คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_SECURITY

AWS WAF รองรับการกำหนด Rule ด้วย Geographic และ Regular Expression ได้แล้ว

เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับเหล่า Application ที่ทำงานอยู่บนบริการ Amazon Web Services (AWS) ทางทีมงาน AWS จึงได้ออกมาประกาศเพิ่มความสามารถให้กับ AWS WAF ให้รองรับการกำหนด Firewall Rule โดยใช้ Geographic และ Regular Expression (RegEx) ได้แล้ว

Credit: AWS

 

การกำหนด Geographic ได้นี้จะช่วยแก้ไขปัญหาไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบล็อคไม่ให้เข้าถึงเนื้อหาบางส่วนได้จากบางประเทศที่กำหนด เพื่อให้ตรงตามเงื่อนไขทางด้านลิขสิทธิ์ หรือป้องกันการโจมตีจากบางประเทศที่ไม่ใช่ฐานลูกค้าโดยตรง โดยสามารถเลือกสร้างได้ทั้งแบบ Whitelist เพื่ออนุญาตแค่บางพื้นที่ให้เข้าถึงเนื้อหาได้ หรือแบบ Blacklist เพื่อบล็อคการเข้าถึงจากเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

ส่วน Regular Expression นี้จะเอาไว้คัดกรองการเข้าถึงเนื้อหาต่างๆ ได้ตามสิ่งที่ระบุอยู่ภายใน Web Request ไม่ว่าจะเป็น Header, QueryString, Body และสามารถทำงานร่วมกับเงื่อนไขอื่นๆ เช่นการป้องกัน SQL Injection เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบโดยรวมได้ โดยใช้ Perl Compatible Regular Expressions (PCRE) เป็นมาตรฐานหลักในการเขียน

ทั้งสองความสามารถนี้เปิดให้ใช้งานได้ฟรี และบริหารจัดการได้ผ่านทั้งทาง AWS Management Console และ AWS WAF API

ผู้ที่อยากศึกษาเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Amazon Web Services ในไทยสามารถเข้าร่วมกลุ่มของ Bangkok AWS User Group ได้ทันทีที่ https://www.facebook.com/groups/awsusergroup/

 

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2017/10/aws-waf-now-supports-geographic-match/https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2017/10/aws-waf-now-supports-regular-expressions-regex/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-waf-supports-geographic-and-regular-expression-rules/

Advertisements

Aruba เปิดตัวระบบแฟริกความปลอดภัยรุ่นใหม่ “360 Security Fabric”

Aruba ยักษ์ใหญ่ที่ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ HPE ตอนนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในด้านผลิตภัณฑ์ Wi-Fi ระดับธุรกิจ แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักความเชี่ยวชาญอีกด้าน โดยเฉพาะด้านระบบความปลอดภัย ทั้งนี้เพราะผลิตภัณฑ์อีกด้านนี้มักออกมาในรูปการใช้งานที่จำเพาะเท่านั้น เช่น การปกป้องเอนด์พอยต์หรือระบบไร้สาย

อย่างไรก็ดี เมื่องานประชุม APAC Atmosphere ล่าสุดที่มาเก๊า Aruba ได้เปิดตัว 360 Security Fabric ที่ให้การปกป้องที่ครบวงจรแบบ End-to-End สำหรับตอบสนองต่อการพัฒนาสู่โลกยุคดิจิตอลอย่างสมบูรณ์ในอนาคต โดยเฉพาะการมีจุดเข้าถึงเครือข่ายเพิ่มขึ้นมากมายทั้ง IoT, คลาวด์, และอุปกรณ์พกพาต่างๆ

ด้วยลักษณะในรูปของแฟบริก ทำให้สามารถจัดการความปลอดภัยได้เรียบง่าย และตอบสนองต่อการโจมตีทางไซเบอร์ในระดับมืออาชีพได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ช่วยลดการรั่วไหลของข้อมูลในระบบ เมื่อเทียบกับแฟบริกคู่แข่งอย่าง Fortinet แล้ว Aruba จะเน้นการยกระดับจุดแข็งตัวเองด้วยการพัฒนาแฟบริกบนผลิตภัณฑ์ด้านเน็ตเวิร์กที่แข็งแกร่งอยู่แล้วมากกว่า

ฟีเจอร์ที่สำคัญของ Aruba 360 Security Fabric ได้แก่ การตรวจสอบกิจกรรมเครือข่ายจากทุกอุปกรณ์อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเอนด์พอยต์ในรูป IoT, Aruba ClearPass ที่ใช้การควบคุมการเข้าถึงเครือข่ายหรือ NAC ร่วมกับโซลูชั่นจัดการโพลิซีเพื่อตอบสนองต่ออันตรายแบบอัตโนมัติ, และ Aruba Secure Core ที่ใส่ฟีเจอร์มากมายไว้ในผลิตภัณฑ์อื่นของตัวเองทั้ง AP, คอนโทรลเลอร์, และสวิตช์ เพื่อประสานทั้งข้อมูลโฟลว์ทราฟิก, การวิเคราะห์, รวมถึงการเข้ารหัสด้วย

ที่มา : https://www.networkworld.com/article/3225473/security/aruba-rolls-out-security-fabric-designed-for-iot-and-the-digital-era.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8281

3 วันสุดท้าย !! ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน CDIC 2017 วันนี้ รับส่วนลดสูงสุดถึง 30%

Software Park Thailand และ ACIS Professional Center ร่วมกับพันธมิตรหลัก 7 แห่ง ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาประจำปีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “Cyber Defense Initiative Conference (CDIC) 2017” ซึ่งปีนี้จัดงานภายใต้ธีม Cybersecurity 4.0: “The Edge of Security Intelligence in Digital Value-driven Economy” ผู้ที่ลงทะเบียนก่อน 12 ตุลาคมรับส่วนลดสูงสุดถึง 30%

งานสัมมนาครั้งนี้เป็นการต่อยอดแนวคิดจากปีที่แล้ว (Time to Trust: Trust and Innovation for Digital Value-based Economy) เพื่อเสริมสร้างประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและด้านไซเบอร์ทั้งระดับองค์กรและระดับบุคคล ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์และทราบถึงนวัตกรรมการป้องกันภัยคุกคามแบบใหม่ รวมไปถึงวิธีการป้องกันตนเองจากการโจมตีไซเบอร์ พร้อมอัปเดตความรู้และข่าวสารด้านความมั่นคงปลอดภัยล่าสุดจากทั่วโลกโดยผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแขนง สุดท้าย พลาดไม่ได้กับ CDIC Live Show ไฮไลท์ของงาน กับการสาธิตกันสดๆ กับประเด็นภัยคุกคามใกล้ตัวที่คุณอาจคาดไม่ถึง

รายละเอียดงานประชุม CDIC 2017

งานประชุม: Cyber Defense Initiative Conference ครั้งที่ 16 หรือ CDIC 2017
วันที่: 14 – 15 พฤศจิกายน 2017
เวลา: 8:30 – 17:00 น.
สถานที่: ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
ราคาบัตรเข้าร่วมงาน: 9,900 บาท (ยังไม่รวมส่วนลด)
ลิงค์ลงทะเบียน: http://www.cdicconference.com/register.php
กำหนดการสัมมนา: http://www.cdicconference.com/download/CDIC2017_Agenda.pdf

ไฮไลท์ภายในงานสัมมนา

ภายในงานสัมมนา ท่านจะได้พบกับผู้เชี่ยบชาญแขนงต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานรัฐบาล ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ที่มีชื่อเสียงจากต่างประเทศ โดยจะมาให้ความรู้และแชร์ประสบการณ์ครอบคลุมเนื้อหาทางด้าน Cybersecurity 4.0, Cyber Insurance, Digital Literacy, Cyber Threat Intelligence, Cyber Resiliency Engineering Framework, Cyber Sovereignty & Data Residency, แนวโน้มทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2018 และอัปเดตเกี่ยวกับกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และกฎหมายการปกป้องความเป็นส่วนบุคคลในประเทศไทย

ไฮไลท์ในงานสัมมนาประกอบด้วย

  • National Thailand 4.0 Cybersecurity Strategy Roadmap
  • Cybersecurity Intelligence and Literacy…Matter in Digital Economy
  • From Demographic to Psychographic, Update Emerging Technologies, Future Cybersecurity Trends, Cyber Threat Intelligence, Cyber Sovereignty and Essential Digital Literacy in Digital Value-Driven Economy
  • Challenging Digital Innovation and Cyber Risk
  • Cybersecurity Law: What You Need to Know
  • Blockchain or Distributed Ledger Technology and Cyber Resilience
  • Handling Cyber Risk and IT Risk Management
  • Initial Coin Offerings: Risks, Legality and Issues of ICO’s
  • Cyber Resilience – Shifting Strategies from Keeping the Hackers out to Operating your Critical Missions Through a Cyber-Attack
  • How AI and Machine Learning Help on Cybersecurity Skills Gap Issue?
  • Leadership and Team Building for Cybersecurity in Healthcare
  • Preserve your Privacy on Cryptocurrency with Zcoin
  • Information Security and Cybersecurity…The Essential Base for Insurance Business
  • Offensive Internet of Things (IoT) Exploitation
  • Next Generation Cybersecurity Innovation Through Hacker’s View

ลงทะเบียนวันนี้รับส่วนลดสูงสุดถึง 30%

สำหรับบุคคลทั่วไปที่ลงทะเบียนก่อนวันที่ 12 ตุลาคมจะได้รับส่วนลดในการเข้าร่วมงานสัมมนา 10% และส่วนลดภาคปฏิบัติสูงสุด 20% ในขณะที่การลงทะเบียนแบบองค์กรจะได้รับส่วนลดเข้าร่วมงานสัมมนาสูงสุดถึง 30%

สำหรับท่านที่เคยเข้าร่วมสัมมนาในครั้งที่ผ่านมา จะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 5% จากเงื่อนไขปกติ และสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือต่ำกว่า จะได้รับส่วนลดพิเศษ 50% ต่อท่าน

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่: http://www.cdicconference.com/register.php

สอบถามเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมสัมมนา: ACIS Professional Center

คุณอุไรวรรณ หรือ คุณกิตมณี ฝ่ายประสานงานประชุม CDIC 2017
โทร: 0-2253-4736 หรือ 085-959-8028
อีเมล: registration@cdicconference.com

from:https://www.techtalkthai.com/cdic-2017-conference-30-percent-discount/

Cisco เปิดบริการ Cybersecurity New Feeds สามารถติดตามได้ฟรี

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านระบบเครือข่ายและ Data Center ชั้นนำของโลก เปิดตัวบริการ Cybersecurity News Feed สำหรับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์สามารถอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับภัยคุกคามและความมั่นคงปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากทั่วทุกมุมโลกได้ฟรี

ปัจจุบันนี้ ผู้ที่อยู่ในวงการด้านความมั่นคงปลอดภัยจำเป็นต้องคอยติดตามข่าวสารเกี่ยวกับภัยคุกคาม การอัปเดตช่องโหว่และแพทช์ใหม่ๆ รวมไปถึงเทรนด์ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยล่าสุดจากหลาย Blog และหลายเว็บไซต์ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้เวลานานในการเข้าถึงให้ครบทุกเว็บ และเสียเวลาในการคัดเลือกอ่านข่าวเฉพาะที่ตนสนใจ

Cisco จึงเปิดบริการ Cybersecurity News Feed ที่รวบรวมข่าวสารและอัปเดตเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยจากทั่วทุกมุมโลกมาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น The Register, Threatpost, IPSpace.net, Talos Security และอื่นๆ ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้ผู้เชี่ยวชาญจาก Cisco ได้ทำการคัดเลือกแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือ และมีการอัปเดตข่าวใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้อ่านสามารถติดตามข่าวสารด้านความมั่นคงปลอดภัยล่าสุดได้ทันที

นอกจากนี้ Cybersecurity News Feed ยังมีฟีเจอร์ Category สำหรับกรองข่าวสารตามความต้องการของผู้อ่าน เช่น ข่าวล่าสุด ข่าวสำคัญ ข่าวเกี่ยวกับภัยคุกคาม แนวโน้มด้านความั่นคงปลอดภัย และอื่นๆ รวมไปถึงมีฟีเจอร์ Bookmark สำหรับให้ผู้อ่านกลับมาอ่านข่าวที่ตัวเองสนใจย้อนหลังได้อีกด้วย ที่สำคัญคือ ผู้อ่านสามารถแชร์ข่าวที่ตนเองสนใจจากหน้า Feed ไปยัง Social Media ต่างๆ เช่น Twitter, Linkedin ได้ภายในคลิกเดียว

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ที่: https://www.cisco.com/c/en/us/products/security/cybersecurity-newsfeed.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-launches-cybersecurity-new-feeds/

[กรณีศึกษา] “เด็กสมบูรณ์” เสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจ ด้วยระบบคลาวด์ จาก ลีพ โซลูชั่น เอเชีย

บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด หนึ่งในบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปรุงรสที่ทันสมัยที่สุดในทวีปเอเชีย ประกอบธุรกิจด้านการผลิต และจำหน่ายซอสปรุงรสภายใต้ตราสินค้า เด็กสมบูรณ์, Maxchup และ I-Chef โดยในปี 2559 มียอดขายราว 3 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนจากการขายในประเทศร้อยละ 85 และต่างประเทศกว่า 60 ประเทศร้อยละ 15

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทขึ้นในปี พ.ศ. 2490 ปัจจุบันครบรอบ 70 ปี นอกเหนือจากการรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์มาโดยตลอดแล้ว องค์กรยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ในการใช้เทคโนโลยี และองค์ความรู้ด้านการผลิตอันทันสมัยจากต่างประเทศ ตลอดจนมีการนำระบบไอทีเพื่อการบริหารงาน และการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) ของบริษัทเอสเอพี (SAP) รวมถึงการนำระบบการขายและการตลาดยุคใหม่มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกระดับ ส่งผลให้พันธกิจ ต่างๆที่กำหนดไว้ สัมฤทธิ์ผล สอดรับกับวิสัยทัศน์ “ที่ไหนมีครัว ที่นั่นต้องมีเรา” ของ หยั่น หว่อ หยุ่น

ความท้าทายทางธุรกิจ
คุณสมหวัง ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “แม้ว่าในประเทศไทย หยั่น หว่อ หยุ่นจะประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของตลาดเครื่องปรุงรสมานานกว่า 50 ปี และกำลังมุ่งมั่นขยายตลาดต่างประเทศในแต่ละภูมิภาคให้กว้างขึ้นเป็นลำดับ เพื่อดำเนินตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ แต่จากการที่องค์กรต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งที่เข้ามาช่วงชิงความเป็นเจ้าตลาด ทำให้ หยั่น หว่อ หยุ่น ต้องใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจ ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในยุคดิจิตอล โดยได้มีการนำไอทีมาช่วยในการบริหารและการจัดการองค์กร นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการเลือกพาร์ทเนอร์ด้านไอที ที่สามารถตอบสนองในสิ่งที่หยั่น หว่อ หยุ่นต้องการ และต้องมีขีดความสามารถในการพัฒนาธุรกิจร่วมกันต่อไปในอนาคตได้”

คุณสมหวัง ตั้งสมบัติวิสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท หยั่น หว่อ หยุ่น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด

“จากการที่องค์กรต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ หยั่น หว่อ หยุ่น ต้องใช้กลยุทธ์ทางธุรกิจ ด้วยการให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรม และเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในยุคดิจิตอล จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ ลีพ โซลูชั่นเอเชียผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีระบบคลาวด์ได้ผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการ เพราะสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกข้อ”
สมหวัง ตั้งสมบัติวิสิทธิ์

ระบบไอทีที่หยั่น หว่อ หยุ่นใช้อยู่ในปัจจุบัน
หยั่น หว่อ หยุ่น ใช้งานระบบไอทีในลักษณะของการประมวลผลบนคลาวด์ (Cloud Computing) โดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และทรัพยากรด้านคอมพิวเตอร์ในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการวางระบบเซิร์ฟเวอร์ และระบบซอฟต์แวร์อย่างเช่นระบบ ERP หรือ ระบบ Email เป็นต้น อีกทั้งการใช้บริการดังกล่าวสามารถลดความรับผิดชอบในการดูแลระบบ และช่วยให้ผู้ใช้งานในองค์กรสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถจัดการและบริหารทรัพยากรของระบบผ่านเครือข่ายได้ง่าย และมีการแบ่งใช้ทรัพยากรร่วมกัน (Shared services) สำหรับฮาร์ดแวร์ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะระบบโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ในรูปแบบของบริการ หรือ IaaS (Infrastructure as a Service) ผ่าน ลีพ โซลูชั่น เอเชีย ผู้ให้บริการเช่าใช้โครงสร้างพื้นฐานของเซิร์ฟเวอร์ หน่วยประมวลผล ระบบจัดเก็บข้อมูล และระบบเครือข่ายในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization) ทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนสิ่งเหล่านี้เอง ขณะเดียวกันมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยน หรือขยายโครงสร้างระบบไอทีขององค์กรได้ตามการเติบโตขององค์กร และที่สำคัญช่วยลดความยุ่งยากในการดูแล และอัพเกรดระบบเพราะหน้าที่ในการดูแลจะอยู่ในอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ให้บริการเอง

ส่วนด้านซอฟต์แวร์นั้น หยั่น หว่อ หยุ่น ได้ใช้แอพพลิเคชั่นธุรกิจหลักขององค์กร เช่น ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรของ SAP และระบบอีเมล์ของ Google Mail

รูปแบบ และเหตุผลในการตัดสินใจเลือกใช้ระบบการประมวลผลบนคลาวด์
หยั่น หว่อ หยุ่น เลือกใช้บริการ Public Cloud เช่น ระบบอีเมล์ หรือโปรแกรมสำหรับการใช้งานในสำนักงานทั้ง Google Apps และ Gmail ส่วนระบบหลักที่มีความสำคัญทางธุรกิจ ซึ่งมีผลกระทบต่อความลับและความปลอดภัยของข้อมูล เช่น ระบบ ERP ของ SAP เลือกใช้บริการ Private Cloud จากทาง ลีพ โซลูชั่น เอเชีย ที่ได้รับการรับรองจาก SAP ทั้งในด้าน SAP Hosting, SAP HANA Operation and SAP Cloud Services

และด้วยทีมงานของ ลีพ โซลูชั่น เอเชีย ที่มีความพร้อมในด้านความรู้และประสบการณ์ จึงสามารถบริหารและจัดการระบบให้มีมาตรฐานความปลอดภัยที่ดีและมั่นคง พร้อมใช้งานตลอดเวลา พร้อมกับมีการจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมีแผนและแนวการดำเนินงานทั้งในสถานการณ์ปกติและไม่ปกติที่พร้อมสมบูรณ์ จึงให้ความมั่นใจได้ว่าการใช้ข้อมูลขององค์กรจะไม่สะดุดหรือสูญหาย เช่น การมีระบบสำรองข้อมูลทันทีในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ (Disaster Recovery Site) ช่วยให้ หยั่น หว่อ หยุ่น สามารถลดรายจ่ายในการจัดหาเซิร์ฟเวอร์สำรองข้อมูลอีกด้วย

โดยสรุปแล้วการใช้บริการคลาวด์และผู้ให้บริการจากภายนอก ทำให้หยั่น หว่อ หยุ่น สามารถลดต้นทุนและลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการระบบไอทีได้เป็นอย่างมาก และการนำเอาระบบงานดังกล่าวออกไปยังผู้ให้บริการจากภายนอก เป็นการช่วยให้พนักงานสามารถมุ่งเน้นไปที่งานหลักจริงๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีข้อดีในเรื่องการเก็บรักษาความลับ ซึ่งบางครั้งการให้ผู้บริการรักษาความลับข้อมูลในองค์กรอาจปลอดภัยกว่าการให้พนักงานในองค์กรมาจัดการเอง เพราะโดยส่วนใหญ่การรั่วไหลของข้อมูลมักจะมาจากภายในองค์กร

เหตุผลที่เลือกใช้บริการจาก ลีพ โซลูชั่น เอเชีย
เนื่องจากทีมผู้บริหารของ หยั่น หว่อ หยุ่นเคยผ่านประสบการณ์ด้านการจัดการไอทีทั้งโดยทีมงานภายในองค์กร และผู้ให้บริการจากภายนอกมาก่อนแล้ว จึงได้มีการเปรียบเทียบถึงข้อดีและข้อเสียของการดำเนินงานทั้งสองรูปแบบ ด้วยการปรึกษาหารือของผู้บริหารและทีมงานเพื่อประเมินทางเลือกร่วมกัน ในที่สุดก็ได้ตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการจากภายนอก โดยได้คัดเลือก ลีพ โซลูชั่น เอเชีย มาเป็นผู้ให้บริการดังกล่าว ด้วยนโยบายและวิธีการทำงานของทีมงานประกอบกับบริการโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ภายใต้การให้บริการของลีพ โซลูชั่น เอเชีย ทำงานอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์คุณภาพสูงของ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ระดับพรีเมียม โดยทีมงานมีความชำนาญและประสบการณ์สูงที่วางใจได้ด้วยประสิทธิภาพและเสถียรภาพการให้บริการ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการ ทีมผู้บริหารของหยั่น หว่อ หยุ่น ได้มีการคัดกรองรายชื่อของผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองจาก SAP โดยตรงประกอบการพิจารณาร่วมด้วย

เหตุผลที่ทำให้ ลีพ โซลูชั่น เอเชีย ผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาเป็นผู้ให้บริการนั้น เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ได้ครบทุกข้อตามที่ หยั่น หว่อ หยุ่นต้องการ เช่น ด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center), จำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้, จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ในปัจจุบัน, การรับประกันเรื่องความเสถียร, ระยะเวลาในการทำงานของระบบ และ มาตรฐานด้านความปลอดภัย โดย ลีพ โซลูชั่น เอเชีย ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 20000-1 และ ISO/IEC 27001:2013 ด้านการบริหารจัดการการให้บริการและระบบบริหารจัดการความปลอดภัยสารสนเทศของระบบคลาวด์ พร้อมทั้งมีข้อตกลงด้านระดับของการให้บริการ (SLA: Service Level Agreement) ทีดี ซึ่งครอบคลุมไปถึงสิ่งที่ผู้ให้บริการให้การรับรองการบริการ และรับผิดชอบหากมีข้อเสียหายเกิดขึ้นต่อองค์กร

โซลูชันที่เลือกใช้งาน
สำหรับโซลูชันที่ หยั่น หว่อ หยุ่น เลือกใช้บริการจากลีพ โซลูชั่น เอเชีย ประกอบด้วย
– บริการเช่าใช้ระบบวางแผนทรัพยากรองค์กรของ SAP โดยไว้วางใจให้ลีฟ โซลูชั่น เอเซีย เป็นผู้ให้บริการและดูแลระบบ ERP ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ รวมถึง SAP Basis Managed Services โดยระบบ Infrastructure ทั้งหมดติดตั้งอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลของ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งการใช้บริการดังกล่าวทำให้ หยั่น หว่อ หยุ่น ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และมีผู้เชียวชาญในระบบดังกล่าว คอยช่วยดูแลให้ตลอดเวลา

– บริการเช่าใช้พื้นที่ โดยเป็นการเช่าใช้เวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์แบบส่วนตัว (VPS: Virtual Private Server) เพื่อติดตั้งระบบข้อมูลของเว็บไซต์บริษัท เช่น http://www.deksomboon.com, http://www.i-chef.co.th และ http://www.maxchup.com ซึ่งมีข้อดีในเรื่องที่สามารถแก้ไขเนื้อหาต่างๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์ได้เองตามความต้องการ

– บริการสำรองข้อมูล (Backup Solution) และ ระบบสำรองข้อมูลทันทีในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติ (Disaster Recovery Site) รวมถึงการทำข้อตกลงด้านระดับของการให้บริการ (SLA: Service Level Agreement) ร่วมกัน ซึ่งทำให้ หยั่น หว่อ หยุ่นสามารถบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดีขึ้น

– ระบบอีเมล์ (Google Apps หรือ Gmail) ซึ่งทางลีพ โซลูชั่น เอเชียมีทีมงานคอยให้คำปรึกษาทางด้านเทคนิคต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการเป็นอย่างดี

– ระบบตรวจสอบและป้องกันไวรัสที่ทำงานผ่านคลาวด์ (Cloud Antivirus) ด้วยแอพพลิเคชันที่ทางลีพ โซลูชั่น เอเชียให้บริการ นอกเหนือจากเรื่องการตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดจากไวรัสแล้วยังสามารถช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์ไอที (IT Assessment) ได้เป็นอย่างดีด้วย

ประโยชน์ และความพึงพอใจในการใช้บริการ
จากระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ได้ใช้บริการระบบคลาวด์ ทาง หยั่น หว่อ หยุ่นพบว่าสามารถประหยัดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดภาระหรือความยุ่งยากเมื่อเกิดปัญหาด้านระบบ ทำให้ทีมงานไอทีของบริษัทมีเวลาในการคิดและพัฒนาโครงการต่างๆ ที่จะสนับสนุนงานหรือระบบงานได้มากขึ้น ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือประสิทธิผลให้แก่หน่วยงานภายในได้ดีขึ้น

แผนการพัฒนาระบบต่อไปในอนาคต
สำหรับอนาคตนั้น หยั่น หว่อ หยุ่น มีแนวโน้มที่จะใช้หรือพิจารณาแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพิ่มเติม ด้วยการผสมผสานระหว่างแอพพลิเคชันที่อยู่บน Private Cloud และ Public Cloud เข้าด้วยกัน โดยยึดตามแผนโครงการต่างๆ ที่ได้วางไว้ เช่น ระบบอีเลิร์นนิง (E-Learning) เป็นต้น แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละระบบว่ามีความสำคัญมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านการแข่งขันทางด้านธุรกิจ และควบคุมการลงทุนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง หยั่น หว่อ หยุ่น เชื่อมั่นว่า ลีพ โซลูชั่น เอเชีย จะมีผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

Leap Solutions Asia Co., Ltd (LSA) เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง T.C.C. Technology Co., Ltd (TCCtech) ผู้นำการให้บริการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ และ Internet Initiative Japan Inc. (IIJ) หนึ่งในผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และคลาวด์สำหรับองค์กรรายใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น

สำหรับท่านใดที่สนใจรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของ Leap Solutions Asia Co., Ltd (LSA) สามารถติดต่อได้ที่ Main Line: 02-080.9800, sales@leapsolutions.co.th, www.leapsolutions.co.th

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8199

ปกป้อง Office 365 ด้วย FortiMail Cloud Security สั่งซื้อวันนี้พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ

Fortinet ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านความมั่นคงปลอดภัยสมรรถนะสูง เปิดตัว FortiMail Cloud Security สำหรับปกป้องระบบอีเมลบน Cloud เช่น Office 365 จากภัยคุกคามไซเบอร์ พร้อมผสานการทำงานร่วมกับ FortiSandbox เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรในยุคดิจิทัลจะพร้อมรับมือกับมัลแวร์ สแปม และฟิชชิ่งระดับสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาเริ่มต้นเพียง 18,900 บาทต่อปีเท่านั้น

** ดูรายละเอียดโปรโมชัน FortiMail Cloud Security สุดพิเศษได้ด้านล่างบทความ

อีเมล – ช่องทางที่แฮ็คเกอร์เลือกโจมตีมากที่สุด

อีเมลเป็นหนึ่งในช่องทางสำหรับติดต่อสื่อสารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ทุกองค์กรทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น Startup, SME หรือองค์กรขนาดใหญ่ต่างใช้อีเมลในการรับส่งข้อมูลระหว่างพนักงานในบริษัทด้วยกันเอง หรือระหว่างพนักงานกับลูกค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นต้น เมื่อผู้ใช้มีจำนวนมาก และผู้ใช้แต่ละคนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน IT ส่งผลให้แฮ็คเกอร์มักลอบส่งมัลแวร์แฝงมากับไฟล์แนบ หรือเป็นลิงค์ที่นำไปสู่เว็บไซต์ของแฮ็คเกอร์ เมื่อผู้ใช้เผลอเปิดไฟล์หรือกดลิงค์ดังกล่าว มัลแวร์ก็จะถูกโหลดเข้ามาติดตั้งลงบนเครื่องหรือแพร่กระจายเข้าสู่ระบบเครือข่ายทันที

จากรายงาน 2016 Data Breach Investigation Report ของ Verizon ระบุว่า 2 ใน 5 อันดับแรกของการติดมัลแวร์ในองค์กรขนาดใหญ่นั้นผ่านช่องทางอีเมลเป็นหลัก โดยร้อยละ 48 มาจากไฟล์แนบของอีเมล (อันดับ 1) และร้อยละ 29 มาจากลิงค์ที่แนบมากับอีเมล (อันดับ 3) นอกจากนี้ การเปลี่ยนไปใช้ระบบอีเมลบน Cloud เช่น Office 365 ยังทำให้การวางมาตรการควบคุมทำได้ยากยิ่งขึ้น

การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของ Office 365 มีข้อจำกัด

เมื่อเข้าสู่ยุค Cloud Computing หลายองค์กรเริ่มหันไปใช้บริการบน Public Cloud มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องลงทุนจัดซื้อ ติดตั้ง และบำรุงรักษาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายทั้ง CapEx และ OpEx ซึ่งหนึ่งในระบบ Cloud ยอดนิยมที่องค์กรส่วนใหญ่เลือกใช้งาน คือ ระบบอีเมลบน Office 365 ของ Microsoft เนื่องจากสามารถเปลี่ยนการใช้งานจากระบบเดิมที่ใช้ใน Data Center ไปสู่ระบบ Cloud ได้ง่าย มีฟีเจอร์ที่หลากหลาย และมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยพร้อมให้บริการ

Microsoft พร้อมให้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยบน Exchange Online และ Office 365 ผ่านทาง Exchage Online Protection ซึ่งพร้อมป้องกันมัลแวร์และสแปมที่แฝงมากับอีเมล อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Microsoft ยังคงมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถตรวจสอบไฟล์ที่ถูกบีบอัด (ZIP, RAR) ได้ และในกรณีที่ต้องการการปกป้องแบบ Advanced Threat Protection (Sandboxing) และ Data Loss Prevention ก็จำเป็นต้องซื้อ Subscription เพิ่ม

คำถามคือ “แล้วจะมีวิธีปกป้องระบบอีเมลทั้งบน Data Center และบน Cloud เช่น Office 365 ให้ครอบคลุมภัยคุกคามระดับสูงทั้งหมดได้อย่างไร?”

ปกป้องระบบอีเมลด้วย FortiMail จาก Fortinet

เพื่อตอบโจทย์การใช้ระบบอีเมลทั้งบน Data Center และบน Cloud ในปัจจุบัน Fortinet ได้นำเสนอ FortiMail และ FortiMail Cloud Security ที่รองรับการติดตั้งทั้งในรูปแบบ Email Gateway และ Transparent รวมไปถึงสามารถป้องกันภัยคุกคามที่แฝงมากับอีเมลขาเข้าและขาออก ไม่ว่าจะเป็น มัลแวร์ สแปม และฟิชชิ่ง ได้ โดย FortiMail มีคุณสมบัติเด่น ดังนี้

  • Multi-level Anti-spam Filtering: ระบบกรองอีเมลหลากหลายชั้น การันตีด้วยผลทดสอบจาก Virus Bulletin โดยสามารถตรวจจับสแปมได้แม่นยำถึง 99.997% ในขณะที่ไม่มี False Positive เลย
  • Powerful Anti-malware: ระบบป้องกันมัลแวร์ทั้งแบบ Known และ Unknown โดยอาศัยเทคโนโลยีสำคัญ 4 ประการ คือ Signature Match, Decryption/Unpacker System, Behavior Analysis และ Code Emulator โดยผ่านการรับรอง VB100 Virus จาก Virus Bulletin
  • Data Loss Prevention: ป้องกันข้อมูลสำคัญในอีเมลรั่วไหลสู่สาธารณะ
  • Email Encryption: รองรับการเข้ารหัสแบบ Identity-based และ TLS & S/MIME
  • Email Archiving: รองรับการจัดเก็บและสำรองข้อมูลอีเมล
  • Email Server: ทำหน้าที่เป็น Email Server โดยรองรับพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 20 GB ต่อบัญชี

นอกจากนี้ FortiMail ยังได้รับการสนับสนุนจาก FortiGuard Lab ทีมนักวิจัยด้าน Threat Intelligence ของ Fortinet ที่เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์กว่า 2,500,000 จุดทั่วโลก รวมไปถึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลภัยคุกคามกับ US-CERT และกลุ่ม Vendor พันธมิตรใน Cyber Threat Alliance เพื่อให้มั่นใจว่าฐานข้อมูลมัลแวร์และสแปมจะถูกอัปเดตให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามล่าสุดที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนั้น

ผสาน Advanced Sandboxing สำหรับป้องกันภัยคุกคามระดับสูง

FortiMail สามารถผสานการทำงานร่วมกับ FortiSandboxing ระบบ Advanced Threat Protection ของ Fortinet เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับ Unknown Malware และ Advanced Malware ได้อย่างไร้รอยต่อ ซึ่งมีจุดเด่นที่สามารถวิเคราะห์ไฟล์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำภายในระยะเวลาไม่กี่นาที ส่งผลให้ผู้ดูแลระบบสามารถเลือกที่จะกักกันอีเมลที่ต้องสงสัยไว้ก่อนจนกว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลเสร็จ ถ้าพบว่าปลอดภัยจึงส่งต่อไปยัง Email Server ได้โดยที่ไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจขององค์กร

FortiSandboxing ของ Fortinet ได้รับการจัดอันดับเป็น “Recommended” จาก NSS Labs ในหมวด Breach Detection ประจำปี 2017 โดยสามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามระดับสูงได้แม่นยำถึง 99.4%

ตอบโจทย์ความต้องการทั้งการใช้งานใน Data Center และระบบ Cloud

FortiMail ถูกออกแบบมาให้พร้อมใช้งานทั้งใน Data Center และระบบ Cloud โดยรองรับการติดตั้งทั้งแบบ Hardware Appliance, Virtual Appliance, FortiMail Cloud-as-a-Service รวมไปถึงสามารถเลือกใช้งานผ่าน Amazon Market Place ได้ทันที ที่สำคัญคือมีโมเดลให้เลือกหลายรุ่น เหมาะสำหรับการใช้งานในบริษัทระดับ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยรุ่นเล็กสุด คือ FortiMail 60D รองรับการป้องกันสแปมและมัลแวร์ได้สูงถึง 2,700 ข้อความต่อชั่วโมง ในขณะที่รุ่นเรือธงอย่าง FortiMail 3200E สามารถรองรับการป้องกันได้สูงถึง 1,500,000 ข้อความต่อชั่วโมง

ดาวน์โหลด Data Sheet ของ FortiMail ได้ที่นี่ [PDF]

สั่งซื้อ FortiMail Cloud Security วันนี้ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ

โซลูชัน FortiMail ทั้งแบบติดตั้งบน Data Center และบนระบบ Cloud พร้อมให้ใช้บริการในประเทศไทยแล้ว โดย FortiMail Cloud Gateway ราคาเริ่มต้นเพียง 18,900 บาทต่อปี ที่สำคัญคือสามารถอัปเกรดเป็น FortiMail Cloud Premium โดยเพิ่มเงินเพียง 100 บาทต่อ 1 Mail Box เท่านั้น ซึ่งจะได้รับฟีเจอร์ Data Leak Prevention, Cloud Sandboxing และ Identity-based Encryption ไปใช้งานโดยทันที

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโปรโมชันเพิ่มเติมหรือติดต่อขอ PoC ได้ที่คุณ Sasiphaphan Naeoprasoet, Channel Account Manager ของ Fortinet ประเทศไทย อีเมล sasiphaphan@fortinet.com หรือโทร 02-658-6581-2

from:https://www.techtalkthai.com/protect-office-365-with-fortimail-cloud-security/

[PR] CS LOXINFO จับมือ Palo Alto Networks รุกตลาด Firewall บนระบบ Cloud รายแรกในประเทศไทย

ซีเอส ล็อกซอินโฟ ตอบโจทย์นโยบาย Digital Thailand 4.0 โดยใช้นวัตกรรมระบบไอซีทีหรือดิจิทัล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อบูรณาการสินค้าและบริการของซีเอส ล็อกซอินโฟ โดยใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับกระบวนการทางธุรกิจผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของลูกค้า และยกระดับประเทศไทยไปสู่รูปแบบดิจิทัล โดยลูกค้าองค์กรของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ ปัจจุบันได้มีการนำเอาระบบไอทีมาวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) จนเกิดธุรกิจในสภาวะที่เต็มไปด้วยข้อมูล (Big Data) อาทิ บริการ e-Commerce, e-Payment ซึ่งเป็นระบบทางการเงินที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง ซีเอส ล็อกซอินโฟ จึงร่วมกับ Palo Alto Networks และอินแกรมออกบริการ “Palo Alto Next-Gen Firewall on Cloud” ถือเป็น Dedicated Firewall ขั้นสูงสุดที่การันตีโดย Palo Alto Networks ผู้ผลิต Firewall ระดับ Enterprise ซึ่ง Palo Alto Networks ยังได้ให้สิทธิ ซีเอส ล็อกซอินโฟ เป็นผู้ให้บริการ “Palo Alto Next-Gen Firewall on Cloud” รายแรกในประเทศไทย

ดร.สมชาย กิตติชัยกุลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) กล่าว “ซีเอส ล็อกซอินโฟ เล็งเห็นความจำเป็นของการป้องกันภัยคุกคามในยุคไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นไวรัสเรียกค่าไถ่หรือ Ransomware, Spyware, Malware และภัยคุกคามอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ามากมายต่อองค์กร จึงคัดสรรผู้ผลิต Firewall ระดับ Enterprise Network Firewall อย่าง Palo Alto Networks เข้ามาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อออกบริการที่สามารถปกป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์ด้วย Security สูงสุด ในราคาคุ้มค่า พร้อมทั้งสามารถเก็บ Log การใช้งานโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม สำหรับบริการ “Palo Alto Next-Gen Firewall on Cloud” นั้น ให้บริการบนระบบคลาวด์ ของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ เอง ซุ่งลูกค้าไม่ต้องลงทุนทางด้านฮาร์ดแวร์และเจ้าหน้าที่ไอที และยังสามารถควบคุม Policy ได้เองเหมือนมีอุปกรณ์Firewall อยู่ที่หน่วยงาน (On premise) บริการ On Cloud นี้ลูกค้ายังสามารถเลือกใช้งานแบบรายเดือนได้ ทำให้ยืดหยุ่นต่อการใช้งานของลูกค้ากลุ่มองค์กรมากยิ่งขึ้น”

คุณธิติรัตน์ ทองถาวร Country Manager, Palo Alto Networks กล่าว “การจับมือกับ ซีเอส ล็อกซอินโฟ ในครั้งนี้แสดงถึงความร่วมมือระยะยาวเพื่อที่จะสร้างแพลตฟอร์มการป้องกันภัยคุกคามที่ครบครันของ Palo Alto Networks ไปยังระบบคลาวด์ ของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ เพื่อที่จะเป็นการเริ่มต้นและนำเสนอบริการที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจของทาง ซีเอส ล็อกซอินโฟ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้ให้บริการชั้นนำในโซนเอเชียแปซิฟิกที่ Palo Alto Networks สามารถขยายโซลูชันไปยังผู้ให้บริการเหล่านี้ และยังทำให้ Palo Alto Networks ได้แสดงถึงความสามารถของแพลตฟอร์มการป้องกันภัยคุกคามโดยใช้จุดเด่นของบริการ “Palo Alto Network Next-Gen Firewall on Cloud” ขยายฐานลูกค้าองค์กรของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ อีกด้วย”

Mr. Ang Lian Ming Gary Managing Director – Management บริษัท อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “อินแกรมซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Palo Alto Networks ประจำประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ ที่มีฐานลูกค้าองค์กรกลุ่ม Leased Line เป็นจำนวนมาก รวมถึงมีทีมงานขายที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะออกไปแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าองค์กร ซึ่งเป็นครั้งแรกเหมือนกันสำหรับ Palo Alto Networks ที่จะได้นำสินค้าคุณภาพระดับ Enterprise ให้จับต้องได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การเลือกพันธมิตรทางธุรกิจ ต้องหาพันธมิตรธุรกิจที่สามารถร่วมทำตลาดไปด้วยกันได้ ซึ่งทาง ซีเอส ล็อกซอินโฟ มีความพร้อมเป็นอย่างยิ่ง”

“Palo Alto Next-Gen Firewall on Cloud” เปลี่ยนทุกบริการ Firewall ที่เคยใช้ด้วยการให้บริการในรูปแบบ Next Generation Security platform ที่มากับฟีเจอร์เต็มประสิทธิภาพตามมาตรฐานของ Palo Alto Networks ซึ่งมีการยกระดับการป้องกันให้ทำงานได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรับมือภัยคุกคามที่ซับซ้อนไม่ว่าจะเป็น Ransomware, Malware, Trojans, Worms, Virus และภัยคุกคามอื่นๆ ไม่ให้โจมตีเน็ตเวิร์คขององค์กรได้ โดยมีฟังก์ชันการทำงานที่ช่วยให้ไอทีบริหารจัดการ (Managed) ได้จากส่วนกลางและจัดการได้ถึงระดับ Application ซึ่งช่วยให้ทำงานง่ายกว่าการจัดการด้วย Port นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นคือ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพราะเป็นบริการแบบรายเดือนบนระบบคลาวด์ ของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ ไม่ต้องดูแลรักษาอุปกรณ์เอง ไม่ต้องมีพนักงานไอทีที่คอยดูแลระบบ พร้อมใช้งานและติดตั้งได้ทันที มีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้บริการ เนื่องจากสามารถปรับลดแพ็คเกจให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ หากทางลูกค้าสนใจทดลองใช้บริการ สามารถติดต่อได้ที่ 0-2263-8000 Ext 2037 หรืออีเมล corpmkt@csloxinfo.net

ทั้งนี้ บริการ “Palo Alto Next-Gen Firewall on Cloud” ใช้งานผ่านระบบคลาวด์ ของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องระบบความปลอดภัยเนื่องจากศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์มาตรฐานสากลของ ซีเอส ล็อกซอินโฟ นั้น ผ่านการรับรองมาตรฐาน ISO22301 ISO27001 ISO20000 และISO9001 ที่รับประกันระบบคลาวด์เซอร์วิสและมีการเชื่อมต่อตรงกับอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ขนาดใหญ่ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ โดยที่ทีมวิศวกร ซีเอส ล็อกซอินโฟ เป็นผู้ดูแลเครือข่ายเอง จึงรองรับการเข้าใช้งานระบบของผู้ใช้งานปลายทางจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัย ระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ฯลฯ ที่ได้มาตรฐานระดับสากล ส่งผลให้คลาวด์เซิร์ฟเวอร์ ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเสถียรภาพ

from:https://www.techtalkthai.com/cs-loxinfo-introduces-palo-alto-next-gen-firewall-on-cloud/