คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

โลกหมุนกลับ? IBM เริ่มยกเลิกนโยบายให้ทำงานที่บ้าน เรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศ

IBM เคยเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ที่เริ่มใช้นโยบาย “อนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน” หรือ remote workers เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับพนักงานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากสำนักงานของบริษัท มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980s

ข้อมูลในปี 2009 ระบุว่า พนักงานสัดส่วนถึง 40% ของพนักงานทั้งหมด 3.8 แสนคน เลือกทำงานที่บ้านเป็นหลัก ช่วยให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่าสำนักงานลงได้มาก นอกจากนี้ IBM ยังมีนโยบายซื้อกิจการสตาร์ตอัพ แต่ผ่อนปลนให้พนักงานทำงานอยู่ที่เดิมโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

แต่นโยบายเรื่องนี้ของ IBM กำลังเปลี่ยนแปลง หลัง Michelle Peluso ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) คนใหม่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และธุรกิจของ IBM เองก็กำลังประสบปัญหารายได้ลดลงต่อเนื่องเรื่อยๆ ทุกไตรมาส

ภาพจาก IBM

ทีมเดียวกัน นั่งทำงานด้วยกัน เทรนด์ของออฟฟิศยุคใหม่

Peluso เคยเป็นซีอีโอของบริษัทสตาร์ตอัพสายแฟชั่น Gilt มาก่อน เธอเชื่อมันในแนวทางว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จได้ “ต้องนำคนเก่งๆ มารวมอยู่ในที่เดียวกัน” นั่นแปลว่านโยบายที่อนุญาตให้คนในทีมเดียวกัน สามารถอยู่ห่างไปคนละซีกโลก จะต้องถูกยกเลิก

Peluso เริ่มใช้นโยบายนี้กับพนักงานในฝ่ายการตลาดที่เธอเป็นคนดูแล แต่ในองค์กรขนาดใหญ่ระดับนี้ แค่ฝ่ายการตลาดของ IBM ในสหรัฐ ก็มีพนักงานมากถึง 2,600 คนแล้ว

การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการกำหนดว่า พนักงานฝ่ายการตลาดในสหรัฐจำเป็นต้องเข้าออฟฟิศของฝ่ายการตลาด (มีทั้งหมด 6 แห่งในสหรัฐอเมริกา) ส่งผลให้พนักงานที่ทำงานที่บ้านเป็นหลัก จำเป็นต้องเดินทางมาทำงาน หรือพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศอื่นของ IBM ที่ไม่ใช่ 6 แห่งที่กำหนด หรืออยู่คนละออฟฟิศกับเพื่อนร่วมทีม ก็จำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่เดียวกัน

ถ้าพนักงานคนใดไม่ปฏิบัติตามนโยบายนี้ ทางออกเดียวก็คงเป็นการหางานใหม่

แน่นอนว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบย่อมไม่พอใจ และบรรดาพนักงานมองว่า IBM ใช้นโยบายเรื่องการเข้าออฟฟิศ มาบีบพนักงานให้ลาออกไปเองเพื่อลดจำนวนพนักงานลง (IBM ปลดพนักงานออกหลายชุดในช่วงหลัง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม)

เรื่องนี้ไม่สามารถฟันธงได้ง่ายนักว่าการยกเลิกระบบ remote office ของ IBM เป็นเรื่องล้าหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ IBM ต้องปรับตัวอย่างหนัก

ภาพจาก IBM Facebook

โลกหมุนกลับ หรือหมุนไปข้างหน้ากันแน่?

การปรับตัวของ IBM ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นแนวคิดขององค์กรยุคใหม่ที่ใช้ทีมขนาดเล็ก นั่งทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด ทำงานกันอย่างรวดเร็ว ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก-คู่แข่ง-คู่ค้าได้ง่าย (agile) ดังเช่นที่เราเห็นบรรดาสตาร์ตอัพใช้แนวทางนี้กัน

แต่เมื่อบริษัทที่มีพนักงานหลักหลายแสนอย่าง IBM ต้องการทำแบบนี้บ้าง คำถามคือแนวทางแบบใหม่ขัดแย้งกับแนวทาง remote workers แบบเดิมหรือไม่? เรื่องนี้จึงฟันธงได้ยากว่า remote workers กับการทำงานแบบ agile สามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ อะไรก้าวหน้า อะไรล้าหลัง

โมเดลการทำงานบางประเภทอาจเหมาะกับการทำงานในแต่ละสายงาน การทำงานแบบรีโมทอาจเหมาะกับงานลักษณะเดิมๆ ที่ทำกันจนอยู่ตัวแล้ว หรือโมเดลแบบทีมขนาดเล็กนั่งทำงานด้วยกัน ควรนำมาใช้กับทีมที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ?

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคงเป็นผลประกอบการของ IBM นั่นเอง

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ibm-remote-workers/

Advertisements

Airbnb ประกาศลุยจีนเต็มพิกัด รีแบรนด์เป็นชื่อจีน Aibiying

Airbnb เว็บแชร์ห้องพักที่กำลังได้รับความนิยม เตรียมตัวบุกตลาดจีนเต็มตัว ด้วยการเปลี่ยนชื่อใหม่ให้จับใจคนจีนเป็น Aibiying (爱彼迎) ที่นอกจากยังมีเสียงคล้ายๆ Airbnb แล้วยังมีความหมายดี แปลว่า “ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความรัก”

จีนถือเป็นตลาดใหญ่ของ Airbnb โดยบริษัทให้ข้อมูลว่าที่ผ่านมา มีแขกที่พัก Airbnb ในจีนถึง 1.6 ล้านคน และปัจจุบัน Airbnb มีห้องพักในจีนเกือบ 80,000 รายการ ในทางกลับกัน ลูกค้าชาวจีนที่เดินทางออกต่างประเทศ ก็ใช้ Airbnb กันเยอะ (แม้บริษัทไม่ได้ทำตลาดคนจีนมากนัก) ถึง 5.3 ล้านคน (ยอดสะสมทั้งหมด)

การรีแบรนด์ชื่อเรียกในจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ของบริษัทตะวันตก ก่อนหน้านี้ Evernote บริการจดโน้ตที่ได้รับความนิยม ก็เข้าไปทำตลาดจีนในชื่อ “Yinxiang Biji” โดยยังรักษาโลโก้เดิมทุกประการ (แค่เปลี่ยนชื่อเรียกในภาษาจีน ให้คนจีนเรียกได้ง่ายขึ้น)

ซีอีโอ Airbnb พร้อมโลโก้ใหม่ในชื่อภาษาจีน

นอกจากการรีแบรนด์แล้ว Airbnb ยังจ้างพนักงานในจีนเพิ่ม โดยตั้งเป้าเพิ่มพนักงาน 3 เท่า และลงทุนเป็นเม็ดเงินในจีนเพิ่ม 2 เท่า จีนยังถือเป็นประเทศเดียวที่ Airbnb ตั้งศูนย์วิศวกรรมของตัวเอง ถ้าไม่นับในประเทศแม่อย่างสหรัฐ

Airbnb ยังนำบริการตัวใหม่ Trips หรือบริการนำเที่ยวโดยคนท้องถิ่น บุกเข้าไปยังจีนด้วย โดยเริ่มจากเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองแรกในจีน (Trips เพิ่งเปิดตัวในกรุงเทพไปเมื่อเร็วๆ นี้)

บริษัท Airbnb China ถูกแยกออกมาจากบริษัทแม่ เพื่อให้ทำงานได้จีนอย่างคล่องตัว และรับมือกับรัฐบาลจีนได้โดยไม่สร้างผลกระทบต่อบริษัทแม่ในสหรัฐ (เช่น ถ้าหากทางการจีนขอข้อมูล ก็ให้เฉพาะส่วนของ Airbnb China) ทาง Airbnb ระบุว่าจะเข้าไปเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ 4 เมืองใหญ่ในจีนคือ เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ฉงชิ่ง และกว่างโจว เพื่อขยายผลของบริการประเภท home sharing ในจีนด้วย

นอกจากนี้ การแยกบริษัทสาขาในจีน ยังทำให้ Airbnb China ร่วมมือกับบริษัทจีนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มการจ่ายเงินทั้ง Alipay หรือล็อกอินด้วยบัญชี WeChat รวมถึงการแปลข้อความทุกอย่างเป็นภาษาจีน มีศูนย์บริการลูกค้า 24 ชั่วโมงในภาษาจีนกลาง

หน้าเว็บ Airbnb ในจีน ขึ้นชื่อใหม่แล้ว

คู่แข่งของ Airbnb ในจีนคือบริการสัญชาติจีนเอง ได้แก่ Tujia ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ctrip ผู้ให้บริการจองโรงแรมรายใหญ่ของจีน และ Expedia ผู้ให้บริการจองโรงแรมรายใหญ่ของโลก

Tujia มีห้องพักในระบบถึง 430,000 รายการ ถือว่าเยอะกว่า Airbnb มาก ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญของ Airbnb ในการเอาชนะ Tujia ให้จงได้ มิฉะนั้นก็อาจต้องถอนตัวออกจากตลาดจีนดังเช่นที่ Uber เคยโดนมาอย่างเจ็บปวด

ที่มา – Airbnb, Skift

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/airbnb-china-aibiying/

Alibaba เจอคู่แข่ง หลัง Euronet เสนอราคาซื้อ MoneyGram แพงกว่า 15%

Brand Inside เคยนำเสนอข่าว Ant Financial บริษัทลูกของ Alibaba เสนอซื้อบริการโอนเงินข้ามประเทศ MoneyGram ด้วยราคา 880 ล้านดอลลาร์

ล่าสุด Ant Financial เจอคู่แข่งซะแล้ว เพราะ Euronet Worldwide ผู้ให้บริการระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ (เอทีเอ็ม เครื่องคิดเงิน บัตรเครดิต) รายใหญ่อีกราย เข้ามาเสนอซื้อ MoneyGram แข่ง โดยให้ราคาประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าข้อเสนอของ Alibaba ถึง 15%

นอกจากกระเป๋าหนัก ยอมจ่ายแพงกว่าแล้ว Euronet ยังบอกว่าถ้ามาควบรวมกัน Moneygram จะได้ประโยชน์มากกว่า เพราะ Euronet ก็มีธุรกิจโอนเงินข้ามประเทศที่ใช้ต่อยอดกันได้ เนื่องจาก Euronet อยู่ในธุรกิจนี้อยู่แล้ว แผนการควบรวมจึงทำได้ง่ายกว่า เร็วกว่า ชัดเจนกว่าการไปควบรวมกับ Ant Financial

นอกจากนี้ Euronet เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์อเมริกันอยู่แล้ว (แต่บริษัทก่อตั้งในฮังการี) การควบรวมกับ MoneyGram จึงไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการด้านการลงทุนระหว่างประเทศของสหรัฐ ในขณะที่ Ant Financial เป็นบริษัทจีนที่มีโอกาสถูกตรวจสอบเข้มข้นกว่า

ขั้นต่อไปคงต้องติดตามกันดูว่า ฝั่งของ Ant Financial จะมีข้อเสนอรอบใหม่ที่จูงใจกว่าเดิมหรือไม่

ที่มา – Euronet

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/euronet-moneygram-bid/

วิธีลบแคช, รูปภาพ ใน LINE ช่วยประหยัดพื้นที่บนโทรศัพท์, ลบอย่างไรให้แชทไม่หาย

สำหรับคนที่ใช้ LINE เยอะๆ น่าจะเคยเจอกับปัญหาขนาดของแอป “บวม” หรือใช้ไปแล้วยิ่งกินพื้นที่ของโทรศัพท์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ เมื่อเราใช้ LINE ในการรับส่งข้อมูลกับเพื่อนบ่อยๆ โดยเฉพาะใน LINE กลุ่มที่มีคนคุยกันเยอะๆ ย่อมมีการส่งข้อมูลเยอะมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะข้อมูลประเภทรูปภาพที่ส่งให้กัน ไฟล์เหล่านี้จะโดนเก็บเข้าไปในแคชของตัวแอปเพื่อประโยชน์สำหรับเรียกดูข้อมูลภายหลัง ซึ่งในทางกลับกันไฟล์แคชเหล่านี้ก็จะยิ่งพอกและทำให้กินพื้นที่ในเครื่องของเรามากขึ้นไปด้วยนั่นเอง

ในตอนนี้ผมจึงจะมาแนะนำวิธีการลบไฟล์แคชของ LINE มาฝากครับ โดยจะอิงจากแอป LINE บน iPhone นะครับ (ของ Android จะกล่าวในช่วงท้าย)

ก่อนลบเข้าไปดูพื้นที่ที่ LINE ใช้ ของผมใช้ไปตั้ง 8.34GB เลยทีเดียว

วิธีการคือ เข้าไปที่หน้า Settings (ไอคอนรูปเฟือง) จากนั้นไปที่เมนู Chats & calls , เมื่อเข้ามาแล้วเลื่อนลงมาด้านล่างจะมีเมนู Delete data ,ให้กดเข้าไป

เมื่อกดเข้ามาแล้ว รอสัปครู่ตัวแอปจะบอกว่าไฟล์ข้อมูลแต่ละประเภทมีขนาดเท่าไร โดยของ iPhone จะแบ่งเป็น

  • Cached data : ไฟล์แคชของระบบ
  • Photo data : ไฟล์รูปภาพที่ส่งให้กันในหน้าต่างแชท (ไม่รวมถึงรูปภาพในอัลบัมที่สร้าง)
  • Voice message data : ไฟล์เสียงที่ส่งให้กัน
  • File data : ไฟล์ข้อมูลประเภทอื่นๆ
  • All chat data : ไฟล์ข้อความ ตัวอักษร ที่คุยกับเพื่อน

สำหรับคนที่ต้องการแค่ประหยัดพื้นที่ในเครื่องแต่ไม่อยากลบประวัติการแชท แนะนำให้เลือกทึกอันครับ ยกเว้น All chat data จากนั้นทำการกด Delete selected data เพื่อทำการลบได้ทันที

หลังจากลบข้อมูลเสร็จ ลองเข้าไปดูขนาดของแอป LINE พบว่าลดลงไปเยอะเลยทีเดียว ได้พื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นต่อ

สำหรับแอป LINE ใน Android เข้าไปที่เมนู Settings และ Chats & calls เช่นเดียวกัน แต่การลบข้อมูลจะมีให้เลือกเพียง 2 อย่าง คือ

  • Delete chat history : ประวัติการแชท ข้อความที่เป็นตัวอักษรทั้งหมด
  • Delete files from chats : ไฟล์แคช ไฟล์รูปภาพ หรือข้อมูลต่างๆ

ดังนั้นใน Android ถ้าต้องการลบเฉพาะแคช ไม่ลบประวัติการคุย ก็กดแค่ที่ Delete files from chats อย่างเดียว

คำเตือน : การลบไฟล์แคช หรือไฟล์ข้อมูลรูปภาพต่างๆ จะทำให้เราไม่สามารถย้อนกลับไปเปิดหรือดูรูปที่เพื่อนเคยส่งมาให้ได้อีก (ยกเว้นรูปในอัลบัม ที่จะยังคงอยู่) ดังนั้นก่อนลบควรบันทึกรูปลงมาเก็บไว้ใน gallery ของเครื่องเสียก่อน

from:http://www.9tana.com/node/delete-line-cache/

ย้อนรอย 5 ปีที่ล้มเหลวของ Marissa Mayer บนเก้าอี้ซีอีโอ Yahoo!

ในปี 2012 บริษัทยาฮู หนึ่งในตำนานของโลกอินเทอร์เน็ตที่เริ่มแข่งขันไม่ได้ ประกาศแต่งตั้ง Marissa Mayer ผู้บริหารหญิงไฟแรงจากกูเกิล มารับตำแหน่งซีอีโอ พร้อมคำสรรเสริญมากมายว่านี่คือยุคของ “ผู้บริหารหญิง” ที่มีความสามารถ

กูเกิลเป็นโรงเรียนผลิตผู้บริหารหญิงที่ประสบความสำเร็จในโลกไอทีหลายคน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Sheryl Sandberg บุคคลหมายเลขสองของเฟซบุ๊กและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Mark Zuckerberg ก็เคยผ่านงานที่กูเกิลมาก่อน

Marissa Mayer สร้างชื่อมาจากการเป็นวิศวกรหญิงคนแรกๆ ของกูเกิล บวกกับประวัติการทำงานที่เคยได้รับมอบหมายให้คุมผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของกูเกิลอย่าง Google Search ทำให้เธอเป็นผู้บริหารหญิงที่โดดเด่นมากของโลกไอที และถูกคาดการณ์ว่าเธอจะได้นั่งเป็นซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่สักแห่งในไม่ช้า

โอกาสนั้นมาเร็วกว่าที่คิด เมื่อยาฮูที่กำลังอยู่ในภาวะถดถอย เจอปัญหาว่าซีอีโอคนก่อนหน้า Scott Thompson ที่เพิ่งย้ายมาจาก PayPal ถูกแฉว่าปลอมวุฒิการศึกษาว่าจบปริญญาตรีสาขาคอมพิวเตอร์ (จริงๆ แล้วเขาจบสายบัญชี) จนถูกบีบให้ลาออก บอร์ดของยาฮูในตอนนั้นจึงตัดสินใจ “เสี่ยง” เลือกผู้บริหารหญิงดาวรุ่งของวงการอย่าง Marissa Mayer ที่ยังไม่เคยผ่านงานซีอีโอมาก่อน พร้อมกับความหวังว่าพรสวรรค์ของเธอจะช่วยพลิกฟื้นกิจการของยาฮูอีกครั้ง

น่าเสียดายว่า Mayer ไม่สามารถทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ อะไรคือบทเรียนของตำนานเรื่องเล่าขานนี้

Marissa Mayer (ภาพจาก Yahoo)

เปิดตัวอย่างหวือหวา ซีอีโอหญิงผู้มาพร้อมกับความทันสมัย

Marissa Mayer เริ่มงานอย่างหวือหวา เพราะเธอรับตำแหน่งซีอีโอพร้อมประกาศว่ากำลังตั้งครรภ์ ท่ามกลางข้อกังขาจากทั้งภายนอกและภายในว่า แม่ลูกอ่อนอย่างเธอจะพร้อมแค่ไหนในการนั่งเก้าอี้ซีอีโอของบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง”

Mayer ผ่านช่วงเดือนแรกๆ ของการทำงานมาได้ โดยลาคลอดเพียงไม่นานนัก จากนั้นเธอก็กลับมาทำงานแบบเต็มเวลา ช่วงปีแรกเธอสร้างความหวือหวาด้วยการนำวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่จากกูเกิล เช่น เลี้ยงอาหารกลางวันฟรี ประชุมพนักงานทุกวันศุกร์บ่าย มาใช้กับยาฮู เพื่อกระตุ้นให้พนักงานรู้สึกคึกคักสดใหม่ รวมถึงไล่ปิดบริการของยาฮูที่ไม่ได้รับความนิยม เพื่อโยกย้ายทรัพยากรบุคคลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบมีโฟกัสมากขึ้น

หลังจากนั้น เธอก็ใช้กระแสเงินสดที่ยาฮูยังมีเหลืออยู่พอสมควร ไล่ซื้อธุรกิจสตาร์ตอัพนับสิบราย ส่วนใหญ่เน้นซื้อแล้วปิดกิจการเพื่อดึงตัววิศวกรความสามารถสูง (acqui-hire) มาร่วมทีม การซื้อกิจการครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อยาฮูทุ่มเงิน 1.1 พันล้านดอลลาร์ซื้อ Tumblr เว็บโซเชียลยอดนิยมสำหรับวัยรุ่น เพื่อหวังฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ (millennials) ที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต

ในปี 2013 Mayer ยังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์องค์กร ด้วยการเปลี่ยนโลโก้ของ Yahoo! ใหม่ ใช้ฟอนต์ที่ทันสมัยขึ้น เธอระบุว่าลงไปมีส่วนร่วมกับกระบวนการออกแบบโลโก้ด้วยตนเอง ในช่วงแรก กระแสความนิยมของเธอยังพุ่งสูงถึงขนาดนิตยสาร Vogue เชิญไปถ่ายแฟชั่นในฐานะ “ผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ ทั้งสวยและเก่ง” เลยทีเดียว

Marissa Mayer ถ่ายแบบลง Vogue

ผลงานไม่เกิดแถมใช้เงินเปลือง ศรัทธานักลงทุนสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดช่วงฮันนีมูน ความสดใหม่ของซีอีโอคนใหม่เริ่มจางหาย ตัวธุรกิจหลักของยาฮูยังไม่สามารถพลิกฟื้นได้ตามที่ทุกคนคาดหวัง

ตลอดประวัติศาสตร์ยุคหลังของยาฮู บริษัททำเงินได้จากการยิงโฆษณาไปยังผู้ชมเว็บจำนวนมาก โดยบริการ 3 ตัวหลักของยาฮูคือ หน้าหลัก (Portal) อีเมล (Yahoo! Mail) และเว็บการเงิน (Yahoo! Finance) ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่รายได้ดีในยุคแรกของการโฆษณาออนไลน์ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องเข้าเว็บชื่อดังเป็นประจำ

แต่ในยุคต่อมาของอินเทอร์เน็ตที่มีบริการใหม่ๆ อย่าง Search (ที่ยาฮูแข่งขันกับกูเกิลไม่ได้), Video (ยาฮูไม่มี) และ Social (ยาฮูไม่มี) ตลาดเดิมของยาฮูจึงถูกกัดเซาะจนหดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ

ถึงแม้ Mayer มองว่ายุทธศาสตร์ในการพลิกฟื้นคือการเกาะขบวนรถใหม่ๆ อย่าง Social ผ่านการซื้อ Tumblr หรือ Mobile ผ่านการออกแอพใหม่ๆ บนมือถือ แต่ผลตอบรับก็ไม่ดีอย่างที่หวัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทีมงานวิศวกรของยาฮูไม่แข็งแกร่งเพียงพอเมื่อต้องไปสู้กับ Google ที่เป็นเจ้าของ Android หรือ Facebook ที่เข้มแข็งมากในตลาดโซเชีบล

ผลงานในปีหลังๆ ของ Mayer จึงไม่มีอะไรน่าจดจำ รายได้ของบริษัทลดลงอย่างช้าๆ พร้อมข่าวคราวความขัดแย้งของเธอกับผู้บริหารระดับสูงหลายคน ที่สุดท้ายก็ต้องทยอยลาออกไป (พร้อมกับบริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลเป็นค่าฉีกสัญญา) คะแนนนิยมของ Mayer นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมาจึงค่อยๆ ถดถอย พร้อมกับเสียงวิจารณ์จากเหล่าผู้ถือหุ้นที่เริ่มมองว่า เธอใช้เงินมหาศาลกับเวลา 2 ปี โดยแทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมาเลย (ตลอดอายุงาน เธอซื้อสตาร์ตอัพ 53 บริษัทในราคา 2.3 พันล้านดอลลาร์ ผลิตภัณฑ์เกือบทุกตัวถูกยกเลิก)

หนึ่งในผลงานของ Mayer เทียบโลโก้เก่า-ใหม่ของ Yahoo (ภาพจาก Brand New)

แผนการเอาตัวรอด แยกบริษัทแล้วขาย

พอมาถึงปี 2015 เส้นทางชีวิตของยาฮูก็เริ่มชัดเจนแล้วว่า “ไปไม่รอด” ในฐานะบริษัทอิสระ แต่เนื่องจากบริษัทยังมีสินทรัพย์อีกพอสมควร ประกอบด้วยทราฟฟิกคนเข้าชมเว็บเป็นจำนวนมาก (แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อย่างในอดีต แต่ก็ยังมีจำนวนมากอยู่) และความเป็นเจ้าของหุ้นก้อนใหญ่ใน Alibaba ที่ผู้บริหารบริษัทในอดีตเคยไปลงทุนไว้ (ยาฮูเคยถือหุ้นถึง 40% ใน Alibaba ก่อนจะขายบางส่วนคืนให้ในภายหลัง) เมื่อ Alibaba เติบโตจนเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก หุ้นก้อนนี้จึงมีค่ามหาศาลมาก

เรียกได้ว่าถ้าไม่มีหุ้นของ Alibaba ก้อนนี้อยู่ มูลค่าของตัวบริษัทยาฮูอาจติดลบไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะนักลงทุนมองว่าธุรกิจของยาฮูไปไม่รอดแล้ว

แผนการของยาฮูจึงเป็นการแบ่งบริษัทออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ถือครองสินทรัพย์เว็บไซต์ และส่วนที่ถือครองหุ้นของ Alibaba แล้วขายกิจการส่วนเว็บไซต์ออกไปให้กับบริษัทอื่น นั่นแปลว่าความพยายามของ Mayer ในการฟื้นฟูธุรกิจออนไลน์ของยาฮูให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

สำนักงานใหญ่ของ Yahoo ที่แคลิฟอร์เนีย

ปิดตำนาน Yahoo! ในฐานะบริษัทอิสระ ขายให้ Verizon

ช่วงกลางปี 2016 ชะตาชีวิตของยาฮูก็จบสิ้นลง เมื่อ Verizon โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐ ประกาศการเข้าซื้อธุรกิจออนไลน์ของยาฮูในราคาประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์ (ไม่รวมส่วนของหุ้น Alibaba และบริษัทอื่นที่เคยลงทุนไว้) ตัวเลข 4.8 พันล้านดอลลาร์ เรียกว่าห่างไกลมากกับมูลค่าบริษัทสูงสุดที่ยาฮูเคยทำไว้ในปี 1999 ที่เกิน 100 ล้านดอลลาร์ และต่อให้เทียบกับข้อเสนอซื้อของไมโครซอฟท์ในปี 2008 ที่ราคา 44.6 พันล้านดอลลาร์ ก็ต่างกันถึง 10 เท่าตัว

ส่วนยาฮูซีกที่เหลือจะไม่ทำธุรกิจใดๆ อีก จะเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือครองหุ้นของ Alibaba เท่านั้น โดยจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Altaba เมื่อการซื้อกิจการเสร็จสิ้น

แต่ถึงแม้ยาฮูจะหาทางออกได้ลงตัวจากการขายธุรกิจออนไลน์ทั้งหมดให้ AOL แต่วิกฤตของยาฮูก็ยังไม่จบลงง่ายๆ ระหว่างที่รอกระบวนการควบกิจการ ก็มีข่าวถูกเปิดเผยออกมาว่ายาฮูถูกแฮ็กใหญ่ถึง 2 ครั้งในปี 2013 และ 2014 จนเป็นเหตุให้ข้อมูลของลูกค้ารั่วไหลออกมาถึง 1,500 ล้านบัญชีรวมกัน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ข้อมูลหลุด (data breach) ครั้งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต

เหตุการณ์แฮ็กเหล่านี้สร้างความเสี่ยงว่ายาฮู (และ Verizon ในฐานะเจ้าของรายใหม่) จะถูกลูกค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ส่งผลให้ Verizon ใช้เรื่องนี้ต่อรองให้ยาฮูลดราคาตัวเองลงมาได้อีก 300 ล้านดอลลาร์

เหตุการณ์แฮ็กทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ Marissa Mayer เป็นซีอีโอ เธอจึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ได้ แต่สิ่งที่เธอเลือกแสดงต่อสาธารณะในช่วงหลังก็มีเพียง “ความเงียบ” ไม่ออกมาแถลงหรือพูดคุยใดๆ

ช่วงรุ่งเรืองของ Marissa Mayer ขึ้นปกนิตยสารมากมาย

สิ้นมนต์ขลัง Marissa Mayer กับ 5 ปีที่ล้มเหลว

เดือนมีนาคม 2017 กระบวนการซื้อกิจการของ Verizon เสร็จสิ้นลง และ Mayer พ้นจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัท Yahoo Inc. (ที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Altaba และมีซีอีโอคนใหม่) โดยได้รับเงินชดเชยก้อนใหญ่ถึง 23 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่าเธอได้รับเงินชดเชยสูงมากเมื่อเทียบกับผลงานตลอด 5 ปีบนเก้าอี้ซีอีโอ (และนี่ยังไม่รวมเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามปกติที่ได้ไปก่อนแล้ว)

มาถึงวันนี้ Mayer ยังนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจออนไลน์แบรนด์ยาฮู ภายใต้เจ้าของใหม่ Verizon และยังไม่ชัดเจนว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งนี้อีกนานแค่ไหน แต่ทุกคนก็รู้กันดีว่าในอีกไม่ช้า เธอจะต้องลาออกจากการเป็นพนักงานของ Verizon เพื่อหลีกทางให้กับผู้บริหารชุดใหม่ที่ Verizon แต่งตั้งเข้ามา

คำถามคือเธอจะไปทำอะไรต่อ

ต้องยอมรับว่างานในตำแหน่งซีอีโอของยาฮูที่กำลังถดถอย ถือเป็นความเสี่ยงต่อผู้บริหารทุกคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ (พลิกได้สำเร็จก็เป็นฮีโร่ ล้มเหลวก็ถูกบริษัทลากลงไปด้วย) ซึ่ง Marissa Mayer ก็รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง เธอเชื่อว่าเธอทำได้ แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จก็ตาม (และต้องถือว่าเธอโชคดีที่สามารถหาทางออก ด้วยการขายให้ Verizon ได้สำเร็จ)

ความล้มเหลวของเธอที่ยาฮูย่อมเป็นตราประทับติดตัวเธอไปตลอด แบรนด์ของตัวเธอในฐานะผู้บริหารหญิงดาวรุ่งพังทลายลง และโอกาสที่เธอจะได้รับตำแหน่งใหญ่อย่างการเป็นซีอีโอของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ ก็ย่อมหดหายไปด้วย

Dan Olds นักวิเคราะห์จาก OrionX มองว่าเธอคงไปนั่งเก้าอี้บอร์ดในบริษัทไอทีบางรายก่อน และคงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ ในการเยียวยาชื่อเสียงของตัวเอง ถ้าหากว่าเธออยากจะไปเป็นซีอีโอของบริษัทชั้นนำอีกครั้ง

ข้อมูลบางส่วนจาก Computerworld

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/marissa-mayer-yahoo-ceo/

รัฐบาลดูไบ ประกาศย้ายระบบงานภาครัฐไปอยู่บน Blockchain ตั้งเป้าทำได้จริงปี 2020

รัฐบาลดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศตั้งโครงการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในกิจการภาครัฐ (e-Government) โดยเลือก IBM และ Consensys เป็นพาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยี

รัฐบาลดูไบ มีแผนการ Smart Dubai อยู่แล้ว โดยตั้งหน่วยงานชื่อ Smart Dubai Office ขึ้นมาเป็นผู้รับผิดชอบงานด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน FinTech, Big Data, E-Medical, E-Waste, Smart Car

Smart Dubai มีแผนการย้ายระบบต่างๆ ของภาครัฐมาอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain ภายใต้วิสัยทัศน์ blockchain-as-a-service (BaaS) ไม่ว่าจะเป็นภารกิจด้านการท่องเที่ยว สาธารณสุข หรือตำรวจ

ทางรัฐบาลดูไบระบุว่าจะลองระบบ Blockchain นำร่องได้ภายในปีหน้า 2018 และต้องการจะย้ายระบบสำคัญๆ ประมาณ 10-15 ระบบมาอยู่บน Blockchain ให้ได้ภายใน 2-3 ปี เป้าหมายของดูไบคือจะเป็นรัฐบาลแรกของโลกที่รันงานด้วย Blockchain ให้ได้ในปี 2020

โครงการ Blockchain จะเริ่มสำรวจข้อมูลของระบบงานภาครัฐตั้งแต่ปีนี้ โดยจะมีกิจกรรม workshop ต่างๆ ตลอดทั้งปี เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รับทราบเป้าหมายของโครงการ และคัดเลือกระบบงานภาครัฐที่น่าจะเหมาะสมกับงาน Blockchain มากที่สุด

ดูไบเลือก IBM และ ConsenSys เป็นพาร์ทเนอร์ด้าน Blockchain สองรายที่มีฐานเทคโนโลยีที่ต่างกัน (IBM ใช้ Hyperledger ส่วน ConsenSys เป็น Ethereum) และรัฐบาลดูไบมีนโยบายเปิดกว้าง ไม่อิงกับเทคโนโลยีของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

Zeina El Kaissi หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Smart Dubai ระบุว่าดูไบเป็นรัฐขนาดเล็ก บวกกับนโยบายของภาครัฐที่เปิดกว้างต่อนวัตกรรม จะเป็นจุดแตกต่างจากรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และดึงดูดให้บริษัทนวัตกรรมเข้ามาทดสอบระบบเหล่านี้ที่ดูไบกันมากขึ้น

ที่มา – CoinDesk, EconoTimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/smart-dubai-blockchain/

ทางรอดของสื่อยุคดิจิทัล? จับมือกันสร้างแพลตฟอร์มโฆษณา เพิ่มอำนาจต่อรอง

ทางออกของสื่อในยุคดิจิทัล อาจเป็นการจับมือกันเพื่อเป็นพันธมิตรในการขายโฆษณาร่วมกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจในต่างประเทศคือ สื่อนิตยสาร-ทีวี-ออนไลน์ เริ่มเชื่อมสัมพันธ์เป็นกลุ่มพันธมิตรด้านโฆษณาแล้ว

ก่อนหน้านี้ในปี 2016 บริษัทสื่อรายใหญ่ของโลก NBCUniversal (บริษัทแม่ของสถานีทีวี NBC และสตูดิโอภาพยนตร์ Universal) ประกาศความร่วมมือกับบริษัทสื่อออนไลน์รายใหญ่ Vox Media (เจ้าของเว็บไซต์ The Verge, Vox, SB Nation, Polygon) สร้างระบบโฆษณาออนไลน์ร่วมกัน โดยใช้ชื่อว่า ‘Concert’

โฆษณาที่วิ่งผ่านระบบ Concert จะถูกแสดงผลบนเว็บไซต์ในเครือ Vox Media และ NBCUniversal ที่มีผู้ชมเป็นจำนวนมหาศาลต่อวัน

ล่าสุด Condé Nast บริษัทสิ่งพิมพ์รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เจ้าของหัวนิตยสารดังระดับโลกอย่าง Vogue, Vanity Fair, Glamour, GQ, Wired, The New Yorker รวมถึงเว็บไซต์ Ars Technica ประกาศเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Vox Media และ NBCUniversal แล้ว โดย Condé Nast จะนำแพลตฟอร์มดิจิทัลของตัวเองชื่อ  Spire ที่มีข้อมูลของผู้บริโภคทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เข้ามาแชร์กับระบบโฆษณา Concert เพื่อความแม่นยำในการลงโฆษณา

การจับมือกันของ 3 บริษัทสื่อใหญ่ ทำให้แพลตฟอร์ม Concert เข้าถึงผู้อ่านเว็บไซต์จำนวน 200 ล้านคน

ที่มา – Conde Nast, AdAge

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/media-joint-ad-platform/