คลังเก็บป้ายกำกับ: Chrome

เปิดกลยุทธ์ OKR ของ Google: ทำอย่างไรให้ Chrome ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก

หนึ่งในข่าวที่ได้รับความสนใจเมื่อช่วงกลางปี 2018 คือ การยกเลิกวิธีประเมินผล KPI ในองค์กรของ dtac แล้วหันไปใช้สิ่งที่เรียกว่า OKR เนื่องจาก KPI “เป็นนวัตกรรมการวัดผลการทำงานของศตวรรษที่แล้ว”  และไม่ตอบโจทย์องค์กรในยุคดิจิทัล

หลายคนเริ่มรู้จักกับ OKR หรือ Objectives and Key Results มากขึ้น แต่อาจยังมองไม่เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้จึงจะพาไปสำรวจการใช้ OKR ของ Google ซึ่งถือเป็นบริษัทแรกๆ ของโลกที่นำเอา OKR มาใช้ในองค์กร และเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

Google ใช้ OKR อย่างไร จึงทำให้ Chrome ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของตลาดได้?

รู้หรือไม่ว่า ฉากหน้าของ Chrome บราวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก จนครองส่วนแบ่งตลาดไว้เกินครึ่งนั้น เบื้องหลังของเรื่องนี้คือการใช้ OKR

Chrome คือเบอร์ 1 ของตลาด เพราะครองสัดส่วนเกินครึ่ง ลองดูสัดส่วนการใช้บราวเซอร์ (Browser) ของคนทั้งโลกในปัจจุบัน แบ่งเป็น

  • Chrome 58.94%
  • Safari 13.7%
  • UC Browser 7.46%
  • Firefox 5.17%
  • Opera 3.5%
  • IE 3.12%
  • Samsung Internet 2.67%
  • Edge 1.89%
  • Android 1.56%
  • อื่นๆ 2.01%

คำถามก็คือ Google ใช้ OKR อย่างไร จึงทำให้ Chrome ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของตลาดได้?

ย้อนไปในปี 2006  ปีที่เป็นจุดเริ่มต้นไอเดียการสร้าง Chrome จากความคิดของ Google ที่ว่า ต้องการสร้างบราวเซอร์ที่ดีที่สุดในตลาดให้ได้ คือต้องทั้งเร็วกว่าและดีกว่าบราวเซอร์อื่นๆ ทั้งหมด เพราะถ้าทำไม่ได้แบบนั้น ไม่ต้องทำเสียยังดีกว่า

ต่อมาในปี 2008 Google ปล่อย Chrome ออกสู่ตลาดด้วยการตั้ง OKR ไว้ว่า ในส่วน objective จะต้องสร้างบราวเซอร์ยุคใหม่ออกมาสู่ตลาดให้ได้ ส่วน key results (สุดโหด) ที่ใช้ในการวัดผลคือ ใน 1 สัปดาห์จะต้องมีผู้ใช้งาน (active users) จำนวน 20 ล้านคน

ผลปรากฏว่าในช่วงแรก Chrome ไม่สามารถทำได้ตามเป้าของ OKR ที่ตั้งไว้ โดยในขณะนั้นมีส่วนแบ่งตลาด (market share) เพียง 3% เท่านั้น แต่ Google ได้รับ feedback ว่า ผู้ที่ได้ใช้งาน Chrome ส่วนใหญ่ชื่นชอบและพึงพอใจ

เอาเข้าจริงแล้ว Google รู้ดีว่า OKR ที่ตั้งไว้สำหรับ Chrome นั้นยากเกินไป แต่หัวใจสำคัญของการตั้ง OKR คือการทำให้พนักงานรู้สึกตื่นตัวกับสิ่งที่ทำตลอดเวลา และมากกว่านั้นทำให้พนักงานรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่จะอยู่ใน comfort zone เพราะถ้าคิดจะอยู่แต่ใน comfort zone ต่อไป เป้าหมายของ OKR ที่ตั้งไว้ ก็ไม่มีวันไปถึง

ในปีเดียวกันนั้นเอง Larry และ Sergey ผู้ก่อตั้ง Google ได้เขียน OKR ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เราควรสร้างเว็บที่เปลี่ยนหน้าราวกับพลิกนิตยสาร”

OKR ตัวนี้เองที่ทำทั้งบริษัทกลับมาคิดใหม่อีกครั้งว่า จะทำเว็บไซต์ที่ทั้งดีและทั้งเร็วได้อย่างไร?

สำหรับทีม Chrome ได้รับแรงบันดาลใจจากจุดนี้พอสมควร เลยสร้าง OKR รองของทีมขึ้นมาใหม่ โดยตั้งไว้ว่า ต้องทำให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ บน Chrome ใช้งานได้รวดเร็วเหมือนกำลังอยู่บนหน้า Desktop (แต่การจะทำแบบนี้ได้ ทีม Chrome ต้องไปจับมือกับทีมอื่นนอกบริษัทอย่าง Lars Bak เพื่อทำให้ OKR เป็นจริง)

  • ผ่านไป 4 เดือน Chrome สามารถรัน JavaScript ได้ไวกว่าบราวเซอร์ในตลาดอย่าง Firefox ได้ถึง 10 เท่า
  • ผ่านไป 2 ปี Chrome สามารถรัน JavaScript ได้ไวกว่า Firefox ถึง 20 เท่า
  • หลังจากนั้น Google Chrome ก็สามารถพิชิต OKR ได้สำเร็จ โดยมีผู้ใช้งานเกิน 20 ล้านคนต่อสัปดาห์

ต่อมาในปี 2009 Google เล่นใหญ่กว่าเดิม ด้วยการตั้งเป้า OKR ผู้ใช้งาน Chrome ที่ 50 ล้านคนต่อสัปดาห์ แต่ผลปรากฏว่าล้มเหลว เพราะมีผู้ใช้งานเพียง 38 ล้านคนเท่านั้น

ในปี 2010 แทนที่ Google จะทำตามเป้าเดิม กลับตั้ง OKR ให้ทีม Chrome ใหม่ว่า ต้องมีผู้ใช้งานต่อสัปดาห์ที่ 100 ล้านคน แต่ผลปรากฏว่าครั้งนี้ Google ทำได้สำเร็จ

ครั้งนี้ Google ที่มาพร้อมกับ OKR ที่ใหญ่กว่าเดิม ลงมือทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงเป้า โดยเริ่มตั้งแต่ปรับแนวทางธุรกิจ ทำแคมเปญ “Chrome Fast” ในสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น ตามด้วยเปิดตัว Chrome สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Linux เพื่อขยายตลาดออกไปให้มากกว่าระบบ Windows ที่มีอยู่

นอกจากนั้นยังทำสิ่งเล็กๆ บางอย่าง เช่น แจ้งเตือนผู้ใช้งานที่มี Chrome อยู่ในมือแต่ไม่ได้ใช้ และที่น่าเหลือเชื่อคือวิธีการนี้ได้ผลมากกว่าที่คิด เพราะในไตรมาสนั้น (ไตรมาส3/2010) Chrome มีผู้ใช้งานจาก 87 ล้านคนเป็น 107 ล้านคน และไม่นานหลังจากนั้น Chrome ก็มีผู้ใช้งานถึง 111 ล้านคนต่อสัปดาห์ และทะยานต่อไปเรื่อยๆ

ล่าสุด ในปี 2018 นี้ นับสถิติเพียงแค่บนมือถืออย่างเดียว พบว่า Chrome มีผู้ใช้งานเกิน 1 พันล้านคนต่อวัน เรียกได้ว่า Google ต้องขอบคุณ OKR อย่างแท้จริง

ถึงที่สุดแล้ว เรื่อง OKR กับ Chrome ของ Google ได้สอนให้รู้ว่า

  1. เป้าหมายที่คิดว่ายาก อาจจะไม่ได้ยากขนาดนั้นก็ได้ ดังนั้น จงอย่าดูถูกฝีมือตัวเอง
  2. การเล่นใหญ่ (ขึ้นเรื่อยๆ) ของ Google ที่ใช้ OKR นำทาง ทำให้ทีมงานและบริษัทเห็นภาพเดียวกัน และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นๆ

ที่มา – Techinasiaสัดส่วนตลาดบราวเซอร์ในโลก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-google-uses-okrs-chrome/

Advertisements

Chrome รองรับระบบแจ้งเตือนของ Windows 10 แล้ว กำลังทยอยเปิดให้ใช้งาน

ของใหม่อย่างหนึ่งของ Windows 10 ตั้งแต่รุ่นแรกที่ออกในปี 2015 คือระบบแจ้งเตือน (notification) ของตัวระบบปฏิบัติการเอง ที่แสดงรวมกันในจุดเดียวคือแถบ Action Center ด้านขวามือของหน้าจอ

ปัจจุบันมีแอพหลายตัวเริ่มรองรับระบบแจ้งเตือนแบบใหม่นี้ ยกเว้นแต่ Chrome ที่ยังใช้ระบบแจ้งเตือนของตัวเองอยู่

Chrome 68 รุ่นเสถียรล่าสุด เริ่มรองรับระบบแจ้งเตือนของ Windows 10 แล้ว โดยยังเป็นการทยอยเปิดให้ผู้ใช้ทีละส่วนเริ่มใช้งานอยู่ ตอนนี้ตัวเลขอยู่ที่ราว 50% และยังไม่มีข้อมูลว่าจะเปิดครบทุกคนเมื่อใด

Peter Beverloo นักพัฒนาในทีม Chrome ระบุว่าการเปลี่ยนมาใช้ระบบแจ้งเตือนของ Windows 10 ทำให้อัตราการคลิกลดลงเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ใช้ยังไม่คุ้นเคย

ที่มา – Thurrott

No Description

from:https://www.blognone.com/node/104450

Google Chrome มาแล้วบน Daydream พร้อมโหมดปรับวิดีโอบนเว็บให้เหมาะกับ VR

Google นำ Chrome ลงแพลตฟอร์ม Daydream แล้ว โดยรองรับทั้งอุปกรณ์ทั้งสองรุ่นคือ Google Daydream View และ Lenovo Mirage Solo โดยผู้ใช้อุปกรณ์ที่รองรับสามารถเปิดใช้งาน Chrome และเข้าเว็บทั่วไปบนอุปกรณ์ VR ได้ทันที

ฟีเจอร์ของ Chrome บน Daydream มีตั้งแต่ฟีเจอร์ทั่วไปเหมือนแพลตฟอร์มอื่น เช่น ค้นหาด้วยเสียง, โหมดท่องเว็บแบบไม่ระบุตัวตน, บันทึกลงบุ๊กมาร์ก ส่วนฟีเจอร์เฉพาะ Daydream เช่น cinema mode ที่จะปรับวิดีโอทั่วไปบนเว็บให้เหมาะกับการใช้งานบน VR

สำหรับผู้ใช้ทั่วไปสามารถอัพเดต Chrome บน Android เป็นเวอร์ชันล่าสุดจาก Google Play ก็สามารถเปิดใช้งาน Chrome จากหน้าโฮมของอุปกรณ์ Daydream ได้เลย

ที่มา – Google

from:https://www.blognone.com/node/104201

วิธีทดสอบใช้งาน Chrome ออกแบบใหม่ Material Design บน iOS และ PC Desktop

How To Enable Test Material Design Chrome Ios Desktop

หลังจากที่ Google ได้เริ่มปรับการออกแบบใหม่ให้กับแอป Gmail , Google Drive และก็เริ่มทยอยปรับแอปอื่นๆ ของ Google ให้เป็นรูปแบบ Material Design รวมถึงแอป Chrome ที่กำลังทดสอบในขณะนี้

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Google ได้ปล่อยให้ผู้ใช้เริ่มทดสอบ Chrome บนเวอร์ชันเดสก์ท็อปและ iOS ที่ต้องอาศัยการตั้งค่าสำหรับการทดสอบเท่านั้น ซึ่งในเวอร์ชันทดสอบนี้การแสดงผล Chrome ที่เป็นการออกแบบใหม่แบบ Material Design ยังคงไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ก็เริ่มเห็นเค้าโครงกันบ้างแล้ว เรามาชมวิธีการเปิดทดสอบการใช้งาน Chrome ที่ออกแบบใหม่กันเลย

วิธีทดสอบใช้งาน Material Design ในแอป Chrome บน iOS

  1. ไปที่แอป Chrome > พิมพ์ chrome://flags/#top-chrome-md ที่ช่อง Url ในแอป Chrome
  2. ไปที่หัวข้อ UI Refresh Phase 1 แล้วเลือก Enabled
  3. จากนั้นปิดแอป Chrome แล้วเปิดใหม่

How To Enable Test Material Design Chrome Ios Desktop 1

Chrome แบบใหม่บนอุปกรณ์ iOS จะเห็นได้ว่า ไอคอนการนำทางถูกย้ายมาอยู่ด้านล่าง ในหน้าค้นหาไอคอนเว็บแสดงแบบโค้งมนสวยงามมากขึ้น และด้านล่างยังมีส่วนแนะนำบทความสำหรับผู้ใช้ เพื่อให้เข้าถึงเว็บที่เราสนใจได้ง่ายขึ้น ในหน้าแท็บเว็บไซต์ก็ถูกออกแบบใหม่ให้ดูง่ายขึ้น โดยเรียงเว็บไซต์ที่ใช้งานล่าสุดเป็นช่องสีเหลี่ยม

How To Enable Test Material Design Chrome Ios Desktop 2

วิธีทดสอบใช้งาน Material Design ในแอป Chrome บน PC Desktop

  1. เปิด Chrome > พิมพ์ chrome://flags/#top-chrome-md ที่ช่อง Url ของ Chrome
  2. ไปที่หัวข้อ UI Layout for the browser’s top chrome แล้วเลือก Refresh
  3. เริ่มเปิดการทำงานของ Chrome ใหม่

How To Enable Test Material Design Chrome Ios Desktop 3

ในเวอร์ชันเดสก์ท็อป ก็มีการปรับการออกแบบของแท็บและช่องค้นหาด้านบนให้มีความโค้งมนมากขึ้น โทนสีดูขาวเรียบง่ายมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงส่วนอื่นๆ ก็อาจจะยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนักในเวอร์ชันทดสอบนี้

How To Enable Test Material Design Chrome Ios Desktop 4

และนี่ก็เป็น Chrome ที่ได้รับการออกแบบใหม่ Material Design ปี 2018 เวอร์ชันทดสอบ ที่ดูเรียบง่ายน่าใช้งานมากขึ้น เวอร์ชันทดสอบนี้ยังคงใช้งานได้เพียงระบบ iOS และ Chrome บน PC เท่านั้น สำหรับระบบปฏิบัติการ Android ยังไม่ปล่อยให้ทดสอบนะคะ

ขอบคุณ theverge

from:https://www.iphonemod.net/how-to-enable-test-material-design-chrome-ios-desktop.html

กูเกิลเริ่มการบล็อคใบรับรอง Symantec แบบถาวรแล้วใน Chrome Canary

จากที่กูเกิลได้ประกาศจะถอด root CA ของไซแมนเทคออกทั้งหมดใน Chrome 70 มาได้เกือบหนึ่งปีแล้วนั้น ตอนนี้ Chrome 70 ก็เริ่มปล่อยรุ่นทดลองมาแล้ว โดยโค้ดสำหรับบล็อคใบรับรองที่ออกโดย Symantec รวมไปถึงแบรนด์ลูกอย่าง RapidSSL, GeoTrust และ Thawte ก็ได้เข้าสู่ Chrome Canary ในเวอร์ชั่น 70.0.3503.0 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสองวันที่ผ่านมา โดยข้อความแจ้งเตือนจะระบุว่าเป็น ERR_CERT_SYMANTEC_LEGACY
alt="ภาพปลากรอบการบล็อคบน Android (ขอ syntax การย่อรูปหน่อยครับ ใหญ่เกิ้น)"
ซึ่งจากการตราจสอบเบื้องต้นนั้นพบว่ายังมีใบรับรองสำหรับหน่วยงานในไทยอยู่อีกประมาณ 1,858 ใบ โดยบางส่วนนั้นเป็นใบรับรองที่กำลังจะหมดอายุลงก่อนกำหนดการออก Chrome 70 ตัวจริงกลางเดือนตุลาคมนี้ และบางส่วนเป็นใบรับรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานบนเว็บไซต์นั้นๆแล้ว (แม้จะยังเป็นใบรับรองที่ถูกต้องอยู่ก็ตาม) ดังนั้นใบรับรองกลุ่มที่อยู่ในอันตรายจริงๆที่ต้องรีบทำการตรวจสอบก็น่าจะเป็นบรรดาใบรับรองที่มีวันหมดอายุไกลออกไป เช่นปีหน้าหรือปีถัดไป ซึ่งที่ผ่านมาเว็บไซต์หลายๆที่ก็ได้ทำการแก้ปัญหานี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะโดยการทิ้งใบรับรองเก่าไปเลยแล้วไปซื้อใบรับรองใหม่ภายใต้ CA อื่น หรือโดยการขอออกใบรับรองใบใหม่ (re-issue) ฟรี จาก CA เดิม ซึ่งจะทำการออกใบรับรองใบใหม่ (ที่ยังคงวันหมดอายุเดิมไว้) ภายใต้ใบรับรอง Intermediate CA ใหม่จากหลายๆใบที่อยู่ภายใต้ใบรับรอง Root CA ของ DigiCert อาทิเช่น

  • RapidSSL ECC CA 2018
  • RapidSSL RSA CA 2018
  • GeoTrust ECC CA 2018
  • GeoTrust RSA CA 2018
  • Thawte ECC CA 2018
  • Thawte RSA CA 2018
  • Thawte TLS RSA CA G1
  • GeoTrust EV ECC CA 2018
  • GeoTrust EV RSA CA 2018
  • Thawte EV ECC CA 2018
  • Thawte EV RSA CA 2018

การที่หลายเว็บไซต์ได้ดำเนินการเปลี่ยนใบรับรองเสร็จไปเรียบร้อยแล้วนั่นหมายความว่าเว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนนั้นอยู่ในความเสี่ยงที่จะเข้าใช้งานไม่ได้โดย Chrome 70 กลางตุลานี้ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท ควรรีบดำเนินการตรวจสอบเว็บไซต์ในความดูแล แล้วขอออกใบรับรองใบใหม่ ฟรี มาทำการติดตั้งให้แล้วเสร็จเสียแต่เนิ่นๆ

from:https://www.blognone.com/node/104175

Chrome ใช้เปิด YouTube เร็วกว่า Firefox และ Edge ถึงห้าเท่า!

Youtube Cover

YouTube ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงปีที่ผ่นมา ทั้งในส่วนของสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ และเห็นได้ชัดว่าการออกแบบดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหากับเบราว์เซอร์บางประเภท คำถามก็คือว่าแล้วเบราว์เซอร์ไหนกันที่จะเปิด YouTube ได้เร็วที่สุด ส่วนคำตอบจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก Chrome ของทาง Google เอง!

Chrome ใช้เปิด YouTube เร็วกว่า Firefox และ Edge ถึงห้าเท่า!

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจาก Chris Peterson ผู้จัดการด้านเทคนิคของ Mozilla โดยกล่าวถึงประสิทธิภาพของ YouTube ที่อยู่ใน Mozilla Firefox และ Microsoft Edge ที่ลดลงถึงห้าเท่าเมื่อเทียบกับ Google Chrome โดยเขาอธิบายว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะ Google เลือกใช้ไลบรารี Polymer

และนี่เป็นเหตุผลที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการทำงานที่ช้าลงในเบราว์เซอร์อื่น ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะการออกแบบใหม่นี้อาศัย Shadow DOM v0 API ซึ่งมีเฉพาะใน Chrome เท่านั้น โดยทาง Google ได้เปลี่ยนผู้ใช้งาน Firefox และ Edge ให้เป็นอินเทอร์เฟซรุ่นเก่าได้เหมือนกับ Internet Explorer แต่ทั้งนี้ก็ยังคงมีปัญหาด้านประสิทธิภาพ

วิธีแก้ไขพอมีอยู่บ้างผ่านการใช้งาน Add-on หรือไม่อีกทางก็เปลี่ยนไปใช้ Chrome

ที่มา – 9to5google.com

from:https://www.iphonemod.net/youtube-chrome-firefox-edge-speed.html

Chrome 70 จะขึ้นป้าย Not Secure สีแดง หากกรอกข้อมูลลงเว็บที่ไม่ได้เข้ารหัส HTTPS

ต่อเนื่องจากข่าว Chrome 68 เริ่มกาหัวเว็บ HTTP เป็น “Not secure” ทั้งหมด กูเกิลออกมาประกาศแล้วว่าในอีก 2 รุ่นถัดไปคือ Chrome 70 ที่จะออกในเดือนตุลาคม ถ้าหากผู้ใช้ป้อนข้อมูลลงในฟอร์มบนหน้าเว็บแบบ HTTP คำว่า Not secure สีเทาจะแสดงเป็นสีแดงด้วย เพื่อเตือนให้ผู้ใช้ทราบว่าข้อมูลนั้นจะถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่เข้ารหัส

นอกจากนี้กูเกิลยังจะนำคำว่า Secure ออกไป (เพราะ HTTPS กลายเป็นเรื่องปกติสามัญ) ในเดือนกันยายนด้วย

กูเกิลเผยสถิติว่าหลังประกาศเดินหน้า HTTPS เมื่อสองปีก่อน ทำให้ทราฟฟิกที่เป็น HTTPS มีสัดส่วนสูงขึ้นมาก

  • Chrome บน Android เดิมมีทราฟฟิก HTTPS เป็นสัดส่วน 42% ตอนนี้เพิ่มเป็น 76%
  • Chrome OS เดิมมีทราฟฟิก HTTPS เป็นสัดส่วน 67% ตอนนี้เพิ่มเป็น 85%
  • เว็บไซต์ยอดนิยม Top 100 เดิมทีใช้ HTTPS เป็นดีฟอลต์ 37% ตอนนี้เพิ่มเป็น 83%

ที่มา – Google

No Description

from:https://www.blognone.com/node/104098