คลังเก็บป้ายกำกับ: AKAMAI

แฮ็กเกอร์ใช้ MemCached DDoS เรียกค่าไถ่เป็นเงิน Monero

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN และโซลูชัน DDoS Mitigation ชื่อดัง ออกมาแจ้งเตือนถึงการโจมตีแบบ MemCached DDoS ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของแฮ็กเกอร์สำหรับเรียกค่าไถ่องค์กรที่ไม่ต้องการถูกโจมตี หลังการโจมตีดังกล่าวถล่ม GitHub ด้วยทราฟฟิกระดับ 1.35 Tbps

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา Akamai ตรวจพบการโจมตีแบบ Amplification DDoS โดยอาศัยการปั๊มทราฟฟิกผ่านทาง MemCached Server ที่มาพร้อมกับข้อความแปลกๆ แทนที่จะส่ง UDP Packet แบบสุ่มไปยัง MemCached Server เพื่อปั๊มทราฟฟิก แต่กลับส่งเป็นข้อความระบุว่า ให้จ่ายเงิน 50 Monero (ประมาณ 534,000 บาท) มายัง Monero Address ที่ปรากฏ ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า ถ้าไม่ยอมจ่ายก็จะไม่หยุดโจมตี

การโจมตีแบบ DDoS เพื่อเรียกค่าไถ่เป็นเงินดิจิทัล (Ransom DDoS: RDoS) เช่น Bitcoin ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปรากฏมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการส่งอีเมลขู่ไปยังองค์กรต่างๆ ว่าจะยิง DDoS ให้ล่มถ้าไม่ยอมจ่ายเงินตามที่ระบุ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วมักเป็นเพียงแค่คำขู่ แฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังมักไม่มีทรัพยากรหรือเครื่องมือเพียงพอในการล่มระบบของเป้าหมายได้ แต่การโจมตีแบบ MemCached DDoS นั้นต่างออกไป

MemCached DDoS ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถปั๊มทราฟฟิกได้ถึงระดับ 51,000 เท่า ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากกรณี GitHub ถูกโจมตีด้วยทราฟฟิกขนาด 1.35 Tbps จนระบบล่มเป็นเวลาเกือบ 10 นาที จนในที่สุด GitHub ต้องย้ายระบบไปอยู่ภายใต้การดูแลของ Akamai เพื่อให้รับมือกับการโจมตีดังกล่าว การขู่โจมตีเพื่อเรียกค่าไถ่นี้จึงอาจเกิดขึ้นได้จริง

อย่างไรก็ตาม Daniel Smith นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Radware ระบุว่า การจ่ายค่าไถ่อาจไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เนื่องจากแฮ็กเกอร์ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีนี้ใช้ Monero Address เดียวกันในการขู่เป้าหมายรายอื่นๆ ด้วย ทำให้ไม่สามารถทราบได้เลยว่าเป้าหมายรายใดเป็นผู้จ่ายค่าไถ่ คาดว่าแฮ็กเกอร์คงใช้เทคนิคปูพรมถล่ม ยิงโจมตีเป้าหมายทุกคนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ให้เกิดผลกระทบต่อระบบของเป้าหมาย แล้วหวังว่าจะมีเป้าหมายบางรายกลัวจนยอมจ่ายค่าไถ่มา

ที่มาและเครดิตรูปภาพ: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/some-memcached-ddos-attackers-are-asking-for-a-ransom-demand-in-monero/

from:https://www.techtalkthai.com/hackers-use-memcached-ddos-for-extortion/

Advertisements

พบช่องโหว่บน Memcached Servers อาจทำให้ตกเป็นฐานซอมบี้ DDoS

ทางผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยอย่าง Arbor Networks, Akamai, รวมทั้งตัวแทนผู้ให้บริการเครือข่ายแคชคอนเทนต์ชื่อดังอย่าง Cloudflare ได้ออกมาเตือนว่า การตั้งค่าโปรโตคอล UDP เซิร์ฟเวอร์แคชเว็บ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Memcached อาจเกิดช่องโหว่ที่ทำให้ตกกลายเป็นเครื่องมือของอาชญากรไซเบอร์ในการโจมตีแบบ DDoS ได้

ไอเดียง่ายๆ คือ UDP เป็นโปรโตคอลที่ส่งง่ายรับง่ายกระจายง่ายไม่ต้องแฮนด์เช็คเช็คยุ่งยากก่อนสร้างการเชื่อมต่อเหมือน TCP จนทำให้ตรวจสอบความปลอดภัยไล่ตามไม่ค่อยทัน เมื่อรวมกับความสามารถในการแคชคัดลอกข้อมูลอันมหาศาล ก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือทวีความรุนแรงของ DDoS ได้มากถึง 51 – 200 เท่าเลยทีเดียว

เซิร์ฟเวอร์ Memcached เป็นระบบแคชหน่วยความจำบนเว็บที่มีขนาดใหญ่มาก สำหรับเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อคำร้องขอข้อมูลเว็บไซต์ โดยเฉพาะที่ดึงจากฐานข้อมูล ซึ่งมักจะแคชข้อมูลที่มีการร้องขอบ่อยก่อน

ทางผู้ให้บริการทั้งสามค่ายต่างระบุว่า พวก Memcached โอเพ่นซอร์สไม่ได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงหลักความปลอดภัยมากเพียงพอ จนทำให้ที่ผ่านมามีการโจมตี DDoS ผ่านเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเซิร์ฟเวอร์ที่ปล่อยการตั้งค่าตามดีฟอลต์ที่ไม่ได้ปลอดภัยเพียงพอ

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/ddos-memcached-servers/

GitHub ถูก MemCrashed ยิง 1.35 Tbps ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ DDoS

หลังจากที่ไม่กี่วันที่ผ่านมา Cloudflare, Arbor Networks และ Qihoo 360 ออกมาแจ้งเตือนถึงการโจมตีแบบ Amplification DDoS Attack โดยใช้ MemCached Server หรือที่เรียกว่า MemCrashed ที่ปั๊มทราฟฟิกได้สูงถึง 51,000 เท่า ล่าสุดพบ GitHub ถูกโจมตีระดับ 1.35 Tbps เป็นที่เรียบร้อย

นับเป็นการโจมตีแบบ DDoS ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากที่ OVH ถูก Mirai DDoS Botnet โจมตีขนาด 1.1 Tbps เมื่อ 2 ปีก่อน GitHub ได้ออกแถลงการณ์บน GitHub Engineering Blog ของตน ระบุว่า วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม GitHub ถูกโจมตีแบบ DDoS ขนาดใหญ่สุดถึง 1.35 Tbps ตามมาด้วยระลอกที่สองขนาด 400 Gbps ส่งผลให้ GitHub.com ล่มตั้งแต่เวลา 17.21 – 17.26 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (00.21 – 00.26 น. ของวันที่ 1 มีนาคม ตามเวลาประเทศไทย) และเข้าถึงไม่ได้เป็นระยะๆ ตั้งแต่ 17.26 – 17.30 น.

GitHub ระบุว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ทีมงานตรวจพบและได้ดำเนินการรับมือกับการโจมตีแบบ Volumetric DDoS ขนาดใหญ่ จากการตรวจสอบพบว่าการโจมตีมาจากระบบไม่ทราบแหล่งที่มากว่าพันระบบ หลายหมื่นอุปกรณ์ ซึ่งเป็นการโจมตีแบบ Amplification DDoS ที่ใช้ Memcached Server ในการปั๊มทราฟฟิก หรือที่เรียกว่า MemCrashed โดยจังหวะที่ทราฟฟิกสูงที่สุด มีขนาดใหญ่ถึง 1.35 Tbps และ 126.9 ล้าน Packets ต่อวินาที

GitHub ระบุว่า ด้วยปริมาณทราฟฟิก DDoS มหาศาลระดับนี้ ทำให้ทีมงานต้องย้ายระบบไปอยู่ภายใต้บริการของ Akamai เพื่อให้ช่วยรับมือกับทราฟฟิกดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ทั้งทาง GitHub และ Akamai กำลังตรวจสอบเหตุการณ์นี้อยู่ รวมไปถึงค้นหาวิธีรับมือการโจมตีแบบ Amplification DDoS ที่มาจาก MemCached Server ในอนาคต เพื่อให้สามารถฟื้นฟูระบบให้กลับมาพร้อมใช้งานได้เร็วยิ่งขึ้น

ที่มา: http://www.zdnet.com/article/github-was-hit-with-the-largest-ddos-attack-ever-seen/#ftag=RSSbaffb68

from:https://www.techtalkthai.com/github-memcrashed-ddos-attack-with-1-35-tbps-traffic/

มาแล้ว! มีการใช้ Memcache Server ขยายการโจมตี DDoS กับ GitHub สูงถึง 1.3 Tbps

หลังจากที่เพิ่งมีข่าว (TechTalkThai Source) ว่าสามารถนำ Memcache Server มาใช้งานเพื่อเป็น Amplification สำหรับการโจมตี DDoS ไม่นานนักทาง Akamai ก็สามารถจับการโจมตี DDoS ขนาด 1.3 Tbps (Terabits ต่อวินาที) ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2018

credit : Bleeping Computer

เหยื่อที่ถูกโจมตีนั้นไม่ใช่ใครแต่คือ GitHub นั่นเองคือช่วงเวลาประมาณ 17.21 ถึง 17.30 (ตามเวลาระบบ UTC) ทาง GitHub ได้พบปริมาณทราฟฟิคมหาศาลสูงถึง 1.35 Tbps โดยมีจำนวนแพ็กเก็จประมาณ 126.9 ล้านต่อวินาทีที่เกิดจากการใช้ Memcache-based หรือระบบ Distributed Caching เพื่อทำ Amplification DDoS Attack ซึ่งมีต้นทางมาจากหลายพัน Endpoints ทาง GitHub จึงได้ตัดสินใจย้ายไปใช้ Akamai และแก้ไขการประกาศ BGP เพื่อบรรเทาสถานการณ์ในที่สุด

โดยจากรายงานนั้นกล่าวว่า Memcache Server อำนวยให้ผู้โจมตีสามารถใช้ UDP พอร์ต 11211 ที่ไม่มีการป้องกันเพื่อขยายทราฟฟิค Respond ได้ถึง 5 หมื่นเท่า เช่น หากร้องขอด้วยข้อมูลขนาด 203 ไบต์ผลที่ได้รับกลับมาคือประมาณ 100 เมกะไบต์ นอกจากนี้คาดว่ามีเซิร์ฟเวอร์ของ Memcached ออนไลน์อยู่กว่า 93,000 เซิร์ฟเวอร์เลยทีเดียว ก็คงต้องติดตามกันต่อไปเราอาจจะได้เห็นปริมาณทราฟฟิคสูงกว่านี้ในการโจมตีครั้งหน้า

ที่มา : https://www.bleepingcomputer.com/news/security/new-ddos-record-set-at-13-tbps-thanks-to-memcached-servers/ และ https://githubengineering.com/ddos-incident-report/

from:https://www.techtalkthai.com/memcache-server-amplification-ddos-attack-on-github-and-made-new-record/

3 อันตรายแฝง ที่ทำให้ธุรกิจใน APAC ล่ม !! จากการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัล

การแตกแขนงและเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลกลายเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ในหลายบริษัทระดับโลก โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่เป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลที่ก้าวล้ำ จากการศึกษาล่าสุดพบว่า มากกว่า 50 เปอร์เซ็นของบริษัทในเอเชียแปซิฟิกมีกลยุทธ์อย่างเป็นทางการสำหรับขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ดิจิทัล

แม้ว่าองค์กรส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนไปสู่รูปแบบสู่ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับนวัตกรรมทางไอทีและกลยุทธ์ทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม เป้าหมายขององค์กรและการเลือกใช้เทคโนโลยียังไม่เป็นไปในทางเดียวกันเท่าใดนัก

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ผู้นำธุรกิจแต่ละไลน์ (LoB) ต่างต้องการนวัตกรรมที่รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายน้อย แต่ได้ผลตอบแทนสูง ในขณะที่ทีมไอทีต้องเผชิญหน้ากับความกดดันสำคัญในการออกแบบนวัตกรรมของแผนกเพื่อช่วยเหลือผู้นำธุรกิจเหล่านั้น (LoB) เพิ่มกำไรในตลาดที่เปลี่ยนแปลงเพื่อนำหน้าคู่แข่ง ความล้มเหลวเกิดขึ้นเมื่อผู้นำธุรกิจแต่ละไลน์ (LoB) ไม่ได้เชื่อมโยงนวัตกรรมทางไอทีขณะตัดสินใจลงทุนด้านเทคโนโลยี

1. การไม่บรรลุผลตามการเติบโตของธุรกิจคือหนึ่งในสามอันตรายแฝง ที่ทำให้ธุรกิจล่มจากการเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัล

บริการสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (Over-the-Top (OTT) ในประเทศไทยกำลังบูม พร้อมกับบริการวิดีโอสตรีมมิ่งและออนไลน์ที่ใหลบ่าเข้าสู่ตลาดทั่วเอเชีย รวมทั้งผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง Netflix หรือแม้แต่ผู้ให้บริการระดับภูมิภาคอย่าง iFlix ธุรกิจเหล่านี้ต้องการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจแข็งแกร่งเพียงพอที่จะจัดการกับเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น และการเผยแพร่ต้องมีคุณภาพดีกว่าทีวี ซึ่งผู้ชมจะเปรียบเทียบว่าสิ่งไหนดีกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันระหว่างทีมธุรกิจและไอทียังเต็มไปด้วยความท้าทาย โดยความท้าทายแรก คือการที่ผู้นำทางธุรกิจและไอทีจะต้องมีกลยุทธ์และการจัดลำดับความสำคัญขององค์กรที่แตกต่างกัน ผู้นำไอทีมักจะให้ควาสำคัญการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานทางไอที ทรัพยากร และการเป็นอิสระจากผู้นำธุรกิจ ที่ต้องการเพียงรักษาฐานลูกค้าไว้ สร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า และมอบประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่ดีขึ้น เพื่อความคุ้มค่าทางธุรกิจ

การมอบคุณภาพในขนาดที่เหมาะสมและประสบการณ์การดูแลลูกค้าที่ดีขึ้นเป็นกุญแจหลักแก่ธุรกิจทุกรูปแบบในยุคดิจิทัลปัจจุบัน จากการศึกษาของอคาไม วิดีโอสตรีมมิ่งคุณภาพต่ำทำให้ลูกค้าผิดหวังเพิ่มขึ้น 16 เปอร์เซ็น รวมถึงคุณภาพแย่ลงอย่างการบัฟเฟอร์ทำให้ 2 ใน 3 ของผู้ชมหยุดใช้บริการทั้งหมด

หากไม่มีการรวมไอทีและธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมแล้ว องค์กรต่างๆ ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่จะสูญเสียความมีตัวตนและส่วนแบ่งทางการตลาดไปภายหลังและเพื่อมอบประสบการณ์แก่ผู้ใช้สูงสุด ทั้งทีมธุรกิจและไอทีต้องทำงานด้วยกัน และให้ความสำคัญกับลูกค้าในทุกธุรกิจที่ทำอย่างเต็มที่

2. อันตรายแฝงอีกหนึ่งอย่างขององค์กรที่เปลี่ยนสู่ดิจิทัลคือการไม่สามารถแตะจุดสูงสุดยอดขายออนไลน์ได้

ผู้คนราว 53 เปอร์เซ็นต์ กดยกเลิกหน้าเว็บที่ใช้เวลาเกิน 3 วินาทีเพื่อดาวน์โหลด นั่นหมายถึงจะไม่มีพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ที่ประสิทธิภาพการทำงานแย่ลง หากกล่าวถึงผู้ค้าปลีก นั่นก็หมายถึงมีบาวซ์เรตหรือปริมาณการยกเลิกสินค้าสูงนั่นเอง

จากการเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีทางดิจิทัลและอุปกรณ์ติดต่อ ตลาดสินค้าเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดค้าปลีกอีคอมเมิร์สที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขายประมาณการที่ 2.725 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2563

นอกจากการพัฒนาภูมิทัศน์ตลาดค้าปลีก ผู้บริหารแผนกการตลาดส่วนใหญ่มุ่งเน้นขยายความรับผิดชอบไปในด้านอีคอมเมิร์ซ ประสบการณ์การดูแลลูกค้า การขาย และไอที บทบาทและความรับผิดชอบของผู้บริหารแผนกการตลาดและผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงยังคงมีความคลุมเครืออย่างปฏิเสธไม่ได้ ด้วยงบการตลาดที่เพิ่มขึ้น และกระจายไปสู่เทคโนโลยีปัจจุบันผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ค่อยยอมรับความคิดของผู้บริหารแผนกการตลาดในเชิงความเร็วและลดขั้นการปฏิบัติงานให้น้อยที่สุดขณะที่ผู้บริหารแผนกการตลาดมีความอดทนน้อยในเรื่องมาตรฐานของฟังก์ชั่นเทคโนโลยีและความปลอดภัย

ผู้บริหารแผนกการตลาดมีความสนใจเกี่ยวกับตัวเลือกที่ช่วยให้ได้ผลการตลาดที่ดีขึ้น เช่นกระตุ้นการมีส่วนร่วมในแต่ละแคมเปญเยอะขึ้น ซึ่งอาจทำให้การทำงานของเพจได้รับผลกระทบในขณะที่ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการทำงานของไซต์ที่ยอดเยี่ยมสิ่งเหล่านี้ทำให้เป้าหมายร่วมไม่ไปในทิศทางเดียวกันในการระบุและปรับปรุงประสิทธิภาพของเพจให้ดีขึ้นบนเว็บไซต์เพื่อสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนให้ได้มากที่สุด

ทั้งผู้บริหารแผนกการตลาดและผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศต้องหาจุดสมดุลระหว่างการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของลูกค้า เช่นคอนเท้นต์ที่มาพร้อมกับภาพสวยงามขนาดใหญ่ และการมอบประสบการณ์ที่รวดเร็ว ไร้ข้อบกพร่อง และเชื่อถือได้

3. อันตรายแฝงข้อสุดท้ายที่ทำให้ธุรกิจล่มจากความพยายามเปลี่ยนสู่องค์กรสู่ดิจิทัล คือความย่อหย่อนเรื่องความปลอดภัย

แม้ว่าความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดสำหรับหลายธุรกิจที่เปลี่ยนรูปแบบในโลกออนไลน์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจในเอเชียแปซิฟิกล้มเหลวในการปกป้องตนเอง มูลค่าของความสูญเสีย เพิ่มมากขึ้นในทุกขณะมีการคาดการณ์ว่าอาชญากรรมทางไซเบอร์จะส่งผลให้ทั่วโลกเกิดความสูญเสียมากถึงกว่า 2.1 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ภายในปี 2561

การคุกคามทางไซเบอร์หรือการละเมิดทางข้อมูลอยู่ในรูปแบบของการหยุดทำงานและการโจรกรรมข้อมูล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรายได้ ชื่อเสียง และที่แย่ที่สุดคือ ความจงรักภักดีแบรนด์ของลูกค้า สำหรับธุรกิจที่มีระบบไอทีเป็นศูนย์กลางก็จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นตามลำดับ

ความร่วมมือที่ดีขึ้นระหว่างผู้นำทางธุรกิจและไอที จะช่วยลดภัยเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลหรือการลดผลเสีย และลดภัยการคุกคามทางไซเบอร์เพื่อลดความเสียหายทางธุรกิจ

ท้ายที่สุด การเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จจำเป็นที่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กรต้องทลายกำแพงปรับทัศนคติและหันไปร่วมมือกันเพื่อให้ได้ผลลัพท์ทางการตลาดที่มากขึ้น การดำเนินงานที่มีความสอดคล้องในด้านธุรกิจและไอทีนั้น จะทำให้องค์กรได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และมอบประสบการณที่ดีให้แก่ลูกค้า

ผู้แต่ง : เจสัน แฮทช์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการจัดการสินค้า พัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ อคาไม เทคโนโลยีส์ เอเชีย แปซิฟิค แอนด์ เจแปน

from:https://www.enterpriseitpro.net/apac-business-down-akamai/

Akamai จับมือ IBM เปิดบริการ CDN ให้ใช้งานได้ผ่าน IBM Cloud

Akamai Technologies ผู้ให้บริการ Content Delivery Network (CDN) ชื่อดัง ได้จับมือนำโซลูชันของตนเองผสานเข้ากับบริการ IBM Cloud ภายใต้ IBM Cloud Content Delivery Network เพื่อให้บริการ CDN แก่เหล่าลูกค้าของ IBM อย่างง่ายดายได้แล้ว

Credit: IBM

 

บริการ Cloud CDN นี้เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับ Web และ Mobile Application ที่มีเนื้อหาจำนวนมากเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเหล่าระบบที่ต้องให้บริการเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ ซึ่งการจับมือกันระหว่าง Akamai และ IBM ครั้งนี้ ก็ทำให้ IBM เองสามารถตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องครอบคลุมหลายประเทศได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะเดิมที IBM Cloud นั้นมี Data Center อยู่ภายใน 19 ประเทศทั่วโลก แต่ Akamai นั้นมีเครือข่ายอยู่มากถึง 131 ประเทศทั่วโลก

ในขณะเดียวกัน ด้วยแนวโน้มการนำ Mission Critical Application ขึ้นไปไว้บน Cloud มากขึ้น แนวโน้มของการนำ CDN มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ Application เหล่านี้สำหรับสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้แก่ผู้ใช้งานภายในองค์กรนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา เพราะนอกจาก CDN จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้แล้ว CDN ในปัจจุบันของ Akamai เองก็ยังช่วยเสริม Security ให้กับ Application เบื้องหลังได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาและทดลองใช้งานได้ที่ https://www.ibm.com/cloud-computing/bluemix/content-delivery-network ครับ

 

ที่มา: https://www-03.ibm.com/press/us/en/pressrelease/53281.wss

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-and-ibm-team-up-to-provide-cdn-on-ibm-cloud/

Akamai เข้าซื้อกิจการ Numinum ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน DNS ที่ก่อตั้งโดยผู้ประดิษฐ์ DNS

Akamai Technologies ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Nominum ผู้พัฒนาเทคโนโลยี DNS Solution และก่อตั้งโดย Paul Mockapetris ผู้ประดิษฐ์ DNS

Credit: ShutterStock.com

 

Nominum ก่อตั้งเมื่อปี 1998 และพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเน้นการตอบโจทย์ของการใช้งาน DNS ในรูปแบบต่างๆ เช่น Vantio CacheServer ซึ่งเป็น DNS Caching Server สำหรับตลาด Carrier และ Vantio AuthServe สำหรับให้บริการ BIND DNS Server หรือ Nominum N2 Big Data Connector เพื่อให้นำข้อมูล DNS ส่งต่อไปจัดเก็บและวิเคราะห์ภายในระบบ Big Data Analytics ได้

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ ทาง Akamai คาดว่าจะนำเทคโนโลยีของ Nominum ไปเสริมกับระบบต่างๆ ของตนที่มีอยู่เดิม เช่น Fast DNS ซึ่งเป็น Cloud-based Solution ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยให้กับ DNS เป็นต้น

 

ที่มา: http://www.enterprisenetworkingplanet.com/netsysm/akamai-set-to-acquire-nominum-to-improve-dns.html

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-acquires-numinum-dns-technology-provider/