คลังเก็บป้ายกำกับ: BUSINESS

Samsung ถูกตัดสินจ่ายค่าปรับ 539 ล้านดอลลาร์ ในคดีละเมิดสิทธิบัตรงานออกแบบ iPhone ของ Apple

คดีที่ยืดเยื้อมาหลายปีถูกตัดสินแล้วเมื่อมีรายงานว่า Samsung ถูกตัดสินจ่ายค่าปรับ 539 ล้านดอลลาร์ ในคดีละเมิดสิทธิบัตรงานออกแบบ iPhone ของ Apple

Samsung จ่ายค่าปรับละเมิดสิทธิบัตรงานออกแบบ iPhone ให้ Apple เป็นมูลค่า 539 ล้านดอลลาร์

CNET รายงานข้อมูลว่าได้มีการตัดสินให้ Samsung จ่ายค่าปรับเป็นมูลค่า 539 ล้านดอลลาร์ในคดีละเมิดสิทธิบัตรของ Apple ทั้งหมด 5 สิทธิบัตร ประกอบไปด้วยละเมิดสิทธิบัตรงานออกแบบ iPhone จำนวน 3 สิทธิบัตรและอื่นๆ อีก 2 สิทธิบัตร

Samsung Pay Apple 539 Million For Infringing Iphone Patents

สำหรับสิทธิบัตรงานออกแบบ iPhone ที่ Samsung ละเมิดนั้นมีค่าปรับสูงถึง 533 ล้านดอลลาร์ โดย Samsung แย้งว่าค่าปรับควรอยู่ประมาณ 28 ล้านดอลลาร์แต่ Apple ต้องการค่าปรับสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์

ในการตัดสินครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของมูลค่าสิทธิบัตรในวงการเทคโนโลยี โดยศาลและหน่วยงานทางด้านกฏหมายจะเริ่มให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตรและการละเมิดสิทธิบัตรมากขึ้น

รายการสิทธิบัตรงานออกแบบ iPhone ที่ Samsung ละเมิดและถูกปรับ

  • US Patent No. D618,677 (D’677) เกี่ยวกับตัวเครื่องสีดำ, ตัวเครื่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า, ขอบมนและรูปแบบด้านหน้าของอุปกรณ์
  • US Patent No. D593,087 (D’087) เกี่ยวกับตัวเครื่องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและขอบมนรวมไปถึงรูปแบบของกรอบตัวเครื่อง
  • US Patent No. D604,305 (D’305) เกี่ยวกับสีสันของไอคอนและการแสดงผลไอคอนแบบ Grid

ที่มา – iclarified

from:https://www.iphonemod.net/samsung-pay-apple-539-million-for-infringing-iphone-patents.html

Advertisements

ร้อยเหตุผล Starbucks ขึ้นแชมป์แซง Apple Pay, Google Pay และ Samsung Pay

ข้อมูลจากบริษัทวิจัย eMarketer ระบุว่ามากกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชัน mobile payment ในสหรัฐฯนั้นใช้ผ่านแอปพลิเคชัน Starbucks สัดส่วนนี้ถือว่าแซงหน้าทุกค่ายทั้ง Apple Pay, Google Pay และ Samsung Pay

ถามว่าทำไม Starbucks จึงฮอตแรงแซงหน้าผู้ให้บริการทุกรายในสมรภูมิบริการชำระเงินบนแอปพลิเคชันสมาร์ทโฟน หนึ่งในคำตอบคือการไม่แบ่งค่าย iOS และ Android ในขณะที่ Apple Pay และ Google Pay รวมถึง Samsung Pay จะถูกจำกัดการใช้งานตามประเภทของโทรศัพท์

แถมแอปพลิเคชัน Starbucks ยังใช้งานง่าย บนฐานลูกค้าที่ภักดีกับแบรนด์ Starbucks เหนียวแน่น

ที่สำคัญ แอป Starbucks ไม่ได้มีจุดเด่นเรื่องการเปิดให้ผู้ใช้จ่ายเงินด้วยโทรศัพท์เท่านั้น แต่จะได้รับเครดิตก่อนที่การซื้อจะเกิดขึ้น จุดเด่นนี้มีพลังสูง ทำให้ Starbucks เคยประกาศความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ว่า ระบบสั่งซื้อและชำระเงินบนมือถือของบริษัท ครองสัดส่วน 12 เปอร์เซ็นต์ของธุรกรรมทั้งหมดในสหรัฐฯ ช่วงไตรมาสล่าสุดที่สิ้นสุดวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา

อีกจุดที่น่าสนใจคือคนที่ไม่ใช่ลูกค้าประจำ Starbucks ก็ใช้งานระบบชำระเงินนี้ด้วย โดยภายในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ใช้แอป Starbucks ราว 23.4 ล้านคนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือในร้านค้าช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขประเมิน 23.4 ล้านคนนี้ถือว่าสูงกว่าลูกค้า 14.9 ล้านคนที่เป็นสมาชิกโปรแกรมแลกรางวัลหรือรีวอร์ดของ Starbucks ที่จะนับเฉพาะผู้ใช้งานรายเดือนเท่านั้น

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับแอปพลิเคชัน Starbucks ในประเด็น mobile payment ยังมีตัวเลขที่ eMarketer ระบุว่าภายในปลายปีนี้ 1 ใน 4 ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนอายุเกินกว่า 14 ปีในสหรัฐฯหรือประมาณ 55 ล้านคน จะใช้ระบบชำระเงินผ่านมือถือในร้านค้า ซึ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้เองที่จะใช้โทรศัพท์มือถือทำ mobile payment ผ่านแอป Starbucks

นอกจากนี้ eMarketer ยังชี้ว่า Apple Pay เริ่มรองรับร้านค้าในสหรัฐฯเกิน 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว แต่ Google Pay กลับรองรับน้อยกว่าแม้ว่า Google Pay จะถูกติดตั้งล่วงหน้าในโทรศัพท์ Android มาจากโรงงาน ขณะที่ Samsung Pay เป็นแบรนด์ที่ร้านค้ารองรับมากที่สุดคือ 80% ของร้านค้าอเมริกัน

แต่ Samsung Pay กลับเป็นที่นิยมใช้งานน้อยกว่า

ที่มา: : Recode

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/starbucks-mobile-payments/

ออนไลน์ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ไม่ทำก็ไม่ได้ CPN ใช้ดิจิทัลเสริมประสบการณ์ห้าง

ไม่ปรับตัวไม่ได้แล้ว สำหรับห้างสรรพสินค้าชั้นนำระดับประเทศอย่าง CPN ที่วันนี้มีการแถลงข่าวกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ 5 ปี ไม่ว่าจะเป็น การขยายสาขาและปรับปรุงสาขาทั้งในและต่างประเทศ ขยายธุรกิจไปพร้อมประกาศใช้งบไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท เสริมประสบการณ์ดิจิทัลให้ลูกค้าอย่างเต็มที่

คุณปรีชา เอกคุณากูล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แถลงวิสัยทัศน์ 5 ปี (2018-2022) ของ CPN สร้างเทรนด์รีเทลด้วยแนวคิด “Co-Create Center of Life” ด้วย 3 กลยุทธ์คือ การสร้าง Destination Concepts, Digital Platform, และ Partnerships โดยจะใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อสร้าง ‘The New Landscape’ ของวงการค้าปลีก

สำหรับการปรับตัวครั้งใหญ่ของเซ็นทรัลนั้น คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถึงอย่างไรห้างสรรพสินค้าชั้นนำในไทยที่ไม่ว่าใครก็อยากเข้ามาสัมผัสคงหนีไม่พ้นห้างสรรพสินค้าในประเทศไทย ที่แต่ละรายแข่งกันด้วยความสวยงามของสถานที่ ความคุ้มค่าของการมาสัมผัสแฟชั่น และแน่นอนอีกสิ่งที่จะมาช่วยเสริมประสบการณ์คือเรื่องของเทคโนโลยี

โดยเรื่องนี้ คุณปรีชาได้แสดงความคิดเห็นว่า ในอนาคต เรื่องของ Big Data จะเข้ามามีบทบาทมากในการเสริมความแข็งแรงของธุรกิจ เราได้ร่วมมือกับ Central group ในเรื่อง digital หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาแอป the1card ที่มีฐานลูกค้าในมือกว่า 12 ล้านราย มาวิเคราะห์ความต้องการและเข้าใจเรื่องการใช้จ่ายของลูกค้าได้ดีขึ้น เช่น เมื่อลูกค้าเข้ามาห้างปุ๊บ นอกจากจะทราบโปรโมชั่นแล้ว ถ้าไม่สะดวกมาก็สามารถสั่งซื้อออนไลน์และมารับของวันหลังได้ ตอบโจทย์ในเรื่องของ Customer experience ให้มากที่สุด

หรือหากลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต้องการแผนที่ร้านค้าในห้าง จะมี lay out ร้านค้าแต่ละจุดแสดงให้ทราบโดยไม่ต้องมองหาแผนที่ให้วุ่นวาย การจองที่จอดรถ ร้านอาหารหรือบริการไลฟ์สไตล์ต่างๆ สามารถทำได้ผ่านมือถือทั้งสิ้น

“รวมทั้งมีความร่วมมือกับทุกธนาคารให้สามารถใช้จ่ายผ่าน QR Code ได้ หรือนักท่องเที่ยวชาวจีนจะซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มของ wechat และ Alipay ของร้านค้าในห้างก็ทำได้เช่นกัน”

นอกจากนี้ ยังมีพันธมิตรที่แข็งแรงอย่าง Central JD ที่จะเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการเชื่อมโยงระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ หรือเทคโนโลยีใหม่ ประสบการณ์ลูกค้าและการพัฒนาระบบต่างๆ ให้ดีขึ้นร่วมกัน

ปัจจุบัน ทาง CPN มีการทำระบบบริหาร ลีสซิ่งและลงทุน fiber optic อยู่แล้ว แต่จะเสริมในเรื่องของ phisical store ในปีนี้ โดยใช้งบลงทุนไอทีรวมแล้วไม่น้อยกว่าหลักร้อยล้านบาท เพื่อผสมผสานระบบให้ครบวงจรขึ้น ทั้ง payment, invoice, shopper experience และ application

“การที่เราลงทุนออนไลน์ช้าไม่ใช่กลัวตกเทรนด์ แต่เพราะมองว่าถึงจะเป็นธุรกิจดั้งเดิมหรือยุคใหม่มันก็เชื่อมโยงกันอยู่ดี ไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีหลายคนมองว่าออนไลน์จะเข้ามาแทน physical ซึ่งเป็นไปไม่ได้ คุณจะเห็นธุรกิจออนไลน์หลายที่ต้องลงทุนจุดออฟไลน์เพิ่มเสริมประสบการณ์ด้วย เพราะยังไงมนุษย์ต้องการใช้ชีวิตและออกไปมีประสบการณ์ 90% ของคนชอบซื้อแบบ physical มากกว่า ส่วน online คือการเสริมประสบการณ์เท่านั้น”

รวมทั้งการลงทุนทำ online ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเป็นแบรนด์ใหญ่ยิ่งยาก เพราะความคาดหวังจะสูง ดังนั้นต้องทำแบบผสมผสานดีกว่า จับความต้องการของลูกค้าและผสมผสานทั้งสองแพลตฟอร์ม รวมทั้งสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาผนวกกัน ย่อมเป็นเรื่องที่ดี

เป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นที่น่าสนใจทีเดียวนะคะ ใครที่เคยยึดติดว่าโลกออนไลน์คือทั้งหมดของคนยุคใหม่ แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรมนุษย์เราก็ต้องการออกไปใช้ชีวิต ออกไปค้นหาประสบการณ์และสร้างสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งโลกของเทคโนโลยีก็ไม่มีวันหยุดนิ่ง สิ่งใหม่ๆ จะเข้ามาอัพเดทสิ่งเดิมเสมอ อยู่ที่ธุรกิจจะกล้าลงมือทำกันหรือยัง

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/cpn-vision-online/

LINE TODAY อีกหนึ่งช่องทางข่าวบนมือถือที่มีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับ 1

วันนี้ ทาง thumbsup ได้เข้าร่วมงานเปิดตัว Line today ที่ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นศูนย์กลางข่าวออนไลน์อันดับ 1 ของไทย พร้อมดึงทั้งสื่อเก่าและใหม่เข้าร่วมแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าขณะนี้มีกว่า 120 แห่งแล้วก็ตาม

นายกวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ ผู้อำนวยการธุรกิจคอนเทนต์, LINE ประเทศไทย เปิดเผยว่า การทำสื่อในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งสื่อเก่าอย่าง Print media และสื่อใหม่อย่าง Online media ต่างก็ต้องหาวิธีการให้คนเข้าใช้งานช่องทางของตนเอง ซึ่งในยุคที่ข่าวหาง่ายแค่มีมือถือก็เป็นข่าวได้แล้ว ยิ่งทำให้แข่งขันสูงและจำนวนคอนเทนต์ในออนไลน์ก็มีเยอะมาก การคัดกรองข่าวจริงข่าวเท็จก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้น LINE TODAY  ธุรกิจในเครือของ LINE ประเทศไทย จึงนำรูปแบบการให้บริการนี้มาเปิดให้บริการในไทย

“ต้นกำเนิดของ LINE TODAY  มาจากญี่ปุ่นคือ line news digest และเลือกประเทศที่มีจำนวน LINE User เยอะ อย่างประเทศไทย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และฮ่องกง ซึ่งไทยถือว่าเป็นประเทศที่ 2 ในการเปิดให้บริการและมีผู้ใช้งาน LINE TODAY มากเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศที่เปิดให้บริกาพร้อมกันโดยใช้ชื่อบริการเดียวกัน”

เม็ดเงินโฆษณาในช่วง 2-3 ปีมานี้ต้องยอมรับว่าลดลงอย่างมาก เรียกได้ว่าลดลงกว่า 50% เลยทีเดียว ในขณะที่จุดแข็งของ LINE TODAY  คือมีผู้อ่านสูงกว่า 1,000 ล้านครั้ง/เดือน จากฐานผู้ใช้งานที่สูงถึง 32 ล้านคน โดยจำนวนผู้อ่านคิดเป็น 71% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมดแล้ว

“เราอาจไม่ได้ตั้งตัวเลขการเติบโตสูงนัก เพราะจาก 1-32 ล้านยูสเซอร์ก็โตเร็วมากแล้วในระยะเวลาเพียง 2 ปี และจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศอยู่ที่ 45 ล้านคน จึงไม่ได้ตั้งเป้าเติบโตมากนัก ถ้าต่อจากนี้ทำได้สัก 1 ดิจิทก็ถือว่ามีการเติบโตที่ดีแล้ว”

อีกปัจจัยหลักที่คนอ่าน LINE TODAY เติบโตอย่างรวดเร็ว คือ อัพเดทเร็ว อ่านได้ทันทีไม่ต้องดาวน์โหลดแอปใหม่ เข้าใช้งานง่ายเพียงกดแท็บที่ 4 ใน LINE chat ก็เข้าถึงคอนเทนต์ได้อย่างหลากหลาย ซึ่งพาร์ทเนอร์เข้ามามีบทบาทอย่างมาก เพราะความหลากหลายของคอนเทนต์นั้นทำให้เรามี engagement สูง ค่าเฉลี่ยการอ่านคอนเทนต์อยู่ที่ 38 pageview /คน/เดือน ซึ่ง 76% เข้ามาดูคอนเทนต์ทุกวัน และทุกคนที่เข้ามาอ่าน 50% สนใจโฆษณาที่ลงในแพลตฟอร์ม ทำให้เกิดโอกาสที่จะซื้อสินค้านั้นมากด้วย

ทางด้าน นายชรัตน์ เพ็ชร์ธงไชย หัวหน้าธุรกิจ LINE TODAY, LINE ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ธีมหลักของบริการ LINE TODAY คือต้องการเป็นสื่อกลางให้คนอ่านคอนเทนต์สะดวกขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าผู้ใช้งาน LINE  มีทุกกลุ่มทุกช่วงอายุจึงต้องมีเนื้อหาให้ครอบคลุม ซึ่งเราไม่สามารถผลิตคอนเทนต์ได้เองทั้งหมด 100% ดังนั้น 95% ของเราจึงมีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ส่วนอีก 5% เราผลิตเองแต่เป็นคอนเทนต์วีดีโอ ซึ่งก็ร่วมมือผลิตกับพาร์ทเนอร์ในส่วนของการผลิตและเผยแพร่ใน LINE TODAY  ก่อนและรับชมย้อนหลังได้ที่ LINE TV

“ตอนนี้มีคอนเทนต์ที่ผลิตร่วมกัน 6 รายการ คือ HEADLINE TODAY, ข่าวเด็ดเด็กตอบ, อาม่าแอนด์เดอะแก๊ง เลือกได้เลือกดี และล่าสุดจะมีทอมก้องร้องทุกข์และ พ.พาทินี ซึ่งก็ตอบโจทย์ความต้องการแต่ละด้านให้คนที่อ่าน LINE TODAY ซึ่งในครึ่งปีหลังจะมีการผลิตคอนเทนต์เพิ่มมากกว่านี้”

ทางด้านของการสร้างรายได้นั้น จะมีการขายแพคเกจหลายรูปแบบ แต่ทางสำนักข่าวต้นทางที่นำข่าวมาลงบนแพลตฟอร์มจะมีการแบ่งรายได้จากการโฆษณาให้ หรือทางสำนักข่าวจะขายโฆษณาเองก็ย่อมทำได้เช่นกัน

“บริษัทยังมั่นใจว่าสิ่งที่ return ให้พาร์ทเนอร์มีหลายเรื่องหลักๆ คือ รายได้จากการโฆษณาให้พาร์ทเนอร์, trafic การเข้าชมของ user ที่เข้ามาอ่านและ click กลับไปที่ต้นทางของข่าว ซึ่งเจ้าของข่าวที่เป็นต้นทางสามารถขายโฆษณาเสริมได้ เพราะยอด CTR(Click to rate) ของเราอยู่ที่ 8-10% ถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับการโฆษณาออนไลน์”

ทางด้านของประเภทข่าวที่คนดูเยอะสุด 5 เรื่อง คือ ข่าวทั่วไป, บันเทิง, ดูดวง, กีฬาและไลฟ์สไตล์ อายุเฉลี่ยคนอ่าน 25-34 ปี และหวังให้คนที่เข้าชมวันละ 1 คนเพิ่มเป็นวันละ 2 ครั้ง ส่วนทีมงานที่ช่วยคัดกรองข่าวขณะนี้มีอยู่ที่ 14 คนและช่วงเย็นหลังเลิกงานเป็นช่วงเวลาที่มีคนใช้งาน LINE TODAY มากที่สุด

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/line-today-news/

5 แนวโน้มเทคโนโลยีพลิกโฉมการเงินองค์กร ที่่เหล่า CFO ควรรู้

DocuWare ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี Document Management ที่่มีประสบการณ์ด้านการจัดการเอกสารการเงินในธุรกิจทั่วโลกมากมาย ได้ออกมาเผยถึง 5 แนวโน้มของเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงกระบวนการด้านการเงินในธุรกิจองค์กร ดังต่อไปนี้

 

Credit: ShutterStock.com

 

1. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเงิน ด้วยการทำ Automation

การทำให้กระบวนการด้านการเงินมีประสิทธิภาพสูงขึ้นนั้นดูจะเป็นประเด็นสำคัญที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทต่อภาคการเงินมากที่สุดในปี 2018 โดยการทำ Automation นี้จะเข้ามาช่วยทำให้งานต่างๆ ทางด้านการจัดการเอกสารและข้อมูลทางด้านการเงินมีความง่ายดายและถูกต้องแม่นยำสูงยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจกันก่อนว่าการทำ Automation นี้จะไม่ได้มาทดแทนตำแหน่งใดๆ ทางด้านการเงิน ทั้งในระดับปฏิบัติการขึ้นไปจนถึงระดับ CFO แต่การทำ Automation นี้จะเข้ามามีบทบาทในฐานะที่ทำให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการจัดการข้อมูลซึ่งเป็นงานแรงงานที่มีความจำเจสูง ทำให้บุคลากรในฝ่ายการเงินสามารถนำเวลาไปทำงานอื่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการจัดการกับ Invoice พื้นฐานที่ไม่ได้มีความซับซ้อนใดๆ ให้ระบบ IT ทำการอ่าน Invoice นั้นๆ และดึงค่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจากใบ Invoice มาทำการประมวลผลและบันทึกลงระบบ ERP พร้อมดำเนินการให้โดยอัตโนมัติ และแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่แผนกการเงินหากพบ Invoice ใดที่มีความผิดปกติ หรือระบบไม่สามารถประมวลผลได้ถูกต้อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลและจัดการกรณีเหล่านี้เป็นครั้งๆ ไป เป็นต้น

นอกจากนี้การมีระบบและข้อมูลมารองรับการทำงานของแผนกการเงินเอง ก็จะทำให้ CFO สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทางด้านการเงินได้ดีขึ้นด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนและโปร่งใส เข้าใจคอขวดของกระบวนการด้านการเงินที่กำลังเกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาในกระบวนการได้ถูกจุด

 

2. เปลี่ยนกระบวนการการตรวจสอบย้อนหลัง ให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ที่ผ่านมาการ Audit นั้นถือเป็นงานที่เหนื่อยยากและใช้ทรัพยากรของธุรกิจค่อนข้างเยอะ แต่ก็ถือเป็นกระบวนการที่เหล่าธุรกิจจะหลีกเลี่ยงไปไม่ได้เช่นกัน การที่เอกสารด้านการเงินนั้นถูกจัดเก็บในรูป Digital นี้จะสามารถเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาตรงนี้ได้ด้วยการลดขั้นตอนที่ต้องใช้ในการเตรียมเอกสารและข้อมูลสรุปต่างๆ สำหรับการ Audit ในแต่ละครั้งลงไปได้อย่างมหาศาล

ในขณะเดียวกัน การทำ Internal Audit เองนั้นก็จะมีความคล่องตัวสูงยิ่งขึ้นด้วยความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลการทำงานต่างๆ ย้อนหลังได้ตามต้องการ และการตรวจสอบข้อมูลการทำงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้แบบ Real-time เช่น ความพยายามในการเข้าถึงข้อมูลความลับขององค์กร หรือการทำธุรกรรมในรูปแบบที่ผิดปกติ เป็นต้น ทำให้ใช้เวลาในการตรวจพบกรณีผิดปกติต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจองค์กรให้น้อยลงได้

 

3. บริหารจัดการการจัดเก็บเอกสารได้อย่างถูกต้อง ตรงตามข้อกำหนดและกฎหมาย

การจัดเก็บเอกสารย้อนหลังเพื่อเหตุผลทางด้านกฎหมายและการทำตามข้อบังคับตามมาตรฐานต่างๆ นั้นถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลกับองค์กร การจัดเก็บเอกสารในรูป Digital นี้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสถานที่ในการจัดเก็บเอกสารและการค้นหาแล้ว ก็ยังมีอีกข้อดีที่น่าจับตามองคือการตอบรับต่อกฎหมาย General Data Protection Regulation หรือ GDPR ที่ทางยุโรปจะบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2018 นี้ด้วย

GDPR นี้เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสิทธิ์ในการควบคุมข้อมูลของเข้าใจของข้อมูล ซึ่งผู้ที่จัดเก็บข้อมูลจะต้องทำการส่งมอบ, ลบ หรือย้ายข้อมูลตามคำร้องขอของเจ้าของข้อมูลได้ และต้องทำการเปิดเผยหากมีกรณีข้อมูลรั่วเกิดขึ้นกับข้อมูลที่จัดเก็บเอาไว้ ดังนั้นเทคโนโลยีการจัดการเอกสารด้านการเงินเองนั้นก็ต้องรองรับประเด็นเหล่านี้ด้วยหากธุรกิจองค์กรนั้นมีความเกี่ยวข้องกับยุโรป ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ภายใต้กฎหมายโดยตรง หรือการรองรับเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจก็ตาม

 

4. ทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา บนทุกอุปกรณ์

จากเดิมที่งานด้านการเงินนั้นเป็นงานที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปจัดการเอกสารกระดาษจำนวนมากภายในองค์กร งานทั้งหมดจะเริ่มเปลี่ยนไปเป็นการเข้าถึงและจัดการข้อมูลทางด้านการเงินผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ได้จากทุกที่ทุกเวลาบนทุกๆ อุปกรณ์แทน ทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากยิ่งขึ้น และข้อมูลทางการเงินเองก็จะถูกนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจหรือการวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี ความสะดวกสบายและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในการทำงานนี้ต้องมาพร้อมกับความมั่นคงปลอดภัยและความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล ดังนั้นหากจะเลือกใช้เทคโนโลยีใดๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการทางด้านการเงินนี้ ก็ต้องเลือกโดยคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ด้วย

 

5. เพิ่มศักยภาพการทำงานภายในองค์กรด้วย Cloud

การย้ายไปใช้งานสถาปัตยกรรม Cloud นั้นนอกจากจะเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงข้อมูลด้านการเงินได้จากทุกที่ทุกเวลาแล้ว Cloud เองก็ยังสามารถช่วยลดรายจ่ายหรือเพิ่่มประสิทธิภาพการทำงานของแผนก IT ภายในองค์กรได้ด้วย ด้วยการลดภาระการดูแลรักษาระบบการเงินลงไปนั่นเอง

ระบบด้านการเงินนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในระบบที่มีต้นทุนในการดูแลรักษาเองค่อนข้างสูง เพราะนอกจากจะต้องออกแบบให้สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกแต่ยังคงปลอดภัยแล้ว ก็ต้องออกแบบให้ระบบมีความทนทานสูง เพื่อไม่ให้ข้อมูลทางด้านการเงินเสียหายไป ในขณะที่การอัปเดตระบบเพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยและอุดรูรั่วต่างๆ เองนั้นก็สำคัญ ไปจนถึงการที่บางองค์กรต้องทำ Compliance ให้กับระบบการเงินเหล่านี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

การเช่าใช้บริการ Cloud ที่มีการดูแลรักษาให้เบ็ดเสร็จพร้อมทำ Compliance ให้ในตัวด้วยนี้จะช่วยให้แผนก IT สามารถลดภาระงานตรงนี้ออกไปได้ค่อนข้างมาก ทำให้แผนก IT สามารถย้ายไปทำงานอื่นในเชิงรุกที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรสูงขึ้นได้ เช่น การร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Digital Transformation หรืออื่นๆ เป็นต้น

 

DocuWare พร้อมช่วยธุรกิจองค์กรตอบโจทย์ด้านการเงินแห่งอนาคต

ในฐานะของผู้นำด้านเทคโนโลยี Document Management ทาง DocuWare เองก็ได้มีประสบการณ์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการปรับแผนกการเงินให้ก้าวสู่การเป็นหน่วยงาน Digital ดังนี้

  • เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Cloud ในแผนกการเงิน หรือทั้งองค์กร เพื่อให้การจัดการเอกสารทั้งหมดสามารถเกิดขึ้นได้บน Cloud และเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์
  • เปลี่ยนการจัดการเอกสารการเงินและเอกสารอื่นๆ ภายในองค์กรให้กลายเป็นแบบ Automation ให้มากที่สุด เพื่อลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับการจัดการเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานแต่ละคน
  • สามารถเข้าใจสถานการณ์ของธุรกิจองค์กรทางด้านการเงิน หรือของแผนกอื่นๆ ได้อย่างแม่นยำ จากเอกสารธุรกรรมและหลักฐานการทำงานที่เกิดขึ้นในทุกขณะอย่างแม่นยำ

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Docuware ในบทความภาษาไทยได้ที่ https://www.techtalkthai.com/introduce-docuware-digital-document-management-by-miracle/

 

ติดต่อ Miracle ตัวแทนจำหน่ายของ DocuWare ในประเทศไทย

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DocuWare หรือต้องการทดสอบเทคโนโลยีต่างๆ ของ DocuWare รวมถึงต้องการคำปรึกษาด้านการปรับปรุงการจัดการเอกสารทั้งหมดขององค์กรให้กลายเป็นแบบ Paperless อย่างเต็มรูปแบบ สามารถติดต่อทีมงาน Miracle ตัวแทนจำหน่ายของ DocuWare ในประเทศไทยได้ทันทีที่ info@miracle-th.com หรือโทร 081-3717661 และ 084-6563643 โดยสามารถเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Miracle ได้ที่ http://www.miracle-th.com/

from:https://www.techtalkthai.com/5-financial-technology-trends-for-cfo-in-2018-by-miracle-and-docuware/

ปั้น Stadium One ให้เป็นศูนย์กลางด้านกีฬาที่คนนึกถึง

Stadium One จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 พฤษภาคมนี้ และในวันเปิดตัวจะมีกิจกรรมมากมายที่มีการจองเข้ามาใช้สิทธิ์ฟรีเต็มทุกคลาส แต่ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ในพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถมาร่วมกันได้ และไฮไลต์พิเศษที่เราได้รับเกียรติจากคนดัง 2 ท่าน คือคุณอิทธิพล สมุทรทอง นักวิ่งที่วิ่งกับพี่ตูนในโครงการก้าวคนละก้าวและคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์มาร่วมชกมวยและออกกำลังกายในพื้นที่แห่งนี้ด้วย คาดว่าน่าจะช่วยสร้างการรับรู้ว่า Stadium One เป็นสถานที่ออกกำลังกายแห่งใหม่ที่ไม่ควรพลาด

นอกจากนี้ ยังจะใช้การสื่อสารตลาดโดยเน้นการรับรู้ผ่าน influencer สายกีฬาและรักสุขภาพ ประมาณ 40-50 คน เพื่อให้คนได้มีศูนย์กลางในการออกมาทำกิจกรรมร่วมกันได้แบบไม่ต้องไปหาจองที่อื่นๆ ให้วุ่นวาย และเน้นการตลาดอออนไลน์เป็นส่วนมากเพราะมองว่าตรงจุดกว่าแต่ก็มีสื่อโฆษณาโดยรอบเพื่อให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็น โดยจะมีทีมการตลาด แบ่งเป็น 2 อย่าง คือด้านกลยุทธ์และ macom ซึ่งเดือนนี้จะเน้นการแกรนด์โอเพ่นนิ่ง เดือนหน้าฟุตบอลโลกก็จะเน้น Event ที่เกี่ยวกับฟุตบอลมา ที่ได้วางแผนไว้คือจะให้มี Event ใหญ่เดือนละ 1 งาน ถ้างานย่อยจะมีสัปดาห์ละ 1-3 งาน ก็ครบในแต่ละเดือนแล้ว

ส่วนความคาดหวังเรื่องรายได้หรือการคืนทุนนั้น ทั้ง 4 ท่านยังมองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในสิ้นปีนี้ แม้ว่า 95% ของรายได้จะมาจากค่าเช่าพื้นที่ แต่ Event ต่างๆ เราก็สนับสนุน เพราะไม่ได้เน้นเรื่องรายได้มากนักคาดหวังเรื่องทำพื้นที่นี้ให้เป็นที่รู้จักมากกว่า แต่สิ้นปีนี้ก็น่าจะมียอดรายได้เข้ามาประมาณ 60-70 ล้านบาท ก็น่าจะช่วยในเรื่องการบริหารจัดการพื้นที่ส่วนนี้ให้ดีขึ้นกว่าเดิมยังไม่ได้หวังในเรื่องของผลกำไร

ทางด้านของการพัฒนาศูนย์รวมกีฬาในพื้นที่แห่งอื่นๆ นั้น ต้องยอมรับว่ามีคนติดต่อให้เราเข้าไปช่วยแต่พวกเราอยากปั้นที่นี่ให้ดีก่อน เพราะหลายๆ อย่างมีความพร้อมและอยู่รอดได้ในระยะยาว ส่วนที่อื่นยังมองภาพไม่ออกว่าที่ไหนที่สามารถทำได้อีก

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/stadium-one-sport/