% และ 26% ตามลำดับ โดยสินค้าอิเลคโทรนิคส์เป็นประเภทสินค้าที่มีการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์มากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากสินค้าแฟชั่น

3) พลังของผู้หญิงยุคใหม่ที่มีทั้งอำนาจในการตัดสินใจ และอำนาจซื้อ จากผลการสำรวจปี 2558 พบว่าผู้หญิงไทย 33.6% มีส่วนในการรับผิดชอบและตัดสินใจเรื่องภายในบ้าน และผู้หญิงไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น 13.7% เมื่อเทียบกับปี 2553 ทำให้ผู้หญิงเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนตลาดในปัจจุบัน

4) เทรนด์รักสุขภาพ จากการที่คนหันมาดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น ส่งผลให้ประชากรไทยมีอายุเฉลี่ยยาวนานขึ้น และภายในปี 2561 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรสูงวัยในสัดส่วน 18% ของประชากรทั้งประเทศ       ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรวัยเด็กซึ่งมีเพียง 17% โดยภายในปี 2565 ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยอันดับ 3 ในทวีปเอเชียรองจากญี่ปุ่นและสิงคโปร์

“ด้วยเหตุนี้ ซัมซุงจึงคิดค้นนวัตกรรม รวมทั้งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารเพื่อตอบรับกับเทรนด์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น ด้านผลิตภัณฑ์ ที่ซัมซุงมีนโยบายการออกแบบคิดค้นผลิตภัณฑ์ขึ้นเพื่อให้ใช้งานง่าย และอำนวยความสะดวกสบาย เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มคนทำงาน กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มคนรักสุขภาพ ปีนี้   ซัมซุงเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านรุ่นใหม่ทั้งสิ้น 83 รุ่น โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการ  ด้านการสื่อสาร นอกจากจะทำการสื่อสารอย่างครอบคลุม 360 องศาแล้ว ปีนี้จะโฟกัสช่องทางดิจิทัลมากขึ้น โดยจะเพิ่มการสื่อสารและแนะนำสินค้าผ่านสื่อดิจิทัลหลักทั้ง Google Facebook และ LINE รวมทั้งการปรับใช้เครื่องมือ iBeacon ที่เป็นเครื่องมือส่งสัญญาณแจ้งข้อมูลข่าวสาร หรือคูปองสิทธิพิเศษหรือการลดราคาเมื่อลูกค้าเดินผ่านหน้าช็อปซัมซุง นอกจากนี้จะให้ความสำคัญในการศึกษาช่องทางที่ผู้บริโภคใช้หาข้อมูลสินค้าประกอบการตัดสินใจซื้อและช่องทางที่ผู้บริโภคซื้อสินค้า เพื่อทำการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค ทั้งยังเตรียมปรับเนื้อหาในการสื่อสารใหม่ โดยลดการใช้ศัพท์ทางเทคนิคลง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงและเข้าใจผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและผู้สูงอายุ ทั้งยังเน้นช่องทางช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่รวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์สูง”

ด้านบริการหลังการขาย มีการปรับปรุงและขยายช่องทางการให้บริการลูกค้า ผ่านแอพพลิเคชัน เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ลูกค้าซัมซุง ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์หรือ CRM จะมีการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ซัมซุง อัลติเมท (Samsung Ultimate) หรือโปรแกรมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าซัมซุง ซึ่งในปีนี้ซัมซุงเตรียม       สิทธิพิเศษดีๆ เพื่อสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเพิ่มฐานสมาชิกอีก 100% ” นางวรรณากล่าวเสริม

ด้านนางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ผู้อำนวยการธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “สืบเนื่องจากเทรนด์ดังกล่าว ซัมซุงจึงลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์จากการฟังเสียงของผู้บริโภค เพื่อมอบการดูแลที่ดีที่สุด ภายใต้แนวคิด ‘Innovation that Cares’ ในปีนี้ซัมซุงภูมิใจนำเสนอ เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน ซัมซุง อินเวอร์เตอร์ วินด์ฟรี (Samsung Inverter Wind-Free™) ซึ่งเป็นนวัตกรรมเฉพาะของซัมซุงที่คงอุณหภูมิความเย็นในห้องโดยไม่มีลมกระทบตัว       ที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว (Indirect cooling) และใช้เทคโนโลยีใหม่ ดิจิตอล อินเวอร์เตอร์ 8-Pole ด้วยมอเตอร์ที่หมุนเร็วกว่า ทำความเย็นได้เร็วขึ้น และช่วยประหยัดไฟมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์รุ่นอื่น ไม่ว่าจะเป็น PowerBot รุ่น VR9300 หุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ที่สามารถเพิ่มพลังดูดได้มากถึง 40 วัตต์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อ WiFi ทำให้สามารถควบคุมเครื่องดูดฝุ่นได้แม้ไม่อยู่บ้าน ผ่านแอพพลิเคชัน”

“พร้อมกันนี้ สำหรับ ซัมซุง แอดวอช (Samsung AddWash) เครื่องซักผ้าฝาหน้าพร้อมช่องเติมผ้าระหว่างซักที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ขยายไลน์อัพเพิ่มขึ้นเพื่อครอบคลุมทุกความต้องการ โดยเพิ่มฟังก์ชันการอบผ้าไปด้วยในตัว ซึ่งมั่นใจว่าและได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากคนไทยยุคใหม่อย่างเช่นเคย ส่วน ตู้เย็นซัมซุง ทวิน คูลลิ่ง พลัส (Samsung Twin Cooling PlusTM) นวัตกรรมความเย็น 2 ระบบในตู้เย็น 2 ประตูรุ่นใหม่จะมาพร้อมดีไซน์ใหม่ ในราคาที่เข้าถึงได้เพื่อช่วยให้ทุกครอบครัวได้รับประทานผักผลไม้ที่สดอร่อยอยู่เสมอ ผลิตภัณฑ์ตู้เย็นในปีนี้จะมีให้เลือกหลากหลายขึ้นทั้งในด้านฟังก์ชันและดีไซน์  นอกจากนี้ซัมซุงยังใช้กลยุทธ์ไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้ง ‘แบล็ค สแตนเลส ซีรีส์’ เน้นดีไซน์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านให้สวยงาม สามารถเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านได้”

“ซัมซุงยังคงสร้างความแข็งแกร่งกับพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการขายผ่านช่องทางโมเดิร์น    เทรดและคู่ค้ากว่า 1,000 ร้าน และสำหรับหน้าร้าน ซัมซุงมีแผนการปรับโฉมตามแนวคิด ‘Samsung Open House’ ซึ่งเป็นการจำลองบรรยากาศให้เหมือนอยู่ที่บ้าน เพื่อสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ดีในการช้อปปิ้ง โดย      ตั้งเป้าปรับโฉมในปีนี้ทั้งหมด 10 ร้าน เพิ่มจากปีที่แล้วที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 10 ร้าน ด้านโปรโมชัน ซัมซุงเตรียมแคมเปญโปรโมชันใหญ่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในไตรมาสแรก จะเน้นซัมเมอร์ โปรโมชัน ที่ให้ส่วนลดพิเศษมากมาย” นางสาวเสาวณีย์กล่าวเพิ่มเติม

“ด้วยนวัตกรรมและกลยุทธ์ทางการตลาด 360 องศา ประกอบกับงบการตลาดที่เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซัมซุงมั่นใจว่าจะครองความเป็นผู้นำตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านได้เป็นปีที่ 9 ติดต่อกันอย่างแน่นอน”     นางสาวเสาวณีย์กล่าวสรุป            

###

เกี่ยวกับ ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด จุดประกายแรงบันดาลใจและสร้างวิถีแห่งอนาคตด้วยความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยบริษัทได้สร้างนิยามใหม่ให้กับโลกของโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์อัจฉริยะสวมใส่ได้ แท็บเล็ต กล้องถ่ายภาพ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์การแพทย์ ระบบเครือข่าย สารกึ่งตัวนำและ LED โซลูชั่น สำหรับข่าวสารล่าสุด ท่านสามารถเยี่ยมชม Samsung Newsroom ได้ที่ news.samsung.com

เกี่ยวกับ ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด คือ ผู้นำด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที และโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย โดยเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์ยูเอชดีทีวี แอลอีดีทีวี ตู้เย็นแบบไซด์บายไซด์ ตู้เย็น 2 ประตู เครื่องซักผ้าอัตโนมัติ เครื่องปรับอากาศ เตาอบไมโครเวฟ จอแอลเอฟดี เลเซอร์พรินเตอร์แบบมัลติฟังก์ชัน สมาร์ทโฟนแท็บเล็ตและกล้องดิจิตอล มีพนักงานประมาณ 5,000 คน ในส่วนการขาย การตลาด และการผลิต เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่ http://www.samsung.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/samsung-catch-up-4-trends-for-2017/

local.jpg

[PR] ปีใหม่ เที่ยวเพลิน เงินหมดทำอย่างไรดี

โดยบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

วันหยุดปีใหม่ผ่านไปไวพอๆ กับเงินเดือนและโบนัสที่ผ่านเข้ามาในกระเป๋าสตางค์ หลังจากต้องเจอกับเทศกาลท่องเที่ยว เฉลิมฉลอง แจกของขวัญ และจับฉลาก เราเชื่อว่าคนทำงานจำนวนไม่น้อยกำลังประสบปัญหา “เงินเดือนหมด” แล้ววันที่เหลือกว่าจะถึงสิ้นเดือนล่ะจะทำยังไง jobsDB จึงอยากจะชวนคุณตั้งหลักใหม่ เพื่อให้กระเป๋าเงินที่กำลังแห้งเหี่ยว กลับมามีชีวิตชีวาได้ง่ายๆ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.   ตั้งเป้าการใช้ชีวิตต่อไป – เงินหมดแต่คุณห้ามหมดหวัง เพราะอย่างไรชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ฉะนั้นลำดับแรกเราควรมีการตั้งเป้าใช้ชีวิต เพื่อการเก็บเงินก้อนใหม่ แต่หลายคนอาจจะยังขาดแรงบันดาลใจ ลองใช้วิธีตั้งเป้าท่องเที่ยวทริปต่อไปไว้รอ  เข้า Google หาที่เที่ยวที่โดนใจ แล้ววางแผนทริปใหม่ คำนวณช่วงเวลาที่จะไป คำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด คราวนี้ล่ะแรงบันดาลใจมาเต็ม คุณจะตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินทุกบาทเพื่อที่จะให้ได้ไปทริปในฝันได้ตามเป้าอย่างไม่น่าเชื่อ แล้วเงินก้อนใหม่ก็จะมาไวกว่าที่คุณคิดเสียอีก

2.   ใช้โปรโมชั่นให้เป็นประโยชน์ ถึงเวลาของนักล่าโปรโมชั่นแล้ว ที่จริงจะบอกให้เราหยุดการใช้จ่ายเลยนั้นก็เป็นเรื่องยาก เพราะหากมีเรื่องจำเป็นที่ต้องซื้อต้องหาจริงๆ จะให้ทำอย่างไรได้ ถ้าอย่างนั้น เราก็ต้องสวมวิญญาณนักล่าโปรโมชั่นแบบเต็มตัว ต้องรู้จักเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อของ เพื่อให้ได้ของที่ถูกที่สุด ค่าโทรศัพท์หรือบัตรเครดิตต่างๆ ที่มีสิทธิพิเศษมอบให้กับลูกค้า เช่น ส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร หรือจะเป็นโปรโมชั่นจากสายการบิน ถ้ามีแพลนจะไปเที่ยวที่ไหน ไม่ควรมองข้ามโปรโมชั่นดีๆ เหล่านั้น งานนี้เรียกว่าจะใช้จ่ายอะไรมองหาโปรโมชั่นไว้ก่อนเลยจะได้เซฟๆ

3.   วางแผนการใช้และเก็บเงิน – หลังจากที่ออกไปเจอโลกกว้าง ออกไปใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงกันมาแล้ว เงินก็หมดแล้วด้วย จากนี้ไปไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเก็บตัว กลับมาทำงานคราวนี้ลองเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เลิกงานแล้วกลับมานอนดูหนังฟังเพลง งดนัดเพื่อน งดเดินห้างดูบ้าง แบบนี้มันจะทำให้คุณได้พักผ่อนเต็มที่ร่างกายได้ฟื้นตัว เงินในกระเป๋าก็ฟื้นตาม เพราะไม่ได้ออกไปใช้จ่ายที่ไหน เป็นการยืดอายุเงินในกระเป๋าให้อยู่กับเราได้นานขึ้น หรือลองใช้เทคนิคใช้เท่าไหร่หยอดกระปุกเท่านั้นดูก็ได้ โดยการคำนวณว่าตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงกลับถึงบ้านวันนี้ เรามีรายจ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ และให้นำยอดเดียวกันนั้นหยอดกระปุกไปซะ ทำแบบนี้สักหนึ่งเดือนรับรอง เงินก้อนใหม่เกิดขึ้นได้แน่ ๆ แต่ต้องมีวินัยและซื่อสัตย์กับตัวเองด้วยนะ

4.   หารายได้เสริม – การมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่าทางเดียวเสมอ ฉะนั้นจังหวะนี้อย่ารอช้าลองหาอะไรทำเพิ่มเติมจากงานประจำ ไม่ว่าจะเป็นการดึงความสามารถด้านการทำงานประดิษฐ์ มาทำสินค้าแฮนด์เมดขาย หรือดึงความสามารถที่คุณมีอยู่ในตัวที่คิดว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่น แล้วประกาศลง Facebook ว่าคุณรับทำงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นรับแปลงาน หรือสอนพิเศษเด็กในวิชาต่างๆ ที่คุณถนัด คราวนี้ล่ะ เพื่อนใน Facebook ที่เห็นแววเรา และหยิบยื่นงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ทำได้บ้าง คุณก็จะมีรายได้หลายทางมากขึ้น

5.   ลงทุนให้เงินงอกเงย คราวนี้เราต้องมาคิดเรื่องการต่อยอดเงินที่เราพอมีเหลืออยู่ให้เพิ่มพูนขึ้นมา เช่นในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ลองใช้เวลาเก็บตู้เสื้อผ้า และชั้นรองเท้าของคุณ เลือกของที่ใส่ไม่ได้แล้ว หรือไม่ได้ใช้งานไปขายตามตลาดนัดมือ 2 ซึ่งนอกจากจะมีรายได้เสริมแล้ว ยังถือโอกาสทำความสะอาดบ้านของคุณรับปีใหม่ไปด้วย หรือหากใครมีสามารถด้านการทำอาหาร ลองทำแล้วโพสต์ขายบน Facebook และ Instragram ของคุณ ถ้าหากกลัวว่าทำแล้วจะขายไม่ได้ กลายเป็นเงินจม อาจเปลี่ยนไปใช้วิธีเปิดพรีออเดอร์ก่อนแล้วถ้าออเดอร์เข้าก็ทำตามจำนวนที่สั่ง แบบนี้ไม่ต้องกลัวขาดทุนเลยเพราะออเดอร์เท่าไหร่ก็ทำเท่านั้น ได้เงินเพิ่มแบบเก๋ๆ เผลอๆ คุณอาจจะกลายเป็นเจ้าของแบรนด์เล็ก ๆ ไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้

เอาเป็นว่าสำหรับใครที่เครียดกับเงินก้อนโตที่เพิ่งหมดไป คราวนี้ก็เลิกกังวลแล้วตั้งหน้าเก็บเงินก้อนใหม่ได้แล้ว jobsDB เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องยาก หรือไม่คุณลองมองหางานในแบบที่คุณสนใจใน jobsDB ดูก็ได้นะ เอาที่คุณสบายใจได้เลย โชคดีปี 2017

###

from:https://www.techtalkthai.com/2017-goals-with-jobs-db/

local.jpg

[Commentary] 2017 ปลาเล็กไม่ควรออกจากฝั่ง

fish-aquarium-school-of-fish-under-water-159496

หลายครั้งที่การมองตัวเลขในอดีต ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพในอนาคตได้ชัดเจนขึ้น เช่นเดียวกับการมองตัวเลขภาพรวมของแอปพลิเคชันยอดนิยมประจำปี 2016 จาก Nielsen และ ComScore ที่มีผลลัพธ์แทบไม่ต่างกัน นั่นคือการเข้ายึดครองตลาดของปลาใหญ่อย่าง Facebook และ Google ที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้น

โดยตัวเลขในแปดอันดับแรกที่ Nielsen และ ComScore วิเคราะห์ออกมานั้นไม่แตกต่างกัน ผู้นำในอุตสาหกรรมแอปพลิเคชันคือ “Facebook” ตามมาด้วย Facebook Messenger, YouTube, Google Maps, Google Search, Google Play, Gmail และ Instagram

ภาพรวมวงการแอปพลิเคชันจาก Nielsen

ภาพรวมวงการแอปพลิเคชันจาก Nielsen

แต่เปอร์เซ็นต์การเติบโตที่น่าสนใจในแปดอันดับของ Nielsen นั้นพุ่งไปที่ Facebook Messenger และ Instagram เนื่องจากมีการเติบโตด้านจำนวนผู้ใช้มากงานขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 28 เปอร์เซ็นต์ และ 36 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ

ส่วนอันดับที่ 9 – 10 จากฝั่ง Nielsen นั้นระบุว่าเป็น Apple Music กับ Amazon ที่เข้าวิน ขณะที่ทาง ComScore ระบุว่าเป็น Pandora Radio และ Snapchat

ภาพรวมจาก ComScore

ภาพรวมจาก ComScore

อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าสนใจก็คือ ช่องว่างระหว่างระบบปฏิบัติการ Android และ iOS นั้น จัดได้ว่าแคบมากขึ้น โดย Android อยู่ที่ 53 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ iPhone ไล่ตามมาอยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์ (ส่วนเศษอีกยิบย่อยคือ Windows Phone และ BlackBerry ซึ่งปัจจุบันถูกมองว่าไม่มีผลต่อวงการไปแล้วเรียบร้อย)

จากตัวเลขภาพรวมดังกล่าว ตลอดจนปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2016 นั้น เชื่อว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงหลายๆ อย่างที่จะเกิดขึ้นในปี 2017 ออกมาแล้วไม่มากก็น้อย นั่นคือตลาดแอปพลิเคชันได้กลายเป็นสมรภูมิระหว่างสองปลายักษ์อย่าง Google และ Facebook ให้ฟาดฟันกันเรียบร้อย แถมยังเป็น Facebook ที่มีแต้มต่อเหนือกว่า Google ด้วย

นอกจากนั้นเราก็ต้องไม่ลืมปลาใหญ่นอนเงียบอีกสองตัวนั่นก็คือ Apple ที่คาดว่าจะมีรายได้จาก App Store เพิ่มขึ้นชดเชยความนิยมใน iPhone ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และ Amazon ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ (จริงๆ แล้ว ในชาร์ตของ Nielsen นั้น Amazon ที่เข้าวินมาเป็นอันดับที่ 10 มีอัตราการเติบโตด้านผู้ใช้งานสูงที่สุดจากทั้ง 10 อันดับ คือ 43 เปอร์เซ็นต์)

ปลาใหญ่ทั้งสี่ตัวนี้ คือปลาใหญ่ที่แบ่งน่านน้ำกันครองแล้วเป็นที่เรียบร้อย แถมเมื่อไรที่คู่ต่อสู้เผลอ ก็อาจออกมาอาละวาดชิงส่วนแบ่งจากปลาใหญ่ด้วยกันเองด้วย

ส่วนปลาเล็ก ถ้าไม่แข็งแรงพอ ควรหาแหล่งน้ำใหม่ที่มีอาหารพอเหมาะกับตัวเอง และเติบโตอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ จะดีกว่า เว้นแต่จะเป็นปลาเล็กที่คิดการณ์ใหญ่อย่าง Snapchat หรือเป็นปลาเล็กที่มีผู้ก่อตั้งเคยท่องอยู่ในน่านน้ำใหญ่มาก่อนอย่าง Houseparty (ผู้ก่อตั้งคือผู้สร้าง Meerkat ที่ปิดตัวไปก่อนหน้านี้ และมีจุดเด่นอยู่ที่บริการ Live Streaming)

ซึ่งเราก็ได้แต่หวังว่าการออกมาโลดแล่นของปลาเล็กที่เข้มแข็งเหล่านี้จะมีตัวเลขสถิติดีๆ ตามมา และกลายเป็นสีสันแห่งปี 2017 ให้ไม่น่าเบื่อจนเกินไปนัก

อีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้ก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดแอปพลิเคชันยังมีอีกหลายประเทศที่ปลายักษ์ทั้งสี่เหล่านี้เข้าครอบงำไม่ได้ เช่น ตลาดจีน ที่มี YouKu แทน YouTube ตลาดรัสเซียที่มี Yandex แทน Google ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่แปลกเช่นกันหากจะมีปลาเล็กเกิดขึ้นอีกมากมายในกลุ่มประเทศเหล่านั้น

ส่วนประเทศไทย ในฐานะที่เราเป็นประเทศที่บริโภคเทคโนโลยีจากต่างชาติ ไม่มีแพลตฟอร์มของตัวเอง ข้อมูลต่างๆ ของเราจึงอยู่กับแพลตฟอร์มต่างชาติค่อนข้างมาก สิ่งที่นักธุรกิจไทยควรจะเตรียมการไว้ก็คือ การไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์ม และเก็บ database ของลูกค้าตัวเองออกมาไว้ในที่ที่ปลอดภัยและใช้สร้างประโยชน์นอกแพลตฟอร์มได้ เช่น นำมาใช้ทำกิจกรรมทางการตลาด และการประชาสัมพันธ์ในอนาคต

ที่มา: Marketingland

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/2017-the-year-of-giant-wars-of-application-industry/

local.jpg

5 สิ่งที่แสดงว่า Amazon จะยิ่งใหญ่กว่าเดิมในปี 2017

newsamazongo

สื่อใหญ่อย่าง Fortunes วิเคราะห์ว่าจากที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เจ้าพ่อค้าปลีกออนไลน์อเมริกัน Amazon จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นอีกในปี 2017 ถือเป็นเทรนด์ที่เห็นได้ชัดจาก 5 ความเคลื่อนไหวนี้

1. ทุ่มงบพัฒนา logistics

ปี 2016 เป็นปีที่เต็มไปด้วยข่าวการเทเงินหลายพันล้านเหรียญของ Amazon เพื่อเพิ่มเขี้ยวเล็บเรื่องจัดส่งสินค้า เงินเหล่านี้ถูกเติมลงในแผนพัฒนาธุรกิจของบริษัทในทุกไตรมาส เนื่องจากต้นทุนเรื่องจัดส่งสินค้าของ Amazon นั้นสูงขึ้นต่อเนื่องเพราะธุรกิจของบริษัทที่ต้องการขายทุกอย่างตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันกระดาษชำระ

amazon-boxes

เพื่อลดต้นทุน Amazon พยายามดึงงานส่งของมาดำเนินการเองแทนที่จะต้องจ้าง UPS และ FedEx รถบรรทุกหลายคันจึงถูกเช่ามา เช่นเดียวกับเครื่องบินและเรือหลายลำ ล่าสุดคือโดรนที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบ ซึ่งหากทำได้ดี ธุรกิจของ Amazon ก็จะถูกพัฒนาได้ก้าวกระโดดเพราะสามารถส่งสินค้าได้เร็วและราคาประหยัดกว่าเดิม

2. เดิมพันชัด artificial intelligence และ Alexa

การสยายปีกของ Amazon เรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทำให้โลกเห็นความชัดเจนว่า Amazon จะพร้อมชนช้างกับ Apple และ Google ในศึกบริการผู้ช่วยเสมือน ซึ่งขณะนี้ Amazon ประกาศว่าทุ่มงบไม่อั้นสำหรับการพัฒนา Alexa โดยนอกจากพนักงานเกิน 1,000 คนที่อยู่ในทีมพัฒนา Amazon ยังมีแผนขยายทีมพัฒนา Alexa อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปการจับมือกับผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อผลิตเป็นสินค้าที่ผู้ใช้สามารถสั่งการด้วยเสียงได้

amazon-echo-black-1920-800x450

3. ลุยร้านออฟไลน์

เจ้าพ่ออย่าง Amazon จบปี 2016 ด้วยข่าวใหญ่อย่างการเปิดตัว Amazon Go ร้านขายของชำขนาด 1,800 ตารางฟุตที่ประเดิมในซีแอตเทิล บนจุดเด่นให้ลูกค้าสามารถสแกนสมาร์ทโฟน แล้วหยิบสินค้าในร้านกลับไปบ้านได้โดยไม่ต้องรอคิวจ่ายเงิน แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า Amazon มีแผนเปิดร้าน Amazon Go เพิ่มอีกกี่แห่งในปี 2017 แต่ก็เป็นสัญญาณบอกชัดว่า Amazon กำลังเริ่มทดสอบเพื่อบุกตลาดร้านออฟไลน์อย่างจริงจัง

4. ไม่ทิ้ง original content

สิ่งที่ Amazon แสดงจุดยืนชัดเจนคือความพยายามซื้อและสร้างภาพยนตร์ รายการทีวี รวมถึง original content อื่นเพื่อแข่งขันกับบริการอย่าง Netflix และ Apple ซึ่งการลงทุนที่เกิดขึ้นถูกมองว่าจะทำให้ Amazon แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีอื่นด้วย

5. ลงทุนอินเดีย

Amazon ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเทเงิน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อขยายบริการในอินเดีย ซึ่งหากรวมเม็ดเงินลงทุนครั้งก่อนหน้านี้ เงินทุนของ Amazon ที่เทให้กับอินเดียจะทะลุเป้า 5 พันล้านเหรียญ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า Amazon มองเห็นโอกาสทอง จึงตั้งความหวังไว้ที่ตลาดอินเดียสูงมาก เรียกว่ากล้าลงทุนเพราะหวังเติบโตเต็มที่

ปี 2016 ที่ผ่านมา Amazon เริ่มเปิดบริการ Prime ตามรอยในสหรัฐฯ โดยจะเพิ่มบริการ Prime Video ดึงดูดลูกค้าอินเดียด้วยการเปิดให้สมาชิกสามารถชม original content ของผู้กำกับอินเดียและกองทัพนักแสดงขวัญใจชาวโรตี สิ่งที่เกิดขึ้นแปลว่า Amazon วางอินเดียเป็นดินแดนแห่งความหวังในปีนี้ และตัดสินใจนำโมเดลที่ประสบความสำเร็จงดงามแล้วในสหรัฐอเมริกามาใช้เพื่อให้เกิดตลาดใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้ Amazon ได้อีกทาง

ที่มา: Fortune

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/amazon-2017-predictions/

local.jpg

สวัสดีปีใหม่ 2017 จากใจกองบรรณาธิการ thumbsup

2016-12-30 09.09.17

ทันทีที่เข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนหนึ่งนาที พาพวกเรานักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์ดิจิทัลเข้าสู่วันที่ 1 มกราคม 2017 อย่างเป็นทางการ ราวกับนัดกับไว้… เสียง notification จาก Facebook Messenger, LINE Application, และ SMS พร้อมข้อความ “สวัสดีปีใหม่” ก็ทยอยวิ่งเข้ามาสู่ smartphone ของพวกเราจนอ่านกันแทบไม่ทัน แต่ถึงจะมากแค่ไหนเราก็อ่าน เพราะนั่นคือความปรารถนาดีที่มีให้กัน และวันนี้พวกเราจะขอมากล่าวสวัสดีปีใหม่ thumbsupers ครับ

@charathbank

ปีที่ผ่านมาน่าจะเป็นปีที่หมดคำว่า ดิจิทัล กับทุกๆ สิ่งอย่างสมบูรณ์ โดยเฉพาะการตลาด เพราะว่ามันคือส่วนประกอบสำคัญจนไม่สามารถแยกส่วนออกมาอย่างเรียบร้อยแล้ว แบรนด์ทุกแบรนด์ สินค้าทุกตัว บริการทุกอย่าง ถ้าไม่คิดเรื่องดิจิทัลอาจจะหลงยุคหรือไม่ก็ต้องดิ้นรนกันสุดขีดในเวลานี้

ปีนี้ทุกอย่างก็จะยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยวิวัฒนการใหม่ๆ ที่จะเข้ามาหาคน เราเห็นคนเริ่มถ่ายวิดีโอสดกันเป็นเรื่องปกติ คนเริ่มจะไม่คุยกับคน คนเริ่มจะเริ่มเห็นของเสมือนมากขึ้น แน่นอนว่าย่อมจะบริการใหม่ๆ ที่เราอาจจะไม่นึกว่าจะมี ก็เริ่มออกมาให้คนลองใช้ นี่คือสิ่งที่แบรนด์ควรเริ่มคิดถึงพฤติกรรมคนแล้วเอามาปรับให้เข้ากับการก้าวเดินของผู้บริโภค ซึ่งข้อมูล Insight อาจจะไม่เพียงพอก็เป็นได้

แล้วรอติดตามครับ สวัสดีปีใหม่ครับ

@chyutopia

สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกคนครับ ปี 2016 ที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมาย และเราก็ได้สัมผัสกันแล้วว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เริ่มส่งผลกระทบกับการตลาดเดิมๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นิตยสารยังทยอยปิดตัวลง สถานีโทรทัศน์เริ่มลดบทบาทลงอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันนั้น การใช้เทคโนโลยีฝั่งออนไลน์แบบเดิมๆ ก็เริ่มไม่ได้ผลอย่างที่เคย สิ่งเหล่านี้ต่างชี้ให้เห็นว่าโลกยังคงเดินหน้าต่อไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง ดังนั้นพวกเราทุกคนก็ไม่สามารถหยุดเรียนรู้ได้เช่นกัน พวกเรา thumbsup ยังคงจะตั้งใจนำเนื้อหาสาระและมุมมองดีๆ มาแบ่งปันกันต่อไปนะครับ เดินไปด้วยกันเรื่อยๆ นะครับ สวัสดีปีใหม่ 2017 ครับ

@jakrapong

ปลายปี 2016 เป็นช่วงเวลาที่ผมหยุดพักผ่อนใช้เวลากับตัวเองครุ่นคิดถึงเป้าหมายใหญ่ของ thumbsup ครับ

ต้นปี 2011 เราเริ่มต้นด้วยการคิดง่ายๆ ว่า เราอยากมีเว็บไซต์ที่เราอยากอ่านเองได้ทุกวัน เพราะพออ่านเว็บไซต์ที่จะเป็นกึ่งๆ ธุรกิจ กึ่งๆ เทคโนโลยีในเวลานั้น ไม่มีเว็บไทยเว็บไหนเลยที่นำเสนอในแบบที่เราต้องการ พวกเรากองบรรณาธิการ thumbsup จึงออกมาประกาศตัวว่าเราจะเป็นเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลด้านธุรกิจดิจิทัล จน thumbsupers ให้การตอบรับเป็นอย่างดี พวกเราขอบคุณมาก

แต่หลังจากผ่านมา 7 ปี ความต้องการข้อมูลข่าวสารของ thumbsupers เปลี่ยนไป จากเดิมที่เราผลักดัน startup ไทยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู วันนี้เรื่อง startup จะไปอยู่ที่ techsauce ส่วน thumbsup เราจะกลับมาในด้านการเป็นชุมชนของ “นักเรียนตลาดและนักเรียนประชาสัมพันธ์ตลอดชีวิต” ที่จะอัปเดตข่าวสาร, บทความ, บทสัมภาษณ์ ตลอดจน event ที่มีประโยชน์สูงสุดต่อนักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์ไทยยุคดิจิทัล

ปี 2017 นี้นึกถึงชุมชนของนักการตลาด และนักประชาสัมพันธ์ดิจิทัล นึกถึง thumbsup นะครับ สวัสดีปีใหม่ครับ

@mimee

ขอบคุณที่ติดตามเส้นทางของ thumbsup ตั้งแต่ปี 2011 ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว ถ้าเทียบกับคนก็เป็นช่วงกำลังเรียนรู้และเติบโต ยอมรับว่าปี 2016 เงียบหายกันไปบ้าง แต่ปี 2017 สัญญาว่าจะกลับมาสร้างชุมชนของนักการตลาดให้แข็งแรงอีกครั้ง ในแนวถนัดของตัวเองคือ MarTech (Marketing Technology) และ AdTech (Advertising Technology) ว่าการนำเทคโนโลยีจะมาผสมผสานเพื่อช่วยนักการตลาดตอบโจทย์ customer journey ในแต่ละจุดได้อย่างไร แล้วพบกันนะคะ

@tuirung

หลังจากผ่านพ้นปี 2016 ไปแล้ว สองสิ่งที่ผมนึกถึงและเห็นได้อยู่บ่อยๆ ก็คือเรื่องของ conversion marketing และการเติบโตที่เพิ่มขึ้นสูงของการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ ซึ่งผมขอพูดถึงเรื่องของอุปกรณ์พกพา ที่เรียกได้ว่า กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทั่วทั่วไปแล้ว นักการตลาด ควรคำนึงถึงการ เข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางนี้ แทนการเข้าถึงผ่านหน้าจอ desktop ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่ลดลง การทำการประชาสัมพันธ์ ต่างๆ ในปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าแบรนด์ อัดเม็ดเงินเข้าไปในระบบทางช่องทางนี้อย่างมากมาย และในปี 2017 เอง เราก็คงจะเห็นภาพที่ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก และก็ขอฝาก ให้เพื่อนๆ ติดตามข่าวสารเรื่องนี้ จากเว็บไซต์ของเราได้เช่นเคย…สวัสดีปีใหม่ครับ

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/happy-new-year-2017-from-our-heart-thumbsup-editorial-staff/

local.jpg

Huawei GR5 2017 สมาร์ทโฟนกล้องคู่ราคาต่ำกว่าหมื่นตัวแรกในประเทศไทย

ใน Huawei GR5 2017 หัวเว่ยปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนด้วยกล้องหลังคู่ที่จะช่วยให้ถ่ายภาพได้ละเอียดขึ้น ด้วยกล้องคู่ในราคาที่เข้าถึงได้ นับว่าหัวเว่ยได้เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั่วไปในวงกว้างสามารถสนุกกับการถ่ายภาพอย่างมืออาชีพได้เต็มที่

Screen Shot 2559-12-30 at 10.29.48 PM

กล้องหลัง 2 กล้องที่มีความละเอียด 12 ล้านพิกเซลและ 2 ล้านพิกเซล สามารถทำงานร่วมกันเพื่อจับโฟกัสอัตโนมัติได้ในเสี้ยววินาที โดยใช้เวลาเพียง 0.3 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพพอร์เทรทด้วยการละลายฉากหลังแบบโบเก้ หรือการถ่ายภาพมุมกว้างที่ปกติไม่สามารถถ่ายได้ด้วยกล้องสมาร์ทโฟนเพียงตัวเดียว

15304597_1822884457926884_3229037302281799742_o

ยิ่งไปกว่านั้น Huawei GR5 2017 ยังมาพร้อมพิกเซลขนาดใหญ่ 1.25um ที่ช่วยเพิ่มความชัดในการถ่ายภาพในภาวะที่แสงน้อย และเก็บภาพได้อย่างรวดเร็วและคมชัดในทันที ไม่ว่าจะถ่ายด้วยโหมดควบคุมด้วยมือและโหมดอัตโนมัติ ราวกับการใช้กล้อง SLR ของตากล้องมืออาชีพ

15391537_1824493691099294_2388675387352192450_o

และคุณสมบัติอันโดดเด่นด้านการถ่ายภาพนี้ หัวเว่ยจับมารวมกันไว้ในสมาร์ทโฟนเครื่องเล็กขนาดใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อได้ในเครื่องเดียวเท่านั้น

Huawei GR5 2017 สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน โดยสามารถใช้งานต่อเนื่องอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ถึง 1.5 วัน ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 3340mAh และมาพร้อมหน้าจอใหญ่ขนาด 5.5 นิ้วความละเอียดระดับ HD โดยจะจำหน่ายวันที่ 8 ธ.ค. 59 ราคา 8,900 บาท โดยมีสีให้เลือก 3 สี คือ สีทอง สีเงิน และสีเทา

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=168909