คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

วิธียกเลิก XLock แอพหลอกลวงว่าเป็น ตัวล็อครหัสผ่าน ที่แท้เป็นแค่แอปแชทธรรมดา หลอกกินเงิน

วานก่อนผมเล่น story บน Instagram ไปสะดุดกับวิดีโอโฆษณาแอพพลิเคชั่นตัวหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นเหมือนกับว่าแอปนี้สามารถเข้ารหัสไม่ให้เราใช้งานแอปต่างๆ บน iPhone ได้ หากจะเข้าต้องทำการแสกนลายนิ้วมือก่อน …ดูจากคลิปแล้วน่าตื่นเต้นและน่าสนใจมาก ว่ามันทำแบบนี้ได้จริงๆ หรือ ? เลยกดเข้าไปดูรายละเอียดพบว่าแอปนี้เป็นแอปฟรีครับ สามารถดาวน์โหลดมาลงเครื่องได้เลย แต่…เอาเข้าจริงแล้วต้องบอกว่าเป็นการโฆษณาเกินจริง และอาจจะเข้าข่ายหลอกลวงให้ผู้ใช้เข้าใจผิดด้วย รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ผมจะไล่ให้ฟังครับ

ภาพจากโฆษณาที่ผมเจอผ่าน Instagram

แอปที่ว่านี้มีชื่อแอปว่า XLock (และมาพบตอนหลังว่ามีแอปแนวๆ เดียวกันนี้อีกเยอะมาก หลายแอป แต่ก็มีชื่อคล้ายๆ กัน เช่น S+Lock, M-Lock เป็นต้น)

จากจุดนี้ อยากให้สังเกตดีๆ ครับ ว่าใน Screenshots หรือภาพตัวอย่างของแอปพวกนี้บน App Store จะไม่มีภาพที่เหมือนในวีดิโอโฆษณาที่ผมเจอเลย มีแต่เพียงหน้าจอบอกประมาณว่าให้แสกนนิ้วเพื่อเปิดอ่านข้อความเท่านั้น (ภาพตัวอย่างการล็อคไอค่อนแอปที่หน้าจอไม่มีให้เห็น)

ว่าแล้วก็ลองดาวน์โหลดมาเล่นดูจริงๆ ครับ เข้าครั้งแรกปุ๊บก็เจอปุ่มให้กด Encrypt Now เท่าเลย และเมื่อกดแล้วจะเจอป๊อปอัพจาก iOS เตือนว่าเรากำลังทดลองใช้แอปนี้ฟรี 3 วัน หลังจากนี้จะมีการเก็บค่าบริการสัปดาห์ละ 1,050 บาท !! โดยรายละเอียดที่ให้เราทดลองใช้ฟรีนั้นชื่อว่า EXXTRA CLOUD DISK SPACE

เมื่อผ่านหน้ายืนยันการขอทดลองใช้ฟรี 3 วันไปแล้ว ก็จะเข้าไปสู่หน้าจอหลักของแอป ที่ชื่อว่า Conversation หรือแปลง่ายๆ ว่าแอปนี้ก็เหมือนเป็นแอปเอาไว้ส่งข้อความหากันธรรมดาๆ เท่านั้นเอง เพียงแต่ก่อนเข้าแอปจะมีให้ทำการยืนยันด้วยการใส่ Passcode หรือแสกนลายนิ้วมือก่อนเข้าแอปนั่นเอง โดยเป็นการหลอกขายบริการอื่นๆ ที่เราไม่ต้องการ อย่าง CLOUD DISK SPACE หรือพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ซึ่งว่ากันตรงๆ ถือว่าคิดค่าบริการแพงเวอร์มาก (สัปดาห์ละ 1,050 บาท) …มาถึงตรงนี้ก็จะพอสรุปคร่าวๆ ได้แล้วว่าเจอโฆษณาหลอก ! หากใครที่ตกเป็นเหยื่อ ยังไม่ไปยกเลิก เมื่อถึงเวลามันก็จะหักเงินผ่าน Apple ID ของเราทันทีครับ

จริงอยู่ที่แอปนี้สามารถอยู่บนใน App Store ได้ เพราะดูผิวเผินแล้ว จากหน้าคำอธิบายและภาพตัวอย่างของแอปก็ไม่ได้ผิดกฏของ Apple (บอกแต่เพียงว่าเป็นแอปแชทที่ปลอดภัย มีการเข้ารหัสผ่านก่อนใช้งาน และมีบริการเสริมเป็นพื้นที่บนคลาวด์) เพียงแต่หลังจากที่เราดูโฆษณา(ที่เกินจริง)จากสื่ออื่นๆ แล้วลิงก์เข้ามาในหน้าแอปนี้ ทำให้เราอาจจะคิดว่าแอปนี้สามารถทำได้จริงเหมือนดั่งโฆษณา

และเมื่อไปดูรีวิวตัวแอปแล้ว จะพบว่ามีคนประสบชะตากรรม หรือตกเป็นเหยื่อโฆษณาหลอกลวงของแอปนี้เยอะมาก

วิธียกเลิกแอปที่หลอกกินเงิน ผ่านการ Subscriptions

ใครที่หลวมตัว เผลอติดตั้งแอปพวกนี้ และกดยืนยันทดลองใช้ฟรีไปแล้ว สามารถทำการยกเลิก Subscriptions ได้ครับ จากหน้าตั้งค่าหรือ Settings ของตัว iOS เอง

โดยเข้าไปที่ Settings > iTunes & App Store > กดที่ Apple ID : xxxxxxxxxxx > View Apple ID แล้วทำการใส่รหัสผ่าน Apple ID ของเราเพื่อทำการยืนยัน

จากนั้นเลื่อนไปที่เมนู Subscriptions จะพบรายการของ Subscriptions ที่เราสมัครใช้งานอยู่ ซึ่งในที้นี้เราจะยกเลิก Subscriptions ของแอป XLock (หรือแอปฝาแฝดกันในชื่ออื่นๆ) ให้กดเข้าไปครับ

จะเจอรายการ Subscriptions ของแอปนี้ เลื่อนมาล่างสุด จะมีปุ่ม Cancel สีแดงๆ อยู่ ให้ทำการกดยกเลิกได้เลยครับ

เป็นอันเสร็จขั้นตอนการยกเลิก Subscriptions จากแอปที่โฆษณาเกินจริง หวังจะหลอกกินเงินเรา

from:http://www.9tana.com/node/xlock-slock/

Advertisements

JPMorgan Chase จะขยายสาขาธนาคารเพิ่ม แต่สาขาใหม่จะมีขนาดเล็ก ใช้พนักงานจำนวนน้อย

JPMorgan Chase & Co ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เตรียมขยายสาขาเพิ่มเติมในอีก 5 ปี แม้ว่าปัจจุบันลูกค้าจะทำธุรกรรมกว่า 80% ผ่านช่องทางออนไลน์หรือเอทีเอ็มแล้วก็ตาม โดยให้เหตุผลว่าลูกค้ายังคงมาใช้งานสาขาอยู่ต่อเนื่อง แต่สาขารูปแบบใหม่ก็จะมีขนาดเล็กลงด้วย

ภาพจาก https://media.chase.com/content/media-assets/images

Thasunda Duckett ซีอีโอของ Chase ฝ่ายธนาคารผู้บริโภคให้สัมภาษณ์ว่า 75% ของการเติบโตในแง่การฝากเงินนั้นมาจากลูกค้าที่ใช้สาขา ซึ่งลูกค้าก็ยังคงมาใช้งานสาขาอยู่เรื่อยๆ โดยเฉลี่ย 4 ครั้งต่อไตรมาส

JPMorgan จะสร้างธนาคารเพิ่มอีก 400 สาขา เพื่อขยายตลาดออกไปอีก 15-20 รัฐ เป็นหนึ่งในแผนการลงทุนของบริษัท โดยซีอีโอ Jamie Dimon ก็เคยพูดถึงการขยายตลาดของ JPMorgan มาก่อนหน้านี้แล้ว

Duckett กล่าวว่าสาขาของธนาคารนั้นเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างการรับรู้ของตัวธนาคารในท้องถิ่น และให้บริการเป็นฮับสำหรับการจำนอง, การจัดการสินทรัพย์ และบริการให้ธุรกิจขนาดเล็ก เช่น การรับฝากเงินเป็นรายวัน แต่สำหรับสาขาของธนาคารทั้งหมด 5,130 สาขาใน 23 รัฐที่ยังคงมีให้บริการ จะค่อยๆ ลดจำนวนลง โดยจะทำการรวมสาขาและเน้นให้บริการผ่านเอทีเอ็มมากขึ้น

แม้ว่าจะมีการสร้างสาขาใหม่ แต่ Duckett กล่าวว่าสาขาธนาคารใหม่จะแตกต่างไปจากเดิม คือจะเริ่มนำตู้เอทีเอ็มเข้ามาใช้งานในสาขามากขึ้น ส่วนตัวสำนักงานก็จะมีลักษณะเป็น Everyday Express คือเป็นออฟฟิศขนาดเล็กที่มีเอทีเอ็มหลายๆ ตู้และมีพนักงานจำนวนน้อยๆ ซึ่งอาจจะมีเพียงแค่ 2 คนก็ได้

สรุป

เทรนด์ของธนาคารยุคใหม่ยังคงเป็นไปในทางเดียวกัน คือการเน้นการให้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่านตู้เอทีเอ็มและช่องทางออนไลน์ และสาขาของธนาคารในยุคใหม่ก็จะมีขนาดเล็กลง โดยจะเน้นให้บริการอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถทำในช่องทางออนไลน์ได้เต็มที่

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับธนาคารปิดสาขาได้ที่บทความก่อนหน้า: ธนาคารปิดสาขา ไม่ต้องตกใจ ทั้งอเมริกา, อังกฤษ และญี่ปุ่น ก็เทรนด์เดียวกัน

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jpmorgan-will-expand-brick-and-mortar-bank/

Grab มีหนาว! Google ยืนยันแล้ว ว่าจะลงทุนใน Go-Jek สตาร์ทอัพเรียกรถรายใหญ่ในอินโดนีเซีย

Google ยืนยันแล้วว่าการได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อเข้าลงทุนใน Go-Jek สตาร์ทอัพแอพเรียกรถรายใหญ่ในอินโดนีเซีย หลังจากนี้การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น ที่สำคัญ Uber และ Grab เตรียมเจองานหนักได้เลย

Photo: Shutterstock

Google ยืนยันแล้ว ลงทุนใน Go-Jek

หลังจากที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ ตอนนี้ถือเป็นการยืนยันที่ชัดเจนจากทาง Google แล้วว่าจะร่วมกับ Temasek กองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ และ Meituan-Dianping เว็บซื้อดีลรายใหญ่ของจีนลงทุนใน Go-Jek สตาร์ทอัพเรียกรถรายใหญ่ของอินโดนีเซีย มีมูลค่าบริษัทกว่า 4 พันล้านดอลลาร์

  • ความน่าสนใจของดีลนี้ยังเหมือนเดิมคือ เป็นการลงทุนของ Google โดยตรง ไม่ได้ผ่านหน่วยงาน Google Ventures ที่เอาไว้ลงโดยเฉพาะ นั่นหมายความว่า Go-Jek ถือเป็นบริษัทรายแรกในปี 2018 ที่ Google เข้าไปลงทุนโดยตรง ส่วนมูลค่าของดีลยังยืนยันตามที่ Reuters ได้ประเมินไว้ว่าอยู่ที่ 1,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท

ทำไม Google ถึงลงทุนใน Go-Jek

Google ให้เหตุผลของการเข้าลงทุนใน Go-Jek ด้วยการอ้างถึงสถิติของ Statista ที่ระบุว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีผู้ใช้งานออนไลน์สูงเป็นอันดับ 5 ของโลก ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 133 ล้านคน รองมาจากจีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา และบราซิล

Google มองว่า อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตในแง่การใช้อินเทอร์เน็ตสูงมาก และยังเป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเกิดขึ้นในอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อินโดนีเซียมีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นถึง 4 ราย ในขณะที่ทั้งภูมิภาคอาเซียนมีทั้งหมด 8 รายเท่านั้น

นอกจากนั้น Google ยังเชื่อว่า บริการแอพเรียกรถ (ride-hailing service) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตอย่างมหาศาล โดยคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2025 มูลค่ารวมของตลาดนี้จะสูงถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยที่ประมาณ 6.2 แสนล้านบาท

  • นับเป็นการคาดการณ์การเติบโตที่ก้าวกระโดดมาก เพราะในปี 2015 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 2,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท
  • ส่วนในปี 2017 มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5,100 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 1.6 แสนล้านบาทเท่านั้นเอง
Photo: Shutterstock

Grab มีหนาว ส่วน Uber ไม่ต้องพูดถึง เพราะงานหนักขึ้นอีก

การลงทุนของ Google ในครั้งนี้ น่าจะทำให้ Grab ที่เป็นเจ้าตลาดแอพเรียกรถของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ กันบ้าง เพราะ Go-Jek มีฐานผู้ใช้งานที่มั่นคงในบ้านเกิด การได้เงินลงทุนของ Google และพาร์ทเนอร์ในครั้งนี้จะทำให้ Go-Jek เสริมความแข็งแกร่งในการให้บริการเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่ Grab ที่ว่าน่าจะทำตลาดในอินโดนีเซียได้ยากขึ้นแล้ว แต่ถ้าไปดู Uber แทบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะรายนี้ประสบปัญหาจากการทำธุรกิจนอกประเทศของตัวเอง (สหรัฐอเมริกา) มานานแล้ว อย่างเช่น ในจีนที่เข้าไปทำธุรกิจ แต่ก็เหลวไม่เป็นท่า จนสุดท้ายต้องขายกิจการในจีนให้กับ Didi

  • พูดได้ว่า Go-Jek ได้กลายเป็นหนึ่งในบริการแอพเรียกรถที่น่ากลัวสำหรับคู่แข่งที่คิดจะเข้าไปทำตลาดในประเทศอินโดนีเซียอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การที่ Google ลงทุนใน Go-Jek ในขั้นแรกอาจโฟกัสไปที่ตลาดแอพเรียกรถ แต่ในระยะยาวคือการลุยตลาด e-Payment ผ่าน Go-Jek นั่นก็คือการทำให้บริการ Go-Pay แข็งแกร่งและขยายออกไปเพิ่มอีกนั่นเอง

ที่มา – Googletechcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/google-invest-in-go-jek/

กรณีศึกษา Nutella ห้างแตก แย่งกันโกลาหลในฝรั่งเศส เหตุเพราะลดราคา 70%

เชนซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังในฝรั่งเศสจัดโปรโมชั่นลดราคา Nutella จาก 175 บาท เหลือ 55 บาท ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่า “แทบจะเหยียบกันตาย” สุดท้ายห้างออกมาบอกว่า “ขอโทษที่จัดโปรแรงเกินไป ไม่รู้ว่าจะมีลูกค้าต้องการสินค้ามากมายขนาดนี้”

Nutella นูเทลล่า
Photo: Shutterstock

Nutella ลดราคา จนโกลาหล

เป็นหนึ่งในข่าวตลกร้ายข่าวหนึ่งในวงการค้าปลีกฝรั่งเศส เมื่อ Intermarché เชนซุปเปอร์มาร์เก็ตชื่อดังในฝรั่งเศส ประกาศลดราคา Nutella ลงกว่า 70%

  • จากราคา 4.50 ยูโร (175 บาท) เหลือเพียง 1.4 ยูโร หรือ 55 บาทเท่านั้น

ผลจากการลดราคา Nutella ปรากฎว่า ลูกค้าต่างพากันเข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก เกิดการยื้อแย่งสินค้า จนนำไปสู่การปะทะกัน รุนแรงไปจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และถึงขั้นที่มีลูกค้าบางคนต้องโทรเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาระงับเหตุจลาจลในครั้งนี้

ลองดูภาพเหตุการณ์จากวิดีโอของ TIME ด้านล่างนี้ จะเห็นภาพความโกลาหล ที่สำคัญมีทุกเพศทุกวัยที่เข้ามาแย่งซื้อ Nutella ลดราคา

พนักงานประจำสาขาทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เล่าให้ฟังว่า “มันคือหายนะจริงๆ มีคนประมาณ 200 คนมารอต่อแถวอยู่หน้าร้านตั้งแต่ยังไม่เปิด … ความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เพียงเพื่อ Nutella กระปุกเดียว”

ลูกค้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “พวกเขาเหมือนสัตว์ป่า [ที่เข้ามารุมซื้อ Nutella] มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกดึงผม และมีคนหนึ่งถูกกล่องกระแทกหัว เลือดไหลเต็มแขน”

ท้ายที่สุด เรื่องจบลงที่ว่า Intermarché ออกาขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งบอกว่ารู้สึก “ประหลาดใจ” เหมือนกันกับความต้องการของลูกค้าที่สูงมากขนาดนี้

ไม่ใช่ครั้งแรกกับปรากฏการณ์หึงหวง Nutella

เหตุการณ์ยื้อแย่ง Nutella จนเลือดตกยางออกในฝรั่งเศสครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนไปในปี 2015 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ลูกค้าสูงวัยรายหนึ่งอายุ 78 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ใบหน้า ถูกหนุ่มวัย 24 ปีออกหมัด เพราะ ทนที่คุณลุงบ่นไม่ไหวว่าเขาซื้อ Nutella มากเกินไป

Nutella นูเทลล่า
Photo: Shutterstock

กรณีศึกษา บทเรียนและภาพลักษณ์แบรนด์ที่ Nutella ต้องตระหนัก

ถ้าจะมีข้อดีในแง่การตลาดสำหรับข่าวนี้ คือการที่ Nutella เป็นข่าว แสงสปอร์ตไลท์ฉายส่องไปที่แบรนด์ แม้จะเป็นข่าวด้านลบ แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นถึง ชื่อเสียงและความเป็นแบรนด์ขวัญใจ เพราะถึงขั้นที่ลูกค้าตบตี ยื้อแย่ง ฉุดกระชากจนเลือดตกยางออก เพื่อช็อกโกแล็ต 1 กระปุก ไม่ได้เกิดขึ้นกับแบรนด์ไหนได้ง่ายๆ แต่ตรงนี้ต้องให้ข้อมูลไว้ด้วยว่า คนฝรั่งเศสค่อนข้างคลั่งช็อกโกแล็ตอยู่พอตัว

แต่คำถามคือ มีทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้หรือไม่ หากแบรนด์ต้องการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเพื่อเรียกความสนใจ (แต่ในที่นี้คือเชนซุปเปอร์มาเก็ตในฝรั่งรายนี้ที่ทำโปรโมชั่นลดราคา ไม่ใช่แบรนด์ Nutella) เพราะนอกจากจะทำการจำกัดสินค้า เช่น หนึ่งครอบครัวซื้อได้กี่กระปุก หนึ่งคนซื้อได้กี่ชิ้น ทำไมไม่ลองผสมผสานการทำโปรโมชั่นแบบออฟไลน์-ออนไลน์เข้าด้วยกัน เป็นต้นว่า ซื้อ Nutella ที่ร้านจำนวน 1 กระปุก จะได้รับสิทธิ์ซื้อทางออนไลน์แบบลดราคา แล้วทีนี้จะกี่กระปุกก็ว่ากันไป รับรองว่าไม่มีการยื้อแย่ง ฉุกกระชากลากถูอย่างแน่นอน

เพราะต้องไม่ลืมว่า ในระยะยาวแล้ว ลำพังตัวสินค้าที่ไปนั่งอยู่ในใจอาจไม่เพียงพอ ประสบการณ์ในการซื้อสินค้าของลูกค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน

อ้างอิง – CNNTheguardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nutella-riot-in-france-case/

MUFG เตรียมให้บริการป้องกันสกุลเงิน Crypto ของลูกค้า หากผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสกุลเงินล้มละลาย

ธนาคาร Mitsubishi UFJ Trust and Banking Corporation หน่วยงานทรัสต์แบงค์ของ Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) เตรียมเพิ่มระบบป้องกันผู้ถือสกุลเงิน Crypto หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างเช่นผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงิน Crypto ที่กำลังใช้อยู่ถูกแฮก หรือปิดตัวไป

ภาพจาก http://www.mufg.co.id

ปัจจุบัน แม้ว่าสกุลเงิน Crypto จะเป็นสิ่งที่นิยมขึ้นมา แต่ในด้านความเสี่ยงของการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนนั้นยังสูงอยู่ ตั้งแต่เหตุการณ์ในอดีตที่ Mt.Gox ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดต้องล้มละลายไปในปี 2014 ไปจนถึงกรณีล่าสุดอย่างสกุลเงิน NEM ที่หายจาก Coincheck

Mitsubishi UFJ Trust จะเสนอหนทางช่วยปกป้องปัญหาเหล่านี้ให้กับลูกค้า โดยจะเก็บการถือสกุลเงิน Crypto แยกออกมาจากสินทรัพย์ประเภทอื่น ซึ่งจะให้บริการได้ภายในประมาณเดือนเมษายนนี้เมื่อ Financial Services Agency ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของญี่ปุ่นได้ระบุให้สกุลเงิน Crypto เป็นสินทรัพย์ที่สามารถเก็บไว้กับทรัสต์ได้เหมือนกับอสังหาริมทรัพย์หรือหลักทรัพย์ และจะเริ่มให้บริการกับบิตคอยน์ก่อน

ปัจจุบัน สกุลเงิน Crypto มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ แต่สกุลเงินเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบไร้ศูนย์กลาง จึงไม่มีผู้ควบคุมสกุลเงินเหมือนกับธนาคารกลาง และด้วยการเติบโตของสกุลเงิน จึงต้องเริ่มมีกฎเพื่อปกป้องผู้ถือสินทรัพย์

ภาพ pixabay.com

ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงิน Crypto มักจะมีการเก็บบันทึกการทำธุรกรรมของผู้ใช้อยู่แล้ว ทั้งการเพิ่มและลดการถือครองสินทรัพย์ โดย Mitsubishi UFJ Trust จะเก็บบันทึกเหมือนกับผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงิน และหากผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินมีปัญหา บันทึกเหล่านี้จะเป็นสิ่งยืนยันการถือครองสินทรัพย์ของผู้ใช้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้จะปลอดภัยจากการสูญหายของสกุลเงินที่เกิดจากความผันผวนของตัวสกุลเงินเองได้

เว็บไซต์เทรดสกุลเงิน Crypto นั้น ส่วนมากจะมาจากสตาร์ทอัพ ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือมากนัก การใช้บริการทรัสต์โดยเฉพาะจากธนาคารที่ให้บริการด้านการบริหารสินทรัพย์มาอย่างยาวนานก็น่าจะช่วยให้ผู้ถือสกุลเงินอุ่นใจมากยิ่งขึ้น

ญี่ปุ่นนั้นถือเป็นประเทศที่มีการเทรดสกุลเงิน Crypto ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะบิตคอยน์ที่ปัจจุบันมียอดเทรดคิดเป็นประมาณ 40% ของทั้งโลก ปริมาณมหาศาลนี้จึงทำให้แวดวงการเงินญี่ปุ่นสนใจการหาโอกาสที่จะทำเงินจากสกุลเงินเหล่านี้ด้วย และทรัสต์แบงค์ก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น

ที่มา – Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mitsubishi-ufj-trust-bank-will-wave-safety-feature-cryptocurrency-holder/

วิธีซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ ราคา 1 บาท ด้วย Rabbit LINE Pay

LINE จัดโปรโมชั่นให้คนหันมองลองซื้อสติ๊กเกอร์ผ่าน Rabbit LINE Pay ใน LINE STORE ด้วยราคาแค่ 1 บาท โดยคิดจากราคาสติ๊กเกอร์ปกติชุดละ 30 บาท แต่เมื่อซื้อผ่าน Rabbit LINE Pay จะได้เงินคืน 29 บาท ทำให้เหมือนจ่ายจริงๆ เพียง 1 บาท เท่านั้น (หากสติ๊กเกอร์ชุดละ 60 บาท ก็จะได้คืนที่ 29 บาท เท่ากัน เหมือนจ่ายจริง 31 บาท)

เงื่อนไขการเข้าร่วมกิจกรรม

  1. โปรโมชั่นนี้เฉพาะลูกค้าที่เลือกซื้อสติกเกอร์และธีม ราคาใดก็ได้ ใน LINE STORE และเลือกชำระเงินผ่าน Rabbit LINE Pay ในระหว่างวันที่ 25 ม.ค. – 14 ก.พ. 61 โดยลูกค้าจะได้รับเงินคืน 29 บาท เข้ากระเป๋าเงิน Rabbit LINE Pay ในวันทำการถัดไปของวันที่ซื้อ
  2. โปรโมชั่นจำกัด 1 สิทธิ์ ต่อ คน/เซ็ท/เครื่อง/เบอร์โทรศัพท์
  3. เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด

มาดูรีวิวการซื้อจริงๆ กันเลยดีกว่าครับ

เริ่มจากเข้าไปเลือกสติ๊กเกอร์ที่ต้องการผ่านหน้าเว็บของ LINE Store (เข้าได้ทั้งทางคอมฯ และมือถือ) == ลิงก์นี้ ==> https://store.line.me/

เมื่อได้ชุดสติ๊กเกอร์ที่ต้องการจะซื้อแล้วให้กดที่ปุ่ม ซื้อ ได้เลยครับ

จะมีหน้าต่างให้เราล็อกอิน LINE

เลือกช่องทางการชำระเงิน สำคัญมากว่าจะต้องเลือกที่ Rabbit LINE Pay หรือ Credit Card (LINE Pay) เท่านั้นนะครับ ถึงจะได้เงินคืน 29 บาท

เมื่อเลือกช่องทางการจ่ายเงินผ่านหน้าเว็บเสร็จแล้ว ให้เปิดแอป LINE ขึ้นมาครับ แล้วจะเจอกับหน้าจอชำระเงินของ Rabbit LINE Pay

เมื่อจ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็โหลดสติ๊กเกอร์ตามปกติ

จากนั้นก็รอเงินคืน 29 บาท เข้าบัญชี Rabbit LINE Pay ในวันถัดไปครับ

 

โปรโมชั่นนี้จำกัดคนละ 1 สิทธิ์ หมดเขจ 14 ก.พ. 2561 ครับ

from:http://www.9tana.com/node/sticker-1thb-rabbit-line-pay/

รู้จัก Mary Barra ซีอีโอหญิงแกร่งแห่ง GM ผู้ที่อาจมาโค่น Elon Musk แห่ง Tesla

เส้นทางของ Mary Barra ซีอีโอหญิงคนปัจจุบันของบริษัทรถยนต์รายใหญ่ค่าย General Motors จากเด็กฝึกงานในวันนั้น มาสู่ซีอีโอหญิงคนแรกของบริษัทรถยนต์รายใหญ่ในวันนี้ วงการที่ผู้ชายครอบงำมาเป็นเวลานาน แน่นอนว่าเธอมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Flickr.com by Fortune Live Media

ซีอีโอหญิงคนแรกของค่าย GM และของประวัติศาสตร์รถยนต์โลก

ถ้าอยู่นอกวงการรถยนต์ ชื่อของ Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า) อาจไม่คุ้นหู และฟังดูไม่น่าสนใจ

แต่ถ้าบอกว่า เธอคือซีอีโอหญิงคนแรกของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง GM (General Motors) และถือเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์บริษัทรถยนต์โลก มากไปกว่านั้น เธอคือบุคคลที่นิตยสาร Fortune จัดอันดับให้เป็น นักธุรกิจหญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 และว่ากันว่าเธอผู้นี้ คือคนที่อาจจะมาโค่น Elon Musk (อีลอน มัสก์) เจ้าพ่อรถยนต์ไฟฟ้าแห่ง Tesla และดาวเด่นแห่งวงการธุรกิจไอทีที่มีสาวกอยู่ทั่วโลก

มาถึงบรรทัดนี้ ถ้าชื่อของเธอเริ่มน่าสนใจ ก็เชิญทำความรู้จักกันต่อได้เลยในบทความนี้

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Flickr.com by SAUD AL-OLAYAN

เปิดเส้นทางของ Mary Barra จาก เด็กฝึกงาน สู่ ซีอีโอ

Mary Barra เกิดวันที่ 24 ธันวาคม ปี 1961 (อายุ 56 ปี) พ่อแม่ของเธอเป็นชาวฟินแลนด์ แต่เธอเกิดในรัฐมิชิแกน ตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ฐานที่ตั้งของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่เธอกำลังจะมาเป็นเด็กฝึกงาน และขึ้นเป็นซีอีโอในภายหลัง

จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการรถยนต์ของเธอ เริ่มต้นจากสมัยที่เธอเรียนจบจากโรงเรียนมัธยม Waterford Mott High School หลังจากนั้นได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาของ GM ชื่อ General Motors Institute ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัย Kettering University โดยคณะที่เธอจบออกมาคือ คณะวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (หรือบางคนเรียกว่า วิศวกรรมไฟฟ้า) เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เธอชอบมากที่สุดในชีวิตคือ “คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์”

แต่ความสนใจของเธอไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เพราะมีที่มาที่ไป ชีวิตของเธอผูกพันกับรถยนต์มาตั้งแต่เกิด พ่อของเธอ Ray Mäkelä ทำงานที่บริษัทรถยนต์ Pontiac ในเครือ GM มานานถึง 39 ปี และเมื่อเธออายุได้ 18 ปี การเรียนที่สถาบันของ GM เธอก็ได้เป็นนักศึกษาฝึกงานของฝ่าย Pontiac (ฝ่ายเดียวกับที่พ่อเธอทำงาน) หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอได้รับทุนจาก GM ในปี 1988 ให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เธอใช้เวลา 2 ปีจึงสำเร็จการศึกษาในปี 1990

หลังจากนั้น เธอกลับมาทำงานที่ GM เต็มตัว และเธอก็ไต่ระดับการทำงานมาเรื่อยๆ เริ่มต้นจากทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล มาทำฝ่ายวิศวกรรมและฝ่ายปฏิบัติการ ไปจนถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดซื้อ และจัดการชิ้นส่วนการผลิต เรียกได้ว่า เธอลองมาหมดเกือบทุกงานในบริษัทแล้ว เพราะเคยคุมทั้งคน คุมทั้งงบประมาณ คุมทั้งการออกแบบรถยนต์

Mary Barra
Photo: Twitter Mary Barra

ครั้งหนึ่งเธอให้สัมภาษณ์ไว้สมัยที่ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะขึ้นเป็นซีอีโอว่า “ฉันกำลังทำงานที่ดีที่สุดในบริษัทอยู่ เพราะว่าทุกวันนี้จะได้เห็นรถยนต์คันใหม่ส่งออกไปขายทั่วโลก ฉันกำลังทำหน้าที่ส่งนวัตกรรมไปสู่ชีวิตผู้คน” 

ในปี 2011 ระหว่างที่เธอเป็นรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ GM ทั่วโลก เธอสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บริษัทด้วยยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากวิกฤติปี 2009 ที่ GM ประสบปัญหาอย่างหนักจนรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้น 2 ปี เธอมีส่วนช่วยดันยอดขายรถยนต์ของ GM ให้พุ่งสูงขึ้นถึง 9 ล้านคันทั่วโลก แย่งชิงเบอร์ 1 ของตลาดกลับมาได้อีกครั้ง โดยปัจจัยหลักๆ มาจากการร่วมทุนกับบริษัทจีน และนำรถยนต์เข้าไปขายในจีนจนประสบความสำเร็จ

  • ปี 2014 เธอขึ้นเป็นซีอีโอของ GM ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท ไม่ใช่แค่ว่าเพราะเธอเป็นผู้หญิง แต่ประเด็นคือ ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ผู้บริหารทุกคนของบริษัทมีพื้นหลังมาจากฝั่งการเงิน (Finance) ทั้งหมด ไม่มีสักคนที่มีพื้นหลังมาจากฝั่งงานวิศวะแม้แต่คนเดียว และแน่นอน-เธอคือคนแรก
  • ภายใต้การนำของเธอ GM ได้เข้าซื้อ Cruise บริษัทสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีที่ทำซอฟต์แวร์รถยนต์ไร้คนขับ ได้มีการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับรุ่น Bolts (ภายใต้แบรนด์ Chevrolet ของ GM) อย่างจริงจัง พร้อมทั้งลุยดีลธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับกับบริการแอพเรียกรถอย่าง Uber และ Lyft ด้วย (เพราะต่อไปถ้ารถไร้คนขับ 100% ก็ต่อยอดไปเป็นบริการแชร์รถยนต์กันใช้เสียเลย นี่คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ของเธอ)
  • ภายใต้การนำของเธอ ในปี 2016 หุ้นของ GM ทั้งปีขึ้นมา 25% ส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 9% เป็นปีที่เติบโตที่สุดหลังวิกฤติใหญ่

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารหญิงของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการรถยนต์ที่ถูกผู้ชายครอบงำมานาน ย่อมถูกท้าทายเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความสามารถ ความเป็นผู้นำ และความโดดเด่นในระดับซุปเปอร์สตาร์ของบริษัท ทำให้ไม่มีข้อกังขาใดๆ Mohammed Torfeh ศาสตราจารย์ที่เคยสอนเธอสมัยปริญญาตรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เธอเป็นคนที่ฉลาดและมีความเป็นผู้นำสูง สมัยเรียนเธอทำหน้าที่นำผู้ชายเป็นกลุ่มๆ เธอมีทั้งความรู้ความสามารถและการสื่อสารที่เป็นเลิศ”

หลังการขึ้นมาเป็นซีอีโอของ GM นักวิเคราะห์หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่เธอขึ้นมาเป็นผู้บริหารของ GM ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง mindset ครั้งใหญ่ของบริษัท และสิ่งนี้เองจะนำ GM ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ชัดเจนว่า GM มองเห็น “ของ” ในตัวเธอ โดยเฉพาะการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่บริษัท ท่ามกลางสมรภูมิที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมถึงคู่แข่งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ กลยุทธ์ของ GM จึงเป็นการส่งหัวเรือที่แตกต่างไปจากเดิม

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Shutterstock

ศึกรถยนต์ไฟฟ้า-ไร้คนขับ กับโจทย์ใหญ่ เทคโนโลยี VS การผลิต

คำโปรยที่ว่า “เธอคือผู้ที่อาจมาโค่น Elon Musk แห่ง Tesla” ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง Silicon Valley ลองมาดูกันว่าจะจริงหรือเปล่า?

Tesla

ลองดูที่ Tesla กันก่อน เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2017 Elon Musk ได้ส่งมอบ Tesla Model 3 ที่หลายคนบอกว่านี่คืออนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะราคาเข้าถึงได้ โดยได้ส่งมอบรถรุ่นนี้จำนวน 30 คันให้กับลูกค้าชุดแรก แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นจะพบว่า เมื่อ Tesla ประกาศให้จองรถยนต์รุ่น Model 3 ในปี 2016 พบว่ามียอดจองถล่มทลายภายใน 3 วันสูงกว่า 250,000 คัน และไปปิดตัวเลขสุทธิที่ประมาณ 455,000 คัน หลังจากนั้นมีข่าวออกมาว่า Tesla ผลิตไม่ทัน เพราะมีปัญหาคอขวดในการผลิต ทำให้ในไตรมาส 3 ปี 2017 ผลิตได้เพียง 260 คันเท่านั้น หรือคิดแบบเฉลี่ยคือผลิตได้เพียงวันละ 3 คันเท่านั้น แต่ Tesla ย้ำว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะทราบถึงสาเหตุแล้ว

Elon Musk อีลอน มัสก์
Elon Musk | Photo: Flickr.com by Peter Tsai

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Model S และ Model X ไม่มีปัญหาในการผลิต เพราะราคาสูง ตลาดส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง แต่ปัญหาของ Tesla คือการเผาเงินสดไปกับการออกรถบรรทุกไฟฟ้าและรถสปอร์ต ด้านนักวิเคราะห์มองว่า Tesla กำลังเดินผิดทางอยู่ เพราะธุรกิจรถยนต์ของ Tesla ผูกกับรุ่น Model 3 ไม่ว่าจะในความหมายทางด้านการเงิน หรือประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ควรเร่งกระจายปริมาณให้เกิดขึ้นจริงในสเกลที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่ หรือพูดง่ายๆ คือ Tesla ควรกลับไปจริงจังกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Model 3 เพื่อขยายไปสู่ตลาดในวงกว้าง

Waymo

อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองในวงการรถยนต์ไฟฟ้า-ไร้คนขับคือ Waymo ที่อยู่ในเครือของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เรื่องเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน เพราะล่าสุดได้นำเอารถยนต์ไร้คนขับของตนเองมาทดสอบวิ่งบนถนนโดยไม่ต้องมีคนนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

แต่ปัญหาใหญ่ของบริษัทสายเทคโนโลยีคือ เรื่องการผลิต ในแง่นี้ Waymo อาจดูไม่ต่างจาก Tesla คือเก่งซอฟต์แวร์แต่ไม่เก่งผลิต ทางออกจึงเป็นการร่วมมือกับบริษัทที่มีกำลังการผลิต ลองอ่านบทวิเคราะห์ Waymo กับการดำเนินธุรกิจรถไร้คนขับ

GM

ส่วนทางด้าน GM ภายใต้การนำของ Mary Barra ซีอีโอหญิงแกร่งที่มาพร้อมกับสโลแกนที่ว่า GM จะเป็นบริษัทรถยนต์ที่ทำให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์เพื่อรักษาชีวิต มลพิษเป็นศูนย์เพื่อสุขภาวะของทุกคนบนโลก และการจราจรที่ไม่ติดขัดเพื่อทำให้ทุกคนมีเวลาที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนทางที่จะไปให้ถึงคือการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ และบริการเช่ารถยนต์

ตั้งเป้าหมายไว้แบบนี้ ลำพัง GM มีแต่การผลิตที่แข็งแกร่งก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้ในปี 2016 GM เข้าซื้อกิจการของ Cruise Automation สตาร์ทอัพบริษัทผลิตชุดคิทและเซ็นเซอร์ที่ทำให้รถยนต์ธรรมดากลายเป็นรถยนต์ไร้คนขับ และล่าสุดเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศว่าจากการร่วมมือกันครั้งนี้พร้อมที่จะส่งรถยนต์ไร้คนขับลงสู่ตลาดแล้ว

ล่าสุด GM ออกโมเดลรถยนต์ไร้คนขับเลเวลสูงสุด-ไร้พวงมาลัย มาขู่แล้ว

โมเดลรถยนต์ไร้คนขับของ GM level 5 ไร้พวงมาลัย

ต้นปี 2018 GM ปล่อยภาพโมเดลรถยนต์ไร้คนขับเลเวล 5 ออกมา จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่มีพวงมาลัย เหมือนนั่งในยานอวกาศ (ที่จริงคือตามรอย Google ที่ทำมาก่อนตั้งแต่ปี 2014 แล้ว) ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับของดาวเด่นอย่าง Tesla สูงสุดยังอยู่ที่เลเวล 2 คือ ยังต้องเป็นรถยนต์ที่กึ่งๆ ระหว่างไร้คนขับกับขับเอง หรือพูดให้เห็นภาพคือ ยังต้องมีพวงมาลัยอยู่นั่นเอง

Business Insider เคยเขียนบทความปรามาสไว้ถึงขนาดที่ว่า GM สามารถเตะ Tesla ออกจากธุรกิจได้เลยในวันพรุ่งนี้ ถ้าต้องการ เพราะด้วยความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของ Tesla ที่ส่งรถออกมาหลายแบบ หลายรุ่น หลายชนิด ทั้งรถยนต์ รถบรรทุก รถสปอร์ต รถเอสยูวี แต่ดันมีโรงงานผลิตแค่ที่เดียว ในขณะที่ GM ยักษ์ใหญ่มีโรงงานผลิตอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

  •  GM ภายใต้การนำของ Mary Barra จึงน่าจับตามองขึ้นทุกวัน เพราะกำลังการผลิตและทรัพยากรไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากมีพร้อมอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือคือการพัฒนาเทคโนโลยีมาเติมเต็ม ซึ่ง GM ได้ซื้อสตาร์ทอัพรถยนต์ไร้คนขับมาแล้ว

สรุปก็คือ การต่อสู้ของวงการรถยนต์ต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous car) คือการแข่งขันกันระหว่าง บริษัทสายฮาร์ดแวร์ที่ชำนาญการผลิต แต่ไม่เก่งด้านซอฟต์แวร์ กับ บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ แต่ไม่มีปัญญาผลิต

ศึกครั้งนี้ ใครมีศักยภาพปิดช่องโหว่เรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ก่อน

คนนั้นก็ชนะ

อ้างอิงข้อมูล – FortuneFast Company [1] [2] [3]Business Insider [1] [2]NBCGM [1] [2]BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mary-barra-ceo-of-gm-automobile/