คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

ปัญหาใหญ่ Uber คือไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน จนมูลค่าบริษัทเริ่มลดลง

วิกฤตเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่รุมเร้า Uber จนผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Travis Kalanick ต้องลาออกจากตำแหน่ง อาจไม่ใช่ปัญหาเดียวของ Uber ในตอนนี้

ภาพจาก Uber

Wall Street Journal วิเคราะห์ว่าตัวเนื้อธุรกิจของ Uber เองก็มีความเปราะบาง เพราะต้องเผชิญกับคู่แข่งแบบเดียวกันในแทบทุกสนาม และเอาเข้าจริงแล้ว Uber ไม่มีแต้มต่อทางธุรกิจที่ช่วยกีดกันคู่แข่งได้ดีนัก

แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ของ Uber ที่บริษัทใช้มาตลอดคือ เข้าสู่ตลาดประเทศต่างๆ ให้มากและเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ด้วยวิธีการทุ่มกำลังเงินที่เหนือกว่ามาก เพื่อบีบให้คู่แข่งไม่สามารถทำธุรกิจได้ เพราะ Uber มีส่วนแบ่งตลาดเหนือกว่า

นอกจากนี้ Uber ยังลงทุนในเทคโนโลยีด้านไอทีและ data science ที่มั่นใจว่าจะทำให้ต้นทุนของตัวเองถูกกว่าคู่แข่ง

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์นี้อาจไม่เป็นไปตามที่ Uber ฝันไว้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว Uber เจอคู่แข่งในทุกตลาดที่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็น Lyft ในสหรัฐอเมริกาเอง, Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Ola ในอินเดีย, 99 ในบราซิล หรือในประเทศจีนที่ Uber ต้องพ่ายแพ้ให้กับ Didi อย่างเจ็บปวดจนต้องถอนตัวออกมา (อ่านบทความ รู้จัก Cheng Wei ซีอีโอ Didi Chuxing ผู้หยุด Uber)

แถมส่วนแบ่งตลาดของ Uber ในหลายๆ ประเทศก็ลดลง อย่างในสหรัฐอเมริกาเอง ถึงแม้ไม่มีการเก็บสถิติส่วนแบ่งตลาดอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลของบริษัท TXN Solutions ที่เก็บสถิติจากธุรกรรมบัตรเครดิตที่จ่ายให้บริษัทเรียกรถยนต์เหล่านี้ ก็พบว่าส่วนแบ่งตลาดของ Lyft เติบโตขึ้นจาก 10% ในปี 2015 มาเป็น 25% ในปี 2017 โดยเหตุผลหนึ่งมาจากแคมเปญ #deleteuber ที่คนจำนวนมากประกาศลบแอพ Uber เพราะไม่พอใจบริษัทในหลายเรื่อง (โดยหลักๆ คือ Kalanick ไปเป็นที่ปรึกษา Trump แต่ก็มีประเด็นอื่นด้วย) ส่งผลให้ยอดผู้ใช้ Lyft เติบโตขึ้นอย่างพรวดพราด

ภาพจาก Uber

Wall Street Journal มองว่าจุดแข็งของ Uber เรื่องการเข้าตลาดก่อน ไม่ใช่เรื่องจีรัง และเทคโนโลยีของ Uber ก็ไม่ได้ช่วยให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขัน เหมือนกับบริษัทไอทีอื่นๆ อย่าง Apple, Google, Facebook, Amazon ที่เข้าตลาดทีหลังแต่มีเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างกำแพงป้องกันคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เข้ามาท้าทายได้ ในขณะที่ Uber มีโอกาสโดนคู่แข่งฉกทั้งลูกค้าและคนขับไปได้ทุกเมื่อ เพราะ Uber เป็นแค่หนึ่งในบริการเรียกรถที่มีจำนวนมากในท้องตลาด ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ แถม Uber ก็ไม่ได้มียุทธศาสตร์การล็อคคนขับรถให้ขับแต่ Uber เพียงอย่างเดียว ห้ามขับให้คู่แข่งแต่อย่างใด

แน่นอนว่า Uber ยังห่างไกลกับความล้มเหลว เพราะภาพรวมของตลาดบริการเรียกรถ (ride hailing) ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดในภาพรวมของ Uber จะลดลง แต่ปริมาณธุรกรรมของการให้บริการก็ยังเพิ่มขึ้นทุกปี

เพียงแต่ว่า ด้วยสภาพการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง บวกกับ Uber ไม่ได้มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากนัก ย่อมจะทำให้มูลค่าบริษัท (valuation) ของ Uber ที่ปัจจุบันอยู่ราว 68 พันล้านดอลลาร์ (ถือเป็นสตาร์ตอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก) ไม่สามารถไปต่อได้มากกว่านี้ และ Uber อาจต้องระดมทุนหรือขายหุ้น IPO ด้วยมูลค่าที่ลดลงจากนี้อีกมาก

Travis Kalanick (ภาพจาก Uber)

ตอนนี้มูลค่าหุ้นของ Uber ที่ขายกันในตลาดรอง (ผู้ถือหุ้นขายกันเองโดยไม่ผ่านตลาดหลักทรัพย์มหาชน) มีมูลค่าบริษัทอยู่ประมาณ 50 พันล้านดอลลาร์ และมีคนเสนอซื้อหุ้น Uber ที่มูลค่าบริษัท 40 พันล้านดอลลาร์แล้ว ในขณะที่ราคาหุ้นของคู่แข่ง Lyft กลับเพิ่มขึ้นสวนทางกัน

นี่จึงเป็นงานยากของ CEO คนใหม่ที่จะมาแทน Travis Kalanick เพราะนอกจากต้องมาแก้ปัญหาวัฒนธรรมองค์กรที่มีเรื่องฉาวโฉ่มากมายแล้ว ตัวแกนหลักของธุรกิจที่เริ่มมีปัญหาแข่งขันไม่ได้ อาจเป็นงานที่ยากกว่าซะด้วยซ้ำ

ที่มา – Wall Street Journal, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uber-valuation-down/

Advertisements

วิธีเอาช่องค้นหา (Search) บน Taskbar ของ Windows 10 ออก

สำหรับคนที่เพิ่งใช้หรือใช้ Windows 10 แล้วรู้สึกว่ารำคาญช่องค้นหา (Search Windows) ที่อยู่บริเวณ taskbar ด้านล่างของ desktop ในบทความนี้ผมจะมาแนะนำวิธีปิด/ซ่อนช่องดังกล่าวออกไป ให้ taskbar กลับมาโล่งๆ เหมือนเดิมครับ

วิธีการก็ง่ายๆ ครับ เริ่มจากคลิกขวาที่บริเวณของ taskbar จากนั้นไปที่เมนู Search แล้วเลือกที่ Hidden (ดังภาพ)

เพียงเท่านี้กล่อง Search ก็ซ่อนไปแล้วครับ 🙂

ที่มา – howtogeek

from:http://www.9tana.com/node/hide-taskbar-search-windows-10/

ผู้บริหาร Alibaba บอกเอง “เทียบกันแล้วตอนนี้เราใหญ่กว่า Amazon มาก”

ขณะที่งานสัมมนา Gateway 17 ของ Alibaba จัดในอเมริกา ที่ฝรั่งเศสเทศกาล Cannes Lions ของวงการโฆษณา Chris Tung ผู้บริหารฝ่ายความคิดสร้างสรรค์ของ Alibaba ก็อยู่ที่นั่น และเขาให้มุมมองว่าตอนนี้ Alibaba เหมือนหรือต่างจาก Amazon อย่างไร

Chris Tung

ในงาน Cannes Lions นี้ Alibaba ก็ไปงานเพื่อนำเสนอเครื่องมือทางการตลาดใหม่ๆ กับแบรนด์และเอเจนซี่ โดยมีเป้าหมายให้พวกเขาเข้าใจข้อมูลลูกค้าบนแพลตฟอร์มของ Alibaba มากขึ้น

Chris Tung หัวหน้าฝ่ายความคิดสร้างสรรค์และการตลาดบอกว่า Alibaba วันนี้ไม่ใช่ตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ (Marketplace) แล้ว แต่เป็นระบบนิเวศออนไลน์ (Ecosystem) เพราะนอกจากระบบซื้อขายสินค้า Alibaba ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Weibo แพลตฟอร์ม Social Media รายใหญ่ในจีน นอกจากนี้ยังมีบริการแนว Location-Based, แอพแชต Laiwang รวมทั้งบริการรายล้อมอื่นอีกมาก

Tung บอกว่าสื่อมักเรียก Alibaba ว่า “Amazon จีน” แต่ด้วยระบบอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันที่มีทั้ง C2C แบบ Taobao, B2C แบบ T-Mall และ B2B แบบ Alibaba พอรวมกับบริการออนไลน์อื่นอีกเขาเชื่อว่า Alibaba ไปไกลมากกว่านั้นแล้ว

เขายังอธิบายว่า Amazon นั้นซื้อสินค้าจากผู้ผลิต แล้วมาสต็อกจำหน่ายเพื่อทำกำไร แต่โมเดลของ Alibaba เป็นการสร้างแพลตฟอร์มให้ผู้ขายและผู้ซื้อมาเจอกัน คุณค่าของ Alibaba จึงเป็นเรื่องของข้อมูล จากฐานลูกค้ากว่า 500 ล้านคน และด้วยปริมาณการซื้อขายมหาศาล Alibaba จึงมีปริมาณคำสั่งซื้อรวมที่ใหญ่กว่า Amazon มาก เขาบอกว่าสิ่งที่ Alibaba มีตอนนี้เรียกว่าเป็น Amazon+Facebook+Google เลยก็ได้ และไม่ใช่แค่ตลาดจีนที่ Alibaba เป็นเบอร์หนึ่ง แต่ Alibaba ยังครองส่วนแบ่งในตลาดอย่างรัสเซียและภูมิภาค South East Asia (ในที่นี้คงรวมถึงไทยด้วย)

เมื่อถามว่าการที่ Alibaba ไปออกงานที่อเมริกานั้นเพื่อสร้างฐานการเติบโตใหม่หรือไม่ เขาบอกว่าอันที่จริง Alibaba ยังเห็นการเติบโตหลักมาจากในจีนมากกว่า ธุรกิจที่นั่น 80% ยังเป็นออฟไลน์ และนั่นยังเป็นโอกาสมหาศาลของ Alibaba เอง

สุดท้ายในฐานะหัวหน้าฝ่ายการตลาด เขาบอกว่าสิ่งที่ท้าทาย Alibaba ตอนนี้คือการสื่อสารให้โลกรับรู้ว่า Alibaba ทำอะไร และคุณค่าของสิ่งที่คนจะได้รับคืออะไร ซึ่งหากคนทั้งโลกรับรู้และเข้าใจ นั่นก็เป็นโอกาสใหม่ของ Alibaba

ที่มา: Fast Company

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-talks-about-amazon/

วาทะ Jack Ma ล่าสุด “30 ปีข้างหน้า มนุษย์อาจทำงานแค่ 4 วันๆ ละ 4 ชั่วโมงก็พอ”

Alibaba จัดงานสัมมนา Gateway ’17 ที่เมือง Detroit ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นการแนะนำการนำสินค้าของผู้ผลิตรายย่อยในอเมริกาไปจำหน่ายที่จีน แน่นอนว่าผู้ก่อตั้ง Jack Ma ก็ได้มาร่วมงานด้วย โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับ CNBC และให้มุมมองที่น่าสนใจเช่นเคย

บริษัทยักษ์ใหญ่จะลำบาก

Jack Ma บอกว่าอินเทอร์เน็ตจะทำให้อำนาจของบริษัทใหญ่ลดน้อยลง และธุรกิจขนาดเล็กจะได้ประโยชน์มากขึ้น เขาใช้คำว่า การขยายฐานตลาดที่กว้างขึ้นจะเป็นรูปแบบที่นิยม แต่ในแง่สินค้าแล้ว การปรับแต่งตามความต้องการลูกค้าแต่ละรายคืออนาคต

เขาบอกว่าคนกังวลกันมากเรื่องเทคโนโลยีจะทำให้คนตกงาน แต่ Ma บอกว่าเพื่อการสร้างงานให้มากขึ้น ก็คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าออกไปทั่วโลกมากขึ้น เขาย้ำว่าโลกต้องคิดเตรียมเรื่องนี้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้น 30 ปีข้างหน้าเราจะอยู่ในความเจ็บปวด

อเมริกา vs. จีน

แม้ท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump จะส่งสัญญาณเล็กๆ ว่าอเมริกาควรหาทางเลือกอื่นที่จะไม่พึ่งพาจีน ทั้งการนำเข้า-ส่งออก แต่ Jack Ma มองอีกแบบ เขาให้ความเห็นว่าผู้ผลิตสินค้าอเมริกาประเภท Made-in-America ที่ทรัมป์ชอบยกตัวอย่างถึง เป็นสินค้าที่ชนชั้นกลางในจีนชื่นชอบมาก และอเมริกาควรให้ความสำคัญกับตลาดนี้

เขาบอกว่าในเทศกาลลดราคาประจำปี ลิปสติปที่มาจากอเมริกาสามารถทำยอดขายได้ถึง 2 ล้านแท่งภายใน 15 นาที เรื่องนี้บริษัทในอเมริกาจึงควรให้ความสำคัญมาก

A.I. และอนาคต

Jack Ma ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า โลกกำลังท้าทายกับสองปัจจัยหลักคือ A.I. และการที่โลกไร้พรมแดน เขาเดินทางไปในหลายประเทศ ได้พบกับผู้นำแต่ละชาติ เขาก็มักจะบอกว่าขอให้ปรับตัวให้เร็ว ไม่อย่างนั้นจะลำบาก “คุณควรซ่อมหลังคาบ้านล่วงหน้า แม้มันจะยังใช้งานได้”

เมื่อถามว่า A.I. จะแย่งงานผู้คน แบบนี้จะดีเหรอ Jack Ma ก็ให้แง่คิดว่า สมัยก่อนปู่เขาทำการเกษตรวันละ 16 ชั่วโมง ปู่บอกว่านี่คืองานยุ่งมาก แต่คนรุ่นเราทำงาน 8 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วันเต็ม ก็บอกว่ายุ่งมาก เขาจึงเชื่อว่าอนาคตคำว่าทำงานเยอะยุ่งมากของคนจะเปลี่ยนไป อาจจะเหลือแค่สัปดาห์ละ 16 ชั่วโมง (4 วันๆ ละ 4 ชั่วโมง) ก็พอ

เรื่องนี้จะทำให้ช่องว่างคนรวย-คนจนมีมากขึ้น เขาแนะนำว่ารัฐบาลทั่วโลกควรกล้าตัดสินใจเรื่องยากๆ ไม่อย่างนั้นปัญหานี้จะรุนแรงขึ้น Jack Ma ยังบอกว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีเป็นต้นเหตุหนึ่งของสงครามโลกทั้งสองครั้ง เขาก็เชื่อว่าถ้าโลกจะมีสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีอย่าง A.I. สิ่งที่รัฐควรสนับสนุนมากๆ คือการศึกษาที่จะทำให้คนเท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

ที่มา: CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-30-years-ahead/

Klarna สตาร์ทอัพระบบจ่ายเงินจากสวีเดน ได้รับใบอนุญาตธนาคารแล้ว

Klarna สตาร์ทอัพระบบจ่ายเงินจากสวีเดน ได้ประกาศว่าตอนนี้ทางบริษัทได้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการธนาคารจาก Finansinspektionen หน่วยงานผู้ดูแลกิจการทางการเงินของสวีเดนเป็นที่เรียบร้อย เตรียมขยายบริการให้ครอบคลุมด้านธนาคารในอนาคต

Klarna ปัจจุบันเน้นไปที่การทำระบบจ่ายเงินให้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ กับการเพิ่มช่องทางการจ่ายเงินให้กับผู้ใช้บนร้านค้าออนไลน์ ที่ปัจจุบันมีลูกค้ากว่า 60 ล้านคน และมีผู้ค้าที่เข้าร่วมกว่า 7 หมื่นราย ซึ่งการได้รับใบอนุญาตธนาคาร จะทำให้ Klarna ให้บริการทางการธนาคารอย่างเช่นบัตรเครดิตกับผู้ใช้ทั่วยุโรปได้ และมีโอกาสทำผลิตภัณฑ์ประเภทกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบออลอินวันที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียวได้

หลังจากได้รับใบอนุญาตธนาคารอย่างเป็นทางการ Klarna ก็ได้เปลี่ยนชื่อของบริษัทเป็น Klarna Bank แต่จะยังคงดำเนินการโดยใช้แบรนด์ Klarna ต่อไปเช่นเดิม

Sebastian Siemiatkowski ซีอีโอ Klarna

การได้รับใบอนุญาตธนาคารของ Klarna ในครั้งนี้ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่อีกครั้งในแวดวงการให้บริการทางการเงิน โดยนอกจาก Klarna ก็มีบริการอย่าง N26, Atom Bank สตาร์ทอัพธนาคารที่เน้นการให้บริการบนแอพที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคาร ทำให้สามารถประกอบกิจการเป็นธนาคารได้เต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งแต่เดิม กิจการธนาคารมักจะเป็นกิจการขนาดใหญ่ รองรับการจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ปัจจุบันสตาร์ทอัพสามารถสร้างเทคโนโลยีและโฟกัสได้ตรงจุดกว่า รวมถึงมีขนาดเล็กกว่า จึงทำให้สามารถมอบอัตราดอกเบี้ยและมีทางเลือกให้กับลูกค้าและผู้ประกอบการได้มากกว่า

โฆษกของ Klarna ปฏิเสธในการให้รายละเอียดว่าทางบริษัทจะเพิ่มบริการอะไรเป็นอย่างแรกหลังจากที่ได้รับใบอนุญาตการทำกิจการธนาคาร และจะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้ได้เริ่มใช้งานเมื่อไร

ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Klarna ก็ได้เข้าซื้อบริการ BillPay คู่แข่ง PayPal จากเยอรมนีด้วยมูลค่า 75 ล้านดอลลาร์ โดยยอดการเติบโตของ Klarna นั้นก็ถือว่าสูงมาก โดยในแง่ของยอดการใช้จ่ายเงิน (transaction) มีการเติบโต 50% ในปี 2016 และ 37% ในไตรมาสแรกของปี 2017 ส่วนในแง่ของปริมาณเงิน (volume) เติบโต 44% ในปี 2016 และ 39% ในไตรมาสแรกของปี 2017 โดยเมื่อไตรมาสล่าสุดก็มีผู้ค้าเข้าร่วมกับ Klarna อีกกว่า 17,000 ราย

Klarna ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ที่เมือง Stockholm ประเทศสวีเดน โดยปัจจุบันมี Sebastian Siemiatkowski เป็นซีอีโอ มีพนักงานบริษัททั้งหมด 1,500 คน ผู้ลงทุนในกิจการของ Klarna เช่น Sequoia, DST, Atomico, IVP, Povlsen, Creandum, Sequoia Capital, Bestseller, General Atlantic

ที่มา – Klarna, TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/klarna-picked-up-full-banking-license/

“สตาร์ทอัพจีนยังมีอะไรอีกมากที่คนเข้าใจผิด” คำแนะนำจาก VC ดัง Andreessen Horowitz

เว็บไซต์ Tech In Asia ลงบทสัมภาษณ์พิเศษ Connie Chan ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นพาร์ทเนอร์ของกองทุน Andreessen Horowitz กองทุน VC ชื่อดังที่ลงทุนในสตาร์ทอัพประสบความสำเร็จมากมาย เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องสตาร์ทอัพในประเทศจีน ซึ่งมีหลายอย่างที่คนนอกเข้าใจผิดไปเยอะ

Connie Chan ปัจจุบันมีงานหลักคือศึกษา สังเกต รวบรวมข้อมูลสตาร์ทอัพในประเทศจีน แล้วทำรายงานสรุปให้กับทางกองทุนเกี่ยวกับเทรนด์ล่าสุดที่เกิดขึ้น เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Stanford เคยทำงานในอเมริกาก่อนย้ายกลับมาบ้านเกิดที่ปักกิ่ง

Connie Chan พาร์ทเนอร์ของกองทุน Andreessen Horowitz

Chan เล่าว่าพลวัตของ Startup ในจีนนั้นรวดเร็วมาก มีเรื่องราวใหม่ๆ ให้ติดตามและพยายามทำความเข้าใจอยู่ตลอด แต่คนนอกยังเข้าใจว่าจีนก็แค่เป็นผู้ลอกแอพที่ประสบความสำเร็จในอเมริกา แล้วเดินรอยตาม

อย่าเข้าใจว่ามันคือ … เวอร์ชันจีน

ตัวอย่างที่ Chan มองว่าคนเข้าใจผิดเยอะคือ Weibo ซึ่งสื่อต่างประเทศชอบเรียกว่า “Twitter จีน” ซึ่งการนิยามแบบนี้ทำให้คนไม่สนใจต่อว่าฟีเจอร์ข้างในคืออะไร (เพราะเข้าใจว่าก็เหมือน Twitter) ซึ่ง Chan บอกว่าระดับการเชื่อมต่อผู้คนของ Weibo นั้นทำได้ดีเทียบกับ Instagram เลยทีเดียว การโพสต์แสดงเนื้อหาต่างๆ เป็นการนำเสนอไลฟ์สไตล์ของคนๆ นั้น ซึ่งแบบนี้ถือว่าเป็นมากกว่า Twitter แล้ว

แอพอีกตัวที่คนมองข้ามไปเยอะคือ WeChat ซึ่งเธอมองว่าตอนนี้ในอเมริกาไม่มีแอพไหนเลยที่ใกล้เคียง มันจึงไม่ควรถูกเทียบกับแอพใดๆ เพราะข้างในมันมีฟังก์ชันที่หลากหลาย (WeChat เรียกว่า Mini Program) และสะท้อนไลฟ์สไตล์การใช้มือถือของคนจีน เช่นเดียวกับ DiDi แอพเรียกรถแท็กซี่ ที่คนเข้าใจว่ามีแค่นั้น แต่ในตัวแอพมันมีฟีเจอร์หยิบย่อย อาทิ เรียกเฉพาะคนขับให้มาขับรถให้เราเวลาเมาออกจากผับ, ฟีเจอร์ค้นหารถเมล์ที่อยู่รอบๆ, ฟีเจอร์หน้าจอขยายใหญ่สำหรับคนแก่ เป็นต้น

ถ้าอยากเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้แอพจีนให้มากขึ้น

Chan บอกว่าช่วงแรกเธอก็ไม่เข้าใจว่าแอพจีนแต่ละตัวมันดีอย่างไร ต้องอาศัยถามเพื่อนที่อยู่ในจีนมานานเอา แต่เมื่อได้กลับมาจีน คำแนะนำของ Chan คือต้องลองใช้มันเอง และใช้ให้มากที่สุดจะเข้าใจพฤติกรรม users จีนได้ดีขึ้น

แอพ Inke

ตัวอย่างแอพที่ Chan แนะนำคือแอพ Inke ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดชีวิตตนเอง แล้วมีผู้ชมให้ของขวัญเป็นการตอบแทน แอพแนวนี้ในไทยอาจจะมีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับความนิยมสูงมากๆ ในประเทศจีน Chan บอกว่าหากต้องการเข้าใจแนวคิดทางสังคมที่ทำให้แอพแบบนี้นิยม ก็ต้องทดลองถ่ายทอดสดตนเองดู ซึ่ง Chan พบว่าการที่มีคนให้ของตอบแทน และเราได้เป็นฝ่ายให้ของตอบแทนด้วยเช่นกัน เป็นความรู้สึกที่ดีและอยากทำต่อเนื่องเรื่อยๆ เช่นนี้ก็พอเข้าใจวิธีคิดคนจีนมากขึ้น

ไม่ใช่ทุกอย่างที่ลอกจีนได้

ขณะเดียวกันเราได้เห็นสตาร์ทอัพแหวกแนวหลายอย่างในจีน ซึ่ง Chan บอกว่าอาจจะเป็น China Only และประเทศอื่นคงไม่สามารถลอกตามได้ง่ายๆ ตัวอย่างคือแอพเช่าจักรยานทั้งหลาย ซึ่งวิธีปฏิบัติในจีนคือการใช้ QR Code (ที่ประเทศอื่นไม่นิยม) และการติดตั้งจักรยานตามที่สาธารณะ ซึ่งในจีนนิยมทำไปก่อน แล้วให้หน่วยงานรัฐมาจับปรับทีหลัง

Mobike

สุดท้าย Chan บอกว่าแนวโน้มที่น่าสนใจในสตาร์ทอัพจีนตอนนี้คือ Fintech และการจ่ายเงินผ่านมือถือทั้งหลาย เธอบอกว่าเพราะมันทำให้ธุรกิจหลายอย่างที่เดิมไม่คุ้มค่าทำ หากต้องมีคนมาคอยรับจ่ายเงิน สามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะติดตั้งสถานีและใช้มือถือจ่ายเงินแทน อาทิ เช่าจักรยาน, เช่าร่ม, เช่าลูกบาสเกตบอล ก็น่าจะทำให้เกิดสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ทางธุรกิจมากขึ้นจากนี้

ที่มา: Tech In Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/inside-chinese-startup/

USB-C ™ ปฏิวัติวงการสายเคเบิลยุคใหม่

รู้สึกเบื่อหน่ายกับการที่ต้องพกสายเคเบิลมากมายสำหรับอุปกรณ์มือถือทุกเครื่องบ้างไหม USB-C ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยมาตรฐานสากลแบบใหม่ที่สามารถนำมาใช้กับโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต Ultrabook ฮาร์ดไดรฟ์ ฯลฯ รุ่นใหม่ได้แทบทุกเครื่องในเร็ว ๆ นี้ เวลานี้คือยุคแห่ง USB-C

เราอาศัยอยู่ในโลกแห่งการเชื่อมต่อไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้องดิจิตอล เครื่องเล่นเพลง สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ นาฬิกาอัจฉริยะ อุปกรณ์นำทาง GPS ไปจนถึงแล็ปท็อปและคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป เราใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำงาน ติดต่อกับเพื่อนฝูง ชมภาพยนตร์ เล่นเพลง อัปโหลดวิดีโอและภาพถ่าย ตรวจจับสัญญาณชีพระบุพิกัดสถานที่ และแม้แต่ไปช้อปปิ้ง

เราต่างพึ่งพาอุปกรณ์เหล่านี้ ซึ่งหมายความว่า การมีแบตเตอรี่พร้อมเสมอเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารและจัดเก็บข้อมูลทุกที่ ไม่ว่าที่โรงเรียน บ้าน และในขณะเดินทาง นอกจากการโทรศัพท์และส่งข้อความแล้ว 62 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้เครือข่ายไร้สายยังค้นหาข้อมูลสุขภาพ ทำธุรกรรมธนาคารออนไลน์ (57 เปอร์เซ็นต์) ตรวจสอบรายชื่ออสังหาริมทรัพย์ (43 เปอร์เซ็นต์) และแม้แต่หางานใหม่ (43 เปอร์เซ็นต์)1 การมีแบตเตอรี่พร้อมเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคงการสื่อสารเอาไว้ปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะวางแผนล่วงหน้าเมื่อจะเดินทางไปยังสถานที่อื่นๆ ที่ไม่มีปลั๊กเสียบที่ชาร์จ เช่น งานคอนเสิร์ต สวนสนุก การแข่งขันกีฬา ร้านอาหาร การเดินป่า และชายหาด

ปัญหาพบได้ทุกที่ ไม่ว่าในยุโรปตะวันตกซึ่งจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะแตะที่ 67 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 20182 ในสหรัฐอเมริกาที่ผู้ใหญ่ 64 เปอร์เซ็นต์เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนอยู่แล้วในขณะนี้3 และในละตินอเมริกาที่มีผู้ใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นจาก 114 ล้านเครื่องในปี 2013 เป็น 146 ล้านในปี 20154

“ใช้สาย USB Type-C รุ่นใหม่เพื่อชาร์จอุปกรณ์ จ่ายไฟให้แล็ปท็อป ถ่ายโอนข้อมูลเชื่อมต่อเครื่องพิมพ์และซิงค์ข้อมูลของคุณ”

แม้ว่าคุณจะซื้อพาวเวอร์แบงค์หรือชุดแบตเตอรี่เสริม คุณก็ยังคงจำเป็นต้องใช้สายเคเบิลที่เหมาะสมเพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของคุณและชาร์จเครื่อง หากคุณเดินทางโดยไม่มีสัมภาระมากนัก โดยมีแค่โทรศัพท์ แท็บเล็ต และนาฬิกาอัจฉริยะ คุณก็อาจต้องใช้สายเคเบิลมากถึง 4 เส้นและที่ชาร์จอีก 4 เครื่อง หากมีแล็ปท็อปเพิ่มมาอีกเครื่อง คุณจะต้องมีสายเคเบิลและที่ชาร์จอีกชุดเช่นกัน ซึ่งทำให้สัมภาระหนักไม่เบา ต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้

ปัญหาง่ายนิดเดียว: สาย USB และปลั๊กหัวต่อที่อุปกรณ์ส่วนใหญ่ใช้นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่น ๆ ของเรามีขนาดเล็กลง เช่นเดียวกับหัวต่อที่มีรูปทรงเปลี่ยนไป ปัจจุบัน ปลั๊กหัวต่อ USB มีรูปทรงแตกต่างกันเกือบ 12 แบบ และทุกแบบเสียบเข้าได้ทางเดียวเท่านั้น หากเทคโนโลยีมีไว้เพื่อลดความยุ่งยากในชีวิตคนเรา สาย USB หลากรูปแบบที่ผสมปนเปจนชวนหงุดหงิดนี้ไม่ได้ช่วยให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเลย

“Belkin นำเสนอสาย USB-C สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลและชาร์จไฟกับหัวต่อหลากหลายชนิดที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์แทบทุกชนิดที่มีพอร์ต USB”

USB-C: สาย Type-C เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ

จะดีกว่าหรือไม่ถ้ามีสายเคเบิลที่มีหัวต่อเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมและใช้ร่วมกับอุปกรณ์แทบทุกเครื่องได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าสายใดใช้กับอุปกรณ์ใด และจะยิ่งประหยัดเวลามากขึ้นหากหัวต่อนั้นไม่มีด้านบนหรือล่าง เพื่อให้ไม่ต้องเสียบหัวต่อกลับด้านโดยไม่ตั้งใจอีก ลองนึกดูว่าจะเป็นอย่างไรถ้าสายเคเบิลนั้นยังสามารถรองรับกระแสไฟฟ้าที่มีกำลังแรงพอสำหรับแล็ปท็อปหรือแม้แต่จอภาพขนาดใหญ่ได้ หลังจากเกือบ 20 ปีผ่านไป สายเคเบิลที่เราใฝ่ฝันถึงมาตลอดได้มาถึงแล้ว นี่คือการปฏิวัติวงการอย่างแท้จริง เทคโนโลยีนี้คือ USB-C หรือที่เรียกกันว่า USB Type-C™

หลังจากใช้เวลาหลายปีวุ่นวายกับสายเคเบิลหลายชนิดที่เข้ากันไม่ได้ USB-C ทำหน้าที่เหมือนแท่นเสียบอุปกรณ์ในหัวต่ออันเดียวได้ง่ายๆ นี่คือสายเดียวสำหรับการชาร์จอุปกรณ์ ถ่ายโอนข้อมูล เชื่อมต่อเครื่องพิมพ์ และซิงค์ข้อมูลบนอุปกรณ์ของคุณกับคอมพิวเตอร์ด้วยความเร็วสูงสุด

  • ที่บ้าน: เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อื่นของคุณเข้ากับพอร์ต USB-C ของคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการภาพถ่ายและวิดีโอ ถ่ายโอนข้อมูล และซิงค์ไลบรารีเพลงของคุณด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • ที่ทำงาน: นำแล็ปท็อปของคุณไปที่ออฟฟิศและเชื่อมต่อโดยตรงกับเครื่องพิมพ์หรือสแกนเนอร์ส่วนตัวที่มีสาย USB-C ไม่ต้องลำบากหาสายเคเบิลที่เหมาะสำหรับอุปกรณ์แต่ละเครื่องอีกต่อไป
  • ที่โรงเรียน: เชื่อมต่อโดยตรงกับเครือข่ายของสถานศึกษาด้วยสาย USB-C และอะแดปเตอร์อีเทอร์เน็ตเพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณอ่อน เครื่องทำงานช้า และสัญญาณติดขัดเนื่องจากนักเรียนอื่น ๆ หลายร้อยคนใช้งาน Wi-Fi พร้อมกัน
  • ภายในรถ: เสียบสมาร์ทโฟนเข้ากับระบบความบันเทิงภายในรถและหาเส้นทางไปยังจุดหมายปลายทางที่คุณต้องการ หรือฟังเพลงโดยไม่ต้องห่วงว่าแบตเตอรี่จะหมด ซึ่งเกิดขึ้นได้เมื่อใช้ Bluetooth®

USB-C รองรับอุปกรณ์ USB 2.0 และ 3.0 ที่คุณมีอยู่ได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ Belkin นำเสนอสายเคเบิลครบชุดเพื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์แทบทุกชนิดที่มีพอร์ต USB

ประโยชน์ของ USB-C

หัวต่อ USB-C หรือ USB Type-C ใช้งานง่าย กลับด้านได้ จึงไม่ต้องห่วงว่าจะเสียบผิดด้าน สาย USB-C สามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์นานาชนิด รวมถึงโทรศัพท์ แท็บเล็ต กล้อง คีย์บอร์ด เมาส์ และฮาร์ดไดรฟ์ และยังรองรับกระแสไฟฟ้าได้มากพอเพื่อจ่ายไฟให้จอภาพความละเอียดสูงที่มีขนาดใหญ่อีกด้วย

คุณสมบัติที่น่าประทับใจที่สุดของสาย USB-C คือ ความสามารถในการถ่ายโอนด้วยความเร็วสูงมาก จ่ายไฟและชาร์จอุปกรณ์ และส่งสตรีมเสียงและวิดีโอได้ทั้งหมดนี้ในเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่าคุณจะพกสายเคเบิลน้อยลง และเนื่องจากขณะนี้พอร์ตเดียวสามารถรองรับความสามารถเหล่านี้ได้ทั้งหมด นักออกแบบจึงสามารถสร้างอุปกรณ์ USB-C ให้บางขึ้นและเบายิ่งขึ้นกว่าที่เคย

ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเช่นนี้น่าทึ่งมาก USB-C สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ถึง 10 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) นั่นหมายความว่า ขณะนี้คุณสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์ที่มีความละเอียดสูงได้ทั้งเรื่องภายในเวลาเพียง 30 วินาที ซึ่งเร็วกว่าถึง 20 เท่า เมื่อเทียบกับความเร็ว 480 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ของ USB 2.0 ซึ่งเป็นมาตรฐาน USB ที่ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด

อัตราข้อมูลความเร็วสูงนี้ช่วยให้สาย USB-C สามารถส่งข้อมูลวิดีโอความละเอียดระดับ Ultra-HD 4K ไปยังจอ USB-C และ HDMI ซึ่งเป็นความละเอียดที่สูงกว่าระดับ HD มาตรฐานถึง 4 เท่า ผลที่ได้คือ ภาพที่คมกว่า ชัดกว่า และสมจริงยิ่งกว่าเดิม

“ระบบสายของ USB Type-C รองรับปลั๊กหัวต่อสองด้านแบบ 24 pin ชนิดกลับด้านได้ ชิป E-marker ในตัว ระบุลักษณะเฉพาะของสายเคเบิลแต่ละเส้น รวมทั้งโหลดไฟฟ้าสูงสุดที่สายสามารถรองรับได้ ตัวชิปหุ้มด้วยฉนวนไฟฟ้าในกรอบโลหะ และปิดผนึกภายในกริปแบบเทอร์โมพลาสติก”

จ่ายไฟสำหรับอุปกรณ์มากมาย

สาย USB-C สามารถรองรับกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าสาย USB รุ่นก่อน ๆ ถึง 20 โวลต์ และกำลังไฟ 100 วัตต์ ซึ่งเพียงพอแล้วสำหรับการจ่ายไฟให้แล็ปท็อปไปจนถึงจอความละเอียดสูงขนาดใหญ่และแม้แต่เครื่องพิมพ์บางรุ่น ชุดแบตเตอรี่ที่มีหัวต่อ USB-C จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่ภายในของแล็ปท็อปรุ่นใหม่ได้ จึงมีประโยชน์เป็นพิเศษสำหรับแท็บเล็ตและโทรศัพท์ที่มีแบตเตอรี่แบบปิดผนึกที่ไม่สามารถถอดออกได้

อุปกรณ์ที่มีพอร์ต USB-C จะชาร์จไฟอย่างรวดเร็วและมีความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลสูงเป็นพิเศษสำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกและอุปกรณ์ต่อพ่วง และ USB-C ยังรองรับช่องสัญญาณเสียง/วิดีโอออก รวมถึงจอ HDMI®, VGA และ DisplayPort™ เพียงมีสายเคเบิลหนึ่งเส้นหรืออุปกรณ์จ่ายไฟอันเดียว USB-C อาจช่วยจ่ายไฟให้อุปกรณ์ USB-C ทั้งหมดของคุณได้

สาย USB-C ของ Belkin ตอบสนองทุกความต้องการ

จนกว่าจะถึงวันที่เราอยู่ในโลกที่อุปกรณ์ทุกชนิดมีพอร์ต USB-C คุณจะยังคงต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ต่อไป Belkin พร้อมนำเสนอสาย USB-C เพื่อรองรับทุกความเป็นไปได้

  • USB-C to USB-C สายเคเบิลนี้มาพร้อมกับปลั๊ก USB-C ที่ปลายทั้งสองด้าน จึงพร้อมรองรับการใช้งานในอนาคตตั้งแต่วันนี้ ด้วยความสามารถถ่ายโอนกระแสไฟฟ้า ข้อมูล และเนื้อหามัลติมีเดียระหว่างระบบใหม่กับอุปกรณ์ที่มีพอร์ต USB-C สายนี้รองรับความเร็วสูงสุด 10 Gbps และสามารถชาร์จอุปกรณ์ USB-C ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 20 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 3 แอมป์ (กำลังไฟสูงสุด 60 วัตต์)

  • สายชาร์จ USB-A to USB-C เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายโอนกระแสไฟฟ้าและข้อมูลระหว่างระบบที่มีอยู่ซึ่งมีพอร์ต USB-A (ชนิดที่ใช้บนคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและแล็ปท็อป คีย์บอร์ด และเมาส์ส่วนใหญ่) กับอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่มีพอร์ต USB-C สายนี้สามารถชาร์จระบบและอุปกรณ์ USB-C ที่มีแรงดันไฟฟ้า 5 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 3 แอมป์ (กำลังไฟส่งออกสูงสุด 15 วัตต์) และยังรองรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ USB 2.0 สูงถึง 480 Mbps

  • สาย USB-A to USB-C ใคร ๆ ก็รู้จัก USB Type A ซึ่งเป็นสาย USB รุ่นดั้งเดิมที่มีปลั๊กทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งยังคงใช้งานกับคอมพิวเตอร์และแล็ปท็อปแทบทุกรุ่นในขณะนี้ สายเคเบิลนี้ถ่ายโอนกระแสไฟฟ้าและข้อมูลระหว่างระบบที่มีอยู่ทั้งหมดที่มีพอร์ต USB-A กับอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่มีพอร์ต USB-C สายนี้รองรับความเร็วสูงสุด 10 Gbps และสามารถชาร์จระบบและอุปกรณ์ USB-C ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 5 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 3แอมป์ (กำลังไฟส่งออกสูงสุด 15 วัตต์)
  • สายชาร์จ USB-C to Micro USB-B ชาร์จและซิงค์ระหว่างระบบใหม่ที่มีพอร์ต USB-C กับอุปกรณ์ที่มีอยู่ซึ่งมีพอร์ต Micro USB-B 2.0 สายนี้สามารถชาร์จอุปกรณ์ Micro USB-B 2.0 ที่มีแรงดันไฟฟ้า 5 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 3 แอมป์ (กำลังไฟส่งออกสูงสุด 15 วัตต์) และรองรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ USB 2.0

  • สาย USB-C to Micro USB-B ชาร์จและซิงค์ระหว่างระบบใหม่ที่มีพอร์ต USB-C กับอุปกรณ์ที่มีอยู่ซึ่งมีพอร์ต Micro USB-B 3.1 สายนี้รองรับความเร็วสูงสุด 10 Gbps และสามารถชาร์จอุปกรณ์ Micro USB-B 3.1 ที่มีแรงดันไฟฟ้าสูงสุด 5 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 3 แอมป์ (กำลังไฟส่งออกสูงสุด 15 วัตต์)

  • สายชาร์จ USB-C to Mini USB-B ชาร์จและซิงค์ระหว่างระบบใหม่ที่มีพอร์ตUSB-C กับอุปกรณ์ที่มีอยู่ซึ่งมีพอร์ต Mini USB-B ชาร์จอุปกรณ์ Mini USB-B ที่มีแรงดันไฟฟ้า 5 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 500 มิลลิแอมป์ (กำลังไฟส่งออก 250 วัตต์) และยังรองรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ USB 2.0

  • สายเครื่องพิมพ์ USB-C to USB-B เชื่อมต่อระบบใหม่ที่มีพอร์ต USB-C เข้ากับอุปกรณ์ที่มีอยู่ซึ่งมีพอร์ต USB-B 2.0 รวมทั้งเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลภายนอก ชาร์จอุปกรณ์ USB-B 2.0 ที่มีแรงดันไฟฟ้า 5 โวลต์และกระแสไฟสูงสุด 3 แอมป์ (กำลังไฟส่งออก 15 วัตต์) และยังรองรับความเร็วในการรับส่งข้อมูลของ USB 2.0

  • อะแดปเตอร์ USB-C to USB-A เชื่อมต่อระบบใหม่ที่มีพอร์ต USB-C เข้ากับสายเคเบิลหรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่มีอยู่ด้วยหัวต่อ USB-A มาตรฐาน

  • อะแดปเตอร์ USB-C to Gigabit Ethernet เชื่อมต่อระบบใหม่ที่มีพอร์ต USB-C เข้ากับเครือข่าย Gigabit Ethernet

สายเคเบิลเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โปรดมองหาผลิตภัณฑ์ USB-C นานาชนิดจาก Belkin รวมถึงอะแดปเตอร์ ฮับ และอุปกรณ์จ่ายไฟ

คุณภาพและความเชี่ยวชาญ: ความแตกต่างของ Belkin

วิศวกรของ Belkin รักษามาตรฐานอย่างเคร่งครัดในการตรวจสอบให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านการออกแบบและทดสอบเพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพสูงสุด เราภูมิใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ Belkin ทุกชิ้น Belkin ควบคุมดูแลกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่แนวคิดเบื้องต้นไปจนถึงผลิตภัณฑ์สุดท้าย

ผลิตภัณฑ์ USB-C ทุกรุ่นของ Belkin จะต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดและได้รับใบรับรองจาก USB Implementers Forum (USB-IF) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลมาตรฐาน USB ทั่วโลก ไม่ใช่ผู้ผลิตอุปกรณ์เสริม USB-C ทุกรายที่จะใช้เวลากับขั้นตอนนี้

เราขอแนะนำอย่างยิ่งให้คุณซื้อสาย USB-C ที่ผ่านการรับรองจาก USB-IF เท่านั้น มิฉะนั้น คุณจะเสี่ยงทำให้อุปกรณ์เสียหายหรือใช้งานไม่ได้ Benson Leung วิศวกรของ Google พบความเสี่ยงเช่นนี้ขณะทำการทดสอบสาย USB-C ชนิดอื่น ในระหว่างการทดสอบ แล็ปท็อปของ Leung เสียหายอย่างถาวรเนื่องจากเขาใช้สายเคเบิลที่ไม่ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน Leung ยังคงทำหน้าที่ทดสอบสายเคเบิลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นกับใครอีก

การระบุสายเคเบิลและอุปกรณ์เสริมปลอมหรือที่ไม่ผ่านการรับรองนั้น ทำได้โดยมองหาเครื่องหมายรับรองบนสายเคเบิล สัญลักษณ์การรับรองของ USB บนบรรจุภัณฑ์ และการออกแบบที่สอดคล้องกันบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ เมื่อใดที่ทำได้ ให้ซื้อโดยตรงจาก Belkin หรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต แล้วคุณจะอุ่นใจที่ได้รู้ว่าได้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรอง 100%

คุณจะมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ USB-C ทุกชนิดจาก Belkin เป็นไปตามมาตรฐานสากลทางไฟฟ้า กลไก และความเชื่อถือได้ และสามารถใช้ได้อย่างมั่นใจทั่วโลก ผลิตภัณฑ์ USB-C ของ Belkin ผ่านการรับประกันว่าไม่เพียงจะใช้งานได้เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเราในการสร้างสรรค์ความเป็นเลิศอีกด้วย

USB-C กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ทุกชนิด โดยได้รับเลือกจาก Apple® ให้เป็นหัวต่อกระแสไฟฟ้าและข้อมูลเพียงชนิดเดียวสำหรับคอมพิวเตอร์ MacBook® รุ่นใหม่ล่าสุดที่บางเฉียบ ผลิตภัณฑ์หลายสิบชนิดที่รองรับ USB-C มีวางจำหน่ายแล้ว รวมถึงคอมพิวเตอร์ Chromebook™ แฟลชไดรฟ์ ฮาร์ดไดรฟ์แบบพกพา และคอมพิวเตอร์ และในอนาคตจะมีอีกหลายร้อยชนิด รวมถึงสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และจอภาพ

ระบบปฏิบัติการ Windows®, Google® และ Mac® ตลอดจนผู้ผลิตอุปกรณ์ต่อพ่วงหลายรายต่างรองรับมาตรฐาน USB-C (หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า USB Type-C) แล้ว USB-C คือคำตอบในสหภาพยุโรป ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้มีเครื่องชาร์จและสายเคเบิลมาตรฐานสากลที่ใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือทุกรุ่น นั่นจึงเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก: อุปกรณ์แทบทุกชนิดยกเว้นเพียงไม่กี่อย่างจะได้รับการจ่ายไฟ ชาร์จ และเชื่อมต่อได้ด้วยสาย USB-C

สรุป

ช่วงเวลานี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ USB-C รูปแบบการดำเนินชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งและความต้องการคงการเชื่อมต่อไว้ตลอดเวลาต้องอาศัยการเชื่อมต่อหนึ่งเดียวสำหรับข้อมูลและกระแสไฟฟ้าที่ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ ทุกที่ทุกเวลา อุปกรณ์มือถือแทบทุกรุ่นยังคงต้องชาร์จหรือจ่ายไฟผ่านสายเคเบิล USB-C กำลังกลายเป็นมาตรฐานสายเคเบิลหนึ่งเดียวสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดอย่างรวดเร็ว

เมื่อทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อด้วย USB-C เป็นมาตรฐานเดียวกัน คุณจึงไม่จำเป็นต้องพกพาสายเคเบิลจำนวนมาก ไม่ต้องเสียเวลาหาสายที่เหมาะสม หรือวุ่นวายกับสายที่พันกันจนยุ่งอีกต่อไป ไม่ว่าคุณจะต้องการชาร์จไฟหรือถ่ายโอนข้อมูล ซิงค์เนื้อหาบนอุปกรณ์กับคอมพิวเตอร์ รับชมวิดีโอบนจอ 4K ความละเอียดสูงพิเศษ หรือแม้แต่ส่งกระแสไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟให้แล็ปท็อปและจอภาพ USB-C คือสายเคเบิลเดียวที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ Belkin มีสาย USB-C ที่ผ่านการรับรองและการรับประกัน พร้อมตอบสนองทุกความต้องการ

——————————————————————

1 http://www.pewinternet.org/2015/04/01/us-smartphone-use-in-2015/

2 http://www.statista.com/statistics/203722/smartphone-penetration-per-capita-in-western-europe-since-2000/

3 http://www.pewinternet.org/2015/04/01/us-smartphone-use-in-2015/

4 http://www.bnamericas.com/en/news/telecommunications/one-quarter-of-latam-population-to-own-smartphone-by-end-2014-emarketer?idioma=en

5 http://money.cnn.com/2016/02/05/technology/usb-c-cords/

from:http://mobileocta.com/usb-c-revolutionizes-new-cables/