คลังเก็บป้ายกำกับ: 2017

Year in Search 2017 ไทยบันเทิงมาเต็ม แต่ระดับโลกเน้น “HowTo” มากขึ้น

คุณเบน คิง Country Director Google ประเทศไทย

เป็นประจำทุกปีสำหรับ Google ที่จะเผยสุดยอดคำค้นหา โดยในปี 2017 นี้ สำหรับประเทศไทย ความสนใจหลักอยู่ที่คอนเทนต์บันเทิง โดยการค้นหาที่มาแรงเป็นอันดับ 1 คือ “เพลิงบุญ” ละครของทางช่อง 3 ตามมาด้วยละคร “เพลิงพระนาง” จากฝั่งช่อง 7 ด้านรายการ “The Mask Singer” ช่องเวิร์คพอยท์ได้อันดับที่ 5 ในขณะที่ “หน้ากากทุเรียน” ติดโผอันดับ 3

ขณะที่ในระดับโลกกลับพบเทรนด์ที่น่าสนใจกว่า นั่นคือผู้ใช้งานเริ่มมีการใช้ Google Search เกี่ยวกับวิธีการทำบางสิ่งบางอย่าง หรือคอนเทนต์ประเภท HowTo มากขึ้น โดย 3 อันดับท็อปฮิต HowTo ในปีนี้ได้แก่

  • How to make slime
  • How to make solar eclipse glasses
  • How to buy bitcoin

ส่วนในประเทศไทย คำถามแนว HowTo ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 2 ใน 5 อันดับแรกมีความเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นั่นคือ “วิธีทำดอกไม้จันทน์” กับ “วิธีปลูกดอกดาวเรือง” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ในหลวง รัชกาลที่ 9 นั่นเอง

Google ยังพบด้วยว่า การถามคำถามของผู้ใช้งานเริ่มเป็นประโยคคำถามที่เรียบเรียงได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น เช่น 

  • how much will the wall cost
  • how many refugees are there in the world
  • how do hurricanes form
  • how to freeze credit
  • how to help Puerto Rico

นอกจากสิ่งที่ Google บอกแล้ว จากผลการศึกษาของ The Verge พบว่า ผู้บริโภคเชื่อมั่นในผลการเสิร์ชของ Google เหนือกว่า Facebook   ที่สำคัญ การที่ Google Search มาถึงจุดนี้ได้ (สามารถค้นหาข้อมูลเพื่อตอบ How ) นั่นหมายถึงการจัดอันดับอัลกอริธึมของ Google น่าจะก้าวไปเกินลิมิตของเสิร์ชเอนจินไปไกลแล้วนั่นเอง

คุณเบน คิง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ผลการค้นหาประจำปีสะท้อนให้เห็นความสนใจ ความสงสัย และเทรนด์การค้นหาข้อมูลของผู้คนในประเทศไทย โดยปี 2560 เป็นปีที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย เพราะเป็นปีที่คนไทยทุกคนได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในการแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงการร่วมบริจาคเพื่อการกุศลในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” และการค้นหาข่าวที่เป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งผู้คนยังค้นหาความสุขผ่าน Google ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ ความบันเทิงต่างๆ และอาหาร”

โดยภาพรวมของ Year in Search 2017 มีดังต่อไปนี้

คำค้นหาประจำปี

1. เพลิงบุญ
2. Roblox
3. หน้ากากทุเรียน
4. เพลิงพระนาง
5. The Mask Singer
6. My Secret Romance
7. ปานามา
8. โจ บอย สเก๊าท์
9. คลื่นชีวิต
10. ก้าวคนละก้าว

สถานที่ (ร้านอาหาร)

1. ร้านจุดสามจุด
2. ร้านเขียวไข่กา
3. ร้านอย่าลืมฉัน
4. ร้านบ้านบางเขน
5. ร้านเกษร คลองโคน
6. ร้านกระบอกแก้ว
7. ร้านโอ้กะจู๋
8. ร้านเลิศทิพย์
9. ร้านปูเป็น พัทยา
10. ร้านปลาอยู่เย็น

บุคคล

1. ทอม room39
2. ลําไย ไหทองคํา
3. กุญแจซอล
4. เป๊ก ผลิตโชค
5. เอ๊ะ จิรากร
6. กิตติ ดัสกร
7. น้ำตาล ชลิตา
8. แอนนา รีส
9. โอม ค๊อกเทล
10. ไซซะนะ

ประเภทอาหาร

1. บิงซู
2. ก๋วยเตี๋ยวเรือ
3. ส้มตำ
4. ซูชิ
5. ชาบู
6. ขนมจีน
7. ไอศครีม
8. ข้าวต้ม
9. เค้กวันเกิด
10. ขนม

สถานที่ทั่วไป

1. วัดป่าคลอง 11
2. วัดคำชะโนด
3. พระเมรุุมาศ
4. ช่างชุ่ย
5. เขาคิชกูฏ
6. ล้ง1919
7. สถานที่ท่องเที่ยวสุราษฏร์ธานี
8. สถานที่เที่ยวเชียงใหม่
9. สถานที่เที่ยวน่าน
10. สถานที่เที่ยวนครนายก 

ข่าวในประเทศ

1. ก้าวคนละก้าว
2. ผู้มีรายได้น้อย
3. ข่าวเปรี้ยว
4. เต้ย เชียร์
5. ข่าววัดธรรมกาย
6. พระสังฆราชองค์ใหม่
7. พิธีพระราชทานเพลิง
8. ชาคริตแต่งงาน
9. มิสแกรนด์ 2017
10. หมุดคณะราษฎร

เพลง

1. ปานามา
2. มือลั่น
3. แค่โสด
4. ผู้สาวขาเลาะ
5. ตราบธุรีดิน
6. คําแพง
7. ฉันไม่มี
8. บ่เป็นหยัง เขาเข้าใจ
9. คู่คอง
10. คนละชั้น

How to 

1. วิธีทําดอกไม้จันทน์
2. วิธีทําเครปเย็น
3. วิธีปลูกดอกดาวเรือง
4. วิธีผูกไท
5. วิธีทํากล้วยบวชชี
6. วิธีทําดอกดารารัตน์
7. วิธีถอนสายบัว
8. วิธีเลี้ยงกุ้งโกส
9. วิธีปลูกทุเรียน
10. วิธีไหว้ตรุษจีน

ภาพยนตร์ 

1. The Fate of the Furious
2. Transformers 5
3. ไทยแลนด์โอนลี่
4. Fifty Shades Darker
5. Beauty and the Beast
6. ไทบ้านเดอะซีรี่ส์
7. Thor Ragnarok
8. Wonder Woman
9. ทองดีฟันขาว
10. ส้มภัคเสี่ยน 

รายการโทรทัศน์

1. เพลิงบุญ
2. เพลิงพระนาง
3. The Mask Singer
4. My Secret Romance
5. คลื่นชีวิต
6. The legend of the blue sea
7. While you were sleeping
8. รากนครา
9. Game of Thrones
10. บัลลังก์ดอกไม้ 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/year-in-search-2017-howto-is-a-trend/

Advertisements

10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ปี 2017

เปิดทำเนียบ 10 โฆษณาถูกชมมากที่สุดบน YouTube ประจำปี 2017 พบ 2 โฆษณาสุดฮอตที่มียอดพุ่งชมเกิน 100 ล้านครั้ง

ข้อมูลจาก 2017 YouTube Ads Leaderboard สะท้อนว่าปีนี้โฆษณากลุ่ม Super Bowl ยังแรงดี (โฆษณาของ Mr. Clean, Kia และ Budweiser) ขณะที่โฆษณากลุ่มเซเลบฯคนมีชื่อเสียงก็ยังครองพื้นที่ในตารางได้เช่นเดิม (เช่นโฆษณาของ Natalie Portman ใน Miss Dior และ Dwayne “The Rock” Johnson” ในโฆษณา Apple)

จุดที่น่าสนใจมากในตารางปีนี้ คือแชมป์อันดับ 1 ที่มีดีกรียอดชมมากกว่า 150 ล้านครั้งนั้นมาจากอินเดียแดนภารตะ เป็นโฆษณาแบรนด์ Samsung ที่เปิดตัวช่วงต้นปีซึ่งดึงยอดชมทะลุหลายล้านในช่วงไม่กี่วันหลังจากเปิดตัว

10) Mr. Clean | 2017 Super Bowl Ad | Cleaner of Your Dreams

17.6M ครั้ง

9) Levi’s “Circles” Commercial l Full

22.3M ครั้ง

8) iPhone 7 — The Rock x Siri Dominate the Day — Apple

25.3M ครั้ง

7) adidas Originals | ORIGINAL is never finished

25.4M ครั้ง

6) 2017 Kia Niro | “Hero’s Journey” Starring Melissa McCarthy

25.9M ครั้ง

5) Budweiser 2017 Super Bowl Commercial | “Born The Hard Way”

28.5M ครั้ง

4) Miss Dior – The new Eau de Parfum

43.0M ครั้ง

3) Ping Pong Trick Shots 3 | Dude Perfect (sponsored by Oreo)

90.6M ครั้ง

2) Clash Royale: The Last Second (Official Commercial)

110.7M ครั้ง

1) Samsung India Service (SVC) – We’ll take care of you, wherever you are. #SamsungService

150.3M ครั้ง

ที่มา: Google

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/youtube-leaderboard-year-end-2017/

หนังสือ 5 เล่มประจำปี 2017 แนะนำโดย Bill Gates

เป็นเหมือนธรรมเนียมส่งท้ายปีไปแล้วที่ Bill Gates มหาเศรษฐีและหนอนหนังสือตัวยง จะออกมาเขียนแนะนำสุดยอดหนังสือ 5 เล่มประจำปี และลิสต์ของปี 2017 ออกมาแล้ว จะพลาดได้อย่างไร

หนังสือ 5 เล่มประจำปี 2017 ของ Bill Gates มีดังนี้

1. The Sympathizer โดย Viet Thanh Nguyen (2015)

หนังสือเล่มนี้เป็นนวนิยายที่เกี่ยวกับสายลับสองหน้าชาวเวียดนามเหนือคนหนึ่งที่ย้ายไปอยู่ในสหรัฐอเมริกาหลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง หนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจตรงที่นำเสนอมุมมองของคนเวียดนามในสงคราม เพราะว่าส่วนใหญ่สงครามเวียดนามมักจะถูกเล่าออกมาจากมุมมองของคนอเมริกัน

หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัล Pulitzer Prize เมื่อปีที่แล้ว ในบล็อกของ Gates เขียนไว้ว่า เขาดีใจมากที่ประสบการณ์ลักษณะนี้ได้ถูกถ่ายทอดออกมาสู่กระแสหลักและประสบความสำเร็จ “ผมหวังว่าจะได้อ่านหนังสือแบบนี้อีกในอนาคต”

2. Evicted: Poverty and Profit in the American City โดย Matthew Desmond (2016)

เล่มนี้เป็นหนังสือแนวสารคดีที่ของนักสังคมวิทยา (ได้รับเงินจากมูลนิธิของ Gates) ที่ไปติดตาม 8 ครอบครัวในเขตยากจนของมิลวอกี (Milwaukee) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐวิสคอนซิน โดยจะพบเรื่องราวของครอบครัวที่ใช้ชีวิตด้วยเงินไม่เกินวันละ 100 บาท

Gates บอกว่า เป็นหนังสือที่ทำให้เห็นโลกของคนยากคนจนในอเมริกา และเอาเข้าจริง ปัญหาความจนไม่ใช่แค่ประเด็นเรื่องที่อยู่อาศัย แต่พันกันไปหมด เมื่อไม่มีเงินค่าที่พัก ต้องย้ายไปหาที่ใหม่ ก็ตกงาน เงินร่อยหรอลงทุกวัน และผลจึงส่งมาที่ตัวเด็กๆ ของพวกเขาในท้ายที่สุด เป็นวงจรความยากจน

3. The Best We Could Do: An Illustrated Memoir โดย Thi Bui (2017)

หลังจากที่ Gates อ่าน The Sympathizer ที่ว่าด้วยเรื่องราวและมุมมองในสงครามเวียดนามจากคนเวียดนามแล้ว The Best We Could Do เป็นนิยายภาพกราฟิกที่เล่าเรื่องของพ่อแม่ชาวเวียดนามที่เติบโตภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสและหนีมาอยู่ในสหรัฐอเมริกาช่วงทศวรรษ 1970

ที่น่าสนใจคือ ตัวละครหลักของเรื่องพยายามทำความเข้าใจพ่อแม่ของตัวเอง ว่าเหตุการณ์ ความทรงจำ หรือบริบทแบบใดที่หล่อหลอมให้พ่อแม่ “เป็น” ในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คำตอบที่น่าสนใจคือ การอยู่กับปัจจุบันที่ต้องแบกรับอดีตอันหนักอึ้งและมหาศาล (จากการอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศส สงครามเวียดนาม และการใช้ชีวิตในสังคมอเมริกา) จะปลดปล่อยออกไปก็ทำไม่ได้ และเมื่อจำไว้ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน แต่ก็นั่นเองคือ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราพอจะทำได้ ตามชื่อหนังสือ

4. Believe Me: A Memoir of Love, Death, and Jazz Chickens โดย Eddie Izzard (2017)

บันทึกความทรงจำของ Eddie Izzard นักแสดงตลกชาวอังกฤษ เป็นเรื่องราวชีวิตที่ผกผันและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ลองคิดดูว่า ในวัย 6 ขวบ คุณต้องเผชิญกับการสูญเสียแม่จากมะเร็งร้าย คุณกำลังสับสนกับเพศสภาพของตัวเอง และกำลังจะถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนประจำ”

Gates แนะนำว่า บันทึกความทรงจำเล่มนี้อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน เพราะใครที่ไม่เคยดู/รู้จัก Izzard มาก่อนอาจจะอ่านแล้วสับสนเหมือนกับ “ตื่นขึ้นมากลางวงสนทนา” ไม่รู้ว่าเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ แต่ถ้าใครที่เป็นแฟนคลับของนักแสดงตลกคนนี้ ควรหามาอ่าน เพราะจะตกหลุมรักอย่างแน่นอน Gates เขียนไว้ว่า “ผมหัวเราะหลายครั้งมากตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้”

5. Energy and Civilization: A History โดย Vaclav Smil (2017)

Vaclav Smil คือนักเขียนที่ Gates ชื่นชอบอยู่แล้ว และเขาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ของ Smil คือ ชิ้นเอก (masterpiece) Gates เคยบอกว่า เขารอคอยหนังสือของ Smil อย่างใจจดใจจ่อ “เหมือนกับที่หลายๆ คนกำลังรอชมภาคต่อไปของภาพยนตร์อย่าง Star Wars”

หนังสือเล่มนี้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของความต้องการด้านพลังงานของมนุษย์ ได้กำหนดรูปร่างทางสังคมและประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติไปอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ Gates บอกว่า อ่านยาก แต่อยากให้อ่าน เพราะจะทำให้เข้าใจว่า “พลังงาน” กับ “อารยธรรมของมวลมนุษยชาติ” สัมพันธ์กันอย่างไร

ที่มา – Quzrtzygatesnotes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/bill-gates-book-2017/

บทเรียน 4 ข้อจากห้าง Macy’s ใน “Black Friday”

ยุคนี้ใคร ๆ ก็ต้องปรากฏตัวบนโลกออนไลน์ แต่ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็จะประสบความสำเร็จ เพราะในขณะที่ห้าง Walmart, Target, Best Buy ที่ได้ลงทุนในดิจิทัลเพื่อเตรียมรับมือเทศกาล Black Friday สามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ห้าง Macy’s กลับเผชิญกับปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยเหตุการณ์นั้นเริ่มจาก

1. จ่ายเงินไม่ได้

การที่ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อ แต่ไม่สามารถจ่ายเงินได้เป็นเรื่องที่เจ็บปวดกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้บริโภคเอง และฝ่ายเจ้าของธุรกิจ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อระบบการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตของห้าง Macy’s เกิดมีปัญหาในช่วงประมาณเที่ยงวัน และลากยาวไปจนถึงบ่ายก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ที่สำคัญ ปัญหาของระบบนี้ยังมีผลกับทุกสาขาของห้างด้วย ส่งผลให้ผู้ที่รอต่อคิวซื้อสินค้าต่างบ่นกันระงมทั้งในแถว และบน “Social Media”

น่าสนใจว่าในปีก่อนหน้า เว็บไซต์ของห้าง Macy’s ก็เคยมีปัญหาใช้งานไม่ได้ในเทศกาล Black Friday เช่นกัน

2. การขออภัยเกิดขึ้นค่อนข้างล่าช้า

จากเหตุการณ์ของห้าง Macy’s ที่ไม่สามารถชำระเงินด้วยบัตรเครดิตได้นั้น มีรายงานจาก CNN ว่าการออกมาขอโทษของทางห้างต่อกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นค่อนข้างล่าช้า (รายงานจาก CNN พบว่ามีการขอโทษเมื่อเวลาประมาณตีห้าตามเวลาในประเทศไทย) ทำให้ความไม่พอใจของผู้ใช้งานบน Social Media โดยเฉพาะบน Twitter นั้นเพิ่มสูงมาก

3. ทว่าทางห้างยังประกาศความสำเร็จ

จากการทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ไม่ดีในการชำระเงินของห้าง Macy’s นั้น มีรายงานว่าทางห้าง Macy’s ออกมาประกาศความสำเร็จในเทศกาล Black Friday แล้วพร้อมเผยว่าหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 4% แตะที่ 21.45 เหรียญสหรัฐจากเทศกาล Black Friday ด้วย (ก่อนจะลดลงมา 2% ในเวลาต่อมา) ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อข่าวนี้ปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์มันจะถูกพบเห็นได้พร้อม ๆ กับข่าวเรื่องเสียงบ่นจากผู้บริโภคเรื่องระบบการจ่ายเงินหยุดทำงาน และนั่นน่าจะทำให้นักลงทุนตั้งคำถามถึงตัวเลขความสำเร็จของห้าง Macy’s ได้เช่นกัน

4. เสร็จเพราะถูกขุดตัวเลขผลประกอบการ

นอกจากจะทำให้นักลงทุนตั้งคำถามเรื่องที่ว่ามีโอกาสทำยอดอยู่ในมือ แต่ยังไม่สามารถทำได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ห้าง Macy’s มีผลประกอบการตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมา Macy’s มีรายได้ลดลง 6.1% และผลประกอบการของห้างก็ลดลงต่อเนื่อง 11 ไตรมาสด้วย

ขณะที่มูลค่าหุ้นของ Macy’s นั้นพบว่าลดลง 39.47% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทางห้างน่าจะมีปัญหาในระบบการบริหารจัดการซ่อนอยู่

จะเห็นได้ว่าในเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ 24 ชั่วโมงของ Black Friday นั้นมีอานุภาพรุนแรงทีเดียว หากธุรกิจไม่สามารถเตรียมตัวรับมือได้ดีพอ เป็นไปได้ว่าเราอาจพบ “วิกฤติ” ที่ยากจะกู้ชื่อคืนมาได้โดยง่าย เหมือนเช่นที่แบรนด์เก่าแก่อย่างห้าง Macy’s ได้เผชิญใน Black Friday ปีนี้นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
CNBC
BusinessInsider
Market BusinessInsider
abc7chicago

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/macys-crisis-black-friday/

สัมผัส 6 เทคโนโลยีสุดชิคที่ “Sansiri Life Comes Home 2017”

ต้องยอมรับว่าในปี 2017 ที่ผ่านมา แสนสิริมีการเปิดตัวนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยออกมามากมาย แถมแต่ละเทคโนโลยีที่นำออกมาโชว์นั้นก็กลายเป็นสิ่งบวกเพิ่มให้โครงการดูแลคุณภาพชีวิตลูกบ้านได้ดียิ่งขึ้น

โดยหากไล่เรียงกันจะพบว่า แสนสิริเร่ิมต้นมาจากการพัฒนา Home Service Application ให้กับลูกบ้านได้ใช้งาน  ซึ่งแอปพลิเคชันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนในวงการอสังหาริมทรัพย์ เพราะลูกบ้านสามารถติดตามข่าวสาร และติดต่อกับโครงการ – นิติบุคคลได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ภายในแอปพลิเคชันยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อมีพัสดุมาส่ง (Mailbox) การบริหารจัดการค่าส่วนกลาง การแจ้งซ่อมและการตรวจสอบสถานะการแจ้งซ่อม (Home Care)  ฯลฯ โดยสามารถใช้งานได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน (traditional, simplified) และภาษาญี่ปุ่น และแสนสิริยังได้จับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง SB FURNITURE  เพิ่มบริการ ONLINE SHOPPING BY SB FURNITURE  ลงใน  Home Service Application ด้วย ซึ่งจะทำให้ลูกบ้านสามารถเลือกช้อปสินค้าตกแต่งบ้านได้ทันใจมากกว่าเดิม (มีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนธันวาคม 2560 นี้)

ถัดจากแอปพลิเคชันก็คือหุ่นยนต์น้องแสนดี สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้การอยู่อาศัยสมบูรณ์แบบขึ้นในแง่ของความปลอดภัย ในจุดนี้แสนสิริออกแบบให้พัสดุที่ส่งมาถึงลูกบ้านจะถูกบันทึกเข้าสู่ระบบ และแจ้งเตือนลูกบ้านผ่าน Sansiri Home Service Application ซึ่งลูกบ้านสามารถแจ้งความจำนงให้แสนดีนำพัสดุขึ้นมาส่งที่ห้องได้เลย ไม่ต้องให้คนนอกเดินเข้าออกในโครงการอีกต่อไป  ที่สำคัญ น้องแสนดียังมาพร้อมระบบหลบหลีกสิ่งกีดขวางและสามารถขึ้นลิฟท์ด้วยตัวเองได้ โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 1.5 เมตรต่อวินาที และสามารถรับน้ำาหนักได้สูงสุดถึง 80 กิโลกรัม

นอกจากเรื่องของแอปพลิเคชันและหุ่นยนต์แล้ว แสนสิริยังเปิดตัวลำโพงอัจฉริยะ Sansiri AI Box ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ด้วย ซึ่ง AI Box นี้คือปัญญาประดิษฐ์ที่รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยเป็นครั้งแรกภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เดลิเทค จำกัด กลายเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้กับผู้อยู่อาศัยในการสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ภายในบ้านเช่น การเปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับระบบ Sansiri Home Service Application ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถจองพื้นที่ส่วนกลางภายในโครงการได้ เช่น จองห้องโยคะ หรือสั่งให้แสนดี นำพัสดุมาส่งให้ที่ห้อง เป็นต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ความสะดวกสบาย ก็คืออาหารปลอดภัย  โดยเฉพาะผักที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งทุกวันนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยให้การปลูกผักทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต แสนสิริมองเห็นในจุดนี้จึงได้จับมือกับ Farmshelf นวัตกรรมฟาร์มแนวตั้งอัจฉริยะจากสหรัฐอเมริกาที่ใช้ IoT ควบคุมและมอนิเตอร์การเจริญเติบโตของผักแบบอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน ทั้งยังมีการแจ้งเตือนเมื่อผลผลิตพร้อมเก็บเกี่ยว ทำให้ลูกบ้านสามารถปลูกผักสด สะอาด ปลอดสารพิษไว้รับประทานเอง (From Farm to Table) ได้โดยง่าย

สำหรับใครที่มองหาโซลูชันด้านสุขภาพ หรือมีคนที่รักอยู่บ้านตามลำพังนั้น แสนสิริก็จับมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช นำสายรัดข้อมืออัจฉริยะมาช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ และช่วยดูแลการใช้ชีวิตประจำวันได้ตลอด 24 ชั่วโมง  โดยมาพร้อมฟังก์ชันการแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และฟังก์ชันให้ความช่วยเหลือจากโรงพยาบาลเมื่อได้รับสัญญานขอความช่วยเหลือจากผู้ใช้งาน ซึ่งในจุดนี้แสนสิริมองว่าจะทำให้ลูกบ้านที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านเกิดความอุ่นใจ ว่าคนสำคัญที่บ้านจะได้รับการดูแลตลอดเวลานั่นเอง

อยู่ในโครงการว่าสุขใจแล้ว จะออกนอกโครงการก็ยังช่วยโลกลดมลพิษได้อีก กับ Smart Move  แพลตฟอร์มบริการเช่ายานพาหนะในโครงการของแสนสิริเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับคนรุ่นใหม่ โดยมีรถยนต์ที่ควบคุมและใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ให้ลูกบ้านได้เช่าใช้และคิดค่าบริการตามจริงเป็นนาที พร้อม EV Charger เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าไม่สร้างมลพิษต่อสภาพแวดล้อม โดยนำร่องด้วย BMW รุ่น i3 ในโครงการเดอะไลน์ จตุจักร-หมอชิต เป็นโครงการแรก

จะเห็นได้ว่าภาพที่แสนสิริเคยวาดไว้เกี่ยวกับโครงการบ้านในอนาคตกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ขึ้นมาแล้วอย่างชัดเจนในวันนี้ และสำหรับใครที่อยากสัมผัสนวัตกรรมบ้านแห่งอนาคตให้ใกล้ชิดมากขึ้น ทางแสนสิริก็พร้อมจัดให้ในงาน Sansiri Life Comes Home 2017 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24 -26 พ.ย. ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน โดยในงานนี้จะมีการเปิดตัว SIRI LIFETECH กับการจัดแสดง 6 นวัตกรรมอย่างเป็นทางการด้วย

oka HAUS Sukhumvit 36

นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่อย่าง “oka HAUS” คอนโดไฮไรส์บรรยากาศรีสอร์ทกลางเมืองสุขุมวิท 36 และ “kawa HAUS” คอนโดโลว์ไรซ์ริมน้ำใน Community T77 พร้อมความสุขที่เลือกได้จากคอนโดมิเนียมยูนิตฮอต 10 โครงการทั่วประเทศที่มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะภายในงานถึง 3 ต่อ นั่นคือ

ต่อที่ 1 รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทและรับทันที iPhone X เมื่อลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์และจองโครงการใหม่ในงาน
ต่อที่ 2 ทุกยูนิตลุ้นรับรางวัลทุกวัน มูลค่ากว่า 5 แสนบาท เมื่อจองในงาน อาทิ iPad Pro Apple Watch Series 3 หรือบัตรที่พัก 2 วัน 1 คืน ที่โรงแรมเอสเคปเขาใหญ่ หรือ หัวหิน เป็นต้น
ต่อที่ 3 สำหรับ ผู้ลงทะเบียนร่วมงานล่วงหน้าทางเว็บไซต์ ยังได้รับกระเป๋า “Exclusive Bag” จำนวนจำกัด ที่ Personalize โดยศิลปินไทยชื่อดัง

kawa HAUS Sukhumvit 77

นอกจากนี้ยังมอบแพคเกจทางการเงิน อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.8% นานถึง 3 ปี ฟรีจำนองสำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนในงานและใช้สินเชื่อบ้านไทยพาณิชย์ 10 ท่านแรก (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด) พร้อมทั้งของสมนาคุณพิเศษเมื่อขอสินเชื่อโครงการพร้อมอยู่ภายในงาน สิทธิพิเศษสาหรับผู้ถือบัตรเครดิตไทยพาณิชย์ แสนสิริ แพลทินัม รับส่วนลดเงินจอง 5% พร้อมรับคะแนนเพิ่มสูงสุด 50,000 คะแนน และบัตรกำนัลสูงสุด 6,500 บาท เมื่อชำระเงินจองโครงการผ่านบัตรฯ ทันที พร้อมรับคะแนนพิเศษเพิ่มสูงสุดอีก 50,000 คะแนนเมื่อใช้สินเชื่อบ้านกับธนาคารไทยพาณิชย์ด้วยค่ะ

#LifeComesHome2017 #SANSIRI #siriLIFETECH

ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/sansirifamily, www.twitter.com/sansiriplc, www.Instagram.com/sansiriplc และ https://www.sansiri.com/lifecomeshome/th

บทความนี้เป็น Advertorial
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/sansiri-life-comes-home-2017/

ถอดบทเรียนการตลาดผ่าน Marketing Day’17 ดิจิทัลได้แต่ต้อง “REAL”

คุณสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์

เวที Marketing Day 2017 ของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยหรือ MAT ชี้ความ REAL หรือความจริงใจจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้แบรนด์ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสูง

โดยเวทีในวันนี้ ทางสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยโดยคุณสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายกสมาคมฯ ได้ออกมาเผยถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในยุคการตลาดดิจิทัลที่พบว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้บริโภคไปในหลาย ๆ ด้าน ทำให้โลกของการตลาดที่เคยเรียบง่าย กลายเป็นโลกที่ซับซ้อนมากขึ้น มีการแข่งขันสูงมากขึ้น

โดยเทรนด์สำคัญที่เกิดจากเทคโนโลยีและส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในมุมของ MAT ได้แก่

เปลี่ยนจาก TQM สู่ TEM

หรือก็คือการเปลี่ยนจากจุดขายด้านคุณภาพ (Total Quality Management) ไปสู่การสร้างประสบการณ์ของแบรนด์ (Total Experience Management) ผ่านทุก ๆ ช่องทางตลอด Customer Journey ซึ่งคุณสุพัตราให้ความเห็นว่า การสร้างมูลค่าทางจิตใจนั้นสำคัญมากในยุคที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้

Purposeful Business

ลำดับที่สองของเทรนด์ที่นักการตลาดต้องใส่ใจก็คือ แบรนด์ต้องสามารถนำโจทย์ของสังคมมาเป็นส่วนหนึ่งของโจทย์ของแบรนด์ ซึ่งจากข้อมูลสถิติ คุณสุพัตรากล่าวว่า องค์กรที่มี purpose จะโตเร็วกว่าองค์กรที่ไม่มี Purpose ถึง 50% และโจทย์สำคัญของนักการตลาดคือจะทำอย่างไรให้ลูกค้าและผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

Reality Marketing

เรื่องของ Reality Marketing นั้นเป็นสิ่งที่ได้รับการโปรโมตอย่างมาก แต่ในอีกมุมหนึ่ง คุณสุพัตราเผยว่า ไม่อยากให้นักการตลาดหลงประเด็น เพราะแท้จริงแล้วทั้ง AR/VR/MR ทั้งหมดนี้เครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบ นักการตลาดไม่ควรหวังใช้เทคนิคเพื่อสร้าง engagement เพราะความสามารถส่วนหนึ่งของเครื่องมือเหล่านี้คือการใช้เพื่อสร้างกระแส แต่ในท้ายที่สุด นักการตลาดต้องกลับมาดูว่ามันต้องจับต้องได้จริงด้วยจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด

“หัวใจยังอยู่ที่การสร้างประสบการณ์และนำมาผสมให้ลงตัว ไม่เช่นนั้นแบรนด์อาจไม่สามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้” คุณสุพัตรากล่าว

From Individual to Social

เทรนด์สุดท้ายคือการสร้างลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ โดยกฎในอดีตคือ 4A (Aware, Attitude, Act และ At Again) แต่ในปัจจุบันคงต้องยอมรับว่ากฎดังกล่าวเพิ่มมาเป็น 5A แล้ว ได้แก่ Aware, Appeal, Ask, Act และ Advocate โดยแบรนด์จะต้องทำให้เกิดการรู้จัก – ดึงดูดความสนใจ – ให้เกิดการถามหา จากนั้นจึงเกิดการซื้อมาใช้งาน และเมื่อใช้แล้วประทับใจก็จะบอกต่อ

“สิ่งสำคัญที่สุดของยุคดิจิทัลความ REAL เพราะข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่จะอยู่รอดคือแบรนด์ที่ REAL ที่สุด ซึ่งความ REAL นั้นเกิดจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง, การสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง, การทำสิ่งที่แบรนด์แคร์ และมีความหมายอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง, มีความจริงใจ, มี Passion และสามารถสร้างประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกับผู้บริโภคได้นั่นเอง”

“การเป็นผู้นำตลาดในยุคนี้ ต้องเริ่มจากการเป็นผู้ครองหัวใจของผู้บริโภคให้ได้เสียก่อน ส่วนการจะครองหัวใจผู้บริโภคให้ได้นั้น จะต้องมีความ REAL เป็นตัวจริง ทำธุรกิจอย่างโปร่งใส ซื่อสัตย์ และจริงใจกับลูกค้าให้มากที่สุดจึงจะโดดเด่นและอยู่รอดในโลกยุคดิจิทัล” คุณสุพัตรากล่าวทิ้งท้าย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/marketing-day-real-purpose-theme/

4 โซลูชันเรียกน้ำย่อยใน “Marketing Day 2017”

เริ่มคึกคักกันแล้วสำหรับงานใหญ่ส่งท้ายปีของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย หรือ MAT กับ Marketing Day 2017 : Next Move of Marketing, GET REAL…in Digital Era” โดยนอกจากจะมีความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในวงการมาอัปเดตกันแล้ว ภายนอกงานยังมีบูธจากเอเจนซีชั้นนำมาร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีสุดล้ำมากมาย 

บูธที่เรียกความสนใจได้เป็นอันดับแรกเป็นบูธของ DentsuX Thailand ที่นำสองเทคโนโลยีอย่าง Smart Shelf และ Emotion Analyzer หรือ Neuro มาโชว์กัน โดยคุณพิษณุ คำสุวรรณ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ของ DentsuX เผยว่า เทคโนโลยี SmartShelf เป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับสร้าง Engagement กับลูกค้า โดยเป็นการทำงานร่วมกับของชิป NFC ร่วมกับหน้าจออัจฉริยะที่สามารถสร้าง Interactive Shelf เพื่อให้ข้อมูลสินค้าได้อย่างน่าสนใจมากขึ้น

โดยจากตัวอย่างที่นำมาโชว์จะเป็นการแนะนำการท่องเที่ยวญี่ปุ่น โดยมีกล่องให้เลือกสองเมืองระหว่างโตเกียวและโอซาก้า หากหยิบกล่องโอซาก้าขึ้นมา ข้อมูลบนหน้าจอก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเมืองโอซาก้า หรือหากหยิบขึ้นมาทั้งสองกล่องพร้อมกัน ก็จะปรากฏข้อมูลของทั้งโตเกียวและโอซาก้าเปรียบเทียบกัน เป็นต้น ในจุดนี้ทาง DentsuX เผยว่า สามารถตั้งค่าการ Movement ได้ตามความต้องการของลูกค้าด้วย

ถัดจากบูธ SmartShelf มาก็จะพบกับอีกหนึ่งเครื่องมือที่น่าสนใจไม่แพ้กัน กับ Emotion Analyzer หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Neuro ที่เปิดตัวมาแล้วประมาณ 1 ปี และเริ่มมีการใช้งานกับแคมเปญของลูกค้าในประเทศต่าง ๆ มากขึ้น ทั้งในญี่ปุ่นและออสเตรเลีย

ทดลองใช้ Neuro

โดย Neuro เป็นอุปกรณ์วัดคลื่นสมองแบบสวมศีรษะ ซึ่งแบรนด์สามารถนำมาใช้วัดความคลื่นสมองได้ใน 5 ด้านนั่นคือ Interest, Like, Concentration, Calmness และ Stress เพื่อที่แบรนด์จะได้ข้อมูลที่ตรงกับความรู้สึกของลูกค้าที่เหนือกว่าการทำแบบสอบถามในอดีต

โดยคุณสโรชินี สีมากุล ผู้จัดการฝ่าย Digital Business Development ของ DentsuX เผยว่า ขณะนี้เครื่องมือดังกล่าวอยู่ระหว่างการ Educate ตลาดว่าแบรนด์สามารถได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นจากผู้บริโภคเพราะมาจากคลื่นสมองจริง ๆ ทำให้ทราบว่าผู้บริภคนั้นแท้จริงแล้วรู้สึกอย่างไร

โดยแคมเปญที่ประสบความสำเร็จของ Neuro คือแคมเปญของ Uniqlo ที่ออสเตรเลีย ซึ่งจะนำ Neuro มาให้ลูกค้าทดลองสวมเพื่อวิเคราะห์ว่าลูกค้ามีความสนใจในแฟชั่นประเภทใด พนักงานขายจะได้นำเสนอได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ถัดจากบูธของ DentsuX คือค่าย Index ที่นำเทคโนโลยี Act Catcher หรือการถ่ายภาพนิ่งสามมิติทั้งแบบ 180 องศาและ 360 องศามาโชว์กัน โดยแบรนด์สามารถนำความสามารถดังกล่าวไปใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานโฆษณาได้อีกมากมาย

ถัดจากการถ่ายภาพ 180 องศา ยังมีเวทีสำหรับจัดแสดง Dancing Drone ของทาง Index มาจัดแสดงด้วย ซึ่งผู้ควบคุมสามารถสั่งการโดรนทุกตัวได้จากสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว

ถือเป็นเทคโนโลยีเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะเข้าเวทีเสวนาด้านใน แต่สำหรับใครที่สนใจมาร่วมงานแต่ยังไม่มีบัตรไม่ต้องเสียใจค่ะ ทีมงานมีบัตรเข้าร่วมงาน MAT 5 ใบมาฝากกัน สามารถติดต่อทีมงานได้ผ่านทาง Inbox ของ Facebook เลยค่ะ แล้วพบกันในงานนะคะ 🙂

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/marketing-day-2017-dentsu-x-index-solution/