คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

วิธีบังคับให้ Windows 10 อัพเดทชุด Fall Creators แบบทันที

วันนี้ไมโครซอฟท์ได้ปล่อยอัพเดทชุดใหญ่ตัวใหม่ของ Windows 10 ออกมา ในชื่อ Windows 10 Fall Creators Update ซึ่งการอัพเดทครั้งนี้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ มากมาย เช่น แอป Photos โฉมใหม่, Mixed Reality Viewer สำหรับ AR, My People, Cortana, Microsoft Edge รวมไปถึงการอัพเดทความปลอดภัยและความสเถียรของระบบ ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใช้ทั่วไปจะได้รับการอัพเดทอัตโนมัติผ่านทาง Windows Update

วิดีโอแนะนำฟีเจอร์ใหม่ของ Windows 10 Fall Creators Update

วิธีบังคับอัพเดท Windows 10 Fall Creators Update

สำหรับคนที่อยากอัพเดท Windows 10 Fall Creators แต่เข้าไปดูใน Windows Update ของเครื่องแล้วยังไม่พบรายการใหม่ ทางไมโครซอฟท์ก็เตรียมเครื่องมือสำหรับการอัพเดทแบบแมนน่วนมาด้วยครับ นั่นคือเข้าไปดาวน์โหลดตัวช่วยอัพเดทได้เองที่เว็บไซต์ https://www.microsoft.com/en-us/software-download/windows10

ตรงหัวข้อ Windows 10 Fall Creators Update now available ให้กดที่ Update now จะให้เราดาวน์โหลดตัว Windows 10 Update Assistant มา (ขนาดไฟล์ไม่ใหญ่)

จากนั้นทำการเปิดตัว Windows 10 Update Assistant ขึ้นมา กด Update Now

ตัวช่วยอัพเดทจะทำการดาวน์โหลดไฟล์อัพเดทมาจากอินเทอร์เน็ตให้เราเอง (ระหว่างนี้สามารถเปิดโปรแกรมอย่างอื่นไปด้วยได้)

ทันทีที่ดาวน์โหลดเสร็จก็จะทำการติดตั้งให้ตามปกติ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะให้เราทำการรีบูทเครื่องอีกหนึ่งครั้ง เป็นอันเสร็จสิ้นการอัพเดท

from:http://www.9tana.com/node/windows-10-fall-creators-updates/

Advertisements

อยู่ๆ Windows 10 ช้า/ค้าง ? สาเหตุเพราะ…มันอาจกำลังอัพเดทตัวเองอยู่เบื้องหลัง

คนที่ใช้ Windows 10 หลายคนอาจจะเคยเจอปัญหาอยู่ๆ เปิดเครื่องขึ้นมาทำงานพีซีที่ใช้อยู่ก็เกิดอาการช้า/กระตุกไปดื้อๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ใช้งานได้เร็วปกติ ?

จริงๆ แล้วสาเหตุการ “ช้า” ของระบบปฏิบัติการ Windows 10 อาจมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการติดไวรัส มัลแวร์ หรือโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ทำงานอยู่เบื้องหลัง ตลอดจนโปรแกรมต่างๆ ที่เราติดตั้งเข้าไปเพิ่มแล้วเปิดตัวเองขึ้นมาตั้งแต่ก่อน start up

สำหรับคนที่มั่นใจจริงๆ ว่าเครื่องของเราก่อนหน้านี้ก็ทำงานได้ปกติ ไม่ได้ติดไวรัสหรือมัลแวร์แน่ๆ สาเหตุที่ทำให้ Windows 10 อยู่ๆ ก็ช้าลงอาจเป็นเพราะ “Windows Update” หรือกลไกการอัพเดทตัวระบบปฏิบัติการของ Windows เองนั่นแหล่ะครับ เพราะตั้งแต่ Windows 10 เป็นต้นมาจะมีฟีเจอร์อัพเดทตัวเองโดยอัตโนมัติมาให้ตั้งแต่ต้น ถึงแม้จะปิดการทำงานผ่าน Windows Update Settings ไปแล้วการอัพเดทบางรายการ (เช่น รายการที่ร้ายแรง) ก็ยังคงทำการอัพเดทตัวเองได้

วันนี้ผมจึงมาเสนอวิธีแก้ปัญหาอาการ “ช้า” ของ Windows 10 ขณะที่กำลังมีการอัพเดทมาแนะนำครับ

1. ตั้งค่าการอัพเดทให้ถูกต้อง

นอกจากขณะการอัพเดทจะทำให้เครื่องช้าแล้ว บางครั้งหลังจากทำการติดตั้งตัวอัพเดทแล้ว Windows 10 อาจรีบูทตัวเองอัตโนมัติด้วย หากใครที่ทำงานอยู่แล้วเจอเหตุการณ์นี้คงหัวเสียไม่น้อย แต่จริงๆ แล้วไมโครซอฟท์ยังสร้างตัวเลือกมาให้เรากำหนด Active hours หรือเวลาที่เราต้องการใช้เครื่องทำงาน (ไม่ต้องการให้ Windows Update มารบกวน) ได้ด้วยครับ …ดูวิธีการตั้งค่าเพิ่มเติมได้ที่ >> วิธีตั้งค่าไม่ให้ Windows 10 restart เอง หลังอัพเดท

2. ปล่อยให้มันอัพเดทให้เสร็จสิ้น

วิธีนี้ก็ตรงไปตรงมาครับ ในเมื่อมันช้าเพราะกำลังอัพเดท ดังนั้นควรปล่อยให้มันอัพเดทไปซะให้เสร็จสิ้นในช่วงที่เราไม่ได้กำลังทำงานสำคัญอยู่ วิธีการก็คือเข้าไปที่หน้า Windows Update โดยการคลิกที่ปุ่ม Start แล้วพิมพ์ว่า Windows Update จะมีรายการ Windows Update settings ขึ้นมา กดเข้าไปครับ จากนั้นก็สั่งให้มันทำการหาตัวอัพเดทและทำการดาวน์โหลดไฟล์อัพเดทจากอินเทอร์เน็ตจนเสร็จกระบวนการครับ (ถ้าเป็นการอัพเดทใหญ่ๆ อาจกินเวลานานเป็นชั่วโมง)

3. ปิดระบบ Update แบบเด็ดขาด (ไม่แนะนำให้ทำถาวร)

วิธีนี้ขอให้เป็นขั้นสุดท้าย สำหรับคนที่ต้องการปิด Windows Update ใน Windows 10 แบบเด็ดขาดหรือพูดง่ายๆ ว่า disable มันไปเลยนั่นเอง ซึ่งหมายความว่าระบบอัพเดทที่ทำงานอยู่เบื้องหลังจากหยุดทำงานไปทันที (อ่านต่อ :  วิธีตั้งค่าปิดอัพเดท Windows 10 แบบเด็ดขาด )

แต่ก็จะมีความเสี่ยงว่าหากเราไม่ได้อัพเดท Windows ให้ทันสมัย หากมีการพบช่องโหว่หรือการแพร่ระบาดของมัลแวร์ขึ้นมาเครื่องของเราก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงนั่นเองครับ ฉะนั้นการปิดแบบถาวรนี้ควรปิดเปิดช่วงสั้นๆ สำหรับใช้ขณะทำงานสำคัญ (ที่ไม่ต้องการให้ Windows Update รบกวน) เท่านั้น หากทำงานเสร็จควรกลับไปเปิด (enable) แล้วกลับไปอัพเดทให้ทันสมัยตามในข้อ 2 ครับ

from:http://www.9tana.com/node/windows-10-slow-windows-update/

Dolby Vision ในสมาร์ทโฟน…ทำไมต้องมี?

ปัจจุบัน เราใช้เวลากับสมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงมากขึ้น การดูหนังเรื่องโปรดหรือซีรี่ส์สุดฮิตผ่านสมาร์ทโฟนดีๆ ที่ให้คุณภาพของภาพไม่แพ้ในโรงภาพยนตร์ถือเป็นประสบการณ์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนที่ให้อรรถรสมากขึ้นและด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision ที่มีใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ก็ยิ่งช่วยมอบ  ความบันเทิงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

คำถามคือ ‘Dolby Vision’ คืออะไร ทำไมจึงต้องมีอยู่ในสมาร์ทโฟน หากจะอธิบายง่ายๆ Dolby Vision ก็คือเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อคุณภาพที่ดีที่สุดสำหรับการดูหนังในปัจจุบันนี้ ช่วยให้ภาพสดใส ดูมีชีวิตชีวา ทำให้เราดูหนังอย่างมีอรรถรสมากขึ้น เพราะ Dolby Vision สามารถแสดงเฉดสีให้สมจริงแบบคนถ่ายเห็นอย่างไร เราก็จะเห็นอย่างนั้นและยังแสดงผลของภาพทั้งความเข้ม ลึก และสว่างมากกว่าปกติแก้ปัญหาการผิดเพี้ยนของภาพ ถ่ายทอดภาพให้เราได้เห็นตามต้นฉบับที่ผู้ถ่ายทำต้องการนำเสนอ

dolby vision

ปัจจุบันผู้ผลิตหนังระดับ Major จาก Hollywood และวีดีโอสตรีมมิ่งเจ้าดังอย่าง Netflix เองก็หันมาเลือกใช้การถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี Dolby Vision กันมากขึ้นทำให้เรามีตัวเลือกหนังให้รับชมมากมาย หากคุณมักรับชมหนังเรื่องโปรดผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างเดินทาง ท่องเที่ยว หรือยามพักผ่อน การมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ Dolby Vision ก็จะช่วยให้ช่วงเวลาความบันเทิงของคุณเพลิดเพลินได้อารมณ์มากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเทคโนโลยี Dolby Vision ก็ได้ถูกนำเข้ามาสู่สมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกใน LG G6 สมาร์ทโฟนพรีเมียม ที่มาพร้อมหน้าจอ 5.7 นิ้ว ซึ่งแอลจี ประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวคืนสังเวียนตลาดสมาร์ทโฟนพรีเมียมในไทยไปเมื่อเร็วๆ นี้ และยังเป็นสมาร์ทโฟนพรีเมียมแบรนด์เดียวในขณะนี้ที่นำเสนอเทคโนโลยี Dolby Vision และHDR 10 โดยสามารถใช้งานโหมด Dolby Vision ได้ถึง โหมดคือ โหมด Bright นำเสนอวีดีโอคุณภาพดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่สว่างขึ้นโหมด Vivid เพิ่มความสว่างและสีเพื่อภาพที่คมชัดขึ้นโหมด Cinematic ให้ภาพที่ใกล้เคียงโรงภาพยนตร์มากที่สุดและโหมด Standard รักษาสมดุลระหว่างการประหยัดพลังงานและคุณภาพวีดีโอ

ผู้สนใจสัมผัสเทคโนโลยี Dolby Vision ใน LG G6 สามารถทดลองใช้งานได้ ณ เอไอเอส ช้อปที่เข้าร่วม หรือรับชมฟีเจอร์เด่นๆ และรายละเอียดเพิ่มเติมของ LG G6 ได้ที่ www.lg.com/th  และ www.facebook.com/thailandlifesgood

from:http://mobileocta.com/dolby-vision-on-the-smartphone-why-is-there/

อีคอมเมิร์ซบูม คนเดินช้อปปิ้งน้อยลง เป็นเหตุให้สินทรัพย์ของ Donald Trump ในนิวยอร์คมูลค่าร่วงหนัก

ปัจจุบัน การเติบโตของอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ในสหรัฐฯ ก็ทำให้ค้าปลีกตามยุคเดิมต้องซบเซาลง และแน่นอนมันส่งผลกระทบถึงมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในเมืองนิวยอร์คที่ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีสินทรัพย์จำนวนมาก

Trump Tower ภาพจากเว็บไซต์ trumptowerny.com

จากรายงานใน Forbes 400 List เผยว่า สินทรัพย์โดยรวมของประธานาธิบดี Trump ในปีนี้มีมูลค่าลดลงมากกว่า 600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ในเมืองนิวยอร์คซิตี้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

Forbes รายงานว่า สินทรัพย์สุทธิของประธานาธิบดีนั้นอยู่ที่ 3,100 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งลดลงจากปีที่แล้วที่ 3,700 ล้านดอลลาร์ลงมาก ทำให้อันดับความมั่งคั่งของเขาลดลงไปอยู่ที่อันดับ 248 จากเดิมที่อันดับ 156 ซึ่งทางนิตยสารได้กล่าวว่า มูลค่าของสินทรัพย์ในแมนฮัตตันของ Trump โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่อยู่ในหรืออยู่ใกล้ ๆ ย่าน Fifth Avenue ได้มีมูลค่าลดลงมาก คิดเป็นมูลค่าที่ลดลงสูงถึง 400 ล้านดอลลาร์

Kerry Dolan จากนิตยสาร Forbes ให้ข้อมูลกับทางสำนักข่าว CNN ว่าส่วนใหญ่มูลค่าสินทรัพย์ที่ลดนั้นมีต้นเหตุจาก Amazon โดยอ้างอิงจากสัญญาเช่า Niketown และอาคาร Trump Tower ซึ่ง Dolan บอกว่าธุรกิจค้าปลีกกำลังซบเซาแม้จะเป็นฝั่งสินค้าไฮเอนด์ก็ตาม

ทั้งนี้ การที่ยังไม่มีรายงานข้อมูลโดยตรงออกมาจากประธานาธิบดี Trump ก็เป็นเรื่องยากที่จะเห็นรายละเอียดทั้งหมดของสินทรัพย์ แต่ Dolan ก็ค่อนข้างมั่นใจในข้อมูลของ Forbes เนื่องจากการทำรายงานนั้นได้สัมภาษณ์โบรกเกอร์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีความคุ้นเคยเกี่ยวกับสินทรัพย์เป็นอย่างดีจำนวนมาก โดยเฉพาะในแมนฮัตตัน

นอกจากพื้นที่ค้าปลีกและในนิวยอร์คแล้ว อสังหาริมทรัพย์ที่ Donald Trump ถือครองอยู่ยังมี Trump International Hotel ซึ่งจากการหาข้อมูลจากที่ปรึกษาทางการเงินของ Trump พบว่าโรงแรมนี้ได้ปรับปรุงโดยกู้เงิน 170 ล้านดอลลาร์ ดังนั้นแม้ว่าโรงแรมจะสามารถไปได้ด้วยดี แต่สินทรัพย์โดยรวมก็ยังคงร่วงลงอยู่ดี

ส่วนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากค้าปลีกสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตก็คือ Jeff Bezos ซีอีโอของ Amazon ซึ่งปัจจุบันครองอันดับสองของผู้ร่ำรวยที่สุดในนิตยสาร Forbes ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 81,500 ล้านดอลลาร์

ที่มา – Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ecommerce-rival-disrupt-donald-trump-real-estate-value/

รีวิวลําโพง Bluetooth : XOOPAR BOY เบสแน่น ดีไซน์น่ารัก

มี gadget เจ๋งๆ มาแนะนำอีกตามเคยครับ คราวนี้เป็นลำโพงไร้สาย หรือลำโพง bluetooth สำหรับอุปกรณ์พกพาจาก XOOPAR (อ่านว่า “ซูป้า“) แบรนด์ผู้ผลิต gadget ชื่อดังจากฮ่องกง ชื่อรุ่น XOOPAR BOY

XOOPAR BOY เป็นลำโพงบลูทูธที่มีดีไซน์หรือรูปร่างหน้าตาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะเป็นของตัวเอง ซึ่งแหวกแนวไปจากลำโพงบลูธูทรุ่นอื่นๆ ที่มีการออกแบบเป็นตัวหุ่นยนต์การ์ตูนน่ารักๆ มีสีสันให้เลือกหลากหลาย นอกจากใช้ดูหนังฟังเพลงได้แล้ว อาจจะยังเก็บไว้เป็นของสะสมหรือตั้งโชว์ไว้เก๋ๆ ได้อีกด้วย

ซึ่งเจ้า XOOPAR BOY นี้เป็นลำโพงไร้สายที่ใช้สัญญาณบลูทูธเป็นตัวกลาง ดังนั้นจึงรองรับการใช้งานร่วมกับทั้งสมาร์ทโฟน Android/iOS รวมถึงบนคอมพิวเตอร์ทั้ง Windows และ Mac ที่มีตัวปล่อยสัญญาณบลูธูทได้ด้วยเช่นกัน

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง มีทั้งสายชาร์จ คู่มือการใช้งาน และใบรับประกัน 1 ปี

รูปร่างหน้าตาเจ้า XOOPAR BOY เก๋ไก๋ ไม่จำเจเหมือนลำโพงบลูทูธทั่วไป

ขนาดของ XOOPAR BOY รุ่นนี้จะมีความสูงอยู่ที่ 5 นิ้ว เล็กกระทัดรัด ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป จับได้มือเดียวสะดวก

ด้านหลังของส่วนหัวเจ้า XOOPAR BOY จะเป็นปุ่มควบคุมและสั่งการ ได้แก่ปุ่มสั่งเล่น/หยุด ปุ่มเลื่อนไปเพลงถัดไป และปุ่มถอยกลับไปเพลงที่ผ่านมา

พลิกมาด้านล่างของส่วนหัวจะมีปุ่มสำหรับปิดเปิดลำโพงและพอร์ตสำหรับเสียบสายชาร์จ โดยแบตเตอร์รี่ภายในตัว XOOPAR BOY นั้น มีขนาด 500 mAh สามารถเปิดฟังเพลงได้นานต่อเนื่อง 4 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบสายชาร์จ

เมื่อกดเปิดลำโพงแล้วจะมีไฟสถานะสีนำเงินกระพริบถี่ๆ เพื่อรอการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์

การเชื่อมต่อก็แสนง่ายดายครับ ยกตัวอย่างบนสมาร์ทโฟน ก็เข้าไปที่เมนูการตั้งค่าบลูทูธ สั่งเปิดสัญญาณบลูทูธ แล้วค้นหาอุปกรณ์ จะเจอสัญญาณที่ชื่อว่า Xoopar_Boy ให้กดเพื่อทำการเชื่อมต่อก็เป็นอันจบครับ จากนั้นสามารถเปิดฟังเพลงได้ตามปกติทันที เสียงก็จะเล่นที่ตัว XOOPAR BOY แบบไม่ต้องเสียบสายเสียงให้วุ่นวาย

ขอออกตัวก่อนว่าผมก็ไม่ใช่คนที่หูทองแดง หรือเป็นกูรูด้านเสียงเพลง แต่เมื่อฟังเสียงที่ออกมาจาก XOOPAR BOY แล้วต้องบอกเลยว่าดีเกิดคาดครับ อันดับแรกเลยคือรู้สึกว่าเสียงเบสแน่น แน่นเกินขนาดตัวของมันเอง และสามารถเร่งระดับความดังได้มากพอสมควร (เปิดในห้องทำงาน ดังทั่วถึงไปทุกโต๊ะเลย ฮ่าๆ)

โดย XOOPAR BOY รับสัญญาณจากสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ต่างๆ ได้ไกลสุด 10 เมตร ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดตัวเครื่องเสมอไป ถ้าภายในห้องเดียวกัน เช่น ห้องทำงาน ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่น ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ก็สามารถเชื่อมต่อได้สบายๆ ครับ

ซึ่งนอกจากจะใช้ดูหนัง ฟังเพลงแล้ว XOOPAR BOY ยังมีฟีเจอร์แฮนด์ฟรีสำหรับโทรศัพท์อีกด้วย คือ ขณะที่เรากำลังเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับลำโพงนี้อยู่ แล้วเกิดมีคนโทรศัพท์เข้ามาก็สามารถกดรับจากตัวลำโพงแล้วก็พูดและฟังเสียงสายสนทนาจาก XOOPAR BOY ได้ทันที

สนนราคาโปรโมชั่นเจ้า XOOPAR BOY ขนาด 5 นิ้วตัวที่ผมนำมารีวิวนั้นอยู่ที่ 2,290 บาท

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณทาง Power Buy ที่ส่งเจ้า XOOPAR BOY ให้ผมได้มาทดลองใช้และนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ฟังกันครับ สำหรับคนที่สนใจก็สามารถหาซื้อลำโพง XOOPAR ได้ที่ Power Buy ทุกสาขา

 

หรือถ้าไม่สะดวกสามารถสั่งออนไลน์ได้จากเว็บไซต์ของ Power Buy (คลิก) พร้อมจัดส่งให้ถึงบ้านทั่วประเทศไทย

นอกจากลำโพง XOOPAR BOY แล้ว สินค้าอื่นๆ ในแบรนด์ XOOPAR ก็ยังมีอีกหลายตัว ได้แก่ สินค้าประเภท Power bank, สายชาร์จ รวมถึงลำโพง XOOPAR ในขนาดอื่นๆ (ยังมีขนาด 3 นิ้ว และ 8 นิ้วอีก) ซึ่งในโอกาสหน้าผมจะมารีวิวให้ชมกันอีกครับ

from:http://www.9tana.com/node/xoopar-boy/

ยุครุ่งเรืองของสตาร์ตอัพขนส่งสินค้า Lalamove และ Deliveree ระดมทุนรอบใหม่

สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นก้าวสำคัญของสตาร์ตอัพด้านขนส่งแบบ on demand ในเอเชีย เพราะทั้ง Lalamove และ Deliveree ที่มีสาขาในประเทศไทยทั้งคู่ ต่างก็ประกาศระดมทุนซีรีส์ใหม่ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

Lalamove ระดมทุนก้อนใหญ่ 100 ล้านดอลลาร์

Lalamove สตาร์ตอัพจากฮ่องกง ประกาศระดมทุนซีรีส์ C จำนวนถึง 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.3 พันล้านบาท การระดมทุนรอบนี้นำโดย ShunWei Capital กองทุน VC จากประเทศจีน (หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง ShunWei คือ Lei Jun ผู้ก่อตั้ง Xiaomi) โดยนาย Chen Tian พาร์ทเนอร์ของ ShunWei มองว่าการจัดส่งสินค้าแบบ last-mile ก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค จะเติบโตได้อีกมาก และเห็นอนาคตของ Lalamove จึงเข้ามาลงทุนด้วย

Lalamove ยังประกาศความสำเร็จในการขยายกิจการครบ 100 เมือง โดยตอนนี้มีลูกค้ากว่า 15 ล้านคน และพนักงานขับรถในสังกัดแล้วกว่า 2 ล้านคน ส่วนเงินก้อนใหม่จะนำไปขยายกิจการเพิ่มเติม ทั้งในแง่ทรัพยากรบุคคล และผลิตภัณฑ์

Deliveree ระดมทุน Series A

สตาร์ตอัพอีกรายที่ทำเรื่องขนส่งแบบเดียวกันคือ Deliveree ซึ่งมีธุรกิจในไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็ประกาศระดมทุนซีรีส์ A จำนวน 14.5 ล้านดอลลาร์ นำโดย Gobi Partner จากเซี่ยงไฮ้

Tom Kim ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Deliveree ระบุว่านับจากก่อตั้งบริษัทในปี 2015 ตอนนี้บริษัทมีรถขนส่งสินค้าประเภทต่างๆ ในสังกัดแล้วกว่า 15,000 คัน ให้บริการลูกค้าในกรุงเทพ จาการ์ตา และมะนิลา (ในฟิลิปปินส์ทำตลาดในชื่อ Transportify)

Deliveree เป็นสตาร์ตอัพที่ได้รับเงินตั้งต้นจาก Inspire Ventures และ Ardent Capital กองทุน VC ที่เน้นตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย

ถึงแม้จะเป็นคู่แข่งกัน แต่ก็ยังไปกันได้อีกไกล

ถึงแม้ Lalamove และ Deliveree จะเป็นคู่แข่งกันโดยตรงในหลายประเทศ แต่สภาพตลาดโดยรวมยังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับความนิยมในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ-สินค้าออนดีมานด์ที่ยังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ย่อมทำให้ธุรกิจของทั้งสองรายเติบโตได้อีกมาก

ที่สำคัญ วงการขนส่งออนดีมานด์ไม่ได้มีผู้เล่นแค่สองรายนี้เท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังต้องแข่งกับบริษัทขนส่งรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ของการขนส่งบุคคลทั้ง Uber/Grab ที่ขยายธุรกิจมายังขนส่งสินค้า, บริการขนส่งที่เน้นเมสเซนเจอร์อย่าง Skootar รวมถึงบริการขนส่งแบบดั้งเดิมที่หันมาปรับตัวสู้ ไม่ว่าจะเป็น Kerry Express, SCG Yamato หรือนิ่มซี่เส็งด้วย

ที่มา – AsiaOne

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lalamove-deliveree-raise-fund/

เผยโปรเน็ตทรูเด็ด ใช้เน็ตได้นาน 2 สัปดาห์ด้วยงบ 100 เดียว

เผยเคล็ดลับ โปรเน็ตทรูสุดเด็ดที่จะช่วยให้คุณท่องโลกออนไลน์บนมือถือหรือเล่นเกมมือถือสุดโปรดได้นานกว่าที่เคยด้วยงบประมาณเพียง 100 บาท ซึ่งหากคุณใช้ TrueMove H แบบเติมเงินแล้ว เงินเพียง 100 บาทโดยปกติก็แทบจะเล่นได้ไม่เกิน 10 วัน

แต่ล่าสุดนี้ แอป TrueMoney Wallet ก็ได้จับมือกับ TrueMove H ออกโปรใจป้ำที่ให้คนรักเน็ตสามารถสตรีมมิ่งวิดีโอออนไลน์ หรือเล่นเกมได้ด้วยความเร็วมาตรฐานระดับ 6 MB – 512 Kpbs

ภายใต้งบประมาณเพียง 100 บาทก็สามารถใช้เน็ตได้ถึง 2 สัปดาห์ เรียกได้ว่า เป็นโปรโมชั่นที่คอมโบ้ที่ออกมาเอาใจชาว Prepaid แบบเน้นๆ นั่นเอง

โปรโมชั่นทรูมูฟเอชเพื่อชาวเติมเงิน

 

โปรโมชั่นดังกล่าวออกมาเอาใจลูกค้าเติมเงินที่ใช้เครือข่าย TrueMove H ที่เป็นลูกค้าเก่า หรือมีระยะเวลาเปิดเบอร์นาน 30 วัน โดยทุกครั้งที่ลูกค้าซื้อแพ็กเน็ตเสริมที่ร่วมรายการผ่านทุกช่องทาง ก็จะได้รับเงินคืนถึง 50% เข้าบัญชี TrueMoney Wallet ทันที โดยแพ็กเสริมที่ร่วมรายการดังกล่าว จะเป็นแพ็กเกจเน็ตทรูแบบไม่เกิน 7 วัน

ขณะเดียวกัน ถ้าซื้อแพ็กเน็ตทรูผ่านแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ก็จะได้รับเงินคืนอีก 10% สูงสุด 3 ครั้งต่อหนึ่งบัญชี แปลว่า ในการเติมเน็ตทรู 3 ครั้งแรก เราจะสามารถได้เงินคืนถึง 60%

และเมื่อเติมเน็ตครั้งต่อๆ ไปก็ยังจะได้เงินคืน 50% จึงเป็นที่มาว่า ทำไม…. เงินเพียง 100 บาทจึงสามารถช่วยให้เราเล่นเน็ตทรูฟินๆ ได้นานถึง 2 สัปดาห์

สูตรเด็ดโปรเน็ตทรูคุ้มยิ่งกว่า

สำหรับ 100 บาทแรก เราจะเริ่มจากโปรเน็ตทรูไม่อั้น ความเร็ว 6 Mbps นาน 7 วัน ในราคา 100 บาท โดนเติมผ่านช่องทาง TrueMoney Wallet เพื่อรับเงินคืนผ่านแอป TrueMoney Wallet ทั้งหมด 60% คิดเป็นเงินคงเหลือในแอป 60 บาท

หลังจากนั้น 7 วัน เราก็เติมโปรเน็ตทรูไม่อั้นไม่ลดสปีด 1 Mbps แบบซื้อ 1 ฟรี 1 ในราคา 29 บาท ก็จะสามารถใช้เน็ตได้นานขึ้น 2 วันตามโปรโมชั่น อีกทั้งยังได้รับเงินคืนเข้าแอป TrueMoney Wallet อีก 60% รวมเป็นเงิน 17 บาท รวมกับยอดเงินที่เหลืออยู่เดิมในแอปก็จะมีเงินคงเหลือทั้งหมด 48 บาท

หลังจากหมดเวลา 2 วัน เติมเน็ตด้วยโปรเน็ตทรูแพ็กเดิมอีกครั้ง จะได้รับเงินคืนประมาณ 17 บาทจากโปรโมชั่นคืนเงิน 50% และสิทธิ์รับเงินคืน 10% ครั้งสุดท้ายจาก TrueMoney Wallet โดยจะมียอดเงินคงเหลือในแอปประมาณ 37 บาท

และเมื่อแพ็กเกจดังกล่าวหมดอายุก็เติมด้วยโปรเดิมอีกครั้ง เพื่อรับเงินคืนจากโปรของ TrueMove H 50% คิดเป็น 14.5 บาท ทำให้มีเงินคงเหลือในแอป 22 บาท ซึ่งพอมาถึงตรงนี้เราก็มีเน็ตใช้มาแล้วนานถึง 13 วัน!

สำหรับครั้งสุดท้ายด้วยงบเพียง 22 บาทนี้ เราก็มาถึงไฮไลต์ที่เป็นจุดขายของแอป TrueMoney Wallet นั่นก็คือ โปรเน็ตทรูไม่อั้นไม่ลดความเร็ว 512 Kbps นานเวลา 1 วันในราคาเพียง 22 บาท โดยเราจะได้รับเงินคืนจาก TrueMove H จำนวน 11 บาท

ทำให้เรามีเงินเหลือแถมในแอปอีก 9 บาทเอาไว้ซื้อแพ็กเน็ตเต็มสปีด 200 MB เอาไว้เล่นอะไรที่ไม่ต้องใช้ดาต้าเยอะๆ ในวันสุดท้ายอีกด้วย!

ด้วยวิธีนี้ เราก็จะมีเน็ตความเร็ว 6 MB ใช้ไม่จำกัดในช่วง 7 วันแรก จากนั้นเน็ตจะลดความเร็วลงเหลือ 1 MB อีก 6 วันจากแพ็กซื้อ 1 ฟรี 1 และในวันสุดท้าย เราก็ยังสามารถใช้เน็ตไม่อั้นความเร็ว 512 Kbps โดยมีเงินเหลือ 11 บาท ซึ่งสามารถนำไปสมัครแพ็กเน็ต 9 บาทสำหรับใช้งานเล็กๆ น้อยๆ รวมทั้งหมดนานถึง 15 วันด้วยความเร็วที่ลดหลั่นลงไปในราคาเพียง 100 บาท

เพียงเติมเน็ตทรูผ่านแอป TrueMoney Wallet หรืออีกช่องทางหนึ่งก็คือ หน้าเว็บ https://topping.truemoveh.com/ นั่นเอง แต่คนที่สนใจสูตรนี้อาจจะต้องรีบหน่อย เพราะโปรนี้จะมีเงินคืนตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ตุลาคมนี้เท่านั้น

from:http://mobileocta.com/revealed-internet-for-2-weeks-with-100-statements/