คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

Alibaba เตรียมเปิดให้บริการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ เจาะตลาดคนญี่ปุ่น

มีรายงานข่าวว่า Ant Financial Services Group ในเครือ Alibaba เตรียมนำบริการ Alipay ชำระเงินซื้อสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบสำหรับชาวญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการบุกตลาดต่างประเทศเต็มตัว


ที่ผ่านมาเราเห็นบริการชำระเงินผ่านสองผู้ให้บริการรายใหญ่ของจีนทั้ง Alipay และ WeChat Pay ปรากฏอยู่แล้วตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งในไทย แต่บริการดังกล่าวต้องผูกกับบัญชีธนาคารในจีน ทำให้ลูกค้าที่ใช้ได้จึงจำกัดอยู่ที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีน แต่การรุกของ Alipay ครั้งนี้ มีเป้าหมายเจาะตลาดคนญี่ปุ่นให้มาเปิดบัญชี Alipay ซึ่งจะรองรับบัญชีธนาคารของญี่ปุ่นหลายแห่งด้วย

Alipay ตั้งเป้าหมายมีลูกค้าในประเทศญี่ปุ่น 10 ล้านคน ภายใน 3 ปี นับจากเปิดตัว และยังสร้างโอกาสอีกมากเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเดินทางไปจีนถึงปีละ 2.5 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้คือเป้าหมายหลักที่ Alipay ต้องการ ทั้งนี้บริการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์นี้อาจใช้แบรนด์

ปัจจุบัน Alipay มีจุดรับจ่ายเงินในญี่ปุ่นแล้วมากกว่า 30,000 แห่ง โดยเน้นร้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, ห้างสรรพสินค้า และร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อ Lawson ในปีนี้ Alipay มีเป้าหมายเพิ่มจุดรับจ่ายเงินให้ได้ 50,000 จุด และเตรียมขยายไปสู่บริการอื่นที่รองรับไลฟ์สไตล์คนญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามความท้าทายสำหรับ Alipay ก็ยังมีอยู่ เพราะญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่คนนิยมการจ่ายเงินด้วยเงินสด หรือถึงไม่เป็นเงินสดก็ยังนิยมใช้บัตร IC กันมากกว่า

กรณีนี้ทำให้เห็นว่า แม้ Alipay และ WeChat Pay จะเริ่มต้นโดยเปิดจุดรับจ่ายเงินตามสถานที่ต่างๆ โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ไม่นิยมพกเงินสด แต่หากขยายจุดรับชำระเงินได้มากพอ การต่อยอดมาเริ่มให้บริการจ่ายเงินกับคนในประเทศเองก็มีโอกาสทำได้ง่ายขึ้น

ที่มา: Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alipay-service-in-japan/

Advertisements

เร็วได้อีก! Amazon เปิดตัว Instant Pickup สั่งของแล้วเดินไปรับได้เลยใน 2 นาที

แนวทางของอีคอมเมิร์ซประเภท สั่งออนไลน์และไปรับของที่ร้าน มีความพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ จากผู้ให้บริการรายใหญ่ ล่าสุด Amazon เปิดตัว Instant Pickup ที่การันตีว่าสั่งของแล้วเดินไปรับได้เลยใน 2 นาที!

โดยบริการ Instant Pickup นี้เปิดให้สำหรับลูกค้า Prime และ Prime Student ในอเมริกา โดยเมื่อทำการสั่งสินค้าออนไลน์ สามารถเดินไปรับของได้ที่ตู้ล็อกเกอร์เลยภายใน 2 นาที ซึ่งมีสินค้าให้เลือกหลายร้อยรายการ เน้น ของกินของใช้ประจำวัน อาทิ ขนม เครื่องดื่ม และอุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย

ในเบื้องต้น Instant Pickup จะเปิดให้บริการใน 5 จุด ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ในมหาวิทยาลัย อาทิ UCLA หรือ University of California, Berkeley

จะเห็นว่าสินค้าที่ Amazon นำมาจำหน่ายผ่านบริการนี้ เป็นบรรดาของชำ (Grocery) เป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่คงดูแปลกๆ หากต้องสั่งออนไลน์และรอกันหลายชั่วโมง ในเมื่อคนจะซื้อของกินก็คงต้องการของเดี๋ยวนั้น ภาพนี้ช่วยเชื่อมให้เห็นว่า Amazon อาจจะนำบริการออนไลน์ที่มีอยู่ มาเชื่อมต่อกับกิจการออฟไลน์ร้านค้า รวมถึงอธิบายการซื้อกิจการ Whole Foods ได้มากขึ้นนั่นเอง

ที่มา: Reuters และ Amazon

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-instant-pickup/

How-To : วิธีการติดตั้ง CPU AMD RYZEN THREADRIPPER – ง่าย, สะดวกและปลอดภัยกว่าที่คิด !

30454

เป็นเรื่องราวสั้น ๆ แต่ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครหลาย ๆ คนที่กำลังสนใจหรือกำลังเล็ง ๆ ที่จะใช้งาน CPU ตระกูลล่าสุดจากทาง AMD ที่เพิ่งจะเปิดตัวออกมาสำหรับ RYZEN THREADRIPPER โดยในเรื่องของความแรง เรื่องของประสิทธิภาพก็น่าจะได้เห็นกันไปบ้างแล้ว แต่สิ่งที่นำมาฝากให้ได้รับชมกันตรงนี้ จะเป็นเรื่องราวของการติดตั้ง CPU ลงบนเมนบอร์ดหรือลงไปในตัวซ๊อคเก็ตบนเมนบอร์ด และหากถามว่าจะต้องถึงกับมีการแนะนำการติดตั้งเลยหรือ ? มันติดตั้งยากเย็น ติดตั้งลำบากเลยหรือ ? จริง ๆ แล้วเปล่าเลย เพียงแค่ว่าที่หยิบยกมาพูดถึงก็เพราะว่าทาง AMD ได้มีการออกแบบลักษณะของการติดตั้ง CPU ในรูปแบบใหม่ รูปแบบที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสนได้

ดังนั้นเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรจะเป็น เป็นไปตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง วันนี้ผมก็เลยจัดทำวิดีโอวิธีการติดตั้งตัว CPU RYZEN THREADRIPPER มาให้ได้รับชมกัน ซึ่งบางท่านอาจจะเคยคิดกันว่ามันยุ่งยากจังเลย ทำไมถึงวุ่นวายจัง แต่ผมคิดว่าหลังจากได้รับชมวิดีโอตัวนี้ไปแล้วนั้นความคิดอาจจะเปลี่ยน เพราะจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ได้มีความวุ่นวายใด ๆ แถมมันยังมีความสะดวกและปลอดภัยมาก ๆ อีกด้วย และจากที่ผมได้กล่าวไปตรงนี้มันจะจริงหรือเปล่านั้น ลองรับชมกันดูเองเลยนะครับ


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/5GtHX4GsnWw/

สตาร์ตอัพชุดทำอาหารส่งถึงบ้าน Blue Apron กับผลประกอบการไม่ดีนักหลังเข้าตลาดหุ้น

แวดวงสตาร์ตอัพของสหรัฐในปี 2017 มีบริษัทที่น่าสนใจอยู่รายหนึ่งชื่อว่า Blue Apron (แปลตรงตัวว่า ‘ผ้ากันเปื้อนน้ำเงิน’) ที่เพิ่งขายหุ้น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อเดือนมิถุนายนนี้

บริษัท Blue Apron ก่อตั้งเมื่อปี 2012 ที่นิวยอร์ก โดยทำธุรกิจแบบที่เรียกว่า “meal kit” หรือการขาย “ชุดทำอาหาร” ให้ลูกค้าไปประกอบอาหารกินเองที่บ้าน

อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ สำหรับคนไทย หลายท่านที่ไปซูเปอร์มาร์เก็ตในบ้านเรา น่าจะเคยเห็นอาหารแช่เย็นประเภท “ชุดเครื่องต้มยำไก่” หรือ “ชุดผักกระเฉดหมูกรอบ” ที่ประกอบด้วยส่วนผสมต่างๆ หั่นมาแล้วเรียบร้อย ซื้อกลับบ้านก็พร้อมปรุงเป็นอาหารจานนั้นทันที ไม่จำเป็นต้องซื้อแยกผัดกระเฉด หมูกรอบ หรือพริกกระเทียมทีละส่วน

Blue Apron ก็เป็นธุรกิจแบบนี้ ลูกค้าจะได้กล่องที่ประกอบด้วยวัตถุดิบในปริมาณพอเหมาะ ส่งถึงบ้านแบบไม่ต้องไปเดินหาซื้อของเองให้เมื่อย ถ้าปรุงไม่เป็น ในกล่องยังมีสูตรและคำอธิบายว่าจะต้องทำอาหารอย่างไรด้วย

Meal Kit จับกลุ่มไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ อยากทำอาหารกินเอง

กลุ่มเป้าหมายของ Blue Apron คือคนเมืองยุคใหม่ที่เริ่มสนใจ “อยู่เพื่อกิน” มากกว่า “กินเพื่ออยู่” สนใจการทำอาหารกินเองในแง่การเป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้คุณค่าทางจิตใจ ไปไกลกว่าการสั่งอาหารสำเร็จรูปมากินที่บ้าน ที่เน้นเรื่องอิ่มหรืออร่อยเพียงอย่างเดียว

เรียกได้ว่า Blue Apron เป็นการผสมผสานระหว่างโมเดล delivery กับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เริ่มมองหางาน “คราฟต์” ให้กับชีวิต ไม่ต้องการของสำเร็จรูปแบบ mass production ที่ทุกคนเหมือนกันไปหมด อยากได้เซนส์ของการ “ทำด้วยมือตนเอง” ด้วย

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ากลุ่มที่อยากทำอาหารกินเอง ไม่ใช่ว่าทุกคนจะพร้อมทำอาหารเสมอไป เราเห็นคนจำนวนมากซื้อหนังสือสอนทำอาหารมาอ่านเพื่อฝันว่า “จะทำอาหารกินเองทุกวันหยุด” แต่ในความจริงแล้วก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะติดอุปสรรคหรือข้อจำกัดหลายอย่าง ตั้งแต่ขี้เกียจออกไปซื้อวัตถุดิบเอง หรือ วัตถุดิบที่วางขายมีปริมาณเยอะเกินกว่าการปรุงอาหารหนึ่งมื้อ ใช้หมูไปครึ่งถาด ทำอาหารหนึ่งมื้อ แล้วเหลือทิ้งหรือเน่าคาตู้เย็น เป็นต้น

Blue Apron จึงจัดชุด meal kit ที่มีปริมาณวัตถุดิบพอเหมาะ ใช้หมดพอดีไม่ต้องเหลือทิ้ง มาตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ นอกจากนี้ Blue Apron ยังเพิ่มมูลค่าของตัวเอง ด้วยการใช้วัตถุดิบสดใหม่แนวออแกนิค ผักสดจากฟาร์มของชาวนาโดยตรง ไม่ผ่านคนกลาง เนื้อสัตว์ที่ไม่ได้ฉีดฮอร์โมน หรืออาหารทะเลที่มาจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน พร้อมโฆษณาว่าการสั่งอาหารกับ Blue Apron ช่วยลดปัญหาอาหารเหลือทิ้ง (food waste) อีกด้วย

โมเดลการหารายได้ จ่ายเป็นรายสัปดาห์

โมเดลการหารายได้ของ Blue Apron คิดค่าสมาชิกเป็นรายมื้อ เฉลี่ยแล้วตกมื้อละ 8.99 ดอลลาร์ต่อหนึ่งคนกิน (serving) โดยในกล่องอาหารจะมาพร้อมกับปริมาณเสิร์ฟสำหรับ 2-4 คน แล้วแต่จะเลือก มีทั้งแบบบ้านขนาด 2 คนและบ้านขนาด 4 คน) สามารถเลือกได้ว่าจะรับอาหารสัปดาห์ละ 2-4 กล่อง แถมสัปดาห์ไหนไม่สะดวกก็สามารถ “ข้าม” ไม่ให้ส่งในสัปดาห์นั้นได้ โดยกดเลือกผ่านแอพของ Blue Apron บนสมาร์ทโฟนได้เลย

เมนูอาหารก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์เพื่อไม่ให้ซ้ำซากจำเจ มีทั้งอาหารฝรั่งอย่างสเต๊ก ราเมนแบบญี่ปุ่น ข้าวผัดแบบจีน แกงกะหรี่แบบอินเดีย สปาเกตตี้อิตาเลียน หรืออาหารเม็กซิกัน

ถ้าหากซื้ออาหารไปแล้วทำไม่เป็น ในกล่องอาหารที่ส่งไปที่บ้านยังมีคู่มือสอนการทำอาหารเมนูนั้นๆ และยังสามารถกดเข้าดูได้จากเว็บ แอพ รวมถึงมีวิดีโอสาธิตให้ดูเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย

นอกจากสินค้าหลักที่เป็นชุดประกอบอาหารแล้ว Blue Apron ยังขยายไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ขายไวน์ส่งถึงบ้านเป็นชุด เดือนละ 6 ขวด ขายหนังสือสอนทำอาหาร ขายเครื่องครัว เครื่องปรุง ไปจนถึงขายของที่ระลึกอย่างผ้ากันเปื้อนแปะโลโก้ของบริษัท

ผลประกอบการยังไม่น่าประทับใจ

โมเดลธุรกิจอาจดูดีและมีลูกค้าจริงจนเข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ แต่ผลประกอบการของ Blue Apron ดูจะยังไม่เป็นที่พอใจของนักลงทุนเท่าไรนัก

ในผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (Q2/2017) ซึ่งเป็นไตรมาสแรกหลังเข้าตลาดหุ้น Blue Apron ระบุว่ามีลูกค้าเกือบ 1 ล้านราย และมีคำสั่งซื้ออาหารที่ 4 ล้านคำสั่งต่อหนึ่งไตรมาส เฉลี่ยแล้วลูกค้าหนึ่งรายจะสั่งอาหารประมาณ 4.3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูอัตราการเติบโตของ Blue Apron กลับน่าเป็นห่วง เพราะฐานลูกค้าที่เติบโตติดต่อกันมาหลายไตรมาส เริ่มตกลงเป็นครั้งแรก เพราะในไตรมาสแรกของปี Blue Apron มีลูกค้าแตะหลัก 1 ล้านคนได้สำเร็จ แต่พอเป็นไตรมาสที่สอง ลูกค้ากลับลดเหลือ 9 แสนกว่าคนแทน

นอกจากนี้ แม้ว่าตัวเลขชี้วัดอื่นๆ ของ Blue Apron จะยังเติบโต เช่น จำนวนออเดอร์เฉลี่ย หรือ รายได้เฉลี่ยของลูกค้าหนึ่งราย จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีก็ตาม แต่ถ้าเทียบปีต่อปี (YoY) กับไตรมาสที่สองของปี 2016 เราจะเห็นว่าตัวเลขเหล่านี้กลับลดน้อยลง

ในแง่ตัวเลขผลประกอบการ รายได้ของ Blue Apron เติบโตจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (238 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 201 ล้านดอลลาร์) แต่ต้นทุนของสินค้าที่ขายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และการลงทุนด้านเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ไตรมาสนี้ Blue Apron ขาดทุนรวม 31 ล้านดอลลาร์ แถมแผนการขยายศูนย์กระจายสินค้าที่เมือง Linden รัฐนิวเจอร์ซีย์ก็สะดุด ล่าช้ากว่ากำหนด อีกทั้งผู้ก่อตั้งและซีโอโอ Matthew Wadiak ก็เพิ่งลาออกจากบริษัทไป

Blue Apron มีรายได้ในครึ่งหลังของปี 2016 ที่ 421 ล้านดอลลาร์ (ช่วงที่ยังไม่เข้าตลาด) แต่ในปีนี้ บริษัทพยากรณ์ว่าจะมีรายได้ในครึ่งหลังของปี 2017 ที่ประมาณ 380-400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ตัวเลขนี้ไม่เป็นที่น่าประทับใจนักจากนักลงทุนในวอลล์สตรีท และหุ้นของ Blue Apron นับตั้งแต่เข้าตลาดในเดือนมิถุนายน ก็ตกลงมาตลอดโดยมีราคาเพียง 50% ของราคา IPO ด้วย

คู่แข่งเพียบ รวมถึง Amazon ด้วย

จริงๆ แล้วโมเดลการขายสินค้าแบบส่งถึงบ้าน โดยลูกค้าจ่ายเป็นรายเดือน (subscription order) ไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าไร ก่อนหน้านี้ก็มีธุรกิจเครื่องสำอางค์จัดเป็นชุดส่งถึงบ้านทุกเดือน Birchbox ที่เคยมีลูกค้ามากถึง 1 ล้านรายเช่นกัน แต่สุดท้ายก็เริ่มประสบปัญหาการเงินจนต้องปลดคน หรือ Dollar Shave Club ชุดมีดโกนหนวดสำหรับท่านชาย ที่ประสบความสำเร็จในการขายกิจการให้ Unilever

ในกลุ่มของธุรกิจแบบ meal kit เองก็มีคู่แข่งหลายราย เช่น Home Chef หรือ Sun Basket แต่ที่น่าจับตามองคือการขยับเข้ามาของยักษ์ใหญ่ Amazon ที่เพิ่งเริ่มทดลองตลาดนี้ในเมืองซีแอทเทิล สำนักงานใหญ่ของตัวเองเพียงเมืองเดียวเท่านั้น ตรงนี้ยังห่างไกลจาก Blue Apron ที่ให้บริการในหลายเมืองทั่วสหรัฐ แต่ชื่อชั้นของ Amazon บวกกับแผนการใหญ่อย่างการซื้อกิจการ Whole Foods ก็ทำให้นักลงทุนหวาดหวั่นว่า Blue Apron จะพ่ายแพ้ในเกมระยะยาว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/blue-apron-stock-q2-2017/

พลังร้านกาแฟต่างจังหวัด Class Cafe กับ 7 สาขาในโคราช เตรียมขยายสาขาทั่วอีสาน

ในยุคสมัยที่ร้านกาแฟเปิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทั้งร้านกาแฟรายย่อย และเชนกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่แข่งขันขยายสาขาอย่างดุเดือดไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ กลับมีแบรนด์กาแฟท้องถิ่น Class Cafe (คลาสคาเฟ่) จาก จังหวัดนครราชสีมาที่เริ่มโดดเด่นขึ้นมา ด้วยจำนวนที่มากถึง 7 สาขาในโคราช และกำลังขยายไปยัง 2 สาขาในบุรีรัมย์และขอนแก่น

ถ้าผู้อ่าน Brand Inside ท่านใดไปโคราช และถามคนท้องถิ่นว่าเขาไปร้านกาแฟไหนกัน เราเชื่อว่าชื่อ Class Cafe จะต้องเป็นคำตอบแรกๆ อย่างแน่นอน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ร้านกาแฟ Local Brand ผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ เรามีโอกาสสัมภาษณ์ คุณมารุต ชุ่มขุนทด หรือบารีสต้ากอล์ฟ ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟแบรนด์ Class ถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจนี้

คุณมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

จุดกำเนิด Class Cafe จากผู้บริหารบริษัทมือถือ สู่ร้านกาแฟท้องถิ่นในบ้านเกิด

ปูมหลังของคุณมารุต ไม่ได้เป็นแค่ผู้ที่หลงใหลในกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่เขาเคยเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Hutch และ Nokia Thailand รวมถึงเคยดูแลธุรกิจออนไลน์ในเครือแกรมมี่มาก่อน เรียกว่าเคยอยู่ในธุรกิจไฮเทคมาก่อนใครๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดอย่างจังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช และเปิดธุรกิจกาแฟที่ตัวเองชื่นชอบ

คุณมารุต เปิดร้านกาแฟ Class Cafe สาขาแรกเมื่อปี 2556 จากนั้นขยายเป็น 3 สาขาในปี 2557 และ 5 สาขาในปี 2559

ปัจจุบัน (สิงหาคม 2560) Class มีจำนวนสาขาทั้งหมด 8 สาขาในนครราชสีมาและบุรีรัมย์ โดยกำลังมีสาขาใหม่ที่ขอนแก่นที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม SCG และนอกจากสาขาถาวรแล้ว Class ยังมีรถ Food Truck ให้บริการออกนอกสถานที่ และบริการ catering สำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กรที่จัดประชุมสัมมนาด้วย

สาขาของ Class Cafe ใน จ.นครราชสีมา

เคล็ดลับความสำเร็จของ Class ในการบริหารสาขาจำนวนมากได้ไม่ต่างจากร้านกาแฟระดับชาติ เกิดจากการนำเอาหลัก modern management, modern marketing และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ด้วยความที่มารุตมาจากสายงานด้าน digital marketing และ telecom ก่อนแล้วข้ามมาทำธุรกิจกาแฟ การนำ เทคโนโลยีเข้ามาใช้จัดการ รวมไปถึงการทำ online marketing จึงเป็นเรื่องถนัด เราจึงเห็นร้านกาแฟท้องถิ่นรายนี้นำระบบที่ก้าวหน้าอย่าง ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้งาน เริ่มตั้งแต่เครื่อง POS (Point-of-Sale) การจัดการวัตถุดิบ สั่งการไปที่โรงคั่ว รวมถึงระบบบัญชี ระบบการจัดการบุคคล

การจัดการบุคคลเป็นความท้าทายไม่ใช่น้อย เพราะพนักงานกว่า 80% เป็นพนักงานแบบพาร์ทไทม์ที่ไม่มีเวลาเข้างานตายตัว ในเดือนที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะเยอะ เวลางานของพนักงานจะเพิ่มขึ้นล่วงหน้า ส่วนพนักงานที่ยังเป็นนักศึกษาก็จะมีความยืดหยุ่น เพราะจะติดเรื่องวันเรียนหรือวันสอบ ในแง่การจัดการจึงต้องยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

คุณมารุต ชุ่มขุนทด กับงานบาริสต้าที่เขาชอบและหลงใหล

ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็น Lifestyle คนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัด

ท่ามกลางยุคสมัยที่ “การเป็นเจ้าของร้านกาแฟ” ถือเป็นอาชีพในฝันอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ เราก็เห็นการเกิดขึ้นและดับไปของร้านกาแฟหน้าใหม่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อบวกกับการแข่งขันจากเชนกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่ฟาดฟันกันด้วยการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด คำถามอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Class Cafe ตั้งรับอยู่ได้อย่างมั่นคง

คำตอบของมารุตคือ Class Cafe ไม่ได้เป็นแค่ “ร้านกาแฟ” ทั่วไปที่ใครๆ ก็เปิดได้ แต่เป็นมากกว่านั้น Class มองตัวเองเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต” ของคนหัวเมืองรุ่นใหม่ที่มี lifestyle แตกต่างไปจากในอดีต คนเหล่านี้มีการศึกษาระดับสูง มีรายได้ค่อนข้างดี มีหน้าที่การงานดี พูดง่ายๆ ว่ามีแนวทางการใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับคนที่อยู่ในกรุงเทพ แต่ในต่างจังหวัด แม้แต่จังหวัดใหญ่ๆ อย่างโคราช กลับไม่มีพื้นที่ตอบสนองความต้องการด้านการบริโภค (consuming lifestyle) ของคนกลุ่มนี้ได้

Class เข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ ตั้งแต่ตัวสินค้าหลักคือกาแฟ ที่เป็นกาแฟเกรดพรีเมียม นำเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก เช่น เคนยา ปานามา กัวเตมาลา หรือ บราซิล มาเบลนด์เป็นรสชาติเฉพาะที่หาไม่ได้ที่ไหนในโคราช มีโรงคั่วกาแฟของตัวเองเพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุน ใช้เครื่องชงกาแฟที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าระดับโลก บวกกับการเทรนบาริสต้าให้มีฝีมือคงที่ คุณภาพของรสกาแฟสม่ำเสมอ และนำเทคนิคใหม่ๆ ของโลกกาแฟอย่างกาแฟดริปมานำเสนอให้ลูกค้าตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เปิดร้าน

แนวทางการออกแบบร้านยังมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เน้นพื้นที่ใช้สอยมาก ให้ดูโปร่งโล่งสบาย เปิดโล่งให้เห็นกระบวนการชงกาแฟอย่างชัดเจน ในร้านใช้การตกแต่งแบบ industrial และออกแบบโดยใส่ใจถึงกลิ่นของกาแฟในร้าน แม้แต่เพลงในร้านยังแตกต่างจากเพลงแนวบอสซ่าที่พบได้ตามร้านกาแฟทั่วไป มาเป็นเพลงแนวเทคโน deep house แทน เรียกได้ว่าในแง่ของ “ประสบการณ์ของลูกค้า” (customer experience) ร้านใส่ใจทุกรายละเอียดไม่ด้อยไปกว่าเชนกาแฟระดับโลก

แนวทางการออกแบบของร้าน Class

นอกจากนี้ ตัวสถานที่ของร้าน Class แต่ละสาขาก็ยังปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า อย่างสาขาหลักที่หน้าวัดบูรพ์ ใกล้กับตัวเมืองเดิมของโคราช เริ่มเปิด 24 ชั่วโมงมาตั้งแต่กลางปี 2559 เพื่อรับความต้องการของนักศึกษาในช่วงสอบที่อยากได้พื้นที่อ่านหนังสือกันเป็นกลุ่ม และอ่านได้ตลอดทั้งคืน โดย Class ถือเป็นร้านกาแฟร้านแรกที่เปิดพื้นที่ตรงนี้ให้ ผลลัพธ์คือถ้าใครขับรถผ่าน Class สาขานี้ตอนดึกๆ จะเห็นรถจอดกันล้นหลามและลูกค้านั่งกันเต็มร้าน

นักศึกษาใช้บริการอ่านหนังสือที่ Class Cafe

คุณมารุตบอกว่า โคราช เป็นเมืองที่มีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 5-6 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยวงศ์ชวลิตกุล รวมถึงนักศึกษาแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รวมจำนวนแล้วมีนักศึกษาเป็นหลักหมื่นคน แต่กลับไม่มีร้านกาแฟใดตอบโจทย์ตรงนี้ Class จึงเข้ามาช่วยเปิดพื้นที่ให้ใช้งาน และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เปิดเพลงเบาลงเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิ งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีบะหมี่ถ้วยช่วยรองท้องตอนดึกที่ครัวปิดแล้ว หรือถ้าใครนั่งนานจนเช้า ร้านก็มีอาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟตอน 7.00 น. ต่อทันที

นักศึกษาอ่านหนังสือกันยามดึกที่ร้าน Class อย่างคับคั่ง

ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอีกกลุ่มคือกลุ่มคนทำงาน โคราชเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง มีคนทำงานจากถิ่นอื่นเข้ามาอาศัยอยู่มาก คนเหล่านี้มักพักอาศัยอยู่ในเมืองเพราะสะดวก แต่ต้องขับรถออกไปทำงานที่นอกเมืองแต่เช้า และอยากได้กาแฟคุณภาพดีสักแก้วก่อนเริ่มงาน

Class ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ด้วยการปรับบางสาขาที่อยู่ในทิศทางออกนอกเมืองให้เปิดเช้าเป็นพิเศษ และพนักงานจะรีบชงกาแฟให้กับลูกค้าประจำเหล่านี้ทันทีที่รถจอดหน้าร้าน โดยไม่ต้องสั่งว่าจะเอาอะไรให้เสียเวลา รวมถึงมีบริการสั่งกาแฟล่วงหน้าและวิ่งไปส่งที่รถ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลงจากรถเลย เรียกว่าเป็นสาขาแบบกึ่ง drive-through แนวเดียวกับที่เราเห็นตามร้านฟาสต์ฟู้ดชั้นนำ

บาริสต้าของ Class รอส่งกาแฟให้ลูกค้าหน้าร้าน โมเดลกึ่ง drive-thru แบบต่างจังหวัด

อยู่โคราช ไปที่ไหนก็เจอ Class เพราะทั้งเมืองมีถึง 7 สาขา

ปัจจุบัน Class มีสาขาในตัวอำเภอเมืองนครราชสีมาถึง 7 สาขา โดยเป็นสาขาที่อยู่ในห้าง 2 สาขาคือ เดอะมอลล์นครราชสีมา และคลังพลาซ่า จอมสุรางค์ รวมถึงสาขาที่หน้าโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่จับกลุ่มแพทย์ พยาบาล และบุคลกรของโรงพยาบาล เรียกได้ว่า สำหรับคนโคราชแล้ว ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ร้าน Class Cafe ล้อมไว้ทั้งหมด

ศุภลักษณ์ อัมพุช แห่งกลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ป ร่วมเปิดร้าน Class สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา

มารุตเล่าว่า การที่เป็นคนโคราชโดยกำเนิด ทำให้รู้จักทำเลของเมืองเป็นอย่างดี รู้ว่าควรไปตั้งสาขาที่ไหนและแต่ละสาขาควรจะเป็นอย่างไร ร้านบางสาขามีอาหารขาย โดยจับมือกับเชฟชื่อดังออกแบบเมนูเบอร์เกอร์ดำ Scale Burger สร้างความแปลกใหม่ให้กับเมนูอาหารของร้านกาแฟ ร้านบางสาขามีคราฟต์เบียร์เสิร์ฟพร้อมดนตรีเพื่อรองรับลูกค้ารอบค่ำ ที่ต้องการพื้นที่แฮงก์เอาท์และเครื่องดื่มที่มากกว่ากาแฟ

ร้านบางสาขาที่มีพื้นที่ใหญ่หน่อย ยังจัดพื้นที่ชั้นบนไว้เป็นห้องประชุม รวมถึงใช้พื้นที่เหล่านี้ให้บริการการ Co-Working space  สัมมนา อบรม เทรนนิ่ง แบบครบวงจร อีกจุดนึงที่น่าสนใจคือการให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับธุรกิจ Startup เพื่อนั่งทำงาน ในส่วนนี้มีการเติบโตค่อนข้างสูงและได้รับการตอบรับจาก บริษัท Startup ชั้นนำในเมืองไทย อย่าง Wongnai.com และ Baania.com เข้ามาเช่าใช้พื้นที่ที่เป็น co-working space แบบที่สามารถเข้าใช้งานได้ตลอด 24 ชม.

พื้นที่ประชุมสัมมนา ธุรกิจข้างเคียงจากการใช้สอยชั้นบนของร้านกาแฟ

การที่ Class Cafe มีหลายสาขาทั่วเมือง จึงสามารถใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีเยอะกว่าร้านกาแฟแบบเดี่ยวๆ ทั่วไป เช่น บริการสะสมแต้มของสมาชิกที่ใช้กับสาขาไหนก็ได้ และกำลังจะก้าวไปอีกขั้นด้วยระบบ profiling ของลูกค้า ที่บาริสต้าทุกสาขาสามารถรับทราบข้อมูลได้ทันทีว่า สมาชิกคนนี้ชอบกินกาแฟแนวไหน เพื่อให้ได้ประสบการณ์กาแฟที่สม่ำเสมอเหมือนกันหมดทุกสาขา

ขยายสาขาข้ามจังหวัด เริ่มที่บุรีรัมย์และขอนแก่น

หลังจาก Class Cafe ครองตลาดร้านกาแฟในโคราชได้แล้ว ภารกิจถัดไปในการบุกยึดอีสานก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งมารุตเลือก “บุรีรัมย์” จังหวัดใกล้เคียงกันเป็นเป้าหมายแรก

มารุตบอกว่า บุรีรัมย์เป็นเมืองที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างน่าตกใจ โดย Class มองจุดเด่นที่นโยบาย Sport City ของบุรีรัมย์ ที่พยายามดึงอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่มาสู่เมือง ทั้งทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด สนามแข่งรถ และล่าสุดกำลังจะมีงานแข่งรถระดับโลก MotoGP ตามมาอีก

เมื่อคนจากนอกจังหวัดวนเวียนกันเข้ามาตามงานอีเวนต์ เวลาระหว่างวันโดยเฉพาะช่วงเช้าหรือกลางวันที่อีเวนต์ใหญ่ยังไม่เริ่ม ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะมาใช้บริการร้าน Class ผ่อนคลายหรือนั่งคุยงานก่อนอีเวนต์จะเริ่มต้น

เนวิน ชิดชอบ แห่ง Buriram United ร่วมแสดงความยินดีเปิดสาขาที่บุรีรัมย์

Class ยังเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ที่สาขาบุรีรัมย์ โดยร่วมงานกับสถาปนิกที่ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากเว็บไซต์ Arcdaily ปี 2016 ออกแบบร้านใหม่ให้ดูโดดเด่นตั้งแต่ภายนอก โดยโจทย์ของการออกแบบคือรสร้างความแปลกใหม่ที่ไม่น่าเบื่อ สามารถดูได้ทุกวัน จากวัสดุที่ราคาไม่แพง เล่นกับแสงรรมชาติในรูปแบบที่ทีมถนัด ผลของหน้าร้านที่โดดเด่น ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่แบรนด์มอเตอร์สปอร์ตอย่าง BMW หรือมอเตอร์ไซค์ Triumph จะมาถ่ายทำโฆษณาที่ร้าน Class หรือมาทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน

สถาปัตยกรรมแหวกแนวที่ Class สาขาบุรีรัมย์
Class Cafe สาขาบุรีรัมย์

มารุตเล่าว่า ประสบการณ์ขยายสาขาข้ามจังหวัดครั้งแรก ได้เรียนรู้เรื่องการจัดการลอจิสติกส์มากขึ้น เพราะเดิมทีจุดแข็งของ Class เรื่องความสดใหม่ของวัตถุดิบ เช่น กาแฟอายุไม่เกิน 7 วัน หรือ นมสดใหม่จากฟาร์มโคนมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เกิดขึ้นได้เพราะมีสาขาแค่ในโคราช แต่พอต้องขยายเขตข้ามจังหวัด ก็ต้องปรับแผนเรื่องลอจิสติกส์กันใหม่หมด รวมไปถึงการสุ่มตรวจคุณภาพและการรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเคยต้องทำ

ถัดจากบุรีรัมย์แล้ว ล่าสุด Class กำลังก้าวสู่ “ขอนแก่น” จังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ง่ายเพราะต้องต่อสู้กับร้านกาแฟเจ้าถิ่นจำนวนมาก แต่ Class ก็มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง SCG

กลุ่ม SCG กำลังจะเปิดศูนย์ Flagship Store กลางเมืองขอนแก่น เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับชุมชนคนทำงานด้านออกแบบในท้องถิ่น โดยเลือก Class เป็นร้านกาแฟเดียวในศูนย์แห่งนี้ ตรงนี้มารุตบอกว่าเป็นผลพวงจากสาขาบุรีรัมย์ที่มีแนวทางออกแบบที่โดดเด่น จนทำให้ SCG มั่นใจว่าแนวทาง look & feel ของ Class จะสามารถไปด้วยกันกับศูนย์ Flagship Store ที่ขอนแก่น ซึ่งวัตถุประสงค์ของ SCG คือการสร้างชุมชนสถาปนิกเพื่อมาแลกเปลี่ยนความรู้

Class ขอนแก่นจะเปิดพร้อมกับศูนย์ของ SCG ในช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม 2560

แผนการขยายสาขาในภาคอีสานของ Class

 

Class ในฐานะแบรนด์กาแฟระดับชาติ กับ “ศรีอโยธยา เบลนด์”

นอกจากแผนการขยายสาขาต่างจังหวัดเพื่อยึดหัวเมืองทั่วอีสานแล้ว ร้าน Class Cafe ยังขยายแนวรุกมาทำแคมเปญการตลาดในระดับประเทศผ่านสื่อบันเทิง

Class เข้ามาจับมือกับกลุ่ม True ที่ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ “ศรีอโยธยา” กำกับการแสดงโดย “หม่อมน้อย” หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล และมีดาราชั้นนำของเมืองไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยซีรีส์จะเริ่มฉายทางช่อง True Visions ในช่วงปลายปี 2560

หม่อมน้อย กับกาแฟ Class ในช่วงแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

สิ่งที่ Class ทำคือเข้าไปสนับสนุนในฐานะสปอนเซอร์ด้านกาแฟอย่างเป็นทางการของ “ศรีอโยธยา” ตลอดการถ่ายทำและงานอีเวนต์ทั้งหมด โดย Class พัฒนาสูตรกาแฟเบลนด์พิเศษภายใต้ชื่อ “ศรีอโยธยา พรีเมียม รอยัลเบลนด์” ตามคาแรกเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวในเรื่องเป็นการเฉพาะ เช่น กาแฟสูตร The Noble ประจำตัว “อนันดา เอเวอริ่งแฮม” ที่รับบทเป็น พระพิมานสถานมงคล หรือกาแฟสูตร The Prince ของ “ฮัท จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร” ที่รับบทเป็น เจ้าฟ้าสุทัศน์ขัติยราชกุมาร

กาแฟ ศรีอโยธยา พรีเมียมรอยัลเบลนด์ ที่ร่วมทำการตลาดกับ True

มารุต ให้เหตุผลที่เข้าไปสนับสนุนโครงการ “ศรีอโยธยา” ว่าเห็นแนวทางการสปอนเซอร์ภาพยนตร์แบบไทอิน เอาผลิตภัณฑ์เข้าไปแทรกในภาพยนต์หลายเรื่อง ถือเป็นการตลาดแนวใหม่ที่น่าสนใจ และเชื่อว่าแบรนด์กาแฟ Class สามารถสร้างสรรค์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดหรือกรอบคิดทางการตลาดแบบเดิมๆ

กรณีของ ศรีอโยธยา นั้น Class เข้าไปพัฒนาสูตรกาแฟโดยอิงจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า กาแฟเริ่มเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามจากชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในไทย ทางทีมของ Class จึงตีโจทย์ว่ากาแฟและชาเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงในยุคนั้น และพัฒนามาเป็นกาแฟสูตรพิเศษที่อิงตามคาแรกเตอร์ของตัวะครในเรื่อง การทำการตลาดในรูปแบบนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

กาแฟ Class ในงานแถลงข่าวของซีรีส์ ศรีอโยธยา

แผนต่อไปของ Class ขยายสาขาให้ทั่วอีสาน

ปัจจุบัน Class ทุกสาขามีพนักงานรวมกันประมาณ 120 คน จำนวนลูกค้าเฉลี่ย 2,600 คนต่อวัน และตั้งเป้ารายได้ในปี 2560 ไว้ที่ 50 ล้านบาท

มารุตบอกว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของ Class สามารถหาจุดร่วมที่เหมาะสมของร้านกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านอาหาร และ co-working space ที่ตอบโจทย์เรื่อง lifestyle ของคนท้องถิ่น และเดินหน้าได้ในทางธุรกิจ ดังนั้นแผนการของ Class คือการนำโมเดลนี้ขยายไปยังสาขาอื่นๆ ในภาคอีสาน โดยตั้งเป้าว่าจะขยายเพิ่มอีก 20 สาขาใน 3 ปีข้างหน้า และตอนนี้ก็กำลังเปิดรับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กัน

ส่วนคำถามว่าสนใจขยายสาขามายังพื้นที่ส่วนกลางอย่างกรุงเทพหรือไม่ มารุตบอกว่ายังไม่มีแผน และอยากเลือกโฟกัสเฉพาะพื้นที่อีสานที่ถนัด และดำเนินการเรื่องระบบลอจิสติกส์ง่ายกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/class-cafe-expansion/

เครือโรงแรม Marriott ประกาศความร่วมมือกับ Alibaba หวังดึงนักท่องเที่ยวจีนมากขึ้น

เครือโรงแรมใหญ่ของโลก Marriott ประกาศความร่วมมือกับแพลตฟอร์มรายใหญ่จีน Alibaba เพื่อเพิ่มลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนให้มากขึ้น โดยจะนำระบบจองโรงแรมเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์ม Fliggy ที่เป็นระบบจองที่พักของ Alibaba

ผู้บริหาร Marriott กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งไม่ใช่แค่การนำโรงแรมไปลิสท์ในระบบ แต่จะนำโปรแกรม Reward ของ Marriott เข้าไปอยู่ Fliggy ด้วย ทำให้นักท่องเที่ยวที่จองผ่าน Fliggy ก็ได้สิทธิประโยชน์เหมือนจองผ่านระบบของ Marriott

Marriott ระบุว่าจากตัวเลขประเมินนั้นนักท่องเที่ยวจีนจะออกเดินทางมากกว่า 700 ล้านทริปใน 5 ปีข้างหน้า ดีลนี้จะทำให้ Marriott มีโอกาสจากนักท่องเที่ยวจีนที่ออกเดินทางนอกประเทศมากขึ้น ผ่านโรงแรมในเครือ ทั้ง JW Marriott, Ritz-Carlton, Renaissance และ Autograph Collection

ที่มา: Marriott และ Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/marriott-alibaba-partnership/

กลุ่มไทยเบฟ ประกาศซื้อสาขาล็อตสุดท้ายทั้งหมดของ KFC ในไทย มูลค่าดีลกว่า 11,300 ล้านบาท

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ว่าบริษัทได้บรรลุข้อตกลงที่จะซื้อร้านสาขาของ KFC จาก Yum Restaurants (ประเทศไทย) ที่เหลืออยู่ทั้งหมด ประมาณ 240 สาขา รวมทั้งสาขาที่มีแผนจะเปิดในอนาคตด้วย

กลุ่มบริษัท Yum Restaurant ในไทยนั้นมีแผนขายร้านสาขาที่ดำเนินงานเองทั้งหมดออกไป โดยจะดำเนินงานเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และได้มีการประกาศขายสาขา KFC ทั้งหมดที่มีก่อนหน้านี้ ซึ่งก็เป็นไทยเบฟของตระกูลสิริวัฒนภักดี ที่มาซื้อ และได้ขาย Pizza Hut ให้กับกลุ่ม PH Capital ของ Thoresen Thai Agencies (TTA) ตระกูลมหากิจศิริ

ปัจจุบัน KFC มีสาขาในประเทศไทยราว 600 สาขา โดยสาขาที่เหลือเป็นของกลุ่ม CRG ในเครือเซ็นทรัล ประมาณ 200 กว่าสาขา และกลุ่ม RD อีกกว่า 100 สาขา โดยเป็นการขายสิทธิในรูปแบบแฟรนไชส์

ผู้บริหารของไทยเบฟอธิบายเหตุผลของการเข้าซื้อ KFC นี้ว่านอกจากเป็นการขยายธุรกิจแล้ว ยังเปิดโอกาสให้เข้าถึงเทรนด์ใหม่ผ่านเครือข่ายของ KFC ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วย

ที่มา: ไทยเบฟฯ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thaibev-buy-kfc-in-thailand/