คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

รัฐบาลจีนเตือน Taobao ให้ลบผู้ขาย VPN ผิดกฎหมายออกจากแพลตฟอร์ม

รัฐบาลจีนออกประกาศเตือนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนคือ Taobao (ของ Alibaba) ให้ดำเนินการลบผู้ค้า VPN ออกจากแพลตฟอร์ม ซึ่งไม่นานมานี้ VPN ถูกทางการจีนประกาศแบนไปแล้ว

จนถึงตอนนี้มี 5 เว็บไซจ์ที่รัฐบาลจีนสั่งให้ตรวจสอบผู้ใช้บนแพลตฟอร์ม เช่น Mogujie ขายของเสริมความงาม, Xiami และ Peiyinxiu เว็บขาของเกี่ยวกับความบันเทิง บางเว็บห้ามไม่ให้มีผู้ใช้ใหม่ลงทะเบียนเข้าใช้งาน

ในตลาดอีคอมเมิร์ซจีน รวมถึงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง Taobao มีผู้ขายที่ขายเครื่องมือเพื่อตั้งค่า VPN ส่วนบุคคลที่ยากต่อการติดตาม แต่โฆษก Alibaba ระบุว่าทางเว็บไซต์มีข้อห้ามขายผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย เราได้ทำการตรวจสอบและลบข้อมูลจากผู้ขายที่เป็น third party ออกไป

ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนออกประกาศให้บริษัทโทรคมนาคมจีนบล็อคการเข้าถึง VPN และยังตรวจสอบคอนเทนต์สื่อโซเชียลรายใหญ่ในจีนด้วย

No Description

ที่มา – Reuters

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94826

Advertisements

NVIDIA ลงทุนและนำเสนอเทคโนโลยีใน TuSimple สตาร์ทอัพรถบรรทุกไร้คนขับของจีน

NVIDIA ผู้ผลิตชิปประมวลผลเผยวันนี้ว่าได้ลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ในรอบการระดมทุนที่จัดโดย Sina ผู้สร้าง Weibo ของจีน พร้อมกันนี้ยังนำเสนอเทคโนโลยีของ NVIDIA ไม่ว่าจะเป็น Drive PX 2 autonomous computer และ Jetson TX2 ให้แก่มตาร์ทอัพรถบรรทุกไร้คนขับของจีนคือ TuSimple อีกด้วย

TuSimple ได้ทดลองระบบระดับ 4 แล้ว (SAE Level 4) ขณะนี้กำลังทดลองระบบไร้คนขับที่เมืองซานดิเอโก, แคลิฟอร์เนีย, ยูมา, แอริโซนา ใช้ระบบบันทึกแผนที่แบบ HD, เรดาร์จับสัญญาณ, กล้อง 8 ตัว/คัน

นอกจาก TuSimple แล้วยังมีสตาร์ทอัพใหม่อีกหลายรายที่ NVIDIA ลงทุนด้วย เช่น ABEJA สตาร์ทอัพ AI จากโตเกียว, Datalogue สตาร์ทอัพ AI จากนิวยอร์ก, Deep Instinct สตาร์ทอัพอิสราเอลทำเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ เป็นต้น

No Description
ภาพจาก TuSimple

ที่มา – Techcrunch และ NVIDIA

from:https://www.blognone.com/node/94800

อูเบอร์มาเลเซียเปิดตัว UberMandarin คนขับพูดจีนได้ ตอบรับนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น

เพื่อตอบรับการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในมาเลเซีย อูเบอร์มาเลเซียจึงถือโอกาสเปิดตัว UberMandarin ที่คนขับสามารถพูดภาษาจีนได้ โดยจะให้บริการใน 3 พื้นที่คือ Johor Bahru, Kota Kinabalu และ ปีนัง

กระทรวงท่องเที่ยวในมาเลเซีย คาดการณ์ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวว่ามีถึง 3 ล้านคนในปีนี้ และปีหน้าจะมี 4 ล้านคน และจะมีมากถึง 8 ล้านคนภายในปี 2020

คนขับอูเบอร์ที่พูดจีนได้มีเปิดบริการมาก่อนแล้วที่โตรอนโต ในชื่อว่า UberChinese

No Description
ภาพจาก Uber Penang

ที่มา – Tech in Asia

from:https://www.blognone.com/node/94767

รถไฟฟ้าปักกิ่งรองรับจ่ายเงินผ่าน NFC ในโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ รองรับเฉพาะแอนดรอยด์

รถไฟฟ้าปักกิ่งประกาศรองรับการจ่ายเงินด้วยโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ หลังจากเริ่มทดสอบมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยอาศัยเทคโนโลยี NFC บนโทรศัพท์มือถือบนแอนดรอยด์เท่านั้น ตัวแอปต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเฉพาะเวลาเติมเงินเท่านั้น หลังจากนั้นตอนจ่ายเงินก็ไม่ต้องการอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป

สำหรับผู้ใช้ทั่วไป ข้อดีของการจ่ายเงินผ่านโทรศัพท์มือถือนอกจากเรื่องความสะดวกในการพกพาแล้ว การจ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือยังทำให้ไม่ต้องเสียเงินค่าประกันบัตรเหมือนบัตรปกติ

สองเดือนที่ผ่านมารถไฟฟ้าปักกิ่งทดสอบรับจ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือบนเส้นทางเดียว มีการซื้อบัตรโดยสารผ่านแอป 200,000 ครั้งต่อเดือน และเฉลี่ย 200,000 เที่ยวเดือนทางต่อวัน คิดเป็น 2% ของรายการทั้งหมด

ที่มา – China Daily

from:https://www.blognone.com/node/94752

มองจีน-อินเดีย 2 ประเทศยักษ์ใหญ่กับการเข้าใกล้สังคมไร้เงินสด เข้าไปทุกที

ข่าวการเข้าสู่สังคมไร้เงินสดเป็นสิ่งที่ Brand Inside ติดตามอย่างใกล้ชิด รอบนี้พาไปดูกันที่จีนกับอินเดีย ถือเป็น 2 ประเทศที่มีจำนวนประชากรรวมกันแล้ว คิดเป็น 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้น การเคลื่อนตัวทำอะไรสักอย่างของพวกเขา จึงควรค่าแก่การจับตามอง

เริ่มที่ “จีน” กันก่อน

อย่างที่รู้กันอยู่ว่า การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ Mobile Payment มีการเติบโตที่รวดเร็วมากในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีน มีการใช้งานที่กว้างขวางครอบคลุมคนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการจ่ายเงินผ่าน QR code ที่ใช้กันตั้งแต่ให้ทิปพนักงาน เช่าจักรยาน หรือแม้แต่ขอทานยังใช้ มากกว่านั้นยังมีผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ที่ระบุว่า ในจีนมียอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นทางการเงินไปแล้วเกือบ 600 ล้านครั้ง หรือถ้าไปดูสตาร์ทอัพจีนอย่าง Bingo Box ที่ทำร้านสะดวกซื้ออัตโนมติ คล้ายๆ กับ Amazon Go แต่มีบริการให้จ่ายเงินผ่าน QR code โดยบริษัทออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ Tencent ก็สนับสนุนเต็มที่ เอาเป็นว่าจากข้อมูลเพียงเท่านี้ ก็น่าจะทำให้ภาพได้ประมาณหนึ่งว่า จีนกำลังเดินเข้าใกล้สังคมไร้เงินสดเข้าไปทุกที

ล่าสุด มีข้อมูลจาก Nikkei Asian Review ที่ได้เปิดเผยตัวเลขยอดผู้ใช้งาน Mobile Payment ในจีน โดยระบุว่า

  • WeChat Pay ของ Tencent Holdings มีผู้ใช้งานมากสุดอยู่ที่ 700 ล้านราย
  • ในขณะที่ Alipay ของ Alibaba ตามมาที่ 400 ล้านราย

คิดแบบง่ายๆ เลยคือ แค่รวมเอายอดของทั้ง 2 บริษัทใหญ่ในจีนก็เกิน 1,000 ล้านยอดผู้ใช้งานเข้าไปแล้ว (ตรงนี้จะนับเป็นจำนวนคนไม่ได้ เพราะ 1 คนอาจใช้มากกว่า 1 แพลตฟอร์ม)

Photo: Nikkei Asian Review

นอกจากนั้น ในจีนตอนนี้ บริษัท Hema Xiansheng ที่ขายของของชำส่งแบบเดลิเวอรี่ก็กำลังมาแรง (รับประกันส่งของภายใน 30 นาที) และนอกจากผู้คนในจีนจะใช้จ่ายผ่าน Mobile Payment กันมากขึ้นแบบก้าวกระโดดแล้ว ธุรกิจส่งวัตถุดิบผัก ผลไม้ ของชำถึงหน้าบ้านก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะลดการเสียเวลาได้มาก อย่างรายนี้เปิดตัวมาเมื่อปี 2016 เพียงแค่ปีเดียว ลูกค้าโดยเฉพาะในเขตเมืองอย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่งก็เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จนทำให้ต้องมีการขยายบริการไปในพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น

มาต่อกันที่ “อินเดีย”

ในอินเดียผู้คนก็หันมาใช้การจ่ายเงินผ่าน Mobile Payment กันมากขึ้น อย่างในมุมไบ การจ่ายเงินกับสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันก็ใช้โทรศัพท์มือถือแทบทั้งนั้น ส่วนปัจจัยที่หนุนเสริมทำให้เกิดขึ้นได้จริง ก็ต้องยอมรับว่าการรุกหนักของ Paytm ที่เพิ่งระดมทุนรอบใหม่จาก SoftBank ไปหมาดๆ เป็นการทำให้อินเดียขยับเข้าสู่การเป็นสังคมไร้เงินสดเข้าไปอีกขั้น

เพราะนับตั้งแต่เปิดตัว Paytm ในอินเดียในปี 2011 ตอนนี้มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 230 ล้านราย แต่สำหรับการระดมทุนรอบใหม่ที่ผ่านมานี้นั้น Paytm ได้ตั้งเป้าจะทะยานให้ถึง 500 ล้านรายให้ได้ภายใน 3 – 5 ปีนี้

Photo: Paytm

ปัจจุบันนี้ในอินเดียเลยมีความคล้ายกับจีน เพราะผู้คนใช้จ่ายผ่าน QR code กันมากขึ้น หรือแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ก็ชำระเงินได้แล้ว จึงทำให้วงการอีคอมเมิร์ซในอินเดียได้รับความนิยมสูง ดูได้จากอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในอินเดียอย่าง Flipkart ที่เปิดตัวในปี 2007 ตอนนี้มียอดผู้ใช้งานแตะขึ้นไปถึงหลักสิบล้านเรียบร้อยแล้ว

อ้างอิง – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-india-go-cashless-society/

หน่วยเฝ้าระวังไซเบอร์จีนสอบสวนเนื้อหาเป็นภัยต่อชาติจาก WeChat, Weibo, Baidu

เว็บไซต์ข่าว South China Morning Post รายงานข่าวว่าหน่วยงานจัดการไซเบอร์ของจีน หรือ Cyberspace Administration of China กำลังอยู่ระหว่างสอบสวนเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตจากสามแพลตฟอร์มใหญ่คือ WeChat, Weibo และ Baidu โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าพบว่ามีผู้ใช้งานบางรายเผยแพร่ข้อมูลรุนแรง หยาบคาย เป็นภัยต่อความมั่นคง ความเป็นระเบียบของชาติ

Weibo ตอบนักข่าวกรณีกล่าวหาดังกล่าวว่า “Weibo เสียใจอย่างยิ่งต่อประสบการณ์เชิงลบของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เกิดจากข้อมูลที่เป็นอันตราย โดยเราจะเร่งแก้ปัญหาและให้ความร่วมมือกับการสืบสวน” ด้าน Baidu ก็ระบุจะเพิ่มมาตรการเซ็นเซอร์อย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันไม่ให้มีการแสดงข้อมูลผิดกฎบนโลกออนไลน์ และ Tencent ผู้สร้าง Wechat ก็ระบุไปในทำนองเดียวกันคือจะให้ความร่วมมือกับการสอบสวน

ความเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย Yan Huafeng ระบุว่า ทั้งสามบริษัทไม่มีทางเลือก ต้องสร้างเครื่องมือเซ็นเซอร์เนื้อหาที่เข้มงวดมากขึ้น จำกัดพื้นที่เสรีให้น้อยลงไปอีก และยังไม่แน่ชัดว่าเนื้อหาที่เจ้าหน้าที่สอบสวนเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างไร

No Description
ภาพจาก Pexels

ที่มา – South China Morning Post

from:https://www.blognone.com/node/94722

Baidu กับยุทธศาสตร์ด้าน AI ที่นำโดย Qi Lu “วันนี้เราคือแถวหน้าของโลก”

Qi Lu อดีตผู้บริหารยาฮูและไมโครซอฟท์ ที่ย้ายมาอยู่ Baidu เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Wired เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของ Baidu ด้าน AI ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

AI คือเป้าหมายหลักของ Baidu

Qi บอกว่าเป้าหมายของ Baidu ตอนนี้มีสองอย่าง คือเป็นผู้นำบนแพลตฟอร์มมือถือ และเป็นผู้นำด้าน AI ซึ่ง Baidu เรียกว่า Baidu Brain มีความสามารถในการทำงานมากกว่า 60 อย่าง ซึ่งมากกว่าที่กูเกิลและไมโครซอฟท์มี

แพลตฟอร์มที่ Baidu มีด้าน AI นั้นมีชื่อว่า DuerOS เป็นระบบรองรับภาษาธรรมชาติ (Natural Language) และสามารถโต้ตอบได้ด้วยบทสนทนา แต่ทำได้มากกว่า Google Now, Siri หรือ Cortana เพราะรองรับรูปแบบบทสนทนาได้เยอะกว่ามาก มีพาร์ทเนอร์มากกว่า 100 แบรนด์ ซึ่ง Qi บอกว่าตอนนี้ถือเป็นเบอร์หนึ่งในจีน แต่หากเทียบกับทั้งโลกแล้วคงแพ้แค่ Alexa ของ Amazon

Amazon คือผู้ที่มีเทคโนโลยี AI ล้ำหน้ามาก

Qi ให้ความเห็นเกี่ยวกับบริษัทเทคโนโลยีในอเมริกากับการแข่งขันด้าน AI ว่าต้องเกิดจากส่วนผสมที่ลงตัวสองอย่าง ได้แก่ การนำไปประยุกต์ใช้ที่เหมาะสม และการมีระบบนิเวศที่สนับสนุนด้านข้อมูลเรียนรู้ เขาเป็นผู้ร่วมพัฒนา Cortana ให้ไมโครซอฟท์ตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ในตอนนี้ Amazon เทคโนโลยียังตามหลังอยู่มาก แต่วันนี้ไม่ว่าจะกูเกิลหรือไมโครซอฟท์ก็ล้วนตาม Amazon ไม่ทันแล้ว เพราะ Alexa ถูกนำไปใช้งานในสิ่งที่เห็นประโยชน์ และ Amazon ก็มีพาร์ทเนอร์ที่มากกว่าในการสนับสนุนข้อมูล

เขาบอกว่าการพัฒนา AI ให้ไปได้ไกล ผลิตภัณฑ์ต้องเน้น AI เป็นอย่างแรก (AI-First) แต่ทั้งไมโครซอฟท์กับกูเกิล ภาพการใช้งานยังอยู่ที่มือถือหรือพีซีเป็นหลัก ซึ่งนั่นคือ Finger-First จะเห็นว่า Alexa ใช้การสั่งงานด้วยเสียง นั่นคือ AI-First

เทคโนโลยี AI ตอนนี้ที่เห็นเป็นรูปธรรมมากคือการนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน ตรงนี้ Qi บอกว่าจีนจะได้เปรียบในการแข่งขันบนตลาดเอเชีย เพราะรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมา สามารถปรับได้กับคนญี่ปุ่น คนอินเดีย ได้ดีมากกว่าระบบของอเมริกา ที่ออกมาเพื่อบ้านคนอเมริกามากกว่า ปัจจัยที่ว่าได้แก่ ลักษณะคนที่ใช้งาน, ขนาดบ้าน, ฟังก์ชันการใช้งาน

จากอเมริกากลับมาที่จีน

Qi Lu นั้นเป็นคนจีน แต่ทำงานในอเมริกามาโดยตลอด เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากไมโครซอฟท์ก็คืออุบัติเหตุที่ทำให้ขาหัก จนต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงสองครั้ง เขายืนยันว่าแม้ลาออกมาจากไมโครซอฟท์ แต่ความสัมพันธ์กับ Bill Gates และ Satya Nadella ยังดีอยู่

เขามองว่านวัตกรรมจะเป็นสิ่งที่ทำให้จีนเติบโตได้อีกมาก วันนี้อเมริกาถือครองนวัตกรรมอยู่ 60% ของโลก ประชากรโลกตอนนี้มี 7 พันล้านคน มีคนราว 3 พันล้านอยู่ในโลกยุคใหม่ที่พร้อมปรับสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ฉะนั้นโลกกำลังเดินไปข้างหน้า ด้านเทคโนโลยีวันนี้จีนอาจสู้อเมริกาไม่ได้ แต่ระยะห่างก็ลดลงไปมาก

Qi บอกว่าตั้งแต่เขากลับมาอยู่ที่จีนได้ 6 เดือน ได้อ่านงานวิจัยด้าน AI ของประเทศจีน ได้พูดคุยกับนักพัฒนาจำนวนมาก ก็พบว่าจีนมีความพร้อมและความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยีอยู่พอมาก ขณะเดียวกัน Baidu ยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและบุคลากรในอเมริกา โดยยังมีสำนักงานอยู่ที่ Bay Area และ Seattle

ที่มา: Wired

alt="Qi Lu"

from:https://www.blognone.com/node/94711