คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

สังคมไร้เงินสดในวอชิงตันดีซี ร้านค้าเลิกรับเงินสดเป็นปัญหาต่อคนไม่มีบัตรเครดิต

สังคมไร้เงินสดนั้นแม้จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ ทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าอย่างมากมาย ทั้งในด้านความสะดวกสบายในการใช้งาน รวมถึงลดต้นทุนและความเสี่ยงในการใช้เงินสดลง แต่กลับกัน เมื่อร้านค้าเลิกรับเงินสดไปแล้ว คนที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Cashless ได้ก็มีปัญหาในการใช้ชีวิตทันที

ภาพ PublicDomainPictures/Pixabay (CC0 Creative Commons)

อเมริกานั้นก็ถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่เริ่มไม่ค่อยมีการใช้งานเงินสดแล้ว แต่การใช้งานจะแตกต่างกับจีนเนื่องจากจีนจะเน้นการใช้งาน Alipay และ WeChat Pay ซึ่งเป็นระบบจ่ายเงินด้วยมือถือ ใช้การสแกน QR Code เป็นหลัก ในขณะที่ฝั่งอเมริกานั้นจะนิยมใช้บัตรเครดิตและบัตรเดบิตซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากธนาคาร ส่งผลให้กลุ่มคนที่แทบไม่ได้ใช้บริการธนาคารก็ไม่สามารถเปิดบริการได้ หรือบางคนอาจไม่สะดวกใจในการเปิดบัตรเพราะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

Gene Marks คอลัมนิสต์ The Guardian ได้เขียนบทความหัวข้อ “Why going cashless is discriminatory – and what’s being done to stop it” เกี่ยวกับประเด็นบางข้อของสังคมไร้เงินสดไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ปัจจุบัน สังคมไร้เงินสดเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งการจ่ายเงินผ่านมือถือ, บัตรเครดิต, สกุลเงินดิจิทัล ซึ่งตอนนี้ในเบลเยี่ยมห้ามมีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้วยเงินสดแล้ว สวีเดนก็มีอัตราการใช้เงินสดต่อธุรกรรมเหลือไม่ถึง 2% และตัวเลขนี้มีทีท่าจะลดลงเรื่อย ๆ

แต่ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรุงวอชิงตันดีซี เมืองหลวงของสหรัฐฯ เพิ่งจะเสนอกฎหมาย The Cashless Retailers Prohibition Act of 2018 ว่าการที่ร้านอาหารหรือร้านค้าปลีกไม่รับเงินสด หรือเก็บเงินลูกค้าแตกต่างกันตามรูปแบบการจ่ายเงินที่ลูกค้าเลือกนั้นผิดกฎหมาย

ร่างกฎหมายล่าสุดของวอชิงตันดีซีนั้น ส่งผลต่อผู้ค้าปลีกรายใหญ่อย่างเช่น Sweetgreen เชนร้านขายสลัดที่เลิกรับเงินสดไปแล้ว ซึ่งผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ที่เลิกรับเงินสดนั้นให้ความเห็นว่าการไม่ใช้เงินสดช่วยทำให้การทำธุรกรรมไวขึ้น ปรับปรุงการบริการลูกค้า และทำให้การบัญชีแม่นยำขึ้น พร้อมยืนยันว่าการใช้เงินสดที่น้อยลงช่วยลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมและส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งพนักงานและลูกค้า

ภาพจาก Shutterstock

ในมุมมองของผู้ที่สามารถเข้าถึงระบบจ่ายเงินที่ไม่ต้องใช้เงินสดได้นั้น สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหา แต่จากรายงานของ Washington City Paper พบว่าปัจจุบัน 27% ของชาวอเมริกันมีปัญหาในการใช้งานเฉพาะบัตรเครดิตซื้อสินค้า ซึ่งตัวเลขนี้ยิ่งสูงขึ้นเมื่ออยู่ในวอชิงตันดีซี

Linnea Lassiter นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายการเงินดีซี (DC Fiscal Policy Institute) กล่าวว่า “ฉันรู้สึกกังวลเมื่อมีร้านอาหาร, ธุรกิจ และร้านค้าจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ไม่ใช้เงินสดเนื่องจากคุณกำลังกีดกันโดยหลักการกับกลุ่มคนที่ปัจจุบันนั้นเสียเปรียบและเสียสิทธิ์อยู่แล้ว และตอนนี้กลุ่มคนเข้านั้นไม่สามารถเข้าร้านอาหารเหล่านั้นได้”

David Grasso หนึ่งในสมาชิกสภาที่เสนอกฎหมายเรื่องห้ามร้านค้าปฏิเสธการรับเงินสดแถลงไว้ในเว็บไซต์ของเขาว่า “การแบนการใช้เงินสดนั้นเป็นความพยายามในการแบ่งแยกซึ่งส่งผลกระทบต่อชาวดีซี 10% ที่เป็นกลุ่ม unbanked (ไม่มีบัญชีธนาคาร) และอีก 25% ที่เป็นกลุ่ม underbanked (คนที่มีบัญชีธนาคารแต่แทบไม่ได้ใช้บริการ) ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงบัตรเครดิตได้ ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามนี้ยิ่งเป็นการแบ่งแยกกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ไม่สามารถขอบัตรเครดิตได้ ส่งผลต่อเด็กมัธยมต้นและมัธยมปลาย โดยการปฏิเสธการใช้เงินสดของลูกค้าเหล่านั้น ธุรกิจมักจะบอกว่าไม่ต้อนรับกลุ่มคนรายได้ต่ำและเด็ก”

ภาพ pixabay.com

แม้จะมีร้านมากมายที่ปฏิเสธการรับเงินสด แต่ก็มีตัวอย่างหนึ่งเช่น Cava เชนร้านอาหารในดีซีที่มีวิธีจ่ายเงินให้ลูกค้าหลากหลายแบบ อย่างเช่นพรีออร์เดอร์อาหารในช่องทางออนไลน์ และรับระบบจ่ายเงินด้วยมือถือ แต่ Cava ก็ยังพร้อมรับเงินสดจากลูกค้าอยู่ โดยซีอีโอของ Cava บอกว่า “ไม่ว่าจะสำหรับคนที่มีเหตุผลด้าน underbanked หรือเรื่องความเป็นส่วนตัวสำหรับการติดตาม เราก็ต้องการที่จะจัดให้เหมาะกับกลุ่มคนเหล่านั้น”

หรือพูดในอีกทางหนึ่งคือ ถ้าใครอยากจะมาซื้อของและเขาพร้อมจ่าย ไม่ว่าจะวิธีไหนก็อย่าทำให้มันยุ่งยากนัก

สรุป

แม้สังคมไร้เงินสดจะเป็นเทรนด์ในหลายประเทศ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ แต่การเลิกใช้เงินสดไปเลยกลับสร้างปัญหาให้กลุ่มคนที่ไม่มีระบบจ่ายเงินหรือกลุ่มคนที่ยังต้องการใช้เงินสดอยู่ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไปควบคู่กับการพัฒนาสังคมไร้เงินสดด้วย

นอกจากในวอชิงตันดีซีแล้ว ประเทศที่ระบบจ่ายเงินบนมือถือเติบโตสูงมากในจีน ธนาคารกลางก็เพิ่งออกมาเตือนเรื่องการห้ามปฏิเสธการรับเงินสดเหมือนกัน

ที่มา – The Guardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cashless-society-in-washington-dc-cashless-store-makes-trouble-with-unbanked/

Advertisements

CIMBT ส่งดอกเบี้ยสูง 2% เมื่อฝากเงินบาทคู่เงินดอลลาร์ แถมทริคลงทุนในภาวะผันผวน

หลายคนคงเคย ฝากเงิน ออมหุ้น หรือลงทุนแบบอื่น แต่เมื่อทั่วโลกเชื่อมกันมากขึ้น เราก็มีทางเลือกการลงทุน หรือออมมากขึ้น ซึ่งมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น อย่างเงินฝากรูปแบบดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ บัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD)

นับจากซ้ายมือ คนที่ 2 คุณภูดินันท์ คนที่ 3 คุณอดิศร

อยากได้ดอกเบี้ยสูง 2% มาลองฝากเงินดอลลาร์กันดีกว่า

อดิศร เสริมชัยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย บอกว่า ใครๆก็อยากลงทุน อยากได้ผลตอบแทนเพิ่ม แต่บางคนไม่อยากเสียเงินต้น เงินฝากในสกุลเงินต่างประเทศก็กลายเป็นอีกทางหนึ่งที่เพิ่มผลตอบแทนได้มากขึ้น

ล่าสุดธนาคารมีโปรแกรมเงินฝากประจำพิเศษเงินบาท คู่กับเงินดอลลาร์สหรัฐ มี 2 แบบ ได้แก่ ฝากประจำ 12 เดือน ดอกเบี้ย 2% ต่อปี และฝากประจำ 6 เดือน ดอกเบี้ย 1.80% ต่อปี ทั้ง 2 แบบต้องฝากขั้นต่ำ 500,000 บาท ฝากได้สูงสุด 5 ล้านบาท ต่อสกุลเงิน ต่อลูกค้า 1 ราย (ยอดคงค้างสกุลเงินต่างประเทศ รวมทุกประเภทเงินฝาก สูงสุดไม่เกิน 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อราย)

และยอดเงินฝากต่อรายการต้องเท่ากันทั้ง 2 บัญชี เช่น ฝากเงิน 1 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินบาท และดอลลาร์สหรัฐ อย่างละ 500,000 บาท ต้องทำรายการฝากในวันเดียวกัน รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาฝาก เริ่มฝากได้ตั้งแต่ 1 ..-31 ..61

ภาพจาก shutterstock_

ปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่เรา ประมาณครึ่งนึงเป็นเงินฝาก เราเลยหาผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย  และให้ดอกเบี้ยสูงเพื่อจูงใจลูกค้า อย่าง FCD เพื่อให้ลูกค้าซึมซับ เข้าใจและเริ่มเรียนรู้ ขณะเดียวกันเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกค้าเปิดรับการลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่อยู่ในวงที่จำกัด เราส่งสัญญาณว่าต้องกระจายการลงทุน รวมถึงขยายมุมมองในการลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเราคือ ลูกค้า Prefered ของ CIMB THAI ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของธนาคาร (AUM) ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อมี FCD ถือเป็นการเรียนรู้การป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ภาพจาก shutterstock_

FCD หรือบัญชีเงินฝากต่างประเทศมีข้อดีอย่างไง จะขาดทุนไหม?

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจบริหารเงิน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย บอกว่า การมีบัญชี FCD เหมาะกับคนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินในสกุลต่างประเทศ เช่น ซื้อคอนโดมิเนียม เตรียมเงินลงทุน ค่าเทอมลูก ฯลฯ เดิมจะใช้เมื่อไรก็แลกเมื่อนั้น แต่ตอนนี้ก็เหมือนลูกค้ามีกระเป๋าเงินต่างประเทศให้เลือกซื้อเงินมาเก็บไว้เมื่อไรก็ได้ ก็วางแผนการใช้เงินได้ง่ายขึ้น

ตอนนี้ดอกเบี้ยเงินบาทต่ำที่สุดในภุมิภาคเอเชียแล้ว เลยเป็นเทรนให้คนสนใจการลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้น FCD จะเป็นก้าวแรกให้ลูกค้าเข้าใจและเรียนรู้ เรื่องความผันผวนความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น

ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ ปัจจุบันลูกค้าหลายคนมักจะลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งถ้าเราจะแนะนำลูกค้าต้องเริ่มที่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตร ต่อเนื่องไปถึงกรลงทุนตรงในหุ้น หรือซื้อกองทุนรวมด้วยตนเอง

ภาพจาก shutterstock_

ภาวะตลาดทั่วโลกหวั่นไหว เราจะลงทุนยังไงดี ?

ภูดินันท์ บอกว่า นวโน้มค่าเงินบาทที่ผ่านมาอ่อนค่าเร็วมาก สาเหตุเพราะสงครามการค้า (Trade War) ดูเหมือนจะแย่ลงกว่าที่คิดไว้ แต่ละประเทศแข่งกันตั้งกำแพงภาษี ทำให้คนกังวลและลดความเสี่ยงในพอร์ทการลงทุน โดยหันไปกลับไปหาทรัพย์สินที่เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ระยะนี้ค่าเงินบาทน่าจะอยู่ที่ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งในช่วงปลายปี  สงครามการค้าจะมีการประนีประนอมมากขึ้น (เพราะมีการเลือกตั้ง Mid Termในสหรัฐฯ สหรัฐฯน่าจะไม่ยื้อให้เกิด สงครามการค้า) ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอาจกลับมาแข็งค่าขึ้น

เราแนะนำให้ลดการลงทุนในกลุ่มที่เสี่ยงลง 10-20% แต่ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนอะไรใหม่ๆที่น่าจะได้ผลตอบแทน (Yiled) สูงขึ้น แต่เสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้นกู้อนุพันธ์ ( แบบอิงดอกเบี้ยYiled ประมาณ 3.5-4.5% อิงหุ้น Yiled ประมาณ10%) หุ้นต่างประเทศ ควรเริ่มลงทุนในสัดส่วน 1-5% ของพอร์ทเรา เพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจกับมันก่อน แล้วค่อยลงทุนเพิ่ม

ภาพจาก shutterstock_

ดุษณี เกลียวปฏินนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์การออม ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย บอกว่า วิธีการจัดพอร์ทลงทุนต้องดูที่เรื่องพื้นฐาน อย่างความเสี่ยงที่รับได้ (สูง-กลาง-ต่ำ) ระยะเวลาในการลงทุน ซึ่งเราแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นแบบระยะยาว 3-5 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนซึ่งมักเป็นระยะสั้น

ส่วนช่วงนี้ภาวะตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวนมาก แนะนำให้ลูกค้าหลบฝน และจับตามองไปก่อน (Wait&See) ที่สำคัญอาจต้องลดสัดส่วนการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงลง เช่น สัดส่วนลงทุนหุ้นไม่ควรเกิน 30% ของพอร์ทลงทุนปกติ แต่ยังเข้าซื้อหุ้นบางตัวที่พื้นฐานดี เช่น อุตสาหกรรม Consumer  ท่องเที่ยว ทว่าต้องดูให้ดี เพราะหลายตัวราคาตกลงมามาก ในขณะที่พื้นฐานยังดีอยู่

และเป็นจังหวะที่ดีที่จะเริ่มทยอยซื้อ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) วิธีการส่วนตัวที่เราแนะนำคือ ถ้าปีนี้ลูกค้าต้องซื้อ LTF หรือ RMF จำนวน 100,000 บาท ให้แบ่งเงิน 50% มาทยอยซื้อทุกเดือนในจำนวนเท่าๆกัน และอีก 50% มาจับช่วงเวลาที่คิดว่าถูกแล้วซื้อ (กองทุนรวมแนะนำพวก Set 50)

สรุป

CIMBT เพิ่มช่องทางให้ลูกค้าฝากเงินได้ดอกเบี้ยสูง 2% ทั้งเงินบาท-ดอลลาร์สหรัฐ เริ่มต้น 500,000 บาท ส่วนเทรนลงทุนแนะนำ Wait&See หรือทยอยซื้อหุ้นเฉพาะตัวที่มีพื้นฐานดี เพราะช่วงนี้ราคาลงมาเยอะ แต่ถ้า LTF-RMF ทยอยซื้อทุเดือนได้แล้ว แต่ก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามต้องดูความต้องการตัวเองให้ดี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cimbt-high-rate-usd-fcd/

Trump หวัง Brexit ไม่กระทบการค้า UK-US แต่สหรัฐฯ เกี่ยวอะไรกับการที่อังกฤษจะออกจากยุโรป ?

แม้ว่า Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (US) จะต้องเจอการประท้วงจากประชาชนอังกฤษในแทบทุกที่ที่ไป ทำให้ Trump และภรรยา ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์ในการเดินทางไม่ว่าจะไปจิบชากับ Queen Elizabeth 2 ราชินีแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ- UK) หรือพบกับ Theresa May นายกรัฐมนตรี UK รอบนี้มีความคืบหน้าเรื่องการเมือง การค้าอย่างไรบ้าง

ภาพจาก shutterstock

Trump ย้ำดีลการค้าระหว่าง สหรัฐฯ อังกฤษ “เป็นไปได้”

Trump พูดอยู่เสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและอังกฤษมีความพิเศษที่เรียกว่า The highest level of special ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดย Trump พูดถึงข้อตกลงทางการค้าระหว่าง US และ UK ว่ามีความเป็นไปได้ แต่เรื่องที่ Trump ยังติดใจอยู่หน่อยๆ คือเงื่อนไขการเจรจาระหว่าง UK และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่ง Trump มองว่าจะโหดร้ายไปสักหน่อย

“แต่ไม่ว่า UK จะตัดสินใจอย่างไรหลังจากออกจาก EU ก็ยังโอเคกับผมอยู่”

เขามองว่า Brexit (การแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU) เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก เพราะนอกจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเขตแดนระหว่างประเทศ ยังเป็นเรื่องการเข้าถึงแต่ละประเทศดด้วยซึ่งมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ

“เรื่องเดียวที่ผมถามเธอ (Theresa May) คือ ถ้าเธอคลี่คลายเรื่องนั้นได้ เราก็สามารถทำการค้าได้ทั้งหมดแหละ”

ขณะที่ Theresa May นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ บอกว่า เราพบกันก็เพื่อเจรจาข้อตกลงทางการค้า ซึ่งเท่าที่เห็น US ก็ดูใส่ใจในเรื่องนี้ดี และเราก็จะทำการค้ากับ US รวมถึงประเทศอื่นๆทั่วโลก

ภาพจาก Reuters
An official photo was issued of the Queen, Donald and Melania Trump in the Grand Corridor of Windsor Castle

ที่จริงแล้ว อะไรคือความกดดันระหว่าง Brexit กับ สหรัฐฯ?

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง UK ออกร่างข้อตกลง Brexit มาว่า UK กับ EU จะจัดตั้งเขตการค้าเสรีร่วมกันเพื่อการค้าขายสินค้า แต่ UK ยังตั้งใจจะทำข้อตกลงทางการค้ากับแต่ละประเทศเอง ซึ่งส่งผลให้ UK สามารถกำหนดอัตราภาษีสินค้าที่ส่งข้ามประเทศได้เอง ซึ่งหมายถึง UK อาจจะกำหนดภาษีให้ต่ำกว่าทาง EU หรือไม่คิดภาษีเลยก็ได้

แต่เรื่องนี้หลายนักวิเคราะห์มองว่า EU น่าจะปฏิเสธแน่นอน เพราะมีเรื่อง กฏหมายการยกเว้นภาษี (Non-tariff) และทาง EU กับ UK ต้องทำหนังสือซึ่งแสดงกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าสินค้าหมวดไหน และสินค้าเกษตรอะไรบ้างจะมีภาษีแบบไหน ดังนั้นการมีหนังสือนี้แปลว่าอังกฤษต้องอยู่ใต้กฎของ EU ขณะเดียวกันหนังสือฯนี้ จะส่งผลกระทบให้ UK มีข้อจำกัดในการเปลี่ยนกฎเกณฑ์เพื่อเจรจาการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐฯ

ตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาในข้อตกลง UK ที่อยู่ภายใต้ EU จะไม่อนุญาตให้นำเข้าอาหารที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม รวมถึงเนื้อสัตว์ที่มีการฉีดฮอร์โมนเกือบทุกชนิด ซึ่งตรงข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตทุกอย่างที่กล่าวมา

ภาพจาก shutterstock

ดังนั้นทาง สหรัฐฯ พยายามผลักดันให้ UK เปลี่ยนแปลงกฎข้อนี้ ในการเจรจาข้อตกลงการค้าในอนาคต แต่ยังติดเรื่องเงื่อนไขตัวร่าง Brexit ฉบับล่าสุดไม่มีเรื่องนี้

Trump บอกว่า ร่าง Brexit ฉบับนี้ อาจจะกระทบกับข้อตกลงทางการค้า ระหว่าง UK และสหรัฐฯในอนาคต แต่ถ้า อังกฤษจะเลือกทางนี้ เราก็หวังว่าในอนาคตยังมีการค้าร่วมกับสหรัฐฯ

โดย Wilbur Ross รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ของ สหรัฐฯ พูดในช่วงเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ไม่ว่า เงื่อนไข Brexit ระหว่าง EU กับ UK จะเป็นแบบไหน ทางกระทรวงพาณิชย์ต้องดูเรื่องผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคใการพัฒนาควาใกล้ชิดระหว่าง UK และสหรัฐฯ

“ทาง UK ต้องเลือกขั้นต่อไป และควรหลีกเลี่ยงการสร้างความแตกตต่างด้านกฎเกณฑ์ หรือพวกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็นระหว่างสหรัฐ”

ภาพจาก shutterstock

และผลกระทบที่เกิดขึ้นใน ภาคบริการของ UK ล่ะ?

Professor Alan Winters  Director of the UK Trade Policy Observatory ของมหาวิทยาลัย Sussex บอกว่า ข้อมูลสถิติ the Office for National Statistics พบว่า การค้าภาคบริการของ UK (นอกจาก EU) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 73% ในช่วงปี 2007-2017 ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันประเทศที่ครองสัดส่วนการส่งออกภาคบริการมากที่สุดในปี 2017 คือ สหรัฐฯ

ใน 15 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า UK ส่งออกเทคโนโลยีภาคการบริการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้หลายประเทศระมัดระวังในการทำข้อตกลงในภาคบริการกับ  UK

“ถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงกฏเเพื่อการนำเข้าสินค้าให้สหรัฐ​ฯ หลังจากการ Brexit จะทำให้ EU เริ่มเช็คเรื่องภาษีในสินค้าต่างๆ มากขึ้น”

ที่มา BBC 1, BBC 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trump-england-meeting/

มุมมอง SCB EIC ต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 รวมไปถึงประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง

EIC มองถึงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ดูดีขึ้น โดยมองว่า GDP ของไทยปีนี้จะเติบโต 4.3% ปรับขึ้นจากเดิม 4% สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา และยังมีข่าวดีในเรื่องรายได้ครัวเรือนที่ดีขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

ภาพโดย Shutterstock

ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาถือว่ายังดูดี และยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลที่ดีไปด้วย แต่ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมไปถึงเรื่องของราคาน้ำมันอีกด้วย

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในไตรมาสที่ผ่านมามีสัญญาณที่ชะลอตัวบ้าง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังดีอยู่นั้นทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ และรวมไปถึงธนาคารกลางยุโรป สามารถเดินหน้าปรับนโยบายการเงินกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ขณะที่ภาวะการค้าโลกยังขยายตัวได้ดี อัตราว่างงานในช่วงที่ผ่านมายังต่ำ การลงทุนของภาคเอกชนยังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ทำให้เกิดเศรษฐเติบโตได้สูงและเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัว ทำให้ทั้งสหรัฐและยุโรปกำลังจะเข้าสู่เศรษฐกิจในช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น

ซึ่งเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเริ่มที่จะทยอยลดบทบาทของนโยบายผ่อนคลายทางการเงินให้กลับเข้าสู่นโยบายแบบปกติ

ข้อมูลจาก SCB EIC

เศรษฐกิจไทย

EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 4.3% ปรับเพิ่มจาก 4% โดยมองจากในเรื่องของการส่งออกที่จะเติบโตขึ้นกว่าเดิม และภาคการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง

ส่วนข่าวดีในไตรมาสนี้คือการใช้จ่ายในประเทศที่ฟื้นตัว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเติบโตกระจุกอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่ง EIC คาดว่าไตรมาสนี้การกระจุกตัวจะค่อยๆ คลี่คลายลง ตามรายได้ครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้นจากจำนวนการจ้างงานและรายได้เฉลี่ยของลูกจ้างไทยที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

และยังรวมไปถึงรายได้ของเกษตรกรที่ครึ่งหลังที่มีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ก็ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญคือเรื่องของหนี้ในครัวเรือนซึ่งยังเป็นแรงกดดันที่ส่งต่อมาจากไตรมาสที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหนี้ในครัวเรือนจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม

ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

ช่วงที่เหลือของปีนี้ EIC มองอยู่ 3 ประเด็นสำคัญๆ ได้แก่

  1. อัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวเร็วเกินคาด เนื่องจากภาวะตลาดแรงานตึงตัวทำให้ค่าจ้างขึ้นเร็ว ประกอบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารของหลายๆ ประเทศอาจตัดสินใจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนในระยะถัดไป
  2. สถานการณ์การเมืองในทวีปยุโรปและปัญหาในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในอิตาลีชุดใหม่ และรวมไปถึงประเทศสเปน ความคืบหน้าในการเจรจา Brexit แม้ว่าความเสี่ยงในทวีปยุโรปจะลดลง แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจโดนบั่นทอนในเรื่องของการเมืองในประเทศเหล่านี้ และยังรวมไปถึงปัญหาในตะวันออกกลางที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน หรือแม้แต่ปัญหาที่อิหร่านโดนคว่ำบาตรอีกด้วย
  3. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ รวมไปถึงการตอบโต้จากประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถึงแม้ว่าการที่จะเกิดสงครามการค้าจะมีโอกาสที่ต่ำ แต่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบ จึงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ข้อมูลจาก SCB EIC

คาดว่ากนง. คงดอก 1.5%

EIC มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยไปถึงปลายปีนี้ด้วยดอกเบี้ยคงเดิมที่ 1.5% แม้ว่า กนง. จะมีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ในการสื่อสารของ กนง. ที่ออกมานั้นยังมีความกังวลในเรื่องของประเด็นในเรื่องสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งประมาณการเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้กรอบล่างของเป้าหมาย ซึ่งประมาณการเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มที่อยู่ในระดับต่ำ จึงน่าจะยังไม่เห็นสัญญาณของการฟื้นตัวของอัตราเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน

ปัจจัยหลักที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยในครั้งถัดไปคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและรวมไปถึงเรื่องของเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยของไทยน่าจะเริ่มครึ่งแรกของปี 2019 และจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

ที่มาSCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-eoconomics-analysis-q3-2018-with-scb-eic/

ทั่วโลกหวัง Brexit สมานฉันท์ ลุ้น “อังกฤษ” ยื่นข้อเสนอใหม่ให้ EU

เมื่อปี 2016 เรียกว่าสร้างความแตกตื่นไปทั่วโลก เมื่อ สหราชอาณาจักร หรือ ประเทศอังกฤษ (UK) ที่เป็นหัวหอกของ สหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจออกจาก EU (Brexit) ซึ่งขั้นตอนในการแยกตัวออกมานั้นอาจจะมีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ การค้า รวมถึงความเป็นอยู่ของคนอังกฤษด้วย

ภาพจาก shutterstock

อัพเดทการเจรจา Brexit อังกฤษคืบหน้าเตรียมส่งแผนใหม่ให้ EU

Theresa May นายกรัฐมนตรี UK บอกว่าหลังการประชุมของอังกฤษเมื่อวันศุกร์ (6 ก.ค.) เราเตรียมส่งข้อเสนอให้ทาง EU เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นข้อเสนอภายในเดือน ต.ค. 2018 ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญก่อนที่ UK จะ Brexit ในเดือนมี.. 2019

ภาพจาก shutterstock

ต้องยอมรับว่าข้อเสนอวันศุกร์ที่ผ่านมา คือ UK เรียกร้องให้ ตั้งเขตการค้าเสรีร่วมกันระหว่าง UK และ EU ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าทั่วไป และสินค้าเกษตร สามารถข้ามเขตแดนได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสนอที่จะเข้าถึงตลาดใหญ่อย่าง EU ทาง UK ต้องแลกกับการอยู่ภายใต้กฏและเงื่อนไขของ EU ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่ตรงกับความต้องการคณะรัฐบาลอังกฤษที่ต้องการแยกจาก EU แบบไม่มีพันธะใดๆ

อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลของอังกฤษบอกว่า ข้อเสนอนี้ทำให้เห็นพัฒนาการด้านการเจรจาระหว่าง UK และ EU ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้ง 2 ยังใกล้ชิดกันอยู่

ภาพจาก shutterstock

เลขาธิการ Brexit ของอังกฤษลาออก เพราะไม่โอเคกับข้อเสนอใหม่

David Davis เลขาธิการ ฝ่าย Brexit ของรัฐบาลอังกฤษ ยื่นใบลาออกในวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอใหม่ ที่ Theresa May จะส่งให้ EU โดยมองว่าข้อเสนอต่างๆ ขอ UK จะทำให้นโยบายการ Brexit เปลี่ยนไป และยังทำให้การเจรจายังล่าช้าไปอีก

“ที่ผ่านมา ผมถือว่าเป้นความรับผิดชอบที่เราจะทำตามนโยบายที่ตั้งใจไว้ว่าจะออกจาก สหภาพศุลกากร (Customs Union) และตลาดเดียว (Single Market) แต่จากเวลาที่ผ่านไป ผมกังวลว่ากลยุทธ์ที่ทำอยู่ตอนนี้จะทำให้นโยบายที่ออกมาจะดูแย่ยิ่งกว่าเดิม” David บอกในจดหมายที่ส่งให้ Theresa May

ขณะเดียวกันทางทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษแถลงข่าวในวันที่ 9 ก.ค.Theresa May ประกาศแต่งตั้ง Dominic Raab ขึ้นรับตำแหน่ง เลขาธิการฝ่าย Brexit แทนที่ David Davis นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าภายในคณะรัฐบาลของ Theresa May อาจมีทีมงานลาออกเพิ่มเติม

ภาพจาก shutterstock

ฟากเอกชนมีความเห็นอย่างไรกับ ข้อเสนอใหม่ของ UK

ไม่ว่าจะชาวอังกฤษ ชาวยุโรป รวมไปถึงนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจ และบางส่วนยังมีความกังวลกับเงื่อนไขของ Brexit ที่จะเกิดขึ้น เพราะตอนนี้เหลือเวลาอีก 9 เดือนก่อนที่ UK จะแยกตัวออกจาก EU ตามกำหนดการ

Jaguar Land Rover ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของ UK ซึ่งมีพนักงาน 40,000 คน บอกว่า หากข้อเสนอที่อังกฤษมีต่อ EU ออกมาไม่ดี อาจจะส่งผลกระทบให้กำไรของบริษัทลดลงถึง 1,200 ล้านปอนด์ (1,600 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในขณะที่ทาง Airbus (EADSF) และ BMW (BMWYY) ก็ประกาศความกังวลในลักษณะเดียวกัน

ซึ่งในตลาดยอมรับว่า ข้อเสนอที่รัฐบาลอังกฤษออกมาเมื่อวันศุกร์ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจธนาคาร และอุตสาหกรรมบริการที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เนื่องจากสูญเสียโอกาสการเข้าถึงตลาดหลักอย่าง EU

ภาพจาก shutterstock

ในขณะที่ Carolyn Fairbairn director general ของ CBI บอกว่า การที่อังกฤษมีความคืบหน้าข้อเสนอ Brexit ถือว่าเพิ่มความเชื่อมั่นได้ แม้ว่าในรายละเอียดของข้อเสนอทาง EU อาจจะไม่ตกลงรับข้อเสนอก็ตาม

ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอที่ EU ปฏิเสธ คือข้อเรียกร้องของอังกฤษเรื่อง ข้อตกลงทางศุลกากรที่อังกฤษจะกำหนดขอบเขตการเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจาก EU ซึ่งถือเป็นการเปิดช่องให้อังกฤษสามารถตั้งเกณฑ์ภาษีของตนเอง และสามารถต่อรองเรื่องการค้าในประเทศเพิ่มเติม

“เราคาดว่าอังกฤษน่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี กว่จะตกลงการเจรจาในเงื่อนไขปัจจุบัน ซึ่งเราก็มีเวลาอีก 2 เดือนในการเจรจาตกลงกับยุโรป

ที่มา CNNMoney, Express, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uk-brexit-eu/

พลิกวิกฤตหุ้นไทยขาลง “ทิสโก้” แนะเก็บหุ้นต้น ก.ค. ปล่อยขาย Q1 ปี 62

เมื่อหุ้นไทยตกวูบจากช่วงต้นปีที่ 1,800 จุด มาอยู่ที่ 1,585 จุด ทำให้นักลงทุนหวั่นไหวไปทั่ว แต่สาเหตุเพราะอะไร สถานการณ์ปีนี้ ปีหน้าจะเป็นอย่างไร นักลงทุนอย่างเราต้องวางแผนลงทุนแบบไหนดี

ภาพจาก shutterstock

ตลาดหุ้นไทยผันผวนจากเงินนอกไหลออก ครึ่งปีหลังเงินย้ายออกต่อเนื่อง 9 หมื่นล้านบาท

วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ บอกว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงสอดคล้องกับตลาดหุ้นประเทศอื่นๆในภูมิภาค สาเหตุเพราะนักลงทุนต่างชาติย้ายเงินทุนกลับไปประเทศที่มีสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สหรัฐฯ ฯลฯ

ทำไมนักลงทุนมองว่า สหรัฐฯเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลักๆมาจากนักลงทุนมองทิศทางที่ดีว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีหลัง FED ประกาศว่าจะลงขยับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง รวมทั้งปีนี้ 4 ครั้ง ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯอาจจะเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยของไทยซึ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจและกลับไปลงทุนอีกครั้ง 

ภาพจาก shutterstock

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความความรุนแรงของสงครามการค้า (Trade War) ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่า ประเทศในภูมิภาคที่เป็นซัพพลายเชนของจีนอาจะได้รับผลกระทบ

ในส่วนของไทยตั้งแต่ม.ค.-มิ.ย. 2561 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยกว่า 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งทางบล.ทิสโก้คาดการณ์ต่อได้ว่า ครึ่งปีหลังนี้หากต่างชาติยังเทขายหุ้นไทยก็น่าจะไม่เกิน 9 หมื่นล้านบาท ถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ส่วนเดือนมิ.ย. 2561 นี้ อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของไทยปรับลงมาอยู่ที่ 14 เท่า ดัชนีที่ 1,585 จุด ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

“เดือนก.ค. 2561 นี้ถ้าพิจารณาตามปัจจัยทางเทคนิคประเมิน ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสดีดตัวขึ้น มาแตะแนวต้านที่ 1,650 -1,670 จุดได้ แต่หลังจากนั้นจะปรับตัวลงสู่แนวรับที่ 1,540-1,580 จุดอีกครั้ง ตามสถานการณ์ตลาดทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง”

ภาพจาก shutterstock

สิ้นปีนี้ปัจจัยบวกยังมี ต้องเลือกหุ้นให้เป็น ออกหุ้นให้ทัน  

วิวัฒน์ บอกว่า ปีนี้ประเทศไทยมีปัจจัยบวก คือ ในช่วงเดือนก.ย. 2561 คาดว่ารัฐบาลจะประกาศวันเลือกตั้ง และจะส่งผลดีให้เดือนก.ย.-ธ.ค. 2561 ตลาดหุ้นไทยจะขยับตัวอยู่ในกรอบที่สูงขึ้นหรือระดับ 1,750-1,800 จุด ถือว่าใกล้เคียงกับตอนต้นปี 2561 นี้ แต่ก็เท่ากับว่าอัตราผลตอบแทนโดยรวมจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 0% เช่นกัน

ส่วนคนที่สนใจลงทุน ช่วงต้นเดือนก.ค. นี้ ถือเป็นจังหวะที่หุ้นปรับตัวลดลง สามารถทยอยเข้าซื้อเพื่อสะสม และถือต่อเนื่องเพื่อรอขายในช่วง ไตรมาส 1 ปี 2562 ส่วนหุ้นเด่นที่มองว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2561 จะออกมาดี และมีปันผลระหว่างกาล คือ 

  • บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN
  • บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH
  • บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL
  • ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP
  • บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT
  • บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC

ภาพจาก shutterstock

มองต่อถึงปี 2562 ความเสี่ยงสูงกว่าปีนี้ ผลตอบแทนในหุ้นไทยติดลบ 14% 

ทิศทางตลาดหุ้นทั้งไทยและตลาดโลกในปี 2562 มีปัจจัยลบจากทั่วโลก ได้แก่ สภาพคล่องระบบที่ลดลงเป็นระดับติดลบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี เกิดขึ้นเพราะธนาคารกลางทั่วโลกดำเนินนโยบายทางการเงินเข้มงวดขึ้น เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้จะมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ แต่ไม่เพียงพอต่อสภาพคล่องที่ FED และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ดึงออกจากระบบ ส่งผลให้สภาพคล่องทั่วโลกติดลบ

และที่สำคัญ จากที่นักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า FED จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในปี 2562 ซึ่งยิ่งจะสนับสนุนให้เงินไหลกลับไปลงทุนสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯต่อจากปีนี้ ในขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เริ่มทรงตัวในระดับต่ำที่ประมาณ 3.0% ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นสูงกว่าพันธบัตรระยะยาว (Invert)

หากเกิดสถานการณ์นั้นขึ้น จะกลายเป็นสัญญาณว่าภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย ตลาดหุ้นทั่วโลกเข้าสู่ขาลง ส่วนของไทยทางทิสโก้จึงคาดว่าปี 2562 หุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนติดลบ 14% โดยดัชนีสูงสุดของปีจะอยู่ที่ 1,800 จุด และดัชนีต่ำสุดที่ประมาณ 1,450 จุด

 

สรุป

ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากต่างชาติที่เทขายหุ้นตั้งแต่ม.ค.-มิ.ย. 2561 ที่ 1.8 แสนล้านบาท ทำให้ตลาดหุ้นไทยตกลงมาอยู่ที่ 1,585 จุด แต่ระหว่างปีคาดว่าหุ้นจะขยับขึ้นในช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค.เพราะมีข่าวดีเรื่องเลือกตั้ง เลยแนะนำนักลงทุนซื้อหุ้นเดือนก.ค. และไปขายไตรมาส 1 ปี 2562 เพราะหลังจากนั้นหุ้นไทยจะเป็นขาลงเพราะความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-stock-pricedown-collect-2018/

ย้อนรอย Hello Kitty หนึ่งใน Character ที่ร่วมงานกับแบรนด์สินค้า และบริการจำนวนมาก

หลายๆ คนน่าจะรู้จัก และเคยพบเห็น Hello Kitty หนึ่งใน Character สุดน่ารักของ Sanrio กันมาบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่า Hello Kitty นั้นเป็นหนึ่งใน Character การ์ตูนที่ร่วมงานกับแบรนด์สินค้า และบริการต่างๆ จำนวนมาก

Hello Kitty

Hello Kitty กับความมืดมนของสงครามโลก

Hello Kitty นั้นเป็น Character ตัวแรกที่ทำตลาดในเชิงพาณิชย์ของบริษัท Sanrio ก็ว่าได้ เพราะกำเนิดมาตั้งแต่ปี 2517 แต่จุดกำเนิดของมันก็ไม่ค่อยสวยงามนัก เพราะมันเริ่มต้นมาจากความน่ากลัว และเจ็บปวดระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ของชายหนุ่มญี่ปุ่นคนหนึ่งนามว่า Shintaro Tsuji

โดยช่วงนั้นเขายังเป็นหนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องสูญเสียเพื่อร่วมชั้นเรียนไปจำนวนหนึ่ง เพราะพิษจากลูกระเบิดปรมาณู และอื่นๆ ทำให้ Shintaro รู้ว่าสงครามนั้นเป็นเรื่องที่โหดราย และไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก พร้อมกับจุดประกายให้เขาเลือกเดินหน้าธุรกิจที่จะทำให้โลกนี้สวยงาม

Character ต่างๆ ของ Sanrio ภายใต้แนวคิด Small Gift, Big Smile

จึงไม่แปลกที่ตั้งแต่ Hello Kitty และ Character ตัวอื่นๆ ของ Sanrio ทยอยออกมา ก็จะมีแต่ความสวยงาม ผ่านแนวคิด “Small Gift, Big Smiles” หรือสิ่งเล็กๆ ที่ราคาไม่สูงนัก แต่เต็มไปด้วยกำลังใจ และพร้อมที่จะเป็นตัวแทนของผู้ให้ที่มอบความรัก และความเป็นห่วงกับผู้รับ

ความโด่งดังที่เตะตาแบรนด์สินค้ามากมาย

และด้วยความน่ารักของ Hello Kitty ที่จับตลาดกลุ่มเด็กผู้หญิงไว้อย่างอยู่หมัด แถมยังถูกโหวตว่าเป็น Top 5 ของ ตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นอีกด้วย ทำให้สินค้า และบริการที่ทำตลาดเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ เช่นตุ๊กตา, สติ๊กเกอร์, เสื้อผ้า รวมถึงอุปกรณ์เครื่องเขียน ต่างนำ Character ตัวนี้ไปอยู่ในสินค้าเหล่านั้น เพื่อช่วยดึงดูดผู้ซื้ออีกทางหนึ่ง

เครื่องบินของ EVA Airways ที่มี Hello Kitty สกรีนบนเครื่อง // ภาพจาก Flickr ของ byeangel

ขณะเดียวกันความเป็นเอกลักษณ์ของ Hello Kitty ก็ทำให้แบรนด์สินค้า และบริการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน EVA Airways, แบรนด์เสื้อผ้ากีฬา Puma และแบรนด์เครื่องประดับ Simmons Jewelry รวมถึงรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่นก็ Collaboration กับ Hello Kitty เพื่อสร้างความแปลใหม่ และดึงดูดลูกค้าเหมือนกัน

“ถ้าคุณชอบใช้สินค้า หรือบริการตัวหนึ่ง แต่สิ่งเหล่านั้นกำลังจะเลิกจำหน่าย เพราะยอดขายไม่ดี ก็อยากให้มาบอกผม เพราะถ้าสินค้า หรือบริการเหล่านั้นได้ร่วมงานกับ Sanrio แล้วล่ะก็ สิ่งเหล่านั้นจะมียอดขายเพิ่มขึ้นทันที ถือเป็นการเติบโตไปด้วยกันทั้ง Sanrio และบริษัทอื่น” Shintaro กล่าวระหว่างประชุมผู้ถือหุ้น

ยอดขายของ Sanrio ใน 4 ปีงบประมาณล่าสุด

พร้อมช่วยทุกคน แต่ Sanrio กำลังลำบาก

แม้ Sanrio จะเน้นเรื่องความสุขของพนักงาน และลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ขัดกับบริษัทญี่ปุ่นรายอื่นๆ ที่ช่วงหนึ่งเรียกว่า Black Company หรือบริษัทที่เน้นผลกำไรมาเป็นอันดับแรก และไม่สนใจพนักงาน และลูกค้า แต่เหมือนว่าตอนนี้ Sanrio เองก็อยู่ระหว่างความลำบากในแง่ธุรกิจ

เพราะตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 ยอดขาย และกำไรจากการดำเนินงานของ Sanrio ก็ลดลงมาโดยตลอด แม้ยอดขายที่มาจากการขายลิขสิทธิ์เพื่อร่วมงานกับแบรนด์อื่นๆ นั้นยังเติบโตอยู่ แต่ในฝั่ง Merchandise หรือการจำหน่ายของเล่น และอื่นๆ กลับลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะ Sanrio ยังเน้นจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้ามากกว่า Online

ยอดขายในปีงบประมาณ 2561 ของ Sanrio

สำหรับยอดขายของ Sanrio ในปีงบประมาณ 2561 (สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2561) ปิดยอดขายที่ 60,000 ล้านเยน (ราว 18,000 ล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 23,000 ล้านเยน (ราว 6,900 ล้านบาท) ลดลงจากปีก่อน 11% ส่วนรายได้จากในประเทศอยู่ที่ 47,000 ล้านเยน (ราว 14,000 ล้านบาท) ลดลง 0.8%

สรุป

แม้จะเติบโต และมี Character ที่แข็งแกร่งแค่ไหน แต่ Sanrio ก็เหมือนจะถูกมองว่าเห็นแก่ได้ เพราะไม่ว่าแบรนด์ไหนจะมาติดต่อ ก็พร้อมที่จะร่วมงาน ดังนั้นการพยายามลบภาพนี้ออกไปก็น่าจะจำเป็น ประกอบกับการพยายามทำตลาด Online มากขึ้นก็เป็นอีกสิ่งจำเป็น เพื่อฟื้นฟูยอดขายของยักษ์ใหญ่ด้าน Character ของญี่ปุ่นรายนี้

อ้างอิง // Soranews24, Sanrio

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hello-kitty-brand-heritage/