คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID_DEVICE_REVIEWS

Review | รีวิว Redmi Note 6 Pro มือถือ 4 กล้องรุ่นแรกจาก Xiaomi มาพร้อม AI ในราคาเบาๆ

เซอร์ไพรส์กันไปหนึ่งรอบหลัง Xiaomi ได้เลือกเปิดตัวมือถือ 4 กล้องรุ่นแรกของค่ายอย่าง Redmi Note 6 Pro ในงาน Mobile Expo เมือสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวและวางขายครั้งแรกพร้อมกันเลยในวันเดียว นอกจากหน้าจอใหญ่เต็มตา 6.26 นิ้ว มาพร้อมชิป Snapdragon 636 แล้ว ในรุ่นนี้ยังมีการใช้ระบบ AI มาช่วยในเรื่องของการถ่ายภาพให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกล้องหลัง กล้องหน้า หรือการถ่ายภาพ Bokeh ก็จะออกมาเป็นธรรมชาติมากขึ้น

แกะกล่อง Redmi Note 6 Pro

กล่องสีส้มของ Xiaomi นั้นคุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว เรียกว่าโดดเด่นไม่เหมือนใคร แถมยังสามารถเช็คชื่อรุ่นได้ง่ายๆ ด้วยตัวหนังสือขนาดใหญ่บนหน้ากล่อง และเมื่อเปิดฝาออกมาก็จะพบกับตัวเครื่อง พร้อมกับสเปคหลักๆ และไฮไลท์ฟีเจอร์ของ Redmi Note 6 Pro อย่างการมาของกล้องคู่หน้าหลัง และพลัง AI

อุปกรณ์ทั้งหมดในกล่องของ Redmi Note 6 Pro ก็มีตัวเครื่อง, สายชาร์จ (ยังเป็น micro USB), เคสซิลิโคน, หม้อแปลงที่จ่ายไฟ 5V 2A เท่านั้น (แต่จริงๆ ตัวเครื่องรองรับ Quick Charge 3.0) ไม่มีหูฟังให้(เหมือนเดิม) ส่วนสีที่วางขายก็เห็นว่ามาครบเลย สีดำ Black สีชมพู Rose Gold และสีฟ้า Blue

 

ตัวเครื่องและการใช้งาน

หน้าจอของ Redmi Note 6 Pro ถูกยืดอัตราส่วนออกไปเป็น 19:9 โดยที่ส่วนบนสุกนั้นจะเป็น notch ที่จะเรียกว่าติ่งหรือรอยบากก็ได้ เอาที่สะดวก ซึ่งขนาดหน้าจอ 6.26 นิ้วนั้นก็ถือว่าใหญ่เต็มตามากๆ ความละเอียด Full HD+ แสดงรายละเอียดได้ดี ความสว่างและสีสันดูดีกว่าตอน Redmi Note 5 อีก

ขนาดตัวเครื่องแม้ว่าจะรวมๆ แล้วใหญ่กว่า Redmi Note 5 แต่พอได้ลองสัมผัส หยิบขึ้นมาถือในมือแล้วกลับรู้สึกว่า Redmi Note 6 Pro มันเข้ามือกว่า ไม่ได้รู้สึกอ้วนๆ หนักๆ และการกระจายน้ำหนักก็ทำได้ดีกว่า ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 รุ่นให้แบตเตอรี่มา 4000 มิลลิแอมป์เท่ากัน ส่วนวัสดุนั้นก็เป็นการผสมผสานระหว่างโลหะที่ส่วนของฝาด้านหลัง แต่ก็มีบริเวณหัวกับท้ายที่เป็นพลาสติกเพื่ออำนวยความสะดวกในการรับส่งสัญญาณมือถือหรืออย่าง WiFi ที่รองรับคลื่น 5GHz และ Bluetooth 5.0 ที่รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้น รองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อมากขึ้น

พอร์ท micro USB อยู่ที่ด้านล่าง ขนาบข้างซ้ายขวาด้วยไมโครโฟนและลำโพง จากที่ลองฟังแลัวมันก็ดังอยู่นะ แต่เสียงมันจะแบนๆ หน่อยๆ ส่วนเรื่องของการชาร์จแบตนั้น หากใช้หม้อแปลงที่แถมมาในกล่องกับแบตขนาด 4,000 มิลลิแอมป์นั้น หากแบตหมดหรือเหลือประมาณ 10% อาจจะต้องรอกันไป 2- 3 ชั่วโมง กว่าจะเต็ม ถ้าหากมีหม้อแปลง Quick Charge 2.0 หรือ 3.0 อยู่แล้ว ก็น่าจะช่วยให้ชาร์จได้เร็วขึ้นเยอะครับ ถ้าใครสะดวกก็หาซื้อมาติดไว้ก็จะดี

 

ฟีเจอร์และ MIUI

Redmi Note 6 Pro มาพร้อมกับ MIUI 9.6 (รอคิวอัพเป็นเวอร์ชั่น 10) ที่ทำงานอยู่บน Android 8.1 Oreo ฟีเจอร์ต่างๆ ที่เป็นไฮไลท์ของ MIUI นั้นมากันครบ



รวมถึงยังมีพอร์ทอินฟราเรด หรือ IR Blaster สำหรับใช้งานเป็นรีโมทเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในบ้านได้

หลายๆ คนที่รู้แล้วก็ขอให้ข้ามไป แต่ถ้าใครยังไม่รู้ให้ลองพลิกด้านบนเครื่องของ Redmi หลายๆ รุ่น จะมีการใส่ช่องของ IR Blaster เอาไว้ปล่อยสัญญาณอินฟราเรดออกมาแบบรีโมททั่วๆ ไป ซึ่งเราสามารถใช้สั่งงานแอร์ ทีวี พักลม เครื่องเสียง โดยการเลือกชนิดและรุ่นของอุปกรณ์นั้นๆ



ส่วนใครที่ยังชอบฟังวิทยุ ในเครื่องก็ยังมีให้ใช้งานโดย Redmi Note 6 Pro ยินยอมให้สามารถเปิดแอปวิทยุและรับสัญญาณได้แม้เราไม่ใส่หูฟัง แต่สัญญาณมันก็จะอ่อนๆ หน่อย ถ้าคลื่นไหนไม่แรงจริงๆ ก็จะจับไม่ติด เพราะฉะนั้นก็ใส่หูฟังให้มันช่วยจับสัญญาณก็จะดีกว่า



สำหรับโหมดการใช้งานนั้นก็เลือกได้ตามสะดวก ใครที่ยังชอบใช้แบบปุ่มนำทาง navigation key เหมือนเดิมก็ได้ หรือจะเลือกเปลี่ยนเป็น gesture ปัดขึ้น > กลับหน้าโฮม สะบัดนิ้วซ้ายขวาจากขอบจอ > ปุ่มย้อนกลับ ซึ่งกับหน้าจอ 19:9 ยาวๆ แบบนี้ผมลองแล้วใช้แบบ gesture พอชินมือแล้วจะคล่องกว่ามาก ซึ่งถ้าหากเรามีการปิดรอยบากไปด้วย พื้นที่ด้านบนหน้าจอก็จะถูกถมดำกินเข้ามานิดหน่อย เผือบางคนใช้แล้วอาจจะรู้สึกสบายตากว่าก็ปิดได้นะ



ตัวเครื่องรองรับการใช้งาน 4G ทั้ง 2 ซิม มีระบบ Dual 4G พร้อม VoLTE และ VoWiFi เรียกว่าเปิดมาให้ครบทุกรูปแบบการเชื่อมต่อ ยังสามารถบันทึกเสียงการโทรได้เหมือนเดิม จะเลือกเปิดอัดมันทุกครั้งที่โทรแบบอัตโนมัติเลยก็ได้



ส่วนฟีเจอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ MIUI ใช้กันได้ทุกรุ่นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็มีมาให้ครบ ซึ่งหลายๆ อันนี่แฟนๆ Mi ชอบและติดใจ

  • Second Space : พื้นที่ทับซ้อน ที่เหมือนการสร้างโปรไฟล์แยกกันเอาไว้ ใช้สลับไปมา
  • App Clone : โคลนแอปแยกร่างออกมา ไม่ว่าจะเป็นแอปโซเชียลหรือเกมก็แยกเป็น 2 แอป 2 ไอดีได้ ในเครื่องเดียว
  • App Lock  : ล็อคการเข้าถึงแอป คือยังเข้าเครื่องได้ แต่ถ้าจะเข้าแอปนี้ต้องใส่รหัสผ่านก่อน
  • Cleaner : เครื่องมือทำความสะอาด ล้างข้อมูลขยะและไฟล์ต่างๆ ได้ ไม่ต้องไปหาติดตั้งเพิ่ม



เลือกตกแต่เครื่องด้วยธีมต่างๆ ได้ หากเบื่อก็มีให้เปลี่ยนกันแบบง่ายๆ ส่วนการแบ่งหน้าจอเปิดใช้งาน 2 แอปแบบ Multi Windows นั้นของ Xiaomi นั้นต้องทำหลายสเตปหน่อย เริ่มจากเปิดหน้าแอปล่าสุดหรือ Overview ซะก่อน จากนั้นก็ต้องเลือกแตะที่มุมซ้ายบนคือการแบ่งหน้าจอเป็น 2 ส่วน แล้วค่อยกลับมาเลือกว่าจะเอาแอปไหนวางไว้ด้านบนและด้านล่าง

 

ประสิทธิภาพและการใช้งาน



Redmi Note 6 Pro นั้นใช้ชิป Snapdragon 636 เป็นชิป 14 นาโนเมตร ใช้ RAM LPDDR4X เมื่อทดสอบออกมาแล้วได้คะแนนน Antutu ไป 118429 คะแนน เรียกว่าตามมาตรฐานของชิปเซ็ตเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ ที่ใช้ชิปเดียวกัน คะแนนของ Geekbench ออกมาที่ 1334 / 4903 ส่วนหน่วยความจำภายในที่ใช้ก็เป็นประเภท eMMC อ่านข้อมูลได้ที่ 300MB/s และเขียนอยู่ที่ 220MB/s



เรื่องของเซนเซอร์ต่างๆ ในตัวเครื่องนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะขาดหายไปไหน เพราะใส่มาให้ครบหมด ทั้ง Gyroscope สำหรับ AR และ VR ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ใช้นำทางได้ไม่หลงทิศ มี Magnetometer ทำหน้าที่แทนเข็มทิศ จับสัญญาณ GPS ได้ดี เร็ว ส่วนเรื่องของ Winvine และการชม Netflix หรือสตรีมมิ่งนั้น ก็ยังเป็น L3 ตามสไตล์  Xiaomi



ส่วนตอนเล่นเกมก็ไม่ได้เจออะไรเป็นพิเศษ ชิป Snapdragon 636 นั้นเอาอยู่ทั้งการเปิดกราฟฟิคของ RoV แบบครบๆ จะไม่มีก็แค่โหมดเฟรมเรตสูง เฉลี่ยๆ ในเกมก็ค่อนข้างจะนิ่งๆ แต่ปัญหาที่เจอกลับไม่เกี่ยวกับเกม แต่เป็นเรื่องของสัญญาณ WiFi ที่อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการปิงยาวๆ ตลอดเกมแบบ 400+ คือเป็นทั้งเกม ออกมาปิดแอปก็ไม่หาย สุดท้ายต้องลองรีสตาร์ทเครื่อง อาการก็หายไป กลับมาปกติ แต่อันนี้เพิ่งเจอมาครั้งเดียว ยังไม่เจออีก ก็คิดว่าน่าจะเป็นบั๊กของซอฟต์แวร์หรือตัวควบคุม WiFi ซะมากกว่า ส่วนเกมอย่าง PUBG ก็เล่นได้สบายๆ กินไก่กันสนุกสนาน

 

กล้องถ่ายภาพ

Redmi Note 6 Pro นั้นมีกล้องหลังคู่ และกล้องหน้าคู่เสริมพลัง AI โดยจะขอเริ่มจากส่วนของกล้องหลังที่มีเซนเซอร์ 12MP f/1.9 + 5MP ที่ใช้ในการจับความลึก ทำภาพ Portrait หรือหน้าชัดหลังเบลอซะก่อน

AI ของกล้องหลังนั้นสามารถจับฉากในการถ่ายภาพต่างๆ ได้มากถึง 27 หมวด และสามารถแยกย่อยการตั้งค่าออกไปได้อีกถึง 206 รูปแบบ ซึ่งในตอนที่เราทดสอบนั้นมี Mi Max 3 อยู่ในมือลองถ่ายๆ เทียบกันไปก็เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าพอ AI ของ Redmi Note 6 Pro มันทำงานหรือตรวจจับฉากได้เมื่อไหร่ การปรับสีและแสงต่างๆ บนหน้าจอก็จะเปลี่ยนไปทันที อย่างภาพต้นไม้ อาหาร ที่มีการเติมสีเข้าไปจะเห็นได้ชัดมาก

นอกจากนั้นกล้องหลังก็ยังรองรับ AI Beautify 4.0 แบบกล้องหน้า โหมดการถ่ายภาพ Portrait นั้น ยังสามารถปรับแต่งด้วย Dynamic Bokeh ที่ทำการเบลอฉากหลังเป็นภาพเคลื่อนไหวหรือลูกเล่นต่างๆ ได้อีก 6 แบบ ซึ่งในเครื่องที่ทดสอบนั้นยังไม่มีมาให้ (รวมถึงเครื่องที่วางขายในตอนนี้ด้วย) ต้องรออัพเดท OTA ตามออกมาอีกที อันนี้ก็เป็นภาพตัวอย่างที่อีกไม่นาน เราจะสามารถทำได้ครับ (เหมือนตอน Mi Mix 2s ออกมาแรกๆ ก็ยังไม่มีโหมดนี้มาให้ ต้องรออัพเดทเหมือนกัน)

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง





















สำหรับภาพถ่ายในที่แสงสว่างๆ หรือเพียงพอนั้น กล้องของ Xiaomi เริ่มจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกรุ่นเลยก็ว่าได้ รายละเอียด สีสัน ความคมชัดโอเคมาก แต่พอแสงเริ่มลดลง ไม่ว่าจะเป็นภาพในอาคารที่แสงน้อยหน่อย เราก็จะเริ่มเห็นนอยส์บ้าง และถ้าเป็นตอนกลางคืนก็จะมากันเยอะเลย แต่ถ้าเทียบกับมือถือในช่วงราคา 6-7 พันบาทแล้วก็ถือว่าดีกว่าหลายๆ รุ่นอยู่เหมือนกัน






ส่วนภาพเซ็ตนี้รูปแรกจะเห็นโหมดกล้องปกติ รูปถัดมาคือเมื่อ AI เข้ามาทำงาน ก็จะปรับสีท้องฟ้าและฉากให้มันดูฟ้าและเขียวมากขึ้น (แน่นอนว่าเลือกเปิดหรือปิดได้) ส่วนภาพถัดๆ ไปก็เป็นการโชว์ภาพแบบ Portrait ใช้กล้องคู่หลังพร้อม AI ทำการตัดคนออกจากฉากหลัง แม้บริเวณขอบๆ วัตถุในบางจุดจะยังเห็นมีความผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ความเป็นธรรมชาติในการเบลอนั้นทำได้เนียนตากว่าเมื่อตอน Redmi Note 5 เยอะเลย

ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 20MP (f/2.0) ที่มีขนาดของพิกเซลใหญ่ถึง 1.8 ไมครอนนั้นช่วยเก็บแสงและรายละเอียดได้ดีขึ้น ทำงานร่วมกับกล้องช่วยเบลอ 2MP ผสานกับ Beautify 4.0 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ลบรอยสิงตีนกาและสิ่งต่างๆ ออกไปได้ (เลือกปรับเองได้ด้วย) ภาพเซลฟี่ก็ออกมาเนียนได้ เบลอหลังสบายๆ ตัดขอบวัตถุได้โอเค ละลายหลังได้สวยๆ (ถ้า Dynamic Bokeh มาก็น่าจะสนุกเพิ่มได้อีก) และยังมาพร้อมระบบ AI แบบ Realtime คือเห็นได้ก่อนถ่ายว่าฉากหลังเบลอแล้วจะออกมาเป็นอย่างไร

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า




งานนี้พอได้ลองแล้วถือว่าพอใจกับกล้องของ Redmi Note 6 Pro มากๆ มันดูดีขึ้นกว่าเดิมทั้งหน้าและหลังเลย แม้จะยังมีเรื่องกวนใจเวลาถ่ายในที่แสงน้อยนิดหน่อย แต่รวมๆ แล้ว ถือว่าน่าพอใจมากๆ กับมือถือราคา ไม่ถึง 7,000 บาท

สรุปผลการใช้งาน

Redmi Note 6 Pro ถือเป็นอีกรุ่นที่ Xiaomi จัดของดีราคาไม่แพงมาให้อีกแล้วครับท่าน เรียกว่าได้ใช้งานแล้วก็ค่อนข้างชอบ ถือแล้วสบายมือกว่าตอน Redmi Note 5 หน้าจอสวยกว่า สว่างขึ้น กล้องก็ดีกว่าอีกต่างหาก หากกางราคาออกมาแล้วเทียบกับรุ่นอื่นๆ ที่สเปคใกล้ๆ กันอาจจะต้องจ่ายแพงกว่านี้อีก 2-3 พัน แต่จะมีติดขัดใจนิดๆ หน่อยๆ คือติ่งหรือรอยบากบนหน้าจอที่บางคนอาจจะไม่ชอบ (ส่วนผมเริ่มชินและชาแล้ว เพราะผ่านมือมาหลายเครื่อง) แต่ที่ผมไม่ชอบคือทำไมเวลาปิดติ่งแล้ว แถบดำด้านบนมันกินพื้นที่ลงมาเลยขอบติ่งอีกแล้ว เหมือนตอน Mi 8 เลย (ล่าสุด Mi 8 เพิ่งอัพ MIUI 10 ไป แถบปิดติ่งมันก็ยังเลยขอบรอยบากมาอยู่ดี > <) ถ้าหักลบข้อดีกับข้อเสียเรื่องบั๊กเล็กๆ น้อยๆ (ที่เห็นกันได้เป็นปกติใน MIUI ซึ่งก็มีการออกอัพเดทมาแก้ค่อนข้างเร็ว)  จัดให้เป็นมือถือ 4 กล้องในช่วงราคา 6-7 พันบาท ที่คุ้มจริงจัง ทั้งเรื่องของประสิทธิภาพและราคาเลยทีเดียว

สเปค Redmi Note 6 Pro

  • หน้าจอขนาด 6.26 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 19:9
  • CPU : Snapdragon 636
  • GPU : Adreno 509
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 64GB รองรับ MicroSD Card ถึง 256GB
  • กล้องหลังคู่ : 12MP + 5MP แฟลช Dual-LED
  • กล้องหน้า : 20MP + 2MP + LED Selfie
  • วิทยุ FM
  • IR Blaster
  • สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง
  • ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า
  • เซ็นเซอร์ :  accelerometer, gyro, proximity, compass
  • การเชื่อมต่อ :  Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.0, MicroUSB 2.0
  • แบตเตอรี่ : 4,000 mAh (รองรับ Quick Charge 3.0)
  • ระบบ Android 8.1 ครอบด้วย MIUI 9.6
  • สีที่วางจำหน่าย : ดำ ฟ้า ชมพู
  • ราคาเปิดตัว 6,990 บาท

from:https://droidsans.com/review-redmi-note-6-pro/

Advertisements

iPhone Xs Max ถ่ายรูปเทียบกับ Huawei P20 Pro และ Samsung Galaxy Note 9 กล้องใครสวยกว่ากัน

มาแล้วตามคำเรียกร้อง หลังจากที่มีการเปรียบเทียบกันครั้งที่แล้วเพื่อทดสอบว่ากล้อง iPhone Xs Max ดีขึ้นจาก iPhone X แค่ไหน แต่ด้วยเวลาและข้อจำกัดหลายอย่าง เลยทำให้ยังขาดตัวที่ได้ขึ้นชื่อว่ากล้องดีมากๆของฝั่ง Android นั่นก็คือ Huawei P20 Pro ที่จนถึงปัจจุบันแม้จะออกมาตั้งแต่ต้นปีก็ยังหาตัวเทียบด้วยยากเมื่อเจอสภาพแสงน้อย วันนี้ทางเราก็เลยจัดมาให้ดูกันก่อนที่จะมีการเปิดตัวใหม่ช่วงกลางเดือนนี้ มาเริ่มกันเลย

มาดูเงื่อนไขในการเปรียบเทียบครั้งนี้กันก่อนครับ เนื่องจากหลักๆก็คือต้องการจะเปรียบเทียบสีสันของรูปที่ได้ รวมไปถึง Dynamic Range ก็เลยตั้งค่าทุกตัวเป็น Auto แบบค่าเริ่มต้น (Default) แล้วเวลาถ่ายก็จะกดวัดแสงไปที่วัตถุที่ต้องการถ่ายที่จุดเดียวกันทุกกล้อง แล้วก็ถ่ายไว้หลายภาพ เพื่อกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น และความละเอียดของ Huawei P20 Pro ที่ค่าเริ่มต้นจะเป็นความละเอียดที่ 10 ล้าน ก็เลยใช้ความละเอียดที่ 10 ล้านมาเพื่อเปรียบเทียบครับ และการเปรียบเทียบจะไม่มีการให้คะแนนอะไรนะครับ เพียงแต่จะพูดถึงความต่างในแต่รูปเท่านั้น โดยทุกภาพจะเรียงเหมือนกันคือ

Galaxy Note 9 | iPhone Xs Max | Huawei P20 Pro

สำหรับคนที่ต้องการดูภาพแบบเต็มความละเอียด สามารถไปดูได้จาก Google Photos เช่นเดิมครับ

Google Photos Fullres

รูปที่ 1 กลางแจ้ง ต้นไม้ใบหญ้า



โดยรวมแล้ว สิ่งที่แตกต่างกันก็จะเป็นเรื่องสีที่ต่างกัน ถ้าเทียบกับสีจริงที่ตาเห็น ของ iPhone Xs Max จืดไปหน่อย แต่ Samsung Galaxy Note 9 ก็สดไปนิด ส่วน P20 Pro เขียวเกินจริงไปมาก สีที่ตรงที่สุดคืออยู่ตรงระหว่าง iPhone Xs Max กับ Samsung Galaxy Note 9 ครับ

รูปที่ 2 ดอกไม้สีม่วง กลางแจ้ง



รูปนี้ สีจาก iPhone Xs Max ตรงกับที่ตาเห็นที่สุด ส่วน Samsung Galaxy Note 9 คอนทราสจัดจ้าน ส่วน P20 Pro สีสดกว่าที่ตาเห็นไปพอสมควรครับ

รูปที่ 3 โต๊ะสนุกเกอร์ แสงริมหน้าต่าง



รูปนี้ สีจาก Samsung Galaxy Note 9 ตรงกับตาเห็นที่สุด ส่วนรูปจาก iPhone Xs Max ออกโทนอุ่นแล้วสีเขียวจืดไปนิด ส่วนรูปจาก P20 Pro โทน White Balance ออกเขียวกว่าที่ตาเห็นไปนิดนึงครับ

รูปที่ 4 ถ่ายในบ้านแล้วด้านนอกสว่าง



รูปนี้เพื่อวัดดูว่า Dynamic Range จะเป็นยังไงบ้าง ก็ต้องบอกว่ารูปนี้ปกติแล้วเป็นสภาพแสงที่ท้าทายมาก เพราะในบ้านจะค่อนข้างมืดเมื่อเทียบกับแสงภายนอก แต่ทั้งสามตัวนี้ทำออกมาได้ดีมากทั้ง 3 ตัว สามารถเก็บรายละเอียดในโทนมืดและสว่างได้ดีพอๆกัน ส่วนโทนสีของ iPhone Xs Max ถือว่าตรงกับตาเห็นที่สุดครับ แต่ก็มีจุดนึงของทาง P20 Pro ที่รายละเอียดต่างๆเช่นรายละเอียดก้อนเมฆ รวมไปถึงลายหินของโต๊ะ รวมไปถึงลายไม้ของพื้น ออกมาดูเหมือนเร่งมากเกินกว่าที่ตาเห็นไปหน่อยครับ

รูปที่ 5 โถงในห้างสรรพสินค้า



ไฟในห้างออกมาเป็นโทนอุ่นครับ โดยรวมๆแล้วถือว่าการเก็บรายละเอียดต่างก็ทำได้ใกล้เคียงกัน ต่างกันในเรื่องของ White Balance นิดหน่อย ก็แล้วแต่ชอบนะครับ แต่จุดที่อยากให้ดูคือรูปของ iPhone Xs Max ให้ดูในส่วนที่ไฟสีขาวหรือไฟที่ออกโทนน้ำเงิน จะออกมาในโทนที่น้ำเงินเข้มเกินกว่าที่ตาเห็นไปมากครับ

รูปที่ 6 ในร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้า



รูปนี้ลองดูโลโก้ของร้านกาแฟ รวมไปถึงหลอดไฟในร้าน จะเห็นว่ารูปจาก P20 Pro สามารถเก็บรายละเอียดได้ตรบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าอีก 2 ตัว ถึงจะมืดกว่านิดๆก็ตามครับ

รูปที่ 7 สภาพแสงในห้างสรรพสินค้า



รูปนี้ก็ยังเป็น P20 Pro ที่สามารถเก็บรายละเอียดต่างๆได้ครบถ้วนที่สุด แล้วสิ่งที่ต้องพูดถึงก็คือรูปจาก iPhone Xs Max ตรงไฟสีฟ้า ไม่ว่าจะเป็นในร้านหรือโลโก้ร้านขนม แล้วโดยเฉพาะเงาสะท้อนที่พื้นหน้าร้าน โดนเร่งสีน้ำเงินออกมาจนเกินความจริงไปมากครับ

รูปที่ 8 ในบ้านตอนกลางคืน สภาพแสงไฟโทนอุ่นนิดๆ



รูปนี้โทนสีจาก iPhone Xs Max ทำออกมาให้ตรงกับตาเห็นที่สุดครับ รวมไปถึงรายละเอียดตรงขอบคิ้วใต้แสงไฟ ที่เก็บรายละเอียดได้ดีกว่าตัวอื่นๆ

รูปที่ 9 ถนนหน้าห้างสรรพสินค้าตอนกลางคืน



รูปนี้ P20 Pro ทำภาพออกมาได้เด่นกว่าอีกสองตัวครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็บรายละเอียดและความคมชัด แต่ถ้าใครที่ชอบความธรรมชาติของภาพ ก็อาจจะไม่ชอบภาพจาก P20 Pro เพราะมีการเร่งรายละเอียด เร่งสี เร่งความคมชัด เพื่อให้ดูสวยงามสะดุดตาครับ

รูปที่ 10 ในสวน สภาพแสงมืดมาก



รูปนี้เป็นรูปที่ท้าทายมาก เพราะสภาพแสงน้อยสุดๆ โอกาสที่จะต้องถ่ายในสภาพแสงลักษณะนี้อาจจะมีไม่มาก แต่ก็อาจจะจำเป็นต้องใช้ในบางกรณี ก็เลยทดสอบเปรียบเทียบไว้ด้วย ซึ่งภาพนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า P20 Pro ทำออกมาได้โดดโด่นกว่าตัวอื่นๆ ส่วน iPhone Xs Max ยังมืดกว่า Samsung Galaxy Note 9 นิดนึงครับ

รูปที่ 11 กล้องหน้า สภาพกลางแจ้ง



รูปนี้โทนสีผิวของ P20 Pro ตรงที่สุด แต่สีเสื้อของ Note 9 ดำตรงที่สุด ส่วน iPhone Xs Max สีผิวอมเหลืองเขียวไปนิด แต่เก็บรายละเอียดวิวด้านหลังได้ดีที่สุด ขอบแบบไหนลองดูกันเองนะครับ

รูปที่ 12 กล้องหน้า สภาพแสงในร้านกาแฟ ในร่ม



เรื่องสีผิว ของ P20 Pro อมชมพูเกินจริง (แต่สาวๆอาจจะชอบ) ส่วน Note 9 ปากก็แดงเกินไปหน่อย ส่วน iPhone Xs Max ผิวอมเหลืองเขียวไปนิดครับ

iPhone Xs Max เน้นสมจริง, Galaxy Note 9 ไปได้ทุกสภาพแสง, Huawei ยังโดดเด่นที่แสงน้อย

การจะหาข้อสรุปว่าตัวไหนดีที่สุด ถือว่าเป็นเรื่องหนักใจ เพราะแต่ละตัวก็จะมีจุดที่ทำได้ดีแล้วทำได้ดีน้อยกว่าตัวอื่นๆผสมกันไป แต่ถ้าเอาโดยรวมๆแล้ว Samsung Galaxy Note 9 ถือว่าทำออกมาได้ดี โดยแทบจะไม่มีจุดอ่อนในด้านไหนที่ชัดเจน ส่วน P20 Pro เด่นมากในสภาพแสงกลางคืน มีการปรับ HDR Mode เพื่อตอนกลางคืนโดยเฉพาะ ทำให้ภาพออกมาดูสวยกว่าที่ตาเห็น แล้วก็มีจุดเรื่องการเร่งรายละเอียดในโหมด HDR ที่จะทำให้รายละเอียดหลายๆอย่างออกมาดูมากกว่าที่ควรจะเป็นไปหน่อย ส่วน iPhone Xs max ถึงจะดีกว่าตัวเก่าไม่น้อย แต่ถ้าสภาพแสงน้อยจริงๆก็ยังสู้อีก 2 ตัวไม่ได้ รวมไปถึงสีฟ้าในสภาพแสงในร่มที่โดนเร่งจนเพี้ยนเกินจริงไปมาก นอกนั้นก็ถือว่าทำได้ดีครับ

from:https://droidsans.com/camera-compare-iphone-xs-vs-huaweip20-galaxynote9/

รีวิว Surface Go เบารอบด้าน ใช้งานรอบวัน

วันนี้เราจะพามาลองจับ Tablet อีกตัวที่หลายคนน่าจะพิจารณาเป็นอีกตัวเลือกนอกจาก Android Tablet และ iPad นั่นก็คือ Surface Go ที่สร้างความน่าสนใจจากความเป็น Surface ในราคาเบาๆ เริ่มต้นเพียง 14,999 บาท สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมอย่างคีย์บอร์ดและปากกาได้ (ซื้อเพิ่ม) วันนี้ได้เอามาลองใช้สักพักนึง จึงขอเอาประสบการณ์ใช้งานมาแชร์กันแบบเบาๆให้คนที่สนใจได้ทราบกับครับ

สำหรับรีวิวนี้คงจะไม่ได้ทำในเชิงลึกมากนะครับ แค่เล่าประสบการณ์จากการลองใช้งานด้านต่างๆ มาให้ได้ทราบกัน พร้อมบอกดีเทลบางส่วนที่ควรทราบก่อนที่เราจะจ่ายเงินซื้อมันมาใช้งาน ตัวที่ทดสอบจะเป็นตัวรุ่นเล็กสุด 4/64GB ราคา 14,999 บาท ครับ

สเปค SURFACE GO

  • หน้าจอขนาด 10 นิ้ว ความละเอียด 1800 x 1200 อัตราส่วน 3:2
  • CPU : Intel Pentium Gold 4415Y
  • GPU : Intel HD Graphics 615
  • RAM : 4/8 GB
  • ความจุ : 64/128 GB รองรับ MicroSD Card
  • กล้องหลัง : 8MP
  • กล้องหน้า : 5MP
  • WiFi : 801.11 a/b/g/n/ac
  • Bluetooth 4.1
  • Port : USB-C 3.1, รูหูฟัง 3.5 มม., Surface Connect
  • แบตเตอรี่ : ใช้งานต่อเนื่อง 9 ชม.
  • ขนาด / น้ำหนัก : 9.6 x 6.9 x 0.33 นิ้ว / 521 กรัม
  • ระบบ Windows 10 Home ใน S โหมด (ปลดล็อคได้)
  • Microsoft Office 365 Home (ใช้ฟรี 30 ;yoX
  • เซนเซอร์ : Ambient Light, Accelerometer, Gyroscope, Magnetic

ข้อควรรู้เพิ่มเติมจากสเปค

  • ความละเอียดหน้าจอจะไม่เหมือนรุ่นอื่นๆเนื่องจากอัตราส่วน 3:2 (รุ่นอื่นๆเป็น 16:9 ซะมาก)
  • ขนาด 10 นิ้วกระทัดรัด เพียงพอใช้งานได้ระดับนึง อาจจะต้องเพิ่งบ้างหาใช้งานหนักๆ
  • Intel Pentium Gold เน้นไปด้านความประหยัดพลังงานมากกว่าประสิทธิภาพ
  • หน่วยความจำ 64 GB จะได้เพียง eMMC แต่ถ้าอัพเป็น 128 GB จะได้เป็น SSD แทน (+5000 บาท)
  • ความเร็วของ SSD ดีกว่า eMMC เป็นเท่าตัว
  • ราคา 14,999 บาท ยังไม่รวม Type Cover Keyboard – ปากกามาให้
  • แบตเตอรี่ใช้งาน 9 ชม.จะเป็นลักษณะการทำงานที่ไม่หนัก ไม่ต้องประมวลผลเยอะๆ

สำหรับราคาอุปกรณ์เสริมตัวหลัก

  • Surface Go Standard Type Cover (Black) – ราคา 3,590 บาท
  • Surface Pen – ราคา 3,900 บาท

ดีไซน์ ได้เอกลักษณ์ Surface จับถือสะดวก

ขนาดเล็กว่ากระดาษ A4 พกพาง่าย นำ้หนักเบา

ต้องบอกว่า Surface Go ได้หน้าตาของรุ่นพี่มาแบบเต็มๆ เรียกว่าถ้าถือๆอยู่แล้วไม่สังเกตถึงขนาดก็แทบจะหาความต่างไม่ออก น้ำหนักเมื่อรวมคีย์บอร์ดและปากกาแล้วก็อยู่ในระดับที่ถือง่ายพกสะดวก ใช้งานได้เรื่อยๆ จะมีข้อที่เทียบกับคู่แข่งแล้วอาจจะทำให้แปลกตาไปก็คือขอบรอบข้างที่ทำมาหนา เข้าใจว่าต้องการจะสร้างความสมมาตรรอบจอทั้งสี่ด้าน โดยด้านนึงจะต้องเว้นพื้นที่สำหรับให้คีย์บอร์ดติดใช้งาน ซึ่งตัว Type Cover Keyboard ที่ขายแยกเป็นอุปกรณ์เสริมนี้ พิมพ์สนุกติดมือดี มีส่วนที่ยกขึ้นมาจากพื้นเล็กน้อยทำให้มันมีความยืดหยุ่นของคีย์บอร์ด ปุ่มกดมีความลึกกำลังดี แต่ว่าขนาดจะเล็กว่าคีย์บอร์ดทั่วไปในระดับนึง ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถพิมพ์สัมผัสได้อย่างคล่องมือตามเดิม

Touchpad ทำงานได้ดี รองรับ Multitouch

สำหรับคนที่ซื้อปากกามาใช้งานด้วย ทาง Surface ก็มีวิธีพกปากกาเก๋ๆด้วยการใช้แม่เหล็กติดปากกาเอาไว้ที่ข้างเครื่องแบบนี้ อยากหยิบก็ดึงออกมาใช้งานง่ายๆได้เลย จะมีข้อเสียนิดหน่อยตรงที่ความง่ายของมัน คือมีโอกาสเกี่ยวอะไรแล้วหลุดไปโดยไม่รู้ตัวได้นั่นเอง

ปากกามีด้านที่เป็นโลหะสามารถแปะติดเข้ากับด้านข้างของเครื่องได้ทันที

ประสิทธิภาพเพียงพอใช้งานทั่วไปที่ไม่ต้องการสเปคสูง

Surface Go เลือกใช้ Pentium Gold 4415Y ซึ่งอย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นตัวที่เน้นด้านการประหยัดพลังงาน ซึ่งหากใช้งานแบบเบาๆ ดูหนังฟังเพลง อ่านเว็บ พิมพ์งาน จะสามารถอยู่ให้ใช้งานได้ยาวๆ แต่เท่าที่ลองใช้จะยังไม่เคยได้ถึง 9 ชม. ตามที่เคลมนะ อาจจะเพราะใช้งานจริงจังและต่อเนื่องเกินสเปคไปหน่อย ลองใช้เล่นเว็บเปิดหลายๆหน้าต่างสักพักก็จะเริ่มเกิดอาการอืดมาให้ได้เห็นกันแล้ว ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากทั้ง CPU, RAM, และ Storage เลยนั่นเอง ดังนั้น

  • การเล่นเกม – ไม่สามารถนำเอาไปเล่นเกมกราฟิกหนักๆได้ด้วยความที่ CPU และ GPU เอาไม่อยู่ ต้องหาเกมชิวๆมาเล่นกัน (ซึ่งบน Windows น่าจะหาได้ยากกว่า OS อื่น) แต่จริงๆก่อนจะไปถึง CPU/GPU แค่พื้นที่หน่วยความจำก็เอาไม่อยู่แล้ว เนื่องจากเกมบน Windows แต่ละเกมกินที่อย่างแรง 10-20GB กันทั้งนั้น
  • การทำงานทั่วไป – ทำงานร่วมกับ Microsoft Office ได้ตามปกติ ไร้ปัญหา อยากเล่นเว็บใช้งาน Google Drive ก็สมบูรณ์ใช้งานได้ไม่ต่างจาก PC เครื่องอื่นๆครับ
  • การใช้งาน Graphic – เท่าที่ลองโหลดเอาแอปของ Adobe Creative Cloud อย่าง Photoshops หรือ Lightroom มาใช้ ก็สามารถทำงานได้อยู่ อาจจะมีช้าอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในเกณฑ์รับได้ ต้องมีความใจเย็นในระดับนึงครับ ไม่ได้ปรู๊ดปร๊าดเหมือนตัว Pro แต่ที่แน่ๆคือเครื่องมือมาครบครันเหมือน PC ทั่วไป แต่ก็ต้องระวังเรื่องหน่วยความจำด้วยนะครับ เพราะแอปแต่ละตัวก็กินพื้นที่กันไม่น้อยเลย
  • เล่นหนังไฟล์ 4K – สามารถเปิด YouTube 4K เล่นได้สบายๆไม่มีปัญหากระตุกแต่อย่างใด เช่นเดียวกับไฟล์วิดีโออื่นๆ ครับ

วาดเขียนแม่นยำในแอปที่รองรับ

จุดเด่นอีกอย่างที่ทำให้หลายคนเล็ง Surface Go ก็คือมันมีปากกา ซึ่งแน่นอนว่าต้องซื้อเพิ่ม โดยหลายแอปสามารถใช้ปากกาในการช่วยทำงานได้ โดยเฉพาะทางนักออกแบบที่อยากจะเอาไปใช้ร่วมกับแอปที่วางแปลนบ้านไปเลย แต่อย่างไรก็ดีต้องตรวจสอบกันนิดนึงก่อนนะครับว่าถ้าลงแอปที่เราใช้ประจำจะสามารถทำงานได้ลื่นไหลรึเปล่า เพราะหลายตัวทำได้ดีบน Surface Pro แต่อาจจะมีหน่วงๆใน Surface Go ได้ครับ

ใช้ Surface Pen วาดใน Photoshop เส้นจะไม่ค่อยตามหัวปากกานัก

ส่วนคนที่อยากจะเอามาวาด ถ้าต้องการใช้บน Adobe Photoshop จะยังพบว่ามีอาการหน่วง ตอบสนองได้ไม่ทันทีนัก ถ้าใช้จนชินก็น่าจะทำงานได้อยู่ แต่แนะนำว่าถ้าอยากวาดจริงๆหาแอปเฉพาะทาง ปากกาจะตอบสนองได้ดีขึ้น เช่น Sketchbook ซึ่งรองรับการวาดแบบเลเยอร์ได้เช่นกัน และ Export เป็น PSD ไปทำงานบน Adobe Photoshop ต่อได้ด้วย

ครบเครื่องเรื่องแท็บเลต

เหตุผลที่หลายคนเล็ง Surface Go น่าจะไม่ได้เพื่อนำไปทดแทน PC ปัจจุบันที่ใช้งานอยู่แต่ต้องการนำไปใช้งานร่วมกับ PC เครื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น Desktop หรือ Power Notebook ที่หนักและพกพายากกว่า โดยทั้งคู่จะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดี เชื่อมต่อกันผ่าน network ได้ไม่ยาก โดยตัวมันเองจะสามารถกางแผ่นด้านหลังออกมาเป็นขาตั้งได้ วางบนโต๊ะสำหรับดูหนังฟังเพลงได้สบาย ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้งานมาตรฐานของ Surface ที่หลายคนติดใจกัน โดยระบบเสียงของ Surface Go จะมาเป็นสเตอริโอคู่หน้า 2W พร้อมระบบเสียง Dolby® Audio™ Premium ดูแล้วได้อรรถรสในระดับนึงโดยไม่ต้องต่อลำโพงแยกเลย

สามารถกางปรับระดับได้หลายองศา ทั้งตั้งตามภาพหรือราบลงไปเพื่อพิมพ์โดยไม่มีคีย์บอร์ด

สำหรับกล้องหลังของ Surface Go นี้จะอยู่ที่ความละเอียด 8 ล้าน และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของ Tablet ที่จะไม่ได้ทำมาได้ถ่ายสวยงามเหมือนสมาร์ทโฟนทั่วไป แต่จะเน้นที่กล้องหน้าเพื่อการคุยวิดีโอคอลหรือ Live Streaming เสียมากกว่านะครับ

แบตและการชาร์จ

เราสามารถเลือกชาร์จ Surface Go ได้จากทั้งพอร์ต Surface Connect หรือจะชาร์จผ่าน USB type-C ก็ได้ ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จจนเต็มเมื่อใช้ Adapter ที่จ่ายไฟได้เพียงพอก็จะสามารถชาร์จได้เต็มในเวลา ชม.กว่าๆ และเมื่อใช้ดู YouTube ความละเอียด 1080p ผ่าน Chrome จะกินแบตราว 2 นาที 1% และถ้าใช้งานแอปที่ประมวลผลหนักๆก็อาจจะกินไฟมากขึ้นได้

สรุป Surface Go ตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะกลุ่ม

จากทั้งหมดที่ได้ลองมาต้องบอกว่า Surface Go เป็นแท็บเลตที่เบาในทุกๆด้าน ทั้งในเรื่องราคา น้ำหนัก รวมถึงประสิทธิภาพโดยรวม ซึ่งมันจะมีข้อดีที่สามารถพกพาได้ง่าย และสามารถตอบโจทย์การใช้งานในด้านการเสพย์สื่อต่างๆ รวมถึงการพรีเซนต์ และวาดเขียนทำงาน Microsoft Office ต่างๆได้ดีในระดับนึง แต่ถ้าต้องการทำงานแบบจริงจังใช้งานหนักๆถึงระดับตัดต่อวิดีโอ ตกแต่งภาพ และเล่นเกม Surface Go อาจจะไม่ใช่คำตอบนัก ควรเล็งรุ่นที่สูงขึ้นไปอย่าง Surface Pro ไปเลยมากกว่าครับ (ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นรุ่น 8/128GB ไปเลยจะมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นขนาดไหนนะ)

จะซื้อ Surface Go หรือ Android หรือ iPad ดี

ส่วนตัวมองว่าคนที่จะอยากได้ Surface Go จะต้องเป็นกลุ่มคนที่ต้องพึ่งพาแอปต่างๆของ Microsoft เป็นหลัก ต้องการการใช้งานที่ใกล้เคียงกับ Microsoft Windows เช่น ทำงานกับ Microsoft Office, พรีเซนต์งานด้วย PowerPoint, เชื่อมต่อเน็ตเวิร์คกับระบบออฟฟิศ หรือเรียกว่านำเอามาใช้ระดับ Enterprise เต็มสูบนั่นเอง แต่ถ้าต้องการความบันเทิงแบบครบสูตรพร้อมปากกา Android Tablet ในราคาที่เท่าๆกันอย่าง Huawei MediaPad M5 Pro และ Samsung Galaxy Tab S4 ก็น่าจะตอบโจทย์กว่า ด้วยแอปแอนดรอยด์ที่มากมาย มีตัวเลือกของเกมที่มากกว่า เล่นไฟล์หนังต่างๆได้ไม่ต่างกัน เปิดไฟล์ทำงานแบบ Multitask ได้รวดเร็ว มีลำโพงคุณภาพเสียงดี และโหมด desktop สำหรับต่อขึ้นจอใหญ่ได้ด้วย  แต่ถ้าเน้นไปในด้านแอปและการสร้างสรรค์งาน iPad 2018 ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ด้วยว่าแอปแท็บเลตบน iOS ยังมีคุณภาพที่ดีกว่าทั้ง Android และ Windows นั่นเอง ซึ่งถ้าจะเอา Surface ชนกับ iPad จริงๆก็น่าจะต้องยกระดับไปใช้ Surface Pro กันไปเลยจะดีกว่าครับ

 

from:https://droidsans.com/review-surface-go/

รีวิว Sony Xperia XZ2 Premium เรือธงโซนี่ที่แท้ทรู พร้อมกล้องที่ลบคำสบประมาท Xperia

โซนี่ได้นำเสนอ Xperia ตระกูล Premium ออกมาอีกครั้งในปีนี้ โดยนอกจากจะเป็นรุ่นที่ใช้หน้าจอความละเอียดสูงถึง 4K ที่เป็นจุดเด่นของซีรีส์นี้แล้ว Xperia XZ2 Premium ยังคงเป็นมือถือรุ่นแรกของโซนี่ที่ใส่กล้องหลังมาเป็นกล้องคู่พร้อมความสามารถในการถ่ายภาพในที่มืดที่มีความไวแสงสูงสุดเท่าที่โซนี่เคยทำมา และทำให้หลายๆ คน (โดยเฉพาะเหล่าสาวก) สนใจกันเป็นอย่างมาก หลังจากผมได้ใช้มาพักหนึ่งแล้วจึงนำมารีวิวให้อ่านกันครับ

มาเริ่มกันด้วยการทบทวนสเปค Xperia XZ2 Premium กันก่อนดังนี้ครับ

  • หน้าจอ 5.8 นิ้ว ความละเอียด 4K รองรับการแสดงผลแบบ HDR
  • ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 845
  • RAM 6GB, หน่วยความจำภายใน 64GB UFS พร้อมช่อง micro SD
  • กล้องหลังคู๋ Motion Eyes Dual 19 ล้านพิกเซล f/1.8 + กล้องขาวดำ 12 ล้านพิกเซล f/1.6
  • เมื่อใช้งานกล้องคู่พร้อมกับ ภาพนิ่งรองรับ ISO สูงสุด 51200, วิดีโอรองรับ ISO สูงสุด 12800
  • กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ 3540 มิลลแอมป์
  • น้ำหนัก 236 กรัม
  • Android 8.0 Oreo และจะได้ Android 9.0 Pie ช่วงพฤศจิกายน 2018

ในแง่ของสเปคนั้นมีอยู่หนึ่งจุดที่ทำให้ผม (และเชื่อว่าหลายๆ คนด้วย) ขัดใจก็คือเรื่องของหน่วยความจำภายในที่ให้มาเพียง 64GB เท่านั้น เพราะหากเทียบกับเรือธงยี่ห้ออื่น จะเห็นว่ามีตัวเลือก 128GB ออกมาค่อนข้างเยอะแล้วนั่นเอง และแม้จะเพิ่ม micro SD Card ได้ แต่สำหรับ micro SD Card ที่ความจุเกิน 128GB ก็ยังมีราคาสูงมาก และความเร็วไม่สู้หน่วยความจำ UFS ในเครื่อง

ดีไซน์

หลังจากที่โซนี่ได้นำเสนอแนวทางการออกแบบมือถือแบบใหม่ที่เรียกว่า Ambient Flow ตอนเปิดตัว Xperia XZ2 โซนี่ก็ได้นำมาใช้งานกับรุ่นต่อๆ มาด้วย โดย Xperia XZ2 Premium ก็เป็นหนึ่งในนั้น และอาจจะบอกได้ว่าแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงเลยนอกจากขนาดที่ต่างกัน เมื่อไปเทียบกับ Xperia XZ3 ที่เปิดตัวจะเห็นว่ามีการปรับดีไซน์เพิ่มเติมแล้วดูเหมือนจะลงตัวกว่า

ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้จะบอกว่าดีไซน์นั้นไม่ดีซะทีเดียว เพราะหลังจากผมใช้งานมาสักพักหนึ่งก็พบว่ามีเด่นที่น่าสนใจ และจุดด้อยที่น่าสังเกตหลายอย่างครับ มาทยอยๆ ดูกันไปทีละจุดละกันครับ

หลังโค้งของ Xperia XZ2 Premium นั้นทำให้เวลาจับถือมันจะยึดเกาะกับมือดีที่เดียวครับ เทียบกับมือถือที่หลังแบนๆ จะผมว่าหลังโค้งลักษณะนี้มันจะเหนียวมือขึ้นมาก และยังทำให้เครื่องไม่รู้สึกว่าหนาเท่าไรอีกด้วยเพราะส่วนโค้งตามขอบนั่นเอง

ตำแหน่งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือนั้นเป็นหนึ่งในจุดที่ถูกตำหนิตั้งแต่ Xperia XZ2 ซึ่งตอนแรกที่ผมเห็นดีไซน์ก็ตะหงิดอยู่เหมือนกันว่าใช้งานจริงจะเป็นยังไง พอได้มาจับก็พบว่ามันไม่ได้ใช้ยากครับ และในหลายๆ สถานการณ์พบว่ามันสะดวกกว่าแบบที่จัดไว้ด้านบนกว่านี้ด้วย เช่นเวลาหยิบเครื่องขึ้นมาจากโต๊ะ เวลาผมหยิบจะหยิบและปลายนิ้วอ้อมไปกลางหลังเครื่อง แล้วพบว่านิ้วไปแตะสแกนนิ้วได้พอดีเป็นส่วนใหญ่ของการหยิบ รวมถึงเวลาหยิบออกมาจากกระเป๋ากางเกงก็สามารถจัดวางนิ้วไปพอดีเช่นกัน และความรู้สึกส่วนตัวของผมคือ เคยใช้มือถือที่สแกนนิ้วอยู่ด้านบนแล้วเวลาถือใช้งาน นิ้วจะไปพักบริเวณนั้นตลอดแล้วผมไม่ชอบครับ (ฮา)

จุดที่ผมไม่ค่อยชอบก็เป็นเรื่องของความเทอะทะของตัวเครื่อง ที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่แลกมาเพื่อตอบโจทย์ที่โซนี่ต้องการเน้นความบันเทิงนั่นเอง หน้าจอของเครื่องมีขนาด 5.8 นิ้วและเป็นสัดส่วน 16:9 ซึ่งจากที่ผมหาข้อมูลมาเข้าใจว่าประสิทธิภาพของ Snapdragon 845 นั้นคงไม่ดีพอที่จะทำ 4K 18:9 ที่ความละเอียดต้องเพิ่มขึ้นไปอีก บวกกับการเลือกใช้หน้าจอ LCD ก็คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหากเป็น 18:9 เพราะขอบข้างนั้นจะมีแสงลอดออกมาอย่างแน่นอน และทำให้อรรถรสการดูคอนเทนท์ 16:9 ต้องโดนรบกวนเป็นแน่แท้

 

แต่ถึงจะเข้าใจเหตุผลที่ทำให้เครื่องเทอะทะ ก็ยังหนีไปพ้นความจริงที่ว่าเครื่องมันถือยากอยู่ดีครับ การใช้งานมือเดียวกันเป็นไปอย่างค่อนข้างลำบาก หลายครั้งที่ผมต้องการความรวดเร็วเลยเลือกปัดแถบ Navbar เพื่อให้เป็น one-hand mode แต่ก็ด้วยความโชคดีทีหลังเครื่องมันเกาะมือ ทำให้เครื่องไม่ค่อยเลื่อนและไม่หล่นง่ายครับ

การออกแบบอื่นๆ อย่างเรื่องปุ่มกดนั้นโอเคครับ ตำแหน่งปุ่มพาวเวอร์กดง่าย มีปุ่มชัตเตอร์ที่สะดวกสำหรับกดเข้ากล้องง่าย

แต่ปุ่มปรับเสียงนั้นอยู่สูงไปหน่อย ต้องขยับมือเพิ่มเอื้อมไปปรับ และถาดซิมอันเป็นเอกลักษณ์ของโซนี่ที่ใครๆ ก็ชื่นชอบ เพราะดึงออกมาได้เลย ไม่ต้องหาเข็มจิ้ม

อ้อ แล้วในเชิงของวัสดุกับงานประกอบ บอกเลยว่าดีมากครับ กระจก Gorilla Glass 5 โค้งหน้าหลังแข็งแรงดี แน่นหนา และขอบเครื่องเป็นอลูมิเนียมที่ฟีลลิ่งดี บวกกับตัวเครื่องยังกันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP65/68 ทำให้หายห่วงเรื่องอุบัติเหตุเบาๆ ได้สบายเลย

แล้วก็กระจกครอบเลนส์กล้องนั้นดูแข็งแรงดีครับ เข้าใจว่าเกรดเดียวกันหรือดีกว่าของ Xperia XZ2 ที่โดนนาย JerryRigEverything ลองขูดแล้วไม่เป็นรอยครับ

 

ประสิทธิภาพ

ROM ของโซนี่ยังคงความโดดเด่นที่มีความใกล้เคียง Pure Android มากๆ ทำให้มีความลื่นไหลในทุกการใช้งาน บวกกับ Snapdragon 845 และ RAM 6GB ที่มั่นใจได้ว่าไม่มีกระตุกแน่นอน หลังจากใช้งานมาก็ยังไม่เจอปัญหาหน่วงใดๆ ครับ ส่วนเรื่องของคะแนน Benchmark ก็มีดังนี้เลยครับ ไล่จากซ้ายไปขวาก็คือ AnTuTu, Geekbench, 3D Mark แล้วก็ Androbench ครับ




 

Xperia Actions ของดีที่คนไม่รู้ โซนี่ก็ไม่โฆษณา

 

หนึ่งในฟีเจอร์ที่ผมพบว่ามีประโยชน์มากกว่าที่คิดก็คือ Xperia Actions ที่โซนี่เริ่มใส่มาให้ตั้งแต่ช่วงประมาณ Xperia XZ (ถ้าผมจำไม่ผิดนะ) ซึ่งจะเป็นเหมือน preset ว่าสถานการณ์นี้จะให้เครื่องปรับการตั้งค่าเป็นแบบไหน โดยเข้าไปตั้งได้ที่ Settings > Xperia Assist > Xperia Actions โดยประเภทที่โซนี่จัดเอาไว้มีดังนี้ครับ

เข้ามาที่ Xperia Assist แล้วจะเจออยู่อันแรกเลย

  • Good Night ช่วงเวลานอน เช่น สั่งให้เปิด Do not disturb, เปิดโหมดจอกลางคืน, ปิดไฟโนติ
  • Focus ช่วงเวลาทำงาน เช่น เปิด Do not disturb, ซ่อนโนติชั่วคราว, ปรับการใช้งานเพื่อประหยัดแบต
  • Commute ช่วงเดินทาง เช่น เปิด Bluetooth, เปิดแอปเล่นเพลง
  • Gaming ช่วงเล่นเกม เช่น ปิดการใช้เน็ตของแอปเบื้องหลัง, เปิดจอไว้ตลอดเมื่อถือเครื่องอยู่
  • Abroad ช่วงเดินทางต่างประเทศ กำหนดแอปที่ใช้งาน Roaming ได้, ประหยัดแบตสำหรับการเดินทาง


ผมได้ลองใช้สำหรับ 3 สถานกาณ์คือ Good Night, Focus และ Commute แล้วก็ว่ามันทำให้ประสบการณ์การใช้งานมือถือดีขึ้นครับ อย่างช่วงเดินทางผมจะไม่ต้องมาคอยดูว่า Bluetooth เปิดหรือยัง ผมก็แค่เปิดหูฟัง มันก็จะต่อเอง ไม่ต้องหยิบเครื่องมากด, หรือช่วงทำงานก็ทำให้ไม่มีเสียงโนติรบกวน แถมยังประหยัดแบตในจังหวะที่เราไม่ได้ต้องการใช้เครื่องได้อีกด้วย วันไหนทำงานสมาธิลึกๆ นี่เลิกงานมาแบตเหลือเยอะกว่าปกติเป็น 10% เลยครับ แล้วถ้าลืมชาร์จแบตก่อนนอน การตั้งค่าประหยัดแบตของ Good Night ก็ช่วยได้มาก

จังหวะที่แบตพอใช้ 2 วันเต็ม

มีวันนึงที่ช่วงทำงานไม่ค่อยได้หยิบมือถือมาดู ผมสามารถใช้ Xperia XZ2 Premium ต่อเนื่องได้ถึงอีกวันนึงเต็มๆ โดยไม่ชาร์จแบตได้เลยครับ แนะนำว่าสำหรับคนใช้ Xperia น่าลองตั้งค่าพวกนี้ดูจริงๆ

 

แบตเตอรี่


สำหรับการใช้งานทั่วไป ต่อหูฟัง Bluetooth (LDAC) เล่นเน็ต โซเชียล ถ่ายรูป สามารถใช้งานตลอดทั้งวันครับ โดยส่วนใหญ่แล้วผมถอดสายชาร์จช่วง 7 โมงครึ่ง กลับถึงบ้านช่วง 2-3 ทุ่มจะเหลือแบตราว 40% ครับ เรียกว่าเอาตัวรอดทั้งวันโดยไม่ชาร์จไหวอยู่ และถ้าอาศัยเอา Xperia Actions มาประกอบช่วงที่เราไม่ได้จับเครื่องด้วย อย่างช่วงเวลาทำงานก็จะยืดแบตได้อีกพอสมควร กลับถึงบ้านแบตเหลือมากกว่า 50% สบายๆ ครับ

หรือถ้าใช้งานหนักขึ้นหน่อย เปิดจอนานขึ้น เล่นกล้องมากขึ้น ก็ยังถือว่าทำได้ไม่เลวครับ สามารถพ้นวันได้แบบค่อนข้างเฉียดฉิวด้วยสถิติหน้าจอ 4 ชั่วโมง 42 นาที


จากที่ Droidsans เคยได้ทดสอบเปรียบเทียบแบตในกลุ่มเรือธงแล้วก็จะพบว่าส่วนที่กินแบตสุดของ Xperia XZ2 Premium นั้นน่าจะเป็นส่วนของการเปิดกล้องทิ้งเอาไว้ครับ แม้ว่าจะจอความละเอียด 4K แต่เปิดดูคลิปนานๆ ก็ยังไม่ได้กินแบตเยอะเท่ากล้องอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้าจับเอาไปถ่ายรูปถ่ายวิดีโอรัวๆ แบตก็อาจจะไม่พ้นวันได้เหมือนกัน

 

กล้อง

กล้องของ Xperia XZ2 Premium นับว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ครับ เพราะทางโซนี่ได้จัดเต็มใส่ทั้งกล้องคู่ และชิปประมวลผลภาพ AUBE สำหรับการรวมภาพจากเซนเซอร์ RGB และเซนเซอร์ Monochrome ขาวดำเข้าด้วยกันออกมาแสดงภาพบนหน้าจอเครื่องแบบ real-time ให้เห็นว่าภาพที่กำลังจะถ่ายออกมาด้วยความไวแสงสูงนั้นจะเป็นอย่างไร โดยเซนเซอร์ RGB นั้นจะมีขนาดพิกเซลอยู่ที่ 1.22 ไมครอน และมีรูรับแสงอยู่ที่ f/1.8 และสำหรับฝั่ง Monochrome นั้นมีขนาดพิกเซลที่ 1.55 ไมครอน ใช้รูรับแสงขนาด f/1.6 ครับ เป็นครั้งแรกของโซนี่เลยทีเดียวที่ปรับรูรับแสงมาด้วย

โดยโหมดกล้องของ Xperia XZ2 Premium นั้นจะแบ่งออกได้ตามนี้ครับ

  • กลุ่ม Full-HD 1080p
    • Full-HD 1080p
    • Full-HD 1080p 60fps
    • Full-HD 1080p + Dual Camera (ISO สูงสุด 12800)
    • Full-HD 1080p HDR
    • Super slow motion Full-HD 1080p / HD 720p
  • กลุ่ม 4K
    • 4K ธรรมดา
    • 4K HDR
  • โหมดกล้องคู่
    • Bokeh
    • Monochrome

บอกตามตรงว่าเงื่อนไขการกดตั้งค่าในแอปกล้องของ Xperia มีความวุ่นวายอยู่พอสมควร ทำให้ผมดีใจมากเมื่อเห็น Xperia XZ3 มาพร้อมแอปกล้องที่ปรับใหม่

 

ในส่วนของผลงานกล้องของ Xperia XZ2 Premium นั้นถือว่าทำผลงานได้ดีครับ ภาพถ่ายช่วงกล่างวันนั้นจะได้สีสันที่สมจริง ภาพมีความคมละเอียด เรียกว่าถ้าเทียบกับรุ่นทอปตัวอื่นๆ ก็ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ขึ้นกับสไตล์ภาพที่คนใช้ชอบมากกว่า เพราะจะมีบางจุดอย่างรายละเอียดพวกใบไม้ตามต้นไม้ที่ Xperia อาจจะถ่ายออกมาดูมีการทำ sharpen เยอะไปหน่อย และหลายๆ ครั้งที่กล้องส่องเจอพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของรายละเอียด ระบบออโต้อาจมองว่าเป็นภาพประเภทเอกสาร ทำให้เร่งความคมภาพขึ้นมาได้











ว่าแล้วก็พูดถึงระบบออโต้ของโซนี่กันสักหน่อย เพราะหลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า Xperia นั้นใช้ระบบ scene recognition ตรวจสอบประเภทของภาพมาตั้งแต่ประมาณรุ่น Xperia Z1 ในชื่อ Superior Auto ซึ่งช่วยในการถ่ายภาพแบ่งหมวดหมู่ได้ ถ้าพูดให้ทันสมัยหน่อยก็คือมีระบบ AI มาช่วยแยกแยะภาพนั่นแหละครับ ซึ่งจะประกอบไปด้วยประเภทภาพนับสิบ และโหมดถ่ายภาพอีก 2 คือ กล้องเคลื่อนที่เร็ว (วิ่ง), เคลื่อนที่ช้า (เดิน) หรือวางอยู่บนขาตั้งกล้อง (วางนิ่งกับที่) ทำให้การปรับค่ากล้องทั้ง shutter speed, ISO และจุดโฟกัสแตกต่างกันไปในแต่ละสถานการณ์โดยอัตโนมัติ และดูเหมือนว่าใน Xperia XZ3 โซนี่ก็ได้พัฒนาส่วนนี้เพิ่มขึ้นไปอีก คาดว่าตระกูล XZ2 ก็จะได้อัพเดตนี้ตอน Android Pie 9.0 ออกมาให้เหมือนกันครับ



กลับมาที่ภาพถ่ายในช่วงกลางคืนกันต่อ ลักษณะของภาพถ่ายกลางคืนของโซนี่ที่แตกต่างจากเรือธงอื่นไม่ว่าจะเป็น Galaxy S9, Note9 และ Huawei P20 Pro ก็คือภาพถ่ายที่ได้นั้น โซนี่จะพยายามรีดรายละเอียดออกมาให้ได้มากที่สุดด้วยการเกลี่ยนอยส์ให้น้อยที่สุด หากเทียบกันและ Xperia XZ2 Premium นั้นจะได้ภาพที่อาจจะมีนอยส์ หรือมี grain ปรากฏขึ้นจนภาพอาจจะไม่ดูนวลตาเท่ารุ่นอื่น แต่รายละเอียดถูกเก็บไว้พอสมควรเลยครับ ส่วนคู่แข่งนั้นจะได้ภาพที่นอยส์ไม่ค่อยมี แต่จะพบว่ามีปื้นสีเกิดขึ้นบ่อยในภาพถ่ายทำให้สูญเสียรายละเอียดส่วนนั้นไป ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจะยกเว้นโหมดกลางคืนของ P20 Pro เพราะมีการเปิดหน้ากล้องนานกกว่ามาก และแต่งภาพออกมาได้โหดจริงๆ













เรื่องของความสว่างนั้นยอมรับครับว่า Xperia XZ2 Premium นั้นสามารถดึงแสงในที่มืดได้ดีมาก แต่ก็พบว่าหากถ่ายภาพในที่มืดมากๆ จะมีเหตุการณ์ overexpose แหล่งกำเนิดแสงได้ครับ คล้ายกับว่าไม่ได้ทำ HDR เพิ่มเพื่อเก็บรายละเอียดสีสันส่วนนั้น เช่นภาพดอกลั่นทมข้างล่างครับ มืดจนโหมด Ultra sensitivity ทำงาน ทำให้สีเหลืองของดอกลั่นทมโดนสีขาวสว่างกลบหมดเลย

โดยรอบมืดมาก วัดแสงที่ดอกลั่นทม ได้แต่สีขาว ไม่เห็นสีเหลื่องด้านใน

ส่วนโหมดพิเศษที่มาจากกล้องคู่อย่าง Bokeh และ Monochrome ผมก็เก็บภาพมาเล็กน้อย จากที่ทดสอบพบว่าโหมด Bokeh นั้นจะพยายามสร้าง portrait effect แบบชัดตื้น จนหลายครั้งทำให้รู้สึกว่าภาพจะไม่คม เพราะจุดโฟกัสนั้นจะน้อยกว่าภาพที่ถ่ายด้วยแบบธรรมดา (ในที่นี้เทียบกับโหมดออโต้) ลองดูภาพ 3 ชุดนี้ครับ โดยภาพแรกจะเป็น Bokeh ภาพถัดไปคือถ่ายด้วยออโต้






ภาพจากโหมด Bokeh นั้นจะดูมีรายละเอียดน้อยกว่า โทนสีก็จะต่างไปด้วย โดยขะออกสีอุ่นขึ้น แต่เมื่อดูการละลายหลังก็พบว่า แม้โหมดออโต้ที่ถ่ายติดเป็นโหมดมาโครแล้ว ก็ยังเบลอได้ไม่ละลายเท่ากับโหมด Bokeh ครับ เอาจริงๆ รายละเอียดของโหมด Bokeh มีบอกว่าแนะนำให้ถ่ายที่ระยะห่าง 1 เมตรจากวัตถุเป้าหมาย ผมเลยคิดว่าจริงๆ อาจจะเหมาะกับการถ่ายคนเป็น Portrait มากกว่าถ่ายมาโครนั่นเอง

อีกจุดที่ไม่พูดแล้วน่าจะถือว่าพลาดก็คือการถ่ายวิดีโอของ Xperia XZ2 Premium ครับ ในส่วนกลางวันนั้นถือว่าไม่เลว แต่ก็มีเรื่องการโฟกัสที่อาจจะไม่ไวเท่าคู่แข่ง กับการปรับ exposure ของวิดีโอที่ไม่เร็วนัก ส่วนการกันสั่นถือว่าทำมาได้ดีทีเดียวครับ

จุดที่ผมจะลงประเด็นก็คือการถ่ายวิดีโอกลางคืนที่สามารถเก็บภาพวิดีโอได้ที่ ISO 12800 สูงกว่าทุกรุ่นในตลาดตอนนี้ และพบว่าทำผลงานออกมาได้ดีมากด้วย จนผมมองว่าบางจังหวะนี่สวยกว่าถ่ายภาพนิ่งเองซะอีก (ฮา) สำหรับโหมด Full-HD นั้นสามารถเลือกได้ทั้งถ่ายธรรมดา, ถ่ายด้วยกล้องคู่ และถ่ายแบบ HDR โดยผมจะจิ้มเปิดเป็นแบบกล้องคู่เอาไว้ครับ เพราะไม่รู้จะเปิดแบบธรรมดาทำไม และยังไม่ค่อยเจอสถานการณ์ให้ลองถ่ายแบบ HDR ด้วย

การเปิดโหมดถ่ายวิดีโอด้วยกล้องคู่นั้นทำให้เมื่อแสงน้อยถึงจุดนึง กล้องก็ปรับ ISO เพิ่มขึ้นให้เองได้ถึง 12800 ตามสเปคที่ว่าครับ และทำให้การถ่ายวิดีโอกลางคืนออกมาสวยงามมาก จุดควรรู้ก็คือผมสังเกตว่าจังหวะแพนกล้องนั้นกระบวนการประมวลผลภาพเหมือนจะทำงานไม่ดีเท่าจังหวะถือเฉยๆ เพราะภาพตอนที่ถืออยู่กับที่จะมีความคมชัดสูงกว่ามากเลยทีเดียว ใช้แค่มือถือนี่แหละครับ ไม่ต้องอาศัยขาตั้งหรือ Stabilizer ช่วยก็ยังได้วิดีโอกลางคืนที่รายละเอียดและสีสันมาเต็มๆ ได้ง่ายๆ เลย

อันนี้ลองโหมด Dual Camera พร้อมกับดูว่ากันสั่นเป็นยังไงบ้าง

ในปีนี้ Xperia รุ่นทอปทุกตัวสามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงระดับ 4K HDR ซึ่งเป็นแบรนด์เดียว ณ ตอนนี้ และยังใช้เป็น format Hybrid Log Gamma (HLG) ด้วยย่านสี Rec. 2020 ที่เป็นมาตรฐานที่ทีวีที่รองรับ HDR ในตลาดสามารถแสดงผลได้เต็มช่วงสี และ YouTube เองก็รองรับแล้วด้วย ทำให้คนที่ใช้หน้าจอ HDR สามารถนำมาดูและได้รับภาพและสีที่ครบถ้วนกว่าการถ่ายวิดีโอปกตินั่นเอง ตัวหน้าจอ Xperia XZ2 Premium เองก็รองรับการแสดงผลนี้เช่นกัน เรียกว่าถ่ายมาดูได้เลยนั่นเองครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างที่ผมหาจังหวะถ่ายมาลองเทียบดูระหว่าง FHD ธรรมดากับ FHD HDR ครับ จะเห็นว่าแบบธรรมดานั้นส่วนใบไม้บนต้นไม้จะมืดดำไปเลย แต่ของ HDR จะเก็บรายละเอียดเรื่องสีไว้ได้ดีกว่า อ้อ จะดูเทียบกันต้องเปิดด้วยจอคอม/ทีวี/มือถือที่รองรับ HDR ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นอาจจะเห็นเป็นภาพสีหม่นๆ ทึมๆ

อันนี้ FHD ปกติ

อันล่างนี่เป็น FHD HDR

ตัวอย่างตะกี้อาจจะยังสังเกตยากอยู่ ผมมีอีกตัวอย่างให้ลองเทียบกันครับ เป็นการส่องป้ายไฟโฆษณาตอนมืดเทียบระหว่างโหมดธรรมดา (ในที่นี้เปิด Dual Camera ไว้) กับ HDR ครับ ลองสังเกตรายละเอียดบนป้ายโฆษณาที่กล้องส่องอยู่ แล้วก็เทียบกับแสงและสีสันรอบๆ ไปด้วย อย่างแสงสีบนสะพานลอยและป้ายโฆษณาอีกอันที่ขวาล่างวิดีโอครับ

FHD ปกติ

FHD HDR

ตัวอย่างนี้น่าจะเห็นได้ชัดว่าการเก็บสีและความสว่างแสงนั้นดีขึ้นมาก แต่ถ้าดูคลิป HDR ผ่านจอที่ไม่รองรับอาจจะรู้สึกสีเพี้ยนๆ ครับเพราะย่านสีมันถูกปรับลงมาให้แสดงผลได้ ถ้าเป็นจอที่รองรับจะได้สีสันที่สมจริงเหมือนตาเห็นมากกว่าวิดีโอธรรมดาอีกด้วยครับ แถมรายละเอียดอย่างบริเวณจมูกในภาพโฆษณายังมาแบบครบถ้วนพร้อมกับป้ายขวาล่างนั้นก็ได้สีฟ้าสีสดกว่ามาก

จุดสังเกตและข้อควรรู้อื่นๆ

  • ฝาหลังติดลายนิ้วมือง่ายมาก
  • พื้นที่สำหรับการวางเครื่องควรเป็นบริเวณราบเรียบ เพราะไม่เช่นนั้นเครื่องอาจจะไหลได้ง่าย
  • แม้ว่าวัสดุและงานประกอบจะดีและครอบกล้องจะแข็งแรง แต่การวางเครื่อง ด้านหลังบริเวณกล้องจะสัมผัสพื้นผิวก่อน แนะนำให้ระวังการขูดขีดเผื่อไว้ก็จะดีกว่า
  • ถ้าเล่นเพลงอยู่แล้วกดโฟกัส/ถ่ายภาพในแอปกล้อง เพลงจะหยุด ผมไม่แน่ใจว่าเป็นมากี่รุ่นแล้ว แต่ Xperia เครื่องเก่าผมไม่เป็น ทำให้แอบรำคาญเล็กน้อยเวลาเดินทางฟังเพลงแล้วหยิบกล้องมาถ่าย
  • ช่องใส่ซิมมีรอยต่อที่กว้างพอให้เศษกระดาษยุ่ยๆ หรือทิชชู่ติดเข้าไปได้ อาจจะต้องแกะมาปัดบ่อย
  • ควรเช็ดขอบเฟรมเครื่องเป็นครั้งคราว เพราะถ้าเลอะมัน ตอนหยิบเครื่องอาจเสียงทำหลุดมือ
  • ลำโพงเสียงดัง ย่านกลางและสูงใส รายละเอียดดีมาก แต่ไม่มีเบส เหมือนโซนี่ให้เปิด Dynamic Vibration System ที่เป็นระบบสั่นตามเสียงแก้ขัดไป ซึ่งมันก็ไม่สนุกเหมือนเบสจริงอยู่ดี
  • แต่ถ้าต่อหูฟัง แล้วเปิด Dynamic Vibration System ไปด้วยจะช่วยให้สนุกกับเบสมากขึ้น หรือถ้าดูหนังแอคชันก็มันส์ใช้ได้เลยครับ อันนี้ผมใช้จนรู้สึกชอบไปแล้ว
  • Dynamic Vibration System ทำงานกับแอปวิดีโอต่างๆ ได้ค่อนข้างครบ รวมถึง YouTube, Netflix แต่สำหรับเกมนั้นเหมือนจะยังไม่ค่อยมีเกมรองรับ (ROV ไม่รองรับ)
  • เหมือนว่าจะทำงานกับ LDAC ได้ดีขึ้น เดินห้างด้วยหูฟังต่อ LDAC แทบไม่มีอาการเสียงกระตุกเลย
  • กล้องโหมดพาโนรามาไม่สามารถใช้แบบกล้องคู่ได้ ถ้าถ่ายกลางคืนคุณภาพจะสู้ไม่ได้เลย
  • เครื่องไทยรองรับ VoLTE, VoWiFi ในไทยครบ

สรุป

หลังจากที่ผมใช้งานมาหลายสัปดาห์โดยถือ Xperia XZ2 Premium เป็นเครื่องหลัก ใช้เต็มรูปแบบเลยก็พบว่ามันในเชิงซอฟต์แวร์ ประสิทธิภาพ แบตเตอรี่มันตอบโจทย์ความต้องการที่คาดหวังสำหรับเรือธงได้หมดเลย มีหน้าจอ 4K HDR ของเครื่องก็ให้สีสันที่สวยงามและรายละเอียดที่คม แถมยังไม่ได้เป็นปัจจัยกินแบตมากขึ้นเท่าไรนักด้วยถือเป็นจุดเด่นที่โซนี่ทำออกมาได้โดดเด่นจากแบรนด์อื่นๆ

ส่วนของกล้องนั้นก็ไม่ได้ด้อย แต่ก็มีจุดที่ควรปรับปรุงอย่างเรื่องกันสั่นตอนกลางคืน, การกันสั่นโหมด HDR ที่น่าจะดีได้อีก และกันสั่นในโหมด 4K ที่เรือธงเจ้าอื่นเริ่มทำได้ดีกว่าแล้ว แต่ภาพรวมของกล้องก็ถือว่าประทับใจสำหรับ Xperia ครับ และคนใช้ Xperia XZ2 Premium ก็สบายใจได้ไปอีกปีเพราะตัวนี้เป็นกล้องคู่ตัวเดียวของปี 2018 แล้ว

สำหรับใครที่สงสัยในประเด็นไหน อยากให้ลองอะไรเพิ่มเติมสามารถคอมเมนท์มาได้เลยนะครับ ถ้าอันไหนตอบได้จะทยอยตอบให้ อันนี้ทดสอบเพิ่มได้ก็จะเก็บข้อมูลมาให้อีกครับผม

from:https://droidsans.com/xperia-xz2-premium-review/

Review | รีวิว Mi A2 Lite มันคือ Android One ที่คุ้มสุดแล้ว ในราคาโปร 2,290 บาท

หนึ่งในสมาร์ทโฟนสุดคุ้มสาย Android One ที่หลายๆ คนรอคอย Mi A2 Lite ตอนนี้เพิ่งเปิดวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยมี AIS ที่มือไว จับเอาไปทำโปรโมชั่นสุด Exclusive ด้วยราคาเพียง 2,290 บาท ได้ชิป Snapdragon 625 และแบตมหึมาขนาด 4000 มิลลิแอมป์

มือถือ Android One จาก Xiaomi ในรุ่นที่ 2 นั้นมีการเปิดตัวมาพร้อมกัน 2 รุ่น นั่นก็คือ Mi A2 และ Mi A2 Lite โดยรุ่นพี่นั้นมาเสริมตลาดที่สูงขึ้นไปอีกหน่อยด้วยสเปคที่ดีขึ้น ใช้ Snapdragon 660 มาในบอดี้เพรียวบางสวยงาม อัพเกรดกล้องหน้าและหลังเพื่อให้คุณภาพของภาพถ่ายที่ดีขึ้นไปอีก ซึ่งทำให้มีราคาเปิดตัวแพงขึ้นไปอีก

ส่วน Mi A2 Lite นั้นเหมือนเป็นร่างอวตารของ Mi A1 ที่กลับมาในรูปโฉมใหม่ไฉไลและสวยงามกว่าเก่า ทั้งเรื่องของหน้าจอ 18:9 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและเต็มตากว่าเดิม ขอบจอบางลง ขนาดตัวเครื่องโดยรวมเล็กลงไปอีก แต่ยังใช้ชิปพิมพ์นิยม Snapdragon 625 มาพร้อมกับ RAM 3GB และหน่วยความจำ 32GB และยังมาพร้อมกับกล้องที่ทาง Xiaomi ใส่ฟีเจอร์การถ่ายภาพ Portrair หน้าชัดหลังเบลอ แบบเดียวกับที่มีในรุ่นท็อปๆ ซึ่งทาง AIS บอกราคา 6,290 บาท นั้นไม่ขาย แต่จัดโปรราคาพิเศษ Hot Deal 2,290 บาท ถูกลงไปกว่าเดิม คุ้มเข้าไปอีก

เปรียบเทียบ Mi A2 Lite ละ Mi A1

การมาของ Mi A2 Lite ทำให้ราคาของ Mi A1 นั้นหล่นลงไปอยู่ที่ระดับ 4,xxx บาท ซึ่งเป็นราคาที่หลายคนแอบสนใจ เพราะสเปคเหมือนกันแต่ถูกลงงั้นซื้อ Mi A1 ดีกว่าไหม ลองมาดูกันเลย

ขนาดเครื่องโดยรวมของ Mi A2 Lite นั้นเล็กลงใมากๆ หากเทียบกับ Mi A1 ขอบที่หนาๆ หายไปหมดเกลี้ยงพร้อมกับหน้าจอที่เปลี่ยนอัตราส่วนเป็น 18:9 ซึ่งอันนี้ก็จะมาพร้อมรอยบากหรือติ่งด้วย

จุดนึงที่ผมไม่ขอบใน A1 คือพาเนลหน้าจอที่มันซีดเกินไป ยิ่งสว่างมากก็ยิ่งขาวยิ่งซีดไปใหญ่ แต่ใน Mi A2 Lite หน้าจอนี่ดีขึ้น แถมความละเอียดยังขยับขึ้่นมาเป็น Full HD+ ด้วย

แม้เครื่อง Mi A2 จะมีขนาดเล็กลงก็จริง แต่ความหนานั้นมีมากกว่า เพราะต้องบรรจุแบตเตอรี่ขนาด 4000 มิลลิแอมป์เข้าไป ทำให้ความอึดในการใช้งานมีเพิ่มขึ้นไปอีก

มาถึงพอร์ทเชื่อมต่อ อันนี้แปลก เพราะ A1 นั้นเป็น Type C แต่ A2 Lite ดันเป็น micro USB ซะยังงั้น ส่วนช่องหูฟัง 3.5 และ IR Blaster ยังมีให้ใช้งานเหมือนเดิม

ส่วนกล้องหน้าและกล้องหลังคู่นั้นใช้เซนเซอร์ตัวเดียวกันกับที่ใช้ใน A1 เลยครับ

UI และการใช้งาน Mi A2 Lite

ย้ำเตือนกันตั้งแต่ตอนเปิดตัว และก็จะขอย้ำอีกรอบว่า Mi A2 Lite นั้นเป็นมือถือในโครงการ Android One มันไม่ใช่ Xiaomi เพราะฉะนั้นก็จะไม่มี MIUI หน้าตาการใช้งาน และ ฟีเจอร์เสริมต่างๆ ของทาง Xiaomi แต่ก็จะได้เรื่องของความลื่นไหล การอัพเดทที่รวดเร็วเข้ามาแทน

ส่วนของ UI การใช้งานนั้นมันจะมาแบบ Pure Anroid โล้นๆ ฟีเจอร์ทุกอย่างอิงตามที่ Google และ Android พัฒนาขึ้นมาทั้งหมด เรียกว่าไม่มีการดัดแปลงใดๆ เลย หน้าโฮม การตั้งค่าต่างๆ จะเหมือนกับมือถือยี่ห้ออื่นๆ เช่น Nokia, Wiko รุ่นใหม่ๆ หรือ Zenfone Max Pro M1 แทบจะ 100% จะมีแตกต่างกันที่ไอคอนนิดหน่อยเท่านั้น

จะมีก็แค่ UI กล้องที่แต่ละค่ายจะพัฒนาขึ้นมาเองและใช้ของใครของมัน เช่นใน Mi A2 Lite ก็จะใช้เป็น MIUI Camera มีลูกเล่นและฟีเจอร์บ้างนิดหน่อย ส่วนในโหมดโปรนั้นปรับแต่งอะไรไม่ได้เยอะ (ไม่เหมือนของ Mi A2 ที่เปิดให้หมดเลย)

ประสิทธิภาพ

จากการทดสอบประสิทธืภาพต่างๆ ของ A2 Lite ก็จะพบว่าสเปคและเซนเซอร์ต่างๆ จัดเต็มมากๆ ส่วนคะแนนทดสอบ Antutu ก็ได้ไปที่ราวๆ ซึ่งก็เป็นคะแนนมาตรฐานของ Snapdragon 625

การเล่น RoV เปิดกราฟิคได้เต็มหมด แต่ไม่มีโหมดเฟรมเรทสูง ส่วน PUBG เปิดมาแล้วตัวเกมตั้งค่ากราฟิคให้ที่ระดับกลาง

ที่เซอร์ไพรส์คือ Mi A2 Lite นั้นรองรับ Project Treble + Seamless Update หรือการอัพเดทแบบรวดเร็วแค่ restart เครื่องเท่านั้น เรียกว่าไม่ต้องเครื่องดับรออัพเดทนานๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้มีมือถือไม่กี่รุ่นที่รองรับ แถมส่วนมากจะเป็นรุ่นราคาหมื่นขึ้นอีกต่างหาก

เซนเซอร์ต่างๆ ภายในตัวเครื่องก็ให้มาครบ ไม่ว่าจะเป็น Gyro, Magneto และ Accelero ซึ่งรองรับการใช้งาน AR ในพวกเกมอย่าง Pokemon Go, Jurassic World Alive หรือ Walking Dead นอกจากนั้นยังทำงากับแอป VR ใส่กับแว่นได้ด้วย

กล้อง Mi A2 Lite

กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล อันนี้ถ่ายภาพเซลฟี่ออกมาดี ระบบการเบลอหลังก็ถือว่าเนียนพอได้ โหมดบิวตี้ปรับได้ 5 ระดับ แต่ผมเปิดไว้ประมาณระดับ 2 ก็เนียนพอแล้ว






กล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซล ทำงานร่วมกับกล้องจับความลึก 5 ล้านพิกเซล เอาไปถ่ายมาแล้วทั้งแสงเยอะ แสงน้อย และ โหมดหน้าชัดหลังเบลอ

ชัตเตอร์ทำงานเร็วดี แต่บางจังหวะตอนกดชัตเตอร์เสียงแชะและภาพหน้าจอมันจะดีเลย์นิดๆ บางจังหวะถ้ายังโฟกัสอยู่ก็อาจจะต้องรอนิดหน่อย แต่ถ้าโฟกัสติดแล้วกดรัวได้เลย












ซึ่งรูปที่ออกมาสำหรับแสงตอนกลางวัน ที่ที่แสงเพียงพอแบบนี้ ความคมชัดแทบจะไม่ต้องห่วง ส่วนนึงที่ชอบมากๆคือ ตรงที่ถ่ายสีเขียวแล้วไม่ค่อยเพี้ยนนี่แหละ เขียวแบบตาเห็นไม่ได้ชดเชยสีมาให้จนดูไม่รู้เรื่อง แต่ตอนถ่ายตรงที่มีส่วนของสีขาว หรือ ช่องแสงลอดมา มันจะติดโอเว่อร์ไปหน่อย ต้องคอยดึงแสงลงนิดนึง






ภาพตอนแสงน้อย/กลางคืน ในที่แสงน้อยก็ยังมีความเก็บแสงและเงาได้ดีอยู่ อาจจะไม่ได้คมชัดมาก ซูมดูก็จะเห็นว่ามีนอซย์ให้ได้เห็น แต่ที่ประทับใจคือโหมดเบลอ แม้ถ่ายตอนแสงน้อยก็ยังจับวัตถุให้เราได้ อันนี้ลองถ่ายโคมไฟในตลาดที่ห้อยลงมาตอนกลางดึกดื่นหลายทุ่มแล้ว มืดๆ ก็ยังถ่ายได้ แยกระดับความเบลอ ความชัดตื้นลึกได้ดี






โหมดหน้าชัดหลังเบลอ ด้วยการทำงานของสองเลนส์ก็ทำให้ได้รูปออกมาทั้งคมและแบ่งเลเยอร์ได้อย่างชัดเจน อย่างถ่ายคน ไม่ว่าจะครึ่งตัว หรือ เกือบเต็มตัวก็ยังเบลอหลังได้ดีอยู่ ตัดขอบแบบพอดีวัตถุ ไม่ได้เกิน หรือ กินเข้ามาในตัวแบบ แต่ถ้าเป็นรูปเต็มตัวบางช็อตจะเห็นว่ายังตัดได้ไม่ค่อยเนียน

สรุปผลการใช้งาน

ประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของ Mi A2 Lite และการใช้งานยังถือว่าดีกว่ามือถือในช่วงราคาเดียวกันหลายรุ่นมากๆ แต่ถ้าถามว่า Snapdragon 625 กับราคาเปิดตัว 6,290 บาทในปีนี้ถือว่าแพงไปไหม ก็อาจจะนิดนึง แต่กับโปร 2,290 บาท ที่มาพร้อมกับค่าแพ็คเกจเริ่มต้น AIS Hot Deal 599 บาทนั้นก็ถือว่าคุ้มอยู่ ซึ่ง Mi A2 Lite ก็ถือเป็นรุ่นนึงที่รองรับการใช้งาน AIS Next G ที่เร่งพลังเน็ตได้แรงขึ้นไปอีกขั้น (แต่ต้องสมัครแพ็กเกจ AIS HOT DEAL 1,099 บาทขึ้นไปนะ)

สรุปโดยรวม ความสามารถ และแบตเตอรี่ที่อึดจนใช้งานได้เพลินๆ เกือบจะลืมชาร์จผมว่ามันก็โอเคเลย อ่อ แต่แบตเตอรี่ความจุขนาดนี้ ไม่มีระบบชาร์จเร็วมาให้ เสียบสายกันทีก็ต้องรอนานหน่อยนะครับ

รายละเอียดและโปรโมชั่น Mi A2 Lite

from:https://droidsans.com/review-xiaomi-mi-a2-lite/

Review | รีวิว Pocophone F1 เปรียบเทียบ Mi 8 แค้นสายโลหิตตระกูล Xiaomi

ทุกครั้งที่มีการเปิดตัวมือถือใหม่จาก Xiaomi ก็มักจะเห็นข้อความ #ตายทั้งตลาด #ตายทั้งแผ่นดิน ตามโซเชียลตลอดเวลา เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ (คือจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแบรนด์ไหนตายนะ จะเลิกใช้ได้หรือยัง) แต่การมาของ Pocophone F1 กับราคาเปิดตัว 10,990 บาท นั้นอาจจะทำให้เกิดการตายจริงๆ ขึ้นมาซะแล้ว แต่อาจจะเป็นการฆ่าพี่น้องร่วมสาบานอย่าง Mi 8 นั่นเอง

แกะกล่อง Pocophone F1

เชื่อว่าวันนี้หลายคนที่จองไปน่าจะได้เครื่องกันแล้ว อุปกรณ์ในกล่องของ Pocophone F1 นั้นมีเคสใส สายชาร์จที่เป็น USB C และหม้อแปลงที่รองรับ Quick Charge 3.0 ตัวกล่องเป็นสีดำตัดกับสีเหลืองข้างใน แปลกตาสวยดีครับ



วันก่อนในงานเปิดตัวได้ลองจับสีดำซึ่งตอนนี้หลายๆ คนก็น่าจะรู้กันแล้วว่าตัววัสดุมันเป็นพลาสติกหรือโพลีคาร์บอเนต วันนี้ได้ลองจับเครื่องสีฟ้า.. มันดูพลาสติกกว่าสีดำอีก 😀

แต่เรื่องของวัสดุอาจจะไม่ใช่ประเด็นของใครหลายๆ คน เพราะจุดขายมันคือสเปคกับราคาที่ช่างเย้ายวนซะเหลือเกิน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเลยจะขอรีวิวและเปรียบเทียบกับพี่น้องของมันที่หลายคมถามกันมานั่นก็คือ Mi 8 นั่นเอง เผื่อว่าแฟนๆ ของ Xiaomi กำลังคิดและพิจารณาอยู่ว่าจะเลือกซื้อรุ่นไหนดี

เริ่มกันจากภายนอก ขนาดตัวเครื่องนี่แทบจะพอๆ กัน แต่ Pocophone F1 นั้นหนากว่านิดหน่อย ส่วน Mi 8 นั้นใช้เป็น Gorilla Glass 5 ทั้งส่วนของหน้าจอและฝาหลังเครื่อง ในขณะที่จอของ Poco นั้นเป็น Gorilla Glass 3

ส่วนของหน้าจอนั้น Mi 8 เป็น OLED ก็เลยขาวและสว่างกว่า ที่ความสว่างสูงสุดหากวางเทียบกันนี่จะเห็นได้ชัดว่าจอ IPS LCD ของ Pocophone นั้นเร่งแสงได้ไม่เท่า แต่เรื่องความคมและรายละเอียดของเม็ดพิกเซลบนหน้าจอผมว่าไม่หนีกันเท่าไหร่

ตำแหน่งของปุ่มต่างๆ นั้นไม่ตรงกันเป๊ะแต่ก็ใกล้เคียงกันครับ ด้านขวาเป็นพวกปุ่มพาวเวอร์ เปิด/ปิดเครื่อง และก็ปุ่มปรับเสียง

ด้านบนของ Pocophone F1 นั้นมีช่องหูฟัง 3.5 มม มาให้ด้วย ในขณะที่ Mi 8 นั้นโดนตัดทิ้งไปแล้ว

ด้านล่างเป็นช่อง USB C ไมโครโฟน และลำโพง ซึ่ง Pocophone F1 นั้นเป็นลำโพงคู่สเตอริโอ (คู่กับลำโพงสนทนาบนหน้าจอ) แต่จากที่ลองฟังแล้วเสียงจากลำโพงด้านท้ายเครื่องนั้นดังกว่าบนหน้าจอประมาณ 2-3 เท่าได้ ไฟแจ้งเตือนของ Mi 8 นั้นอยู่ด้านบนตรงติ่ง แต่ไฟแจ้งเตือนของ Pocophone F1 นั้นอยู่ที่ด้านล่างจอ

 

MIUI กับ Poco Launcher

ระบบปฏิบัติการของทั้ง 2 รุ่นเป็น Android 8.1 บน MIUI 9.6 เหมือนกันครับ และถามกันเข้ามาเยอะว่าฟีเจอร์เฉพาะตัวของ MIUI อย่าง พื้นที่ทับซ้อน (Second Space) และแอปโคลน (App Clone) นั้นยังมีบน Pocophone F1 หรือไม่ ซึ่งจากที่ลองแล้วก็ยังมีครบหมดทุกฟีเจอร์ไม่ได้มีการตัดทอนอะไรออกไป คือเปิดหน้า setting ดูแล้วมีเท่ากัน

ส่วนที่ต่างคือหน้าโฮมที่มีการใช้ POCO Launcher ซึ่งปรับดีไซน์การใช้งานเพิ่ม App Drawer เข้ามา แถมยังมีการแบ่งหมวดหมู่ตามประเภทของแอปให้หาได้ง่ายๆ


แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือการแยกแอปตามหมวดหมู่สีครับ อันนี้ชอบมากเวลาลงแอปเยอะๆ คือเรามักจะจำสีของแอปได้อยู่แล้วเช่น Youtube สีแดง LINE สีเขียว Facebook สีน้ำเงิน เวลาเลื่อนหาแอปที่อยากใช้ก็จะช่วยให้หาได้เร็วขึ้น


ส่วนหน้าจอนั้นก็สามารถ เปิด/ปิด ติ่งได้ เลือกใช้กันตามสะดวก และก็สามารถเลือกเปิดใช้ gesture แทนปุ่มนำทาง navigation bar ด้านล่างได้ด้วย


ซึ่งก็ใช้การลากขึ้นเพื่อกลับหน้าโฮม ลากขอบจอซ้ายขวาเป็นปุ่มย้อนกลับแบบเดียวที่มีให้ใช้บน MIUI นั่นแหละ

 

ประสิทธิภาพตัวเครื่อง

มาพูดถึงความแรงกันบ้าง งานนี้ Mi 8 จะโดน F1 เผาเครื่องหรือเปล่า เรามาลองดูกัน เพราะถ้าใครจำได้ Xiaomi เคยประกาศในงานเปิดตัวว่า Mi 8 สามารถทำคะแนน Antutu ได้ทะลุ 300,000 แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยทดสอบได้แรงขนาดนั้น (สงสัยต้องรอ MIUI 1o) ส่วนของ Pocophone F1 ก็ประกาศบนเวทีว่า 290,000 คะแนน แต่ผลทดสอบจริงก็ออกมาตามนี้ครับ

คะแนนกดแล้วออกมาไม่ต่างกันเท่าไหร่ รุ่นพี่อย่าง Mi 8 เฉือนชนะไปแบบนิดๆ เท่านั้นเอง คาดว่าถ้ากดไปหลายๆ รอบก็คงผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ

ส่วนหน่วยความจำนั้นก็ใช้เป็น UFS 2.1 ทั้งคู่ ความเร็วในการเขียนอ่านก็จะประมาณนี้


เซนเซอร์ต่างๆ ในตัวเครื่องมีมาให้ครบ Accelero, Gyro, Magneto รวมถึงพวกตรวจจับการเคลื่อนไหว ยกเครื่องจอติด นับก้าวเดิน ก็ใส่มาเยอะสุดๆ

GPS และการนำทางจากที่ลองเปิดเทียบกับ Mi 8 ก็จับสัญญาณได้เร็วไม่หนีกันเท่าไหร่ (อ้อ! ส่วนใครที่เจอบั้ก GPS ของ Mi 8 ตอนนี้มีการแก้ไขในอัพเดทล่าสุดแล้วนะครับ)

 

การเล่นเกม

ตอนนี้ทดสอบ 2 เกมหลักๆ นั่นก็คือ PUBG และ RoV ซึ่งการเปิดกราฟิคสูงสุดของทั้ง 2 เกมนั้นไม่ใช่ปัญหา อย่าง PUBG เองเปิดเครื่องมาตัวเกมก็เลือกกราฟิคสูงสุดให้อยู่แล้ว ภาพสวย แสงเงามาเต็ม เนียนตา สมกับพลังของชิป Snapdragon 845


ส่วนใน RoV ก็เช่นกัน กราฟิคสุด เฟรมเรทสูงได้หมด ตีบวกก็สบายๆ ภาพลื่นเนียน แม้แพทช์ใหม่ แผนที่ใหม่จะกินสเปคมากกว่าเดิม จนมือถือหลายๆ รุ่นเป๋ไปตามๆ กัน



แต่ยังก่อนครับ เรายังเจอปัญหาในการเล่นทั้ง 2 เกมนี้อยู่เหมือนกัน ซึ่งอาการแรกคือทัชวาร์ป  คือจากที่แปะนิ้วให้ joystick มันอยู่ที่มุมซ้ายล่างแล้วบังคับตัวละครอยู่ดีๆ ในบางจังหวะ joystick มันย้ายตำแหน่งไปจุดที่เราแตะอยู่ล่าสุดแทน ใครใช้ Mi 8 ก็น่าจะเจออาการคล้ายๆ กัน อาการนี้มีบ้าง แต่ไม่บ่อยมากนัก เกมนึงเจอ 1-2 ครั้ง (แต่ถ้าเจอตอนกำลังบวกๆ นี่ หัวร้อนแน่นอน)

อาการที่ 2 คือเฟรมเรตแกว่ง ซึ่งยังหาสาเหตุไม่เจอ คือตอนเล่น RoV บางเกมก็นิ่งๆ ยาวๆ 60-61 ไม่เคยตกเกิน 50 ครับ แต่บางเกมแค่เริ่มเข้ามาก็ 40 แล้ว เดินคนเดียวก็หล่นไป 50 อาการนี้เป็นๆ หายๆ รีสตาร์ทเครื่องใหม่ก็จะกลับมาปกติ น่าจะเป็นปัญหาที่ระบบหรือ ROM ของเครื่องครับ คุ้นๆ ว่าตอน Mi 8 แรกๆ ก็เจออาการแบบนี้เหมือนกัน

 

กล้องถ่ายภาพ

กล้องเป็นอีกส่วนนึงที่หลายๆ คนถามถึงมาใน กลุ่ม droidsans บน facebook ซึ่งก็เป็นจุดนึงที่ Pocophone F1 นั้นแตกต่างจาก Mi 8 เรื่องนึงที่เจอคือระบบ AI นั้นเหมือนจะยังฉลาดไม่เท่ากัน ทั้งในการมองวัตถุและแบ่งแยกประเภทของภาพ

อย่างเฟมนี้ Mi 8 ระบุได้ใน 1-2 วินาทีว่ามันคือการถ่ายภาพตึกหรืออาคาร

ส่วน Pocophone F1 ระบบ AI มองไม่ออกว่ามันคืออะไร ค้างเอาไว้นานแล้วก็ไม่เปลี่ยนระบบ หมุนไปหมุนมาก็ไม่เห็น

พอลองเปลี่ยนมุมส่องนิดหน่อย ก็ไปจับภาพท้องฟ้าที่เป็นโหมดแมฆแทน

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลังของ Pocophone F1















ในส่วนของโหมดละลายหลังหรือ Portrair นั้น ดูแล้วมีความใกล้เคียง Redmi Note 5 คือยังตัดไม่ค่อยขาดเท่าไหร่ แต่นั่นเป็นการทดสอบกับแก้วชาเขียว ยังไงจะไปถ่ายภาพคนดู แล้วจะมาเพิ่มใส่ใน Gallery ให้ครับ

คราวนี้มาลองเทียบภาพมุมเดียวกันกับของ Mi 8 ดูบ้างนะครับ จะได้เห็นว่ามีความแตกต่างกันพอสมควรเลยทีเดียว



สำหรับการถ่ายภาพในโหมด Pro หรือ Manual นั้นไม่สามารถเปิดการถ่ายภาพ RAW หรือ DNG ได้นะครับ จะต้องใช้แอปอื่นแทน อย่างที่ผมลองนี่ใช้ Adobe Lightroom ก็สามารถถ่าย DNG ได้ แปลว่าตัวเครื่องนั้นรองรับ

มาถึงกล้องหน้าความละเอียด 20 ล้านพิกเซลกันบ้าง มีให้ดูทั้งภาพปกติ และโหมด Portrait กันเลย

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องหน้า Pocophone F1






กล้องหน้าของ Pocophone F1 ผมว่ามันใช้ได้เลย แถมยังเปิด HDR ดึงสีของฉากหลังได้ด้วย โหมด Portrait เบลอหลังก็ตัดขอบได้ค่อนข้างดี ระดับบิวตี้ที่ผมเปิดเอาไว้นี่คือเบอร์ 3 ครับ หน้าเนียนพอได้เลย

 

สรุปผลการใช้งานเดี๋ยวมาต่อให้ช่วงเย็นๆ ขอไปถ่ายคลิปก่อนแป้บนึงครับ ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มหรือขาดเนื้อหาตรงไหนตกหล่นไป มาเม้นท์กันได้ เดี๋ยวจะมาเพิ่มให้

from:https://droidsans.com/preview-pocophone-f1-compare-xiaomi-mi-8/

Review | รีวิว Huawei Mediapad M5 Pro แท็บเล็ตตัวท็อปพร้อมปากกา M-Pen ที่รอกันมานานแสนนาน

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปีตอนที่ Huawei เปิดตัว Mediapad M5 และ M5 Pro ในงาน MWC 2018 ซึ่งตอนนั้นกระแสดีงามเลยทีเดียว แต่เหมือนว่ามันจะถูกดองมาหลายเดือนเพิ่งจะเริ่มผลิตออกมาวางขายในแถบเอเชียเมื่อเร็วๆ นี้เอง ซึ่งในประเทศไทยก็เพิ่งจะเปิดให้จองกันไป และตอนนี้แทบเล็ตรุ่นท็อปอย่าง MediaPad M5 Pro ก็มาอยู่ในมือเราแล้ว จากการทดลองใช้งานบอกได้เลยว่าของเค้าดี มีความน่าสนใจ

หลายๆ คนที่ติดตามข่าวคราวของเจ้าแทบเล็ต MediaPad M5 มาบ้าง ก็คงจะรู้ว่ามันมีด้วยกัน 3 รุ่น คือรุ่น M5 8.4 นิ้ว, 10.8 นิ้ว และตัวท็อป M5 Pro โดยในบ้านเราเอาเข้ามาแค่ 2 รุ่น คือ M5 8.4 นิ้ว และ M5 Pro นั่นเอง ซึ่งจุดเด่นของตัวท็อปอย่าง M5 Pro ก็คือความสามารถในการรองรับการใช้งานคู่กับปากกา M-Pen และเคสคีย์บอร์ดนั่นเอง ส่วนสเปคอื่นๆ จะเป็นยังไงบ้างนั้น มาดูกันเลย

สเปค Huawei MediaPad M5 Pro  

  • หน้าจอ LCD ขนาด 10.8 นิ้ว ความละเอียด 2K
  • CPU : Kirin 960
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 64GB รองรับ MicroSD Card 256GB
  • กล้องหลัง : 13MP, PDAF, แฟลช LED
  • กล้องหน้า : 8MP
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ด้านหน้า), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, BT 4.2
  • รองรับการใช้งาน LTE
  • USB-C 2.0
  • ไม่มีรูหูฟัง 3.5 มม.
  • ลำโพงสเตอรีโอบน-ล่าง แบบ 3D Sound
  • ระบบเสียง Hi-Res Audio ปรับแต่งโดย Harman Kardon
  • แบตเตอรี่ : 7500 mAh รองรับ Quick Charge 9V / 2A
  • ระบบ Android 8.0 ครอบด้วย EMUI 8.0
  • ขนาด / น้ำหนัก : 258.7 x 171.8 x 7.3 มม. / 498 กรัม

 

วัสดุและการดีไซน์

ตัวเครื่องของ MediaPad M5 Pro ทำจากโลหะชิ้นเดียว มีน้ำหนักอยู่ที่ 498 กรัม ด้านหน้ามีปุ่ม Home เพียงปุ่มเดียว (เป็นปุ่มที่กดไม่ได้ ใช้แตะเอา) โดยปุ่มดังกล่าวยังเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้วย ส่วนด้านหลังเครื่องมีกล้องความละเอียด 13MP อยู่ 1 ตัว ที่มุมขวาบน

ตรงขอบเครื่องก็จะมีปุ่มปรับเสียงและปุ่ม Power อยู่ข้างเดียวกันทางขวา นอกจากนี้ยังมีถาดใส่ซิมที่สามารถใส่ได้ทั้ง SIM Card และ MicroSD Card (รองรับแค่ซิมเดียว) ส่วนรูหูฟัง 3.5 มม. ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนเพราะมันถูกตัดทิ้งไปแล้ว 

M5 Pro มีขนาดหน้าจออยู่ที่ 10.8 นิ้ว และมีความละเอียดสูงถึง 2K ซึ่งเหมาะสุดๆ กับการใช้งานด้านความบันเทิงไม่ว่าจะดูหนัง เล่นเน็ต เล่นเกม (บางเกมอาจไม่เหมาะเท่าไหร่เพราะจอใหญ่เกิน แถมถือนานๆ ไม่ได้เพราะมันหนักกว่ามือถือ)

แถมด้วยลำโพงด้านหลังถึง 4 ตัว ที่ให้เสียงแบบกระหึ่มมากๆ แถมเสียงยังมีมิติมากขึ้นอีกด้วยเวลาใช้ดูหนัง โดยตำแหน่งของลำโพงจะอยู่ที่ด้านบน 2 ตัว และด้านล่าง 2 ตัว (แนวนอน)

 

Software และ UI 

MediaPad M5 Pro มาพร้อมกับระบบ Android 8.0 ที่ครอบด้วย EMUI 8.0 ซึ่งมีการใช้งานเหมือนกับมือถือ Huawei รุ่นอื่นๆ แต่ว่ามันยังสามารถเปลี่ยนหน้าตาของ UI เป็น Desktop Mode (เหมือน Mate 10 Pro)

เมื่อเราเสียบสาย USB-C > HDMI เข้ากับจอนอก หรือใช้งานคู่กับคีย์บอร์ดของมันเอง โดย UI ดังกล่าวจะถูกปรับปรุงให้เหมาะกับการใช้งานในแนวนอน และมีการวาง Layout คล้ายๆ กับคอมพิวเตอร์ คือสามารถเปิดแอปต่างๆ แยกเป็นหน้าต่างๆ ได้

UI ของ Desktop Mode เมื่อใช้เมาส์ หรือ Trackpad ของคีย์บอร์ด

 

ประสิทธิภาพและการเล่นเกม

จากการทดสอบเล่นเกมต่างๆ ก็พบว่า MediaPad M5 Pro สามารถใช้เล่นเกมได้หมดทุกเกมเพราะชิป Kirin 960 ก็ถือว่าไม่ได้แย่มากมายนัก (อย่างน้อยก็เป็นชิปเรือธงเมื่อปีที่แล้วล่ะน่า)

เอามาเล่นเกมกราฟฟิคหนักๆ อย่างพวก Asphalt 9, Final Fantasy XV, PUBG และ ROV ได้สบายๆ (บางเกมต้องปรับกราฟฟิคระดับกลางๆ ถึงจะลื่น)…แต่แนะนำว่าไปเล่นในมือถือจะดีกว่า เพราะมันหนัก ถือเล่นซัก 10 – 20 นาที ก็เริ่มออกอาการเมื่อยข้อมือแล้ว

ส่วนคะแนนจากแอปทดสอบประสิทธิภาพ Antutu ก็ได้ออกมาตามนี้ ส่วนหน่วยความจำในตัวเครื่องที่ใส่มานั้นเป็นชนิด eMMC นะครับ แล้วก็มีเซนเซอร์ต่างๆ ครบครันอยู่

 

กล้องหน้า – หลัง

สำหรับกล้องหน้าและหลังของ MediaPad M5 Pro ก็ถือว่าใช้ถ่ายภาพได้ดีสำหรับแทบเล็ต แต่ก็ดีสำหรับการถ่ายรูปทั่วๆ ไปในสภาวะแสงดีๆ หน่อย เพราะถ้าแสงน้อยลงเมื่อไหร่ รายละเอียดจะเริ่มหายไป และมีนอยส์และวุ้นเข้ามายุ่บยั่บไปหมด

แต่ก็เป็นปกติอยู่แล้วสำหรับกล้องแทบเล็ตทั่วไปไม่ว่าจะระดับล่างถึงระดับไฮเอนด์ เพราะคงไม่มีใครใช้แทบเล็ตเป็นกล้องหลักสำหรับถ่ายรูปหรอก (มั้ง)










ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 8MP สามารถใช้เซลฟี่หนุกๆ หรือใช้งาน Video Call ได้ชัดเจนดี อ้อ!…มีโหมด Beauty และหน้าชัดหลังเบลอมาให้ด้วยนะ



หน้าจอความละเอียดระดับ 2K

จุดเด่นอย่างแรกของ MediaPad M5 Pro ก็คือหน้าจอขนาด 10.8 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ 2K ทำให้การดูหนังที่มีความละเอียดสูง มีภาพที่ละเอียด ครมกริบ บาดตาบาดใจกันเลยทีเดียว

สีสันที่ได้ก็สดใสสวยงาม แต่…คาดว่าตอนนี้แอปดูหนังอย่าง NetFlix และ YouTube จะยังไม่ได้อัพเดทให้แทบเล็ตตัวนี้สามารถดูหนัง / วิดีโอความละเอียดสูงได้ เพราะยังไม่มีความละเอียดที่มากกว่า FullHD ให้เลือกใช้เลย น่าจะต้องรอการอัพเดทกันซะก่อน ถึงจะเลือกดูวิดีโอความละเอียดสูงได้

 

ลำโพง 4 ตัว ปรับแต่งโดย Harman Kardon

สำหรับผู้ที่อยากได้แทบเล็ตสำหรับใช้งานบันเทิงดูหนังฟังเพลง รับรองว่าถูกใจกับเจ้า M5 Pro แน่นอน เพราะลำโพง 4 ตัว ที่อยู่ด้านบน-ล่าง ข้างหลังเครื่อง ให้เสียงที่ดังกระหึ่ม และมีมิติกว่าการใช้ลำโพงแค่ 2 มากเลย

จากการทดลองดูหนังผ่าน Netflix เวลาถึงฉากที่มีการแยกเสียง ซ้าย-ขวา เนี่ย…ถ้าฟังเผินๆ จะรู้สึกเหมือนว่าเสียงมันมาจากทางนั้นจริงๆ (หมายความว่า เหมือนเสียงมันไม่ได้มาจากลำโพงแทบเล็ต แต่มาจากทางซ้าย – ขวา ของตัวเราจริงๆ)

 

ปากกา M-Pen

ฟีเจอร์นี้รับรองว่าถูกใจผู้ที่ชื่นชอบการขีดๆ เขียนๆ แน่นอน เพราะปากก M-Pen เป็นปากกาดิจิตอลที่รองรับแรงกดถึง 4096 ระดับ เหมือนปากกาดิจิตอลจากแบรนด์อื่น อย่าง Surface Pen ของ Microsoft

ซึ่งจากการทดลองใช้งานแล้ว ชอบมากเลย เพราะขนาดและน้ำหนักที่ตึงมือนิดนึง เหมือนพวกปากกาหมึกซึม หรือปากาด้ามใหญ่ๆ

เมื่อใช้ร่วมกับแอปวาดรูปอย่าง SketchBook และเปลี่ยนเป็นโหมดดินสอเนี่ย มันสามารถใช้แรเงาได้ดีเกือบจะเท่าดินสอจริงเลยทีเดียว แต่ขอติหน่อยนึงตรงตำแหน่งวางปุ่ม เพราะมันอยู่ใกล้กับนิ้ว ทำให้ชอบไปโดนปุ่มที่เป็นยางลบประจำวาดๆ อยู่กลายเป็นลบทิ้งเฉยเลย

M-Pen ยังต้องอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อใช้งานด้วย โดยการชาร์จผ่านสาย USB-C ให้เต็ม 1 ครั้ง สามารถใช้งานได้ยาวๆ ถึง 2 เดือนเลยล่ะ แต่เจ้าปากกาตัวนี้ไม่มีช่องเสียบเก็บในตัวเครื่องนะ ต้องเหน็บไว้กับกระเป๋าเสื้อหรือเหน็บไว้กับเคสเอาแทน

 

เคสคีย์บอร์ด

การใช้งานคู่กับเคสที่เป็นคีย์บอร์ดก็ช่วยให้การทำงานเอกสารสะดวกมากขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่อเราเสียบตัวเครื่องเข้ากับเคสแล้ว มันก็จะเปลี่ยนหน้าตาของ UI โดยอัตโนมัติ ให้เหมาะกับการทำงานกับหน้าจอในแนวนอนมากขึ้น

โดยมีลักษณะคล้ายๆ กับคอมพิวเตอร์ที่เป็น Windows เลยล่ะ ซึ่งคีย์บอร์ดตัวนี้ก็ยังมี Trackpad ให้มาด้วย ทำให้เราสามารถใช้นิ้วลากเคอเซอร์ได้เหมือนกับโน้ตบุ๊คเลยด้วย

 

แบตเตอรี่

สำหรับแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 7500 mAh ก็พบว่ามันสามารถใช้งานได้ยาวจริงๆ เพราะใช้ดูหนังจาก Netflix ยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง วาดรูปเล่นอีก 1 ชั่วโมง เล่นเน็ตอีก 1 ชั่วโมง และดูซีรีส์ต่ออีกชั่วโมงครึ่ง (ดูผ่าน WiFi, ระดับเสียงประมาณ 75%, ความสว่างหน้าจอประมาณ 80%) รวมแล้วคือใช้งานไปถึง 6 ชั่วโมงกว่าๆ พบว่าแบตเตอรี่ยังเหลือเกือบ 70% (แต่ขอบอกก่อนว่าอันนี้คือเป็นการทดสอบแบบไม่ได้ใส่ซิม)  แถมการชาร์จไฟกลับเข้าไปก็ไม่ได้นานเกินรอ เพราะมันมาพร้อมกับระบบ Quick Charge 9V/2A อีกต่างหาก

รองรับการใช้งาน LTE 

และเนื่องจาก MediaPad M5 Pro รองรับการใช้งาน LTE ด้วย SIM Card ทำให้เราสามารถเอาเครื่องไปใช้นอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา WiFi แถมยังสามารถใช้โทรเข้า-รับสายจากแทบเล็ตได้เลยด้วย!…แต่มันไม่มีลำโพงสนทนานะ เพราะงั้นเสียงจากอีกฝั่งก็จะออกมาจากลำโพง 4 ตัวนั่นแหละ รับรองว่าคุยกับใครนี่ได้ยินกันถ้วนหน้าแน่นอน

 

ปัญหาในการใช้งาน

ส่วนปัญหาการใช้งานก็มีเจอบ้างนิดหน่อย เช่นแอปบางตัวบน Android นั้นไม่รองรับหน้าจอแบบ Landscape หรือแนวนอนนั่นเอง เช่นแอปอย่าง LINE เพราะฉะนั้นเวลาเอามาวางบนแป้นพิมพ์แล้วใช้ EMUI นั้นจอก็จะไม่หมุน ก้ต้องตะแคงหัวกันไป ซึ่งเราก็ได้ลองพยายามใช้พวกแอปในการล็อคบังคับบให้แอปหมุนจอแล้ว แต่การแสดงผลก็จะผิดเพี้ยนไปอีก

ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเปิดเป็น Desktop Mode แอปที่เป็นแนวตั้งก็สามารถใช้งานได้ในรูปแบบของหน้าต่างได้สบายๆ แต่ Desktop Mode ก็มีปัญหาในการรองรับแอปที่ติดตั้งมาจาก Play Store เหมือนกัน เช่นบางแอปนั้นเปิดแบบหน้าต่างไม่ได้ อย่าง Google Chrome นั้นจะเปิดแบบเต็มจอตลอดเวลา ย่อเป็นหน้าต่างเลื่อนไปมาไม่ได้นะ ก็ต้องไปใช้พวก Firefox หรือ Opera แทน แต่ที่ปวดใจกว่าคือใน Desktop Mode ไม่มี Google Play เวลาจะลงแอปก็ต้องกลับมาที่ EMUI แล้วค่อยสลับกลับไปที่ Desktop

 

สรุป

จากการใช้งานทั่วๆ ไป ขอสรุปให้เลยว่า MediaPad M5 Pro เป็นแทบเล็ตระดับไฮเอนด์ที่มีสเปคและฟีเจอร์สำหรับการใช้งานครบครันสุดๆ ทั้งด้านความบันเทิงและการทำงานประเภทตกแต่งภาพ, วาดภาพ ก็เหมาะสุดๆ ด้วยปากกา M-Pen ที่มีความแม่นยำ และใช้งานง่ายมาก

ส่วนคีย์บอร์ดก็ทำให้เราสามารถทำงานประเภทเอกสารได้สะดวกและคล่องแคล่วขึ้นกว่าเดิม แทบไม่ต่างจากการพิมพ์งานจากโน้ตบุ๊คเลย แถมยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับจอทีวีหรือมอนิเตอร์ได้อีกต่างหาก ซึ่งทั้งหมดนี้มาในราคาค่าตัว 18,990 บาท และจะยิ่งคุ้มสุดๆ สำหรับผู้ที่สั่งจองและได้รับคีย์บอร์ดไปใช้ฟรีๆ อีก (ราคาคีย์บอร์ดแยกก็ 3,990 บาทเข้าไปแล้ว) 

from:https://droidsans.com/review-huawei-mediapad-m5-pro/