คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

อินทัช เผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2560 ภายใต้แนวคิด “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH”

บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เผยกลยุทธ์ทางธุรกิจปี 2560 ภายใต้แนวคิด “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH” มุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น ภาคธุรกิจและผู้บริโภค ตลอดจนภาคชุมชน สังคมและประเทศชาติ

Philip_Tan-1

อินทัช  เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม สื่อ และเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  ด้วยการบริหารงานอย่างมืออาชีพ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงสร้างมูลค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม

ภายใต้แนวคิด “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH” อินทัชมุ่งพัฒนาธุรกิจผ่านการทำงานในสามส่วนหลักดังนี้:

–          การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น: มุ่งเน้นการบริหารสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น  ด้Œวยการลงทุนและบริหารงานในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อและเทคโนโลยี

–          การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค: โดยบริษัทจะแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่‹ๆ ในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลย อย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้มีการตั้งงบในการศึกษาวิจัยและพัฒนาธุรกิจใหม่ จำนวน 250 ล้านบาท เพื่อหาโอกาสลงทุนในดิจิตอล เซอร์วิส IoT และบิ๊ก ดาต้า

–          การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคชุมชน สังคมและประเทศชาติ: โดยยึดมั่นหลักการเป็šนพลเมืองที่ดีของสังคมและประเทศชาติ และพร้อมที่จะสนับสนุนส่งเสริมการสร้Œางคุณค่าและประโยชน์ร่วมกันระหว่าง‹องค์กรธุรกิจ สังคม และผู้Œมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals SDGs)

Philip_Tan-2

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะบริษัทด้านการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ เป้าหมายหลักในการดำเนินงานของบริษัทฯ คือการสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และหนึ่งในกลยุทธ์ของเราก็คือการขยายธุรกิจให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสังคม และผู้ถือหุ้นได้

ภายใต้แนวคิด “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH” อินทัชได้วางกลยุทธ์ไว้หลายด้านในการพัฒนาธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจการร่วมค้า (Joint Venture) การควบรวมกิจการ (Merger and Acquisition) และ/หรือการสร้างการเติบโตจากธุรกิจปัจจุบัน ซึ่งสินทรัพย์ที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นมีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆเพื่อรองรับตลาดผู้บริโภคหรือตลาดระดับองค์กร ซึ่งเราเองก็เปิดกว้างในการหาพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้เราสามารถนำเสนอบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า อย่างไรก็ดี อินทัชจะพิจารณาโอกาสทางธุรกิจและคัดเลือกอย่างรอบคอบในการลงทุนธุรกิจใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัทจัดสรรงบประมาณในการศึกษาวิจัยและพัฒนาธุรกิจใหม่ ในเบื้องต้นอยู่ที่ จำนวน 250 ล้านบาท” นายฟิลิป กล่าว

Philip_Tan-3

ในปี พ.ศ. 2559 อินทัชมีผลกำไรลดลงจากปีก่อน 21 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 12,708 ล้านบาท อันสืบเนื่องมาจากการที่      เอไอเอสมีต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ไทยคมมีรายได้ลดลง ทว่าบริษัทก็ยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามกำหนดนโยบายเงินปันผล นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาอินทัชออกจากการลงทุนไป 2 โครงการ โดยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณร้อยละ20 รวมทั้งมีการพิจารณาโครงการใหม่ 4 โครงการ เป็นโครงการที่สำเร็จแล้ว 2 โครงการ และอยู่ในระหว่างดำเนินการ 2 โครงการ ทั้งนี้ อินทัชยังคงแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆต่อไป

ปัจจุบันการลงทุนของอินทัช สามารถจำแนกออกเป็น 3 สายธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย (AIS) ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ (Thaicom) และธุรกิจอื่นๆ (High Shopping และ InVent)

from:http://mobileocta.com/intouchs-business-strategy-in-2560-under-the-theme-connecting-thais-for-sustainable-growth/

Advertisements

อินทัชเดินหน้าธุรกิจ VC ตั้งเป้า 200 ล้าน พร้อมแจงกำไรลด 21% เหตุ AIS ค่าใช้จ่ายสูง ThaiCom รายได้ลด

อินทัชตั้งเป้า 2560 ปีแห่งการเชื่อมต่อไทยเพื่อการเติบโตยั่งยืน เล็งลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่ม เสริมแกร่งด้านการเป็น VC ด้วยงบประมาณ 200 ล้าน รวมถึงการพัฒนาธุรกิจใหม่ในวงการดิจิทัล เซอร์วิส IoT และ Big Data ชี้ AIS และ Thaicom ยังเติบโตได้ดี แม้จะมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา
นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะบริษัทด้านการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ เป้าหมายหลักในการดำเนินงานของบริษัทฯ คือการสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และหนึ่งในกลยุทธ์ของเราก็คือการขยายธุรกิจให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสังคม และผู้ถือหุ้นได้
โดยในปีนี้ อินทัชจะมุ่งพัฒนาธุรกิจภายใต้แนวคิด  “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH” หรือก็คือการเชื่อมต่อไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะทำงานผสานกันในสามส่วน ได้แก่
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น: มุ่งเน้นการบริหารสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น  ด้Œวยการลงทุนและบริหารงานในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลยี
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค: โดยบริษัทจะแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่‹ๆ ในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลยี อย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้มีการตั้งงบในการศึกษาวิจัยและพัฒนาธุรกิจใหม่ 250 ล้านบาท หาโอกาสลงทุนในดิจิทัล เซอร์วิส IoT และบิ๊ก ดาต้า
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคชุมชน โดยการให้การสนับสนุน ส่งเสริม สร้Œางคุณค่า และการมีประโยชน์ร่วมกันระหว่าง‹องค์กรธุรกิจ สังคม และผู้Œมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – SDGs)
ปัจจุบันการลงทุนของอินทัช ประกอบด้วย ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย ดำเนินงานภายใต้บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ อาทิ ไฮ ช็อปปิ้ง และโครงการ อินเว้นท์ (InVent) เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2559 อินทัชมีผลกำไรลดลงจากปีก่อน 21 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 12,708 ล้านบาท จากเดิมในปี 2558 อยู่ที่ 16,078 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการที่เอไอเอสมีต้นทุนที่สูงขึ้นเนื่องจากต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับภาครัฐ ขณะที่ไทยคมมีรายได้ลดลง 

“จริง ๆ กำไรน่าจะติดลบมากกว่านี้ ซึ่งเราเลยดีใจที่ เราทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้” นายฟิลิปกล่าว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว นายฟิลิปกล่าวว่า อินทัชยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามกำหนดนโยบายเงินปันผล นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาอินทัชออกจากการลงทุนไป 2 โครงการ โดยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณร้อยละ 20 รวมทั้งมีการพิจารณาโครงการใหม่ 4 โครงการ เป็นโครงการที่สำเร็จแล้ว 2 โครงการ คือ Wongnai และ Social Nation และอยู่ในระหว่างดำเนินการ 2 โครงการด้วย (ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้)
สำหรับเป้าหมายการลงทุนในปีนี้ นายฟิลิประบุว่า คือการลงทุนภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเป็น VC เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในจุดของอินทัชนั้น ยังสามารถบริหารจัดการได้ดี และยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการนำเสนอไอเดียที่อินทัชสนใจร่วมลงทุนนั้น นายฟิลิประบุว่า อยากให้มองไอเดียที่เป็น Original Thai มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการนำเสนอไอเดียที่คล้ายกับธุรกิจในซิลิคอนวัลเลย์ออกมาค่อนข้างมาก ซึ่งบางอย่างอาจยังไม่สามารถประยุกต์ได้กับสังคมไทย
นอกจากการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้แล้ว อินทัชยังมีแผนจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแอปพลิเคชันด้านสาธารณสุข หรือการเปิดตัวฟาร์มสุข ที่มีการนำ IoT เข้ามาใช้งานในด้านต่าง ๆ

ขณะที่ในส่วนของรางวัลและการรับรองต่าง ๆ ปี 2559 เป็นปีที่บริษัทได้รับรางวัลและการรับรองต่างๆ มากมาย อาทิ

– รางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” และ “หุ้นขวัญใจมหาชนกลุ่มเทคโนโลยี” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ

– รางวัล “ผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยม” (Best CEO Awards) และรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม (Best Company Performance Awards) ในกลุ่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 100,000 ล้านบาท จากงาน SET AWARDS 2015
– รางวัล ASEAN Corporate Governance Awards 2015 และรางวัล Asian Excellence Recognition Awards 2015 จัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia
– รางวัล “นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม” (Best Investor Relations Award) ประจำปี 2558/2559 จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association หรือ IAA)
– รางวัล “Investor’s Choice Award” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
– รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานดีเด่น จากงานประกาศรางวัล “SET Awards 2016”
– รางวัลหุ้นยั่งยืน จากงาน SET Sustainability Awards 2016 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/intuch/

อินทัชเดินหน้าธุรกิจ VC ตั้งเป้า 200 ล้าน พร้อมแจงกำไรลด 21% เหตุ AIS ค่าใช้จ่ายสูง ThaiCom รายได้ลด

อินทัชตั้งเป้า 2560 ปีแห่งการเชื่อมต่อไทยเพื่อการเติบโตยั่งยืน เล็งลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่ม เสริมแกร่งด้านการเป็น VC ด้วยงบประมาณ 200 ล้าน รวมถึงการพัฒนาธุรกิจใหม่ในวงการดิจิทัล เซอร์วิส IoT และ Big Data ชี้ AIS และ Thaicom ยังเติบโตได้ดี แม้จะมีรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา
นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะบริษัทด้านการลงทุนอย่างมีกลยุทธ์ เป้าหมายหลักในการดำเนินงานของบริษัทฯ คือการสร้างการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว และหนึ่งในกลยุทธ์ของเราก็คือการขยายธุรกิจให้มีความหลากหลาย เพื่อให้สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับสังคม และผู้ถือหุ้นได้
โดยในปีนี้ อินทัชจะมุ่งพัฒนาธุรกิจภายใต้แนวคิด  “CONNECTING THAIS FOR SUSTAINABLE GROWTH” หรือก็คือการเชื่อมต่อไทยเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจะทำงานผสานกันในสามส่วน ได้แก่
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น: มุ่งเน้นการบริหารสินทรัพย์ และการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น  ด้Œวยการลงทุนและบริหารงานในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลยี
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค: โดยบริษัทจะแสวงหาโอกาสในการลงทุนใหม่‹ๆ ในธุรกิจโทรคมนาคม สื่่อ และเทคโนโลยี อย่างไม่หยุดยั้ง นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้มีการตั้งงบในการศึกษาวิจัยและพัฒนาธุรกิจใหม่ 250 ล้านบาท หาโอกาสลงทุนในดิจิทัล เซอร์วิส IoT และบิ๊ก ดาต้า
  • การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่ภาคชุมชน โดยการให้การสนับสนุน ส่งเสริม สร้Œางคุณค่า และการมีประโยชน์ร่วมกันระหว่าง‹องค์กรธุรกิจ สังคม และผู้Œมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN Sustainable Development Goals – SDGs)
ปัจจุบันการลงทุนของอินทัช ประกอบด้วย ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไร้สาย ดำเนินงานภายใต้บริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) รวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ อาทิ ไฮ ช็อปปิ้ง และโครงการ อินเว้นท์ (InVent) เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2559 อินทัชมีผลกำไรลดลงจากปีก่อน 21 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 12,708 ล้านบาท จากเดิมในปี 2558 อยู่ที่ 16,078 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากการที่เอไอเอสมีต้นทุนที่สูงขึ้นเนื่องจากต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับภาครัฐ ขณะที่ไทยคมมีรายได้ลดลง 

“จริง ๆ กำไรน่าจะติดลบมากกว่านี้ ซึ่งเราเลยดีใจที่ เราทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้” นายฟิลิปกล่าว

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว นายฟิลิปกล่าวว่า อินทัชยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามกำหนดนโยบายเงินปันผล นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาอินทัชออกจากการลงทุนไป 2 โครงการ โดยได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณร้อยละ 20 รวมทั้งมีการพิจารณาโครงการใหม่ 4 โครงการ เป็นโครงการที่สำเร็จแล้ว 2 โครงการ คือ Wongnai และ Social Nation และอยู่ในระหว่างดำเนินการ 2 โครงการด้วย (ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้)
สำหรับเป้าหมายการลงทุนในปีนี้ นายฟิลิประบุว่า คือการลงทุนภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเป็น VC เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง แต่ในจุดของอินทัชนั้น ยังสามารถบริหารจัดการได้ดี และยังทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของการนำเสนอไอเดียที่อินทัชสนใจร่วมลงทุนนั้น นายฟิลิประบุว่า อยากให้มองไอเดียที่เป็น Original Thai มากขึ้น เพราะที่ผ่านมามีการนำเสนอไอเดียที่คล้ายกับธุรกิจในซิลิคอนวัลเลย์ออกมาค่อนข้างมาก ซึ่งบางอย่างอาจยังไม่สามารถประยุกต์ได้กับสังคมไทย
นอกจากการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้แล้ว อินทัชยังมีแผนจะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการแอปพลิเคชันด้านสาธารณสุข หรือการเปิดตัวฟาร์มสุข ที่มีการนำ IoT เข้ามาใช้งานในด้านต่าง ๆ

ขณะที่ในส่วนของรางวัลและการรับรองต่าง ๆ ปี 2559 เป็นปีที่บริษัทได้รับรางวัลและการรับรองต่างๆ มากมาย อาทิ

– รางวัล “สุดยอดหุ้นขวัญใจมหาชน” และ “หุ้นขวัญใจมหาชนกลุ่มเทคโนโลยี” จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้นธุรกิจ

– รางวัล “ผู้บริหารสูงสุดยอดเยี่ยม” (Best CEO Awards) และรางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม (Best Company Performance Awards) ในกลุ่มที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 100,000 ล้านบาท จากงาน SET AWARDS 2015
– รางวัล ASEAN Corporate Governance Awards 2015 และรางวัล Asian Excellence Recognition Awards 2015 จัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia
– รางวัล “นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม” (Best Investor Relations Award) ประจำปี 2558/2559 จากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (Investment Analysts Association หรือ IAA)
– รางวัล “Investor’s Choice Award” จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย
– รางวัลบริษัทจดทะเบียนด้านผลการดำเนินงานดีเด่น จากงานประกาศรางวัล “SET Awards 2016”
– รางวัลหุ้นยั่งยืน จากงาน SET Sustainability Awards 2016 จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกด้วย
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/intuch-sustainable-growth-plan-2017/

Computerlogy คว้าตัว ‘กรัณย์’ เปิด Mojito ทำ Chatbot Agency

เป็นข่าวทุกวันสำหรับเรื่องราวของ Chatbot ล่าสุด ‘Computerlogy’ บริษัท Social Media Marketing Software ดึงตัว “กรัณย์ วระพงษ์สิทธิกุล” บุคลากรด้าน User Experience ชั้นนำของไทยเปิดบริษัท Mojito Technology เน้นสร้าง Chatbot ให้กับแบรนด์โดยเฉพาะ

กองบรรณาธิการ thumbsup ร่วมงานเปิดตัวซอฟต์แวร์รุ่นล่าสุด SocialEnable 4.0 ของบริษัท Computerlogy พบ “กรัณย์ วระพงษ์สิทธิกุล” ขึ้นเวทีร่วมกับ วัชระ เอมวัฒน์ กรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Computerlogy จึงสอบถาม กรัณย์จึงเผยว่า

“ผมมาร่วมเปิดบริษัท Mojito Technology Co.,Ltd. กับทาง Computerlogy โดยเราจะให้บริการครบวงจรในการทำ Chatbot สำหรับองค์กรใหญ่เพื่อทำให้ CRM มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมี Scope ของการให้บริการตั้งแต่ การทำ user research , ออกแบบ chatbot system, วางระบบ chatbot, เชื่อมต่อ chatbot เข้ากับระบบ CRM , conversation design , user experience design , chatbot analytic & report , เชื่อมต่อกับระบบ social monitoring system และ A.I. service ครับ”

Chatbot เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวง Marketing Technology หรือ MarTech ค่อนข้างมาก Mojito จึงถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่เปิดตัวออกมาถูกจังหวะจะโคน อย่างไรก็ตามเท่าที่เราสอบถามคนในแวดวง ก็พบว่าที่ผ่านมาบ้านเราก็มีเอเจนซีหลายแห่งรับสร้าง Chatbot อยู่ แต่อาจจะไม่ได้เปิดตัวขึ้นมามี Positioning ที่ชัดแบบ Mojito Technology และที่สำคัญ มี developer ชาวไทยดูแลงานด้วย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/mojito-technology-chatbot/

“21” แอปพลิเคชันแจก Bitcoin ฟรีแลกข้อมูลจากผู้บริโภค

มีหลายวิธีที่จะทำให้แบรนด์ได้คำตอบที่ตนเองต้องการจากผู้บริโภค หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับแบรนด์ การแจกของฟรีก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งบริการ Mobile Payment รายหนึ่งในแอฟริกา ใช้วิธีแจก Bitcoin ให้กับใครก็ตามที่มาร่วมตอบคำถามหรือทำกิจกรรมตามที่แบรนด์กำหนด

แอปพลิเคชันนี้มีชื่อว่า 21 โดยจะเข้ามารับหน้าที่เป็นเสมือนตัวกลางดึงผู้บริโภคและแบรนด์ให้เข้ามาเจอกัน ความฉลาดของ Mobile Payment ค่ายนี้คือ ผู้ใช้บริการที่อยากได้ Bitcoin จะต้องมาสร้างโปรไฟล์บนแพลตฟอร์มของ 21 ก่อน จากนั้น บริษัทจะเปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่มี Requirement เข้ามาคอนแทคกับยูสเซอร์โดยอาจจะเป็นการถามคำถาม หรือมีภารกิจให้ช่วยทำ เมื่อผู้ใช้บริการตอบคำถามหมด หรือทำภารกิจเสร็จสิ้น จึงจะได้รับค่าตอบแทนตามที่ตกลง

 

โดยราคาของค่าเสียเวลาก็จะแตกต่างกันไป เช่น ถ้าเป็นการตอบคำถามยาก ๆ ก็อาจได้ค่าเสียเวลาประมาณ 5 เหรียญสหรัฐ แต่ถ้าเป็นคำถาม Survey ธรรมดา ๆ ก็อาจจะแค่ 0.5 เหรียญสหรัฐเท่านั้น

แต่แพลตฟอร์ม 21 น่าสนใจตรงที่ แบรนด์ได้รู้จักกับผู้บริโภคตัวเป็น ๆ ซึ่งทำให้คำตอบ หรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันนั้นได้ความ Real มากกว่าการทำสำรวจธรรมดา

ส่วนเงินที่ได้มานั้น ทางแพลตฟอร์มก็มีทางเลือกให้ว่า จะเอาไว้ใช้เอง หรือจะบริจาคให้การกุศล โดยจะจ่ายเป็น Bitcoin ซึ่งทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้งานได้ไม่จำกัดประเทศ

ที่มา: 21

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/21-platform-compensate-user-providing-surveys/

Intel เปิดตัวระบบ IoT Retail Sensor Platform ใช้งานจริงในร้านลีวายส์แล้ว

Intel ประกาศเปิดตัระบบ Intel Retail Sensor Platform ระบบคลังสินค้า RFID ทำงานแบบ near real-time ในงาน NRF Big Show งานแสดงสินค้าและสัมมนางานใหญ่ของวงการค้าปลีก


Credit: Intel IOT blog

โดยโซลูชั่นดังกล่าว ประกอบไปด้วย

  • Intel-based Retail Sensors – เซ็นเซอร์ RFID ประหยัดไฟและราคาถูก ที่มาพร้อมกับ expandable sensor suite
  • Intel-based Gateway – จุดเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คอยรวบรวมและคัดกรองข้อมูลจากเซ็นเซอร์
  • Cloud Platform – analytics platform as a service แบบโอเพ่นซอร์ส สำหรับแอปพลิเคชั่นบน cloud
  • Trusted Analytics Platform (TAP) – แพลต์ฟอร์ม big data analytics ที่สร้างอยู่บน Hadoop และ OpenStack

ระบบดังกล่าวปัจจุบันมีการใช้งานจริงในร้านยีนส์ชื่อดังอย่างลีวายส์ ซึ่งก่อนหน้านี้จากผลการสำรวจของบริษัทพบว่าแม้จะมีจำนวนลูกค้าเข้าร้านน้อยลง แต่ความต้องการซื้อของลูกค้าเหล่านั้นกับเพิ่มขึ้น ทว่าการที่ไม่มีสินค้าในสต็อก หรือการที่พนักงานหาสินค้าภายในร้านหรือคลังสินค้าไม่เจอ กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการซื้อของลูกค้า และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าไม่กลับมาซื้อสินค้าในร้านอีก


Credit: Intel Newsroom YouTube

การทดลองใช้ระบบ Retail Sensor Platform ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2015 โดยลีวายส์ติดตั้งเซ็นเซอร์ RFID ของ Intel หลายจุดไว้บนเพดาน เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของเสื้อผ้าบนชั้นวางและราวแขวน เซ็นเซอร์จะทำหน้าที่บอกตำแหน่งและจำนวนที่เหลือในคลังสินค้า และสั่งของเพิ่มเมื่อสินค้าหมด

ประโยชน์อื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้นของระบบนี้ ก็มีได้แก่ การดูแผนที่เส้นทางการเดินของลูกค้าภายในร้าน การจัดวางสต็อกของให้ถูกที่ ใช้ข้อมูลตำแหน่งเพื่อศึกษาพฤติกรรมที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อของลูกค้า และการวาง layout ภายในตัวร้าน

ระบบ Retail Sensor Platform เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาของ Intel ที่จะลงทุน $100 ล้านกับการพัฒนาเทคโนโลยีค้าปลีกใน 5 ปีข้างหน้านี้

ที่มา:

from:https://www.techtalkthai.com/intel-reveals-iot-retail-sensor-platform/

ACInfotec เปิดหลักสูตร PECB Certified ISO31000 Risk Manager เรียน 1-3 มีนาคม 2017

เมื่อธุรกิจต้องปรับตัวอยู่เสมอ คุณรับมืออย่างไรกับความเสี่ยงที่องค์กรต้องเผชิญ ? ACTC ขอเสนอหลักสูตร “PECB Certified ISO31000:2009 Risk Manager” ระหว่างวันที่ 1-3 มีนาคม 2017


Credit: ShutterStock.com

 

ท่านจะได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งอ้างอิงจาก Framework ของ ISO31000:2009 ไม่ว่าจะเป็น

  • การประเมินความเสี่ยงและการจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสมกับองค์กร
  • หลักการวิเคราะห์และตัดสินใจเมื่อต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน
  • วิธีการประยุกต์ใช้และกำหนดระดับความเสี่ยงที่สอดรับกับกลยุทธ์ สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถ่ายทอดโดยวิทยากรและที่ปรึกษามากประสบการณ์ เน้น case study และ workshop พร้อมสอบ Certification จากค่าย PECB ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ในราคาเพียง 38,500.-

ในราคานี้ยังรวม PECB Official Training Materials, อาหารและเครื่องดื่ม สามารถสะสม CPE ได้ 21 ชม.(หรือตามเงื่อนไขของ Cert. ที่ท่านถือ)

ลงทะเบียนได้เลยที่นี่: http://www.acinfotec.com/training-event/pecb-certified-iso-31000-risk-manager-3/

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-670-8980-3, 084-719-0099 หรือ training@acinfotec.com หรือ http://www.acinfotec.com/training

from:https://www.techtalkthai.com/acinfotec-pecb-certified-iso31000-risk-manager-course-2017-03-01-to-03/