คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

UBER VS Grab ในสิงคโปร์ | ถึงวันเปิดหน้าสู้ แท็กซี่รายใหญ่ซื้อ UBER 51% ส่วน Grab ยังครองตลาดเกินครึ่ง

ตลาดเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์สนุกสนานขึ้น เมื่อ Grab ที่จับมือกับ SMRT ครองตลาดอยู่เกินครึ่ง ปะทะคู่แข่งบริษัทแท็กซี่รายใหญ่ในสิงคโปร์ที่เข้าถือหุ้น UBER ถึง 51% โปรดติดตามให้ดี เพราะเขาเปิดหน้าออกมาสู้กันแล้ว

ความแกร่งของ Grab ในสิงคโปร์ ครองสัดส่วนตลาดเกินครึ่ง

บริการเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นที่ครองตลาดในสิงคโปร์จะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น ระหว่าง Grab เจ้าถิ่นที่ครองสัดส่วนตลาดถึง 53% ส่วน UBER ตัวเลขไม่ชัดเจน เวลานับสถิติจึงกองรวมอยู่กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในตลาดที่มีอยู่เพียง 24% เท่านั้น

ความเก๋าของเจ้าบ้านอย่าง Grab คือการเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยและการชำระเงินที่ออกแบบมาให้เหมาะกับคนในพื้นที่มากกว่า UBER มากกว่านั้น ถ้าเทียบกันแล้วในเชิงสถิติ หากเดินทางต่ำกว่า 30 กิโลเมตรในสิงคโปร์ การเรียกใช้ Grab จะมีราคาที่ถูกกว่า UBER อยู่เสมอ ดูการเปรียบได้เทียบได้ที่นี่

เมื่อดูในแง่พาร์ทเนอร์ Grab มีพาร์ทเนอร์รายใหญ่อย่าง SMRT ที่เป็นขนส่งมวลชนรายใหญ่ของสิงคโปร์ มากไปกว่านั้นยังมีข่าวว่า Grab อาจจะซื้อกิจการในส่วนแท็กซี่ของ SMRT ที่มีรถอยู่ในระบบกว่า 3,400 คัน

ก้าวต่อไปของ UBER ในสิงคโปร์ ให้บริษัทแท็กซี่รายใหญ่ถือหุ้นเกินครึ่ง

ฝ่ายตามอย่าง UBER ก็พยายามดิ้นสู้ในตลาดสิงคโปร์ด้วยการขายหุ้นให้กับ ComfortDelGro บริษัทรถแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ เพื่อร่วมทุนเป็นจำนวน 218 ล้านเหรียญ (7,100 ล้านบาท) หรือคิดเป็นจำนวนหุ้นคือ 51% นั่นหมายความว่า UBER ถือหุ้นของตัวเองในสิงคโปร์เพียง 49% เท่านั้น

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ComfortDelGro จะเข้ามาบริหารรถภายใต้ UBER ในสิงคโปร์กว่า 14,000 คัน ส่วนรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทั้งหมดจะสามารถเรียกผ่าน UBER ได้โดยตรง

ความน่าสนใจคือดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ComfortDelGro มีผลประกอบการเดินรถแท็กซี่ต่ำลง ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นตกลงไปกว่า 11% เพราะนักลงทุนไม่มีความมั่นใจในแผนธุรกิจ ส่วน UBER ก็ไม่ทำได้ดีนักในตลาดสิงคโปร์ การร่วมหุ้นลงทุนกันครั้งนี้เพื่อสู้ Grab จึงมีความน่าสนใจ เพราะเป็นการสู้ระหว่างเจ้าถิ่นหน้าใหม่สายดิจิทัลผู้แข็งแกร่ง กับ เจ้าถิ่นหน้าเก่าที่ดึงเอาดิจิทัลหน้าใหม่จากต่างชาติมาปะทะกัน

Photo: Pixabay

บทสรุป : เปิดหน้าสู้ในสิงคโปร์ ตลาดที่พลาดไม่ได้ หมุดหมายสำคัญในภูมิภาค

ตลาดเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์จะดุเดือดขึ้น เพราะแม้ว่าสิงคโปร์จะมีประชากรเพียง 5.6 ล้านคน แต่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในหลายด้าน เช่น ในแต่ละปีมีคนอินโดเซียเดินทางมาไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน คนไทยและคนเวียดนามไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าสิงคโปร์จะเชื่อมต่อกับมาเลเซียด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง เรียกได้ว่า สิงคโปร์จะยิ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อในหลายด้านมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การชนะในตลาดสิงโปร์จึงเป็น “สัญญะ” สำคัญที่จะสะท้อนไปยังตลาดประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ความได้เปรียบของ UBER หลังจากนี้ในตลาดสิงคโปร์คือการได้ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบริการรถแท็กซี่อย่างกว้างขวาง แต่ต้องไม่ลืมว่า Grab ที่ครองตลาดในภูมิภาคนี้ในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่สิงคโปร์ แต่ยังมีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม พร้อมกันนั้นยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก SoftBank และ Didi จากจีน และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เพิ่งระดมทุนจากนักลงทุน 2 รายนี้ได้ไปถึง 2,000 ล้านเหรียญ (65,000 ล้านบาท)

จากนี้ เมื่อเปิดหน้าคู่แข่งออกมาชัดเจนขึ้นขนาดนี้ ต้องดูต่อว่าจะ “สู้” กันอย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม แต่ที่แน่ๆ มูลค่าตลาดเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์และภูมิภาคนี้จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

อ้างอิง – BloombergTheFinance SGBloomberg 2techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uber-vs-grab-singapore/

Advertisements

Apple ทุ่มตลาดไทยเต็มสูบ เปิด Apple Store-Shop ใน Lazada เพราะแค่ iStudio อาจไม่ดึงดูดใจได้พอ

ในอดีตการทำตลาด Apple ในไทยอาจไม่ดุเดือดนัก เพราะให้ค้าปลีกที่ได้สิทธิ์ขายสินค้าในชื่อ iStudio และ Studio7 เดินเกมเอง กับให้โอเปอเรเตอร์จำหน่าย iPhone และ iPad แต่ปี 2561 ดีกรีความดุเดือดจะพุ่งพล่านแน่

สัญญาณเริ่มมาตั้งแต่มี PR ในไทย

Apple ขึ้นชื่อว่าเป็นแบรนด์สุดอินดี้ และเป็นตัวของตัวเองสูง หรือว่าง่ายๆ ก็ไม่ได้ง้อให้ลูกค้ามาซื้อมากนัก แต่เมื่อภาพรวมตลาดเริ่มเปลี่ยนไป ตัวสินค้าคอมพิวเตอร์เองก็มีคู่แข่งที่ทำได้ประสิทธิภาพใกล้เคียงมากขึ้น ยิ่งฝั่ง Smart Device เอง จากที่เคยเป็นผู้นำในเทคโนโลยีมาก่อน ก็เริ่มถูกคู่แข่งทั้งเกาหลี และจีนแซงในบางเรื่องแล้วเหมือนกัน

จึงไม่แปลกที่ Apple จะเดินเกมในเชิงรุกมากขึ้นในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการ Support ผู้ค้าให้ดีกว่าเดิม รวมถึงการแต่งตั้งตำแหน่งงานประชาสัมพันธ์ หรือ PR เพื่อติดต่อกับทั้งฝั่งผู้ค้า และฝั่งสื่อสารมวลชน ในการนำเสนอข่าว และข้อมูลใหม่ๆ เพื่อช่วยส่งไปถึงผู้บริโภคได้อีกทางหนึ่ง นอกจากโฆษณาแบบต่างๆ ที่ลงทุนผ่านโอเปอเตอร์ไปแล้ว

และถ้าสังเกตดีๆ ดีกรีในการทำตลาดของ Apple ในไทยเริ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี 2558 หรือปีที่ Apple เริ่มทำสินค้าตัวใหม่ รวมถึงยกเครื่องสินค้าเดิมๆ ตัวอย่างที่ดีคือ MacBook, Apple Watch และ iPad Pro ซึ่งการจะโปรโมทใหัปังเหมือน iPhone การใช้สื่อเข้ามาช่วยเหลือก็เป็นอีกคำตอบที่ดีไม่ใช่น้อย

ทวีความดุเดือดด้วยการเข้ารวม Lazada

ยิ่งหากไล่มาถึงปี 2559-2560 การเห็นโฆษณาในพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยของ Apple เริ่มไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความจริงจังนั้นเริ่มเข้ามาเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการรับสกุลเงินบาทในการซื้อบริการต่างๆ ภายในระบบ รวมถึงเปิดสมัครพนักงานในไทยเพื่อเปิด Apple Store แห่งที่สองในภูมิภาคอาเซียน หลังเปิดที่สิงคโปร์ไปก่อนแล้ว

และล่าสุดคือการแต่งตั้ง Lazada ให้เป็น Authorised Reseller เหมือนกับที่ค้าปลีกทั้งกลุ่ม Com7, SPVi และ Uficon ได้มาตั้งแต่เริ่มจำหน่ายสินค้า Apple พร้อมกับมีข่าวแว่วมาว่า Apple ยังทุ่มเงินหลายล้านบาทเพื่อให้สินค้าของตัวเองขึ้นหน้าแรกของ Lazada และเชื่อวันที่ 12 ธันวาคม หรือ 12.12 จะต้องมีโปรโมชั่นเด็ดๆ ออกมาแน่นอน

ที่สำคัญการจำหน่ายที่ Lazada นั้นตัวราคายังลดลงราว 2% หรือประมาณหลักพันบาทต้นๆ เกือบทุกสินค้าอีกด้วย กลายเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจ เพราะ Apple ค่อนข้างคุมเข้มเรื่องราคา แถมยังมีเว็บไซต์จำหน่ายสินค้าผ่านออนไลน์ของตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่น่าเข้ามาลงทุนช่องทางออนไลน์เพิ่ม หากไม่ได้มีความจำเป็นจริงๆ

ผู้บริโภคไปออนไลน์ แต่หน้าร้านก็สำคัญ

สุระ คณิตทวีกุล ประธานกรรมการบริหาร บมจ.คอมเซเว่น เบอร์หนึ่งผู้จำหน่ายสินค้า Apple ในประเทศไทย ยอมรับว่า ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไปซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น และการที่ Apple เองแต่งตั้ง Lazada ขึ้นมาเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างถูกต้องอีกราย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าร้าย เพราะช่วยให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

“คงไม่กระทบกับเราเท่าไรนัก เพราะช่องทางหน้าร้านก็ยังสำคัญอยู่ ยิ่งสินค้ามีมูลค่าสูง การเข้ามาหน้าร้านเพื่อตรวจสอบ และพูดคุยเกี่ยวกับการใช้งานก็ยังจำเป็น ส่วนเรื่องการปรับลดราคานั้น เข้าใจว่า Lazada ก็คงทำได้ เหมือนพวกผมที่จำหน่ายเครื่องผูกสัญญากับค่ายมือถือในราคาพิเศษ ก็คงอยู่ที่ว่า Lazada นั้นยอมจ่ายไปมากแค่ไหน”

สำหรับตัว “คอมเซเว่น” ปัจจุบันมีหน้าร้านจำหน่ายสินค้า Apple ในชื่อ Studio 7 เกือบ 100 แห่งทั่วประเทศ และตัวสินค้า Apple ก็ทำรายได้ราว 1 ใน 3 ของบริษัท ที่ปีนี้น่าจะปิดตามเป้า 20,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนเล็กน้อยได้ ส่วนปีหน้ายังตั้งเป้าเติบโตเช่นเดิม เพราะเห็นสัญญาณบวกหลายตัวเริ่มกลับมาแล้ว

สรุป

การเดินเกมของ Apple ในประเทศไทยนั้นทวีความดุเดือดขึ้นมาทุกขณะ และปีหน้าต้องเห็นการฟาดฟันในตลาด โดยเฉพาะกับสินค้า Smartphone แน่นอน แต่ก็อยากให้ชวนตั้งคำถามสักเล็กน้อยว่า แฟนๆ Apple จะกล้าซื้อสินค้ากับร้านอย่างเป็นทางการของ Apple ใน Lazada หรือไม่ เพราะอย่างที่รู้ว่ากิตติศัพท์ของทางนั้นก็ไม่เป็นสองรองใคร ซึ่งถ้าเกิดไม่ดีขึ้นมา อาจกลายเป็นการลงทุนที่เสียเปล่าก็เป็นได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

https://www.facebook.com/plugins/page.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbrandinsideasia&tabs=profile&width=340&height=214&small_header=false&adapt_container_width=true&hide_cover=false&show_facepile=true&appId=129250203765952
from:https://brandinside.asia/apple-push-thailand-market/

ส่องธุรกิจดารายุคโซเซียล! กินรวบโฆษณา ขายครีม ยันเปิดเอเยนซี่ บริหารเซเลบฯ

ดารายุคนี้ย่อมมีธุรกิจส่วนตัวพ่วงต่อท้ายกันเกือบทุกคน ตั้งแต่สินค้ายอดนิยมครีม อาหารเสริม เครื่องสำอาง มาจนถึงล่าสุดเมื่อตัวแม่อย่าง “ชมพู่ อารยา” ตั้งเอเจนซี่ดูแลโซเชียลให้ดารา ชี้ให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลที่ดาราต่อยอดมูลค่าจากโซเชียลมีเดีย

รับโฆษณา สร้างแบรนด์ ยันเปิดเอเจนซี่ ยุคนี้ไม่ใช่แค่จ็อบเสริม

ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นอาวุธที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับเหล่าดารา และเซเลบริตี้ทั้งหลาย ไม่ใช่เป็นแค่ช่องทางสื่อสารกับแฟนคลับ แต่ได้กลายเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” ไปแล้วเรียบร้อย สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้งรายได้หลัก รายได้เสริม ทั้งช่องทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม

มินต์ ชาลิดา ลงโฆษณาสินค้าในอินสตาแกรม

ถ้าย้อนดูวิวัฒนาการของการตลาดรูปแบบนี้ หรือที่เรียกกันว่า Influencer Marketing ในอดีตอินสตาแกรมของดาราอาจจะเป็นแค่ช่องทางให้แบรนด์ลงโฆษณา ไทน์อินสินค้า โดยเรทราคาก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม และความดังของแต่ละคน ซึ่งแบรนด์ก็ให้ความสนใจเพราะมองว่าได้เอ็นเกจเมนต์ที่กว่าการลงโฆษณารูปแบบอื่น

เมื่อโอกาสในการสร้างรายได้สูงขึ้นจากอินสตาแกรม ดาราเริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองด้วยการต่อยอดสร้างธุรกิจของตนเอง เพราะหลายคนก็อาศัยโอกาสจากช่วงที่พอหารายได้ได้อยู่ อย่างที่ทราบกันว่าดาราเป็นอาชีพที่ไม่แน่ไม่นอนเช่นกัน มีขึ้นย่อมมีลง มีเกิดย่อมมีดับ

ดาราสร้างแบรนด์สินค้าเอง

ทำให้ดารามีการสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมากันมากมาย ทั้งครีมบำรุง อาหารเสริม เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ดีเจต้นหอม, ดีเจนุ้ย, นุ่น วรนุช, น้ำชา, ใหม่ ดาวิกา และยังมีคนอื่นอีกมาที่ลงมาลุยธุรกิจตนเอง จากนั้นก็ใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางการขายหลักเพราะมีฐานแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุน บางรายต่อยอดไปจนถึงการหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติม

ทั้งนี้เห็นได้จากร้านมัลติแบรนด์อย่าง Eveandboy มีการสนับสนุนแบรนด์เครื่องสำอางของดาราด้วยการให้ชั้นวางสินค้าเป็นมุม Celeb ให้ลูกค้าได้มองหาได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดแฟนคลับของดาราเข้าร้านด้วย

ชมพู่ อารยา กับพาร์ทเนอร์ อาลี ซีอานี

จากธุรกิจสร้างแบรนด์สินค้าที่ดาราทำเป็นอาชีพเสริมขายในไอจี มาจนถึงธุรกิจที่จริงจังมากขึ้น ล่าสุดอย่างการดูแลโซเชียลมีเดียให้ดารา ของคุณแม่มือใหม่ “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ในชื่อ บริษัท เค โอ แอล แมนเนจเมนท์ จำกัด (KOL Management) ได้ร่วมทุนกับ “อาลี ซีอานี” นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มานาน ซึ่งชมพู่เองก็เป็นตัวแม่ในวงการ มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 7.8 ล้านราย

ธุรกิจนี้ก็เหมือนกับเอเยนซี่กลายๆ ที่ดูแล และวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ที่ต้องการลงโฆษณา เพียงแต่สื่อหลักเป็นโซเชียลมีเดีย ให้ดาราทำคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์ พร้อมกับมีดาราในสังกัดกว่า 20 คน ล้วนเป็นระดับตัวท็อปๆ ในวงการทั้งสิ้น เช่น กาละแมร์, แต้ว ณฐพร, มิ้นต์ ชาลิดา, หลุยส์ สก๊อต, แพทริเซีย กู๊ด, พลอย ชวพร, ก็อต จิรายุ เป็นต้น

ธุรกิจ Influencer โตฟุ้ง

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ที่สื่อออนไลน์มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยที่ติดกันอย่างงอมแงม ส่งผลให้งบสื่อโฆษณาหันมาทางช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดียมากขึ้น ในการประเมินมูลค่าสื่อออนไลน์ในปี 2560 จะพุ่งเกินหมื่นล้านบาทแล้ว

ส่งผลทำให้ธุรกิจ Influencer Marketing เปิดตัวกันมากขึ้น นักปั้นดาราก็มีให้เห็นมากขึ้น คนเป็นเน็ตไอดอลก็มากขึ้นเช่นกัน ได้เห็น Nuffnang เป็นรายต้นๆ ที่ลุยธุรกิจนี้ แต่เน้นกลุ่มเน็ตไอดอลเป็นหลัก เป็นเหมือนอคาเดมี่ปั้นเด็ก สรรหางานให้เน็ตไอดอลในสังกัด

หรือแม้แต่คนในวงการดิจิทัลก็หันมาทำธุรกิจนี้อย่าง “จับของร้อน” เพิ่มดีกรีด้วย Influencer ทั้งเน็ตไอดอล และบล็อกเกอร์ด้านต่างๆ บิวตี้ อาหาร ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ดาราในสังกัดที่เป็นที่รู้จักได้แก่ “หญิงแย้” นั่นเอง รวมถึงยังมีแพลตฟอร์ม “Revu” ที่เน้นการทำคอนเทนต์รีวิวสินค้า ที่ทำร่วมกับ Influencer ต่างๆ ด้วย

มาจนถึงเซลบบริตี้ระดับตัวแม่ในวงการอย่างชมพู่ยังต้องลงมาจับธุรกิจนี้กับ KOL Management แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และโอกาสที่ยังมีอยู่มากของทั้งโซเชียลมีเดีย และตัว Influencer ด้วย

สรุป

  • ถ้ามาย้อนดูเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างมากในไทย คงจะต้องดูถึงพฤติกรรมของคนไทยที่ชอบซื้อสินค้าตามกระแส ไม่ยอมตกเทรนด์ และเชื่อคำบอกเล่าของคนมีชื่อเสียง เพราะมองว่าน่าเชื่อถือ ทำให้ยังเห้นดารารีวิวสินค้าในไอจีเหมือนๆ กัน แต่ก็มีคนพร้อมสนับสนุน
  • โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของดาราไปแล้ว กลายเป็นว่าใช้ขายของ สร้างแบรนด์ และรับโฆษณาได้
  • จะเห็นได้ว่าเทรนด์ของธุรกิจดาราในโลกโซเชียลไม่ใช่แค่ทำเป็นอาชีพเสริมขำๆ แล้ว แต่เริ่มมีความจริงจังต่อยอดเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงในอนาคตได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/influencer-social-media-build-brand-to-agency/

กรณีศึกษา! ดราม่า “หญิงแย้” ทำคอนเทนต์ออนไลน์ไม่ต้องแรงก็ปังได้

เมื่อยุคนี้คนไทยชอบกระแสอะไรแรงๆ การทำคอนเทนต์จึงเน้นแรงๆ เพื่อสร้างเรตติ้งที่ดี แต่อย่าลืมว่าที่คนดูจริงๆ คือเนื้อหาของรายการ กลายเป็นกรณีศึกษาชิ้นใหม่ในวงการคอนเทนต์ออนไลน์ที่ไม่ต้องแรง ก็อยู่รอดได้

ดราม่า แซวโอปป้าเกินขนาด

กลายเป็นดราม่ามื้อโตเมื่อพริตตี้สาว “หญิงแย้” จัดรายการ “โตแล้วแรดได้” ที่เผยแพร่ทางยูทูปส่วนตัว ตอนนี้เป็น EP 3 นินทาโอปป้าเกาหลี แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้าการนินทาที่ว่านี้ไม่ใช่การเม้าแบบน่ารักๆ ขำๆ แต่เป็นการพูดถึงหน้าตาไปในเชิงเหยียด

โอปป้าที่หญิงแย้พูดถึงก็คือ “กงยู” สาวไทยได้ยกตำแหน่งสามีแห่งชาติไปแล้ว โดยหญิงแย้ได้พูดถึงมีใจความประมาณว่า “ไม่หล่อสำหรับแย้ รู้สึกไม่หล่อไม่มีสเน่ห์ หน้าเค้าบูดๆเบี้ยวๆหน้าแบบไม่หล่ออ่ะ หน้าเหมือนคนกำลังทำศัลยกรรมกำลังตอกๆ อยู่ แล้วหมอมีธุระเลยไม่ได้กลับมาทำต่อ…” และยังมีการพูดถึงศิลปินเกาหลีอีกมากมาย

ทำเอาเหล่าแฟนคลับรับไม่ได้กับพฤติกรรมดังกล่าว ทำเอาทวิตเตอร์ร้อนเป็นไฟ มีการติดแฮชแท็ก #โตแล้วแรดได้ กว่า 3 แสนครั้ง ติดอันดับ 2 ที่มีการพูดถึงมากที่สุด ในขณะที่คนในวงการอย่าง “โอปอล์” และ “ปุ๊กกี้” ได้ออกมาทวิตเตอร์เกี่ยวกับกระแสดังกล่าวเช่นกัน ทั้งในการปกป้องกงยู และประเด็นเกี่ยวกับการล้อเลียนหน้าตา

โอปอล์

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช

ทั้งนี้มีคุณครูลูกกอล์ฟก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อการทำรายการด้วย

ภายหลังหญิงแย้ได้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าว พร้อมปล่อยวิดีโอแสดงความขอโทษทุกคนเป็นที่เรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าดราม่าจะยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน

ไม่ต้องแรงก็ปังได้

ความน่าสนใจของประเด็นนี้คือการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ในยุคสมัยนี้ จะสังเกตได้ว่าทั้งละคร รายการต่างๆ ล้วนทำให้มีดราม่า มีบทแรงๆ เพื่อเรียกกระแสการพูดถึง เรียกเรตติ้งสูงๆ

ยิ่งคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง “YouTube” หรือ “LINE TV” ที่ในตอนนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น มีรายการออนไลน์ใหม่ออกมามากมาย ซึ่งทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ยิ่งทวีความร้อนแรงกว่าคอนเทนต์ที่ฉายในทีวีทั่วไปได้ เพราะไม่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ ทำให้ได้เห็นการพูดคำหยาบคายทั้งรายการ

การทำคอนเทนต์แรงๆ จริงอยู่ว่าเป็นการจุดกระแสได้รวดเร็ว ยิ่งคนไทยชอบอะไรที่เฮฮาอยู่แล้วยิ่งแจ้งเกิดได้ง่าย โดยได้เห็นรายการออนไลน์ประสบความสำเร็จมากมายอย่าง Paloy’s diary, ตือสนิท, ล้างตู้เย็น, นอนบ้านเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรายการเหล่านี้มีคำหยาบแทรกบ้าง แต่ไม่ไม่มีเนื้อหารุนแรงอะไร

จริงๆ ก่อนหน้านี้มีประเด็นดราม่าเรื่องการพูดยาเหยียดในรายการออนไลน์มาแล้ว โดยสาวพลอย หอวังพูดถึงนักร้องสาวเทเลอร์ สวิฟท์ในเชิงไม่ดีในรายการ jailbreak ฉายทาง LINE TV

สรุป

– จากดราม่าที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงวงการคอนเทนต์ออนไลน์ว่าการทำรายการให้ดัง ไม่จำเป็นต้องพูดจาแรงๆ เสมอไป แค่จับจุดความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ และสร้างเนื้อหาดีๆ ก็มีคนติดตาม
– การที่มีดราม่าเกิดขึ้น อาจจะกระทบต่อรายการไปในอนาคตก็ได้
– การทำคอนเทนต์ในยุคนี้ต้องคิกให้ละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นยุคที่แชร์ไว เกิดง่ายก็ดับง่ายเช่นกัน

ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b8%b5%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%ab%e0%b8%8d%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2/

กรณีศึกษา! ดราม่า “หญิงแย้” ทำคอนเทนต์ออนไลน์ไม่ต้องแรงก็ปังได้

เมื่อยุคนี้คนไทยชอบกระแสอะไรแรงๆ การทำคอนเทนต์จึงเน้นแรงๆ เพื่อสร้างเรตติ้งที่ดี แต่อย่าลืมว่าที่คนดูจริงๆ คือเนื้อหาของรายการ กลายเป็นกรณีศึกษาชิ้นใหม่ในวงการคอนเทนต์ออนไลน์ที่ไม่ต้องแรง ก็อยู่รอดได้

ดราม่า แซวโอปป้าเกินขนาด

กลายเป็นดราม่ามื้อโตเมื่อพริตตี้สาว “หญิงแย้” จัดรายการ “โตแล้วแรดได้” ที่เผยแพร่ทางยูทูปส่วนตัว ตอนนี้เป็น EP 3 นินทาโอปป้าเกาหลี แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้าการนินทาที่ว่านี้ไม่ใช่การเม้าแบบน่ารักๆ ขำๆ แต่เป็นการพูดถึงหน้าตาไปในเชิงเหยียด

โอปป้าที่หญิงแย้พูดถึงก็คือ “กงยู” สาวไทยได้ยกตำแหน่งสามีแห่งชาติไปแล้ว โดยหญิงแย้ได้พูดถึงมีใจความประมาณว่า “ไม่หล่อสำหรับแย้ รู้สึกไม่หล่อไม่มีสเน่ห์ หน้าเค้าบูดๆเบี้ยวๆหน้าแบบไม่หล่ออ่ะ หน้าเหมือนคนกำลังทำศัลยกรรมกำลังตอกๆ อยู่ แล้วหมอมีธุระเลยไม่ได้กลับมาทำต่อ…” และยังมีการพูดถึงศิลปินเกาหลีอีกมากมาย

ทำเอาเหล่าแฟนคลับรับไม่ได้กับพฤติกรรมดังกล่าว ทำเอาทวิตเตอร์ร้อนเป็นไฟ มีการติดแฮชแท็ก #โตแล้วแรดได้ กว่า 3 แสนครั้ง ติดอันดับ 2 ที่มีการพูดถึงมากที่สุด ในขณะที่คนในวงการอย่าง “โอปอล์” และ “ปุ๊กกี้” ได้ออกมาทวิตเตอร์เกี่ยวกับกระแสดังกล่าวเช่นกัน ทั้งในการปกป้องกงยู และประเด็นเกี่ยวกับการล้อเลียนหน้าตา

โอปอล์

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช

ทั้งนี้มีคุณครูลูกกอล์ฟก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อการทำรายการด้วย

ภายหลังหญิงแย้ได้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าว พร้อมปล่อยวิดีโอแสดงความขอโทษทุกคนเป็นที่เรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าดราม่าจะยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน

ไม่ต้องแรงก็ปังได้

ความน่าสนใจของประเด็นนี้คือการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ในยุคสมัยนี้ จะสังเกตได้ว่าทั้งละคร รายการต่างๆ ล้วนทำให้มีดราม่า มีบทแรงๆ เพื่อเรียกกระแสการพูดถึง เรียกเรตติ้งสูงๆ

ยิ่งคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง “YouTube” หรือ “LINE TV” ที่ในตอนนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น มีรายการออนไลน์ใหม่ออกมามากมาย ซึ่งทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ยิ่งทวีความร้อนแรงกว่าคอนเทนต์ที่ฉายในทีวีทั่วไปได้ เพราะไม่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ ทำให้ได้เห็นการพูดคำหยาบคายทั้งรายการ

การทำคอนเทนต์แรงๆ จริงอยู่ว่าเป็นการจุดกระแสได้รวดเร็ว ยิ่งคนไทยชอบอะไรที่เฮฮาอยู่แล้วยิ่งแจ้งเกิดได้ง่าย โดยได้เห็นรายการออนไลน์ประสบความสำเร็จมากมายอย่าง Paloy’s diary, ตือสนิท, ล้างตู้เย็น, นอนบ้านเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรายการเหล่านี้มีคำหยาบแทรกบ้าง แต่ไม่ไม่มีเนื้อหารุนแรงอะไร

จริงๆ ก่อนหน้านี้มีประเด็นดราม่าเรื่องการพูดยาเหยียดในรายการออนไลน์มาแล้ว โดยสาวพลอย หอวังพูดถึงนักร้องสาวเทเลอร์ สวิฟท์ในเชิงไม่ดีในรายการ jailbreak ฉายทาง LINE TV

สรุป

– จากดราม่าที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงวงการคอนเทนต์ออนไลน์ว่าการทำรายการให้ดัง ไม่จำเป็นต้องพูดจาแรงๆ เสมอไป แค่จับจุดความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ และสร้างเนื้อหาดีๆ ก็มีคนติดตาม
– การที่มีดราม่าเกิดขึ้น อาจจะกระทบต่อรายการไปในอนาคตก็ได้
– การทำคอนเทนต์ในยุคนี้ต้องคิกให้ละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นยุคที่แชร์ไว เกิดง่ายก็ดับง่ายเช่นกัน

ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/case-study-yae-uunws/

กรณีศึกษา! ดราม่า “หญิงแย้” ทำคอนเทนต์ออนไลน์ ไม่ต้องแรงขนาดนั้นก็ปังได้

เมื่อยุคนี้คนไทยชอบกระแสอะไรแรงๆ การทำคอนเทนต์จึงเน้นแรงๆ เพื่อสร้างเรตติ้งที่ดี แต่อย่าลืมว่าที่คนดูจริงๆ คือเนื้อหาของรายการ กลายเป็นกรณีศึกษาชิ้นใหม่ในวงการคอนเทนต์ออนไลน์ที่ไม่ต้องแรง ก็อยู่รอดได้

ดราม่า แซวโอปป้าเกินขนาด

กลายเป็นดราม่ามื้อโตเมื่อพริตตี้สาว “หญิงแย้” จัดรายการ “โตแล้วแรดได้” ที่เผยแพร่ทางยูทูปส่วนตัว ตอนนี้เป็น EP 3 นินทาโอปป้าเกาหลี แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้าการนินทาที่ว่านี้ไม่ใช่การเม้าแบบน่ารักๆ ขำๆ แต่เป็นการพูดถึงหน้าตาไปในเชิงเหยียด

โอปป้าที่หญิงแย้พูดถึงก็คือ “กงยู” สาวไทยได้ยกตำแหน่งสามีแห่งชาติไปแล้ว โดยหญิงแย้ได้พูดถึงมีใจความประมาณว่า “ไม่หล่อสำหรับแย้ รู้สึกไม่หล่อไม่มีสเน่ห์ หน้าเค้าบูดๆเบี้ยวๆหน้าแบบไม่หล่ออ่ะ หน้าเหมือนคนกำลังทำศัลยกรรมกำลังตอกๆ อยู่ แล้วหมอมีธุระเลยไม่ได้กลับมาทำต่อ…” และยังมีการพูดถึงศิลปินเกาหลีอีกมากมาย

ทำเอาเหล่าแฟนคลับรับไม่ได้กับพฤติกรรมดังกล่าว ทำเอาทวิตเตอร์ร้อนเป็นไฟ มีการติดแฮชแท็ก #โตแล้วแรดได้ กว่า 3 แสนครั้ง ติดอันดับ 2 ที่มีการพูดถึงมากที่สุด ในขณะที่คนในวงการอย่าง “โอปอล์” และ “ปุ๊กกี้” ได้ออกมาทวิตเตอร์เกี่ยวกับกระแสดังกล่าวเช่นกัน ทั้งในการปกป้องกงยู และประเด็นเกี่ยวกับการล้อเลียนหน้าตา

โอปอล์

ปุ๊กกี้ ปวีณ์นุช

ทั้งนี้มีคุณครูลูกกอล์ฟก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อการทำรายการด้วย

ภายหลังหญิงแย้ได้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าว พร้อมปล่อยวิดีโอแสดงความขอโทษทุกคนเป็นที่เรียบร้อย แต่ดูเหมือนว่าดราม่าจะยังไม่จบง่ายๆ แน่นอน

ไม่ต้องแรงก็ปังได้

ความน่าสนใจของประเด็นนี้คือการทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ในยุคสมัยนี้ จะสังเกตได้ว่าทั้งละคร รายการต่างๆ ล้วนทำให้มีดราม่า มีบทแรงๆ เพื่อเรียกกระแสการพูดถึง เรียกเรตติ้งสูงๆ

ยิ่งคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง “YouTube” หรือ “LINE TV” ที่ในตอนนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น มีรายการออนไลน์ใหม่ออกมามากมาย ซึ่งทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ยิ่งทวีความร้อนแรงกว่าคอนเทนต์ที่ฉายในทีวีทั่วไปได้ เพราะไม่ต้องผ่านการเซ็นเซอร์ ทำให้ได้เห็นการพูดคำหยาบคายทั้งรายการ

การทำคอนเทนต์แรงๆ จริงอยู่ว่าเป็นการจุดกระแสได้รวดเร็ว ยิ่งคนไทยชอบอะไรที่เฮฮาอยู่แล้วยิ่งแจ้งเกิดได้ง่าย โดยได้เห็นรายการออนไลน์ประสบความสำเร็จมากมายอย่าง Paloy’s diary, ตือสนิท, ล้างตู้เย็น, นอนบ้านเพื่อน และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งรายการเหล่านี้มีคำหยาบแทรกบ้าง แต่ไม่ไม่มีเนื้อหารุนแรงอะไร

จริงๆ ก่อนหน้านี้มีประเด็นดราม่าเรื่องการพูดยาเหยียดในรายการออนไลน์มาแล้ว โดยสาวพลอย หอวังพูดถึงนักร้องสาวเทเลอร์ สวิฟท์ในเชิงไม่ดีในรายการ jailbreak ฉายทาง LINE TV

สรุป

– จากดราม่าที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงวงการคอนเทนต์ออนไลน์ว่าการทำรายการให้ดัง ไม่จำเป็นต้องพูดจาแรงๆ เสมอไป แค่จับจุดความต้องการของผู้บริโภคให้ได้ และสร้างเนื้อหาดีๆ ก็มีคนติดตาม
– การที่มีดราม่าเกิดขึ้น อาจจะกระทบต่อรายการไปในอนาคตก็ได้
– การทำคอนเทนต์ในยุคนี้ต้องคิกให้ละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นยุคที่แชร์ไว เกิดง่ายก็ดับง่ายเช่นกัน

ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/case-study-yae-uunws-online/

สำรวจโอกาส TravelTech สตาร์ทอัพสายท่องเที่ยวในไทย ความเป็นไปได้ทางธุรกิจและการเติบโต

  • TravelTech startup เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านของการได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลกกว่า 3,920 ล้านดอลลาร์ รวมถึงการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือถูกควบรวมกิจการ (M&A) โดย EIC มองว่า TravelTech ยังมีโอกาสเติบโตในอนาคตจากจำนวนนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่ม FIT และการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น
  • EIC ประเมินว่าไทยมีศักยภาพสูงและควรผลักดันการเติบโตของ TravelTech โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Travel) ซึ่งลักษณะของ Luxury TravelTech คือ การให้บริการแพลตฟอร์มที่ออกแบบแพ็กเกจการท่องเที่ยวเฉพาะบุคคล แบบ Exclusive เพื่อสร้างประสบการณ์ในการท่องเที่ยวสุดพิเศษ
  • ปัจจัยที่จะผลักดันให้รูปแบบของธุรกิจนี้เติบโตมาจากการขยายตัวของชนชั้นกลางทั่วโลกที่มีระดับรายได้สูงขึ้นซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวและยินดีจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์การท่องเที่ยวมากขึ้น

TravelTech เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องสะท้อนจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก และการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือถูกซื้อกิจการ (M&A) โดย TravelTech แบ่งได้เป็น 5 ประเภทตามรูปแบบการให้บริการ คือ

  1. บริการค้นหาแหล่งท่องเที่ยว และช่วยวางแผนในการท่องเที่ยว
  2. บริการค้นหาและจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก
  3. บริการจองตั๋วทำกิจกรรม เช่น สวนสนุก กิจกรรมการแสดง และการเดินทางที่ไม่ใช่เครื่องบิน
  4. บริการโซเชียลเน็ตเวิร์กด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
  5. บริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆ

ที่ผ่านมา สตาร์ทอัพกลุ่มนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องสะท้อนจากมูลค่าเงินลงทุนที่ได้รับจากนักลงทุนทั่วโลก โดยข้อมูลจาก CB Insight พบว่าในช่วงปี 2013-2017 เงินลงทุนในสตาร์ทอัพกลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นราว 53% ต่อปี จาก 709 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 3,920 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

จับตาการท่องเที่ยวแบบ FIT แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง

การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือถูกซื้อกิจการ (M&A) ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จาก 11 ดีล ในปี 2013 เพิ่มขึ้นเป็น 20 ดีล ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2017

ปัจจัยสนับสนุนหลักของการเติบโตของ TravelTech มาจากจำนวนนักท่องเที่ยวแบบ FIT และการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม TravelTech ในไทยยังมีจำนวนไม่มากนัก

UNWTO คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 1.2 พันล้านคนในปี 2016 เป็น 1.8 พันล้านคนในปี 2030 ซึ่ง รูปแบบการท่องเที่ยวด้วยตนเอง (FIT) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน จากข้อมูลของกรมการท่องเที่ยวพบว่าสัดส่วนของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 56% ในปี 2006 เป็น 82% ในปี 2016 และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือ มักใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์และใช้แอพพลิเคชันเพื่อท่องเที่ยวสูงขึ้น

นอกจากนี้ eMarketeer คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นจาก 564.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2016 เป็น 817.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2020

เติบโตราว 11% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก CB Insight พบว่า ปัจจุบันไทยมีบริษัทที่เป็น TravelTech เพียง 6 ราย จากจำนวน tech startup ทั้งหมด 601 ราย โดยเกือบทั้งหมดเป็น Online Travel Agency (OTA) แต่หากพิจารณาในระดับโลกแล้ว TravelTech ของไทยมีสัดส่วนเพียง 0.3% จากจำนวนของทั่วโลกที่มีอยู่ราว 2,039 ราย สะท้อนถึงการแข่งขันในตลาดที่ยังไม่รุนแรงมากนัก

แม้ TravelTech ของไทยยังมีลู่ทางการเติบโต แต่การเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าแบบ mass tourism อาจสร้างผลตอบแทนที่น้อยกว่าลูกค้าแบบ luxury travel ที่ให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เหนือกว่า

Luxury Travel โอกาสของ TravelTech

Luxury Travel เป็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าจับตามองด้วยมูลค่าการเติบโตและค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูงกว่า mass tourism รวมถึงแนวโน้มความนิยมใช้จ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์ที่เติบโตสูงกว่าการซื้อสินค้าหรูหราเกือบ 2 เท่า

จากข้อมูลของ Allied Market research พบว่ามูลค่าตลาดท่องเที่ยวแบบหรูหรา (luxury travel) ทั่วโลกในปี 2016 มีมูลค่าราว 795 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะสูงถึง 1,154 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2022 ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้อยู่ที่ 35,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 7 เท่าที่ใช้จ่ายเฉลี่ย 5,240 บาทต่อวัน

นอกจากนี้ ข้อมูลของ Amadeus คาดการณ์ว่าการเติบโตของจำนวนทริปท่องเที่ยวแบบหรูหราอยู่ที่ราว 6.2% ซึ่งสูงกว่าจำนวนทริปท่องเที่ยวโดยรวมที่เติบโตราว 4.8% (ปี 2015-2025) โดยการท่องเที่ยวแบบหรูหราเติบโตจากการให้คุณค่าและประสบการณ์สุดพิเศษแก่นักท่องเที่ยว

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกาเป็นตลาดหลักของ luxury travel ในขณะที่นักท่องเที่ยวจากจีนและอินเดียจะเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงและน่าจับตามอง

ชนชั้นกลางขยายตัว รายได้สูงขึ้น เพิ่มใช้จ่ายด้านท่องเที่ยว

ปัจจุบันการขยายตัวของชนชั้นกลางทั่วโลกที่มีระดับรายได้สูงขึ้นซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวมากขึ้นและยินดีจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบหรูหราเพื่อให้รางวัลตัวเองในโอกาสพิเศษ จึงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ทำให้ luxury travel เติบโตนอกเหนือจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หลงใหลการท่องเที่ยวแบบหรูหราเป็นนิจ (always luxury traveler) และนักท่องเที่ยวกลุ่ม bluxury ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจที่ชอบท่องเที่ยวแบบหรูหรา

จากข้อมูลของ Amadeus พบว่าตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกายังเป็นตลาดหลักของ luxury travel ซึ่งมีสัดส่วนราว 64% อย่างไรก็ดี หากพิจารณากลุ่มประเทศ Big four หรือ BRICs คาดว่าอินเดียจะมีการเติบโตของจำนวนทริปแบบหรูหราที่สูงที่สุดที่ 12.8% ตามมาด้วยจีนที่ 12.2% (ปี 2015-2025)

TravelTech ไทยนำเสนอรูปแบบการท่องเที่ยวที่เน้นประสบการณ์ที่เหนือกว่า

บริษัทที่เสนอ luxury travel ในไทยส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้เล่นจากต่างประเทศ เช่น Butterflied and Robinson จากแคนาดาซึ่งให้บริการจัดทริปในเชียงใหม่ และเชียงราย โดยเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์แบบไร้การปรุงแต่ง (authentic) ในรูปแบบล้านนา หรือการออกแบบ wellness tourism ของ Pure Lux Travel จากออสเตรเลีย ที่จัดโปรแกรม detox ที่ผสมผสานหลักอายุรเวทท้องถิ่นของไทย

ขณะที่ Luxury TravelTech ที่ประสบความสำเร็จคือ Secret Escapes ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม OTA ของอังกฤษที่ขายทริปเฉพาะบุคคล (bespoke holiday) ที่ออกแบบโดยนักออกแบบทริปมืออาชีพ รวมถึงเสนอบริการจองห้องพักโรงแรมหรูในราคาพิเศษ ซึ่งได้รับเงินลงทุนแล้วกว่า 191 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดี EIC มองว่า TravelTech ไทยควรสร้างธุรกิจที่เน้นการออกแบบกิจกรรมเพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย การเลือกสรรโรงแรมที่มีคุณภาพบริการสูง และมีความสวยงามที่สะท้อนเสน่ห์ท้องถิ่น ควบคู่กับการเสนอกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น การนั่งรถไฟ Eastern and Oriental Express ที่ติดอันดับขบวนรถไฟที่ดีที่สุดในโลก 25 อันดับแรก การนั่งเรือยอร์ช หรือล่องเรือ (cruise) ในฝั่งอันดามัน และอ่าวไทย รวมถึงการนำเสนออาหารไทยในรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์

สรุป

TravelTech มีโอกาสเติบโตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม luxury travel โดยมุ่งเน้นพัฒนาแพลตฟอร์ม OTA ที่ให้บริการออกแบบแพ็กเกจการท่องเที่ยวเฉพาะบุคคล (personalized vacations) แบบ exclusive เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวสุดพิเศษ เช่น แพ็กเกจการท่องเที่ยวที่นำเสนอกิจกรรมที่เกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรมที่นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วม การจำลองการทอผ้าไทยซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนำผลงานของตนกลับไปเป็นที่ระลึกได้ หรือแพ็กเกจ wellness tourism ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมไทยร่วมด้วย เช่น สปาที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่น ร่วมกับการนวดเพื่อผ่อนคลายแบบตอกเส้นซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านล้านนาเพื่อช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรม เป็นต้น

ธุรกิจโรงแรมมีโอกาสต่อยอดธุรกิจโดยการลงทุนใน Luxury TravelTech เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับบนมากขึ้น

ด้วยการร่วมมือกับ TravelTech ที่มีความชำนาญด้านการออกแบบทริปเพื่อเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบหรูหราและะสร้างเอกลักษณ์ให้กับโรงแรมอีกด้านหนึ่ง นอกจากนี้ ยังสามารถเจาะตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม bluxury ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจที่ชอบท่องเที่ยวแบบหรูหรามีกำลังซื้อสูงแต่ไม่มีเวลาในการออกแบบการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/traveltech-tourism-in-thailand/