คลังเก็บป้ายกำกับ: BOOKS

ตลาดหนังสือในจีนเตรียม Shift หลังประชากรในประเทศอ่านบน Digital Platform เกินครึ่ง

การอ่านเป็นพื้นฐานในการเพิ่มพูนความรู้ให้กับประชากรในประเทศ ยิ่งปัจจุบัน Digital Content ต่างๆ เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นคงไม่แปลกที่วิวัฒนาการของการอ่านในประเทศจีนจะไปในฝั่งดิจิทัลมากขึ้น ผ่านยอดการเติบโตถึง 8 ปีซ้อน

ภาพจาก Flickr ของ Institute of Network Cultures

อ่านหนังสือดิจิทัล 3.21 เล่ม/ปี

จากการสำรวจของ Chinese Academy of Press and Publication พบว่า ในปี 2559 ประชากรชาวจีนในประเทศมีถึง 79.9% ที่เป็นคนอ่านหนังสือ ผ่านการอ่านเกิน หรือเทียบเท่าค่าเฉลี่ยที่ 7.78 เล่ม/คน/ปี ซึ่งค่าเฉลี่ยนี้เพิ่มขึ้นจากปี 2558 เล็กน้อยอีกด้วย ผ่านการอ่านหนังสือแบบเล่ม 4.65 เล่ม และแบบ E-Book อีก 3.21 เล่ม

และถ้าเจาะไปที่การอ่านผ่าน Digital Platform เช่น Smartphone, Tablet รวมถึงตามหน้าเว็บไซต์ของคอมพิวเตอร์ จะพบว่ามีถึง 68.2% ของประชากรที่เริ่มอ่านรูปแบบนี้แล้ว โดยเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับปี 2558 และเป็นการเติบโตของการอ่านผ่านวิธีนี้ถึง 8 ปีติดต่อกัน ผ่านการอ่านกว่า 57.22 นาที/วัน

ขณะเดียวกันการอ่านผ่าน Smartphone ของชาวจีนยังมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 74.4 นาที/วัน เพิ่มขึ้น 12.19 นาทีเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่น่าสนใจคือการอ่านบทความบน WeChat ที่ใช้เวลาถึง 26 นาที/วัน และในชานเมืองก็มีการอ่านบทความ และข่าวสารบนโลกออนไลน์ใกล้เคียงกับคนในเมืองอีกด้วย

ภาพ pexels

สื่อเก่าอยู่ลำบากถ้าไม่ Go Online

ทางฝั่งสือดั้งเดิม โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ที่มียอดความนิยมในการอ่านลดลงเรื่อยๆ สังเกตจากการอ่านหนังสือพิมพ์ของชาวจีนในประเทศมีเพียง 13.15 นาที/วัน ลดลง 3.86 นาทีจากปี 2558 ส่วนการอ่านนิตยสารก็ลดลดเหลือ 6.61 นาที/วัน ลดลงจากปี 2558 ราว 2.22 นาทีเช่นเดียวกัน

ดังนั้นหากสื่อดั้งเดิมไม่นำเนื้อหาไม่ปล่อยบนโลกออนไลน์ การจะดำรงธุรกิจต่อไปก็คงยาก แต่การนำเนื้อหาต่างๆ ขึ้นไปแล้ว การปรับปรุงให้เข้ากับโลกออนไลน์ก็จำเป็น เพราะหากเอาเนื้อหาขึ้นไปเฉยๆ ความน่าอ่านก็คงไม่มี และผู้บริโภคก็เลือกที่จะอ่านบนช่องทางอื่นๆ ในโลกออนไลน์ที่มีจำนวนมากแทน

สรุป

ตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ และหนังสือคงต้องปรับตัวกันครั้งใหญ่ จะอยู่นิ่งๆ ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว และเชื่อว่าเทรนด์นี้จะไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยเร็วขึ้นแน่นอน เพราะปัจจุบัน Smartphone และอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างพร้อม ทำให้ผู้บริโภคออนไลน์กันมากขึ้น เหลือเพียงแต่รอคอนเทนต์ดีๆ เข้ามาตอบโจทย์ความต้องการ

อ้างอิง // People Daily, China Internet Information Center

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/books-goes-digital-platform-in-china/

Advertisements

ชวนอ่าน: ทำความรู้จักกับหนังสือ 5 เล่มที่ช่วยพัฒนาทักษะการโน้มน้าวใจให้เก่งขึ้น

ศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจ คืออีกเรื่องที่จำเป็นในตอนนี้ เพราะหากคิดการใหญ่ การจะทำคนเดียวก็ลำบาก แต่ถ้าหาคนมาช่วย แล้วใช้ หรือบริหารไม่เป็นก็จบ ดังนั้นอย่ารอช้า ลองหาหนังสือ 5 เล่มนี้มาอ่านกันเลยดีกว่า

ภาพ pixabay.com

Crystallizing Public Opinion โดย Edward Bernays

ด้วยสื่อในปัจจุบันที่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องโทรทัศน์, นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ รวมถึงสื่อออนไลน์ และแบรนด์สินค้า, บริการ หรือตัวบุคคลเองก็อยากมีพื้นที่บนสื่อเหล่านั้น คงไม่แปลกที่ยุคนี้จะมี PR Agency เกิดขึ้นมาจำนวนมากเช่นกัน เพราะผู้เล่นรายนี้สามารถจับคนที่อยากเป็นข่าว กับคนที่อยากเขียนข่าวมาเจอกันได้

ซึ่งผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือคนนิยามคำว่า Public Relations ตั้งแต่ปี 1923 มาพร้อมๆ กับที่หนังสือเล่มนี้ออก ดังนั้นการหาเล่มนี้มาอ่านก็จะช่วยสร้างการโน้มน้าวใจกับผู้อื่นเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ตนเองได้ง่ายขึ้น เพราะมีหลักการเบื้องต้นในการทำประชาสัมพันธ์อยู่ในมือ

The Crowd: A Study of the Popular Mind โดย Gustav Le Bon

เล่มนี้อาจจะเก่าไปซักนิด แต่ถ้าใครได้หามาอ่านได้ก็คงช่วยเพิ่มทักษะการโน้มน้าวใจได้ไม่น้อย เพราะเล่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของ Sigmund Freud จิตแพทย์คนแรกๆ ของโลก ในการสร้างทฤษฎีต่างๆ และทฤษฎีเหล่านั้นก็ถูกนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันด้วย

โดยเฉพาะกับเทคนิคการล้างสมองคนหมู่มากเพื่อให้ทำการอะไรบางอย่าง ทำให้หากใครที่จำเป็นต้องมีอำนาจ และสั่งการให้คนหมู่มากทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เล่มนี้น่าจะช่วยให้งานเหล่านั้นเสร็จเร็วขึ้น เพราะผู้สั่งมีพลังในการโน้มน้าวใจ จนผู้ถูกสั่งไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองกระทำนั้นถูกบังคับ

Trust Me, I’m Lying: Confessions of a Media Manipulator โดย Ryan Holiday

ถ้าเปรียบ Crystallizing กับ The Crowd เป็นตำราชั้นครูในยุคก่อน Trust Me เล่มนี้ก็เปรียบเหมือนตำรายุคใหม่ ที่จะกล่าวถึงการโน้มน้าวใจผ่านโลกดิจิทัล เพราะผู้เขึยนคืออดีตผู้บริหารด้านการตลาดของแบรนด์เสื้อผ้า American Apparel ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจในโลกดิจิทัลช่วงศตวรรษที่ 20

และเพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัล หนังสือเล่มนี้จึงใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความเร็วไว้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายข่าวสารบนโลกออนไลน์ และทำเงินให้ได้อย่างรวดเร็วจากช่องทางนั้น ซึ่งกลุ่ม Startup น่าจะเหมาะกับเรื่องนี้ เพราะหากมีไอเดียพลั่งพลู แต่เงินน้อย การมีทักษะโน้มน้าวใจให้นักลงทุนซื้อไอเดีย เพื่อนำเงินมาต่อยอดก็เป็นเรื่องจำเป็น

ภาพ pixabay.com

Age of Propaganda: The Everyday Use and Abuse of Persuasion โดย Anthony Pratkanis และ Elliot Aronson

กว่า Anthony Pratkanis และ Elliot Aronson เขาทั้งสองได้ศึกษามุมมอง และแนวคิดของอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะการจูงใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนักโฆษณา, นักการเมือง, นักขาย, นักการตลาด รวมถึงทนายความที่ไม่เคยแพ้ใคร เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล และสร้างข้อมูลพิสูจน์เรื่องการโน้มน้าวที่แท้จริงต้องทำอย่างไรบ้าง

The Attention Merchants: The Epic Scramble to Get Inside Our Heads  โดย Tim Wu

หลังจากอ่านเรื่องทฤษฎีกันไปทั้งหมดแล้ว คราวนี้ลองมาอ่านเป็นนิยายกันบ้าง เพราะเรื่อง The Attention Merchants ผู้เขียนได้สอดแทรกข้อมูลเรื่องใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซึ่งธุรกิจใดที่อยู่ได้ การโน้มน้าวใจก็คือเรื่องจำเป็น

ทั้งนี้ทุกเรื่องที่กล่าวมายังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย แต่บางเล่มสามารถสั่งซื้อผ่านร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เช่น Kinokuniya หรือ Asia Books ได้ รวมถึงหากต้องการอ่านแบบดิจิทัลก็สามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Books หรือ Kindle ได้เช่นกัน

อ้างอิง // 5 books that will help you become more persuasive

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-books-for-persuasion/

พบกับหนังสือ 11 เล่มที่ Barrack Obama อดีตประธานาธิบดีสหรัฐชวนให้ทุกคนต้องอ่าน

รู้หรือไม่? อดีตประธานาธิบดีหมาดๆ อย่าง Barack Obama ก็เป็นหนอนหนังสือเช่นกัน แล้วถ้าอยากเก่ง และวางตัวได้ดีแบบเขา ทำไมไม่ลองมาศึกษาผ่านหนังสือ 11 เล่มที่เขาแนะนำให้ลูกสาวเขาอ่านกันล่ะ

ภาพ pixabay.com

1.The Naked and the Dead โดย Norman Mailer

เล่มนี้ติดหนังสือนวนิยายภาษาอังกฤษยอดเยี่ยม 100 อันดับแรกของศตวรรษที่ 20 ดังนั้นคงไม่แปลกที่อดีตประธานาธิบดีจะแนะนำให้อ่าน เพราะมันอ้างอิงถึงเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สร้างเหตุการณ์จำลองที่กองทหารอเมริกันต้องไปขับไล่ญี่ปุ่นที่หมู่เกาะสมมติ Anopopei และถ้าใครสนใจ หนังสือเล่มนี้ก็เคยทำเป็นภาพยนตร์ในชื่อเรื่องเดียวกันอีกด้วย

2.One Hundred Years of Solitude โดย Gabriel Garcia Marquez

ส่วนเล่มนี้จะเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของครอบครัว Buendia โดยจะเล่าเรื่องของความคัดแย้งระหว่างการอยู่โดดเดี่ยว และการโหยหาความรัก ความเข้าใจ ซึ่งทั้งสองเรื่องสะท้อนถึงการเป็นอยู่ในชีวิตยุคสมัยปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

**เล่มนี้มีแปลเป็นภาษาไทยชื่อเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สามัญชน**

3.The Golden Notebook โดย Doris Lessing

อยากสร้างแรงบันดาลใจเหรอ ลองเล่มนี้เลย เพราะเล่มนี้จะเป็นนวนิยายที่กล่าวถึงสาวชื่อ Anna ที่เป็นนักเขียนที่โด่งดัง และจดบันทึกอยู่ 4 เล่ม ประกอบด้วยเล่มสีดำที่เกี่ยวกับชาวแอฟริกัน, เล่มสีแดงที่เกี่ยวกับการเมือง, เล่มสีเหลืองที่เกี่ยวกับหญิงแกร่ง และเล่มสีฟ้าที่เป็นบันทึกส่วนตัวของเธอ จนกระทั่งเธอพบรักกับหนุ่มอเมริกัน เธอจึงเอาเนื้อหาทั้ง 4 เล่มมารวมกัน กลายเป็น Golden Notebook

**ไม่มั่นใจว่าสำนักพิมพ์กำมะหยี่แปลไทยเสร็จเรียบร้อยหรือไม่ เพราะเริ่มโครงการแปลตั้งแต่ปี 2556 แล้ว**

4.The Woman Warrior โดย Maxine Hong Kingston

เล่มนี้กล่าวถึงชีวิตของสาวเชื้อสายจีน-อเมริกัน ที่ดำรงชีวิตอยู่บนขนบธรรมเนียมจีน, ครอบครัวของเธอ และชีวิตในวัยเด็กที่คงปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมที่นั่นได้ลำบาก

5.The Underground Railroad โดย Colson Whitehead

ชีวิตคนผิวสีมันขมขื่นขนาดไหน เล่มนี้เล่าให้ฟังได้ดี เพราะจะเล่าเกี่ยวกับสาวชื่อ Cora ทาสในไร่ฝ้ายแห่งหนึ่งของรัฐจอร์เจีย ว่าต้องพบเจอเรื่องอะไรบ้าง และทำไมเธอถึงต้องหนีออกมา และหนีโดยทางรถไฟใต้ดินตามชื่อเรื่องอีกด้วย แต่ตอนจบจะเป็นอย่างไรต้องติดตามกัน

6.Gilead โดย Marilynne Robinson

เหตุการณ์หลังสงครามกลางเมืองช่วงศตวรรษที่ 20 เป็นอย่างไร เล่มนี้เล่าไว้โดยละเอียด ผ่านสายตาของคน 3 ยุคสมัย ทำให้มีความคิดต่างกันอย่างชัดเจน และความเป็นชนอเมริกันที่ปลูกฝังกันมานานจะหายไปหรือไม่ เล่มมีนี้คำตอบ

7.Three-Body Problem โดย Cixin Liu

ชอบนวนิยายแนววิทยาศาสตร์เหรอ เรื่องนี้เล่าได้สุดๆ ไปเลย เพราะเกริ่นถึงเรื่องการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีน แต่ไม่ใช่แค่ล่มสลาย เพราะในเรื่องมีหน่วยทหารลับได้ลักลอบส่งสัญญาณติดต่อกับเอเลี่ยนนอกโลก เพื่อให้ทางนั้นเข้ามาบุกโลก โดยอาศัยจุดแตกหักของชาวเมือง

8.Gone Girl โดย Gillian Flynn

ใครเป็นสายภาพยนตร์ก็คงคุ้นเคยกับเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่ถ้าใครไม่เคยดู แนะนำให้อ่านเอาก็ได้ โดยเล่มนี้เป็นนวนิยายสืบสวนสอบสวน เล่าถึงสามีที่จู่ๆ วันหนึ่งภรรยาของเขาก็หายไป และเหมือนชายหนุ่มคนนั้นจะตกเป็นแพะรับบาป เพราะถูกเข้าใจว่าเป็นคนฆ่าภรรยาของเขาเอง แต่เรื่องจะจบลงอย่างไร ไปอ่านกันเองดีกว่า

**เล่มนี้มีแปลเป็นภาษาไทยชื่อเรื่อง เล่นซ่อนหาย พิมพ์โดยสำนักพิมพ์น้ำพุ**

9.Fates and Furies โดย Lauren Groff

เล่มนี้จะเล่าเรื่องชีวิตหลังการแต่งงาน ว่าจะต้องพบเจออะไรบ้าง และการจะหาพาร์ทเนอร์ที่คุยได้ทุกอย่างรู้เรื่อง รวมถึงผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปด้วยกันมันยากขนาดไหน ที่สำคัญเล่มนี้ได้เล่าถึงวิธีแก้ปัญหา และเผยความลับเรื่องกลเม็ดต่างๆ ในการจัดการปัญหาหัวใจให้อยู่หมัด เพื่อชีวิตคู่ที่ยั่งยืน

10.Song of Solomon โดย Toni Morrison

เป็นเรื่องของคนผิวสีอีกเล่ม ที่อดีตประธานาธิบดีคนนี้เลือกมา เพราะมันเล่าถึงชายหนุ่มผิวสี Macon “Milkman” Dead III ที่ดำรงชีวิตในรัฐมิชิแกน ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ที่สำคัญเล่มนี้ยังได้ถูกบรรจุให้เป็นหนังสือนวนิยายภาษาอังกฤษ 25 เล่มยอดเยี่ยม ประจำศตวรรษที่ 20 อีกด้วย

11.A Bend in the River โดย V.S. Naipaul

เล่มนี้จะเล่าถึงชาวอินเดียนคนหนึ่งที่เติบโตในเมืองเล็กๆ ในประเทศโลกที่สาม ตั้งแต่เด็กจนโต แต่เขาคนนี้ไม่ได้อยู่เฉยๆ สามารถปรับตัวการใช้ชีวิตบนโลกที่ไม่คุ้นเคยได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง // 11 books President Obama thinks everyone should read

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/11-books-that-obama-recommended/

4 เล่มนี้จะทำให้ภาวะผู้นำ และการทำธุรกิจของคุณเปลี่ยนไปตลอดกาล

การอ่านหนังสือตลอดเวลาเป็นอีกนิสัยของผู้นำ รวมถึงนักธุรกิจพันล้านตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน แต่หากอ่านอะไรที่ไม่ได้เสริมสร้างตัวเอง ก็เท่ากับเสียเวลาไปเปล่าๆ ดังนั้นลองมารู้จักกับหนังสือ 4 เล่มที่ช่วยเสริมภาวะผู้นำ และยกระดับธุรกิจกัน

ภาพ pixabay.com

1.Team of Rival โดย Doris Kearns Goodwin

หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับประวัติของ Abraham Lincoln ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา โดยฉายภาพในเรื่องมุมมอง และการปฏิบัติตัวเพื่อเข้ากับสิ่งต่างๆ รอบตัว และพยายามใช้สิ่งเหล่านั้นในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับตนเองด้วย ซึ่ง Bill Creelman ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Spindrift Beverage บอกว่า หนังสือเล่มนี้สามารถนำแนวคิดต่างๆ มาปรับใช้กับการบริหาร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้เลยทีเดียว

2.Thinking Fast and Slow โดย Daniel Kahneman

ใครอยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยา เล่มนี้ค่อนข้างเหมาะ เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทดลองในรูปแบบต่างๆ ของพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อตอบคำถามว่าทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น หรือทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้ ซึ่งหากผู้บริหารรู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมด ก็คงเข้าใจกลุ่มคนระดับปฏิบัติการ หรือระดับบริหารด้วยกันได้ไม่ยาก

3.Siddhartha โดย Hermann Hesse

เคร่งเครียดกับการงานมาเยอะ หนังสือเล่มนี้ก็ช่วยได้ เพราะให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนทางสู่ความสุข และการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งในหนังสือก็จะกล่าวถึงเรื่องความสวยงาม, เงินทอง และเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในมุมต่างๆ ด้วย ซึ่ง Abdur Chowdhury เจ้าของร่วม Aura เล่าให้ฟังว่า สามารถอ่านได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบ เพราะช่วยให้จิตใจสงบนิ่งได้ทันใด

4.The ONE Thing: The Surprisingly Simple Truth Behind Extraordinary Results โดย Gary Keller

ส่วนเล่มนี้จะเล่าถึงการใช้ชีวิตทุกๆ วัน เพื่อเป้าหมายทียิ่งใหญ่ พร้อมกับลืมเรื่องต่างทิ้งไปให้หมด เพื่อสร้างการเดินหน้าที่แท้จริง แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องจริงจังตั้งแต่สิ่งเล็กๆ เพราะสิ่งที่เล็กที่สุด เมื่อนำมารวมกันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ และเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็เช่นกัน

อ้างอิง // These 4 Books Changed These Leaders’ Lives and Businesses for the Better

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-books-for-leader-and-business/

รีวิวหนังสือ: Behavioral Marketing: Delivering Personalized Experience at Scale

1119076579

หากพูดถึงคำว่า”พฤติกรรมผู้บริโภค” หรือ “Consumer Behavior” นักการตลาดหรือแม้แต่คนที่ทำงานด้านแบรนด์โดยทั่วไปคงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร หลายๆ คนคงเรียนวิชานี้กันมาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่ในวันที่ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี, สังคมออนไลน์, การเข้ามาของสมาร์ทโฟนและพฤติกรรมหลายหน้าจอ การทำการตลาดโดยอิงกับพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลักยิ่งกลายเป็นสิ่งจำเป็นกว่าที่เคย

Behavioral Marketing: Delivering Personalized Experience at Scale เป็นหนังสือที่เขียนโดย Dave Walters ซึ่งถือเป็นบุคคลหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงของการตลาดดิจิทัลมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีภายใต้หมวกของบริษัทชั้นนำอันหลากหลาย โดยเฉพาะในฐานะทีมงาน Silverpop ที่ถูก IBM ซื้อกิจการไป ซึ่ง Dave เองก็ได้รวบรวมและกลั่นกลองประสบการณ์ของเขาออกมาเป็นเนื้อหาที่ช่วยให้คนในแวดวงการตลาดดิจิทัลสามารถเข้าใจและนำมุมมองไปประยุกต์ใช้ได้อย่างง่ายๆ

หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งและส่วนก็ประกอบไปด้วยบทย่อยๆ ที่ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น ลองมาดูบางส่วนของหนังสือกันครับ

Part 1: Getting Started with Behavioral Marketing จะปูพื้นและเล่าถึงที่มาและความสำคัญของการทำการตลาดแบบ Behavioral Marketing ซึ่งรวมไปถึงเหตุผลหลักๆ เช่น เป็นการปรับแนวทางในการทำการตลาดให้ทั้งองค์กรสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน และวางกรอบการคิดให้มีความเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคเป็นหัวใจในการออกแบบทุกกิจกรรมเป็นต้น ซึ่งหลายๆ ตัวอย่างใน Part 1 นี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ Comcast หรือ Target ก็มีการอธิบายถึงที่มาที่ไปและวิธีคิดได้อย่างเข้าใจง่ายและน่าติดตาม

จนถึงในส่วนท้ายของ Part 1 ก็เริ่มแตะไปยังเรื่องของการเตรียมตัวเข้าสู่ Behavioral Marketing ซึ่งในส่วนนี้จะมีขั้นตอนและตัวอย่างของการวางแผน 10 ขั้นตอนง่ายๆ เป็นต้น รวมไปถึงบทบาทของทีมงานว่าแต่ละคนควรทำมีหน้าที่อย่างไรเพื่อให้การทำการตลาดรูปแบบนี้ประสบความสำเร็จได้

Part 2: Putting Behavioral Marketing into Action จะเริ่มเข้าสู่เนื้อหาหลัก โดยเริ่มตั้งแต่การอธิบายถึงกระบวนการวางกรอบที่เรียกว่า The “Next Six” ที่จะช่วยให้องค์กรสามารถเริ่มปรับการทำงานได้จากกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยับไประดับที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยผู้เขียนเล่าถึงกระบวนการนี้ผ่านประสบการณ์จริงของตัวเองที่รวมไปถึงการตัดสินใจในแต่ละขั้น

ส่วนที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ เหตุผลที่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งทั้ง 4 ข้อที่ผู้เขียนสรุปมานั้นก็คาดว่าหลายๆ คนก็จะเห็นภาพได้อย่างชัดเจน แต่ส่วนที่น่าสนใจที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของการสร้าง Customer Journey Mapping ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าใจกระบวนการคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มีกรอบที่ช่วยให้เห็นโครงสร้างการคิดที่น่าสนใจหลายรูปแบบ เช่น Four Steps to Greatness ก่อนที่จะเข้าไปที่เรื่องของการวางแผนช่องทาง (Channel-Level Planning) ที่เป็นส่วนที่คนทำงานสามารถจับต้องและประยุกต์ใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนที่เหลือของ Part 2 จะเจาะไปยังรายละเอียดการวางแผนและลงมือทำ เช่น การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า, การสร้างแคมเปญ (Campaign Creation), พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงเรื่องของการวัดผลและปรับปรุง (Measurement and Optimization) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญอีกส่วนที่นักการตลาดหลายคนมักจะมองข้ามไป

Part 3: Success Beyond the Behavioral Marketing Basics จะขยับมาพูดในส่วนที่ต่อยอดจากการลงมือทำ นั่นคือการขับเคลื่อนองค์กรและสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ตามที่วางแผน ซึ่งใน Part 3 นี้จะมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจให้ได้อ่านหลายตัวอย่าง เช่น Spotify, Creative Market และ Delta Air Lines ก่อนที่จะจบด้วยคำแนะนำหรือข้อเตือนใจเพื่อให้ผู้อ่านพึงระลึกไว้เสมอ

Behavioral Marketing: Delivering Personalized Experience at Scale เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับนักการตลาด นักวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหารทั้งระดับกลางและระดับสูง รวมไปถึงธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ จะถูกอธิบายในของหลักการควบคู่ไปกับตัวอย่างจากประสบการณ์จริงของผู้เขียน ซึ่งนอกจากจะเป็นการเรียนรู้หลักวิธีคิดแล้ว ผู้อ่านยังเสมือนได้อ่านบันทึกส่วนตัวของผู้เขียนที่ค่อนข้างเพลินดีอีกด้วย

คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและหาซื้อ Behavioral Marketing: Delivering Personalized Experience at Scale ได้แล้วที่ Asia Books ทุกสาขา หรือเข้าไปสั่งซื้อออนไลน์ได้ง่ายๆ ที่เว็บไซต์ www.asiabooks.com ครับ

unnamed

ขอขอบคุณ Asia Books สำหรับหนังสือดีๆ ที่ให้ทางกองบรรณาธิการ thumbsup ได้รีวิวครับ

from:http://thumbsup.in.th/2016/01/book-review-behavioral-marketing/

แนะนำหนังสือใหม่ Smartcuts: How Hackers, Innovators, and Icons Accelerate Success

Capture

“Smartcuts: How Hackers, Innovators, and Icons Accelerate Success” เห็นชื่อหนังสือแล้วอาจจะดูเนื้อหาหนัก และเอนไปทางฝั่งของมนุษย์คอมพิวเตอร์หรือเหล่า startup จนทำให้คุณไม่อยากแตะมัน แต่ผมขอบอกเลยว่าเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มันกลับกว้างพอที่ใครก็สามารถหยิบมาอ่านได้ และเชื่อว่าตัวอย่างหรือแนวคิดต่างๆ ที่อยู่ในเล่มนี้จะเปิดโลกทัศน์ให้กับผู้อ่านได้อย่างไม่น่าเชื่อ

Capture

Shane Snow ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จัดได้ว่าเป็นอีกคนที่คลุกคลีอยู่กับโลกของเทคโนโลยีมาตั้งแต่อายุน้อยๆ สิ่งที่เขารวบรวมมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ถือว่าเป็นการ“คิดต่าง”ที่น่า“คิดตาม”มาก เขาพยายามที่จะรวบรวมผลงานวิจัย, คำพูดจากผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดชั้นนำของโลก รวมไปถึงการสังเกตจากประสบการณ์ของเขาเองมาเล่าในมุมมองที่อาจจะขัดแย้งกับหลายๆ สิ่งที่เราคุ้นเคยกันอยู่ แต่หากเราลองคิดตามแล้ว เราจะเห็นว่าที่บุคคลหลายๆ คนบนโลกนี้สามารถประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ มันพอจะมี pattern หรือรูปแบบที่มีความคล้ายคลึงกันอยู่ และเขาเรียกสิ่งนั้นว่า “Smartcuts”

Smartcuts ถูกนิยามสั้นๆ ว่าจริงๆ แล้วมันก็คือ shortcuts (หรือทางลัด) ที่มีเรื่องของ integrity (หรือหลักคุณธรรม) ผสมเข้าไปด้วย เขาพยายามชี้ให้เห็นว่าการที่คนประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วนั้น เป็นเพราะคนเหล่านี้ไม่เดินตามเส้นทางที่คนส่วนใหญ่เลือกเดินหรือคิดในมุมมองที่คนส่วนใหญ่คิด Shane Snow ได้พยายามรวบรวมหลายๆ ตัวอย่างที่น่าสนใจและทำให้เราอดคิดตามไม่ได้ว่า “ทางลัดที่มีคุณธรรม”ที่ว่านี้มันมีอยู่จริง หรือแค่เป็นเรื่องบังเอิญ

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ทำไมประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาถึงมีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าวุฒิสมาชิก ทั้งๆ ที่โดยปกติแล้วการจะเป็นประธานาธิบดีได้นั้นมักจะต้องเป็นวุฒิสมาชิกมาก่อน แต่อายุของวุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกากลับมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 62 ปี ในขณะที่อายุเฉลี่ยของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกากลับอยู่ที่ 55 ปีเท่านั้น เขาเหล่านี้ทำได้อย่างไร?

ส่วนในฝั่งของคนที่อยากเริ่มธุรกิจของตัวเอง รวมไปถึงกลุ่ม startup นั้น เขามีแนวคิดเรื่องการมี mentor หรือผู้ให้คำแนะนำอยู่เช่นกัน รวมไปถึงตัวอย่างว่าความสัมพันธ์กับ mentor แบบไหนที่จะหนุนให้ประสบความสำเร็จได้

นอกจากนั้นเขายังได้มีการสรุปให้คิดตามในเรื่องของความก้าวหน้าในอาชีพการงานว่า คนที่“ไต่บันได”ในสายงานเดิมๆ มีโอกาสจะโตช้ากว่าคนที่“เปลี่ยนบันได”อยู่เป็นระยะๆ ซึ่งสำหรับรายละเอียดนั้นผมคงขอไม่เล่า แต่อยากแนะนำให้ชาว thumbsupers ลองไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูนะครับ

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร? – เหมาะกับคนที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพสูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คนที่มีความเชื่อว่าตัวเองมีจุดมุ่งหมายในชีวิตแต่ทุกวันนี้ยังไปไม่ถึง คนที่อยากท้าทายสิ่งที่เป็นอยู่เพื่อหาทางเดินที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม คนที่กล้าท้าทายความคิดหรือความเชื่อเดิมๆ และถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะเหมาะกับวงกว้าง แต่เนื้อหาหลายๆ ส่วนมีการใช้คำศัพท์หรือตัวอย่างที่ค่อนข้างลงลึกเชิงเทคนิค อาจจะต้องใช้ความพยายามเล็กน้อยในการทำความเข้าใจ เช่น การทำงานของทรานซิสเตอร์ที่เปิดกับปิดตามคำสั่งไฟฟ้า หรือ Twitter ถูกเขียนจาก Ruby เป็นต้น แต่ขอยืนยันอีกครั้งว่าโดยภาพรวม สิ่งที่ Shane Snow พยายามเล่านั้นเป็นเรื่องของวิธีคิดที่เป็นส่วนสำคัญของตัวหนังสือมากกว่าตัวอย่างเหล่านี้

ยังไงก็ลองหามาอ่านกันดูนะครับและสำหรับใครที่อ่านแล้วชอบหรือไม่ชอบอย่างไรลองมาเล่าสู่กันฟังดูนะครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วผมยก Smartcuts ให้เป็นเล่มหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดของปีนี้เลยครับ

ภาพปกและรายละเอียดผู้เขียนจาก Amazon

from:http://thumbsup.in.th/2014/10/book-recommendation-smartcuts/

ห้องสมุดในรัฐ Texas ประกาศ “ขอโทษที ห้องสมุดนี้ไม่มีหนังสือ!” เพราะทุกอย่างกลายเป็นดิจิตอลแล้ว

1456720_536387756455267_624483247_n_610x412

กระแสการหันมาอ่านหนังสือในรูปแบบดิจิตอลยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อดีหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นราคาที่ถูกกว่า ความสะดวกในการพกพา ความสามารถในการเข้าถึงบนอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มคุ้นเคยกับหนังสือรูปแบบไร้กระดาษนี้มากขึ้น แต่ล่าสุดห้องสมุดแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัสก็ได้แหกคอกด้วยการกำจัดหนังสือกระดาษทิ้งเพื่อหันสู่การเป็นห้องสมุดดิจิตอลเต็มตัวแล้ว

ห้องสมุด BiblioTech ในย่าน Bexar County ในรัฐ Texas ของสหรัฐอเมริกาน่าจะกลายเป็นห้องสมุดดิจิตอลเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรกในโลก ซึ่งข้างในห้องสมุดแห่งนี้ไม่มีหนังสือในรูปแบบกระดาษแม้แต่เล่มเดียว แต่กลับเต็มไปด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยห้องสมุดแห่งนี้เกิดจากการผลักดันของผู้พิพากษาที่ชื่อ Nelson Wolff ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เคยผลักดันให้มีการสร้างห้องสมุดปกติในย่านเดียวกันนี้ในช่วงปี 1990 ด้วยเงินทุนกว่า 38 ล้านเหรียญ หรือเกือบ 1,200 ล้านบาท

ห้องสมุด BiblioTech นี้จะมีต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำกว่าห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือกระดาษเพราะใช้คนในการดูแลน้อยกว่า รวมถึงต้องการพื้นที่น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดย BiblioTech ถูกสร้างในย่านที่มีประชากรกว่า 63% เป็นชาวลาตินอเมริกา ซึ่งในบ้านส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ดังนั้นห้องสมุดแห่งนี้จะเปิดให้ยืม e-reader ราคาประหยัดกลับบ้านได้ด้วย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการอ่านได้สะดวกขึ้น ในขณะเดียวกัน คอมพิวเตอร์ในตัวห้องสมุดยังเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น และหลายๆ คนได้เริ่มเขียนบล็อกของตัวเองเป็นครั้งแรกที่นี่

1453362_536387589788617_2030912130_n_610x436

โครงการห้องสมุดดิจิตอลแห่งนี้ใช้เงินลงทุนราว 2.4 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 75 ล้านบาทเท่านั้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ หนังสือที่ใหม่มากๆ จะยังไม่มีให้บริการเนื่องจากราคาที่สำนักพิมพ์จำหน่ายนั้นยังสูงมาก นอกจากนั้นหนังสือจำนวนมากก็ยังไม่ถูกแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิตอล รวมถึงประชาชนบางส่วนก็ยังต้องการประสบการณ์ในการอ่านแบบกระดาษอยู่

Wolff คาดหวังว่าห้องสมุดแห่งนี้จะมีผู้มาใช้บริการถึง 100,000 คนภายในปีแรกและมีแผนที่จะลงทุนสร้างห้องสมุดรูปแบบเดียวกันนี้เพิ่มอีกในอนาคตอันใกล้นี้

ลองมาดูบรรยากาศในห้องสมุดนี้ในคลิปนี้กันครับ

http://www.cbsnews.com/common/video/cbsnews_player.swf

ความเห็นผู้แปล

ส่วนตัวแล้วผมยังไม่แน่ใจในบทบาทของห้องสมุดรูปแบบนี้ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เนื่องจากการที่ห้องสมุดมีการเปิดให้ยืม e-reader กลับบ้านได้ หรือเมื่อห้องสมุดไม่มีหนังสือให้ค้น ผู้ใช้บริการอาจจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพื้นที่ในห้องสมุดมากอย่างที่เคยเป็นมาอีกต่อไป นั่นหมายถึงว่าผู้ใช้บริการจะมาเพียงแค่ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น มายืมหรือคืน e-reader, มาเช่าหนังสือใหม่ หรือมาส่งซ่อมตัว e-reader เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมีบางกลุ่มมาอาศัยคอมพิวเตอร์ในห้องสมุดนี้ในการค้นคว้าข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตหรือมาประชุม แต่ด้วยบทบาทอย่างหลังนี้ ร้านกาแฟหรือร้านอินเทอร์เน็ตทั่วไปก็สามารถตอบโจทย์ได้เช่นกัน ดังนั้น บทบาทของห้องสมุดอาจจะไม่เด่นชัดเท่าที่เคยเป็นมาในอดีตอีกต่อไป

ในอีกมุมหนึ่ง การที่ห้องสมุดทั่วไปหันมาผลักดันหนังสือรูปแบบดิจิตอลมากขึ้นน่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วขึ้น ซึ่งนั่นก็น่าจะส่งผลให้ต้นทุนและราคาของหนังสือและอุปกรณ์ต่างๆ ลดลงและกลายเป็นตัวหนุนให้คนหันมาใช้งานมากขึ้นด้วย หากห้องสมุดรูปแบบนี้มีมากขึ้นและกระจายไปทั่วโลก เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่เป็นรูปธรรมภายในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

ที่มา: CNET

from:http://thumbsup.in.th/2013/11/digital-library-in-texas/