คลังเก็บป้ายกำกับ: 2017

[PR] LINE ศูนย์กลางแห่งประสบการณ์ดิจิตอล ประกาศ 4 กลยุทธ์หลัก ปี 2017 
สยายปีกสู่ “Mobile Portal” มุ่งตอบสนองความต้องการผู้ใช้ชาวไทย เปลี่ยนชีวิตให้ง่ายขึ้น

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – LINE ผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือยอดนิยมระดับโลก เผยความสำเร็จปี 2016 พร้อมประกาศกลยุทธ์ “Mobile Portal” ชี้เทรนด์ดิจิตอล พร้อมนำเสนอเซอร์วิสและโซลูชั่นต่างๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตผู้คนง่ายขึ้น ครอบคลุมทุกมิติของการใช้ชีวิต ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร (Communication), คอนเทนต์ (Content), บริการ (Services) และการขายสินค้าและบริการ (Commerce)                

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสำคัญ
เป็นอันดับ 2 ของ LINE ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 94% ในปี 2016 LINE ตั้งเป้าในการเป็นมากกว่าแชทหรือ ‘Beyond Chat’ และต่อยอดธุรกิจสติกเกอร์ ซึ่งได้รับความสำเร็จมากมาย อาทิ

  • LINE TV สร้างการเติบโตของยอดวิวที่เพิ่มขึ้น 136% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมสร้างปรากฏการณ์ของซีรี่ส์
    ที่เป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ อย่าง ‘I HATE YOU I LOVE YOU,’ ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์,’ และ O-Negative
  • LINE MAN บริการใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อ ที่เพิ่งเปิดตัวไป
    ในเดือนพฤษภาคม 2559 ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 400,000 คน พร้อมจำนวนร้านอาหารมากกว่า 20,000 ร้านตั้งแต่สตรีท ฟู้ด ไปจนถึงภัตตาคาร ทำให้ LINE MAN ขึ้นสู่อันดับ 1 บริการส่งอาหาร ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
  • LINE GAME ครองอันดับ 1 ตลาดเกมมือถือในประเทศไทย
  • LINE STICKERS ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยจำนวนสติกเกอร์ดาวน์โหลดที่สูงกว่า 500 ล้านเซ็ต แสดงให้เห็นว่า สติกเกอร์ยังคงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่คนไทยนิยมใช้ในการแสดงความรู้สึก

นอกจากนี้แล้ว LINE ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Best Brand ในประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่คนอยากทำงานด้วยเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย”

และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา LINE ตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็น “Mobile First Country”
ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 44 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ                             จึงพิสูจน์ให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือเป็นศูนย์กลางของโลกดิจิตอล เนื่องจากคนไทยเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตครั้งแรก
ผ่านทางสมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ LINE จึงตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางของสมาร์ทโฟนหรือที่เรียกว่า “Mobile Portal” เพื่อช่วยให้ชีวิตคนไทยง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ของ LINE ถูกสร้างขึ้นจาก 4 ปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ได้แก่ การติดต่อสื่อสาร (Communication), คอนเทนต์ (Content), บริการ (Services) และ การขายสินค้าและบริการ (Commerce)

  • การติดต่อสื่อสาร (Communication) จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟน
    สูงถึง 234 นาทีต่อวัน
    โดย 1 ใน 3 ของเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือประมาณ 70 นาทีต่อวัน                                   ถูกใช้บนแพลตฟอร์ม LINE เราจึงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาบริการเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ
  • คอนเทนต์ (Content) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ เพลง และสิ่งพิมพ์ ต่างถูกย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยคนไทยใช้เวลาดูวิดีโอออนไลน์สูงถึง 133 นาทีต่อวัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 65 นาทีต่อวัน จากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย (DAAT) พบว่า งบโฆษณาบนช่องทางดิจิตอลจะเติบโตขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ และเพื่อเป็นการตอบรับกับเทรนด์ดิจิตอลที่เกิดขึ้น LINE TV เตรียมสร้างสีสันด้วยการเปิดตัวคอนเทนต์กลุ่มใหม่ทั้งกีฬา (Sports) และความงาม (Beauty) เพิ่มขึ้นจากละคร (Drama), บันเทิง (Entertainment), เพลง (Music), อนิเมชั่น (Animation) และถ่ายทอดสด (LIVE) พร้อมกันนี้ยังวางแผนขยายพันธมิตรรายใหญ่ต่างๆ อาทิ ช่อง 8, พีพีทีวี, ไทย ไฟท์ และจีบัน นอกจากนี้ยังมี LINE TODAY ที่เพิ่งเปิดตัวไปภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ด้วยฟีเจอร์ “News Tab” ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายขึ้น พร้อมตั้งเป้าขึ้นสู่อันดับ 1 แพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารบนมือถือ โดยจะเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
  • บริการ (Services) ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.2 – 2.6 ล้านแอพพลิเคชั่น ในขณะที่จำนวนแอพพลิเคชั่นเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่ดาวน์โหลดมีเพียง 32 แอพพลิเคชั่นต่อหนึ่งอุปกรณ์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 3 – 5 แอพพลิเคชั่นที่ถูกใช้งานในแต่ละวัน ด้วยเหตุนี้ LINE จึงพัฒนา Chat BOT ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนแอพพลิเคชั่นด้วยการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้จาก LINE เพียงที่เดียว โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น Chat BOT ของ LINE เอง เช่น LINE FINANCE หรือจากพาร์ทเนอร์ เช่น Uber และ Wongnai รวมถึงแบรนด์ต่างๆ อาทิ Citibank, FWD, Lazada, Krungthai AXA, Maybank, Shell และ Uniliver
  • การขายสินค้าและบริการ (Commerce) ปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์หรือ e-commerce ยังคงมีสัดส่วน
    ที่เล็กมากเพียง 3.8% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด
    LINE จึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์
    และออนไลน์ หรือที่เรียกว่า บริการในรูปแบบ O2O (Offline to Online) เราจึงมีการเปิดตัว Beacon ซึ่งร้านค้าต่างๆ สามารถติดตั้ง Beacon เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และมอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆ เมื่อลูกค้ามาใช้บริการที่ร้านค้า นอกจากนี้ยังมี LINE MAN ที่ขยายรูปแบบการให้บริการจากแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหาร และของสะดวกซื้อ ไปสู่บริการรับส่งพัสดุ (Postal) โดยการจับมือกับ Alpha เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

“ในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือและเป้าหมายการเป็น ‘Mobile Portal’ LINE ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเซอร์วิส และโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน และเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต พร้อมทั้งสานต่อพันธกิจในการเชื่อมต่อข้อมูล ผู้ใช้ และบริการให้ใกล้กันมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Closing the Distance’ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบดิจิตอล อีโคโนมี่ (Digital Economy) ในประเทศไทยนายอริยะกล่าวทิ้งท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/line-4-strategies-for-2017/

Advertisements

ประเมินรายได้โฆษณาค่ายโซเชียลปีนี้ ใครทำเงินเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์

Boy in front of laptop.

การสำรวจตลาดโซเชียลมีเดียครั้งล่าสุดพบเม็ดเงินหมุนเวียนในแพลตฟอร์มหลักของโลกขยับตัวเพิ่มขึ้นมหาศาลอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่เพียง Facebook แต่ Instagram และ LinkedIn รวมถึง Twitter, Snapchat, Pinterest หรือแม้แต่ Tumblr ก็ล้วนมีรายได้จากโฆษณามากขึ้นชนิดน่าติดตาม

บริษัทวิจัย ClickZ Intelligence นำข้อมูลสำรวจตลาดจากบริษัท eMarketer ช่วงธันวาคมปี 2016 มาพยากรณ์ว่าปีนี้ใครบนจักรวาลโซเชียลมีเดียจะมีอัตราเติบโตก้าวกระโดดบนตัวเลขเท่าใด ผลคือ ClickZ Intelligence ชี้ว่าทุกแพลตฟอร์มหลักจะเติบโตกันหมด เนื่องจากธุรกิจโฆษณาบนโลกโซเชียลมีเดียยังขยายตัวต่อเนื่อง

ตามความคาดหมาย ClickZ Intelligence ยกให้ Facebook เป็นเบอร์หนึ่งที่มีแนวโน้มรับทรัพย์เพิ่มขึ้นมากที่สุด เพราะมือโปรทั่วโลกราว 61% ยอมรับว่ามีแผนจะเทเงินโฆษณาบน Facebook เพิ่มขึ้น โดยมีเพียง 7% เท่านั้นที่มีแผนลดเงินงบประมาณโฆษณาบน Facebook

จุดนี้ Facebook ถูกมองว่าอาจครองรายได้โฆษณามากกว่า 2 ใน 3 ของตลาดโซเชียลช่วงปีนี้ โดย ClickZ Intelligence คำนวณรวมรายได้ของ Facebook และ Instagram เข้าด้วยกัน ทำให้ Facebook ครองแชมป์ขาดลอย

อันดับ 2 ต้องยกให้ LinkedIn ซึ่งข้อมูลระบุว่านักโฆษณามือโปร 40% มีแผนเพิ่มงบโฆษณาบน LinkedIn มากขึ้นช่วงปีนี้ อันดับ 3 คือ Twitter (27%), Snapchat (19%), Pinterest (16%) และ Tumblr (6%)

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า Snapchat ยังเป็นแพลตฟอร์มเฉพาะทางหรือ niche platform ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง 48% มองว่ายังไม่เหมาะกับการโฆษณา ถือเป็นอีกบทสรุปที่ยังต้องรอการพิสูจน์ต่อไปในปีนี้

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/study-paid-social-2017/

เจาะกลยุทธ์ Samsung ลุยตลาด Digital Signage 2017

 

Samsung VDO Wall ขอบจอบางที่สุด 1.7 มม.

ในยุค Digital Transformation นั้น สิ่งหนึ่งที่สามารถเป็นสัญลักษณ์ของความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมอาจเป็นเรื่องของจอ Digital Signage ซึ่งติดตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน ธนาคาร โรงภาพยนตร์ โรงแรม ธุรกิจค้าปลีก หรือแม้กระทั่งร้านอาหารประเภท Quick Services Restaurant

โดยการเติบโตของตลาดดังกล่าวนั้นพบว่า มีการเติบโตสูงมากถึง 70% ในปี 2016 ที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และห้างสรรพสินค้าเปิดใหม่ ซึ่งจากการเติบโตที่สูงมากของตลาดดังกล่าว ทำให้แบรนด์ Samsung ในฐานะผู้นำตลาดได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขและข้อมูลที่น่าสนใจของตลาดจอ Digital Signage ดังนี้

  • ปี 2015 ตลาด Digital Signage มีมูลค่าเพียง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.43 แสนล้านบาท
  • ปี 2016 เป็นปีที่ตลาดจอ Digital Signage ของไทยมีการเติบโตสูงที่สุดประมาณ 70% เลยทีเดียว จากปัจจัยที่ระบุไว้ข้างต้น ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หากแต่ในภูมิภาค APAC, SEA เองก็เติบโตในลักษณะเดียวกัน
  • ปี 2017 คาดว่าการขยายตัวจะอยู่ที่ราว 30% ซึ่งแม้จะน้อยลงกว่าปีก่อนหน้า แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงมากอยู่ดี
  • มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2018 ตลาด Digital Signage อาจมีมูลค่าสูงถึง 15,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.36 แสนล้านบาท

ในส่วนคุณสมบัติของจอนั้น Samsung ระบุว่า เทรนด์อาจมุ่งไปสู่จอ UHD และมีขนาดใหญ่มากขึ้น ส่วนจอที่เล็กกว่า 50 นิ้วอาจลดความสำคัญลง และจอแบบ UHD หรือ 4K จะกลายเป็นจอที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด (12.9%) ภายในปี 2020

สำหรับปัจจัยของการเติบโตในธุรกิจดังกล่าวนั้น คุณบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ รองประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์เผยว่า มาจากปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้

  • ราคาของโปรดักซ์ที่ลดลง ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงจอและโซลูชันต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น
  • คุณภาพของการให้บริการเพิ่มขึ้น จากเดิมอาจเคยขายเป็นจอเดี่ยว ๆ แต่ปัจจุบัน เป็นการขายพร้อมโซลูชัน ซึ่งตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้มากกว่าเดิม ทั้งในด้านการจัดโปรโมชัน และการประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ขนาดของจอใหญ่ขึ้น และมีเทคโนโลยีการแสดงผลที่หลากหลายมากขึ้น ที่สำคัญยังสามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากขึ้นด้วย
  • จอรุ่นใหม่รองรับการทำงานร่วมกับเซนเซอร์ต่าง ๆ มากมาย ทำให้ธุรกิจสามารถสร้างแคมเปญการตลาดแบบใหม่ ๆ ได้หลากหลายขึ้น

Samsung Smart Mirror Display

เจาะกลยุทธ์ Samsung ลุยตลาด Digital Signage

สำหรับกลยุทธ์การรุกตลาดจอ Digital Signage ในปีนี้ Samsung ได้แบ่งออกเป็น 3 แนวทางหลัก ๆ ได้แก่

  1. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) เน้นนวัตกรรมล้ำหน้า และสอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างของแต่ละธุรกิจ ซึ่งทาง Samsung ระบุว่ามีไลน์สินค้ารวมกว่า 90 รุ่น และยังมาพร้อมโซลูชั่นเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์มากขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์
  2. กลยุทธ์ด้านพันธมิตร (Partner Strategy) ในปีนี้ Samsung จะเน้นการสร้าง Business Partner ขึ้นมาเป็นผู้ให้บริการลูกค้า โดยมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาในทุก ๆ อุตสาหกรรม ตั้งแต่การวางแผน การออกแบบติดตั้ง และการบริหารจัดการคอนเทนต์
  3. กลยุทธ์ด้านการบริการ (Service Strategy) ในปีนี้ Samsung วางแผนขยายศูนย์บริการในรูปแบบ Dealer Service Center เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งแบบบริการถึงที่ (On-site Service) และ คอลเซ็นเตอร์พิเศษสำหรับลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ รวมถึงจำนวนช่างผู้เชี่ยวชาญที่มีกระจายอยู่ทุกจุดทั่วประเทศ ให้บริการได้อย่างรวดเร็วภายในวันทำการถัดไปครอบคลุมพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

โดยผลิตภัณฑ์หลักของ Samsung ในปีนี้ประกอบด้วย

 

  • Samsung VIDEO Wall Display นวัตกรรมจอภาพที่มาพร้อมกับขอบบางที่สุดในโลกโดยเมื่อนำมาต่อกัน มีระยะรอยต่อระหว่างสองจอเพียง 1.7 มิลลิเมตรเท่านั้น โดยรุ่น UH55F-E ยังเป็นวีดิโอวอลล์รุ่นแรกที่รองรับ คอนเทนส์ระดับ UHD บน VIDEO Wall ขนาด5×5 ช่วยให้แสดงคอนเทนต์ได้ละเอียดคมชัด เหมาะกับการใช้งานที่เน้นจอภาพขนาดใหญ่ ภาพความละเอียดสูง คมชัดเสมือนจริง ลดแสงสะท้อน แสดงผลภาพได้สมบูรณ์แบบ มีความทนทาน รองรับการใช้งานได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชม.
  • Samsung Smart LED Signage นวัตกรรมป้าย LED อัจฉริยะที่ผู้ใช้งานสามารถเลือกขนาด รูปทรง หรือ ความละเอียดที่เหมาะสมตามความต้องการ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดที่สามารถผลิตขนาดตามความต้องการของผู้ใช้งาน พร้อมนวัตกรรมหน้าจอที่ช่วยให้การมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น มีหลากหลายความละเอียดให้เลือกตามการใช้งาน โดยมีขนาดความละเอียดเล็กที่สุดถึง 1.5 มิลลิเมตร อีกทั้งยังเป็นจอ LED ที่ใช้พลังงานน้อย ช่วยยืดอายุการใช้งาน และประหยัดค่าไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมากตลอดอายุการใช้งาน ช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจได้ทางหนึ่ง
  • Samsung Smart Mirror Display จอ Digital Signage อัจฉริยะ ซีรีส์ MLE สามารถแสดงข้อมูลพร้อมเป็นกระจกเงาได้ในตัว แถมยังมาพร้อมความสามารถในการให้ข้อมูลกับผู้บริโภคที่แตกต่าง หน้าจอเคลือบฟิล์มโพลาไรซ์ จึงสะท้อนแสงได้ดีไม่ต่างจากกระจกเงา
  • โซลูชั่น MagicInfo ซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมและสั่งงานจอ Digital Signage ที่เชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่าย สามารถสั่งงานจากจุดศูนย์กลางจุดเดียว
  • โซลูชั่น Motion Sensor Touch เซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจจับการแตะ จับสินค้าบนชั้นวาง และจอภาพจะโชว์ข้อมูลของสินค้าชิ้นนั้น ทั้งยังสามารถเก็บสถิติว่าสินค้าใดได้รับความสนใจจากลูกค้ามากที่สุดอีกด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/samsung-digital-signage-market-stretegy-2017/

LINE ประกาศกลยุทธ์ 2017 ก้าวสู่ Mobile Portal รวมทุกอย่างบนแพลตฟอร์มเดียว

เป็นอีกแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ในยุค Mobile-first กับ LINE  ล่าสุด ได้ออกมาประกาศความสำเร็จปี 2016 ของแพลตฟอร์มแล้วจากการตั้งเป้าว่าจะเป็นมากกว่าแชท (Beyond Chat) ผ่านบริการ LINE TV, LINE MAN, LINE GAME และ LINE Stickers พร้อมประกาศกลยุทธ์หลักของปี 2017 นั่นคือการพุ่งเป้าสู่ Mobile Portal ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานได้มากขึ้น

คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย เผยในการจัดงานแสดงวิสัยทัศน์ประจำปี 2017 ของ LINE ประเทศไทยว่า “ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญเป็นอันดับสองของ LINE ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 94% โดยในปี 2016 LINE ตั้งเป้าในการเป็นมากกว่าแชทหรือ ‘Beyond Chat’ และต่อยอดธุรกิจสติกเกอร์ ซึ่งได้รับความสำเร็จมากมาย อาทิ

• LINE TV สร้างการเติบโตของยอดวิวที่เพิ่มขึ้น 136% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา พร้อมสร้างปรากฏการณ์ของซีรี่ส์ที่เป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ อย่าง ‘I HATE YOU I LOVE YOU,’ ‘ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์,’ และ O-Negative
• LINE MAN บริการใหม่ซึ่งประกอบไปด้วยแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหารและของสะดวกซื้อ ที่เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนพฤษภาคม 2559 ด้วยจำนวนผู้ใช้งานสูงถึง 400,000 คน พร้อมจำนวนร้านอาหารมากกว่า 20,000 ร้านตั้งแต่สตรีท ฟู้ด ไปจนถึงภัตตาคาร ทำให้ LINE MAN ขึ้นสู่อันดับ 1 บริการส่งอาหาร ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
• LINE GAME ครองอันดับ 1 ตลาดเกมมือถือในประเทศไทย
• LINE STICKERS ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยจำนวนสติกเกอร์ดาวน์โหลดที่สูงกว่า 500 ล้านเซ็ต แสดงให้เห็นว่า สติกเกอร์ยังคงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่คนไทยนิยมใช้ในการแสดงความรู้สึก

นอกจากนี้แล้ว LINE ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน Best Brand ในประเทศไทย และได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่คนอยากทำงานด้วยเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยด้วย และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา LINE ตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็น “Mobile First Country” ด้วยจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือที่สูงถึง 44 ล้านคน หรือประมาณ 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า โทรศัพท์มือถือเป็นศูนย์กลางของโลกดิจิตอล เนื่องจากคนไทยเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตครั้งแรกผ่านทางสมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุนี้ LINE จึงตั้งเป้าที่จะเป็นศูนย์กลางของสมาร์ทโฟนหรือที่เรียกว่า “Mobile Portal” เพื่อช่วยให้ชีวิตคนไทยง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น


“สำหรับ LINE เป้าหมายของเราคงไม่ใช่การเติบโตของผู้ใช้งานแบบก้าวกระโดดอีกแล้ว แต่เป้าหมายของเราคงเป็นว่า จะทำอย่างไรให้ผู้ใช้บริการของ LINE อยู่กับเรานานขึ้น ทำอย่างไรให้เราสามารถสร้างบริการที่ใหญ่เท่ากับแชทได้ ซึ่งจากตอนนี้ยังมีเรื่องของแชทบอทที่เริ่มมา และพันธมิตรของเราที่เห็นแล้วว่า แชทบอทได้ผลขนาดไหน ก็เชื่อว่าจะมีการเปิดตัวบริการใหม่ ๆ ตามออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน”

ทั้งนี้ กลยุทธ์ของ LINE ในปี 2017 มาจาก 4 ปัจจัยหลักในการใช้ชีวิต ได้แก่ Communication, Content, Services และ Commerce

• การติดต่อสื่อสาร (Communication) จากผลสำรวจของ Nielsen พบว่า คนไทยใช้เวลาเฉลี่ยบนสมาร์ทโฟนสูงถึง 234 นาทีต่อวัน โดย 1 ใน 3 ของเวลาการใช้งานสมาร์ทโฟน หรือประมาณ 70 นาทีต่อวัน ถูกใช้บนแพลตฟอร์ม LINE เราจึงไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาบริการเพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ต่างๆ

• คอนเทนต์ (Content) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ เพลง และสิ่งพิมพ์ ต่างถูกย้ายมาอยู่บนโลกออนไลน์ โดยคนไทยใช้เวลาดูวิดีโอออนไลน์สูงถึง 133 นาทีต่อวัน หรือคิดเป็น 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 65 นาทีต่อวัน จากรายงานของสมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย (DAAT) พบว่า งบโฆษณาบนช่องทางดิจิตอลจะเติบโตขึ้นกว่า 30% ในปีนี้ และเพื่อเป็นการตอบรับกับเทรนด์ดิจิตอลที่เกิดขึ้น LINE TV เตรียมสร้างสีสันด้วยการเปิดตัวคอนเทนต์กลุ่มใหม่ทั้งกีฬา (Sports) และความงาม (Beauty) เพิ่มขึ้นจากละคร (Drama), บันเทิง (Entertainment), เพลง (Music), อนิเมชั่น (Animation) และถ่ายทอดสด (LIVE) พร้อมกันนี้ยังวางแผน ขยายพันธมิตรรายใหญ่ต่างๆ อาทิ ช่อง 8, พีพีทีวี, ไทย ไฟท์ และจีบัน นอกจากนี้ยังมี LINE TODAY ที่เพิ่งเปิดตัวไปภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี ด้วยฟีเจอร์ “News Tab” ที่ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารง่ายขึ้น พร้อมตั้งเป้าขึ้นสู่อันดับ 1 แพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารบนมือถือ โดยจะเริ่มสร้างรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

• บริการ (Services) ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นรวมทั้งสิ้นประมาณ 2.2 – 2.6 ล้าน แอปพลิเคชัน ในขณะที่จำนวนแอปพลิเคชันเฉลี่ยที่คนส่วนใหญ่ดาวน์โหลดมีเพียง 32 แอปพลิเคชันต่อหนึ่งอุปกรณ์เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 3 – 5 แอปพลิเคชันที่ถูกใช้งานในแต่ละวัน

 

ด้วยเหตุนี้ LINE จึงพัฒนา Chat BOT ขึ้นมาเพื่อใช้ทดแทนแอปพลิเคชันด้วยการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้จาก LINE เพียงที่เดียว โดยไม่ต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น Chat BOT ของ LINE เอง เช่น LINE FINANCE หรือจากพาร์ทเนอร์ เช่น Uber และ Wongnai รวมถึงแบรนด์ต่างๆ อาทิ Citibank, FWD, Lazada, Krungthai AXA, Maybank, Shell และ Uniliver

 

• การขายสินค้าและบริการ (Commerce) ปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์หรือ e-commerce ยังคงมีสัดส่วน
ที่เล็กมากเพียง 3.8% ของมูลค่าการค้าปลีกทั้งหมด LINE จึงมองเห็นโอกาสในการเชื่อมต่อโลกออฟไลน์
และออนไลน์ หรือที่เรียกว่า บริการในรูปแบบ O2O (Offline to Online) เราจึงมีการเปิดตัว Beacon ซึ่งร้านค้าต่างๆ สามารถติดตั้ง Beacon เพื่อให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และมอบคูปองโปรโมชั่นต่างๆ เมื่อลูกค้า มาใช้บริการที่ร้านค้า นอกจากนี้ยังมี LINE MAN ที่ขยายรูปแบบการให้บริการจากแมสเซนเจอร์ สั่งซื้ออาหาร และของสะดวกซื้อ ไปสู่บริการรับส่งพัสดุ (Postal) โดยการจับมือกับ Alpha เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน

“ในฐานะผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือและเป้าหมายการเป็น ‘Mobile Portal’ LINE ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาเซอร์วิส และโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน และเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต พร้อมทั้ง สานต่อพันธกิจในการเชื่อมต่อข้อมูล ผู้ใช้ และบริการให้ใกล้กันมากขึ้น ภายใต้แนวคิด ‘Closing the Distance’ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระบบดิจิตอล อีโคโนมี่ (Digital Economy) ในประเทศไทย” นายอริยะกล่าวทิ้งท้าย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/line-strategy-2017-mobile-portal/

[PR] “ไร้เบาะแสและข้อมูล ไม่พบเงื่อนงำ” แคสเปอร์สกี้ แลป คาดการณ์ทิศทางภัยไซเบอร์ ปี 2017

เมื่อปี 2016 แคสเปอร์สกี้ แลปค้นพบว่า APT สามารถสร้างทูลขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เล่นงานเหยื่อแต่ละรายได้ทำให้ตัวบ่งชี้ช่องโหว่ หรือ ‘Indicators of Compromise’ ที่เคยเชื่อกันว่าเป็นวิธีการที่เชื่อถือได้ในการตรวจจับการติดเชื้อล้าสมัยไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ทั้งนี้ตามรายงานการคาดการณ์ภัยคุกคามไซเบอร์ปี 2017 ของแคสเปอร์สกี้ แลป (Threat Predictions for 2017)

รายงานการคาดการณ์นี้จัดเตรียมเป็นประจำทุกปีโดยกทีมผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์และวิจัยของแคสเปอร์สกี้ แลป หรือ Global Research and Analysis Team (ทีม GReAT) โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกผสานกับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ โดยรายการที่ปรากฎของปี 2017 นี้ประกอบด้วย ผลกระทบจากทูลตามสั่งแบบใช้แล้วทิ้ง การขยายตัวของการใช้ไอเดนติตี้ลวงของอาชญากร ความบอบบางของโลกอินเทอร์เน็ตยุคเชื่อมต่อไม่เลือกหน้า และการใช้การจู่โจมทางไซเบอร์เป็นอาวุธสงครามข้อมูล

มาถึงยุคที่ IoCs เริ่มถดถอย

ตัวระบุชี้ช่องโหว่ หรือ Indicators of Compromise (IoCs) ยืนยงเป็นหลักชี้ร่องรอยของบรรดามัลแวร์ต่างๆ มาช้านาน เป็นที่พึ่งของผู้ที่ต้องป้องกันตัวเองในการติดตามข่าวการแพร่เชื้อต่างๆ การค้นพบ ProjectSauron APT โดยทีมผู้เชี่ยวชาญวเคราะห์วิจัย หรือทีม GReAT นี้เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ทั้งหมด ทีมงานวิเคราะห์ว่ามีแพลตฟอร์ม bespoke malware platform ที่ซึ่งเปลี่ยนฟีเจอร์ได้ตามเหยื่อแต่ละราย ทำให้ IoCs เป็นเครื่องมือที่ไม่ครอบคลุมหนักแน่นอีกต่อไป ในการตรวจจับ เว้นเสียแต่ว่าจะต้องใช้งานควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ เช่น กฎเกณฑ์ Yara ที่เข้มงวด

การปรากฏตัวของการแพร่กระจายเชื้อแบบ ชั่วครู่ชั่วยาม

ในปี 2017 แคสเปอร์สกี้ แลปยังคาดการณ์ด้วยว่าจะมีมัลแวร์แบบ memory-resident malware หรือที่ซุ่มในหน่วยความจำ จึงไม่สนใจที่จะซ่อนตัวอยู่หลังบูทเครื่องซ้ำ ซึ่งก็จะลบมัลแวร์ออกไปจากหน่วยความจำของเครื่อง มัลแวร์เช่นนี้ มีเป้าหมายเพื่อสอดแนมข้อมูลสำคัญที่ตนสนใจสำหรับใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีความอ่อนไหวสูง กระทำโดยอาชญากรที่มีลักษณะลับๆ ล่อๆ เลี่ยงการเป็นที่สงสัยหรือถูกจับได้

“ทิศทางเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และน่าระทึกใจอยู่มาก แต่ผู้ที่ต้องป้องกันตนเองก็ไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะไม่มีหนทางอืนเหลือแล้ว เราเชื่อมั่นว่านี้คือช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันการใช้กฎ Yara ให้เป็นที่ยอมรับใช้งานอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะเปิดทางให้เหล่านักวิจัยสามารถทำการสแกนตรวจหาได้ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ตรวจจับและระบุร่องรอยในแบบไบนารีที่หลบนิ่งอยู่ และยังสแกนหน่วยความจำเพื่อตรวจหาแม้เศษเสี้ยวของการจู่โจมที่แม้จะผ่านมาแล้วก็ตาม การแพร่กระจายเชื้อมัลแวร์ที่ไม่อยู่นาน (Ephemeral infections) เช่นนี้ตอกย้ำความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาแบบไม่มีแนวทางตายตัวและต้องเป็นในเชิงรุกและเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์ ตามที่แอนตี้มัลแวร์โซลูชั่นขั้นแอดว้านซ์ควรจะต้องเป็นและมี” ฮวน อานเดรส แกร์เรโร่-ซาด ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาวุโส ทีมวิเคราะห์และวิจัยระดับโลก (Global Research and Analysis Team) แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าว

คาดการณ์ภัยไซเบอร์ตัวเอ้ของปี 2017

  • การระบุแหล่งที่มาของมัลแวร์จะสร้างสถานการณ์ความระส่ำระสายผ่านการแพร่กระจายของการแจ้งเตือนลวง (false flags): ขณะที่อาชญากรไซเบอร์มีบทบาทมากขึ้นในวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การระบุแหล่งที่มาของภัยไซเบอร์จึงกลายมาเป็นประเด็นร้อนในการตัดสินใจทางการเมือง การติดตามแหล่งที่มาอาจส่งผลให้อาชญากรเร่งทำการร้ายต่อโครงสร้างพื้นฐาน หรือเทขายทูลในตลาดเปิด หรือหันไปจับมือกับโอเพ่นซอร์สและคอมเมอร์เชียลมัลแวร์เพื่อการค้า ไม่ต้องพูดถึงการแพร่กระจายของการแจ้งเตือนที่เป็นกลลวง (รู้จักกันในนาม false flags) เพื่อกวนสถานการณ์ให้ขุ่นปิดร่องรอยการติดตามแหล่งที่มานั่นเอง
  • สงครามข้อมูลมาถึงแล้ว: ในปี 2016 โลกเริ่มที่จะเผชิญกับการโจรกรรมข้อมูลเพื่อเป้าหมายที่ก้าวร้าวรุนแรงบางประการ ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปี 2017 และมีความเสี่ยงว่าอาชญากรจะพยายามหาประโยชน์จากผู้คน ที่มักจะเต็มใจยอมรับข้อมูลบางอย่าง คือการบงการหรือเจาะจงเลือกใช้ประโยชน์จากข้อมูลหลอกล่อเป้าหมายนั่นเอง
  • นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว แคสเปอร์สกี้ แลป ยังคาดว่าจะได้เห็นการปรากฎตัวของแฮกเกอร์วิจิลันเต้ (Vigilante) ผู้ถือเป็นธุระทำหน้าที่แฮคข้อมูลและนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
  • ความเปราะบางต่อการถูกลอบก่อวินาศกรรมบ่อนทำลายทางไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น: ขณะที่ระบบการผลิตอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญล้วนต่อเชื่อมเข้ากับอินเทอร์เน็ต แท้จริงแล้วยังเปราะบางและขาดการป้องกันที่ดี เป็นช่องทางให้เกิดความเสียหายหรือเสียระบบ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ยั่วใจบรรดาอาชญากรไซเบอร์อย่างมาก โดยเฉพาะพวกที่มีทักษะชั้นแอดว้านซ์และในช่วงความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมือง
  • การจารกรรมก้าวสู่อุปกรณ์โมบายล์: แคสเปอร์สกี้ แลป คาดการณ์ว่าจะมีเคมเปญจารกรรมโดยมีเป้าหมายที่อุปกรณ์โมบายล์เพิ่มขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากการที่อุตสาหกรรมระบบความปลอดภัยยังไล่ตามไม่ทันระบบปฏิบัติการโมบายล์ จึงยังไม่สามารถวิเคราะห์หาหลักฐานได้อยู่หมัด
  • การที่การจู่โจมวงการเงินนั้นกลายมาเป็นสินค้าเพื่อการซื้อขาย (Commoditization): แคสเปอร์สกี้ แลปคาดการจู่โจมเช่นการโจรกรรม SWIFT เมื่อปี 2016 จะกลายมาเป็นสินค้าพิเศษที่นำมาเสนอขายตามฟอรั่มซื้อขายในตลาดมืด หรือมาในรูปแบบแผนการร้ายเพื่อบริการ (as-a-service schemes)
  • ช่องโหว่ในระบบการชำระเงิน: ขณะที่ระบบชำระเงินเริ่มแพร่หลายเป็นที่นิยม แคสเปอร์สกี้ แลปคาดว่าจะเป็นที่สนใจของทางอาชญากรมากขึ้นเช่นกัน
  • มาถึงยุคเสื่อมของ ‘ความไว้วางใจ’ ในแวดวงแรนซั่มแวร์: แคสเปอร์สกี้ แลป คาดการณ์ว่าแรนซั่มแวร์จะขยายตัวต่อเนื่อง แต่ว่าความไว้วางใจระหว่างเหยื่อและผู้จู่โจมจะลดน้อยลง เพราะกลุ่มอาชญากรระดับล่างมากขึ้นด้วยมองว่าระบบการชำระเงินจะส่งผลคืนมาเป็นข้อมูล นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้คนหันมาชำระเงินเต็มจำนวนก็เป็นได้
  • ความพร้อมของอุปกรณ์ในโลกอินเทอร์เน็ตที่ประชากรหนาแน่น: ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ IoT ส่งอุปกรณ์ที่ไม่มีระบบความปลอดภัยออกวางตลาดอย่างต่อเนื่องและก่อให้เกิดปัญหาในวงกว้าง จะมีความเสี่ยงกับวิจิลันเต้แฮคเกอร์ที่ถือวิสาสะเข้ามาปลดอุปกรณ์จากระบบเชื่อมต่อได้อย่างใจ
  • อาชญากรสนใจโฆษณาดิจิทัล: ในปีต่อๆ ไปเราจะเริ่มได้เห็นทูลเพื่อการติดตามและวางเป้าหมาย ถูกใช้งานในวงการโฆษณามากขึ้นเพื่อสอดส่องผู้ทำกิจกรรมและผู้ที่คัดค้าน เช่นเดียวกับ แวดวงโฆษณา ซึ่งเป็นเป้าหมายชั้นเลิศในการเก็บโปรไฟล์เป้าหมายผ่าน IPs ประวัติการใช้เบราเซอร์ ความสนใจสิ่งที่เรียกดู และล็อกอิน เหล่านี้จะถูกนำมาใช้โดยตัวก่อวินาศกรรมขั้นแอดว้านซ์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ได้อย่างแม่นยำ และปกป้องทูลคิทที่นำมาใช้ในการก่อการได้อีกด้วย

สามารถอ่านรายการฉบับสมบูรณ์ “Kaspersky Lab Threat Predictions for 2017” ได้ที่

https://securelist.com/analysis/kaspersky-security-bulletin/76660/kaspersky-security-bulletin-predictions-for-2017

สนใจอ่านรายงานการคาดการณ์ของปี 2016 ได้ที่

https://securelist.com/analysis/kaspersky-security-bulletin/72771/kaspersky-security-bulletin-2016-predictions/

ข้อมูลสนับสนุน: YARA คือทูลที่ใช้ในการแกะไฟล์ที่มีมัลแวร์ หรือแกะรอยรูปแบบกิจกรรมที่น่าสงสัยบนระบบหรือบนเน็ยเวิร์ค ซึ่งจะมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน กฎ YARA — โดยพื้นฐานคือ เสริช์สตริง—ช่วยให้นักวเคราะห์ทำการค้นหา จัดกลุ่ม และจัดหมวดหมู่ตัวอย่างมัลแวร์ที่เกี่ยวข้องกัน และมองหาความเชื่อมโยงระหว่างกัน เพื่อทำผังความเชื่อมโยงมัลแวร์ และเปิดโปงกลุ่มการจู่โจมซึ่งมิฉะนั้นอาจจะเล็ดลอดไปโดยไม่เป็นที่สังเกต

###

เกี่ยวกับแคสเปอร์สกี้ แลป

แคสเปอร์สกี้ แลปก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 เป็นบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งความชำนาญพิเศษด้านภัยคุกคามที่ใช้เทคนิคเชิงลึก (deep threat intelligence) และระบบการป้องกันรักษาความปลอดภัยของแคสเปอร์สกี้ แลปได้ถ่ายทอดออกมาเป็นโซลูชั่นและบริการเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่คอยให้การปกป้ององค์กรธุรกิจ โครงสร้างที่มีความสำคัญ องค์กรภาครัฐและผู้บริโภคมากมายทั่วโลก ทั้งนี้พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาความปลอดภัยที่ครบถ้วนของบริษัทประกอบด้วยโซลูชั่นและบริการเพื่อการป้องกันเอนด์พอยนท์ รวมทั้งโซลูชั่นเฉพาะทางมากมายเพื่อรับมือภัยคุกคามทางดิจิตอลที่วิวัฒนาการขยายขีดความซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน ปัจจุบันเทคโนโลยีของแคสเปอร์สกี้ แลป สามารถปกป้องยูสเซอร์มากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก และเราได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าองค์กรในการป้องกันสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่ง อีกมากกว่า 270,000 แห่งทั่วโลก ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kasperesky.com

from:https://www.techtalkthai.com/kaspersky-lab-predicts-2017-cyber-attacks-unable-to-trace/

“Mindshare” คว้า Agency of the year จากเวที MAAT Media Award

ประกาศแล้ว “Mindshare” คว้ารางวัลยักษ์ใหญ่แห่งปี “Agency of the year” จากเวที MAAT Media Award ครั้งที่ 2  ซึ่งจัดโดยสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ไปได้อย่างสวยงาม แถมยังมีรางวัลพิเศษ MAAT Award of Legend 2017 มอบแก่ 4 ผู้มีอุปการคุณต่อวงการสื่อเป็นครั้งแรกอีกด้วย 

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน์ นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการมอบรางวัล MAAT Media Awards 2016 ครั้งนี้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างมากจากสมาชิกที่ส่งผลงานเข้ามามากกว่า 150 ผลงาน ซึ่งมากกว่าครั้งที่ผ่านมา และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะกรรมการในการตัดสิน ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านธุรกิจสื่อ นักการตลาด และคณาจารย์จากสถาบันต่าง ๆ จนได้ 35 ผลงานที่โดดเด่น และทรงคุณค่าออกมา ซึ่งจะถือเป็นประโยชน์ต่อวงการโฆษณาในการเป็นกรณีศึกษา หรือประยุกต์ใช้ต่อไปด้วย

โดยการประกวด MAAT Media Awards 2016 ภายใต้แนวคิด Be Different นี้ได้แบ่งรางวัลออกเป็น 20 ประเภท โดยต้องเป็นผลงานที่เผยแพร่จริงในช่วงเดือนมกราคม 2015 – กันยายน 2016 โดยในแต่ละ Category จะแบ่งออกเป็นรางวัล Gold, Silver และ Bronze ตามลำดับ

นอกจากนี้ภายในงานยังมีการมอบรางวัลให้กับบุคคลผู้ที่เป็นตำนานของวงการสื่อโฆษณาไทย เนื่องจากทั้งสี่ท่านคลุกคลีกับวงการสื่อโฆษณามากว่า 40 ปี เป็นตำนานของ Media planner และ buyer สร้างความเจริญให้วงการ และเป็นอาจารย์ให้กับคนสื่อโฆษณาในรุ่นหลังมากมาย ซึ่งทั้ง 4 ท่านนั้นได้แก่

  • คุณประกิต อภิสารธนรักษ์
  • คุณประดิษฐ์ รัตนวิจารณ์
  • คุณไพจิตร เทียนทอง
  • คุณประสิทธิ์ ภัทราผลาพิบูล

เปิดใจชาวเอเจนซี ยุคนี้ต้อง Be Different

นอกจากจัดงานประกาศผลรางวัล MAAT Media Award ครั้งที่ 2 กันแล้ว บนเวทียังมี 3 ผู้ทรงคุณวุฒิแห่งวงการมีเดียเอเจนซีขึ้นมาให้แง่คิดในการทำงานในยุคแห่งการ Disruption  ซึ่งทั้งสามท่านต่างเห็นตรงกันหมดว่าคนทำงานถึงเวลาต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้งแล้ว

 

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน

โดยนายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทยกล่าวว่า “แนวคิดปีนี้คือ be different ทำให้แตกต่าง มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เราต้องแตกต่าง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน นักโฆษณาก็เปลี่ยน เทคโนโลยีก็เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่การจะ Be Different ได้นั้น ก่อนอื่นคุณต้องลืมเรื่องเก่า ๆ ไปก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะกลับมาด้วย ทีวีสามสิบวิ(นาที) ไทยรัฐเต็มหน้า ขาวดำสี่สี มันจะวนตรงนี้ตลอดไปไม่มีวันจบ และจะไม่มีวันแตกต่างได้เลย”

นายกสมาคมฯ กล่าวแนะว่า เอเจนซีในยุคนี้จึงต้องเป็น Communication Agency รวมถึงต้องสามารถสร้างอิมแพคและจบการขายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากเครื่องไม้เครื่องมือทุกวันนี้สามารถรองรับได้แล้วทั้งหมด อีกทั้งศัพท์เดิม ๆ อย่าง  Rating, CRM, Reach, Frequency ฯลฯ ก็อาจต้องลืมๆ ไปบ้าง

“เอเจนซีต้องกล้าที่จะมองหาเกณฑ์ใหม่ ๆ มาเป็นตัวชี้วัด และต้องสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์นั้น ๆ ด้วย ซึ่งแม้ว่ามันจะเสี่ยงสูง แต่ถ้าหากประสบความสำเร็จ ผลกำไรก็สูงมากเช่นกัน”

ด้านคุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย มองว่า “หน้าที่ของเราคือการสร้างแบรนด์ สร้างยอดขาย แต่การที่แบรนดจะเติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น ทำได้ยากถ้าแบรนด์ไม่กล้าที่จะคิดต่าง แต่อะไรที่จะทำให้แบรนด์แตกต่าง นั่นก็คือ คอนเทนต์”

“ไม่ว่าแพลตฟอร์มจะเปลี่ยนไปขนาดไหน content ก็คือส่วนสำคัญที่สุด (Content is king – Bill Gates ค.ศ.1996) ดังนั้น find your brand story ให้เจอค่ะ”

ขณะที่อีกหนึ่งท่านคือ ดร.ศุภชัย ปาจริยานนท์ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยระบุว่า “ถ้าเราไม่เปลี่ยนเราก็ตาย ผมจะบอกคนทำงานเสมอ ว่า อย่าคิดว่าปลอดภัยนะ เพราะด้านล่างของ Facebook มีปุ่ม boost post อยู่ แปลว่าลูกค้าของเราก็ซื้อโพสต์เองได้”

“ตอนนี้ทุกอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากการ Disruption กันหมด อุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็กลายไปเป็นท่องเที่ยวออนไลน์ ระบบการเงินการธนาคาร ก็เจอฟินเทคที่มาแรงมาก หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ก็ออกมาประกาศว่า ตนเองเป็นบริษัทเทคโนโลยีกันแล้ว”

“คำถามมาถึงว่า เอเจนซีเองจะผ่านไปได้อย่างไร และอีกห้าถึงสิบปี เราจะอยู่ตรงไหน คำตอบคือเราต้อง innovate หรือไม่ก็ die”

“ทุกวันนี้ เอเจนซี่ไม่ได้แข่งกันเองอีกแล้ว แต่เราอาจแข่งกับบ.ไอทีที่ออกมาประกาศว่า เราคือเอเจนซี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นเราต้องปรับตัวครับ” ดร.ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย

สำหรับรายชื่อบริษัท และผลงานที่ได้รับรางวัลในแต่ละสาขา มีดังต่อไปนี้

  • 1. Best use of video format (non-cinema) – Best Start (GOLD)
  • 4. Best use of Magazine – ไม่มีระดับ Gold
  • 5. Best use of OOH and Transit – OOH Media helps find missing children
  • 6. Ambient and Special Events – The rough carpet
  • 8. Best use of mobile – Auntie Reply (Gold)
  • 10. Best use of Social – Avenger : Age of Ultron
  • 12. Best use of Branded Content – ไม่มีระดับ Gold
  • 13. IMC/Multiple platforms award – Lay’s Smile (Gold)
  • 14. Effectiveness Award – ไม่มีระดับ Gold
  • 16. Media Innovation Award – Wall’s Man 2.0 (Gold) 
  • 17. Creative Used of Mobile Award – Auntie Reply (Gold)
  • 18. Best Communication Strategy – ไม่มีระดับ Gold
  • 19. Best Engagement Strategy – ไม่มีระดับ Gold

สำหรับประเภทที่ 2, 3, 7, 11 ไม่มีผู้ใดได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลเลย ท่านใดที่สนใจทราบผลการประกาศรางวัลทั้งหมด สามารถติดตามเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของ MAAT

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/maat-award-2017-mindshare-winner-be-different/

อินทัชเดินหน้าธุรกิจ VC ตั้งเป้า 200 ล้าน พร้อมแจงกำไรลด 21% เหตุ AIS ค่าใช้จ่ายสูง ThaiCom รายได้ลด

อินทัชตั้งเป้า 2560 ปีแห่งการเชื่อมต่อไทยเพื่อการเติบโตยั่งยืน เล็งลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่ม เสริมแกร่งด้านการเป็น VC ด้วยงบประมาณ 200 ล้าน รวมถึงการพัฒนาธุรกิจใหม่ในวงการดิจิทัล เซอร์วิส IoT และ Big Data ชี้ AIS และ Thaicom ยังเติบโตได้ดี แม้จะมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา
นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะบริษัทด้านการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ เป้าหมายหลักในการดำเนินงานของบริษัทฯ คือการสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และหนึ่งในกลยุทธ์ของเราก็คือการขยายธุรกิจให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสังคม และผู้ถือหุ้นได้
โดยในปีนี้ อินทัชจะมุ่งพัฒนาธุรกิจภายใต้แนวคิด  “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH” หรือก็คือการเชื่อมต่อไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะทำงานผสานกันในสามส่วน ได้แก่
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น: มุ่งเน้นการบริหารสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น  ด้Œวยการลงทุนและบริหารงานในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลยี
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค: โดยบริษัทจะแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่‹ๆ ในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลยี อย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้มีการตั้งงบในการศึกษาวิจัยและพัฒนาธุรกิจใหม่ 250 ล้านบาท หาโอกาสลงทุนในดิจิทัล เซอร์วิส IoT และบิ๊ก ดาต้า
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคชุมชน โดยการให้การสนับสนุน ส่งเสริม สร้Œางคุณค่า และการมีประโยชน์ร่วมกันระหว่าง‹องค์กรธุรกิจ สังคม และผู้Œมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – SDGs)
ปัจจุบันการลงทุนของอินทัช ประกอบด้วย ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย ดำเนินงานภายใต้บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ อาทิ ไฮ ช็อปปิ้ง และโครงการ อินเว้นท์ (InVent) เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2559 อินทัชมีผลกำไรลดลงจากปีก่อน 21 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 12,708 ล้านบาท จากเดิมในปี 2558 อยู่ที่ 16,078 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการที่เอไอเอสมีต้นทุนที่สูงขึ้นเนื่องจากต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับภาครัฐ ขณะที่ไทยคมมีรายได้ลดลง 

“จริง ๆ กำไรน่าจะติดลบมากกว่านี้ ซึ่งเราเลยดีใจที่ เราทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้” นายฟิลิปกล่าว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว นายฟิลิปกล่าวว่า อินทัชยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามกำหนดนโยบายเงินปันผล นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาอินทัชออกจากการลงทุนไป 2 โครงการ โดยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณร้อยละ 20 รวมทั้งมีการพิจารณาโครงการใหม่ 4 โครงการ เป็นโครงการที่สำเร็จแล้ว 2 โครงการ คือ Wongnai และ Social Nation และอยู่ในระหว่างดำเนินการ 2 โครงการด้วย (ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้)
สำหรับเป้าหมายการลงทุนในปีนี้ นายฟิลิประบุว่า คือการลงทุนภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเป็น VC เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในจุดของอินทัชนั้น ยังสามารถบริหารจัดการได้ดี และยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการนำเสนอไอเดียที่อินทัชสนใจร่วมลงทุนนั้น นายฟิลิประบุว่า อยากให้มองไอเดียที่เป็น Original Thai มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการนำเสนอไอเดียที่คล้ายกับธุรกิจในซิลิคอนวัลเลย์ออกมาค่อนข้างมาก ซึ่งบางอย่างอาจยังไม่สามารถประยุกต์ได้กับสังคมไทย
นอกจากการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้แล้ว อินทัชยังมีแผนจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแอปพลิเคชันด้านสาธารณสุข หรือการเปิดตัวฟาร์มสุข ที่มีการนำ IoT เข้ามาใช้งานในด้านต่าง ๆ

ขณะที่ในส่วนของรางวัลและการรับรองต่าง ๆ ปี 2559 เป็นปีที่บริษัทได้รับรางวัลและการรับรองต่างๆ มากมาย อาทิ

– รางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” และ “หุ้นขวัญใจมหาชนกลุ่มเทคโนโลยี” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ

– รางวัล “ผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยม” (Best CEO Awards) และรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม (Best Company Performance Awards) ในกลุ่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 100,000 ล้านบาท จากงาน SET AWARDS 2015
– รางวัล ASEAN Corporate Governance Awards 2015 และรางวัล Asian Excellence Recognition Awards 2015 จัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia
– รางวัล “นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม” (Best Investor Relations Award) ประจำปี 2558/2559 จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association หรือ IAA)
– รางวัล “Investor’s Choice Award” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
– รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานดีเด่น จากงานประกาศรางวัล “SET Awards 2016”
– รางวัลหุ้นยั่งยืน จากงาน SET Sustainability Awards 2016 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/intuch/