คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

MongoDB ประกาศเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว

MongoDB ได้เข้ายื่นเอกสารต่อ Securities and Exchange Commission (SEC) เพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แล้วอย่างเป็นทางการ

Credit: MongoDB

 

MongoDB นั้นเป็นผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูล NoSQL ชื่อดัง และเปิดให้ใช้งานฟรีแบบ Open Source โดยมีผู้โหลดไปใช้งานแล้วเกินกว่า 30 ล้านครั้ง พร้อมกับยังมีผลิตภัณฑ์เสริมและบริการที่สร้างผลกำไรให้กับ MongoDB โดยในปีงบประมาณล่าสุดที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2017 ที่ผ่านมานี้ MongoDB มีรายรับอยู่ที่ 101.4 ล้านเหรียญหรือราวๆ 3,550 ล้านบาท และมีรายจ่ายที่ 86.7 ล้านเหรียญหรือราวๆ 3,035 ล้านบาท แต่ถึงแม้ MongoDB จะมีกำไรในปีงบประมาณดังกล่าว บริษัทก็ยังประสบปัญหาการขาดทุนสะสมอยู่ดี อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่นักเมื่อมองว่า MongoDB กลับมาเป็นธุรกิจที่เริ่มมีกำไรแล้ว ก็น่าจะเติบโตต่อไปและปลดหนี้ได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่ารายรับส่วนใหญ่นั้นมาจาก Subscription ก็ยิ่งทำให้ดูมั่นคงยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดี MongoDB เองก็ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของตนเองเช่นกัน ว่าเนื่องจากการที่มีผลิตภัณฑ์หลักเป็น Open Source ภายใต้ลิขสิทธิ์แบบ AGPL นั้น ก็ทำให้อาจเกิดคู่แข่งที่นำ Source Code ของ MongoDB ไปปรับแต่งขึ้นมาได้ทุกเมื่อ และ MongoDB เองก็จะไม่สามารถเข้าไปติดตามดูได้ด้วยเช่นกันว่าผู้ใช้งานได้นำ MongoDB ไปใช้งานหรือปรับแต่งอย่างไร

หลังจากนี้ MongoDB ก็ถึงขั้นตอนที่จะต้องเริ่มประชาสัมพันธ์ตัวเองให้กับเหล่านักลงทุน เตรียมตัวสำหรับการเข้าตลาดหุ้นในอีกไม่ช้า เพื่อระดมทุนประมาณ 100 ล้านเหรียญหรือราวๆ 3,500 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้ก็ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

ก็ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจ Open Source Startup ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ IT ทั่วโลกไม่น้อยเลยทีเดียว ทางทีมงาน TechTalkThai ก็หวังว่าทาง MongoDB จะก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้อย่างราบรื่นครับ

 

ที่มา: https://techcrunch.com/2017/09/21/database-provider-mongodb-has-filed-to-go-public/?ncid=rss

from:https://www.techtalkthai.com/mongodb-will-go-public/

Advertisements

Sponsored Webinar: ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วย Google G Suite Business โดย Tangerine

TechTalkThai ร่วมกับ Tangerine ขอเรียนเชิญเหล่าองค์กรที่ใช้งาน Google G Suite และองค์กรที่กำลังสนใจ Google G Suite ทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาการทำงาน มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วย Google G Suite Business โดย Tangerine” เพื่อเรียนรู้การประยุกต์ใช้ Google G Suite ในการทำธุรกิจสำหรับองค์กร ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2017 เวลา 14.00 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาการทำงาน มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วย Google G Suite Business โดย Tangerine
ผู้บรรยาย: คุณ Pakorn Ngammanussiri, Google Solutions Specialist, Tangerine Company Limited
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2017 เวลา 14.00 – 15.30
ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx Meeting
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 200 คน
ภาษา: ไทย

 

การบรรยายนี้เหมาะกับใคร?

เนื่องจากเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับแนะนำเทคโนโลยี Google G Suite ในส่วนต่างๆ สำหรับการใช้งานเชิงธุรกิจเป็นหลัก พร้อมทั้งเล่าถึงประเด็นด้าน Security บน Google G Suite เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ จึงเหมาะกับทุกท่านที่กำลังพิจารณาใช้งานบริการต่างๆ ของ Google G Suite เพื่อทดแทนระบบเดิมที่เคยมีการใช้งานมาก่อน โดยหากมีข้อสงสัยเชิงเทคนิคหรือต้องการคำปรึกษาใดๆ ก็สามารถสอบถามกับทางวิทยากรได้โดยตรงทันที

 

1 ชั่วโมงเต็มกับ TechTalk Webinar ผ่าน Cisco WebEx Meeting

หลายท่านอาจประสบปัญหาเรื่องเวลา หรือการเดินทางมายังงานสัมมนาที่ต่างๆ ทำให้พลาดโอกาสในการอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีอันเป็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน TechTalkThai จึงได้ริเริ่มโปรเจ็คท์ TechTalk Webinar สำหรับกระจายความรู้ และอัพเดทข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ผ่านทางระบบ Web Conferencing (Cisco WebEx) เพื่อให้ทุกท่านสามารถรับชมและฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและ Vendor ต่างๆ จากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญคือ ทุกท่านสามารถเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันที โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 200 ท่านในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2017 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-google-g-suite-for-productive-and-secure-working-by-tangerine/

เปิดตัว Cisco Intersight ระบบ Cloud Management ใช้งานได้ฟรีสำหรับ Cisco UCS และ HyperFlex

Cisco ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Cisco Intersight ระบบบริหารจัดการ Server อย่าง Cisco UCS และ Cisco HyperFlex ผ่าน Cloud ให้เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี

Credit: Cisco

 

เพื่อตอบรับการบริหารจัดการ Server จำนวนมากได้จากศูนย์กลาง และเตรียมรับการมาของแนวโน้ม Edge Computing ที่จะต้องมีการกระจายหน่วยประมวลผลไปยังสถานที่ต่างๆ มากขึ้น รองรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ทาง Cisco จึงได้พัฒนา Cisco Intersight ขึ้นมาใช้บริหารจัดการ Server ทั้งหมดได้จากศูนย์กลางผ่าน Cloud และเปิดให้ใช้งานกันได้ฟรีๆ พร้อมมีรุ่นอัปเกรดเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ได้ โดยมีความสามารถดังนี้

 

Base Edition (รุ่นฟรี)

  • มีระบบ Health Monitoring และ Inventory ให้ใช้
  • ปรับแต่ง Dashboard ได้ตามต้องการ
  • สามารถ Tag ได้ และ Search ได้
  • สามารถทำการบริหารจัดการเบื้องต้นได้

 

Essentials Edition

  • สามารถกำหนด Configuration ตาม Policy ได้ พร้อมมีระบบ Service Profile ให้ใช้งาน
  • ทำ Remote Management และ vKVM ได้ผ่าน Cloud
  • ทำ Firmware Managment โดยมีการตั้ง Schedule สำหรับการอัปเดตได้
  • สามารถแนะนำการตรวจสอบ HCL Compliance และอัปเกรดได้

 

นอกจากนี้ด้วยการที่บริการ Cisco Insight นั้อยู่บน Cloud ก็ทำให้ทาง Cisco สามารถนำ Machine Learning มาใช้ตรวจสอบข้อมูลการทำงานของ Server และทำการวิเคราะห์หรือแนะนำสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขในระบบได้ รวมถึงยังทำให้ทีมงาน Csico สามารถทำ Proactive Support ได้จากการวิเคราะห์ว่าอุปกรณ์ใดมีแนวโน้มจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต และทให้ Cisco TAC สามารถทำการสนับสนุนเพื่อป้องกันปัญหานั้นๆ ก่อนที่จะเกิดขึ้นได้จริง

ผู้ที่สนใจใช้งาน Cisco Intersight จะต้องใช้ Cisco UCS Manager รุ่น 3.2 ขึ้นไป, ใช้ Cisco IMC รุ่น 3.1 ขึ้นไป และใช้ Cisco HyperFlex รุ่น 2.5.1 ขึ้นไป โดยจะเปิดให้ใช้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ของปี 2017 นี้ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cisco.com/c/en/us/products/servers-unified-computing/intersight/index.html?stickynav=1

 

ที่มา: https://blogs.cisco.com/datacenter/introducing-cisco-intersight-for-ucs-and-hyperflex



from:https://www.techtalkthai.com/cisco-intersight-cloud-management-for-server-is-announced/

Google Cloud Platform รองรับการใช้งาน GPU NVIDIA Tesla P100 และ K80 บน Google Compute Engine แล้ว

Google Cloud Platform ประกาศรองรับการใช้งาน GPU NVIDIA Tesla P100 แบบ Beta และรองรับการใช้งาน NVIDIA K80 บน Google Compute Engine แล้ว พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 30%

Credit: Google

Google ได้นำ GPU NVIDIA Tesla P100 มาให้บริการกับ Google Cloud Platform (GCP) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยยังอยู่ในช่วงเปิดให้ทดสอบแบบ Beta ซึ่ง P100 นั้นใช้สถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Pascal มีความเร็วในการประมวลผลสูงกว่ารุ่น K80 ถึง 10 เท่า ช่วยตอบโจทย์งานที่ต้องใช้ GPU ในการประมวลผลระดับสูง เช่น Machine Learning, Geophysical Data Processing, Simulation, Seismic Analysis, Molecular Modeling, Genomics และอื่นๆ นอกจากนี้ Google ยังประกาศรองรับการใช้งาน NVIDIA K80 บน Google Compute Engine แล้ว โดยจุดเด่นของการใช้งาน GPU บน GCP มีดังนี้

  • มีความยืดหยุ่นสูง: รองรับการปรับแต่งจำนวน CPU, Memory, Disk และ GPU เพื่อรองรับงานต่างๆได้อย่างง่ายดาย
  • ประสิทธิภาพสูง: เปิดให้ใช้งานแบบ Passthrough Mode ทำให้ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการใช้งานบน Bare-metal และรองรับการใช้งานสูงสุด 4 GPU บน P100 และ 8 GPU บน K80 ต่อ 1 VM นอกจากนี้ยังสามารถใส่ SSD ได้สูงสุด 3TB
  • เริ่มต้นในราคาที่ถูก: คิดค่าบริการตามระยะเวลาการใช้งานเป็นหน่วยนาที
  • Cloud Integration: รองรับการเชื่อมต่อกับบริการ Cloud อื่นๆ เช่น Container Engine

ปัจจุบัน Google เปิดให้ใช้งาน Cloud GPU ใน 4 Regions เท่านั้น ได้แก่ US West: Oregon, US East: South, Europe West: Belgium และ Asia East: Taiwan โดยผู้ใช้งานสามารถรับส่วนลดค่าบริการจาก Sustained use discounts สูงสุด 30% ได้ทันที

ที่มา : https://cloudplatform.googleblog.com/2017/09/introducing-faster-GPUs-for-Google-Compute-Engine.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-platform-brings-nvidia-tesla-p100-and-k80-to-google-compute-engine/

สร้าง Cloud ง่าย ๆ ด้วย FlashStack และซอฟต์แวร์ backup ข้อมูลบน Cloud จาก Commvault

FlashStack คือ Converged Infrastructure โซลูชัน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ Vendor ชั้นนำอย่าง Cisco และ Pure Storage ทำให้ได้ระบบหรือ Data Center ที่ประกอบไปด้วย Compute, Network และ Storage สำหรับตอบสนองต่อ workload ต่างๆได้หลากหลาย เช่น Tier-1/Mission Critical Application, SAP, Oracle, MS SQL, Virtual Server, Cloud, VDI และ workload ทั่วไปใน Data Center ทั้งแบบ Physical และ Virtualize

ส่วนประกอบทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็น Data Center ที่ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผ่านการทดสอบจาก Cisco (Cisco Validate Design – CVD) ใช้งานและบริหารจัดการง่าย สามารถใช้งานร่วมกับ VMware vCenter, vRealize หรือ UCS Director  รองรับการขยายได้โดยไม่ต้องหยุดระบบ “No Down Time, No Data Migration จาก compute 2node สูงสุดถึง 160node ,  Storage ความจุ 5.5TB ถึง 1.5PB

Single Support Contact จาก Cisco ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ในบริการหลังการขาย ที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว หากพบปัญหาที่เกิดจาก Pure Storage จะดำเนินการประสานงานแก้ไขปัญหาให้โดยลูกค้าไม่ต้องแจ้งปัญหาซ้ำซ้อน รวมไปถึง Hypervisor ที่ทำงานอยู่บน FlashStack เช่น VMware, Hyper-V ด้วย

Compute และ Network จาก Cisco  มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยี Stateless Compute/Service Profile , Unified Fabric, Unified I/O ช่วยให้การ deploy และการปรับเปลี่ยน configuration ทำได้ง่าย รวดเร็ว มีความยืดหยุ่นสูง

Storage จาก PureStorage มีประสิทธิภาพสูงด้วย All-Flash module รองรับเทคโนโลยี NVMe  สามารถทำ Data Reduction ได้สูงทั้ง Inline Deduplicaiton และ Compression,  มี Availability 99.9999% (non-disruptive operation)  ,ประหยัดพลังงานและพื้นที่ในตู้ Rack

โซลูชัน Commvault ช่วยให้ลูกค้าสามารถย้ายไปใช้ระบบคลาวด์ด้วยความมั่นใจและมีอิสระในการดำเนินธุรกิจด้วย highlight function feature ของ commvault ดังนี้

  1. ด้วย Commvault หน้าจอเดียว สามารถสำรองข้อมูล แพลตฟอร์มระบบคลาวด์ (Cloud) ที่มีความหลายหลายและแตกต่างกัน เช่น Amazon, Microsoft Azure เพื่อช่วยให้มันใจว่าการขยายงานบน cloud สามารถสำรองข้อมูลได้แน่นอนแบบอัตโนมัติ
  2. สามารถใช้ Commvault เพื่อกู้คืนข้อมูลระบบสำรอง (DR Site) ไม่ว่าจะอยู่บนระบบ Private, Public หรือ Hybrid Cloud เพื่อจะทำให้ธุรกิจของลูกค้าสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
  3. ด้วยมาตรฐานการกำหนด Security และ Data Encryption ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยและการเข้าถึงข้อมูลไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ Private, Public หรือ Hybrid Cloud เพื่อให้มันใจว่าข้อมูลของคุณมีความปลอดภัยในการส่งข้อมูลออกข้างนอกได้อย่างปลอดภัย
  4. Commvault สามารถโอนถ่ายข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มที่แตกต่างระหว่าง Private, Public และ Hybrid Cloud ทำให้ลูกค้าทำงานได้คล่องตัวและลดปัญหาที่จะเกิดการผูกติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งได้
  5. การทำ Storage Snapshot ที่ commvault มีความโดดเด่นเรื่องสำรองข้อมูล บนระบบคลาวด์ (Cloud) นับร้อย VMs ได้ภายในไม่กี่นาที และขยายสู่หลายพัน VMs ได้อย่างง่ายดาย เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคตได้อย่างง่ายดาย
  6. ด้วยความสามารถของ commvault ในการทำ Data Deduplication ที่ช่วยลดการจัดเก็บสำรองข้อมูลที่มีซ้ำซ้อนให้ลดลงได้ เพื่อที่จะสามารถใช้พื้นที่ข้องดิสก์ได้อย่างคุ้มค้า และช่วยให้ลูกค้าลดค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ เนื่องจากสามารถเก็บรักษาข้อมูลบนดิสก์ได้ยาวนานขึ้น

 

เขียนโดย

จารึก อรรฆยากร , Presales Hardware

อภิรัตน์ อ่อนสนิท, Presales Software

บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02 311 6881 # 7151 หรือ email : cu_mkt@cu.co.th

www.cu.co.th/distributor

from:https://www.techtalkthai.com/build-your-cloud-with-flashstack-and-commvault-by-computer-union/

คุยกับ IBM Thailand: IBM กับการวางตัวในตลาด Cloud และ AI ที่แตกต่าง

TechTalkThai มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับทาง IBM Thailand ในเรื่องของ IBM Cloud และ IBM Watson ซึ่งเป็นระบบ Cloud และ AI สำหรับตอบโจทย์ธุรกิจที่วางตัวแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างน่าสนใจไม่น้อย และเป็นมุมมองที่หลายๆ คนน่าจะยังไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสมาก่อน จึงขอหยิบยกมาสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

IBM Cloud: ระบบ Cloud ที่พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจในฐานะ Platform สำหรับธุรกิจ

ทุกวันนี้ผู้ผลิตทางด้านเทคโนโลยีรายใหญ่แทบทุกรายต่างก็มีบริการ Cloud ให้ใช้งานกันทั้งสิ้น และตอนนี้วงการ Cloud เองก็เริ่มเข้าสู่สถานะที่มีความชัดเจนกันมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างบริการ Cloud จึงไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ผู้ให้บริการแต่ละรายมีความพร้อมในการให้บริการและฟีเจอร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน แต่กลายเป็นทิศทางของบริษัทผู้พัฒนาระบบ Cloud นั้นๆ ต่างหากที่เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของบริการ Cloud แต่ละค่ายออกจากกัน และ IBM เองก็มีจุดยืนตรงนี้ที่ชัดเจนมาก

Credit: IBM

 

ในมุมมองของ IBM นั้น การให้บริการ Cloud ไม่ใช่การนำผลิตภัณฑ์เก่าๆ ที่ตนเองมีมาแปลงเป็น Cloud แต่ IBM มีกลยุทธ์ในระยะยาวที่ต้องการจะสร้างให้บริการ Cloud ของตนนั้นกลายเป็น Platform สำหรับธุรกิจแห่งอนาคตให้ได้ ทำให้ IBM Cloud นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาด้วย 3 แนวทางหลักๆ ได้แก่

  • Data First ในอนาคตข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าเปรียบเสมือนเงินและทรัพยากรต่างๆ ที่ผ่านมา IBM จึงมองถึงการออกแบบระบบที่ผนวกเทคโนโลยี Analytics และ Cognitive เพื่อรองรับการจัดการข้อมูลมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยคำว่า Data ที่ IBM นิยามนั้นไม่ได้มีแค่ข้อมูลภายในองค์กร แต่ยังรวมถึงข้อมูลจากภายนอกที่องค์กรสามารถเข้าถึงได้จากช่องทางต่างๆ เช่น ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ โซเชียลมีเดีย ภาพ วิดีโอ เป็นต้น โดยข้อมูลนอกองค์กรเหล่านี้ถือเป็น 80% ของข้อมูลที่มีอยู่บนโลก แต่องค์กรยังนำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยมากในปัจจุบัน
  • Enterprise Strong ถึงแม้หลายๆ คนจะคุ้นชินกับภาพของบริการ Cloud ที่เน้นความง่ายและความเร็วในการใช้งานและเพิ่มขยายเป็นหลัก แต่ในมุมของ IBM นั้นระบบ Cloud จะต้องสามารถเสริมศักยภาพธุรกิจในทุกอุตสากรรม โดยในเรื่องนี้ไอบีเอ็มได้นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีมาอย่างยาวนานทั่วโลกมาพัฒนาแพลตฟอร์มคลาวด์ให้ตอบโจทย์แต่ละธุรกิจ และสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงในแง่การมีระบบ Security ศักยภาพสูง การมี Data Center กระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 55 แห่งเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของธุรกิจในทุกมุมโลก การรองรับภาพของการทำ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud เพื่อให้องค์กรนั้นมีอิสระในการเลือกใช้ IT Infrastructure ที่เหมาะสมกับความต้องการของตนได้ ไม่ต้องยึดติดกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งไปตลอด
  • Cognitive at the Core เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าต่อไปเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) หรือที่ IBM เรียกว่า Cognitive Computing ที่ IBM พัฒนามานานกว่า 10 ปีนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ต้องนำไปใช้ในการแข่งขันเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมานำเสนอต่อผู้ใช้งาน ระบบ Cloud นั้นจึงต้องสามารถต่อยอดไปถึงขั้นของการให้บริการด้าน Cognitive ได้ ปัจจุบันมีธุรกิจใน 45 ประเทศทั่วโลกที่ได้นำ Cognitive Computing ที่ชื่อว่า IBM Watson ไปใช้งานแล้ว โดยคาดว่าภายในปีนี้จะมีผู้บริโภคกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จาก Watson

ด้วยแนวทาง 3 ประการหลักนี้ ทาง IBM จึงมีบริการ Cloud มากมายหลากหลายที่ตอบโจทย์เหล่าธุรกิจทั่วโลกในแง่มุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น IaaS, PaaS หรือ SaaS ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วบริการทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพของการเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่การเป็น Digital Business และเปิดโลกไปสู่อนาคตแห่งการนำ AI มาใช้ในการทำธุรกิจเป็นหลักเสียมากกว่า

 

Data หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนบริการ IBM Cloud และธุรกิจของลูกค้า IBM

โดยปกติเวลาพูดคุยกันเรื่องของ Cloud นั้นมักไม่ค่อยมีผู้ผลิตรายใดพูดในประเด็นของ Data กันมากนัก แต่ IBM กลับมีแง่มุมที่น่าสนใจมากในเรื่องของการนำ Data มาชูบริการ Cloud ของตนเองให้โดดเด่นขึ้นไปอีก

IBM นั้นนอกจากจะเตรียม Cloud ให้เป็น Platform ที่พร้อมสำหรับให้เหล่าองค์กรนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดเก็บและประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยแล้ว ทาง IBM ยังมีการเตรียมข้อมูลกลางสำหรับให้เหล่าธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ นำไปใช้ต่อยอดได้ทันที รวมถึงมีการแบ่งข้อมูลออกมาเป็นชุดที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งานในธุรกิจเฉพาะทางหรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ เพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้องค์กรนั้นๆ ไม่ต้องทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง นับเป็นจุดแรกที่แตกต่างออกมา

ประเด็นถัดมา ด้วยความที่ IBM นั้นอยู่ในธุรกิจของระบบ Business Application, Data Analytics และ Cognitive Computing หรือ AI มาอย่างยาวนาน ทำให้ IBM นั้นมีความรู้และประสบการณ์ในหลากหลายอุตสาหกรรมว่าแต่ละธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นจะต้องการข้อมูลใดๆ ไปใช้งานบ้าง หรือหากจะทำ Cognitive Computing ให้ดีควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ทำให้ IBM นั้นสามารถคัดสรรข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรได้ โดยตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนก็คือดีลใหญ่ที่ IBM ไปเข้าซื้อกิจการของ The Weather Company มา และทำให้มีข้อมูลสภาพอากาศในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พร้อมนำไปทำ Correlation และ Prediction ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลจากภายในองค์กร ยอดขายในแต่ละสถานที่ ข้อมูล Social Network หรือข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ต่างๆ ต่อได้ทันที

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ IBM นั้นก็ยังสามารถทำการตอบโจทย์ความต้องการของเหล่า Data Scientist และเหล่านักวิเคราะห์ข้อมูลทั่วโลกได้ด้วยระบบ IBM Data Science Experience (IBM DSX) ซึ่งเป็นบริการ Data Science Platform บน IBM Cloud ที่ประกอบขึ้นจาก Open Source Software ชื่อดังอย่าง Apache Spark, Jupyter มาร้อยเรียงกันบนหน้า Web Interface ที่สามารถรองรับการทำงานของเหล่า Data Scientist ร่วมกันเป็นทีมให้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยภาษาและเครื่องมือที่ถนัดอย่าง Python, Scala, R พร้อม Open Source Library ต่างๆ ให้ใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับ Data Source ได้จากหลายแหล่ง แม้ว่าจะเป็นข้อมูลจากบริการ Cloud ของผู้ผลิตรายอื่นก็ตาม และยังสามารถทำงานร่วมกับ IBM Watson Machine Learning สร้าง API, Batch Process และ Real-time Stream สำหรับทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้อีกด้วย

Credit: IBM

 

 

สุดท้าย IBM Cloud นั้นไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์ของ Big Data Analytics เท่านั้น แต่ IBM ตีโจทย์คำว่าข้อมูลด้วยแง่มุมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการ Blockchain ที่ไอบีเอ็มเบอร์ 1 ของโลกในปัจจุบันจากการจัดอันดับของ Juniper Research และยังสนับสนุนโครงการ Hyperledger เพื่อเร่งให้เกิดการนำ Blockchain มาใช้งานภายในองค์กรให้เร็วที่สุด อีกทั้งยังมี IBM Watson IoT ระบบสำหรับรองรับการทำ IoT ขององค์กรที่ต้องมีการยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ไปจนถึงเทคโนโลยีอื่นๆ กว่า 140 รายการภายใต้ IBM Cloud ที่จะมาช่วยตอบโจทย์ของข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อนำมาใช้งานได้อย่างครบวงจร

 

IBM Watson: ระบบ AI ที่พร้อมสำหรับทั้งการนำไปใช้งานแบบสำเร็จรูป และการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ไอบีเอ็มเริ่มพัฒนาเทคโนโลยี Cognitive Computing / AI มาเป็นเวลามากกว่าสิบปีแล้ว ถือเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี AI สำหรับการนำมาใช้ในภาคธุรกิจภายใต้ชื่อ IBM Watson และจากผลสำรวจของ IDC ทางด้านตลาดนี้เมื่อปี 2016 และเพิ่งถูกเผยแพร่ในปี 2017 นี้ก็ชี้ว่า IBM นั้นมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 10.1% และยอดขาย 161 ล้านเหรียญต่อปี หรือราวๆ 5,600 ล้านบาท เอาชนะคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Palantir และ Google ไปได้

Credit: IDC via IBM

 

IBM Watson นั้นมีภาพที่หลายๆ คนเข้าใจผิดว่าเป็น Cognitive Computing หรือ AI สำเร็จรูปที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วพร้อมใช้งานได้ทันทีเท่านั้น ทำให้เกิดการเข้าใจผิดต่อเนื่องว่าไม่สามารถนำไปปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการที่แท้จริงของธุรกิจ หรือปรับแต่งให้มีความแม่นยำมากขึ้นได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วข้อความเหล่านี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

IBM นั้นมีทางเลือกให้กับเหล่าลูกค้าองค์กรด้วยกันหลายทางในการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจองค์กร ดังนี้

  • ใช้ IBM Watson แบบสำเร็จรูป โดย IBM ได้ Train IBM Watson สำหรับงานบางประเภทด้วย Dataset กลางที่รวบรวมมาจากธุรกิจในแต่ละแผนกหรือแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อให้องค์กรที่ต้องการเริ่มต้นทดลองใช้งาน AI ในธุรกิจจริงสามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่อยู่ในช่วงทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือองค์กรเล็กหรือแม้แต่ Startup ที่อาจไม่สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากพอมาสร้าง AI ของตนเองได้ หรือเป็น AI ที่ข้อมูลสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งโลก เช่น AI ที่ได้รับการ train ด้วยข้อมูลด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เป็นต้น
  • สอน IBM Watson ด้วยตัวเอง IBM นั้นเปิดให้องค์กรต่างๆ ทำการสอน IBM Watson ด้วยตัวเองได้ โดยนำชุดข้อมูลที่องค์กรเตรียมเอาไว้มาใช้ในการฝึกฝน และปรับแต่งผลลัพธ์หรือความแม่นยำเองตั้งแต่ต้นจนจบ กลายเป็น IBM Watson รุ่นเฉพาะสำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางขององค์กรได้
  • นำ IBM Watson แบบสำเร็จรูปมาปรับแต่งให้แม่นยำและตรงตามความต้องการขึ้น สำหรับองค์กรที่ทดลองใช้ IBM Watson แบบสำเร็จรูปแล้วยังรู้สึกว่าไม่แม่นยำพอ แต่ก็ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลมาฝึกเองตั้งแต่ต้นจนจบได้ ก็สามารถนำ IBM Watson ที่เรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้นจากทาง IBM มาแล้วมาสอนเพิ่มเติมให้แม่นยำขึ้นได้เช่นกัน

 

คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ IBM Thailand

 

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ IBM สามารถช่วยให้เหล่าองค์กรสร้างความได้เปรียบมากขึ้นด้วยการเปิดให้องค์กรนั้นมีโอกาสได้นำ AI ไปใช้งานจริงได้เร็วกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งความแม่นยำให้สูงกว่า พร้อมกันนั้นทีมงานของ IBM ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี AI สำหรับองค์กรนั้นก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเหล่าองค์กรทั่วโลกผ่านการประสานงานของทีมงาน IBM ในแต่ละพื้นที่นั้นๆ ด้วย ซึ่งกระบวนการและความร่วมมือตรงนี้เองก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่คู่แข่งหลายๆ รายของ IBM ยังขาดไป

 

ธุรกิจใหญ่หรือเล็ก ก็เข้าถึง IBM Cloud และ IBM Watson ได้ทั้งนั้น

แน่นอนว่าหากพูดถึงชื่อ IBM Watson หรือแม้แต่ IBM Cloud แล้วหลายๆ คนอาจนึกว่าราคาของระบบน่าจะแพงหรือเข้าถึงได้ยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว IBM ได้พยายามปรับตัวให้กลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ธุรกิจในทุกระดับเข้าถึงได้มาระยะหนึ่งแล้ว และการมาของ Cloud เองก็ทำให้ IBM สามารถนำเสนอเทคโนโลยีสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมถึงยังมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี IBM นั้นเห็นว่าในสภาวะที่ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตผ่าน Cloud ได้อย่างรวดเร็วนี้ ไม่ว่าจะเป็น AI ก็ดี, Data Analytics ก็ดี IoT ก็ดี หรือแม้แต่จะเป็น Blockchain ก็ดี สิ่งที่เหล่าธุรกิจควรพิจารณาคือจะสามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ จากเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วได้อย่างไรมากกว่า เพราะบางเทคโนโลยีนั้นเหมือนจะทำได้ยาก แต่ด้วยตัวช่วยของระบบต่างๆ บน Cloud และการใช้งานเทคโนโลยีที่ค่อนข้างง่ายขึ้นกว่าการที่ต้องจัดการระบบทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างแต่ก่อนนั้น ก็ทำให้กำแพงความยากในเชิงเทคนิคลดน้อยลงไปเยอะแล้ว เหลือแค่ว่าเหล่าธุรกิจจะแข่งขันกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการตอบโจทย์ทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรมากกว่า

ทาง IBM Thailand ได้แนะนำว่าองค์กรในไทยควรเริ่มลองพิจารณาดูว่าจะสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ นี้มาใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง และลองพูดคุยความเป็นไปได้กับเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ช่วยประเมินขั้นตอนความยากของปัญหา และเสริมมุมมองไอเดียต่างๆ เพิ่มเติมเข้าไป และ IBM เองก็พร้อมจะเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษานี้แก่เหล่าองค์กรด้วยอีกรายหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะเปิดให้ทดลองใช้งาน IBM Cloud และ IBM Watson ได้ฟรีๆ ทั้งสำหรับเรียนรู้และทดสอบธุรกิจ พร้อมมีทีมงานคอยช่วยเหลือด้านเทคนิคอย่างเต็มที่

 

เริ่มต้นเรียนเทคโนโลยีของ IBM ได้ฟรีๆ ที่ OnTheHub

นอกจาก IBM จะเปิดให้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีของตนเองได้ฟรีๆ แล้ว IBM ยังได้สร้างหน้า Portal สำหรับให้เรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้งหลายกันได้ฟรีๆ ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มต้นจนถึงผู้มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, IBM Watson, IoT, Data & Analytics, Security, Blockchain, IBM z Systems, IBM Power Systems, IBM Commerce และ IBM Mobile ได้ที่ http://onthehub.com/ibm/ ด้วย

หลังจากนี้หากทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสก็ตั้งใจว่าจะลองเข้าไปเรียนเนื้อหาตรงส่วนนี้และนำมารีวิวให้กับผู้อ่านทุกท่านกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ส่วนใครที่ใจร้อนก็เรียนกันไปก่อนได้เลยและมาบอกเล่าประสบการณ์กันได้ครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

Credit: IBM

 

ก็ขอจบบทความนี้เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง หากใครสนใจเทคโนโลยีใดก็ลองติดต่อทีมงาน IBM Thailand หรือคู่ค้าและตัวแทนจำหน่ายของ IBM ทั่วไทยได้ทันทีครับ

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-thailand-on-ibm-cloud-and-ibm-watson-differentiation/

[PR] True IDC ผ่านการรับรองระดับ Tier III จาก Uptime Institute ถึง 2 มาตรฐาน แห่งเดียวในประเทศไทย

True IDC ตอบรับแนวคิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพของนโยบาย Thailand 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยี และการออกแบบระดับโลก พร้อมอุปกรณ์มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลมาใช้ในการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จนได้รับ Certified Tier III จาก Uptime Institute ที่เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย โดยผ่านการรับรองถึง 2 มาตรฐาน ได้แก่

  • Tier Certifications in Design Documents (TCDD): รับรองการออกแบบด้านโครงสร้างวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมของดาต้าเซ็นเตอร์ตามมาตรฐาน
  • Tier Certifications Constructed Facility (TCCF): รับรองการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้ถูกต้องเป็นไปตามโครงสร้างวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้

พร้อมมั่นใจในบริการด้วยการรับรองของ ISO ถึง 5 มาตรฐาน ได้แก่

  • ISO 20000-1: มาตรฐานการบริหารจัดการการให้บริการด้านไอที (ITSM)
  • ISO 27001: มาตรฐานด้านการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ (ISMS)
  • ISO 22301: มาตรฐานด้านการบริหารจัดการความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ (BCMS)
  • ISO 50001: มาตรฐานด้านการจัดการด้านพลังงาน
  • CSA STAR Cloud Security: มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับระบบคลาวด์

ทรู ไอดีซี ยังต่อยอดการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์สู่บริการ Value Added Services ที่หลากหลาย ด้วยทีมงานที่ปรึกษามืออาชีพช่วยประเมินความคุ้มค่า, วิเคราะห์, ออกแบบโซลูชั่นในการจัดทำ Digital Transformation สู่การใช้งานคลาวด์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมเป็น Ecosystem ขนาดใหญ่ที่ลูกค้าสามารถเลือกใช้ได้ภายใต้ผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ซึ่งรองรับการตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุม

ด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการการพัฒนาคุณภาพดาต้าเซ็นเตอร์ และความใส่ใจในการให้บริการตลอดมา ทำให้ ทรู ไอดีซี ได้รับรางวัลด้านดาต้าเซ็นหลายปีติดต่อกัน รวมถึงปีนี้ก็ยังได้รับรางวัล 2017 Thailand Data Center Service Provider of the Year โดยฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน อีกด้วย (ดูรายละเอียด รางวัลการันตีคุณภาพจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ที่ http://www.trueidc.com/article/32/th) ทรู ไอดีซี ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพทุกด้านเพื่อการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-certified-tier-3-from-uptime-institute/