คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

Year in Search 2017 ไทยบันเทิงมาเต็ม แต่ระดับโลกเน้น “HowTo” มากขึ้น

คุณเบน คิง Country Director Google ประเทศไทย

เป็นประจำทุกปีสำหรับ Google ที่จะเผยสุดยอดคำค้นหา โดยในปี 2017 นี้ สำหรับประเทศไทย ความสนใจหลักอยู่ที่คอนเทนต์บันเทิง โดยการค้นหาที่มาแรงเป็นอันดับ 1 คือ “เพลิงบุญ” ละครของทางช่อง 3 ตามมาด้วยละคร “เพลิงพระนาง” จากฝั่งช่อง 7 ด้านรายการ “The Mask Singer” ช่องเวิร์คพอยท์ได้อันดับที่ 5 ในขณะที่ “หน้ากากทุเรียน” ติดโผอันดับ 3

ขณะที่ในระดับโลกกลับพบเทรนด์ที่น่าสนใจกว่า นั่นคือผู้ใช้งานเริ่มมีการใช้ Google Search เกี่ยวกับวิธีการทำบางสิ่งบางอย่าง หรือคอนเทนต์ประเภท HowTo มากขึ้น โดย 3 อันดับท็อปฮิต HowTo ในปีนี้ได้แก่

  • How to make slime
  • How to make solar eclipse glasses
  • How to buy bitcoin

ส่วนในประเทศไทย คำถามแนว HowTo ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 2 ใน 5 อันดับแรกมีความเกี่ยวข้องกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นั่นคือ “วิธีทำดอกไม้จันทน์” กับ “วิธีปลูกดอกดาวเรือง” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ในหลวง รัชกาลที่ 9 นั่นเอง

Google ยังพบด้วยว่า การถามคำถามของผู้ใช้งานเริ่มเป็นประโยคคำถามที่เรียบเรียงได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น เช่น 

  • how much will the wall cost
  • how many refugees are there in the world
  • how do hurricanes form
  • how to freeze credit
  • how to help Puerto Rico

นอกจากสิ่งที่ Google บอกแล้ว จากผลการศึกษาของ The Verge พบว่า ผู้บริโภคเชื่อมั่นในผลการเสิร์ชของ Google เหนือกว่า Facebook   ที่สำคัญ การที่ Google Search มาถึงจุดนี้ได้ (สามารถค้นหาข้อมูลเพื่อตอบ How ) นั่นหมายถึงการจัดอันดับอัลกอริธึมของ Google น่าจะก้าวไปเกินลิมิตของเสิร์ชเอนจินไปไกลแล้วนั่นเอง

คุณเบน คิง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ผลการค้นหาประจำปีสะท้อนให้เห็นความสนใจ ความสงสัย และเทรนด์การค้นหาข้อมูลของผู้คนในประเทศไทย โดยปี 2560 เป็นปีที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย เพราะเป็นปีที่คนไทยทุกคนได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในการแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงการร่วมบริจาคเพื่อการกุศลในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” และการค้นหาข่าวที่เป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งผู้คนยังค้นหาความสุขผ่าน Google ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ ความบันเทิงต่างๆ และอาหาร”

โดยภาพรวมของ Year in Search 2017 มีดังต่อไปนี้

คำค้นหาประจำปี

1. เพลิงบุญ
2. Roblox
3. หน้ากากทุเรียน
4. เพลิงพระนาง
5. The Mask Singer
6. My Secret Romance
7. ปานามา
8. โจ บอย สเก๊าท์
9. คลื่นชีวิต
10. ก้าวคนละก้าว

สถานที่ (ร้านอาหาร)

1. ร้านจุดสามจุด
2. ร้านเขียวไข่กา
3. ร้านอย่าลืมฉัน
4. ร้านบ้านบางเขน
5. ร้านเกษร คลองโคน
6. ร้านกระบอกแก้ว
7. ร้านโอ้กะจู๋
8. ร้านเลิศทิพย์
9. ร้านปูเป็น พัทยา
10. ร้านปลาอยู่เย็น

บุคคล

1. ทอม room39
2. ลําไย ไหทองคํา
3. กุญแจซอล
4. เป๊ก ผลิตโชค
5. เอ๊ะ จิรากร
6. กิตติ ดัสกร
7. น้ำตาล ชลิตา
8. แอนนา รีส
9. โอม ค๊อกเทล
10. ไซซะนะ

ประเภทอาหาร

1. บิงซู
2. ก๋วยเตี๋ยวเรือ
3. ส้มตำ
4. ซูชิ
5. ชาบู
6. ขนมจีน
7. ไอศครีม
8. ข้าวต้ม
9. เค้กวันเกิด
10. ขนม

สถานที่ทั่วไป

1. วัดป่าคลอง 11
2. วัดคำชะโนด
3. พระเมรุุมาศ
4. ช่างชุ่ย
5. เขาคิชกูฏ
6. ล้ง1919
7. สถานที่ท่องเที่ยวสุราษฏร์ธานี
8. สถานที่เที่ยวเชียงใหม่
9. สถานที่เที่ยวน่าน
10. สถานที่เที่ยวนครนายก 

ข่าวในประเทศ

1. ก้าวคนละก้าว
2. ผู้มีรายได้น้อย
3. ข่าวเปรี้ยว
4. เต้ย เชียร์
5. ข่าววัดธรรมกาย
6. พระสังฆราชองค์ใหม่
7. พิธีพระราชทานเพลิง
8. ชาคริตแต่งงาน
9. มิสแกรนด์ 2017
10. หมุดคณะราษฎร

เพลง

1. ปานามา
2. มือลั่น
3. แค่โสด
4. ผู้สาวขาเลาะ
5. ตราบธุรีดิน
6. คําแพง
7. ฉันไม่มี
8. บ่เป็นหยัง เขาเข้าใจ
9. คู่คอง
10. คนละชั้น

How to 

1. วิธีทําดอกไม้จันทน์
2. วิธีทําเครปเย็น
3. วิธีปลูกดอกดาวเรือง
4. วิธีผูกไท
5. วิธีทํากล้วยบวชชี
6. วิธีทําดอกดารารัตน์
7. วิธีถอนสายบัว
8. วิธีเลี้ยงกุ้งโกส
9. วิธีปลูกทุเรียน
10. วิธีไหว้ตรุษจีน

ภาพยนตร์ 

1. The Fate of the Furious
2. Transformers 5
3. ไทยแลนด์โอนลี่
4. Fifty Shades Darker
5. Beauty and the Beast
6. ไทบ้านเดอะซีรี่ส์
7. Thor Ragnarok
8. Wonder Woman
9. ทองดีฟันขาว
10. ส้มภัคเสี่ยน 

รายการโทรทัศน์

1. เพลิงบุญ
2. เพลิงพระนาง
3. The Mask Singer
4. My Secret Romance
5. คลื่นชีวิต
6. The legend of the blue sea
7. While you were sleeping
8. รากนครา
9. Game of Thrones
10. บัลลังก์ดอกไม้ 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/year-in-search-2017-howto-is-a-trend/

Advertisements

Andrew Ng ชี้ สมรภูมิถัดไปของ AI คือธุรกิจโรงงานและการผลิต

Andrew Ng ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI ที่เคยเป็นผู้สร้างโครงการ Google Brain และเคยดำรงตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยี AI แห่ง Baidu ได้ออกมาเผยถึงวิสัยทัศน์ว่าสมรภูมิถัดไปของการพัฒนา AI ในความคิดของเขานั้นอยู่ที่ภาคธุรกิจโรงงานและการผลิตเป็นหลัก

Credit: Landing.AI

 

ปัจจุบันนี้ Andrew Ng ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท Startup ชื่อ Landing.AI ที่เน้นการช่วยเหลือให้เหล่าธุรกิจองค์กรสามารถนำ AI ไปใช้งานในการทำธุรกิจได้นั้น ได้ทำงานร่วมกับเหล่าธุรกิจโรงงานและการผลิตที่หลากหลายในการนำ AI เข้าไปใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มข้น รวมถึง Foxconn เองก็เป็นลูกค้ารายหนึ่งของเขาด้วยแล้วเช่นกัน

Andrew Ng สนใจธุรกิจโรงงานและการผลิตเป็นพิเศษ เนื่องจากเขาเห็นว่าธุรกิจนี้มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คนค่อนข้างมาก และเป็นหนึ่งในหนทางที่จะนำภาพของการทำ Digital Transformation มาสู่โลกของเราได้อย่างชัดเจนที่สุดทางหนึ่ง ซึ่งการตัดสินใจในกระบวนการต่างๆ ของธุรกิจดังกล่าวนั้นก็สามารถนำ AI และ Machine Learning เข้ามาช่วยได้อย่างเป็นระบบ

เขาได้เผยว่าทีมงานของเขาได้เริ่มพัฒนา Algorithm สำหรับการเรียนรู้ให้กับ AI ที่สามารถใช้ภาพจำนวนเพียงไม่กี่ภาพ AI ก็สามารถระบุจุดที่มีตำหนิในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กหรือเลนส์ของกล้องได้แล้ว รวมถึงทีมงานของ Landing.AI เองก็ยังมีความเข้าใจว่าจะสามารถใช้ AI เพื่อปรับแต่งกระบวนการการทำงานของเครื่องจักร เช่น การใช้ Molding Machine ให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจนก็ตามว่าปัจจุบันเขาและทีมงานของเขาได้พัฒนาเทคโนโลยีอะไรให้กับเหล่าธุรกิจการผลิตชั้นนำทั่วโลกอยู่กันแน่

Andrew Ng นั้นหวังว่าเหล่าคนงานในปัจจุบันจะเริ่มทำการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อเตรียมปรับตัวเข้าสู่การผลิตแห่งยุคอนาคตกันได้แล้ว และอย่างไรก็ดี เขายังเห็นว่ามีงานจำนวนมากในธุรกิจโรงงานและการผลิตที่ไม่สามารถทดแทนด้วย AI ได้ อย่างเช่นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าจะเปิดโรงงานใหม่หรือไม่ เป็นต้น

ก็ถือเป็นคลื่นอีกลูกที่ต้องจับตามองให้ดีครับ เพราะ Andrew Ng มักจะทำอะไรนำหน้าตลาดอยู่เสมอ และที่สำคัญคือเขาเป็นคนที่สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาบนโลกได้จริง และภาคการผลิตเองก็คงต้องเตรียมปรับตัวขนานใหญ่กันได้แล้ว

 

ที่มา: https://www.technologyreview.com/s/609770/andrew-ng-says-factories-are-ais-next-frontier/

from:https://www.techtalkthai.com/andrew-ng-says-manufacturing-is-the-next-frontier-for-ai/

แกะเส้นทาง Disney สู่การยึด “21st Century Fox” ขึ้นแข่ง Netflix – Amazon

ย้อนไปเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ช่วงนั้นมีรายงานว่า Disney ตัดสินใจถอนตัวเออกจากแพลตฟอร์มของ Netflix เพื่อมาเปิดบริการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ของตัวเอง ซึ่งนักวิเคราะห์ในตอนนั้น ก็ให้ความเห็นกันไปค่อนข้างหลากหลาย แต่ส่วนหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสียงจากนักวิเคราะห์ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ Disney มากนัก เนื่องจากกระแสของ Netflix ในช่วงนั้นร้อนแรงสุด ๆ

แต่ Disney ก็เฉลยว่า ที่ตัดสินใจลงไปนั้น ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทมีความสัมพันธ์กับ Netflix ที่แย่ลง หากเป็นเพราะ Disney อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ หาออปชันใหม่ ๆ ให้กับคอนเทนต์ของตัวเองบ้างก็เท่านัน

การถอนตัวของ Disney ออกจาก Netflix เป็นข่าวใหญ่ทีเดียว และทำให้หุ้นของ Netflix ตกไปกว่า 5% เนื่องจากคอนเทนต์ของ Disney ต้องยุติการฉายบน Netflix ไปด้วย (ผู้ชมสามารถดูได้จนถึงสิ้นปี 2018) โดยในครั้งนั้น Disney แย้มไว้นิด ๆ ด้วยว่า บริษัทได้เตรียมการลงทุนครั้งใหญ่เอาไว้แล้ว

หลังจากนั้นไม่นาน Disney ได้ประกาศควบกิจการของ 21st Century Fox มูลค่า 52.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยที่ 1.7 ล้านล้านบาทอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้ Disney ในตอนนี้กลายเป็นเจ้าของคอนเทนต์ขนาดมหึมา แถมยังมีเทคโนโลยีที่จะใช้ในการกระจายคอนเทนต์เหล่านั้นแล้วอย่างพร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็น

  • สิงหาคม 2017 – CNBC รายงานว่า Disney วางแผนจะเปิดบริการ VDO Streaming ให้กับ ESPN ในช่วงต้นปี 2018 ที่จะถึงนี้ โดยภายในแพลตฟอร์มจะมีอีเวนท์ของกีฬาต่าง ๆ มากกว่า 10,000 รายการต่อปี รวมถึงคอนเทนต์จาก MLB, NHL, MLS, กีฬาในสถานศึกษาต่าง ๆ และเทนนิสแกรนด์สแลม
  • สิงหาคม 2017 – เพื่อเสริมแกร่งให้กับบริการด้านสตรีมมิ่ง Disney ยังได้เข้าถือหุ้น 33% ของ BAMtech ธุรกิจด้านมีเดียที่แยกตัวออกมาจาก MLB Advances Media คิดเป็นมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
  • สิงหาคม 2017 – Disney ยังมี ESPN, ESPN2, ABC, Freeform (เดิมชื่อ ABC Family), Disney Channel, Disney XD และ Disney Jr. ที่จะส่งขึ้นสตรีมมิ่งโดยมาพร้อมแพกเกจค่าบริการที่แตกต่างกัน
  • ธันวาคม 2017 – Disney มีคอนเทนต์ทั้งภาพยนตร์และสตูดิโอรายการโทรทัศน์จาก 21st Century Fox ที่เพิ่งซื้อมาหมาด ๆ 52,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • ธันวาคม 2017 – ในจำนวนนี้ยังรวมถึง FX Networks, National Geographic, 300-plus international channels และเน็ตเวิร์กด้านกีฬาในอีก 22 ประเทศ รวมถึงบริษัท Sky ผู้ให้บริการบรอดแคสต์ในอังกฤษและออสเตรเลียของ 21st Century Fox ด้วย
  • การซื้อกิจการของ 21st Century Fox ยังทำให้ Disney กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ Hulu ไว้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์
  • คอนเทนต์ของ 21st Century Fox อย่าง X-Men, Deadpool, Planet of the Apes ก็จะตามเข้ามา
  • นอกจากนั้น Disney ยังมี Star Wars, อนิเมชันของ Pixar, Mickey Mouse และ Simpson ด้วย
  • อย่างไรก็ดี เนื่องจาก Disney เป็นเจ้าของช่อง ABC อยู่ ซึ่งตามกฎหมายของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า บริษัทสามารถครอบครองได้เพียงช่องเดียว ทาง 21st Century Fox จึงต้องแยก Fox Broadcasting Network ออกไป รวมถึง Fox News, Fox Business, FS1, FS2 และ Big Ten Network ที่จะไม่นำมารวมในการควบกิจการครั้งนี้ด้วยนั่นเอง

Bob Iger ซีอีโอของ Disney กล่าวใหัสัมภาษณ์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเขาบอกว่า ความต้องการของผู้บริโภคต่างหากที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ Disney

“ผู้บริโภคทุกวันนี้มีอิทธิพลมากขึ้น พวกเขาต้องการรับชมคอนเทนต์ดี ๆ ต้องการตัวเลือกเยอะ ๆ ต้องการความสะดวกสบาย ต้องการช่องทางในการเข้าถึงคอนเทนต์ได้หลากหลาย นี่ต่างหากที่เป็นตัวการเปลี่ยนเราอย่างแท้จริง”

ในอีกด้าน ก็มีนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเช่นกันที่มองว่า ต่อให้ Disney บอกว่าอย่างไรก็ตาม นี่คือสัญญาณว่า Disney เตรียมตัวสำหรับการแข่งขันบนสื่อใหม่แล้วกับคู่แข่งอย่าง Netflix, Amazon (รวมถึงอาจมี Google และ Apple ที่จะตามมาในอนาคต)

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ CNBC, Cnet,

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/disney-buys-21st-century-fox/

Ericsson คาดจะตลาด 5G มีผู้ใช้ทะลุ 1 พันล้านรายภายในปี 2023

รายงาน Ericsson Mobility Report เผยแนวโน้มสำคัญของธุรกิจโทรคมนาคม กับการมาถึงของเทคโนโลยี 5G ที่คาดว่าจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอีก 6 ปีนับจากนี้ คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 20% ของประชากรโลกทั้งหมด และอาจสร้างรายได้ให้ธุรกิจโทรคมนาคมถึง 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2026

โดยการใช้งานเทคโนโลยี 5G นั้น คาดว่าจะเริ่มต้นจากเขตเมืองของประเทศต่าง ๆ ที่มีประชากรหนาแน่นก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งคาดว่าการให้บริการเชิงพาณิชย์นั้นจะเริ่มต้นได้ในปี 2019 และจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้นในปี 2563 โดยประเทศที่จะมีการใช้งานเป็นกลุ่มแรกอาจเป็นสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน

ส่วนการนำเทคโนโลยี Voice over LTE (VoLTE) ไปใช้กับ 125 เครือข่ายใน 60 ประเทศทั่วโลกนั้น คาดว่าภายในสิ้นปี 2023 จะมีผู้ใช้งานครอบคลุม 80% ของปริมาณผู้สมัครใช้งาน LTE และ 5G รวมกัน

ทั้งนี้ยังคาดการณ์ว่า ปริมาณการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายเคลื่อนที่ทั่วโลกจะเกิน 100 เอ็กซาไบท์ต่อเดือนในปี 2023 ซึ่งเทียบเท่ากับการชมวิดีโอสตรีมมิ่งความละเอียดสูงเป็นเวลารวมถึง 5.5 ล้านปี ซึ่งคอนเทนต์วิดีโอเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้การใช้งาน Mobile Broadband เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่ม Young Millennials (15 – 24 ปี) เป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลัก ส่วนคอนเทนต์วิดีโอที่ได้รับความนิยมคือการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ความละเอียดสูง และสื่อวิดีโอในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่าง วิดีโอ 360 องศา เนื่องจากวิดีโอประเภทนี้มีการใช้แบนด์วิธมากกว่าวิดีโอปกติถึง 4 – 5 เท่า

ส่วนประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 115 ล้านรายภายในปี 2023 จากปัจจุบันที่มีประมาณ 95 ล้านราย ด้านข้อมูลจาก App Annie ยังพบว่า ปัจจุบันการใช้งานแพกเกจข้อมูลของไทยใน 12 เดือนที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 5GB ต่อเดือนด้วย

ที่มา : Ericsson

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/ericsson-5g-2023-forcast/

Uber ขีดเส้น 19 ธ.ค. เปิดให้บริการ uberTAXI

Uber ประเทศไทยแถลงข่าวเปิดตัวบริการ “uberTAXI” อย่างเป็นทางการ พร้อมจับมือพันธมิตรในอุตสาหกรรมแท็กซี่อย่างโฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล เตรียมให้บริการตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

โดยการเปิดบริการ uberTAXI ในประเทศไทยนั้นถือเป็นประเทศลำดับที่ 7 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ไต้หวัน กัมพูชา สิงคโปร์ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเรียกแท็กซี่ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Uber เลย

สำหรับค่าโดยสารนั้นจะถูกคำนวณจากระยะทางและเวลาที่ใช้เดินทางจริง รวมกับการปรับราคาตามปริมาณความต้องการของผู้ใช้ในเวลานั้นๆ โดยผู้โดยสารจะสามารถเห็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยประมาณได้ตั้งแต่ก่อนเรียกรถ และสามารถตรวจสอบค่าโดยสารจริงหลังการเดินทางได้จากเมนู การเดินทางในแอปพลิเคชัน

 

คุณศิริภา จึงสวัสดิ์ ผู้จัดการ Uber ประเทศไทย เผยว่า “ที่ผ่านมา Uber เติบโตได้ดีมาก และพบว่ามีความต้องการใช้งานเพิ่มสูงในเขตชานเมือง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี”

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเทคโนโลยีของ Uber จะช่วยให้คนขับแท็กซี่สร้างรายได้มากยิ่งขึ้น โดยเราพร้อมจับมือกับแท็กซี่ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นแท็กซี่ส่วนบุคคลหรือแท็กซี่ภายใต้สหกรณ์ที่มีความสนใจและมีความตั้งใจในการให้บริการที่ดี”

โดยผู้โดยสารสามารถเลือกการชำระเงินได้ทั้งเงินสดหรือบัตรเครดิต ซึ่งในส่วนของพาร์ทเนอร์ร่วมขับที่เป็นแท็กซี่นั้น หากผู้นั่งเลือกที่จะจ่ายค่าโดยสารด้วยบัตรเครดิต ทาง Uber จะเป็นผู้จ่ายให้กับทางคนขับแท็กซี่ภายหลังตามรอบการจ่ายเงินของ Uber ทางผู้ขับจะไม่ได้รับเงินในวันนั้นเลยแต่อย่างใด

ส่วนวิธีการทำงานของ uberTAXI นั้น หลังจากเปิดแอปพลิเคชัน และใส่จุดรับและจุดหมายปลายทางแล้ว เมื่อเลือกใช้บริการผ่าน uberTAXI ระบบจะทำการจับคู่แท็กซี่ที่ใกล้และพร้อมรับผู้โดยสารที่สุดให้เองโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ดี การเปิดให้บริการ uberTAXI นั้นยังจำกัดอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดนั้น ทางคุณศิริภาเผยว่ารอดูผลตอบรับจากในเขตกรุงเทพฯ ก่อน

โดยข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกพบว่า ปัจจุบัน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 86,000 คัน แต่ในด้านการใช้งานนั้น ข้อมูลของ โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่ามียอด Utilization ประมาณ 50% เท่านั้น ซึ่งเท่ากับว่ามีแท็กซี่อีกประมาณ 40,000 คันที่ยังมีโอกาสได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น

คุณหัสดินทร์ เอี่ยมชีรางกูร รองกรรมการผู้จัดการบริษัท โฮวา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดกล่าวว่า “ที่ผ่านมา วงการแท็กซี่เองทราบดีว่าเรามีปัญหาด้านการให้บริการในหลาย ๆ ด้าน และเราได้พยายามแก้ โดยพยายามหาจุดที่ผู้ขับแท็กซี่ต้องการ นั่นคือ มีรายได้ที่ดีขึ้น และการมองหาพาร์ทเนอร์เพิ่มอย่าง Uber ก็จะทำให้เราสามารถไปสู่จุดนั้นได้”

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/uber-taxi/

Google for Entrepreneurs จับมือ HUBBA เป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีรายแรกของไทย

คุณเบน คิง

Google เปิดตัว HUBBA ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีรายแรกของประเทศไทยในโครงการ Google for Entrepreneurs ซึ่งความร่วมมือนี้จะทำให้สมาชิก HUBBA สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากทรัพยากรและเครือข่ายผู้ประกอบการที่มีอยู่ทั่วโลกของ Google ซึ่งครอบคลุม Co-Working Space และโปรแกรมชุมชนต่าง ๆ ใน 135 ประเทศทั่วโลก

โดยในงานแถลงข่าวประกาศความร่วมมือระหว่าง HUBBA และ Google for Entrepreneurs ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นายอมฤต เจริญพันธ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ HUBBA กล่าวว่า “เราเชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนโลกได้ และพวกเขาก็จะทำด้วย ทุกวันนี้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย เราต้องมีการดำเนินงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีชุมชนและความรักในสิ่งที่เราทำเป็นแรงผลักดัน ด้วยทรัพยากรทั้งหมดที่มี และเรากำลังพัฒนาเข้าสู่แพลตฟอร์มความสำเร็จของผู้ประกอบการแบบครบวงจร”

คุณอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

นายเบน คิง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “Google รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ HUBBA ได้เข้าร่วมเครือข่ายพันธมิตรของ Google for Entrepreneurs คุณอมฤตและทีมงานกำลังทำงานกันอย่างขะมักเขม้นในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของประเทศไทยและสร้างบุคคลากรที่เป็นผู้นำเทคโนโลยี เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้สนับสนุนภารกิจของ HUBBA และการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย”
หลังการขึ้นกล่าวของผู้บริหาร Google ประเทศไทย นายไมเคิล คิม Google for Entrepreneurs Partnership Lead  พร้อมด้วย นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ประกอบการต่อเนื่อง นายเอเดรียน แวนเซล หัวหน้าฝ่าย Global Marketing Solutions, Google ประเทศไทย และ นายอมฤต เจริญพันธ์ ได้ร่วมสนทนาเกี่ยวกับบทบาทของประเทศไทยในการสร้างเศษฐกิจแบบสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่ง โดยมี Lalitha Wemel ผู้จัดการระดับภูมิภาคของ Techstars เป็นผู้ดำเนินการสนทนา
นายไมเคิล คิม ผู้พัฒนาเครือข่าย Google for Entrepreneurs ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า “ภารกิจของ Google for Entrepreneurs คือการจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุดจาก Google ให้กับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกของเรา และเราตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมมือกับสมาชิกของ HUBBA”

คุณอมฤต เจริญพันธุ์ ซีอีโอ HUBBA มอบช่อดอกไม้ให้คุณอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย

โดยสมาชิกของ HUBBA และชุมชนสตาร์ทอัปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ Google for Entrepreneurs จะได้รับโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลใหม่ๆ รวมถึงการฝึกอบรมและการให้คำปรึกษาต่างๆ ตลอดจนสิทธิ์ในการเข้าร่วมโครงการและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Google ได้แก่
  • โครงการ Google for Entrepreneurs ที่มีการดำเนินการทั่วโลก: สมาชิกสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการที่น่าสนใจต่างๆ ที่ Google จัดทำขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ อาทิ โครงการ Google for Entrepreneurs Exchange ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะระยะเวลา 2 สัปดาห์ ที่มุ่งเน้นช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ รวมถึงงาน Google Demo Day ที่รวบรวมสตาร์ทอัพในหลากหลายกลุ่มธุรกิจจากทั่วทุกมุมโลกเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีของพวกเขาและพบปะกับนักลงทุนชั้นนำและที่ปรึกษาธุรกิจในซิลิคอน วัลเลย์
  • เครือข่ายทั่วโลก: สมาชิกของ Hubba จะได้เข้าร่วมกับองค์การอื่นๆ อีก 50 องค์กรที่มีการดำเนินธุรกิจในกว่า 135 ประเทศทั่วโลก รวมถึงแคมปัสสำหรับผู้ประกอบการของ Google อีก 6 แห่ง ปัจจุบันสมาชิกของ Impact Hub มีการเชื่อมต่อกับโปรแกรม Google for Entrepreneurs Passport ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเข้าใช้งานพื้นที่ของพาร์ทเนอร์ของ Google ที่มีมากกว่า 20 แห่งทั่วโลก ตั้งแต่โซลไปจนถึงซานฟรานซิสโก
  • ทรัพยากรของ Google: สตาร์ทอัพที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายของ Google for Entrepreneurs จะมีสิทธิ์รับข้อเสนอด้านผลิตภัณฑ์ของ Google และสามารถเข้ารับคำปรึกษาในระดับท้องถิ่นและนานาชาติจากที่ปรึกษาของ Google

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google for Entrepreneurs

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/google-for-entrepreneurs-hubba/

American Express ขีดเส้นเลิกขอลายเซ็นลูกค้าเมื่อรูดบัตร เม.ย. 2018

ไม่ต้องเซ็นชื่อให้เสียเวลาอีกแล้วสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต American Express โดยล่าสุดมีการประกาศแล้วว่าเมษายนปีหน้า การยกเลิกนี้จะมีผลกับลูกค้า American Express ทั่วโลก

หลังจากที่ Mastercard และ Discover ประกาศยกเลิกไปก่อนเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ว่าเมื่อถึงปีหน้า 2018 ทั้ง 2 บริษัทจะไม่ขอให้ลูกค้าบัตรเครดิตเซ็นชื่อเมื่อทำธุรกรรมอีกต่อไป วันนี้ถึงคิวของ American Express ที่จะเดินตามเทรนด์นี้ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2018

American Express ให้เหตุผลว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในวันนี้ทำให้ลายเซ็นเป็นเรื่องล้าสมัย ขณะเดียวกัน ความสามารถในการป้องกันการฉ้อโกงของบริษัทก็พัฒนามากขึ้น จนทำให้ลายเซ็นไม่มีความจำเป็นในการต่อสู้กับการฉ้อโกงอีกต่อไป

Jaromir Divilek กรรมการบริหารของ American Express เป็นผู้ให้เหตุผลนี้ในแถลงการณ์ ซึ่งเป็นไปทางเดียวกับที่ Mastercard และ Discover ได้เคยบอกไว้ รายงานระบุว่าทั้ง Mastercard และ Discover จะยกเลิกการเก็บลายเซ็นของลูกค้าบัตรเครดิตช่วงเมษายนปีหน้าเช่นกัน แต่ที่แตกต่างคือ Discover จะนำร่องยกเลิกก่อนในสหรัฐอเมริกา แคนาดา แม็กซีโก และประเทศกลุ่มแคริบเบียน ขณะที่ Mastercard ยกเลิกที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาเท่านั้น สวนทางกับที่ American Express ประกาศยกเลิกทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทบัตรเครดิตเหล่านี้จะเปิดทางเลือกให้ร้านค้าไม่ต้องเสียเวลารวบรวมลายเซ็นของลูกค้า แต่บริษัทห้างร้านยังสามารถเลือกที่จะเก็บลายเซ็นต่อเพื่อความปลอดภัย โดยบางห้างร้านอาจยังต้องเก็บลายเซ็นต่อไปเพราะกฎหมายในแต่ละภูมิภาคบังคับ

ทั้งหมดทั้งมวล ข่าวนี้สะท้อนว่าปีหน้า การเซ็นชื่อเมื่อทำธุรกรรมบัตรเครดิตจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้เวลาในการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านออฟไลน์ทำได้เร็วขึ้นเล็กน้อย

ที่มา: Engadget

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/american-express-stop-signatures/