คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

AWS ปรับลดราคาโมเดล IoT ลง 20-40%

 

อุปกรณ์ IoT ปัจจุบันมีการเชื่อมต่อรวมศูนย์ไปที่ Cloud เพื่อทำในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูล โดยในกรณีของ AWS ผู้ใช้งานสามารถใช้งานบริการอื่นๆ ต่อจากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่บน AWS เช่น เก็บข้อมูลใน S3, จัดการข้อมูลด้วย DynamoDB, ประมวลผลด้วย Kinesis หรืออื่นๆ ดังนั้นจากโมเดลเดิมมีการคิดราคาจากจำนวนข้อความที่ถูกส่งระหว่างบริการ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้หลายรายเช่นอาจจะมีการ Ping บ่อยมากๆ AWS จึงมีโมเดลการปรับลดราคาลง

Credit: AWS

AWS มีโมเดลการปรับลดราคาลงดังนี้ (เป็นราคาสำหรับอุปกรณ์ที่ต่อยู่ในโซน US East)

  • Connectivity  มิเตอร์จากเดิม 1 นาทีเพิ่มขึ้นเป็นเวลารวมที่อุปกรณ์เชื่อมต่อกับ AWS IoT สนนราคาอยู่ที่ $0.08 ต่อ 1 ล้านนาทีที่เชื่อมต่อ(เทียบเท่ากับ $0.042 ต่ออุปกรณ์ที่ใช้ใน 1 ปีแบบ 24/7) อุปกรณ์สามารถรักษาการ Ping ไว้ได้ 30 วินาทีถึง 20 นาทีโดยไม่มีค่าใช่จ่าย
  • Messaging  กำหนดโดยจำนวนข้อความที่ส่งระหว่างอุปกรณ์ของคุณไปยัง AWS ราคาเริ่มที่ $1 ต่อ 1 ล้านข้อความ ถ้ามีการใช้งานมากๆ ราคาจะลดลงตกประมาณ $0.70 ต่อ 1 ล้านข้อความ โดยสามารถส่งและรับข้อมูลมีขนาดถึง 128 กิโลไบต์ นอกจากนี้จากเดิมที่ส่งได้ 512 ไบต์ต่อข้อความขยายเป็น 5 กิโลไบต์ต่อข้อความ แต่หากส่งเกินนี้จะคิดเป็นราคา 2 ข้อความแทนเช่น ส่งไป 8 กิโลไบต์เท่ากับ 2 ข้อความ
  • Rule Engine  คิดเงินทุกครั้งเมื่อ Rule ถึงกำหนดใช้งานและจำนวนของกิจกรรมที่ถูกใช้ใน Rule โดยเริ่มที่ 1 กิจกรรมต่อ 1 Rule สนนราคาที่ $0.15 ต่อ 1 ล้านครั้งที่ Rule ถูกใช้งานและ $0.15 ต่อหนึ่งล้านกิจกรรมที่ถูกใช้ โดยกำหนดขนาดของข้อความที่ใช้ไม่เกิน 5 กิโลไบต์
  • Device Shadow & Registry Update กำหนดจากคำสั่งที่ใช้เข้าถึงหรือแก้ไข Device Shadow หรือ Registry Data ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $1.25 ต่อ 1 ล้านคำสั่ง โดยจำกัดขยายขนาดของข้อมูลใน record เป็น 1 กิโลไบต์

ราคาที่นำเสนอจะมีผลในวันที่ 1 มค. 2018 สามารติดตามราคาเพิ่มเติมได้ที่นี่ นอกจากนี้ AWS ยังเสนอการใช้งานสำหรับอุปกรณ์ไม่เกิน 50 ตัว สามารถติดตามได้ที่ https://aws.amazon.com/free/

ที่มา : https://aws.amazon.com/blogs/aws/aws-iot-update-better-value-with-new-pricing-model/         

from:https://www.techtalkthai.com/aws-reduce-iot-model-20-40/

Advertisements

AWS ประกาศปรับลดราคา AWS IoT ลงสูงสุด 40% พร้อมเปลี่ยน Pricing Model ใหม่

Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการ Public Cloud รายใหญ่ ประกาศปรับลดราคาบริการ AWS IoT ลงสูงสุด 40% พร้อมเปลี่ยน Pricing Model ใหม่ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เริ่มใช้งานต้นปีหน้า

AWS IoT เป็นบริการสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เข้ากับ Cloud ของ AWS โดยผู้ใช้งานสามารถต่อยอดใช้บริการต่างๆที่ AWS มีอยู่แล้วได้ เช่น Amazon Simple Storage Service (S3) สำหรับเก็บข้อมูล, Amazon DynamoDB สำหรับประมวลผลข้อมูล, Amazon Kinesis, AWS Lambda, Amazon Simple Notification Service (SNS) สำหรับสร้าง Push Notification และบริการอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งที่ผ่านมามีการคิดค่าบริการตามจำนวน Message ที่ทำการรับและส่งหว่างอุปกรณ์ IoT กับระบบ Cloud ทำให้บางครั้งลูกค้าต้องทำการจ่ายค่าบริการให้กับ Service ที่ตนเองไม่ได้ใช้งาน เช่น การส่งข้อมูล ping จำนวนมากๆแต่จะถูกนับเป็นการส่ง Message

ล่าสุด AWS ได้ประกาศปรับลดราคาการใช้งาน AWS IoT ลง 20-40% พร้อมปรับเปลี่ยน Pricing Model ใหม่ โดยมีการคิดตามรายละเอียดย่อยมากขึ้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เหมาะกับผู้ใช้งานทุกประเภท โดยคิดตามรายละเอียดดังนี้

  • Connectivity: คิดตามจำนวนเวลาทั้งหมดที่อุปกรณ์ทำการเชื่อมต่อกับ Cloud เป็นรายนาที โดยคิดราคา 0.08 เหรียญ ต่อการเชื่อมต่อ 1 ล้านนาที
  • Messaging: คิดตามจำนวน Message ที่รับและส่งระหว่างอุปกรณ์กับ Cloud โดยคิดราคา 1 เหรียญต่อ 1 ล้าน Message ซึ่งสามารถส่ง Message ได้ขนาดสูงสุดครั้งละ 128 kilobytes โดยนับ 5 kilobytes เป็น 1 Message
  • Rules Engine: คิดตามจำนวนการทำงานของ Rules ที่สร้างไว้แต่ละครั้ง โดยคิดราคา 0.15 เหรียญ ต่อการทำงาน 1 ล้านครั้ง และ 0.15 เหรียญต่อการทำ Action 1 ล้านครั้ง
  • Device Shadow & Registry Updates: คิดตามจำนวนของการเข้าถึงและแก้ไข Device Shadow หรือข้อมูล Registry โดยคิดราคา 1.25 เหรียญต่อ 1 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ AWS Free Tier จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมได้สูงสุด 50 อุปกรณ์ โดยที่ยังสามารถส่ง Message, สร้าง Rules, สร้าง Device Shadow และ Registry ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่ง Pricing Model ใหม่จะถูกนำมาใช้งานในวันที่ 1 มกราคม 2018 โดยอัตโนมัติ

ที่มา: https://aws.amazon.com/blogs/aws/aws-iot-update-better-value-with-new-pricing-model/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-annnounces-aws-iot-price-reduction-up-to-40-percent-and-new-pricing-model/

Avira เปิดตัว SafeThings ปกป้องอุปกรณ์ IoT บนระบบเครือข่าย

Avira ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Antivirus ชื่อดัง เปิดตัวโซลูชันใหม่ชื่อว่า SafeThings ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สำหรับให้ ISP และผู้ผลิต Router นำไปใช้เพื่อปกป้องลูกค้าของตนจากอุปกรณ์ IoT ที่มีความมั่นคงปลอดภัยต่ำ

โซลูชัน SafeThings เป็นชิ้นส่วนซอฟต์แวร์ที่ ISP และผู้ผลิต Router สามารถนำไปใส่ใน CPE (Customer-Premises Equipment) เพื่อให้ทำหน้าที่คอยเฝ้าระวังพฤติกรรมที่ผิดปกติของอุปกรณ์ IoT และทำการบล็อกพฤติกรรมนั้นๆ ได้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวถูกเรียกว่า SafeThings Sentinel ซึ่งจะรันโปรเซสแบบ Background เพื่อคอยค้นหาอุปกรณ์ วิเคราะห์ Header ของ Packet และบังคับใช้นโยบายเพื่อปกป้อง Router

ซอฟต์แวร์ SafeThings Sentinel บน Router จะส่งข้อมูลที่รวบรวมจากอุปกรณ์กลับไปยัง SafeThings Protection Cloud ของ Avira ซึ่งจะใช้ AI ในการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานปกติของอุปกรณ์บนระบบเครือข่ายเพื่อสร้างเป็นโปรไฟล์พฤติกรรมขึ้นมา หลังจากนั้น เมื่อตรวจพบพฤติกรรมที่ผิดปกติไปจากโปรไฟล์ที่ได้สร้างไว้ SafeThings Protection Cloud จะส่งคำสั่งกลับไปยัง SafeThings Sentinel บน CPE เพื่อทำการป้องกันระบบเครือข่ายหรือแจ้งเตือนผู้ใช้

Andrei Petrus ผู้อำนวยการแผนก IoT ของ Avira ระบุว่า “ซอฟต์แวร์ SafeThings ที่ถูกติดตั้งนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ Router หรือการรับส่งข้อมูลแต่อย่างใด เนื่องจาก SafeThings จะรวบรวมข้อมูล Metadata บนระบบเครือข่าย (ไม่ใช่ข้อมูลลับที่กระทบ Privacy) แล้วส่งขึ้นไปยัง SafeThings Protection Cloud ที่ซึ่งข้อมูลจะถูกวิเคราะห์เพื่อหาพฤติกรรมที่ผิดปกติ ก่อนที่จะบังคับให้ Router ตัดสินใจว่าจะปกป้องอุปกรณ์​ IoT และความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลหรือไม่”

แนวคิดของ Avira เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทั้งฝั่งผู้ใช้, ISP และผู้ผลิต Router เนื่องจากช่วยให้ผู้ใช้ตามบ้านสามารถใช้งาน Router และอุปกรณ์​ IoT อื่นๆ ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ในขณะที่ฝั่ง ISP เอง SafeThings ก็เข้ามาช่วยลดปัญหาเรื่อง Router ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น Botnet และยิง DDoS ใส่ระบบเครือข่ายที่ให้บริการ อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่ทราบค่า License ของซอฟต์แวร์นี้แน่ชัด

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://safethings.avira.com/

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/avira-introduces-safethings-to-protect-your-networks-iot-devices/

from:https://www.techtalkthai.com/avira-safethings-to-protect-iot-devices/

สรุปงาน Microsoft Azure Summit 2017 ในประเทศไทย ดัน Public Cloud คู่ Hybrid Cloud ด้วย Azure Stack

ในงาน Microsoft Azure Summit ที่เพิ่งจัดขึ้นไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมานั้น มีการจัดแสดงเทคโนโลยีของ Microsoft Azure พร้อมผู้เข้าชมกว่า 300 รายทั่วไทย เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและทิศทางของบริการ Microsoft Azure โดยเฉพาะ ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

Cloud เติบโตอย่างรวดเร็ว Microsoft ดันยอดขายทะลุเป้า 662,000 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว

Microsoft นั้นเคยตั้งเป้ายอดขายของบริการ Cloud เอาไว้ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญหรือราวๆ 662,000 ล้านบาทสำหรับปี 2018 ที่จะถึงนี้ แต่กลับทำยอดประมาณการรายได้ถึงเป้านี้ได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกนั้นต่างเปิดรับการนำ Cloud เข้าไปใช้งานกันแล้วอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 นั้นก็มีการใช้งาน Microsoft Cloud แล้วกว่า 96%

สำหรับวิสัยทัศน์ถัดไปของ Microsoft Cloud นั้นก็จะเป็นภาพของ Intelligent Edge ซึ่งทางคุณคริส เวเบอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายลูกค้าธุรกิจระดับโลกแห่ง Microsoft ก็ได้ออกมาเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ที่จะทำให้ Microsoft Azure นั้นกลายเป็นแกนกลางของเทคโนโลยีสำหรับดำเนินธุรกิจหลากหลาย และสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในองค์กรจนเกิดเป็นภาพ Intelligent Edge ที่สิ่งต่างๆ มีความชาญฉลาดเสมือนมี Artificial Intelligence (AI) อยู่ภายใน พร้อมยกตัวอย่างของ Carlsberg ที่ได้ให้บริการ Beer as a Service ได้สำเร็จด้วยการนำเทคโนโลยีของ Microsoft ไปประยุกต์ใช้ สร้างเป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการมาของเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างในปัจจุบัน

 

Credit: Microsoft

 

ตลาด Public Cloud ไทยอาจโตถึง 7,700 ล้านบาทในปี 2017 นี้ ผลักดัน Azure Stack เต็มที่สำหรับกลุ่มองค์กรไทย

ทาง Microsoft ได้เผยข้อมูลว่าตลาด Public Cloud ในไทยนั้นอาจมีมูลค่าสูงถึง 7,700 ล้านบาทในปี 2017 นี้ โดยทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นก็ได้มาเล่าถึงกรณีการนำ Microsoft Azure ไปใช้งานภายในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid ในขณะที่ AIS เองก็ได้มาแบ่งปันเรื่องของการให้บริการ Cloud ด้วยเทคโนโลยีของ Microsoft Azure พร้อมทั้งทาง Microsoft เองก็ยังเผยด้วยว่าปัจจุบันเหล่าธุรกิจองค์กรในไทยก็เริ่มใช้งาน Microsoft Azure เพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ กันมากขึ้น และเริ่มนำเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Big Data Analytics บน Cloud ไปใช้งานเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจใหม่ๆ กันอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน เหล่าพันธมิตรของ Microsoft นั้นก็ได้ออกมานำเสนอโซลูชัน Microsoft Azure Stack ซึ่งเป็นระบบ Hybrid Cloud สำหรับองค์กรที่นำเทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ Microsoft Azure มาใช้งาน และสามารถทำงานร่วมกันได้นั้นกันอย่างคับคั่งภายในพื้นที่จัดบูธ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ผลิต Hardware อย่าง Dell EMC และ HPE ที่พร้อมนำเสนอ Server และ Storage สำหรับ Microsoft Azure Stack โดยเฉพาะกันแล้ว หรือเหล่า System Integrator (SI) ที่พร้อมติดตั้งและดูแลรักษา Microsoft Azure Stack ทำให้เหล่าลูกค้าองค์กรสามารถมั่นใจได้ และก้าวต่อไปจากการทำ Virtualization สู่ Hybrid Cloud ได้เลยด้วยเทคโนโลยีของ Microsoft

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีอื่นๆ ของ Microsoft Cloud มากมาย ทั้ง Microsoft Office 365, Microsoft PowerBI, Microsoft Cognitive Services ไปจนถึงเหล่า Vendor รายอื่นๆ ที่นำโซลูชันสำหรับเสริมการใช้งานเทคโนโลยีของ Microsoft Azure มาใช้ตอบโจทย์อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Backup, Disaster Recovery, Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และอื่นๆ อีกมากมาย แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ Ecosystem สำหรับสนับสนุนการใช้งาน Microsoft Cloud ได้ในระดับองค์กรไทย

 

เริ่มต้นเรียนรู้ Cloud ในวันนี้ยังไม่สาย และ Microsoft เปิดให้ทดลองใช้งาน Azure ได้ฟรี!

เพื่อเร่งผลักดันให้การนำ Cloud ไปใช้งานในธุรกิจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทาง Microsoft นั้นจึงได้เปิดบริการทดลองใช้งาน Microsoft Azure พร้อม 25 บริการเสริมบน Cloud ได้ฟรีทั้งหมดเป็นเวลา 12 เดือน อีกทั้งยังจะได้รับ Credit มูลค่า 200 เหรียญสำหรับทดลองใช้งานบริการอื่นๆ นอกเหนือจากบริการฟรีเหล่านี้อีกด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและทำการสมัครพร้อมเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีที่ https://azure.microsoft.com/en-us/free/ ครับ

ส่วนผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารของ Microsoft Thailand สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ https://news.microsoft.com/th-th/ ครับ

 

สำหรับบทความนี้ก็จบเพียงเท่านี้ครับ ทางทีมงาน TechTalkThai ต้องขอขอบคุณทาง Microsoft Thailand ที่ให้โอกาสได้ไปเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วยครับ ส่วนด้านล่างนี้เป็นคลิปที่เดินถ่ายมาตามบูธต่างๆ ภายในงาน Microsoft Azure Summit ครั้งนี้ครับผม

 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853229528040352%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853256454704326%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853263461370292%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853274584702513%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853290921367546%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853297584700213%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853317918031513%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853329681363670%2F&show_text=0&width=560

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-summit-2017-summary/

Microsoft แจกฟรี Windows 10 VM สำหรับให้ Developer ใช้พัฒนา Application

Microsoft ได้ออกมาแจก Virtual Machine (VM) ของ Microsoft Windows 10 Enterprise ฟรีๆ สำหรับให้เหล่านักพัฒนานำไปใช้พัฒนา Unversal Windows Platform Apps โดยเฉพาะ

Credit: Microsoft

 

VM นี้มีชื่อเรียกรวมว่า Microsoft Windows 10 development environment โดยภายใน VM ดังกล่าวนี้นอกจากจะมี Windows 10 Enterprise ที่เป็นรุ่น Fall Creators Update แล้ว ก็ยังมี Microsoft Visual Studio 2017, Windows Developer SDK and Tools, Windows UWP Samples, Windows Subsystem for Linux, Developer Mode, Bash on Ubuntu on Windows, Container เปิดไว้พร้อมใช้งาน และเครื่องมือต่างๆ อีกมากมาย โดย VM นี้มีให้โหลดไปใช้งานได้ฟรีทั้งสำหรับบน VMware, Hyper-V, VirtualBox และ Parallels

ผู้ที่สนใจสามารถโหลด VM นี้ได้ที่ https://developer.microsoft.com/en-us/windows/downloads/virtual-machines โดย VM นี้จะหมดอายุภายในวันที่ 15 มกราคม 2018 นี้เท่านั้น

 

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/microsoft-offering-free-windows-10-development-environment-vm-for-a-limited-time/

from:https://www.techtalkthai.com/free-microsoft-windows-10-vm-for-developer/

ISSP พร้อมช่วยธุรกิจไทยตอบรับนโยบาย “ช้อปช่วยชาติ 2017” ด้วย EazyBiz โปรแกรมจัดทำเอกสารธุรกิจสำเร็จรูปบน Cloud

เพื่อตอบรับต่อกระแส “ช้อปช่วยชาติ 2017” ที่เปิดให้คนไทยทุกคนสามารถซื้อสินค้าและนำไปลดหย่อนภาษีได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2017 – 3 ธันวาคม 2017 นี้ ทาง ISSP จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้เหล่าร้านค้าสามารถทำการขายสินค้าและออกใบกำกับภาษีได้ง่ายขึ้น ด้วยบริการ EazyBiz ระบบ Cloud สำหรับการจัดทำเอกสารธุรกิจสำเร็จรูปนั่นเอง

 

EazyBiz: ระบบบัญชีออนไลน์จาก ISSP พัฒนาต่อยอดจาก Microsoft SharePoint

เพื่อช่วยเหล่าธุรกิจ SME ในไทยให้เติบโตได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น ทาง ISSP จึงได้ทำการพัฒนาระบบ EasyBiz ขึ้นมาในฐานะของระบบบัญชีออนไลน์ ที่จะช่วยให้การเปิดใบเสนอราคา, ใบยืนยันการซื้อ, ใบแจ้งหนี้, ใบส่งของ, ใบเสร็จ, ใบกำกับภาษี พร้อมระบบฐานข้อมูลลูกค้า, ผลิตภัณฑ์ และบริการให้พร้อมใช้งานได้ทันทีบน Cloud ทำให้ธุรกิจ SME ที่เลือกใช้ Microsoft Office 365 กับทาง ISSP นั้นได้รับโซลูชันการจัดการเอกสารและการทำบัญชีบน Cloud เบ็ดเสร็จภายในบริการเดียว

EazyBiz นี้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้นมาจาก Microsoft SharePoint เพื่อรองรับการทำบัญชีออนไลน์เบื้องต้นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้งาน ในขณะที่ยังสามารถรองรับการปรับแต่งเพื่อให้สามารถจัดการกับเอกสารทางการเงิน การบัญชี และกฎหมายที่อาจมีเพิ่มเติมในอนาคตเมื่อธุรกิจขยับขยายต่อไปได้อีกด้วย

สำหรับการเริ่มต้นหน้าจอการใช้งานแรกนั้น ผู้ใช้งานจะพบกับเมนูหน้าจอสำหรับการเลือกสร้างเอกสารหรือฐานข้อมูลต่างๆ ก่อน ดังนี้

แน่นอนว่าหากเพิ่งเริ่มต้นการใช้งานครั้งแรก การสร้างฐานข้อมูลของลูกค้า, ผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อให้นำไปอ้างอิงในระบบอื่นได้ก่อนนั้นก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่ต้องเริ่มทำทันที ซึ่ง EazyBiz Master Data ก็ได้ถูกออกแบบมาตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

ในขั้นตอนนี้องค์กรจะสามารถเลือกสร้าง Company Profile ของบริษัทเพื่อนำไปใช้อ้างอิง, เลือกเพิ่มข้อมูล Customer สำหรับใช้อ้างอิงลูกค้าแต่ละราย หรือเพิ่มข้อมูล Product ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะนำเสนอแก่ลูกค้าก็ได้ โดยในแต่ละหน้าจอก็จะมีฟีลด์ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นให้กรอกดังนี้

จากนั้นข้อมูลต่างๆ ก็จะถูกนำมาใช้อ้างอิงในการออกเอกสารทางบัญชีต่างๆ ได้ทันที ตัวอย่างเช่น การจัดทำใบเสร็จ/ใบกำกับภาษี ก็จะสามารถนำข้อมูลบริษัท, ข้อมูลลูกค้า,ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการ ที่จัดทำเป็นใบเสนอราคา แล้วจากนั้นสามารถออกใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีได้ทันที และในการจัดทำเอกสารต่างๆ ก็ยังสามารถเพิ่มเติม หรือแก้ไขข้อมูลรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ได้อีก เป็นต้น

EazyBiz นี้มีโมดูลการใช้งานที่ค่อนข้างครบในฝั่งของการขายที่ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนของการเสนอราคาก่อนขาย ไปจนถึงการออกใบเสร็จหลังการขายเสร็จสิ้นไปแล้ว อีกทั้งยังมีระบบ Customer Log เพื่อให้ทีมงานสามารถมาจดบันทึกข้อมูลกลางร่วมกันสำหรับลูกค้าแต่ละรายได้ เช่น ความต้องการของลูกค้า, ความเห็นจากลูกค้า, ปัญหาที่ลูกค้าเผชิญอยู่ หรือปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการขายและสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้าในการจัดการงานต่างๆ

ก็ถือว่าสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังเริ่มต้นนั้น EazyBiz ก็จะเข้ามาช่วยให้ขั้นตอนการขายและการทำบัญชีรายรับนั้นมีระเบียบมากขึ้นได้ดีทีเดียว และถือว่าคุ้มค่ามากเมื่อบริการนี้เป็นบริการฟรีที่แถมมากับ Microsoft Office 365 ที่ซื้อกับทาง ISSP

 

ตอบโจทย์ช้อปช่วยชาติได้ง่ายๆ ด้วย EazyBiz

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ยอดขายกำลังเติบโตจากกระแสช้อปช่วยชาตินี้ EazyBiz สามารถช่วยจัดการเรื่องเอกสารใบเสร็จทั้งหมดให้กับร้านค้าของท่านได้ทุกสาขา พร้อมให้ติดตามยอดขายและออกเอกสารใบกำกับภาษีต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย โดยหากต้องการปรับแต่งอะไรเพิ่มเติมภายใน EazyBiz เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อธุรกิจของท่านมากขึ้น ก็สามารถขอคำปรึกษาจากทีมงาน ISSP ได้ทันที

 

แถมฟรี EazyBiz ทันที สำหรับลูกค้าผู้ใช้งาน Microsoft Office 365 จากทาง ISSP

ทาง ISSP นั้นทำการแจก EazyBiz ให้กับเหล่าลูกค้า Microsoft Office 365 ที่เลือกใช้งานแพ็คเกจดังต่อไปนี้

  • Microsoft Office 365 Business Essentials สำหรับผู้ที่ต้องใช้งาน MS Word, Excel, PowerPoint เป็นหลัก พร้อม Email 50GB, Cloud Storage 1TB, MS Skype for Business และ MS Teams สำหรับการสื่อสารอย่างง่ายดาย ใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลาด้วยระบบ Cloud รองรับสูงสุด 300 ผู้ใช้งาน
  • Microsoft Office 365 Business Premium สำหรับผู้ที่ต้องใช้งาน MS Word, Excel, PowerPoint, Outlook, Publisher, OneNote และ Access เป็นหลัก พร้อม Email 50GB, Cloud Storage 1TB, MS Skype for Business และ MS Teams สำหรับการสื่อสารอย่างง่ายดาย ใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลาด้วยระบบ Cloud รองรับสูงสุด 300 ผู้ใช้งาน
  • Microsoft Office 365 Enterprise E1 สำหรับผู้ที่ต้องใช้งาน MS Word, Excel, PowerPoint เป็นหลัก พร้อม Email 50GB, Cloud Storage 1TB, MS Skype for Business และ MS Teams สำหรับการสื่อสารอย่างง่ายดาย ใช้งานได้จากทุกที่ทุกเวลาด้วยระบบ Cloud รองรับการทำ Meeting Broadcast ได้สูงสุด 10,000 คน, มี Video Portal กลางสำหรับองค์กร พร้อมความสามารถในการ Archive ข้อมูลเอกสารต่างๆ ย้อนหลัง และการจำกัดสิทธิ์การสื่อสารและส่งเอกสารระหว่างพนักงานได้อย่างละเอียด ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน
  • Microsoft Office 365 Enterprise E3 ต่อยอดจาก Enterprise E1 ด้วยการเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดที่ทำการสื่อสารกัน และเสริมการรองรับระบบ Voicemail ให้ใช้งานได้ด้วยในตัว ไม่จำกัดจำนวนผู้ใช้งาน
  • Microsoft Office 365 Enterprise E5 ต่อยอดจาก Enterprise E3 อีกด้วยการเสริมระบบ PSTN Conferencing และ Cloud PBX ให้กับ Skype for Business พร้อมใช้ได้ทุกการติดต่อสื่อสาร อีกทั้งยังเสริมความสามารถในการบริหารจัดการและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้สูงถึงขีดสุด

 

สนใจติดต่อ ISSP โดยตรงได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ Microsoft Office 365 และระบบบัญชี EazyBiz บน Cloud สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือขอใบเสนอราคากับทาง ISSP โดยตรงได้ทันทีที่โทร 02-033-0999 หรืออีเมล์ Webmkt@isp-thailand.com

from:https://www.techtalkthai.com/issp-eazybiz-helps-sme-for-thailand-tax-reduction-campaign-2017/

NIST ออกเอกสารแนวทาง Application Container Security Guide ให้นำไปศึกษาได้ฟรี

ด้วยกระแสของการนำ Container มาใช้งานในระดับ Production ทั้งโดยเหล่าผู้ให้บริการรายใหญ่และในระดับองค์กรที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทาง NIST จึงได้ออกเอกสารแนะแนวทางการทำ IT Security สำหรับ Container โดยเฉพาะด้วยกัน 3 ฉบับ ให้โหลดไปอ่านกันได้ฟรีๆ ดังนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com

 

ส่วนทาง CoreOS นั้นก็ได้นำเสอนให้ทดลองใช้งาน Tectonic Sandbox เพื่อลองปฏิบัติตามแนวทางของ NIST กันได้ฟรีๆ ที่ https://coreos.com/tectonic/sandbox?utm_source=blog&utm_medium=referral ครับ โดย Tectonic Sandbox นี้สามารถใช้งานได้ฟรีๆ โดยไม่ต้องใช้ Cloud Credential ใดๆ และสามารถใช้งานได้บนทั้ง macOS, Windows และ Linux อีกด้วยครับ

 

ที่มา: https://coreos.com/blog/coreos-welcomes-nist-container-security-guidelines

from:https://www.techtalkthai.com/nist-application-container-security-guides-are-released/