คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_AND_SYSTEMS

Deep learning ช่วยแพทย์ตรวจเนื้องอกที่สมองได้เร็วและแม่นยำขึ้น

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยการแพทย์มิชิแกนและมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเผย AI สามารถช่วยแพทย์ในการตรวจเซลล์เนื้องอกที่สมองได้เร็วและแม่นยำขึ้น โดยทีมวิจัยได้ใช้ Deep learning วิเคราะห์เนื้อเยื่อในสมอง 100 ตัวอย่างและพบว่า algorithm สามารถจัดกลุ่มเนื้อเยื่อได้อย่างแม่นยำ


Credit: University of Michigan Medical School YouTube

ปกติแล้วระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะต้องนำชิ้นเนื้องอกที่ได้จากผู้ป่วยไปตรวจในแลป ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลามากถึง 40 นาทีในการรอผล deep learning algorithm ดังกล่าวจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจชิ้นเนื้อได้ภายในห้องผ่าตัด และย่นระยะเวลาในการวิเคราะห์ไปเป็น 3-4 นาที ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของผู้เข้ารับการผ่าตัดอย่างมาก

Algorithm นี้ได้ถูกทดสอบกับผู้ป่วย 370 คน ปัจจุบันมีความแม่นยำอยู่ที่ 90% ซึ่งยังคงต่ำกว่าความแม่นยำ 90-95% ของการตรวจในแลป ในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนที่จะทดสอบกับตัวอย่างจำนวนมากขึ้น ปรับปรุงความแม่นยำของ algorithm และปรับปรุงให้ระบบสามารถจำแนกชนิดของเนื้องอกได้มากชนิดขึ้น จากเดิม 4 ชนิดเป็น 8 ชนิด ซึ่งจะครอบคลุมเนื้องอกในเกือบทุกกรณี

หากงานวิจัยนี้ประสบความสำเร็จไปด้วยดี ทีมวิจัยหวังว่าจะสามารถนำระบบไปใช้ทดลองใช้จริงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดเล็กซึ่งขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา

 

ที่มา: https://futurism.com/artificially-intelligent-entities-are-allowing-doctors-to-save-lives/

from:https://www.techtalkthai.com/deep-learning-helps-doctors-diagnose-brain-tumours/

Advertisements

พบช่องโหว่อายุ 11 ปีบน Linux กระทบ Redhat, Debian, OpenSUSE และ Ubuntu มี Patch แล้วใน Mainline Linux Kernel

Andrey Konovalov นักวิจัยด้านความปลอดภัย ได้ค้นพบช่องโหว่ Privilege Escalation บน Linux Kernel โดยช่องโหว่นี้มีมาตั้งแต่ปี 2005 แล้ว และส่งผลกระทบต่อทั้ง Redhat, Debian, OpenSUSE และ Ubuntu โดยปัจจุบันมีการออก Patch มาใน Mainline Linux Kernel แล้ว

ช่องโหว่นี้ได้ถูกค้นพบใน Datagram Congestion Control Protocol (DCCP) จากการใช้เครื่องมือ Syzkaller ซึ่งเป็น Kernel Fuzzing Tool ที่ Google ปล่อยออกมา และได้รับการตั้งรหัสช่องโหว่ว่า CVE-2017-6074

ช่องโหว่นี้อาศัยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับ use-after-free ที่อยู่บน DCCP ซึ่งจะเปิดให้ Local User สามารถทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน Memory ของ Linux Kernel ได้, ทำ Denial-of-Service (DoS) ให้ระบบล่มได้ ไปจนถึงการยกระดับสิทธิ์ของตนเองให้สามารถเข้าถึงส่วนต่างๆ ของระบบได้

ช่องโหว่นี้ไม่สามารถถูกโจมตีเข้ามาจากภายนอกได้ ทำให้ไม่สามารถเกิดการโจมตีแบบ Remote Code Execution (RCE) ได้

ช่องโหว่นี้ถูก Patch แล้วใน Mainline Linux Kernel แต่สำหรับ Distro อื่นๆ นั้นยังต้องรออีกหน่อย ดังนั้นหากระบบของใครที่ต้องการความปลอดภัยในระดับสูง ก็สามารถ Rebuild Kernel เองได้ครับ

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่ฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้ที่ https://www.suse.com/support/kb/doc?id=7018645 ส่วนการใช้งาน Syzkaller สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีที่ https://github.com/google/syzkaller

 

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/02/linux-kernel-local-root.html

from:https://www.techtalkthai.com/11-yeas-old-linux-vulnerablity-was-found-and-has-patch-now/

[PR] ไมโครซอฟท์ชี้แนวทางหนุนสถาบันการเงินไทย พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลด้วยนวัตกรรมคลาวด์และบล็อกเชน

กรุงเทพฯ 21 กุมภาพันธ์ 2560 – ในกลุ่มธุรกิจการเงินนั้น บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความทันสมัย ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และบล็อกเชน (Blockchain) ที่สามารถขับเคลื่อนเพื่อการปฎิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจนี้อย่างชัดเจน

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์จึงเดินหน้าเผยแนวทางสนับสนุนสถาบันการเงินไทยให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการเปิดตัวคู่มือปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือธนาคารไทยและสถาบันการเงินให้มีการจัดการกับปัญหาการจัดซื้อ การประเมินและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คู่มือของไมโครซอฟท์จะทำให้ธนาคารไทยและผู้บริหารฝ่ายการเงินทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อข้อกำหนดที่จำเป็น รวมถึงแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อสถาบันการเงินกำลังพิจารณาระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง คู่มือที่มีชื่อว่า “Navigation Your Way to the Cloud” สร้างขึ้นสำหรับธนาคารไทยและผู้บริหารฝ่ายการเงิน และได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากคู่มือก่อนๆ ของไมโครซอฟท์ที่ใช้เผยแพร่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

คู่มือของไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานอยู่บนข้อกำหนดใหม่ของประเทศไทยที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ และในเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับปรุงคู่มือการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของธปท. สำหรับสถาบันการเงิน

คู่มือฉบับใหม่ของธปท. แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินจำเป็นต้องก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คู่มือของธปท. ตอกย้ำว่าสถาบันการเงินสามารถใช้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้ง ได้ในหลายกรณีด้วยกัน ซึ่งรวมถึงบริการคลาวด์แบบสาธารณะ บริการทางการเงินที่พบได้ทั่วไปตามสาขาธนาคาร หรือแม้แต่ศูนย์ข้อมูลและเครือข่าย

“สถาบันการเงินหลายแห่งยอมรับว่าคลาวด์เป็นเครื่องมือที่สถาบันการเงินควรนำมาใช้ แต่ทั้งนี้ต้องผ่านมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ไมโครซอฟท์จึงได้พัฒนาบริการช่วยเหลือเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินแต่ละราย เช่น บริการ Financial Services Compliance Program ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้สถาบันการเงินสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์ในขณะที่ยังคงตอบสนองข้อกำหนดที่เข้มงวดของหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบนิเวศของผู้ให้บริการทางการเงิน” นายแอนดูว์ คุก ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านกฎหมาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าว

“คู่มือ Navigating Your Way to the Cloud ออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงสำหรับสถาบันการเงินไทยในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้บริการคลาวด์ ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ชื่นชมการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของไทยในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วบนระบบคลาวด์ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติให้ใช้บริการคลาวด์แบบสาธารณะได้ เป็นการเปิดทางให้สถาบันการเงินได้รับประโยชน์จากบริการคลาวด์ในการบริหารความเสี่ยงและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม” นายคุก กล่าว

นอกเหนือไปจากการเปิดตัวคู่มือเพื่อคลาวด์สาธารณะในประเทศไทยแล้ว ไมโครซอฟท์ยังจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยจัดงานบล็อกเชน แฮกเฟส (Blockchain Hackfest) ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารได้ทราบถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาเสริมประสิทธิภาพในภาคการเงิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดกับลูกค้า เป็นกำลังให้กับพนักงาน ช่วยบริหารความเสี่ยงและท้ายที่สุดคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคร่วมแบ่งปันแนวทางการปฏิบัติและกรณีศึกษา

หัวใจสำคัญของการปฎิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลคือ คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งปัจจุบันร้อยละ 80 ของธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างเลือกใช้บริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ประกาศจัดงานบล็อกเชน แฮกเฟส (Blockchain Hackfest) โดยร่วมกับบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส และพันธมิตรด้านบล็อกเชน คือบริษัท คอนเซ็นซิส เพื่อส่งเสริมการใช้งานโซลูชั่นโดยเฉพาะสู่ภาคการเงินบนระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์และพันธมิตร

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวแนวทางสนับสนุนสถาบันการเงินดังกล่าวนี้

from:https://www.techtalkthai.com/pr-microsoft-digital-age-cloud-and-blockchain/

ตลาด Cloud เดือด! ยอดขาย Cloud ของ IBM ปี 2016 โต 35% สูสีกับ AWS แล้ว

IBM ได้ออกมาเปิดเผยถึงยอดขายบริการ Cloud ในปี 2016 ที่เติบโตขึ้นถึง 35% จนมีมูลค่ารวม 13,700 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 479,500 ล้านบาท สูสีกับยักษ์ใหญ่ในบริการ Cloud อย่าง Amazon Web Services (AWS) แล้ว

หลังจากที่ IBM ตัดสินใจปรับทิศทางธุรกิจสู่บริการ Cloud อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการกลุ่ม Software-as-a-Service (SaaS) ในที่สุดวันนี้้บริการ IBM Cloud นั้นก็เติบโตขึ้นจนถึงมูลค่า 13,700 ล้านเหรียญต่อปี หรือราวๆ 479,500 ล้านบาทในปี 2016 ที่ผ่านมาทั้งปี และทำให้ธุรกิจ Cloud ของ IBM นี้มีส่วนแบ่งรายรับถึง 17% ของธุรกิจทั้งหมดแล้ว

หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง AWS แล้วนั้น AWS มียอดขายอยู่ที่ราวๆ 12,200 ล้านเหรียญหรือราวๆ 427,000 ล้านบาทเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และมี Run Rate ต่อปีอยู่ที่ 14,000 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าหากเทียบกับ IBM แล้วก็ถือว่า IBM เองก็กำลังไล่ตามมาติดๆ เลยทีเดียว แต่หากลงรายละเอียดลึกๆ แล้วบริการ Cloud ของทั้งสองเองก็ยังแตกต่างกันค่อนข้างมาก

และหากการเปรียบเทียบครั้งนี้นำ Microsoft เข้ามาอยู่ในภาพด้วยก็จะยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก เพราะบริการ Cloud ของ Microsoft เองนั้นก็เติบโตถึง 93% ในส่วนของ Microsoft Azure เมื่อไตรมาสล่าสุดที่ผ่านมา และธุรกิจ Cloud ของ Microsoft เองนั้นก็มี Run Rate เกินกว่า 10,000 ล้านเหรียญมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2016 แล้ว แต่แน่นอนว่าบริการ Cloud ของ Microsoft เองนี้ก็มีส่วนที่ยังไม่ได้นับอย่าง Microsoft Office 365 และบริการ Cloud อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

(สำหรับการเปรียบเทียบบริการ Cloud ฉบับเต็มๆ เดี๋ยวทางทีมงาน TechTalkThai ขอเวลารวบรวมข้อมูลแล้วจะมาเขียนให้ได้อ่านกันอีกครั้งนะครับ เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมากทั้งประเภทบริการ, การนับปีงบประมาณ และอื่นๆ แต่ภาพรวมๆ ที่ Vendor นำเสนอที่หาได้ตามข่าวก็มีเนื้อหาประมาณนี้ครับ)

อย่างไรก็ดี ธุรกิจอื่นของ IBM อย่าง Hardware และ Operating Systems นั้นก็หดตัวลง 12.5% ในปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องของ IBM แล้วในการผลักดันตลาดทางด้าน Cloud ขึ้นมาแทน

ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจไม่น้อย กับผู้ผลิตแต่ละรายที่เริ่มพัฒนา Cloud ขึ้นมาแข่งขันกันอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานี้ครับ

 

ที่มา: https://www.thestreet.com/story/13959949/1/ibm-s-fourth-quarter-results-beat-expectations-but-stock-falls-after-hours.htmlhttp://www.geekwire.com/2017/cloud-report-card-amazon-web-services-12b-juggernaut-microsoft-google-gaining/ , http://venturebeat.com/2017/01/26/microsoft-reports-26-1-billion-in-q2-2017-revenue-azure-up-93-but-phone-down-81-and-surface-down-2/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-cloud-grows-35-percent-in-2016/

แนะนำบริการ CAT data center และมาตรฐานการให้บริการ Trusted Site Infrastructure (TSI) Level 3

หนึ่งในปัจจัยที่เหล่าองค์กรควรจะต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสร้าง Data Center ภายในองค์กร หรือการเช่าใช้ Data Center ภายนอกเพื่อใช้งานนั้้นก็คือมาตรฐานของ Data Center ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจว่า Data Center นั้นๆ มีความน่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยต่อการให้บริการ ซึ่งในบทความนี้เราจะกล่าวถึงมาตรฐาน Trusted Site Infrastructure (TSI) และกรณีศึกษาจากบริการ CAT data center ทีผ่านมาตรฐาน TSI Level 3 เพื่อก้าวสู่การเป็น No.1 Trustable Data Center Provider แห่งประเทศไทย

 

Trusted Site Infrastructure (TSI) มาตรฐาน Data Center จากสถาบัน TÜViT แห่งประเทศเยอรมนี

TÜViT คือหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ในการประเมินและมอบใบรับรองให้กับผลิตภัณฑ์ทางด้าน IT, กระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับระบบ IT และ IT Infrastructure ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีคุณภาพและความปลอดภัยตรงตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการใช้งานจริงได้โดยเฉพาะ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมั่นได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือระบบ IT ที่ได้รับมาตรฐานเหล่านี้จะมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือในประเด็นต่างๆ ตามที่ระบุเอาไว้ในมาตรฐาน โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TÜViT ได้ทันทีที่ https://www.tuvit.de/en/index.htm

 

ส่วน Trusted Site Infrastructure หรือ TSI นั้น คือมาตรฐานสำหรับการตรวจวัด Data Center ในแง่มุมของ ความพร้อมใช้งาน (Availability) และ ความปลอดภัย (Security) เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่า Data Center นั้นมีความปลอดภัยและทนทานภายใต้การตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น สิ่งแวดล้อมภายนอก, โครงสร้างอาคาร, ระบบป้องกันเพลิงไหม้, ระบบไฟฟ้า, การเดินสาย, ระบบระบายอากาศ, แผนการดำเนินงาน และการจัดการด้านเอกสารต่างๆ ให้มีความโปร่งใสและครบถ้วนนั่นเอง ซึ่ง มาตรฐาน TSI นี้ก็แบ่งออกเป็น 4 Level ด้วยกัน โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.tuvit.de/cps/rde/xbcr/SID-EF4E91D9-F1ACBF4D/tuevit_en/trusted-site-infrastructure-english.pdf ทันที

 

กว่าอาคาร CAT data center Nonthaburi 2 จะผ่านมาตรฐาน TSI Level 3 มาได้นั้น ต้องผ่านการตรวจสอบอะไรบ้าง?

TSI Level 3 นั้นถูกระบุเอาไว้ว่าเป็นมาตรฐานระดับ High Security Requirement โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้ง Data Center ,การออกแบบส่วนประกอบที่สำคัญภายใน Data Center ให้มีการทำ Redundancy เพื่อไม่ให้เกิด Single Point of Failure, มีระบบการป้องกันเพลิงไหม้ รวมไปถึงยังต้องมีแผนในการจัดการดูแลรักษา Data Center ในยามที่เกิดเหตุต่างๆ ด้วย ซึ่ง CAT ได้ทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างอาคาร CAT data center Nonthaburi 2 ไปกว่า 500 ล้านบาท ให้ตรงตามมาตรฐานและผ่านการประเมินในระดับ TSI Level3 ถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกของอาเซียนที่ผ่านการรับรองมาตรฐานนี้ โดยมีรายละเอียดในด้านต่าง ๆ ดังนี้.-

  • Environmentมีสภาพแวดล้อมโดยรอบอาคารปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว หรือเหตุระเบิดต่างๆ โดย CAT data center Nonthaburi 2 นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาคารสำหรับให้บริการ Data Center โดยเฉพาะ และอยู่ห่างจากท่อแก๊ส, โรงงาน หรือแหล่งเก็บสารที่เสี่ยงต่อการระเบิดเกินกว่าระยะ 250 เมตร พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบอาคารตลอด 24 ชั่วโมง
  • Constructionมีการออกแบบอาคารและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างโดยคำนึงถึงการป้องกันการบุกรุกได้ โดยการใช้ประตูชนิดพิเศษสำหรับป้องกันการบุกรุกโดยเฉพาะ, การพยายามหลีกเลี่ยงไม่มีหน้าต่างที่คนอาจปีนเข้าออกได้ รวมถึงไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรอื่นมาใช้งานอาคารนี้ร่วมกัน ในขณะที่พื้นของ Data Center เองนั้นก็สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 1000 กิโลกรัมต่อตารางเมตรเลยทีเดียว
  • Powerมีการออกแบบระบบไฟฟ้าให้ทำงานแบบ Redundant ได้อย่างครบวงจร พร้อมระบบ UPS แบบ 2N รองรับการจ่ายไฟฟ้าสำรองได้ 15 นาที และ Power Generator รองรับในกรณีที่ระบบไฟฟ้าเกิดการขัดข้องได้นานถึง 48 ชั่วโมง จากน้ำมันปริมาณ 20,000 ลิตร
  • Cooling and Ventilationระบบระบายอากาศทั้งหมดทำงานแบบ N+1 Redundant ร่วมกัน พร้อมทั้งสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายใน Data Center ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถตรวจจับน้ำรั่วซึมตามจุดต่างๆ ได้อีกด้วย
  • Security Systemภายในและภายนอกอาคารมีการติดตั้งระบบ Access Control แบบ Three-factor Authentication ที่ต้องใช้ Access Card, Password และ Finger Scan ในการตรวจสอบสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ และยังมีระบบ Mantrap สำหรับคอยควบคุมให้มีผู้คนเข้าออกแต่ละพื้นที่ได้ทีละ 1 คนเท่านั้นเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกพื้นที่ต่างๆ พร้อม CCTV ที่สามารถดูย้อนหลังได้ถึง 30 วัน พร้อมเจ้าหน้าที่สำหรับคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • Fire Protection and Suppression Systemมีการออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยในแต่ละพื้นที่ให้สามารถแจ้งเตือนได้เมื่อเกิดเหตุ โดยเลือกใช้ระบบ VESDA ที่ดูดอากาศเข้าไปทำการวิเคราะห์หาควันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถตรวจจับเหตุอัคคีภัยได้รวดเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยี Smoke Detection ทั่วไป และมีการใช้สารดับเพลิงที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ IT ภายใน Data Center รวมถึงผนังและประตูยังมีคุณสมบัติในการทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง สามารถป้องกันการลุกลามไปยังห้องข้างเคียงได้โดยไม่ทำให้อุณภูมิในห้องข้างเคียงสูงขึ้น
  • Network and Connectivityมีการออกแบบระบบเครือข่ายให้ทำงานแบบ Redundant เสริมความทนทานในชั้นของการเชื่อมต่อเครือข่ายเพิ่มเติม และเชื่อมต่อกับ Internet Gateway 2 แห่ง ได้แก่ นนทบุรี และบางรัก
  • Operation and Maintenanceมีการติดตั้งระบบ Building Automation System (BAS) เพื่อติดตามการทำงานของระบบต่างๆ ภายในอาคาร รวมถึงมีกระบวนการในการบำรุงรักษาระบบต่างๆ ภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง และมีเจ้าหน้าที่ประจำ Network Operations Center (NOC) ตลอด 24 ชั่วโมง

 

จะเห็นได้ว่า CAT data center Nonthaburi 2 นี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยคำนึงถึงประเด็นต่างๆ แล้วอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งยังเสริมเทคโนโลยีและกระบวนการต่างๆ เข้าไปเพื่อให้การบริหารจัดการและการดูแลรักษา Data Center นี้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้การให้บริการแก่ลูกค้าแต่ละรายนั้นเป็นไปได้อย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือนั่นเอง

 

CAT data center Nonthaburi 2 พร้อมให้บริการทุกองค์กรและธุรกิจ IT ไทยแล้ว


Credit: CAT

 

ภายใน CAT data center มีบริการต่างๆ มากมายให้องค์กรและธุรกิจต่างๆ เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น

  1. บริการ Server Co-Location ในการรับฝาก Server ของลูกค้า
    • มีระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย (Firewall)
    • ศูนย์สำรองข้อมูล (Disaster Recovery)
    • การทำ Facility Management
    • Internet Service Provider (ISP)
  2. Carrier Data Center เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้บริการ Server Co-Location สามารถเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Internet Service Provider (ISP) รายอื่น ๆ ได้
  3. บริการ Temp Office บริการสำนักงานให้เช่าชั่วคราวพร้อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ สำนักงาน

 

นอกจากนี้หากองค์กรหรือธุรกิจใดๆ ต้องการติดตั้งระบบภายใน Data Center หลากหลายแห่งในระยะที่ห่างกันเพื่อรองรับการทำ Disaster Recovery (DR) ตามมาตรฐานต่างๆ ทาง CAT เองนั้นก็ยังมีบริการ Data Center อื่นๆ ทั่วประเทศรวมกันทั้งสิ้นถึง 8 แห่ง ได้แก่ บางรัก, นนทบุรี 1, นนทบุรี 2, ศรีราชา, ภูเก็ต, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ให้เลือกใช้ได้ตามต้องการ

 

สนใจติดต่อทีมงาน CAT data centerได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจเช่าใช้บริการจาก Data Center ของ CAT สามารถติดต่อทีมงาน CAT data center ได้ทันทีที่โทร 1322 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทันทีที่ http://www.idc.cattelecom.com/

from:https://www.techtalkthai.com/introduce-cat-data-center-with-trusted-site-infrastructure-tsi-level-3/

Google Cloud Platform เปิดให้เช่าใช้ GPU ได้แล้ว

Google ประกาศเปิดให้ใช้งาน GPU ได้บน VM ใน 3 Region แล้ว ได้แก่ us-east1, asia-east1 และ europ-west1 เพื่อเร่งความเร็วในการทำ Deep Learning และ Machine Learning ให้สูงขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้


Credit: Google

 

GPU ที่เปิดให้เช่าใช้ได้นั้นคือ NVIDIA K80 ที่มี 2,496 Stream Processor พร้อมหน่วยความจำแบบ GDDR5 ขนาด 12GB โดยแต่ละ VM ของ Google Cloud Platform (GCP) นี้จะรองรับ GPU ได้สูงสุดถึง 8 ชุด และคิดค่าใช้จ่ายเป็นรายน GPU ดังตารางต่อไปนี้


Credit: Google

 

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทันทีที่ https://cloud.google.com/gpu/

ที่มา: http://cloudplatform.googleblog.com/2017/02/GPUs-are-now-available-for-Google-Compute-Engine-and-Cloud-Machine-Learning.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-platform-gpu-is-released/

การใช้ Open Source ในธุรกิจขนาดใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ Open Source ได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายขนาด และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทยเองนั้นการใช้ Open Source เองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในบทความนี้จึงข้อสรุปแนวคิดและแนวโน้มต่างๆ เกี่ยวกับการนำ Open Source มาใช้ในภาคธุรกิจสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ ดังนี้


Credit: Red Hat

 

Open Source นั้นไม่ได้เป็นแค่ Software แต่เป็นทั้งวิธีการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความร่วมมือ

คุณ Damien Wong ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President and General Manager ประจำภูมิภาค ASEAN แห่ง Red Hat นั้นได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเอาไว้ว่า Open Source นั้นไม่ได้เป็นทั้งบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ แต่มันหมายถึงวิธีการที่เราใช้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสื่อสารร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เหล่าบุคลากรผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถนั้นร่วมกันสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็น Internet of Things (IoT) หรือ Machine Learning ที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูในทุกวันนี้ก็ตามที


Damien Wong Credit: Red Hat

 

นอกจากนี้ คุณ Damien Wong ยังให้ความเห็นอีกด้วยว่า แนวโน้มของการใช้ Open Source นี้เป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะแม้แต่ในภาคธุรกิจการเงินของเอเชียแปซิฟิกเองนั้นก็มีอัตราการใช้งาน Open Source สูงขึ้นถึง 7.5% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 2013 ตัวเลขนี้ถึงแม้จะดูน้อย แต่หากเจาะลึกในรายละเอียดแล้ว ธุรกิจการเงินขนาดใหญ่บางแห่งนั้นกลับมีการเติบโตของการใช้ Open Source ที่สูงถึง 120% เลยทีเดียว เนื่องจากความต้องการในการปรับแต่ง Software ให้ได้อย่างรวดเร็ว และความสามารถในการเสริมความปลอดภัยให้กับระบบต่างๆ ได้ตามต้องการนั่นเอง

 

4 กรณีศึกษาการใช้ Open Source ในการทำ Digital Transformation ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

คุณ Damien Wong แห่ง Red Hat ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการนำ Open Source มาใช้เป็นหัวใจในการทำ Digital Transformation ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในแถบเอชีย ดังนี้

BSE หรืออดีต Bombay Stock Exchange Ltd. นั้นได้เปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีแบบ Proprietary มาเป็น Open Source แทน และสามารถลดเวลาที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ลงได้ถึง 40% จาก 10 Millisecond เหลือเพียงแค่ 6 Millisecond เท่านั้น และทำให้ BSE ก้าวสู่การเป็นตลาดแลกเปลี่ยนหุ้นที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุดในโลก ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันได้ถึง 40 เท่า จาก 10 ล้านคำสั่งต่อวันกลายเป็น 400 ล้านคำสั่งต่อวันเลยทีเดียว

ในโครงการ Singapore Smart Nation Vision เองนั้นก็ได้มีการนำ Open Source ไปใช้ในการสร้าง Smart City ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ และเนื่องจาก Smart City นั้นเป็นแนวคิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงและการต่อยอดความคิดใหม่ๆ จึงต้องเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งนี่เองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทางสิงคโปร์เลือกใช้ Open Source เป็นแกนกลางของโครงการนี้ ทำให้สิงคโปร์เกิดความคล่องตัวในการพัฒนาโครงการ Smart City ได้อย่างต่อเนื่อง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ Red Hat ได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง คือการร่วมมือกับ Singapore Nanyang Technological University (NTU) ที่ Red Hat ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมผสานระบบ Private Cloud และ Public Cloud เข้าด้วยกันกลายเป็น Hybrid Cloud ได้ จนสามารถให้บริการทรัพยากรต่างๆ ทางด้าน IT ได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแต่ก่อนมาก จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาเป็นวันนั้นก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น

สำหรับตัวอย่างสุดท้าย Google และ Facebook เองนั้นต่างก็ได้ผลักดันเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และเปิด Open Source เทคโนโลยีทางด้าน AI ของตนให้แก่ทั้งโลกได้นำไปศึกษาและพัฒนาต่อยอด เกิดเป็นความร่วมมือขนาดใหญ่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ บนพื้นฐานของ AI เป็นวงกว้างทั้งในภาคธุรกิจและการศึกษาทั่วโลกเลยทีเดียว

 

การใช้ Open Source ในไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ธุรกิจองค์กรเปิดรับ Open Source มากขึ้นเรื่อยๆ

IDC Thailand เองนั้นก็ได้ทำนายว่าภายในสิ้นปี 2017 นั้น เกินกว่า 50% ของ 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในไทย (T100) จะยกให้การทำ Digital Transformation นั้นเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้บางส่วนหรือทั้งหมดก็ต้องมีการนำ Open Source ไปใช้เพื่อสร้างสรรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเหล่า CEO นั้นจะต้องมองเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเป็นกลยุทธ์ในเชิงรุก และต้องเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในวัฒนธรรมของ Open Source เพื่อผลักดันให้องค์กรก้าวไปสู่ขีดความสามารถใหม่ๆ ในการพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีขึ้นมาให้ได้

 

การเปิดรับ Open Source เพื่อทำ Digital Transformation ให้สำเร็จลุล่วงได้นั้น บุคลากรคือหัวใจสำคัญ

แน่นอนว่าการรับ Open Source ไปปรับใช้งานภายในภาคธุรกิจนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ก็คือเรื่องของ “คน” ซึ่งคำว่าคนในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่บุคลากรทางด้าน IT เท่านั้น แต่พนักงานฝ่ายอื่นๆ รวมถึงผู้บริหารเองก็ต้องเข้าใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมของความเป็น Open Source ด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรมของ Open Source ที่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อแบ่งปัน, การช่วยเหลือระหว่างกันเพื่อให้สิ่งที่สร้างสรรค์ออกมานั้นมีผลลัพธ์ดีที่สุด ไปจนถึงการผลักดันเพื่อให้่นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมานี้ถูกนำไปใช้และต่อยอดอย่างต่อเนื่องนั้นถือเป็นทิศทางเดียวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ทั้งสิ้น ในขณะที่ธรรมชาติของความไม่หยุดนิ่งที่ Open Source จะต้องถูกพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องนั้นก็ถือเป็นอีกสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัวรับให้ได้

ขณะเดียวกัน การ Contribute ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือ Open Source นั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเหล่าบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การคิด, การออกแบบ, การนำเสนอความเห็น, การแก้ไขปัญหา และมุมมองต่างๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อการสร้างนวัตกรรมนั้นต่างก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น และบรรยากาศในการสร้างนวัตกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วมนี้เอง คือบรรยากาศที่จะเกิดได้จากการที่ทุกคนโอบรับ Open Source เอาไว้นั่นเอง

 

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://red.ht/2iCQILR ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/apac-buinesses-open-source-adoption-rate-grows-due-digital-transformation/