คลังเก็บป้ายกำกับ: ANALYSIS

Robo Advisor ก้าวที่กล้าและใจถึง ของแบงก์ชาติสิงคโปร์

หนึ่งในเทคโนโลยี FinTech ที่มาแรงในยุคนี้ และถูกคาดหมายว่าจะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะมา Disrupt ธุรกิจการเงินโดยเฉพาะสายการลงทุนเดิมมากที่สุดนั้นคือ Robo Advisor หรือที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคลออนไลน์ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ถือเป็นกระแสที่เติบโตรวดเร็วมาก

มาถึงในเอเชีย Robo Advisor กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกันโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นศูนย์กลางการเงินและฟินเทคอย่างสิงคโปร์และฮ่องกง ต่างออกมาสนับสนุนเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ภาพจาก Pixabay.com

เรามาดูคำนิยามของ Robo Advisor กันก่อน แม้จะมีผู้ประกอบการหลายรายเรียกตัวเองว่าเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคลออนไลน์ แต่ส่วนตัวอยากจะตั้งคำจำกัดความของ Robo Advisor ไว้ดังนี้คือ

  1. ต้องเข้าถึงง่ายผ่านระบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเว็บไซท์หรือแอปพลิเคชั่น
  2. ต้องใช้เงินน้อย ตัวอย่างของ Robo Advisor เต็มรูปแบบในต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่เริ่มต้นด้วยเงินหลักพันบาทเท่านั้น เพื่อตอบโจทย์คนที่ยังมีเงินไม่มากนัก
  3. ต้องลงทุนให้แบบอัตโนมัติ โดยผู้ใช้งานเพียงแค่ฝากเงินเข้าไปประจำทุกเดือนและเลือกโมเดลการลงทุนตามความเสี่ยงและเป้าหมาย ระบบจะนำเงินไปลงทุนให้เอง โดยจัดสรรพอร์ทลงทุน (Asset Allocation) ตามแนวโน้มในขณะนั้น
ภาพจาก Pixabay.com

ปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคได้มี Robo Advisor เต็มรูปแบบเกิดขึ้นแล้วหลายบริษัท ที่โด่งดังก็เช่น 8 Securities ของฮ่องกง ที่ดำเนินธุรกิจโดยการเป็นบริษัทหลักทรัพย์ด้วยตัวเอง แต่สิงคโปร์เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ออกกฎเกณฑ์ใหม่โดยหน่วยงานกำกับด้านการเงินอย่าง MAS (ทำหน้าที่เหมือนแบงก์ชาติ) ที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อกลางปี

เนื้อหาใจความสำคัญก็คือ ผ่อนปรนกฎเกณฑ์สำหรับผู้ประกอบการฟินเทคสาย Wealth Management ให้สามารถประกอบธุรกิจจัดการลงทุน (Fund Management) ที่มีกลุ่มลูกค้าคือ ผู้ลงทุนรายย่อยได้ โดยยกเว้นข้อจำกัดอย่างเช่น เรื่องของประสบการณ์ในธุรกิจจัดการลงทุนที่จะต้องมีถึง 5 ปีขึ้นไป ถึงจะสามารถให้บริการกับรายย่อยได้

กฎเกณฑ์ใหม่ที่ออกมาจะยกเว้นเรื่องนี้ โดยจะต้องมีบุคลากรที่มีประสบการณ์ในสายงานเป็นผู้บริหารด้วย รวมถึงปรับลดขนาดเงินกองทุนภายใต้การบริหารจัดการลงจากเดิมอย่างน้อยจะต้องมีถึง 1 ล้านเหรียญสิงคโปร์ขึ้นไป ต้องเรียกว่าทางการสิงคโปร์ “ใจถึง” มากๆ

ภาพจาก Pixabay.com

ประเด็นที่น่าสนใจคือ MAS อนุญาตให้ FinTech สามารถเชื่อมต่อระบบซื้อขายหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ได้โดยตรง หากเป็นวิธีการดั้งเดิม ผู้ประกอบการฟินเทคจะต้องเชื่อมต่อระบบซื้อขายผ่านทางบริษัทหลักทรัพย์ต่อหนึ่งก่อน แต่ยังต้องทำงานร่วมกับผู้ดูแลทรัพย์สินหรือ Custodian ในการรับโอนและถอนเงินจากลูกค้าเช่นเดิม

ฟินเทคยังจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ MAS เสมือนเป็นสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง และยังต้องจำกัดสินทรัพย์ในการลงทุน จะต้องไม่ลงทุนในตราสารที่มีความซับซ้อนอย่างเช่น อนุพันธ์ โดยมุ่งเน้นให้ลงทุนผ่านกองทุน ETF ซึ่งมีความหลากหลายสูง รวมถึงการซื้อขายจะต้องผ่าน “หุ่นยนต์” หรือตัดสินใจโดยระบบเท่านั้น ห้ามมาจากการตัดสินใจของมนุษย์

ต้องถือว่าแบงก์ชาติสิงคโปร์ กล้าที่จะนำความคิดดั้งเดิมแบบอนุรักษ์นิยมพับเก็บไว้ก่อนและหันมาสนับสนุนฟินเทคในการพัฒนา Robo Advisor แบบสุดตัวจริงๆ แม้จะยังกำกับบางส่วนแต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ฟินเทคสาย Wealth Management จากทั่วโลกพุ่งตรงไปตั้งฐานยังเกาะเล็กๆ แห่งนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/robo-advisor-in-singapore/

Advertisements

Location Strategy กลยุทธ์สำคัญ ในการเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์

ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีก และ แฟรนไชส์ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้การแข่งขันมีสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าและช่องทางการซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ซึ่งในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation เน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงข้อมูลและกลุ่มลูกค้าได้อย่างเสรี และให้อำนาจแก่ลูกค้า ลดทอนการบริโภคซ้ำของผู้บริโภค ก้าวข้ามอุปสรรคของการเข้าสู่ตลาดที่มีมาหลายสิบปี พร้อมกันนี้ ยังทำลายสมมติฐานและแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ธุรกิจต้องพัฒนาช่องทางการซื้อ-ขายสินค้าได้หลากหลายทาง ผู้ที่ต้องการจะเป็นผู้นำทางการตลาด ต้องหาตัวช่วยที่จะเข้ามาพัฒนาระบบการทำงานและช่วยในการตัดสินใจให้มีความแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด

หลายองค์กรรู้ว่านี่คือยุค Digital Transformation แต่มีกี่องค์กรที่มีการปรับตัว หรือรู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร คำตอบง่ายๆ คือ ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ภายในองค์กรเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่ทำและใช้กลยุทธ์แบบเดิมๆ เท่ากับว่าองค์กรนั้นมีโอกาสสูงที่จะตกยุคและพ่ายแพ้ในการแข่งขันทางธุรกิจ

หนึ่งในรูปแบบของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคือ การนำ กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้ง หรือ Location Strategy มาใช้ พูดถึงการเลือกทำเลที่ตั้ง หลายคนคิดถึงเรื่องของแผนที่ แต่นี่ไม่ใช่แค่แผนที่อย่างเดียว แต่มีเรื่องของข้อมูลระดับ Big Data และการวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มากกว่าแค่แผนที่ แต่เป็น Location Strategy และ GIS

การใช้กลยุทธ์ Location Strategy จำเป็นต้องใช้ Geographic Information System หรือ GIS เป็นระบบข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ เริ่มจากการมีแผนที่ความละเอียดสูงเป็นพื้นฐาน และนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องวางลงไปบนแผนที่เพื่อเชื่อมโยงตำแหน่ง นำไปสู่การขยายผลทางข้อมูล

เช่น บริษัทมียอดขายในแต่ละภูมิภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล เป็นอย่างไร พื้นที่ไหนสินค้าไหนขายดี และลงลึกถึงว่าทีมงานขาย ถนัดขายสินค้าใด ช่วยให้องค์กรวางแผนการผลิต การกระจายสินค้าและจัดทีมงานขายได้อย่างเหมาะสม

ยิ่งปัจจุบันข้อมูลสามารถอัพเดทได้ทันทีแบบ Real Time ยังช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกทำเลขยายสาขา โดยวิเคราะห์จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประชากร คู่แข่งและปัจจัยอื่นๆ หรือ การบริหารต้นทุนการขนส่ง การควบคุมดูแลการขนส่งแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ทั้งหมดคือ ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

Location Strategy สร้างมุมมองที่แตกต่าง

การใช้ Location Strategy สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความนิยมมาก เช่น ธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งเพื่อการตัดสินใจ ทั้งการวางแผนกลยุทธ์การแข่งขัน การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า

ทั้งหมดสามารถใช้ Location Strategy มาเป็นเครื่องมือในการบูรณาการและวิเคราะห์ ที่ตั้งโรงงาน แหล่งวัตถุดิบ การจัดเก็บและจัดส่งสินค้าไปยังร้านค้า ถ้าสามารถจับคู่ข้อมลได้อย่างถูกต้อง จะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง

ในบางพื้นที่ สภาวะอากาศกับข้อมูลยอดขายมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจจะขายได้ดีในร้านค้าหนึ่ง แต่ขายไม่ได้ในอีกร้าน ข้อมูลจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ และนำไปสู่การปรับปรุงแผนเพื่อรองรับการตลาด และทั้งหมดสามารถทำได้แบบ Real Time ผ่าน Location Strategy

เช่น บริษัท U.S. Cellular ผู้ให้บริการระบบไร้สายครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประยุกต์ใช้หลักการเลือกสถานที่ตั้งร้านค้าปลีกตามรูปแบบการจับจ่ายของผู้บริโภค คู่แข่ง และข้อมูลทางการตลาด โดยนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยในการวิเคราะห์หาพื้นที่ที่บริษัทจะได้เปรียบคู่แข่งและมีโอกาสทำยอดขายได้สูงสุด ถือเป็นการสร้างรูปแบบใหม่ในการแข่งขันทางธุรกิจโดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ในการตัดสินใจ (Business Intelligence)

 

ปลดล็อกข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มศักยภาพธุรกิจ

มิติใหม่ที่สร้างความแตกต่างจากเดิมคือ ความสามารถในการดูข้อมูลแบบ Real Time เพื่อให้องค์กรสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากลูกค้าและปัจจัยภายนอกได้ทันท่วงที เมื่อรวมกับข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น ข้อมูลประชากรศาสตร์ อาจทำให้คาดการณ์ตลาดในอนาคต ตลาดระดับท้องถิ่น หรือตลาดระดับประเทศได้ ทำให้เห็นรูปแบบทางภูมิศาสตร์ที่แสดงโอกาสทางการตลาดของบริษัทในการขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขยายตัวของสมาชิก ถือเป็นการยืนยันประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากการสร้างแผนที่เสมือนจริง

รวมถึงสามารถปรับและพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีและรวดเร็วขึ้นจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ สามารถเข้าใจการบริหารจัดการงานในปัจจุบัน

สรุป

กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้ง เป็นมากกว่าแค่การเลือกทำเล แต่มีการนำข้อมูลชิงลึก มาวิเคราะห์ร่วมกับทำเลที่ตั้งแบบ Real Time ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสามารถคาดการณ์ธุรกิจ บริหารจัดการองค์กร วางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งกว่านั้นทำให้ อำนาจการกำหนดทิศทางธุรกิจ กลับมาสู่มือของ “ผู้ประกอบการ” อีกครั้ง

ESRI เชื่อว่าข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ วางแผนและแก้ไขปัญหาของธุรกิจได้ “The Science of Where: ศาสตร์ที่ใช้โลเคชั่นตอบทุกคำถามของคุณ” ช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด

หากสนใจเข้าร่วมงานสัมมนาด้านระบบภูมิสารสนเทศ ครั้งที่ 22 (TUC 2017) งานสัมมนาเชิงวิชาการระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพ แนะนำ และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และงานสำรวจอย่างครบวงจร หรือสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.esrith.com หรือ www.facebook.com/ESRITHAILAND

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/location-strategy-for-retail-and-franchise/

สตาร์ตอัพชุดทำอาหารส่งถึงบ้าน Blue Apron กับผลประกอบการไม่ดีนักหลังเข้าตลาดหุ้น

แวดวงสตาร์ตอัพของสหรัฐในปี 2017 มีบริษัทที่น่าสนใจอยู่รายหนึ่งชื่อว่า Blue Apron (แปลตรงตัวว่า ‘ผ้ากันเปื้อนน้ำเงิน’) ที่เพิ่งขายหุ้น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนนี้

บริษัท Blue Apron ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ที่นิวยอร์ก โดยทำธุรกิจแบบที่เรียกว่า “meal kit” หรือการขาย “ชุดทำอาหาร” ให้ลูกค้าไปประกอบอาหารกินเองที่บ้าน

อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ สำหรับคนไทย หลายท่านที่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเรา น่าจะเคยเห็นอาหารแช่เย็นประเภท “ชุดเครื่องต้มยำไก่” หรือ “ชุดผักกระเฉดหมูกรอบ” ที่ประกอบด้วยส่วนผสมต่างๆ หั่นมาแล้วเรียบร้อย ซื้อกลับบ้านก็พร้อมปรุงเป็นอาหารจานนั้นทันที ไม่จำเป็นต้องซื้อแยกผัดกระเฉด หมูกรอบ หรือพริกกระเทียมทีละส่วน

Blue Apron ก็เป็นธุรกิจแบบนี้ ลูกค้าจะได้กล่องที่ประกอบด้วยวัตถุดิบในปริมาณพอเหมาะ ส่งถึงบ้านแบบไม่ต้องไปเดินหาซื้อของเองให้เมื่อย ถ้าปรุงไม่เป็น ในกล่องยังมีสูตรและคำอธิบายว่าจะต้องทำอาหารอย่างไรด้วย

Meal Kit จับกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ อยากทำอาหารกินเอง

กลุ่มเป้าหมายของ Blue Apron คือคนเมืองยุคใหม่ที่เริ่มสนใจ “อยู่เพื่อกิน” มากกว่า “กินเพื่ออยู่” สนใจการทำอาหารกินเองในแง่การเป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้คุณค่าทางจิตใจ ไปไกลกว่าการสั่งอาหารสำเร็จรูปมากินที่บ้าน ที่เน้นเรื่องอิ่มหรืออร่อยเพียงอย่างเดียว

เรียกได้ว่า Blue Apron เป็นการผสมผสานระหว่างโมเดล delivery กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เริ่มมองหางาน “คราฟต์” ให้กับชีวิต ไม่ต้องการของสำเร็จรูปแบบ mass production ที่ทุกคนเหมือนกันไปหมด อยากได้เซนส์ของการ “ทำด้วยมือตนเอง” ด้วย

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลุ่มที่อยากทำอาหารกินเอง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพร้อมทำอาหารเสมอไป เราเห็นคนจำนวนมากซื้อหนังสือสอนทำอาหารมาอ่านเพื่อฝันว่า “จะทำอาหารกินเองทุกวันหยุด” แต่ในความจริงแล้วก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะติดอุปสรรคหรือข้อจำกัดหลายอย่าง ตั้งแต่ขี้เกียจออกไปซื้อวัตถุดิบเอง หรือ วัตถุดิบที่วางขายมีปริมาณเยอะเกินกว่าการปรุงอาหารหนึ่งมื้อ ใช้หมูไปครึ่งถาด ทำอาหารหนึ่งมื้อ แล้วเหลือทิ้งหรือเน่าคาตู้เย็น เป็นต้น

Blue Apron จึงจัดชุด meal kit ที่มีปริมาณวัตถุดิบพอเหมาะ ใช้หมดพอดีไม่ต้องเหลือทิ้ง มาตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ นอกจากนี้ Blue Apron ยังเพิ่มมูลค่าของตัวเอง ด้วยการใช้วัตถุดิบสดใหม่แนวออแกนิค ผักสดจากฟาร์มของชาวนาโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง เนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ฉีดฮอร์โมน หรืออาหารทะเลที่มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน พร้อมโฆษณาว่าการสั่งอาหารกับ Blue Apron ช่วยลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง (food waste) อีกด้วย

โมเดลการหารายได้ จ่ายเป็นรายสัปดาห์

โมเดลการหารายได้ของ Blue Apron คิดค่าสมาชิกเป็นรายมื้อ เฉลี่ยแล้วตกมื้อละ 8.99 ดอลลาร์ต่อหนึ่งคนกิน (serving) โดยในกล่องอาหารจะมาพร้อมกับปริมาณเสิร์ฟสำหรับ 2-4 คน แล้วแต่จะเลือก มีทั้งแบบบ้านขนาด 2 คนและบ้านขนาด 4 คน) สามารถเลือกได้ว่าจะรับอาหารสัปดาห์ละ 2-4 กล่อง แถมสัปดาห์ไหนไม่สะดวกก็สามารถ “ข้าม” ไม่ให้ส่งในสัปดาห์นั้นได้ โดยกดเลือกผ่านแอพของ Blue Apron บนสมาร์ทโฟนได้เลย

เมนูอาหารก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์เพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจ มีทั้งอาหารฝรั่งอย่างสเต๊ก ราเมนแบบญี่ปุ่น ข้าวผัดแบบจีน แกงกะหรี่แบบอินเดีย สปาเกตตี้อิตาเลียน หรืออาหารเม็กซิกัน

ถ้าหากซื้ออาหารไปแล้วทำไม่เป็น ในกล่องอาหารที่ส่งไปที่บ้านยังมีคู่มือสอนการทำอาหารเมนูนั้นๆ และยังสามารถกดเข้าดูได้จากเว็บ แอพ รวมถึงมีวิดีโอสาธิตให้ดูเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย

นอกจากสินค้าหลักที่เป็นชุดประกอบอาหารแล้ว Blue Apron ยังขยายไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ขายไวน์ส่งถึงบ้านเป็นชุด เดือนละ 6 ขวด ขายหนังสือสอนทำอาหาร ขายเครื่องครัว เครื่องปรุง ไปจนถึงขายของที่ระลึกอย่างผ้ากันเปื้อนแปะโลโก้ของบริษัท

ผลประกอบการยังไม่น่าประทับใจ

โมเดลธุรกิจอาจดูดีและมีลูกค้าจริงจนเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ แต่ผลประกอบการของ Blue Apron ดูจะยังไม่เป็นที่พอใจของนักลงทุนเท่าไรนัก

ในผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (Q2/2017) ซึ่งเป็นไตรมาสแรกหลังเข้าตลาดหุ้น Blue Apron ระบุว่ามีลูกค้าเกือบ 1 ล้านราย และมีคำสั่งซื้ออาหารที่ 4 ล้านคำสั่งต่อหนึ่งไตรมาส เฉลี่ยแล้วลูกค้าหนึ่งรายจะสั่งอาหารประมาณ 4.3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูอัตราการเติบโตของ Blue Apron กลับน่าเป็นห่วง เพราะฐานลูกค้าที่เติบโตติดต่อกันมาหลายไตรมาส เริ่มตกลงเป็นครั้งแรก เพราะในไตรมาสแรกของปี Blue Apron มีลูกค้าแตะหลัก 1 ล้านคนได้สำเร็จ แต่พอเป็นไตรมาสที่สอง ลูกค้ากลับลดเหลือ 9 แสนกว่าคนแทน

นอกจากนี้ แม้ว่าตัวเลขชี้วัดอื่นๆ ของ Blue Apron จะยังเติบโต เช่น จำนวนออเดอร์เฉลี่ย หรือ รายได้เฉลี่ยของลูกค้าหนึ่งราย จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีก็ตาม แต่ถ้าเทียบปีต่อปี (YoY) กับไตรมาสที่สองของปี 2016 เราจะเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้กลับลดน้อยลง

ในแง่ตัวเลขผลประกอบการ รายได้ของ Blue Apron เติบโตจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (238 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 201 ล้านดอลลาร์) แต่ต้นทุนของสินค้าที่ขายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และการลงทุนด้านเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ไตรมาสนี้ Blue Apron ขาดทุนรวม 31 ล้านดอลลาร์ แถมแผนการขยายศูนย์กระจายสินค้าที่เมือง Linden รัฐนิวเจอร์ซีย์ก็สะดุด ล่าช้ากว่ากำหนด อีกทั้งผู้ก่อตั้งและซีโอโอ Matthew Wadiak ก็เพิ่งลาออกจากบริษัทไป

Blue Apron มีรายได้ในครึ่งหลังของปี 2016 ที่ 421 ล้านดอลลาร์ (ช่วงที่ยังไม่เข้าตลาด) แต่ในปีนี้ บริษัทพยากรณ์ว่าจะมีรายได้ในครึ่งหลังของปี 2017 ที่ประมาณ 380-400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ตัวเลขนี้ไม่เป็นที่น่าประทับใจนักจากนักลงทุนในวอลล์สตรีท และหุ้นของ Blue Apron นับตั้งแต่เข้าตลาดในเดือนมิถุนายน ก็ตกลงมาตลอดโดยมีราคาเพียง 50% ของราคา IPO ด้วย

คู่แข่งเพียบ รวมถึง Amazon ด้วย

จริงๆ แล้วโมเดลการขายสินค้าแบบส่งถึงบ้าน โดยลูกค้าจ่ายเป็นรายเดือน (subscription order) ไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าไร ก่อนหน้านี้ก็มีธุรกิจเครื่องสำอางค์จัดเป็นชุดส่งถึงบ้านทุกเดือน Birchbox ที่เคยมีลูกค้ามากถึง 1 ล้านรายเช่นกัน แต่สุดท้ายก็เริ่มประสบปัญหาการเงินจนต้องปลดคน หรือ Dollar Shave Club ชุดมีดโกนหนวดสำหรับท่านชาย ที่ประสบความสำเร็จในการขายกิจการให้ Unilever

ในกลุ่มของธุรกิจแบบ meal kit เองก็มีคู่แข่งหลายราย เช่น Home Chef หรือ Sun Basket แต่ที่น่าจับตามองคือการขยับเข้ามาของยักษ์ใหญ่ Amazon ที่เพิ่งเริ่มทดลองตลาดนี้ในเมืองซีแอทเทิล สำนักงานใหญ่ของตัวเองเพียงเมืองเดียวเท่านั้น ตรงนี้ยังห่างไกลจาก Blue Apron ที่ให้บริการในหลายเมืองทั่วสหรัฐ แต่ชื่อชั้นของ Amazon บวกกับแผนการใหญ่อย่างการซื้อกิจการ Whole Foods ก็ทำให้นักลงทุนหวาดหวั่นว่า Blue Apron จะพ่ายแพ้ในเกมระยะยาว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/blue-apron-stock-q2-2017/

อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ควรลุยต่อ หรือ พอแค่นี้

จากการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกขยายกำลังการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ไทยส่งออก HDD ได้เพิ่มขึ้น ไทยเป็นฐานการผลิต HDD รายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากจีน ประกอบไปด้วยผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Western Digital (WDC) กับ Seagate Technology (Seagate) และผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายราย เช่น Nidec Minebea และ TDK ทั้งนี้ จากการที่ WDC ได้ลดกำลังการผลิตที่มาเลเซีย และขยายฐานการผลิตที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึง Seagate ซึ่งปิดโรงงานที่จีนและมาเลเซีย และลงทุนเพิ่มในฐานการผลิตที่จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ไทยจะสามารถส่งออก HDD เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%

ภาพจาก Pixabay.com

SSD มือพิฆาต HDD ในอนาคต

มีการนำ Solid State Drive หรือ SSD มาใช้แทน HDD เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2013-2016 ยอดการจัดส่งสินค้าของ HDD ลดลงประมาณ 8% CAGR ในขณะที่ SSD เพิ่มขึ้น 37% CAGR ความต้องการ HDD ในตลาดโลกยังลดลงจากปีละ 420-480 ล้านลูก เหลือเพียงปีละประมาณ 300 ล้านลูกเท่านั้น

เนื่องจาก SSD ใช้ชิปหน่วยความจำ NAND ในการเก็บข้อมูลแทนการใช้จานแม่เหล็ก ทำให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า HDD ในหลายด้าน ทั้งเรื่องของความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความเสถียรและความทนทานในการใช้งาน นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีการวางหน่วยความจำแบบใหม่ของ SSD อย่าง 3D NAND ทำให้ปัจจุบัน สามารถผลิต SSD ที่มีความจุมากกว่า HDD ด้วยต้นทุนการผลิตที่น้อยลง

EIC SCB มองว่าการส่งออก HDD ยังมีโอกาสเติบโตในระยะกลาง จากปัจจัยทางด้านราคาของ HDD ที่ถูกกว่า SSD ทั้งนี้ SSD อาจเข้ามาแทนที่ HDD ได้เมื่อต้นทุนต่อหน่วยความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งสองชนิดนี้ไม่มีส่วนต่างแล้ว หรือมีส่วนต่างที่น้อย เพราะการใช้งาน HDD และ SSD นั้นไม่ได้คำนึงถึงแค่ต้นทุนต่อหน่วยความจุอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าอีกด้วย SSD ได้เปรียบกว่า HDD ในด้านนี้

SSD ผลิตไม่ทันตลาด HDD ยังได้ไปต่อ

อย่างไรก็ตาม HDD ยังถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนต่อหน่วยความจุอยู่ เห็นได้จากราคาของ HDD ที่น้อยกว่า SSD ประมาณ 4 เท่าในรุ่นความจุ 500 กิกะไบต์ (1,430 บาทกับ 5,790 บาท ตามลำดับ) ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยความจุของ SSD ในช่วงนี้กลับปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขาดตลาดของ NAND ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต SSD โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

1) อุปทานของ NAND ลดลง เนื่องด้วยอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงเปลี่ยนสายการผลิตจากเทคโนโลยีเดิมอย่าง 2D NAND เป็น 3D NAND

2) อุปสงค์ของ NAND สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่จากตลาด SSD เท่านั้น แต่เกิดจากตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตด้วย โดย JP Morgan คาดว่าในปี 2017 จะมีการนำ NAND ไปใช้เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถึง 8,542 ล้านชิ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2016 ถึง 56% และการใช้ NAND ใน SSD มีอยู่ที่ 7,795 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 46% จากปี 2016

Big Data เสริมตลาดสตอเรจ

การเติบโตของ Big data ส่งผลให้ HDD มีโอกาสเติบโตในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ แม้เริ่มมีการนำ SSD มาใช้อย่างแพร่หลายแล้วในกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล เช่น Amazon แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยกระแส Big data ที่ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น

รายงานของ Cisco คาดว่าในปี 2020 ข้อมูลที่เก็บในดาต้าเซ็นเตอร์จะมีมากกว่าปี 2016 ถึง 3.6 เท่า ส่งผลให้ HDD จะถูกนำมาใช้ในดาต้าเซนเตอร์เพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อย เช่น ข้อมูลแบ็คอัพ เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บขัอมูล และนำ SSD ที่มีศักยภาพสูงแต่ราคาแพง มาใช้งานในส่วนที่มีความต้องการความเร็วสูงเพื่อให้ได้การประมวลผลและการตอบสนองการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีของ HDD ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากผู้ผลิต HDD จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลปัจจุบันอย่างเช่น SMR (Shingled Magnetic Recording) และเทคโนโลยีแก๊สฮีเลียม (Helium-filled drive) ให้มีความจุเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีการวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น TDMR (Two-Dimentional Magnetic Recording) และ BPMR (Bit-Patterned Media Recording) ที่จะมาช่วยลดข้อด้อยบางส่วน เช่น เรื่องความคงทนและต่อยอดศักยภาพของ HDD ให้สูงขึ้นโดยเฉพาะด้านของความจุ ซึ่งหากการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นไปตามแผนแล้ว ความจุของ HDD ก็จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 12 TB เป็น 100 TB ในปี 2025

สรุป

ผู้ประกอบการไทย HDD ยังมีโอกาสในอุตสาหกรรมนี้อยู่ แต่ควรปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ HDD ได้แก่ ผู้ผลิต HDD ผู้ผลิตชิ้นส่วน รวมไปถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ โดยการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทย จะลดความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิต HDD เหล่านี้จะย้ายฐานออกจากประเทศ ประกอบกับโอกาสเติบโตของ HDD ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ในไทยยังดำเนินต่อไปได้

นอกจากนี้ แม้ว่ายอดการจัดส่งของ HDD จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนส่วนประกอบที่ใช้สำหรับการผลิตอาจไม่ได้ลดลงตาม เนื่องจากผู้เล่นมีแนวโน้มหันมาเน้นผลิต HDD สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการความจุสูง ทำให้ใน HDD หนึ่งลูกมีการใช้ส่วนประกอบมากขึ้นกว่าเดิม เช่น การเพิ่มจานหมุนเพื่อรองรับการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดี แม้ SSD จะยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ HDD โดยสมบูรณ์ในเร็ววันนี้ แต่ผู้ประกอบการก็ควรเริ่มเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคตต่อไป

EIC มองว่าผู้ผลิตชิ้นส่วน HDD ในไทยสามารถขยายการลงทุนใน HDD ได้ แต่ไม่ควรพึ่งพาในอุตสาหกรรมนี้มากเกินไป โดยสามารถลงทุนเพิ่มในการผลิตชิ้นส่วนประกอบ HDD เช่น จานหมุน และหัวอ่านเขียน เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของ HDD ในกลุ่มตลาดที่ต้องการความจุสูง ประกอบกับเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีของชิ้นส่วนให้ทันตามข้อกำหนดของผู้ผลิต นอกจากนี้ ควรมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น นำเทคโนโลยีส่วนประกอบ HDD เดิมมาดัดแปลงเพื่อประยุกต์ใช้กับกลุ่มตลาดอื่น เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-hard-disk-drive-market/

เมื่อ Hedge Fund Manager ยอมถอยให้กับ AI (ตอนที่ 2)

ทิ้งระยะจากตอนแรกไปพอสมควรกับ ผู้จัดการกองทุน “เฮดจ์ฟันด์” กำลังตกงานเพราะ A.I (ตอนที่ 1) ใครจำไม่ได้ย้อนกลับไปอ่านใหม่ ยังไม่ช้าเกินไปแน่นอน แล้วมาต่อกันตอนที่ 2

ภาพจาก Pixabay.com

กระแสของเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่บุคลากรทางด้านการเงินการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund Manager) ยังต้องปรับตัวด้วยการพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มากขึ้น รวมถึงเริ่มถ่ายโอนภูมิปัญญาและทักษะลงไปใน A.I โดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning ให้เกิดการพัฒนาต่อยอดด้วยตัวเอง

แม้กระทั่งผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับพระกาฬอย่าง Paul Tudor Jones (เขาเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาหลังปรากฎการณ์ Black Monday ปี 1987 และติด 20 อันดับแรกของผู้จัดการกองทุนที่ดูแลสินทรัพย์มากที่สุด) เริ่มสนใจเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้วยการเข้าลงทุนในกองทุน CargoMetrics Fund ซึ่งมีฐานอยู่ในเมืองชิคาโก้ ที่สำคัญคือ มีผู้สนับสนุนเบื้องหลังคือ Eric Schmidt ประธาน Google จุดประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์การลงทุนใหม่ๆ นอกเหนือจากการใช้วิธีแบบดั้งเดิม (Traditional)

Paul Tudor Jones, facebook.com/PaulTudorJones/

แม้แต่ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน Renaissance Technology อย่าง Howard Morgan ก็ยังตั้งฟินเทคอย่าง Numerai ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดรับกลยุทธ์การลงทุนในเฮดจ์ฟันด์ใหม่ๆ ที่พัฒนาโดย Developer อิสระ นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมากเพียงใด ถึงขั้นมีคำกล่าวว่า

“ไม่มีมนุษย์คนไหนทำงานได้ดีกว่าเครื่องจักร และไม่มีเครื่องจักรใดทำงานได้ดีเท่าเครื่องจักรที่ทำงานกับมนุษย์”

Eric Schmidt ยังกล่าวในงานสัมนาของบรรดาเฮดจ์ฟันด์ด้วยว่าอนาคตของการซื้อขายหุ้น น่าจะมีเพียงแค่สองแนวทางคือ มนุษย์ต้องสอบถามหุ่นยนต์ว่าจะลงทุนอย่างไร หรือไม่ก็ต้องพึ่งพาหุ่นยนต์ให้ลงทุนแทนให้ไปเลย

ภาพจาก Pixabay.com

ทางด้าน Babak Hodjat ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนา Siri ได้บอกว่านักการเงินทางฝั่ง Wall Street กำลังหวั่นไหวต่อการเกิดขึ้นของกองทุนเฮดจ์ฟันด์จากฝั่งตะวันตก หรือ Silicon Valley ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบ พวกเขามีความเชื่อว่าการเทรดหุ้นคือ 1 ใน 10 ผลงานที่ AI สามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์ เหตุผลหลักคือ ระบบสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมากกว่ามนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจากฝั่ง Silicon Valley ต่างแสดงความมั่นใจว่าผลงานของพวกเขาสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีกว่านักการเงินจาก Wall Street ถึงขั้นมีการว่าจ้างให้บันทึกและจดจำ Logic การลงทุนของผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์แบบดั้งเดิมเพื่อนำไปต่อยอดพัฒนาเป็น Quant Hedge Fund ในอนาคต

ปัจจุบันกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ Quant มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมามีอัตราการเติบโตของขนาดกองทุนถึง 8 เท่า โดยสิ้นปี 2016 มีขนาดสินทรัพย์รวมกันว่า 918,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญและสำนักวิจัยทางด้านการเงินได้พยากรณ์ว่าผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์น่าจะเริ่มผันตัวเองมาพัฒนาเทคโนโลยี AI ,Quant และ Machine Learning เพื่อพัฒนากลยุทธ์การลงทุนมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุข้อมูลประกอบการเขียนบทความมาจาก Bloomberg,Financial Time ส่วนบทความในตอนต่อไป เรามาดูว่า “ผลงาน” ของ Quant Hedge Fund สามารถทำได้ดีกว่าการตัดสินใจของมนุษย์กันสักเท่าไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hedge-fund-manager-surrender-to-ai/

เมื่อภาพแท็กซี่ในสายตาคนไทยยังอยู่ในแง่ลบ แล้ว LINE TAXI จะสำเร็จหรือไม่?

ภายในสิ้นปีนี้เตรียมพบกับ LINE TAXI บริการใหม่ของ LINE ที่เข้ามายกระดับการใช้งานแท็กซี่ในประเทศไทย แต่ในสภาวะที่ Ride Sharing อย่าง Uber และ Grab มีพื้นที่ในตลาดมากขึ้น แล้วจะเปลี่ยนใจผู้บริโภคอย่างไร

LINE TAXI ที่ใช้แท็กซี่มิเตอร์ถูกกฎหมายมาให้บริการ แต่ตัวรถไม่สามารถตกแต่งใดๆ ได้ เพราะผิดกฎหมาย

LINE TAXI กับการต่อยอดของ LINE MAN

หลายคนคงเคยเห็นข่าวการให้บริการ LINE TAXI ในประเทศญี่ปุ่นมาบ้าง แต่ต้องบอกก่อนว่า LINE TAXI ที่จะให้บริการในประเทศไทยภายในสิ้นปีนี้ ไม่ได้ยกการทำงาน และแพลตฟอร์มมาจากญี่ปุ่น แต่ถูกสร้างขึ้นโดยนักพัฒนาในประเทศไทย เพื่อให้เหมาะสมกับการให้บริการในไทยมากที่สุด

ขณะเดียวกัน LINE TAXI จะอยู่ภายใต้การบริหารงานโดย LINE MAN แพลตฟอร์มบริการ O2O (Online to Offline) ของ LINE ประเทศไทย กล่าวคือเป็นบริการที่ 5 ต่อจากการรับส่งอาหาร, รับส่งสิ่งของ, รับฝากซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ และบริการส่งพัสดุ โดยการพัฒนาบริการนี้ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการใช้บริการแท็กซี่ของคนไทย

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย

อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า การพัฒนา LINE TAXI ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา 3 เรื่องคือ เรียกใช้บริการได้ยาก, ไม่ทราบว่าผู้ขับจะต้องไปส่งรถตอนไหน และช่วยเพิ่มความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง ผ่านการร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ เขตกรุงเทพมหานคร ที่มีรถแท็กซี่มิเตอร์ในระบบกว่า 60,000 คัน

ไม่แตกต่าง ก็คงยากในตลาดนี้

“ภายในปลายปีนี้ จะเห็น LINE TAXI ให้บริการ หรืออาจจะเร็วกว่านั้นด้วย ถ้าทีมพัฒนาของ LINE MAN สามารถทำได้ทัน และที่ LINE เลือกร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ฯ เพราะต้องการให้บริการอย่างถูกกฎหมาย และคิดว่าไม่ต้อง Disrupt ทุกอย่างตามยุคสมัยก็ได้ ถ้าจับมือกับผู้เล่นรายเดิมแล้วยกระดับบริการให้ดีขึ้นได้”

ภาพรวมตลาดแท็กซี่ในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามตัวรูปแบบธุรกิจ เช่นช่วงแรกจะมีรถในระบบกี่คัน, คิดค่าบริการอย่างไร หรือผู้ขับจะมีรายได้มากขึ้นขนาดไหน ทาง LINE ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้ แต่ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าทำถูกกฎหมายจริงๆ น่าจะคิดค่าบริการตามมิเตอร์ และต้องชำระเพิ่ม 20-25 บาทเป็นค่าเรียกเหมือนกับการเรียกรถแท็กซี่ช่องทางอื่นๆ

ประกอบกับ “อริยะ” เองก็ยอมรับว่า ตัว Feature ของ LINE TAXI ก็ไม่แตกต่างกับบริการเรียกรถอื่นๆ ในตลาด เช่นการ Share สถานที่ให้ผู้อื่นรับรู้ มีเพียงความง่ายในการใช้งานแบบ LINE และจำนวนผู้ใช้ในประเทศไทยมากกว่า 33 ล้านบัญชี เป็นตัวดึงดูดเท่านั้น ผู้เขียนจึงเชื่อว่าคงยากที่จะแข่งขัน หากยังลบภาพเดิมๆ ของแท็กซี่ไม่ได้

การใช้งานของ Uber ซึ่ง LINE TAXI ก็คงมีการใช้งาน และ Feature ไม่ต่างกันนัก

ภาพลบยังติดตา คนรุ่นใหม่เลือกทางอื่น

สำหรับแท็กซี่ในประเทศไทยปัจจุบันน่าจะมีอยู่ราว 90,000 คันที่วิ่งอยู่ในปีนี้ ลดลงจากปี 2559 ที่มี 1.1 แสนคัน เพราะมีจำนวนหนึ่งเข้าเกณฑ์ปลดระวาง และมีผู้ขับบางคนเลือกจะเลิกอาชีพนี้ เนื่องจากมีการแข่งขันสูง และค่าตอบแทนไม่จูงใจเพียง 400 บาท/วัน แถมยังต้องเหนื่อยกับการขับอย่างน้อย 12 ชม./วัน

และหากผู้ขับยอมรับความจริง ก็คงรู้ว่ามีแท็กซี่จำนวนหนึ่งที่ปฏิบัติตัวไม่ดี (หน่วยงานรัฐบอกว่ามีเพียง 10% ของแท็กซี่ทั้งหมด) ประกอบกับการนำเสนอข่าวที่มีแต่แง่ลบของการเดินทางด้วยวิธีนี้ ทำให้ความนิยมของการนั่งแท็กซี่มิเตอร์ในไทยลดลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่เรียนรู้จะใช้เทคโนโลยียกระดับชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น

ภาพโดย Alexander Klink (Own work) [CC BY 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/4.0)%5D, via Wikimedia Commons

จึงเชื่อว่าเป็นการยากที่ LINE TAXI จะประสบความสำเร็จ และสร้างรายได้ให้ LINE อย่างเป็นกอบเป็นกำ เพราะ Uber และ Grab คงเตรียมตัวรับน้องใหม่ในช่วงปลายปีแน่ๆ และถึง LINE จะได้เปรียบเรื่องจำนวนผู้ใช้ในระบบจำนวนมาก แต่ถ้าแท็กซี่ที่อยู่ในระบบ LINE TAXI ไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากมาย ความได้เปรียบก็ไร้ความหมาย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/line-taxi-and-ridesharing-bkk/

ตามไปดูแนวคิด Ms Yeah เน็ตไอดอลจีนทำรายได้จาก Viral การทำอาหารในออฟฟิศ

หนึ่งใน Viral ที่มีทั้งคนไทยและคนต่างประเทศแชร์มากในช่วงที่ผ่านมาคือ การทำอาหารในออฟฟิศของ Ms Yeah หรือ Xiaoye เรียกว่า มีคนดูหลายล้านวิวทั่วโลก ประเด็นไม่ได้รอดูว่าเธอจะทำอะไร แต่อยากรู้ว่าเธอจะทำอย่างไร ด้วยอุปกรณ์ในสำนักงาน (แล้วก็ตั้งคำถามว่า ทำได้จริงเหรอวะ!)

สร้างผลงานที่ดีด้วยไอเดียที่แตกต่าง

มีวิดีโอที่ได้รับความนิยมอยู่หลายตัว เชน การทำแพนเค้ก (แบบจีน) บนเคสคอมพิวเตอร์, การใช้กระป๋องเป๊ปซี่มาทำป๊อปคอร์น จุดประสงค์ของการทำวิดีโอคอนเทนต์เหล่านี้ Ms Yeah บอกว่า ต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า เราสามารถใช้จินตนาการออกจากกรอบความคิดแบบเดิมๆ ใช้พลังทางความคิดเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และต้องการให้ วิดีโอของเธอเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ไอเดียให้กับผู้ชม

Ms Yeah ได้แสดงให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การทำอาหารในออฟฟิศเท่านั้น แต่หลังๆ เริ่มนำอาหารมาใช้แต่งหน้าเพื่อไปงานด้วย

สำหรับคนที่สงสัยว่า มีการทำอาหารในออฟฟิศด้วยไอเดียแปลกๆ แบบนั้นจริงหรือไม่ ก็ต้องบอกว่านี่คือการถ่ายทำ Ms Yeah มีทีมงานหลักจำนวนหนึ่ง เช่น Video Planner, Camera Operator and Editor โดยทุกคนจะช่วยกันระดมความคิดก่อนเริ่มทำงาน

หลายครั้งที่ไอเดียการทำอาหาร เป็นความคิด “แผลงๆ” แหวกแนวอยู่ไม่น้อย และนั่นก็มีความเสี่ยงและทำให้การถ่ายทำเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด และบางครั้งก็ใช้เวลาอยู่นานเป็นวัน

บางทีเล่นอะไร “แผลงๆ” ก็ทำให้ถ่ายทำยาก

แหวกแนวปนตลกขำขัน สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ

สำหรับ Ms Yeah ถือเป็นหนึ่งใน “wanghong” หรือ Internet Celebrity ซึ่งบ้านเราคงจะเรียกว่า เน็ตไอดอล ซึ่งสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาจากการใช้ไอเดียทำคอนเทนต์ที่แปลกและแตกต่าง โดยแบรนด์ต่างๆ เข้าคิวอยากเป็นสปอนเซอร์ในคอนเทนต์วิดีโอที่ถูกผลิตขึ้น.

Ms Yeah บอกว่า แบรนด์สินค้าที่จะปรากฎในวิดีโอของเธอได้ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 500,000 หยวน หรือประมาณ 73,600 ดอลลาร์! อาจจะดูมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ซึ่งเธอบอกว่า มีระมัดระวังอย่างมากในการเลือกสินค้าที่เหมาะกับการนำมาทำวิดีโอ ซึ่งต้องสร้างสรรค์และตรงความสนใจของแฟนคลับ โดยที่สปอนเซอร์จะไม่เข้ามาแทรกแซงด้วย

ในภาพรวมทั้งอุตสาหกรรม กลุ่มเน็ตไอดอลในจีนสามารถสร้างเงินรายได้อย่างมหาศาล โดยคาดว่ามีมูลค่ากว่า 8.5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมมีมูลค่าสูง เริ่มจากจีนมีประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน มีประชากรอินเทอร์เน็ตมหาศาล แค่บนแพลตฟอร์ม Weibo มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ 385 ล้านราย

กระป๋องเป๊ปซี่ ใช้ทำป๊อปคอร์นได้ (มั้ย)

เจาะดูตัวเลขความสำเร็จของ Ms Yeah

ในประเทศจีน Ms Yeah มีผู้ติดตาม 2.55 ล้านรายจากการเริ่มต้นโพสต์วิดีโอบน Weibo เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่เธอก็ไม่ใช่คนที่ดังที่สุด ยังมีนักแสดงตลก Papi Jiang ที่ video blog มีผู้ติดตามกว่า 23.5 ล้านราย

แต่สำหรับนอกประเทศ Ms Yeah มีผู้ติดตามบน Facebook ประมาณ 2.8 ล้านรายจากทั่วโลก โดยเริ่มต้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้ชมทั้งในอาเซียน, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา

ขณะที่บน Youtube มียอดสมาชิกกว่า 380,000 รายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน วิดีโอหลายตัวมียอดวิวมากกว่า 1 ล้านวิว ส่วนผู้ติดตามบน Twitter มีไม่มากนัก แต่อย่าลืมว่า ทั้ง Facebook, Youtube และ Twitter ถูกบล็อกในจีนให้สามารถใช้ได้ในบางพื้นที่อย่างจำกัดเท่านั้น

การมีผู้ชมทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทำให้ Ms Yeah คิดเนื้อหาที่ส่วนใหญ่ใช้ภาษาท่าทางในการอธิบาย และดึงให้ผู้ชมติดตามดูต่อไปเรื่อยๆ ว่า กำลังจะทำอะไรต่อไป ถ้าต้องมีคำพูดหรือข้อความจะใช้ Subtitles ขึ้นมาช่วย รวมถึง emoji และสัญลักษณ์ต่างๆ ในการสื่อความหมาย

ใช้อาหารแต่งหน้าได้ขนาดนี้เลยเหรอ !!!

สรุป สะท้อนภาพคนชั้นกลางได้ดี สร้างความแปลกใหม่ให้ชีวิต

ความสำเร็จของ Ms Yeah แสดงให้เห็นสิ่งที่ทำให้โดนใจผู้ชมอย่างมาก คือการเลือกใช้ออฟฟิศ แทนห้องครัวและใช้อุปกรณ์สำนักงานในการทำอาหาร ในเชิงมายาคติเป็นการสะท้อนภาพตัวแทนของคนชั้นกลาง ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมและเข้าถึงได้ง่าย

หากมองในมุมของพนักงานบริษัท การใช้ออฟฟิศทำอาหารเป็นการทำลายภาพที่ว่า อาหารต้องอยู่ในครัวเท่านั้น ทำลายภาพการต้องออกไปซื้ออาหารกลางวันกินข้างนอกออฟฟิศ คือทำให้ everyday life กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

ความซ้ำซากจำเจแบบเดิมๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน กลายเป็นภาพที่ดูมีชีวิตชีวา แปลกใหม่และท้าทายยิ่งขึ้น เหนืออื่นใด สิ่งที่เหนือความคาดหมายของ Ms Yeah ดึงดูดให้อยากดูต่อไปเรื่อยๆ ว่า จะมีไอเดียอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ออกมาอีก

source: SCMP.comSCMP, Ms Yeah Facebook

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ms-yeah-internet-celeb/