คลังเก็บป้ายกำกับ: CHINA

JD.com ต่อยอดโครงสร้าง Logistics เตรียมเปิดให้บริการรับส่งพัสดุในจีน

JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน ประกาศเพิ่มบริการตัวใหม่ ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทมีการลงทุนเองมานาน นั่นคือบริการรับขนส่งพัสดุสินค้าทั่วประเทศจีน โดยในเบื้องต้นให้บริการรับพัสดุเฉพาะใน ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว แต่สามารถจัดส่งไปยังปลายทางในจีนได้ทั้งหมด

สิ่งที่ JD.com แตกต่างจากคู่แข่ง คือการลงทุนในซัพพลายเชนของอีคอมเมิร์ซเองทั้งหมด ตั้งแต่คลังสินค้า รถบรรทุก และรถเล็กจัดส่งสินค้า ซึ่ง Zhenhui Wang ซีอีโอ JD.com กล่าวว่าบริษัทจึงสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดเป็นบริการขนส่งสินค้าทั่วไปได้ด้วย ตามกลยุทธ์พัฒนาให้ JD.com เป็นแพลตฟอร์ม Retail-as-a-Service ที่คนทั่วไปสามารถร่วมใช้โครงสร้างพื้นฐานได้

ปัจจุบัน JD.com มีสวนโลจิสติกส์ในจีน 15 แห่ง, คลังสินค้ากว่า 500 แห่ง, จุดรับส่งสินค้าเกือบ 7,000 จุด และยานพาหนะขนส่งสินค้ากว่า 2.5 แสนคัน

เพื่อให้เห็นภาพ กรณีของ Alibaba นั้นมีบริษัทขนส่งชื่อ Cainiao Network แต่ไม่ใช่เจ้าของ 100% ขณะเดียวกันก็ถือหุ้นบริษัทขนส่งอื่นที่ใช้บริการ อาทิ ZTO และ SF Express คล้ายกับ Amazon ที่มีรถบรรทุกและเครื่องบินขนส่งสินค้าเอง แต่ก็ยังใช้บริการขนส่งรายอื่นด้วย

JD.com บอกว่า จุดขายของบริการขนส่งสินค้านั้น สามารถกำหนดวันจัดส่งได้, สามารถเลือกส่งภายในวันเดียวกันได้ และเนื่องจากมีการขนส่งสินค้าราคาแพงอยู่แล้ว จึงสามารถรองรับการจัดส่งพัสดุมูลค่าสูงได้ด้วย

ที่มา: JD.com และ WSJ

alt="JD.com"

from:https://www.blognone.com/node/105970

Advertisements

Tech – ประเทศจีนเตรียมสร้างดวงจันทร์ (เทียม)ใช้งานแทนของจริงภายในปี 2020 เพื่อความสว่างยามค่ำคืน

ได้มีรายงานว่าทางการจีนเตรียมสร้างดวงจันทร์เทียมขึ้นมา สำหรับให้แสงสว่างให้กับเมืองตอนกลางคืน ทดแทนการใช้ไฟฟ้าตามถนนหนทางต่างๆ เพื่อประหยัดพลังงาน และเงินค่าไฟฟ้าในส่วนนี้ ส่วนรายงานที่ว่านี้จะน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใดเราลองไปหาคำตอบกัน

ข้อมูลที่ว่านี้มาจากรายงานของโดยคุณ Wu Chunfeng ประธานของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการบิน และอวกาศ เมืองเฉิงตู ในมณฑลเสฉวนของจีน โดยโครงการดังกล่าวจะใช้แนวคิดในการยิงดาวเทียมที่สามารถส่องสว่างได้ขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำ เพื่อให้สามารถสะท้อนแสงสว่างจากดวงจันทร์ลงมาบนพื้นโลกได้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเฉิงตู

และคาดว่าจะสามารถส่องสว่างได้ในรัศมีราว 10-80 กิโลเมตร รอบๆเมือง สวนในเรื่องของความสว่างที่ได้คาดว่าจะสว่างกว่าดวงจันทร์จริงถึง 8 เท่า และยังมีข้อมูลอีกว่าแสงสว่างที่ส่องลงมานี้จะไม่รบกวนธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ทั้งพืชและสัตว์ด้วย

อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวยังเป็นแค่แนวคิดเท่านั้น แต่ก็มีความเป็นไปได้ในปี 2020 ซึ่งถึงเมื่อถึงเวลานั้นอาจจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยพอจะสามารถสร้างให้สำเร็จก็ได้ เพื่อนละครับมีความคิดเห็นว่าอย่างไรลองคอมเม้นบอกกันได้นะครับ ส่วนผมคิดว่ามันก็คงจะแปลกดีถ้าเราได้เห็นดวงจันทร์สองดวงพร้อมกันในเวลากลางคืน

ที่มา businessinsider

from:https://notebookspec.com/china-launch-second-moon-save-money-street-lights-2018/459233/

เศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 โต 6.5% ต่ำสุดตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2009

เศรษฐกิจไตรมาส 3 ของจีนล่าสุดโตเพียงแค่ 6.5% ต่ำสุดหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 2009 ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากสงครามการค้า และรวมไปถึงนโยบายลดความเสี่ยงเศรษฐกิจจีน

ภาพจาก Shutterstock

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนได้รายงานการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 3 โดยเศรษฐกิจจีนเติบโต 6.5% เติบโตน้อยกว่าไตรมาส 2 และยังเป็นการเจริญเติบโตต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 หลังจากเกิดวิกฤติการเงินทั่วโลกอีกด้วย

สาเหตุสำคัญมาจากเรื่องของสงครามการค้า ซึ่งในตอนแรกที่ทางการจีนคาดว่าผลกระทบจะต่ำกว่าที่คาด และยังรวมไปถึงนโยบายลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ยังรบกวนต่อเนื่องเช่น ความเสี่ยงจาก Shadow Banking ฯลฯ

ผลกระทบเหล่านี้ได้ส่งผลกับเศรษฐกิจจีน ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนจีนที่ลดน้อยลง การออกนอกบ้านที่ลดลงส่งผลทำให้ยอดขายในห้างสรรพสินค้าจีนค่อนข้างชะลอตัวลง ยังรวมไปถึงภาคการลงทุนยังมีการชะลอตัวลงอีกด้วย โดยยอดสินเชื่อกรกฏาคมและสิงหาคมที่ชะลอตัวลง

เศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมาทำให้ตลาดหลักทรัพย์ของจีนตกลงถึง 30% จากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม ทำให้ตลาดหุ้นจีนเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มี Performance แย่ที่สุดอีกตลาดหลักทรัพย์หนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่นั้นค่าเงินหยวนยังได้อ่อนค่าลงอีกด้วย

ซึ่งผลกระทบนี้ทำให้ทางการจีนต้องลด RRR เพื่อที่จะได้ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบกว่า 1.2 ล้านล้านหยวน โดยเงินที่เข้าระบบเหล่านี้ธนาคารกลางจีนคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ เพิ่มความคึกคักทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก บริษัทที่เน้นผลิตสินค้าทางนวัตกรรม เป็นต้น

ไตรมาส 4 คาดว่านอกจากผลของการลด RRR ที่ได้กล่าวได้ข้างต้นไปแล้ว คาดว่ารัฐบาลจีนจะเตรียเพิ่มเม็ดเงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม หลังจากที่ได้ลดลงก่อนหน้าอีกด้วย รวมไปถึงอาจมีการลดภาษีบางส่วนด้วย

ที่มาNew York Times, Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/chinese-economics-slow-growth-since-2009/

จีนยังทยอยลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ต่อเนื่อง 3 เดือน ต่ำที่สุดตั้งแต่มิถุนายน 2017

จีนยังคงลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน จากรายงานล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เปิดเผยข้อมูลล่าสุดถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ อย่าง ญี่ปุ่นก็ลดครองการถือพันธบัตรด้วย

ภาพจาก Shutterstock

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้รายงานว่าจีนได้ขายพันธบัตรต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยถือครองต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี 2017 สำหรับในเดือนสิงหาคม จีนได้ถือครองพันธบัตรสหรัฐมูลค่า 1.165 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ 

การที่จีนลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐนั้น อาจทำให้มีการมองว่าเหมือนเป็นการตอบโต้สหรัฐในเรื่องของสงครามการค้าที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ถึงแม้ว่าตัวแทนของรัฐบาลจีนจะได้ออกมากล่าวว่าจีนจะไม่ใช้เรื่องนี้ในการตอบโต้ รวมไปถึงการลดค่าเงินหยวนด้วยก็ตาม

แต่อย่างไรก็ดีก็ยังมีมุมมองที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การที่จีนทยอยลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐ อาจเป็นหนึ่งในวิธีที่สร้างเสถียรภาพของค่าเงินหยวนอีกด้วย เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ค่าเงินหยวนอ่อนมากเกินไป ซึ่งก่อนหน้านี้ทางการจีนได้ต่อสู้กับเม็ดเงินที่ไหลออกนอกประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง จนต้องใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อป้องกันเรื่องนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ประเทศอื่นๆ ยังลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลงด้วย เช่น ญี่ปุ่น ลดการถือครองเหลือ 1.03 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิม 1.036 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ขณะเดียวกันประเทศซาอุดิอาระเบียกับเพิ่มการถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 170,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่ถือครองเพิ่มขึ้นเช่น บราซิล รวมไปถึง ไอร์แลนด์

ที่มาCGTN, Reuters, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-us-reduce-treasuries-holder-3-months-continue/

Sundar ระบุ บริการค้นหาในจีนตอบคำค้นได้ 99% ช่วยคนจากข้อมูลผิดๆ ได้

Sundar Pichai ซีอีโอกูเกิลให้สัมภาษณ์บนเวที WIRED 25 ถึงประเด็นโครงการ Dragonfly ที่ให้บริการค้นหาในจีน ว่าในการทดสอบสามารถแสดงผลค้นหาให้ผู้ใช้ได้ถึง 99% และบริการยังสามารถแสดงข้อมูลที่มีประโยชน์ให้กับผู้ใช้ แทนที่จะต้องไปเสี่ยงกับข้อมูลสุขภาพปลอมๆ

Sundar ระบุว่าเป้าหมายของกูเกิลคือการนำข้อมูลไปให้ทุกคน และจีนเองมีประชากรถึง 20% ของประชากรโลก พร้อมกับระบุว่าเราต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งต่างๆ ทั้งการเข้าถึงข้อมูล, เสรีภาพการแสดงออก, และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ขณะเดียวกันกูเกิลก็ต้องเคารพกฎหมายของแต่ละประเทศด้วย

เขายังพูดถึงโครงการ Maven ที่พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ทางการทหารว่าเสียงประท้วงพนักงานเป็นเสียงสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดที่กูเกิลไม่ต่อสัญญาโครงการนี้ และบริษัทก็ไม่ได้บริหารงานด้วยการลงประชามติ

ที่มา – WIRED

No Description

ภาพโดย Steven Zimmerman

from:https://www.blognone.com/node/105881

Microsoft เปิดตัว Surface Laptop 2 สีชมพู ขายเฉพาะในจีนที่เดียว

ไมโครซอฟท์ประกาศวันนี้ว่า Surface Laptop 2 จะเพิ่มตัวเลือกสีชมพูอีกหนึ่งสี โดยจะวางจำหน่ายเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น ซึ่ง Panos Panay หัวหน้าฝ่าย Surface ได้ทวีตข้อมูลเพิ่มเติมว่า Surface Laptop 2 สีชมพูนี้มีการออกแบบขึ้นพิเศษโดย Quan ทีมงานของไมโครซอฟท์ที่อยู่ในภาพนั่นเอง

ตัวเลือกสีของ Surface Laptop 2 สำหรับประเทศอื่นนั้นมี Platinum, Burgundy, Cobalt Blue และ Black ซึ่งสินค้ามีกำหนดส่งมอบตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (16 ตุลาคม) เป็นต้นไป

ถือเป็นอีกครั้งที่บริษัทเทคโนโลยีต้องผลิตสินค้าสีชมพู เพราะเป็นสีที่ได้รับความนิยมในจีน ซึ่งมักมาคู่กันกับสินค้าสีทองที่ก็ขายดีเช่นเดียวกัน

ที่มา: The Verge

alt="Surface Laptop 2"

alt="Surface Laptop 2"

from:https://www.blognone.com/node/105857

10 ปีหลังวิกฤติการเงินทั่วโลก ปัจจัยอะไรที่อาจทำให้เกิดวิกฤติการเงินได้อีกครั้ง

Brand Inside วิเคราะห์เรื่องวิกฤติการเงินครั้งใหม่ว่าอะไรที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนี้ หลังจากที่เราได้ผ่านพ้นวิกฤติการเงินของปี 2008 มาแล้ว 10 ปี ซึ่งนักลงทุนเริ่มค้นหาสาเหตุของวิกฤติครั้งใหม่ว่าจะเกิดจากอะไร

ภาพจาก Shutterstock

10 ปีหลังจากเหตุการณ์ Lehman Brothers ล้มก่อให้เกิดวิกฤติการเงินทั่วโลก ตลาดหุ้นตก รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกที่ปัจจุบันที่กำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะครบรอบ 10 ปีไปแล้ว แต่นักลงทุนก็เริ่มมีความวิตกกังวลว่าวิกฤติการเงินครั้งใหม่กำลังอาจเกิดขึ้น

โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ได้วิเคราะห์ถึงตัวเร่งที่จะทำให้เกิดวิกฤติไปแล้ว แล้วอะไรที่อาจเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เกิดวิกฤติการเงินรอบใหม่ได้บ้าง?

ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ

สาเหตุหลักๆ ที่นักลงทุนมีความมั่นใจอย่างมากว่าวิกฤติครั้งใหม่อาจมาจากธนาคารกลางสหรัฐ โดยเฉพาะการประกาศขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา และในปีหน้าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 1-2 ครั้ง ซึ่งเป็นแรงกดดันทำให้เกิดวิกฤติการเงินได้ เพราะว่าต้นทุนทางการเงินในการระดมทุน รวมไปถึงการทำธุรกิจทั่วโลกเพิ่มขึ้นทันที

นอกจากนี้ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องอาจสร้างผลกระทบมาที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทันที เนื่องจากธนาคารกลางเหล่านี้ต้องขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย

ภาพจาก Shutterstock

จีน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจีนมีการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมาก โดยเติบโตเฉลี่ยเกิน 6% ยกเว้นในช่วงหลังจากที่เกิดสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกาอาจเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตได้ช้าลง จนอาจทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายของธนาคารกลางจีนเพิ่ม

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของปัญหาหนี้ในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจภายในจีน และยังรวมไปถึงหนี้ของเอกชนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงปัญหา Shadow Banking ที่กดดันเศรษฐกิจจีนด้วย ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ก็ตาม

แต่วิกฤติครั้งต่อไปเป็นไปได้ว่าจีนอาจเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ได้

ภาพจาก Shutterstock

กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มประเทศเกิดใหม่ ประสบปัญหาเศรษฐกิจอ่อนแอ โดยเริ่มต้นจากที่บราซิล ต่อมาเราก็ได้เห็นเหตุการณ์นี้กับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อาร์เจนตินา ตุรกี รวมไปถึงเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ที่มีปัญหาในเรื่องค่าเงินอ่อนค่า รวมไปถึงหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าธนาคารกลางสหรัฐกำลังจะขึ้นดอกเบี้ย ย่อมเป็นแรงกดดันกับประเทศเหล่านี้

ยังมีประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่อาจต้องจับตามองไม่ว่าจะเป็น โคลอมเบีย แอฟริกาใต้ อินเดีย เม็กซิโก โปแลนด์ ชิลี และรวมไปถึงเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ กดดันเช่น การไหลออกของเงินทุน ที่อาจเป็นตัวเร่งทำให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ย่ำแย่จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติการเงินอีกรอบ

ภาพจาก Pixabay

หนี้ทั่วโลก

IMF ได้ประมาณตัวเลขหนี้เมื่อปลายปี 2017 ว่าหนี้ทั่วโลกมีมูลค่า 182 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าเมื่อก่อนเกิดวิกฤติทางการเงินเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 60% โดยหนี้ของประเทศที่เป็นหัวหลักของเศรษฐกิจโลก 31 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 61% ของ GDP โลก มีหนี้รวมกันประมาณ 101 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีหนี้ของบริษัทต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนหนี้ (Debt Ratios) ของบริษัทเอกชนต่างๆ ได้เพิ่มสูงขึ้นกำลังจะทำสถิติใหม่ในรอบ 30 ปี และเรื่องนี้กำลังสร้างความเป็นห่วงไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน

ความกังวลในเรื่องนี้จะเห็นได้จากการประชุมล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ประชุมที่ประเทศอินโดนีเซียในสัปดาห์นี้ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้นว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องเริ่มทำความเข้าใจเรื่องหนี้และจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ภาพจาก Pixabay

ยังมีปัจจัยอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดวิกฤติครั้งต่อไปได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอีกครั้ง
  • สงครามการค้า
  • Brexit

อย่างไรก็ดีปัจจัยที่กล่าวมาอาจไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของวิกฤติก็เป็นได้ แต่ความเป็นไปได้ของปัจจัยเหล่านี้ที่จะเป็นตัวละครเสริมของวิกฤติครั้งต่อไปถือว่ามีสูงมากเลยทีเดียว

ที่มาAsahi Shimbun, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/10-years-after-financial-crisis-what-is-main-effect-for-next-crisis/