คลังเก็บป้ายกำกับ: BBC

BBC เปิดโครงการสอนทักษะการระบุข่าวปลอมให้เด็กมัธยม

สำนักข่าวอังกฤษ BBC เปิดโครงการสอนเด็กนักเรียนถึงวิธีการระบุข่าวปลอมด้วยตัวเอง โดย BBC จะใช้ทั้งช่องทางออฟไลน์ คือส่งนักข่าวไปยังโรงเรียนมัธยม หรือส่งไปตามอีเว้นท์ต่าง ๆ ไปจนถึงช่องทางดิจิทัล เพื่อให้เด็กที่ยังมีอายุไม่มากนักสามารถใช้ความคิดเชิงวิพากษ์กับสิ่งที่อ่านออนไลน์ และสามารถแยกแยะได้ว่าสิ่งที่อ่านจริงหรือปลอม

โรงเรียนที่จะได้รับประโขชน์จากโครงการของ BBC นี้มีกว่าพันโรงเรียน โดยโครงการนี้ตามมาจากผลการศึกษาของ University of Salford ที่ร่วมมือกับ BBC Newsround ว่าเด็กอายุ 9-14 ปีสามารถระบุข่าวปลอมได้ดีแค่ไหน ซึ่งแม้ว่าเด็กจะรู้ว่าข่าวปลอมเป็นอย่างไร ก็ยังมีเด็กจำนวนมากที่ไม่สามารถแยกระหว่างข่าวปลอมและข่าวจริงที่รายงานมาได้ทุก ๆ ครั้ง

Tony Hall ผู้อำนวยการทั่วไปของ BBC กล่าวว่า ด้วยการแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารมวลชน BBC ต้องการมอบทักษะและความตระหนักรู้ที่เด็กควรมี เพื่อให้มั่นใจได้เกี่ยวกับวิธีระบุข่าวจริง และเห็นได้ว่าอะไรเป็นข่าวปลอม

ปัญหาข่าวปลอมนั้นยังคงเป็นเรื่องบานปลายในสหรัฐฯ และล่าสุดก็มีรายงานว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโหวต Brexit ด้วย สามารถอ่านสรุปเหตุการณ์จากประเด็นดังกล่าวได้จากรายงานโดย Blognone

ที่มา – Engadget, BBC

No Description

ภาพโดย Geograph

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/97973

Advertisements

นักข่าว BBC พบปัญหาบนบริการ Cloud ทำข้อมูล KPMG และ BBC รั่ว

นักข่าวจาก BBC ได้ค้นพบปัญหาทางด้านความมั่นคงปลอดภัยบนบริการ Cloud อย่าง Huddle ซึ่งทำให้ไฟล์ของผู้ใช้งานจาก KPMG และ BBC หลุดรั่วออกมา และประเด็นนี้ก็มีความน่าสนใจในเชิงเทคนิคอยู่ไม่น้อย

Credit: ShutterStock.com

 

Huddle นั้นเป็นบริการ Office Collaboration สำหรับให้พนักงานภายในองค์กรทำการแลกเปลี่ยนไฟล์และสื่อสารกันได้อย่างมั่นคงปลอดภัย แต่นักข่าว BBC รายนี้ได้ค้นพบปัญหาเมื่อเขาล็อกอินเข้าไปยัง Huddle เพื่อตรวจสอบ Calendar ของเพื่อนร่วมทีม แต่กลับถูก Redirect ไปยัง Account ของผู้ใช้งานรายอื่นซึ่งเป็นพนักงานของ KPMG แทน และสามารถเข้าถึงเอกสารทางด้านการเงินรวมถึงใบ Invoice ของ KPMG ได้

เมื่อเขาแจ้งปัญหานี้ไปยังทีมงานของ Huddle ทีมงานก็ได้อธิบายว่าเมื่อผู้ใช้งานทำการ Sign-in เข้าสู่ระบบ อุปกรณ์ของผู้ใช้งานนั้นจะทำการร้องขอ Authorization Code ซึ่งถ้าหากมีผู้ใช้งาน 2 คนทำการ Sign-in เข้าไปยัง Back-end Server เครื่องเดียวกันบน Cloud ภายในเวลาห่างกันไม่ถึง 20 Millisecond ผู้ใช้งานทั้งสองคนนั้นจะได้รับ Authorization Code เดียวกัน ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานทั้ง 2 คนทำการยืนยันตัวตนเข้าไปยัง Account ของผู้ใช้งานคนแรก ถึงแม้ว่าผู้ใช้งานคนหลังไม่ควรจะมีสิทธิ์ก็ตาม และในที่นี้ก็ทำให้นักข่าว BBC รายนี้เข้าถึง Account ของพนักงาน KPMG ได้นั่นเอง

Huddle อ้างว่าบั๊กนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนเพียง 6 Session เท่านั้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมาจากจำนวนการ Log-in ทั้งสิ้น 4.96 ล้านครั้ง เรียกได้ว่าโอกาสเกิดขึ้นมีต่ำมาก แต่ Huddle ก็ได้เสริมด้วยว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใช้งานจากองค์กรอื่นสามารถ Log-in เข้าไปยัง Account ของ BBC ได้เช่นกัน แต่ไม่มีการเปิดไฟล์หรือเปิดอ่านข้อมูลใดๆ เกิดขึ้น

ล่าสุดทาง Huddle ได้ออกมาประกาศแล้วว่าบั๊กนี้ถูกแก้แล้วเรียบร้อย อย่างไรก็ดี Bill Evan จาก One Identity ที่ทำธุรกิจในสาย IT Security นั้นก็ได้ออกมาให้ความเห็นว่าบั๊กนี้เป็นปัญหาทางด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับบริษัทที่อ้างว่าบริการของตนเองมีความมั่นคงปลอดภัยสูง และลูกค้าของธุรกิจเหล่านี้ก็เป็นองค์กรใหญ่ระดับ KPMG ที่วางใจถึงขั้นนำข้อมูลความลับมาฝากเอาไว้บนบริการนี้เพื่อให้สื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ก็อาจทำให้เกิดแรงต้านจากฝ่าย IT หรือ Infosec ของ KPMG ได้ ซึ่งเขาเองก็สันนิษฐานอีกว่ากรณีนี้จริงๆ แล้วอาจเป็น Shadow IT ที่เกิดขึ้นใน KPMG ก็เป็นได้เช่นกัน

เป็นบทเรียนว่าบั๊กเล็กๆ ถ้าเกิดกับนักข่าว เรื่องก็อาจไม่เล็กอีกต่อไปนะครับ

 

ที่มา: https://www.infosecurity-magazine.com/news/highly-secure-cloud-tool-huddle/

from:https://www.techtalkthai.com/bbc-journalist-found-security-flaw-on-huddle/

เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน BBC เลยจัด Mini-Series สำหรับคนขี้เกียจดูทั้งเรื่อง

ละคร หรือ ซีรีส์ เป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ใช้ดึงดูดคนดูสำหรับช่องรายการต่างๆ ซึ่งในประเทศไทยเองก็เช่นเดียวกัน แต่ปัจจุบัน นอกจากการแข่งขันระหว่างช่องแล้ว ละคร ยังต้องแข่งกับคอนเทนต์อีกสารพัด เพื่อแย่งชิงเวลาของคนดูที่มีอยู่เท่าเดิมมาให้ได้

ดังนั้นนอกจากเนื้อเรื่องที่ต้องเข้มข้น สนุกสนาน เร้าใจ ดึงดูดให้ติดตามอย่างต่อเนื่องแล้ว บางทีรูปแบบและวิธีก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน จะหวังให้ผู้ชมมานั่งอยู่หน้าทีวี ใช้เวลาเป็นชั่วโมงดูซีรีส์แต่ละตอนให้จบ อาจจะไม่ตอบโจทย์

BBC จึงเริ่มพัฒนารูปแบบที่เรียกว่า “object-based media” เมื่อผู้ชมไม่มีเวลามากพอที่จะดูตลอดทั้งตอน ก็ตัดทอนให้กลายเป็น mini-series โดยเน้นที่เนื้อเรื่องหลัก หรือ สามารถเลือกติดตามตัวละครที่ชื่นชอบได้ พูดให้ง่ายคือ มีการตัดต่อตามใจชอบของคนดู

ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ BBC ได้ทดลองวิธีการดังกล่าวกับซีรีส์เรื่อง Peaky Blinders เป็นเรื่องราวของ 2 แก๊งคู่อริ (คล้ายๆ โรมิโอ-จูเลียต) ซึ่งทาง BBC ได้แบ่ง 5 เนื้อเรื่องหลัก และหนึ่งในนั้นคือ เรื่องราวความรักของ 2 ตัวเอก Tommy Shelby และ Grace Burgess

นี่คือการแสดงให้เห็นว่า BBC ให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องและตัวละคร มากกว่ามาคำนึงถึงการนำเสนอซีรีส์แบบเดิมๆ และจะเริ่มทดลองใช้กับซีรีส์เรื่องอื่นๆ เช่น Casualty หรือ Holby City (ซีรีส์ทางช่อง BBC) ซึ่งปกติตอนหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง การตัดทอนในรูปแบบใหม่ จะลดเวลาในการดูลงเหลือประมาณ 30 นาที และสามารถเลือกดูได้ ช่วยให้คนที่ไม่เคยดูมาก่อน สามารถติดตามเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วได้อย่างรวดเร็ว

หรือถ้าพลาดดูตอนใดตอนหนึ่งไป ก็ใช้เวลาไม่นานในการติดตามเรื่องราวที่ตกหล่นได้อย่างทันท่วงที ซึ่งรูปแบบการดูแบบนี้ออกแบบมาให้เหมาะกับการดูผ่านสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งจากการสำรวจพบว่า 35% ของผู้ชมทั้งหมดดูผ่านสมาร์ทโฟน และเพิ่มเป็น 64% ในช่วงอายุ 16-24 นี่ึจึงเป็นแนวทางที่ออกมาเพื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

นอกจากจะใช้เวลาน้อยลง สามารถดูผ่านสมาร์ทโฟนได้ง่ายๆ ยังใช้รูปแบบการตัดต่อเป็นคลิปสั้นๆ เน้นช่วงไฮไลท์เด็ดๆ ความยาวประมาณ 5 นาที เพื่อช่วยให้ง่ายกับการแชร์ผ่านโซเชียลต่างๆ สุดท้ายถ้าเนื้อเรื่องสนุกสนาน ชวนติดตามจริง จะดึงดูดให้คนดู ย้อนกลับไปดูซีรีส์ความยาวเต็มอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดด้วย

รูปแบบการตัดคลิปความยาว 5 นาที จะเห็นว่าช่อง One และ Gmm25 ในเครือ GMM Grammy นำมาใช้ผ่าน Facebook อย่างต่อเนื่องและได้รับผลตอบรับที่ดีมาก

source: telegraph.co.uk

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

https://www.facebook.com/plugins/page.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbrandinsideasia&tabs=profile&width=340&height=214&small_header=false&adapt_container_width=true&hide_cover=false&show_facepile=true&appId=129250203765952
from:https://brandinside.asia/bbc-mini-series-for-new-gen/

นัดเดตผ่าน Tinder ทำเรื่อง หญิงสาวตัวติดระหว่างช่องกระจกเหตุเพราะพยายามเก็บอึของตน

ถือเป็นข่าวที่เรียกเสียงฮาไปได้มากที่เดียวประจำวันจากเว็บไซต์ BBC News ซึ่งนอกจากจะฮาแล้วก็ถือเป็นคติให้ก่อนเราทำอะไรต้องตรวจทานสถานที่ให้เรียบร้อยกันก่อน โดยเฉพาะกับบ้านของคนที่เราเพิ่งรู้จักผ่านแอพพลิเคชั่นหาคู่อย่าง Tinder แล้วด้วย

Tinder-date-poo-pick-acciden4

นาย Liam Smyth เจ้าของเรื่องและชายหนุ่มผู้นัดเดตกับหญิงสาวในเรื่องผ่านทาง Tinder และผู้ระดมทุนใน GoFundMe

เรื่องมีอยู่ว่าหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นนักยิมนาสติกมือสมัครเล่นได้นัดเจอชายหนุ่มต้นเรื่องที่รู้จักกันผ่านทางแอพพลิเคชั่น Tinder ชื่อว่า Liam Smyth ก่อนที่จะจบลงที่บ้านของฝ่ายชายที่ความตั้งใจต้นนั้นว่าจะไปดู”สารคดี” ด้วยกันที่บ้าน

เรื่องมันเกิดตรงที่หญิงสาวเกิดต้องการเข้าห้องน้ำกระทันหัน เลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระหนักของตน ก่อนที่เมื่อเสร็จธุระก็ตั้งใจจะกดน้ำลงชักโครกตามปกติ แต่ชักโครกเจ้ากรรมกลับไม่ยอมดูดเอาของเสียหายไปในคอห่านด้วยซะอย่างนั้น

Tinder-date-poo-pick-accident

สาวคนนี้เห็นกระจกตรงมุมห้องเลยตัดสินใจล้วงหยิบเอาของเสียนั้นขึ้นมาจากคอห่านแล้วปามันออกไปทางหน้าต่าวที่กระจกเปิดอยู่นั้นหมายจะให้มันไปตกอยู่ในสวนบ้านหรืออะไรเทือกนั้น แต่หน้าต่างเจ้ากรรมดันเป็นกระจกสองชั้นที่แท้ชั้นในจะเปิดเอาไว้แต่ชั้นนอกกับปิดอยู่ เลยทำให้กองอุจาระไปติดอยู่ตรงกระจกชั้นนอกแล้วไหลกองไปตรงพื้นที่ระหว่างกลางกระจกชั้นนอกและชั้นใน…เดตแรกผ่าน Tinder ท่าจะไปได้ไม่สวยแล้วสิ

จากปากคำของนาย Liam Smyth เล่าว่า หญิงคนนั้นจึงตัดสินใจเอาหัวรอดมุดเข้าไประหว่างช่องกระจกทั้งสองบานโดยเข้าไปได้จนถึงบ่าเพื่อล้วงหยิบเอากองสิ่งปฏิกูลนั้นออกมาและดูเหมือนว่าเธอจะทำสำเร็จ เธอส่งกองอึนั้นให้ Liam ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ซึ่ง Liam ก็มาดแมนเหลือเกินที่รีบเราเอากองอึนั้นมาแล้วรีบเอาไปทิ้งลงในชักโครกอีกครั้ง

Tinder-date-poo-pick-accident

Liam Smyth ภ่ายภาพคู่เดตของเขาเอาไว้ในขณะที่เธอติดอยู่ระหว่างช่องกระจกจากการพยายามเก็บอุจาระของตน

ปัญหาเหมือนจะได้รับการแก้ไขแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวคนนี้กลับไม่สามารถเอาตัวเองออกจากช่องกระจกได้และต้องร้องให้ Liam ช่วยเธออกจากจุดๆ นั้นที จนท้ายที่สุดแล้ว Liam Smyth ต้องเรียกทีมกู้ภัยดับเพลิงให้มาช่วยกันกู้ชีวิตหญิงสาวคนนี้ออกจากช่องกระจกที่เธอเผลอเอาตัวเข้าไปติดเพราะพยายามจะเก็บ…เอ่อ…อุจาระของตนที่ไปติดอยู่ตรงนั้นได้เพราะเจ้ากระจกคู่ตัวดีนั่นเอง

Tinder-date-poo-pick-acciden2

ทีมกู้ภัยที่เข้ามาช่วยเหลือหญิงสาวเคราะห์ร้ายจากการพยายามเก็บอึในครั้งนี้

การกู้ภัยในครั้งนี้ทำให้ Liam Smyth ต้องทำลายกระจกทิ้ง ซึ่งเป็นค่าเสียหายมูลค่า 300 – 400 ปอนด์ หรือประมาณ 13,000 – 17,300 บาท เลยทีเดียว

เพราะเหตุนี้เพื่อนของเขาคนหนึ่งซึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย Bristol จึงออกความเห็นว่าเขาควรที่จะไปขอระดมทุนออนไลน์เพื่อการซ่อมกระจกหน้าต่างของบ้านตัวเองต่อไป และหลังจากนั้นไม่นานก็เกิดแคมเปนจ์ระดมทุนเพื่อช่วยซ่อมกระจกหน้าต่างบ้าน โดยมีเป้าหมายการระดมทุนที่ 200 ปอนด์ขึ้นมาใน GoFundMe ซึ่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นยอดการระดมทุนก็ทะลุเป้าหมายไปแล้ว โดยระดมทุนได้มากกว่า 2,000 ปอนด์แล้ว…เห้ย! แบบนี้ก็ได้เหรอ?

Tinder-date-poo-pick-acciden3

แคมเปญจ์ระดมทุนของ Liam SMyth บนเว็บไซต์ GoFundMe

อย่างไรก็ตามยอดบริจาคที่เกินจาก 200 ปอนด์นั้น Liam Smyth ได้อัพเดตไว้ใน GoFundMe ว่ายอดเหล่านี้จะถูกนำไปบริจาคให้กับสองมูลนิธิ และที่เป็นข่าวดีไปกว่านั้นคือทั้ง Liam และสาวนักยิมนาสติกคนนั้นยังคงเดตกันต่อ โดยล่าสุดเขาได้พาเธอไปเที่ยวที่ Nandos ด้วย

ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่จบลงได้อย่างแฮ๊ปปี้เอ็นดิ้งอยู่ แม้ระหว่างเรื่องราวมันก็จะมีความป่วยๆ นิดนึง เอาเป็นว่าหลังจากนี้ใครเพิ่งเดนแรกกับใครผ่าน Tinder ก็อย่าลืมสำรวจยุทธศาสตร์ให้แม่นก่อนกันพลาดกันเหนียวกันเอาไว้ หรือใครที่เคยประสบปัญหาแบบเดียวกัน เว็บไซต์ระดมทุนต่างๆ ในโลกอาจช่วยคุยได้นะ แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องใจร้ายพอประมาณเลยที่จะนำเรื่องแบบนี้มาเปิดเผยเพื่อขอระดมทุนได้ – -“

 

from:https://www.appdisqus.com/2017/09/06/iiam-smyth-tinder-date-story-gofundme.html

BBC เตรียมลงทุนผลิตคอนเทนต์สำหรับเด็กเพิ่มเติม เน้นช่องทางออนไลน์มากขึ้น

BBC นั้นลงทุนกับทรัพยากรในการทำสื่อการเรียนรู้เพื่อเด็กมาโดยตลอด แต่ในช่วงหลังกลับโดน Netflix, Amazon, Google แย่งพื้นที่ไป เนื่องจากเด็ก ๆ ชอบคอนเทนต์แบบออนดีมานด์มากกว่าโปรแกรมทีวี แต่แม้จะออกแอพ iPlayer Kids มาช่วยเสริมแล้วก็ไม่เป็นผลนัก

BBC จึงได้เตรียมลงทุนครั้งใหญ่ในกลุ่มบริการสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในแผนประจำปี 2017 โดยในอีกสามปีข้างหน้า BBC จะเพิ่มงบจาก 110 ล้านปอนด์เป็น 124.4 ล้านปอนด์ในการสนับสนุน โดยเงินที่นำมาลงทุนเพิ่มเติมนั้นจะนำมาสนับสนุนการทำคอนเทนต์หลายส่วน ตั้งแต่ทีวีซีรีย์ ไปจนถึงภาพ, วิดีโอ, พ็อดคาสท์, เกม, แอพ, ควิซ, blog, vlog, guide

เหตุผลที่ BBC สามารถนำเงินมาลงทุนกับรายการสำหรับเด็กได้มากขึ้นเนื่องจากบริษัทสามารถประหยัดเงินจากหลายส่วน ตัวอย่างเช่นการปิดส่วนที่ไม่ทำเงินอย่าง BBC Food และ Newsbeat

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/93694

เก๋มาก! “โอกาสขาย-สร้าง content” คว้าได้จากกระแส Buzz

ข่าวที่ดังไปทั่วโลกช่วงสัปดาห์นี้หนีไม่พ้นช่วงเวลาที่ศาสตราจารย์มหาวิทยาปูซาน ถูกลูกสาวตัวน้อยน่ารักโผล่มาขัดจังหวะขณะให้สัมภาษณ์สดเรื่องการเมืองกับสำนักข่าว BBC หลังจากนั้นไม่นาน content เก๋ไก๋เกี่ยวกับลูกสาวน่าเอ็นดูก็ทยอยแจ้งเกิด ซึ่งนำไปสู่โอกาสมากมายทั้งการขายสินค้า การตลาด รวมถึงการหางานทำเพื่อรายได้ในอนาคต

ย้อนกลับไปช่วงวันที่ 10 มีนาคม 2560 โลกเกิดกระแส Buzz ชิ้นใหญ่เมื่อโรเบิร์ต เคลลี นักวิชาการชาวอเมริกาที่ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่เกาหลี กำลังให้สัมภาษณ์ผ่าน Skype เกี่ยวกับประเด็นการถอดถอนประธานาธิบดีปาร์คกึนเฮแห่งเกาหลีใต้ โดยออกอากาศสดทางสถานี BBC ของอังกฤษ แต่แล้วลูกน้อย 2 คนก็เข้ามาป่วนจนกลายเป็นคลิปน่ารักที่คนพูดถึงกันทั่วโลก

หนูน้อยเสื้อสีเหลืองที่โบกไม้โบกมืออย่างน่ารักให้หน้าจอด้วยความอยากรู้อยากเห็น บวกกับวินาทีที่ภรรยาของเขาซึ่งเป็นคุณแม่ของเด็กน้อยวิ่งถลาเข้ามาในห้องอย่างตกอกตกใจนั้นให้อารมณ์สุดฮา โดยเฉพาะเมื่อเธอรีบดึงลูกทั้ง 2 คนออกไปจากห้อง แล้วปิดประตูปล่อยให้สามีทำหน้าที่ต่อ

คลิปเหตุการณ์น่ารักกลายเป็นวิดีโอที่มีผู้ชมทั่วโลก BBC News โพสต์วิดีโอชิ้นนี้ขึ้น YouTube จนมีผู้ชมมากกว่า 21 ล้านครั้ง หลายคนหลงรักในความน่าเอ็นดูของเด็กน้อย แน่นอนว่า Buzz ยิ่งใหญ่เช่นนี้เป็นโอกาสดีของการสร้าง content ที่ทำให้คนสนใจ

@audrakath คือหนึ่งในบุคคลที่สามารถโหนกระแส Buzz ครั้งนี้ได้อย่างโดดเด่น เธอนำภาพของหนูน้อย พร้อมข้อมูลสินค้าที่จะทำให้ผู้ซื้อสามารถแปลงร่างเป็นหนูจิ๋วลูกศาสตราจารย์ในพริบตา ข้อมูลแบรนด์พร้อมราคาถูกแสดงในรูปภาพกราฟิก ก่อนจะแชร์ไปยัง Twitter พร้อมข้อความว่า “steal her look: marion kelly”

โพสต์ของ @audrakath ถูก retweet อีกมากกว่า 3,200 ครั้ง ได้รับ Like มากกว่า 3,300 ครั้ง เมื่อกระแสแรงเข้า ก็เริ่มมีการโต้ตอบกับบริษัทสื่อออนไลน์ใหญ่อย่าง @BuzzFeed ว่าตัวเองยินดีรับจ้างทำ content (@BuzzFeed hire me)

โพสต์ของ @audrakath เรียกว่าครบเครื่องหากมองในเชิงการตลาด และหากมองในมุมผู้สร้าง content นี่ถือเป็นกรณีศึกษาเรื่องการโหนกระแส Buzz ที่น่าสนใจมากจริงๆ เพราะแม้แต่ผู้กำกับดังอย่างเต๋อ นวพล ยังแชร์ภาพนี้พร้อมบอกว่า “ชอบมาก”

ที่มา: @audrakath

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/buzz-content-bbc/

6 ปีผ่านไป Google แบนเว็บไซต์นับล้าน ทำเนียบขาว นาซ่า โดนฟ้องไปด้วย

ตั้งแต่ปี 2011 จนถึงตอนนี้ Google รับคำร้องขอลบการทำ Index เว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มากกว่า 2,000 ล้าน URLs เพื่อไม่ให้เว็บไซต์เหล่านั้นแสดงผลบนการจัดอันดับของ Google ที่น่าแปลกใจคือ เว็บไซต์ของรัฐบาลและเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียงหลายเว็บ เช่น เว็บทำเนียบขาว เว็บนาซ่า ต่างถูกฟ้องร้องด้วย

รายงานความโปร่งใสของ Google ได้อัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์ต่างๆ ระบุว่า ตั้งแต่ Google เปิดให้ยื่นคำร้องกรณีที่เว็บไซต์ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ จนถึงตอนนี้ผ่านมาแล้ว 6 ปี พบว่ามีเว็บไซต์ที่ถูกแบนโดย Google รวมแล้วกว่า 2,130 ล้าน URLs ส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์มากกว่า 1,000 ล้านเว็บไซต์

จากกราฟด้านล่าง แสดงให้เห็นว่า ส่วนใหญ่ Google จะยอมรับคำร้องขอลบ URL จะมีเพียงประมาณ 5% เท่านั้นที่ปฏิเสธคำร้องเนื่องจากเป็นคำร้องซ้ำซ้อน URL ไม่มีอยู่จริง หรือต้องสงสัยว่าเป็นการก่อกวน

จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าค่าเฉลี่ยของคำร้องในเดือนมกราคม 2015 อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านคำร้องต่อวัน ในขณะที่ปัจจุบันนี้ ปริมาณคำร้องเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า กลายเป็นมากกว่า 20 ล้านคำร้องต่อวันเป็นที่เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม อัตราการเพิ่มของคำร้องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด แต่ที่น่าแปลกใจคือ เว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง ที่ไม่คิดว่าจะมีเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น ทำเนียบขาว นาซ่า กระทรวงยุติธรรม BBC Netflix กลับถูกฟ้องร้องหลายสิบครั้ง แต่ Google ไม่ได้ลบ URL เว็บเหล่านี้ทิ้งแต่อย่างใด

การใช้ Google เพื่อแบนไม่ให้คนสามารถค้นหาเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ นับว่าเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการต่อสู้กับเว็บไซต์ที่น่ารังเกียจเหล่านั้น เนื่องจากเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่มักจะมีหลายโดเมน และใช้หลายเทคนิคเพื่อหลบหลีกการบล็อกของ ISP

ที่มา: http://www.zdnet.com/article/google-asked-to-blacklist-a-million-pirate-websites-but-they-include-white-house-nasa/

from:https://www.techtalkthai.com/google-takedowns-million-pirate-websites/