คลังเก็บป้ายกำกับ: Article

Burger King เผยเตรียมเข้าซื้อกิจการฟาสต์ฟู้ดไก่ทอด Popeyes

สำนักข่าว Reuters อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับดีลว่าบริษัท Restaurant Brands International ซึ่งเป็นเจ้าของฟาสต์ฟู้ดดังอย่าง Burger King และ Tim Hortons เตรียมประกาศเข้าซื้อกิจการฟาสต์ฟู้ดไก่ทอด Popeyes ภายในสัปดาห์นี้ โดยมูลค่าดีลคาดอยู่ราว 1,700 ล้านดอลลาร์

Popeyes ได้ทำการหาคู่แข่งที่ต้องการเสนอซื้อกิจการหลังได้รับคำเสนอซื้อจาก Restaurant Brands International แต่ไม่มีผู้ใดสนใจร่วมแข่งขัน จึงทำให้ดีลนี้จบที่เจ้าของ Burger King นั่นเอง อย่างไรก็ตามตัวแทนของทั้งสองบริษัทต่างปฏิเสธที่จะให้ความเห็น

ความน่าสนใจของดีลนี้นั้นมีอยู่หลายประเด็น อย่างแรกคือการควบรวมกิจการ (M&A) ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มนั้นเกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงหลัง อย่างเช่นปีที่แล้วมีเคส JAB Holding ซื้อ Krispy Kreme หรือกรณีล่าสุดที่ดีลไม่สำเร็จอย่าง Kraft Heinz ขอซื้อ Unilever

ประเด็นถัดมา เมื่อเทียบขนาดกิจการของ Restaurant Brands ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ กับ Popeyes ที่ 1,700 ล้านดอลลาร์ ก็ดูต่างกันมาก อย่างไรก็ตามข้อมูลจากเครือข่ายผู้จำหน่ายไก่ในอเมริกาเผยว่า อัตราการบริโภคไก่ในอเมริกาเพิ่มสูงขึ้นมาก ตรงข้ามกับการบริโภคเนื้อแดงที่ลดลง จึงเป็นไปได้ว่า Restaurant Brands ต้องการเพิ่มฟาสต์ฟู้ดไก่ทอดเข้ามาในพอร์ตฟอลิโอ เพื่อแข่งขันกับรายใหญ่ในประเทศอย่าง Chick-fil-A และ KFC

และสุดท้ายซึ่งคงต้องบอกว่า “อีกแล้วเหรอ!?!” นั่นคือ Restaurant Brands International มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือกองทุน 3G Capital ผู้ที่เพิ่งทำดีล Kraft Heinz ซื้อ Unilever นั่นเอง อีกทั้ง Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ก็ถือหุ้นบุริมสิทธิใน Restaurant Brands International นี้ด้วย ซึ่งได้หุ้นจากการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน เมื่อครั้ง Burger King ซื้อกิจการ Tim Hortons

การร่วมมือกันของ 3G Capital และ Berkshire Hathaway คงไม่หมดเพียงแค่นี้แน่ๆ และดีลถัดไปจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ

ที่มา: Reuters และ Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/burger-king-owner-acquire-popeyes/

Advertisements

ดีลล่มแล้ว Kraft Heinz ประกาศถอนตัวจากการซื้อ Unilever

จากข่าว Kraft Heinz เสนอซื้อกิจการ Unilever ด้วยมูลค่า 5 ล้านล้านบาท และเบื้องต้น Unilever ปฏิเสธข้อเสนอซื้อนี้อย่างไม่มีเยื่อใย

ล่าสุดมีความคืบหน้าว่า Kraft Heinz ตัดสินใจถอนตัวจากข้อเสนอซื้อแล้ว

ถึงแม้บริษัทไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่ถอนตัว แต่สำนักข่าว Reuters รายงานข้อมูลวงในว่า Kraft Heinz ไม่คิดว่าจะได้รับการต่อต้านจาก Unilever ขนาดนี้ และหลังข่าวการเสนอซื้อกิจการกลายเป็นข่าวดัง ดีลการเจรจาก็น่าจะยากขึ้นเพราะต้องผ่านผู้มีส่วนร่วมอีกมาก

เดิมที Kraft Heinz ยื่นข้อเสนอซื้อไปอย่างเงียบๆ และหวังจะเจรจาให้สำเร็จก่อนค่อยเป็นข่าว แต่บริษัทก็ต้องปฏิบัติตามกฎของหน่วยงานกำกับดูแลด้านการซื้อกิจการของอังกฤษ ส่งผลให้ประกาศข่าวต่อสาธารณะตั้งแต่ช่วงต้นของการเจรจา ส่งผลให้การเจรจาลำบากมากขึ้น (ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอังกฤษเคยไม่อนุมัติการซื้อกิจการของ Kraft Heinz ที่เสนอซื้อบริษัทขนมและอาหาร Cadbury ของอังกฤษ ด้วยเหตุผลเรื่องการผูกขาด)

หลังจาก Kraft Heinz ประกาศถอนตัวจาก Unilever ไปแบบง่ายๆ ส่งผลให้เกิดข่าวลือว่า Kraft Heinz อาจเปลี่ยนเป้าหมายเป็นบริษัทอื่นแทน บริษัทหนึ่งที่เป็นไปได้คือ Colgate-Palmolive

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kraft-heinz-withdraw-unilever-offer/

Kraft Heinz เสนอซื้อกิจการ Unilever ด้วยมูลค่า 5 ล้านล้านบาท! เบื้องต้นดีลยังไม่บรรลุ

Kraft Heinz บริษัทด้านผลิตภัณฑ์อาหารรายใหญ่ของอเมริกา ได้ประกาศคำเสนอขอซื้อกิจการทั้งหมดของ Unilever บริษัทด้านสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่จากอังกฤษ โดยข้อเสนอเบื้องต้นนั้นสูงถึง 143,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 5 ล้านล้านบาท! เบื้องต้น Unilever ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว

โดยในรายงานที่ทั้ง Kraft Heinz และ Unilever แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันศุกร์ ระบุว่าข้อเสนอ 143,000 ล้านดอลลาร์จาก Kraft Heinz ประกอบด้วย คำเสนอซื้อหุ้น Unilever ที่ราคา 50 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยแบ่งเป็นเงิน 30.23 ดอลลาร์ต่อหุ้น และหุ้นบริษัทใหม่หลังควบรวมกิจการอัตราส่วน 0.222 หุ้นใหม่ต่อ 1 หุ้นเดิม

ด้าน Unilever บอกว่าราคาเสนอซื้อนี้สูงกว่าราคาหุ้นเมื่อวันพฤหัสบดีอยู่ 18% อย่างไรก็ตาม Unilever ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากไม่เห็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้น และบริษัทก็ไม่มีการเจรจาใดเพิ่มเติม

Kraft Heinz ยังมีเวลาในการแก้ไขคำเสนอซื้อกิจการถึงวันที่ 17 มีนาคม ตามกฎการเสนอซื้อกิจการของอังกฤษ

Kraft Heinz ผู้ทำคำเสนอซื้อ เป็นกิจการควบรวมกันของสองยักษ์ใหญ่ด้านอาหาร Kraft และ Heinz เมื่อปี 2015 และเลือกใช้กลยุทธ์ซื้อกิจการต่างๆ นับตั้งแต่นั้นมา จนมาถึงข้อเสนอที่ใหญ่ยักษ์ดังกล่าว ที่น่าสนใจมากกว่านั้น Kraft Heinz มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่สองรายคือ Berkshire Hathaway ของมหาเศรษฐีนักลงทุน Warren Buffett และกองทุน 3G Capital โดยมีหุ้นรวมกัน 50.9%

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าดีลนี้โอกาสสำเร็จอาจไม่มาก เนื่องจาก (1) Kraft Heinz มีขนาดกิจการเล็กกว่า Unilever ทำให้ไม่น่าสนใจในมุมมองของ Unilever (2) Kraft Heinz เป็นบริษัทใหญ่ในอเมริกา ส่วน Unilever เน้นลูกค้าในยุโรปและเอเชีย ดีลนี้ย่อมถูกตรวจสอบเรื่องการผูกขาดทางการค้าแน่นอน และอาจส่งผลให้ล่าช้าหรือไม่เกิดขึ้น

ที่มา: Reuters, MarketWatch และ Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kraft-heinz-bid-for-unilever/

Lalamove เผยธุรกิจในไทยปี 2016 เติบโต 6 เท่า มีลูกค้าแตะ 2 แสนราย

Lalamove บริการขนส่งแบบออนดีมานด์ แถลงผลประกอบธุรกิจในปี 2559 พบว่ามีอัตราการเติบโตถึง 600% เมื่อเทียบกับปี 2558

Lalamove เป็นบริการขนส่งจากประเทศฮ่องกง เพิ่งระดมทุนซีรีส์ B ไปเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ Lalamove สามารถระดมทุนได้แล้วทั้งสิ้น 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน Lalamove มีให้บริการใน 45 เมืองทั่วเอเชีย และอีก 40 เมืองในประเทศจีน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีลูกค้ากว่า 5 ล้านรายทั่วเอเชีย

คุณชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการของ Lalamove ประเทศไทย ระบุว่าตอนนี้มีคนขับจำนวน 35% เลือกมาทำงานบนแพลตฟอร์ม Lalamove แทนการทำงานประจำ เพราะรายได้ดีกว่า และบริหารเวลาได้ดีกว่า


สองผู้บริหารของ Lalamove สันทิต จีรวงศ์ไกรสร (ซ้าย) คุณชานนท์ กล้าหาญ (ขวา)

คุณสันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายปฏิบัติการ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside ว่า Lalamove ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งแบบออนดีมานด์เป็นรายแรกในไทย รูปแบบของบริการปัจจุบันยังจำกัดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และเน้นการส่งด่วนภายในวันเดียว โดยคิดค่าบริการพรีเมียมกว่าบริการส่งพัสดุทางไปรษณีย์

ตอนนี้ Lalamove มีลูกค้าในไทย 210,000 ยูเซอร์ มีมูลค่าการใช้บริการ 120 ล้านบาท และมีจำนวนคนขับในระบบ 17,000 คน ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งออนดีมานด์รายใหญ่ของตลาดไทยในตอนนี้

ลูกค้าของ Lalamove มีทั้งกลุ่มธุรกิจและกลุ่ม SME โดยตัวอย่างกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่คือ LINE Man ที่เชื่อมบริการกับ LINE ผ่านทาง API ของ Lalamove สัดส่วนตอนนี้ลูกค้าธุรกิจมีมูลค่าเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนประเด็นเรื่องการขยายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ต้องพิจารณาดูจากดัชนีชี้วัดต่างๆ ต่อไป แต่ Lalamove ในระดับภูมิภาคก็มีการขยายธุรกิจไปยังเมืองต่างๆ ทั่วเอเชียอยู่ตลอดเวลา

คุณสันทิต ระบุว่า Lalamove มองว่าธุรกิจขนส่งสินค้าเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว บริษัทไม่คิดจะใช้แนวทางของสตาร์ตอัพบางรายที่ขอเงินจากนักลงทุนมาเพื่อทุ่มตลาดแล้วขายกิจการออกไป แต่หวังจะอยู่ในตลาดนี้ยาวๆ ไปกับลูกค้า ตอนนี้ธุรกิจของ Lalamove ในหลายเมืองมีกำไรแล้ว โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่วนกรุงเทพก็มีตัวเลขดีขึ้นมาก และใกล้จะทำกำไรแล้วเช่นกัน

สำหรับตลาดปี 2560 คุณสันทิตมองว่า Lalamove ของประเทศไทยน่าจะเติบโตได้เท่ากับปีก่อนคือ 600% และบริษัทจะเริ่มขยายไปยังการขนส่งที่ไม่ต้องใช้ความเร็วมาก และมีค่าบริการที่ถูกกว่าในปัจจุบัน เพื่อขยายไปจับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lalamove-2017/

แบงค์ชาติสิงคโปร์เตรียมรับ FinTech ตั้งกลุ่มงานวิเคราะห์ข้อมูล Big Data


Monetary Authority of Singapore (MAS)

Monetary Authority of Singapore (MAS) หรือธนาคารกลางสิงคโปร์ ยังพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ เพื่อให้พร้อมรับโลกของ FinTech ที่กำลังมาถึง ที่ผ่านมาเราเห็น MAS ตั้งบอร์ดที่ปรึกษาด้าน FinTech และออก API ด้านการเงินให้นักพัฒนาภายนอกใช้งาน

ความเคลื่อนไหวของ MAS ล่าสุดคือตั้งทีมวิเคราะห์ข้อมูลหรือ Data Analytics Group เพื่อใช้ประโยชน์จาก Big Data สำหรับอุตสาหกรรมการเงินแล้ว

หัวหน้ากลุ่มวิเคราะห์ข้อมูลคือ Dr. David Roi Hardoon ซึ่งมีตำแหน่งเป็น Chief Data Officer ของ MAS อยู่แล้ว เขายังเคยเป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพชื่อ Azendian ที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอีกด้วย

กลุ่มงานด้านวิเคราะห์ข้อมูลของ MAS จะประกอบด้วย 3 หน่วยย่อยคือ กลุ่มดูแลและเก็บรักษาข้อมูล (data governance), กลุ่มวิเคราะห์ข้อมูล (analytics and visualization) และกลุ่มที่นำข้อมูลไปใช้งานด้านการกำกับดูแลทางการเงิน (supervisory technology)

ที่มา – Tech in Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mas-singapore-data-analytics-group/

รายได้ของ Facebook มาจากไหน? แทบทั้งหมดมาจากโฆษณาและ Mobile

ทุกวันนี้เราใช้งาน Facebook กันแทบตลอดเวลา สิ่งที่เห็นชัดเจน (และหนีไม่พ้น) คือโฆษณาที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ตกลงแล้ว Facebook มีรายได้จากโฆษณามากน้อยแค่ไหน ลองมาดูตัวเลขจากผลประกอบการในไตรมาสล่าสุด (Q4-2016) กัน

รายได้ของ Facebook เกือบทั้งหมดมาจากโฆษณา

ถ้าดูโครงสร้างรายได้ของ Facebook จากกราฟ จะเห็นว่ารายได้เกือบทั้งหมดของบริษัทมาจากโฆษณา (advertising) และมีรายได้ส่วนอื่นๆ จากการจ่ายเงิน (payments and other fees) เพียงเล็กน้อย

ตัวเลขในไตรมาส 4 ปี 2016 บริษัทมีรายได้ทั้งหมด 8.8 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้คิดเป็นรายได้จากโฆษณา 8.6 พันล้านดอลลาร์

รายได้เกินครึ่ง มาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ถ้าแยกรายได้ตามทวีปต่างๆ จะเห็นว่ารายได้จากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีสัดส่วนสูงสุด คือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ตามด้วยรายได้จากยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

รายได้อื่นที่ไม่ใช่โฆษณา มีสัดส่วนลดลง

แนวโน้มรายได้ของ Facebook ยังอิงกับโฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ และรายได้อื่นที่ไม่ใช่โฆษณา ก็มีจำนวนลดลงตลอดเวลา ในไตรมาสล่าสุดมีรายได้เพียง 180 ล้านดอลลาร์ ลดลง 12% จากปีที่แล้ว

ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานบน mobile รายได้ส่วนใหญ่ก็มาจาก mobile

ปัจจุบัน Facebook มีผู้ใช้งานจริงต่อเดือน (monthly active users – MAU) จำนวน 1,860 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพา 1,740 ล้านราย และผู้ที่ใช้งานบนอุปกรณ์พกพาเพียงอย่างเดียว (Mobile-Only ไม่ใช้ผ่านคอมพิวเตอร์เลย) ถึง 1,149 ล้านราย หรือคิดเป็น 61% ของผู้ใช้ทั้งหมด

ส่วนรายได้ของ Facebook จากอุปกรณ์พกพา (mobile ad revenue) ในไตรมาส 4/2016 มีมูลค่าสูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 84% ของรายได้จากโฆษณาทั้งหมด

อัตราการเติบโตของรายได้จากอุปกรณ์พกพา สูงขึ้น 61% จากปีก่อน

ธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณา มี 4 ล้านราย

Facebook Pages เป็นบริการสำหรับธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ปัจจุบันมีธุรกิจที่ใช้ Pages ทั้งหมด 65 ล้านราย และใช้บัญชี Instagram Business จำนวน 5 ล้านราย

ในจำนวนนี้ มีธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook จำนวน 4 ล้านราย และจ่ายเงินให้ Instagram จำนวน 5 แสนราย ตรงนี้ Facebook มองว่ายังถือเป็นสัดส่วนที่เล็กเมื่อเทียบกับผู้ใช้ทางธุรกิจทั้งหมด และยังมีโอกาสขยายตัวเพื่อทำเงินได้อีกมาก

การกระจายตัวของลูกค้าธุรกิจที่จ่ายเงิน มีรูปแบบการกระจายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัท เพราะลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ลง) ตอนนี้กลุ่มที่ลงโฆษณากับ Facebook มากที่สุด 100 อันดับแรก มีสัดส่วนรวมกันไม่ถึง 25% ของรายได้จากโฆษณาทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนลดลงจากปีก่อน

Dynamic Ads โฆษณาอัจฉริยะ เลือกยิงโฆษณาอิงตามบริบทของผู้ใช้

รูปแบบโฆษณาอันใหม่ของ Facebook เรียกว่า Dynamic Ads ที่เปิดให้แบรนด์สามารถเลือกลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันได้อัตโนมัติ โดยอิงกับบริบทของผู้ใช้ เช่น

  • โฆษณาด้านการท่องเที่ยว เลือกยิงโฆษณาตามวันที่หรือสถานที่ที่ผู้ใช้ให้ความสนใจ
  • โฆษณาด้านการค้าปลีก ยิงโฆษณาอิงกับพิกัดของผู้ใช้ว่าอยู่ใกล้กับร้านค้าใด

Dynamics Ads สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ในเครือ Facebook ไม่ว่าจะเป็นตัว Facebook หลัก, Instagram และเครือข่ายโฆษณา Facebook Audience Network ที่แสดงผลในแอพอื่นๆ


ตัวอย่าง Facebook Dynamic Ads

ที่มา – Facebook

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-revenue-q4-2016/

Toshiba อาการหนัก ขาดทุนยับเยินจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจถึงขั้นล้มละลาย

Toshiba ยักษ์ใหญ่ของวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น กำลังประสบปัญหาธุรกิจอย่างหนัก และอาจถึงขั้นต้องล้มละลายในเร็วๆ นี้

Toshiba ขาดทุนสะสมมานานแล้ว และสถานการณ์ในภาพรวมก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ล่าสุดเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา (14 ก.พ. 2017) บริษัทก็แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ขอเลื่อนการส่งรายงานการเงินประจำไตรมาส 4 ของปี 2016 จากเดิมที่ต้องส่งในวันที่ 14 ก.พ. เป็นวันที่ 14 มี.ค. แทน

พร้อมกันนี้ Toshiba ก็เปิดเผยข่าวร้ายเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานนิวเคลียร์ของบริษัท ที่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐอเมริกาประสบปัญหาอย่างหนัก จนบริษัทต้องลงมูลค่าด้อยค่าสินทรัพย์ทางบัญชี (impairment) สูงถึง 7.12 แสนล้านเยน (2.18 แสนล้านบาท) และประธานบอร์ด Shigenori Shiga ก็ประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบทันที


ภาพจาก Facebook Toshiba

เจ็บหนักจากธุรกิจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในสหรัฐ

ปัจจุบัน Toshiba มีธุรกิจ 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์, พลังงาน, โครงสร้างพื้นฐาน (เช่น ระบบควบคุมรางรถไฟ แบตเตอรี่รถยนต์) ปัญหาในคราวนี้เกิดจากธุรกิจพลังงาน ที่ Toshiba เข้าไปลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่งในสหรัฐ โดยเริ่มสัญญาตั้งแต่ปี 2008

ตอนแรก Toshiba ใช้บริษัทลูก Westinghouse Electric Company (WEC) เข้าไปรับงานด้านเตาปฏิกรณ์อย่างเดียว แต่ภายหลังโครงการบานปลายเพราะมีการแก้ไขแบบและฟ้องร้องกันระหว่างคู่ค้า ส่งผลให้ WEC ตัดสินใจเข้าซื้อบริษัทก่อสร้าง S&W ที่เป็นคู่ค้ากันในปี 2015 เพื่อหวังว่าจะแก้ปัญหาเรื่องฟ้องร้องและการก่อสร้างของโครงการให้เสร็จตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม หลัง Toshiba ซื้อบริษัท S&W แล้ว กลับพบว่าประเมินต้นทุนของโครงการผิดพลาดไปถึง 6.1 พันล้านดอลลาร์ (2.1 แสนล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทต้องบันทึกค่าเสียหายนี้ในบัญชี และต้องปรับโครงสร้างของธุรกิจนิวเคลียร์ใหม่ทั้งหมด

ตัวเลขทั้งหมดยังเป็นแค่ตัวเลขประเมินเบื้องต้น (provisional forecast) เท่านั้น ตัวเลขที่แท้จริงต้องรอการยืนยันจากผู้ตรวจสอบบัญชี และอาจเจ็บหนักมากกว่านี้ด้วยซ้ำ


ตัวเลขประเมินผลประกอบการ Toshiba ในช่วง 9 เดือนหลังของปี 2016 จะขาดทุน 5.44 แสนล้านเยน

นับถอยหลังชำระหนี้

หลังข่าวประกาศออกไป หุ้นของ Toshiba ในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ตกลงทันที 8% แต่ข่าวร้ายดูยังไม่จบแค่นั้น

Toshiba เป็นหนี้สะสมมานาน และต้องกู้เงินมาโปะหนี้อยู่ตลอด โดยเจ้าหนี้รายใหญ่คือธนาคารใหญ่ของญี่ปุ่น 3 ราย ได้แก่ Sumitomo Mitsui Banking, Mizuho Bank และ Sumitomo Mitsui Trust Bank นอกจากนี้ก็ยังมีบริษัทประกันชีวิตของญี่ปุ่นรายอื่นๆ

รอบนี้ Toshiba ขอเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ไปอีก 1 เดือน จนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ (หลังจากได้รับการต่ออายุมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา) ทางออกของบริษัทในระยะสั้นคือหาเงินสดเข้ามาเพิ่ม ซึ่งซีอีโอ Satoshi Tsunakawa ก็ประกาศว่าต้องการจะขายธุรกิจผลิตชิปออกไป เปลี่ยนจากแผนเดิมที่จะขายหุ้น 20% ของธุรกิจผลิตชิป

คาดว่าถ้า Toshiba ขายธุรกิจผลิตชิป-เซมิคอนดักเตอร์ได้สำเร็จ ก็น่าจะมีเงินสดเข้ามา 13-17 พันล้านดอลลาร์ ช่วยแก้ปัญหาหนี้ระยะสั้นได้ (ผู้ซื้อที่เป็นไปได้คือ Canon, Western Digital, Tokyo Electron, Foxconn, Micron, SK Hynix) แต่ในระยะยาว การไม่มีธุรกิจชิปก็อาจเป็นผลเสียต่อการฟื้นฟูกิจการของบริษัทเช่นกัน

แต่ถ้าไม่สำเร็จ บริษัทก็คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยื่นขอล้มละลาย


ธุรกิจผลิตชิปและหน่วยความจำของ Toshiba

ที่มา – ToshibaNikkei, Seeking Alpha, Reuters, New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/toshiba-loss-nuclear-business/