คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

ใหญ่กว่าแล้วไง? topvalue มั่นใจเป็นแพลตฟอร์มคนไทยที่มาแรง

“ถ้าซื้อของแล้วเจอถูกกว่า ยินดีคืนเงิน” ผู้บริหารหนุ่ม ธนากร แซ่ลิ้ม กล่าวเปิดใจกับ thumbsup ในวันที่ไปสัมภาษณ์เขา เพราะอยากขายของถูกและคุณภาพดีให้กับผู้ซื้อ  ที่ถึงแม้อีคอมเมิร์ซไทยจะมีการเติบโตจะผูกติดกับเจ้าตลาด  แต่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของคนไทยอย่าง topvalue ก็มั่นใจว่ามีโอกาสเติบโตในธุรกิจได้เช่นกัน

**กรณียังไม่เปิดใช้สินค้า  และไม่ใช่การลดกระหน่ำแบบนาทีทอง

จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจ

ก่อนหน้าจะมาทำ top value คุณธนากรทำธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับออนไลน์เลย  โดยทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องจักรบรรจุภัณฑ์  ที่เป็นเครื่องจักรหนักประมาณ 80 ตัน  และแม่พิมพ์บรรจุภัณฑ์  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นส่วนออฟไลน์มากๆ

แต่คิดว่าออนไลน์คือโอกาส  เพราะช่วงนั้นเทรนด์การชอปปิ้งออนไลน์ในต่างประเทศเริ่มที่จะเข้ามาแล้ว ทำให้มั่นใจว่าการซื้อขายจะเคลื่อนจากออฟไลน์ไปในออนไลน์แน่ๆ มีการลองผิดลองถูก  ช่วงแรกปั้นตัวเองเป็น Marketplace  แต่ก็พบว่าไม่เหมาะกับธุรกิจ เพราะต้องเป็นเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลในการโฆษณาจึงจะทำได้  จนทำให้เขาเปลี่ยนมาจับตลาด B2C แล้วขายสินค้าเอง

โดยตอนนี้เน้นขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก  พร้อมสโลแกนว่า ” ช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาคุ้มค่า  ที่ topvalue ” ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาคุ้มค่า  แต่ว่าถูกกว่าที่อื่น

อีคอมเมิร์ซคือโอกาสขนาดใหญ่

มองว่าอีคอมเมิร์ซนั้นมีโอกาสโตแน่นอน  เพราะตลาดมันใหญ่มาก  อย่างการที่เมื่อก่อนคนไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า  แต่จริงๆ ห้างสรรพสินค้าใช้ต้นทุนสูงมาก  ซึ่งอีคอมเมิร์ซเป็นธุรกิจที่ใหญ่มาก  หากเมื่อก่อนที่ทำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ทำเต็มที่แค่ไหนมูลค่าตลาดก็อาจจะมากสุดพันล้านบาท  ไม่สามารถขยายไปได้มากกว่านี้แล้วต่างจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ซึ่งเรายังมีโอกาสและคิดว่าควรจะย้ายมาทำธุรกิจด้านนี้ดีกว่า  โดยเลือกเข้าสู่การขายออนไลน์แทนการทำห้างสรรพสินค้า  เพราะก่อนนี้มีห้างหลายแห่งแล้วที่ทำกันมานานจนเหมือนก่ออิฐมา 50 ปี  แต่อยู่ดีๆ ถ้าเรามาเริ่มต้นก็อาจสู้ด้วยยาก  ทั้งเรื่องของทุน ประสบการณ์ ทีมงาน  แต่ในทางกลับกันการทำออนไลน์เป็นเรื่องใหม่ที่ทุกคนต้องเริ่มต้นเหมือนกัน

ขยับมายืนที่ต้นน้ำ

ย้อนกลับไปธุรกิจที่ทำนั้นอยู่ท้ายไลน์ของวงจร (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์)  จึงอยากกระโดดมาอยู่ที่ต้นน้ำที่มีตลาดใหญ่มากๆ  เหมือนเมื่อก่อนเราอยู่ในคลองแล้วอยากโดดไปที่ทะเลสาบ  ซึ่งเราก็ต้องหาจุดยืนของตัวเองให้ได้  แล้วเราจะทำให้ลูกค้าอยากมาซื้อเราอย่างไร

โดยเมื่อก่อนเราทำตัวว่าอยากจะขายไปหมดทุกอย่าง  แต่จริงๆ มันไม่ได้  ซึ่งเรารู้ว่าออนไลน์ดีก็มีการทดลองไปเรื่อยๆ ทำให้เราต้องมาเรียนรู้ “ธุรกิจการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า”  ว่าซื้อที่ไหน อย่างไร  สต็อกอย่างไร  เพราะจริงๆ ออนไลน์ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ช่องทาง  ถ้าเราคิดว่าออนไลน์คือทุกอย่างก็ปิดประตูเจ๊งแน่นอน (หัวเราะ)

ออนไลน์เป็นแค่หนึ่งช่องทางที่เอาไว้ลดต้นทุน  เพราะคนอื่นมีหน้าร้าน เช่าที่ใจกลางเมือง มีการวางสินค้าเต็มไปหมด  พนักงานยืนเฝ้า มีที่จอดรถ รปภ. ซึ่งเราตัดทุดอย่างเหล่านี้ทิ้งไปหมดเลย  แล้วเข้าสู่ลูกค้าเลย

เมื่อก่อนถ้าได้ยินว่า  “ร้านขายของราคาโรงงาน”  จะรู้สึกตื่นเต้นว่าถูกมากแน่ๆ  แต่จริงๆ เราก็คือราคาโรงงานเช่นกันที่ขายลูกค้าตรง  พูดง่ายๆ คือเอาสินค้าราคาขายส่งมาขายปลีก  จึงทำให้ลูกค้าตื่นเต้นกับความถูกนี้  แต่ถ้ามีไม่กี่อย่างลูกค้าก็จะรู้สึกว่ามาหาเราแล้วจะน่าเบื่อ  เราจะต้องทำแค่อย่างเดียวจะขายทุกสิ่งทุกอย่างในห้างหมดไม่ได้  ทำให้เราตัดทุกอย่างออกเหลือแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า  และอุปกรณ์ไอที

จุดสำคัญคือทำเรื่องที่รู้จัก

และที่สำคัญที่สุดคือทำในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ  ก่อนหน้านี้ผมทำเครื่องจักมาก่อน  มันมีไฟฟ้า เครื่องยนต์  จนทำให้ผมเรียนรู้ได้ง่าย  ถ้าให้ไปขายเครื่องสำอางก็ต้องศึกษาเยอะ ทำงานหนัก  เน้นทำที่เราชำนาญดีกว่า  เราไม่สามารถสต็อกทุกอย่างไว้ได้  ถ้าซื้อของมาผิดแล้วเก็บไว้นานขายไม่ได้ก็จะเก่าต้องทิ้ง  เพราะถ้าขายก็กลับมาเป็นฟีดแบคไม่ดีจนทำให้ลูกค้าเลิกซื้อเราไป  เราจึงตัดสินใจขายสินค้าแบบเฉพาะทาง  ซึ่งพอเราทำเฉพาะเหมือนเราทำอาหารเฉพาะอย่าง  แบบร้านเจ้ไฝ  ที่พอผัดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเราก็ได้มิสชินเอง  ซึ่งพอคุณชำนาญในด้านนี้ตรงไหนไม่ดีเราก็ปรับปรุง  แล้วพอเราซื้อเยอะมันก็เลยถูก  แล้วเราไม่มีค่าเช่าหน้าร้าน  เลยขายราคาถูกกว่าได้

เราไม่ใช่ “พ่อค้าคนกลาง”

ถามจริงๆ ว่ามีกี่คนที่เดินเข้าไปในห้างแล้วอยากจะซื้อทีวี มือถือ ทุกวัน  แต่ถ้ามีหน้าร้านก็จะมีค่าใช้จ่ายอีกมหาศาล  ซึ่งของเราจะอยู่ที่โกดังเลย  และตัดค่าใช้จ่ายส่วนนั้นออกไปมาคืนกำไรให้ลูกค้า  เราเลือกขายลูกค้าที่อาจไม่ได้ต้องการบริการหน้าร้านมาก  แต่อยากได้ของดีที่ถูกลงไป 40%  เหมือนปั๊มน้ำมันบริการตัวเองในต่างประเทศ

เพราะอินไซต์ลูกค้าสมัยนี้ชอบศึกษาข้อมูลเอง  และโลกตอนนี้ก็แคบลงทำให้ผู้ผลิตเจอผู้บริโภคง่ายขึ้น  สิ่งที่เราทำคือไม่ใช่การ “เป็นพ่อค้าคนกลาง”  แต่จับให้พวกเขาใกล้กันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ  เหมือนเป็นแค่ท่อส่งให้  เปรียบเทียบเป็นถ้าคุณอยากดื่มน้ำอัดลมสักกระป๋อง  ก็ไม่ต้องวิ่งไปซื้อถึงที่โรงงาน

หรือเรียกง่ายๆ คือเป็นบริษัทกระจายการขนส่งและบริการให้มากกว่า  เราไม่ใช่พ่อค้าคนกลาง  และปัญหาของการซื้อขายทางออนไลน์ในอดีตคือต้องใช้เวลาในการขนส่งหลายวัน  แต่ตอนนี้เราลดให้เหลือ 1 วัน  และมีเป้าหมายในการทำให้เหลือครึ่งวันให้ได้ในอนาคต

จุดแตกต่างจาก Marketplace เจ้าใหญ่ๆ อีกอย่างคือคุณภาพทุกอย่างจะถูกควบคุมที่เรา  เพราะทุกอย่างอยู่ในสต็อกเราที่สั่งจากโกดังทุกชิ้น  และก่อนส่งก็ตรวจถ้าพบว่าผลิตมานานแล้วก็จะส่งของคืนกลับ  เหมือนเป็นคนกรองให้ว่าซื้อกับเราแล้วได้ของดี  ส่วนขนส่งก็ใช้ทีมตัวเองส่งในกรุงเทพกับปริมณทล (ปัจจุบันมี 10 คันแต่กำลังเพิ่มเรื่อยๆ)

หลักการบริหารทีม

เน้นความชัดเจน แะลเข้าใจ  เพราะต้องทำให้ทีมงานที่เข้ามาใหม่ทุกคนเข้าใจตรงกัน  ซึ่งควรสื่อสารให้เข้าใจกัน  มีแนวทางชัดเจน ถูกต้อง  ถ้าทุกคนทำตามระบบชัดเจนงานก็จะไม่พลาด  หรือถ้าพลาดก็ต้องกลับมารื้อที่ระบบกันใหม่  แล้วสร้างให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันว่าอาชีพที่เราทำนั้นน่าภาคภูมิใจ  เพราะเราทำสิ่งที่มีความหมาย ทำให้ลูกค้าได้ของที่ถูกลง สะดวกสบายขึ้น สร้างตัวเลือกเพิ่ม  และผมมักพูดอยู่เสมอว่าอาชีพนี้แทบจะไม่มีคนไทยทำแล้ว  เพราะส่วนใหญ่มักเป็นต่างประเทศหมด  หรือบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ  แต่เราเป็นบริษัทที่กำลังเริ่มต้นก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้

เจ้ายักษ์ใหญ่ไม่ใช่คู่แข่ง

เราค่อยๆ เติบโตมาแบบออแกนิกส์  หากย้อนไป 5 ปีที่เเล้วคนไม่กล้าซื้อของแพงๆ ผ่านทางออนไลน์  เพราะคนไทยยังไม่ให้ความเชื่อถือเท่ากับปัจจุบัน  เรียกได้ว่าไม่มีใครกล้าซื้อของแพงผ่านทางช่องทางออนไลน์  เนื่องจากมีประสบการณ์ไม่ดีจากการซื้อของแล้วได้ของไม่ตรงตามที่ระบุไว้อย่าง ซื้อโทรศัพท์แล้วได้ก้อนหินมาแทน อย่างเมื่อก่อนบริษัทใช้ระบบเก็บเงินปลายทางหมด  แต่ปัจจุบันลูกค้ากล้าตัดบัตรเครดิตโดยตรง

ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เริ่มทำธุรกิจนี้ก่อนก็เหมือนคนใส่ปุ๋ย  อย่างพวกบริษัทยักษ์ใหญ่แบบอาลีบาบาก็ทำธุรกิจผ่านมาระยะหนึ่ง  จนผู้ซื้อเกิดความเชื่อใจและเกิดการบอกต่อ  ทำให้ต้นไม้อีคอมเมิร์ซนั้นเติบโตยิ่งใหญ่แทนที่จะค่อยๆ โต

ในทางที่จริงแล้วมองคู่แข่งหลักเป็นทางออฟไลน์มากกว่า  เพราะการที่ยักษ์ใหญ่เข้าทำให้ช่วยดึงยอดมหาศาลจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ ยิ่งการที่เราเป็นรายเล็กก็ยิ่งได้ประโยชน์  เพราะอยู่ดีๆ คนจะมาเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ถ้ามองต่างประเทศจะพบว่าออนไลน์เป็น 52 เปอร์เซ็นต์เเล้ว

คุณธนากรพูดทิ้งท้ายว่าหากมัวแต่คิดว่ามีเจ้าใหญ่มาแล้วถอยก็เหมือนปิดทางตัวเอง  เหมือนในอาชีพอื่นถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่มีทางทำอะไรได้  ให้มองจุดยืนของเราว่าอยู่ที่ไหน  ให้ใช้วิธีที่เหมาะกับตัวเอง  แล้วสู้ด้วยจุดนั้นแทน

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/topvalue-online-ecommerce/

Advertisements

ทำยังไงให้เเบรนด์เป็นที่พูดถึงบนโลกออนไลน์

Hootsuite  ผู้ให้บริการระบบดูเเล Social Media และ Marketing Solutions ได้รวมสถิติการเล่น Social Media ทั่วโลก พบว่าประเทศไทยเล่นอินเทอร์เน็ตนานที่สุดในโลกคือ 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน โลกออนไลน์จึงเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโต

สถิตินี้ทำให้เกือบทุกเเบรนด์ทุ่มงบการตลาดออนไลน์กว่า 80% ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter, Youtube  ทำให้งบโฆษณาปี 2561 พุ่งสูงถึง 119,165 ล้านบาท โตจากปีที่เเล้ว 7.6%

เเสดงถึงการเเข่งขันบนโลกออนไลน์ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงเเพลตฟอร์มหลักอย่าง Facebook ที่ยิ่งเจาะ Target ลึกเท่าไหร่ค่า Ads ก็ยิ่งเเพงขึ้นเท่านั้น

ทุกอย่างดูเดือดขนาดนี้ เเล้วเเบรนด์เราจะดังยังไงล่ะ ?

เราคือใครทำไมต้องอยากรู้จัก

ก่อนที่อยากให้คนอื่นรู้จักเเบรนด์เรา เราต้องหาตัวตนที่ชัดเจนหรือเรียกว่าเเบรนด์ DNA ของเราก่อน

เพื่อให้รู้ว่าคนอื่นสนใจเราเพราะอะไร วิธีเช็คเเบรนด์ของเรามีดังนี้ค่ะ

  • เเบรนด์ของเราโดดเด่นเรื่องอะไร เเละเเตกต่างจากคนอื่นยังไง
  • ใครจะสนใจเราบ้าง คิดจากนอกเข้ามาในดีกว่าบอกว่าเราอยากสนใจใคร
  • Mood&Tone คือยังไงเป็นสีอะไร เปรียบเป็นภาพเเล้วเป็นยังไง (Ci)

เมื่อรู้ถึงความโดดเด่นของเเบรนด์เราเเล้วว่า เเบรนด์ของเราไม่เหมือนใครยังไง มีข้อดีมากมายเเละโดดเด่นพอที่ทำให้คนอื่นรู้จักเเค่ไหน ถัดมาก็คือการสร้างตัวตนขึ้นมา

สร้างคาเเรคเตอร์ให้เเตกต่าง

การสร้างคาเเรคเตอร์ให้กับเเบรนด์ เหมือนกับการมีพรีเซ็นเตอร์ระยะยาว ซึ่งก็คือการนำเเบรนด์ DNA มาสร้างเป็นคนว่า ถ้าเเบรนด์เราเป็นคน จะเป็นคนนิสัยยังไง เป็นมิตรเเค่ไหน

กรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับการสร้างคาเเรคเตอร์ที่ชัดที่สุดก็คือ เจ้ามังกรเขียวจาก Bar B Q Plaza

ซึ่งได้สร้างคาเเรคเตอร์เเละทำให้เจ้ามังกรเขียวเป็นเหมือนพรีเซ็นเตอร์ให้กับเเบรนด์จริงๆ เริ่มตั้งเเต่ทุกหน้าร้านจะมีเจ้ามาสคอตบาร์บีกอนอยู่ข้างหน้าเสมอ

เหมือนสร้างการจดจำ บนเพจหลักของ Bar B Q Plaza ก็เรียกเเทนตัวเองว่าก้อน เพื่อให้ Target เข้าถึงเเบรนด์ได้ง่ายขึ้น ลองคิดดูสิคะ ถ้าเเบรนด์เรียกลูกค้าว่า คุณลูกค้าครับ วันนี้เรามีโปรโมชั่นดีๆ มานำเสนอ กับ สวัสดีทุกคน วันนี้พี่ก้อนมีโปรเด็ดๆ มานำเสนอล่ะ เเบบหลังน่าฟังกว่าใช่มั้ยคะ

เเละเมื่อเราบิ๊วคาเเรคเตอร์เเบบไม่หลุดเลยสักครั้งจนคาเเรคเตอร์เราคือเพื่อนสนิทของ Target ก็เป็นเรื่องง่ายถ้าเราจะสื่อสารโปรโมชั่นใหม่ๆ

เเต่ใช่ว่าคาเเรคเตอร์ดีเเล้วจะจบเพราะถ้าเราไม่รู้ insight ของลูกค้าก็เป็นอันจบกัน เเต่ ัBar B Q Plaza ไม่เคยทำให้ผิดหวัง เพราะล่าสุดได้ออกโปรโมชั่นชุดอินฟินิตี้ ยิ่งมาเยอะยิ่งคุ้ม

ที่สร้างไวรัลกว่า 20K เเชร์เพียชั่นข้ามคืน เเละที่น่าสนใจคือภาพโปรโมชั่นสื่อสารชัดเจนมากๆ ว่ามาหลายคนยิ่งลด มีการเเสดงราคาให้ดูว่ามากี่คนลดเท่าไหร่

เเละจุดดึงดูดสายตาคือภาพถาดหมุนเรียงซ้อนกันเยอะๆ ก็ยิ่งทำให้ Target อยากรู้ว่านี่คือโปรโมชั่นอะไร เป็นคอนเทนต์ที่สื่อพลังออกผ่านภาพได้ดีมากๆ

อย่าเป็น 99% ใน 100

ทุกครั้งก่อนจะเริ่มทำโปรโมชั่นหรือสร้างคอนเทนต์ให้คิดเสมอว่า “อย่าทำในสิ่งที่คนอื่นทำเเล้ว” เพราะมันทำให้เราถูกกลืนไปกับคนอื่นเเต่คิดให้ครีเอทีฟขึ้น

อย่าง Bar B Q Plaza ที่สร้างโปรอินฟินิตี้ ที่ผ่ากฏบุฟเฟต์เดิมๆ กระตุ้นลูกค้าที่เบื่อสิ่งเก่า เเละจุดสนใจที่ทำให้เเบรนด์เป็นที่พูดถึงคือการสร้างคอนเทนต์เรียลไทม์ เเละต้องเร็วมากๆ ด้วย

เพราะถ้าไม่เร็วเราก็จะตามเจ้าอื่นไม่ทัน ให้คิดเสมอว่าลูกค้าไม่เเชร์คอนเทนต์คล้ายกัน 2 คอนเทนต์ เราเลยต้องเร็วเพื่อให้ Target ได้เเชร์เราก่อนหรือถ้าจะสร้างกิมมิคขึ้นมาให้เป็นที่พูดถึงก็ต้องยิ่งผูกสตอรี่กับคาเเรคเตอร์เรา

เหมือนที่บาร์บีก้อนจัดโปรใครเกิดวันเดียวกับก้อนรับชุดบาร์บีคิวฟรีซึ่งเป็นโปรโมชั่นหลักในช่วงนั้น

จริงๆ เเล้วการตลาดยังมีอะไรให้เล่นอีกมากเเต่ก็ต้องการควมครีเอทสูงมากเช่นกัน 

สูตรสำเร็จของความสำเร็จ

ความสำเร็จจนเป็นที่พูดถึงคงไม่ตายตัวเท่าไหร่ เเต่ถ้าเราไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงให้ท่องไว้ว่า “เเตกต่าง รวดเร็ว สม่ำเสมอ” ความเเตกต่างทำให้เราโดดเด่นกว่าคนอื่น ความรวดเร็วคือการรับพลังจากกระเเสโซเขียลมารีเลทกับเเบรนด์ตัวเอง จะได้เป็นที่พูดถึงง่ายขึ้น

ขอย้ำนะคะว่าต้องอ้างอิง เพราะถ้าไม่สามารถอ้างอิงกระแสจริงได้ ก็ไม่ต่างจากการสร้างกระเเสปลอมๆ ที่เราไปโหนมาเเต่ไม่ส่งผลต่อเเบรนด์เราเลย เเละต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เหมือนกับการจีบสาวหรือคนที่เราชอบค่ะ ความสม่ำเสมอมั่นคงจะทำให้อีกฝ่ายยอมรับรักได้ง่ายขึ้น เเต่ก็ต้องไม่น่าเบื่อนะคะ

เชื่อว่าถ้าทำทั้งสามอย่างพร้อมกันมีโอกาสสูงมากๆ ที่เราจะมีตัวตนบนโลกออนไลน์เเละเป็นที่พูดถึงค่ะ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/branding-online-content/

เดอะมอลล์กรุ๊ป งัด 5 กลยุทธ์เดินหน้าธุรกิจปี 2019

แม้หลายคนจะบอกว่ากระแสห้างค้าปลีกอาจอยู่ไม่ได้ในอนาคตเพราะออนไลน์จะเข้ามา Disrupt แต่ทางเดอะมอลล์กรุ๊ปกลับมองว่าออนไลน์ยังไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่จะเข้ามา Disrupt ธุรกิจ เพราะคนไทยชอบการเข้าสังคมและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดตลอดทั้งปี ก็ช่วยทำให้ธุรกิจห้างสรรพสินค้ายังคงอยู่ได้

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยังคงมีความคึกคัก ยังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมของ GDP ปีนี้ขยายตัวได้ 4.5%

“เดอะมอลล์ยังคงชูจุดเด่นของห้างคือเรื่องของ Food Destination แม้ว่าพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่จะใช้งานออนไลน์ แต่เรื่องของการเข้าสังคมก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น เดอะมอลล์ยังคงเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการตลาดและโปรโมชั่นตลอดทั้งปี เพื่อดึงคนเข้าห้างต่อเนื่อง”

ออนไลน์ไม่กระทบธุรกิจค้าปลีก

เดอะมอลล์ไม่ได้มองข้ามเรื่องกระแสดิจิทัล เพราะเราก็มีทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ในเรื่องออนไลน์ ควบคู่กับการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกันต่อเนื่อง ทำให้ภาพของเดอะมอลล์ไม่ได้ทิ้งเรื่องออนไลน์ไป

“เรามีบริการ Delivery ของเราเองอย่าง Happyfresh และยังร่วมมือกับ LINE ในการซื้อสินค้าและจัดส่ง รวมทั้งปีหน้าในส่วนของ Powermall ก็ร่วมกับ LAZADA ในการทำหน้าร้านสินค้ากลุ่มอิเลคทรอนิคส์ เห็นได้ว่าเรามีส่วนร่วมกับทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ส่วน Social Commerce ก็ไม่ได้กระทบมาก เพราะมั่นใจว่าคนยังมาห้างหรือมาช้อปเพื่อนำสินค้าไปขายต่อในออนไลน์ก็ยังได้”

ทางด้านทราฟิกของคนมาเดินห้างอาจจะลดลงจากกระแสคนจีนที่หายไป แต่คนในประเทศก็ยังเดินห้างบ่อยขึ้นเช่นกัน ทำให้ยังมีเรื่องของการเดินเข้าห้างมาใช้สังสรรค์ไม่ได้กระทบมาก เพราะการใช้จ่ายยังมีค่าเฉลี่ยที่ดีอยู่แต่อาจจะไม่ได้ซื้อปริมาณมากแบบเดิม เพราะมากันบ่อย อาจจะเฉลี่ยการซื้อตามความจำเป็น

ส่วนค่าเฉลี่ยการเข้ามาห้างสรรพสินค้าเพื่อใช้จ่ายนั้น ในกลุ่ม Dining ถือว่าเติบโตขึ้น จากเดิมอยู่ที่ 10-20% แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ทำให้เดอะมอลล์อาจจะเพิ่มการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายหรืออีเว้นต์ต่างๆ ในปีหน้าให้มากขึ้นโดยเฉลี่ยต้องมีทุกเดือน เพื่อดึงดูดให้คนมาเดินห้างมากขึ้น

“เรามีการเก็บข้อมูลพบว่า แม้จะอยู่ในช่วงรีโนเวตแต่ถ้ามีกิจกรรมที่น่าสนใจ ลูกค้าก็ยินดีที่จะเดินทางมาสำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของเดอะมอลล์ กรุ๊ปในปี 2019 มี 7 เรื่องที่น่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้ามาเดินห้างที่ดี โดยบริษัทคาดว่าจะมีทราฟิกคนเดินเข้ามาห้างเพิ่ม 20% จากช่วงเวลาปกติ คาดว่าสร้างยอดขายรายได้รวมกว่า 7,000 ล้านบาท และคาดว่าสิ้นปี 2561 จะทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย 58,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากที่ผ่านมา 4%”

กลยุทธ์ทางการตลาดของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในปี 2019 

  • เน้นการมอบ Offer ที่ดีให้กับลูกค้า โดยเลือกสถานที่และเวลาให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม  เลือกโปรโมชั่นที่น่าสนใจให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละสถานที่เป็นต้น
  • การทำ Event และ Happening ต่างๆอย่างต่อเนื่อง ทั้ง Signature Event , World-class Event
  • Customer Experience สร้าง Story และมอบประสบการณ์ที่พิเศษให้กับลูกค้ารวมทั้งสร้างความสนุกในการช้อปปิ้ง
  • Food Marketing ตอกย้ำความเป็นผู้นำ Food Destination
  • Collaboration จับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ แบรนด์สินค้ารวมทั้ง Artist ต่างๆในการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและข้อเสนอพิเศษรวมทั้งโปรโมชั่นรูปแบบใหม่ที่ทำให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าในการช้อปปิ้งมากขึ้น
  • CRM  ผนึกกำลังห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าร่วมทำ CRM เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบครันและโดนใจ โดยใช้ข้อมูล Big Data เชื่อมโยงข้อมูลภายในห้างและศูนย์ฯ (Customer Journey) เข้าด้วยกันซึ่งทำให้เข้าใจความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม  ซึ่งปัจจุบันเรามี Financial Product ต่างๆครบครัน
  • CSR เน้นสนับสนุน SME ผู้ประกอบการรุ่นใหม่  รวมถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับโครงการ Think Green รณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติก  หลอดพลาสติกรวมถึงภาชนะและบรรจุภัณฑ์ต่างๆภายในห้าง
 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/the-mall-group-stategy-business/

TechTalk Webinar: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Virtual Set Studio (สตูดิโอเสมือนสามมิติ) โดย Throughwave Thailand

Throughwave Thailand ขอเรียนเชิญเหล่า IT Manager และ IT Admin รวมถึงผู้ที่สนใจทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Virtual Set Studio (สตูดิโอเสมือนสามมิติ) โดย Throughwave Thailand” เพื่อรู้จักกับเทคโนโลยีห้องสตูดิโอเสมือนที่สามารถใช้ฉาก 3 มิติเป็นพื้นหลัง สำหรับหน่วยงานทางด้านการศึกษาและธุรกิจสื่อโทรทัศน์โดยเฉพาะ ในวันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ทำความรู้จักกับเทคโนโลยี Virtual Set Studio (สตูดิโอเสมือนสามมิติ) โดย Throughwave Thailand
ผู้บรรยาย: จิตราพรรณ สุขกวี, Throughwave Thailand
วันเวลา: วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

ด้วยการเติบโตของการบริโภคสื่อวิดีโอทั่วโลกในทุกวันนี้ ก็ทำให้เทคโนโลยี Virtual Set Studio นี้ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความยืดหยุ่นในการถ่ายทำรายการต่างๆ ได้อย่างหลากหายภายในห้องเดียว, การเปลี่ยนแปลงการจัดฉากได้ตามต้องการ และการนำเสนอข้อมูลได้อย่างน่าสนใจด้วยการนำสื่อ Digital, Data Visualization และ 3D Object ต่างๆ มาแสดงได้ทันที ทำให้รายการมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีนี้ถูกนำไปใช้เป็นอย่างมากในธุรกิจสื่อและบันเทิงทั่วโลก รวมถึงในเหล่ามหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการเรียนการสอนทางด้านนิเทศศาสตร์และมัลติมีเดียเองก็มีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการเรียนการสอนจริงด้วย

ใน Webinar นี้เราจะมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีเบื้องหลังที่เกี่ยวข้องกับระบบ Virtual Set Studio ทั้งหมด และตัวอย่างการนำไปใช้งานจริง

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_25C9qP2QQBenslyS1zxG4Q

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-introduce-to-virtual-set-studio-by-throughwave-thailand/

Diane Greene ประกาศลงจากตำแหน่ง CEO ของ Google Cloud ส่งไม้ต่อให้ Thomas Kurian อดีตผู้บริหารจาก Oracle

Diane Greene ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO แห่ง Google Cloud มาเป็นเวลากว่า 3 ปี ได้ประกาศลงจากตำแหน่งเพื่อไปทำงานทางด้านการศึกษาแทน และเปิดโอกาสให้ Thomas Kurian อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Oracle เข้ามารับตำแหน่ง CEO ต่อในต้นปี 2019 ที่จะถึงนี้

 

Credit: Google

 

Diane Greene คือหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ VMware เมื่อปี 1998 จนกระทั่งถูก EMC เข้าซื้อกิจการไปเมื่อปี 2004 และออกจาก VMware เมื่อปี 2008 ก่อนจะเข้าร่วมกับ Google ในฐานะของ Board of Directors ในปี 2012 และได้กลายมาเป็น Senior Vice President ของ Google Cloud ในปี 2015 เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในวิศวกรหญิงแกร่งคนหนึ่่งของวงการเลยทีเดียว

Diane Greene นั้นจะดำรงตำแหน่ง CEO ต่อไปจนถึงเดือนมกราคมปี 2019 และในระหว่างนี้ Thomas Kurian ก็จะเข้ามาเริ่มต้นทำงานตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2018 นี้เพื่อรับช่วงงานต่อจาก Diane Greene โดยตรงก่อนจะขึ้นตำแหน่ง CEO ในปีหน้า

Thomas Kurian ผู้ที่จะมารับตำแหน่งต่อจาก Diane Greene นี้มีประสบการณ์การทำงานใน Oracle มากว่า 22 ปี และล่าสุดก็ได้รับตำแหน่ง President of Product Development อยู่ที่ Oracle

ในช่วง 3 ปีที่ Diane Greene ได้เข้ามาบริหารทีม Google Cloud นั้น ผลงานหลักๆ นั้นก็คือการนำ Google Cloud รุกเข้าสู่ตลาด IT ขององค์กรอย่างจริงจังซึ่งเป็นตลาดที่ก่อนหน้านี้ Google ไม่ได้เข้มแข็งมากมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการรวมทีมของ Google Cloud Platform (GCP), Google Apps และ Google G Suite เข้าเป็น Google Cloud ด้วยกัน และผลักดันให้เกิดลูกค้าในหลากหลายตลาดทั้งธุรกิจ Startup ขึ้นมาจนถึงองค์กรจำนวนมากใน Fortune 1000, การผลักดัน AI และ IoT อย่างเต็มที่บน Cloud, การเข้าซื้อกิจการของบริษัทหลักๆ ที่จะเสริม Portfolio ของ GCP ในตลาดองค์กรให้เข้มแข็งขึ้นอย่าง Apigee, Kaggle, qwiklabs และอื่นๆ

หลังจากนี้ Diane Greene ก็จะยังคงดำรงตำแหน่ง Director ของบอร์ดใน Alphabet ต่อไป ส่วนการตัดสินใจที่จะเข้าไปร่วมพัฒนาวงการการศึกษานั้นก็เกิดจากแรงกระตุ้นที่บริษัท Bebop ของ Diane Greene ได้ถูก Google เข้าซื้อกิจการไป จนทำให้ Diane Greene ตัดสินใจว่าจะเริ่มนำเงินส่วนนั้นมาผลักดันด้านการกุศลในส่วนของการศึกษาอย่างเต็มที่

สุดท้าย Diane Greene ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่าตลาด Cloud นั้นยังมีโอกาสอีกมหาศาลมากรออยู่

 

ที่มา: https://cloud.google.com/blog/topics/inside-google-cloud/transitioning-google-cloud-after-three-great-years, https://www.channelfutures.com/leadership/diane-greene-step-down-google-cloud-ceo

from:https://www.techtalkthai.com/diane-greene-will-step-down-from-google-cloud-ceo-and-lets-thomas-kurian-be-the-next/

Oracle ประกาศเข้าซื้อกิจการ Talari Networks เตรียมรุกตลาด SD-WAN อีกราย

Oracle จะเข้าไปอยู่ในตลาด Enterprise Networking แล้ว ด้วยการเข้าซื้อกิจการของ Talari Networks ผู้พัฒนาโซลูชัน SD-WAN สำหรับองค์กร

 

Credit: Talari Networks

 

Talari Networks เป็นหนึ่งในผู้นำของโซลูชันทางด้าน SD-WAN ที่มีลูกค้ามากกว่า 500 องค์กรใน 40 ประเทศทั่วโลก รองรับการทำ SD-WAN ทั้งสำหรับ Site-to-Site และ Site-to-Cloud เพื่อรองรับภาพของ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud สำหรับองค์กรได้ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะของตนที่มีชื่อว่า Talari Failsafe

เทคโนโลยีของ Talari Networks จะถูกนำเข้าไปเติมเต็มให้กับโซลูชัน Session Border Controller (SBC) และ Network Management Infrastructure ของ Oracle โดยเสริมความสามารถด้านการทำ High Availability, Quality-of-Experience (QoE) และ Cloud Application Access ให้กับระบบเครือข่ายขององค์กรนั่นเอง

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2018 นี้ โดยมูลค่าการเข้าซื้อกิจการนั้นยังไม่เป็นที่เปิดเผย ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Talari Networks ได้ที่ https://www.talari.com/ ครับ

ด้านล่างนี้เป็นคลิปแนะนำเทคโนโลยี SD-WAN จาก Talari Networks ครับ

 

ที่มา: https://www.oracle.com/corporate/acquisitions/talari/, https://www.talari.com/blog/oracle_buys_talari/, https://www.sdxcentral.com/articles/news/oracle-buys-sd-wan-vendor-talari-networks/2018/11/

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-acquires-talari-networks-to-join-sd-wan-market/

BlackBerry ตกลงเข้าซื้อกิจการ Cylance 44,800 ล้านบาท เข้าตลาด Security ด้วย AI

BlackBerry ได้ออกมาประกาศถึงการตกลงเข้าซื้อกิจการของ Cylance ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน AI และ Cybersecurity ที่มูลค่า 1,400 ล้านเหรียญหรือราวๆ 44,800 ล้านบาท

 

Credit: Cylance

 

นับเป็นประเด็นที่น่าจับตาไม่น้อยกับการที่ BlackBerry ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Cylance ผู้พัฒนาโซลูชันทางด้าน Cybersecurity โดยมี AI เป็นหัวใจ ซึ่งถือเป็นบริษัทที่น่าสนใจไม่น้อย โดยทาง BlackBerry นั้นระบุว่าจะนำเทคโนโลยีของ Cylance เข้ามาเติมเต็มให้กับเทคโนโลยีที่ BlackBerry มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น QNX ระบบปฏิบัติการและ Hypervisor สำหรับรถยนต์ไร้คนขับ, อุปกรณ์ Embedded และอุปกรณ์ IoT หลากหลาย รวมถึง UEM ระบบ End Point Management จาก BlackBerry ด้วย

ที่สำคัญ Cylance นั้นจะเข้ามาเติมเต็มภาพของ Enterprise of Things (EoT) อย่าง BlackBerry Spark Platform ซึ่ง BlackBerry มองว่าจะเป็นก้าวถัดไปจากโลกยุค Mobile-First ไปสู่่ Thing-First แทนในเร็ววันนี้ ซึ่ง Security เองก็เป็นประเด็นหลักในการพิจารณาใช้งานโซลูชันทางด้าน IoT ในระดับองค์กรอยู่แล้วทุกวันนี้

จุดเด่นของ Cylance ที่ทำให้ BlackBerry ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ก็คือการประยุกต์นำ Artificial Intelligence (AI), Algorithmic Science และ Machine Learning เข้ามาใช้กับ Cybersecurity Software อย่างเต็มตัว ซึ่งก็ทำให้การตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามทั้งที่รู้จักอยู่แล้วและยังไม่เคยรู้จักมาก่อนเป็นไปได้อย่างแม่นยำโดยใช้ทรัพยากรน้อย

Cylance นั้นเพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2012 เท่านั้นแต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วจนปัจจุบันนี้มีลูกค้ามากกว่า 3,500 องค์กรทั่วโลกแล้ว และเกินกว่า 20% ของบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 ก็เป็นลูกค้าของ Cylance ด้วย

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 ผู้ที่ส่นใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Cylance ได้ที่ https://www.cylance.com ครับ

 

ที่มา: https://www.blackberry.com/us/en/company/newsroom/press-releases/2018/blackberry-acquisition-press-release

from:https://www.techtalkthai.com/blackberry-will-acquire-cylance-at-44800-million-thb/