คลังเก็บป้ายกำกับ: 2017

ถึงเวลาปรากฏการณ์ “New New Acer” ในยุคตลาด PC อิ่มตัวกับ 6 ผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่

ยุคนี้เป็นยุคที่ไม่ว่าใครก็ต้องตระหนักได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก กับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ บริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์อย่าง Acer เองก็มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ การปรับทัพตลาดและผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคจึงปรากฏในรูปแบบของปรากฏการณ์ “New New Acer”

นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด

คุณนิธิพัฒน์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เผยถึงธุรกิจของเอเซอร์ว่า ตลาด PC ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์หลักของ Acer โดยปีที่ผ่านมา (2016) มียอดขายอยู่ที่ 2.4 ล้านเครื่อง เป็นโน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อปในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดี Acer พบว่า ผู้บริโภคยุคใหม่มีตัวตนที่ชัดเจนขึ้น และมีจุดยืนในการเลือกซื้อสินค้าให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น รวมถึงยอมที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้ได้อุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ในการใช้ชีวิต ยกตัวอย่างเช่น สินค้าในกลุ่มเฉพาะทาง หรือสินค้า IoT (Internet of Things)

นั่นจึงนำไปสู่ปรากฏการณ์ New New Acer ที่ Acer หันมาเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้งในตลาดเฉพาะกลุ่ม และผลิตภัณฑ์ด้าน IoT โดยมีทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเซอร์วิสบนแพลตฟอร์มคลาวด์ ที่ส่งผลให้ในปีนี้ Acer มีผลิตภัณฑ์สำหรับเจาะตลาดครอบคลุมทั้งในกลุ่ม Consumer, Commercial และ Enterprise เลยทีเดียว

โดย 6 ผลิตภัณฑ์ทางเลือกใหม่ของ Acer ในยุค 2017 ประกอบด้วย

  • “Predator 21X” ราคา 359,000 บาท ความพิเศษของ Predator 21X คือการเป็นคอมพิวเตอร์สำหรับคอเกมที่ทรงพลังในราคาที่ทรงพลังไม่แพ้กัน โดย Acer ได้ใส่เทคโนโลยี Tobii (eye-tracking) เซนเซอร์ที่จะจับดวงตาของยูสเซอร์ ทำให้เวลาเล่นเกม ไม่ต้องคลิกเมาส์ แค่ยิงอย่างเดียว แถมยังเป็นรุ่น Limited Edition ที่จะมีจำหน่ายในประเทศไทยแค่ 21 เครื่องเท่านั้น โดยนอกจากความพิเศษของฮาร์ดแวร์ และ On-site Serviceแล้ว Acer ยังมีที่ปรึกษาส่วนตัว คอยให้คำแนะนำเวลามีปัญหาในการใช้งาน หรือการเล่นเกมด้วย
  • “Aspire VX 15” คอมพิวเตอร์สำหรับคอเกมระดับเริ่มต้นในช่วงราคาน่าคบหาที่ 29,900-35,900 บาท โดย Acer มองว่าคอมพิวเตอร์ดังกล่าวเป็นเซกเมนต์ใหม่ที่น่าสนใจ และมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดี

  • “โน้ตบุ๊ก Hello Kitty” เป็นโปรเจ็คพิเศษที่ Acer จับมือกับซานริโอในการออกแบบโน้ตบุ๊ก Limited Edition ที่จะมีวางจำหน่ายในไทยประมาณ 300 เครื่องเท่านั้น โดยเน้นในเรื่องความเบาและบาง  ซึ่งคาดว่าจะตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มที่ชื่นชอบคิตตี้ได้ดี  และมีกำหนดจะวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ (และในปีหน้าก็อาจมีการจับมือกับค่ายเจ้าของลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์อื่น ๆ ผลิตโน้ตบุ๊ก Limited Edition ออกมาอีกเช่นกัน)

  •  “Xplova” เป็นสินค้า IoT เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพและรักการปั่นจักรยาน โดย Acer มองว่าตลาดดังกล่าวเป็นตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง และ Xplova ก็เป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของนักปั่นจักรยาน ทั้งถ่ายคลิปได้ ใส่ซิมได้ ตัดต่อคลิปวิดีโอได้ แชร์สู่โลกออนไลน์ได้ ช่องทางการจัดจำหน่ายก็คือผ่าน อมรไบซิเคิล  ในราคาเริ่มต้น 14,900 บาท
  • “Pawbo” เป็น IP Camera ที่ Acer มองว่าเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจ พร้อมให้ตัวเลขว่า ในประเทศไทยมีกลุ่มคนที่เลี้ยงสัตว์อย่างดีประมาณ 4 ล้านคน และคนกลุ่มนี้มีศักยภาพในการจับจ่ายสูงมาก โดยตัวอุปกรณ์มีทั้งกล้อง เลเซอร์ อีกทั้งยังมีช่องใส่อาหารไว้ให้ขนมสัตว์เลี้ยงที่สั่งการได้จากระยะไกล มีริงโทน ไว้เรียกสัตว์  ถ่ายภาพนิ่งได้ ถ่ายภาพวิดีโอได้ แถมยังรองรับการเชื่อมต่อจากสมาร์ทโฟนได้ 8 เครื่องในคราวเดียว ซึ่ง Acer จะทำตลาดอุปกรณ์ดังกล่าวผ่าน Modern Petshop
  • Acer Cloud Professor เป็นอุปกรณ์ IoT ที่ Acer นำมาเจาะกลุ่มการศึกษาในการฝึกทักษะด้านการเขียนโค้ดโปรแกรมควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งโปรดักซ์ของ CloudProfessor นั้นมีหลากหลาย และมี CourseWare ให้เรียนรู้ผ่านแอปพลิเคชัน ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับแขนกลที่ใช้หยิบจับสิ่งของได้ ทำให้การเจาะตลาดในช่วงเริ่มต้นนั้น Acer อาจเน้นไปที่กลุ่มนักเรียนระดับมัธยมขึ้นไป – กลุ่มอาชีวะก่อนเป็นลำดับแรก

ส่วนตลาดพีซีนั้น Acer มองว่า ยังเป็นคอร์หลักของ Acer อยู่ และคาดว่าในปีนี้ ตลาดรวมน่าจะเติบโตราว 5%  อย่างไรก็ดีประเทศไทย ตลาดพีซีเป็นตลาดที่อิ่มตัวแล้ว ดังนั้นการซื้อโน้ตบุ๊ก หรือเดสก์ทอปจึงเป็นการซื้อเครื่องที่ 2 หรือ 3 ไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกอีกต่อไป

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/acer-direction-2017-new-new-acer/

Advertisements

MAAT เปิดตัวเลขธุรกิจสื่อโฆษณา พร้อมทิศทางการเติบโต 2017 เล็ง IoT มาแรง (อีกแล้ว)

MAAT เปิดตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาปี 2559 ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มที่ลดลงสูงสุดคือ เคเบิลทีวีและทีวีผ่านดาวเทียมที่ลดลงถึง 43% ตามมาด้วยนิตยสาร (29%) และหนังสือพิมพ์ (20%) ขณะที่กลุ่มที่เติบโตสูงคือสื่อนอกบ้าน เช่น สื่อในโรงภาพยนตร์ สื่อในการเดินทาง สื่อในห้างสรรพสินค้า โดยหมวดที่ใช้เงินโฆษณาสูงสุดสามอันดับแรกคือ รถยนต์, เครื่องดื่ม (ไร้แอลกอฮอล์) และ Communications

อีกครั้งกับสมาคมมีเดียเอเจนซี และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทยหรือ MAAT  (Media Agency Association of Thailand) ที่เปิดเผยตัวเลข ทิศทางการเติบโต และความเคลื่อนไหวในวงการธุรกิจสื่อโฆษณา โดยพบว่านอกจาก Section ของธุรกิจที่ลงโฆษณาสูงสุดตามที่ถูกจัดอันดับไว้ข้างต้นแล้ว หากจำแนกตามแบรนด์ยังพบว่า สามอันดับแรกของแบรนด์ที่มีการลงโฆษณาสูงสุดคือ Unilever, Toyota และ AIS ด้วย

จากตารางด้านล่างแสดงให้เห็นถึงงบประมาณด้านโฆษณาที่มีการใช้จ่ายเปรียบเทียบระหว่างปี 2015 กับ 2016 ซึ่งลดลงแทบทุกสื่อ

อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางการเติบโตในปี 2017 นั้น ทางสมาคมฯ คาดว่า ด้วยแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่า GDP ที่จะเพิ่มขึ้น 3.3% ในปีนี้ ประกอบกับการลงโฆษณาที่กลับมาทำได้เหมือนเดิม และรายการโทรทัศน์ที่กลับมาเป็นปกติ จะเป็นตัวช่วยให้เม็ดเงินโฆษณากลับมา โดยอาจเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% เลยทีเดียว

สำหรับแนวโน้มของอุตสาหกรรมสื่อในปี 2017 นี้ ทางสมาคมฯ มองว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมกำลังเข้าสู่ยุคของ Data Intelligence ซึ่งผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง และต้องเตรียมตัวรับการมาถึงของ IoT (Internet of Things) ที่คาดว่าภายในปี 2021 อาจมีการใช้งานอุปกรณ์ IoT ถึง 46,000 ล้านชิ้นเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดฟอรัมเสวนาเรื่อง “Survival in Print” โดยมีคุณฐากูร บุญปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และคุณทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร a Day บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด มาร่วมอภิปรายให้ความเห็น

นายฐากูรเผยว่า ยุคแห่งความตกต่ำของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งคนทำหนังสือพิมพ์บางส่วนก็ย้ายไปสู่การทำทีวีดิจิตอล แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกหรือผิด ขณะที่การย้ายไปสู่โลกออนไลน์นั้น เราก็พบว่าโฆษณามันอยู่ในเน็ตเวิร์กของ Google และ Facebook สูงมาก แต่รายได้ตกมาถึงคนทำสื่อนิดเดียว ซึ่งหากมองในแง่ดีก็คือ ยังมีโอกาสอีกเยอะ แต่ถ้ามองในแง่ร้ายก็คือ ทำแทบตาย แต่ไม่สามารถเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นตัวเงินได้

“สถานการณ์โลกตอนนี้มีเพียงสองประเทศที่หนังสือพิมพ์มียอดพิมพ์สูงขึ้น คือจีนและอินเดีย นอกนั้นลดหมด สื่อระดับ New York Times เองกว่าที่จะกลับมาเอาชนะ BuzzFeed ที่เป็นบริษัทเล็กๆ ได้ก็ใช้เวลาถึง 5 ปี แถมยังต้องแลกมากับการปรับโครงสร้างต่าง ๆ มากมาย”

ด้านนายทรงกลดให้มุมมองในฝั่งนิตยสารโดยยกกรณีของอินเทอร์เน็ตกับตลาดหนังสือไกด์บุ๊กว่า จริง ๆ แล้วตลาดไกด์บุ๊กควรจะตาย เพราะมีข้อมูลให้เสิร์ชหาเต็มไปหมด แต่ตรงกันข้าม ไกด์บุ๊กบางเล่มยอดขายสูงมาก นั่นจึงหมายความว่า ถ้าเราทำคอนเทนต์ได้ถูกต้อง ถูกเวลา ก็ยังมีคนรอซื้ออย่างแน่นอน

“ทุกวันนี้ถ้าหากสื่อมุ่งแต่ตัวเลข มุ่งแต่ยอด Like ยอด View คุณภาพของคอนเทนต์ก็จะลดลง หน้าที่เราจึงต้องทำคอนเทนต์ให้ดี” นายทรงกลดกล่าว ขณะที่นายฐากูรทิ้งท้ายว่า ขอให้คนทำสื่ออย่าเพิ่งท้อ เนื่องจาก “ยังมีอะไรให้ทำรออยู่อีกมาก” นั่นเอง

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/maat-advertising-stat-2016-and-trend-2017/

Group M ฉายภาพ 5 เทรนด์ธุรกิจสื่อแห่งปี 2560 ที่นักการตลาดต้องรู้

แม้จะล่วงเลยมา 1 เดือนแล้วสำหรับปี 2560 แต่ก็คงไม่สายเกินไปที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยวันนี้ทาง Brand Inside ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับ 5 เทรนด์ธุรกิจสื่อปีนี้ จากมุมมอง Group M ยักษ์ใหญ่เอเยนซี่ มาเล่าให้ฟัง

1.Cross-Channel Targeting

ตอนนี้ผู้บริโภคไม่ได้อยู่แค่สื่อดั้งเดิมอีกต่อไป แต่กลับมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการทำตลาดให้ครอบคลุมตั้งแต่ Online, Offline และ In-Store คือเรื่องที่จำเป็น เพราะช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารไปถึงเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ต้องอย่างลืมหาช่องทางที่มีการวัดผลแบบ Multi-Screen Rating เพื่อช่วยนักกลางตลาดวางแผนได้อย่างเหมาะสม

2.Live VDO

บริการ Live VDO จะกลายเป็นปรากฎการณ์ในปี 2560 หลังจากผู้บริโภคเรียนรู้การใช้งานนี้ระดับหนึ่ง ทั้งฝั่งผู้ Live Stream และผู้รับชม จึงเชื่อว่าในปีนี้จะเห็นสีสันใหม่ๆ จากการผลิตสื่อด้วยช่องทางแบบนี้มากขึ้น เช่นการที่แบรนด์ต่างๆ เลือกใช้ Live VDO มาสื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว

3.Content Leads

ด้วยช่องทางสื่อที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะให้ความสนใจมากกว่าเดิม ดังนั้นการส่ง Content ที่ธรรมดาออกไป ก็เท่ากับว่าจะได้รับความสนใจน้อยกว่าคนอื่นแน่นอน ดังนั้นกระแสการ Tailor Made หรือทำ Content ให้เหมาะสมกับผู้บริโภคเฉพาะบุคคลจะมีมากกว่าเดิม และไม่ใช่แค่ฝั่งเนื้อหา แต่หมายถึงรูปแบบใหม่ๆ เช่น Virtual Reality (VR) หรือมุมมองแบบ 360 องศา


ภาพจาก pixabay.com

4.Online Shopping

ถือเป็นอีกความท้าทายใหม่ แม้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่การซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคนั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักการตลาดต้องบริหารงบประมาณ และสื่อโฆษณาให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวให้ได้ แต่ก็ต้องไม่ลืมกลุ่มที่ยังไม่ซื้อสินค้าออนไลน์ด้วย เพราะยังถือเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศอยู่

5.Local Touch-Point

ถึงประเทศไทยจะมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุม และมีอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว แต่คนในพื้นที่ห่างไกลก็ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ และถึงจะอยู่ในเขต บางคนก็เลือกที่จะดำรงชีวิตแบบเดิม ดังนั้นการมองเรื่องดิจิทัลเพียงอย่างเดียวอาจตอบโจทย์ตลาดได้ไม่ทั้งหมด ต้องมีการลงลึกไปถึงกิจกรรมระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ให้เหมือนกับที่คนในเมืองได้

สรุป

จาก 5 เทรนด์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการทำตลาด้วยช่องทางดิจิทัล และทุกสื่อ รวมถึงผู้บริโภคกำลังเดินหน้าไปในช่องทางนี้ทั้งหมด ทำให้นักการตลาดต้องมองช่องทางนี้ และใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตอนนี้ยังมีผู้บริโภคหลายรายที่ยังไม่เข้าถึงดิจิทัล ทำให้การทำตลาดด้วยวิธีดั้งเดิมยังจำเป็นเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-trends-marketing/

เปิดวิสัยทัศน์ AIS’2017 “Digital For Thais” ยิ่งใหญ่ครบทุกมิติ

 

เป็นอีกหนึ่งการแสดงวิสัยทัศน์ที่จบลงได้อย่างงดงามสำหรับ AIS กับวิสัยทัศน์แห่งปี 2017 โดย AIS ประกาศพร้อมนำแพลตฟอร์มทั้งเครือข่าย Mobile, Fix Broadband, แอปพลิเคชัน, บุคลากร และพันธมิตรระดับโลก มาร่วมสนับสนุนการสร้างประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 แล้ว

บรรยากาศภายในงานแน่นอนว่าเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจกับพันธมิตรมากมายที่ AIS สรรหามาฝากกัน รวมถึงรางวัลการันตีคุณภาพเครือข่าย และพันธมิตรด้าน Business Cloud ซึ่ง AIS ได้แสดงวิสัยทัศน์ในด้านการเป็น Digital Life Service Provider เอาไว้ในสามด้านใหญ่ ๆ ได้แก่

1. ด้านเครือข่าย มีการยกระดับเครือข่ายไปสู่ Next G Network (Gigabit Network) และรองรับการก้าวสู่ 5G เป็นรายแรกของไทย รวมถึงเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พัฒนาเครือข่าย Narrowband-IoT (NB-IoT) เพื่อให้รับกับการมาถึงของยุค IoT ในอนาคตได้

2. ด้าน Digital Service มีการจับมือกับผู้ให้บริการคอนเทนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Fox, HBO, NBA และ Chromecast ที่จะนำคอนเทนต์แบบจัดเต็มมาให้บริการกับผู้บริโภคชาวไทย รวมถึง Microsoft ในการนำ Business Cloud มาให้บริการ

3. AIS Digital For Thais ที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปเพิ่มความแข็งแกร่งให้ภาคการเกษตร สาธารณสุข ผู้ประกอบการ OTOP ภาคการศึกษา และ Digital Start Up ให้ได้เข้าถึงโอกาสต่าง ๆ และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชุมชนเมืองกับชนบท

คุณสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “ปี 2559 ที่ผ่านมา นับเป็นปีแห่งการก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมไทย ที่ปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว การพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิทัลจึงกลายเป็นประเด็นที่ทุกอุตสาหกรรมและรัฐบาลให้ความสำคัญ โดยในส่วนเอไอเอสเองก็ได้มีการ Transform เพื่อให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย,ดิจิทัลเซอร์วิส และบุคลากร

 

ทั้งนี้สังเกตได้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยในส่วนของลูกค้า AIS นั้น มียอดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านมือถือสูงถึง 24 ล้านราย ในจำนวนนี้ 12 ล้านราย ใช้งานผ่านมือถือ 4G และใช้อินเตอร์เน็ตวันละ 6 ชั่วโมง โดยพบว่ามีการชมวีดีโอถึง 10 ล้านคลิปต่อวัน รวมถึงอัพโหลดภาพวันละ 1.8 ล้านภาพ

นอกจากนั้น AIS ยังโชว์ผลการทำงานหลังการประมูลคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ที่ใช้เวลาเพียง 300 วันกับการทำให้เครือข่าย AIS 4G ครอบคลุมพื้นที่แล้วกว่า 98% ของพื้นที่ประชากร รวมถึงการนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมขีดความสามารถเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเครือข่าย 4.5G ครั้งแรกในโลก ซึ่งได้มีการประกาศตั้งแต่ต้นปี 2559 จนได้รับการรับรองจาก OOKLA Speed test ว่า AIS เป็นเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เร็วที่สุดในประเทศไทย

นอกจากนั้น Qualcomm ผู้ผลิตชิพเซ็ตระดับโลกได้ทำการทดสอบและรับรองว่า เครือข่ายของ AIS มีความเสถียรและสนับสนุนการใช้งานของ Smart Phone รุ่นใหม่ๆที่ดีที่สุด พร้อมทั้งเป็นเครือข่าย 4G Roaming ที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย (182 ผู้ให้บริการใน 150 ประเทศ)

ส่วน AIS Fibre ก็มีการขยายโครงข่ายผ่านไปยังชุมชนแล้วมากกว่า 5 ล้านครัวเรือน โดยมีปริมาณลูกค้าใช้งาน ณ สิ้นปี 59 อยู่ที่ 3 แสนราย และเพิ่มขีดความสามารถในการติดตั้งได้ใกล้เคียงกับผู้ให้บริการรายเดิม แม้จะเปิดให้บริการมาเพียง 2 ปีเท่านั้น

“ปี 2560 ในภาพรวมเราเชื่อว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตจะเติบโตถึง 300% โดยตลาดที่เติบโตมากที่สุดคือ Fix Broadband และกลุ่มการใช้งานของอุปกรณ์ IoT ที่เข้ามาในตลาดอย่างชัดเจน อาทิ Wearable, Machine2Machine ซึ่งถือว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจและการใช้ชีวิตของคนไทยไปอีกขั้น  ทั้งนี้เราคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะทำให้อุตสาหกรรมหลักแต่ละด้านเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการขยายตัวเข้าถึงทุกพื้นที่ของ Digital Infrastructure 3 ส่วนหลัก คือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, สมาร์ทโฟนที่เติบโตมากกว่า 70 ล้านเครื่อง และ IoT มากกว่า 20 ล้านรูปแบบ”

สำหรับแผนงานในปี 2560 นั้น นายฮุย เวง ชอง กรรมการผู้อำนวยการ AIS กล่าวว่า “เครือข่ายของ AIS ทั้งหมด จะก้าวไปสู่  “เครือข่ายดิจิทัล ที่รองรับการใช้งานระดับกิกะบิท (Gigabit Network)” เป็นครั้งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในส่วนของเครือข่ายไร้สายนั้น ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด Multipath TCP ทำให้เพิ่มความเร็วได้ถึง 10 เท่าของเครือข่าย LTE และ เร็วขึ้นอีก 4 เท่าของเครือข่าย Tri Band LTE Advance สำหรับเครือข่าย AIS Wifi ก็จะก้าวสู่ Gigabit Super Wifi เช่นกัน (ด้วยมาตรฐาน 802.11 ac Wave 2) และแน่นอนว่า เครือข่าย AIS Fibre ก็จะพร้อมรองรับการใช้งานได้ถึง 10 กิกะบิทด้วยเช่นกัน”

“ซึ่งจากพื้นฐานดังกล่าว  ย่อมนำมาซึ่งความพร้อมในการต่อยอดสู่เทคโนโลยี IoT ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ จุดประกายในการพัฒนาบริการสาธารณะต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมก้าวสู่ Smart City อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงการเปิดตัวเครือข่าย Narrowband IoT สำหรับรองรับการใช้งานอุปกรณ์ IoT ต่างๆ ด้วย”

นายฮุย เวง ชอง กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อโครงข่ายมีขีดความสามารถรองรับการใช้งานระดับกิกะบิทแล้ว เราจึงพร้อมตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการในยุคปัจจุบันด้วยคลังวีดีโอ คอนเท็นต์ จากสุดยอดพาร์ทเนอร์ตัวจริง ทั้งในและต่างประเทศ ผ่าน AIS Play และกล่อง AIS Play Box   โดยพร้อมเปิดตัวเป็นครั้งแรกเพื่อคนไทยกับ ช่อง FOX Networks, HBO, NBA รวมไปถึง Chromecast ที่จะทำให้โลกแห่งการชมวีดีโอคอนเท็นต์ไร้ขีดจำกัด”

“สำหรับภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศนั้น AIS ได้ร่วมมือกับ Microsoft ยกระดับ AIS Business CLOUD ด้วยมาตรฐานระดับโลก ซึ่งทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย”

การออกมาเผยถึงวิสัยทัศน์ของ AIS ในครั้งนี้ อาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของภาคเอกชนในการขับเคลื่อนประเทศไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งเมื่อคิดถึงอีกด้านหนึ่งว่า คู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันกับ AIS จะรับชมด้วยความรู้สึกอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยากเลย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/ais-vision-2017-digital-for-thais/

สรุปรายงาน Cybersecurity Report ประจำปี 2017 จาก Cisco

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันระบบเครือข่ายและ Data Center ชื่อดัง ออกรายงาน Cisco 2017 Annual Cybersecurity Report (ACR) ซึ่งเป็นผลการวิเคราะห์รูปแบบภัยคุกคามและแนวโน้มประจำปี 2016 รวมไปถึงผลสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกกว่า 2,900 คน พร้อมให้คำแนะนำถึงวิธีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในปี 2017 ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ช่องทางการโจมตีเพิ่มมากขึ้น

ทราฟฟิกเชิงดิจิทัลในปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ระดับ Zettabyte และกำลังจะเพิ่มเป็น 3 เท่าในปี 2020 ทราฟฟิกจากอุปกรณ์พกพาและระบบเครือข่ายไร้สายจะมีปริมาณสูงถึง 2 ใน 3 ของทราฟฟิกทั่วโลกทั้งหมด การเพิ่มขึ้นของปริมาณทราฟฟิก ความเร็วในการเชื่อมต่อ และจำนวนอุปกรณ์พกพาเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการโจมตีและตัวเลือกเป้าหมายให้แก่แฮ็คเกอร์มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้บริการบนระบบ Cloud ทำให้อุปกรณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยกระจัดกระจายออกไป และด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ทำให้เกิดความขาดแคลนทางด้านบุคลากรที่มีทักษะ

ภัยคุกคามมีการวิวัฒนาการ

แฮ็คเกอร์มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ หรือคิดค้นวิธีการแพร่มัลแวร์ที่หลากหลายมากขึ้น เนื่องจากการเจาะระบบขององค์กรมักจะถูกแพทช์หรือมีอัปเดตออกมาแก้ไข เทคนิคที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นการหลอกให้ติดกับ Social Engineering และการแอบลอบส่งมัลแวร์ผ่านทาง Content ออนไลน์ที่ดูไม่มีพิษมีภัย นอกจากนี้แฮ็คเกอร์ยังเพิ่มเทคนิคการหลบหลีกระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เทคนิคดังกล่าวเริ่มใช้ไม่ได้ผล แฮ็คเกอร์ก็จะรีบยกเลิกการดำเนินการแล้วเปลี่ยนไปใช้เทคนิคใหม่แทน

เวลาที่ใช้ดำเนินการมีการเปลี่ยนแปลง

ในรายงาน Cisco ได้เพิ่มเกณฑ์การวัดผลอีก 2 อย่าง คือ เวลาที่แฮ็คเกอร์ใช้แพร่กระจายมัลแวร์ และระยะเวลาก่อนที่แฮ็คเกอร์จะเปลี่ยนไปใช้เทคนิคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการวัดเวลาในการตรวจจับ (Time to Detection) ซึ่งระบุความเร็วที่องค์กรใช้เพื่อตรวจจับภัยคุกคาม ค่ามัธยฐานของ Cisco ลดลงจาก 39 ชั่วโมงในเดือนพฤศจิการยน 2015 ลงเหลือ 6 ชั่วโมงในเดือนตุลาคม 2016 ที่ผ่านมา

อุปสรรคในการนำไปสู่ความมั่นคงปลอดภัยระดับสูง

สิ่งที่เป็นอุปสรรคด้านความมั่นคงปลอดภัยในปีที่ผ่านมาประกอบด้วย งบลงทุนมีจำกัด (35%) ปัญหาด้านความเข้ากันได้ (28%) ความต้องการด้านใบรับรอง (25%) และการขาดบุคลากรที่มีความสามารถ (25%) งบประมาณที่มีจำกัดเป็นปัญหาของทีมรักษาความมั่นคงปลอดภัยมาอย่างยาวนาน หลายองค์กรเข้าใจว่าระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเป็นสิ่งที่ “เพิ่มเติม”​ เข้าไปในภายหลัง ไม่ใช่การออกแบบร่วมกันตั้งแต่ทีแรก ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างการรวมระบบป้องกันเข้ากับระบบงาน ทำให้แฮ็คเกอร์สามารถหาช่องเพื่อโจมตีได้

พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ทำการสำรวจประสบกับปัญหาด้านการถูกเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล แต่มีเพียงครึ่งเดียวขององค์กรเหล่านั้นที่กล้าเปิดเผยเรื่องราวต่อสาธารณะด้วยความสมัครใจ และมีประมาณ 1 ใน 3 ที่ถูกเปิดเผยโดยบุคคลที่สาม อย่างไรก็ยิ่งองค์กรยอมรับว่าตัวเองถูกโจมตีและเปิดเผยเรื่องราวต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ตรวจสอบ นักลงทุน หรือลูกค้าเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการดีที่บริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยต่างๆ จะรีบเข้าไปช่วยเพื่อป้องกันระบบได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น

ป้องกันองค์กรของเราได้อย่างไร

ทุกองค์กรจำเป็นต้องทำให้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์กลายเป็นสิ่งสำคัญในระดับธุรกิจ ผู้บริหารระดับสูงต้องตระหนักถึงและมีส่วนร่วมในการผลักดันการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร พึงระลึกไว้เสมอว่าความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ใช่ปัญหาของฝ่าย IT เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาระดับองค์กร

การทำให้องค์กรมีความมั่นคงปลอดภัยไม่ใช่แค่เพียงการโยนเงิน บุคลากร และเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อแก้ไขปัญหา ภัยคุกคามไซเบอร์นับวันยิ่งมีความซับซ้อนและมีการวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว แต่ละองค์กรควรมีสถาปัตยกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบบูรณาการและต้องบริหารจัดการได้ง่าย รวมไปถึงสามารถแสดงรายละเอียดเชิงลึก พร้อมเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือควรมีระบบตรวจจับและป้องกันที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ

ดาวน์โหลด Cisco 2017 Annual Cybersecurity Report ฉบับเต็ม [PDF]

ที่มา: http://blogs.cisco.com/security/announcing-the-cisco-2017-annual-cybersecurity-report

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-2017-annual-cybersecurity-report/

LG เผยนวัตกรรมใหม่ในงาน CES 2017 จัดเต็มทั้งตู้เย็นอัจฉริยะ,ทีวีจอภาพ Nano Cell LCD,ลำโพงไร้สายลอยได้และหุ่นยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด

ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งงานสำคัญระดับโลก กับงาน CES 2017 งานโชว์นวัตกรรมและเทคโนโลยีจากผู้ผลิตและผู้พัฒนาจากทั่วโลก ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5-8 มกราคมที่ผ่านมา และในงานนี้ทาง LG ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ก็ได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆมาเผยโฉมให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเช่นกัน ส่วนจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้างนั้น ลองมาติดตามจากภาพบรรยากาศในงานกันเลยดีกว่า

LG-CES2017-NVJD203-1-1024x683

กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางด้าน Smart Home และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น สมาร์ททีวี เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ตู้เย็น และเครื่องกรองอากาศ ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ LG ได้มีการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานครั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ถูกนำมาแสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมใหม่ด้วยเช่นกัน

LG-CES2017-T9A3511-1024x683

LG-CES2017-T9A3532-1024x683

LG-CES2017-0000

ตู้เย็นอัจฉริยะที่ถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อให้เป็นนวัตกรรมใหม่แห่งการใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยการพัฒนาความสามารถให้ฉลาดมากกว่าจะเป็นแค่ตู้เย็นธรรมดา เพราะมาพร้อมฟังก์ชันต่างๆที่น่าสนใจยกตัวอย่างเช่น หน้าจอแสดงผลที่สามารถแสดงให้เห็นถึงสิ่งของภายในตู้เย็นได้โดยไม่ต้องเปิดประตูตู้เย็น ทำให้สามารถประหยัดพลังงานและเพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้มากขึ้นนั่นเอง

LG-CES2017-00001

กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางด้านทีวีและสมาร์ททีวี LG ก็ได้นำมาแสดงในงานมากมายหลากหลายรุ่นด้วยกัน โดยภายในงานนี้ ยังได้มีการเปิดตัว ทีวีระดับไฮเอนด์ LG SUPER UHD TV พร้อมกัน 3 รุ่น คือ SJ9500, SJ8500 และ SJ8000 โดยทั้งหมดใช้เทคโนโลยีจอภาพ Nano Cell LCD ที่คาดว่าจะมาแทนที LCD TV แบบเดิม พร้อมสนับสนุน Active HDR กับ Dolby Vision และออกแบบมาในสไตล์ Minimalistic Design อีกด้วย

LG-CES2017-i-qcTHrww-X3-1024x683

LG-CES2017-00002

LG-SUPER-UHD-TV-CES-2017

ส่วนของกลุ่มสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริมอย่างหูฟังและลำโพง Bluetooth ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจเช่นกัน โดยภายในงานครั้งนี้ได้มีการเปิดตัวอุปกรณ์ Bluetooth สองรุ่นใหม่ LG TONE Studio (HBS-W120) ลำโพงไร้สายที่มีพร้อมลำโพง 4 ตัว มาพร้อมระบบเสียง DTS และ LG TONE Free (HBS-F110) ชุดหูฟังไร้สายระบบเสียงสเตอริโอ มาพร้อมที่คล้องคอ นอกจากนี้ที่คล้องคอยังมีระบบสั่นเตือน เมื่อได้รับข้อความ หรือมีสายเรียกเข้า นอกจากใช้ฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนแล้ว LG TONE Free ยังใช้รับสาย เพื่อสนทนาแบบแฮนด์ฟรี และยังสามารถปฏิเสธสายเรียกเข้าด้วยคำสั่งเสียงอีกด้วย

LG-CES-2017-T9A3373-1024x720

LG-CES-2017-i-4MXP5Rn-X3-1024x683

LG PJ9 Bluetooth Speaker หรือลำโพงไร้สายขนาดพกพา รหัสรุ่น PJ9 ออกแบบสวยสะดุดตา ตัวลำโพงสามารถลอยได้บนฐานจากพลังงานของแม่เหล็ก อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้งานได้ทุกสถานที่ แม้ในสระว่ายน้ำ เพราะได้รับการออกแบบมาให้กันน้ำในระดับ IPX7 (แช่น้ำได้นาน 30 นาที ความลึกไม่เกิน 1 เมตร) ให้เสียงรอบทิศทาง 360 องศา แบตเตอรี่ให้พลังงานยาวนาน 10 ชั่วโมง

LG-PJ9-Bluetooth-Speaker

และสุดท้ายกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ ซึ่งถูกนำหุ่นยนต์รุ่นใหม่มาเปิดตัวอยู่หลายรุ่นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยตัดหญ้าในสนามหญ้า หรือหุ่นยนต์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยว หรือหุ่นยนต์ทำความสะอาดในสนามบิน เป็นต้น

LG-CES2017-NVJD203-1-1024x683

LG-CES-2017-T9A2866-1024x759

LG-CES-2017-T9A3294-683x1024

ที่มา – lgnewsroom
http://www.flashfly.net/wp/?p=172069

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=172069

[PR] ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เผย 5 เทรนด์สำคัญ เร่งผลักดันแนวทางดิจิทัลในเอเชียแปซิฟิก ปี 2017

ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกวางให้เป็นผู้นำในการเดินหน้าสู่เส้นทางองค์กรดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ
รวมถึงเสริมสร้างประสิทธิภาพและโอกาสความเป็นไปได้ต่างๆ

มร. ฮิวเบิร์ต โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายเทคโนโลยี (ซีไอโอ) บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น และ มร. รัสเซลล์ สคิงส์ลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าวว่า แนวโน้มที่สำคัญด้านธุรกิจและเทคโนโลยีสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2017  คือการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัล หรือ Digital Transformation จะยังมีผลต่อการวางกลยุทธ์ด้านไอทีขององค์กรในปี 2017 อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นแนวโน้มที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ โดยคาดว่าจะได้เห็นองค์กรจำนวนมากมุ่งมั่นผลักดันแนวทางดิจิทัลให้เติบโตอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงกับผลการสำรวจของ Forbes Insights ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ที่พบว่าโดยทั่วไปแล้วองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเชื่อว่าการแปรรูปองค์กรให้ก้าวสู่ระบบดิจิทัลของพวกตนมีความก้าวหน้ามากกว่าภูมิภาคในส่วนอื่นๆ ของโลก ซึ่งความเชื่อนี้จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในปี 2017


มร. ฮิวเบิร์ต โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายเทคโนโลยี (ซีไอโอ) บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น

มร. รัสเซลล์ สคิงส์ลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ 

ทั้งนี้ โยชิดะและสคิงส์ลีย์ ได้ระบุ 5 แนวโน้มสำหรับตลาดเทคโนโลยีในปี 2017 ไว้ดังนี้

#1: การเพิ่มประสิทธิผลจะเกี่ยวข้องกับบุคลากร กระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ข้อมูลจากองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (OECD) ระบุไว้ว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ แม้ว่าจะมีการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล แต่ประสิทธิผลกลับลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ โดยโยชิดะเชื่อว่าสาเหตุเป็นเพราะกระบวนการทำงานใหม่ๆ ยังไล่ตามเทคโนโลยีใหม่ไม่ทัน มีเพียงแต่บางองค์กรที่สามารถปรับกระบวนการและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลได้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น ในธุรกิจบริการที่พักอย่าง Airbnb ได้เริ่มต้นการดำเนินธุรกิจเฉกเช่นเดียวกับการใช้เทคโนโลยีธุรกิจโรงแรมแบบดั้งเดิมทั่วๆไป แต่ด้วยการปรับสู่ระบบดิจิทัลโดยการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ทำให้บริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าของตลาดได้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี  จะเห็นได้ว่าการแปรรูปองค์กรสู่ระบบดิจิทัลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปธุรกิจผ่านทั้งบุคลากรและกระบวนการ รวมถึงผ่านทางการใช้เทคโนโลยีใหม่ในเชิงสร้างสรรค์ ด้วยเหตุนี้ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคล่องตัว (Agile) ระบบคลาวด์ และการนำเอาหลักการพัฒนาแอปพลิเคชั่น แบบ DevOps (Development Operation) ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในด้านบุคคลากรและกระบวนการทำงานโดยเฉพาะ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ให้การดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว เกิดข้อผิดพลาดน้อย และไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากนัก

“ส่วนโมเดลโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคล่องตัวและระบบคลาวด์ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับองค์กรให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเกิดไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ๆ สำหรับการผลักดันโครงการเทคโนโลยีของตนให้บรรลุผล” สคิงส์ลีย์ เสริม

#2: การเดินหน้าเข้าสู่ระบบคลาวด์อย่างรวดเร็ว

มร.เอ็ด แอนเดอร์สัน รองประธานฝ่ายงานวิจัย บริษัท การ์ทเนอร์ กล่าวว่า กลยุทธ์ Cloud First หรือการให้ความสำคัญกับระบบคลาวด์ก่อนเป็นอันดับแรก คือรากฐานสำคัญเพื่อความอยู่รอดขององค์กรในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าตลาดอาเซียนตอบรับแนวทางนี้อย่างรวดเร็ว และภูมิภาคเอเชียได้กลายเป็นผู้นำของโลก จากดัชนีความพร้อมในการใช้ระบบคลาวด์ (Cloud Readiness Index) ของปีนี้ ซึ่งสำรวจโดยสมาคม Asia Cloud Computing Association

“โมเดลคลาวด์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากต่ออนาคตอันใกล้นี้คือระบบคลาวด์แบบไฮบริด เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มีความเข้าใจ ยอมรับในความคล่องตัว และความประหยัดของระบบคลาวด์สาธารณะ แต่ยังไม่พร้อมที่จะย้ายระบบทั้งหมดไปยังระบบนี้ ไฮบริดคลาวด์จึงมีประโยชน์ประสานระหว่างคลาวด์สาธารณะ และคลาวด์ส่วนตัว ที่เด่นเรื่องความปลอดภัยภายใต้ความควบคุมของฝ่ายไอที เราคาดว่าความต้องการนี้จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2017” สคิงส์ลีย์ ให้ความเห็น

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ผู้บริหารด้านไอทีทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ความสนใจในการพัฒนาทักษะด้านการติดตามตรวจสอบการจัดการด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพด้านเวิร์กโหลด รวมถึงการบริหารความจุของระบบคลาวด์ เพราะแทนที่จะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากหลากหลายผู้จำหน่ายและต้องผสานรวมโครงสร้างดังกล่าวเข้าด้วยกันโดยใช้ซอฟต์แวร์ด้านการจัดการ ฝ่ายไอทีจึงมองหาโซลูชั่นที่มีความสามารถแบบครบวงจรในรูปของการให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure as a Service  – IaaS) หรือในแบบระบบคอนเวิร์จมากกว่า เนื่องจากระบบนี้จะรวมระบบเซิร์ฟเวอร์ ระบบสตอเรจ และระบบเน็ตเวิร์คเข้าด้วยกันจะช่วยให้องค์กรสามารถลดต้นทุนได้อย่างมากและบริหารโครงสร้างพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง เช่น Hitachi United Compute Platform ที่ผนวกเข้ากับระบบจัดการคลาวด์ เช่น VMware vRealize เพื่อนำเสนอระบบแบบเสร็จสรรพ สำหรับระบบคลาวด์แบบสาธารณะ แบบส่วนตัว และแบบไฮบริดผ่านส่วนควบคุมการบริหารจัดการ ณ จุดเดียว

#3: Bimodal IT

Bimodal IT หมายถึงแนวทางด้านไอที 2 รูปแบบ ได้แก่:

  • รูปแบบที่ 1: แบบดั้งเดิม — เน้นความปลอดภัย ความถูกต้องแม่นยำ และความพร้อมใช้งาน
  • รูปแบบที่ 2: แบบไม่คงที่ (Nonlinear) — เน้นความคล่องตัวและความเร็ว

ทั้งนี้ไม่ต่างจากที่ระบบคลาวด์แบบไฮบริดจะยังคงเป็นโมเดลที่โดดเด่นในอีกหลายปีนับจากนี้ โดยที่แนวทาง Bimodal IT ก็จะมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน  แม้ว่าหลายคนอาจต้องการกำจัดกลุ่มแอปพลิเคชั่นแบบเดิมออกไปแล้วเริ่มต้นใหม่ แต่ในความเป็นจริงการดำเนินธุรกิจยังคงจำเป็นต้องประสานทั้งสองแบบและต้องดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องสร้างบนรากฐานของระบบที่สนับสนุนและเข้าใจการทำงานของระบบหลัก (Mission-critical systems) อย่างแท้จริง ดังนั้น ฝ่ายไอทีจะต้องสามารถจัดการแนวทางทั้งสองรูปแบบนี้ให้ได้ และต้องเลือกใช้ระบบที่สามารถเชื่อมโยงแนวทางทั้งสองนี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างเหมาะสม โซลูชั่นแบบคอนเวิร์จจะสามารถทำให้แนวทางในรูปแบบที่ 1 มีความทันสมัยและเชื่อมโยงเข้ากับแนวทางในรูปแบบที่ 2 ผ่านส่วนควบคุมที่สามารถจัดระเบียบและความพร้อมในการใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างเห็นผล

แม้ว่าการดำเนินแนวทางทั้งสองอย่างจะเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่เชื่อว่าองค์กรต่างๆ จะไม่ยอมให้ข้อมูลของตนต้องถูกปล่อยทิ้งไว้ในคลังเก็บของแนวทางแบบที่ 1 จนทำให้ต้องสูญเสียข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่มีค่ายิ่ง ทั้งนี้มีเครื่องมือต่างๆ มากมาย เช่น Pentaho Enterprise Data Integration ที่สามารถนำคลังข้อมูลของแนวทางในรูปแบบที่ 1 มารวมเข้ากับข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้างของแนวทางในรูปแบบที่ 2 เพื่อให้ผู้ใช้มีมุมมองที่ชัดเจนในข้อมูลทั้งหมดของตนและส่งผลให้เกิดการผลักดันโครงการที่สำคัญต่างๆ

#4: ฮับข้อมูลส่วนกลาง

ข้อมูลกำลังกลายเป็นสิ่งที่มีค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ งานวิจัยล่าสุดของบริษัท ไอดีซี พบว่า 53% ขององค์กรในภูมิภาคแห่งนี้มองว่าข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) และการวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญและได้นำมาใช้หรือวางแผนที่จะนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเห็นได้ว่าบริษัทต่างๆ กำลังแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์และผสานรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นและสามารถปรับใช้ข้อมูลเก่าเพื่อวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ได้

“บทเรียนสำคัญที่ได้จากองค์กรธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตใหม่ๆที่ประสบความสำเร็จและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับธุรกิจได้นั้น คือการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง โดยสิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญองค์กรเหล่านี้มีก็คือการผสานรวมข้อมูลต่างๆที่ใช้งานง่าย และให้ได้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างชาญฉลาด องค์กรดั้งเดิมตระหนักดีว่า พวกเขายังไม่ได้ใช้ข้อมูลอันมีค่าของตนให้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น” สคิงส์ลีย์ กล่าว

ฝ่ายไอทีจึงจำเป็นต้องสร้างฮับข้อมูลส่วนกลางสำหรับการบริหารจัดการ การใช้ และการปกป้องข้อมูลของตนให้ดียิ่งขึ้น โดยฮับส่วนกลางนี้ควรเป็นระบบจัดเก็บแบบออบเจ็กต์ที่มีขีดความสามารถปรับขยายได้มากกว่าระบบจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิม มีความสามารถในการบริหารการเคลื่อนย้ายข้อมูล และระบบบรรณารักษ์ข้อมูลแยกย่อยข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ตลอดจนครอบคลุมระบบคลาวด์ทั้งในแบบสาธารณะและแบบส่วนตัว รวมถึงอุปกรณ์มือถือด้วย สคิงส์ลีย์ เรียกสิ่งนี้ว่า “ระบบจัดเก็บทุกสิ่งที่องค์กรรู้จัก” (repository of everything an organization knows) และเชื่อว่าองค์กรจะไม่ยอมปล่อยให้ข้อมูลที่สำคัญและมีศักยภาพถูกทิ้งไว้ในระบบจัดเก็บข้อมูลอย่างถาวรหรือระบบสำรองข้อมูลโดยที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ อีกต่อไป

#5: การตระหนักถึง IoT ในศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น

มร. โยชิดะ กล่าวว่า “ระบบเครือข่ายของสิ่งต่างๆ จะมีผลต่อชีวิตของเราในทุกด้าน และแม้ว่าสิ่งนี้อาจไม่ใช่แนวโน้มสำคัญนักสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปีหน้า แต่ทุกการตัดสินใจด้านไอทีที่เกิดขึ้นในปี 2560 ควรให้ความสำคัญกับแนวคิดของอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) ด้วยเช่นกัน การผสานรวมเทคโนโลยีดำเนินงาน (Operational Technology: OT) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) เข้าด้วยกันกับการวิเคราะห์คือก้าวแรกที่สำคัญ โดยปัจจุบัน IoT ต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในเชิงลึกและโครงการส่วนใหญ่กำลังอยู่ในขั้นของการทดสอบแนวคิด (proof-of-concept) อยู่ ในปี 2017 เราจะอยู่ในขั้นของการนำแพลตฟอร์มการดำเนินงานมาปรับใช้กับโครงการต่างๆ ด้าน IoT เช่น ระบบขนส่งรถไฟแบบ train-as-a-service หรือแนวคิด Industry 4.0 ทั้งนี้ บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พร้อมกับบริษัทธุรกิจในเครือของ บริษัท ฮิตาชิ และพันธมิตรเทคโนโลยี กำลังร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มหลักของ IoT นั่นคือ Lumada เพื่อสร้างเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะและนำเสนอโซลูชั่น IoT ที่ผ่านการทดสอบแล้วเพื่อให้ได้ระบบแบบเปิดที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ มีความถูกต้อง และปลอดภัย” 

แนวโน้มในปีหน้าจะได้รับแรงแรงผลักดันจากความต้องการที่ชัดเจนขององค์กรที่มุ่งมั่นในการแปรรูปสู่ระบบดิจิทัล โดยที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถูกวางให้เป็นผู้นำในการเดินหน้าสู่เส้นทางสายนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจใดก็ตาม ฝ่ายไอทีต่างมีความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการแปรรูปเข้าสู่ระบบดิจิทัลอันส่งผลต่อการสร้างรายได้ใหม่ๆให้องค์กร รวมถึงการเสริมสร้างประสิทธิภาพและโอกาสความเป็นไปได้ต่างๆ” มร. สคิงส์ลีย์ กล่าวทิ้งท้าย

###

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์

บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด เป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการข้อมูล เพื่อให้องค์กรพร้อมปรับธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลผ่านโซลูชั่นการบริหารจัดการ การควบคุมตามกฎข้อบังคับและความปลอดภัย การเคลื่อนย้าย และการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีแบบครบวงจร ได้แก่ สตอเรจ,  เซิร์ฟเวอร์, ซอฟต์แวร์, การวิเคราะห์, การบริหารจัดการเนื้อหา, และคลาวด์คอมพิวติ้ง พร้อมการให้บริการทั้งก่อนและหลังการขายอย่างครบถ้วน เราพร้อมช่วยองค์กรทั่วโลกเปิดโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ๆ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ปรับปรุงประสบการณ์ใช้งานของลูกค้า ทำให้สามารถมั่นใจในความได้เปรียบและทันต่อการแข่งขันสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัลนี้ ทั้งนี้มีเพียงบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ รายเดียวเท่านั้นที่พร้อมเสริมศักยภาพให้กับองค์กรดิจิทัลด้วยการผสานการทำงานของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ดีที่สุดเข้ากับเทคโนโลยีการปฏิบัติงานที่ได้จากกลุ่มบริษัทฮิตาชิทั้งหมด พร้อมรวมประสบการณ์นี้เข้ากับความเชี่ยวชาญของฮิตาชิภายใต้แนวคิดอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things) เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่เหนือกว่าให้กับองค์กรธุรกิจและสังคมที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีการเติบโต สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่เว็บไซต์ HDS.com

เกี่ยวกับบริษัท ฮิตาชิ จำกัด

บริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ชื่อในตลาดหุ้นโตเกียว: 6501) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมมากมายซึ่งพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของสังคม บริษัทมีรายได้รวมในปีงบประมาณ 2558 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559) 10,034.3 พันล้านเยน (88.7 พันล้านดอลลาร์) ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฮิตาชิถือเป็นผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจนวัตกรรมเพื่อสังคม (Social Innovation Business) โดยมีพนักงานทั่วโลกประมาณ 335,000 คน และภายใต้ความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการร่วมกัน บริษัท ฮิตาชิ เน้นด้านนวัตกรรมให้กับลูกค้าในทุกภาคส่วน ได้แก่ พลังงาน/ไฟฟ้า, อุตสาหกรรม/ตัวแทนจำหน่าย/บริการด้านประปา, การพัฒนาเมือง และการเงิน/หน่วยงานภาครัฐ/การดูแลสุขภาพ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของฮิตาชิ สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ http://www.hitachi.com

from:https://www.techtalkthai.com/5-key-trends-driving-digital-transformation-of-asia-pacific-businesses-in-2017/