คลังเก็บป้ายกำกับ: 2017

Nielsen เปิดตัวเลขยอดใช้จ่ายโฆษณาเดือนกันยายน ติดลบ 8.15%

Nielsen ประเทศไทย เปิดตัวเลขงบโฆษณาเดือนกันยายน 2017 พบว่ามีมูลค่ารวม 8,881 ล้านบาท ลดลงจากเดือนเดียวกันปี 2016 ที่เคยอยู่ที่ 9,669 ล้านบาทลงมาถึง 788 ล้านบาท หรือคิดเป็นติดลบ 8.15%  ขณะที่ตัวเลข 9 เดือนแรกปี 2017 (มกราคม-กันยายน) นั้นมีมูลค่าอยู่ที่ 79,005 ล้านบาท ติดลบ 8.69% จากเดิมในปี 2016 ที่มี 86,547 ล้านบาท

สำหรับสื่อที่การเติบโตเป็นบวกในเดือนกันยายน 2017 เทียบกับกันยายน 2016 มี 4 ประเภทได้แก่

  • ทีวีดิจิทัลที่มีมูลค่า 2,114 ล้านบาท โตขึ้น 13.78% จากเดิมที่มี 1,858 ล้านบาท
  • สื่อกลางแจ้ง (Outdoor) ที่มูลค่า 582 ล้านบาท โต 5.63% จากเดิม 551 ล้านบาท
  • สื่อเคลื่อนที่ (Transit) มูลค่า 513 ล้านบาท โตขึ้น 0.98% จากเดิมที่มี 508 ล้านบาท
  • สื่อ In store มูลค่า 84 ล้านบาท โต 7.69% จากเดิมที่มี 78 ล้านบาท

ส่วนสื่อที่ติดลบในเดือนกันยายน 2017 เทียบกับ 2016 เรียงจากมูลค่ามากไปหาน้อย ได้แก่

  • ทีวี Analog มูลค่า 3,566 ล้านบาท ติดลบ 13.84% จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 4,139 ล้านบาท
  • สื่อเคเบิลและทีวีดาวเทียม มูลค่า 2,321 ล้านบาท ติดลบ 18.37% จากเดิมที่มี 283 ล้านบาท
  • สื่อวิทยุ มูลค่า 427 ล้านบาท ติดลบ 13.74% จากเดิมที่มี 495 ล้านบาท
  • สื่อหนังสือพิมพ์ มูลค่า 618 ล้านบาท ติดลบ 25.81% จากเดิมมี 833 ล้านบาท
  • สื่อโรงหนัง มูลค่า 473 ล้านบาท ติดลบน้อยที่สุด 2.47% จากเดิมที่มี 485 ล้านบาท
  • สื่อนิตยสาร มูลค่า 152 ล้านบาท ติดลบมากที่สุด 45.13% จากเดิมที่มี 277 ล้านบาท
  • สื่ออินเทอร์เน็ต มูลค่า 122 ล้านบาท ติดลบ 24.69% จากเดิมที่มี 162 ล้านบาท

ส่วนแบรนด์ที่มีการใช้จ่ายงบโฆษณาสูงสุด 10 อันดับแรกในเดือนกันยายน 2017 ได้แก่ Unilever, P&G, Toyota, Beiersdorf, Ajinomoto, AIS, สำนักนายกรัฐมนตรี, L’Oreal, ตรีเพชร อีซูซุ และ Coca-Cola

โดยใน 10 อันดับนี้พบว่ามี 4 แบรนด์ที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2016 ได้แก่ Beiersdorf, Ajinomoto, สำนักนายกรัฐมนตรี และ ตรีเพชร อีซูซุ ส่วนอีก 6 แบรนด์ที่เหลือรวมถึงอันดับ 1 – 3 มีการใช้จ่ายลดลงทั้งสิ้น

ทั้งนี้ข้อมูลสื่อกลางแจ้ง (outdoor) และสื่อเคลื่อนที่ (transit) มีการรวมข้อมูลจาก  JCDecaux สำหรับข้อมูลจากสื่อในสนามบินตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2560 และข้อมูลของสื่อ outdoor และ transit จาก  JCDecaux ได้ถูกรวมเข้าไว้ในรายงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 ส่วนสื่ออินเตอร์เน็ท – ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2559 Nielsen ได้มีการขยายการเก็บข้อมูลโมษณาผ่านสื่อ อินเตอร์เน็ทโดยครอบคลุม 50 เว็บไซต์ยอดนิยม และ 10  เว็บไซต์ยอดนิยมบนมือถือ อย่างไรก็ดี สำหรับภาพรวมการใช้งบโฆษณาผ่านสื่ออินเตอร์เน็ททั้งหมดจะอ้างอิงข้อมูลจาก DAAT เป็นหลัก

ส่วนสื่อในห้าง Nielsen ได้มีการเพิ่มข้อมูล สื่อวิทยุในห้าง Big C และ 7 Eleven เข้ามาในฐานข้อมูล ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 รวมถึงในเดือนมิถุนายน 2559 เป็นต้นมา ได้มีการเพิ่มสื่อที่บริหารจัดการโดยบริษัท Plan B เข้ามาในฐานข้อมูลของสื่อกลางแจ้ง, สื่อเคลื่อนที่, และสื่อในห้างด้วย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/10/nielsen-adv-sep-2017/

Advertisements

“ร้านสะดวกซื้อ – แผงลอย” ยิ้ม หลังวิจัยพบคนไทยหม่ำข้าวนอกบ้านเพิ่มขึ้น

มีตัวเลขจากรายงานวิจัยของ Nielsen ในหัวข้อ ‘FoodTrips’ พบเทรนด์น่าสนใจประการหนึ่งของสังคมไทย นั่นคือการนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปี 2016 มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50 ครั้งต่อเดือน มาในปีนี้พบว่าเพิ่มเป็น 56 ครั้งต่อเดือน ส่วนช่องทางในการรับประทานอาหารนอกบ้านที่เป็นที่นิยม 3 อันดับแรกของผู้บริโภคชาวไทยนั้นไม่ต่างจากเดิม (ร้านสะดวกซื้อ, ร้านแผงลอย และร้านข้างทาง) โดยพบว่าร้านสะดวกซื้อนั้นมีผู้ใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นถึง 7% ด้วย

รายงานการวิจัยจาก Nielsen ในหัวข้อ ‘FoodTrips’ นี้เป็นการเก็บข้อมูลพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคต่อการรับประทานอาหารนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความถี่ ลักษณะของการรับประทานอาหารและการจับจ่ายในแต่ละมื้อ รวมถึงช่องทางการซื้ออาหาร เหตุผลในการเลือก และเทรนด์ของตลาด โดย Nielsen ระบุว่าในปีนี้มี 4 เทรนด์ที่น่าจับตามอง ได้แก่

การพบว่าร้านสะดวกซื้อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในการรับประทานอาหารนอกบ้าน

ในส่วนนี้ Nielsen ชี้ว่าช่องทางในการรับประทานอาหารนอกบ้านที่เป็นที่นิยม 3 อันดับแรกของผู้บริโภคชาวไทยคือ ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายอาหารแผงลอย (food stall) และอาหารข้างทาง (street food) เรียงตามลำดับ ซึ่งเป็นเทรนด์เดียวกันกับปี 2559

อย่างไรก็ตาม Nielsen ระบุว่าเห็นได้ถึงการเติบโตของการเข้าถึงผู้บริโภคสำหรับทั้งสามช่องทาง โดยที่ร้านสะดวกซื้อนั้นมีการเติบโตที่ 7% เฉลี่ยแล้วมีผู้บริโภคเข้าร้านอยู่ที่ 21 ครั้งต่อเดือน และเหตุผลที่ผู้บริโภคเลือกที่จะเข้าร้านสะดวกซื้อหลักๆ แล้วคือเพื่อบรรเทาความหิวและเนื่องจากมีความรู้สึกว่าเป็นกิจวัตรประจำวัน

“เราจะเห็นได้ว่าร้านค้าปลีกต่างๆ เช่น Lawson 108, MAXVALU และ TOPS Daily ได้ให้ความสำคัญกับการให้บริการพื้นที่รับประทานอาหารสำหรับลูกค้าที่เข้ามาเพื่อซื้ออาหารรับประทานในช่วงเวลาพัก หรืออย่างเช่น Family Mart ที่มีสาขาที่เป็น one-stop shopping destination ซึ่งมีทั้งขายของสด อาหาร บริการส่งสินค้า และแม้แต่ co-working space นี่อาจเป็นนัยสำคัญในการบ่งบอกถึงความสำคัญของการที่ผู้ค้าปลีกต้องตระหนักถึงพฤติกรรมการบริโภคและวิถีชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้น” กล่าว คุณสมวลี ลิมป์รัชตามร กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีลเส็น ประเทศไทยกล่าว

ผู้บริโภคคนไทยเน้นรับประทานอาหารมื้อหลักมากขึ้น

ทางด้านของพฤติกรรมการรับประทานอาหารของผู้บริโภคระหว่างวัน พบว่าผู้บริโภครับประทานอาหารประมาน 7 มื้อด้วยกัน ประกอบด้วยอาหารมื้อเช้า อาหารว่างก่อนมื้อเที่ยง มื้อเที่ยง อาหารว่างช่วงบ่ายหลังมื้อเที่ยง อาหารว่างช่วงบ่ายแก่ๆ มื้อเย็น และอาหารว่างรอบดึก

อย่างไรก็ตามรายงาน Food Trips เผยว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรมการทานอาหารว่างน้อยลง ในขณะที่เพิ่มการทานอาหารมื้อหลักอย่างมื้อเช้า กลางวัน เย็น มากขึ้นเมื่อเทียบระหว่างปี 2560 และ 2559 โดยมื้อเย็นนั้นมีอัตราการเติบโตสูงสุดที่ 5% เมื่อเทียบกับมื้ออื่นๆ

การเติบโตและมนต์เสน่ห์ของร้านคาเฟ่ (ชา/กาแฟ)

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมการทานอาหารนอกบ้าน คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่พูดถึงการดื่มชา/กาแฟซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์การทานอาหารของคนไทยและมีการเติบโตที่น่าสนใจ ทั้งนี้อัตราการเข้าถึงของคอฟฟี่ชอปอยู่ที่ 60% ทั่วประเทศ โดยที่กรุงเทพนั้นมีอัตราที่สูงกว่า (69%) เมื่อเทียบกับต่างจังหวัด (53%) และเฉลี่ยแล้วผู้บริโภคชาวไทยจะเข้าร้านชา/กาแฟประมาณ 6 ครั้งต่อเดือน ในขณะที่ผู้บริโภคในกรุงเทพนั้นเข้าร้านกาแฟโดยเฉลี่ยถึง 8 ครั้งต่อเดือน เหตุผลหลักคือเพื่อความรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวระหว่างวัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองลึกลงไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ดื่มกาแฟที่แยกเป็นแต่ละประเภท จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของกลุ่มที่ดื่มกาแฟเพราะว่าแบรนด์ของกาแฟนั้นสามารถสะท้อนและส่งเสริมภาพลักษณ์ของตน มีจำนวนที่โตขึ้น  เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากคุณภาพและการบริการที่ดีแล้ว การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและมีจุดยืนที่ชัดเจนก็เป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจกาแฟควรคำนึงถึงเพื่อดึงดูดลูกค้าในอนาคต

อาหารพร้อมรับประทาน จับใจผู้บริโภคต่างจังหวัด

ประเภทอาหารพร้อมรับประทาน หรือ Ready to Eat เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้บริโภคชาวไทยให้ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และอัตราการเติบโตในต่างจังหวัดมีมากกว่าในกรุงเทพ ทั้งนี้กว่า 7 ใน 10 ของผู้บริโภคในต่างจังหวัดบริโภคอาหารพร้อมรับประทาน

โดย Nielsen พบว่า อาหารพร้อมรับประทานประเภทแช่เย็น (Chill RTE) นั้นมีการเติบโตที่ 9% ประเภทอาหารแช่แข็ง (Frozen RTE) มีการเติบโตที่ 7% และประเภทอาหารพร้อมทานในอุณภูมิห้อง (Ambience RTE) มีการเติบโตที่ 1% ในต่างจังหวัดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักที่ผู้บริโภคไม่ต้องการทำอาหารเองนั้นเป็นเพราะต้องใช้เวลาในการเตรียมวัตถุดิบต่างๆ และไม่ชอบในส่วนของการทำความสะอาดหลังทำอาหาร 

“ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แน่นอน ทำให้เกิดปรากฏการณ์สองขั้ว (polarizing phenomenon) ในกลุ่มผู้บริโภคที่รับประทานข้าวนอกบ้าน (นั่นคือมีกลุ่มคนที่รับประทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น) และคนอีกกลุ่มที่ ‘เลือก’ มากขึ้นในการรับประทานข้าวนอกบ้าน เราจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคที่รายได้ระดับกลางถึงต่ำได้รับผลกระทบจากภาพรวมทางเศรษฐกิจนี้ ทำให้พวกเขาเริ่มที่จะระมัดระวังในการรับประทานข้าวนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งเราเห็นได้ถึงรูปแบบการรับประทานอาหารนอกบ้านที่ต่างกันออกไปปีต่อปี แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ และความสามารถในการตามทันการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบริษัทต่างๆ ในการคงไว้ซึ่งจุดยืนในการแข่งขันทางธุรกิจและเพื่อให้เราสามารถรู้เท่าทันเกมส์กลยุทธ์ที่จะนำมาปรับใช้” คุณสมวลีกล่าวปิดท้าย

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/10/%e0%b8%b7nielsen-research-food-trip-2017/

ETDA เปิดพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี 2017 พบคนไทยใช้เน็ตเพิ่มเป็น 6 ชั่วโมง 30 นาที

ETDA พบคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันนานขึ้น เฉลี่ย 6 ชั่วโมง 30 นาทีในวันทำงาน และ 6 ชั่วโมง 48 นาทีในวันหยุด ข่าวดีคือมีความตระหนักเรื่องความเป็นส่วนตัวในการใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้น แต่ในเรื่องซีเคียวริตี้ เช่น การตั้งพาสเวิร์ดยังไม่ดีเท่าที่ควร ด้าน e-Commerce พบข่าวดี หลังติดอันดับ 1 ใน 5 ของกิจกรรมที่คนไทยในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก โดยมูลค่าที่คนไทยพร้อมจ่ายสูงสุดคือไม่เกิน 1,000 บาท

​สำหรับผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปี 2560 นี้ คุณสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการ ETDA ได้กล่าวว่า ETDA ได้รับความร่วมมือในการตอบแบบสำรวจจากประชาชนรวม 25,101 คน ในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2560 ไม่เพียงแต่จะเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน แต่ยังศึกษาถึงพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและการซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์ ทั้งยังให้ระบุถึงปัญหาที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตพบมาก ปัจจัยที่ทำให้ปฏิเสธอีคอมเมิร์ซ ปัญหาของผู้ที่เคยซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ได้รับ และวิธีการแก้ปัญหาของผู้ซื้อ ทั้งนี้เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสำหรับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการปรับปรุงแก้ไขปัญหา และสามารถช่วยเหลือให้แก่ผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลสำรวจมีดังนี้ Gen Y เป็นกลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันสูงสุด โดยในช่วงวันทำงานหรือวันเรียนหนังสือใช้เฉลี่ย 7.12 ชั่วโมง/วัน และมากถึง 7.36 ชั่วโมง/วันในช่วงวันหยุด ขณะที่ Gen X และ Gen Z ใช้อินเทอร์เน็ตในวันทำงานและวันเรียนหนังสือ โดยเฉลี่ยเท่ากันที่ 5.48 ชั่วโมง/วัน แต่ในวันหยุด Gen Z กลับใช้เพิ่มขึ้นเป็น 7.12 ชั่วโมง/วัน สวนทางกับ Gen X ที่ใช้ลดลงที่ 5.18 ชั่วโมง/วัน โดยกลุ่ม Baby Boomerใช้ 4.54 ชั่วโมง/วันในวันทำงาน และ 4.12ชั่วโมง/วันในวันหยุด

ส่วนสถานที่ที่นิยมใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดยังคงเป็นที่บ้าน คิดเป็น 85.6% รองลงมาคือที่ทำงาน 52.4% ตามมาด้วยการใช้ระหว่างเดินทาง 24% เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปีก่อน ขณะที่การใช้อินเทอร์เน็ตที่สถานศึกษาลดลงจาก 19.7% เป็น 17.5% ในปีนี้

ส่วนกิจกรรมที่นิยมทำเมื่อใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • การใช้โซเชียลมีเดีย (86.9%)
  • การค้นหาข้อมูล (86.5%)
  • การรับส่งอีเมล (70.5%)
  • การดูทีวีและฟังเพลงออนไลน์ (60.7%)
  • การซื้อสินค้าออนไลน์ (50.8%)

คุณสุรางคณา ชี้ว่า เป็นเรื่องที่สังเกตว่ากิจกรรมที่คนนิยมทำบนอินเทอร์เน็ตในการสำรวจปีนี้ แตกต่างจากปีก่อน ๆ ตรงที่การซื้อสินค้าออนไลน์ขึ้นมาติด ใน กิจกรรมยอดฮิตเป็นครั้งแรก นั่นแสดงให้เห็นถึงการยอมรับในการทำอีคอมเมิร์ซมากขึ้นในสังคมไทย

การสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าคนไทยมีไลฟ์สไตล์ดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเปลี่ยนวิธีทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำในแบบออฟไลน์มาเป็นออนไลน์มากขึ้น เช่น การจองและซื้อตั๋วโดยสาร การจองห้องพักโรงแรม การฟังเพลง การดูภาพยนตร์ และการบริการรับส่งเอกสาร

สำหรับโซเชียลมีเดียที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ได้แก่ YouTube (97.1%), Facebook (96.6%), Line (95.8%), Instagram (56%), Pantip (54.7%), Twitter (27.6%) และWhatsApp (12.1%) นอกจากนี้ คนไทยเผชิญกับปัญหาการถูกรบกวนจากโฆษณาออนไลน์มากที่สุด คิดเป็น 66.6% ตามด้วยความล่าช้าในการเชื่อมต่อ  และใช้งานอินเทอร์เน็ต 63.1% และอินเทอร์เน็ตหลุดบ่อย 43.7% อีกทั้งการประสบปัญหาจากการออนไลน์แล้วไม่รู้จะไปขอความช่วยเหลือจากใคร และการถูกรบกวนจากอีเมลขยะก็ยังเป็นปัญหาที่คนไทยให้ความสำคัญมากเช่นกัน โดยคิดเป็น 39.6% และ34.2% ตามลำดับ

คุณสุรางคณา ยังกล่าวถึงพฤติกรรมการซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์ของคนไทยว่า ผู้บริโภคตัดสินใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ขายของออนไลน์จากโฆษณาและสื่อออนไลน์ต่าง ๆ มากที่สุด คิดเป็น 55.9% โดยมีข้อมูลจากการรีวิวและคอมเมนต์ของผู้เคยใช้สินค้า, ส่วนลดและของแถม และอันดับของเว็บไซต์จากการค้นหาทาง Search Engine เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลรองลงมา คิดเป็น 54.9%, 47.5% และ 41.9%

จากการสำรวจยังพบว่า คนส่วนใหญ่ หรือ 40.7% ยังไม่ได้ซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์, 38.4% ซื้อเดือนละครั้ง, 17.7% ซื้อ 2-5 ครั้งต่อ เดือน และ 3.2% ซื้อมากกว่า 5 ครั้งต่อเดือน

สำหรับสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยปฏิเสธการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ เป็นเพราะกลัวโดนหลอก (51.1%), ไม่ได้สัมผัสหรือทดลองใช้สินค้าก่อน (39.9%), ไม่พบสินค้าที่ต้องการ (33.9%) และชอบเดินเลือกซื้อสินค้าด้วยตัวเอง (31.1%) ในทางกลับกัน ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการซื้อสินค้าและใช้บริการออนไลน์ของคนไทยมากที่สุด คือขั้นตอนการซื้อที่ง่าย (85%) โดยมีปัจจัยรอง ได้แก่ การได้รับสินค้าที่สะดวกรวดเร็ว (53.4%), โปรโมชั่นที่ถูกใจผู้ซื้อ(51.4%) และราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านหน้าร้าน (49.7%)

ส่วนสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมซื้อออนไลน์มากที่สุด ประกอบด้วยสินค้าแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย (44%), สินค้าด้านสุภาพและความงาม (33.7%), อุปกรณ์ไอที (26.5%), เครื่องใช้ภายในบ้าน (19.5%), บริการสั่งอาหารออนไลน์ (18.7%), บริการเกี่ยวกับการเดินทางและท่องเที่ยว (17.9%) เป็นต้น แต่หากพิจารณาในเรื่องความถี่ในการซื้อสินค้าและใช้บริการ กลับพบว่าในระยะเวลา 3 เดือน บริการด้านการเงินและการลงทุนเป็นประเภทบริการที่คนไทยเลือกใช้ซ้ำมากที่สุดที่ 4.8 ครั้ง รองลงมาคือบริการดาวน์โหลด 4 ครั้ง สินค้าบริการด้านความบันเทิงและด้านการเดินทางและท่องเที่ยวเท่ากันที่ 2.5 ครั้ง ตามด้วยสินค้ากลุ่มแฟชั่นและบริการสั่งอาหาร เท่ากันที่ 2.4 ครั้ง

ผลสำรวจยังระบุอีกว่าสินค้าและบริการในเกือบทุกกลุ่มที่คนไทยนิยมซื้อทางออนไลน์มากที่สุดจะอยู่ในช่วงราคาไม่เกิน 1,000 บาท ยกเว้นบริการด้านการเงินและการลงทุนที่ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อที่มูลค่ามากกว่า 10,000 บาท โดยช่องทางการชำระเงินที่มีการใช้มากที่สุดคือบัตรเครดิต (35.1%) รองลงมาคือ การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร (31.9%), การโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม (27.1%), การโอนเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคาร (22.6%) แต่ก็ยังมีความนิยมในการชำระเงินแบบออฟไลน์อยู่มาก โดย 69.1% ระบุว่าการชำระเงินแบบออฟไลน์สะดวกและสบายใจมากกว่าแบบออนไลน์, 51.4% ไม่มั่นใจในความปลอดภัย, 27.1% ชี้ว่าขั้นตอนการชำระเงินออนไลน์ยุ่งยาก, 22.9% กลัวไม่มีหลักฐานยืนยันการทำรายการ, 11.8% ไม่รู้จักหรือไม่รู้วิธีชำระเงินออนไลน์ และ 5.1% ไม่รู้ว่าใช้กับสินค้าหรือบริการใดได้บ้าง

สำหรับปัญหาที่ผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการทางออนไลน์มักพบบ่อยคือ สินค้าที่ได้รับมีคุณภาพด้อยกว่าหรือไม่ตรงตามที่โฆษณามากที่สุด คิดเป็น 52% และได้รับสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด 43.8% ส่วนปัญหาอื่นที่มีการระบุในผลสำรวจ ได้แก่ ได้รับสินค้าไม่ตรงตามในเว็บไซต์ (29.5%), สินค้าชำรุดเสียหาย (21.3%), ชำระเงินแล้วไม่ได้สินค้า (11.9%), ได้รับสินค้าไม่ครบตามจำนวนที่สั่งซื้อ (9.1%) และส่งคืนสินค้าแล้วไม่ได้รับเงินคืน (4.6%)

โดยที่ผู้ประสบปัญหาจะเลือกวิธีที่ร้องเรียนผ่านหน่วยงานรัฐเพื่อแก้ปัญหามากที่สุดคิดเป็น 86.8% ตามด้วยการร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ 59.8%, ขณะที่มีผู้เลือกไปแจ้งความ 24% และคอมเมนต์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ 19.4%

ในกรณีผู้บริโภคที่เจอปัญหาจากการซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์แต่ไม่ร้องเรียน 56.7% ระบุว่าเป็นเพราะความเสียหายยังไม่มาก 55.8% บอกว่ายุ่งยากไม่ต้องการเสียเวลา 36.2% บอกว่าผู้เสียหายไม่ทราบว่าต้องไปร้องเรียนที่ไหน และ 32.7% ไม่ทราบขั้นตอนหรือวิธีการร้องเรียน

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/09/etda-internet-profile-thailand-2017/

กรณีศึกษา เมื่อ “LINE BEACON” กลายเป็นเครื่องมือใหม่ให้ลูกค้าสมิติเวช “มีความสุขมากขึ้น”

คุณณัชพล ไตรวงศ์วรนาถ Senior Manager จาก LINE BEACON

ในงาน DAAT Day 2017 ที่จบลงไปอย่างประทับใจเมื่อวานนี้ เชื่อว่าคงมีหลายคนที่ได้อยู่ในห้อง Technology และได้ฟังเรื่องของ LINE BEACON ที่เป็นความตั้งใจของ LINE ในการนำเทคโนโลยี BEACON และ Chat มาผนวกเข้าด้วยกันกลายเป็นบริการใหม่ที่เชื่อมระหว่างโลก Offline และ Online ได้

โดย LINE มองว่าตนเองค่อนข้างเป็นแอปพลิเคชันที่ได้เปรียบในเกมนี้  เนื่องจาก Beacon เป็นอุปกรณ์ที่สามารถส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายบลูทูธ ซึ่งข้อดีสำหรับธุรกิจในการใช้ Beacon ก็คือ สามารถส่งได้ไม่จำกัดจำนวน ขอเพียงอยู่ในระยะที่สัญญาณบลูทูธส่งถึง จะมีสัก 10, 50 หรือ 500 เครื่อง ก็สามารถรับได้ทั้งหมด

กับข้อดีอีกข้อที่ทำให้ LINE ได้เปรียบในเกมนี้ก็คือ การจะรับข้อมูลจาก Beacon นั้น จำเป็นต้องมีแอปพลิเคชัน ซึ่ง LINE เป็นแอปพลิเคชันลำดับต้น ๆ ที่มีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในประเทศไทยติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ (94%)

ความท้าทายข้อเดียวของ LINE ก็คือ การทำอย่างไรให้ผู้บริโภคทุกวันนี้เปิดบลูทูธกันให้มากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ LINE มองว่า ถ้าแบรนด์มีสิทธิประโยชน์ให้ผู้บริโภคมากพอ การจะขอให้ผู้บริโภคเปิดบลูทูธทิ้งไว้ (เพื่อรับสิทธิพิเศษเหล่านั้น) ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ

นั่นจึงทำให้ LINE แจ้งเกิดบริการ LINE BEACON (อย่างไม่เป็นทางการ) ในงาน DAAT DAY 2017 โดยร่วมกับทางโรงพยาบาลสมิติเวช ในฐานะผู้ประกอบการรายแรกที่นำ LINE BEACON เข้าไปช่วยให้บริการแก่ลูกค้าโรงพยาบาลมายกเป็นกรณีศึกษาได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งโจทย์ของสมิติเวชคือทำอย่างไรให้คนไข้มีความสุขมากขึ้น มาแล้วได้รับบริการที่ดีขึ้น

แพทย์หญิงธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

โดยที่ผ่านมา ทางสมิติเวชได้ถามกับตัวเองว่า จริง ๆ แล้ว คนไข้ต้องการอะไรกันแน่ และก็สรุปออกมาได้ดังนี้

  • ไม่มีใครอยากมาโรงพยาบาล
    • ดังนั้น เป็นไปได้ไหมที่จะให้คนไข้ได้ปรึกษาก่อน 
    • คนไข้อยากได้คำแนะนำว่าอาการของโรคเช่นนี้ควรพบแพทย์ท่่านใด และนัดเวลาล่วงหน้าได้
  • ถ้าต้องมาโรงพยาบาลจริง ๆ
    • คนไข้อยากได้รับความใส่ใจ ไม่อยากนั่งรอหน้าห้องคุณหมอนาน ๆ
    • เมื่อตรวจเสร็จอยากกลับบ้านเร็ว ๆ ไม่อยากรอนานที่หน้าห้องชำระเงินเช่นกัน
  • เมื่อกลับถึงบ้าน
    • หากสงสัยเรื่องยา อยากปรึกษาเภสัชกรได้ 
  • ในการใช้ชีวิตประจำวัน 
    • อยากได้คำแนะนำที่ตรงกับปัญหาสุขภาพที่เขาเผชิญอยู่

ในการแก้โจทย์นี้ สมิติเวชได้เคยพัฒนาแอปพลิเคชันของตัวเองในชื่อ My Health+ เพื่อให้เป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดของคนไข้ ทั้งนัดหมายล่วงหน้า แจ้งผลแล็ป ผลเอ็กซเรย์ ผลอัลตราซาวน์ทารกในครรภ์ ฯลฯ แต่สมิติเวชก็พบความจริงที่ว่าไม่ค่อยมีคนอยากโหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเท่าไร ทางสมิติเวชจึงมองหากลยุทธ์ใหม่ และเบนเข็มมาสู่ LINE Official Account และเทคโนโลยี Beacon แทน โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับคนไข้ของสมิติเวชในอีกไม่ช้ามีดังต่อไปนี้

  • เมื่อไม่สบาย
    • แชทปรึกษากับบ็อทได้ผ่าน LINE Official Account 
    • นัดหมายแพทย์ได้ผ่าน LINE
  • เมื่อมาถึงโรงพยาบาล และเปิดบลูทูธทิ้งไว้
    • เทคโนโลยี Beacon จะเริ่มทำงานโดยการส่งข้อความเข้าไปยังสมาร์ทโฟนของคนไข้ แจ้งให้ทราบว่าคุณหมอที่นัดไว้อยู่ที่ชั้นใด ฯลฯ
    • เมื่อเดินผ่านป้าย Digital Signage ต่าง ๆ ในโรงพยาบาล จะมีการแสดงข้อมูลที่น่าสนใจแบบ Personalized สำหรับคนไข้แต่ละราย รวมถึงส่วนลด สิทธิพิเศษ และโปรโมชันต่าง ๆ ด้วย
    • เมื่อเดินไปถึงเคาเตอร์ของแผนกที่นัดหมายไว้ Beacon จะแจ้งให้พยาบาลในแผนกและคุณหมอได้ทราบว่าคนไข้มาถึงแล้ว และต้องตรวจรักษาในเรื่องใดบ้าง
  • เมื่อถึงขั้นตอนการชำระเงิน 
    • ถ้าไม่มียา สามารถทำ Fast Online Checkout หรือคือการชำระเงินออนไลน์ และกลับบ้านได้เลย 
    • แต่ถ้ามียา จะมีช่องทางพิเศษสำหรับ LINE Official Account ให้คนไข้ได้รับยาอย่างรวดเร็ว
  • เมื่อคนไข้กลับบ้านไปแล้ว 
    • หากสงสัยเรื่องยา สามารถปรึกษาเภสัชกรได้ผ่าน LINE Official Account 

โดยบริการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะพร้อมให้บริการแก่คนไข้ของสมิติเวชตั้งแต่ 22 กันยายนนี้เป็นต้นไป เรียกได้ว่ากลายเป็นโรงพยาบาลสุดว้าวใน พ.ศ. นี้เลยทีเดียว และนี่จึงอาจเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการนำ Beacon ไปปรับใช้ที่ LINE และสมิติเวชทำออกมาได้อย่างลงตัว

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/line-beacon-samitivej/

มาแล้ว DAAT 2017 โชว์งบโฆษณาครึ่งปีแรก 6,086 ล้าน คาดการณ์ทั้งปีทะลุ 12,000 ล้าน

สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT เปิดตัวเลขการใช้งบประมาณโฆษณาดิจิทัลของประเทศไทยในครึ่งปีแรก พบเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 6,086 ล้านบาท และคาดการณ์เม็ดเงินของทั้งปีกว่า 12,000 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ใช้งบประมาณโฆษณาทางสื่อดิจิทัลสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ยานยนต์และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

ขณะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีผู้ลงโฆษณามากที่สุดยังคงเป็น Facebook และ YouTube ซึ่งทางสมาคมคาดการณ์ว่าเม็ดเงินโฆษณาสำหรับสื่อดิจิทัลไทยจะสูงขึ้นกว่านี้ ถ้านักการตลาดและนักวางแผนการสื่อสารเข้าใจถึงจุดประสงค์และการวัดผลต่าง ๆ มากขึ้น

ทั้งนี้ ในแพลตฟอร์มมีการพูดถึงกลุ่ม Rising Star ซึ่งได้แก่

  • กลุ่มธนาคาร
  • กลุ่มบัตรเครดิต เดบิต
  • กลุ่มประกันภัย

ส่วนแพลตฟอร์มที่มีการใช้งบประมาณโฆษณามากที่สุดหนีไม่พ้น

  • Facebook  3,416 ล้านบาท คิดเป็น 28%
  • YouTube 1,651 ล้านบาท คิดเป็น 14%
  • Display 1,331 ล้านบาท คิดเป็น 11%

ที่มา: DAAT

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/daat-2017-digital-ad-spending/

พิมพ์เขียวพิชิต social media สำหรับปี 2017 (infographic)

วันนี้นักการตลาดหลายคนต้องหัวหมุนกับการจัดการบัญชีโซเชียลหลายค่ายในเวลาเดียวกัน เพื่อพิชิตศึกครั้งนี้ เราขอเชิญทุกคนไปพบกับ infographic ที่จะเป็นทางลัดให้ทุกคนมีตัวช่วยปฏิบัติภารกิจ อย่างน้อยก็ในปีนี้

infographic นี้เป็นผลการรวบรวมของ MarketingProfs ซึ่งยึด 6 โซเชียลยอดฮิตเป็นหลัก ทั้ง Facebook, Twitter, YouTube, Instagram, LinkedIn และ Pinterest

หนึ่งในข้อมูลสำคัญจาก infographic คือตัวเลขขนาดภาพในแต่ละแพลตฟอร์ม คีย์ลัดที่ผู้ใช้สามารถกดจากคีย์บอร์ดเพื่อให้ระบบแสดงผลได้ทันใจ ยังมีคำแนะนำเรื่องเวลาที่เหมาะสมในการโพสต์คอนเทนต์ของแต่ละค่าย รวมถึงประมวลคุณสมบัติบริการใหม่ในทั้ง 6 แพลตฟอร์ม

อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือแนวโน้มหรือเทรนด์ของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Facebook ที่มีอัตราการชมวิดีโอถ่ายทอดสดมากขึ้น หรือบน Twitter ที่จะมีรายงานสถานการณ์สดให้ชมหนาตายิ่งขึ้น ยังมีการพยายามเจาะตลาดกลุ่มผู้ชายมากขึ้นบน Pinterest และเนื้อหาโฆษณาหรือ branded content ที่มีจำนวนมากขึ้นบน YouTube

สำหรับ Instagram รายงานระบุว่าวันนี้จำนวนเครื่องมือด้านธุรกิจหรือ Business Tool ของ Instagram เพิ่มมากขึ้นจนทำให้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์และสร้างโฆษณาได้จากในแอปพลิเคชัน Instagram เลย ขณะที่ LinkedIn อาจมีการเปลี่ยนแปลงอื่นตามนโยบายการควบรวมกับ Microsoft

infographic ยังแนะนำเคล็ดลับสำหรับการเขียนหัวข้อเรื่องที่ดึงดูดใจชาวโซเชียล เช่น การใช้ตัวเลข หรือตัวหนา เพื่อเขียนข้อความที่จูงใจอย่าง “9 ขั้นตอนสุดง่ายเพื่อชีวิตวันนี้ที่สำเร็จยิ่งขึ้น” หรือ “25 น้องหมาน่าทึ่งที่ควรเปิดชมทันที”

ที่มา: PRDaily

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/2017-social-media-info/

Gartner’s Magic Quadrant สำหรับ Web Application Firewall ประจำปี 2017 – F5 และ Akamai ติด Leader แล้ว

หลังจากที่ Imperva ผู้ให้บริการโซลูชัน WAF ชื่อดังครองตำแหน่ง Leader บน Gartner’s Magic Quadrant ทางด้าน Web Application Firewall แต่เพียงผู้เดียวมานานถึง 3 ปีติดต่อกัน ล่าสุดปี 2017 นี้ F5 และ Akamai ได้ครองตำแหน่ง Leader ร่วมกับ Imperva แล้ว โดย F5 มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย Imperva และ Akamai

Gartner ให้คำนิยาม WAF ไว้ว่า เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการปกป้องเว็บแอพพลิเคชันทั้งที่ใช้งานภายในและภายนอก โดย WAF สามารถติดตั้งเพื่อป้องกันระบบเว็บบน Data Center หรือให้บริการผ่านระบบคลาวด์ในรูปของ as-a-Service ได้ ซึ่ง WAF ในปัจจุบันควรปกป้องเว็บแอพพลิเคชันและ API จากการโจมตีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาอย่างยิ่งการโจมตีแบบ Injection และ DoS ระดับแอพพลิเคชัน ที่สำคัญคือควรมีเทคนิคในการตรวจจับสิ่งผิดปกติอื่นๆ นอกเหนือจาก Signature เพียงอย่างเดียว

WAF เป็นอุปกรณ์สำหรับป้องกันเว็บแอพพลิเคชันที่ถูกติดตั้งด้านหน้า Web Servers เพื่อป้องกันการโจมตี, ติดตามการใช้งาน และเก็บ Log ทั้งเว็บที่ใช้งานภายใน และเปิดให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ WAF ส่วนใหญ่จะติดตั้งได้ในรูปของ In-line หรือ Reverse Proxy แต่ในปัจจุบันสามารถติดตั้งได้ในรูปของ Transparent Proxy, Bridge หรือ Out-of-Band เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Gartner ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ WAF ในรูปของบริการระบบ Cloud (Cloud-based WAF Service) เริ่มเป็นตัวเลือกที่นิยมมากขึ้นสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นโมเดลเป็น Subscription และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา รวมไปถึงบริการบนระบบ Cloud มีการอัปเดตแพตช์และฟีเจอร์ต่างๆ รวดเร็วกว่าการใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ปกติ

สำหรับ Magic Quadrant ของ Gartner ทางด้าน Web Application Firewall ปี 2017 นี้ มีผู้ครองตำแหน่ง Leader รวมทั้งสิ้น 3 ราย ได้แก่ F5, Imperva และ Akamai โดยที่ F5 มี Ability to Execute สูงที่สุด แสดงให้เห็นว่าโซลูชันของ F5 ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีและมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูง ในขณะที่ Imperva มี Completeness of Vision สูงที่สุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Imperva มีวิสัยทัศน์และการออกแบบเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับแนวโน้มภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ดีที่สุด

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านผลวิเคราะห์ฉบับเต็มผ่านช่องทางของ Imperva ได้ที่: https://www.imperva.com/ld/web-application-firewall-magic-quadrant-2017.asp

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-mq-waf-2017/