คลังเก็บป้ายกำกับ: AKAMAI

local.jpg

7 ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามก่อนซื้อ Web Application Firewall

ในยุค Digital Economy นี้ หลายองค์กรมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจของตนมากขึ้น หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดคือการให้บริการลูกค้าออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่มักกระทำผ่านเว็บแอพพลิเคชัน เช่น การชำระค่าบริการออนไลน์ การซื้อของออนไลน์ หรือการให้บริการ Content ออนไลน์ เป็นต้น กล่าวได้ว่า เว็บแอพพลิเคชันกลายเป็นหน้าบ้านอันแสนสำคัญสำหรับองค์กร

Web Application Firewall ระบบป้องกันภัยคุกคามสำหรับเว็บแอพพลิเคชันโดยเฉพาะ

บริษัทที่ประสบความสำเร็จในยุค Digital Economy ย่อมทราบดีกว่า เว็บแอพพลิเคชันมีความสำคัญต่อแบรนด์และชื่อเสียงของพวกเขามากเพียงใด การปล่อยให้เว็บแอพพลิเคชันถูกแฮ็คหรือถูกโจมตีย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของลูกค้า การกำหนดนโยบายและวางมาตรการควบคุมจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เว็บแอพพลิเคชันมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ หนึ่งในมาตรการที่ใช้รับมือกับการโจมตีไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ Web Application Firewall (WAF)

Web Application Firewall ต่างจาก Firewall ทั่วไปตรงที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่พุ่งเป้ามายังเว็บแอพพลิเคชันโดยเฉพาะ เช่น SQL Injection, Cross-site Scripting, CSRF และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้ให้บริการ Web Application Firewall เป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ Appliance และโซลูชันบนระบบ Cloud … คำถามคือ แล้วเราควรจะเลือกใช้ Web Application Firewall แบบใด ยี่ห้อไหน จึงจะเหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด ?

7 ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ Web Application Firewall

Akamai ผู้ให้บริการระบบ CDN และโซลูชัน Cloud Security ชั้นนำของโลก ได้ให้คำแนะนำในการเลือกซื้อ Web Application Firewall โดยผู้ใช้ควรพิจารณาถึงคำถามเหล่านี้ขณะ POC หรือก่อนตัดสินใจซื้อกับ Vendor ซึ่งมีทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้

1. Throughput ที่เราจำเป็นต้องใช้มีขนาดเท่าไหร่ ?

WAF ทำหน้าที่ปกป้องเว็บไซต์และแอพพลิเคชันผ่านการตรวจสอบ HTTP และ HTTPS Request ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลสู่ภายนอก การเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ และการเข้าควบคุม Web Server แต่การตรวจสอบเหล่านี้ย่อมมาพร้อมกับความหน่วง (Latency) ซึ่งทำให้เข้าถึงเว็บแอพพลิเคชันได้ช้าลง กล่าวคือ ถ้าขนาดของการโจมตี (หรือทราฟฟิคของการใช้งานปกติ) สูงเกินกว่า Throughput ของ WAF อาจทำให้ WAF ประมวลผลทราฟฟิคได้ช้ากว่าปกติ หรือเลวร้ายที่สุดคือ WAF อาจหยุดการทำงานแล้วปล่อยผ่านทราฟฟิค (Fail Open) หรือบล็อกทราฟฟิคทั้งหมดแทนได้ (Fail Close)

โดยปกติแล้ว Throughput ของ WAF จะถูกจำกัดโดยประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ ซึ่ง WAF แบบ On-premise จะมี Throughput สูงสุดประมาณ 2 Gbps ในขณะที่ถ้าเป็น WAF แบบ Cloud-based จะสามารถขยาย Throughtput ได้มากกว่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องให้บริการระบบออนไลน์แก่ลูกค้าเป็นจำนวนมาก

2. ความสามารถในการตรวจจับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ เป็นอย่างไร ?

ยิ่ง Vendor และ WAF เฝ้าสังเกตการโจมตีมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถเรียนรู้วิธีการโจมตี รวมไปถึงคุณลักษณะต่างๆ ได้ดีมากเท่านั้น ผู้ใช้ควรถาม Vendor ให้ชัดเจนว่า “มีการเก็บข้อมูลการโจมตีหรือไม่?”, “จากที่ไหนบ้าง?”, “อัปเดตข้อมูลบ่อยแค่ไหน?” และ “เอาข้อมูลมาใช้เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร?”

ส่วนใหญ่แล้ว WAF แบบ On-premise สามารถประมวลผลข้อมูลที่วิ่งมายังเว็บแอพพลิเคชันที่ป้องกันอยู่ได้เท่านั้น ส่งผลให้บาง Vendor ต้องซื้อ Threat Feeds จากผู้ให้บริการรายอื่น หรือพึ่งพาเฉพาะข้อมูลที่ลูกค้าแชร์ให้เพียงอย่างเดียว การรู้ที่มาที่ไปของข้อมูลการโจมตีที่ใช้อัปเดตอุปกรณ์ย่อมช่วยให้ผู้ใช้สามารถประเมินคุณภาพของ WAF ได้เป็นอย่างดี

3. Vendor ที่เราเลือกมีบริการ Threat Intelligence หรือไม่ ?

ข้อมูลการโจมตีนับได้ว่าเป็นส่ิงสำคัญในการสร้าง Threat Intelligence … “ข้อมูลการโจมตีถูกจัดเก็บและนำมาใช้หรือไม่?”, “Vendor นำข้อมูลเหล่านั้นมาเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร?”, “Vendor มี Framework ในการทดสอบก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตที่ WAF หรือไม่?” และ “ข้อมูลการโจมตีถูกนำมาใช้เพื่อปรับแต่ง WAF Rules ได้อย่างไร?” … เหล่านี้คือคำถามที่ผู้ใช้ควรถาม Vendor เพื่อให้ทราบถึงศักยภาพด้าน Threat Intelligence และเพื่อให้รู้ว่า WAF ที่เลือกใช้งานสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นหรือไม่

4. ใครสามารถบริหารจัดการ Web Application Firewall ของเราได้บ้าง ?

WAF แบบ Cloud-based มักถูกบริหารจัดการและดูแลโดยพาร์ทเนอร์ MSSP หรือทาง Vendor เอง ซึ่งปกติแล้วสามารถควบคุม WAF ได้ผ่านทาง Web GUI ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า Rules การติดตามทราฟฟิค การอัปเดต White/Black Lists และอื่นๆ ในขณะที่ WAF แบบ On-premise ส่วนใหญ่จะเน้นเพียงแค่การขายอุปกรณ์แล้วจบไป ไม่มีบริการเสริมสำหรับบริหารจัดการและปรับแต่งอุปกรณ์ให้สามารถปกป้องเว็บแอพพลิเคชันได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ผู้ใช้จำเป็นต้องว่าจ้างพนักงานเข้ามาตั้งค่า บริหารจัดการ และอัปเดต Rules ต่างๆ ที่สำคัญคือต้องสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการโจมตีเพื่อให้สามารถป้องกันแบบเชิงรุกได้ ดังนั้น ต้องไม่ลืมคำนวณค่าจ้างพนักงานเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของ OpEx ด้วย

5. อัตราการเกิด False Negative ของ Web Application Firewall ที่เราเลือกสูงแค่ไหน ?

ไม่มี WAF ใดที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้ 100% ตัวชี้วัดประสิทธิผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของ WAF ที่สำคัญคืออัตราการเกิด False Negative ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระบุจำนวนการโจมตีที่ WAF ไม่สามารถตรวจจับได้และปล่อยผ่านทราฟฟิคอันตรายเข้าสู่เว็บแอพพลิเคชัน ยิ่ง False Negative มีค่ามากเท่าไหร่ WAF ยิ่งมีคุณภาพแย่มากเท่านั้น ผู้ใช้ควรถามวิธีการชี้วัด False Negative จาก Vendor รวมไปถึงอัตราการเกิด False Negative ของซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด

6. แล้วอัตราการเกิด False Positive ล่ะ ?

เช่นเดียวกับ False Negative อีกหนึ่งตัวชี้วัดประสิทธิผลที่สำคัญของ WAF คือ อัตราการเกิด False Positive ซึ่งระบุจำนวน Request ปกติของผู้ใช้ที่ WAF ประมวลผลผิดว่าเป็นภัยคุกคาม ย่ิง False Positive มีค่ามากเท่าไหร่ WAF ยิ่งตรวจจับทราฟฟิคปกติผิดพลาดมากเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งานเว็บแอพพลิเคชันของลูกค้าได้

WAF ที่มีอัตรา False Negative ต่ำ มักจะมี False Positive สูง หรือในทางกลับกัน WAF ที่มีอัตรา False Negative สูง ก็มักจะมี False Positive ต่ำ ซึ่งโซลูชัน WAF โดยส่วนใหญ่มักให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกระหว่าง 2 ทางเลือกนี้ ผู้ใช้อาจต้องตัดสินใจว่าจะยอมทนบล็อกลูกค้าหรือจะปล่อยให้การโจมตีผ่านไปได้

7. Web Application Firewall ที่เลือกมีการทำ Rate Control, Brute Force Protection และ DDoS Mitigation หรือไม่ ?

WAF แบบ Cloud-based ในปัจจุบันส่วนใหญ่มาพร้อมกับฟีเจอร์ DDoS Mitigation, Rate Control และ Brute Force Protection เนื่องจากแฮ็คเกอร์ในปัจจุบันมักผสานหลายเทคนิคในการโจมตีเว็บแอพพลิเคชัน เช่น เบี่ยงเบนความสนใจเหยื่อด้วยการโจมตีแบบ DDoS ไปก่อน จากนั้นก็สอดแทรกการโจมตีที่ใช้ขโมยข้อมูลแฝงเข้ามาด้วยโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว ในกรณีที่ WAF ที่เลือกไม่มีฟีเจอร์สำหรับรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS แนะนำให้ผู้ใช้หาโซลูชันเสริม เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยแก่เว็บแอพพลิเคชันให้ถึงขีดสุด

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการ Web Security ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถส่งมอบบริการ CDN และโซลูชัน Web Security ให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN แบบ Next-generation แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล sales@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/7-questions-ask-before-buying-waf/

Akamai ซื้อกิจการ “Bot-sniffing” น้องใหม่อย่าง Cyberfend

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น Akamai Technologies เผยแผนยกระดับบริการป้องกันและจัดการบอทของตนเองด้วยการซื้อกิจการน้องใหม่ในสหรัฐฯ อย่าง Cyberfend โดยยังไม่เปิดเผยมูลค่าการซื้อแต่อย่างใด

การขโมยรหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัวนั้นถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยีของ Cyberfend จะช่วยจำกัดปัญหาที่เกิดจากแฮ็กเกอร์ใช้สารพัดกลไก (มัลแวร์, โจมตีแบบ Brute Force, สคริปต์อันตรายต่างๆ หรือแม้แต่บอทที่ส่งไปเยี่ยมตามเว็บทั้งหลาย) เพื่อล้วงเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน, อีเมล์ เป็นต้น ไปใช้ประโยชน์อื่นๆ หรือแม้แต่เปิดเผยต่อสาธารณะ ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดกับ UK National Lottery และบริการส่งอาหารตามบ้านแบบออนไลน์อย่าง Deliveroo เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้วยผลิตภัณฑ์ Bot Manager ของ Akamai ทำให้เปลี่ยนรูปแบบการเผชิญหน้ากับบอททั้งตัวดีและตัวร้ายทั้งหลายที่เข้ามาเยี่ยมธุรกิจออนไลน์ของคุณ และด้วยเทคโนโลยีจาก Cyberfend ที่ได้มาเพิ่ม จะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการสามารถตรวจสอบและหยุดยั้งการนำข้อมูลรหัสผ่านไปใช้ในทางที่ผิด

หลังจากซื้อกิจการของ Cyberfend แล้ว Akamai เตรียมขยายความสามารถของ Bot Manager ให้จำแนกระหว่างลูกค้าจริงกับผู้โจมตีที่ปลอมตัวมาเข้าชมเว็บธุรกิจออนไลน์ได้ด้วย

ที่มา : http://www.theregister.co.uk/2016/12/19/akamai_buys_cyberfend/

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=4735

local.jpg

Akamai เข้าซื้อกิจการ Cyberfend บริษัท Startup ด้านดักจับ Bot

Akamai ผู้ให้บริการระบบ CDN และ DDoS Mitigation ชั้นนำของโลก เข้าซื้อกิจการของ Cyberfend บริษัท Startup ด้าน Bot-sniffing เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อเสริมทัพระบบ Bot Management และ Mitigation Services ของตน


Credit: Atstock Productions/ShutterStock

การขโมยตัวตนหรือการข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบเป็นปัญหาสำคัญของธุรกิจออนไลน์และลูกค้าผู้ใช้บริการ เทคโนโลยีของ Cyberfend ถูกออกแบบมารับมือกับปัญหาดังกล่าวที่เกิดจากการแฮ็คข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ เช่น ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน หรืออีเมล จนรั่วไหลออกสู่สาธารณะ (Data Breach) ซึ่งแฮ็คเกอร์มักนำข้อมูลที่ขโมยหรือหลุดรอดออกมานี้ไปใช้ล็อกอินกับบริการออนไลน์อื่นๆ ทั้งบนเว็บไซต์และแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนเพื่อขโมยข้อมูลอื่นๆ ต่อ หรือดำเนินกิจกรรมของตนให้บรรลุผล

“ด้วยการนำเสนอ Bot Manager ในช่วงต้นปีนี้ Akamai ช่วยเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่ธุรกิจออนไลน์จัดการกับ Bot และ Agent อัตโนมัติอื่นๆ ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของพวกเขา เทคโนโลยีของ Cyberfend ที่เพิ่มเข้ามานี้จะถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถตรวจจับและหยุดการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบบนเว็บไซต์ของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งธุรกิจออนไลน์เองและลูกค้าที่ใช้บริการ”​– Stuart Scholly รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป แผนกความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์จาก Akamai กล่าว

Akamai วางแผนที่นำผลิตภัณฑ์ Bot Manager ของ Cyberfend ไปช่วยเสริมทัพระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของธุรกิจออนไลน์ในการจำแนกระหว่างลูกค้าที่แท้จริงกับแฮ็คเกอร์ ซึ่งคาดว่าจะพร้อมให้บริการเร็วๆ นี้

ที่มา: http://www.theregister.co.uk/2016/12/19/akamai_buys_cyberfend/

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-acquires-cyberfend/

Akamai เผยความเร็วอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 6.3 Mbps, เกาหลีใต้เร็วสุด ไทยอันดับ 36

Akamai เผยแพร่รายงาน The State of the Internet ประจำไตรมาส 3 ที่ชี้ว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 6.3 Mbps เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 21% โดยประเทศที่นำมาเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นเกาหลีใต้ที่ 26.3 Mbps ตามมาด้วย ฮ่องกงและนอร์เวย์ที่ 20.1 Mbps และ 20 Mbps ตามลำดับ

ขณะที่ความเร็วสูงสุดเฉลี่ยทั่วโลก (Average Peak Connection Speed) อยู่ที่ 37.2 Mbps เพิ่มขึ้น 16% โดยประเทศที่นำมาเป็นอันดับ 1 คือสิงคโปร์ที่ 162 Mbps ตามมาด้วย ฮ่องกงและเกาหลีใต้ที่ 116.2 Mbps และ 114.2 Mbps ตามลำดับ

ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 37 ของโลก อันดับ 6 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยความเร็วเฉลี่ยที่ 11.7 Mbps เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 42% ขณะที่ความเร็วสูงสุดเฉลี่ย ไทยอยู่อันดับ 15 ของโลก อันดับ 7 ในภูมิภาคที่ 75.3 Mbps

ความเร็วเฉลี่ยของอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือก็ถูกสำรวจเช่นกัน โดยประเทศที่เร็วที่สุดในโลกคือสหราชอาณาจักรที่ 23.7 Mbps ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 6.1 Mbps

ที่มา – Akamai via The Straits Times

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/88323

local.jpg

Akamai ออกรายงานผลวิเคราะห์ DDoS ประจำ Q3 2016

akamai_logo

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN และ DDoS Mitigation ชั้นนำของโลก ออกรายงาน State of the Internet/Security ประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2016 เผยข้อมูลผลวิเคราะห์การโจมตีแบบ DDoS ครั้งใหญ่ 2 ครั้งที่เกิดจากกองทัพ Mirai Botnet พุ่งเป้าที่ KrebsOnSecurity.com

akamai_report_q3_2016_1

สถิติเกี่ยวกับการโจมตีแบบ DDoS ที่น่าสนใจ

  • พบการโจมตีแบบ DDoS ขนาดใหญ่ที่สุด 2 ครั้ง ซึ่งเกิดจาก Mirai Botnet เรียกได้ว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ คือขนาด 623 Gbps และ 555 Gbps ซึ่งทั้ง 2 ครั้งมีเป้าหมายคือ KrebsOnSecurity.com
  • การโจมตีแบบ DDoS มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 71% เมื่อเทียบกับ Q3 ปี 2015
  • ระหว่าง Q3 นี้ Akamai รับมือกับการโจมตีแบบ DDoS รวมแล้ว 4,556 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่า Q2 8%
  • มีการโจมตีขนาดใหญ่เกินกว่า 100 Gbps ทั้งหมด 19 ครั้ง ซึ่งมากกว่าตอน Q2 7 ครั้ง
  • การโจมตี DDoS แบบ NTP Reflection เริ่มเป็นที่น่าสนใจน้อยลงสำหรับแฮ็คเกอร์ การโจมตีแบบ NTP Reflection เพียงอย่างเดียวมีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 700 Mbps ซึ่งตกลงจากปี 2014 ถึง 40 Gbps
  • UDP Fragments และ DNS Reflection Attacks เป็นการโจมตีที่บ่อยที่สุดใน Q3 คิดเป็น 44% ของการโจมตีทั้งหมด

akamai_report_q3_2016_3

“ทุกๆ 2 – 3 ปี องค์กรมักต้องเผชิญกหน้ากับการโจมตีที่เรียกว่า ‘Harbinger Attack’ ซึ่งเป็นการโจมตีที่ขนาดและขอบเขตของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ ผมเชื่อว่าขณะนี้องค์กรกำลังเจอกับ ‘Harbinger Attack’ ล่าสุด ซึ่งก็คือ Mirai Botnet” — Martin McKeay ผู้สนับสนุนและบรรณาธิการด้านความมั่นคงปลอดภัยอาวุโสของ State of the Internet/Security Report

สถิติเกี่ยวกับการโจมตี Web Application ที่น่าสนใจ

  • การโจมตีบน Web App มีปริมาณลดลง 18% เมื่อเทียบกับ Q3 ปี 2015
  • การโจมตีที่มาจากสหรัฐฯ ลดจำนวนลงถึง 67% เมื่อเทียบกับ Q3 ปี 2015
  • สหรัฐฯ และเนเธอร์แลนด์เป็นแหล่งโจมตี Web App ที่มีปริมาณมากที่สุด (20% และ 18% ตามลำดับ) ในขณะที่บราซิลซึ่งเป็นแหล่งโจมตีอันดับหนึ่งเมื่อ Q2 ปี 2016 ที่ผ่านมา มีปริมาณการโจมตีลดลงถึง 79% เหลือ 6% เพียงเท่านั้น
  • เป็นไปได้ว่าแฮ็คเกอร์จะโจมตีน้อยลงเมื่อถึงเวลาเชียร์ทีมโปรด เช่น การแข่งฟุตบอลถ้วยยุโรปรอบชิงระหว่างฝรั่งเศสและโปรตุเกส พบว่า โปรตุเกส ณ วันนั้นเกิดการโจมตีเพียง 20 ครั้ง ในขณะที่ 1 เดือนหลังจากนั้นเกิดการโจมตีมากถึง 392 ครั้ง ในขณะที่ฝรั่งเศสมีการโจมตีเพิ่มขึ้นจาก 50,597 ครั้งไปเป็น 158,003 ครั้ง
  • SQL Injection ยังคงเป็นการโจมตียอดนิยม (48.83%) ตามมาด้วย Local File Inclusion (39.97%) และ XSS (6.18%)

akamai_report_q3_2016_2

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.akamai.com/us/en/multimedia/documents/state-of-the-internet/q3-2016-state-of-the-internet-security-report.pdf

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-state-of-the-internet-security-q3-2016/

local.jpg

เปรียบเทียบโซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation โดย Akamai

akamai_logo   wit_logo

ระบบออนไลน์ เช่น เว็บแอพพลิเคชันเป็นหนึ่งในช่องทางที่สำคัญที่สุดในการเชื่อมต่อและปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า รวมไปถึงผู้ใช้บริการ Services ขององค์กร การดูแลระบบออนไลน์ให้มีความมั่นคงปลอดภัย สามารถรับมือกับภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น และพร้อมใช้งานอยู่เสมอเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรในยุค Digital Economy จำเป็นต้องพิจารณาถึง บทความนี้จึงได้ทำการเปรียบเทียบวิธีปกป้องระบบออนไลน์แบบต่างๆ ในปัจจุบัน พร้อมแนะนำโซลูชันอัจฉริยะจาก Akamai

akamai_ddos_compare_6

ภัยคุกคามบนระบบออนไลน์ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

ระบบออนไลน์นอกจากเป็นช่องทางสำคัญสำหรับผู้ใช้บริการแล้ว ยังเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับแฮ็คเกอร์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบเว็บแอพพลิเคชันเพื่อเข้าไปขโมยข้อมูลภายใน การเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บ หรือการถล่มแอพพลิเคชันจนไม่สามารถให้บริการได้ เหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจและชื่อเสียงขององค์กรโดยตรง ผู้ดูแลระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยจึงควรศึกษาและอัปเดตเทรนด์ภัยคุกคามต่างๆ จากทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้วางแผนรับมือกับภัยคุกคามเหล่านั้นที่นับวันจะใช้เทคนิคอันหลากหลาย และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปแนวโน้มภัยคุกคามบนระบบออนไลน์ในปัจจุบัน ดังนี้

  • การโจมตีแบบ DDoS จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นจำนวน Botnet ที่ขณะนี้พุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ IoT และขนาดของทราฟฟิคที่ Botnet เหล่านั้นสร้างขึ้น เช่น กรณีของ KrebsOnSecurity.com ที่ถูก DDoS ด้วยทราฟฟิคขนาด 665 Gbps และบริษัทโฮสติ้งฝรั่งเศส OVH ที่ทำลายสถิติด้วย DDoS ขนาดเกือบ 1 Tbps จากอุปกรณ์ IoT กว่า 145,000 ชิ้น
  • การโจมตีแบบ DDoS ระดับ Application มีแนวโน้มสูงขึ้น มากกว่า 50% ในแต่ละปี โดยเฉพาะการโจมตีแบบ HTTP-based DDoS และ DNS-based DDoS อย่างเช่นกรณีที่ Dyn DNS ถูกโจมตีจนทำให้หลายเว็บไซต์ทั่วโลกไม่สามารถเข้าถึงได้
  • เว็บแอพพลิเคชันถูกพุ่งเป้าโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลภายใน เนื่องจากเป็นระบบออนไลน์ที่ต้องเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ตลอดเวลา การโจมตีที่พบบ่อย ได้แก่ SQL Injection, Remote File Inclusion และ Account-checker ที่สำคัญคือ Next-gen Firewall และ Next-gen IPS ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตีเหล่านี้
  • องค์กรที่มีทรัพยากรบุคคลจำกัดมักโฟกัสที่การป้องกันภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ ทำให้แฮ็คเกอร์นิยมใช้หลายเทคนิคผสานรวมกันเพื่อโจมตีให้ประสบผลสำเร็จ เช่น โจมตีแบบ DDoS เพื่อดึงความสนใจของฝ่าย IT จากนั้นแอบลอบโจมตีด้วย SQL Injection เพื่อขโมยข้อมูลภายใน ขณะที่การป้องกันกำลังเปราะบาง
  • แฮ็คเกอร์นิยมแชร์ข้อมูล Threat Intelligence ระหว่างกัน ทำให้สามารถพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ สำหรับโจมตีเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ส่งผลให้การโจมตีไซเบอร์ในปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น ในขณะที่องค์กรต้องแบกรับความเสี่ยง และภาระความเสียหายเพิ่มขึ้นจากในอดีต

akamai_ddos_compare_4

เปรียบเทียบโซลูชัน WAF และ DDoS Mitigation ทั่วไปตามท้องตลาด

เพื่อป้องกันภัยคุกคามบนระบบออนไลน์ทั้งในระดับ Network และ Application ทำให้ปัจจุบันในท้องตลาดมีการออกแบบระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยหลากหลายรูปแบบสำหรับตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำหรับติดตั้งในองค์กร การขอความร่วมมือกับ ISP หรือการใช้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud ซึ่งแต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อเสีย ดังนี้

On-premises Hardware

เป็นโซลูชันป้องกันเว็บแอพพลิเคชันและระบบออนไลน์อื่นๆ ในรูปของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์สำหรับติดตั้งในห้อง Data Center เจ้าของอุปกรณ์เป็นคนติดตั้ง บริหารจัดการ และบำรุงรักษาอุปกรณ์เองทั้งหมด ข้อดีคือ Privacy สูงและสามารถปรับแต่งการตั้งค่าได้อย่างรวดเร็ว แต่ต้องแลกกับข้อจำกัดด้านการเป็น Single Point of Failure ปัญหาขยายระบบในอนาคต CapEx และ OpEx ที่สูง รวมไปถึงปัญหาด้านประสิทธิภาพที่ถูกจำกัดที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์

นอกจากนี้ อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกติดตั้งหลัง Router และ Firewall นั่นหมายความว่า Router และ Firewall จะกลายเป็นหน้าด่านที่ต้องรับการโจมตีแบบ DDoS ก่อน ซึ่งทั้งสองอุปกรณ์นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทราฟฟิคที่มีขนาดใหญ่มากๆ ถึงแม้ว่า Router กับ Firewall จะรองรับได้ และอุปกรณ์สำหรับป้องกัน DDoS สามารถคลีนทราฟฟิคได้ก่อนถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม องค์กรก็ต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ลิงค์อินเทอร์เน็ตเต็ม ส่งผลให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการออนไลน์ได้ช้าลง หรืออาจจะเข้าถึงไม่ได้เลย

Internet Service Provider

ใช้บริการโซลูชัน DDoS Mitigation ที่ให้บริการโดย ISP ซึ่งพร้อมรองรับทราฟฟิคที่มีขนาดใหญ่ หลายองค์กรมักเลือกใช้วิธีนี้ เนื่องจากเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีไปยัง ISP ช่วยลดภาระการทำงานของระบบเครือข่าย รวมไปถึงค่าบริการรายเดือนที่ค่อนข้างถูก

อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้บริการของ ISP มีหลายประเด็นที่องค์กรต้องคำนึงถึง เช่น ในกรณีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน ISP หลายเจ้า อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็น 2 เท่า (หรือ 3 เท่าขึ้นอยู่กับจำนวน ISP) และ ISP ส่วนใหญ่สามารถรับมือกับ DDoS ขนาดเพียงไม่กี่สิบ Gbps เท่านั้น เมื่อเจอกับการโจมตีที่มีขนาดใหญ่กว่า 300 Gbps จึงมักนิยม “Black Hole” ทราฟฟิคทั้งหมดเพื่อปกป้องทั้งระบบของลูกค้าและระบบของตนเอง ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงระบบออนไลน์ได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง นอกจากนี้ ISP ทั่วไปมักไม่มี WAF ให้บริการ องค์กรจำเป็นต้องการโซลูชันสำหรับปกป้องเว็บแอพพลิเคชันเพิ่มเติมด้วยตนเอง

Cloud Security Provider

เป็นการติดตั้ง Cloud Platform ระหว่างผู้ใช้บริการกับระบบออนไลน์ เช่น เว็บไซต์และแอพพลิเคชันขององค์กร ส่งผลให้ Cloud Security Provider สามารถตรวจสอบทราฟฟิคที่แฝงการโจมตี และกรองเฉพาะทราฟฟิคปกติส่งต่อไปยังแอพพลิเคชันได้ วิธีนี้ช่วยยับยั้งการโจมตีได้ตั้งแต่บนระบบ Cloud ก่อนที่การโจมตีเหล่านั้นจะเข้าถึง Data Center ขององค์กร ทั้งยังช่วยลดภาระของฝ่าย IT ให้การรับมือกับภัยคุกคามให้เป็นหน้าที่ของ Cloud Provider อีกด้วย

ข้อดีของการใช้ Cloud Security Provider ประกอบด้วย

  • ความง่าย – ใช้แพลทฟอร์มบนระบบ Cloud ในการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ซึ่งบริหารจัดการโดย Cloud Provider ช่วยลดความซับซ้อนในออกแบบระบบโครงข่ายและลดภาระของฝ่าย IT
  • การขยาย – ระบบ Cloud สามารถขยายตัวเองเพื่อรองรับปริมาณทราฟฟิคในอนาคตได้ง่ายกว่าการขยายระบบของ Data Center ซึ่งเหมาะต่อการรับมือกับ Volumetric DDoS Attack
  • ประสิทธิภาพ – Cloud Provider บางรายให้บริการ Content Delivery Network (CDN) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการเว็บแอพพลิเคชัน ในขณะที่สามารถป้องกันการโจมตีเว็บและ DDoS ได้ในเวลาเดียวกัน
  • Threat Intelligence – Cloud Provider มีระบบ Threat Intelligence ที่เหนือกว่าขององค์กรทั่วไป เนื่องจากตำแหน่งที่ให้บริการสามารถมองเห็นทราฟฟิคได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อให้บริการ CDN ด้วยแล้ว ส่งผลให้สามารถทราบถึงรูปแบบการโจมตีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสามารถหาวิธีรับมือและแจ้งลูกค้าได้ก่อนที่จะตกเป็นเหยื่อ
  • ความเชี่ยวชาญ – เนื่องจากต้องให้บริการลูกค้าเป็นจำนวนมาก ทำให้ Cloud Provider มีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการรับมือกับการโจมตีระบบออนไลน์เป็นจำนวนมาก
  • ค่าใช้จ่าย – เมื่อพิจารณาถึง CapEx และ OpEx ของการติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เพื่อรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบันแล้ว การใช้บริการ Cloud Platform นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก

akamai_ddos_compare_5

Akamai Intelligent Platform ทางเลือกใหม่สำหรับป้องกันระบบออนไลน์

Akamai พร้อมให้บริการโซลูชัน Cloud Security ผ่านทาง Akamai Intelligent Platform ซึ่งเป็นเครือข่าย CDN ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีจำนวนเซิร์ฟเวอร์มากกว่า 280,000 เครื่องกระจายตัวตามประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศทั่วโลกรวมถึงทุกภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า เว็บแอพพลิเคชันจะถูกปกป้องโดยระบบ Cloud-based Web Application Firewall และ DDoS Mitigation ในขณะที่ยังคงสามารถเข้าถึงเว็บได้อย่างรวดเร็วผ่านเครือข่าย CDN ตอบรับแนวคิด “Fast, Reliable, and Security”

Akamai Intelligent Platform ประกอบด้วยโซลูชันสำหรับปกป้องเว็บไซต์และแอพพลิเคชันออนไลน์ 3 ประการ คือ

1. Kona Site Defender: WAF + DDoS Mitigation สำหรับเว็บแอพพลิเคชัน

Kona Site Defender เป็นชุดป้องกันภัยแบบหลายชั้น (Multi-layered Web Security) บนระบบ CDN ที่ถูกออกแบบเพื่อตรวจจับและรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ตั้งแต่ระดับ Network ไปจนถึงระดับ Application รวมไปถึงปกป้องเว็บไซต์และแอพพลิเคชันจากภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ เช่น SQL Injection, Cross-Site Scripting, CSRF และการโจมตีรูปแบบอื่นๆ บน OWASP Top 10

2. Prolexic Routed: DDoS Mitigation สำหรับ Data Center

Prolexic Routed เป็นระบบสำหรับรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายขององค์กรโดยเฉพาะ โดยอาศัยโปรโตคอล BGP ในการเปลี่ยนเส้นทางทราฟฟิคทั้งหมดมายัง Cloud Scrubbing Center เพื่อตรวจสอบและกรองทราฟฟิคที่เป็นการโจมตีแบบ DDoS ออกไป ก่อนที่จะส่งทราฟฟิคปกติมายังระบบเครือข่ายขององค์กร Prolexic Routed สามารถรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้สูงสุดถึง 1.85 Tbps และให้บริการแบบ 7/24

3. Fast DNS: Cloud-based DNS Infrastructure

Fast DNS ให้บริการ DNS Infrastructure บนระบบ Cloud รวมแล้วกว่า 20 จุดทั่วโลก ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจากภูมิภาคต่างๆ สามารถเข้าถึงบริการ DNS ขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่กระจายภาระงานเพื่อป้องกันการโจมตีแบบ DNS-based DDoS ไปได้พร้อมๆ กัน

นอกจากปกป้องระบบออนไลน์จากการถูกโจมตีผ่านเว็บแอพพลิเคชันและ DDoS แล้ว โซลูชันของ Akamai ยังรองรับการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่น ไม่ว่าจะเป็น IPS, AAA, SIEM เพื่อให้องค์กรสามารถสร้างระบบป้องกันภัยแบบหลายเลเยอร์ (Multi-layered Defense) และแชร์ข้อมูล Security Intelligence ร่วมกับระบบอื่นได้อย่างง่ายดาย

wit_akamai_overview_8

กรณีศึกษา: Mega International Commercial Bank กับการป้องกัน DNS-based DDoS Attack

Mega International Commercial Bank หรือ Mega Bank เป็นธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของไต้หวันที่มีจำนวนสาขามากถึง 108 สาขากระจายอยู่ทั่วเกาะ พันธกิจสำคัญของธนาคารนี้คือการทำให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศพึงพอใจกับการเข้าถึงระบบออนไลน์อย่างรวดเร็วและมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง Mega Bank ได้เลือกใช้โซลูชัน Web Performance และ DDoS Mitigation ของ Akamai เนื่องจากผู้ให้บริการท้องถิ่นไม่สามารถรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งหลังจากเปลี่ยนมาใช้ Akamai Intelligent Platform ในเดือนมิถุนายน 2015 แล้ว Mega Bank ประสบกับการโจมตีแบบ DNS-based DDoS ขนาดใหญ่ถึง 2 ครั้ง แต่ละครั้งกินเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามบริการ DNS และระบบออนไลน์ของธนาคารยังคงสามารถให้บริการลูกค้าได้ตามปกติ เมื่อแฮ็คเกอร์ทราบว่าทำอย่างไรก็ไม่สามารถหยุดการให้บริการของธนาคารได้ จึงได้ล้มเลิกการโจมตีไปในที่สุด

“โซลูชันของ Akamai ช่วยลดความเสี่ยงในการที่เราไม่สามารถให้บริการระบบออนไลน์ที่เสถียรและมั่นคงปลอดภัยแก่ลูกค้า เนื่องจากการโจมตีไซเบอร์ให้เหลือน้อยที่สุด Akamai พร้อมให้บริการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมงใน 1 วัน 7 วันใน 1 สัปดาห์ พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลกับการเป็นเป้าโจมตีของแฮ็คเกอร์อีกต่อไป” — Cheng-Jen Lee ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายประมวลผลข้อมูลของ Mega Internation Commercial Bank

อ่านรายละเอียดกรณีศึกษาได้ที่: https://www.akamai.com/us/en/our-customers/customer-stories-mega-international-commercial-bank.jsp

akamai_ddos_compare_2

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน DDoS Mitigation ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถให้บริการโซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

akamai_ddos_compare_3

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN แบบ Next-generation แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล sales@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

wit_akamai_overview_10

from:https://www.techtalkthai.com/waf-and-ddos-mitigation-solutions-comparison/

local.jpg

จัดการรูปภาพบนเว็บอย่างอัจฉริยะด้วย Akamai Image Manager

akamai_logo

ในสมัยก่อน การออกแบบเว็บไซต์จำเป็นต้องคำนึงถึงความเร็วในการแสดงผลเป็นหลัก รูปภาพที่ใช้จึงมักเป็นไฟล์ประเภท GIF ความละเอียดต่ำ และมีจำนวนไม่มากนัก เพื่อให้สามารถแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว ต้องขอบคุณการมาถึงยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและเครือข่าย 4G ที่ช่วยให้เว็บไซต์ในปัจจุบันสามารถแสดงผลรูปภาพที่มีความละเอียดสูงได้อย่างรวดเร็ว ผู้ผลิต Content มีอิสระให้การนำเสนอข้อมูล ซึ่งช่วยดึงดูดผู้ใช้ให้เข้าถึงเว็บได้มากยิ่งขึ้น

akamai_image_manager_1

ความท้าทายในการให้แสดงผลรูปภาพบนเว็บไซต์

รูปภาพเป็นหนึ่งในข้อมูลมัลติมีเดียสำคัญที่ถูกแสดงผลบนเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเพื่อตกแต่งเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม หรือประกอบเนื้อหาในบทความ ยิ่งมีการนำรูปภาพมาใช้งานมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการแสดงผล และความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์มากเท่านั้น

ข้อมูลเชิงสถิติของ Akamai แสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันนี้เว็บไซต์โดยเฉลี่ยมีปริมาณรูปภาพมากถึง 63% ของขนาด Content ทั้งหมด คิดเป็นประมาณ 60 รูปต่อ 1 เว็บเพจ ที่สำคัญคืออัตราการเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านทางอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทียบกับปี 2011 แล้วสูงถึง 203%

akamai_image_manager_2

ปัญหาและความท้าทายที่ Web Designer ต้องเผชิญเมื่อต้องการแสดงผลรูปภาพบนเว็บเพจ

  • ความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต: บางพื้นที่เครือข่าย 4G อาจไม่ครอบคลุม เช่น แถบชานเมืองหรือต่างจังหวัด รวมไปถึงบางเวลาที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมากก็อาจเกิดการแชร์แบนด์วิดท์และทำให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลตกลงได้
  • ประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้: อุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นับวันยิ่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น การแสดงข้อมูลรูปภาพโดยไม่ปรับแต่งขนาดให้เหมาะสมกับประเภทของอุปกรณ์และความเร็วในการเชื่อมต่อ อาจส่งผลให้ผู้ใช้เกิดความไม่ถึงพอใจในการเข้าถึงเว็บเพจได้
  • แอพพลิเคชันมีความซับซ้อนขึ้น: เพื่อให้สามารถแสดงผลรูปภาพได้อย่างเหมาะสม จำเป็นต้องเตรียมรูปภาพหลายขนาดและหลายความละเอียด รวมไปถึงต้องแก้ไขโค้ดของเว็บเพจเพื่อให้สามารถเลือกรูปภาพมาแสดงผลได้อย่างถูกต้องภายใต้เงื่อนไขต่างๆ

คำถามคือ Web Designer จะสามารถให้บริการ Content ที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดเหล่านี้ได้อย่างไร ?

Akamai ผู้ให้บริการโซลูชัน Cloud Image Management ผ่านระบบ CDN ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เพื่อตอบรับความต้องการของผู้ผลิต Content และ Web Designer ทั่วโลก Akamai ได้นำเสนอโซลูชัน Image Manager บนระบบ Content Delivery Network (CDN) แบบ Next-generation ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อให้มั่นใจได้ว่า รูปภาพบนเว็บไซต์จะแสดงผลได้อย่างเหมาะสมตามความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและประเภทของอุปกรณ์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขโค้ดของเว็บเพจแต่อย่างใด ภายในแนวคิด “Fast, Reliable, and Security”

akamai_media_delivery_5

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ CDN ของ Akamai: https://www.techtalkthai.com/akamai-next-generation-content-delivery-network/

Akamai Image Manager เป็นโซลูชันบนระบบ Cloud ที่ช่วยจัดการและปรับแต่งรูปภาพ ไม่ว่าจะเป็นขนาด คุณภาพ และประเภท ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์และสภาวะแวดล้อมขณะนั้นๆ โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของ Web Designer และมอบประสบการณ์การเข้าถึงเว็บเพจอันแสนยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้

“Image Manager ช่วยลดระยะเวลาในการผลิต Content ออกสู่ตลาด ทีมกราฟิกของเราสามารถตัดเวลาในการเตรียมรูปภาพออกไปได้ไม่น้อยกว่า 25% ช่วยให้เราสามารถนำเสนอรูปภาพที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงความล่าช้าของอีกฝั่ง” — Riaz Faride ผู้อำนวยการฝ่าย eCommerce จาก Linen Chest

คุณสมบัติเด่นของ Akamai Image Manager

Akamai Image Manager ระบบบริหารจัดการรูปภาพอัจฉริยะมีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ ดังนี้

  1. อัลกอริธึมการบีบอัดเชิงคุณภาพระดับสูง – Image Manager ใช้ Structural Similarity Index Metric (SSIM) สำหรับคำนวณและบีบอัดรูปภาพให้มีขนาดเล็กที่สุด ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพระดับสูงซึ่งสายตามนุษย์ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างไฟล์ต้นฉบับและไฟล์ที่บีบอัดได้ ส่งผลให้สามารถลดภาระการแสดงผลรูปภาพบนเว็บเพจได้สูงสุดถึง 80%
  2. แปลงไฟล์รูปภาพอัตโนมัติ – ตรวจสอบชนิดของเว็บเบราเซอร์ที่ใช้ และทำการแปลงไฟล์รูปภาพให้เหมาะสมกับเบราเซอร์นั้นๆ เช่น WebP สำหรับ Google Chrome และ JPEG2000 สำหรับ Safari เป็นต้น เพื่อให้สามารถแสดงประสิทธิภาพในการบีบอัดข้อมูลรูปภาพได้ถึงขีดสุด
  3. ปรับแต่งขนาดให้เหมาะกับอุปกรณ์ทุกประเภท – ตรวจสอบประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้รวมไปถึงขนาดหน้าจอแสดงผล แล้วทำการปรับแต่งรูปภาพบนเว็บไซต์ให้มีขนาดพอดีกับหน้าจอโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่จำเป็นต้องแก้ไขโค้ดบนเว็บเพจแต่อย่างใด
  4. กำหนดนโยบายการแสดงผลรูปภาพได้ตามต้องการ – Web Designer สามารถสร้าง Policy ขึ้นมาเป็น Template เช่น ใส่ลายน้ำ กำหนดความโปร่งใส เป็นต้น จากนั้นนำ Policy ดังกล่าวไปใช้งานกับกลุ่มรูปภาพที่ต้องการทั้งหมดได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาปรับแต่งรูปภาพที่ละรูป
  5. ใช้งานง่ายและยืดหยุ่น – Web Designer สามารถเลือกจัดเก็บรูปภาพต้นฉบับไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของตน บน Cloud หรือบน Akamai NetStorage ก็ได้ ซึ่ง Image Manager พร้อมทำงานร่วมกับทุกระบบ CMS และ Publishing Workflow รวมไปถึงเครือข่าย CDN เพื่อส่งมอบข้อมูลดิจิทัลไปยังผู้รับปลายทางให้เร็วที่สุด

akamai_image_manager_3

ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ Akamai Image Manager

Akamai Image Manager ช่วยให้สามารถแสดงผลรูปภาพบนเว็บเพจได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมนั้นๆ ของผู้ใช้ ในขณะที่เจ้าของเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องเตรียมรูปภาพสำหรับเงื่อนไขต่างๆ ด้วยตนเองอีกต่อไป ซึ่งช่วยให้

  • ลดระยะเวลาในการผลิต Content ออกสู่ตลาด
  • ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลรูปภาพ
  • ลดขนาดของเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้เร็วยิ่งขึ้น
  • แสดงผลรูปภาพได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพ
  • ลดภาระของทีมกราฟิกและทีมพัฒนาเว็บในการปรับแต่งรูปภาพ

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน Image Manager ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถส่งมอบบริการ CDN และโซลูชัน Image Manager ให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

wit_akamai_2

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN แบบ Next-generation แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล sales@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-image-manager/