คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

Petya : ransomware เรียกค่าไถ่ที่ไม่มีวันจ่ายได้ ภัยใกล้ตัวที่ทุกองค์กรต้องระวัง!!!

สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ของ Ransomware : Petya ต้องบอกว่า สร้างความเสียหายไปไกลมากแล้วค่ะ และวันนี้เรามีมุมมองดี ๆ จาก “คุณปกรณ์ ลี้สกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Finema ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Enterprise Solution กว่า 10 ปีมาฝากกันเกี่ยวกับกรณีของ Petya เชิญท่านผู้อ่านติดตามได้เลยค่ะ

นับเป็นเหตุการณ์ช็อคโลกครั้งที่ 2 ในรอบ 2 เดือน สำหรับ Ransomware
ครั้งแรกในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็คือ Wannacry มีคอมพิวเตอร์ถูกเรียกค่าไถ่เป็นจำนวนกว่า 230,000 เครื่อง ใน 150 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือหน่วยงาน Britain’s National Health Service (NHS)
แต่ในช่วง 24 ชั่วโมงนี้คงต้องบอกว่า Ransomware กลับมาดังอีกรอบกับ “Petya” เพราะ Global Company ขนาดใหญ่ต่างโดนกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง WPP, Mondelez, DPA Piper หรือแม้แต่บริษัทขนส่งระดับโลกอย่าง Mersk

Ransomware เป็น malware ประเภทหนึ่งที่จับข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเป็นตัวประกัน
Petya จับข้อมูลของเราเป็นตัวประกัน สามารถไถ่ข้อมูลคืนได้ด้วยการชำระเงิน 300 เหรียญสหรัฐ ในหน่วยของ BTC หรือ Bitcoin ไปที่ ‘1Mz7153HMuxXTuR2R1t78mGSdzaAtNbBWX’’
เมื่อโอนเงินเสร็จแล้วให้ส่งข้อมูลการโอนไปที่ wowsmith123456@posteo.net เพื่อแลกกับรหัสปลดล็อคข้อมูล
แต่ทว่า email ดังกล่าวถูกทาง posteo ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ email แบนไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากนำมาใช้ในทางที่ไม่ควร ดังนั้นถ้าโอนเงินไป ก็ไม่ได้ข้อมูลคืน
โดย Petya แจ้งช่องทางติดต่อไว้เพียงทางเดียว แปลว่า ผู้ที่ติด Petya หลังจากนี้ก็บอกลาข้อมูลในเครื่องตัวเองไปได้เลย

แล้วเจ้า Petya เนี่ยมันติดกันอย่างไรล่ะ?

Petya แพร่กระจายผ่านช่องโหว่ที่เรียกว่า EternalBlue vulnerability (ซึ่งถูกเจาะโดย Hacker ที่เรียกตัวเองว่า Shadow Broker) หรือผ่าน Administrative Tools บน Microsoft Windows แปลว่าถ้าคุณใช้ MacOSX หรือ Linux ณ ตอนนี้คุณก็จะยังคงสบายใจไร้กังวลจาก Petya (Petya ยังไม่ออก version สำหรับ MaxOSX, Linux)
ส่วนอนาคตยังไม่มีใครรู้

แล้วป้องกันอย่างไรได้บ้าง?

Microsoft ส่ง Patch มาแก้ไขแล้ว ที่นี่ https://blogs.technet.microsoft.com/msrc/2017/05/12/customer-guidance-for-wannacrypt-attacks/ และก็ Disable Protocol อายุ 30 ปี อย่าง SMBv1 ออกจาก Windows ของคุณ ตามบล็อคนี้เลย https://blogs.technet.microsoft.com/filecab/2016/09/16/stop-using-smb1/
บริษัท PT-Security จาก UK ค้นพบว่าให้สร้างไฟล์ C:\Windows\perfc เป็น read-only file แล้ว Petya จะไม่ทำงาน แต่มันจะไม่ได้ป้องการการติดต่อไปยังเครื่องอื่น
อ่านได้จาก https://bit.ly/WhyPetyaWhy
Petya จะทำการ encrypt ข้อมูลหลังจาก reboot เครื่อง ดังนั้นเมื่อติดแล้วอย่า restart หรือ power off เด็ดขาด ให้รีบย้ายข้อมูลสำคัญทั้งหมดออกมา โดยการนำ Harddisk ไปต่อกับเครื่องอื่น หรือใช้ recovery tools ต่างๆ

แล้วถ้าใช้ Cloud จะติด ransomware ได้มั้ย

Cloud มีหลากหลายประเภทและผู้ให้บริการ สอบถามรายละเอียดระบบ หรือ การให้บริการของผู้ให้บริการให้ชัดเจนว่า support ถึงจุดไหนหรือกรณีใดบ้าง Cloud ที่คนส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจจะเป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ IaaS, PaaS และ SaaS

SaaS และ PaaS มีโอกาสเจอ ransomware สำหรับผู้ให้บริการที่ใช้ Windows OS รันระบบ
IaaS ที่ติดตั้งระบบ Windows OS ลงบน Virtual Machine ก็ต้องระมัดระวังและป้องกันเป็นพิเศษเช่นกัน
จริง ๆ แล้ว malware หรือ virus ไม่ได้มีเฉพาะบน Windows ถ้าเหล่า Hacker รู้ว่าโครงสร้างของ cloud แต่ละที่ว่าใช้ OS อะไรรันระบบ Cloud เช่น AWS-Citrix, Rackspace-Openstack และบริษัท Cloud ในไทยส่วนใหญ่ใช้ VMware – vCloud แทบจะ 100%
ศึกษากรณี malware attack VMWare Virtual Machine ได้ที่ https://www.cnet.com/news/crisis-malware-targets-vmware-virtual-machines/

แล้วถ้ามี ransomware ตัวอื่นอีกละ จะป้องกันยังไง?

ในชีวิตปกติ หากไม่อยากเสี่ยงติด ransomware พวกนี้ สิ่งที่คุณเรียนรู้และปฏิบัติคือ
– ไม่ click ลิ้งที่ไม่รู้จักหรือตรวจสอบที่มาไม่ได้ จาก email, Ads หรือแม้แต่จาก Line Chat
– ตรวจสอบการสำรองข้อมูล (Backup) ข้อมูล เรามักจะไม่เห็นค่าความสำคัญของข้อมูลจนกระทั่งสูญเสียมันไป
– ศึกษาเพิ่มเติมเรื่องการสำรองข้อมูลในรูปแบบต่างๆ เช่น Daily Backup ลงบน external harddisk, backup ขึ้น cloud
– หากเป็นระบบหรือ services ที่ต้อง run ตลอดเวลาให้ศึกษาเกี่ยวกับระบบ DRSite http://www.monsterconnect.co.th/dr-as-a-services-draas-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/
– ศึกษาเรื่องระบบสำรองข้อมูลชนิดต่างๆ และ DRSite ไม่เป็นเพียงการป้องกัน ransomware เท่านั้น ยังป้องกันการสูญหายของข้อมูลอันไม่ว่าจะเกิดจาก
Hardware Error, Software Error, OS Error, Human Error หรือแม้แต่จาก Cybercrime อื่นๆ นอกเหนือจาก Ransomware
– ตรวจสอบและวิเคราะห์ความสำคัญของระบบงานต่างๆ ระบบไหนคือ Critical System and Data และระบบไหนสามารถมี Downtime สูงสุดได้เท่าไร
– Update Anti-Virus Signature อยู่เสมอ
– Update Patched ของ OS อยู่เสมอ

กรณี Petya สอนอะไรบ้าง?

อนาคตแน่นอนว่าจะต้องมี Malware หรือ Virus ตัวใหม่ ออกมาอยู่เสมอ เมื่อตกเป็นเหยื่อแล้วครั้งนึง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โดนอีกครั้ง ดังนั้นหลักสำคัญที่สุด คือ การศึกษาและทำความเข้าใจระบบที่ใช้งานทั้งหมด
ความสำคัญของระบบแต่ละชนิด เช่น ระบบบัญชี ระบบดูแลลูกค้า ระบบ POS หรือระบบ ERP
ระบบใดมีความสำคัญสูงแค่ไหน ปิดระบบได้กี่ชั่วโมง หรือ นาที หรือปิดไม่ได้เลย ระบบใดมีมูลค่าของข้อมูลสูงแค่ไหน เช่น ข้อมูลหายไปได้ไม่ได้ 3 ชั่วโมง ถ้าหายมากกว่านั้นบริษัทจะสูญเสียรายได้ 10 ล้านบาท เป็นต้น
ผมมักจะเน้นย้ำเสมอในเรื่องของการทำความเข้าใจระบบ เข้าใจข้อมูล เพราะหากเราไม่เข้าใจ เราก็สามารถแก้ปัญหาได้แค่เป็นครั้งๆไป แต่หากเราเข้าใจสาเหตุของปัญหา เราก็จะสามารถหาวิธีรับมือกับสิ่งที่จะเกิดกับข้อมูลและระบบทุกระบบภายในองค์กรของเรา
editorial note: บทความนี้คือบทความพิเศษ (ที่เราเรียกว่า Guest Post) จาก Pakorn Leesakul (AJ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Finema ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Enterprise Solution กว่า 10 ปี รวมถึงการผ่านงานด้าน Business Development ที่บริษัท Paysbuy และ Omise บทความนี้เขาส่งมาให้ กองบรรณาธิการ thumbsup อัพโหลดขึ้นให้ชาว thumbsup โดยเฉพาะ ทว่าสิ่งที่เขาขียน ไม่สะท้อนแนวคิดของกองบรรณาธิการ thumbsup เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของเขา ว่าแล้วก็อ่านกันได้โดยพลัน
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/petya-ransomware-pakorn-leesakul/

Advertisements

Google ถูก EU ตัดสินปรับเงิน 95,550 ล้านบาท ฐานผูกขาดทางการค้า

European Commission แห่ง European Union (EU) ได้สั่งปรับเงิน Google ที่มูลค่า 2,730 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 95,550 ล้านบาท อันมีต้นเหตุมาจากการผูกขาดทางการค้าด้วยการแสดงผลภายใน Search Engine ของตน

 

ปัญหาในครั้งนี้เกิดขึ้นจากบริการ Google Shopping ที่เป็นบริการเปรียบเทียบราคาของ Google เอง โดยเมื่อผู้ใช้งานทำการค้นหาราคาของสินค้าที่ตนต้องการภายใน Google Search ก็จะพบผลลัพธ์จาก Google Shopping แสดงผลขึ้นมาก่อนคู่แข่งรายอื่นๆ เสมอ อีกทั้งยังมีหลักฐานด้วยว่าบริการของคู่แข่งที่มีบริการลักษณะเดียวกันนี้ โดยเฉลี่ยแล้วจะถูกแสดงผลที่หน้าที่ 4 ของผลลัพธ์การค้นหาเลยทีเดียว

นอกจากค่าปรับข้างต้นแล้ว ทาง EU ยังได้ขอให้ Google ยุติการชี้นำลักษณะนี้ภายใน 90 วัน ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องโดนปรับเงินเพิ่มขึ้นไปอีก และนี่ก็ถือเป็นการสั่งปรับเงินฐานผูกขาดทางการค้าครั้งใหญ่ที่สุดของ EU นับตั้งแต่กรณีของ Microsoft ที่เคยโดนปรับเงินไป 613 ล้านเหรียญหรือราวๆ 21,455 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2004

นอกจากนี้ EU เองก็ยังมีคดีความกับ Google ในอีก 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Google AdSense และ Android OS ด้วย

 

ที่มา: https://www.techinasia.com/google-slapped-recordbreaking-273b-antitrust-fine-eu-regulatorhttps://www.bloomberg.com/news/articles/2017-06-27/google-gets-record-2-7-billion-eu-fine-for-skewing-searches

from:https://www.techtalkthai.com/google-was-fined-for-95550-million-thb-by-eu-from-anti-trust-case/

Epicor แจกฟรี Whitepaper 8 ขั้นตอนในการเลือกระบบ ERP ให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ

Epicor ผู้พัฒนาระบบ ERP สำหรับธุรกิจ Manufacturing และ Distribution โดยเฉพาะ และมีลูกค้าองค์กรชั้นนำทั่วโลกมากมาย ได้ออกมาแจกเอกสาร Whitepaper 8 ขั้นตอนในการเลือกระบบ ERP ให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจให้โหลดได้ฟรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

เอกสาร Whitepaper ฉบับนี้มีชื่อว่า “How To Successfully Select An ERP System in Eight Simple Steps” โดยเนื้อหาจะครอบคลุมถึง 8 ขั้นตอนหลักๆ ในการเลือกใช้งานเทคโนโลยี ERP จากผู้ผลิตค่ายต่างๆ ตามความต้องการเชิงธุรกิจเป็นหลัก ให้มองถึงความต้องการที่แท้จริงของธุรกิจด้วยการสำรวจจากภายในธุรกิจตัวเอง, การเลือกใช้ Module ต่างๆ ที่เหมาะสม ไปจนถึงการติดต่อ Vendor และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของ Vendor ด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถโหลด Whitepaper ได้ที่ http://www.epicor.com/thailand/erp-gen.aspx?utm_campaign=70134000001NGDM&utm_medium=onlineadvertising&utm_source=thai-techtalk-erp&utm_term=&utm_content=erp-gen ทันที

 

ติดต่อทีมงาน Epicor ได้โดยตรง

ผู้ที่สนใจระบบ Epicor ERP และอยากพูดคุยปรึกษาปัญหาต่างๆ ด้านระบบ ERP สามารถติดต่อทีมงาน Epicor ได้ทันทีที่ seamarketing@epicor.com หรือโทร 02-697 9130 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Epicor ที่ http://www.epicor.com

from:https://www.techtalkthai.com/epicor-free-whitepaper-8-steps-for-choosing-the-right-erp-software/

แท็กซี่สนไหม? Uber เปิดตัว uberFLASH รับแท็กซี่เข้าระบบ Ride-Sharing แล้วนะ

เป็นข่าวดีของแท็กซี่หรือไม่ยากจะบอกได้ แต่ Uber ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีร่วมเดินทาง (Ride-Sharing) ได้เปิดตัว “uberFLASH” โครงการทดลองที่รวบรวมยานพาหนะ 4 ประตูทุกประเภทรวมถึง อีโคคาร์ รถกระบะ รถแท็กซี่ ไว้ในระบบ โดยที่ยังคงมีบริการ UberBLACK และ uberX ตามปกติออกมาแล้ว

คุณศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Uber กล่าวว่า “uberFLASH เป็นโครงการทดลองที่เปิดแนวคิดใหม่ของการร่วมเดินทางโดยแนวคิดนี้ใช้เทคโนโลยีจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่แล้วบนท้องถนนมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่เท่าที่จะเป็นไปได้ ในช่วงของการทดลองนี้เรายินดีต้อนรับเพื่อนๆ รถแท็กซี่คุณภาพเข้าร่วมโครงการนี้และแน่นอนว่าพาร์ทเนอร์ร่วมขับทุกคนต้องผ่านการตรวจประวัติที่เป็นข้อบังคับที่เราปฏิบัติเสมอมา เรามั่นใจว่าผู้โดยสารจะมีรถมารับเร็วขึ้นและมีตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิม ในเวลาเดียวกันเรายังมั่นใจว่าจะได้ให้บริการพาร์ทเนอร์ร่วมขับด้วยเทคโนโลยีและโอกาสสร้างรายได้ที่มากขึ้น เราหวังว่าโครงการนี้จะเป็นการขับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนการเดินทางร่วมกันในประเทศไทย”

โดย uberFLASH จะคิดในอัตราเดียวกันกับ uberX ซึ่งผู้เดินทางจะทราบประมาณการค่าโดยสารตลอดทั้งเที่ยวได้ก่อนกดเรียก ผู้โดยสารที่เรียกรถจาก uberFLASH จะได้รับยานพาหนะ 4 ประตูที่ใกล้ที่สุด ที่อาจเป็นอีโคคาร์ รถกระบะ หรือรถแท็กซี่ ประโยชน์ที่ผู้โดยสารจะได้รับจาก uberFLASH รวมถึงระยะเวลาการรอรถที่น้อยลงอันเนื่องมาจากมีจำนวนรถมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้โดยสารที่ต้องการใช้รถ UberBLACK หรือ uberX ก็ยังสามารถเรียกใช้บริการได้ตามปกติ

 

วิธีใช้บริการ uberFLASH

พี่ ๆ แท็กซี่จะตอบรับโปรเจ็คนี้อย่างไร ต้องติดตามค่ะ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ uberFLASH สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.uber.com/th/blog/bangkok/uberflash-launch/

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/uber-flash-launch/

17 ทักษะจำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่

หากถามคนทำงานในยุคนี้หลาย ๆ คนถึงทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตข้างหน้า บางคนอาจตอบว่าสิ่งที่จำเป็นคือภาษา บางคนอาจตอบว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ หรือบางคนอาจบอกว่า ต้องรู้เทคโนโลยีสิถึงจะไปได้ไกล วันนี้เรามีคำตอบที่น่าจะครอบคลุมกว่าด้วยทักษะ 17 ประการที่คนทำงานทั้งในยุคนี้และยุคหน้าอาจต้องเตรียมตัวเอาไว้ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ

 

 

  • ตัดต่อภาพได้ – คนทำงานในยุคต่อไปควรมีความรู้ในการใช้โปรแกรมตัดต่อภาพ ซึ่งอาจเป็นโปรแกรมที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง Photoshop หรือโปรแกรมโอเพ่นซอร์สที่เปิดให้ใช้งานได้ฟรี ซึ่งการมีความรู้และสามารถใช้โปรแกรมตัดต่อภาพได้จะทำให้การทำงานในโลกยุคต่อไปง่ายขึ้น

  • มีความเข้าใจในธุรกิจ – การลงเรียนในคอร์สบริหารธุรกิจมาเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้คนทำงานมีความรู้ความเข้าใจในสภาพธุรกิจได้มากขึ้น และบางครั้งอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีธุรกิจของตัวเองได้ด้วย

 

  • ทักษะในการสร้าง Resume ที่น่าสนใจและทักษะด้านการถูกสัมภาษณ์ – ความเก่งดังที่กล่าวมาข้างต้นจะถูกมองข้ามไปได้ง่าย ๆ ถ้าหากขาดทักษะด้านการนำเสนอตัวเองให้ได้ดีพอจาก Resume และการสัมภาษณ์งาน โดยเฉพาะทักษะด้านการสัมภาษณ์งานซึ่งจะมีบทความให้อ่านกันมากมายว่าส่ิงใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สิ่งใดควรถาม สิ่งใดไม่ควรถาม ดังนั้น คนทำงานยุคใหม่จึงควรใส่ใจในข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้การสัมภาษณ์งานเป็นเวลาที่เกิดคุณค่าทั้งสองฝ่าย

  • ทักษะด้าน Excel – อย่าลืมเรียนรู้วิธีใช้ Excel เพราะการใช้ Excel เป็นช่วยให้งานบางอย่างเสร็จไวขึ้น สะดวกขึ้น โดยเฉพาะงานด้านการเงิน

  • ทักษะด้านการคิดอย่างผู้นำ – ทักษะนี้เป็นอีกหนึ่งทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องฝึกในด้านวิสัยทัศน์ การวางกลยุทธ์ การบริหารจัดการโปรเจ็ค การสื่อสารกับคนอื่น ๆ ในทีม เพื่อที่จะทำให้แผนธุรกิจที่วางไว้นั้นสามารถประสบความสำเร็จได้ และสามารถครองใจเพื่อนร่วมงานด้วย

  • ทักษะการพูดในที่สาธารณะ – ต้องบอกว่าทักษะด้านการพูดจำเป็นสำหรับทุกคน เพราะการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดี ใครที่อยากเก่งจึงควรฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ หรือไม่เช่นนั้นก็ควรเข้าคอร์สอบรมให้เป็นเรื่องเป็นราว

  • ทักษะด้านการเขียน – คนที่มีทักษะด้านการเขียนที่ดีจะสามารถเลือกใช้คำที่เหมาะสม และสามารถสร้างพลังให้งานนั้น ๆ มีความโดดเด่นกว่างานเขียนของคนอื่น ๆ ได้ ดังนั้น ทักษะในการเขียนจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากเช่นกัน

  • ทักษะด้านการใช้ระบบฐานข้อมูล – เพราะในโลกแห่งการทำงานยุคต่อไปต้องการคนที่ทำงานกับ “ข้อมูล” อย่างมาก และหากสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกแห่ง SQL ได้ก็จะยิ่งกลายเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อองค์กร

  • ทักษะด้านการทำการตลาดบน Social Media – แม้จะไม่ใช่คนในสาย PR หรือการตลาด แต่การรู้ว่าจะทำตลาดบน Social Media อย่างไรก็ช่วยให้เราสามารถเข้าใจการทำงานของฝ่ายอื่น ๆ ได้ รวมถึงเข้าไปตรวจสอบได้หากมีความจำเป็น

  • การพูดภาษาอื่น ๆ ได้ นอกจากภาษาแม่ – จะเห็นได้ว่าซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊กก็พยายามหัดพูดภาษาจีนแมนดาริน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรู้แต่ภาษาแม่เพียงภาษาเดียวนั้นไม่เพียงพออีกแล้วสำหรับโลกแห่งธุรกิจ

  • ทักษะด้านการเข้าใจจิตใจของคนอื่น – เป็นทักษะที่มีประโยชน์ในการบริหารงาน ทำให้การทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นไปด้วยดี รวมถึงสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่มีในสังคมการทำงานได้

  • ทักษะการพูดแบบผู้ประกอบการ – วิชาที่สำคัญที่สุดในโลกแห่งการทำงานอาจเป็นการขาย ดังนั้น การศึกษาวิธีขาย หรือพูดให้นักลงทุนสนใจและร่วมลงทุนกับเราอาจเป็นอีกหนึ่งทักษะที่คนทำงานยุคต่อไปจำเป็นต้องมี

  • เขียนแอปพลิเคชันได้ – ทุกวันนี้มีเครื่องมือสำเร็จรูปที่ช่วยในการสร้างแอปพลิเคชันให้เลือกใช้อยู่หลายตัว ดังนั้น หากมีทักษะนี้หลายคนอาจไปถึงฝันได้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาแอปพลิเคชันส่งเข้าไปอยู่ใน App Store หรือ Play Store

  • เข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรม – เพราะโลกในยุคต่อไปเราอาจต้องทำงานร่วมกันกับคนต่างชาติ ต่างวัฒนธรรมมากขึ้น หากยอมรับความแตกต่างนี้ได้ ก็จะทำให้ชีวิตการทำงานมีความสุขมากยิ่งขึ้น

  • ศึกษา Tableau 10 – แจ็ค หม่าบอกว่า โลกยุคต่อไปตัดสินกันที่ข้อมูล ซึ่งคนที่ทำงานกับข้อมูลได้จะกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในโลกของธุรกิจ คนที่ศึกษา Tableau 10 ก็เช่นกัน

  • เชี่ยวชาญด้านสถิติ – วิชานี้อาจเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหลายคนสมัยเรียน แต่สำหรับคนที่จะเติบโตในสาย Data Scicence ต่อไปนั้น ต้องใช้งานอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจและรักวิชานี้ให้มาก ๆ ค่ะ

ที่มา: BusinessInsider

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/17-skills-need-for-modern-workforce/

ไทยจับมือเกาหลีขยายโอกาสการลงทุนสตาร์ทอัพ คาดงบทะลุ 100 ล้านบาท

(ขวาไปซ้าย) คุณพีรพงษ์ ศรีอินทราวานิช, มร. ยองฮา โค และดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์

บริษัท พีเอ็นพี แมนเนจเม้นท์ จำกัด (PNP) ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาการค้าการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสัญชาติไทย-เกาหลี และมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลของประเทศเกาหลี เร่งเครื่องจับมือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) จัดงาน Startup by PNPLets Explore the ASEAN เพื่อขยายโอกาสให้กับกลุ่มนักลงทุนและสตาร์ทอัพระหว่างไทยและเกาหลีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์แชร์แนวคิดในการดำเนินธุรกิจสตาร์ทอัพที่ประสบผลสำเร็จและสร้างเน็ตเวิร์กกิ้งให้ระหว่าง 2 ประเทศ รวมถึงเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เจรจาธุรกิจเป็นพันธมิตรร่วมกันซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยายตลาดสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับอาเซียน-เอเชียตะวันออกภายใต้เศรษฐกิจยุคดิจิทัล Thailand 4.0

นายพีรพงษ์ ศรีอินทราวานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีเอ็นพี แมนเนจเม้นท์ จำกัดเปิดเผยว่า “ในฐานะผู้ก่อตั้ง PNP ซึ่งมีประสบการณ์ในการร่วมลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัพ เล็งเห็นว่าประเทศเกาหลีใต้เป็นอีกประเทศที่มีศักยภาพในการส่งเสริมสตาร์ทอัพได้อย่างน่าสนใจ โดยเกาหลีเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมในการนำพาประเทศ มีงบประมาณในการลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ค่อนข้างสูงด้วยสัดส่วน 3.74% ของ GDP ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 0.37% ของ GDP, สัดส่วนของการจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาของเกาหลีในด้านนวัตกรรมสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก, มีการวางกรอบนโยบายจากภาครัฐ ตั้งแต่การสนับสนุนการลงทุนในสตาร์ทอัพและการเข้าถึงเงินทุน มีการบ่มเพาะไอเดียนวัตกรรมตั้งแต่ในระดับมหาวิทยาลัยรวมถึงรัฐบาลเกาหลียังร่วมสนับสนุนเงินในลักษณะ Matching Fund ผ่านโครงการ Tech Incubator Program for Startup (TIPS) อีกด้วย จึงถือเป็นโอกาสอันดีในการสร้างคอนเนคชั่นระหว่างสตาร์ทไทยและเกาหลีในงาน Startup by PNP: Let’s Explore the ASEAN ซึ่งถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทยก้าวสู่ระดับสากลมากยิ่งขึ้น”

งานนี้ถือเป็นโครงการนำร่องระหว่างไทยและเกาหลี โดย PNP ได้รับการร่วมมือจากหน่วยงาน Korea Business Angels Association ซึ่งมี Acceleratorจำนวน 29 บริษัท และ Startup อีก 250บริษัทที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีรวมถึงมีนักลงทุนจากภาคเอกชนที่เข้าร่วม อย่าง Coolidge Corner, K2 Venture Capital และ Trueincube และสตาร์ทอัพกว่า 15 ทีม อาทิ Buzzebees, Taxi Beam และ Fixzy Auto เป็นต้น โดยงานนี้ สามารถจับคู่ทางธุรกิจได้ประมาณ 5 คู่ ด้วยเม็ดเงินร่วมทุน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท

มร. ยองฮา โค ประธาน Korea Business Angels Association (KBAAในฐานะหน่วยงาน Non-profit ที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลี เปิดเผยว่า “เนื่องด้วยระบบเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเริ่มซบเซาลง ทางรัฐบาลเกาหลีจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาตลาด Startup แต่ปัญหาสำคัญคือการคัดสรร Startup ที่จะประสบความสำเร็จนั้นทำได้อย่างไร จึงเป็นที่มาของโครงการ Tech Incubator Program for Startup (TIPS) ที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ Korea Business Angels Association คัดเลือก Startup ที่รัฐบาลควรจะส่งเสริมและสนับสนุนเงินทุน รวมถึงช่วยจับคู่ทางธุรกิจโดยปัจจุบันในโครงการ TIPS มีนักลงทุน Accelerator จำนวน 29 บริษัท และ Startup ประมาณ 250 บริษัท โดย Startup ที่อยู่ในโปรแกรม TIPS รัฐบาลจะให้เงินลงทุนเริ่มต้น 100,000 เหรียญสหรัฐ และเงินลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาอีก 500,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีเงินสนับสนุนเพิ่มเติมในกรณีที่ต้องการ Fundingหรือ Angel Matching Fund หรือขยายตลาดไปยังต่างประเทศ”

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. กล่าวว่า “สำหรับสตาร์ทอัพไทย รัฐบาลไทยได้มุ่งสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี และเริ่มเห็นผลชัดเจนจากความสำเร็จในงาน Startup Thailand 2016 ที่ผ่านมา โดยปี 2560 ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย ด้วยงบจากกระทรวงวิทยาศาสตร์มูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนสตาร์ทอัพไทย พร้อมมีแผนดำเนินการต่างๆ ในหลายหน่วยงานที่พร้อมจะส่งเสริมให้เกิดจำนวนสตาร์ทอัพอย่างก้าวกระโดด จากปีที่แล้วมีประมาณ 600 ราย คาดว่าปีนี้น่าจะเพิ่มสูงถึง 1,200รายโดยจะเน้นสตาร์ทอัพในสาขาสำคัญๆ ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจประเทศ อาทิ Agri Tech, Food Tech, Travel Tech, Health Tech, Fin Tech, Property Tech และ Government Tech เป็นต้น นอกจากนี้ยังแสวงหาความร่วมมือกับยักษ์ข้ามชาติเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตในตลาดสากล ซึ่งหมายรวมถึงโอกาสในการขยายตลาดไปยังประเทศเกาหลีจากงานครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

มร. ยองฮา กล่าวปิดท้ายว่า “จากความร่วมมือในการจัดงานของ PNP ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคัดเลือกสตาร์พอัพไทยที่มีศักยภาพให้กับบรรดานักลงทุนของเกาหลี ภายใต้โครงการ TIPS รวมถึงขยายโอกาสให้กับสตาร์ทอัพเกาหลีได้แสดงผลงานของตนเองให้แก่บรรดานักลงทุนของไทยเช่นเดียวกัน ทุกวันนี้ตลาด Startup เกาหลี ต้องการขยายตลาดไปยังระดับอาเซียนมากกว่า 80% โดยนักลงทุนจะมองหาสตาร์ทอัพที่มีจุดเด่นในด้านความคิดสร้างสรรค์, วิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหาร, ความเป็นไปได้ของ Business Model, เทคโนโลยีที่ลอกเลียนแบบได้ยาก และขนาดของตลาดที่ใหญ่ เป็นต้น

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/pnp-nia-collaborate-startup-networking/

“บรรจุภัณฑ์สินค้า” สร้างอย่างไรให้มีพลัง

 

เมื่อพูดถึงการค้า และการสร้างแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบนโลกออนไลน์หรือโลกออฟไลน์  สิ่งหนึ่งที่สามารถเสริมแกร่งให้กับแบรนด์ของเราได้นั้น ก็คือ “บรรจุภัณฑ์” การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้น่าสนใจอาจนำมาซึ่งการแชร์บนโลกออนไลน์ของผู้บริโภคที่รู้สึกภูมิใจที่ได้ครอบครองสินค้านั้น ๆ และเป็นการประชาสัมพันธ์สินค้าให้กับเราไปในตัว

โดยข้อมูลจากงานสัมมนาเรื่อง “Packaging ดีก็ขายได้” ของคุณสมชนะ กังวารจิตร์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ รางวัลระดับโลก 3 ปีซ้อนในมหกรรม eBiz Expo 2017 ณ บูธ Krungsri e-Biz ระบุว่า

  • บรรจุภัณฑ์กระตุ้นการซื้อได้ 37% มากกว่า TVC (27%), รีวิวออนไลน์ (31%) และการแนะนำจากเพื่อน (31%)
  • เกือบ 40% ของผู้บริโภคอยากจะแชร์รูปของบรรจุภัณฑ์ผ่าน Social Media ถ้ามันเหมือนของขวัญพิเศษ
  • 74% ของผู้บริโภคอายุ 18 – 25 ปีชอบแชร์รูปของบรรจุภัณฑ์สินค้าผ่าน Social media เมื่อสั่งผ่านออนไลน์
  • สำหรับสินค้า On Shelf นั้น 1 ใน 3 ของผู้บริโภคซื้อสินค้าเพราะบรรจุภัณฑ์ และมีถึง 64% ของผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าที่ตนเองไม่ได้ต้องการซื้อแต่แรก แต่เพราะเห็นบรรจุภัณฑ์น่าสนใจจึงซื้อ
  • บรรจุภัณฑ์เป็นพื้นที่โฆษณาที่สำคัญแห่งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์น้ำอัดลมบางยี่ห้อที่มียอดซื้อมากกว่า 1,800 ล้านขวดต่อวัน ซึ่งเท่ากับว่าพื้นที่ข้างขวดนั้นได้ทำหน้าที่โฆษณาให้กับแบรนด์ไปในตัว

คุณสมชนะ กังวารจิตร์

แต่การจะสร้างบรรจุภัณฑ์ให้มีพลังและสามารถนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้นั้น คุณสมชนะได้ให้คำแนะนำในการสร้างความแตกต่างไว้ดังนี้

1. ต้องมีอัตลักษณ์ด้านการมองเห็น – Visual Identity

ปัจจุบัน เรามีมีสินค้ามากมายในท้องตลาด ที่ไม่มีใครจำได้ ดังนั้น แม้เราจะคิดออกแบบอย่างดี ใช้ภาพสวย ๆ สื่อถึงสินค้า แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเมื่อวางเทียบกับคู่แข่งแล้วเกิดซ้ำซากก็จะไม่สามารถสร้างภาพจำให้เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคได้นั่นเอง

2. ศึกษาเรื่อง Category Code

การสังเกตจุดร่วมของสินค้าในแต่ละ Category เป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้าเป็นสินค้าหมวดน้ำมันพืช โดยมากจะถูกบรรจุอยู่ในขวดที่มีเหลี่ยมมุมต่าง ๆ สะท้อนความแวววาวของขวดน้ำมันพืชให้ดูเตะตา หรือถ้าเป็นสินค้าแผนกซีเรียล ก็จะบรรจุอยู่ในกล่องสีสันสดใสวางเรียงกันเต็มไปหมด

การทำการตลาดที่แตกต่างสามารถทำให้สินค้าขายได้แม้อยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดดังกล่าว โดยความแตกต่างในแง่ของบรรจุภัณฑ์นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จาก 8 ปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. สี
  2. รูปร่าง
  3. กราฟิก
  4. วัสดุ
  5. ข้อความ
  6. Interactive
  7. Functional
  8. Production

โดยสิ่งหนึ่งที่คุณสมชนะฝากเอาไว้ให้คิดคือ บางครั้งหลายแบรนด์ต้องเสียเวลาจ้าง Influencer บนโลกออนไลน์ให้ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าให้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เวลาเราเห็นดารารีวิวเครื่องสำอาง เรามักจำดาราได้ แต่เรามักจำสินค้าไม่ได้ ดังนั้น อาจเป็นการดีกว่าหากจะเปลี่ยนแนวคิดเป็นการออกแบบแพกเกจสินค้าดี ๆ ที่ผู้ซื้อเมื่อซื้อไปแล้วรู้สึกพอใจและใช้พื้นที่ของเขาในการประชาสัมพันธ์สินค้าให้เราฟรี ๆ ซึ่งคุณสมชนะมองว่า นี่ต่างหากคือความมหัศจรรย์ของ “บรรจุภัณฑ์” 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/