คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

อ่านไอเดียทีม dtac One : เปลี่ยน “พนักงาน” เป็น “ศูนย์บริการเคลื่อนที่” เติมเงิน ย้ายเบอร์ข้ามเครือข่าย ทุกอย่างจบได้ในแอพเดียว

ต่อไปนี้การเติมเงินและย้ายเบอร์ ไม่ต้องไปหน้าร้านหรือศูนย์บริการ เพราะสามารถทำได้กับพนักงานของ dtac ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร นี่คือไอเดียของทีม dtac One ที่ต้องการผลักดันให้ dtac ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

แอพเดียวจบ dtac One | พนักงาน dtac ทุกคนคือ “ผู้ให้บริการ”

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมอย่างมาก สำหรับทีม dtac One ผู้ชนะจากเวที Flip it Challenge ที่ส่งแอพพลิเคชั่นเปลี่ยน “พนักงานธรรดา” ให้กลายเป็น “ศูนย์บริการเคลื่อนที่” ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด พนักงาน dtac สามารถให้บริการกับลูกค้าได้

  • แนวคิดคือ : เปลี่ยนจากศูนย์บริการที่มีอยู่กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เป็น พนักงาน dtac กว่า 5,000 คนทั่วประเทศที่สามารถให้บริการได้

พีรพัชร์ วงศ์กลธูต หัวหน้าทีม dtac One เล่าให้ฟังว่า “Pain Point ของการใช้บริการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน คือความไม่สะดวกของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้บริการแบบเติมเงิน หลายคนยังต้องไปที่ร้านค้า” dtac ในฐานะที่ตั้งเป้าไปสู่ดิจิทัลทั้งในรูปแบบองค์กรและการทำงานจึงต้องการทำให้เกิดการให้บริการแบบดิจิทัล โดยเริ่มต้นจากพนักงานของตนเอง

“การให้พนักงานทุกคนสามารถลงไปให้บริการด้วยตัวเองเป็นความท้าทายที่ทำให้พนักงานเข้าใจปัญหาหน้างาน เป็นการพลิกความคิด”

หลังจากนี้พนักงานของ dtac จะมีแอพพลิเคชั่น dtac One อยู่ในเครื่องและสามารถให้บริการได้ดังนี้

  • เติมเงินให้ลูกค้าแบบ Pre-Paid
  • โอนย้ายเบอร์จากเครือข่ายอื่นมาเป็น dtac
  • เปลี่ยนลูกค้าจาก Pre-Paid เป็น Post-Paid หรือรายเดือน
  • แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนโปรโมชั่นให้ลูกค้าได้ ในกรณีที่ใช้แบบรายเดือนยังต้องติดต่อไปยัง Call Center อยู่ เพราะขั้นตอนนี้มีความซับซ้อน เช่น โปรโมชั่นเดิมยังติดสัญญากับค่าเครื่องอยู่ เป็นต้น

หลังการทดลองใช้แอพพลิเคชั่น dtac One กับพนักงานมากว่า 4 เดือน ผลปรากฎว่า มีพนักงานที่เข้าร่วมใช้งานกว่า 50% มีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2 ล้านบาท

ผลตอบแทนที่พนักงาน dtac จะได้คือ ค่าคอมมิชชั่น 3.5% หรือคิดง่ายๆ คือ หากมีลูกค้ามาเติมเงินกับพนักงาน dtac จำนวน 100 บาท ผ่าน dtac One พนักงานของ dtac จะได้ค่าตอบแทน 3.5 บาท หรือตัดออกจากยอดเงินที่พนักงานต้องเติมไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อโอนเงิน 100 บาทไปยังลูกค้า พนักงานจะเสียเงินไปเพียง 96.5 บาท

ทีม dtac One ระบุว่า หลังจากนี้จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้พนักงานของ dtac มีสิทธิพิเศษในการเห็นโปรโมชั่นพิเศษ นอกเหนือไปจากร้านค้าหรือศูนย์บริการ เพราะต้องการผลักดันให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่พนักงานจะได้ขายสินค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“พนักงานที่ active ขณะนี้มีประมาณ 1,600 คน ในจำนวนนี้ไม่รวมทีมขาย (Sales Team) เพราะทำเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าดูจากที่บันทึกไว้ ตั้งแต่ dtac One ทดลองทำมา มีพนักงานหลายรายปิดยอดได้หลักหมื่นต่อเดือน ที่มากสุดเห็นจะมีรายหนึ่งที่ปิดยอดได้ที่ 5 หมื่นกว่าบาท แต่โดยส่วนใหญ่อยู่แถวๆ หลักพัน ประมาณ 6 พันบาท”

ทีม dtac One เน้นย้ำว่า เอาเข้าจริง เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องหลักในการส่งแอพพลิเคชั่น dtac One ออกมาลงสู่ตลาด แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดการ disrupt ในธุรกิจของ dtac ที่ต้องการมุ่งหน้าไปสู่ Digital Transformation มากขึ้น ส่วนผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ได้เห็นการปรับตัวของพนักงานมากกว่าการเห็นตัวเงินที่งอกเงย

อย่างไรก็ตาม ทีม dtac One เป็นอีกหนึ่งในผลผลิตของการปรับองค์กรของ dtac เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-one-team-interview/

Advertisements

Discover เตรียมยกเลิกใช้ลายเซ็นบนบัตรเครดิต เริ่มต้นปีหน้า

ภาพ pixabay.com

Discover ผู้ให้บริการบัตรเครดิต/เดบิตจากสหรัฐฯ เตรียมแผนการยกเลิกการยืนยันตัวตนลูกค้าด้วยลายเซ็นสำหรับการใช้จ่ายทุกรายการบน Discover Global Network ในสหรัฐฯ, แคนาดา, เม็กซิโก และแคริบเบียน

เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในด้านการยกเลิกลายเซ็น Discover กล่าวว่าทางบริษัทได้วางระบบเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนดิจิทัลหลายอย่าง เช่น tokenization, การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย และไบโอเมตริกไว้แล้ว ซึ่งจะการยืนยันตัวตนแบบใหม่เหล่านี้ปลอดภัยกว่าการใช้ลายเซ็น รวมถึงยังทำให้การจ่ายเงินเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ

Discover กล่าวว่าร้านค้าสนใจในการเปลี่ยนจากลายเซ็น เนื่องจากระบบความปลอดภัยจะต้องได้รับการอัพเดต จึงทำให้ผู้ค้าบางรายจะต้องปรับปรุงระบบครั้งใหม่ และการประกาศออกมาก่อนของ Discover น่าจะช่วยให้ธุรกิจหลายแห่งในประเทศที่ใช้บัตร Discover กันอย่างแพร่หลายมีเวลาสักระยะในการปรับปรุงระบบเครื่อง PoS ที่ไว้ใช้รูดบัตรของตัวเองก่อน

บริษัท Discover หรือชื่อเต็มคือ Discover Financial Service เป็นบริษัทที่ให้บริการด้านการเงินในสหรัฐฯ หลายอย่าง โดยระบบบัตรเครดิตและเดบิตของ Discover นั้นถือเป็นระบบใหญ่รองจาก Visa และ Mastercard รวมถึงบัตรเครดิตอย่าง Diners Club ก็อยู่ในเครือของ Discover Financial Service ด้วยเช่นกัน

ที่มา – Discover, Digital Trends

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/discover-to-eliminate-signature-on-credit-card-start-next-year/

UBER VS Grab ในสิงคโปร์ | ถึงวันเปิดหน้าสู้ แท็กซี่รายใหญ่ซื้อ UBER 51% ส่วน Grab ยังครองตลาดเกินครึ่ง

ตลาดเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์สนุกสนานขึ้น เมื่อ Grab ที่จับมือกับ SMRT ครองตลาดอยู่เกินครึ่ง ปะทะคู่แข่งบริษัทแท็กซี่รายใหญ่ในสิงคโปร์ที่เข้าถือหุ้น UBER ถึง 51% โปรดติดตามให้ดี เพราะเขาเปิดหน้าออกมาสู้กันแล้ว

ความแกร่งของ Grab ในสิงคโปร์ ครองสัดส่วนตลาดเกินครึ่ง

บริการเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นที่ครองตลาดในสิงคโปร์จะแข่งขันกันดุเดือดขึ้น ระหว่าง Grab เจ้าถิ่นที่ครองสัดส่วนตลาดถึง 53% ส่วน UBER ตัวเลขไม่ชัดเจน เวลานับสถิติจึงกองรวมอยู่กับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ในตลาดที่มีอยู่เพียง 24% เท่านั้น

ความเก๋าของเจ้าบ้านอย่าง Grab คือการเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยและการชำระเงินที่ออกแบบมาให้เหมาะกับคนในพื้นที่มากกว่า UBER มากกว่านั้น ถ้าเทียบกันแล้วในเชิงสถิติ หากเดินทางต่ำกว่า 30 กิโลเมตรในสิงคโปร์ การเรียกใช้ Grab จะมีราคาที่ถูกกว่า UBER อยู่เสมอ ดูการเปรียบได้เทียบได้ที่นี่

เมื่อดูในแง่พาร์ทเนอร์ Grab มีพาร์ทเนอร์รายใหญ่อย่าง SMRT ที่เป็นขนส่งมวลชนรายใหญ่ของสิงคโปร์ มากไปกว่านั้นยังมีข่าวว่า Grab อาจจะซื้อกิจการในส่วนแท็กซี่ของ SMRT ที่มีรถอยู่ในระบบกว่า 3,400 คัน

ก้าวต่อไปของ UBER ในสิงคโปร์ ให้บริษัทแท็กซี่รายใหญ่ถือหุ้นเกินครึ่ง

ฝ่ายตามอย่าง UBER ก็พยายามดิ้นสู้ในตลาดสิงคโปร์ด้วยการขายหุ้นให้กับ ComfortDelGro บริษัทรถแท็กซี่รายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ เพื่อร่วมทุนเป็นจำนวน 218 ล้านเหรียญ (7,100 ล้านบาท) หรือคิดเป็นจำนวนหุ้นคือ 51% นั่นหมายความว่า UBER ถือหุ้นของตัวเองในสิงคโปร์เพียง 49% เท่านั้น

ภายใต้ข้อตกลงนี้ ComfortDelGro จะเข้ามาบริหารรถภายใต้ UBER ในสิงคโปร์กว่า 14,000 คัน ส่วนรถแท็กซี่ที่มีอยู่ทั้งหมดจะสามารถเรียกผ่าน UBER ได้โดยตรง

ความน่าสนใจคือดีลนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ComfortDelGro มีผลประกอบการเดินรถแท็กซี่ต่ำลง ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นตกลงไปกว่า 11% เพราะนักลงทุนไม่มีความมั่นใจในแผนธุรกิจ ส่วน UBER ก็ไม่ทำได้ดีนักในตลาดสิงคโปร์ การร่วมหุ้นลงทุนกันครั้งนี้เพื่อสู้ Grab จึงมีความน่าสนใจ เพราะเป็นการสู้ระหว่างเจ้าถิ่นหน้าใหม่สายดิจิทัลผู้แข็งแกร่ง กับ เจ้าถิ่นหน้าเก่าที่ดึงเอาดิจิทัลหน้าใหม่จากต่างชาติมาปะทะกัน

Photo: Pixabay

บทสรุป : เปิดหน้าสู้ในสิงคโปร์ ตลาดที่พลาดไม่ได้ หมุดหมายสำคัญในภูมิภาค

ตลาดเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์จะดุเดือดขึ้น เพราะแม้ว่าสิงคโปร์จะมีประชากรเพียง 5.6 ล้านคน แต่สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในหลายด้าน เช่น ในแต่ละปีมีคนอินโดเซียเดินทางมาไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน คนไทยและคนเวียดนามไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าสิงคโปร์จะเชื่อมต่อกับมาเลเซียด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง เรียกได้ว่า สิงคโปร์จะยิ่งเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อในหลายด้านมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น การชนะในตลาดสิงโปร์จึงเป็น “สัญญะ” สำคัญที่จะสะท้อนไปยังตลาดประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

ความได้เปรียบของ UBER หลังจากนี้ในตลาดสิงคโปร์คือการได้ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบริการรถแท็กซี่อย่างกว้างขวาง แต่ต้องไม่ลืมว่า Grab ที่ครองตลาดในภูมิภาคนี้ในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่สิงคโปร์ แต่ยังมีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม พร้อมกันนั้นยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก SoftBank และ Didi จากจีน และเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เพิ่งระดมทุนจากนักลงทุน 2 รายนี้ได้ไปถึง 2,000 ล้านเหรียญ (65,000 ล้านบาท)

จากนี้ เมื่อเปิดหน้าคู่แข่งออกมาชัดเจนขึ้นขนาดนี้ ต้องดูต่อว่าจะ “สู้” กันอย่างไร เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม แต่ที่แน่ๆ มูลค่าตลาดเรียกรถร่วมโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นในสิงคโปร์และภูมิภาคนี้จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน

อ้างอิง – BloombergTheFinance SGBloomberg 2techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uber-vs-grab-singapore/

“เอี่ยมบูรพา” ธุรกิจโรงงานแป้งมัน กับการค้นหาแนวทางธุรกิจใหม่ด้วยงานวิจัย

สิ่งที่ Brand Inside สนใจและนำเสนออยู่ตลอด คือเรื่องราวของการปรับตัวในธุรกิจดั้งเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับกระแสโลกปัจจุบัน ครั้งนี้เรามาที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อพูดคุยกับผู้บริหารรุ่นใหม่ของโรงงานแป้งมัน เอี่ยมบูรพา ถึงมุมมองในโลกธุรกิจปัจจุบัน ตลอดจนการเตรียมตัวของธุรกิจแปรรูปสินค้าการเกษตรดั้งเดิม ว่าจะต่อยอดไปได้อย่างไรบ้าง

โรงงานเอี่ยมบูรพา จังหวัดสระแก้ว

ขยับจากสินค้าโภคภัณฑ์สู่ทางเลือกใหม่

คุณทศวรรษ หวังศุภกิจโกศล ผู้บริหารรุ่นที่สองของเอี่ยมบูรพา ได้เล่าให้เราฟังถึงธุรกิจโรงงานแป้งมัน เอี่ยมบูรพา เพื่อให้เห็นภาพก่อน โดยในครอบครัวนั้นมีการทำธุรกิจในแวดวงโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมันอยู่แล้ว ซึ่งคุณพ่อได้มาริเริ่มทำโรงงานแปรรูปอยู่ในอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยมีองค์ความรู้จากในครอบครัว (ทั้งตระกูลมีอยู่ 14 โรงงานในไทย) พอกิจการของเอี่ยมบูรพาเติบโต ก็มีการขยายตัว และมีโรงงานเพิ่มในศรีสะเกษและอุบลราชธานี รวมทั้งมีแผนจะเปิดโรงงานใหม่อีกที่อำนาจเจริญและในประเทศลาว

ธุรกิจโรงงานแป้งมันนั้น เป็นการรับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกร แล้วทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง หรือสตาร์ช ซึ่งเป็นสินค้าหลักของโรงงาน โดยมีการปรับสเปกตามแต่ความต้องการของลูกค้า เช่น ส่งออกไปยังบางประเทศก็มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ลูกค้าบางรายอาจมีเงื่อนไขอัตราส่วนสารเคมี หรือบางรายก็กำหนดว่าจะใช้ผลิตเป็นอาหาร ก็ต้องมีสัดส่วนองค์ประกอบให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

คุณทศวรรษบอกว่าปัญหาของอุตสาหกรรมนี้คือสินค้าจากแต่ละโรงงานแทบไม่มีความแตกต่างกันเลย แป้งมันคือสินค้าโภคภัณฑ์ (commodities) การแข่งขันของแต่ละบริษัทจึงเป็นการทำยิลด์ให้ได้ดีกว่า ได้อัตราส่วนคุณภาพสินค้าที่ดีกว่า แต่สุดท้ายการแข่งขันก็มาเป็นเรื่องของราคาอยู่ดีว่าใครขายได้ถูกกว่า

มันสำปะหลัง วัตถุดิบหลักของการผลิตแป้งมัน

มองหาแนวทางใหม่ให้ธุรกิจ

เมื่อธุรกิจต้องคิดใหม่ โรงงานเอี่ยมบูรพา ก็เริ่มมองหาแนวทางใหม่ๆ ที่ต่อยอดได้จากธุรกิจแป้งมันสำปะหลังเดิม ซึ่งโครงการที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้คือการผลิตเอทานอล โดยใช้กากมันสำปะหลัง โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก New Energy and Industrial Technology Development Organization (ประเทศญี่ปุ่น) และ NIA (สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ) รวมทั้งมีการทำ R&D ร่วมกับบริษัท ซัปโปโร เบฟเวอรี่ จำกัด (Sapporo Breweries Ltd.) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาการผลิตเอทานอลจากกากมันสำปะหลัง

คุณทศวรรษเล่าว่า ในการทำวิจัยนั้นต้องใช้เงินทุนสูงมาก บริษัทจึงเลือกแนวทางความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก แล้วให้การสนับสนุนด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ เป็นทางเลือกที่ลงตัวมากกว่า

นอกจากการนำกากมันสำปะหลังมาแปรรูปเป็นสินค้าพลังงาน อีกแนวทางคือการนำแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว มาปรับเปลี่ยนรูปทรงแล้วจำหน่ายตามที่ตลาดต้องการ ที่มีออกมาแล้วคือ แป้งฟลาว ซึ่งเป็นสินค้าในกระแสปัจจุบัน เพราะแป้งฟลาวมีไฟเบอร์เยอะ บริโภคแล้วจะทำให้อิ่มท้องเร็ว ปัจจุบันเริ่มมีการนำมาใช้เป็นแป้งทางเลือกที่ปลอดภัยไร้สารกลูเต้นในการทำเบเกอรี่แทนแป้งสาลี สำหรับคนรักสุขภาพ

เมื่อแป้งมันสำปะหลัง ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับสินค้าอาหารมากขึ้น เราจึงสอบถามว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโรงงานหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าในสายการผลิตนั้นเริ่มนำหุ่นยนต์แขนกลเข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเอี่ยมบูรพาไม่ได้มองว่าเป็นการแทนที่คน แต่เพราะกระบวนการผลิตสินค้าด้านอาหารนั้น การให้คนเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด ย่อมให้ได้สินค้าที่ดีมากกว่า และมีความคงที่มากกว่าด้วย

นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ทางเอี่ยมบูรพากำลังพัฒนา โดยนำพื้นที่ราว 2 พันไร่ มาทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร หวังให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในสระแก้ว ซึ่งจะเริ่มเปิดให้เข้าชมได้ในปลายปีนี้

งานวิจัยใหม่ๆ ช่วยเสริมธุรกิจ

ทางเอี่ยมบูรพามองว่า สิ่งที่ทำให้ธุรกิจโรงงานแป้งมันสำปะหลังจะก้าวไปข้างหน้าได้ดี ก็ต้องมีศาสตร์ความรู้ใหม่ๆ ในการพัฒนาสินค้าใหม่ตลอด ปัจจุบันบริษัทมีความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกมากมาย อาทิ โครงการพัฒนาเอทานอลร่วมกับบริษัท ซัปโปโร เบฟเวอรี่ จำกัด ที่กล่าวมาข้างต้น

ส่วนความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศ ก็มีโครงการที่ทั้งอยู่ในสถานะการวิจัย และโครงการที่สำเร็จจนมีการจดสิทธิบัตรแล้ว ที่สามารถเปิดเผยได้ อาทิ การนำยีสต์จากโครงการพัฒนาเชื้อจากยีสต์ที่ทนความร้อนได้ ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มาใช้งาน หรือโครงการนำกากมันสำปะหลังหมักยีสต์ เพื่อใช้ในอาหารโคเนื้อ และโครงการผลิตโปรตีนเซลล์เดียวจากกากมันสำปะหลัง เพื่อทดแทนสารอาหารสำหรับแพะ ที่ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ อย่างมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว

คุณทศวรรษบอกว่า โครงการเหล่านี้ช่วยให้บริษัทมองเห็นแนวทางใหม่ ที่จะต่อยอดธุรกิจดั้งเดิมของครอบครัว ให้มีสินค้าที่สร้างความหลากหลายมากขึ้น มีการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และแข่งขันได้ในระดับโลก เขายังบอกว่าวันนี้ก็ยังสนุกกับธุรกิจของครอบครัวมาก เพราะโตมากับสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่เด็ก จึงเปิดรับทุกโอกาสใหม่ที่เข้ามาเสมอ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/eiamburapa-starches-business/

ส่องธุรกิจดารายุคโซเซียล! กินรวบโฆษณา ขายครีม ยันเปิดเอเยนซี่ บริหารเซเลบฯ

ดารายุคนี้ย่อมมีธุรกิจส่วนตัวพ่วงต่อท้ายกันเกือบทุกคน ตั้งแต่สินค้ายอดนิยมครีม อาหารเสริม เครื่องสำอาง มาจนถึงล่าสุดเมื่อตัวแม่อย่าง “ชมพู่ อารยา” ตั้งเอเจนซี่ดูแลโซเชียลให้ดารา ชี้ให้เห็นถึงโอกาสมหาศาลที่ดาราต่อยอดมูลค่าจากโซเชียลมีเดีย

รับโฆษณา สร้างแบรนด์ ยันเปิดเอเจนซี่ ยุคนี้ไม่ใช่แค่จ็อบเสริม

ต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นอาวุธที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับเหล่าดารา และเซเลบริตี้ทั้งหลาย ไม่ใช่เป็นแค่ช่องทางสื่อสารกับแฟนคลับ แต่ได้กลายเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” ไปแล้วเรียบร้อย สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำทั้งรายได้หลัก รายได้เสริม ทั้งช่องทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม

มินต์ ชาลิดา ลงโฆษณาสินค้าในอินสตาแกรม

ถ้าย้อนดูวิวัฒนาการของการตลาดรูปแบบนี้ หรือที่เรียกกันว่า Influencer Marketing ในอดีตอินสตาแกรมของดาราอาจจะเป็นแค่ช่องทางให้แบรนด์ลงโฆษณา ไทน์อินสินค้า โดยเรทราคาก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม และความดังของแต่ละคน ซึ่งแบรนด์ก็ให้ความสนใจเพราะมองว่าได้เอ็นเกจเมนต์ที่กว่าการลงโฆษณารูปแบบอื่น

เมื่อโอกาสในการสร้างรายได้สูงขึ้นจากอินสตาแกรม ดาราเริ่มมองหาโอกาสให้ตัวเองด้วยการต่อยอดสร้างธุรกิจของตนเอง เพราะหลายคนก็อาศัยโอกาสจากช่วงที่พอหารายได้ได้อยู่ อย่างที่ทราบกันว่าดาราเป็นอาชีพที่ไม่แน่ไม่นอนเช่นกัน มีขึ้นย่อมมีลง มีเกิดย่อมมีดับ

ดาราสร้างแบรนด์สินค้าเอง

ทำให้ดารามีการสร้างแบรนด์สินค้าขึ้นมากันมากมาย ทั้งครีมบำรุง อาหารเสริม เครื่องสำอาง เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า และอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ดีเจต้นหอม, ดีเจนุ้ย, นุ่น วรนุช, น้ำชา, ใหม่ ดาวิกา และยังมีคนอื่นอีกมาที่ลงมาลุยธุรกิจตนเอง จากนั้นก็ใช้อินสตาแกรมเป็นช่องทางการขายหลักเพราะมีฐานแฟนคลับที่พร้อมสนับสนุน บางรายต่อยอดไปจนถึงการหาตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติม

ทั้งนี้เห็นได้จากร้านมัลติแบรนด์อย่าง Eveandboy มีการสนับสนุนแบรนด์เครื่องสำอางของดาราด้วยการให้ชั้นวางสินค้าเป็นมุม Celeb ให้ลูกค้าได้มองหาได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นแม่เหล็กในการดึงดูดแฟนคลับของดาราเข้าร้านด้วย

ชมพู่ อารยา กับพาร์ทเนอร์ อาลี ซีอานี

จากธุรกิจสร้างแบรนด์สินค้าที่ดาราทำเป็นอาชีพเสริมขายในไอจี มาจนถึงธุรกิจที่จริงจังมากขึ้น ล่าสุดอย่างการดูแลโซเชียลมีเดียให้ดารา ของคุณแม่มือใหม่ “ชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ต” ในชื่อ บริษัท เค โอ แอล แมนเนจเมนท์ จำกัด (KOL Management) ได้ร่วมทุนกับ “อาลี ซีอานี” นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มานาน ซึ่งชมพู่เองก็เป็นตัวแม่ในวงการ มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์อย่างมาก มีผู้ติดตามในอินสตาแกรมกว่า 7.8 ล้านราย

ธุรกิจนี้ก็เหมือนกับเอเยนซี่กลายๆ ที่ดูแล และวางกลยุทธ์ให้กับแบรนด์ที่ต้องการลงโฆษณา เพียงแต่สื่อหลักเป็นโซเชียลมีเดีย ให้ดาราทำคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์ พร้อมกับมีดาราในสังกัดกว่า 20 คน ล้วนเป็นระดับตัวท็อปๆ ในวงการทั้งสิ้น เช่น กาละแมร์, แต้ว ณฐพร, มิ้นต์ ชาลิดา, หลุยส์ สก๊อต, แพทริเซีย กู๊ด, พลอย ชวพร, ก็อต จิรายุ เป็นต้น

ธุรกิจ Influencer โตฟุ้ง

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ที่สื่อออนไลน์มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมกับพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยที่ติดกันอย่างงอมแงม ส่งผลให้งบสื่อโฆษณาหันมาทางช่องทางออนไลน์ โซเชียลมีเดียมากขึ้น ในการประเมินมูลค่าสื่อออนไลน์ในปี 2560 จะพุ่งเกินหมื่นล้านบาทแล้ว

ส่งผลทำให้ธุรกิจ Influencer Marketing เปิดตัวกันมากขึ้น นักปั้นดาราก็มีให้เห็นมากขึ้น คนเป็นเน็ตไอดอลก็มากขึ้นเช่นกัน ได้เห็น Nuffnang เป็นรายต้นๆ ที่ลุยธุรกิจนี้ แต่เน้นกลุ่มเน็ตไอดอลเป็นหลัก เป็นเหมือนอคาเดมี่ปั้นเด็ก สรรหางานให้เน็ตไอดอลในสังกัด

หรือแม้แต่คนในวงการดิจิทัลก็หันมาทำธุรกิจนี้อย่าง “จับของร้อน” เพิ่มดีกรีด้วย Influencer ทั้งเน็ตไอดอล และบล็อกเกอร์ด้านต่างๆ บิวตี้ อาหาร ท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ดาราในสังกัดที่เป็นที่รู้จักได้แก่ “หญิงแย้” นั่นเอง รวมถึงยังมีแพลตฟอร์ม “Revu” ที่เน้นการทำคอนเทนต์รีวิวสินค้า ที่ทำร่วมกับ Influencer ต่างๆ ด้วย

มาจนถึงเซลบบริตี้ระดับตัวแม่ในวงการอย่างชมพู่ยังต้องลงมาจับธุรกิจนี้กับ KOL Management แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และโอกาสที่ยังมีอยู่มากของทั้งโซเชียลมีเดีย และตัว Influencer ด้วย

สรุป

  • ถ้ามาย้อนดูเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างมากในไทย คงจะต้องดูถึงพฤติกรรมของคนไทยที่ชอบซื้อสินค้าตามกระแส ไม่ยอมตกเทรนด์ และเชื่อคำบอกเล่าของคนมีชื่อเสียง เพราะมองว่าน่าเชื่อถือ ทำให้ยังเห้นดารารีวิวสินค้าในไอจีเหมือนๆ กัน แต่ก็มีคนพร้อมสนับสนุน
  • โซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของดาราไปแล้ว กลายเป็นว่าใช้ขายของ สร้างแบรนด์ และรับโฆษณาได้
  • จะเห็นได้ว่าเทรนด์ของธุรกิจดาราในโลกโซเชียลไม่ใช่แค่ทำเป็นอาชีพเสริมขำๆ แล้ว แต่เริ่มมีความจริงจังต่อยอดเป็นอาชีพหลักที่มั่นคงในอนาคตได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/influencer-social-media-build-brand-to-agency/

จาก “บัตรพนักงานห้อยคอ” สู่ “แอพบนมือถือ dtac coins” การปรับองค์กรให้พนักงานสัมผัสประสบการณ์ในยุคดิจิทัลของ dtac

การปรับเปลี่ยนต้องเริ่มจากภายใน dtac coins เป็นแอพที่จะสร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้พนักงาน dtac ด้วยการสะสม coins จากการทำกิจกรรมในบริษัท ที่สำคัญคือ coins สามารถนำไปแลกของ จ่ายค่าบริการต่างๆ ได้จริง

เปลี่ยน “บัตรพนักงาน” เป็นแอพบนมือถือ สร้างประสบการณ์ดิจิทัล

ในระหว่างการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ความเป็นดิจิทัลของ dtac หนึ่งในคำถาสำคัญคือ แล้วถ้าพนักงานยังไม่ได้รับประสบการณ์ดิจิทัล แล้วการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ Digital Transformation จะสำเร็จได้อย่างไร?

ทีม dtac coins ที่ร่วมแคมเปญ Flip it Challenge นำโดย กันยารัตน์ วัฒนพงษ์วานิช ผู้ดูแลส่วนงานทรัพยากรบุคคลหรือ HR มองว่า “เราต้องการทำให้พนักงาน dtac ทุกคนได้รับประสบการณ์ดิจิทัล” เริ่มต้นจาก บัตรพนักงานที่ห้อยคอมาทำงานทุกวัน “ยังเป็นแบบอนาล็อกอยู่ ทำอะไรไม่ค่อยได้ ไว้ใช้เข้าออกงาน แล้วก็ถ่ายเอกสารฟรีเท่านั้น”

“ทางทีม dtac coins เลยคิดว่า เราต้องการทำให้บัตรพนักงานทำอะไรได้มากกว่านั้น แล้วจะดีมากถ้ามาอยู่บนมือถือ จบและครบในแอพพลิเคชั่นเดียว เพราะตอนนี้ไม่ว่าพนักงานคนไหนก็มีสมาร์ทโฟนเป็นของตนเอง”

dtac coins คือแอพพลิเคชั่นที่พนักงานของ dtac จะสามารถใช้เพื่อทดแทนบัตรพนักงานเดิม และใช้ชำระเงินผ่าน e-payment รวมถึงสะสม coins เพื่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้

การส่ง dtac coins ออกมาให้พนักงานได้มีประสบการณ์ดิจิทัล จะส่งผลให้

  • หลังจากนี้พนักงาน dtac สามารถใช้มือถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าและออกออฟฟิศ ใช้สั่งงานเครื่องถ่ายเอกสารแทนการใช้บัตรพนักงาน
  • ใช้มือถือเพื่อชำระเงินได้ภายใน dtac house แทนการใช้เงินสด โดยจะผ่าน Rabiit Line Pay หรือ QR Pay ของ Kbank ก็ได้

ไฮท์ไลท์ของ dtac coins ที่พนักงาน dtac ต้องรู้ : สะสม coins แลกของ

นอกจากที่จะสามารถทดแทนบัตรพนักงานแบบเดิม รวมถึงจ่ายชำระเงินได้แล้ว แอพพลิเคชั่น dtac coins มีหมวดให้พนังานสะสม coins จากการทำกิจกรรมต่างๆ ของทางบริษัท หรือทำดี (dtac ให้นิยามของการทำดีว่า เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน เช่น ออกค่ายอาสาสมัคร ช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ฯลฯ)

หลักการมาจากการคิดว่า “ทำดี ต้องมีคนเห็น” ทีม dtac coins บอกว่า “หลังจากที่ได้ส่ง dtac coins ออกมาให้ทดลองใช้งานกันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานให้ความสนใจกันเยอะมาก ที่ฮิตที่สุดคือสะสม coins เพราะสะสมแล้วนำไปแลกของได้”

ส่วนผลตอบแทนจากการ “ทำ” มากกว่างานที่ต้องทำ dtac มองว่าเป็น การกระตุ้นให้พนักงานอยากมีส่วนร่วมมากขึ้นในกิจกรรมของบริษัท “เพราะตอนนี้รู้แล้วว่าทำดีแล้วได้อะไร ทำดีแล้วมีคนเห็น ทำดีแล้วได้สะสม coins ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว มันไปตอบสนองต่อประสบการณ์ดิจิทัลเราที่ dtac ต้องการสร้างให้เกิดกับพนักงานของเรา”  

สิทธิประโยชน์ที่พนักงาน dtac จะได้จากการสะสม coins คือ : แลกสินค้าทั้งหมดที่อยู่ใน Rabbit Rewards ได้ทั้งหมด รวมถึงใน ChomCHOB ที่สามารถชำระค่าน้ำค่าไฟได้ และยังสามารถสะสม coins เพื่อมาอัพเกรด dtac Rewards ตามหมายเลขโทรศัพท์ของพนักงานที่จะได้อยู่แล้วเมื่อทำงานกับ dtac

พนักงาน dtac จะสะสม coins ได้อย่างไร?

ในแอพพลิเคชั่นจะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 กระเป๋าคือ กระเป๋าให้ กับ กระเป๋ารับ

  • กระเป๋าให้ จะมีเฉพาะหัวหน้างานที่ตั้งแต่ระดับผู้จัดการไล่ขึ้นไปจนถึงผู้บริหาร (มีอยู่จำนวน 1,000 คนทั่วประเทศ) โดยจะสามารถให้ coins กับพนักงานที่อยู่ในสายงานที่ต่ำกว่าตนได้เท่านั้น สามารถให้ coins ข้ามสายงานได้ หากเห็นว่ามีความเหมาะสม แต่ทั้งนี้การให้ coins จะขึ้นอยู่กับความดีความชอบที่พนักงานได้ทำ แต่ทุกครั้งที่คนระดับหัวหน้าให้ coins จะต้องใส่เหตุผลด้วยว่าให้ด้วยเหตุผลอะไร รวมถึงภายในระบบมีโควต้าในการให้ coins ไม่ให้เกิดการเฟ้อของ coins ในบริษัท และถึงที่สุด ฝ่าย HR จะสามารถตรวจสอบได้ถึงความโปร่งใส
  • กระเป๋ารับ พนักงานทุกคนจะมีส่วนนี้เพื่อเอาไว้สะสม coins และนำไปแลกสิ่งของ จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้

ขณะนี้มี coins ที่หมุนเวียนในระบบ 50,000 coins มีพนักงานที่ใช้งานแล้ว 50% ของ dtac หรือประมาณ 2,500 คน

ทีม dtac coins ยังมีการเปรยว่า “อาจมีการนำเอาแอพพลิเคชั่นตัวนี้ไปปรับใช้กับองค์กรอื่นๆ ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับบริษัทใดๆ ก็มีความเป็นไปได้ แต่ต้องขอพัฒนาของเราก่อน เพราะว่ายังใหม่มาก”

อย่างไรก็ตาม ทีม dtac coins เป็นอีกหนึ่งในผลผลิตของการปรับองค์กรของ dtac เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

*แอพพลิเคชั่น dtac coins ใช้ภายในองค์กรของ dtac บุคคลที่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์คือพนักงานของ dtac เท่านั้น*

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-coins-team-interview/

วิธีสลับ/ย้าย AIS SUPER WiFi ไปใช้เครื่องอื่น โดยไม่ต้องรอ 15 นาที

ใครที่ใช้ AIS แบบมีแพ็กเกจ AIS SUPER WiFi แล้วเจอปัญหาเวลาจะนำ User/Pass ไปล็อกอินเพื่อใช้งานเครื่องอื่นแบบชั่วคราว แต่ไม่อยากรอให้ออกจากระบบ 15 นาทีก่อน วันนี้ AIS ก็ได้แนะนำวิธีการสลับแบบง่ายๆ ไม่ต้องรอ 15 นาทีมาบอกครับ

ก่อนอื่นเลยให้ทำการปิดการเชื่อมต่อ WiFi จาก AIS SMART Login ที่เครื่องหลักที่ทำการเชื่อมต่ออยู่ไป โดยการเข้าไปที่เมนู Settings ของมือมือถือแล้วปิด WiFi เพื่อไม่ให้ตัวเครื่องทำการต่อเองแบบอัตโนมัติ

จากนั้นไปที่เครื่องที่ต้องการใช้งาน AIS SUPER WiFi ชั่วคราว ให้เลือกเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi ที่ชื่อว่า .@ AIS SUPER WiFi

ทำการเข้าสู่ระบบด้วย User และ Pass ของ AIS SUPER WiFi ตามปกติ จะสามารถใช้งานได้ทันที

หากต้องการกลับไปใช้ที่เครื่องหลัก ก็ทำการปิด WiFi ที่เครื่องรอง แล้วกลับไปเปิด WiFi ที่เครื่องหลักได้ทันทันที โดยไม่ต้องตั้งค่าใหม่

ที่มา – AIS

from:http://www.9tana.com/node/swap-ais-super-wifi/