คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

วิธีถอนเงินจาก TrueMoney Wallet พร้อมเพย์ โอนเข้าบัญชีธนาคารเป็นเงินสด ไม่เสียค่าธรรมเนียม

สำหรับคนที่มีเงินในบัญชี TrueMoney Wallet ไม่ว่าจะได้มาจากการรับโอน หรือได้มาจากกิจกรรมร่วมสนุกต่างๆ แล้วต้องการถอนเงินออกมาใช้เป็นเงินสดจริงๆ หรือจะโอนเข้าบัญชีธนาคารทั่วไป วันนี้ผมจะมาแนะนำขั้นตอนการโอนง่ายๆ รวดเร็ว และไม่เสียค่าธรรมเนียมมาฝากครับ

ซึ่งโดยปกติแล้ว TrueMoney Wallet จะเปิดให้เราโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ แต่จะต้องเสียค่าธรรมเนียม 15 บาท และเสียเวลารอนานถึง 2 วันทำการ

แต่เมื่อไม่นานมานี้ TrueMoney Wallet ได้รองรับการโอนเงินเข้าระบบพร้อมเพย์ นั่นหมายความว่าบัญชี TrueMoney Wallet ของเราก็สามารถใช้รับ-โอนเงินกับธนาคารอื่นๆ ทั่วไปได้เหมือน ด้วยกฏเดียวกันกับพร้อมเพย์นั่นเอง

แต่ก่อนจะใช้ฟีเจอร์พร้อมเพย์ของ True Wallet ได้ จะต้องไปทำการยืนยันตัวตนที่ตู้ทรูมันนี่เสียก่อน (อ่านวิธีการยืนยันที่นี่) เมื่อยืนยันตัวตนการใช้พร้อมเพย์ได้เรียบร้อนแล้ว ในเมนูโอนเงิน เราจะสามารถเลือกประเภทบัญชีผู้รับเป็นพร้อมเพย์ได้

ขั้นตอนการโอนก็ไม่ยาก เพียงกรอกหมายเลขพร้อมเพย์ปลายทางที่ต้องการโอนเงิน เป็นเบอร์มือถือ เลขบัตรประชาชน หรือเลขอีวอลเล็ทอื่นๆ ที่อยู่ในระบบพร้อมเพย์

จากนั้นจะมีหน้ายืนยันการทำรายการให้เราตรวจสอบชื่อผู้รับอีกครั้ง กดยืนยันการโอนเงินอีกครั้ง เป็นอันเสร็จ

ลองตรวจสอบบัญชีปลายทางอีกครั้งว่าเงินเข้าจริงหรือเปล่า ผลปรากฏว่าเข้าจริง แบบทันทีทันใด ไม่ต้องรอสองวันทำการ และไม่เสียค่าธรรมเนียมครับ

ด้วยฟีเจอร์นี้ ทำให้เราสามารถประยุกต์การใช้งาน Truemoney Wallet ได้หลากหลายกว่าเดิม นอกจากใช้จ่ายบิล หรือซื้อของออนไลน์ ยังสามารถใช้เป็นที่พักเงินสด หรือฝากเงินสดที่เซเว่น เพื่อโอนต่อไปยังบัญชีอื่นๆ ได้อีกด้วย

from:http://www.9tana.com/node/truemoney-wallet-withdrawals/

Advertisements

เล่น Facebook/LINE 2 ID ในเครืองเดียว ด้วยฟีเจอร์ Dual messenger จากซัมซุง

มีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนใช้สมาร์ทโฟนซัมซุงตั้งแต่รุ่น S8, Note 8 และ S9 มาฝากครับ เป็นฟีเจอร์ที่จะช่วยอำนวยความสะดวก ให้เราใช้แอปโซเชี่ยลต่างๆ ได้ 2 บัญชีแบบพร้อมๆ กัน ไม่ต้องสลับหรือคอย log in / log out ฟีเจอร์ที่ว่านี้ก็คือ Dual messenger

Dual messenger เป็นฟีเจอร์ที่จะช่วย “ก็อปปี้” แอพพลิเคชั่นที่รองรับ (ส่วนใหญ่ก็เป็นแอพโซเชี่ยล เช่น Facebook, LINE, Facebook Messenger) ให้แยกเป็น 2 แอพขาดออกจากกัน ใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลแยกออกจากกัน ทำให้เราสามารถใช้งาน 2 บัญชีพร้อมกันได้นั่นเอง

วิธีใช้ Dual messenger นั้นไม่ยากครับ เข้าไปที่หน้าสำหรับการตั้งค่า เลือกที่ คุณสมบัติขั้นสูง

เลื่อนลงมาด้านล่างหาชื่อ Dual messenger กดเข้ามาจะเจอรายการแอพที่รองรับฟีเจอร์ Dual messenger หากต้องการก็อปปี้แอพไหนก็ให้เลือกที่รายการนั้น

ยกตัวอย่างเช่น ต้องการก็อปปี้แอพ Facebook ขึ้นมาอีกอัน

รอไม่กี่อึดใจก็จะได้แอพที่ก็อปปี้เพิ่มเข้ามาในค่อนก่อน ซึ่งมีจุดที่สังเกตได้ง่ายๆ ตรงที่แอพที่ก็อปปี้ไอค่อนจะมีมุมสีส้มๆ ปรากฏอยู่ ช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าแอพไหนเป็นของบัญชีไหน หรือไม่ทำให้เราหลงนั่นเอง

สำหรับใครที่ใช้มือถือซัมซุงที่มีฟีเจอร์นี้ก็ลองไปเปิดใช้งานดูได้ครับ มีประโยชน์มากจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ทำงานผ่านแอพโซเชี่ยลหลายบัญชี

from:http://www.9tana.com/node/dual-messenger/

รีวิว Ticwatch E: Android Wear ที่คุ้มค่าที่สุด

สมาร์ทวอทช์เป็นสิ่งหนึ่งที่เริ่มจะพบเห็นได้ทั่วไปในบ้านเราแล้ว ซึ่งสองยี่ห้อที่เรามักจะพบกันบ่อยๆ ก็คือ Samsung Gear และ Apple Watch แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ราคาน่าคบหา และมีฟีเจอร์ครบครันด้วย นั่นคือ Ticwatch E นั่นเอง

ก่อนอื่นขอเล่าที่มาของนาฬิกา Ticwatch E กันก่อน Ticwatch เป็นแบรนด์นาฬิกาของบริษัท Mobvoi สัญชาติจีน ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านซอฟต์แวร์และปัญญาประดิษฐ์ และยังได้เงินทุนจากบริษัทมากมาย รวมทั้ง Google

สำหรับตัว Ticwatch E (และ Ticwatch S) นั้น ก็เป็นสมาร์ทวอทช์รุ่นที่สามของ Mobvoi ต่อมาจาก Ticwatch และ Ticwatch 2 ที่เปิดตัวไปก่อน โดยทั้ง Ticwatch S และ E นั้นเป็นโปรเจ็กต์อุปกรณ์สวมใส่ที่ได้รับการระดมทุนมากที่สุดเป็นอันดับสองของเว็บไซต์ Kickstarter เลยทีเดียว

หมายเหตุ: ทำการรีวิวกับโทรศัพท์แอนดรอยด์

ดีไซน์

Ticwatch E ที่นำมารีวิวในครั้งนี้เป็นสีดำนะครับ แต่ก็มีสีขาวและสีเลม่อนให้เลือกด้วยเช่นกัน สำหรับสีดำนี้ วัสดุตัวเรือนเป็นพลาสติกแบบด้านที่ให้ความรู้สึกเรียบ เรียบทั้งในความหมายของพื้นผิวและในทางดีไซน์ ดูสะอาด

ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 44 มิลลิเมตร หนา 13.5 มิลลิเมตร และหน้าปัดเป็นกระจกกันรอยขนาด 1.4 นิ้ว ขอบอาจจะดูหนาเล็กน้อยทำให้ไม่ได้ดูหรูหรามาก แต่ก็ดูสมส่วน สายนาฬิกาเป็นซิลิโคนสีดำ สามารถถอดเปลี่ยนได้ตามปกติ

การใช้งานทั่วไป

หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของนาฬิกาคงจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการบอกเวลา ซึ่ง Ticwatch E ก็บอกเวลาผ่านหน้าจอ OLED ที่มีความหนาแน่นพิกเซล 287 dpi ได้อย่างชัดเจนแม้ในที่แสงจ้า เราสามารถปรับความสว่างของหน้าจอได้เอง แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงเพื่อปรับความสว่างให้อัตโนมัติ

ในการดูเวลา เราสามารถตั้งให้หน้าจอเปิดตลอดก็ได้ โดยจะแสดงเป็นสีขาว-ดำ และเรายังสามารถใช้งานฟีเจอร์ยกข้อมือเพื่อเปิดหน้าจอก็ได้เช่นกัน แต่จะมีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่มีดีเลย์ประมาณเกือบหนึ่งวินาที อีกวิธีหนึ่งก็คือการแตะหน้าจอสองครั้งเพื่อเปิดหน้าจอ ซึ่งวิธีทั้งสามนี้ไม่ใช่ให้เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งนะครับ สามารถใช้งานทุกแบบพร้อมกันได้เลย

Ticwatch E มาพร้อมแรม 512 MB และพื้นที่เก็บข้อมูล 4 GB ขับเคลื่อนด้วยซีพียู 1.2 Ghz ผมก็ไม่ทราบได้ว่าสเปกที่ให้มามันถือว่าเยอะ น้อย หรือพอดี แต่ในการใช้งานแล้วก็ลื่นไหล ไม่ได้พบปัญหาแอพเด้งออกหรือการสะดุดแต่อย่างใด

ระบบภายในของ Ticwatch E เป็น Wear OS (หรือชื่อเดิมก็คือ Android Wear) เวอร์ชัน 2.10.0 บนพื้นฐานแอนดรอยด์ 7.1.1 ณ วันที่รีวิว ทำให้มีฟังก์ชันพื้นฐานของ Wear OS ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนหน้าปัด การเช็คการแจ้งเตือนบนมือถือ การดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากบน Play Store และ Google Assistant เป็นต้น

ในการป้อนข้อความต่างๆ เช่น ตอบแชท เราสามารถพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดบนหน้าจอได้ สามารถลาก (swipe) เป็นคำได้ ซึ่งจากการใช้งานก็ถือว่าพิมพ์ได้แม่นยำเกินคาด อีกวิธีหนึ่งก็คือสามารถพิมพ์ด้วยเสียงได้ ในการใส่อิโมจิก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยการวาดภาพเป็นอิโมจิที่เราต้องการ ตัวคีย์บอร์ดก็จะไปค้นหาอิโมจิดังกล่าวมาให้และให้เราเลือก

มี Wi-Fi ในตัวทำให้โหลดแอพหรือใช้งานอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องพึ่งมือถือ

Ticwatch E เชื่อมต่อกับมือถือของเราผ่านบลูทูธ 4.1 แบบประหยัดพลังงาน (BLE) และตัวมันเองก็มี Wi-Fi ในตัว ซึ่งเมื่อเปิดไว้แล้วมันจะสลับการทำงานระหว่างบลูทูธและ Wi-Fi อัตโนมัติ ทำให้เปิดทิ้งไว้ได้ไม่ต้องกลัวเปลืองแบตฯ การที่มันมี Wi-Fi ในตัวนี้เอง ทำให้สามารถโหลดแอพหรือใช้งานฟังก์ชันที่ต้องการอินเทอร์เน็ตต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งมือถือเลย

ด้วยความที่มีไมโครโฟนและลำโพงในตัว เราจึงสามารถคุยโทรศัพท์บน Ticwatch E ได้เช่นกัน แต่ต้องเชื่อมต่อกับมือถือผ่านบลูทูธก่อน

สำหรับการเล่นเพลง เราก็สามารถควบคุมได้ผ่านบนนาฬิกาเช่นกัน อย่างในภาพด้านล่างคือใช้งานกับ Apple Music สามารถเล่น หยุด ข้าม ย้อนเพลงได้

Google Assistant

เนื่องจาก Ticwatch E ใช้ระบบ Wear OS จึงมีผู้ช่วยส่วนตัว Google Assistant มาให้ด้วย ซึ่งก็รองรับการพูด “Ok, Google” เวลาที่หน้าจอเปิดอยู่ (ไม่รวม Always-on display) เพื่อเรียกขึ้นมาทำงาน

คำสั่งที่ใช้งานได้ก็ค่อนข้างทัดเทียมกับ Google Assistant บนสมาร์ทโฟน การสั่งงานด้วยเสียงจึงถือเป็นการเพิ่มความสะดวกในการใช้งานสมาร์ทวอทช์ขึ้นไปอีก เช่น “start a workout”, “remind me to call home at work”, “send a Telegram message to John”

การออกกำลังกาย

ประโยชน์ด้านการออกกำลังกายเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คนเราหาสมาร์ทวอทช์มาใช้กัน Ticwatch E ก็สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีเนื่องจากมี GPS ในตัว ทำให้สามารถใส่ออกไปวิ่งได้โดยไม่ต้องนำมือถือไปด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจมาให้ด้วย

มี GPS ในตัว ใส่ออกไปวิ่งได้โดยไม่ต้องนำมือถือไปด้วย

จากการใช้งานกับแอพ Google Fit ก็พบว่า GPS ใช้เวลาระบุตำแหน่งไม่นาน กดเริ่มแล้วก็สามารถคำนวณความเร็วได้เกือบจะทันที ความแม่นยำถือว่าใช้ได้ ระหว่างทางก็มีการวัดอัตราการเต้นหัวใจไปตลอด ซึ่งตัวนาฬิกาก็ไม่ได้ร้อนขึ้น

Ticwatch E มาพร้อมมาตรฐาน IP67 นั่นคือสามารถกันฝุ่นได้ และกันน้ำลึก 1 เมตร นาน 30 นาที ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องเหงื่อเช่นกัน (แต่สำหรับน้ำทะเลนั้นก็แนะนำว่าไม่ควรครับ ไม่ควจจุ่มอะไรลงไปในน้ำทะเลทั้งสิ้น 😂😂)

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของ Ticwatch E นั้นหากใช้งานเบาๆ เชื่อมต่อมือถือ ไม่เปิด Always-on display และไม่ใช้ออกกำลังกาย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ได้ยาวสองวันเต็ม (ชาร์จตอนเช้า แล้วหมดตอนเย็นของวันถัดไป) แต่ถ้าใช้งานแบบผม ก็คือ ถอดปลั๊ก 7 โมงก่อนออกจากบ้าน เชื่อมมือถือตลอด ไม่เปิด Always-on display ตั้ง Wi-Fi ออโต้ บันทึกการขี่จักรยานรวมประมาณ 15 นาที ใช้งานนาฬิกาเล็กน้อย แบตเตอรี่จะเหลือราว 60% เวลา 6 โมงเย็นครับ

สำหรับการชาร์จ 0-100% ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง สายชาร์จเป็นแบบพิเศษ ด้านหนึ่งเป็น USB Type-A ปกติ ส่วนอีกด้านแปะกับตัวเรือนด้วยแม่เหล็กที่แน่นพอสมควร คือไม่ได้ถึงกับแน่น แต่ก็ไม่ได้หลวม

สรุป

Ticwatch E เป็นสมาร์ทวอทช์ที่คุ้มค่ามาก ด้วยราคาที่ส่วนใหญ่จะหาซื้อได้ในราคาไม่ถึง 5,000 บาท (บางครั้งต่ำกว่า 4,000) ก็ได้นาฬิกา Wear OS แล้ว แถมมี Wi-Fi และ GPS ในตัวอีก จึงถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มมาก ใครกำลังมองหาสมาร์ทวอทช์อยู่ Ticwatch E ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจครับ

บทความ รีวิว Ticwatch E: Android Wear ที่คุ้มค่าที่สุด มีต้นฉบับอยู่ที่ Thai App Update.

from:https://thaiappupdate.com/2018/04/11215/

วิธีโทร AIS จากต่างประเทศ แบบไม่เสียค่าโทรเพิ่ม ด้วย VoWiFi

ถึงช่วงซัมเมอร์ เทศกาลแห่งวันหยุดคนไทยมักออกไปเที่ยวต่างประเทศ AIS ได้จึงถือโอกาสแนะนำบริการ VoWiFi ให้ลูกค้าได้ทราบกัน เพื่อประโยชน์ในการรับโทรศัพท์ หรือโทรศัพท์จากต่างประเทศด้วยเบอร์ AIS แบบง่ายๆ ไม่ต้องโรมมิ่งหรือเสียค่าบริการโทรข้ามแดนแพงๆ แบบสมัครก่อน หรือเป็นการโทรผ่านสัญญาณ WiFi ด้วยเบอร์ AIS จริงๆ นั่นเองครับ

VoWiFi ย่อมาจาก Voice over WiFi หลักการก็คือเป็นการใช้สัญญาณโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (WiFi) แทนคลื่นมือถือ โดยยังใช้เบอร์โทรจริงๆ ของเครือข่าย AIS ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก ขอเพียงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นการโทรออก รับสาย หรือ SMS กับ AIS ได้

โดย ณ ตอนนี้ AIS ยังไม่คิดค่าบริการ VoWiFi ในต่างประเทศเพิ่มจากแพ็กเกจปกติ (ส่วนการใช้งานภายในประเทศนั้นฟรีอยู่แล้ว) จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2561 โดยจะคิดราคาตามแพ็กเกจปกติที่ใช้งาน ถึงแม้จะอยู่ต่างประเทศ แต่ก็คิดค่าโทรเหมือนอยู่ในประเทศไทย (รับสายก็ไม่เสียเงิน)

ดูรายละเอียดรุ่นของมือถือที่รองรับ VoWiFi ได้ที่ http://www.ais.co.th/4g/vowifi

from:http://www.9tana.com/node/ais-vowifi/

สงกรานต์ 2561 ดีแทคแจกซองกันน้ำมือถือ ฟรี !

ดีแทคจัดแคมเปญเล็กๆ น้อยๆ สมนาคุณลูกค้าในช่วงสงกรานต์ปี 2561 นี้ ด้วยการแจกซองมือถือกันน้ำให้ฟรี สำหรับลูกค้าเดิมที่เข้ามาชำระค่าบริการ หรือลูกค้าที่มาเปิดเบอร์ใหม่ เริ่มวันที่ 7 เมษายน 2561

สำหรับลูกค้าดีแทคที่มาทำธุรกรรมที่สำนักงานบริการดีแทคทั่วประเทศ ลูกชำระค่าบริการรายเดือนมูลค่า 500 บาทขึ้นไป หรือเปิดเบอร์ใหม่ เปลี่ยนเป็นรายเดือน หรือย้ายค่าย พร้อมสมัครแพ็กเกจมูลค่า 599 บาท หรือซื้อสมาร์ทโฟน พร้อมสมัครแพ็กเกจ แพ็กใดก็ได้ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 7 เมษายน 2561 เป็นต้นไป (จนกว่าสินค้าจะหมด) พิเศษ ลูกค้า BLUE MEMBER กด *140# โทรออก แล้วแสดงข้อความบนหน้าจอมือถือเพื่อรับสิทธิ์ทันที ที่ร้าน dtac hall ทุกสาขา

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

from:http://www.9tana.com/node/dtac-songkran-2561/

ย้ายไปปลุกใจเสือป่าที่อื่นแทน นิตยสาร Playboy โบกมือลา Facebook หลังข่าวฉาวข้อมูลรั่ว

นโยบายที่เข้มงวดของ Facebook คือสิ่งที่ทำให้นิตยสาร Playboy อึดอัดมานาน ส่วนฟางเส้นสุดท้ายคือ ข่าวฉาวกรณีข้อมูลผู้ใช้รั่วกว่า 50 ล้านบัญชี ล่าสุด ได้โบกมือลา Facebook เป็นที่เรียบร้อย

Playboy นิตยสารเพลย์บอย
Photo: Shutterstock

นิตยสาร Playboy ประกาศใน Instsgram ว่า ขอถอนตัวและเลิกทำกิจกรรมทุกอย่างบนแพลตฟอร์ม Facebook

สาเหตุหลักมี 2 ข้อคือ

  1. นโยบายของ Facebook ที่เข้มงวดเกินไป โดยเฉพาะหลังจากที่นิตยสาร Playboy กลับมานำเสนอภาพโป๊อีกครั้งให้เข้ากับยุคสมัย แต่ดูเหมือนว่า Facebook จะเคร่งครัดจนเกินไป ทำให้ทางบริษัทรู้สึกไม่สะดวกใจในการใช้งาน และส่งผลต่อธุรกิจโดยตรง
  2. ข่าวฉาวของ Facebook กับ Cambridge Analytica ที่ทำข้อมูลผู้ใช้งานหลุดกว่า 50 ล้านราย กรณีนี้ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้นิตยสาร Playboy ถอนตัวออกจาก Facebook เพราะไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะไม่ต้องการให้นำเอาข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด
Playboy นิตยสารเพลย์บอย
Photo: Shutterstock

ล่าสุดจากการตรวจสอบพบว่า Facebook ของ Playboy ที่มียอดผู้ติดตามกว่า 25 ล้านคนได้หายไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นนิตยสารรายใหญ่รายแรกของสหรัฐอเมริกาที่ออกมาประกาศถอนตัวออกจาก Facebook

ส่วน Facebook ของ Playboy Thailand ที่มียอดผู้ติดตามเกือบ 4 ล้านคนยังปกติดี

ด้านล่างนี้คือ คำแถลงการณ์ของผู้บริหารนิตยสาร Playboy :

แถลงการณ์สั้นๆ ของนิตยสาร Playboy บน Instagram
แถลงการณ์สั้นๆ ของนิตยสาร Playboy บน Instagram

ที่มา – prnewswireNiemanlab

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/playboy-goodbye-facebook/

เช็คแบตไอโฟน ว่าเสื่อมหรือยัง หากประสิทธิภาพต่ำกว่า 80% ควรเปลี่ยนแบตฯใหม่

จากกรณีที่มีข่าวว่า Apple แอบปรับลดประสิทธิภาพของ CPU ใน iPhone เมื่อตรวจพบว่าแบตเตอร์รี่เสื่อมโดยไม่แจ้งผู้ใช้ให้ทราบ ล่าสุดใน iOS 11.3 ทางแอปเปิลก็ได้ออกฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้สามารถตรวจสุขภาพแบตฯ ของ iPhone ได้ด้วยตนเอง และถ้าแบตเราเสื่อมก็จะสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้เครื่องทำงานเต็มประสิทธิภาพต่อไป (แต่เสี่ยงต่ออาการเครื่องดับ เนื่องจากจ่ายไฟไม่ทัน) หรือจะปรับลดความเร็วให้ช้าลงเพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่อง

รูปภาพ – Pixabay

วิธีการตรวจสอบสุขภาพแบตฯ สามารถทำได้ง่ายๆ ครับ (แต่ต้องอัพเดท iOS ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด หรือ iOS 11.3 ก่อนนะครับ) จากนั้นเข้าไปที่ Settings > Battery > Battery Health

ตรง Maximum Capacity จะมีตัวเลขที่เป็น % ของประสิทธิภาพในการเก็บประจุไฟของแบตเตอร์นี่เครื่องของเราบอกให้ทราบ ยกตัวอย่างเช่น iPhone 7 Plus อายุ 1 ปี 4 เดือน ของผม ตอนนี้เหลือประสิทธิภาพอยู่ที่ 88% (จากเต็มที่ 100%) ซึ่งได้มีการอธิบายต่อด้านล่างว่า แบตฯ ของผมยังทำงานด้วยความเร็วตามปกติ ยังไม่โดยลดความเร็วแต่อย่างใด

แต่ในกรณีที่ประสิทธิภาพลดลงน้อยกว่า 80% แล้ว จะมีข้อความบอกอีกแบบ (ขอยืมภาพประกอบจาก Apple) บอกว่ามีการปรับลดประสิทธิภาพการทำงานลง เพื่อไม่ให้เครื่องดับระหว่างใช้งาน โดยสามารถปิดฟีเจอร์นี้ได้ (เครื่องจะกลับมาทำงานเร็วเหมือนเดิม แต่เสี่ยงเจอเหตุการณ์เครื่องดับ)

ที่มา – Apple

หากใครที่แบตเสื่อม (ต่ำกว่า 80%) ต้องการเปลี่ยนแบตใหม่ ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงโปรโมชั่นเปลี่ยนแบตใหม่ในราคา 1,000 บาท (จากปกติ 2,900 บาท) อยู่ครับ >> อ่านรายละเอียด

from:http://www.9tana.com/node/iphone-battery-check/