คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

local.jpg

ตามไปดูรถไฟในเยอรมนี “Locomore” ที่การรถไฟไทยปรับตามได้ไม่ยากเลย

locomore-1024x768

การสร้างประสบการณ์ในการเดินทางด้วยรถไฟให้พิเศษสุดเป็นสิ่งที่บริษัทผู้ให้บริการรถไฟหลายประเทศคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่นรถไฟของญี่ปุ่นที่มีการประดับตกแต่งเป็นพิเศษด้วยคาแรคเตอร์อนิเมะยอดนิยม หรือการใช้กระจกบานใหญ่ติดตั้งเพื่อให้ผู้นั่งได้รับชมวิวของดอกซากุระจากสองข้างทางได้ถนัดถนี่ หรือในบางเมืองอย่างยุฟุอินก็มีรถไฟสายพิเศษที่ตกแต่งอย่างสวยงามมาใช้โปรโมตการท่องเที่ยว

การหาสิ่งดึงดูดใจให้ผู้ใช้บริการได้รับประสบการณ์ที่ดีนั้นยังเกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนีด้วย เมื่อบริษัท Locomore ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟหน้าใหม่ต้องการเปลี่ยนประสบการณ์ในการเดินทางด้วยรถไฟของผู้โดยสาร แนวคิดของ Locomore คือให้บริการรถไฟพร้อมเครือข่าย WiFi, ปลั๊กไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และโต๊ะทำงาน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถทำงานระหว่างที่เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย นอกจากนั้น ตั๋วของ Locomore ยังถูกกว่าผู้ให้บริการรายใหญ่อย่าง Deutsche Bahn หรือ DB ถึงครึ่งหนึ่ง แถมยังใช้พลังงานสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้าในการเดินรถด้วย

ส่วนอาหารที่มีจำหน่ายในรถไฟก็เน้นการผลิตจากวัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อแสดงถึงความสดใหม่ และการใส่ใจต่อสุขภาพของผู้บริโภค

ที่สำคัญ ผู้โดยสารยังสามารถเลือกนั่งโดยสารได้ตามความสนใจ เช่น ต้องการนั่งในที่ที่เงียบสงบ นั่งในโซนของคนชอบอ่านหนังสือ นั่งในโซนของคนชอบถักนิตติ้ง นั่งในโซนของคนชอบอ่านการ์ตูน หรือหากเป็นกลุ่มนักธุรกิจ ก็สามารถเลือกโซนที่เป็นส่วนตัวเพื่อจัดประชุมหรือทำงานได้เช่นกัน โดยทั้งหมดนี้สามารถระบุได้ในการจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์ และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

กิจการรถไฟของไทยเราเอง ณ ปัจจุบันก็พลิกโฉมหน้าไปมากพอสมควร แต่ผู้เขียนก็เชื่อว่า เรายังไปได้ไกลกว่านี้ ผนวกกับวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่รถไฟบ้านเราแล่นผ่าน (ไม่นับช่วงที่วิ่งในกรุงเทพฯ นะคะ) ก็สวยงามและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เหลือก็แต่เพียงการใส่จิตวิญญาณของผู้ประกอบการที่รักการเดินทางด้วยรถไฟลงไป หรืออาจจะจับมือกับภาคธุรกิจที่มีความถนัดในแต่ละด้านก็ได้เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด บริการที่ดีที่สุด และคุณภาพที่ดีที่สุด

หากเกิดขึ้นได้จริง เชื่อว่าการรถไฟไทยจะอยู่ในใจคนไทยไม่แพ้รถไฟชาติอื่นๆ ในโลกแน่นอนค่ะ

ที่มา: Trendhunter

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/locomore-cheap-train-tickets-germany/

local.jpg

Google Maps เรียกรถ Uber – Lyft ได้แล้วโดยที่ผู้ใช้งานไม่ต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน

หน้าจอใหม่ของ Google Maps ปรากฏแท็บเรียกรถจาก Uber - Lyft ขึ้นที่ด้านล่าง

หน้าจอใหม่ของ Google Maps ปรากฏแท็บเรียกรถจาก Uber – Lyft ขึ้นที่ด้านล่าง

จากที่เคยต้องเปิดแอปพลิเคชันสลับไปสลับมาระหว่าง Google Maps กับ Uber หรือ Lyft เพื่อเรียกใช้บริการจากนี้ไป ผู้ใช้บริการแอปพลิเคชัน Ride Sharing อย่าง Uber – Lyft ในสหรัฐอเมริกาน่าจะรู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น เพราะ Google Maps ได้ผนวก Uber และ Lyft ลงในบริการแผนที่ของตนเองเป็นที่เรียบร้อย ใครที่ต้องการเรียกรถ Uber – Lyft จึงสามารถเรียกได้โดยตรงจาก Google Maps เลยนั่นเอง

สำหรับความสามารถที่เพิ่มขึ้นนี้ ผู้ใช้สามารถใช้ได้ทันที แม้ไม่เคยติดตั้งแอปพลิเคชัน Ride Sharing ลงในสมาร์ทโฟนมาก่อน และเมื่อจองรถได้ ผู้ใช้งาน Google Maps จะสามารถทราบตำแหน่งของรถได้จากแผนที่ของ Google Maps รวมถึงติดต่อกับผู้ขับรถได้ผ่านแอปพลิเคชันของ Google เลย โดยแท็บสำหรับเรียกรถจะปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของหน้าจอแอปพลิเคชัน

การร่วมมือกันระหว่าง Google กับ Uber อาจฟังดูน่าแปลก เพราะทั้งสองค่ายนี้เป็นคู่แข่งกันในตลาด Self-Driving car แต่ในอีกด้านหนึ่ง Google Ventures ก็มีเงินลงทุนอยู่ในบริษัท Uber เช่นกัน ดังนั้น การทำให้ Uber ประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่ดีอยู่แล้ว และการนำมาผนวกเข้ากับบริการแผนที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google Maps ก็เป็นคำตอบที่ลงตัว และเราอาจได้เห็นเทรนด์เหล่านั้นเกิดมากขึ้นกับแอปพลิเคชันสัญชาติไทยในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

ที่มา: Times

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/google-maps-uber-app-update/

local.jpg

4 สาเหตุที่ Open Source จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำ Digital Transformation ของธุรกิจไทยในปี 2017

หนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในประเทศไทยในปี 2017 นี้คงหนีไม่พ้นการทำ Digital Transformation เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภาคธุรกิจได้มากขึ้น และ Open Source เองนั้นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่องค์กรต่างๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปในปี 2017 ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้


Credit: Red Hat

 

1. Open Source ช่วยประหยัดค่าใช้ได้ในการพัฒนาระบบ ทำให้องค์กรมุ่งเน้นเรื่อง “คน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่การทำ Digital Transformation ให้สำเร็จได้นั้นก็คือประเด็นเรื่องของทรัพยากรบุคคล ที่จะต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนธุรกิจให้กลายเป็น Digital Business ให้ได้ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับความสามารถใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจในยุคแห่งอนาคต

การใช้ Open Source Software นั้นจะช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Software ต่างๆ ลงไป และทำให้องค์กรมามุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการใช้เครื่องมือจาก Open Source Software เหล่านั้นได้ทั้งในส่วนของการฝึกอบรม, การใช้งาน และการทดลองสิ่งใหม่ๆ กันได้มากขึ้น

Open Source Software สำหรับการใช้งานภายในระดับองค์กรนี้ครอบคลุมทั้งในส่วนของ IT Infrastructure ภายใน Data Center ขององค์กร และส่วนของ Application สำหรับใช้ในการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับเปลี่ยนแปลงธุรกิจขององค์กร เช่น Internet of Things (IoT), Artificial Intelligence (AI), Machine Learning (ML), Deep Learning (DL) และอื่นๆ อีกมากมาย

ในการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรหันมาเริ่มใช้ Open Source มากขึ้นนี้ มุมมองขององค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนให้พนักงานภายในองค์กรสามารถใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้โดยไม่ยึดติดกับผู้ผลิตของ Software และเพื่อการนี้การปูพื้นฐานความรู้ความสามารถ และการเปิดให้พนักงานมีเวลาในการเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นก็เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ในระยะยาวแล้ว องค์กรจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคตได้

 

2. การใช้ Open Source จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น

นอกจากประเด็นทางด้านค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลงแล้ว การใช้งาน Open Source นั้นก็จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วยในหลายๆ แง่มุม ดังประเด็นดังต่อไปนี้

  • การมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานซอฟแวร์ที่ต่ำทำให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของระบบได้ตามต้องการ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มเติมระบบใหม่ๆ หรือทดลองระบบใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย
  • Open Source Software นั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่บนหลักการของการเปิดเผย Source Code และพร้อมให้ทำการปรับแต่ง, แก้ไข หรือพัฒนา Software อื่นๆ เข้ามาเชื่อมต่อได้ ดังนั้นองค์กรจึงสามารถปรับแต่งการทำงานของ Open Source Software ได้ทันทีตามต้องการ
  • Open Source มักไม่ยึดติดกับ Platform ทำให้มีทางเลือกในการ Deploy ได้หลากหลาย และองค์กรสามารถเลือกใช้งาน Platform ที่มีอยู่แล้วเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้
  • Open Source Software นั้นมีความหลากหลายมาก และสามารถใช้งานทดแทน Commercial Software ได้ในหลายภาคส่วน รวมไปถึงด้วยการมาของแนวคิด Software Defined Everything ก็ทำให้ Open Source Software นั้นเริ่มเข้ามาทดแทน Commercial Software ได้แล้ว และกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่องค์กรควรพิจารณา

ด้วยเหตุเหล่านี้ก็ทำให้ธุรกิจต่างๆ ที่สามารถเปิดรับต่อเทคโนโลยีในส่วนของ Open Source ได้นั้นสามารถปรับเปลี่ยนระบบภายในที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น สามารถตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ในเชิงธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่เติบโตสูงนัก ทำให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวทั้งในแแง่ของการลงทุนและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูง

 

3. ในหลายๆ เทคโนโลยี Open Source Software ได้ถูกพัฒนานำหน้า Commercial Software ไปแล้ว

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เรามักจะได้ยินชื่อของโครงการ Open Source ที่เปลี่ยนโลกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Apache Hadoop ที่เป็นโครงการจุดประกายของการใช้ Big Data Analytics, Apache Spark ที่เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในวงการ Big Data Analytics ในระยะหลัง, OpenStack ที่เข้ามาปฏิวัติระบบ Cloud ทั่วโลก, Docker และ Kubernetes ที่กลายเป็นเทคโนโลยีทางเลือกหลักในการใช้ Container, Google TensorFlow ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการทำ Deep Learning และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและถูกพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว และได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากภาคธุรกิจจะพัฒนา Commercial Software มาแข่งขันนั้นก็ถือเป็นเรื่องยากทีเดียว

ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจและเหล่าผู้ผลิต Software ต่างๆ นั้นต่างก็เปิดรับเทคโนโลยีเหล่านี้และนำมาใช้เพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจหรือ Software ที่ตนเองมีให้ดีขึ้นแทน และแนวทางนี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหากองค์กรใดที่ไม่สามารถนำเทคโนโลยี Open Source Software เหล่านี้ไปปรับใช้ได้ ก็จะไม่สามารถตามคู่แข่งที่สามารถเปิดรับเทคโนโลยี Open Source ไปใช้ในการทำธุรกิจได้นั่นเอง

 

4. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจากผู้ใช้เทคโนโลยี ให้กลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็น

การที่ประเทศไทยจะมีส่วนแข่งขันในตลาดของโลกที่เข้าสู่ยุคของ Digital Business นี้ได้นั้น การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรของไทยจากเดิมที่มักเป็นผู้รับเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาใช้งานนั้นถือเป็นความสำคัญในลำดับแรก และวัฒนธรรมของ Open Source เองนั้นก็เป็นวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่หลายๆ องค์กรกำลังต้องการเพื่อก้าวไปสู่การเป็น Digital Business นี้ให้ได้ นั่นคือวัฒนธรรมของการที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ภายในองค์กรนี้อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ แต่อาจเป็นการมองหาความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะสามารถปรับปรุงระบบการทำงานเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ และทำความเป็นไปได้เหล่านั้นให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา อาจจะด้วยการที่องค์กรนั้นๆ ทำการพัฒนา Software ต่างๆ ขึ้นมาตอบโจทย์เหล่านั้นเอง หรือนำ Open Source Software มาปรับปรุงและใช้งานก็ตาม และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนวัตกรรมเฉพาะขององค์กรเองนี้ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ถึงแม้จะไม่มีทักษะทางด้านการพัฒนา Software ก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะของผู้แสดงความคิดเห็น, ผู้ให้คำแนะนำ, ผู้จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ, ผู้ทดสอบระบบและการใช้งาน, การรายงานปัญหาที่พบและนำเสนอแนวทางการแก้ไข และอื่นๆ อีกมากมาย

วัฒนธรรมในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกันโดยคนจากหลายภาคส่วนในองค์กรนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และแต่ละองค์กรเองก็ต้องค่อยๆ มีจุดเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อนที่จะขยายออกไปเป็นวงกว้าง ดังนั้นการเริ่มต้นคิดว่าจะสร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไรนั้น ก็ถือเป็นงานที่ต้องเริ่มทำทันทีสำหรับองค์กรที่ยังไม่ได้เริ่มต้นในส่วนนี้

 

 

Red Hat Thailand พร้อมสนับสนุนการใช้งาน Open Source Software ในการทำธุรกิจขององค์กรทั่วประเทศไทย

Red Hat นั้นถือเป็นหนึ่งในธุรกิจ Software ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และก็เป็นธุรกิจทางด้าน Open Source ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา ทาง Red Hat ได้เข้ามาเปิดสาขา Red Hat Thailand ภายในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเร่งผลักดันให้ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคของ Digital Business นี้สามารถก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง ด้วยการมี Open Source Software เป็นตัวช่วยเร่งสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นมานั่นเอง

“โดยพื้นฐานแล้ว Open Source นั้นหมายถึงการที่เราได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยเหล่าผู้นำทางด้าน IT, เหล่าผู้สนับสนุน, เหล่านักพัฒนา และเหล่าพันธมิตรทางการค้าที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตของวงการ IT ขึ้นมา  เราเชื่อว่าเหล่าธุรกิจในประเทศไทยเองก็จะยังคงมอง Red Hat ในฐานะของผู้ที่เข้ามาช่วยให้สิ่งต่างๆ เป็นจริงขึ้นมาได้ – ทั้งการสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว, ยืดหยุ่น และสร้างนวัตกรรมที่ธุรกิจเหล่านั้นต้องการเพื่อเติบโตให้ได้ในยุคสมัยที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลางถัดจากนี้” Damien Wong รองประธานและผู้จัดการทั่วไปแห่ง Red Hat สาขา ASEAN กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ในปี 2016 ที่ผ่านมา

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นศึกษาว่าจะนำ Open Source Software มาใช้ภายในธุรกิจได้อย่างไร สามารถติดต่อทีมงาน Red Hat Thailand ได้ทันที และสำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://red.ht/2iCQILR

from:https://www.techtalkthai.com/4-reasons-open-source-software-will-be-the-key-of-thailand-digital-transformation-in-2017/

local.jpg

Satoshi Studios ประกาศลงทุนให้ Blockchain Startup ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งใบสมัครได้ทันที

Satoshi Studios กลุ่ม Startup Incubator จากอินเดีย ได้ติดต่อมายังทีมงาน TechTalkThai เพื่อประกาศการลงทุนใน Blockchain Startup ในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้านการอบรมและให้ความรู้ และเปิดรับสมัครให้เหล่า Blockchain Startup ได้เข้าไปนำเสนอธุรกิจเพื่อเข้าสู่โครงการกันได้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้


Credit:: Satoshi Studios

 

รู้จักกับ Satoshi Studios กันก่อน

Satoshi Studios นั้นเป็นธุรกิจ Blockchain Incubator ที่ได้รับการสนับสนุนโดย Roger Ver ผู้ลงทุน Seed Round ให้กับเหล่าธุรกิจ Bitcoin กลุ่มแรกๆ เป็นจำนวนมาก (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://rogerver.com/) และ Amit Bhardwaj ผู้นำเทรนด์เรื่อง Bitcoin ภายในประเทศอินเดีย (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://amitbhardwaj.com/) และ Michael Terpin ผู้ร่วมก่อตั้ง BitAngels เครือข่ายนักลงทุน Angel Investor ทางด้าน Bitcoin และ Digital Currency โดยเฉพาะ (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://angel.co/michael-terpin) รวมถึงนักลงทุนรายอื่นอีกมากมาย

วัตถุประสงค์ของ Satoshi Studios นั้นค่อนข้างชัดเจน คือการสนับสนุนเหล่าธุรกิจ Startup ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยการนำ Blockchain เข้ามาใช้ในแง่มุมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนโลกของการทำธุรกรรมและสัญญาในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ และสร้างเมือง New Delhi ในประเทศอินเดียให้กลายเป็น Blockchain Knowledge Hub แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Satoshi Studios ได้ที่ http://satoshistudios.io/ เลยครับ

 

Satoshi Studios กำลังเปิดรอบลงทุน Batch แรก เริ่มเปิดรับใบสมัครแล้ว

สาเหตุที่ Satoshi Studios ติดต่อมายังทีมงาน TechTalkThai นั้นก็เพราะต้องการที่จะประชาสัมพันธ์โครงการนี้และเปิดรับสมัครเหล่าธุรกิจ Startup ไทยที่ใช้ Blockchain ไปสมัครไปเพื่อรับการลงทุนในรอบแรกที่จะเปิดนี้ได้ โดยบริษัที่ผ่านการคัดเลือกนั้นจะได้รับการลงทุนโดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • จะลงทุนที่มูลค่า 50,000 เหรียญหรือราวๆ 1,750,000 บาท
  • ต้องการแลกกับหุ้นในบริษัท 8% – 15% ตามแต่จะตกลงกัน
  • ได้เข้าค่ายเป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เมษายน 2017 ถึงมิถุนายน 2017 เพื่อรับคำแนะนำและเข้าร่วม Session กับผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Blockchain

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกใบสมัครได้ที่ https://goo.gl/wJVVaD ทันทีเลยครับ

from:https://www.techtalkthai.com/satoshi-studios-will-provide-funding-for-blockchain-startup-in-south-east-asia/

local.jpg

ชั้นวางสินค้าแห่งอนาคตเป็นอย่างไร ไปดูได้จาก “ShelfPoint”

 

 

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/shelf-grocery-display-of-future-tracks-shopper-emotion/

local.jpg

Facebook อัปเดตใหม่ ยอมให้ Live ผ่าน Desktop ได้แล้ว

profileinsights_facebooklive

จากเมื่อก่อน เวลาเราได้เห็นการ Live บน Facebook เมื่อใด ก็มักเป็นการ Live ผ่านสมาร์ทโฟนที่ภาพมักจะสั่นไหว หรือไม่คมชัดอยู่เสมอ มาในวันนี้ Facebook ได้อัปเดตบริการ Live ขึ้นใหม่แล้ว ด้วยการอนุญาตให้แบรนด์และนักการตลาดสามารถ Live จากหน้าจอคอมพิวเตอร์เดสก์ทอป หรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือจะ Streaming มาจากเว็บเบราเซอร์โดยตรงก็ได้เช่นกัน

การปรับเปลี่ยนวิธีการ Live ของ Facebook ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ภาพที่ได้จากบริการ Live มีความคมชัดมากขึ้น และใช้ได้ในหลายธุรกิจมากขึ้น เช่น แบรนด์อาจจ้างสื่อในการนำเสนอโฆษณานี้บนเว็บไซต์ (ของสื่อ) และสามารถดึง Link มาเผยแพร่ใน Facebook ที่เป็นหน้าเพจของแบรนด์ได้อีกต่อหนึ่งด้วย รวมถึงอาจใช้การ Live ในอีกหลาย ๆ ประโยชน์ เช่น ใช้บันทึกเป็น vlog ประจำวัน เป็นต้น

อย่างไรก็ดี คุณสมบัติใหม่นี้รองรับเฉพาะ Fan Page ของแบรนด์เท่านั้น บุคคลทั่วไปยังไม่สามารถใช้งานได้ และผู้ที่จะ Live ได้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นแอดมินแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป เพราะ Facebook ได้พัฒนาส่วนที่เรียก Live Contributor ที่อนุญาตให้ Contributor มีอำนาจทำการ Live ได้เช่นกัน โดยอีกสิ่งหนึ่งคือ Facebook แถมให้ก็คือเครื่องมือวัดการมีส่วนร่วมให้กับ Fan Page ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 5,000 คน

หลังจากนี้เชื่อว่า Facebook Live จะยิ่งเนื้อหอมมากขึ้นแน่นอน

ที่มา: TechCrunch

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/facebook-pages-can-now-go-live-from-desktop/

local.jpg

อเมริกาเตรียมนำ VR ปรับพฤติกรรมนักโทษ

pexels-photo

ใครที่ติดตามข่าวสารในประเทศไทยช่วงนี้ นอกจากจะหดหู่ใจกับปัญหาน้ำท่วมภาคใต้แล้ว ข่าวอาชญากรรมของบ้านเราก็น่าสลดไม่แพ้กัน เช่น ข่าวของอาชญากรรายหนึ่งที่ก่อคดีฆ่าเพื่อชิงไอโฟน แถมเจ้าตัวยังเผยหลังจากถูกจับว่า ถ้าเจ้าของเครื่องไม่ขัดขืนก็คงไม่ต้องเสียชีวิตแบบนี้

เมื่อสืบประวัติของผู้ต้องหาก็พบเรื่องที่อึ้งยิ่งกว่า เพราะผู้ต้องหารายนี้เดินเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น ตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกาก็พบแนวโน้มของคนที่เคยติดคุกมาแล้ว และเมื่อพ้นโทษออกมาได้ไม่นานก็มีโอกาสที่จะกระทำผิดใหม่ และถูกจับเข้าคุกใหม่ “เพิ่มสูงขึ้น” เช่นกัน นั่นจึงนำไปสู่โครงการพัฒนาเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักโทษในเรือนจำด้วย Virtual Reality ออกมาในชื่อ Virtual Rehab

โดย Virtual Rehab Project นี้จะเป็นการให้เล่นบทบาทสมมติแบบ Interactive โดยให้นักโทษได้สัมผัสประสบการณ์ของเหยื่อผู้ถูกกระทำบ้าง เพื่อหวังให้นักโทษได้เห็นภาพอย่างที่เหยื่อเห็น จะได้เกิดความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจในความหวาดกลัวของผู้ตกเป็นเหยื่อด้วย

นอกจากนั้นในโปรแกรม  Virtual Rehab นี้ยังมีคอร์สให้ความรู้ ฝึกอาชีพต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้นักโทษสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้หลังจากพ้นโทษ

ทั้งนี้ สถิติเดิมของสหรัฐอเมริกานั้นพบว่า 2 ใน 3 ของนักโทษจะถูกจับเพราะกระทำความผิดอีกครั้งภายใน 3 ปีหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งสหรัฐอเมริกาคาดว่าโปรแกรมดังกล่าวจะสามารถลดจำนวนนักโทษที่ต้องเดินกลับเข้าเรือนจำอีกครั้งลงได้

ในความเป็นจริง เทคโนโลยีเหล่านี้อาจดูเหมือนจำเป็น และมีบทบาทต่อการปรับพฤติกรรม แต่ตัวผู้เขียนเชื่อว่า ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อครั้งที่อาชญากรเหล่านี้เป็นเด็ก ก็น่าจะเคยตกเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำมาก่อนจากคนรอบข้างเช่นกัน สิ่งที่เขาแสดงออกอย่างโหดร้ายในวันนี้ จึงอาจมาจากภาพความหลังในวัยเด็กที่อาจถูกกระทำทารุณ และไม่ได้รับความรักอย่างเพียงพอ ดังนั้นแล้ว การใช้เทคโนโลยีกับผู้มีปัญหาทางจิตใจจึงอาจเป็นเรื่องที่ต้องระวังยิ่งกว่า

ที่มาvirtualrehab

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/01/prisoners-use-vr-programme-as-a-rehabilitation-tool/