คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

บทสรุป PromptPay นโยบาย National e-Payment และอนาคตที่จะเกิดขึ้น (1)

นับกันจริงๆ PromptPay หรือเดิมเรียกกันว่า Any ID คือการโอนเงินผ่าน หมายเลขโทรศัพท์ หรือ หมายเลขบัตรประชาชน (และอนาคตจะมีหมายเลขอื่นๆ ตามมาเพิ่ม) ที่นับเวลาเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 ถึงเวลานี้ก็ผ่านมาเกือบปี สร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเงินการธนาคารอย่างยิ่ง

Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท อดีตผู้บริหาร mPay ของ AIS ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย และมีส่วนพัฒนา National e-Payment ครั้งนี้ จะมาไขอดีต วิเคราะห์ปัจจุบัน และมองอนาคตนโยบายนี้ กันแบบเข้าใจง่าย

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท

ใช้ e-Payment ลดต้นทุนบริหารเงินสด

  • e-Payment คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจ่ายเงิน เปลี่ยนจาก “เงินสด” เป็นการจ่ายผ่านดิจิทัล และเริ่มมีการนำ QR Code มาใช้ ซึ่งยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้ LINE ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการสแกน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี ระหว่าง QR Code กับ NFC หรือ Near-field communication ตอนนั้นอุตสาหกรรมก็เลือก NFC (ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ QR Code ในที่สุด)
  • ทำไมต้อง e-Payment ต้องบอกว่า e-Payment เป็นการจ่ายเงินแบบดิจิทัล โดยแหล่งเงินจะมาจาก บัญชีธนาคาร, บัตรเครดิต/เดบิต หรือ e-Wallet ก็ได้ ขอแค่มีการยืนยันตัวตน เช่น ลายนิ้วมือ, รหัส PIN หรือ ลายเซ็น
  • การจ่ายแบบ e-Payment เกิดจากความต้องการลดต้นทุนการจัดการเงินสด ซึ่งปกติมีต้นทุนประมาณ 2% หากใช้ระบบ e-Payment จะลดลงได้ต่ำกว่า 1% ซึ่งหลายคนคิดว่า ใช้เงินสดไม่เห็นมีต้นทุนอะไรเลย แต่ความจริง 1 ใน 3 ของต้นทุนอยู่ที่ ธนาคาร (ดูแลเงิน-ขนไปตู้ ATM-คนกดเงินซื้อของ-ร้านค้าเอาเงินไปฝาก-ขนเงินมาตู้ ATM) อีก 1 ใน 3 อยู่ที่ ร้านค้า ที่ต้องดูแลเงินสด และ 1 ใน 3 สุดท้ายคือ รัฐบาลกับแบงค์ชาติ ที่ใช้ภาษีในการบริหารจัดการ สุดท้ายคือ ตัวเราเอง ที่ต้องพกเงินสด
  • สรุป มีต้นทุนโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัว แต่ถ้าใช้ e-Payment คนสามารถจ่ายเงินดิจิทัล เงินวิ่งจากบัญชีธนาคารไปที่ร้านค้าโดยตรง ร้านค้าก็เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเช่นกัน ขั้นตอนหายไปเยอะมาก

ลดการใช้เงินสด เพิ่มการใช้ e-Payment ในไทย

  • ข้อมูลการใช้เงินสด และระบบ e-Payment ในประเทศไทยไม่เคยมีการจัดเก็บอย่างชัดเจน ในต่างประเทศส่วนหนึ่งเก็บจากข้อมูลภาษี แต่ประเทศไทยทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก VISA พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าธุรกรรมเงินสด 70% มูลค่าธุรกรรมดิจิทัล 30% (วัดจาก Value)
  • ส่วน Mastercard พบว่า การทำธุรกรรมดิจิทัลมีสัดส่วนประมาณ 2% ส่วนธุรกรรมเงินสด 98% (วัดจากจำนวนธุรกรรม) เพราะมีการซื้อขายเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมหาศาลที่ใช้จ่ายผ่านเงินสด
  • ขณะที่สัดส่วนการใช้ Mobile Banking ในประเทศไทยต่อประชากร อยู่ที่ประมาณ 42% (ข้อมูลจาก Financial Brand ปี 2015) ก็คิดได้ว่า ประเทศไทยน่าจะมีการใช้งาน e-Payment มากขึ้น จึงเกิดเป็นนโยบาย National e-Payment และ PromptPay ขึ้น

3 ประสานผลักดัน PromptPay

  • จากที่กล่าวมาทั้งหมด แสดงว่าต้องการให้มีการใช้ e-Payment ในไทยมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนเงินสด และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้จ่าย โดย 3 ฝ่ายหลักที่ผลักดันเรื่องนี้คือ
  • 1 ฝ่าย Business หรือ ธนาคาร ที่ต้องการลดต้นทุนเงินสด ดังนั้นการที่ PromptPay สามารถโอนเงินหากันได้โดยคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก (ตอนนี้มีโปรโมชั่นงดเก็บค่าธรรมเนียม) หลายคนคิดว่า รายได้แบงค์จะหายไป เพราะเดิมเคยเก็บค่าโอนเงินหลายสิบบาท
  • คำตอบคือ แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมจะลดลง แต่แบงค์เห็นโอกาสในการลดต้นทุนได้มหาศาล ทั้งการบริหารจัดการเงินสดดังที่กล่าวไปแล้ว รู้หรือไม่ว่า ค่าเช่าที่ในการวางตู้ ATM ในห้างสรรพสินค้า ตร.ม. ละ 20,000 – 100,000 บาท ต่อเครื่อง ถ้าการใช้เงินสดลดลง ก็ลดจำนวนตู้ ATM และย้ายไปไหวในพื้นที่อื่น ลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล

  • 2 ฝ่ายเทคโนโลยี คือ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ในการโอนเงิน และผู้ที่นำมาใช้คือ FinTech ที่เน้นเรื่อง Micro Payment หรือการโอนจ่ายมูลค่าต่ำๆ ซึ่งเดิมธนาคารไม่ได้สนใจ แต่ FinTech สนใจมาก และสามารถตอบความต้องการผู้ใช้ทั่วไปได้ดี เช่น TrueMoney จ่ายเงินใน 7-ELEVEN ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเศษเงินทอน เพราะจ่ายด้วย e-Wallet สะดวกดี
  • 3 หน่วยงานกำกับดูแล หรือ แบงค์ชาติ ที่นอกจากต้องการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด และต้องการผลักดันให้หน่วยงานรัฐทั้งหมด รับชำระเงินแบบอิเล็กรอนิกส์เท่านั้น ยิ่งลดการใช้เงินสดได้มาก ยิ่งลดการคอรัปชั่นลง เพราะเงินทุกอย่างจ่ายเข้าระบบดิจิทัลทั้งหมด
  • ความเข้าใจผิดว่า PromptPay จะทำให้ภาครัฐเก็บภาษีได้นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไป แต่เกิดกับนิติบุคคลเป็นหลัก หรือเรียกว่าระบบ e-Tax คือ บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ รับ-จ่ายเงินแบบดิจิทัลทั้งหมด และให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเข้าธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนด้านภาษี บริษัทต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาทำภาษีอีก เพราะระบบมีการหักภาษีต่างๆ ทางดิจิทัลทันที (แต่ต้องทำบัญชีมาบาลานซ์เช็คความถูกต้อง) แต่เรื่องนี้ยังใช้เวลาอีกหลายปี

นี่คือส่วนหนึ่งของ National e-Payment และ PromptPay เท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องการความกระจ่างชัด เช่น PromptPay เกี่ยวอะไรกับภาษีหรือไม่, ความเข้าใจผิดว่า สมัคร PromptPay แล้วรัฐจะรู้รายได้ของเรา ทั้งที่ PromptPay เป็นบริการรับเงิน, ทำไมบัตรเดบิต (Debit Card) ที่ทำได้มากกว่าแค่กดเงินสดจาก ATM ถึงไม่นิยมในไทย, อนาคตการทำ ATM White Label ในไทย และ เฟสต่อไปของ PromptPay ที่ต่อยอดไปสู่ Bill Payment และ Request to Pay

โปรดติดตามในตอนที่ 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/promptpay-national-e-payment/

Advertisements

บทสรุป PromptPay อนาคตที่จะเกิดขึ้น ผลกระทบที่ทุกคนต้องรู้ (1)

นับกันจริงๆ PromptPay หรือเดิมเรียกกันว่า Any ID คือการโอนเงินผ่าน หมายเลขโทรศัพท์ หรือ หมายเลขบัตรประชาชน (และอนาคตจะมีหมายเลขอื่นๆ ตามมาเพิ่ม) ที่นับเวลาเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 ถึงเวลานี้ก็ผ่านมาเกือบปี สร้างความเปลี่ยนแปลงในแวดวงการเงินการธนาคารอย่างยิ่ง

Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท อดีตผู้บริหาร mPay ของ AIS ที่ปัจจุบันทำงานอยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย และมีส่วนพัฒนา National e-Payment ครั้งนี้ จะมาไขอดีต วิเคราะห์ปัจจุบัน และมองอนาคตนโยบายนี้ กันแบบเข้าใจง่าย

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท

ใช้ e-Payment ลดต้นทุนบริหารเงินสด

  • e-Payment คือ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจ่ายเงิน เปลี่ยนจาก “เงินสด” เป็นการจ่ายผ่านดิจิทัล และเริ่มมีการนำ QR Code มาใช้ ซึ่งยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้ LINE ที่ทำให้คนไทยคุ้นเคยกับการสแกน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เคยมีการตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี ระหว่าง QR Code กับ NFC หรือ Near-field communication ตอนนั้นอุตสาหกรรมก็เลือก NFC (ก่อนที่ปัจจุบันจะเปลี่ยนมาใช้ QR Code กันหมด)
  • การจ่ายแบบ e-Payment เกิดจากความต้องการลดต้นทุนการจัดการเงินสด ซึ่งปกติมีต้นทุนประมาณ 2% หากใช้ระบบ e-Payment จะลดลงได้ต่ำกว่า 1% ซึ่งหลายคนคิดว่า ใช้เงินสดไม่เห็นมีต้นทุนอะไรเลย
  • แต่ความจริง 1 ใน 3 ของต้นทุนอยู่ที่ ธนาคาร ตั้งแต่การดูแลเงิน-ขนไปตู้ ATM-คนกดเงินซื้อของ-ร้านค้าเอาเงินไปฝาก-ขนเงินมาตู้ ATM อีก 1 ใน 3 อยู่ที่ ร้านค้า ที่ต้องดูแลเงินสด เงินหายบ้างขาดบ้าง ตรวจสอบยาก และ 1 ใน 3 สุดท้ายคือ รัฐบาลกับแบงค์ชาติ ที่ใช้ภาษีในการบริหารจัดการ รวมถึง ตัวเราเอง ที่ต้องพกเงินสด
  • สรุป มีต้นทุนโดยที่ประชาชนไม่รู้ตัว แต่ถ้าใช้ e-Payment คนสามารถจ่ายเงินดิจิทัล เงินวิ่งจากบัญชีธนาคารไปที่ร้านค้าโดยตรง ร้านค้าก็เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารเช่นกัน ขั้นตอนหายไปเยอะ ต้นทุนก็หายไปเช่นกัน

ลดการใช้เงินสด เพิ่มการใช้ e-Payment

  • ข้อมูลการใช้เงินสด และระบบ e-Payment ในประเทศไทยไม่เคยมีการจัดเก็บอย่างเป็นทางการ ในต่างประเทศส่วนหนึ่งเก็บจากข้อมูลภาษี แต่ประเทศไทยทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก VISA พบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนมูลค่าธุรกรรมเงินสด 70% มูลค่าธุรกรรมดิจิทัล 30% (วัดจาก Value)
  • ส่วน Mastercard พบว่า การทำธุรกรรมดิจิทัลมีสัดส่วนประมาณ 2% ส่วนธุรกรรมเงินสด 98% (วัดจากจำนวนธุรกรรม) เพราะมีการซื้อขายเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมหาศาลที่ใช้จ่ายผ่านเงินสด
  • ขณะที่สัดส่วนการใช้ Mobile Banking ในประเทศไทยต่อประชากร อยู่ที่ประมาณ 42% (ข้อมูลจาก Financial Brand ปี 2015) ก็คิดได้ว่า ประเทศไทยน่าจะมีการใช้งาน e-Payment มากขึ้น จึงเกิดเป็นนโยบาย National e-Payment และ PromptPay ขึ้น

3 ประสานผลักดัน PromptPay

  • จากที่กล่าวมาทั้งหมด มีความต้องการให้เกิดการใช้ e-Payment ในไทยมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนเงินสด และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการใช้จ่าย โดย 3 ฝ่ายหลักที่ผลักดันเรื่องนี้ อย่างเต็มที่ คือ
  • 1 ฝ่าย Business หรือ ธนาคาร ที่ต้องการลดต้นทุนเงินสด ดังนั้นการที่ PromptPay สามารถโอนเงินหากันได้โดยคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก (ตอนนี้มีโปรโมชั่นงดเก็บค่าธรรมเนียม) หลายคนคิดว่า รายได้แบงค์จะหายไป เพราะเดิมเคยเก็บค่าโอนเงินหลายสิบบาท
  • คำตอบคือ แม้รายได้จากค่าธรรมเนียมจะลดลง แต่แบงค์เห็นโอกาสในการลดต้นทุนได้มหาศาล ทั้งการบริหารจัดการเงินสดที่จะลดลง ดังที่กล่าวไปแล้ว และ รู้หรือไม่ว่า ค่าเช่าที่ในการวางตู้ ATM ในห้างสรรพสินค้า ตร.ม. ละ 20,000 – 100,000 บาท ต่อเครื่อง (ขึ้นกับแต่ละห้าง) ถ้าการใช้เงินสดลดลง ก็ลดการใช้ตู้ ATM และสามารถย้ายตู้ ATM ไปไหวในพื้นที่อื่น ลดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล
  • ธนาคาร จึงมองเรื่องนี้เป็นการลงทุนเพื่อโอกาสในการลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

  • 2 ฝ่ายเทคโนโลยี คือ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ทางการเงิน และผู้ที่นำมาใช้คือ FinTech หนึ่งในนั้นคือ Micro Payment หรือการโอนจ่ายมูลค่าต่ำๆ ซึ่งเดิมธนาคารไม่ได้สนใจ แต่ FinTech สนใจมาก และสามารถตอบความต้องการผู้ใช้ทั่วไปได้ดี เช่น TrueMoney จ่ายเงินใน 7-ELEVEN ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเศษเงินทอน เพราะจ่ายด้วย e-Wallet สะดวกดี
  • แต่ด้วยระบบ PromptPay ต่อไปไม่ว่าแหล่งเงินจะมาจากที่ใด (บัญชีธนาคาร, e-Wallet หรือบัตรเครดิต/เดบิต) ก็จ่ายเงินได้หมด
  • 3 หน่วยงานกำกับดูแล หรือ แบงค์ชาติ ที่นอกจากต้องการลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดของประเทศ ยังต้องการผลักดันให้หน่วยงานรัฐทั้งหมด รับชำระเงินแบบอิเล็กรอนิกส์เท่านั้น เพราะยิ่งลดการใช้เงินสดได้มาก ยิ่งลดการคอรัปชั่นลง เพราะเงินทุกอย่างจ่ายเข้าระบบดิจิทัลทั้งหมด
  • ความเข้าใจผิดว่า PromptPay จะทำให้ภาครัฐเก็บภาษีได้นั้น จะเกิดกับนิติบุคคลเป็นหลัก หรือเรียกว่าระบบ e-Tax คือ บังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ รับ-จ่ายเงินแบบดิจิทัลทั้งหมด และให้หักภาษี ณ ที่จ่ายเข้าธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนด้านภาษี บริษัทต่างๆ ไม่ต้องเสียเวลาทำภาษีอีก เพราะระบบมีการหักภาษีต่างๆ ทางดิจิทัลทันที (แต่ต้องทำบัญชีมาบาลานซ์เช็คความถูกต้อง) และธนาคารนำส่งภาษีเข้ารัฐโดยตรง แต่เรื่องนี้ยังใช้เวลาอีกหลายปี

นี่เป็นตอนแรก ของ National e-Payment และ PromptPay เท่านั้น ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องการความกระจ่างชัด เช่น ความเข้าใจผิดว่า สมัคร PromptPay แล้วรัฐจะรู้รายได้ของเรา ทั้งที่ PromptPay เป็นบริการรับเงิน, ทำไมบัตรเดบิต (Debit Card) ที่ทำได้มากกว่าแค่กดเงินสดจาก ATM ถึงไม่นิยมในไทย, อนาคตการทำ ATM White Label ในไทย และ เฟสต่อไปของ PromptPay ที่ต่อยอดไปสู่ Bill Payment และ Request to Pay

โปรดติดตามในตอนที่ 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/promptpay-national-e-payment-part1/

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างกับ “กระแสผู้นำประเทศอายุน้อย” ว่าด้วย ภาพลักษณ์และแบรนด์ในโลกยุคใหม่

ออสเตรียเพิ่งได้นายกรัฐมนตรีหนุ่มคนใหม่อายุเพียง 31 ปี คำถามคือ กระแสผู้นำประเทศอายุน้อยนี้สะท้อนมุมมองอะไรให้เราเห็นบ้าง? ชวนอ่านข้อคิดเห็นจากปรากฏการณ์การขึ้นมาของผู้นำในโลกตะวันตกหลายแห่ง จากนั้นย้อนดูไทยและพลิกไปมองในมุมธุรกิจ

เซบาสเตียน คูร์ซ (Sebastian Kurz) Photo: Twitter Sebastian Kurz

The World’s Trend of Young Leaders.

ช่วงหลังมานี้ เรามักจะได้ยินกระแส “ผู้นำประเทศอายุน้อย” กันมากขึ้น อย่างล่าสุด เซบาสเตียน คูร์ซ (Sebastian Kurz) หัวหน้าพรรคของประชาชน (People’s Party) จะได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศออสเตรีย โดยมีอายุเพียง 31 ปี ทำให้กลายเป็นว่าที่ผู้นำประเทศที่มีอายุน้อยที่สุดในโลก นอกจากนั้นตอนเขาอายุได้ 27 ปี เคยเป็นรัฐมตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่อายุน้อยที่สุดในโลกมาแล้ว

 

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม ที่ประเทศฝรั่งเศสได้มีการจัดการเลือกตั้งรอบที่สองเพื่อต่อสู้กับมารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) ส่งผลให้ แอมานุแอล ฌ็อง-มีแชล เฟรเดริก มาครง (Emmanuel Jean-Michel Frédéric Macron) ที่มีอายุเพียง 39 ปี ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส และได้กลายเป็นประมุขแห่งรัฐฝรั่งเศสที่มีอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่สมัยนโปเลียนเป็นต้นมา

แอมานุแอล ฌ็อง-มีแชล เฟรเดริก มาครง (Emmanuel Jean-Michel Frédéric Macron) Photo: http://en.yesurdu.com

ในขณะที่ประเทศแคนาดา จัสติน พีเอร์ เจมส์ ทรูโด (Justin Pierre James Trudeau) ชนะการเลือกตั้งในปี 2015 ทำให้เขาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้มีอายุ 45 ปี นับเป็นอีกคนหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีอายุน้อย

 จัสติน พีเอร์ เจมส์ ทรูโด (Justin Pierre James Trudeau) Photo: media1.britannica.com

ภาพผู้นำประเทศอายุน้อยสะท้อนอะไร? มองต่างประเทศ แล้วย้อนดูไทย

อันที่จริง ลำพังการขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศอายุน้อยได้ ความเก่งเฉพาะตัวอย่างเดียวไม่พอแน่ เพราะต่อให้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าพื้นที่ทางการเมืองไม่เปิดก็หมดสิทธิ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญกว่าความเก่งเฉพาะตัวคือ การเปิดกว้างของระบบและกลไกในประเทศ เพราะไม่เช่นนั้นต่อให้เก่งแค่ไหน อายุน้อยแค่ไหน ถ้าระบบไม่เอื้อก็ไม่โต ระบบที่ว่านี้หมายความรวมทั้งระบบกฎหมายและระบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น การอุปถัมภ์กันเฉพาะในกลุ่มที่เชื่อมโยงทางสายเลือด เศรษฐกิจ หรือสถานะทางสังคม ฯลฯ

ภาพของผู้นำประเทศอายุน้อยจึงเป็นตัวสะท้อนการเปิดกว้างของระบบกลไกในประเทศ และไม่ใช่แค่เรื่องอายุเท่านั้น เรื่องเพศก็เป็นประเด็นสมัยใหม่ที่หลายประเทศและหลายองค์กรให้ความสำคัญ ย้อนไปในปี 2015 ตอนที่ จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีหนุ่มของแคนาดาได้ตั้งทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้ชาย 15 คน ผู้หญิง 15 คน โดยเขาให้เหตุผลในการตั้งคณะทำงานแบบ 50 : 50 ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์แคนาดาที่มีผู้ชายกับผู้หญิงที่มีจำนวนเท่ากันว่า “การจัดตั้งคณะทำงานแบบนี้สะท้อนความเป็นแคนาดาที่สุด”

ทีนี้ ย้อนกลับมาดูประเทศไทย ในยุคปัจจุบัน 2017 คณะรัฐบาลที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ตอนนี้มีอายุ 63 ปี ส่วนคณะทำงานด้านกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีสมาชิก 250 คน มีการรวบรวสถิติไว้ว่า มีค่าเฉลี่ยอายุอยู่ที่ 64 ปี ในจำนวนนี้มีคนที่อายุมากกว่า 60 ปี คิดเป็น 75% ของทั้งสภา นอกจากนั้นถ้าแบ่งตามเพศจะได้เป็น เพศชาย 238 คน เพศหญิง 12 คน หรือคิดเป็นเพศชายถึง 95% และเพศหญิงมีเพียง 5% เท่านั้น

หน้าตาครม. ประยุทธ์

จาก “การเมือง” ถึง “ภาคธุรกิจ” ภาพลักษณ์-แบรนด์องค์กรในโลกยุคใหม่

เอาเข้าจริงแล้ว กลไกการจัดการองค์กรของภาครัฐ/ภาคการเมือง ก็คล้ายกันกับองค์กรธุรกิจเอกชน คือมีการจัดการองค์กรที่เป็นระบบ มีหัว มีหาง มีฝ่ายปฏิบัติการ มีผู้นำ เฉกเช่นเดียวกัน

พูดในเชิงธุรกิจ ภายใต้โลกยุคปัจจุบันที่หลายธุรกิจถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี หนึ่งในกลยุทธ์ในการแข่งขันคือการทำให้บริษัทเป็นที่ทำงานของคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพื่อประโยชน์อย่างน้อยสองทางคือ หนึ่ง-เพื่อปรับตัวให้อยู่รอด และสอง-เพื่อดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน

ผลสำรวจของ Moore Stephens เร็วๆ นี้ พบว่า บริษัทในอังกฤษกว่า 311,550 แห่งมีค่าเฉลี่ยอายุพนักงานต่ำกว่า 30 ปี เพิ่มขึ้นจาก 295,890 แห่งในสองปีที่ผ่านมา และต้องนับว่าเป็นสัญญานที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะธุรกิจสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นต้องมาควบคู่กับเทคโนโลยีหรือที่เรียกว่าสตาร์ทอัพ ในขณะที่องค์กรเดิมๆ ก็ต้องปรับตัวไปในแนวทางดิจิทัลด้วยความจำเป็น การได้คนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นมาเป็นคนรุ่น Native Digital จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยสรุปก็คือ ผู้นำอายุน้อย ไม่ว่าจะในทางการเมืองหรือธุรกิจ ปัจจัยสำคัญคือระบบกลไกที่เปิดกว้าง เพราะต้องไม่ลืมว่าโลกไม่ได้เป็นของคนแก่ แต่เป็นของคนหนุ่มคนสาวในแต่ละยุค สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ฉะนั้นถ้าไม่ปรับตัวในเชิงโครงสร้าง เพื่ออ้าแขนต้อนรับคนใหม่ๆ เข้ามาสู่วงจรของการพัฒนา และไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือองค์กร ก็นับว่าเสี่ยงมากต่อความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคที่ทุกอย่างเกิดการ disrupt อย่างไม่เลือกหน้าใครทั้งนั้น

อ้างอิง – DW.comBBCTHAIPrachataiIndependentThe GuardianiLaw

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/young-leader-sebastian-kurz/

หุ้น AOT จะไปได้อีกไกลแค่ไหน?

หนึ่งในหุ้นที่เป็นดาวเด่นของปีนี้และเป็นหัวขบวนที่นำพา SET Index ทะยานแตะ 1,700 จุดได้สำเร็จ คงต้องมีหุ้น การท่าอากาศยานไทย หรือ AOT รวมอยู่ในนั้นแน่นอน และภายหลังจากแตกพาร์จากหุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 1 บาท และราคาทำ All Time High ไปเรียบร้อยแล้ว คำถามที่ทุกคนคงอยากรู้คือ หุ้น AOT จะไปได้ต่อหรือเต็มมูลค่าเรียบร้อยแล้ว? เรามาดูกันว่าอะไรคือปัจจัยสนับสนุนให้หุ้น AOT ยังไปได้ต่อ

หนึ่ง..ยังคงเป็นผู้ประกอบการรายเดียว  ตอนนี้ AOT ยังคงเป็นผู้ดูแลสนามบินหลักๆของประเทศอย่างสุวรรณภูมิและดอนเมือง แต่เพียงผู้เดียวจึงไม่มีคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งรายได้และส่วนแบ่งการตลาดได้

สอง..ปัจจัยบวกยังมีต่อเนื่อง นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ที่จะสนับสนุนให้เกิดการใช้งานสนามบินอู่ตะเภา,นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวให้สร้างรายได้3ล้านล้านบาทในปี 2561,การเปิดประมูลพื้นที่ Duty Free และเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสนามบินดอนเมือง ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยบวกสนับสนุนการเติบโตของ AOT ทั้งสิ้น

สาม..ยังคงมีการขยายการลงทุน AOT มีแผนลงทุนกว่า 200,000 ล้านบาท ทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสอง การขยายสนามบินดอนเมืองและภูเก็ต จากปัจจุบันนี้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรับจำนวนผู้โดยสารได้ 45 ล้านคน แต่ปัจจุบันต้องรับผู้โดยสารกว่า 55 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีสายการบินเปิดใหม่ที่เข้ามาขอใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสองจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 181 ล้านคนภายในสิบปีข้างหน้า

สี่..เทียบกับในภูมิภาคแล้ว หุ้นไม่ได้แพง ปัจจุบัน AOT มีค่าพีอีอยู่ที่ 40 เท่า อาจจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังสองสามปีที่ผ่านมาที่ 30 เท่า แต่หากดูหุ้นสนามบินเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย อย่าง MAHB (Malaysia Airport Holding Berhard) ที่ปีนี้ราคาหุ้นเขาเป็นขาขึ้นเช่นเดียวกับเราและทำ All Time High ด้วยเช่นกัน แต่ล่าสุดพีอีเขาขึ้นไปแตะ 120 เท่าแล้ว!! หากวัดใจกองทุนต่างชาติน่าจะยังสนใจหุ้น AOT ของเรามากกว่า

แล้วปัจจัยอะไรที่จะมาสนับสนุนว่าหุ้น AOT เต็มมูลค่าแล้ว ?

คำตอบ..อาจจะยังไม่เห็นตอนนี้ แต่ก็ต้องจับตาว่ากำไรสุทธิของ AOT ในปีต่อๆ ไปจะยังเติบโตได้หรือไม่ โดยกำไรปี2559 (สิ้นสุดเดือนกันยายน) อยู่ที่ 19,571 ล้านบาท และสามไตรมาสของปีนี้มีกำไรอยู่ที่ 16,894 ล้านบาท ไม่น่าจะผิดพลาดแน่นอน ปีนี้ AOT จะมีกำไรมากกว่าปีที่แล้วแน่นอน และน่าจะมากกว่าค่อนข้างเยอะด้วย ถ้าหารเฉลี่ยว่าทุกไตรมาสของ AOT จะมีกำไรประมาณ 4-5,000 ล้านบาท ปีนี้น่าจะมีกำไรแตะ 20,000 ล้านบาท

คำถามคือฐานกำไรที่สูงขึ้น ความท้าทายคือปี 2561 ซึ่งเริ่มแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ AOT จะยังสร้างกำไรเติบโตได้โดดเด่นอีกหรือไม่? และนักท่องเที่ยวจะยังเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่

ความเห็นส่วนตัวของผม มองว่า AOT ยังคงไปได้อีกพอสมควร และจะเป็นพระเอกในขณะที่ SET Index สร้างจุดสูงสุดใหม่ได้อย่างแน่นอน

หากจุดสูงสุดเดิมช่วงก่อนปี 2540 หุ้นไทยขึ้นมาได้เพราะกลุ่มการเงินอย่างธนาคารและไฟแนนซ์ (จากนโยบายเปิดเสรีการเงิน BIBF) แล้วจุดสูงสุดครั้งใหม่ ก็ไม่น่าจะแปลกที่หุ้นไทยจะขึ้นมาได้เพราะหุ้นกลุ่มขนส่งจากการเป็นศูนย์กลางคมนาคม การส่งเสริมการท่องเที่ยวและนโยบาย EEC ผมจะผิดหรือถูก อีกประมาณหนึ่งปีมาดูกันครับ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ตลอดทั้งปี หุ้น AOT แม้จะเป็นขาขึ้นแต่ราคาแทบจะไม่ย่อตัวลงมาหลุดเส้น EMA15 สามารถใช้แนวดังกล่าวในการเข้าซื้อได้ โดยอาจใช้แนว EMA35 ที่ราคาไม่เคยย่อมาถึงเป็นจุดวัดสำคัญว่า AOT จะยังคงเป็นขาขึ้นอยู่หรือไม่ หากหลุดเส้นดังกล่าวก็ต้อง Cut Loss

ตราบใดที่ AOT ยังมีกำไรสุทธิเติบโต ราคาหุ้นน่าจะยังเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะดูว่าแพงไปเรื่อยๆแล้ว แต่อย่าลืมว่าตลาดหุ้นไทยให้น้ำหนักกับ Growth Stock เราจะได้เห็นหุ้นที่ดูว่าแพงแบบเว่อร์ๆ แต่ขึ้นต่อและได้เห็นหุ้นที่ Under Value แต่หุ้นไม่ไปไหน

source: ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ AOT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-far-aot-stock/

“ทำอย่างไรให้คนรักแบงค์” โจทย์ที่ธนาคารต้องตอบให้ได้ในยุค Digital Disruption

ขายประกันอีกแล้ว – คือสิ่งที่คนทั่วไปอย่างเรา ซึ่งเป็นลูกค้าแบงค์ใช้คำว่า “กลัว” หรือไม่อยากเจอนั่นแหละ เพราะคนไทยขี้เกรงใจ ไม่ชอบการปฏิเสธ และการชวนให้ซื้อประกันเป็นประจำ ทั้งต่อหน้าและทางโทรศัพท์ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย

พอรู้สึกไม่ชอบใจหลายๆ ครั้งก็กลายเป็นเกลียด และกลายเป็นโจทย์ให้ธนาคารยุคใหม่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำอย่างไรให้คนรักแบงค์

เปลี่ยนภาพเดิมๆ สู่ธนาคารยุคใหม่

ตอนนี้การแข่งขันของธนาคารกำลังหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ จุดเริ่มต้นมาจาก PromptPay ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มาเริ่มเปลี่ยนวิธีการรับโอนเงิน ตามด้วยการแพร่หลายของบริการ FinTech ที่มาให้บริการในส่วนที่ธนาคารเข้าไม่ถึง และล่าสุดกับบริการ QR Code ทั้งหลาย

ทั้งหมดทำให้ธนาคารไม่สามารถทำตัวแบบเดิม คือ แต่งตัวใส่สูทนั่งเป็นนายแบงค์รออยู่ในธนาคาร แม้นั่นคือรูปแบบของความน่าเชื่อถือ แต่ธนาคารยุคใหม่ต้องเดินเข้ามาหาผู้ใช้บริการ และชวนให้คนมาใช้บริการด้วยตัวเอง

แปลว่าภาพของธนาคารที่รอคนเดินเข้าไปปรึกษาทางการเงินก็ยังคงมีอยู่ แต่ต้องเพิ่มภาพของการเข้าหาผู้ใช้บริการเข้ามาด้วย แต่สิ่งที่ติดอยู่คือ คนไม่ได้รักธนาคาร

อาทิตย์ นันทวิทยา CEO ของ SCB

แยกส่วนบริการกับงานขาย สร้างความสบายใจให้ลูกค้า

แนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจและเปลี่ยนวิธีการทำงานของธนาคาร คือ การแยกส่วนงานขายและงานบริการออกจากกันของ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB โดย อาทิตย์ นันทวิทยา CEO ที่ประกาศเปลี่ยนแปลง SCB ไปสู่รูปแบบใหม่

ด้วยวิธีการนี้ พนักงาน SCB ที่ไม่อยากขาย ไม่สะดวกใจที่จะขาย ก็เน้นงานบริการ ให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ มีเวลาใส่ใจและพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้น

ส่วนพนักงานที่ชอบงานขาย อยากได้รายได้เพิ่มก็สามารถพัฒนาทักษะด้านการขาย และพุ่งเป้าไปที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่สนใจจริงๆ มากกว่าจะหว่านแหไปทุกคน

นี่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้ไม่นาน แต่ในระยะยาว ผู้ใช้บริการจะสบายใจมากขึ้นในการไปธนาคาร และยิ่ง SCB ปรับโฉมธนาคารใหม่ ซึ่งเริ่มไปแล้วบางสาขา สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ที่มาใช้บริการ

เป็นทุกอย่างเพื่อคุณ การทำตลาดของธนาคารที่แตกต่าง

ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ CMO ของ SCB เป็นส่วนสำคัญที่เข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการธนาคาร ด้วยแนวทางการทำตลาดที่แตกต่างจากเดิม เช่น การร่วมมือกับ Too Fast Too Sleep ใช้พื้นที่บางส่วนของสาขา เปิดเป็นร้านอ่านหนังสือ 24 ชั่วโมง จับตลาดวัยรุ่น

และอาศัยช่วง PromptPay QR Code ลงลุยตลาดแบบถึงลูกถึงคน ไม่มีใครเคยเห็นนายแบงค์ลงมาเดินตลาดนัดจตุจักร – ตลาดสามย่าน ชวนคนใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ เดินถนนชวนคนนั่งวินมอไซต์แล้วจ่ายด้วย QR Code และการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อใช้เป็นวิธีการจ่ายเงิน

นี่คือ การสร้างฐานลูกค้าระดับเยาวชนให้คุ้นเคยกับ SCB การเข้าถึงผู้ใช้ทั่วไปให้คุ้นเคยกับการจ่ายเงินผ่านแอพ รวมกับการสร้างความรู้สึกดีให้เกิดกับการมาใช้บริการของธนาคาร ตามนโยบายของ CEO ก็ต้องบอกว่าเป็นแนวทางที่ไม่ธรรมดา และกระตุ้นให้ธนาคารคู่แข่งต้องขยับตัวมากขึ้น

ช่วงนี้เป็นช่วงผ่อนการทำตลาดลง แต่เชื่อว่าเข้าเดือน พ.ย. น่าจะมีการตลาดระลอกใหม่ตามมาอีกต่อเนื่องแน่ๆ

ธนา เธียรอัจฉริยะ รักษาการ CMO ของ SCB และ ครอบครัว

สรุป – จะทำให้คนรักแบงค์ได้มั้ย

การจะรักหรือไม่รักแบงค์ หลายครั้งขึ้นกับเหตุผลและประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่น่าสนใจว่าการเปลี่ยนแนวทางของ SCB ที่เน้นเรื่องความรู้สึกของลูกค้ามากขึ้น จะทำให้คนรัก SCB มากขึ้นได้หรือไม่ และน่าติดตามต่อว่าธนาคารอื่นๆ จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร จะยึดแนวทางแบบเดิม หรือเพิ่มเติมวิธีการใหม่ๆ แบบไหน สุดท้ายต้องรอดูผลลัพธ์ ทั้งส่วนของรายได้และผลกำไร และความรู้สึกของผู้บริโภคที่มีต่อธนาคาร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-to-make-you-love-bank/

จับตาโครงการ Mixed Use จาก One Bangkok ถึง ICON SIAM สร้างแลนด์มาร์คสำคัญในไทย

โครงการ Mixed Use กำลังได้รับการจับตามองอย่ายิ่งในประเทศไทย เพราะมีโครงการใหญ่ที่เริ่มต้นก่อสร้างไปและจะเสร็จเรียบร้อยในอีกไม่นานนัก และเป็นที่คาดการณ์ว่าจะสร้างการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ที่เป็นทั้งที่อยู่อาศัย ที่ทำงานและสถานที่ช้อปปิ้ง พักผ่อนในที่เดียวกัน

หนึ่งในโครงการใกล้บ้านเราที่เป็นที่นิยมมากในหลายปีที่ผ่านมา คือ Marina Bay Sands กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของสิงคโปร์ ขณะที่ประเทศไทย กำลังจะมีทั้ง ICON SIAM และ One Bangkok

One Bangkok

โครงการ Mixed Use สร้างโอกาสทางธุรกิจ

EIC SCB มองว่าโครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่จะผลักดันให้การแข่งขันในตลาดอสังหาฯ เข้มข้นยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ดีกว่าและยังให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการควรปรับตัวโดยการจับมือกันลงทุนพัฒนาโครงการ Mixed Use ขนาดใหญ่ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์เพื่อสร้างจุดเด่นและดึงดูดผู้บริโภค แทนการพัฒนาโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้มากกว่าการพัฒนาโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีราคาแพง จากการผสมผสานการใช้ประโยชน์ที่ดินและอาคารด้วยการพัฒนาอสังหาฯ หลากหลายประเภท ทำให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องทั้งจากการขายกรรมสิทธิ์และสัญญาเช่า อีกทั้งการพัฒนาในรูปแบบดังกล่าวยังสร้างมูลค่าเพิ่มแก่โครงการ จึงส่งผลให้ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงกว่าโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งถึงราว 1.5 เท่า

ICON SIAM

บริหารเงินทุน หาทำเลศักยภาพ ปัจจัยสำคัญ

ยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ ทั้งด้านการบริหารเงินทุน การสรรหาที่ดินขนาดใหญ่ที่อยู่ในทำเลศักยภาพ และการวางแผนผสมผสานอาคารเพื่อการอยู่อาศัยและอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและส่งเสริมกัน

การสร้างความโดดเด่นด้านดีไซน์และการเพิ่มรูปแบบการใช้ประโยชน์จากโครงการให้มีความหลากหลาย เป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ปัจจัยข้างต้นช่วยสร้างความแตกต่างแก่โครงการ จึงทำให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศในที่สุด

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โครงการ Marina Bay Sands ในสิงคโปร์ที่เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2010 ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์และแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศ เนื่องจากรูปลักษณ์อาคารที่แปลกใหม่และการผสมผสานอสังหาฯ มากกว่า 6 ประเภท ซึ่งส่งผลให้โครงการดังกล่าวมีผลประกอบการดีกว่าตลาด

Marina Bay Sands

โรงแรมในโครงการนั้นมี RevPAR สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงราว 10% นอกจากนี้ ยังส่งผลดีต่อประเทศ เนื่องจากเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยพบว่าในช่วงปี 2007-2010 นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่สิงคโปร์เติบโตเฉลี่ยราว 4% ต่อปี แต่ภายหลังจากที่โครงการ Marina Bay Sands เปิดดำเนินการนั้น นักท่องเที่ยวในช่วงปี 2010-2013 ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 10% ต่อปี

ผู้ประกอบการไทยมีแนวโน้มจับมือกันเพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนและมีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยแนวโน้มความต้องการของคนเมืองสมัยใหม่ที่นิยมความสะดวกสบายด้านการดำเนินชีวิต ทำงาน และจับจ่ายใช้สอย รวมถึงที่ดินศักยภาพที่มีจำกัด ทำให้การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ได้รับความนิยม

อย่างไรก็ตาม ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หลากหลายจึงส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องหันมาจับมือกันเพื่อพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในแต่ละทำเล สังเกตได้จากโครงการที่สร้างเสร็จในปี 2016 ล้วนเป็นการผสมผสานอสังหาฯ พื้นฐานอย่างเช่น คอนโดมิเนียม โรงแรม และศูนย์การค้า ด้วยมูลค่าเฉลี่ยราว 1.2 หมื่นล้านบาทต่อโครงการ ขณะที่โครงการซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นภายในปี 2025 มีมูลค่าสูงสุดถึง 1.2 แสนล้านบาทต่อโครงการ โดยจะมีการผสมผสานอสังหาฯ ประเภทใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การประชุม และศูนย์แสดงสินค้า ตัวอย่างเช่นโครงการ One Bangkok

การขยายตัวของโครงการมิกซ์ยูสจะผลักดันให้การแข่งขันในตลาดอสังหาฯ เข้มข้นขึ้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้ดีกว่า โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่หลายโครงการที่จะแล้วเสร็จนั้นส่งผลให้พื้นที่
ค้าปลีกและพื้นที่สำนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 5.5 แสน ตารางเมตร และ 6.6 แสนตารางเมตร ภายในปี 2025 ตามลำดับ รวมถึงจะเกิดการขยายตัวของโรงแรมและคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ ซึ่งปรากฎการณ์นี้มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อโครงการอสังหาฯ รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง

เนื่องจากโครงการ Mixed Use สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค เช่น การผสมผสานระหว่างสำนักงานกับที่พักอาศัยซึ่งทำให้พนักงานในอาคารสำนักงานสามารถเลือกพักอาศัยในพื้นที่เดียวกับสถานที่ทำงาน จึงช่วยประหยัดเวลาในการเดินทาง

ความสำเร็จของโครงการมิกซ์ยูสที่เหนือกว่าโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจึงสามารถสะท้อนจากอัตราการครอบครองพื้นที่ (occupancy rate) ของสำนักงานให้เช่าในโครงการมิกซ์ยูสซึ่งสูงถึง 97% มากกว่าอัตราการครอบครองพื้นที่โดยเฉลี่ยที่อยู่ที่ราว 92% ในปี 2016 นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราค่าเช่าของสำนักงานให้เช่าในโครงการมิกซ์ยูสยังสูงกว่าอัตราค่าเช่าของสำนักงานให้เช่าโดยเฉลี่ยถึง 20%

EIC ประเมินว่าอาคารสำนักงานให้เช่าในพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ถึงแม้ในปี 2017 พื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่ารวมอยู่ที่ราว 8.8 ล้านตารางเมตร และอัตราการครอบครองพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าในกรุงเทพฯ อยู่ในระดับสูงกว่า 90% แต่การขยายตัวของพื้นที่สำนักงานให้เช่าจากโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้อัตราการครอบครองพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าลดลงมาอยู่ที่ราว 80% ในปี 2025

แนวโน้มที่ผู้เช่าอาคารสำนักงานจะย้ายเข้าสู่สำนักงานให้เช่าในโครงการมิกซ์ยูส เนื่องจากอาคารเหล่านี้สามารถตอบโจทย์และมีความทันสมัยกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการอาคารสำนักงานให้เช่าควรปรับตัวโดยการรีโนเวทอาคารให้ทันสมัยและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น เพิ่มการให้บริการศูนย์การค้าที่ชั้นล่างของอาคาร หรือบริเวณข้างเคียง และปรับปรุงระบบภายในอาคาร เช่น ลิฟต์โดยสารให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์กับผู้เช่าอาคารเดิมเพื่อรักษาฐานลูกค้า

อีไอซีแนะผู้ประกอบการอสังหาฯ ควรปรับตัวโดยการหันมาลงทุนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่แทนโครงการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ โดยต้องผสมผสานอสังหาฯ ที่ส่งเสริมกัน และควรผสมผสานอสังหาฯ ในแต่ละโครงการให้สอดคล้องกับทำเลที่ตั้ง โดยทำเลตามแนวรถไฟฟ้าย่าน CBD ควรเน้นส่วนผสมของพื้นที่สำนักงานให้เช่า ขณะที่ทำเลริมแม่น้ำควรมีการผสมผสานโรงแรมเข้ามา นอกจากนี้ ควรมีพื้นที่สีเขียวและสนับสนุนให้เกิดคอมมูนิตี้ขึ้นในโครงการ และที่สำคัญต้องออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารและการตกแต่งภายในอย่างสร้างสรรค์

ภาครัฐควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากที่ดินด้วยการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ เนื่องจากภาครัฐมีที่ดินจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลสามารถนำการพัฒนาในรูปแบบมิกซ์ยูสมาประยุกต์ใช้ เช่น การพัฒนา TOD (Transit-Oriented Development) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และจัดการเมืองบริเวณรอบสถานีขนส่งมวลชนเพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาโครงการคมนาคมบนพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่ภาครัฐและส่งเสริมให้เกิดการใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mixed-use-one-bangkok-icon-siam/

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปกับธุรกิจการบิน หลัง ICAO ปลดล็อกธงแดงประเทศไทย

สรุปสถานการณ์ธงแดง ล่าสุด ICAO ได้ปลดธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยบนเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ถูกติดธงแดงมาตั้งแต่ มิ.ย. 2558 ส่งผลให้ธุรกิจการบินของไทยมีอุปสรรคในการบินไปหลายประเทศเป้าหมาย และ FAA ปรับลดอันดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการขนส่งทางอากาศเป็นระดับต่ำกว่ามาตรฐาน (Category2)

ค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นกับธุรกิจสายการบินของไทย คิดเป็นมูลค่า 11,300 ล้านบาท ใน 2 ปี แต่จากการปลดธงแดง น่าจะทำให้ ญี่ปุ่น, เกาหลี และ FAA ยกเลิกการตั้งข้อจำกัดทางการบินต่อสายการบินของไทย เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับภาพรวมอุตสาหกรรมการบิน สายการบินสัญชาติไทยสามารถเปิดเส้นทางใหม่ เพิ่มความถี่เที่ยวบิน เปลี่ยนขนาดเครื่องบินและให้บริการแบบเช่าเหมาลำ (Chartered flight)

ปลดธงแดง สร้างเม็ดเงินเพิ่ม ดันอู่ตะเภาแจ้งเกิด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์การบินของไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 จะเติบโตอย่างคึกคักขึ้น จากเดิมที่ได้ทวีบทบาทอย่างน่าจับตามองในระยะที่ผ่านมา และผลดังกล่าวจะต่อเนื่องไปยังปี 2561 ให้ธุรกิจการบินของไทยเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

คาดว่า ธุรกิจสายการบินของไทยในปี 2560 จะมีรายได้ประมาณ 278,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 1,300 ล้านบาท และน่าจะแตะ 294,500 ล้านบาท ในปี 2561 เติบโตขึ้น 8,400 ล้านบาท

ไฮไลท์สำคัญคือ อู่ตะเภา Aerotropolis หรือ เมืองการบิน เป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลคาดหวังให้เป็นกลไกหลักในการพัฒนา EEC โดยเป็นการใช้จุดเด่นจากการเชื่อมโยงของท่าอากาศยานอู่ตะเภาดึงดูดการลงทุน ที่จะก่อให้เกิดเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจโดยมีท่าอากาศยานเป็นแกนหลักให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมในรัศมีโดยรอบ นำมาซึ่งจำนวนเที่ยวบิน นักท่องเที่ยว และสินค้าที่ขนส่งทางอากาศ ที่นำไปสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์ ดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศ

ระวังปัญหาขาดบุคลากร สนามบินหนาแน่น

EIC SCB มองว่า การปลดธงแดงจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการบินและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสวยหรู เพราะจากการแข่งขันระหว่างสายการบินที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการเปิดเส้นทางใหม่ และขาดแคลนบุคลากร ซึ่ง 3 เดือนที่ผ่านมา มีการเพิ่มเที่ยวบินในเส้นทางยอดนิยม เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ทำให้เกิดการแย่งชิงบุคลากรการบิน เช่น นักบิน แอร์โฮสเตส วิศวกร และช่างเทคนิค

อีกทั้งยังมีปัญหาด้าน time slot และความจุของสนามบินทั้งในไทยและต่างประเทศ อาจทำให้การเพิ่มความถี่และเปิดเที่ยวบินใหม่ไม่ราบรื่นนัก ในปัจจุบัน สนามบินในไทยหลายแห่งเริ่มมี time slot ที่หนาแน่นแล้ว ประกอบกับจำนวนผู้โดยสารที่เกินขีดความสามารถในการรองรับ ในขณะเดียวกัน สนามบินในต่างประเทศ โดยเฉพาะสนามบินในเส้นทางที่ได้รับความนิยม เช่น นาริตะของญี่ปุ่น และอินชอนของเกาหลีใต้ ก็ประสบกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ทำให้การเพิ่มความถี่และขยายเส้นทางอาจทำได้ไม่ง่ายนัก

ดังนั้น แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับการปลดธงแดง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รองรับโอกาสที่จะขยายตัวมากขึ้นด้วย

source: EIC SCB, ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/icao-abort-red-flag-thailand/