คลังเก็บป้ายกำกับ: AKAMAI

Gartner’s Magic Quadrant สำหรับ Web Application Firewall ประจำปี 2017 – F5 และ Akamai ติด Leader แล้ว

หลังจากที่ Imperva ผู้ให้บริการโซลูชัน WAF ชื่อดังครองตำแหน่ง Leader บน Gartner’s Magic Quadrant ทางด้าน Web Application Firewall แต่เพียงผู้เดียวมานานถึง 3 ปีติดต่อกัน ล่าสุดปี 2017 นี้ F5 และ Akamai ได้ครองตำแหน่ง Leader ร่วมกับ Imperva แล้ว โดย F5 มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย Imperva และ Akamai

Gartner ให้คำนิยาม WAF ไว้ว่า เกิดขึ้นจากความต้องการของผู้ใช้ที่ต้องการปกป้องเว็บแอพพลิเคชันทั้งที่ใช้งานภายในและภายนอก โดย WAF สามารถติดตั้งเพื่อป้องกันระบบเว็บบน Data Center หรือให้บริการผ่านระบบคลาวด์ในรูปของ as-a-Service ได้ ซึ่ง WAF ในปัจจุบันควรปกป้องเว็บแอพพลิเคชันและ API จากการโจมตีหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาอย่างยิ่งการโจมตีแบบ Injection และ DoS ระดับแอพพลิเคชัน ที่สำคัญคือควรมีเทคนิคในการตรวจจับสิ่งผิดปกติอื่นๆ นอกเหนือจาก Signature เพียงอย่างเดียว

WAF เป็นอุปกรณ์สำหรับป้องกันเว็บแอพพลิเคชันที่ถูกติดตั้งด้านหน้า Web Servers เพื่อป้องกันการโจมตี, ติดตามการใช้งาน และเก็บ Log ทั้งเว็บที่ใช้งานภายใน และเปิดให้ผู้อื่นเข้าถึงได้ WAF ส่วนใหญ่จะติดตั้งได้ในรูปของ In-line หรือ Reverse Proxy แต่ในปัจจุบันสามารถติดตั้งได้ในรูปของ Transparent Proxy, Bridge หรือ Out-of-Band เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Gartner ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ WAF ในรูปของบริการระบบ Cloud (Cloud-based WAF Service) เริ่มเป็นตัวเลือกที่นิยมมากขึ้นสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นโมเดลเป็น Subscription และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา รวมไปถึงบริการบนระบบ Cloud มีการอัปเดตแพตช์และฟีเจอร์ต่างๆ รวดเร็วกว่าการใช้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ปกติ

สำหรับ Magic Quadrant ของ Gartner ทางด้าน Web Application Firewall ปี 2017 นี้ มีผู้ครองตำแหน่ง Leader รวมทั้งสิ้น 3 ราย ได้แก่ F5, Imperva และ Akamai โดยที่ F5 มี Ability to Execute สูงที่สุด แสดงให้เห็นว่าโซลูชันของ F5 ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีและมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูง ในขณะที่ Imperva มี Completeness of Vision สูงที่สุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่า Imperva มีวิสัยทัศน์และการออกแบบเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับแนวโน้มภัยคุกคามทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ดีที่สุด

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านผลวิเคราะห์ฉบับเต็มผ่านช่องทางของ Imperva ได้ที่: https://www.imperva.com/ld/web-application-firewall-magic-quadrant-2017.asp

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-mq-waf-2017/

Advertisements

Akamai เปิดตัว Web Application Protector ชูจุดเด่นด้านป้องกัน Web & DDoS Attacks

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN และ Cloud Security ชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัวโซลูชันใหม่ Web Application Protector ซึ่งผสานรวมคุณสมบัติของ Web Application Firewall และ DDoS Mitigation ไว้ในโซลูชันเดียว พร้อมบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน CapEx และลดความเสี่ยงของการให้บริการเว็บแอพพลิเคชันแก่ลูกค้าในยุคดิจิทัล

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายองค์กรเริ่มให้บริการผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เว็บแอพพลิเคชันจึงเป็นช่องทางสำคัญที่องค์กรทั่วโลกต่างเลือกใช้เพื่อให้บริการลูกค้า ส่งผลให้ดึงดูดแฮ็คเกอร์เข้ามาโจมตีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเว็บแอพพลิเคชันเสมือนเป็นหน้าตาของบริษัท เมื่อมีปัญหาหรือใช้งานไม่ได้ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าเป็นวงกว้าง ทำให้แฮ็คเกอร์มักโจมตีเพื่อดิสเครดิต หรือเรียกค่าไถ่เพื่อให้ไม่เจอการโจมตีอีก ที่สำคัญคือเว็บแอพพลิเคชันมักเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายหลังบ้าน เช่น ฐานข้อมูล จึงเป็นช่องทางยอดนิยมที่แฮ็คเกอร์เลือกใช้เพื่อเจาะเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในขององค์กร

นอกจากนี้ การโจมตีแบบ DDoS ในปัจจุบันก็ยังดำเนินการได้ง่าย เพียงแค่เข้า Dark Web (ตลาดมืดออนไลน์) ก็สามารถซื้อบริการ DDoS-as-a-Service ที่พร้อมล่มเว็บไซต์ได้ในราคาต่ำกว่า $40 ต่อชั่วโมง แต่ผลกระทบที่องค์กรได้รับกลับคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียรายได้จากการที่ไม่สามารถให้บริการได้ การสูญเสียผลิตภาพในการให้บริการ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า และที่สำคัญที่สุดคือการสูญเสียชื่อเสียงขององค์กร

“98% ขององค์กรระบุว่า เว็บแอพพลิเคชันของตนเคยถูกแฮ็คในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีเพียง 2% เท่านั้นที่ยืนยันว่าไม่เคยถูกแฮ็ค” — สถิติจาก The Cost of Web Application Attakcs, Ponemon Institute, 2015

ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันด้วย Web Application Protector จาก Akamai

เพื่อปกป้องเว็บแอพพลิเคชันจากภัยคุกคามและการโจมตีแบบ DDoS ในปัจจุบัน Akamai จึงเปิดตัว Web Application Protector ที่ผสานรวมคุณสมบัติของ Web Application Firewall และ DDoS Mitigation บนระบบ Cloud ไว้ด้วยกัน ซึ่งมีจุดเด่นที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่จาก OWASP Top 10 เช่น SQL Injection, Cross-site Scripting และ CSRF หรือการทำ Web Defacement เพื่อทำลายชื่อเสียงองค์กร รวมไปถึงการโจมตี DDoS ทั้งระดับ Application และ Network Layer ขนาดใหญ่ระดับหลักร้อย Gbps

จุดเด่นสำคัญของ Web Application Protector คือ ให้บริการทั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เว็บแอพพลิเคชัน ซึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจประกอบด้วย

  • ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันจากช่องโหว่บน OWASP Top 10 และ DDoS ระดับหลายร้อย Gbps
  • เป็น 1 ใน 6 PCI Service Provider ระดับ 1 ซึ่งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรฐาน PCI-DSS ให้แก่ผู้ใช้บริการ
  • อัปเดต Rule สำหรับปกป้องเว็บแอพพลิเคชันโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งปรับแต่ง Rule ให้ “ดีที่สุด” เพื่อลดปัญหา False Positive
  • Threat Intelligence ขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้บริการของ Akamai กว่า 6,000 รายทั่วโลก และ Log กว่า 600,000 รายการต่อวินาที ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลภัยคุกคามล่าสุดจะถูกแชร์และอัปเดตไปยังผู้ใช้บริการทุกคน
  • เซิร์ฟเวอร์ให้บริการทั่วโลกกว่า 220,000 เครื่อง ครอบคลุม 120 ประเทศรวมประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการได้เร็วที่สุด และมั่นคงปลอดภัยที่สุด
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้บริการด้วยการทำ Caching และ Content Optimization รวมไปถึงขยายระบบให้พร้อมรองรับการให้บริการในช่วงที่ลูกค้าใช้บริการหนาแน่นโดยอัตโนมัติ
  • บริหารจัดการง่ายผ่านระบบ Cloud ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน CapEx ของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

คุณสมบัติเกือบเทียบเท่า Kona Site Defender แต่บริหารจัดการง่ายกว่า

Web Application Protector ต่างจาก Kona Site Defender (โซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation หลักของ Akamai) ตรงที่ ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 3 ขั้นตอน บริหารจัดการได้ง่ายแม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และอัปเดต Rules ซึ่งผ่านการกลั่นกรองโดยนักวิเคราะห์จาก Akamai ให้โดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับธุรกิจระดับ SME ที่มีทรัพยากรบุคคลด้านความมั่นคงปลอดภัยจำกัด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและการปรับแต่งนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับแอพพลิเคชันเฉพาะแต่ละแบบ สามารถอัปเกรดไปใช้ Kona Site Defender ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยใหม่

ฮาร์ดแวร์ในห้อง Data Center VS. บริการบนระบบ Cloud

หลายบริษัทเลือกใช้โซลูชัน WAF และ DDoS Mitigation แบบติดตั้งในห้อง Data Center เนื่องจากต้องการ “ความเป็นเจ้าของ” และคิดว่าสามารถบริหารจัดการได้ง่าย แต่สิ่งที่ตามมากลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายทั้ง CapEx และ OpEx ที่เพิ่มสูงขึ้น และประสิทธิภาพที่ถูกจำกัด ขยายระบบออกไปได้ยาก นอกจากนี้ การป้องกันการโจมตีแบบ DDoS บนอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าอุปกรณ์ไม่ได้เป็นระบบฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง และบริษัทมีลิงค์อินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่เพียงพอ

ตรงกันข้าม Cloud-based WAF และ DDoS Mitigation อย่าง Web Application Protector ที่สามารถตอบโจทย์การรับมือกับ DDoS ได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก Akamai ใช้ประโยชน์จากระบบ CDN ขนาดใหญ่ในการตรวจสอบและฟิลเตอร์ DDoS Traffic และ HTTP Request ที่ไม่น่าไว้วางใจก่อนที่จะเข้าถึงระบบเครือข่ายของบริษัท ทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอพพลิเคชันจะมั่นคงปลอดภัยสูงสุด พิสูจน์จากความสามารถในการรับมือกับ Volumetric DDoS ขนาดใหญ่หลักหลายร้อย Gbps ได้อย่างไร้ปัญหา นอกจากนี้การเป็นบริการบนระบบ Cloud ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ลงได้อีกด้วย

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน Web Application Protector ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี และมีทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถให้คำปรึกษาและบริการโซลูชัน Web Application Protector ของ Akamai แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN และโซลูชันบนระบบ Cloud แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล marketing@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-introduces-web-application-protector/

[PR] อะคาไม เทคโนโลยีส์นำเสนอ ข้อมูลจากรายงานสถานะบนอินเตอร์เน็ต ประจำไตรมาส 1 ปี 2017 พบ อัตราความเร็วเฉลี่ยการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั่วโลก
เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 15 %

กว่า 8 ใน 10 ประเทศ มีอัตราค่าเฉลี่ยความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นเลข 2 หลัก

กรุงเทพฯ ประเทศไทย  อะคาไม เทคโนโลยีส์ อิงค์ ( NASDAQ : akam ),ผู้นำระดับโลกในเครือข่ายการให้บริการเนื้อหา (CDN)  ได้เผยแพร่  รายงานสถานะบนอินเตอร์เน็ตประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2017  อิงกับข้อมูลที่เก็บรวบรวมจาก รายงานดังกล่าวได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถิติระดับโลกที่สำคัญต่างๆ เช่น ความเร็วในการเชื่อมต่อ เกณฑ์ชี้วัดการนำบรอดแบนด์มาปรับใช้ การหยุดชะงักของอินเทอร์เน็ตที่ การลดลงของ IPv4 และการนำ IPv6 มาใช้

สามารถดาว์นโหลดข้อมูลและภาพกราฟฟิกจาก รายงานสถานะอินเตอร์เน็ต ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2017 ได้ที่  ไซต์สถานะบนอินเตอร์เน็ตของ Akamai และผ่าน แอพสถานะบนอินเตอร์เน็ตของ Akamai  สำหรับอุปกรณ์ iOSและ Android  การสนทนาเกี่ยวกับ รายงานสถานะบนอินเตอร์เน็ต กำลังเกิดขึ้นที่ Akamai Community

มร.เดวิด เบลสัน กล่าว “ความเร็วการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้นและความแพร่หลายของบรอดแบนด์ทำให้อินเตอร์เน็ตสามารถสนับสนุนปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลที่เป็นไปไม่ได้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา” “พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคมนับเป็นสถิติใหม่ของปริมาณข้อมูลที่ใช้ในการถ่ายทอดสดจากเพียงรายการเดียวที่นำเสนอโดยอะคาไมพบว่า มีผู้ชมจำนวนมากที่สามารถรับชมวิดีโอที่คุณภาพสูงขึ้น  Akamai ซึ่งเป็นไปได้ด้วยจำนวนผู้ชมที่มากขึ้นที่รับชมวิดีโอที่คุณภาพสูงขึ้น” 

ไฮไลท์สำคัญเกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์อินเทอร์เน็ตประจำไตรมาสที่  1 ปี 2017 มีดังต่อไปนี้

ความเร็วการเชื่อมต่อเฉลี่ยและความเร็วสูงสุดทั่วโลก และการใช้เครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วโลก

  • ความเร็วการเชื่อมต่อเฉลี่ยทั่วโลกคือ 7.2 Mbps (เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน)
  • ความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุดทั่วโลกเพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน เป็น 44.6 Mbps ในไตรมาสแรก
  • เป็นอีกครั้งที่ประเทศเกาหลีใต้มีความเร็วการเชื่อมต่อที่สูงที่สุดในโลกที่ 28.6 Mbps ในไตรมาสแรก
  • สิงคโปร์มีความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุดที่ 184.5 Mbps ในไตรมาสแรก
  • อัตราการใช้เครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วโลก 4, 10, 15 และ 25 Mbps เพิ่มขึ้น 13%, 29%, 33% และ 42% จากปีก่อน ตามลำดับ

IPv4 และ IPv6

  • ในไตรมาสแรกของปี 2017 มีมากกว่า 814 ล้าน IPv4 ที่ไม่ซ้ำกันเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอัจฉริยะของ Akamai ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2016
  • ประเทศเบลเยียมยังคงสถานะผู้นำด้านการใช้ IPv6 โดยมี 38% ของการเชื่อมต่อกับ Akamai เป็นแบบ IPv6 (ลดลง 19% จากไตรมาสก่อน)

อุปกรณ์มือถือ

  • ความเร็วเฉลี่ยของการเชื่อมต่ออุปกรณ์มือถือมีตั้งแต่ความเร็วสูงคือ 26 Mbps ที่สหราชอาณาจักร จนถึงความเร็วต่ำ 2.8 Mbps ที่เวเนซุเอลา
  • เยอรมนีมีความเร็วการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์มือถือสูงสุดที่ 200 Mbps ในไตรมาสแรก
  • ในกลุ่มประเทศ/ภูมิภาคที่มีคุณสมบัติและผ่านการสำรวจ มี 37 ประเทศ/ภูมิภาคมีความเร็วการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์มือถือเฉลี่ยเท่ากับหรือมากกว่าเกณฑ์บรอดแบนด์ 10 Mbps (เพิ่มขึ้น 30 จากไตรมาสที่แล้ว) ขณะที่ 70 มีความเร็วตามค่าเฉลี่ยเท่ากับหรือมากกว่าระดับบรอดแบนด์ 4 Mbps (เพิ่มขึ้นจาก 58)

การหยุดชะงัก

  • ปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลไปยังประเทศกาบองในวันที่ 18 และ 19 กุมภาพันธ์ลดลงเหลือประมาณ 25% จากระดับปกติ เนื่องจากความขัดข้องที่ไม่ทราบสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อ 8 เครือข่ายของประเทศ
  • รัฐบาลอิรักยังคงดำเนินมาตรการการบล็อกการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อป้องกันการโกงในการสอบระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย ซึ่งส่งผลต่อปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลเป็นจำนวนหลายวันในเดือนกุมภาพันธ์
  • ในวันที่ 25 มกราคม สายเคเบิลใต้ทะเลที่เชื่อมต่อไปยังมาดากัสการ์ได้ขาดลง ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลชะงัก และใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์กว่าจะกลับมาใช้ได้อีกครั้ง
  • การขาดของสายเคเบิลใต้ทะเลยังส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่อข้อมูลไปยังหมู่เกาะมาร์แชลล์เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตถูกจำกัดอยู่เพียงการใช้อีเมล์เท่านั้น โดยมีบริษัทบางแห่งสามารถเข้าถึงเว็บได้โดยต้องสลับหมุนเวียนกัน

เกี่ยวกับรายงานสถานะบนอินเตอร์เน็ตของ Akamai

ในแต่ละไตรมาส Akamai จะเผยแพร่รายงาน “สถานะบนอินเตอร์เน็ต – การเชื่อมต่อ” รายงานนี้ประกอบด้วยข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากแพลตฟอร์มอัจฉริยะของ Akamai เกี่ยวกับการใช้บรอดแบนด์,
การเชื่อมต่อของอุปกรณ์มือถือและหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอินเตอร์เน็ตและการใช้งาน รวมไปถึงแนวโน้มที่พบได้จากข้อมูลนี้ในระยะเวลาหนึ่ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรวัดที่ใช้ในรายงาน และวิธีวิเคราะห์ โปรดไปที่ http://akamai.me/sotimetrics2016  เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม และเข้าถึงรายงานฉบับที่ผ่านมา โปรดไปที่ https://www.akamai.com/us/en/our-thinking/state-of-the-internet-report/global-state-of-the-internet-connectivity-reports.jsp  ในการดาวน์โหลดตัวเลขจาก  รายงานสถานะบนอินเตอร์เน็ตประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2017 โปรดไปที่: Http://wwwns.akamai.com/soti/soti_q117_figures.zip

###

เกี่ยวกับ Akamai

ในฐานะเป็นแพลตฟอร์มการส่งมอบด้วยระบบคลาวด์ที่ใหญ่และได้รับความน่าเชื่อถือที่สุดของโลก Akamai ทำให้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าในการมอบประสบการณ์ดิจิตอลที่ดีและปลอดภัยที่สุดในอุปกรณ์ใดก็ตาม ทุกที่ ทุกเวลา Akamai เป็นแพลตฟอร์มที่มีการกระจายตัวอย่างมหาศาลและเหนือชั้นกว่าใครด้วยเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 200,000 เซิร์ฟเวอร์ใน 130 ประเทศ ซึ่งให้ประสิทธิภาพและการปกป้องอันยอดเยี่ยมแก่ลูกค้า พอร์ตโฟลิโอประสิทธิภาพของเว็บและอุปกรณ์มือถือ ความปลอดภัยบนคลาวด์ การเข้าใช้งานขององค์กร และโซลูชันการส่งมอบวิดีโอของ Akamai ถูกสนับสนุนโดยการบริการลูกค้าแบบพิเศษ และการติดตามแบบ 24/7 หากคุณต้องการเรียนรู้ว่าเหตุใดสถาบันการเงิน ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ ผู้ให้บริการสื่อและความบันเทิง และองค์กรรัฐจึงเชื่อถือ Akamai โปรดเยี่ยมชม www.akamai.com, blogs.akamai.com หรือ @Akamai ทาง Twitter

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-reports-state-of-internet-1st-quarter-2017/

Akamai เผย ! ความเร็วเฉลี่ยการเชื่อมเน็ตทั่วโลก เพิ่มขึ้น 15 %

อะคาไม เทคโนโลยีส์ อิงค์ (Akamai) ผู้ให้บริการเครือข่ายการด้านเนื้อหา (CDN) ได้เผยแพร่ รายงานสถานะบนอินเทอร์เน็ตประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2017 มีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถิติระดับโลกที่สำคัญต่างๆ เช่น ความเร็วในการเชื่อมต่อ เกณฑ์ชี้วัดการนำบรอดแบนด์มาปรับใช้ การหยุดชะงักของอินเทอร์เน็ตที่ การลดลงของ IPv4 และการนำ IPv6 มาใช้

ไฮไลท์สำคัญเกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์อินเทอร์เน็ตประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2017 มีดังต่อไปนี้

1. ประเด็นความเร็วการเชื่อมต่อ และการใช้เครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วโลก
– ความเร็วการเชื่อมต่อเฉลี่ยทั่วโลกคือ 7.2 Mbps (เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน)
– ความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุดทั่วโลกเพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน เป็น 44.6 Mbps ในไตรมาสแรก
– เป็นอีกครั้งที่ประเทศเกาหลีใต้มีความเร็วการเชื่อมต่อที่สูงที่สุดในโลกที่ 28.6 Mbps ในไตรมาสแรก
– สิงคโปร์มีความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุดที่ 184.5 Mbps ในไตรมาสแรก
– อัตราการใช้เครือข่ายบรอดแบนด์ทั่วโลก 4, 10, 15 และ 25 Mbps เพิ่มขึ้น 13%, 29%, 33% และ 42% จากปีก่อน ตามลำดับ

2. เรื่องของ IPv4 และ IPv6
– ในไตรมาสแรกของปี 2017 มีมากกว่า 814 ล้าน IPv4 ที่ไม่ซ้ำกันเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอัจฉริยะของ Akamai ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2016
– ประเทศเบลเยียมยังคงสถานะผู้นำด้านการใช้ IPv6 โดยมี 38% ของการเชื่อมต่อกับ Akamai เป็นแบบ IPv6 (ลดลง 19% จากไตรมาสก่อน)


3. อุปกรณ์มือถือ
– ความเร็วเฉลี่ยของการเชื่อมต่ออุปกรณ์มือถือมีตั้งแต่ความเร็วสูงคือ 26 Mbps ที่สหราชอาณาจักร จนถึงความเร็วต่ำ 2.8 Mbps ที่เวเนซุเอลา
– เยอรมนีมีความเร็วการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์มือถือสูงสุดที่ 200 Mbps ในไตรมาสแรก
– ในกลุ่มประเทศ/ภูมิภาคที่มีคุณสมบัติและผ่านการสำรวจ มี 37 ประเทศ/ภูมิภาคมีความเร็วการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์มือถือเฉลี่ยเท่ากับหรือมากกว่าเกณฑ์บรอดแบนด์ 10 Mbps (เพิ่มขึ้น 30 จากไตรมาสที่แล้ว) ขณะที่ 70 มีความเร็วตามค่าเฉลี่ยเท่ากับหรือมากกว่าระดับบรอดแบนด์ 4 Mbps (เพิ่มขึ้นจาก 58)

4. การหยุดชะงัก
– ปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลไปยังประเทศกาบองในวันที่ 18 และ 19 กุมภาพันธ์ลดลงเหลือประมาณ 25% จากระดับปกติ เนื่องจากความขัดข้องที่ไม่ทราบสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อ 8 เครือข่ายของประเทศ
– รัฐบาลอิรักยังคงดำเนินมาตรการการบล็อกการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อป้องกันการโกงในการสอบระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย ซึ่งส่งผลต่อปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลเป็นจำนวนหลายวันในเดือนกุมภาพันธ์
– ในวันที่ 25 มกราคม สายเคเบิลใต้ทะเลที่เชื่อมต่อไปยังมาดากัสการ์ได้ขาดลง ทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลชะงัก และใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์กว่าจะกลับมาใช้ได้อีกครั้ง
– การขาดของสายเคเบิลใต้ทะเลยังส่งผลกระทบต่อการเชื่อมต่อข้อมูลไปยังหมู่เกาะมาร์แชลล์เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์ที่การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถูกจำกัดอยู่เพียงการใช้อีเมล์เท่านั้น โดยมีบริษัทบางแห่งสามารถเข้าถึงเว็บได้โดยต้องสลับหมุนเวียนกัน

สามารถดาวน์โหลดข้อมูลและภาพกราฟฟิกจาก ประจำไตรมาสที่ 1 ปี 2017 ได้ที่ รายงานสถานะอินเทอร์เน็ต

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/6942

พบการโจมตีแบบ DDoS ใช้โปรโตคอล CLDAP ปั๊มทราฟฟิกทะลุ 70 เท่า

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN ชั้นนำของโลก ออกมาเปิดเผยถึงการโจมตี DDoS แบบ Amplification รูปแบบใหม่ ที่ใช้โปรโตคอล CLDAP ในการปั๊มทราฟฟิกให้ใหญ่กว่าเดิมถึง 70 เท่า ก่อนส่งไปถล่มเป้าหมาย

ทำความรู้จัก CLDAP และการโจมตีแบบ Amplification DDoS สักเล็กน้อย

โปรโตคอล CLDAP หรือ Connection-less Lightweight Directory Access Protocol นิยามโดย RFC 1798 และถูกอัปเดตด้วย RFC 3352 เป็นโปรโตคอลทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ LDAP บน Windows สำหรับเชื่อมต่อ ค้นหา และเปลี่ยนแปลง Internet Directories โปรโตคอลนี้ทำงานบนพอร์ต 389 เช่นเดียวกับ LDAP แต่ต่างกันตรงที่ LDAP ใช้ TCP ส่วน CLDAP ใช้ UDP

การโจมตีแบบ Amplification หรือ Reflection เป็นรูปแบบหนึ่งของการโจมตี DDoS โดยที่แฮ็คเกอร์จะทำการปลอมหมายเลข IP ตัวเองเป็น IP เป้าหมาย แล้วส่ง Request ไปยัง DNS หรือ NTP Server ซึ่ง Request ที่ส่งไปนั้น ไม่ใช่เพื่อขอแปลงชื่อเป็น IP หรือซิงค์เวลาตามปกติ แต่เป็น Request ที่ก่อให้เกิด Response ขนาดใหญ่ แล้วส่งกลับไปยังเป้าหมายแทน เมื่อใช้ร่วมกับ Botnet หลายพันเครื่อง ก็จะทำให้ Bandwidth ของเป้าหมายเต็ม ไม่สามารถให้บริการได้

ใช้โปรโตคอล CLDAP เป็นครั้งแรก ปั๊มทราฟฟิกสูงถึง 70 เท่า

Akamai ระบุว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2016 บริษัทเริ่มตรวจพบการโจมตี DDoS ผ่านโปรโตคอลที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งก็คือ CLDAP นั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับที่ทาง Corero ผู้ให้บริการโซลูชัน DDoS Mitigation อีกราย ค้นพบการโจมตีผ่านโปรโตคอล LDAP ซึ่งการโจมตีแบบ DDoS ผ่านโปรโตคอลทั้งสองนี้มีลักษณะเหมือนกัน คือ เป็นการโจมตีแบบ Amplification DDoS ที่น่ากลัวคือ Amplification DDoS ทั่วไปจะปั๊มทราฟฟิกให้ใหญ่กว่าเดิมได้ประมาณ 10 เท่า แต่ LDAP สามารถปั๊มทราฟฟิกโดยเฉลี่ยได้สูงถึง 46 เท่า และสูงสุดที่ 55 เท่า ในขณะที่ CLDAP ดีกว่าเล็กน้อย คือมีค่าเฉลี่ยที่ 56 เท่า ในขณะที่ค่าสูงสุดคือ 70 เท่า

พบการโจมตี DDoS โดยใช้ CLDAP มากถึง 50 ครั้งในช่วง 4 เดือน

หลังจากที่ตรวจพบการโจมตีแบบ CLDAP-based DDoS ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2016 จนถึงตอนนี้พบการโจมตีแล้วมากถึง 50 ครั้ง จาก CLDAP Reflector Server 7,629 เครื่องที่แตกต่างกัน การโจมตีขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาด 33 Gbps ซึ่งเพียงพอต่อการล่มเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่การโจมตีที่ใช้ CLDAP Request เพียงอย่างเดียว (ไม่มีโปรโตคอลอื่นมาเกี่ยวข้อง) มีขนาดใหญ่ถึง 24 Gbps ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก เนื่องจากการโจมตีแบบ DDoS ส่วนใหญ่จะใช้หลายโปรโตคอลผสมกันเพื่อพลบเลี่ยงระบบป้องกัน

คาดแฮ็คเกอร์กำลังทดสอบการโจมตีแบบ DDoS รูปแบบใหม่

จากที่พบการโจมตี CLDAP-based DDoS ประปรายถึง 50 ครั้งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา และการโจมตีขนาดใหญ่ที่ใช้ CLDAP เพียงอย่างเดียว ทำให้สันนิษฐานได้ว่าแฮ็คเกอร์กำลังทดสอบโปรโตคอล CLDAP ในการใช้โจมตีแบบ DDoS อยู่ ถ้าสามารถปั๊มทราฟฟิกได้ถึง 70 เท่าจริง โปรโตคอลนี้จะกลายเป็นโปรโตคอลยอดนิยมสำหรับบริการยิง DDoS ในตลาดมืดทันที เนื่องจากตอนนี้มีอุปกรณ์มากกว่า 250,000 เครื่องที่เปิดพอร์ต 389 พร้อมให้นำมาใช้ปั๊มทราฟฟิก

อ่านรายงานฉบับเต็มเกี่ยวกับการโจมตีแบบ CLDAP-based DDoS [PDF]

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/cldap-protocol-allows-ddos-attacks-with-70x-amplification-factor/

from:https://www.techtalkthai.com/cldap-based-ddos-attacks-with-70x-amplification-factor/

[PR] Akamai เชิญร่วมงานสัมมนา Redefining a new way of secure access: Simple, Secure and Ready

   

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN และ Cloud Security ชั้นนำของโลก ร่วมกับบริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) เชิญผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ฝ่ายผู้ดูแลระบบและฝ่ายความมั่นคงปลอดภัย เข้าร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ Redefining a new way of secure access: Simple, Secure and Ready ในวันพุธที่ 26 เมษายนนี้

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้องานสัมมนา: Redefining a new way of secure access: Simple, Secure and Ready
วันเวลา: วันพุธที่ 26 เมษายน 2017 เวลา 9.30 – 13.30 น.
สถานที่: โรงแรม VIE (BTS : ราชเทวี) ห้องวี 1-2 ชั้น 12
ลิงค์ลงทะเบียน: e-invitation.chiq-511.co.th/00411/infor2@chiq-511.co.th/register

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-wit-seminar-2017/

[PR] AKAMAI ประกาศข้อตกลงร่วมทำธุรกิจกับ SOASTA

Group of friends all using smart phones

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย (4 เมษายน 2560) – อะคาไม เทคโนโลยีส์ อิงค์ (NASDAQ: AKAM) ผู้นำระดับโลกในเครือข่ายการให้บริการเนื้อหา (CDN) ประกาศว่าบริษัทเริ่มข้อตกลงในการเข้าถือสิทธิ์ SOASTA บริษัทผู้นำทางด้านการบริหารผลการปฏิบัติงานทางด้านดิจิทัล การเข้าถือสิทธิ์ครั้งนี้เป็นการเพิ่มวิสัยทัศน์อันดีให้ลูกค้า Akamai ได้มองเห็นผลกระทบทางธุรกิจที่เกิดจากความล่าช้าของเว็ปไซด์ รวมถึงการปรับกลยุทธ์ของแอพพลิเคชั่น เกี่ยวกับการทำธุรกรรมด้วยเงินสด ที่คาดว่าจะปิดตัวลงในช่วงแรกในไตรมาสที่สอง

บริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านออนไลน์ได้ให้ความสำคัญที่จะมอบประสบการณ์อันแสนประทับใจในการท่องโลกดิจิตัลแก่ลูกค้าของพวกเขา จากการวิจัย1 พบว่าเว็ปไซต์และแอพพลิเคชันจะต้องมีความรวดเร็วและน่าเชื่อถือ เพื่อที่จะเพิ่มทั้งปฏิสัมพันธ์ของลูกค้า และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจให้สูงสุด ตัวอย่างเช่น ผู้เข้าชมเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์จะออกจากเว็ปไซต์หากมีเวลาตอบสนองเพิ่มขึ้นเพียงวินาทีเดียว และเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์จะไม่กลับมายังใช้งานเว็ปไซต์ที่ล่าช้าอีก

โดยทั่วไปแล้วความท้าทายของการทำธุรกิจออนไลน์คือการสร้างเว็ปไซต์ และเพิ่มประสิทธิภาพของเว็ปไซต์หรือแอพพลิเคชั่นให้สมบูรณ์แบบ ตรรกะการทำงานและความซับซ้อนของแอพพลิเคชั่นถูกพัฒนาไปสู่ Front-end คือส่วนที่ติดต่อกับผ้ใช้งาน เช่น เบราะซอร์ และแอพพลิเคชั่นแบบดั้งเดิมในสมาร์ทโฟน

การจำกัดประสิทธิภาพและจัดเตรียม โซลูชันการจัดการประสิทธิภาพของแอ็พพลิเคชั่นแบบดั่งเดิมยังคงมุ่งเน้นไปที่การติดตามประสิทธฺภาพทางด้าน IT

ซึ่งขัดกับประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานจริง การเพิ่มการลงทุน การพึ่งพาบริการจากบริษัทที่ทำหน้าที่แทนองค์กร จะสามารถนำเสนอความซับซ้อนได้มากขึ้นด้วยระบบ unified platform for สำหรับการวัดผล ทดสอบ และวิเคราะห์ที่จะช่วยส่งมอบประสิทธิภาพและข้อมูลเชิงลึกทั้งในด้านเทคโนโลยี และบริบททางธุรกิจ

Ash Kulkarni, รองประธานอาวุโส และผู้จัดการทั่วไป, Web Performance and Security        อะคาไม เทคโนโลยีส์  กล่าวว่า “อะคาไมได้ทำงานเกี่ยวกับการมอบโซลูชันเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเว็บและแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน มาอย่างยาวนาน” “เทคโนโลยีของ SOASTA ที่เพิ่มเข้ามาจะช่วยให้ลูกค้าสามารถวัดผลกระทบทางธุรกิจ และตรวจสอบกลยุทธ์การปฏิบัติงานในเว็ปไซด์ได้”

แม้ว่าจะมีการเข้าถือสิทธิ์ SOASTA แต่อะคาไม เทคโนโลยีส์ก็ยังมีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับ Web Performance Solutions ลูกค้าของ Akamai จะเป็นผู้ช่วยพัฒนาความสามารถในการวัดผลในการวัดผลว่าผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานอย่างไร  และประสบการณ์นั้นส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของพวกเขาอย่างไร  สิ่งนี้จะช่วยลูกค้าในการจัดลำดับความสำคัญ และนำกลยุทธ์นี้มาปรับปรุงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดเป็นการการส่งผลอันดีต่อธุรกิจ  ด้วยโซลูชันของ SOASTA ลูกค้าของ Akamai จะสามารถทดสอบเพื่อหาค่าที่เหมาะสมที่สุด ก่อนที่จะมีการใช้งานจริง

Tom Lounibos, CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง SOASTA กล่าวว่า “การปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์สำหรับสมาร์ทโฟน และแอพพลิเคชันต่างมีความสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์ ทั้งนี้ ความสามารถในการเข้าถึงผลลัพธ์อย่างแท้จริง จของกลยุทธ์ในการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ”

วิธีการใหม่ในการวัดและทดสอบการปรับปรุงที่พวกเขากำลังทำในเว็ปไซต์ และตรวจสอบผลกระทบทางธุรกิจของประสิทธิภาพในไซต์ ต่อลูกค้า Akamai ผู้ซึ่งเป็นลูกค้าของ SOASTA อยู่แล้ว “การซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าของ Akamai ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นลูกค้าของ SOASTA มีวิธีการวัดและทดสอบการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็ปไซต์ของตนรวมถึงตรวจสอบความถูกต้องของผลการดำเนินงานในธุรกิจที่ของพวกเขา

# # # #

เกี่ยวกับ SOASTA

สำนักงานใหญ่ของ SOASTA ใน Mountain View, California เป็นบริษัทกองทุนส่วนบุคคล การปิดการทำธุรกรรมจะเกิดขึ้นในช่วงแรกของไตสมาสที่สองของปี 2017 บริษัทคาดว่าการเข้าถือสิทธิ์ใน SOASTA จะทำให้กำไรสุทธิที่ไม่ได้คำนวณตามหลักการบัญชีทั่วไป (Non-GAAP)  ต่อหุ้นสำหรับปีงบประมาณ 2017 ลดลงไปอยู่ในช่วง $0.06 ถึง $0.07 และจะเพิ่มขึ้นในปี 2018  

ข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์และด้านการเงิน เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถือสิทธิ์ จะถูกนำมาอภิปรายในช่วงระหว่างงานประชุมนักลงทุนของ Akamai ที่โรงแรม Hilton Boston Logan Hotel ในวันที่ 30 มีนาคม 2017 ตั้งแต่เวลา 8.00 น. จนกระทั่ง 13.00 น. การถ่ายทอดสดผ่านเว็บจะเริ่มที่หน้าเว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์ของ Akamai และบันทึกของการถ่ายทอดสดผ่านเว็บจะพร้อมถ่ายทอดให้ชมด้วยระยะเวลาที่จำกัด

เกี่ยวกับอะคาไม

ในฐานะที่เป็นผู้นำระดับโลกในด้านบริการ Content Delivery Network (CDN) อะคาไมช่วยให้อินเทอร์เน็ตมีความเร็ว เชื่อถือได้ และปลอดภัยสำหรับลูกค้า โซลูชันประสิทธิภาพการทำงานของเว็บ โซลูชันประสิทธิภาพการทำงานผ่านอุปกรณ์มือถือ โซลูชันความปลอดภัยบนคลาวด์ และโซลูชันการส่งมอบมีเดียขั้นสูงของบริษัทฯ เป็นการปฏิวัติรูปแบบการปรับปรุงประสบการณ์สำหรับลูกค้า องค์กร และการบันเทิงของธุรกิจ สำหรับทุกอุปกรณ์และทุกตำแหน่งที่อยู่ หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการที่โซลูชันและทีมผู้เชี่ยวชาญ
อินเทอร์เน็ตของ อะคาไมสามารถช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของคุณได้อย่างรวดเร็ว โปรดเยี่ยมชม www.akamai.com หรือ blogs.akamai.com และติดตาม @Akamai บน Twitter

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-is-becoming-business-partner-with-soasta/