คลังเก็บป้ายกำกับ: Amazon

พบการตั้งค่าผิดพลาดบน Amazon S3 ที่เผยการแอบสืบข้อมูลของกลาโหมสหรัฐฯ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก UpGuard ได้ค้นพบแหล่งเก็บข้อมูลหรือ Bucket บน AWS S3 ที่น่าจะมีการตั้งค่าผิดพลาดจนเปิดให้เข้าถึงได้แบบสาธารณะ ข้อมูลดังกล่าวมีปริมาณหลายเทอราไบต์ อันประกอบด้วยโพสต์บนสังคมออนไลน์ และข้อมูลที่คล้ายกันจากทั่วโลก ซึ่งระบุด้วยว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นทรัพย์สินของกลาโหมสหรัฐฯ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว พบว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างโปรไฟล์ของบุคคลที่ทางการทหารสหรัฐฯ สนใจ และมีการใช้ซอฟต์แวร์จาก VendorX ในการสร้างฐานข้อมูลดังกล่าว ซึ่งบริษัทนี้ได้ยุติการให้บริการแก่ทางการสหรัฐฯ ไปแล้ว ถือว่าแหล่งข้อมูลนี้มีความเสี่ยงที่บุคคลที่สามจะนำความลับส่วนตัวที่เก็บไว้ไปใช้ประโยชน์ได้

การค้นพบครั้งนี้เกิดขึ้นระหว่างการสแกนตรวจสอบแหล่งเก็บข้อมูลหรือ Silo ที่เปิดให้เข้าถึงได้ที่โฮสต์บนอเมซอน ซึ่งมักพบเป็นจำนวนมากจากการที่ไม่ได้ตั้งค่าดูแลความปลอดภัยไว้อย่างเหมาะสม โดยแหล่งเก็บข้อมูลเจ้าปัญหานี้ถูกตั้งชื่อว่า Centcom-backupกับ Pacom-archiveซึ่ง CENTCOM ย่อมาจาก US Central Command ที่เป็นองค์กรควบคุมสั่งการทหารที่ทำหน้าที่ในภูมิภาคเอเชียกลาง, ตะวันออกกลาง, และแอฟริกาเหนือเป็นหลักขณะที่ Pacom หรือ US Pacific Command ควบคุมพื้นที่ในประเทศจีน, เอเชียใต้, และออสเตรเลีย

ข้อมูลส่วนใหญ่นั้นอยู่ในรูปไฟล์ข้อความที่ถูกบีบอัด โดยพบว่าฐานข้อมูลอันหนึ่งมีโพสต์บนโซเชียลมากกว่า 1.8 พันล้านโพสต์ที่มาจากภูมิภาคเอเชียกลางอย่างเดียว และโพสต์บางส่วนนำมาจากพลเมืองของสหรัฐฯ เองด้วย ซึ่งโยงถึงโครงการ Outpost ที่ตั้งขึ้นเพื่อคอยป้องกันวัยรุ่นที่อยู่ต่างประเทศเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ

ที่มา : https://www.hackread.com/misconfigured-amazon-s3-buckets-exposed-us-militarys-social-media-spying-campaign

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8832

Advertisements

AWS เปิดตัว Secret Region เขตบริการพิเศษสำหรับหน่วยข่าวกรองของสหรัฐ

ผู้ใช้บริการคลาวด์ AWS คงทราบดีว่าแบ่งเขตการให้บริการเป็น “ภูมิภาค” (region) ตามเมืองต่างๆ เช่น เอเชียแปซิฟิก (สิงคโปร์) หรือ ยุโรป (ลอนดอน)

ล่าสุด AWS เปิดตัวภูมิภาคใหม่ที่ใช้ชื่อว่า AWS Secret Region

Secret Region เป็นพื้นที่บริการพิเศษ สำหรับหน่วยงานด้านข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาที่เก็บข้อมูลลับเฉพาะ เพื่อแยกบริการโดยไม่ปะปนกับลูกค้าอื่นทั่วไป ตัวบริการจะถูกตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยหลายชั้นตามความต้องการของหน่วยงานเหล่านี้ และมีสัญญาเช่าใช้งานแบบพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับหน่วยข่าวกรองโดยเฉพาะ

ปกติแล้วหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐแยกชั้นความลับเป็น 4 ระดับคือ Unclassified, Sensitive, Secret, Top Secret ซึ่งในอดีต AWS มีบริการสำหรับข้อมูลชั้น Top Secret เพียงอย่างเดียว (ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ CIA และให้ CIA ใช้งาน) แต่ล่าสุดก็ขยายเป็น Secret Region สามารถตอบสนองชั้นความลับได้ทุกกลุ่ม

No Description

การเปิดตัว AWS Secret Region ได้รับเสียงสนับสนุนจาก John Edwards ซีไอโอของ CIA ที่มาร่วมขึ้นเวทีเปิดตัว ว่าช่วยให้หน่วยข่าวกรองต่างๆ ย้ายข้อมูลขึ้นคลาวด์ได้สะดวกขึ้น และแน่นอนว่าไม่มีใครรู้ว่า AWS Secret Region ตั้งอยู่ที่ไหนในสหรัฐ

ที่มา – AWS, Data Center Knowledge, ภาพจาก AWS

from:https://www.blognone.com/node/97435

Amazon ขายสินทรัพย์ AWS ในจีนให้พาร์ทเนอร์ในประเทศ ยืนยันยังไม่ถอยจากตลาดจีน

Amazon เตรียมขายสินทรัพย์สำหรับการให้บริการ public cloud ในประเทศจีน โดย Beijing Sinnet Technology ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของ Amazon ในจีน ได้รายงานในเอกสารว่าทางบริษัทจะเป็นผู้ซื้อส่วนนี้เป็นจำนวนเงิน 2 พันล้านหยวน คิดเป็นเงินประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ ซึ่งโฆษกของ AWS กล่าวว่าการขายสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน AWS ให้พาร์ทเนอร์ในจีนครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศจีน

ทั้งนี้ ด้วยข้อกังขาว่า Amazon จะออกจากตลาดจีนหรือไม่ ทางโฆษกก็ได้ยืนยันอีกครั้งกับ TechCrunch ว่าบริษัทจะยังคงยึดมั่นใจตลาดจีน แต่ที่ต้องขายสินทรัพย์ออกไปนั้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายของจีน เพราะว่าตามกฎหมายแล้วไม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติถือสินทรัพย์ที่มีตัวตนหรือดำเนินธุรกิจ public cloud ได้ แต่ Amazon จะยังคงถือทรัพย์สินทางปัญญาของการให้บริการ AWS ทั่วโลกเช่นเดิม

ปัจจุบัน ธุรกิจคลาวด์ของ Amazon ในจีนต้องพบกับการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตโดยรัฐบาล โดย Sinnet ก่อนหน้านี้ก็ต้องปิดให้บริการ VPN กับลูกค้าเนื่องจากเป็นบริการที่ทำให้หลีกเลี่ยงการตรวจจับจาก Great Firewall ของรัฐบาลจีนได้ ซึ่งนอกจาก Amazon แล้วบริษัทอื่นอย่าง Microsoft, Oracle และ IBM ซึ่งให้บริการ public cloud ในประเทศจีนก็ต้องประสบกับเหตุการณ์ลักษณะเดียวกับ Amazon เช่นกัน

ที่มา – Reuters, TechCrunch

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/97236

Amazon ได้รับสิทธิในการผลิตซีรี่ส์ The Lord of the Rings แล้ว

Amazon ประกาศว่าได้รับสิทธิในการผลิตซีรี่ส์ The Lord of the Rings ที่สร้างจากนิยายของ J.R.R. Tolkien เพื่อฉายทางโทรทัศน์ทั่วโลกแล้ว (ตามที่มีข่าวก่อนหน้า) โดยเตรียมการผลิตไว้หลายซีซั่น และถือเป็นอีกซีรี่ส์ของ Amazon Prime Original และอำนวยการสร้างโดย Amazon Studios, Tolkien Estate and Trust, HarperCollins และ New Line Cinema

เนื้อเรื่องของซีรี่ส์นี้จะเป็นช่วงก่อนภาคแรก The Fellowship of the Ring ของชุดภาพยนตร์ไตรภาค รวมทั้งอาจมีเนื้อหาเรื่องราวแยกออกมาเพิ่มเติมอีกในอนาคต คาดกันว่าการได้สิทธิในซีรี่ส์ชุดนี้จะทำให้ Amazon มีเนื้อหาระดับแม่เหล็กที่เทียบกับ Game of Thrones ของ HBO เลย

ค่าใช้จ่ายของ Amazon สำหรับซีรี่ส์ The Lord of the Rings นี้ เบื้องต้นคือ 200-250 ล้านดอลลาร์ ตามที่มีข่าวก่อนหน้า ส่วนต้นทุนในการผลิตจะอยู่ราว 100-150 ล้านดอลลาร์ ต่อซีซั่น

ที่มา: GeekWire และ Amazon

alt="The Lord of the Rings"

from:https://www.blognone.com/node/97199

กลุ่มธนาคารสหรัฐฯ แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยให้บริษัทค้าปลีกหรือไอทีขอใบอนุญาตธนาคาร

ท่ามกลางความเติบโตของบริษัทไอที รวมถึงบริษัทในแวดวงอุตสาหกรรมอื่นๆ ทำให้บริษัทเหล่านี้เริ่มสนใจและรุกเข้ามายังอุตสาหกรรมการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ล่าสุดก็เริ่มมีแรงต้านจากฝั่งธนาคารบ้างแล้ว โดยกลุ่มธนาคารขนาดเล็กของสหรัฐฯ ประกาศไม่เห็นด้วย และต้องการแบนบริษัทในกลุ่มค้าปลีกเช่น Walmart หรือบริษัทไอทีอย่าง Amazon ในการขออนุญาตเป็นธนาคารเต็มรูปแบบ

Keith Noreika ผู้กำกับดูแลด้านการธนาคารของสหรัฐฯ ได้รับข้อเรียกร้องจากเหล่ากลุ่มธนาคารเกี่ยวกับการทบทวนการกำกับในปัจจุบัน โดย Comptroller of the Currency (OCC) หรือหน่วยงานผู้ตรวจสอบด้านการเงินได้ยื่นข้อเสนอในการสัมมนาธนาคารที่นิวยอร์ก

Paul Merski จาก Independent Community Bankers of America กล่าวว่า การรวมธนาคารและการพาณิชย์เข้าด้วยกันถือเป็นไอเดียที่แย่เกิดขึ้นมาอีกเหมือนกับฝันร้าย เราตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วที่จะไม่ยอมรับการรวมกันของธนาคารและการพาณิชย์

การรวมธนาคารและกิจกรรมทางการพาณิชย์เข้าด้วยกันนั้นแต่เดิมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในสหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลว่าเงินฝากของผู้ใช้จะถูกนำไปใช้ในด้านการอุดหนุนธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารของบริษัท แต่ในขณะที่ทุกวันนี้บริษัทเทคโนโลยีเริ่มก้าวเข้ามาทำฟีเจอร์ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องธนาคาร จึงทำให้เหล่าธนาคารเริ่มเกิดความกังวล

Tim Sloanภาพจากเว็บไซต์ https://newsroom.wf.com/images

อย่างไรก็ดี ในฝั่ง Wells Fargo โดยซีอีโอ Tim Sloan กล่าวว่า เขาไม่เห็นว่าเหล่าบริษัทไอทีจะตั้งตัวเป็นภัยคุกคามต่อธนาคารอย่างเช่น Apple โดยพื้นฐานแล้วไม่ต้องการเป็นธนาคาร ส่วน Amazon ก็ไม่อยากจะเป็นธนาคารเช่นกัน พวกเขาเพียงแค่ต้องการให้บริการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือลูกค้าเท่านั้น

ปัจจุบัน บริษัทที่ไม่ใช่ธนาคารแต่สนใจทำงานด้านการเงินบ้างแล้วก็มี Apple ที่พัฒนาระบบ Apple Pay Cash หรือ Amazon ที่พัฒนาระบบให้สินเชื่อสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ Facebook ที่พัฒนาระบบโอนเงินระหว่างลูกค้า (แต่จากคำกล่าวของโฆษกยืนยันว่า Facebook ไม่มีธุรกิจธนาคารอยู่ในโร้ดแมปของบริษัท)

นอกจากนี้ ก่อนหน้า Walmart ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ก็เคยทำแผนธนาคารขึ้นมาแต่ก็ต้องพับไปตั้งแต่ปี 2007 หลังจากโดนกลุ่มธนาคาร, นักกฎหมาย และเหล่าองค์กรตรวจสอบต่อต้าน และทางบริษัทยืนยันว่ายังไม่มีแผนนำธุรกิจธนาคารกลับขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แต่ทางบริษัทก็ยังมีบริการด้านการเงินบางอย่าง เช่น โอนเงิน, จ่ายบิล หรือบัตรเครดิต/เดบิตแบบจ่ายเงินก่อน

ส่วนฝั่งบริษัทไอทีที่ทำด้านการเงินมาก่อนอย่าง Square ก่อนหน้านี้ก็ได้[ขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร](https://brandinside.asia/square-fill-application-for-banking-license/)เป็นประเภท Industrial Loan Company หรือ ILC ซึ่ง Sarah Friar ซีเอฟโอของ Square กล่าวว่าการได้ใบอนุญาตจะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้มีอำนาจควบคุมด้านนี้ได้ ดังนั้นถือเป็นเรื่องดีที่จะได้ฟังคำวิจารณ์จากเหล่า OCC

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/us-banks-vow-not-allow-retailer-or-it-company-to-operate-banking/

Wongnai Media ซื้อกิจการ “Blognone – Brand Inside”

เป็นดีลที่น่าสนใจส่งท้ายวันนี้กันเลยทีเดียวสำหรับ Wongnai Media ที่รุกคืบกันอีกครั้งด้วยการประกาศซื้อกิจการ Blognone และบริษัทในเครืออย่าง Brand Inside โดยระบุว่านี่เป็นอีกส่วนหนึ่งของแผนการขยายกิจการที่ Wongnai ต้องการขยายจากการเป็นสื่อด้านรีวิวร้านอาหารไปสู่สื่อออนไลน์ประเภทอื่น ๆ ในอนาคต

โดยที่ผ่านมา ชื่อของ Wongnai อาจเป็นที่รู้จักในฐานะสตาร์ทอัปด้านแอปพลิเคชันและเว็บที่รีวิวร้านอาหาร แต่หากมองที่ชื่อเต็ม ๆ ของบริษัท นั่นก็คือ Wongnai Media คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Wongnai เป็นสื่อ และมีรายได้จากการโฆษณา ซึ่งการประกาศซื้อกิจการในครั้งนี้ส่งผลให้ Wongnai จะเข้ามาถือหุ้น 100% ในทั้งสองบริษัท ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า สื่อออนไลน์ยังมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้

โดยทาง Blognone และ Brand Inside นั้น ได้มีการเผยว่า การตัดสินใจไปเป็นส่วนหนึ่งของ Wongnai ที่มีขนาดใหญ่กว่า จะเปิดโอกาสให้ทีมมีทรัพยากรไปทำโครงการใหม่ ๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิม รวมถึงมีความยั่งยืนต่อธุรกิจในระยะยาวด้วย โดยในช่วงเริ่มต้นนั้นจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ และการบริหารงานก็จะยังแยกส่วนกัน แต่ในอนาคตอาจมีโครงการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์นั่นเอง

ที่มา: Blognone

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/wongnai-media-acquire-blognone-brand-inside/

Amazon อาจนำ The Lord of the Rings มาดัดแปลงเป็นซีรีส์ สู้ Game of Thrones

กลยุทธ์ด้านคอนเทนต์ของ Amazon คือสร้างซีรีส์ที่โด่งดังได้เทียบเท่ากับ Game of Thrones ล่าสุดมีรายงานว่า Amazon กำลังมองหาเรื่องที่จะมาแข่งกับ HBO ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น The Lord of the Rings นิยายมหากาพย์ไตรภาคของ J.R.R. Tolkien นั่นเอง

เว็บไซต์ Variety รายงานว่า Amazon กำลังอยู่ระหว่างเจรจากับ Warner Bros โดยมีซีอีโอ Jeff Bezos เข้าร่วมเจรจาด้วย เว็บไซต์ The Deadline เผยว่า Tolkien Estate ที่ดูแลลิขสิทธิ์ของนิยายต้องการขายลิขสิทธิ์เนื้อหาในราคา 200-250 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ผู้เล่นรายใหญ่ไม่เพียง Amazon แต่ยังรวมถึง Netflix และ HBO ด้วย

การเจรจายังไม่เป็นที่สิ้นสุด และยังไม่รู้ว่าใครจะได้สิทธิ์นำ The Lord of the Rings ไปดัดแปลงเป็นทีวีซีรีส์ ซึ่งถ้า Amazon ได้สิทธิ์ก็เท่ากับว่าเป็นก้าวสำคัญในการแข่งกับ Game of Thrones จาก HBO และ Stranger Things ของ Netflix

No Description
ภาพจาก Facebook The Lord of the Rings Trilogy

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/96925