คลังเก็บป้ายกำกับ: 2017

ผลประกอบการ LG ไตรมาสแรกปี 60 พบกำไรจากการดำเนินงานสูงที่สุดนับในรอบ 8 ปี

แอลจี อีเลคทรอนิคส์ อิงค์ (แอลจี) เผยรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2560 รวมกว่า 12.70 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 4.36 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 9.7 เปอร์เซ็นต์ จากไตรมาสเดียวกันของปี 2559 โดยแอลจีมีรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ซึ่งเป็นผลจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องปรับอากาศ อยู่ที่ 798.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.74 หมื่นล้านบาท) ส่งผลให้แอลจีมีรายได้จากการดำเนินงานประจำไตรมาสสูงที่สุดในรอบ 8 ปี

โดยยอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องปรับอากาศของ LG ประจำไตรมาสแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2559 และเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา

สำหรับรายได้ในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.02 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.38 แสนล้านบาท) โดยมีผลประกอบการอันโดดเด่นในตลาดเอเชียและลาตินอเมริกา ในขณะที่ยอดขายในประเทศเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นถึง 33 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบปีต่อปี ด้วยผลประกอบการที่เติบโตในหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่ เครื่องซักผ้า LG TWINWash, เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น รวมถึงสินค้าพรีเมียมใหม่ล่าสุดของบริษัทอย่าง LG Styler เครื่องอบผ้าอัจฉริยะ พร้อมระบบดูแลจัดการเสื้อผ้า และเครื่องฟอกอากาศทรงประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทได้คาดการณ์ว่าภาพรวมของธุรกิจจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียและลาตินอเมริกา ซึ่งนับเป็นสองภูมิภาคสำคัญที่มีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ มีผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 8.8 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 3.75 พันล้านเหรียญสหรัฐ(ประมาณ 1.29 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นผลจากยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่เพิ่มมากขึ้น การปรับโครงสร้างค่าใช้จ่าย รวมถึงการวางแผนกลยุทธ์เพื่อจัดการต้นทุนชิ้นส่วนหน้าจอโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยบริษัทคาดการณ์ว่าความต้องการในการซื้อโทรทัศน์ในไตรมาสถัดไปยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดี จากโอกาสทางธุรกิจในทวีปอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกาและเอเชีย ซึ่งสินค้าระดับพรีเมียม LG OLED TV และUltra HD TV รวมถึงสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวไปอย่าง LG SIGNATURE OLED TV W ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือ เผยรายได้รวม 2.61 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8.97 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งมาจากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธง LG G6 และโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคส่วนใหญ่ สำหรับปริมาณการส่งออกโทรศัพท์มือถือไปยังประเทศต่างๆ อยู่ที่ประมาณ 14.8 ล้านเครื่องในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว โดยตลาดใหญ่จะอยู่ที่ทวีปอเมริกา

ในขณะที่การปรับโครงสร้างของบริษัทเมื่อปีที่ผ่านมาเริ่มที่จะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการแข่งขันทางด้านราคาในสินค้าระดับกลางถึงล่าง และการแข่งขันในโทรศัพท์มือถือเรือธงรุ่นอื่นๆ จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปีนี้

สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนยานยนต์ มียอดขายอยู่ที่ 759.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2.61 หมื่นล้านบาท) เพิ่มขึ้นถึง 48 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสแรกของปี 2559 จากความสำเร็จในการร่วมมือกับเจเนอรัล มอเตอร์ส เปิดตัว Bolt เครื่องยนต์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยบริษัทยังคงมุ่งลงทุนในด้านการคิดค้นวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มผลกำไรในปีนี้

สำหรับแอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทยนั้น ประกอบไปด้วย 4 หน่วยธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ธุรกิจเครื่องปรับอากาศและโซลูชั่นด้านพลังงาน ขณะที่ในระดับโลกนั้น แอลจีเป็นผู้นำด้านการผลิตทีวีจอแบน อุปกรณ์ภาพและเสียง อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และตู้เย็นภายใต้สโลแกน “Life’s Good”

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/lg-revenue-q1-2017/

Advertisements

ข้อเท็จจริง 7 ข้อที่ไม่รู้ไม่ได้เกี่ยวกับ E-Commerce ในปี 2560

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดถึง E-Commerce (ได้ยินกันมาสิบกว่าปีล่ะ) แต่ถึงจะได้ยินมามากแค่ไหน เชื่อเถอะว่าเทรนด์มันเปลี่ยนกันไว ไวจนตามไม่ทัน เราเลยรวบรวมข้อเท็จจริงที่เราคิดว่ามันเป็น “New Normal” หรือว่าสิ่งที่หลายๆ คนในวงการ Digital มองว่ามันเป็นเทรนด์กันมาสักพักใหญ่จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญแบบใหม่แล้วนั่นแหละ จัดมาแบบเป็นข้อๆ ให้อ่านง่ายดังนี้เลย

1. Mobile Mobile Mobile

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการใช้งาน Mobile Device เติบโตมากขึ้นแบบทิ้งช่องทางอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น พอเปิดเข้าไปดูในเว็บไซต์ก็พบว่า traffic หรือจำนวนคนเข้าเว็บเราก็เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ยิ่งแบรนด์ไหนทำ E-Commerce แทบจะทุกแบรนด์จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าลูกค้าช้อปปิ้งจากมือถือร้อยละ 90 แนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดที่เราเห็นตอนนี้ คือ การชำระเงินจาก Mobile Device ด้วยการช่องทางการจ่ายเงินที่สะดวกและรวดเร็ว (1-Touch Payment) ที่เกิดขึ้นใหม่และทำให้ลูกค้าสามารถชำระเงินได้โดยตรงจากโทรศัพท์มือถือของตนทำให้สามารถสร้างยอดขายได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น

2. Personalization Commerce และการเติบโตของ Big Data และ AI

เมื่อ Big Data และ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามามีบทบาทต่อโลกยุคปัจจุบันอย่างมาก ความฉลาดของ AI หรือ Machine Learning มากขึ้นและพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมจากลูกค้าแต่ละรายและพัฒนาแคมเปญที่ตรงตามกลุ่มลูกค้าและประสบการณ์ของพวกเค้า เพื่อมาทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง

Social Media ปัจจุบันช่วยให้เราสามารถเลือกผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงและเมื่อทำเช่นนั้นย่อมจะสร้างความฮือฮา (Wow Experience) เกี่ยวกับแบรนด์ได้ไม่ยากเลย

3. Beyond Omni-Channel in Store Pick-Up

ในช่วง 2-3 ปีหลัง เรามักจะได้ยินคำว่า “Omni Channel” อยู่บ่อยครั้ง โลกปัจจุบันไม่ได้แบ่ง offline-online อีกต่อไปแล้ว มันคือ “Customer Experience” หรือ “Customer Journey” แน่นอนว่าลูกค้าจะต้องคาดหวัง “Seamless Experience” หรือ “ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ” ในแต่ละช่องทาง (Customer Touchpoint)

หากมีใครซักคนกำลังเข้าใจว่า E-Commerce เป็นการแบ่งแยกระหว่าง offline และ online อย่างชัดเจนนั้น อาจจะต้องลองศึกษากรณีนี้ดู

ในขณะที่ร้านรองเท้าชื่อดัง Payless ShoeSource ยื่นขอล้มละลายปิดสาขากว่า 400 แห่ง เพราะได้รับผลกระทบจาก online store อย่าง Amazon

Amazon ก็กำลังสนใจจะซื้อกิจการของ Macy’s ซึ่งมีอายุกว่า 158 ปี!!

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันโลกเราไม่ได้แบ่ง offline-online อีกต่อไปแล้ว ในการสร้าง Customer Experience รูปแบบหนึ่งอาจต้องใช้ทั้ง offline-online, offline-online-offline หรือแม้กระทั่ง online-offline-online ซึ่งเทรนด์ของ E-Commerce ถัดจากนี้เป็นเรื่องของการสร้าง “Customer Experience” นี้ประทับใจลูกค้ามากที่สุด

หน้าร้าน (Store) อาจไม่ได้มีไว้เพื่อขายของ (อย่างเดียว) อีกต่อไป

4. Introducing Chatbots

ภายใน Facebook Developer Conference หรือ F8 2017 Facebook ได้เปิดตัว Messenger Platform 2.0 และ ซึ่งประกอบไปด้วย Feature ที่สนับสนุน chatbot อยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น Smart Reply และ M Suggestion เป็นสัญญาณว่า Chatbots กำลังจะฉลาดขึ้นและฉลาดขึ้นอีก จนสามารถทำหน้าที่แทนคนได้ ตั้งแต่แนะนำสินค้า, ตอบข้อสงสัย (Q&A) ไปจนถึงปิดการขาย

5. Non-UI E-commerce (Social Commerce)

เมื่อ online shopping วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้วยขั้นตอนที่วุ่นวาย Social Commerce หรือ non-UI E-Commerce ถือเป็นทางเลือกสำหรับนักช๊อป ซึ่งปัจจุบัน Social Comerce หรือการ Shopping ใน Social Media อย่าง Line, Facebook, Instagram ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ก็จะใช้ Social Media เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้ารวมไปถึงการรับออเดอร์การสั่งซื้อสินค้าผ่าน Chat Messenger อย่างเช่น Facebook Messenger และ LINE@ (ซึ่งเป็นช่องทางที่ร้านค้าใช้มากที่สุด)

เมื่อ Chatbots สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษามนุษย์จนสามารถทำหน้าที่แทนคนได้ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการแนะนำสินค้าไปจนถึงการชำระเงินค่าสินค้าก็จะทำให้การขายสินค้าสามารถทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ รับออเดอร์ผ่านทาง Facebook Messenger และ LINE@ ได้ตลอด 24 ชม. ยอดขายก็จะโตอย่างมหาศาล

6. Digital Payment

พร้อมเพย์จะช่วยให้การชำระเงินออนไลน์สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟังก์ชั่น Request to Pay ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ตัวอย่างการจ่ายด้วย request to pay ของ SF กับ K-mobile banking plus)

 

 

 

Payment gateway ก็มีผู้ให้บริการให้เลือกใช้มากขึ้นจากเดิมที่มีเพียง ธนาคาร, Paysbuy, mPay ปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหน้าใหม่ๆ เช่น 2C2P, LinePay, Omise, Pay.sn , Treepay, T2P Deep Pocket และ Asiapay (ที่สามารถรับได้ทั้ง Alipay และ WeChat pay)

รวมไปถึง Samsung pay ที่พร้อมใช้งานแล้วในไทย และ Apple pay (ในอนาคต) ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถชำระเงินได้โดยการสแกนนิ้วเพียงครั้งเดียว (1-Touch Payment)

7. Same Day Delivery

บริษัท E-Commerce ในสหราชอาณาจักรอย่าง newlook.com และ boohoo.com  ก็เพิ่งเปิดตัวบริการส่งสินค้าภายใน 1 ชม.การจัดส่งสินค้าแบบ Same Day จะเติบโตขึ้นมากในปี 2017 ผู้ให้บริการ logistics ในประเทศไทยก็มีความพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำ Same Day Delivery

ตลาด Logistics for e-commerce มีผู้ให้บริการให้เลือกใช้มากมาย ได้แก่ ไปรษณีย์ไทย, Lalamove, Alphafast, DHL, Kerry, Skootar และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวก็เป็น SCG Express
**แต่ละผู้ให้บริการมีจุดเด่น จุดด้อยต่างกัน

editorial note: บทความนี้คือบทความพิเศษ (ที่เราเรียกว่า Guest Post) จาก Pakorn Leesakul (AJ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Finema ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Enterprise Solution กว่า 10 ปี รวมถึงการผ่านงานด้าน Business Development ที่บริษัท Paysbuy และ Omise บทความนี้เขาส่งมาให้ กองบรรณาธิการ thumbsup อัพโหลดขึ้นให้ชาว thumbsup โดยเฉพาะ ทว่าสิ่งที่เขาขียน ไม่สะท้อนแนวคิดของกองบรรณาธิการ thumbsup เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของเขา 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/7-trend-ecommerce-2560/

Facebook และ YouTube ถูกเปิดชื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ชมยี้โฆษณาสูงสุด

แม้ว่าส่วนหนึ่งของโลกนี้จะขับเคลื่อนได้ด้วยโฆษณา แต่ก็มีการสำรวจโดย Business Insider ที่ชี้ออกมาแล้วว่า ในสายตาของผู้บริโภค โฆษณาบน Facebook และ YouTube นั้นน่ารำคาญสูงสุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ 

โดยการสำรวจในหัวข้อ 2017 Digital Trust survey ของ BI Intelligence ที่มีผู้เข้าร่วม 1,740 คนนั้นพบว่า มีชื่อของ Facebook และ YouTube นำโด่งเข้ามาเป็นสองอันดับแรกของความน่ารำคาญที่ 45% และ 43% ตามลำดับ ขณะที่ Twitter ได้ไปเพียง 6% ส่วน Instagram และ Snapchat ยิ่งน้อยกว่าที่ 3% เท่านั้น และ LinkedIn แค่ 1%

โดยสาเหตุที่ทำให้คนเกิดความรู้สึกไม่ดีกับโฆษณาบน Facebook และ YouTube ได้ง่ายนั้น รายงานของ Business Insider ได้ดึงเหตุผลจากทาง comScore ที่มองว่า อาจมาจากการที่ผู้บริโภคใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บน Facebook และ YouTube นั่นเอง จึงทำให้มองเห็นโฆษณาได้บ่อย และหากพบโฆษณาที่ไม่เวิร์กก็จะรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องเสียเวลาดูนั่นเอง

ทั้งนี้ อายุของผู้ถูกสำรวจก็อาจมีผลที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีอายุสักหน่อยค่อนข้างชื่นชอบโฆษณาบน YouTube มากกว่า Facebook ซึ่งอาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้คุ้นเคยกับการรับชมรายการทีวีมาก่อน จึงยอมรับได้กับการมีโฆษณาแทรกทั้งแบบ Pre-Roll และ Mid-Roll ของคลิป ส่วนกลุ่มคนรุ่นใหม่่ เช่น กลุ่มมิลเลนเนียลนั้นก็ชัดเจนว่าชอบโฆษณาบน Facebook มากกว่า YouTube เช่นกัน

แม้จะน่ารำคาญแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปี 2016 ที่ผ่านมานั้น  Facebook สามารถสร้างรายได้จากการโฆษณาถึง 27,000 ล้านเหรียญในปี 2016 ส่วน YouTube นั้นสามารถสร้างรายได้จากค่าโฆษณาสูงถึง 79,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

คำแนะนำสำหรับกรณีนี้คือ แบรนด์อาจต้องทุ่มเงินเพิ่มอีกสักหน่อย หากต้องการแข่งขันบนแพลตฟอร์มยอดฮิตที่มีผู้ใช้งานหลักพันล้านคน เนื่องจากผู้ใช้งานย่อมคาดหวังชิ้นงานโฆษณาที่สร้างประสบการณ์เชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ แลกกับการที่พวกเขาสละเวลามาดูนั่นเอง

ที่มา: Business Insider

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/facebook-youtube-most-annoying-ads-of-the-year-2017/

เปิดมุมมอง “สโรจ-นรนิติ์” นักโฆษณาดิจิทัลแห่งปีที่ชี้ว่าการตลาดทุกวันนี้เข้าสู่ยุค “ปลาเร็วกินปลาช้า”?

จากผลการประกาศรางวัลเวที DAAT Award 2017 ที่ผ่านมาในหัวข้อ บุคคลโฆษณาดิจิทัลเยี่ยมยอดแห่งปี 2559 นอกจากชื่อของบุคลากรของเอเจนซียักษ์ใหญ่ที่หลายคนรู้จักกันดีจะได้ปรากฏบนเวทีในฐานะผู้ได้รับรางวัลแล้ว ชื่อขององค์กรน้องใหม่มาแรงอย่าง “Rabbit’s Tale” ก็กลายเป็นชื่อที่ปรากฏบนเวทีแห่งนี้ถึงสองครั้ง กับตำแหน่ง Creative of The Year ที่ตกเป็นของคุณนรนิติ์ ยาโสภา และตำแหน่ง Young Achiever of the Year ที่ตกเป็นของคุณสโรจ เลาหศิริ

ไม่เพียงเท่านั้น ในปีที่ผ่านมา แรบบิท ดิจิทัล กรุ๊ป (Rabbit Digital Group) ยังคว้ารางวัลจากเวทีต่าง ๆ มามากมาย อาทิ รางวัลBronze Award และ Silver Awardจากเวที ADMAN Awards ในผลงานCanon Redefineและรางวัล Bronze Awardจากเวที ADMAN Awards และ MAAT AwardsในผลงานDesigning Veranda ส่วนในเวทีต่างประเทศ ก็สามารถคว้ารางวัล Bronze Awardจากเวที ADFEST 2016 มาได้เช่นกัน

นั่นจึงเป็นที่มาของการได้พูดคุยกับสองผู้บริหารอย่างคุณสโรจ เลาหศิริ (ซ้าย) Chief Marketing Officer และคุณนรนิติ์ ยาโสภา Executive Creative Director สองผู้บริหารจาก Rabbit Digital Group เจ้าของรางวัลบุคคลโฆษณายอดเยี่ยมแห่งปี ถึงมุมมองของการสร้างสรรค์ผลงานบนเวทีโฆษณาดิจิทัลว่าจากความสำเร็จที่ผ่านมาว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขาก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ และอะไรคือความท้าทายที่รอพวกเขาอยู่ในอนาคตข้างหน้า รวมถึงทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งที่กลายเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในปัจจุบันไปแล้วด้วย

โดยคุณนรนิติ์เจ้าของรางวัล Creative of The Year เผยว่า “เวลาเราคิดงาน เราจะถามตัวเองว่า มันใช่โซลูชันที่ตอบโจทย์แล้วหรือยัง เช่น ถ้าลูกค้าบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาต้องการ เราก็ต้องมามองว่า แล้วมันแก้ปัญหาของลูกค้าได้ไหม บางทีเราอาจต้องย้อนไปที่โจทย์ใหม่ว่าทำไมลูกค้าถึงต้องการให้แก้ปัญหานี้ กลับไปถามลูกค้าใหม่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันใช่สิ่งที่คุณต้องการจริง ๆ หรือเปล่า”

“เช่นคุณอยากได้หนังโฆษณา แต่จริง ๆ สิ่งที่คุณอยากจะแก้ มันอาจเป็นการลองเปิดตัวโปรดักซ์ใหม่ หรือเซอร์วิสใหม่เพื่อจะมาตอบสนองตรงนี้หรือเปล่า ผมจะได้พูดแมสเซจนี้ออกไปได้ เป็นต้น พอเรายังไม่เจอโซลูชันจริง ๆ มันก็จะยังไม่ได้งานดี เราก็จะยังไม่รู้สึกพอใจ จะทำให้เรารู้สึกพอใจก็คือเราต้องแก้โจทย์นี้ได้มากกว่า”

ด้านคุณสโรจ ในฐานะ  Young Achiever of the Year เผยว่า สิ่งที่ท้าทายพวกเขาในอนาคตก็คือ สเกลของงานที่เข้ามานั้นใหญ่มากขึ้น อีกทั้งทีมยังได้รับโอกาสให้พิทช์งานคู่กับเอเจนซี่ชั้นนำ ซึ่งถือเป็นปีที่ต้องต่อสู้ แสดงผลงาน และโชว์แนวคิดความเป็นมืออาชีพให้มากขึ้นนั่นเอง

ยิ่งในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่มีการคาดการณ์กันว่า แนวโน้มของสื่อโฆษณาดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในวงการสื่อของประเทศไทย และอาจมีการเติบโตด้านเม็ดเงินโฆษณาทะลุหลัก 1 หมื่นล้านบาทด้วยนั้น ในมุมของนักโฆษณา คุณนรนิติ์ก็ได้ให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขามองว่ามันเป็นการโยกย้ายตามพฤติกรรมของคน เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน การใช้จ่ายเงินด้านการโฆษณาจึงต้องเปลี่ยนตาม

“วันนี้เราเห็นว่า ตั้งแต่สมาร์ทโฟนเข้ามา ก็กลายเป็นว่าสื่อโฆษณาสามารถเข้าถึงคอนซูเมอร์ได้ง่ายขึ้นผ่าน Device ที่ทุกคนพกติดตัว ดังนั้น การ Spending มันจึงเยอะขึ้นตามช่องทางเหล่านี้”

“ความแตกต่างที่น่าสนใจก็คือ เมื่อก่อนเราใช้คำว่าดิจิทัลเข้ามาซัพพอร์ท แต่ตอนนี้ดิจิทัลเป็นแพลตฟอร์มหลักในการรันโปรเจ็ค ที่สามารถเข้าถึงคนได้กว้างมากขึ้น ดังนั้นสเกลงานมันจึงใหญ่ขึ้น และนำไปสู่การใช้จ่ายด้านงบโฆษณาที่มากขึ้นตามไปด้วย”

ด้านคุณสโรจ เสริมว่า “จริง ๆ ตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ระหว่างการหาจุดสมดุลระหว่างสื่อ Traditional กับ Digital ใครที่บอกว่าสื่อ Traditional จะตายผมว่าไม่ใช่ แต่ต้องหาให้ได้ว่าจุดบาลานซ์ของมันอยู่ตรงไหน เพราะอย่าลืมว่า ประชากรอินเทอร์เน็ตของไทยนั้นแค่ 50% กว่า ๆ เท่านั้น เวลาไปต่างจังหวัด ทีวียังเป็นสื่อที่มีความจำเป็นอยู่ ผมจึงมองว่าตลาดกำลังเซ็ทตัว เราอยู่ระหว่างการทดลองว่าจะย้ายมาที่ดิจิทัลเท่าไรถึงจะเวิร์ก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ไม่เกิน 2 – 3 ปีก็คงจะได้เห็นภาพที่ชัดขึ้น”

ในระหว่างนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับวงการโฆษณาดิจิทัลจึงอาจเป็นการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ เข้ามาเสริมทีม เพื่อเตรียมความพร้อม รวมไปถึงการศึกษาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น AI หรือบ็อท เอาไว้ ซึ่งการจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ให้ได้ผลในเมืองไทยนั้น ทั้งคุณสโรจและคุณนรนิติ์ต่างก็มองว่า ต้องอาศัยจังหวะเช่นกัน เพราะบางทีการประยุกต์ใช้เร็วกว่าที่คอนซูเมอร์จะปรับตัวได้ทันก็อาจได้ผลตรงกันข้าม

สุดท้าย เมื่อถามถึงสิ่งที่คนโฆษณาดิจิทัลต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคตนั้น คุณนรนิติ์ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่คาดเดายาก เพราะสิ่งที่กำลังเจริญเติบโตจะเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งยังมีความอ่อนไหว ที่สามารถจะพลิกผันได้โดยง่าย ขณะที่คุณสโรจมองว่า “ความยากของเอเจนซี่คือการตามให้ทันเทคโนโลยี และรู้ว่าเมื่อไรต้องหยิบตัวไหนขึ้นมาใช้งานจึงจะตอบโจทย์ของลูกค้า กับอีกข้อคือความเร็ว เพราะโลกทุกวันนี้ ปลาเร็วกินปลาช้า ไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กแล้ว ถ้าเรายิ่งทำตัวเทอะทะ เป็นองค์กรใหญ่ เราก็พร้อมจะโดน Disrupt จากคนรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา”

จากทัศนะของทั้งสองท่าน จะเห็นได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดโลก แต่ความเปลี่ยนแปลงคือส่ิงที่กำลังขับเคลื่อนโลก ซึ่งในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ข้อดีของมันคือทำให้นักการตลาดดิจิทัลมีพื้นที่ที่กว้างมากขึ้นสำหรับการออกไอเดีย และการสร้างประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ ๆ มากมาย แต่ข้อเสียก็คือ ใครที่ตกขบวน ตามไม่ทันหรือไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ “ความเปลี่ยนแปลง” ก็พร้อมจะทิ้งท่านเอาไว้กลางทางได้ตลอดเวลาเช่นกัน 
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/visions-of-digital-maketer-of-the-year/

“ABAC” คว้ารางวัลชนะเลิศเวที L’Oreal Brandstorm 2017

ทีม Chemirical จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คว้าตำแหน่งชนะเลิศจาก L’Oreal Brandstorm 2017 เวทีการแข่งขันวางแผนกลยุทธ์สำหรับแบรนด์ฝีมือนักศึกษา

โดยการแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dirrupt Men’s Grooming with Life-Changing Innovation หรือการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพลิกโฉมการดูแลตนเองสำหรับผู้ชายผ่านแบรนด์ L’Oreal Men Expert โดยมีโจทย์ให้ผู้เข้าแข่งขันต้องพัฒนากลยุทธ์และแผนการตลาดสำหรับการสื่อสาร เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล และสร้างผลเชิงบวกต่อสังคม

นอกจากนี้ในปี 2017 อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินคือ การนำเทคโนโลนีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาเป็นกลยุทธ์หลักในการนำเสนอแคมเปญสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องนำเสนอผลงานที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแบรนด์ในอนาคตได้

ผลการตัดสินในปีนี้ปรากฏว่า ทีมชนะเลิศได้แก่ทีม Chemirical จากคณะ International Business Management มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยเป็นทีมที่อาจกล่าวได้ว่ามีการวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหา Consumer Insights ของกลุ่มเป้าหมายซึ่งก็คือผู้ชายมิลเลนเนียลอายุระหว่าง 18 – 25 ปี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น ไปจนถึงการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยพวกเธอเลือกใช้เทคโนโลยี iBeacon ร่วมกับการพัฒนาแอปพลิเคชันและเกมในการสื่อสารแมสเซจทั้งหมดเหล่านั้น 

(ซ้ายไปขวา) Belle Ling, Journey Ling และ วีรินทร์ วรกิตติโสภณ จากทีม Chemirical ผู้ชนะเลิศ

สมาชิกภายในทีม Chemirical ซึ่งประกอบด้วย Journey Ling, วีรินทร์ วรกิตติโสภณ และ Belle Ling นักศึกษาคณะ Internation Business Management ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ทางทีมได้มีการทำรีเสิร์ชมาพบว่าผู้ชายมิลเลนเนียลนั้น 88% มีการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศหลายครั้งต่อปี และมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่อยู่นิ่ง เช่น ออกกำลังกาย การเข้าสังคม ขณะที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่กลับมีขนาดใหญ่เทอะทะ พกพาลำบาก หรือเป็นลักษณะของของเหลวที่ไม่สะดวกต่อการเดินทาง จึงมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ในลักษณะของ Ultimate refreshing bullet ที่พกพาสะดวกกว่าออกมา

“ในด้านการนำเสนอนั้นเราจุดประกายจากการที่เราไปดูงานของต่างประเทศ และรู้สึกว่างานของเขาทรงพลังมาก ซึ่งเมื่อมาพิจารณากับตลาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการอะไรที่ Customize กับเขา iBeacon เองเป็นจุด ๆ หนึ่งที่แบรนด์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เรารู้สึกว่าน่าสนใจและน่าจะใหม่สำหรับเอเชีย ก็เลยนำมาใช้”

ตัวอย่างผลงานที่นำเสนอ

“ความท้าทายของโปรเจ็คนี้คือเราไม่เคยลองทำอะไรที่ต้องคิดนอกกรอบ สิ่งที่ยากอีกข้อหนึ่งคือ เรามีแอปพลิเคชัน เรามีเกม เรามี iBeacon แต่ทำอย่างไรถึงจะ Link ทั้งหมดเหล่านี้ให้เป็น 1 แมสเซจส่งถึงลูกค้าได้”

สำหรับทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือทีม pH 5.5 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนำเสนอผลงานสำหรับผู้ชายที่รู้สึกไม่สบายตัวในระหว่างวันในคอนเซ็ปต์ Trinity ผ่านโปรดักซ์ 3 ตัวอย่างโฟมล้างหน้า, มอยเจอไรเซอร์ และ Wet Wipes

ส่วนทีมที่ได้รับรางวัลด้าน CSR คือทีม Brajofan จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับผู้มีปัญหาผมบาง โดยนำเสนอผ่านงานวิจัยที่พบว่ามีกลุ่มมิลเลนเนียลถึง 1 ใน 4 ที่ประสบปัญหาดังกล่าว และทางทีมจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Hair Cushion ตัวใหม่ขึ้นมาร่วมกับการใช้เซเลบริตี้คนดังในการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ผ่านแชนแนลอย่าง YouTube, Facebook

สำหรับทีม Chemirical ที่ได้รับตำแหน่งชนะเลิศนั้นจะได้รับรางวัลเป็นเงินสดจำนวน 100,000 บาท และมีโอกาสได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในระดับเอเชียแปซิฟิก เพื่อไปแข่งขันในระดับโลก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศยังมีสิทธิได้รับพิจารณาเข้าโครงการ Management Trainee ของลอรีอัล ประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ปกติจะรับแต่นักศึกษาปริญญาโทเท่านั้นด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/abac-win-loreal-brandstorm-thailand-2017/

“มจธ.” ชนะเลิศ Imagine Cup Thailand 2017 ด้วยชุดทดสอบผลเลือด IoT

ใครที่บอกว่าบุคลากรไอทีขาดแคลน อาจมาเสาะหาได้ที่เวทีนี้ เมื่อล่าสุด Microsoft ได้ประกาศรายชื่อทีมผู้ชนะเลิศจากการแข่งขัน Imagine Cup Thailand 2017 แล้ว โดยผู้ชนะเลิศในปีนี้อย่างทีม Welse จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีสามารถนำเทคโนโลยี IoT มาพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์และเอาชนะไปได้จากทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 ทีมทั่วประเทศ

โดยทีม Welse ได้นำเสนออุปกรณ์ IoT แบบพกพาที่ช่วยสร้างการทดสอบเชิงคลินิก (Clinical Test) ของเลือด และส่งผลไปยังแอปพลิเคชันเพื่อการวิเคราะห์ต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการสื่อสารและอำนวยความสะดวกในเรื่องการทำงานให้กับเครือข่ายอาสาสมัครและสถานีอนามัยท้องถิ่น

 นางสาวศิริพร พัชรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 หรือยุคที่การปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล ได้ทำให้เส้นแบ่งแยกระหว่างโลกทางกายภาพ ชีวภาพและดิจิทัลแทบจะมองไม่เห็น”

“เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ประเทศไทยจำเป็นต้องเน้นย้ำการเสริมสร้างทักษะทางเทคโนโลยีและการคิด วิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล ให้กับแรงงานไทยในอนาคต พร้อมจุดประกายเยาวชนให้สามารถสร้างทักษะใหม่ๆ และทำให้มันเติบโตได้”

จากการสำรวจล่าสุดของ Microsoft เกี่ยวกับ อนาคตด้านดิจิทัลในเอเชีย (Microsoft Asia Digital Future Survey) พบว่า 70% ของเยาวชนไทยรู้สึกถึงความพร้อมของประเทศที่มีต่อการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะพลิกรูปแบบการดำเนินชีวิต

“เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การแข่งขัน Imagine Cup จะเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาทักษะด้าน STEM และเสริมสร้างการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ พร้อมผลักดันเยาวชนให้เป็นผู้คิดริเริ่ม ด้วยเหตุนี้เอง  Imagine Cup 2017 จึงมองหาการบูรณาการของเทคโนโลยีในรูปแบบของอุปกรณ์และแอปพลิเคชันที่สามารถพลิกแนวทางการใช้ชีวิตในปัจจุบันและอนาคตได้” นางสาวศิริพร กล่าวเสริม

โดยทักษะด้าน STEM ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ Science (วิทยาศาสตร์) Technology (เทคโนโลยี) Engineering (วิศวกรรมศาสตร์) และ Mathematics (คณิตศาสตร์) ซึ่งได้รับการคาดการณ์จาก World Economic Forum ว่าจะเป็นสาขาอาชีพที่มีการเติบโตเร็วที่สุด  อีกทั้งข้อมูลจาก LinkedIn พบว่า รายชื่ออาชีพติดอันดับที่ดีที่สุดในด้านความก้าวหน้าในอาชีพและเงินเดือนในปี 2017  20 อันดับแรกเป็นอาชีพที่ล้วนต้องใช้ทักษะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น

ผลสำรวจล่าสุดของ Microsoft ยังเผยอีกว่า 89%ของผู้นำภาคธุรกิจไทย เห็นว่า ทุกองค์กรจำเป็นต้องปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเพื่อผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีองค์กรเพียง 29% ที่มีกลยุทธ์ด้านดิจิทัลเต็มรูปแบบเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ เนื่องจากทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ การศึกษาครั้งนี้ ยังพบว่า องค์กรในประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้และการทำงานร่วมกันในโลกดิจิทัล เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (36%)

ผลการสำรวจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ทักษะทางเทคโนโลยีเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับยุคการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล ดังนั้น การเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้กับนักเรียน นักศึกษา เพื่อการแข่งขันในตลาดแรงงานในอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทีม Welse ถ่ายภาพร่วมกับนางสาวศิริพร พัชรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด (ขวา) และ ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ที่สองจากขวา)

 

ด้าน ดร. อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า “กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตระหนักดีถึงความสำคัญของสาขาวิชาสะเต็มศึกษา และเราก็มีความยินดีที่ได้เห็น Microsoft ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ของเยาวชนในด้านดังกล่าวผ่านทางการแข่งขัน Imagine Cup”

“อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาทักษะด้านสะเต็มคือการมีวิสัยทัศน์ การแข่งขัน Imagine Cup จึงเป็นเวทีชั้นยอดในการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะที่สำคัญสำหรับนักคิดแห่งอนาคต โดยเยาวชนไทยสามารถแสดงศักยภาพให้ปรากฏบนเวทีระดับโลก และนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยได้ด้วยการคว้าตำแหน่งแชมป์โลกมาครองถึง 4 สมัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง”

 

โดยทีม Welse จะได้รับรางวัล ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน Imagine Cup ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ประเทศฟิลิปินส์ ในวันที่ 24 เมษายน 2560 และจะร่วมแข่งขันกับทีมจากประเทศอื่นๆ อีก 9 ประเทศ เพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนของภูมิภาคไปแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ณ กรุงซีแอตเทิล สหรัฐอเมริกา ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2560 นี้ โดยเยาวชนมากความสามารถจากทั่วโลกจะมาร่วมแข่งขันเพื่อชิงถ้วย Imagine Cup และเงินรางวัลมูลค่า 100,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,440,000 บาท

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/kmutt-win-imagine-cup-thailand-2017/

Zebra เปิดผลวิจัยเทรนด์ค้าปลีก 2017 “บุกออนไลน์-IoT-BigData”

ใครที่กำลังรอให้วงการค้าปลีกดึงดูดลูกค้าด้วยการสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ เตรียมใจได้เลยกับปีนี้ เมื่อมีผลวิจัยจากซีบรา เทคโนโลยีส์ พบว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกมีแนวโน้มจะนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาปรับใช้มากขึ้น พร้อมตัวเลขที่ชี้ว่า อุตสาหกรรมพร้อมแล้วสู่การเปลี่ยนจาก Brick-And-Mortar ก้าวไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

จากที่เคยกล้า ๆ กลัว ๆ ว่าจะก้าวเข้ามาบนแพลตฟอร์มดิจิทัลดีหรือไม่ มาในปีนี้ มีผลการศึกษาในหัวข้อ “APAC 2017 Retail  Vision Study” (วิสัยทัศน์ของธุรกิจค้าปลีกประจำปี 2560) โดยซีบรา เทคโนโลยีส์ เปิดเผยออกมาแล้ว หลังพบว่าธุรกิจค้าปลีกมีการวางแผนที่จะนำเทคโนโลยี IoT มาปรับใช้งานมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ไรอัน โกห์รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการขายประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซีบรา เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีกจะปรับรูปแบบสู่ Phygital” มากขึ้น หรือก็คือการผสานบทบาทระหว่างโลกจริงกับโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน

โดยสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดภาพดังกล่าวมาจากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในประเทศไทยที่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์กันว่าในตลาดไทยนั้นจะสามารถขยายส่วนแบ่งได้เป็น 20% ภายในปี 2563

จากตัวเลขดังกล่าว มุมมองของภาคธุรกิจและการขับเคลื่อนสำคัญ ๆ ที่จะเกิดในปี 2017 เป็นต้นไป จึงปรากฏออกมาดังต่อไปนี้

 

จากแบบสำรวจ ยังพบว่าสาเหตุที่ทำให้นักช้อปไม่พึงพอใจ หรือมีประสบการณ์เชิงลบกับหน้าร้านนั้นมาจากการให้ข้อมูลสินค้าที่ไม่เพียงพอหรือจัดวางผิดตำแหน่ง (73%) ซึ่งอาจต้องอาศัย ความสามารถในการมองเห็นแบบเรียลไทม์ (visibility technologies) ที่รองรับระบบเซ็นเซอร์และวิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติเข้ามาช่วยในจุดนี้นั่นเอง

 

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/zebra-technologies-retail-vision-study-2017/