คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

5 เคล็ดลับสำหรับองค์กรในยุคเปลี่ยนผ่าน ทำอย่างไรให้การส่งไม้ต่อจาก BabyBoomers to Millennials ราบรื่น

เชื่อว่าตอนนี้หลายๆ องค์กรน่าจะพบกับความท้าทายในการหาคนทำงานที่ต่างจากเมื่อ 10 – 20 ปีก่อนอยู่พอสมควร โดยเฉพาะเป็นยุคที่คนทำงานกลุ่ม Baby Boomers ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ทำงานหนักและอยู่กับองค์กรมาตั้งแต่เริ่มต้น เริ่มเข้าสู่วัยเกษียณกันมากขึ้น ขณะที่วัยทำงานรุ่นใหม่อย่างชาว Millennials ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทกลายเป็นบุคลากรคนสำคัญที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรแทนชาว Baby Boomers มากขึ้นเช่นกัน เราจึงมีคำแนะนำที่น่าสนใจจาก JobDB มาฝากกันสำหรับองค์กรที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในยุคเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่องค์กรต้องเตรียมการให้พร้อมมีดังต่อไปนี้

1. ส่งต่อการทำงานให้กับคนยุค Millennials

ปัจจุบัน พบว่า คนทำงานรุ่นก่อนอย่างกลุ่ม Baby Boomers จะค่อย ๆ ลดบทบาทลง และเกษียณกันไป ขณะเดียวกันคนทำงานกลุ่ม Millennials กำลังทยอยเข้ามาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจหรือองค์กรภายใต้แนวคิดใหม่ๆ และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่องค์กรควรตระหนักถึงคือการวางแผนกลยุทธ์ในการสรรหาว่าจ้างและบริหารจัดการคนทำงานกลุ่มนี้ พร้อมกับวางแผนพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ  เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบทบาทการทำงานในด้านการบริหารจัดการที่จะมาถึงของคนกลุ่มนี้ด้วย

2. สร้างสมดุลให้ชีวิตด้วยเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

นอกจากเงินเดือน และสวัสดิการทางด้านการเงินแล้ว คนทำงานกลุ่ม Millennials ยังให้ความสำคัญมากกับเรื่องสมดุลชีวิตกับการทำงาน เนื่องจากคนทำงานในยุคนี้ ให้ความสำคัญกับการทำงาน และการเข้าสังคมหรือทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูงเท่า ๆ กัน ดังนั้น องค์กรที่ให้ความสมดุลชีวิตกับการทำงาน และมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นได้ มักจะดึงดูดใจคนทำงานกลุ่มนี้ การมีเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น ยังช่วยทำให้พนักงานได้สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมให้กับองค์กร โดยที่ไม่เสียเวลากับการใช้ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาด้วย ซึ่งวิธีการนี้จะได้รับประโยชน์ทั้งกับองค์กรและคนทำงาน ฉะนั้น การเข้า-ออกงานเป็นเวลาจะค่อย ๆ หายไปในไม่ช้า การเปลี่ยนแปลงนี้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะคนทำงานกลุ่มนี้ ค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทกับวัฒนธรรมองค์กร เวลาการทำงานที่ยืดหยุ่นจะเข้ามาแทนที่การเข้า-ออกงานที่เป็นเวลา

3. มีสถานที่ทำงานและชุดทำงานที่ดูสบายมากขึ้น

คนทำงานจำนวนมากในยุคนี้ นิยมทำงานจากที่อื่น ที่ไม่ใช่ออฟฟิศ หรือทำงานจากที่บ้าน วัฒนธรรมการทำงานจึงดูไม่เป็นทางการจนเกินไป ส่วนเรื่องการแต่งกายไปทำงาน เมื่อก่อนการแต่งชุดฟอร์มขององค์กรเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต่อมานโยบายชุดฟอร์มองค์กรได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะคนทำงานกลุ่ม Millennials จะชื่นชอบการแต่งตัวสบายๆ หรือตามสไตล์ของตนเองไปทำงานมากกว่าที่จะแต่งตัวตามชุดฟอร์มที่องค์กรกำหนดให้ ดังนั้น เพื่อดึงดูดและรักษาคนทำงานกลุ่มนี้ไว้ องค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจาก หากไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำธุระที่ออฟฟิศ ก็สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ รวมถึงเปลี่ยนแปลงนโยบายการแต่งกายชุดทำงานให้ดูสบายมากขึ้น ไม่ทางการเกินไป โดยลดการใส่สูท ผูกไท แล้วเปลี่ยนเป็นการใส่เสื้อเชิ้ตที่ดูลำลองขึ้นกับกางเกงยีนส์แทน

4. ระบบการประเมินผลการทำงานที่ยืดหยุ่น

คนทำงานกลุ่ม Millennials ต้องการเปลี่ยนการประเมินผลการทำงานประจำปี จากเดิมที่ต้องรอให้ครบปีแล้วค่อยประเมินผลการทำงาน แต่คนทำงานยุคใหม่นี้ ไม่ชอบคอยให้ครบปี เนื่องจากพวกเขาเติบโตมากับการใช้อินเทอร์เน็ต จึงมีพฤติกรรมที่ตอบสนองไว ด้วยการโต้ตอบกันใน Social media หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้พวกเขามีความอดทนน้อยกว่าคนรุ่นก่อน คนกลุ่มนี้จึงต้องการการฟีดแบคที่รวดเร็วและบ่อยครั้ง เพื่อที่จะสามารถนำฟีดแบคมาปรับปรุงการทำงานได้ทันที มากกว่าที่จะรอให้ถึงการประเมินผลการทำงานประจำปีมาถึง หากต้องการให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า ควรเริ่มใช้ระบบการประเมินผลการทำงานเป็นประจำหรือเป็นรายเดือน เพื่อให้ผลการทำงานเป็นไปตามเป้าหมายและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

5. บอกลาการทำงานแบบลำดับขั้น เป็นสร้างสรรค์งานด้วยทีมเวิร์ค

คนทำงานกลุ่ม Millennials เติบโตมาพร้อมกับการแบ่งปันความคิดและเสนอความคิดเห็นผ่าน Social media หรือเทคโนโลยีต่าง ๆ พวกเขาจึงชอบที่จะทำงานร่วมกันกับทุก ๆ คนแบบเท่าเทียมกัน มากกว่าการทำงานแบบลำดับขั้นเหมือนเมื่อก่อน และเมื่อพวกเขามีตำแหน่งงานที่สูงขึ้น พวกเขาก็จะถ่ายทอดการทำงานร่วมกันในองค์กรแบบเท่าเทียม ไม่แบ่งลำดับขั้นเช่นกัน ดังนั้น องค์กรควรปรับรูปแบบการทำงาน ให้คนทำงานทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานที่เท่าเทียม ไม่ใช้วิธีควบคุมการทำงาน ไม่แบ่งลำดับขั้น ไม่แบ่งลำดับการบังคับบัญชาอีกต่อไป เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานที่คนทำงานยุคนี้ต้องการ คือการทำงานที่ใกล้ชิดกับเพื่อนร่วมงาน และสนับสนุนให้ทำงานร่วมกัน แบ่งปันความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานออกมาดี และประสบความสำเร็จ

จะเห็นได้ว่ามีความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านคนทำงานรุ่นเก่าไปสู่คนทำงานรุ่นใหม่อยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งองค์กรที่กำลังพบกับความท้าทายเหล่านี้อยู่ หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้าก็อาจประสบปัญหาติดขัด ไม่สามารถก้าวทันการแข่งขันของธุรกิจก็เป็นได้

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/jobdb-howto-manage-millennials-for-work/

Advertisements

Maersk เผยความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก NotPetya Ransomware นั้นอาจสูงถึง 10,000 ล้านบาท

ในช่วงที่ NotPetya Ransomware ระบาดอย่างรุนแรงนั้น Maersk หนึ่งในธุรกิจขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกรายหนึ่งเองก็ได้ตกเป็นเหยื่อของ Ransomware ตัวนี้ และอาจสร้างความเสียหายถึง 300 ล้านเหรียญหรือราวๆ 10,500 ล้านบาทเลยทีเดียว

Credit: Maersk

 

NotPetya Ransomware นั้นแพร่ระบาดภายในระบบเครือข่ายของ Maersk จนทำให้ต้องหยุดการทำงานภายในท่าเรือ 76 แห่งทั่วโลก และปิดระบบเครือข่ายภายในองค์กรยาวนานถึงหลายวัน ทำให้ทีมบริหารของ Maersk คาดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อรายรับในไตรมาสที่ 3 ของปี 2017 นี้ลดลง 200 – 300 ล้านเหรียญ

ธุรกิจของ Maersk นั้นมีส่วนแบ่งตลาดด้านการขนส่งทางเรือในระดับโลกถึงประมาณ 15% การถูกโจมตีครั้งนี้ที่ทำให้ระบบต้องหยุดทำงานไปนานหลายวันนั้นจึงสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจไม่น้อยเลยทีเดียว

ทาง Maersk ได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์ในระหว่างที่ถูก NotPetya โจมตีว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจมาก โดยในตอนนั้นระบบ Email ของ Maersk ล่มทั้งหมด และทำให้ต้องใช้ WhatsApp ที่เป็น Account ส่วนตัวในการสื่อสารแทน และถึงแม้ปัญหาเชิงธุรกิจส่วนใหญ่นั้นทางทีมบริหารจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการฝ่าฟันและแก้ไขไปได้ แต่ปัญหาเชิงเทคโนโลยีเหล่านี้ก็ยังทำให้พวกเขาจนมุมหาทางแก้ไขอย่างทันท่วงทีไม่ได้จริงๆ ทำให้เขาต้องเข้าไปควบคุมแผนก IT อย่างฉุกเฉินและเข้าร่วมทุกการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาของ NotPetya นี้ด้วยตัวเอง เพียงเพื่อจะได้รู้ว่า NotPetya นั้นไม่มีทางแก้ไข

บทเรียนในครั้งนี้ทำให้ Maersk ตัดสินใจจะลงทุนเพิ่มระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยเพิ่ม ลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการโจมตีลักษณะนี้อีกในอนาคต

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/08/16/notpetya_ransomware_attack_cost_us_300m_says_shipping_giant_maersk/

from:https://www.techtalkthai.com/maersk-reveals-notpetya-ransomware-might-cause-10000-million-thb-damage-to-its-business/

Microsoft เข้าซื้อกิจการ Cycle Computing ขยายตลาด High Performance Computing บน Cloud

Microsoft ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Cycle Computing ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Cloud Computing Orchestration สำหรับระบบ High Performance Computing (HPC) และ Big Computing เสริมทัพ Microsoft Azure บริการ Cloud ของ Microsoft เอง

Credit: Microsoft

 

การทำ HPC หรือ Big Computing บน Cloud นั้นได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากรูปแบบของการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ที่ทำให้หลายๆ องค์กรไม่ต้องลงทุนสร้าง Dat a Center เองทั้งหมด อีกทั้งยังเพิ่มหรือลดพลังในการประมวลผลได้อย่างยืดหยุ่นตามต้องการ ทำให้ Microsoft เองก็สนใจที่จะจับตลาดนี้ให้กว้างขึ้น ซึ่งเดิมที Microsoft Azure เองก็รองรับได้ทั้ง Infiniband และ GPU สำหรับตอบโจทย์ลักษณะนี้ได้อยู่แล้ว โดยการมาของ Cycle Computing ครั้งนี้เองก็จะยิ่งช่วยให้การใช้งาน Microsoft Azure สำหรับงาน HPC มีความง่ายดายยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นไปอีก

ลูกค้าเดิมของ Cycle Computing นั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Global 2000 Manufacturing, Big 5 Life Insurance, Big 10 Pharma & Biotech, Big 10 Media & Entertainment, Big 10 Financial Services & Hedge Funds, Startup และหน่วยงานรัฐต่างๆ ซึ่งทางทีมงานเดิมก็จะยังคงดูแลลูกค้าต่อไป และ Microsoft ก็ได้ลูกค้าใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง

มูลค่าการซื้อขายกิจการครั้งนี้ไม่เป็นที่เปิดเผย

 

ที่มา: https://blogs.microsoft.com/blog/2017/08/15/microsoft-acquires-cycle-computing-accelerate-big-computing-cloud/https://cyclecomputing.com/cycle-computing-joining-microsoft/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-acquires-cycle-computing-to-expand-cloud-hpc-market/

เปิดกลยุทธ์ “TrueSphere” ครบรอบ 1 ปี บริการอย่างไรถึงได้จับใจลูกค้า “ทรูแบล็คการ์ด”อยู่หมัด

ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ (ซ้าย) และคุณฐานพล มานะวุฒิเวช

เปิดมาแล้วครบ 1 ปีพอดีสำหรับ “TrueSphere” ในฐานะ Co-Working Space ระดับ FirstClass เพื่อลูกค้าทรูแบล็คการ์ด ในโอกาสนี้จึงมีการอัปเดตความคืบหน้ารวมถึงแผนการตลาดใหม่ ๆ ที่จะเพิ่มเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในมิติต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการเสิร์ฟกาแฟระดับ Nitro Cold Brew ของ TrueCoffee, การเป็น Destination สำหรับลูกค้า iPhone ด้วย TrueSphere Apple Excellence รวมถึงการจับมือกับ IBM นำปัญญาประดิษฐ์คนดังอย่าง Watson Analytics เข้ามาช่วยในด้านธุรกิจ

โดยผู้ที่รับหน้าที่ในครั้งนี้หนีไม่พ้น คุณปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดยคุณปพนธ์กล่าวว่า “TrueSphere ไม่ใช่แค่เรื่องของโลเคชัน  เพราะหากเอ่ยถึงลูกค้าระดับเฟิร์สคลาสในมุมมองของทรูนั้น สถานที่ที่สร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งคือเลาจ์ในสนามบิน ทรูจึงนำประสบการณ์และบริการระดับดังกล่าวมาให้บริการแก่ลูกค้าทรูแบล็คการ์ดในด้านต่าง ๆ ทั้งการตกแต่ง การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ เมนูอาหาร ไปจนถึงพนักงานผู้ให้บริการที่มีการคัดเลือกอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้การบริการที่มีประสิทธิภาพ”

โดยปัจจุบัน ทรูมี TrueSphere ทั้งสิ้น 8 สาขาแล้วได้แก่ เอ็มควอเทียร์, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต, เมกาบางนา, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, เดอะมอลล์ บางกะปิ, บลูพอร์ต หัวหิน และ ทรู แบรนดิ้ง ช้อป สยามพารากอน โดยมีแผนจะเพิ่มขึ้นอีก 6 สาขาในปีนี้ ซึ่งจะขยายไปยังหัวเมืองต่าง ๆ มากขึ้น เช่น นครราชสีมา และจะอยู่ภายใต้งบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 290 ล้านบาท 

โดยการพิจารณาโลเคชันที่เหมาะสมในการลงทุน TrueSphere นั้น นอกจากจะพิจารณาจากพื้นที่ว่ามีลูกค้าทรูแบล็คการ์ดอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ความเข้าใจของทางห้างสรรพสินค้าเจ้าของพื้นที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งคุณปพนธ์เผยว่าจะไม่ลงทุนสร้างเด็ดขาดแม้ว่าห้างนั้น ๆ จะมีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด หากทางห้างไม่เข้าใจในคอนเซ็ปต์ของ TrueSphere

“บางห้างจะให้เราไปอยู่ในซอกหลืบ ไปหลบ ๆ ซ่อน ๆ ผมไม่ไป เราจะทำอย่างนั้นกับลูกค้าทรูแบล็คการ์ดไม่ได้ พื้นที่อย่างที่เอ็มควอเทียร์เป็นตัวอย่างที่ดีของ TrueSphere” ส่วนห้างที่ไม่มีความเข้าใจในคอนเซ็ปต์ของ TrueSphere ก็อาจต้องรอไปก่อนจนกว่าจะมีพื้นที่ที่เหมาะสม

สาเหตุที่จะขยายไปตามหัวเมืองต่าง ๆ มากขึ้นเป็นเพราะทรูพบว่า ลูกค้าทรูแบล็คการ์ดเองมีการเดินทางมากขึ้น ทรูจึงมองว่าการไปเปิด TrueSphere เพื่อเตรียมการรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

สำหรับลูกค้ากลุ่มทรูแบล็คการ์ดนั้น ทางคุณปพนธ์เผยด้วยว่า มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา ทรูมีลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ราว 170,000 ราย แต่ในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 300,000 รายแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี ทรูจะมีลูกค้ากลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 330,000 รายด้วย

ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นของลูกค้ากลุ่มทรูแบล็คการ์ดที่รวดเร็วมากนี้ ทรูวิเคราะห์ว่า มีความเกี่ยวข้องกับยอดขาย iPhone ของทางบริษัทอย่างชัดเจน นั่นจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทรูริเริ่มโครงการ TrueSphere Apple Excellence โดยมีการส่งพนักงานไปอบรมเพื่อให้ได้ใบรับรองในการเป็น Apple Expert สำหรับให้บริการแก่ลูกค้าใน TrueSphere โดยเฉพาะ

“เราพบว่าลูกค้าทุกวันนี้ไม่ได้ต้องการส่วนลดเป็นหลักอีกต่อไปแล้ว แต่เขาจะดูว่าบริษัทสามารถ Contribute อะไรให้เขาได้บ้างเป็นสำคัญ โดยเฉพาะลูกค้ากลุ่ม High-Value ดังนั้นการทำการตลาดจึงต้องเปลี่ยน และ TureSphere ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่สามารถสนับสนุนให้เกิดการเติบโตของลูกค้ากลุ่ม High-Value ได้”

โดยสมาชิกค้าทรูแบล็คการ์ด 1 ใบสามารถเข้าใช้งาน TrueSphere ได้สองคน และรูปแบบการเข้าใช้งาน TrueSphere นั้นหลัก ๆ พบในสองแบบนั่นคือ ลูกค้ากลุ่มครอบครัว ที่ลูก ๆ ประทับใจในบรรยากาศของ TrueSphere และดึงให้พ่อแม่เข้าใช้บริการ กับกลุ่มนักธุรกิจที่ใช้พื้นที่ของ TrueSphere ในการพบปะเจรจาทางธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ TrueSphere ในสาขาใหม่ ๆ ที่กำลังก่อสร้างนั้นจึงมีการเพิ่มในส่วนของห้องประชุมให้สามารถจองใช้ได้ (3 ชั่วโมงต่อครั้งและจองล่วงหน้า 1 วัน) และเพิ่มส่วนของ SME table เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ SME และสตาร์ทอัปใช้เป็นที่พบปะเจรจา หรือหาโซลูชันต่าง ๆ ร่วมกันได้ด้วย

นอกจากนั้น ยังมีในส่วนของ Watson Analytics ปัญญาประดิษฐ์จาก IBM ที่ทรูจะนำเข้ามาให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มทรูแบล็คการ์ด ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก และเป็นไปได้ว่าจะเป็นบริการที่จำเป็นมากสำหรับธุรกิจในยุคต่อไป

ในส่วนนี้คุณปพนธ์เผยว่า Watson Analytics เปรียบได้กับหมอดูดิจิทัล หรือก็คือการประมวลผลข้อมูลจากบิ๊กดาต้าเพื่อให้กลายเป็นคำแนะนำทางธุรกิจ โดยจะให้บริการโดยพนักงานของทรูเอง และอาจมีค่าใช้จ่ายบวกเพิ่มด้วย ส่วนรายละเอียดของการให้บริการโดยปัญญาประดิษฐ์ Watson นั้นคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

หันมาในด้านเครื่องดื่มกันบ้าง TrueSphere ได้ชูจุดแข็งของการมีกาแฟสกัดเย็นอย่าง Nitro Cold Brew เป็นตัวชูโรง โดยมองว่าการเสิร์ฟกาแฟรูปแบบใหม่โดยใช้กาแฟสกัดเย็นสูตรพิเศษที่จะผสมกับแก๊สไนโตรเจนผ่านถังอัดแรงดันจนเกิดเป็นครีมโฟมที่ละเอียด และมีรสสัมผัสใกล้เคียงกับเบียร์ Stout หรือเบียร์ดำของชาวตะวันตก อีกทั้งยังมีความหวานมากกว่ากาแฟ Cold Brew แบบปกติ จะเป็นอีกส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศของความ Luxury ให้กับ TrueSphere ได้เป็นอย่างดี

สำหรับลูกค้ากลุ่มทรูเรดการ์ดนั้น ทางคุณฐานพล มานะวุฒิเวช ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และบริหารความสุขของลูกค้า บมจ. ทรู คอร์ปอเรชัน ก็เผยว่ามีตัวเลขการเติบโตที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยจากเดิมในปี 2016 อยู่ที่ 1.7 ล้านคนได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 2 ล้านต้น ๆ แล้วในปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ ลูกค้าของทรูเรดการ์ดจะก้าวขึ้นไปแตะสามล้านรายได้อย่างแน่นอน

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/truesphere-anniversary-true-black-card-growth/

Google ยอมจ่าย 1 แสนล้านบาทให้ Apple เพื่อคง Google Search เป็นค่าเริ่มต้นใน iOS

Google Pay 3billion To Apple

Google ยอมจ่ายเงิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ($3 Billion) หรือคิดเป็นเงินไทยมีค่าเท่ากับ 99,921,964,933.50  บาท ตีเป็นตัวเลขกลมๆ ก็เกือบ 1 แสนล้านบาทให้กับทาง Apple เพื่อขอให้ Google Search ตั้งค่าเป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นในระบบ iOS

ปี 2014 จ่ายเพียง 1 พันล้าน แต่ปีนี้โดดไป 3 พันล้านเหรียญ

Google 2015 Logo Detail

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ทาง Google จ่ายเงินให้ Apple เพียง 1 พันล้านเหรียญแต่มาปีนี้ 2017 จำนวนที่จ่ายนั้นเพิ่มมากขึ้นมาอยู่ที่ราวๆ 3 พันล้านเหรียญเพื่อให้ Google Search ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้นในระบบ iOS ที่เราได้ใช้งานกันใน Safari นั่นแหละ เวลาที่ป้อนคำค้นหา คำเหล่านั้นก็จะถูกส่งป้อนเข้าใน Google Search เลย นั่นแหละคือสิ่งที่ Google ต้องการ

นักวิเคราะห์รายงานว่ารายได้ของ Google Search ปี 2014 อยู่ที่ 16,000 ล้านเหรียญเทียบกับ 2017 มีรายได้ประมาณ 50,000 ล้านเหรียญทำให้ยอดที่จะต้องจ่ายให้ทาง Apple ก็น่าจะเพิ่ม 3 เท่าเช่นกัน

Google จ่ายหนักขนาดนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

แน่นนอนว่า เงิน เงิน เงิน ที่ Google ต้องจ่ายออกไปถึง 3 พันล้านเหรียญนั้นเพิ่มมากขึ้นเทียบกับปี 2014 ถึง 3 เท่านั้นและจำนวนเงินนี้เทียบเป็น 5% ของรายได้ที่ทาง Apple หาได้จากบริการต่างๆ (Operation Services) อย่าง iCloud, Apple Music และค่าธรรมเนียมที่เก็บได้จากการขายแอปบน App Store

ข้อดีที่ทาง Google จะได้จากดีลครั้งนี้การเป็นระบบค้นหาเริ่มต้นในอุปกรณ์ iOS ที่มีมากกว่า 1,200 ล้านอุปกรณ์ (นี่นับเฉพาะ iPhone ที่ขายได้แล้ว)โดยข้อมูลเผยว่ารายได้ว่า 50% จาก Google Mobile Search มาจากอุปกรณ์ iOS ถ้า Google ไม่คว้าส่วนนี้เอาไว้อาจจะทำให้รายได้นั้นขาดหายไป อีกทั้งเป็นการป้องกันคู่แข่งระบบค้นหาอื่นๆ เข้ามาแทนที่ได้อีกด้วย

สถานการณ์เช่นนี้ถือว่าได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่ายคือ Google และ Apple

มีความเป็นไปได้ที่ Apple จะมีรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เพิ่มมากขึ้นอีกเท่าตัว

Tim Cook
Tim Cook, Apple’s CEO

นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อีกว่าทาง Apple มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างมูลค่าจากการเก็บค่าลิขสิทธิ์เพิ่มเติมจากผู้ผลิตแอปที่ต้องการให้แอปของตนเองนั้นเข้ามาเป็นแอปพื้นฐานที่มาพร้อมกับ iOS เลย เช่น แอปแชทยอดฮิตอย่าง WeChat vs. LINE, โซเชี่ยลเน็ตเวิร์กอย่าง Facecook  vs. SnapChat หรือ Twitter, แอปเรียกรถอย่าง Uber vs. Lyft, แอปขายของออนไลน์อย่าง Amazon vs. Jet.com หรืออย่างเช่นแผนที่ Google Maps vs.  Mapquest  ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้และสามารถสร้างรายได้ให้ Apple เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล (อย่าคิดเพียงว่าขายเครื่องได้น้อยกว่าแล้วแพ้คู่แข่งที่ขายเครื่องได้มากกว่าเท่านั้น)

ขอบคุณข้อมูลจาก Businessinsider

from:https://www.iphonemod.net/google-pay-3billion-to-apple.html

เพนกวินดึงจุดแข็ง “เสก โลโซ” ปั้นจุดขายให้ซิม “เราและนาย”

เปิดตัวแล้วสำหรับ “ซิมเพนกวินเราและนาย” ที่เป็นการจับมือกันระหว่างซิมเพนกวินและ “เสก โลโซ” โดยเป็นการดึงจุดแข็งของศิลปินดังที่มีฐานแฟนคลับบน Facebook กว่า 5 ล้านรายทั้งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมียอด Engagement ไม่ต่ำกว่า 2.6 ล้าน Reach ต่อวันมาสู่การเติบโตของธุรกิจซิมเพนกวิน โดยตั้งเป้ายอดขายซิมเราและนายไว้ที่ 300,000 เลขหมายภายในสิ้นปี และคาดว่าจะมียอดขายรวมทั้งปีเท่ากับ 1 ล้านเลขหมาย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1 เท่าตัว

ดร.ชัยยศ จิรบวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซิมเพนกวินเผยว่า ที่ผ่านมาซิมเพนกวินได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มผู้ใช้งานหลายกลุ่ม เช่น กลุ่ม Logistics (มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ให้บริการด้าน Delivery) หรือกลุ่มที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการโทร โดย 80% ของฐานผู้ใช้งานอยู่ในต่างจังหวัด และอีกกลุ่มที่ลืมไม่ได้คือกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ

อย่างไรก็ดี ซิมเพนกวินมองว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณเสก โลโซ และกลุ่มเป้าหมายของซิมเพนกวินเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยฐานแฟนคลับของคุณเสก โลโซบน Facebook มีมากกว่าห้าล้านคน และ 70% เป็นผู้ชาย อีกทั้งยังมีแฟนคลับในหลายประเทศนอกจากไทย คือลาว เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา มาเลเซีย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น International Artist ตัวจริง

“ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้คุณเสก โลโซเป็นศิลปินที่มี Active สูงบน Facebook คือความเรียล เพราะแกทำเอง ทำให้เกิด Engagement กับแฟน ๆ สูงมากหรือในระหว่างสัปดาห์จะมีคนเข้ามา Engage ของแก Facebook ประมาณ 2.6 ล้านคน” ดร.ชัยยศกล่าว

จากจุดแข็งนี้ ทำให้ซิมเพนกวินเลือกช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการ Engage กับลูกค้า พร้อมเผยด้วยว่าการจับมือกันครั้งนี้เป็นในลักษณะของพันธมิตรทางธุรกิจไม่ใช่การจ้างพรีเซนเตอร์ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ถึงส่วนแบ่งทางธุรกิจ

โดยจากการทำวิจัยพฤติกรรมการใช้งานของแฟนคลับเสก โลโซพบว่า เป็นกลุ่มที่เล่น Facebook และ LINE เป็นหลัก จึงมีการออกโปรเสริมให้ใช้ Facebook – LINE ฟรีไม่อั้น ขณะที่ค่าโทรก็คิดตามจริงที่วินาทีละ 1 สตางค์ ทำให้ได้เปรียบคู่แข่งในด้านราคาพอสมควร

ด้านคุณปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ซิมเพนกวินกล่าวว่า “ซิมเพนกวินเราและนายนี้เป็นการออกแบบเพื่อแฟนคลับพี่เสกอย่างแท้จริง โดยเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้เน็ตและโทรแบบไม่ซับซ้อน เน้นเข้าใจง่าย เราจึงต้องเสนอความเข้าใจง่าย ใช้ไม่หมดทบได้ และต่อโปรอัตโนมัติเมื่อเติมเงิน รวมถึงมีบริการให้ยืมเงินด้วย”

โดยแพกเกจของซิมเพนกวินเราและนายมีดังต่อไปนี้

  •  คิดค่าโทรวินาทีละ 1 สตางค์  ตั้งแต่วินาทีแรกทุกเครือข่าย ค่าอินเทอร์เน็ตจ่ายตามจริง 1 MB = 0.25 บาท (ความเร็ว 1 Mbps
  • เล่น Facebook และ LINE ฟรี ให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุด 1GB จากนั้นสามารถเล่นต่อได้ที่ความเร็ว 384 Kbps ตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น วัน ราคา 89 บาท สมัครกด *555*01*1โทรออก
  • โปรเราและนาย 30 วัน เล่น Facebook และ LINE ไม่อั้นฟรี ให้เล่นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุด 2GB จากนั้นสามารถเล่นต่อได้ที่ความเร็ว 384 Kbps ตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น 30 วัน ราคา 279 บาท สมัครกด *555*02*1โทรออก
  • โปรเราและนาย 30 วัน เล่น Facebook และ  Line ไม่อั้นฟรี ให้เล่นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุด 10GB จากนั้นสามารถเล่นต่อได้ที่ความเร็ว384 Kbps ตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น 30 วัน ราคา 559 บาท สมัครกด *555*03*1โทรออก
  •  พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด บริการเพนกวินให้ยืม เพื่อให้ลูกค้าติดต่อสื่อสาร ใช้งานได้อย่างต่อเนื่องแม้กระทั่งในช่วงเงินหมด หรือไม่ได้เติมเงิน ก็สามารถใช้บริการ ยืมเงิน’ ก่อนได้ โดยเพนกวินมีบริการใหม่ล่าสุด เพนกวินให้ยืม 30 บาท สมัครกด *505#  โทรออก (คิดค่าบริการ SMS ครั้งละ 2 บาท ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ซิมเพนกวินเราและนายพร้อมวางจำหน่ายแล้วที่ 7Eleven, ร้านเจมาร์ท และร้านขายมือถือ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.penguinsim.com  
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/penquin-sim-sek-loso/

ฟังผู้ใหญ่ใจถึง “เอนก จงเสถียร” สร้าง Too Fast To Sleep อย่างไรให้โดนใจวัยทีน

“ตอนแรกก็กะทำเล็ก ๆ พอทำเสร็จปุ๊บ เปิดสองวันแรกคนล้นเลย บางคนก็นั่งบันได นั่งระเบียงเอา บางคนเอาโคมไฟมาตั้ง อ่านหนังสือกัน” คำพูดข้างต้นเป็นของคุณเอนก จงเสถียร ผู้ก่อตั้ง Too Fast To Sleep  พื้นที่สำหรับการอ่านหนังสือของคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันแม้จะมีบ้างกับการขาดทุนสาขาละ 100,000 – 200,000 บาท แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมานั้นกลับประเมินค่าไม่ได้ในแง่ของตัวเงิน

คุณเอนก จงเสถียร ผู้ก่อตั้ง Too Fast To Sleep

โดยคุณเอนกชี้ว่า พฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนในยุคก่อนอาจหมายถึงการนอนแต่หัวค่ำแล้วตื่นมาอ่านแต่เช้าที่หลายคนบอกว่าเป็นช่วงเวลาสมองโล่งปลอดโปร่งเหมาะแก่การจดจำเนื้อหา ทว่าในยุคปัจจุบัน ไลฟ์สไตล์เหล่านั้นดูจะเปลี่ยนไปแล้ว โดยคุณเอนกชี้ว่าเขาเห็นจากพฤติกรรมของลูกสาวและเพื่อน ๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่พบว่า คนรุ่นใหม่หันมานิยมอ่าน – ติวหนังสือในช่วงกลางคืน ซึ่งอาจไล่อ่านไปจนถึงตีสามตีสี่จึงจะเข้านอน แล้วค่อยตื่นไปเรียนประมาณ 9 โมงเช้า เรียนเสร็จกลับมานอนอีกรอบ และตื่นมาประมาณ 3 – 4 ทุ่มเพื่ออ่านหนังสืออีกรอบ  ขณะที่พื้นที่ที่จะรองรับการอ่านหนังสือ – ติวหนังสือในลักษณะนี้กลับไม่มีปรากฏในเมืองไทย เพราะห้องสมุดต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยของไทยไม่มีบริการเปิดตลอดทั้งคืนเหมือนในต่างประเทศ

ด้านคุณเอนกซึ่งเป็นนักธุรกิจในอุตสาหกรรมผู้ผลิตฟิล์มถนอมอาหาร และมีพื้นที่เล็ก ๆ อยู่ในย่านสามย่าน จึงตัดสินใจใช้พื้นที่เล็ก ๆ นั้นเปิดบริการ Too Fast To Sleep สาขาแรก และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยจุดแข็งของ  Too Fast To Sleep นั้นอาจอยู่ที่การไม่เน้นขายอาหาร – เครื่องดื่ม ไม่จำเป็นว่าต้องมาแล้วสั่งอาหารในร้านจึงจะสามารถนั่งได้นาน ๆ  แถมยังมีโต๊ะ เก้าอี้ ห้องน้ำ ไวไฟ ให้บริการครบครันโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่ม

โดยคุณเอนกเล่าติดตลกว่า ก่อนหน้าที่จะเปิด  Too Fast To Sleep นั้น ตัวเขาเองเป็นคนใช้จ่ายมือเติบ เมื่อทำมาหาได้จากธุรกิจก็จะช้อปปิ้งเดือนหนึ่ง 7 หลัก แต่เมื่อมาเปิด Too Fast To Sleep และต้องวิ่งมาดูแลกลับพบว่าไม่มีเวลาใช้เงินเลย ซึ่งในจุดนี้ภรรยาของเขาชอบใจมาก และสนับสนุนให้ทำ Too Fast To Sleep ต่อเนื่องจากต่อให้สาขาจะขาดทุน 100,000 – 200,000 บาทต่อเดือน ทางบ้านก็ยังประหยัดค่าช้อปปิ้งไปได้หลายแสนบาทอยู่ดี แถมการลงมาทำ Too Fast To Sleep  นี้ยังได้ความสุขทางใจกลับมาอีกต่างหาก

“เมียนี่ดีใจที่สุดเลย ประหยัดเงินได้ 700,000 บาท แต่ความสุขของเราคือ เวลาเราได้เจอคน เราได้เห็นเด็กไทย ผมบอกเลยนะว่าคนไทยเนี่ยเก่งมาก ผมใช้คำว่าโคตรเก่ง สภาพแวดล้อมแบบนี้อ่ะนะ ผมเรียกว่าอบายมุขเพียบเลย แต่ทำไมเราไปแข่งได้รางวัลชนะเลิศล่ะ ฟิสิกส์ เคมี โอลิมปิก แปลว่าเราไม่มีที่ให้เขา เด็กที่แย่ ๆ ไม่ใช่มันอยากเกเรนะ แต่เพราะมันไม่มีที่ไป ไอ้ที่แว้น ๆ กันตอนกลางคืน ลองมีที่ให้มันนั่งที่อื่น มันจะไปแว้นทำไม ลองมีที่ให้เขาเลือกสิ ผมไม่ได้บังคับว่าต้องมานะ แต่ลองมี Second Choice วันนี้อาจไปกินเหล้า พรุ่งนี้อาจมานั่งอ่านหนังสือ เป็นช้อยส์หนึ่งให้เขาเลือก คุณไปดูสิ สาขาที่สามย่านเต็มทุกคืน”

“มีคนถามผมไม่กลัวคู่แข่งเหรอ ผมบอกไม่กลัว เปิดกันเยอะ ๆ เลยยิ่งดี”

“ผมมาเรียนหนังสือตอนแก่ไง (เคยไปเรียนต่างประเทศแต่ธุรกิจครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินจึงไม่ได้กลับไปเรียนอีกและมาเรียนอีกครั้งพร้อมกับลูก) เรียนพร้อมลูกผม ดังนั้นพอมาเห็นเด็ก ๆ เรียนกันสมัยนี้อีกทีมันมีความสุขมากนะ เวลาไปถึงร้านก็จะเอาละ แจกอะไรดี ผมก็สั่งป๊อปคอร์นแจกบ้าง  สั่งน้ำแจกบ้าง จนลูกน้องบ่น อย่าสั่งน้ำปั่นแจกได้ไหม เพราะลูกน้องจะปั่นกันตาย (หัวเราะ)”

นอกจากนั้น คุณเอนกยังได้เล่าประสบการณ์เมื่อครั้งวิกฤติค่าเงินบาท ซึ่งทำให้บริษัทของเขาตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ด้วยว่า ลูกน้องเดินมาถามเช่นกันว่าจะทำอย่างไร พร้อมกับเสนอทางออกว่าควรลดเงินเดือนทุกคนคนละ 8% บริษัทก็จะอยู่ได้ ผมก็มาถามผู้บริหารว่าลูกน้องเขาจะลดเงินเดือนคนละ 8% พวกลื้อจะเอายังไง งั้นลดเงินเดือนคนละ 15% แล้วกัน สองเท่าของลูกน้อง พอสามปีเราพ้นวิกฤติ ผมนับเลยนะ ลูกน้องแต่ละคน ผมติดอยู่เท่าไร ผมคืนให้เขาหมด มันเหมือนเราเป็นหนี้เขา บางคนรับเงินตกใจเลยนะ วิ่งมาหาเรา คุณเอนก ไล่ผมออกทำไม (หัวเราะ) เขานึกว่าให้ซองขาว”

กลับมาที่ Too Fast To Sleep คุณเอนกได้เล่าถึงหลาย ๆ เคสที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขาทำ  Too Fast To Sleep ไม่ว่าจะเป็นการได้พบเจอเด็ก ๆ หลายรูปแบบ ทั้งแบบที่ไม่มีบ้านนอนในตอนกลางคืน ต้องออกมาใช้ชีวิตตามท้องถนน ซึ่งเคสที่เขาประทับใจที่สุดคือ มีเด็กคนหนึ่งมาที่ร้านตอนสี่ทุ่ม และถามว่าถ้าไม่มีเงินนั่งได้ไหม ลูกน้องในร้านตอบว่าได้ จากนั้น เด็กคนดังกล่าวก็มาที่ร้านทุกวัน มานั่งอ่านหนังสือ ตอนสี่ทุ่ม และจะออกจากร้านตอนตีห้า เป็นแบบนี้ทุกวัน จนวันหนึ่งเขาไปที่ร้าน จึงได้คุยกับเด็กคนดังกล่าวและพบความจริงที่ว่า บ้านของเด็กคนนั้นอาจไม่เหมือนครอบครัวที่อบอุ่นทั่วไป

“บ้านเขามีสี่คน พ่อแม่พี่ชายแล้วก็เขา เป็นห้องเช่าเล็ก ๆ นอนได้สี่คนพอดี วันดีคืนดีพี่ชายพาเมียมา ตัวเขาก็ไม่มีที่นอน ทุกคืน เขาจะออกไปอยู่ข้างนอก ริมฟุตบาท ไม่มีเงินจะไปนั่งร้านเกมก็ไม่ได้ ผลการเรียนก็ได้ 1.8 กว่า ๆ คือเกือบจะรีไทร์แล้ว แต่หลังจากนั้นเขาก็มาที่ร้าน อ่านหนังสือตอนกลางคืน เขาจบปริญญาตรีด้วยคะแนนเกือบ 2 กว่า ๆ เกือบ 3.0”

บรรยากาศเมื่อครั้งเปิดตัวที่สาขาสยามสแควร์ในชื่อ Too Fast To Sleep.SCB

“วันจบเขามาหาลูกน้องผม แล้วบอกว่า ขอบคุณมากนะ แต่ต่อไปนี้เขาคงไม่ได้มาใช้บริการแล้ว ลูกน้องมาเล่าให้ฟัง ผมนี่โกรธมาก คนแบบนี้น่าจะเอาไว้ เพราะคนแบบนี้เคยอยู่เฉียดนรกมาแล้ว แต่สามารถถีบตัวเองจนข้ามมาสวรรค์ได้ คนแบบนี้ที่ต้องเก็บเอาไว้”

“ผมบอกลูกน้องเลยว่า จำไว้นะ เด็กบางคนไม่มีตังค์นะ ยี่สิบบาทก็ไม่มี ซึ่งการทำธุรกิจแบบนี้ทำให้บางคนบอกเอนกบ้าไปแล้ว ผมไม่สน เพราะตายไปก็เอาเงินไปไม่ได้”

อย่างไรก็ดี ความใจดี CSR ของ Too Fast To Sleep นอกจากจะทำให้เป็นแบรนด์ในใจของเด็ก ๆ นักศึกษาแล้ว ยังอาจทำให้แบรนด์ดังกล่าวก้าวขึ้นไปอีกขั้นสู่ความเป็น Mass  ซึ่งเป็นไปได้ ว่า หาก Too Fast To Sleep ก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ธุรกิจนี้อาจเริ่มมี “กำไร” เพราะสเกลในการให้บริการที่เติบโตมากขึ้นด้วย โดยในตอนนี้ Too Fast To Sleep มีทั้งสิ้น 4 สาขาได้แก่ สาขาสามย่าน เกษตร ศาลายา และสยามสแควร์ ซึ่งเป็นการเปิดร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์นั่นเอง

“อาจไมไ่ด้กำไรหวือหวา 5 – 10% ต่อปีก็พอแล้ว เพราะอย่าลืมว่าธุรกิจนี้มันจะขาดรายได้ช่วงปิดเทอม ที่เด็ก ๆ กลับบ้านกันหมด ไม่มีใครมามหาวิทยาลัย รายได้อาจหายไป 90% ก็ต้องเอารายได้ช่วงพีค ๆ มาเฉลี่ยกัน” คุณเอนกกล่าวปิดท้าย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/how-too-fast-to-sleep-success/