คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

แจ๊ค หม่า บอกนักลงทุน “สงครามการค้าสหรัฐ-จีน จะยืดเยื้อไปอีก 20 ปี”

Jack Ma แจ๊ค หม่า
Jack Ma Photo: Alizila

ไม่ใช่ 20 วัน ไม่ใช่ 20 เดือน แต่เป็น 20 ปี

“มันจะยืดเยื้อไปอีกนาน และมันก็จะวุ่นวาย”

แจ๊ค หม่า เปิดเผยกับนักลงทุนของ Alibaba ในการประชุมประจำปีว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน จะยืดเยื้อไปอีก 20 ปี นั่นหมายความว่าต่อให้ทรัมป์จะครองตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 วาระ และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว สงครามการค้ารอบนี้ก็จะยังคงอยู่

หม่า ยังมองด้วยว่า สงคามการค้ารอบนี้จะส่งผลในระยะสั้นกับหลายธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว บริษัทจีนหลายรายอาจจะย้ายฐานออกไปอยู่ในประเทศอื่น

สงครามการค้ารอบนี้จึงทำร้ายจีนไปในคราวเดียวกัน หม่าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลจีน และเรียกร้องให้บรรดาผู้นำของจีนใช้โอกาสนี้ในการยกระดับการทำธุรจีนและทำให้ตลาดจีน “เปิดกว้าง” มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม หม่าออกโรงพูดถึงสงครามการค้า หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าอีกกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ และในวันเดียวกันนั้น หุ้นของ Alibaba ก็ลดต่ำลง 3.5% ก่อนปิดตลาด และถ้าเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ทำสถิติสูงสุดแห่งปีไว้ ในปัจจุบันหุ้นของ Alibaba ก็ถือว่าลดต่ำลงถึง 25% นับจากช่วงนั้น

ที่มา – CNNMoneyThisisInsider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-on-trade-war/

Advertisements

ถ้าโค้ก+กัญชา = จะได้อะไร? เมื่อ Coca-Cola เข้าไปคุยกับบริษัทกัญชารายใหญ่ของแคนาดาแล้ว

มีข่าวว่า Coca-Cola เข้าไปคุยกับ Aurora Cannabis บริษัทกัญชาเบอร์ต้นๆ ของแคนาดา เป็นไปได้ว่าในอีกไม่ช้า เราอาจจะได้ลิ้มลองเครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่มี “กัญชา” เป็นส่วนผสมใช่หรือไม่? แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ทำไมโค้กถึงมีท่าทีแบบนี้ นี่คือการปรับตัวทางธุรกิจใช่หรือไม่?

เมื่อโคคา-โคล่าเข้าไปคุยกับบริษัทกัญชา

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โคคาโคล่า (Coca-Cola Company) หรือโค้ก บริษัทน้ำอัดลมรายใหญ่ เปิดเผยว่า ตอนนี้บริษัทกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดกับการเติบโตของตลาดกัญชา ล่าสุด จึงได้เข้าไปคุยกับ Aurora Cannabis บริษัทกัญชารายใหญ่ของแคนาดาแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ออกมา

Bloomberg รายงานว่า อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่โคคาโคล่าเท่านั้นที่สนใจนำกัญชามาผสมในเครื่องดื่ม แต่ทางออโรร่าที่เป็นบริษัทกัญชา ได้แสดงออกหลายครั้งแล้วว่า มีความสนใจในการทำเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชาเช่นเดียวกัน

Kent Landers โฆษกของโคคาโคล่าบอกชัดว่ายังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ณ ตอนนี้” ส่วนด้านของออโรร่าก็ไม่ขอแสดงความคิดเห็นหรือให้รายละเอียดใดๆ เช่นกัน

ณ ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากทั้งทางโคคาโคล่าและออโรร่า ว่าดีลครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และที่สำคัญยังไม่มีข้อมูลสรุปแน่ชัดว่า หากดีลเกิดขึ้นจริงเครื่องดื่มกัญชาจะออกมามีหน้าตาหรือรสชาติแบบใด

  • พูดอีกอย่างก็คือ หากดีลเกิดขึ้นจริง ต้องติดตามดูต่อว่า โคคาโคล่าจะนำเอากัญชามาใส่ในผลิตภัณฑ์ใดของตัวเอง เพราะอาจเป็นน้ำอัดลม หรืออาจจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ ต้องระบุไว้ว่ากัญชาที่โคคาโคล่าสนใจ คือ CBD ไม่ใช่ THC แบบที่สายเขียวรู้จักกันดี

CBD คืออะไร?

CBD ย่อมาจากคำว่า Cannabidol เป็นสารที่มีความสามารถในการลดความเจ็บปวดได้เหมือนกับ THC แต่ความต่างคือ CBD จะไม่ทำให้รู้สึก get high หรือล่องลอย (อ่านเพิ่มเติมเรื่องได้ที่ CBD)

Coca-Cola Coke
Coca-Cola Photo: Shutterstock

การปรับตัวของโคคา-โคล่า จากตลาดน้ำอัดลมสู่ธุรกิจใหม่ๆ

ความน่าสนใจของข่าวนี้มี 2 ประเด็นที่สอดคล้องกันคือ การเติบโตของตลาดกัญชา และการปรับตัวของธุรกิจน้ำอัดลม

ตลาดกัญชาเป็นตลาดที่น่าจับตามอง เพราะเติบโตขึ้นทุกวันจากการผ่อนปรนทางกฎหมายของประเทศใหญ่ๆ ในตะวันตก เช่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกาในบางมลรัฐ มีการคาดการณ์ว่า ตัวเลขของตลาดกัญชาอาจมีมูลค่าสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และที่สำคัญอาจมีมูลค่าตลาดแซงหน้าอุตสาหกรรมน้ำอัดลมได้ในปี 2030 เพราะแนวโน้มในปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมารักสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดน้ำอัดลมหดตัว และมียอดขายร่วงลงทุกปี

ทางออกของโคคาโคล่าจึงหนีไม่พ้นการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าไปเล่นในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ

ย้อนไปก่อนหน้านี้เพียง 2 สัปดาห์ โคคาโคล่าประกาศเข้าซื้อกิจการของ Costa Coffee ด้วยมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท ดีลนี้ถือเป็นดีลใหญ่ในวงการค้าปลีก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ โค้กได้เผยไพ่ที่ชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ธุรกิจหลักที่เป็นน้ำอัดลมหดตัว จึงต้องขยายไปเล่นในตลาดอื่นที่กำลังเติบโตและไปได้สวย เช่น ตลาดกาแฟ และตลาดกัญชา

ตลาดกาแฟ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเติบโตสูงมาก ปัจจุบันในตลาดสหรัฐอเมริกาก็มีมูลค่าตลาดสูงถึง 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนในจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอาจเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้ในไม่ช้า

ส่วนตลาดกัญชา ถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดที่เติบโตสูงมาก และหากโค้กไม่เข้าไปเล่นโดยเร็ว วันหนึ่งก็อาจจะถูก disrupt ได้ในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง – BloombergCNNMoney

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/coke-is-interested-in-cannabis/

กาแฟจีนเดือด! Alibaba มี Starbucks ส่วน Tencent ก็มี Luckin coffee สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น

พร้อมปะทะเต็มที่ ไม่นานมานี้ Ele.me บริษัทสตาร์ทอัพเดลิเวอรี่ส่งอาหาร ที่ถูก Alibaba ซื้อเข้ามาเป็นบริษัทลูก ได้จับมือกับ Starbucks รุกหนักตลาดกาแฟจีน ด้วยลุยตลาดค้าปลีกแนวใหม่ ส่งกาแฟถึงหน้าบ้าน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าในจีน มีสตาร์ทอัพกาแฟระดับยูนิคอร์น ชื่อว่า Luckin Coffee ที่โดดเด่นเรื่องของกาแฟและการส่งเดลิเวอรี่อยู่แล้ว การจับมือของ Starbucks+Alibaba จึงท้าทายธุรกิจอย่างมาก

ล่าสุด Luckin Coffee จึงต้องสู้ด้วยการจับมือกับยักษ์ใหญ่ Tencent คู่แข่งตลอดกาลของ Alibaba

Luckin Coffee กาแฟ
Luckin Coffee

Tencent จับมือ Luckin coffee พร้อมสู้ Starbucks+Alibaba

การจับมือของ Tencent และ Luckin Coffee สตาร์ทอัพยูนิคอร์นสายกาแฟในจีน ชัดเจนว่าคือการผนึกกำลังสู้กับ Starbucks ที่เพิ่งจับมือกับ Ele.me ของ Alibaba เพื่อขยายการขายกาแฟในจีนให้แกร่งทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เป็นกลยุทธ์แบบ New Reatil

  • ศัพท์ใหม่ในวงการค้าปลีกที่เรียกกันว่า New Retail หรือ Smart Retail หมายถึง ค้าปลีกในยุคใหม่ที่ผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ไม่ได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป

Tencent บอกว่า การจับมือกับ Luckin Coffee ครั้งนี้ จะตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ในจีนที่มีความต้องการกาแฟแบบเดลิเวอรี่อย่างรวดเร็วทันใจ เพราะนี่คือจุดแข็งของสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายนี้อยู่แล้ว ส่วน Tencent จะเข้ามาช่วยเหลือในด้านของเทคโนโลยี การจัดการ และแอพพลิเคชั่นให้พร้อมแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในตลาด

  • ยกตัวอย่างเช่น ต่อไปลูกค้าในจีนจะสามารถสั่งกาแฟ Luckin Coffee ผ่าน WeChat ของ Tencent และให้ไปส่งแบบเดลิเวอรี่ได้ทันทีทันใด

ตลาดกาแฟกำลังหอมหวาน ใครๆ ก็อยากลงเล่น

ตลาดกาแฟ คือตลาดที่กำลังมาแรง เมื่อไม่นานมานี้ Coke ที่ทำธุรกิจน้ำอัดลมได้เข้าซื้อกิจการร้านกาแฟ Costa Coffee ไปด้วยมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท

โดยหนึ่งในเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการ เพราะตลาดกาแฟในระดับโลกเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง นับแค่ในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันอุตสาหกรรมกาแฟก็มีมูลค่าสูงถึง 83,000 ล้านดอลลาร์

ส่วนตลาดกาแฟในจีน คาดการณ์กันว่า ตลาดกาแฟสดจะเติบโตขึ้นในปีนี้ถึง 18% แต่นี่ถือเป็นตัวเลขที่ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกสูงมาก เพราะค่าเฉลี่ยการดื่มการแฟต่อคนใน1 ปี ของจีนยังต่ำมากเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา โดยคนจีนดื่มกาแฟต่อปี 4.5 แก้ว ส่วนคนอเมริกันดื่มกาแฟ 269 แก้วต่อปี

ตลาดกาแฟในจีนยังเติบโตได้อีกมาก 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจไอทีจีนจึงไม่ปล่อยให้โอกาสตรงนี้หลุดมือ

นี่คือศึกกาแฟที่มี Alibaba และ Tencent สู้รบกันอีกแล้ว

ก็น่าคิดว่า ในจีนยุคนี้ ยังมีธุรกิจใหม่ๆ อะไรที่โดดเด่น แต่ไม่มียักษ์ใหญ่อย่าง Tencent หรือ Alibaba ลงมาเล่นหรือหนุนหลังอยู่บ้าง

  • คำตอบก็ดูเหมือนว่า … ไม่น่าจะมี

ข้อมูล – South China Morning PostFitchsolutions

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-partner-luckin-coffee/

จอกว้างกว่าดีอย่างไร? มาดูกันว่า OPPO F9 จะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างกับจอแบบเดิมแค่ไหน?

นับตั้งแต่ต้นปี 2018 ที่ผ่านมาเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสมาร์ทโฟนโดยเฉพาะหน้าจอแสดงผลที่เปลี่ยนจากจอที่มีขอบหนาๆ ในอัตราส่วน 16:9 มาเป็นจอไร้ขอบที่กว้างขึ้นในอัตราส่วน 18:9 หรือ 18.5:9

และล่าสุดก็มาถึงยุคของจอไร้ขอบที่กว้างขึ้นไปอีกในอัตราส่วน 19:9 หรือ 19.5:9 ทำให้สามารถชมคอนเทนต์ต่างๆ และเล่นเกมได้อย่างเต็มตา เต็มอารมณ์

ข้อดีของจอสมาร์ทโฟนที่กว้างกว่า

  1. ชมคอนเทนต์ได้มากขึ้น เพราะส่วนใหญ่เวลาเราเล่น Facebook, Twitter, Instagram หรืออ่านข้อความต่างๆ เรามักจะถือสมาร์ทโฟนในแนวตั้ง ซึ่งหน้าจอแบบ 19.5:9 จะมีพื้นที่ให้เราได้ชมคอนเทนต์นั้นๆ มากยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มพื้นที่ด้านบนและล่าง
  2. ใช้งานแบบ Multitasking ได้สะดวกมากขึ้น เช่น ฟังก์ชัน Split Screen ที่ทำให้ในหนึ่งหน้าจอเราสามารถใช้งานได้ 2  แอปพร้อมกัน และมีพื้นที่ให้แต่ละแอปมากยิ่งขึ้น
  3. ความละเอียดเพิ่มขึ้น อาจจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ถ้าเป็นจอความละเอียดระดับ HD+ และ Full HD+ ก็อาจดูสมจริงคมชัดมากที่สุดเวลาเล่นเกมหรือวิดีโอ
  4. เสริมประสิทธิภาพของกล้อง หลายคนคงสงสัยว่าเกี่ยวข้องอย่างไร จะเห็นว่าสมาร์ทโฟนในปัจจุบันก็ใช้กล้องคู่กันหมดแล้ว เลนส์แรกก็จะทำการจับภาพปกติ ส่วนเลนส์สองจับรายละเอียดเสริมเช่น วิว วัตถุ สภาพแสง เป็นต้น ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาตั้งใจให้กล้องทำงานเช่นไร แต่ถ้าจะให้มีความแตกต่างเกิดขึ้น หน้าจออัตราส่วน 19.5:9 สามารถช่วยได้

OPPO F9

และตอนนี้ก็มีหลายๆ แบรนด์ก็เริ่มหันมาใช้จอกว้างในอัตราส่วนแบบนี้กันแล้ว เชื่อว่าในอนาคตคงมีคอนเทนต์แบบใหม่ออกมารองรับมากขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่อย่าง OPPO F9 เพิ่งเปิดตัวไปไม่นานนี้ก็มาพร้อมกับอัตราส่วนหน้าจอแบบใหม่นี้ด้วยเหมือนกัน มาดูกันว่าหน้าจอกว้างกว่าของ OPPO F9 จะดีกว่าจอแบบเดิมแค่ไหน?

OPPO F9

OPPO F9 มาพร้อมจอที่มีการปรับดีไซน์ใหม่โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติในชื่อ Waterdrop Screen ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่การแสดงผลให้สูงขึ้นถึง 90.8% พร้อมปรับขนาดรอยบาก (Notch) ให้มีความเล็กลงคล้ายกับหยดน้ำ

โดยใช้หน้าจอแสดงผลแบบ LTPS IPS LCD ความละเอียด FHD+ 2340 x 1080 พิกเซล ขนาด 6.3 นิ้ว ในอัตราส่วน 19.5:9  รวมทั้งซ่อนลำโพง และเซ็นเซอร์ต่างๆ เอาไว้อย่างแนบเนียน ทำให้ช่วยให้มือถือสามารถแสดงผลได้อย่างเต็มตามากกว่าเดิม

จอกว้างกว่าของ OPPO F9 รับชม YouTube ได้ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p 60fps คมชัด และเต็มตา

จอกว้างกว่าของ OPPO F9 เล่นเกม ROV ได้ไหลลื่น และคมชัดระดับ HD

จอกว้างกว่าของ OPPO F9 ทำให้การรับชมคอนเทนต์ต่าง เช่น Facebook, Twitter มีพื้นที่ในการรับชมได้มากขึ้น

จอกว้างกว่าของ OPPO F9 รองรับแอปแบ่งหน้าจอ มีพื้นที่ระหว่างแอปที่แบ่งมากขึ้น

นอกจากจอกว้างกว่าแล้ว OPPO F9 ยังมีจุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งนั่นก็คือ เทคโนโลยี VOOC Flash Charge ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นาน 2 ชั่วโมง ที่มาพร้อมกับระบบป้องกัน 5 ขั้นตอนการันตีความปลอดภัย โดยใช้จุดเชื่อมต่อพิเศษ 7 เส้น Pin ของ USB (ซึ่งระบบชาร์จเร็วทั่วไปใช้เพียง 5 เส้น) จึงสามารถป้องกันแรงดันไฟฟ้าและความร้อนที่มากเกินไปได้ สามารถเล่นเกมขณะชาร์จไฟโดยไม่ต้องกังวลเครื่องร้อน

รวมทั้งมาพร้อมกล้องเซลฟี่ที่ถือเป็นจุดเด่นหลักของสมาร์ทโฟน OPPO โดยมีความละเอียด 25 ล้านพิกเซล รูรับแสงF/2.0 พร้อมเซ็นเซอร์ HDR สำหรับช่วยถ่ายภาพแบบย้อนแสง หรือสภาวะแสงน้อย และเทคโนโลยี AI Beauty 2.1 สำหรับช่วยปรับแต่งใบหน้าผู้ใช้ให้มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ

ส่วนกล้องหลังเป็นกล้องคู่รุ่นแรกของ OPPO ในตระกูล F Series โดยกล้องหลักความละอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง f/1.8 ส่วนกล้องรองความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสง f/2.4 รองรับโหมดถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ (AI Portrait) และมี AI Scene Recognition ปรับแต่งโหมดภาพถ่ายได้สวยงามสามารถระบุได้ถึง 16 ประเภทวัตถุมีความแม่นยำสูง โดยเราจะภาพถ่ายที่ได้รับการปรับแต่งแสง ความสว่าง และความคมชัด ให้ออกมาสวยสมบูรณ์ได้แบบมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นตอนพระอาทิตย์ขึ้น ภาพอาหาร วิวภูเขา หรือตอนกลางคืน

OPPO F9 มีให้เลือก 3 สี คือสีแดง (Sunrise Red) สีน้ำเงิน (Twilight Blue) และ Special Edition สีม่วง (Starry Purple) ราคา 10,990 บาท ซึ่งสีแดง และสีน้ำเงินวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ส่วนสี Starry Purple เปิดให้จองพรีออเดอร์ตั้งแต่ 8 – 30 กันยายน 2561 โดยลูกค้าจะได้รับของสมนาคุณพิเศษเป็น OPPO Special Gift และ OPPO VIP Card บัตรรับประกันจอแตกนาน 1 ปี 

from:http://mobileocta.com/how-widescreen-is-better-lets-see-how-oppo-f9-will-give-you-a-different-experience-with-the-original-screen/

เมื่อความเร็วคือพระเจ้า ธุรกิจใหญ่ด้านเฮลท์เทคปรับตัวแยกจากบริษัทแม่

เทรนด์สุขภาพและการแพทย์มาแรงทั่วโลก ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ หันมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้คนมีชีวิตยืนยาว สุขภาพดี ซึ่งก็รวมถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆด้วย แต่เมื่อมีดิจิทัล ความเร็วเลยกลายเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

เมื่อ Speed เป็นเรื่องของพระเจ้า Siemens Healthineers แยกตัวจากบริษัทแม่

ดร.โทเบียส เซย์ฟาร์ท กรรมการผู้จัดการ และ ประธาน ซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส (Siemens Healthineers) ประจำภูมิภาคอาเซียน บอกว่า ก่อนหน้านี้ Siemens Healthineers เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่ Siemens ที่ทำธุรกิจเรื่องรถไฟฟ้า แต่เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เราแยกออกมาเปิดบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ชื่อ Siemens Healthineers ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ออกมาแข่งในโลกธุรกิจ ปัจจุบันเรายังมีสัดส่วนประมาณ 18% ของ Siemens ทั้งหมด

“การทำธุรกิจตอนนี้โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีความเร็ว และความคล่องตัว การที่เราต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ เลยต้องใช้จุดเด่นเราที่มีเครือข่าย พันธมิตรโรงพยาบาล ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าที่ใช้บริการเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ มาวิเคราะห์ พัฒนาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ”

นอกจากนี้การมีบริษัทแม่เป็น Siemens ทำให้ภาคการผลิตของเราดีขึ้น เพราะเรามีการแลกเปลี่ยน IT engineer ความรู้ต่างๆ ระหว่างกันมากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

พัฒนาเทคโนโลยี AI เพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจ สนับสนุนการแพทย์

เทคโนโลยีทางการแพทย์มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การที่บริษัทเราจะแข่งขันกับคนอื่นได้ ต้องพัฒนาให้เร็วยิ่งขึ้น จุดแข็งเราคือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence) มาพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพ เครื่องมือทางการแพทย์ การบริการคนไข้ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องทอลอง (ห้องแล๊ป) ฯลฯ

ปัจจุบันบริษัทเราให้บริการภายในโรงพยาบาล (รพ.) อยู่แล้ว อย่างในไทย รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.บำรุงราษฎร์ กลุ่มรพ. รามคำแหง และ รพ.ในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ มีเครื่องมือแพทย์อย่างเครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนที่ใช้เทคโนโลยี Cinematic VRT และซอฟต์แวร์ซินโกเวีย (Syngo.via) ซึ่งทำให้แพทย์มีข้อมูลภาพจำลองร่างกาย สมองมนุษย์ ฯลฯ และเอามาวินิจฉัยโรคได้ดีขึ้น เพราะมองเห็นอวัยวะที่ต้องการตรวจได้ชัดเจนขึ้น

และเมื่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากโรงพยาบาล (รพ.) ทั่วโลก มีการใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนเพิ่มขึ้น 30% ทำให้รพ. ต่างๆ ต้องบริหารขั้นตอนภายในรพ.ให้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Simens Healthineers เลยพัฒนาโซลูชั่นและแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้บุคลากรของรพ. ในชื่อ PEPconnect (Personalized Education Plan)

PEPconnect (Personalized Education Plan) จะใช้งานง่ายเหมือนโซเชี่ยลมีเดีย มีช่องให้คนในรพ.แชทกันได้ เพื่อติดตามสมรรถนะการใช้งานของเครื่องแบบเรียลไทม์และแจ้งบำรุงรักษาได้ทันทีผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน

แล้ว Siemens Healthineers วางแผนงานธุรกิจในไทย อย่างไรบ้าง

Simens Healthineers เรามองเทรนด์เทคโนโลยีทางการแพทย์ไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องดูนโยบายของประเทศไทยว่าจะขับเคลื่อนไปทางไหน ซึ่งปัจจุบันไทยทำได้ดีในเรื่องการดูแล และรักษาพยาบาลลูกค้ากลุ่มบน ดังนั้นในอนาคตเรามองว่าควรการแพทย์ต้องเข้าถึงกลุ่มประชาชนไทยให้มากขึ้น และคนกลุ่มนี้ต้องสามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานให้ได้ ทางบริษัทจึงสนับสนุนไทยผ่านเทคโนโลยร และเงินทุนอย่างถูกที่ ถูกเวลา

Siemens Healthineers เราอยู่ในไทยมากว่า 120 ปี จึงตั้งเป้าหมายการเติบโตในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันไทยถือเป็น Medical Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยจุดประสงค์ของบริษัทยังแบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่

  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจรักษา
  • เปลี่ยนโฉมการดูแลรักษาคนไข้ให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปรับประสบการณ์การรับบริการของคนไข้
  • ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพไปสู่ยุคดิจิทัล

สรุป

เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับเจ้าใหญ่ในธุรกิจเดิม ดังนั้น Siemens Healthineers ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ในตลาด แม้จะมีจุดแข็งว่าเข้าถึงข้อมูลการรักษาพยาบาลได้มากกว่ากลุ่มหน้าใหม่ แต่เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ ล่าสุดเลยแยกบริษัทออกจากบริษัทแม่ แน่นอนว่าเพื่อความคล่องตัวให้ทำธุรกิจ นโยบายต่างๆ ได้เร็วขึ้นแต่ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องการระดมเงินทุนได้มากขึ้นด้วย เพราะธุรกิจเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการพัฒนา 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/health-tech-siments/

คืนเงิน Lazada : วิธีถอนเงินจาก Lazada Wallet เข้าบัญชีธนาคาร

บทความนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การถอนเงินจาก Lazada Wallet ที่ได้จากการคืนเงินที่ซื้อสินค้าบน Lazada (ผมทำการยกเลิกการสั่งสินค้า) กลับมาเข้าบัญชีธนาคารของตัวเอง ซึ่งขั้นตอนคืนเงินนั้นก็ไม่ยากครับ แต่ต้องใช้เวลารอนิดหน่อย

โดยการถอนเงินนั้นสามารถทำได้ผ่านแอพของ Lazada เองเลยครับ โดยเข้าไปที่เมนู Lazada Wallet หลังจากที่เราได้คูปองคืนเงินเข้ามาในระบบ Wallet แล้ว จะพบยอดเงินคงเหลือในกระเป๋าของเราอยู่ จากนั้นกดไปที่เมนู ยอดเงินคงเหลือ

ด้านล่างจะมีปุ่ม “ถอน” กดเข้าไปจะมีหน้าสำหรับให้กรอกรายละเอียดบัญชีธนาคารที่เราต้องการรับเงินคืน ได้แก่ ชื่อธนาคาร ชื่อบัญชี เลขที่บัญชี และรหัสสาขาของธนาคาร​ (รหัสสาขาไม่ต้องใส่ก็ได้) เมื่อกรอกเรียบร้่อยแล้วกดปุ่ม ถอนเงิน

จะมีข้อความบอกให้เราไปกดลิงก์เพื่อยืนยันการถอนเงินผ่านอีเมลที่เราสมัครไว้กับ Lazada … ให้เปิดอีเมลแล้วหาเมลจาก Lazada เพื่อกดปุ่ม ยืนยัน ครับ

หลังจากกดปุ่มยืนยันแล้ว จะพบว่ายอดเงินใน Lazada Wallet ของเราจะหายไปตามจำนวนที่เรากดถอน จากนั้นจะใช้เวลารอประมาณ 3-7 วันทำการ (ไม่รวมวันหยุดเสาร์ อาทิตย์) เงินถึงจะเข้าบัญชี

สำหรับผมใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 3 วัน เงินเข้าบัญชีธนาคารตามปกติ ครบทุกบาททุกสตางค์ ไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ

from:http://www.9tana.com/node/lazada-wallet-withdraw/

แจ๊ค หม่า: ถ้าชาติหน้ามีจริง จะไม่ทำธุรกิจแบบนี้อีก ผมอยากมีความสุขกับชีวิตของตัวเอง

Jack Ma แจ๊ค หม่า

ข่าวการเตรียมวางมือของแจ๊ค หม่าแห่ง Alibaba สร้างความสนใจให้กับคนทั่วโลก เพราะนี่เป็นการประกาศแผนการสืบต่อกิจการครั้งแรกของบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชีย

  • ปัจจุบัน Alibaba มีมูลค่ากิจการ 4.2 แสนล้านดอลลาร์ และมีพนักงานอยู่ในอาณาจักรมากถึง 86,000 คน

แต่รู้หรือไม่ว่า แจ๊ค หม่าเคยพูดถึงความในใจของการก่อตั้ง Alibaba และชีวิตหลังการวางมือไว้หลายครั้งแล้ว

ถ้าชาติหน้ามีจริง จะไม่ทำธุรกิจแบบนี้อีก

หม่าเคยพูดถึงการก่อตั้ง Alibaba ไว้ว่า “สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต คือการก่อตั้ง Alibaba” เพราะ “ผมแค่ต้องการทำธุรกิจเล็กๆ ขึ้นมาอันหนึ่ง และไม่ได้ต้องการให้มันใหญ่โต เพราะ[ถ้าใหญ่โต]มันต้องใช้ความรับผิดชอบสูง รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมายด้วย”

ถ้าชาติหน้ามีจริง (If I still can have a next life – ถ้าแปลตรงๆ จะได้ว่า ถ้าผมยังสามารถมีชีวิตในชาติหน้า) ผมจะไม่ทำธุรกิจแบบนี้อีก ผมจะเป็นตัวของตัวเอง ผมต้องการมีความสุขกับชีวิต”

“ทุกๆ วันก็ยุ่งเหมือนกับเป็นประธานาธิบดี และผมไม่มีอำนาจใดๆ (น่าจะหมายความว่า ไม่มีอำนาจแบบประธานาธิบดี) ผมไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง”

ไม่ขอตายในออฟฟิศ แต่ขอจบชีวิตที่ชายหาด

ก่อนหน้าที่แจ๊ค หม่าจะส่งไม้ต่อตำแหน่งซีอีโอให้กับแดเนียล จาง ในปี 2015

ย้อนไปก่อนหน้านั้น 2 ปี คือในปี 2013 ในขณะนั้น หม่ายังเป็นซีอีโอของ Alibaba หม่าเคยบอกไว้ว่า “ตอนที่ผมวางมือจากตำแหน่งซีอีโอ ผมบอกกับทีมว่า ผมควรจะมีเวลาไปตีกอล์ฟที่ชายหาด” พร้อมทั้งบอกว่า “ผมไม่ขอตายในออฟฟิศของตัวเอง ผมต้องการจบชีวิตที่ชายหาด”

ประเด็นก็คือ แม้หม่าจะไม่ได้นั่งเป็นซีอีโอของ Alibaba มาตั้งแต่ปี 2015 และเขาก็ไม่ต้องลงไปปฏิบัติงานเองทั้งหมด แต่เขาจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เดินทางไปในหลายที่ทั่วโลก เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทในการพบปะกับบรรดาผู้นำทั้งทางด้านธุรกิจและการเมืองทั่วโลก

มีข้อมูลระบุว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีคลิปวิดีโอที่แชร์กันในโลกออนไลน์ พบว่า แจ๊ค หม่าแสดงอาการเหนื่อยล้าในงานประชุมเรื่องปัญญาประดิษฐ์ โดยก่อนหน้านั้น 1 วัน เขาเพิ่งกลับมาจากงานที่ฮ่องกงตอน 4 ทุ่ม และเข้าพบประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในเช้าวันนั้น

  • เข้าใจว่า เหตุการณ์ทำนองนี้น่าจะเกิดกับหม่าอยู่บ่อยครั้ง และนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ขอตายในออฟฟิศ แต่ขอจบชีวิตที่ชายหาดก็เป็นได้
แจ๊ค หม่า Jack Ma
Photo: Shutterstock

ช่วงที่มีความสุขที่สุด คือตอนเป็นครู และมีรายได้ 433 บาทต่อเดือน

ทุกคนน่าจะได้เห็นข่าวกันแล้วว่า แจ๊ค หม่าจะกลับไปทำงานด้านการศึกษาอีกครั้ง หลังจากวางมือจากตำแหน่งประธานกรรมบริษัทในปีหน้า โดยจะส่งไม้ต่อให้กับแดเนียล จาง ซีอีโอคนปัจจุบัน

ถ้าใครที่ตามข่าวของหม่ามาโดยตลอด คงไม่แปลกใจ เพราะเขาพูดถึงการจะกลับไปทำงานด้านการศึกษาที่เขารักมาโดยเสมอ

ตามประวัติแล้ว หม่าเคยสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนในหางโจวกว่า 6 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน 10 ของคุณครูรุ่นใหม่ที่มีวิธีการสอนที่โดดเด่นที่สุดในปี 1994

หม่าเคยพูดถึงการทำธุรกิจไว้ว่า “ผมไม่เคยถูกฝึกมาให้ทำธุรกิจ ไม่เคยเป็นแม้กระทั่งนักบัญชีหรือโปรแกรมเมอร์ สิ่งเดียวที่ผมทำ คือเรียนรู้และถ่ายทอดแบ่งปัน ผมทำงานเป็นผู้ประกอบการแบบเดียวกันกับที่ผมเป็นครู”

หม่าเรียกตัวเองใน Alibaba ว่าเป็น CEO ที่มาจากคำว่า Chief Education Officer หรือประธานด้านการศึกษาของบริษัท (โดยปกติ CEO มาจากคำว่า Chief Executive Officer หรือ ประธานกรรมการบริหารของบริษัท) เพราะฉะนั้น ด้วยจิตวิญญาของความเป็นครู หม่าจึงต้องการให้คนรุ่นใหม่ในองค์กร (ลูกศิษย์) มาแทนที่ตำแหน่งของเขา และที่สำคัญต้องไปได้ไกลกว่าอาจารย์ของตัวเอง

นอกจากนั้น หม่ายังเคยบอกไว้ด้วยว่า “ช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิต คือตอนที่เป็นครูจนๆ ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และมีรายได้เพียง 91 หยวนต่อเดือน” (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 433 บาท)

ข้อมูล – South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jack-ma-regrets-founding-alibaba/