คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

ข้อเท็จจริง 7 ข้อที่ไม่รู้ไม่ได้เกี่ยวกับ E-Commerce ในปี 2560

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พูดถึง E-Commerce (ได้ยินกันมาสิบกว่าปีล่ะ) แต่ถึงจะได้ยินมามากแค่ไหน เชื่อเถอะว่าเทรนด์มันเปลี่ยนกันไว ไวจนตามไม่ทัน เราเลยรวบรวมข้อเท็จจริงที่เราคิดว่ามันเป็น “New Normal” หรือว่าสิ่งที่หลายๆ คนในวงการ Digital มองว่ามันเป็นเทรนด์กันมาสักพักใหญ่จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญแบบใหม่แล้วนั่นแหละ จัดมาแบบเป็นข้อๆ ให้อ่านง่ายดังนี้เลย

1. Mobile Mobile Mobile

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการใช้งาน Mobile Device เติบโตมากขึ้นแบบทิ้งช่องทางอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น พอเปิดเข้าไปดูในเว็บไซต์ก็พบว่า traffic หรือจำนวนคนเข้าเว็บเราก็เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ยิ่งแบรนด์ไหนทำ E-Commerce แทบจะทุกแบรนด์จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าลูกค้าช้อปปิ้งจากมือถือร้อยละ 90 แนวโน้มที่ชัดเจนที่สุดที่เราเห็นตอนนี้ คือ การชำระเงินจาก Mobile Device ด้วยการช่องทางการจ่ายเงินที่สะดวกและรวดเร็ว (1-Touch Payment) ที่เกิดขึ้นใหม่และทำให้ลูกค้าสามารถชำระเงินได้โดยตรงจากโทรศัพท์มือถือของตนทำให้สามารถสร้างยอดขายได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น

2. Personalization Commerce และการเติบโตของ Big Data และ AI

เมื่อ Big Data และ AI (ปัญญาประดิษฐ์) เข้ามามีบทบาทต่อโลกยุคปัจจุบันอย่างมาก ความฉลาดของ AI หรือ Machine Learning มากขึ้นและพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมจากลูกค้าแต่ละรายและพัฒนาแคมเปญที่ตรงตามกลุ่มลูกค้าและประสบการณ์ของพวกเค้า เพื่อมาทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง

Social Media ปัจจุบันช่วยให้เราสามารถเลือกผู้ชมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรงและเมื่อทำเช่นนั้นย่อมจะสร้างความฮือฮา (Wow Experience) เกี่ยวกับแบรนด์ได้ไม่ยากเลย

3. Beyond Omni-Channel in Store Pick-Up

ในช่วง 2-3 ปีหลัง เรามักจะได้ยินคำว่า “Omni Channel” อยู่บ่อยครั้ง โลกปัจจุบันไม่ได้แบ่ง offline-online อีกต่อไปแล้ว มันคือ “Customer Experience” หรือ “Customer Journey” แน่นอนว่าลูกค้าจะต้องคาดหวัง “Seamless Experience” หรือ “ประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อ” ในแต่ละช่องทาง (Customer Touchpoint)

หากมีใครซักคนกำลังเข้าใจว่า E-Commerce เป็นการแบ่งแยกระหว่าง offline และ online อย่างชัดเจนนั้น อาจจะต้องลองศึกษากรณีนี้ดู

ในขณะที่ร้านรองเท้าชื่อดัง Payless ShoeSource ยื่นขอล้มละลายปิดสาขากว่า 400 แห่ง เพราะได้รับผลกระทบจาก online store อย่าง Amazon

Amazon ก็กำลังสนใจจะซื้อกิจการของ Macy’s ซึ่งมีอายุกว่า 158 ปี!!

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ปัจจุบันโลกเราไม่ได้แบ่ง offline-online อีกต่อไปแล้ว ในการสร้าง Customer Experience รูปแบบหนึ่งอาจต้องใช้ทั้ง offline-online, offline-online-offline หรือแม้กระทั่ง online-offline-online ซึ่งเทรนด์ของ E-Commerce ถัดจากนี้เป็นเรื่องของการสร้าง “Customer Experience” นี้ประทับใจลูกค้ามากที่สุด

หน้าร้าน (Store) อาจไม่ได้มีไว้เพื่อขายของ (อย่างเดียว) อีกต่อไป

4. Introducing Chatbots

ภายใน Facebook Developer Conference หรือ F8 2017 Facebook ได้เปิดตัว Messenger Platform 2.0 และ ซึ่งประกอบไปด้วย Feature ที่สนับสนุน chatbot อยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น Smart Reply และ M Suggestion เป็นสัญญาณว่า Chatbots กำลังจะฉลาดขึ้นและฉลาดขึ้นอีก จนสามารถทำหน้าที่แทนคนได้ ตั้งแต่แนะนำสินค้า, ตอบข้อสงสัย (Q&A) ไปจนถึงปิดการขาย

5. Non-UI E-commerce (Social Commerce)

เมื่อ online shopping วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้วยขั้นตอนที่วุ่นวาย Social Commerce หรือ non-UI E-Commerce ถือเป็นทางเลือกสำหรับนักช๊อป ซึ่งปัจจุบัน Social Comerce หรือการ Shopping ใน Social Media อย่าง Line, Facebook, Instagram ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ร้านค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ก็จะใช้ Social Media เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้ารวมไปถึงการรับออเดอร์การสั่งซื้อสินค้าผ่าน Chat Messenger อย่างเช่น Facebook Messenger และ LINE@ (ซึ่งเป็นช่องทางที่ร้านค้าใช้มากที่สุด)

เมื่อ Chatbots สามารถเรียนรู้และเข้าใจภาษามนุษย์จนสามารถทำหน้าที่แทนคนได้ทั้งหมด ตั้งแต่ขั้นตอนการแนะนำสินค้าไปจนถึงการชำระเงินค่าสินค้าก็จะทำให้การขายสินค้าสามารถทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ รับออเดอร์ผ่านทาง Facebook Messenger และ LINE@ ได้ตลอด 24 ชม. ยอดขายก็จะโตอย่างมหาศาล

6. Digital Payment

พร้อมเพย์จะช่วยให้การชำระเงินออนไลน์สะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟังก์ชั่น Request to Pay ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ตัวอย่างการจ่ายด้วย request to pay ของ SF กับ K-mobile banking plus)

 

 

 

Payment gateway ก็มีผู้ให้บริการให้เลือกใช้มากขึ้นจากเดิมที่มีเพียง ธนาคาร, Paysbuy, mPay ปัจจุบันก็มีผู้ให้บริการหน้าใหม่ๆ เช่น 2C2P, LinePay, Omise, Pay.sn , Treepay, T2P Deep Pocket และ Asiapay (ที่สามารถรับได้ทั้ง Alipay และ WeChat pay)

รวมไปถึง Samsung pay ที่พร้อมใช้งานแล้วในไทย และ Apple pay (ในอนาคต) ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถชำระเงินได้โดยการสแกนนิ้วเพียงครั้งเดียว (1-Touch Payment)

7. Same Day Delivery

บริษัท E-Commerce ในสหราชอาณาจักรอย่าง newlook.com และ boohoo.com  ก็เพิ่งเปิดตัวบริการส่งสินค้าภายใน 1 ชม.การจัดส่งสินค้าแบบ Same Day จะเติบโตขึ้นมากในปี 2017 ผู้ให้บริการ logistics ในประเทศไทยก็มีความพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการทำ Same Day Delivery

ตลาด Logistics for e-commerce มีผู้ให้บริการให้เลือกใช้มากมาย ได้แก่ ไปรษณีย์ไทย, Lalamove, Alphafast, DHL, Kerry, Skootar และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวก็เป็น SCG Express
**แต่ละผู้ให้บริการมีจุดเด่น จุดด้อยต่างกัน

editorial note: บทความนี้คือบทความพิเศษ (ที่เราเรียกว่า Guest Post) จาก Pakorn Leesakul (AJ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้งบริษัท Finema ซึ่งมีประสบการณ์ด้าน Enterprise Solution กว่า 10 ปี รวมถึงการผ่านงานด้าน Business Development ที่บริษัท Paysbuy และ Omise บทความนี้เขาส่งมาให้ กองบรรณาธิการ thumbsup อัพโหลดขึ้นให้ชาว thumbsup โดยเฉพาะ ทว่าสิ่งที่เขาขียน ไม่สะท้อนแนวคิดของกองบรรณาธิการ thumbsup เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของเขา 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/7-trend-ecommerce-2560/

Advertisements

[PR] G-ABLE ย้ำภาพผู้นำ Digital Transformation Agent จัดทัพ Big Data, Marketing Technology และ Cloud บุกหนักปีนี้

3 ส่วนผสมหลักช่วยองค์กรไทยทำ Digital Transformation แบบเห็นผลจริง

ปีนี้ G-ABLE จะเน้นนำเสนอ 3 โซลูชั่นหลัก คือ Big Data, Marketing Technology และ Cloud ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Digital Transformation ให้กับองค์กร บน Concept หลัก 3 ข้อที่บริษัทวางไว้ คือต้องทำให้ธุรกิจวัดผลได้ (Measurable) ทำงานได้อัตโนมัติ (Automated) และขยายผลเพื่อรองรับการเติบโตได้ (Scalable)

กรุงเทพ 26 เมษายน 2560  G-ABLE ต่อยอดผู้นำการให้บริการไอทีโซลูชั่นครบวงจรช่วยปฏิรูปธุรกิจไทยสู่ยุคดิจิตอล (Digital Transformation) หลังจากในรอบปีที่ผ่านมา G-ABLE มีส่วนร่วมในการ Transform องค์กรธุรกิจไทยในทุกอุตสาหกรรม คาดว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่การลงทุนใน 3 แกนหลักของ G-ABLE เริ่มออกผลชัดเจนที่สุด โดย 1 ใน 3 แกนนั้นคือการพัฒนาโซลูชั่น Big Data ขั้นสูงด้วยฝีมือคนไทย

คุณสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท GABLE เปิดเผยว่า ปีนี้ G-ABLE เน้นยุทธศาสตร์ การเป็น Digital Transformation Agent เพื่อช่วยลูกค้าในการปฏิรูปองค์กรให้ตอบโจทย์การขับเคลื่อนของธุรกิจในยุคดิจิตัล โดยมี 3 โซลูชั่นเรือธง คือ Big Data, Marketing Technology, และ Cloud Infrastructure

 “G-ABLE เชื่อว่ามีแนวคิดที่สำคัญ 3 ข้อ ในการทำ Digital Transformation ได้แก่ การสร้างความสามารถในการวัดผล (Measurable), การสร้างระบบอัตโนมัติ (Automated), และการสร้างความสามารถในการขยายผล (Scalable) ของธุรกิจเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ธุรกิจ ด้วย IT และ Digital Technologies โดยโซลูชั่นที่ G-ABLE ให้บริการทั้งหมด สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจตอบทั้ง 3 แนวคิดของ Digital Transformation ได้” — คุณสุเทพกล่าว

โดยโซลูชั่นทั้งหมดของ G-ABLE สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

  1. Modern Digital Solutions: กลุ่มโซลูชั่นที่สร้างจากการผสานนวัตกรรมใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจโดยเน้นเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น Big Data, Machine Learning, Internet of Things เพื่อพัฒนาต่อยอดให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้สูงสุด โดยโซลูชั่นเรือธงของกลุ่มนี้คือ Big Data
  2. Enterprise Solutions: กลุ่มโซลูชั่นที่เน้นการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสำหรับองค์กรโดยเฉพาะ เช่น Enterprise Business Solutions, Enterprise Communication, Marketing Technology (MarTech) โดยโซลูชั่นเรือธงของกลุ่มนี้ คือ Marketing Technology
  3. Infrastructure Solutions: กลุ่มโซลูชั่นด้านโครงสร้างพื้นฐานในระบบสารสนเทศที่เน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนให้มีความง่ายในการบริหารจัดการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถปรับขยายให้รองรับการเติบโตของธุรกิจ หรือการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เช่น Cloud Infrastructure & Platform, IT Operation Management โดยโซลูชั่นเรือธงของกลุ่มนี้คือ Cloud Infrastructure

“จากแต่ละกลุ่มโซลูชั่น G-ABLE คัดเลือกมาเป็น 3 Flagship Solutions คือ Big Data, Marketing Technology และ Cloud Infrastructure เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Digital Transformation ให้กับองค์กร โดยเราเริ่มจากระดับ Infrastructure ให้มีเสถียรภาพที่รองรับการขยายตัวทางธุรกิจได้ และต่อไปสู่การใช้โซลูชั่น Big Data เพื่อทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีกว่า จนไปถึงการขายที่นำด้วย Digital Marketing ที่ใช้พลังของ Marketing Technology ผสมกับการใช้ Big Data ที่มีอยู่มหาศาลสร้างยอดขายผ่าน Digital Channels ที่ทันสมัย” — คุณสุเทพเสริม

Big Data Total Solutions ต่อยอดธุรกิจจากความสำเร็จในปี 2559

คุณสุเทพกล่าวเพิ่มว่า ในปีที่ผ่านมา G-ABLE เป็นผู้เปิดตลาด Big Data Solutions ในประเทศไทย โดยลงทุนสร้างนวัตกรรมของเราเอง นอกจากนี้ยังลงทุนในโครงการ Big Data Experience Center ศูนย์ให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ Big Data ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโซลูชั่น Big Data ขั้นสูงด้วยฝีมือคนไทย และได้ถูกนำไปใช้ในหลายองค์กรชั้นนำอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จจากโซลูชั่น Big Data ของบริษัทที่มียอดขายเติบโตสูงขึ้น 86% ในปีที่ผ่านมา ในปีนี้ ทาง G-ABLE ต่อยอดโซลูชั่น Big Data ให้สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เช่น Machine Learning, Marketing Technology และ Internet of Things (IoT) ได้ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการได้ผลการวิเคราะห์ที่รวดเร็ว แม่นยำที่สุด เพื่อใช้ในประกอบการตัดสินใจในการทำธุรกิจ

Marketing Technology ส่วนที่เป็นเรื่องจริงของ Digital Marketing

ปี 2560 เป็นปีที่ผู้ประกอบการทุกธุรกิจควรเลือกลงทุนกับ Digital Marketing ที่สามารถสร้างผลลัพธ์และวัดผลทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ดีการทำ Digital Marketing ในปัจจุบันโดยมากเป็นการเริ่มต้นแบบพื้นฐานที่เน้นการทำ Creative Ad และเผยแพร่ผ่านช่องทาง online เท่านั้น แต่ยังไม่ได้เน้นการใช้เทคโนโลยีการตลาด (Marketing Technology) ในการสร้างธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

“ถ้าหากดูบริษัทระดับโลกที่ทำ Digital Marketing นั้นจะเห็นว่าไม่ได้เน้นแค่การทำ Creative Ads แต่มีการลงทุนด้าน Marketing Technologies และวิศวกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะการทำ High Performance Website, ROI Optimization, Marketing Cloud ซึ่งโซลูชั่นด้าน Marketing Technologies เหล่านั้นคือสิ่งที่ G-ABLE นำเสนอ โดยทุกโซลูชั่นจะเน้น Automation Technology มีระบบและการจัดการอัลกอริทึมอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพ Measurable Technology สามารถวัดผลได้ ให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าทุกเม็ดเงินที่ลงไปสามารถสร้างรายได้กลับมาได้อย่างเป็นรูปธรรม” — คุณสุเทพระบุ

Cloud ยังแรงไม่มีตก

ในตลาดโลกมีการคาดการณ์ว่า ตลาด Cloud จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากมูลค่าตลาดในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 195,000 ล้านเหรียญ (6.825 ล้านล้านบาท) ในปี 2020 โดยรายได้รวมของ IT Infrastructure สำหรับ Private Cloud และ Public Cloud นั้นเติบโตรวมกันอยู่ที่ 15.7% (ไตรมาสที่ 4 ปี 2015) ในขณะที่รายได้ของระบบ

Traditional IT Infrastructure มีการหดตัวลงเล็กน้อยประมาณ 2.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน (อ้างอิงจาก IDC, ข้อมูลปี 2016) สำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่าสัดส่วนของ Traditional IT Structure และ Cloud Infrastructure ของธุรกิจจะปรับเปลี่ยนมาอยู่ที่ 55% ต่อ 45% ในปี 2019

แนวโน้มนี้ทำให้ Cloud Infrastructure ยังคงเป็นหนึ่งใน 3 เรือธงของ G-ABLE ในปีนี้ โดย G-ABLE มีประสพการณ์ด้านการพัฒนาและดูแลรักษาระบบ Data Center ให้กับลูกค้ามานาน สามารถเสนอโซลูชั่นที่เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ Data Center แบบครบวงจร ตั้งแต่การอัพเกรด data center ด้วย 3rd generation platform การทำ virtualization และการสร้าง private cloud การเชื่อมโยงระหว่าง data center และ public cloud ด้วยการทำระบบให้รองรับการทำ Hybrid Cloud

คุณสุเทพ กล่าวทิ้งท้ายว่า “จริงๆ การทำ Transformation ให้กับลูกค้าไม่ใช่เรื่องใหม่ของ G-ABLE เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า 28 ปีในการทำ Transformation ให้กับบริษัทชั้นนำในไทย ซึ่งสิ่งสำคัญสำหรับการทำ Digital Transformationใน Scale ขนาดใหญ่ คือ ลูกค้าต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้และสามารถซัพพอร์ตอย่างมืออาชีพได้ในระยะยาว ซึ่งจุดเด่นของ G-ABLE คือความสามารถในการให้บริการแบบรวมศูนย์ (Total Solutions) สามารถให้โซลูชั่นที่มีความหลากหลายเชิงธุรกิจและเทคนิคได้ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาประสานงานกับvendor ทีละรายในแต่ละโครงการ นอกจากนี้ยังมีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าได้โซลูชั่นที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

และเพื่อให้ได้โซลูชั่นที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ในปีนี้เรามีแผนเพิ่มการลงทุนใน 3 ด้าน คือ People, Partner และ Technology โดยด้าน People เป็นส่วนที่ให้ความสำคัญสูงสุด ซึ่งเรามีการจ้างคนเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในทีมงานที่ดูโซลูชั่นด้าน Big Data, Securityและ Digital Marketing รวมถึง Industry Expert ในธุรกิจต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกโซลูชั่นของ G-ABLE จะไม่เพียงแต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่จะสอดคล้องกับ Business Practices และความต้องการในธุรกิจนั้นๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดในการทำ Digital Transformation”

from:https://www.techtalkthai.com/g-able-digital-transformation-agent-pr/

Uber เปิดตัวเลข 3 ปีที่ให้บริการในไทย พร้อมผู้จัดการคนใหม่ “ศิริภา จึงสวัสดิ์”

 

ครบรอบ 3 ปีของการให้บริการแล้วสำหรับ “Uber Thailand” บริการร่วมเดินทาง (Ride-Sharing) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปี 2017 นี้ Uber เผยว่าได้พัฒนาคุณสมบัติใหม่ ๆ ทั้งในฝั่งผู้ร่วมนั่ง – ผู้ร่วมขับ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับพันธมิตรและหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ เอาไว้เต็มที่ แถมด้วยการเปิดตัวผู้จัดการคนใหม่ “ศิริภา จึงสวัสดิ์” โดยเริ่มต้นกับ Uber เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา

ในส่วนพันธมิตรรายแรกที่จะจับมือกับ Uber คือ LINE ประเทศไทย โดยผู้ใช้ LINE สามารถเพิ่ม @uberth (Official Account) เป็นเพื่อน และสามารถเรียกรถ Uber จากแอปพลิเคชัน LINE ได้เลยความสามารถส่วนต่อไปคือการพัฒนาให้แอปพลิเคชันของ Uber สามารถเชื่อมต่อกับปฏิทินในสมาร์ทโฟนได้ โดยจะดึงสถานที่ลงมาในแอปพลิเคชันของ Uber ได้เลย และความสามารถข้อที่ 3 คือการพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Uber

สำหรับความสามารถที่เพิ่มขึ้นในส่วนผู้ร่วมขับนั้น Uber ได้เพิ่มในส่วนของคำชมจากผู้โดยสาร, การตรวจสอบใบหน้าผู้ขับว่าตรงกับที่ได้ลงทะเบียนไว้หรือไม่ และระบบช่วยให้ผู้ร่วมขับที่มีปัญหาด้านการได้ยินสามารถให้บริการได้ รวมถึงการปรับปรุงคอลล์เซนเตอร์ใหม่ให้บริการได้นานขึ้นเป็น 9.00 – 18.00 ตั้งแต่วันจันทร์ – ศุกร์ด้วย

คุณศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Uber Thailand

เปิดตัวผู้จัดการคนใหม่ “ศิริภา จึงสวัสดิ์”

นอกจากจะมาพร้อมบริการใหม่ ๆ แล้ว Uber ยังมาพร้อมผู้จัดการคนใหม่ด้วย นั่นคือคุณศิริภา จึงสวัสดิ์ ที่เริ่มงานกับ Uber เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยก่อนจะมาร่วมงาน Uber นั้น คุณศิริภาเคยดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ HappyFresh ประเทศไทย และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายองค์กร (Corporate Director) รองประธานกรรมการฝ่ายการเงินที่ Zalora ประเทศไทยด้วย

คุณศิริภา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการเป็นผู้ประกอบการ (Master of Entrepreneurship) และปริญญาโทด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และนวัตกรรม (Master’s Degree in Economic Growth, Innovation and Spatial Dynamics) จากมหาวิทยาลัยลุนด์ ประเทศสวีเดน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

ภารกิจใหม่ในฐานะผู้จัดการ Uber ประจำประเทศไทยคือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบริการ Ride-Sharing ให้มีมากขึ้น โดยเธอเล่าว่า เพราะ Uber ยังเป็นบริการแนวใหม่ จึงต้องการเวลาในการทำความเข้าใจและได้รับการยอมรับจากสังคม

“ปัจจุบัน Uber เปิดให้บริการใน 74 ประเทศทั่วโลก และสามารถรองรับผู้ใช้งานที่ใช้ภาษาต่างกันได้ถึง 45 ภาษา โดยเราได้ให้บริการรับส่งผู้โดยสารครบ 1 พันล้านเที่ยวเมื่อเดือนธันวาคม 2558 และครบ 2 พันล้านเที่ยวเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ส่วนปัจจุบัน เรามีตัวเลขรับส่งผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 5 ล้านเที่ยวทั่วโลก และมีพาร์ทเนอร์มากกว่า 1.5 ล้านคนที่ยังให้บริการ”

สำหรับประเทศไทย Uber ได้เปิดตัวในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย พัทยา และชลบุรีแล้ว และมีแผนจะขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย

โดยในส่วนผู้ใช้บริการนั้น คุณศิริภาระบุว่า มากกว่าครึ่งเป็นผู้ใช้งานชาวไทย และส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่ง 5 ชาติที่มีการเรียกรถ Uber สูงสุดได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ มาเลเซีย สหราชอาณาจักร และจีน ซึ่งบริการที่ผู้ใช้งานสามารถเรียกใช้จาก Uber ได้ประกอบด้วย UberX, UberBlack และ UberEATS

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/uber-thailand-third-universary-siripa-jungsawat-general-manager/

Uber ออกบริการเสริมสำหรับภาคธุรกิจ Uber Central เรียกรถหลายคันในเวลาเดียว

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าอูเบอร์มีบริการเสริมสำหรับภาคธุรกิจอีกตัวคือ Uber for Business ที่มีลูกค้าเป็นบริษัทใหญ่มากมาย เช่น Goldman Sachs, Zillow Group, Dell EMC, Wunderman และ AdRoll เป็นต้น

ล่าสุดอูเบอร์เปิดบริการเสริมใน Uber for Business อีกตัวคือ Uber Central เป็นบริการเรียกรถหลายคันและไปในสถานที่ต่างกัน โดยจัดการทั้งหมดได้ภายในแดชบอร์ดเดียว จ่ายเป็นรายเดือน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องมีแอพอูเบอร์ก็สามารถใช้ได้ ตอนนี้ยังทดลองให้ใช้อยู่แต่ทางอูเบอร์บอกว่ามีบริษัทร่วมใช้บริการกว่า 8,000 แห่งแล้ว

บริการเสริมนี้เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาด และขึ้นอยู่กับแต่ละธุรกิจว่าใช้ Uber Central เพื่อจุดประสงค์อะไร เช่นส่งของ ส่งคน ส่งลูกค้า เรียกเก็บเงินวางบิล ตัวอย่างเช่นธุรกิจโรงพยาบาลก็สามารถใช้บริการดักล่าวรับส่งคนไข้ (กรณีไม่ใช่คนไข้ฉุกเฉินที่ต้องใช้รถพยาบาล) ธุรกิจโรงแรมใช้เรียกรถไว้ส่งลูกค้าโรงแรมไปยังสถานที่ต่างๆ เป็นต้น

No Description
ภาพจาก Uber Central

ที่มา – Eweek

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/91793

“ABAC” คว้ารางวัลชนะเลิศเวที L’Oreal Brandstorm 2017

ทีม Chemirical จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คว้าตำแหน่งชนะเลิศจาก L’Oreal Brandstorm 2017 เวทีการแข่งขันวางแผนกลยุทธ์สำหรับแบรนด์ฝีมือนักศึกษา

โดยการแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dirrupt Men’s Grooming with Life-Changing Innovation หรือการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพลิกโฉมการดูแลตนเองสำหรับผู้ชายผ่านแบรนด์ L’Oreal Men Expert โดยมีโจทย์ให้ผู้เข้าแข่งขันต้องพัฒนากลยุทธ์และแผนการตลาดสำหรับการสื่อสาร เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล และสร้างผลเชิงบวกต่อสังคม

นอกจากนี้ในปี 2017 อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินคือ การนำเทคโนโลนีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาเป็นกลยุทธ์หลักในการนำเสนอแคมเปญสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งต้องนำเสนอผลงานที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแบรนด์ในอนาคตได้

ผลการตัดสินในปีนี้ปรากฏว่า ทีมชนะเลิศได้แก่ทีม Chemirical จากคณะ International Business Management มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ โดยเป็นทีมที่อาจกล่าวได้ว่ามีการวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการหา Consumer Insights ของกลุ่มเป้าหมายซึ่งก็คือผู้ชายมิลเลนเนียลอายุระหว่าง 18 – 25 ปี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ตอบโจทย์การใช้งานของกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้น ไปจนถึงการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ และการสื่อสารออกไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ โดยพวกเธอเลือกใช้เทคโนโลยี iBeacon ร่วมกับการพัฒนาแอปพลิเคชันและเกมในการสื่อสารแมสเซจทั้งหมดเหล่านั้น 

(ซ้ายไปขวา) Belle Ling, Journey Ling และ วีรินทร์ วรกิตติโสภณ จากทีม Chemirical ผู้ชนะเลิศ

สมาชิกภายในทีม Chemirical ซึ่งประกอบด้วย Journey Ling, วีรินทร์ วรกิตติโสภณ และ Belle Ling นักศึกษาคณะ Internation Business Management ได้กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ทางทีมได้มีการทำรีเสิร์ชมาพบว่าผู้ชายมิลเลนเนียลนั้น 88% มีการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศหลายครั้งต่อปี และมีไลฟ์สไตล์ที่ไม่อยู่นิ่ง เช่น ออกกำลังกาย การเข้าสังคม ขณะที่ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่กลับมีขนาดใหญ่เทอะทะ พกพาลำบาก หรือเป็นลักษณะของของเหลวที่ไม่สะดวกต่อการเดินทาง จึงมีการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ในลักษณะของ Ultimate refreshing bullet ที่พกพาสะดวกกว่าออกมา

“ในด้านการนำเสนอนั้นเราจุดประกายจากการที่เราไปดูงานของต่างประเทศ และรู้สึกว่างานของเขาทรงพลังมาก ซึ่งเมื่อมาพิจารณากับตลาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคต้องการอะไรที่ Customize กับเขา iBeacon เองเป็นจุด ๆ หนึ่งที่แบรนด์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เรารู้สึกว่าน่าสนใจและน่าจะใหม่สำหรับเอเชีย ก็เลยนำมาใช้”

ตัวอย่างผลงานที่นำเสนอ

“ความท้าทายของโปรเจ็คนี้คือเราไม่เคยลองทำอะไรที่ต้องคิดนอกกรอบ สิ่งที่ยากอีกข้อหนึ่งคือ เรามีแอปพลิเคชัน เรามีเกม เรามี iBeacon แต่ทำอย่างไรถึงจะ Link ทั้งหมดเหล่านี้ให้เป็น 1 แมสเซจส่งถึงลูกค้าได้”

สำหรับทีมที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งคือทีม pH 5.5 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนำเสนอผลงานสำหรับผู้ชายที่รู้สึกไม่สบายตัวในระหว่างวันในคอนเซ็ปต์ Trinity ผ่านโปรดักซ์ 3 ตัวอย่างโฟมล้างหน้า, มอยเจอไรเซอร์ และ Wet Wipes

ส่วนทีมที่ได้รับรางวัลด้าน CSR คือทีม Brajofan จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับผู้มีปัญหาผมบาง โดยนำเสนอผ่านงานวิจัยที่พบว่ามีกลุ่มมิลเลนเนียลถึง 1 ใน 4 ที่ประสบปัญหาดังกล่าว และทางทีมจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Hair Cushion ตัวใหม่ขึ้นมาร่วมกับการใช้เซเลบริตี้คนดังในการดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ผ่านแชนแนลอย่าง YouTube, Facebook

สำหรับทีม Chemirical ที่ได้รับตำแหน่งชนะเลิศนั้นจะได้รับรางวัลเป็นเงินสดจำนวน 100,000 บาท และมีโอกาสได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในระดับเอเชียแปซิฟิก เพื่อไปแข่งขันในระดับโลก ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศยังมีสิทธิได้รับพิจารณาเข้าโครงการ Management Trainee ของลอรีอัล ประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่ปกติจะรับแต่นักศึกษาปริญญาโทเท่านั้นด้วย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/abac-win-loreal-brandstorm-thailand-2017/

“กรุงศรี ออโต้” ย้ำชัด ขยายฐานลูกค้าผ่านมหกรรมยานยนต์ หลังพบตัวเลขยอดจองเติบโตสูง

คุณไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์

ลูกค้าอยู่ตรงไหน ผู้ขายก็อยู่ตรงนั้น ไม่ว่าในหลายประเทศการซื้อขายรถจะทำผ่านเว็บไซต์กันแล้วก็ตาม แต่สำหรับตลาดบ้านเรา “งานมหกรรมยานยนต์” ยังเป็นจุดที่ดึงผู้ซื้อและผู้ขายให้มาเจอกัน ด้วยเหตุนี้ กรุงศรี ออโต้ ในฐานะธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จึงเดินหน้าทำการตลาดเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง (Direct-to-Consumer) ผ่านงานมหกรรมยานยนต์เต็มรูปแบบ ประเดิมไตรมาสแรกด้วยการปูพรม มหกรรมยานยนต์ทั่วทุกภูมิภาค พร้อมเผยยอดสินเชื่อใหม่จากงานฯ กว่า 1,000 ล้านบาท และเตรียมพร้อมให้บริการแก่ผู้บริโภคต่อเนื่องอีกกว่า 5 งานตลอดปีนี้

นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำการตลาดกับลูกค้าโดยตรงของสินเชื่อรถใหม่และรถจักรยานยนต์ว่า 

งานมหกรรมยานยนต์ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคและมียอดจองรถภายในงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณความต้องการสินเชื่อยานยนต์ในงานเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย กรุงศรี ออโต้ จึงหันมาให้ความสำคัญกับงานมหกรรมยานยนต์เพิ่มขึ้น ซึ่งเราเล็งเห็นว่าช่องทางนี้เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้เราเข้าถึงและสร้างการจดจำแบรนด์ ในฐานะผู้ให้บริการสินเชื่อในทุกงานมหกรรมยานยนต์ ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง ทั้งยังช่วยเพิ่มยอดสินเชื่อได้อีกเช่นกัน

ล่าสุด ในช่วงท้ายไตรมาสแรกที่ผ่านมา กรุงศรี ออโต้ ได้รุกเจาะตลาด งานมหกรรมยานยนต์ใน ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ออโต้ โชว์เคส ครั้งที่ 4 ที่จังหวัดระยองนอร์ทเทิร์น ออโต้โชว์ 2017 ที่จังหวัดเชียงใหม่อีสานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2017 ที่จังหวัดขอนแก่นบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ที่กรุงเทพฯ  และ มอเตอร์โชว์หาดใหญ่ 2017 ที่จังหวัดสงขลา โดยมียอดสินเชื่อใหม่จากงานดังกล่าวกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายถึง 13%

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ยอดสินเชื่อใหม่จากงานมหกรรมยานยนต์ทั่วประเทศในไตรมาสแรกของ กรุงศรี ออโต้ อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะงานมหกรรมยานยนต์ในภาคตะวันออก ซึ่งทะลุเป้ากว่า 238%  ก็สอดคล้องกับปริมาณการใช้รถยนต์ในภูมิภาคนี้ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดสินเชื่อยานยนต์ในภูมิภาคมีศักยภาพการเติบโตที่สูงมาก ในขณะเดียวกันแผนงานการให้บริการ ณ จุดขายของเราก็สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภค และทำให้ กรุงศรี ออโต้ ยังคงครองตำแหน่งแบรนด์อันดับหนึ่งในใจผู้ใช้รถตลอดมา

กรุงศรี ออโต้ ปักหมุดเตรียมรุกงานมหกรรมยานยนต์ทั่วประเทศอีกอย่างน้อย 5 งานต่อเนื่องตลอดปีนี้ และเชื่อมั่นว่ายอดสินเชื่อใหม่จากงานฯ ทั้งปี จะเป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/krungsri-auto-strategy-direct-to-customer-via-motor-exhibition/

เปิดสถิติสุดว้าวของ Netflix ใกล้เทียบชั้น YouTube

สถิติสุดทึ่งของ Netflix ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ มีทั้งสมาชิกที่เตรียมแตะระดับ 100 ล้านรายในสัปดาห์นี้ โดยหากนับรวมระยะเวลาฉายวิดีโอทั้งหมด จะยาวนานถึง 1 พันล้านชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยังไล่หลัง YouTube ที่มียอดฉายวิดีโอรวมกัน 1 พันล้านชั่วโมงต่อวัน

Netflix ประกาศสถิติเหล่านี้ในรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2017 เบ็ดเสร็จแล้ว 3 เดือน Netflix มีรายได้รวม 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกปี 2016

กำไรสุทธิของ Netflix คือ 178 ล้านเหรียญสหรัฐ จุดนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่าทั้งปี Netflix จะทำกำไรได้มากกว่า 482 ล้านเหรียญ บนรายได้รวมมากกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

สถิติน่าสนใจของ Netflix อยู่ที่จำนวนสมาชิก ฐานผู้ใช้ Netflix ในไตรมาสที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 4.95 ล้านคน รวมเป็น 98.75 ล้านคน ฐานผู้ใช้เหล่านี้คำนวณจากประเทศที่ให้บริการ 190 ประเทศ โดยตลาดอเมริกา Netflix สามารถเพิ่มฐานผู้ชมได้ 1.42 ล้านคน และตลาดต่างประเทศอีก 3.53 ล้านคน

หากคำนวณในภาพรวม จะพบว่า Netflix สามารถเพิ่มฐานผู้ใช้ได้มากกว่า 72 ล้านคนในเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ตัวเลขสวยงามทำให้มูลค่าหุ้น Netflix พุ่งขึ้นอีก 1.90 เหรียญสหรัฐปิดที่ 149.15 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รวมแล้วบริษัทมีมูลค่าตลาดมากกว่า 6.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในขณะนี้่

ที่มา: Engadget

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/subscriber-netflix-growth/