คลังเก็บป้ายกำกับ: ANDROID_DEVICE_REVIEWS

Review | รีวิว OPPO A3s มือถือเซลฟี่ AI Beauty รุ่นเล็ก เล่นเกมแจ่ม แบตอึด ในราคา 4,999 บาท

มือถือช่วงราคาห้าพันตัวล่าสุดจาก OPPO รุ่น A3s มาแรงแซงทางโค้งด้วยชิป Snapdragon 450 และแบตใหญ่สะใจ 4230 มิลลิแอมป์ ในราคาแค่ 4,999 บาท กล้องหลังคู่ก็มา กล้องหน้าก็มี AI Beauty ตามคอนเซปมือถือเซลฟี่ของเค้าเลย เราลองเอาไปเล่นมาแล้ว ทั้งกล้อง ทั้งเกมใช้ได้ดีแค่ไหนมาดูกันค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ก่อนจะเข้าถึงตัวเครื่องขอทวนสเปคแบบละเอียดกันอีกนิดว่าตอนนี้มือถือราคา 4,999 บาท เราจะได้อะไรไปบ้าง

สเปค OPPO A3S

  • หน้าจอ IPS Super Full Screen ขนาด 6.2 นิ้ว อัตราส่วน 19:9
  • CPU : Qualcomm Snapdragon 450 Octa-Core
  • GPU : Adreno 506
  • RAM : 2 GB
  • ความจุ : 16 GB (รองรับ MicroSD)
  • กล้องหลัง : 13MP(F 2.2)+ 2MP(F 2.4) Dual Rear Camera
  • กล้องหน้า : 8 MP + AI Beauty 2.0
  • เซนเซอร์ : E-Compass, Accelerometer, G-Sensor, Proximity Sensor, Light Sensor
  • แบตเตอรี่ : 4230 mAh
  • ขนาด : 156.2 x 75.6 x 8.2 มม./น้ำหนัก 168 กรัม
  • ระบบปฏิบัติการ  Android Oreo ครอบด้วย ColorOS 5.1
  • มี 2 สี : ม่วงเข้มและแดง
  • ราคาเปิดตัว 4,999 บาท

รีวิว OPPO A3s

อย่างแรกเริ่มจากหน้าจอ 6.2 นิ้วที่เค้าให้มากันก่อน เป็นจอ HD+ สัดส่วน 19:9 นอกจากจะกว้างแล้วเรื่องสี กับ ความคมชัดนี่ไม่ผิดหวังในราคานี้ วัสดุเป็นกระจกทั้งหน้าและหลัง แต่สำหรับตัวเครื่องและขอบเครื่อง เวลาจับถือจะรู้สีกมีรอยต่ออยู่บ้าง แต่ก็แน่นหนาดีในส่วนของงานประกอบ ดูแข็งแรงและมีน้ำหนัก

รีวิว OPPO A3s

เจ้าตัวนี้มีรอยบากบนหน้าจอติดมาด้วย จากที่ลองไม่สามารถตั้งค่าให้ปิดได้นะคะ แต่ว่าก็ไม่ได้รู้สึกรบกวนอะไรมากมาย (หรือตอนนี้เริ่มชินแล้วก็ไม่รู้) บนนั้นก็มีการใส่กล้องหน้าพร้อม AI Beauty 2.0 ให้ความละเอียดมา 8 ล้านพิกเซล นอกจากเอาไว้ถ่ายรูปแล้ว ก็เอาไว้สแกนใบหน้าปลดล็อคด้วย ข้างๆ เป็นลำโพงสนทนาไว้สำหรับโทรศัพท์ค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ด้านหลังตัวเครื่องของ OPPO A3s ตัวนี้เป็นรุ่นเล็กรุ่นแรกที่ได้โทนสีแบบรุ่นพี่ ถ้าจำได้ตอนรุ่น R15 Pro จะสีม่วงแบบนี้เลย จะเป็นไล่สีจากบนลงล่างสลับกัน แต่ของตัวนี้จะเป็นการเหลือบสีเวลาสะท้อนแสงค่ะ จากรูปที่ถ่ายมาอาจจะเห็นเป็นสีดำ แต่รูปที่โดนแสงสะท้อนจะเป็นสีออกม่วงๆ

รีวิว OPPO A3s

ด้วยความที่มันเป็นกระจกทำให้เห็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมาก และ การจะถ่ายรูปให้เห็นตอนสีม่วงสะท้อนนั้น ยากมากก ฮ่าๆ แต่ตาจริงๆ จะเห็นเป็นสีม่วงแบบชัดเจนเลยนะ เค้ามี 2 สี ม่วง กับ แดง ค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ส่วนกล้องคู่ให้ความละเอียดมาที่ 13 ล้านพิกเซล + 2 ล้านพิกเซล เป็นกล้องหลัก และกล้องไว้เสริมวัดความตื้นลึกของภาพ สำหรับถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ

รีวิว OPPO A3s

ปุ่น Power เปิด – ปิด อยู่ฝั่งด้านขวาของตัวเครื่องเดี่ยวๆ ปุ่มเดียวเลยค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ปุ่มที่เหลือ เพิ่ม – ลดเสียง และ ช่องถาดซิมก็รวมกันมาอยู่ที่ฝั่งซ้ายซะหมด ตำเหน่งปุ่มพอดีมือทั้งฝั่งซ้าย และ ฝั่งขวา เวลาถือจับ กดได้สบายๆ

รีวิว OPPO A3s

ถาดซิมเป็นแบบ Triple Slot 3 ช่อง ใส่ 2 นาโนซิมได้พร้อม SD Card เลยค่ะ สแตนบายด์เป็น 4G ทั้ง 2 ซิม เลยค่ะ

รีวิว OPPO A3s

คือต้องเข้าไปเลือกเวลาที่ใส่ซิมแล้ว ตอนแรกซิม 2 จะเลือกเป็น 3G มาให้ ให้เราไปเลือกเป็น 4G ได้เลยค่ะ มีมาให้ครบทั้งโทร VoLTE และ โทรผ่าน Wi-Fi ได้ทั้ง 2 ซิมเลยย

 

รีวิว OPPO A3s

ลำโพงจะอยู่ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง รวมไว้หมดเลย ทั้ง ลำโพง , รูหูฟัง 3.5 , รูไมโครโฟน และ ช่อง Micro USB ตำแหน่งลำโพงอันนี้ไม่เวิร์คมากๆ เพราะเวลาเล่นเกมใช้สองมือจับละมือชอบไปบังอุดเสียงเกม T_T ถ้าลองเปลี่ยนสลับมือก็อาจจะช่วยได้บ้าง อยู่ที่ท่าจับด้วย (ส่วนใหญ่จะหมุนทางไหนก็บัง ฮ่าๆ) แต่ถ้าใส่เคสอันนี้ช่วยได้เหมือนกัน

รีวิว OPPO A3s

OPPO A3s มาพร้อมกับ Color OS 5.1 บน Android Oreo 8.1 แน่นอนว่าฟีเจอร์ให้มาครบจัดเต็ม มีฟีเจอร์แบ่งจอ , แคปจอยาว , อัดหน้าจอใน Quick setting ด้านบน หรือ พวก Party Music กับ Game Space ก็มีให้ใช้ค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ฟีเจอร์ Party Music ที่เพิ่งมีใน Color OS 5.1 . คือการให้มือถือที่มี OS รุ่นเดียวกัน ต่อ Wifi วงเดียวกัน สามารถเป็นลำโพงเล่นเพลงเดียวกันได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ต้องเป็นแบบบลูธูท หรือ เชื่อมต่อแอปฯอะไรแบบนั้น ตอนนี้ไมต้องแล้ว เค้าพัฒนาให้เชื่อมต่อแบบมีความเสถียรมากขึ้น ไว้ถ้าลองแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่าเป็นยังไงบ้าง ^^

รีวิว OPPO A3s

นอกจากนั้นยังมี Game Space ไว้เพิ่มประสิทธิภาพ CPU ตอนเล่นเกมให้ได้ใช้งานกันด้วย จากแต่ก่อนจะมีพวกเกมโหมดใน Setting หรือ ไอค่อนตอนเปิดเกม ตอนนี้เค้ามีแบบจริงจังมาให้เลย

รีวิว OPPO A3s

ใน Game Suite เราสามารถเลือกเพิ่มเกมที่มีในเครื่องได้ แล้วก็เลือกได้ด้วยว่าจะเปิดการตั้งค่าอะไรบ้างที่เมนูด้านล่าง ไม่ว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพ , ปิดการแจ้งเตือน หรือ ล็อคความสว่าง ก็กดที่เมนูที่ต้องการเพื่อเปิดปิดได้เลยค่ะ

 

กล้องหลัง OPPO A3s

รีวิว OPPO A3s

กล้องหลังคู่ 13 + 2 ล้านพิกเซล โหมดถ่ายคน หรือ หน้าชัดหลังเบลอ ประทับใจเลย มีความเบลอละลายให้แบบวงๆ ตัดฉากหลังให้ค่อนข้างเนียน ยกเว้นถ้าสีตัววัตถุมีส่วนตรงขอบที่เป็นสีเดียวกับฉากหลัง บางครั้งก็จะทำให้มันแยกไม่ออก แล้วเบลอให้ไม่หมดก็มีเหมือนกันค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ถ้ากดเข้าโหมดถ่ายคนแล้วเลนส์ก็จะซูมเข้าไปอีกนิดนึง ต้องขยับๆ หน่อย เค้าจะมีบอกให้เข้าไปใกล้อีกนะ ให้เพิ่มแสงอีกนะ แล้วแต่สถานการณ์เลย ที่แสงน้อยก็ลองถ่ายเบลอมาเหมือนกันก็พอถ่ายได้ แต่อาจจะไม่ได้มืดมาก ก็ประมาณแสงอาคาร แสงในห้องนี่แหละ ซึ่งก็พอจะมีนอยซ์ให้ได้เห็นกันบ้าง

ส่วนเรื่องสีสันเวลากลางวันนั้นดีงามเลย แต่เหมือนเครื่องที่ได้มา software ยังมีปัญหานิดๆ (เพราะเป็นเครื่อง prototype) ในการถ่ายภาพ HDR บางครั้งเจออาการสว่างผิดปกติ ตอนเล็งถ่ายนี่กำลังดีเลย แต่ตอนเซฟภาพมันจะโอเวอร์ขาวไปทั้งภาพ ยังไงอาจจะต้องลองเช็คดูตอนมันเซฟด้วย แต่อาการนี้ก็เป็นแค่บางครั้งค่ะ ซึ่งก็น่าจะเป็นความเอ๋อของ software และน่าจะมีตัวแก้ตามออกมาในเครื่องขายจริงนะ

รีวิว OPPO A3s

 

ตัวอย่างภาพจาก OPPO A3s

รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s

ภาพโหมดเบลอหลัง

รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s

 

กล้องหน้า OPPO A3s

รีวิว OPPO A3s

สายเซลฟพี่หายห่วงอยู่แล้วเนอะสำหรับแบรนด์นี้ มี AI Beauty มาให้ปรับความงาม ความเนียน สีผิวแบบทีเดียวเสร็จ หรือ ถ้าใครไม่ชอบอยากจะเลือกระดับเองก็มีให้เลือก 6 ระดับค่ะ อันนี้เท่าที่ลองมาแสงมากปลอมน้อย แสงน้อยปลอมมาก เพราะมันจะไม่เนียน แต่ที่แจ้งแสงพอไม่ต้องกังวล ดูสวยใสเป็นธรรมชาติ

นอกจากนั้นยังมีโหมดเบลอหลังมาให้ด้วย แต่อาจจะต้องหมุนๆ หามุมกันหน่อย เพราะบางครั้งสีใกล้เคียงกันมันก็จะยังตัดไม่ขาด แล้วก็มีโหมด HDR มาให้ด้วยนะ สำหรับการเพิ่มความสว่างให้เท่ากันทั้งภาพโดยหน้าเราก็จะสว่างขึ้นและฉากที่ด้านหลังก็ยังไม่ได้สว่างจนโอเว่อร์ มีรายละเอียดให้เห็นกันอยู่

ตัวอย่างภาพกล้องหน้าจาก OPPO A3s

รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s
รีวิว OPPO A3s

 

ประสิทธิภาพและการใช้งาน

รีวิว OPPO A3s

ผลการทดสอบ Antutu ได้คะแนนอยู่ที่ 73679 คะแนน คะแนนของชิพ snap 450 ตัวอื่นก็จะอยู่ที่ 6-7 หมื่น พอๆกันประมาณนี้ค่ะ อย่างเช่นพวก Galaxy J8 หรือ A6+ ที่ใช้ชิพเดียวกัน

รีวิว OPPO A3s

Snapdragon 450 เล่นเกมได้สบายๆ ทัชไม่เพี้ยน รวมๆ แล้วที่ลองเทสก็ได้ประมาณ 10 จุด ลองเล่น ROV เล่นได้ลื่นๆ นิ่งๆไม่ค่อยกระตุก แต่ถ้าตอนบวกเยอะ แล้วยิ่งปล่อยกราฟฟิกท่าเยอะ อาจจะมีกระตุกบ้าง แต่เฟรมค่อนข้างนิ่งส่วนใหญ่อยู่ที่ 28 – 30 fps ค่ะ

รีวิว OPPO A3s

ใช้งานทั่วไปพวกโซเชียล อาจจะมีหน่วงนิดนึงตอนไถฟีดแรกๆ (ช่วงเปิดแอปอาจจะต้องรอโหลดข้อมูล) หลังจากนั้นก็ไถได้ลื่นๆ ยาวๆ ไปเลย ไม่กระตุกแล้วค่ะ

รีวิว OPPO A3s

เป็นรุ่นเล็กอีกรุ่นที่ให้เซนเซอร์มาครบแบบจัดเต็ม ทั้ง Gyroscope , Magnetometer และ Accelerometer  เรื่องไว้เล่นเกมรถแข่ง AR , VR ก็ได้หมด หมุนซ้ายหมุนขวาจับโปเกม่อน จับไดโนเสาร์ก็เอาไปเล่นกันได้ ลองใช้เรียกรถแท็กซี่มาแล้วก็มารับมาส่งได้ถูกที่ค่ะ แต่กับบางแอปฯ อาจจะมีปัญญหาที่ตัวแอปฯ เองก็ไม่แน่ใจ เลยทำให้หาจุดที่เราอยู่ไม่เจอ อย่าง LINE MAN จะหาจุดที่เราอยู่ตาม pin ไม่เจอ (ไปปักให้ที่เสาวรีย์ตลอดเลย) แต่ Grab และ Google Map ระบุตำแหน่งของเราได้ตรงจุดเป็นปกติค่ะ

รีวิว OPPO A3s

แบตเตอร์รี่ที่ให้มา 4,230 มิลลิแอมป์อยู่ได้ยาวนาoอยู่แล้วเนอะ ไม่ต้องห่วงเรื่องแบตหมดระหว่างวัน ขนาดเล่นเน็ตเกือบตลอดเวลา มีเปิดกล้องถ่ายรูปบ้างก็ยังเหลือๆ ค่อยชาร์จก่อนนอน หรือ ไม่ชาร์จก็ยังถือใช้ได้อีกวันเลย

 

สรุป

รีวิว OPPO A3s

สำหรับ OPPO A3s ตัวนี้น่าจะเป็นสมาร์ทโฟนใช้ชิพ Snapdragon 450 ที่ราคาคุ้มค่าที่สุดรุ่นนึง ด้วยราคาไม่ถึง 5,000 บาท ฟีเจอร์ก็ครบ สเปคก็ครบ เซนเซอร์ก็ครบอีก เซลฟ์ฟี่เอาอยู่ กล้องหลังคู่ไว้ถ่ายเบลอหน้าเบลอหลัง เอาไว้เล่นโซเชียล เล่นเกม ถ่ายรูป เซลฟี่ ได้แบบสบายๆ มีติดนิดหน่อยตรงที่หน้าจอ สู้แสงแดดจ้าๆ ไม่ได้ เวลาถ่ายรูปข้างนอกแดดจัดมากๆ อาจจะมีปัญหานิดหน่อยค่ะ แต่สำหรับใครกำลังมองหามือถือเซลฟี่สา่ยแบตอึด สอบผ่านเรื่องเล่นเกมในช่วงราคานี้ OPPO A3s เป็นอีกรุ่นที่ขอชี้ให้ไปลองกันค่ะ

from:https://droidsans.com/review-oppo-a3s/

Advertisements

Review | รีวิว Moto e5 Plus มือถือแบตอึด จอใหญ่ ราคากำลังดี

สมาร์ทโฟนรุ่นเล็ก สเปคโอเค ราคาดีมีออกมาตีตลาดกันค่อนข้างเยอะ อีกรุ่นที่พึ่งออกมาคือ Moto e5 Plus จากค่าย Motorola ใครกำลังมองๆหรือเล็งๆอยู่ว่าสมาร์ทโฟนรุ่นเล็กของ Motorola นั่นน่าสนใจยังไง คุ้มราคาไหมและทำอะไรได้บ้าง วันนี้เราจะมารีวิวให้ดูว่าเจ้า Moto e5 Plus ตัวนี้เป็นยังไงกันบ้าง

สเปค Moto E5 Plus

  • หน้าจอขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด HD+ อัตราส่วน 18:9
  • CPU : Snapdragon 425
  • GPU : Adreno 308
  • RAM : 3GB
  • ความจุ : 32GB
  • กล้องหลัง : 12MP (f/2.0), LED Flash
  • กล้องหน้า : 8MP (f/2.2), LED Flash
  • เครือข่าย : GSM / WCDMA / TDD / FDD / LTE
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, WiFi Direct, hotspot, BT 4.2, MicroUSB 2.0
  • เซ็นเซอร์ : Fingerprint (ด้านหลัง), accelerometer, proximity
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • ระบบเสียง Dolby Atmos
  • แบตเตอรี่ : 5,000 mAh
  • ขนาดและน้ำหนัก : 160.9 x 75.3 x 9.4 มม. / 196 กรัม

ดีไซน์

Moto e5 Plus มากับ 4 สีคือสีทอง, สีดำ, สีเทาและสีฟ้า เราได้ตัวสีดำมาลองเล่น ครั้งแรกที่ลองจับแอบรู้สึกว่าเครื่องหนักกว่าที่คิดไว้แต่พอเล่นๆไปก็ชินมือใช้ได้เลยค่ะ ขนาดของตัวเครื่องพอดีมืออยู่แต่อันนี้ก็แล้วแต่สะรีระแต่ละคนด้วย บางคนอาจจะรู้สึกว่าต่ำไปหรือสูงไปแต่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าพอดี วางนิ้วได้พอดี 

ด้านหลังมันๆ เงาๆ เลยแอบเป็นรอยมือง่ายนิดหน่อย มีที่แสกนนิ้วและกล้องหลัง 12 พิกเซลที่มาพร้อมแฟลช ส่วนด้านหน้าเป็นหน้าจอ 6 นิ้ว HD+ อัตราส่วน 18:9 สีหน้าจอก็สวยคมชัดดี ตัวนี้สามารถตั้งเป็น Live Wallpaper ได้ด้วย ลำโพง Dolby Atmos ที่เสียงดังดีแม้จะมีแค่ตัวเดียวอยู่ตรงกลางระหว่างกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซลและแฟลช

ด้านบนมีไมค์ตัดเสียงรบกวนและรูฟัง 3.5 มม. และด้านล่างมีไมค์ตัดเสียงรบกวนอีกตัวและที่ช่องเสียบชาร์ต

ด้ายขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดเสียงและปุ่มเปิดปิดเครื่อง ซึ่งแอบกดผิดบ่อยเพราะระยะปุ่มใกล้กันไปนิด ด้านซ้ายเป็นถาดใส่ซิมซึ่งรุ่นนี้ใส่ได้ 2 ซิมและเพิ่ม MicroSD ได้

ตัวเครื่อง Moto e5 Plus มาในกล่องสีส้มแบบนี้ ในกล่องมีให้ฟิล์มกันรอย, เคสซิลิโคนใส, หัวปลั๊กสำหรับชาร์ตไฟ, สายชาร์ต MicroUSB, หูฟังและเข็มจิ้มถาดซิม

UI และการใช้งาน

Moto e5 Plus มากับ Android Oreo 8.0 ซึ่งเอกลักษณ์ของค่ายนี้คือมันค่อนข้างจะ Pure Android แต่จะมีแอปของ Moto ติดเครื่องมาให้เอาไว้เปิดปิด Gesture ที่เรียกว่า Moto Action และ Moto Display ที่มี Night Mode มาให้ด้วย



ตัวเครื่องมากับชิป Snapdragon 425 RAM 3 GB ก็เล่นโซเชียลได้ดีสบายๆแอพไม่มีกระตุกทั้ง Facebook และ Twitter

เปิดดู Youtube ก็ดีภาพชัดเต็มจอดี ลำโพงก็เสียงดังใช้ได้ และดีมากที่อยู่บนจอตรงนี้เพราะจะไม่มีปัญหามือไปบังลำโพง โหลดแอพเข้าแอพได้เร็วดีตรงนี้ชอบมาก

อีกฟีเจอร์ที่ชอบคือเล่นพร้อมกัน 2 จอได้ แอบช้าเวลาเปิดปิดแอพนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ช้าจนหน้าหงุดหงิด

ที่น่าหงุดหงิดจะเป็นที่สแกนนิ้วเพราะถ้านิ้วไม่พอดีจุดจะแสกนไม่ติด แต่พอวางพอจุดก็สแกนเปิดเครื่องเร็วใช้ได้เลยทีเดียว

ประสิทธิภาพและแบตเตอรี่

ถ้าถามเรื่องเล่นเกมส์ เกมส์ยอดฮิตอย่าง ROV ต้องปรับกราฟิกหรือ Setting ของเกมส์ลง เรียกว่าไม่เปิดอะไรเลยก็จะเล่นได้ แต่ถ้าเปิดกราฟิคต่างๆ หรือรายละเอียดของเอฟเฟคงานนี้ก็จะกระตุกและเฟรมเรทตก



ส่วน PUBG ก็เล่นได้แต่ต้องเป็น Default เท่านั้น ซึ่งกำหนดค่ามาให้กราฟิคต่ำสุด ซึ่งพอเป็น Default ก็ไม่เจออาการอะไรเลย เล่นได้ลื่นๆ



ส่วนเกมส์อื่นๆที่ลองเล่นอย่าง Superstar SM และ Beat Evo YG ซึ่งเป็นเกมส์สไตล์ Tap Tap ก็พบว่าเจอกระตุกบ้างนิดหน่อยในบางครั้งที่เล่นและเจอกดจอไม่ติดอยู่ในบางทีซึ่งไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร


เรื่องแบตให้มา 5,000 mAh อยู่กันได้ยาวๆ ลองเล่นยาวๆทั้งเล่นเกมส์และโซเชียลตั้งแต่เช้าจนค่ำก็ยังอยู่ดี เหลืออยู่ 60% เลย ถ้าใช้แค่เล่นโซเชียลไม่ได้เล่นอะไรหนักๆน่าจะอยู่ได้ 2 วันแน่ๆ

กล้อง

กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซลถือว่าถ่ายได้โอเคอยู่เปิดแอพมาเร็ว โฟกัสไม่ได้ถึงกับเร็วมากแต่ก็โอเค แต่กระบวนการเซฟภาพเร็ว ถ่ายกลางแจ้งและแสงปกติออกมาได้ดีใช้ได้เลย ชัดเจนดี มีทั้งโหมด Auto และโหมด Manual ที่สามารถปรับ White Balance, Focus, ISO, และ ให้มาเล่นกัน 



ซึ่งตัวกล้องหลังมาพร้อมกับ Laser Auto Focus ซึ่งจะช่วยในการจับระยะโฟกัสวัตถุในระยะของเลเซอร์ได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะแสงมากหรือแสงน้อย ทำให้การถ่ายภาพในลักษณะๆ กึ่งๆ มาโครนั้นจับโฟกัสได้เร็วแม่นยำ


ส่วนภาพถ่ายตอนกลางคืนนั้นเหมือนจะยังคงมีเอกลักษณ์ของ Moto อยู่ คือยังเกลี่ยสีหรือจัดการ noise ในบางจุดไม่ค่อยดีนัก แต่สีสันและคอนทราสต์ในที่แสงน้อยนั้นยังถือว่าดีกว่ามือถือราคา 5-6 พันบาททั่วๆ ไปที่มักจะได้เซนเซอร์มืดๆ ทึมๆ



สีกล้อง Moto E5 Plus ค่อนข้างจะแม่นเรื่อง White Balance แต่ก็แอบมีติดโทนฟ้าไปนิดหน่อย ทำให้บางทีถ่ายรูปอาหารแล้วดูไม่น่ากิน ซึ่งตรงนี้ก็แก้ไขได้ด้วยการเปิด Manual แล้วปรับ White Balance เพิ่มเอาเอง


กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล มี Face Beauty Mode มาให้สำหรับเซลฟี่ มีทั้งแบบ Auto และ Manual แบบเลือกปรับเองได้ว่าจะเปิดมากน้อยเท่าไรตามชอบเลย พอปรับเพิ่มจะเห็นว่าช่วยให้หน้าดูนวลๆ ดี แต่จะไม่ไถไปจนกลายเป็นวุ้น เรียกว่ายังคงรูปแบบเค้าโครง แสงเงาของใบหน้าเราไว้พอสมควร




ไม่เปิด > เปิดแบบ Auto > Manual เปิดไว้ที่ครึ่งนึง > Manual เปิดไว้เต็ม

สรุป

ถ้าถามว่ารุ่นนี้เหมาะกับใครน่าจะเป็นคนที่ใช้เล่นโซเชียลเป็นหลัก เล่นเกมพวกแคชวลง่ายๆ ไม่เน้นกราฟิคดุเดือดมากนัก (ตามสเปคของชิปเซ็ต) ดูคลิปดูละคร ถ่ายรูปบ้าง ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะการใช้งานทั่วไปนั้นลื่นไหลสบายๆ กล้องถือว่าดีกว่ามือถือในช่วงราคาเดียวกันหลายรุ่น งานประกอบดี และแบตเตอรี่ที่อึดมากๆ 

 

 

แพ็คเกจและโปรโมชั่น Moto E5 Plus

ถ้าใครสนใจ ตอนนี้ moto e5 plus ราคาอยู่ที่ 5,990 บาท หาซื้อได้ที่ Trueshop, Jaymart, TG Fone และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือจะทางออนไลน์ก็ได้ที่
Shopee >> http://bit.ly/2lOWlXm
หรือ Lazada >> http://bit.ly/2lShZKl


ส่วนลูกค้าทรูแบบรายเดือนจะได้ส่วนลด moto e5 plus เหลือเพียง  2,490.- (ปกติ 5,990.-) เมื่อจ่ายค่าบริการล่วงหน้า 1,500 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ 4G Fun Unlimited 599 ขึ้นไป สัญญา 12 เดือน

from:https://droidsans.com/review-moto-e5-plus/

Review | มินิรีวิว Xiaomi Mi Pad 4 แท็บเล็ตไซส์พอดีมือ ราคาพอดีใจ

Mi Pad 4 เป็นอีกหนึ่งแท็ปเล็ตจาก Xiaomi ที่เพิ่งเปิดตัวและวางขายกันที่ประเทศจีนไป ได้รับความสนใจจากหลายๆคนพอสมควรจากรูปร่างและสเปคที่น่าใช้งานเอาซะมากๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังคงต้องลุ้นว่าจะมีวางขายในประเทศอื่นหรือไม่ เพราะแต่ไหนแต่ไรมา Mi Pad ไม่ค่อยออกจากจีนเท่าไหร่นัก แต่ในเมื่อเราได้เครื่องมาแล้ว วันนี้เราเลยจะมา Unbox แกะกล่องเจ้า Xiaomi Mi Pad 4 ลองเล่นทำมินิรีวิวกันสักหน่อยละกันค่ะ

แกะกล่อง Xiaomi Mi Pad 4 มีอะไรมาให้บ้าง

ตัวกล่องจะเป็นสีขาวและมีเลข 4 ด้านหน้าซึ่งก็คือรุ่น Mi Pad 4 นั่นเอง

พอเปิดฝากออกมาก็จะเจอตัวเครื่อง Mi Pad 4 อยู่ด้านใน ขนาดเครื่องค่อนข้างใกล้เคียงกับ iPad Mini ของ Apple อยู่พอสมควร จับถือง่ายเข้ามือ สามารถถือเล่นมือเดียวได้อยู่ หน้าจอ 8 นิ้ว ด้านหน้าจะเห็นว่ามีกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล

เครื่องที่ซื้อมาเป็นสี Rose Gold และเป็นรุ่น Wifi ด้านหลังอย่างที่เห็นก็จะมีกล้องหลัง 13  ล้านพิกเซล

ด้านล่างก็จะเป็นช่องเสียบชาร์ตซึ่งจะใช้เป็น USB-C  และลำโพงที่มา 2 ฝั่งเลย และอีกจุดนึงที่เกินมาจะเป็นไมค์นะ

ด้านขวามี 2 ปุ่ม ปุ่มเล็กเป็นปุ่ม Power หรือปุ่มเปิดเครื่อง ส่วนปุ่มใหญ่เป็นปุ่มเพิ่มลดเสียง

ส่วนด้านซ้ายถาดเพิ่ม Micro SD  ซึ่งในกล่องจะมีที่จิ้มเอาถาดออกมาให้อยู่

ด้านบนก็จะมีรูหูฟัง 3.5mm แต่ไม่มีหูฟังมาให้ในกล่องนะคะ

อยากอื่นที่ให้มาในกล่องก็จะมีเข็มจิ้มถาด Micro SD, สายชาร์ต USB-C, หัวปลั๊กและ คู่มือกับใบรับประกันซึ่งเป็นภาษาจีนล้วน

พอเปิดเครื่องมาก็จะขึ้นมาเป็นอย่างที่เห็น ขอบจอโค้งมนทั้ง 4 ด้าน สีสันจอสดใสดี มีแปะกันรอยมาให้เลยนะ แต่ว่าจะเป็นแบบด้านทำให้ดูเผินๆเหมือนความคมชัดลดลงนิดหน่อย ไม่มีแถบนำทางมาให้ ใช้วิธีควบคุมเหมือนของฝั่ง iOS คือ ลากขึ้นจากขอบจอ = Home, ลากขึ้นแล้วค้าง = Recent, และปัดจากขอบจอด้านซ้าย = Back

พอปลดล็อคแล้วก็จะเข้ามาที่หน้านี้เลย ด้วยความที่เราซื้อเครื่องมาจากที่จีนเลยจะเป็น China Rom ไม่มี Play Store มาให้ก็ต้องมาลงเอง ซึ่งในภาพเราลงไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครสนมีซื้อเครื่องหิ้วของ Xiaomi จากประเทศจีนมาแล้ว รออีกแปปนึงเดี๋ยวเราจะมาบอกอีกทีว่าต้องทำยังไงบ้าง

สเปคแบบละเอียด Xiaomi Mi Pad 4

เป็นการทดสอบจากเครื่องจริงที่เราได้ลองจับอยู่ซึ่งเป็นรุ่น 4/64GB WiFi นะ เพราะตัว LTE ยังไม่วางจำหน่าย

  • หน้าจอ : IPS LCD 8 นิ้ว, Full HD+ (1200 x 1920 pixels), 16:10
  • CPU : Qualcomm Snapdragon 660
  • GPU : Adreno 512
  • หน่วยความจำ : eMMC, เติม microSD ได้
    • RAM 3 GB/ ROM 32 GB(เฉพาะรุ่น Wifi)
    • RAM 4 GB/ ROM 64 GB
  • กล้องหลัง : 13 ล้านพิกเซล
  • กล้องหน้า : 5 ล้านพิกเซล
  • WiFi : 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, Wi-Fi Direct, hotspot
  • Bluetooth : 5.0, A2DP, LE
  • GPS : มีเฉพาะในรุ่น LTEเท่านั้น (A-GPS, GLONASS, BDS)
  • เซนเซอร์ : Accelerometer, gyro, proximity, compass (เข็มทิศมีเฉพาะในรุ่น LTE)
  • ลำโพง : สเตอริโอซ้ายขวาด้านล่างของเครื่อง พร้อมช่องหูฟัง 3.5มม, ไม่มี earpiece สำหรับคุยโทรศัพท์ให้
  • ไมค์ : 2 ตัว สำหรับตัดเสียงรอบข้าง
  • แบตเตอรี่ : Li-Po 6,000 mAh, Type-C 1.0
  • ขนาดเครื่อง : 200.2 x 120.3 x 7.9 มม.
  • OS : MIUI 9.6 (อัพเดทเป็น MIUI 10 เร็วๆนี้) บน Android 8.1 Oreo)
  • สีที่วางจำหน่าย : ดำ / โรสโกลด์
  • มี 2 รุ่น LTE+Wifi และ Wifi Only

มีขายทั้งหมด 3 รุ่นราคาก็แตกต่างกันไปตามสเปค

  • 3GB / 32GB (WiFi) ราคา 1,099 หยวน (ประมาณ 5,565 บาท)
  • 4GB / 64GB (WiFi) ราคา 1,399 หยวน (ประมาณ 7,085 บาท)
  •  4GB / 64GB (LTE) ราคา 1,499 หยวน (ประมาณ 7,591 บาท)

รีวิวการใช้งาน Mi Pad 4 เบื้องต้น

รีวิวด้านล่างนี้จาก Gimme นะครับ ผิดพลาดประการใดท้วงติงที่ผมได้เลย

ไม่มี Google Services / Play Store ต้องหาลงเอง

อย่างที่บอกไปว่า Mi Pad 4 นี้มีโอกาสว่าจะขายในจีนเท่านั้นค่อนข้างสูงทำให้รอมที่ออกมามีแต่ตัวจีนซึ่งไม่มี Google Services มาให้ด้วย ไม่มีทั้ง Gmail, YouTube, Google Search, Photos, หรือทุกอย่างของ Google นั่นแหละ แต่ยังดีว่าทางทีมพัฒนาเค้ามีแอปเอาไว้ให้สามารถติดตั้งเองได้ไม่ยาก โดยต้องไปโหลด apk มาลงจาก en.miui.com เลย (เค้าไม่มีให้โหลดจาก Mi Store แล้ว) โหลดมาแล้วก็ลงไม่ยากอะไรทำตามขั้นตอนแป๊บเดียวก็เสร็จ

ไม่มีเมนูไทย

แม้ว่าบางคนจะตั้งค่าภาษาของระบบเป็นอังกฤษเป็นประจำ แต่อีกหลายคนในประเทศนี้ยังชอบที่จะตั้งค่าเมนูให้เป็นภาษาไทยอยู่นะ ซึ่งเครื่อง Mi Pad 4 นี้ไม่มีภาษาไทยให้ใช้นะ จะมีแค่ จีน, อังกฤษ, และภาษาอื่นๆไปเลย

เล่นเกมได้ลื่นดี, ROV-PUBG ไม่มีปัญหา

ด้วยความที่ Mi Pad 4 ใช้ซีพียู Snapdragon 660 ซึ่งเป็นตัวที่แรงมากตัวนึง หลายรุ่นขายกันหลักหมื่นเลย แต่ทาง Xiaomi จับมาใส่ให้ในราคาไม่ถึงหมื่นทำให้การโหลดแอป เล่นเกมต่างๆทำได้รวดเร็ว เปิดเอฟเฟกต์สุดเล่นได้สบายๆ แต่มีเจอปัญหาสะดุดบ้างในตอนใช้งานในช่วงแรกๆของการเล่น แต่เล่นไปสักพักก็จะลื่นดี


[Antutu, AndroBench, ROV เอาที่บันทึกไว้ไปตัดต่อ ฝากโอตทำ]

ลำโพงสเตอริโอด้านล่างเสียงดังดี

ลำโพงที่ให้มาใน Mi Pad 4 จัดว่ามีความดังดี เปิดสุดแล้วเข้าขั้นหนวกหูได้ แต่ความน่าเสียดายอย่างนึงของลำโพงบน Mi Pad 4 คืออยู่ด้านล่างเท่านั้น ทำให้เวลาพลิกเล่นแนวนอนแล้วเสียงมันออกด้านเดียว ถ้าทำเป็นบนล่างเอาไว้น่าจะดีกว่านี้เยอะครับ

แบตอึดใช้งานได้ทั้งวัน แต่ชาร์จช้าไปหน่อย

ตรงนี้ยังไม่มีการทดสอบแบบเป็นตัวเลขมาให้ชัดๆแต่เท่าที่ใช้งานมา เล่นเกมดูยูทูปนานๆแบตไม่มียวบเลย ที่มาก็น่าจะเพราะตัวแบตที่ให้มาเยอะถึง 6000 mAh และโมเดลที่ได้มาเป็นตัว WiFi ทำให้ยิ่งประหยัดพลังงานเข้าไปใหญ่ ใครอยากจะเอาไว้อ่านหนังสือ/การ์ตูน, ดู YouTube, Netflix อันนี้ก็แนะนำเลยครับ ดูกันจนเพลียกว่าจะแบตหมดแน่นอน แต่ข้อเสียคือตัวมันเองไม่ได้ใส่ฟีเจอร์ชาร์จไวมาด้วยนะครับ รองรับแค่ 5V2A เท่านั้น ชาร์จทีรอกันข้ามคืนเลยกว่าจะเต็มครับ

GPS มีเฉพาะในรุ่น LTE

สำหรับคนที่อยากเอาไปนำทางต้องบอกว่าตัวมันเองไม่มี GPS มาให้สำหรับรุ่น WiFi นะครับ ต้องเป็นรุ่น LTE เท่านั้น

ไม่มีสแกนลายนิ้วมือ อย่าวางใจ Face Unlock

อย่างที่เห็นตามภาพข้างต้นและสเปคคือ Mi Pad 4 นี้จะไม่มีแสกนลายนิ้วมือปลดล็อคเพื่อใช้งานนะครับ ซึ่งตัวที่ทาง Xiaomi เอามาเคลมว่าใช้งานแทนนั้นคือ Face Unlock ที่ไม่ค่อยจะปลอดภัยเท่าไหร่นัก เพราะขนาดตัวมันเองตอนตั้งค่ายังเขียนโชว์เอาไว้ซะหราเลยว่าไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ สามารถใช้รูปภาพปลดล็อคได้ ซึ่งหมายความว่าเป็นระบบปลดล็อคแบบธรรมดาที่แอนดรอยด์ทุกตัวมีใช้กัน ใช้กล้องหน้าดูรูปเฉยๆ ดังนั้นถ้าต้องการจะล็อคเครื่องไม่ให้ใครใช้ได้แนะนำให้ใช้เป็น PIN หรือ Pattern จะดีกว่าครับ

ปล. เติมเมมได้นะ สเปคหลายๆที่บอกว่าเติมเมมไม่ได้ แต่ตัวที่เราได้มา ยืนยันแล้วว่าเติมได้ครับ

ถ้ามีคำถามส่วนไหนเพิ่มเติม ยังสอบถามมาได้นะ เครื่องยังอยู่กับเราอีกสักพักนึง เดี๋ยวลองให้ครับ

from:https://droidsans.com/mini-review-xiaomi-mi-pad-4/

Review | รีวิว Xiaomi Mi 8 เปรียบเทียบ Mi 8 SE เหมือนและต่างกันตรงไหนบ้าง

ตอนนี้ Droidsans เราได้จัด 2 รุ่นใหม่ Xiaomi Mi 8 และ Mi 8 SE มาแล้ว นับเป็น 2 รุ่นท็อปที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ หนึ่งรุ่นคือเรือธง ส่วนอีกตัวเป็นรุ่นลดขนาดปรับสเปคนิดหน่อย ว่าแต่ทั้ง 2 รุ่นนี้เหมือนและต่างกันตรงไหนบ้าง เราลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ

เปรียบเทียบขนาด Xiaomi Mi 8 กับ Mi 8 SE

เริ่มกันจากขนาดของตัวเครื่อง Mi 8 นั้นจะมีขนาดใหญ่กว่า เพราะหน้าจอขนาด 6.21 นิ้วนั่นเอง ส่วน Mi 8 SE นั้นมีขนาด 5.88 นิ้ว และดีไซน์ตัวเครื่องก็จะต่างกันด้วย

Mi 8

สังเกตุง่ายๆ จากด้านหน้าตรง จะเห็นเลยว่า Mi 8 SE นั้นจะดูเหลี่ยมๆ กว่า ส่วน Mi 8 นั้นจะมีความโค้งมนตามมุม

ตำแหน่งของปุ่มกดต่างๆ นั้นอยู่ในที่เดียวกัน ความหนาตัวเครื่องก็ใกล้เคียงกันค่ะ แต่ทั้ง 2 รุ่นมีแบตเตอรี่ที่ต่างกันนิดหน่หน่อย โดย Mi 8 SE นั้นมีความจุ 3120 มิลลิแอมป์ ส่วน Mi 8 นั้นใช้แบตเตอรี่ขนาด 3000 มิลลิแอมป์

ตำแหน่งของช่องถาดซิมอยู่ที่เดียวกัน คือมุมซ้ายบน ซึ่งทั้ง 2 รุ่นก็รองรับการใช้งาน 2 ซิม แต่ไม่สามารถใส่ micro SD เพิ่มได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่แฟนๆ ของ Xiaomi น่าจะรู้กันดี

แต่ส่วนที่เป็นเซอร์ไพรส์คือ Mi 8 SE ดันมีช่อง Infrared หรือ IR Blaster มาให้ใช้งานด้วยนี่สิ ในขขณะที่รุ่นพี่ได้แต่มองตาปริบๆ เพราะถูกตัดออกไป

ส่วนพอร์ตด้านล่างนั้นมีเท่ากันคือแค่ USB Type C ลาช่องหูฟังกันไปก่อน ที่เหลือคือไมโครโฟนและลำโพงขนาบซ้ายขวา

ด้านหลังตัวเครื่องดูเผินๆ อาจไม่แตกต่าง แต่จริงๆ แล้วต่าง ส่วนของสแกนลายนิ้วมือนั้นเหมือนกัน แต่กล้องหลังคู่นั้นใช้เซนเซอร์ต่างกัน โดย Mi 8 SE จะเป็นกล้อง 12MP + 5MP ใช้วัดความลึกเท่านั้น แต่ของ Mi 8 เป็นกล้อง 12MP + 12MP ที่อีกตัวนึงมาพร้อมเลนส์ Optical ซูม 2X

Mi 8 SE

ส่วนรอยบากด้านหน้านั้น Mi 8 ใส่ระบบสแกนใบหน้าแบบ 3D เข้ามา ด้วยการยิงแสง Infrared ทำงานร่วมกับ Infrared lens เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการระบุตัวตน ในขณะที่ของ Mi 8 SE นั้นใช้กล้องปกติทำการสแกนใบหน้าเฉยๆ แต่กล้องหน้าทั้งคู่ความละเอียดเท่ากันที่ 20MP f/2.0

 

เปรียบเทียบสเปค Xiaomi Mi 8 และ Mi 8 SE

ถ้าพูดถึงในเรื่องของสเปค ทั้ง 2 รุ่นนี้จริงๆ แล้วไม่ได้ต่างกันแค่ขนาดจอกับชิปเซ็ต เพราะ Mi 8 SE ที่เป็น Snapdragon 710 นั้น ถ้าหากเจาะลงไปถึงรายละเอียดแล้วในตัวชิปมันมีอะไรที่ต่างกันเยอะมากทั้งเสา, ภาครับสัญญาณ และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกที่ต่างจาก Snapdragon 845 ใน Mi 8 

Xiaomi Mi 8

แต่นั่นอาจจะเยอะเกินไป งั้นเราของทำเป็นตารางสรุปเอาส่วนที่เหมือนและต่างกันของทั้ง 2 รุ่นมาให้ดูดีกว่า

Mi 8 Mi 8 SE
ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo
Android 8.1 Oreo
UI MIUI 9.5 (รออัพเกรดเป็น MIUI 10)
MIUI 9.5 (รออัพเกรดเป็น MIUI 10)
หน้าจอ 6.21 นิ้ว Super AMOLED ความละเอียด Full HD+
5.88 นิ้ว Super AMOLED ความละเอียด Full HD+
หน่วยประมวลผล Snapdragon 845 AIE Snapdragon 710
หน่วยประมวลผลกราฟิค Adreno 630 Adreno 616
RAM 6GB / 8GB 4GB / 6GB
ROM 64GB / 128GB / 256GB (UFS) 64GB (eMMC)
กล้องหลัง 12MP + 12MP ขนาดพิกเซล 1.4 ไมครอน, มี AI, Dual PD, Optical Zoom 2x
12MP + 5MP มี AI
กล้องหน้า 20MP f/2.0 ขนาดพิกเซล 1.8 ไมครอน
20MP f/2.0 ขนาดพิกเซล 1.8 ไมครอน
แบตเตอรี่ 3300 มิลลิแอมป์ 3120 มิลลิแอมป์
ระบบสแกนใบหน้า สแกนใบหน้า 3 มิติ ผ่านระบบอินฟราเรด สแกนใบหน้า 2 มิติ
ระบบ GPS Dual GPS จับสัญญาณ 2 คลื่น GPS
อินฟราเรด รีโมท ไม่มี มี

พอทำเป็นตารางออกมาให้เห็นแล้ว ความแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นนั้นมากเอาการอยู่ เรียกว่าพอเทียบกับราคาแล้ว Mi 8 นั้นดูจะคุ้มค่ากว่า Mi 8 SE เยอะเลยทีเดียว

ประสิทธิภาพ Mi 8 และ Mi 8 SE

Mi 8 vs Mi 8 SE

เรื่องความแรงของทั้ง 2 ชิปเซ็ตนั้น เราใช้ Antutu วัดออกมาก็ได้ผลตามนี้ค่ะ


คะแนนของ Mi 8 นั้นไต่ขึ้นไปได้ระดับ 268,990 หรือประมาณ 270,000 ซึ่งความแรงก็ถือว่าดีกว่า Snapdragon 710 ใน Mi 8 SE ที่ได้ไปเพียง 168,919 คะแนน ซึ่ง ณ จุดนี้ยังรู้สึกว่าความแรงของ Snap 710 ดูจะยังไม่ได้แตกต่างจาก Snap 660 เท่าไหร่


คะแนนความเร็วในการอ่านเขียนบนหน่วยความจำก็อย่างที่เห็นค่ะ Mi 8 ใช้ UFS ยังไงก็ได้เปรียบ Mi 8 SE ที่เป็น eMMC อยู่แล้ว

ส่วนของ GPS นั้นเฉพาะรุ่น Mi 8 เท่านั้นที่จะมี Dual GPS ที่ใช้คลื่นจาก GPS ทั่วไป และ GPS อากาศยาน ซึ่งหากทำงานร่วมกันแล้วฟ้าเปิดจริงๆ ระยะความคลาดเคลื่อนจะน้อยได้ระดับ 30 เซนติเมตรเลยทีเดียว แต่จากการใช้งานทั่วไปก็ทดสอบลำบากค่ะ เท่าที่เห็นคือ Mi 8 นั้นสามารถจับสัญญาณในเมือง ในตึก ในอาคาร ได้ดีขึ้น ระยะเวลาการหาดาวเทียมน้อยลง


ส่วนการทดสอบด้วยแอปนั้นไม่รู้ว่าทำไม Mi 8 SE ถึงไม่สามารถจะล็อค GPS ได้ ลอง restart เครื่องแล้วหลายรอบก็ยังแปลกๆ

 

กล้องถ่ายภาพ

จากในตอนแรกที่คิดว่ากล้องหลัก 12 ล้านพิกเซลของทั้งคู่น่าจะถ่ายภาพออกมาได้พอๆ กัน แต่พอลองเอาภาพมาเทียบกันจริงๆ แล้ว ดูเหมือนระบบประมวลผลภาพ และพลัง AI เหมือนจะมีส่วนช่วยอยู่พอสมควรเลย



ถึงแม้ทั้ง 2 รุ่นจะมี AI ที่สามารถตรวจสอบ Scene ต่างๆ ของภาพได้เหมือนกัน เช่นภาพดอกไม้ สภาพอากาศเมฆครึ้ม ถ่ายภาพอาหารและอื่นๆ อีกหลายสิบแบบ แต่ภาพที่ถ่ายออกมาก็ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะซะทีเดียว ในบางภาพนั้นเหมือนรายละเอียดของ Mi 8 จะทำออกมาได้ดีกว่า Mi 8 SE ค่ะ

 

ตัวอย่างภาพถ่าย Mi 8
























 

ตัวอย่างภาพถ่าย Mi 8 SE


















คลิปรีวิว Xiaomi Mi 8 ปะทะ Mi 8 SE เหมือนต่างกันตรงไหน

ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ Mi 8 นั้นโดยรวมแล้วฟีเจอร์และความสามารถนั้นครบเครื่องกว่า Mi 8 SE รุ่นเล็กพอสมควรเลย เอาแค่สเปคในหลายๆ ด้านทั้งการสแกนใบหน้า 3D, กล้องหลังคู่มี Optical Zoom 2X ส่วนเรื่องแบตเตอรี่ของทั้ง 2 รุ่นนั้นผมว่าไม่ได้ต่างกันมาก จากที่ลองมาก็ใช้ได้ประมาณวันนิดๆ ทั้งคู่ ซึ่งงานนี้ใครที่รอเครื่องศูนย์ไทย Xiaomi Mi 8 นั้นจะเข้ามาวางขายในประเทศไทยแน่นอน ส่วน Mi 8 SE นั้นหมดสิทธิ์ เพราะจนถึงตอนนี้ยังไม่มีแผนการจำหน่ายในประเทศอื่นๆ นอกจากที่จีนเลยค่ะ

ส่วนราคาเปิดตัวของ Mi 8 ในประเทศไทยนั้นก็คาดว่าน่าจะเคาะออกมาถูกกว่า Mi Mix 2s ที่เปิดไป 17,990 แต่จะอยู่ที่เท่าไหร่อันนี้ต้องรอ Xiaomi ประเทศไทยประกาศอีกที

from:https://droidsans.com/review-xiaomi-mi-8-vs-mi-8-se/

[Review] Moto G6 Plus มือถือสเปคกลางราคาไม่ถึงหมื่น แต่มาพร้อมสเปคครบใช้งานลื่น และกล้องที่ดีกว่าที่คิด

เริ่มวางขายมาได้ซักพักแล้วสำหรับ Moto G6 Plus มือถือซีรีส์ G รุ่นท็อปจาก Motorola ที่เปิดตัวมาในราคาหนึ่งหมื่นทอน 10 บาท เท่านั้น แต่ได้สมาร์ทโฟนที่มีสเปคโดยรวมถือว่าใช้งานได้สบายๆ ไม่ว่าจะเล่นเกม 3D หนักๆ หรือจะเป็นกล้องหลังคู่ 12MP + 5MP ที่สามารถถ่ายภาพออกมาแบบใช้ได้เลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นสภาวะแสงมากหรือแสงน้อย รวมถึงแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้วันนึงสบายๆ แบบไม่ต้องลุ้นว่าจะหมดก่อนถึงบ้าน

เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าเจ้า Moto G6 Plus ที่มีค่าตัวไม่ถึงหมื่นบาทเนี่ย มีสเปคเป็นยังไงบ้าง

  • หน้าจอ Max Vision 18:9 IPS ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด Full HD+
  • CPU : Snapdragon 630
  • GPU : Adreno 508
  • RAM : 4GB
  • ความจุ : 64GB รองรับ MicroSD สูงสุด 128GB
  • กล้องหลังคู่ 12 MP (f/1.7) + 5 MP (f/2.2)
  • กล้องหน้า  16 MP (f/2.2), แฟลช LED
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, dual-band, WiFi Direct, hotspot, NFC, BT 5.0
  • เซ็นเซอร์ :  Fingerprint (ด้านหน้า), accelerometer, gyro, proximity, compass
  • ระบบเสียง Dolby Audio
  • รูหูฟัง 3.5 มม.
  • วิทยุ FM
  • แบตเตอรี่ : 3,200 mAh
  • ระบบ Android 8.0 Oreo

 

แกะกล่อง

ภายในกล่อง Moto G6 Plus ก็จะมีของให้มาครบๆ พร้อมใช้แบบไม่ต้องไปหาซื้ออะไรเพิ่มเลยล่ะ ซึ่งมีทั้ง หูฟัง หม้อแปลง สายชาร์จ ฟิล์มกันรอย และเคสซิลิโคนใส

 

วัสดุและดีไซน์ตัวเครื่อง

Moto G6 Plus มีตัวเครื่องเป็นโลหะและมีฝาหลังเป็นกระจกโค้งแบบ 3D Glass ขอบจอด้านล่าง-บน ที่บางลงจากรุ่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เซ็นเซอร์สแกนนิ้วมือยังคงวางไว้ที่ขอบจอล่างเหมือนเดิม แต่มีขนาดที่เล็กลง และเปลี่ยนจากรุปร่างวงรีเป็นแถบมนๆ แทน

ด้านหลังเครื่องอย่างที่บอกไปแล้วว่าเป็นกระจกโค้งแบบ 3D Glass ส่วนบนเป็นกล้องคู่แนวนอนอยู่บนแท่นกลมที่ยื่นออกมา ทำให้ต้องหาเคสใส่เอา ถ้ากลัวว่าขอบกล้องจะไปถูกับพื้นโต๊ะแล้วเป็นรอย เลื่อนต่ำลงมานิดนึงก็จะมีโลโก้ Moto อยู่ตรงกลาง

ส่วนถาดใส่ SIM ของ Moto G6 Plus คราวนี้แยกเป็นช่องใส่ SIM 2 ช่อง และช่องใส่ MicroSD Card 1 ช่อง ทำให้ไม่ต้องเลือกว่าจะใส่ SIM อีกเบอร์ หรือจะใส่ MicroSD Card เพื่อเพิ่มความจุดี

 

Software และ UI

แฟนๆ Moto น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าแบรนด์จะใช้ UI ที่แทบจะเป็น Stock Android มาเลยล่ะ เพราะแทบจะไม่มี Bloatware อะไรมาให้เกะกะพื้นที่เครื่อง รวมถึงการใช้งานต่างๆ ลื่นไหลไม่มีอาการหน่วงให้เห็น เพราะมันไม่มีลูกเล่นอะไรเยอะแยะเหมือน UI ของมือถือแบรนด์อื่นๆ ส่วน Moto G6 Plus นี้มาพร้อมกับระบบ Android 8.0 ตั้งแต่ออกจากกล่องแล้วด้วย

 

ประสิทธิภาพตัวเครื่องและการเล่นเกม

มาถึงส่วนของประสิทธิภาพเครื่องกันบ้าง โดยเราทำการวัดผลด้วยแอพพลิเคชั่น Antutu อีกเช่นเคย ซึ่ง Moto G6 Plus ก็ทำคะแนนออกมาได้ตามนี้เลย

ทีนี้มาถึงส่วนที่ถือเป็นจุดสำคัญสำหรับบางคนในการเลือกซื้อมือถือมาใช้งานกันบ้างล่ะ นั่นก็คือประสิทธิภาพที่ได้จากการเล่นเกมต่างๆ นั่นเอง แน่นอนว่าชิป Snapdragon 630 ที่ให้มา สามารถใช้เล่นเกมพวกแคชวลที่มีกราฟฟิคแบบ 2D ได้สบายๆ แบบไม่มีอาการหน่วงให้เห็นอยู่แล้ว แต่สำหรับการเล่นเกม 3D ที่มีกราฟฟิคโหดๆ ก็พบว่า Moto G6 Plus ยังสามารถโชว์ผลงานได้ดีอยู่ ซึ่งจากการทดลองเล่นเกมภาพงามๆ อย่าง Shadowgun Legends พบว่ามันสามารถปรับกราฟฟิคขึ้นไปได้ถึงระดับสูงสุด ก็ยังสามารถเล่นได้อยู่ แต่เฟรมเรตจะตกจนสังเกตได้ว่ามันไม่ลื่น แนะนำให้ปรับไว้แค่ Medium ก็พอ

อีกหนึ่งเกมกราฟฟิคงามงดอย่าง Titanfall : Assault ก็สามารถเล่นได้แบบลื่นๆ ไม่มีปัญหาอะไรเลย

มาถึงเกมยอดฮิตอย่าง ROV ก็สามารถปรับกราฟฟิคขึ้นไปสุดได้ แต่ไม่สามารถปรับเฟรมเรทสูงได้ ส่วนประสิทธิภาพระหว่างการเล่นเกมเฟรมเรทก็จะอยู่ที่ 29-30 fps ถ้าช่วงนัวๆ กันก็จะอยู่ที่ 25 – 27 fps ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าแย่ เล่นได้แบบสบายๆ ไม่มีปัญหาเช่นกัน

 

กล้องหลัง

มาถึงช่วงที่หลายๆ คนน่าจะสนใจ อย่างเรื่องกล้องหลังกันบ้าง โดย Moto G6 Plus จะใช้กล้องหลังคู่ความละเอียด 12MP + 5MP ซึ่งกล้องหลัก 12MP นั้น มีรูรับแสงกว้างถึง f/1.7 ทำให้มันสามารถเก็บภาพในสภาวะแสงน้อยได้ดีเลยล่ะ แถมยังมาพร้อมระบบ Dual Pixel Autofocus เพื่อการจับโฟกัสได้รวดเร็วขึ้น ส่วนกล้องอีกตัวที่มีความละเอียด 5MP จะเอาไว้สำหรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ

สำหรับแอปกล้องถ่ายรูปของ Moto G6 Plus จะดูเรียบๆ ไม่ได้มีฟีเจอร์อะไรให้เลือกมากมายนัก เพราะมันเป็นแอปกล้องของ Android นั่นเอง โดยจะมีโหมดให้เลือกแค่ 3 โหมดเท่านั้นคือ ถ่ายภาพนิ่ง, วิดีโอ และ Portrait Mode

ในโหมดถ่ายภาพปกติจะมีให้เลือกทั้งการถ่ายภาพแบบ Auto และ Manual ซึ่งโหมด Manual จะสามารถตั้งค่า WB, Shutter Speed, ISO ได้เอง

ส่วนลูกเล่นแปลกๆ ที่ให้มาในโหมดภาพถ่ายปกติ ก็จะมีทั้งโหมด Cutout ที่สามารถตัดขอบวัตถุเพื่อเอาพื้นหลังออก แล้วแทนที่ด้วยภาพพื้นหลังที่ต้องการ

โหมด Spot Color สำหรับเลือกโชว์แค่สีที่ต้องการให้ปรากฎในเฟรม

ในภาพคือเลือกให้โชว์เฉพาะสีส้ม

และโหมด Text Scanner สำหรับถ่ายภาพของเอกสาร แล้วมันจะดึงเอาเฉพาะตัวหนังสือออกมาเป็นไฟล์ PDF ให้เลย

Text Scanner รองรับเฉพาะภาษาอังกฤษ

นอกจากนี้ในโหมดการถ่ายภาพปกติยังมีฟีเจอร์ Google Lens ติดมาให้เลยด้วย ซึ่งหลายๆ คนน่าจะเคยรู้จักกันมาแล้วว่าเจ้า Google Lens นี้ มีความสามารถอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Landmark Recognition เมื่อถ่ายรูปสถานที่ท่องเที่ยวแล้วจะมีข้อมูลต่างๆ รวมถึงตำแหน่งโชว์ขึ้นมาบน Google Maps, Barcode Recognition ถ่ายรูปบาร์โค้ดของสินค้า แล้วจะมีข้อมูลต่างๆ รวมถึงราคาขึ้นมาให้ดู, Text Recognition ถ่ายตัวอักษรเพื่อแปลเป็นภาษาต่างๆ ได้, Object Recognition ถ่ายสัตว์ ดอกไม้ ต้นไม้ สิ่งของ ฯลฯ และโชว์ข้อมูลว่าภาพที่ถ่ายมามันคืออะไร  

Landmark Recognition ส่องไปที่ภาพสถานที่ก็สามารถหาข้อมูลได้

สำหรับกล้อง Moto G6 Plus นั้น ถือว่ามีคุณภาพที่ใช้ได้เลยล่ะ เพราะมีการโฟกัสที่แม่นยำและรวดเร็วแม้ในสภาวะแสงน้อย แถมสีสันที่ได้ก็สดใสเป็นธรรมชาติ และภาพก็ยังคมอีกด้วย ส่วนโหมดการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอก็ถือว่าทำได้ดีเช่นกัน ถ้านายแบบนางแบบไม่มีผม, แขน, ขา, นิ้ว ยื่นออกมามากนัก เพราะภาพที่ได้ออกมา ฉากหลังดูเบลอเป็นธรรมชาติดี







ภาพถ่ายสภาพแสงปกติ






ภาพถ่ายแสงน้อย






Portrait Mode

กล้องหน้า

กล้องหน้าความละเอียดระดับ 16MP ก็ถ่ายภาพออกมาได้คมชัดใช้ได้ทั้งแสงปกติหรือแสงน้อยเลยล่ะ ส่วนลูกเล่นอื่นๆ ก็พอมีมาให้บ้างอย่างโหมด Beauty และ Face Filter ซึ่งก็คือโหมดสติ๊กเกอร์ที่มีให้เลือกเล่นได้ 8 แบบ และไม่มีให้โหลดเพิ่ม (สติ๊กเกอร์แบบใหม่ๆ น่าจะต้องรอจากการอัพเดทแอปกล้องเอา)



โหมดบิวตี้

โหมด Face Filter

ฟีเจอร์อื่นๆ

สำหรับฟีเจอร์อื่นๆ ของ Moto G6 Plus นั้น อย่างแรกคือระบบเสียง Dolby Audio ที่จะช่วยให้เสียงที่ได้จากหูฟังมีความแน่นและมีมิติมากขึ้น (ไม่ได้ช่วยเรื่องความดังของเสียงนะ) จะชัดมากเวลาเปิดฟีเจอร์นี้ตอนดูหนัง แต่สำหรับการเล่นเกมหรือฟังเพลงก็สามารถเลือกตั้งค่าได้เองเช่นกัน

การแบ่งหน้าจอก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการกดที่ปุ่ม Recent Apps ค้างไว้ในขณะที่กำลังใช้งานแอปใดแอปนึงอยู่ เมื่อกดแล้วมันก็จะแบ่งครึ่งหน้าจอให้ แล้วเราก็ค่อยเลือกแอปที่ต้องการเปิดที่ครึ่งจอล่างอีกทีนึง

Moto Key เป็นฟีเจอร์สำหรับใช้เซ็นเซอร์สแกนนิ้วของ Moto G6 Plus เป็นรหัสผ่านในการเข้าเว็บไซท์ต่างๆ ที่รองรับ แทนการพิมพ์รหัสจริงๆ หรือจะเป็นการปลดล็อคคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows 10 ก็ได้

Moto Actions สำหรับฟีเจอร์นี้ ใครที่เคยใช้มือถือของ Moto มาก่อนน่าจะคุ้นเคยดี  เพราะเป็นฟีเจอร์ที่ให้เราใช้ท่าทางในการสั่งงานต่างๆ ไม่ว่าจะใช้ 3 นิ้ว จิ้มหน้าจอเพื่อจับภาพ, เขย่าเครื่อง 2 ครั้งเพื่อเปิดไฟฉาย, หมุนข้อมือ 2 ครั้ง เพื่อเปิดกล้อง ฯลฯ

แบตเตอรี่

Moto G6 Plus ให้แบตเตอรี่มา 3300 mAh ซึ่งก็ถือว่าไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็สามารถใช้งานปกติได้ทั้งวัน อย่างเล่นเกมบ้าง ดู YouTube บ้าง เข้าเว็บบ้าง ฯลฯ แบบไม่ต้องชาร์จระหว่างวัน และจากการทดลองเปิดวิดีโอใน YouTube ความละเอียด 1080p, ความสว่างหน้าจอประมาณ 80%, เปิดเสียงออกลำโพงมือถือระดับ 75%, เชื่อมต่อผ่าน WiFi ก็พบว่าสามารถดูต่อเนื่องได้ 7 ชั่วโมง 11 นาที จากแบตเตอรี่ 100% จนเครื่องปิดไปเองเพราะแบตเตอรี่หมด

 

สรุป

เรียกได้ว่า Moto G6 Plus เป็นมือถือที่มีสเปคต่างๆ ครบครันสำหรับการใช้งานทั่วไปจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม 3D ที่เรียกว่าเล่นได้ทุกเกมในตอนนี้แบบลื่นๆ (แต่ต้องไม่ปรับ High นะ), แบตเตอรี่ที่ใช้งานปกติได้เต็มวันตั้งแต่ออกจากบ้านและไม่ต้องกลัวว่าจะหมดก่อนถึงบ้าน ตามด้วยกล้องหลังคู่ที่ถ่ายภาพออกมาได้เข้าขั้นดีเกินราคาเลยทีเดียว ทำให้ Moto G6 Plus เป็นมือถือที่ราคาไม่ถึงหมื่นแต่มีสเปคโดยรวมอยู่ในระดับที่มีความน่าสนใจมากตัวนึงเลยทีเดียว

from:https://droidsans.com/review-moto-g6-plus/

Review | รีวิว Zenfone Max Pro M1 น้องใหม่สเปคดีมาแรง พร้อมเปรียบเทียบ Redmi Note 5

Asus ได้เปิดตัว Zenfone Max Pro M1 มือถือรุ่นใหม่มาพร้อม Pure Android พร้อมสเปคแรงในราคาสุดคุ้มออกมาแล้ว งานนี้ทำเอาหลายๆ คนที่กำลังสนใจจะหามือถือเครื่องใหม่ในช่วงราคา 5-6 พันบาทนี่ต้องหันมามอง นอกจากจะใช้ Snapdragon 636 แล้ว ยังใส่แบตเตอรี่ความจุอลังการ 5000 มิลลิแอมป์ แต่รีวิวเครื่องเดียวอาจจะเหงาๆ เราเลยขอเอา Redmi Note 5 มาวัดกันไปเลย

ถือว่าเป็นมวยถูกคู่สุดๆ สำหรับศึกมือถือราคาประหยัดช่วง 5-6 พันบาท ระหว่าง Redmi Note 5 และ Zenfone Max Pro M1 ที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ โดยทั้ง 2 รุ่น เรียกว่าให้สเปคมาแบบใช้งานทั่วไป+เล่นเกม 3D ได้แบบสบายๆ เลยล่ะ แน่นอนว่าทั้ง 2 รุ่น มีสเปคและราคาที่สูสีคู่คี่กันขนาดนี้ความลำบากใจก็จะมาอยู่ที่ผู้ใช้อย่างเราๆ นี่ล่ะ ว่าจะซื้อรุ่นไหนดี วันนี้เราก็เลยขอจับมือถือทั้งคู่มาเทียบกันให้เห็นๆ เลยว่ารุ่นไหนจะเหมาะกับเราที่สุด

ก่อนอื่นเรามาดูสเปคของทั้ง 2 รุ่นกันก่อนนะครับ ว่ามันคล้ายกัน หรือต่างกันแค่ไหน

Zenfone Max Pro M1

  • หน้าจอขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อัตราส่วน 18:9
  • CPU : Snapdragon 636
  • RAM : 3GB / 4GB / 6GB
  • ความจุ : 32GB / 64GB รองรับ MicroSD Card (ช่องแยก)
  • กล้องหลังคู่ :
    รุ่น RAM 3GB กล้องหลัง 13MP + 5MP
    รุ่น RAM 4GB / 6GB กล้องหลัง 16MP + 5MP
  • กล้องหน้า :
    – รุ่น RAM 3GB กล้องหน้า 8MP
    – รุ่น RAM 4GB / 6GB กล้องหน้า 16MP
  • สแกนใบหน้าปลดล็อคเครื่อง
  • สแกนนิ้วมือด้านหลัง
  • เซ็นเซอร์ : accelerometer, proximity, compass, gyroscope, ambient light sensor
  • การเชื่อมต่อ : Wi-Fi 802.11 b/g/n, WiFi Direct, hotspot, BT 4.2, MicroUSB
  • แบตเตอรี่ : 5,000 mAh รองรับชาร์จเร็ว 5V/2A 10W
  • ระบบ Pure Android 8.1 Oreo
  • ราคา : 3GB / 32GB – 5,990 บาท, 4GB / 32GB – 6,990 บาท, 6GB / 64GB – 7,990 บาท

 

Redmi Note 5

  • หน้าจอขนาด 5.99 นิ้ว ความละเอียด FHD+  (2160 x 1080) อัตราส่วน 18:9
  • CPU : Snapdragon 636
  • GPU : Adreno 509
  • RAM : 3GB / 4GB
  • ความจุ : 32GB / 64GB รองรับ MicroSD Card (Hybrid)
  • กล้องหลังคู่ : 12MP (f/1.9) + 5MP (f/2.0), แฟลช Dual-LED
  • กล้องหน้า : 13MP LED Selfie + Beautify 4.0
  • IR Blaster
  • สแกนลายนิ้วมือด้านหลัง
  • ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า
  • เซ็นเซอร์ :  accelerometer, gyro, proximity, compass
  • การเชื่อมต่อ :  Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Wi-Fi Direct, hotspot, BT 5.0, MicroUSB
  • แบตเตอรี่ : 4,000 mAh รองรับ Fast Charge 5V / 2A
  • ระบบ Android 8.1 ครอบด้วย MIUI 9.5
  • ราคา : 3GB / 32GB – 5,990 บาท, 4GB / 64GB – 6,990 บาท

แต่ก่อนจะไปดูการเปรียบเทียบกันของทั้ง 2 รุ่นนี้ ขอบอกว่าตัวเครื่องที่ได้มาทดสอบ ไม่ใช่ระดับเดียวกันนะครับ โดย Zenfone Max Pro M1 ที่ได้มาเป็นรุ่นล่างสุด (3GB / 32GB, กล้องหลัง 13MP + 8MP ) ส่วน Redmi Note 5 จะเป็นรุ่นท็อป 4GB / 64GB เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบเรื่องกล้องของทั้งคู่อาจจะดูไม่แฟร์นัก เพราะเซนเซอร์เป็นคนละตัวกับรุ่นท็อป เพราะฉะนั้นในส่วนของกล้องก็อยากจะให้ดูคร่าวๆ ไปก่อน ส่วน RAM ที่ต่างกันอยู่ 1GB นั้นเผินๆ Zenfone อาจจะดูเสียเปรียบ แต่ถ้าเทียบจากการใช้งานและเล่นเกม และการทดสอบประสิทธิภาพ ส่วนนี้จะไม่ค่อยมีผล เพราะ RAM 3GB ก็ถือว่ามากพอ

หน้าจอ

ทั้ง Zenfone Max Pro M1 และ Redmi Note 5 มีหน้าจอขนาดเดียวกันที่ 5.99 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ ซึ่งนอกจากขนาหน้าจอจะเท่ากันแล้ว มิติของตัวเครื่องก็พอๆ กันด้วย

ความหนา ความสูง น้ำหนัก แทบจะพอๆ กัน แต่ Max Pro M1 ได้แบตเตอรี่มากกว่า 1000 มิลลิแอมป์

สเปคกล้องหน้ากล้องหลังของ Redmi Note 5 นั้นเท่ากันทุกรุ่นความจะ แต่ของ Max Pro M1 จะแตกต่างกันในรุ่น RAM 3GB ที่ใช้กล้องไม่เหมือนรุ่นพี่

การใช้งานเครือข่าย

มือถือทั้ง 2 รุ่น รองรับการใช้งาน 2 SIM แต่ทาง Zenfone Max Pro M1 จะได้เปรียบกว่าตรงที่ถาดใส่ SIM มีให้ทั้งช่อง SIM 2 ช่อง และช่องใส่ MicroSD Card อีก 1 ช่อง ในขณะที่ Redmi Note 5 เป็นถาด SIM แบบ Hybrid ใส่ SIM ได้ 1 ช่อง ส่วนอีกช่องต้องเลือกเอาว่าจะใส่ SIM หรือ MicroSD Card โดยทั้ง 2 รุ่นสามารถเกาะสัญญาณ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 SIM แต่ Redmi Note 5 ได้เปรียบกว่า (ในตอนนี้) เพราะสามารถใช้งาน VoLTE ได้ด้วย ไม่แน่ใจว่า Zenfone จะมีการอัพเดทเฟิร์มแวร์ให้ใช้ได้ทีหลังรึเปล่า

 

UI

ถึงแม้ว่าทั้ง 2 รุ่น จะใช้ระบบ Android 8.1 Oreo แล้ว แต่ Zenfone Max Pro M1 จะไม่มี UI มาครอบเลย เป็น Pure Android แท้ๆ (รุ่นแรกของ Asus เลยล่ะ)

สำหรับ Redmi Note 5 จะมี UI ของตัวเองคือ MIUI 9.5 ครอบอยู่

อันนี้ก็ต้องแล้วแต่สไตล์ของแต่ละคนนะครับว่าชอบแบบ Pure Android ที่ไม่มีลูกเล่นอะไรเลย เครื่องมาแบบเบาๆ ลื่นๆ หรือจะชอบแบบ MIUI ที่มีลูกเล่นอะไรหลายๆ อย่างติดมาด้วย อย่างพวก Dual App, Second Space

 

ประสิทธิภาพตัวเครื่อง

จากการทดสอบผ่านแอป Antutu ก็พบว่าทั้ง 2 รุ่น ทำคะแนนได้ไม่ต่างกันเลย (ห่างกันแค่ระดับ 1000 คะแนน ซึ่งไม่มีผลอะไรต่อการใช้งาน)

ส่วนการทดสอบหน่วยความจำที่เป็นแบบ eMMC เหมือนกัน ด้วยแอป Androbench ก็แน่นอนว่าสูสีกันเหมือนเดิม

การทดสอบ GPS ก็ยังสูสีกันอีก ไม่ว่าจะเป็นความเร็วในการจับสัญญาณ หรือจำนวนดาวเทียมที่สามารถจับได้

 

การเล่นเกม

สำหรับการทดสอบเล่นเกมสุดฮิตอย่าง ROV ปรากฎว่า Zenfone Max Pro M1 สามารถเปิด High Frame Rate 60fps ได้ แต่ Redmi Note 5 กลับเปิดไม่ได้ ทั้งๆ ที่ใช้ CPU และ GPU รุ่นเดียวกัน (ไม่รู้ทำไม ซึ่งดูแล้วน่าจะเกี่ยวกับทาง Garena ผู้ผลิตเกม)

แต่ถ้าเล่นที่เฟรมเรท 30 เหมือนกัน ทั้ง 2 รุ่นก็แทบไม่มีอะไรต่าง ทั้งความเนียน ความลื่น เฟรมเรทนิ่งๆ

ส่วนเกมอื่นๆ ที่ลองทั้ง PubG และ Free Fire ก็ไม่มีปัญหาอะไรในการเล่นนะครับ ลื่นทั้งคู่

 

กล้องถ่ายภาพ

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกับกล้องหลังคู่ที่สามารถถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้ จะต่างตรง UI ของกล้องที่ทาง Zenfone Max Pro M1 จะดูธรรมดาๆ ไปหน่อย เท่าที่ดูเหมือนจะเป็น UI มาตรฐานของ Snapdragon เลยหรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้มีการใช้ Zen UI เลยไม่มีการทำ UI ของกล้องมาด้วย แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับการถ่ายภาพไม่ว่าจะความคมชัด หรือสีสันก็ถือว่าใช้ได้

ส่วน Redmi Note 5 ก็จะใช้ UI กล้องที่ Xiaomi พัฒนาขึ้นมาเอง การปรับเปลี่ยนโหมดต่างๆ ก็เลยออกมาดูสวยงามและลื่นไหลกว่า

สำหรับโหมดการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอทั้ง 2 รุ่นก็จะต่างกันตรงที่ Zenfone Max Pro M1 สามารถเปิดโหมดหน้าชัดหลังเบลอ + บิวตี้ พร้อมกันได้ทั้งกล้องหน้าและหลัง แต่ Redmi Note 5 สามารถเปิดพร้อมกันได้แค่กล้องหลังเท่านั้น กล้องหน้าต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างนึง

ย้ำอีกทีว่าภาพในการเปรียบเทียบกล้องชุดนี้มาจาก Max Pro M1 รุ่นนี้ กล้องหลัง 13 กล้องหน้า 8

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลัง


















 

ตัวอย่างภาพจากกล้องหน้า






 

การถ่ายวิดีโอ

Zenfone Max Pro M1 สามารถถ่ายวิดีโอได้ถึงระดับ 4K ซึ่งอันนี้ก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมทางฝั่งของ Xiaomi ถึงไม่ใส่มาให้ใน Redmi Note 5 ทั้งๆ ที่ตัวชิปเซ็ตสามารถรองรับการประมวลผลไหวอยูแล้ว

 

แบตเตอรี่

แน่นอนว่าจุดเด่นอย่างนึงของ Zenfone Max Pro M1 ก็คือแบตเตอรี่ขนาดมหึมาถึง 5,000 mAh ที่เคลมว่าเล่นเกม ROV ต่อเนื่องได้เป็น 10 ชม. หรือจะดู YouTube ก็ได้ถึง 18 ชม. เลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากเทียบกับ Redmi Note 5 ที่มีแบเตอรี่ 4000 มิลลิแอมป์ก็ถือว่าเยอะกว่าประมาณ 20% ซึ่งในเรื่องของการใช้งานนั้นทั้ง 2 รุ่นนี้สามารถลากยาวได้เกิน 1 วันสบายๆ ทั้งคู่

 

สรุป

Asus Zenfone Max Pro M1 นั้นถือว่าเป็นน้องใหม่ที่มาแรงจริงๆ เรียกว่าแค่ตอนเปิดตัวกับเผยสเปคออกมานั้น หลายๆ คนก็แอบหวังว่าจะเข้ามาวางจำหน่ายในไทยกันเมื่อไหร่ ซึ่งตอนนี้ก็มีวางขายเป็นที่เรียบร้อยกับราคาเริ่มต้นที่ดุเดือดมากๆ 5,990 บาท ซึ่งหากพูดถึงความน่าสนใจโดยรวมแล้วถือว่าไม่ได้เป็นรองใครๆ เลย เรียกว่าท้าชนได้ทุกค่ายในราคาพอๆ กัน รวมถึงเจ้าพ่อสุดคุ้มอย่าง Xiaomi เองก็ยังโดนกระทบไหล่ เบียดกันมาแบบหมัดต่อหมัด อย่างที่ได้เห็นในรีวิวเปรียบเทียบชุดนี้

หลังจากลองเล่นเทียบกันแล้ว ทีมงานใน droidsans ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเลย เพราะบางคนก็ชอบความเป็น Pure Android ของ Asus ส่วนบางคนก็ยังรู้สึกว่าฟีเจอร์บางอย่างใน MIUI นั้นออกแบบมาได้ตรงใจกว่า แต่ถ้าเรื่องของสเปคในการใช้งานทั่วไป ทั้ง 2 รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์แน่นอน แถมมาในราคาที่ไม่แพงมากด้วย เพราะฉะนั้นเลยขอสรุปแบบเน้นเอาไฮไลท์ความต่างให้ไปเลือกกันเองดีกว่าครับ

  • Max Pro M1 แบตเตอรี่ 5000 มิลลิแอมป์ / Redmi Note 5 แบตเตอรี่ 4000 มิลลิแอมป์
  • Max Pro M1 ช่องซิม 3 slot / Redmi Note ช่องซิมแบบไฮบริด
  • Max Pro M1 เชื่อมต่อ WiFi 2GHz / Redmi Note 5 เชื่อมต่อ WiFi 2GHz และ 5GHz
  • Max Pro M1 ลำโพงแม่เหล็ก 5 ตัวพร้อมแอมป์ / Redmi Note 5 มีรีโมท IR Blaster
  • Max Pro M1 รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K / Redmi Note 5 รองรับการถ่ายวิดีโอ Full HD
  • Max Pro M1 รองรับ 4G ทั้ง 2 ซิม / Redmi Note 5 รองรับ 4G ทั้ง 2 ซิม มี VoLTE VoWiFi
  • Max Pro M1 ระบบ Pure Android / Redmi Note 5 ใช้ระบบ MIUI 9.5

from:https://droidsans.com/review-zenfone-max-pro-m1-compare-redmi-note-5/

Review : รีวิว Huawei Y5 Prime 2018 มือถือเล่นโซเชียล ราคาประหยัด 3,990 บาท

Huawei Y5 Prime 2018 มือถือตัวเล็ก ซอยรุ่นกันสนุกสนานจาก Huawei เปิดมาในราคาที่น่าสนใจ 3,990 บาท เห็นราคาแล้วก็สะดุดตาหน่อยๆเพราะไม่ถึง 4,000 อะ งบกำลังได้ แต่ราคานี้กับสเปคที่ได้มา Mediatek MT6739 บวก RAM 2 GB จะคุ้มมั้ย จะเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง ลองเล่นมาแล้วตามมาดูได้เลย

แกะกล่อง Huawei Y5 Prime

ก่อนจะทำความรู้จักเจ้า Huawei Y5 Prime เต็มตัว ขอแนะนำของในกล่องที่มากับเครื่องกันก่อน สำหรับในกล่องที่เราได้มาก็จะมีให้ด้วยกันสองอย่าง คือ สาย Micro USB และ ตัวหม้อแปลงชาร์จไฟ 5V – 1A ค่ะ แต่ปกติเค้าจะแถมหูฟังมาให้นะ ไม่แน่ใจว่ากล่องที่ขายจริงๆ เค้าจะมีมาให้ด้วยรึเปล่า หากใครซื้อไปแล้วมาเม้นท์บอกเพื่อนๆได้นะคะ ^^

 

สเปค และ ดีไซน์

เรื่องของหน้าตา รูปร่าง ก็สไตล์ Huawei Y series เลย ไซส์กระทัดรัดเล่นมือเดียวได้สบายๆ วัสดุด้านหน้าและขอบเครื่องเป็นโลหะ กระจกเต็มจอไม่โค้ง ส่วนฝาด้านหลังจะเป็นพลาสติกที่ทำให้ออกมาดูคล้ายกับโลหะค่ะ วางขายด้วยกัน 3 สี คือ สีดำ สีน้ำเงิน และ สีทอง ที่เราได้มาคือสีน้ำเงินจ้าา

หน้าจอขนาด 5.4 นิ้ว หน้าจอแบบ Fullview Display อัตราส่วน 18:9 ความละเอียด HD  เล่นได้มือเดียวสบายมาก เพราะด้วยสัดส่วนนี้เลยทำให้ถือเข้ามือได้เหมาะมากๆ แต่ในเรื่องสีจอรู้สึกว่าค่อนข้างสดเกินไปนิดนึง โดยในเครื่องสามารถปรับอุณหภูมิของจอได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น (ปรับส้ม-ฟ้า) อย่างอื่นปรับไม่ได้ ในส่วนของด้านหน้าก็จะมีตัวกล้อง ที่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล  และ ลำโพงที่อยู่ด้านบนตรงกลาง ตำแหน่งดีเลย เพราะเวลาเล่นเกม มือจะไม่ไปปิดโดนมันนี่แหละ

ด้านหลังอย่างที่บอกไว้คือวัสดุเป็นพลาสติกโทนสีน้ำเงินและโค้งน้อยๆตรงขอบทำให้จับได้เข้ามือมากขึ้น ลองเทียบสีกับตัวพี่ Y9 จะรู้สึกว่าเฉดสีต่างกันอยู่นิดหน่อย ความน้ำเงินจะต่างจากตัวพี่ มีความเล่นแสงนิดๆให้คล้ายโลหะ มีโลโก้อยู่ตรงกลาง และ กล้องหลังกับไฟแฟลชค่ะ

สำหรับขอบด้านบนจะเป็นช่องสำหรับเสียบหูฟัง 3.5 mm และ ด้านล่างจะมีแค่ช่องเสียบ Micro Usb และ รูไมค์โครโฟนเท่านั้นค่ะ

ปุ่นเพิ่ม – ลดเสียง และ ปุ่ม Power อยู่ด้ายขวา กดสะดวกพอดีกับการวางมือ แต่คนมือใหญ่อาจจะกดพลาดไปโดนกันได้ เพราะระยะห่างระหว่างตำแหน่งมันค่อนข้างน้อย

ช่องใส่ซิมตัวนี้อยู่ที่ด้านซ้ายค่ะ มาแบบ Tripple Slot ใส่ได้ 2 ซิม และอีกหนึ่ง Micro SD Card ไม่ต้องเลือก ใส่ได้ทีเดียวสามอย่างเลย

ภาพลักษณ์โดยรวมๆแล้วก็ดีไซน์แบบที่เราคุ้นตา น้ำหนักเบา จับเข้ามือ ขนาดหน้าจอยอดนิยม 18:9 ฝาหลังพลาสติกแบบแมทเปื้อนรอยนิ้วมือจะไม่ค่อยเห็น แต่ถ้ากดหนักๆ หรือ เปื้อนน้ำ เปื้อนเหงื่อก็เกิดรอยเป็นธรรมดาค่ะ

 

สเปค HUAWEI Y5 PRIME 2018

  • Android 8.0
  • หน้าจอ 5.4 นิ้ว
  • ชิปประมวลผล Mediatek MT6739 Quad-c0re 1.5GHz
  • หน่วยความจำ RAM 2 GB / ROM 16 GB
  • กล้องหลัง 13 MP
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล + Selfie Toning Flash
  • แบตเตอรี่ 3,020 มิลลิแอมป์
  • ขนาดตัวเครื่อง 146.5 x 70.9 x 8.3 มม
  • น้ำหนัก 142  กรัม
  • สีที่วางจำหน่าย ทอง , ดำ ,น้ำเงิน
  • ราคาเปิดตัว 3,990 บาท
  • วางจำหน่าย 25 พฤษภาคม 2561

 

UI และ การใช้งาน

Huawei Y5 Prime 2018 มาพร้อม EMUI 8.0 และ Android 8.1  ไม่มี App Drawer เหมือนเดิม หน้าตาไอค่อนก็สไตล์ EMUI เรื่องนี้ไม่ติดปัญหาอะไร ส่วนชิพเซ็ตเป็น Mediatek MT6739 พร้อม RAM ให้ 2 GB ตอนแรกก็คิดว่ามันคงเหมาะกับการใช้เล่นโซเชียลมากกว่าสิ่งอื่นใด คงจะเล่นเกมได้พอกรุบกริบให้ชื่นใจ

แต่พอใช้จริงแล้ว สำหรับพวกแอพฯ โซเชียลต่างๆ อย่างไถเฟสบุ๊คเร็วๆ ก็ยังมีกระตุกอยู่บ้างบางครั้งเวลาเลื่อนหน้าฟีด จะมีอาการไถไม่ติดนิ้วให้ได้เห็นกันอยู่บางที ส่วนทวิตเตอร์ไถจอส่องดราม่าได้อยู่ เพลินๆ รวมแล้วคือเล่นโซเชียลได้สบายๆ แต่อาจะไม่ได้เร็วปรู๊ดปร๊าดทันใจวัยรุ่นใจร้อนสักเท่าไหร่นัก

นอกจากแอพโซเชียล เท่าที่ลองใช้มาเกือบทุกแอพฯ เวลากดเข้าแล้วไปต้องมีรอสักแปปนึงเพื่อให้มันโหลด แล้วก็เจอแป้นพิมพ์ที่บางครั้งก็มีหน่วงๆ พิมพ์ไปแล้วมันขึ้นไม่ทัน เลยต้องพิมพ์ใหม่ แต่ก็ไม่ได้ทุกครั้งนะ มาเป็นพักๆ

ฟีเจอร์ที่เด่นที่มากับเครื่องคือสแกนใบหน้าโดยการจดจำจากภาพ เพื่อปลดล็อค (ซึ่งตอนเราได้เครื่องมามันยังไม่อัพเดทตรงนี้ให้ เลยยังไม่ได้ลอง) แต่ฟีเจอร์อื่นๆอย่างใช้งานสองหน้าจอ Huawei Y5 Prime 2018 ก็ใช้ได้ แล้วยังสามารถแคปหน้าขอด้วยการลาก 3 นิ้วได้ด้วย อันนี้หลายคนน่าจะปลื้มเพราะสะดวกสุดๆ ค่ะ ไม่ต้องมานั่งคลำหาปุ่ม Volumn Down + Power

ดูวีดีโอยูทูปก็ขยายให้เป็น 18:9 แบบเต็มๆ จอได้ สีกับความละเอียดอาจจะไม่ได้คมชัดทะลุจอมากมาย แต่ใช้ดูหนัง ฟังเพลงได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาค่ะ

 

ประสิทธิภาพ และ แบตเตอร์รี่

มาทดสอบเรื่องเล่นเกมบ้าง เกมยอกฮิตอย่าง ROV ก็โหลดมาลองเล่น ซึ่งมันก็พอเล่นได้แบบถูๆไถๆ เราไม่แนะนำให้เล่นเกมนี้อะ เพราะเฟรมเรทไม่นิ่งเลย เราปิดกราฟฟิกหมด ปรับเป็นต่ำสุดทุกอัน เดินตัวเดียวเฟรมเรทก็ยังแกว่งได้










ตอนบวกไม่ต้องพูดเคยตกไปถึง 7 มันจะค่อยๆ ลดจาก 24 ลงมาเรื่อยๆ แล้วแต่จังหวะ แต่ไม่ค่อยขึ้นถึง 28-30 นิ่งๆนะ อาจจะมีมาให้เห็นแบบเสี้ยววิ เพราะมันไม่เคยนิ่งเลยจริงๆ ตอนบวกวิ่งเข้าไปตายตลอด แคปเฟรมแรทมาให้ดูกันเป็นอัลบั้มเลย ประกอบคำพูด (แต่อาจจะไม่ได้เรียงฉากน้าา)

ROV ผ่านไปแล้วก็เชื่อว่าต้องมีคนอยากให้ลอง PubG ด้วย อันนี้เล่นได้ วิ่งได้ ยิงกันได้ ที่กราฟฟิกต่ำสุด แต่! นี่คือสิ่งที่เราเจอค่ะ! มันมาแต่ผมอะ โหลดตัวคนไม่ขึ้น อันนี้ไม่รู้บั้กเกมรึเปล่า แต่ออกเกม เคลียร์แอพ แล้วเข้าใหม่ก็ยังไม่มา ตัวหายเหลือแต่ไฟแช็กเลยอะ … เศร้าใจมาก เห็นแต่หัวชุด ปืน คือ ไม่ใช่แค่ตัวเรานะ ทั้งเกม! เห็นแต่ด้ามปืนให้หลบอะ เสียใจมาก โดยสอยตลอดทั้งๆ ที่อุตส่าล่องหนได้ ฮ่าๆ แต่ถ้าใครซื้อไปเล่น หรือถืออยู่ในมือแล้วเล่นได้ไม่มีปัญหา มาเม้นท์บอกได้นะ เพราะหลังจากวางขายอาจจะมีอัพเดทตามมาแล้วก็ได้

นอกจากเกมหนักๆ สองเกมนี้แล้ว เกมเบาๆอย่าง Candy Crush นี่สบาย~ ส่วน Major Mayhem 2 ก็เล่นได้ยิงได้ แต่มีภาพกระตุกบางครั้งค่ะ แต่โดยรวมคือเล่นได้โอเคเลยค่ะ ยิงได้มันส์ๆ เรียกว่าพวกเกม Casual สบายๆ ไม่หวือหวา Y5 Prime 2018 พร้อมเต็มที่

แบตเตอร์รี่ 3,020 mAh ที่ให้มานั้นมันพอมาก อยู่ได้ทั้งวันแน่นอนสำหรับการเล่นทั่วๆไป แน่นอนว่าตอนเราพกไม่ได้เล่นเกมหนักๆ เท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะใช้โซเชียล Facebook YouTube มากกว่า กดๆ จิ้มๆ ไปสองวันยังรอดนะ คือแบตแทบจะไม่ต้องห่วงเลย

 

กล้อง

กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล มีฟิลเตอร์มาให้เล่นนิดๆ เปิดเข้ากล้องมาต้องรอนิดนึง พอเข้ามาจะถ่าย โฟกัสก็ต้องรอให้ปรับโฟกัสซักแป้ปนึง แล้วค่อยถ่าย อันนี้เจอมาหลายครั้งคือชัดเตอร์ถ่ายไปแล้ว แต่เสียงเพิ่งมา คือมีความดีเลย์บ้าง  ส่วนการตั้งค่าเพิ่มเติมดูได้ตามนี้ค่ะ

ในส่วนของภาพถ่ายที่ได้สีจะออกมาดูเข้มๆ ไปซักหน่อย การไล่สีหรือรายละเอียดของสีนั้นไม่มากเท่าไหร่ ถ่ายในที่ที่มีแสงออกมาใช้ได้ โอเคอยู่ แต่มีการดึงสีให้ต่างจากจริงไปหน่อย กับภาพไม่ค่อยคมสักเท่าไหร่ ลองกดดูตามตัวอย่างแบบนี้เลยค่ะ
















ถ่ายภาพตอนกลางคืน คิดว่าด้วยความละเอียดจอ และ ความละเอียดภาพ พอมาเปิดในจออื่นๆ ยิ่งทำให้ดูเละเข้าไปใหญ่เลยสำหรับที่แสงน้อยมากๆ นอกจากต้องรอชัดเตอร์นานแล้ว ภาพที่ได้ออกมาก็ค่อยไม่มีความคมเลย ภาพริมถนน กับ หน้าต่าง พยายามโฟกัสแล้ว แต่มันชอบหลุด ซึ่งถ้ามาเทียบกับภาพในที่แสงน้อย ตรงพวกรูปตุ๊กตา คือโอเคเลย มีแสงเป็นไฟในห้อง แต่เป็นจุดบอดที่ค่อนข้างมืด ถ่ายออกมาก็ยังรู้เรื่อง ดูได้อยู่












กล้องหน้า อันนี้มีบิวตี้มาให้มากมายถึง 10 ระดับ ถ้าปิดเอาไว้นี่มันก็จะดูป่วยๆ หน่อย ฮ่าๆๆๆ เลยลองเปิดบิวตี้ระดับ 10 อันนี้ก็จะดูออร่าสูง ขาวจนเบลอไปหมด มันไม่น่าจะใช่ เลยลองปรับมาที่ระดับ 3 อา ประมาณนี้โอเคแล้ว

ปิดบิวตี้โหมด / เปิดระดับ 3 / เปิดระดับ 10



สรุป Huawei Y5 Prime เหมาะกับใคร ?

สำหรับใครที่สนใจมือถือรุ่นนี้อยู่ ลองเช็คกับตัวเองว่าคุณใช้มือถือทำอะไรบ้างถ้าใช้เล่นแอปฯ ทั่วๆ ไปอย่าง เฟสบุ๊ค ยูทูป ตอบไลน์ ถ่ายรูป นิดๆหน่อยๆ เล่นเกมเบาๆ ขำๆ จะพกไว้เป็นเครื่องสำรอง หรือ จะซื้อให้ลูกหลาน ญาติผู้ใหญ่ อันนี้เราว่าตอบโจทย์อยู่นะ ได้หน้าจอใหญ่ แบตเพียงพอกับการใช้งาน แต่ถ้าคนที่อยากจะทำทุกอย่างที่ว่ามา แล้วก็อยากเล่นเกมพวก ROV / PubG ด้วย อันนี้ไม่แนะนำ จะลองข้ามไปเล่น Y7 Pro ก็พอได้ หรือถ้าเกินงบก็ลองมองหารุ่นอื่นๆ ที่ในช่วงราคาไล่ๆ กัน ก็พอมีตัวเลือกอยู่บ้าง

from:https://droidsans.com/review-huawei-y5-prime-2018/