คลังเก็บป้ายกำกับ: CLOUD_SECURITY

FedEx ทำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้านับแสนรายทั่วโลกรั่วทาง Amazon S3 ที่ไม่ได้ตั้งค่าอย่างถูกต้อง

เป็นอีกกรณีหนึ่งของการที่ธุรกิจชื่อดังทำข้อมูลของลูกค้าหลุดรั่วผ่านบริการ Cloud Storage เนื่องจากไม่ได้ทำการตั้งค่าของระบบให้ดี

 

Credit: ShutterStock.com

 

นักวิจัยจาก Kromtech Security Center ได้ออกมาเปิดเผยถึงการค้นพบ Amazon S3 Bucket ของ FedEx ที่มีข้อมูลของลูกค้าจำนวนมากถูกเปิดให้เข้าถึงได้จากสาธารณะ โดยข้อมูลเหล่านี้ครอบคลุมถึงเอกสารจากการแสกนจำนวนมากกว่า 119,000 รายการ ทั้งพาสปอร์ต, ใบขับขี่, ข้อมูลการกรอกแบบฟอร์ม ซึ่งมีทั้งข้อมูลชื่อ, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ และเลขไปรษณีย์ของลูกค้าจากหลากหลายประเทศทั่วโลก

ข้อมูลดังกล่าวนี้ถูกเก็บอยู่ภายในบริการ Cloud ซึ่งเดิมทีเป็นของบริษัท Bongo International ซึ่งเป็นบริษัทที่ FedEx เข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2014 ทำให้ธุรกิจใดๆ ก็ตามที่เคยใช้บริการของบริษัทนี้มาก่อนในช่วงปี 2009 – 2012 ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเดียวกันได้เช่นกัน

ปัจจุบันทาง FedEx ได้ทำการปิดการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวจากพื้นที่สาธารณะไปที่เรียบร้อย พร้อมยืนยันว่ายังไม่พบหลักฐานว่าข้อมูลเหล่านี้ได้ตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้ายแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมานั้นมีการโจมตีซึ่งมุ่งเป้าไปที่การเข้าถึงข้อมูลซึ่งเปิดเผยแบบสาธารณะบน AWS S3 กันมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นกรณีนี้ก็ถือเป็นสิ่งที่เหล่าผู้ใช้บริการ Cloud ต้องใส่ใจป้องกันให้ดี

 

ที่มา: https://www.infosecurity-magazine.com/news/fedex-s3-bucket-exposes-private/

from:https://www.techtalkthai.com/fedex-data-leaked-via-amazon-s3/

Advertisements

Oracle เข้าซื้อกิจการ Zenedge เสริมทัพโซลูชัน Cloud Security

Oracle ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Zenedge ผู้ให้บริการโซลูชันด้าน Network และ Infrastructure Security แบบ Cloud-based เสริมทัพความมั่นคงปลอดภัยให้แก่โซลูชันบนระบบ Cloud

Credit: Zenedge.com

Zenedge เป็นบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับปกป้องระบบ IT ทั้งแบบ On-premise, Cloud และ Hybrid โดยโซลูชันหลักที่เป็นที่นิยมได้แก่ Web Application Firewall และ DDoS Protection ซึ่งปัจจุบันนี้ปกป้องเว็บไซต์และระบบเครือข่ายมากกว่า 800,000 แห่ง

Oracle วางแผนที่จะนำเทคโนโลยี WAF และ DDoS Protection ของ Zenedge มาผสานรวมกับ Cloud Infrastructure as a Service และ Domain Name Service เพื่อส่งมอบบริการที่มีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม และตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจขององค์กรในปัจจุบันที่ต้องการปกป้องระบบของตนจากภัยคุกคามไซเบอร์

Oracle ดำเนินการตกลงเข้าซื้อกิจการของ Zenedge เป็นที่เรียบร้อย แต่ยังคงไม่เปิดเผยถึงรายละเอียดและมูลค่าที่เข้าซื้อ

ที่มา: https://www.oracle.com/corporate/acquisitions/zenedge/index.html

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-acquires-zenedge-for-cloud-security/

สรุปงาน Jupiner SP Innovation Day 2017 อัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดจากทาง Juniper Networks

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Juniper SP Innovation Day 2017 ที่ทาง Juniper Networks ร่วมกับ DataOne Asia ประเทศไทย และพันธมิตรรวม 8 ราย จัดงานสำหรับอัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับผู้ให้บริการระบบอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ พร้อมแสดงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบรับกระแสการใช้ระบบ Cloud และ Internet of Things ที่นับวันจะทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ร่วมกับพันธมิตร 8 รายพร้อมพัฒนาและนำเสนอโซลูชันร่วมกัน

SP Innovation Day เป็นงานสัมมนาครั้งใหญ่ประจำปีของ Juniper Networks สำหรับอัปเดตเทคโนโลยีสำหรับผู้ให้บริการระบบอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ โดยในปีนี้จัดในธีมเรื่อง “Build the Future” ซึ่ง Juniper Networks ได้จับมือกับพันธมิตรอีก 8 รายเพื่อนำเสนอสุดยอดเทคโนโลยีและโซลูชันแห่งอนาคตเพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งด้านการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัยในยุค Cloud และ Internet of Things ดังนี้

  • NEC, VMware, Bluesharp และ Opsta พันธมิตรที่มีการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันด้านซอฟต์แวร์ร่วมกัน
  • Vnohow พันธมิตรที่ให้บริการศูนย์อบรมอย่างเป็นทางการของ Juniper Networks
  • DataOne Asia ตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ (Value-added Distributor) อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงานสัมมนานี้
  • MFEC และ PPlus Vision ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงข่ายและระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยชั้นนำ ซึ่งให้คำปรึกษาและนำเสนอโซลูชันของ Juniper Networks แก่องค์กรขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล

อัปเดตเทคโนโลยีใหม่ตอบโจทย์ความต้องการยุค IoT และ Cloud

ภายในงาน Juniper Networks ได้อัปเดตเทคโนโลยีใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ 3S ได้แก่ Silicon, System และ Software สำหรับสนับสนุนระบบเครือข่ายที่มีการขยายตัวเพื่อรองรับจำนวนอุปกรณ์และการเชื่อมต่อที่เพิ่มมากขึ้นในยุค Internet of Things ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ระบบเครือข่ายมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การบริหารจัดการที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม และการทำงานอย่างอัตโนมัติ

1. Silicon

Juniper Networks เป็นผู้พัฒนาและผลิต Chipset สำหรับระบบเครือข่ายมาอย่างยาวนานถึง 21 ปี จนถึงตอนนี้ผลิต Chipset ออกมาแล้วกว่า 80 รุ่น เพื่อให้หน่วยประมวลผลสามารถดึงพลังของฮาร์ดแวร์ออกมาได้ถึงขีดสุด ส่งผลให้เมื่อเปิดใช้งานทุกฟีเจอร์จะไม่ทำให้ Throughput ของอุปกรณ์ตกลงแต่อย่างใด ล่าสุด Juniper Networks ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ 2 รายการ คือ

  • Hybrid Memory Cube ช่วยให้หน่วยความจำบน Line Card มีขนาดเพียง 10% เมื่อเทียบกับหน่วยความจำของผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นๆ ส่งผลให้พื้นที่สำหรับใส่ชิปประมวลมีมากขึ้น และมี Bandwidth สูงกว่า DDR4 ถึง 8.5 เท่า
  • Silicon Photonics สำหรับย้ายฟังก์ชันการทำงานบน Transceiver มาที่ชิปประมวลผลของอุปกรณ์แทน ทำให้ Transceiver ที่ใช้มีขนาดเล็กและราคาถูกลง พื้นที่สำหรับเสียบ Transceiver เพิ่มมากขึ้น

ด้วยเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ทำให้อุปกรณ์ Switch/Router ของ Juniper Networks รองรับ Throughput และจำนวนพอร์ตที่เชื่อมต่อได้สูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว ตอบโจทย์การบริหารจัดการระบบเครือข่ายที่มีอุปกรณ์จำนวนมหาศาลในยุค Internet of Things

2. System

Juniper Networks เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้าน Chassis Design คือ สถาปัตยกรรมแบบ Midplane-less ซึ่งช่วยให้ Line Card และ Fabric Card สามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่าน Midplane อีกต่อไป ทลายข้อจำกัดของการมี Midplane รวมไปถึงช่วยลดอัตราการบริโภคพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของอากาศและระบบทำความเย็นอีกด้วย ที่สำคัญคือทำให้สามารถขยายระบบแบบ Scale up ได้อย่างไร้ขีดจำกัด

3. Software

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ ISP และ Cloud Provider ต้องดูแลอุปกรณ์เน็ตเวิร์กหลายพันหรือหลายหมื่นเครื่อง และพร้อม Provisioning ให้ลูกค้าใช้บริการได้ภายในไม่กี่นาที เพื่อให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถบริหารจัดการอุปกรณ์เน็ตเวิร์กจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และอัตโนมัติ Juniper Networks ได้พัฒนาระบบ Software-defined Network และ Network Controller สำหรับใช้จัดการกับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่และระบบ Cloud โดยเฉพาะ ได้แก่

  • Contrail – แพลตฟอร์ม SDN Controller สำหรับควบคุมและบริหารจัดการระบบ SDN โดยรองรับการทำ Virtualization และ Automation แบบครบวงจร
  • Northstar – โซลูชัน WAN SDN Controller สำหรับบริหารจัดการและควบคุมทราฟฟิกบน IP/MPLS สำหรับระบบเครือข่ายขนาดใหญ่และ ISP

สำหรับ Junos OS เองก็มีการเพิ่มฟีเจอร์เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานแบบ Virtualization มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำ Node Slicing เพื่อจัดสรรทรัพยากรของ Router ออกเป็นหลายๆ Virtual Router ได้ทันที เสมือนมี Router หลายเครื่องรันอยู่ภายใต้ฮาร์ดแวร์เดียวกัน เพื่อให้ Virtual Router แต่ละตัวรองรับการทำงานเฉพาะทางเช่น PE, BNG และ Peering Functions ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และมีเสถียรภาพ (Availability) มากยิ่งขึ้น

“Juniper MX series is one of industry highest capacity and features rich Router with clear direction to further advancement in both capacity and features to meet Service Provider requirement both present and in the future. In addition, Juniper’s teams have been a great partner to Service Provider in delivering the highest quality services to the mass” — คุณธนะพล จันทวสุ ผู้อำนวยการสายงานโครงข่ายและอินเทอร์เน็ตจากบริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าว

ย้ำภาพผู้นำทางด้าน SDx

นอกจากจะเป็นผู้นำโซลูชันด้านเครือข่ายสำหรับระดับ Carrier-grade แล้ว Juniper Networks ยังพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการนำเสนอโซลูชันแบบ Software-defined ประสิทธิภาพสูงสำหรับระบบเครือข่ายในยุค Cloud ได้แก่ Contrail สำหรับ Software-defined Data Center, Northstar สำหรับ SDN WAN และ Smart CPE สำหรับ SD-WAN ซึ่งโซลูชัน SDx ของ Juniper Networks ถูกใช้งานอย่างกว้างขวางในหมู่ ISP และ Cloud Provider โดยล่าสุด ผลสำรวจจาก IHS Markit ระบุว่า Contrail เป็น SDN Controller Platform ที่ผู้ดูแลระบบเครือข่ายเลือกใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วย Cisco APIC และ VMware NSX ในขณะที่กลุ่มผู้ใช้งาน OpenStack เองก็เลือกใช้ Contrail เป็นอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันเช่นกัน

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Secured Router สำหรับสำนักงานสาขาโดยเฉพาะ

ภายในงาน SP Innovation Day 2017 ทาง Juniper Networks ยังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับสำนักงานสาขาโดยเฉพาะ นั่นคือ Juniper SRX300 ซึ่งเป็น Secured Router แบบ All-in-one หรือ Smart CPE โดยรองรับการทำหน้าที่เป็น Router, L7 Firewall และ SD-WAN ภายในอุปกรณ์เดียว มีจุดเด่นที่ฟีเจอร์ Zero-touch Provisioning ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถตั้งค่าและบริหารจัดการอุปกรณ์จากสำนักงานใหญ่ให้พร้อมใช้งานได้ภายใน 10 นาที โดยไม่ต้องส่งคนเข้าไปติดตั้งที่สำนักงานสาขาแต่อย่างใด รวมไปถึงสามารถกำหนดนโยบายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและการเชื่อมต่อกับสำนักงานใหญ่เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วในราคาที่ถูกกว่า MPLS อีกด้วย

นอกจากนี้ SRX300 ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น UTM, Anti-malware, Anti-spam, URL Filtering, Application Control และยังสามารถทำงานร่วมกับ Juniper Sky Advanced Threat Prevention เพื่อตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามแบบ Zero-day ได้อีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าสำนักงานสาขาสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย

“ความท้าทายสำคัญของเครือข่าย WAN สำหรับองค์กร คือ ความมั่นคงปลอดภภัย การใช้บริการบน Cloud และ การบริหารจัดการการเชื่อมต่อของสำนักงานสาขา ด้วย Juniper SRX300 ซึ่งเป็น Smart CPE ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวข้ามความท้าทายเหล่านั้นไปได้อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิกโฉมเครือข่าย WAN ในปัจจุบัน” — คุณปรเมศวร์ ปรีชญางกูร ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการออกแบบโครงข่ายจากบริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด กล่าว

วางระบบเครือข่ายในยุค IoT ด้วยคุณสมบัติ Self-driving Network

ในยุคของ Cloud และ Internet of Things อย่างในปัจจุบันนี้ ทั้ง ISP และ Cloud Provider ต่างต้องรองรับการขยายตัวของระบบเครือข่ายออกไปอย่างไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มจำนวนอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก หรือการขยายสาขา การบริหารจัดการและทำ Automation อุปกรณ์เน็ตเวิร์กทั้งหมดจากศูนย์กลางจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบและช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์เน็ตเวิร์กทั้งหมดจะถูกตั้งค่าและทำงานอย่างถูกต้อง

คุณสมบัติเด่นของอุปกรณ์เน็ตเวิร์กของ Juniper Networks คือ รองรับการทำ Automation ตั้งแต่การเริ่ม Provisioning การตั้งค่าอุปกรณ์ และการติดตามการทำงาน ผ่านทางฟีเจอร์ Zero-touch Provisioning และ Ansible Server โดยไม่ต้องติดตั้ง Agent แต่อย่างใด ช่วยให้สามารถขยายระบบเครือข่ายให้พร้อมใช้งานจากหลักวันเหลือเพียงไม่กี่นาที รวมไปถึงสามารถตรวจสอบการทำงานและแก้ไขข้อผิดพลาดของอุปกรณ์ได้อย่างรวดเร็ว

แนะนำ Juniper Services ออกแบบ ติดตั้ง และดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ

ในยุคดิจิทัลที่มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้สนับสนุนธุรกิจอย่างหลากหลาย การนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้และให้บริการภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาและงบประมาณที่จำกัด ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมตอบสนองต่อความคาดหวังของลูกค้า จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายผู้ให้บริการในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

Juniper Services พร้อมให้บริการทีมวิศวกรที่มีความรู้และประสบการณ์ในการให้บริการลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งประกอบไปด้วยทีม Professional Services, Advanced Services และ Education Services สำหรับให้คำปรึกษาและแนะนำตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) สำหรับอุตสาหกรรมนั้นๆ ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง เฝ้าระวัง ไปจนถึงการอบรมลูกค้าอย่างครบวงจร เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้บริการสามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีของ Juniper Networks ไปใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญ

ปรับทีมใหม่ พร้อมเจาะตลาดทุกอุตสาหกรรมในไทยและอินโดจีน

Juniper Networks เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่ได้ทำตลาดในไทยมาแล้วกว่า 10 ปี ก่อนหน้านี้มุ่งเน้นการทำตลาดเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาด Service Provider และ FSI แต่ในปี 2018 Juniper Networks เตรียมวางแผนขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม รวมไปถึงเสริมความแข็งแกร่งของพาร์ทเนอร์ให้พร้อมดูแลและสนับสนุนลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือ Juniper Networks มีแผนที่จะเจาะตลาดพม่า ลาว และกัมพูชา โดยปรับทีมให้คุณสวิส หงส์พิทักษ์พงศ์ เป็น Lead Partner Account Manager รับผิดชอบด้านการบริหารช่องทางการขายและการตลาดทั้งในประเทศไทยไทยและภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งจะมุ่งเน้นการทำตลาดให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

“เรามีความภูมิใจที่ได้นำเสนอโซลูชันด้านเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยยุคใหม่สำหรับขับเคลื่อนธุรกิจของทุกอุตสาหกรรมให้พร้อมแข่งขันในยุค Thailand 4.0 และในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรม Juniper Networks และเหล่าพันธมิตรไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล ที่การเชื่อมต่อและการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง” — คุณสวิส หงส์พิทักษ์พงศ์ จาก Juniper Networks ประเทศไทยกล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวและอัปเดตของ Juniper Networks ได้ที่ https://www.juniper.net/us/en/

from:https://www.techtalkthai.com/jupiner-sp-innovation-day-2017/

5 กลยุทธ์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยบน Cloud จากบริษัทที่ปรึกษามืออาชีพระดับสากล

บริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ด้านเทคโนโลยีในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือใช้บริการ Cloud สำหรับแอปพลิเคชันแล้วเกือบทั้งหมด ถ้าดูตามแนวโน้มการใช้ Cloud ของบริษัทเหล่านั้นเริ่มย้าย On-premise ขึ้นสู่ Cloud กว่า 10 ปีแล้ว เช่น พวกอีเมล หรือ CRM เป็นต้น เพื่อการขยายธุรกิจอย่างคล่องตัวและลดค่าใช้จ่าย ในบทความที่เลือกมาเรียบเรียงนี้จะพูดถึงประสบการณ์ของที่ปรึกษาระดับมืออาชีพว่ามีกลยุทธ์ตั้งแต่การเลือกผู้ให้บริการ Cloud ไปจนถึงนโยบายการรักษาความปลอดภัย

Credit: ShutterStock.com

1.การให้บริการได้ต่อเนื่อง (DR และ Bussiness Continuity)

  • ที่ปรึกษาด้าน Cloud มืออาชัพมักพิถีพิถันในการตรวจสอบหนังสือสัญญาและข้อตกลงร่วมในการให้บริการ (SLA) สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือบทลงโทษหรือบทปรับหากไม่สามารถให้บริการได้ตามที่ตกลงไว้ อีกเรื่องคือต้องคุยความต้องการให้ตรงกัน เช่น ปกติแล้วเราจะรู้ว่าในองค์กรระบบ DR มีความสามารถอย่างไรแต่ในผู้ให้บริการ Cloud อาจจะไม่ทราบความสามารถของตัวเองดังนั้นจงทดสอบระบบ DR ให้ดีเสียก่อนที่จะเลือกใช้บริการใดๆ
  • แม้ว่า SLA จะเขียนการให้บริการไว้ครอบคลุมกับภาพรวมแล้ว แต่เหตุการณ์การให้บริการไม่ได้เพียงเล็กน้อย เช่น ไฟฟ้าดับช่วงสั้นๆ ในระหว่างวัน อาจจะแย่กว่าการใช้ไม่ได้เลยทั้งวันก็เป็นได้เพราะเราอาจจะไม่ทันสังเกตุเห็นความผิดปกติ ไม่มีแจ้งเตือนเกิดขึ้นแต่อีเมลอาจจะส่งไม่ออก รวมถึงบริการระดับแอปพลิเคชันอาจจะเกิดการผิดพลาด โดยเฉพาะการใช้ PaaS หรือ SaaS ต้องพิจราณาให้ดี บางครั้งน้อยแต่บ่อยอาจะแย่กว่านานเพียงครั้งเดียว

2.การบริหารจัดการ

ลูกค้าที่ดูแลอาจจะมีที่ปรึกษาและนักพัฒนาได้หลายส่วนซึ่งหลายคนต้องการเข้าถึงได้อย่างกว้างๆ บ้างก็ต้องการสิทธิ์ควบคุมส่วนของตนอย่างเต็มที่ ดังนั้นที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญจึงใช้การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง (Role-based access) เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนได้ตามที่ต้องการและมีสิทธิ์ที่จำเป็นอย่างเหมาะสม อีกทั้งมักมีการเลือกใช้ Multi-factor authentication (MFA) ก่อนในตอนเริ่มต้นเซสชันหลังจากนั้นก็มี Single Sign-on เพื่อความสะดวกในการทำงาน

3.การเลือกเครื่องมือสืบสวนและติดตามด้านความมั่นคงปลอดภัย

  • IaaS ผู้ให้บริการในระดับนี้มักจะมีการจำลองความสามารถในระดับเครือข่าย เช่น มีการทำ Packet Capture และนำไปวิเคราะห์
  • PaaS ผู้ให้บริการส่วนใหญ่มักจะมีการให้รายละเอียดเกี่ยวกับ Audit Log ของการล็อกอินผู้ใช้ รวมถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

นอกจากนี้ผู้ให้บริการ IaaS รายใหญ่อาจจะมีการแจ้งเตือนพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยง เช่น โปรแกรมเมอร์ทิ้ง Credential สำหรับพิสูจน์ตัวตนไว้ในที่เก็บโค้ดที่เข้าถึงได้แบบสาธารณะ

4.หากต้องเจอกับสภาพแวดล้อมลูกค้าที่มี Cloud หลายเจ้า

ผู้ให้บริการ Cloud บางเจ้าอาจจะมีส่วนติดตามหรือมาตรวัดประสิทธิภาพในบริการที่หลากหลายของตน บริษัทที่ปรึกษาจะต้องเรียนรู้เพื่อจัดระเบียบและติดตามไว้ให้ได้ภายในบริการเดียว ซึ่งต้องเข้าใจถึงความแตกต่างกันในการทำงานด้วย นอกจากนี้ต้องเรียนรู้ความเข้าใจในหน้าตาการใช้งานเมื่อมีการอัปเดตด้วยเพราะผู้ให้บริการ Cloud ส่วนใหญ่อาจจะเปลี่ยนแปลงหน้าตาการใช้งานหรือเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้ามา เป็นไปได้ที่ผู้ให้บริการรายเดียวกันอาจมีการจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยของแต่ละแอปพลิเคชันและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน นั่นอาจจะทำให้เกิดความผิดพลาดและความซับซ้อนด้านความมั่นคงปลอดภัย ยิ่งถ้าลูกค้ามีผู้ให้บริการ Cloud หลายเจ้ายิ่งหนักขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามบริษัทที่ปรึกษารายใหญ่เองก็ยังขาดความรู้ในการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือจัดการด้านความปลอดภัยของผู้ให้บริการ Cloud เนื่องจากไม่มีเวลาเรียนรู้มากนักซึ่งยังไงก็สมควรจัดคนไปเรียน

5.กฏระเบียบข้อบังคับระดับองค์กร

ถ้าพูดถึง Cloud ความท้าทายหลักก็คือเรื่องกฏระเบียบข้อบังคับนี่เอง ผู้ให้บริการ Cloud มักจะอ้างว่าตัวเองมีใบรับรองต่างๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วมันไม่ได้ครอบคลุมไปเสียหมด ดังนั้นบริษัทต้องจัดการกับปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ และกฎระเบียบข้อบังคับระดับองค์กรที่ต้องการ คนที่ไม่ใช่สายเทคนิคมักจะคิดว่าผู้ให้บริการ Cloud เรามีใบรับรองแล้ว จบแล้วหล่ะ ใช้เถอะไม่ต้องห่วงนั่นเป็นอะไรที่ผิดมากๆ

ที่มา : https://f5.com/labs/articles/cisotociso/trends/global-consultancy-overcomes-cloud-security-risks

from:https://www.techtalkthai.com/5-strategies-from-global-professional-consultant-for-cloud/

UIH ตั้งเป้าปี 2018 มุ่งสู่การเป็น Digital Infrastructure & Solution Provider ระดับภูมิภาค ASEAN

UIH ผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำของประเทศไทย ประกาศแผนยุทธศาสตร์ปี 2018 เตรียมปรับโครงข่ายพื้นฐาน ระบบ Cloud และ Data Center พร้อมให้บริการโซลูชันด้าน ICT แบบครบวงจร เพื่อมุ่งสู่การเป็น Digital Infrastructure & Solution Provider อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตั้งเป้าเป็น Digital Infrastructure & Solution Provider

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่หน่วยงานและองค์กรต่างเริ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้พร้อมแข่งขันกับนานาประเทศ เพื่อตอบรับกระแสการทำ Digital Transformation ที่เกิดขึ้นนี้ UIH จึงได้สร้างทีม Managed Service สำหรับให้บริการโซลูชันทางด้าน ICT แบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น IT Infrastructure, Software และระบบ Cloud โดยร่วมก้าวเดินไปกับลูกค้า พัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจของ AEC (Asean Economics Community)

และในปี 2018 นี้ UIH เตรียมพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น โดยตั้งเป้าเป็น Digital Infrastructure & Solution Provider ที่พร้อมให้บริการทั้งโครงข่ายพื้นฐาน, Data Center, ระบบ Cloud และโซลูชันทางด้าน ICT ครอบคลุมทั้งในไทยและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีแผนกลยุทธ์สำคัญ 4 ประการ ดังนี้

1. ยกระดับโครงข่ายพื้นฐานเป็น Terabit

ในโลกยุคดิจิทัลนี้ Internet of Things, Cloud Computing และ Big Data ต่างเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพลิกโฉมธุรกิจ อุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนต้องการเชื่อมต่อและใช้งานแอปพลิเคชันตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ซอฟต์แวร์ประเภท SaaS และ Cloud Storage จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และทำให้ความต้องการด้าน Bandwidth ของผู้ใช้มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

จากสถิติพบว่าประเทศไทยมีความต้องการ Bandwidth ในปัจจุบันสูงถึง 4 Tbps และจะพุ่งสูงขึ้น 5 เท่า กลายเป็น 20 Tbps ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อตอบรับเทรนด์ทางด้านดิจิทัลนี้ UIH เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายพื้นฐานรายแรกในไทยที่มีการลงทุนถึง 1,000 ล้านบาทเพื่ออัปเกรดโครงข่าย Backbone ทั้งหมดให้มี Bandwidth สูงถึงระดับ 1 Terabit ต่อวินาที (Tbps) และพร้อมที่จะขยายเป็น 4 Tbps ในอนาคต รวมไปถึงเพิ่มไฟเบอร์ออฟติกเป็น 3 เส้นทาง (จากเดิม 2 เส้นทาง) ระยะทางกว่า 2,500 กิโลเมตร และมีการนำเทคโนโลยี DWDM (Dense Wavelength Division Multiplexing) ที่ทันสมัยที่สุดของ Huawei เข้ามาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงข่ายจะพร้อมให้บริการด้วยความเสถียรและคุณภาพที่สูง ตอบโจทย์ความต้องการด้านกาารเชื่อมต่อของทั้งองค์กรขนาดใหญ่และ ISP

นอกจากนี้ UIH ยังร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำในต่างประเทศเพื่อขยายโครงข่ายการเชื่อมต่อไปยังประเทศในเขต AEC ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย รวมไปถึงมีจุดเชื่อมต่อ (Point of Presence: PoP) ในฮ่องกงและสิงคโปร์เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลไปยังประเทศในเขต AEC ได้อย่างรวดเร็วและเชื่อมต่อได้ไปยังทั่วโลก

2. ขยาย Partnership กับกลุ่ม Mega-cloud

UIH จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ Mega-cloud Provider ได้แก่ Amazon Web Services, Microsoft Azure, Microsoft Office 365 และ Google Cloud เพื่อนำเสนอเทคโนโลยี Cloud Direct สำหรับเชื่อมต่อโครงข่ายของ UIH เข้าด้วยกันกับผู้ให้บริการเหล่านั้นโดยตรง ช่วยลดปัญหาเรื่องดีเลย์และความเสถียรของการใช้อินเทอร์เน็ตเข้าสู่ระบบ Cloud

UIH ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรทางด้าน Cloud Direct อย่างเป็นทางการจากทาง AWS และ Microsoft ดังนี้

  • Authorized AWS Direct Connect Partner
  • Authorized Microsoft Azure ExpressRoute & CSP Partner

3. เชื่อม Data Center ทั่วไทยด้วย Data Center Ring

UIH เตรียมเปิด Data Center แห่งใหม่ที่อาคารเบญจจินดา โดยรองรับตู้ Rack สูงสุดถึง 300 Racks สำหรับให้บริการ Co-location และ Private Cloud ที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการทำ Data Center Ring เพื่อเชื่อม Data Center ของผู้ให้บริการในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น TCCT, Supernap, NTT, INET และอื่นๆ รวม 20 แห่งเข้าด้วยกันภายใต้เครือข่ายไฟเบอร์ออฟติกของ UIH เพิ่มอิสระในการเลือกใช้บริการ Data Center ให้ตรงกับความต้องการของตน ทั้งทางด้านสถานที่ ระดับ Tier และความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการ

4. ให้บริการโซลูชันดิจิทัลแบบครบวงจร

เพื่อรับกระแส Digital Transformation ปี 2017 ที่ผ่านมา UIH เริ่มให้บริการ Managed Service ซึ่งครอบคลุมโซลูชัน IT ทั้งทางด้านโครงข่าย ความมั่นคงปลอดภัย ระบบ Cloud และซอฟต์แวร์ ซึ่งในปี 2018 นี้ UIH เตรียมให้บริการโซลูชันใหม่ที่ตอบรับความต้องการด้านระบบ Cloud เช่น Software as a Servce (SaaS) และการลงทุนแบบ OpEx มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Document Management, Network Monitoring Management, Wi-Fi Analytics หรือ Map as a Service โดยพร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง เฝ้าระวัง และดูแลรักษาตลอดเวลาแบบ 7/24

ล่าสุด UIH ได้รับรางวัล “ผู้ให้บริการในประเทศไทยที่มีความเป็นเลิศด้านการให้บริการโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง” หรือ Thailand Enterprise Data Communication Service Provider of the Year ประจำปี 2017 จาก Frost & Sullivan ต่อยอดความโดดเด่นของบริการด้าน Managed Services จากปี 2016 ที่ได้รับรางวัล “ผู้ให้บริการระบบ IT แบบครบวงจรยอดเยี่ยมแห่งปีสำหรับประเทศไทย (2016 Thailand Managed Service Provider of the Year)” เนื่องจากมีการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในยุคดิจิทัล และมีการพัฒนาบริการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล การันตีด้วยมาตรฐาน MEF CE 2.0, ISO 27001:2013 และอื่นๆ

“ด้วยแผนกลยุทธ์ทั้ง 4 ข้อนี้ จะช่วยสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตคุณภาพสูงที่เชื่อมต่อประเทศในกลุ่ม AEC ทั้งหมดเข้าด้วยกัน และช่วยผลักดันให้ทุกอุตสาหกรรมพร้อมที่จะทำ Digital Transformation เพื่อเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจ และสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้อย่างทัดเทียม ทำให้ UIH กลายเป็น Digital Infrastructure & Solution Provider อันดับหนึ่งระดับภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง” — คุณสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการของ UIH กล่าว

from:https://www.techtalkthai.com/uih-to-be-digital-infrastructure-and-solution-provider-in-asean-2018/

ก้าวสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านธุรกิจและไอที ด้วยบริการ One Stop ICT Service จาก CS LOXINFO

จากนโยบายดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรรม ดิจิตอล และระบบไอซีที ส่งผลให้องค์กรธุรกิจขนาดเล็กและกลางตื่นตัวต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่มีการพัฒนาระบบที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจต่อไป

ดร.สมชาย กิตติชัยกุลกิจ Vice President Marketing & Sales บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการ ISP กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุค Digital Economy ที่เทคโนโลยีหรือระบบไอทีได้เปลี่ยนจากส่วนงานที่สนันสนุนธุรกิจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันให้ธุรกิจขององค์กรเติบโตตามทันกระแสดิจิทัล และยังต้องเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ขององค์กรอีกด้วย แน่นอนว่าการพัฒนาระบบไอทีให้เป็นไปตามความต้องการภายใต้งบประมาณที่เหมาะสมนั้นองค์กรธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องได้รับคำปรึกษาจากพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการไอทีหรือ System Integrator ที่มีความเชี่ยวชาญพร้อมให้บริการและบริหารจัดการภายในองค์กรอย่างมืออาชีพ

“จากการให้บริการด้าน ISP มากกว่า 20ปี ทำให้พบว่าบ่อยครั้งที่องค์กรธุรกิจประสบปัญหาจากผู้ให้บริการไอที เช่น ผู้ให้บริการที่มีแพทเทิร์นการทำงานตายตัวไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามรูปแบบหรือขนาดของธุรกิจจึงส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ผู้ให้บริการท้องถิ่นที่ให้บริการด้วยราคาย่อมเยาแต่ไม่มีระบบบริหารจัดการภายในองค์กรแต่อิงกับตัวบุคลากรซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาว”

One Stop ICT Service จาก CS LOXINFO
ด้วยประสบการณ์ในการเป็น ISP มากกว่า 20 ปี ทำให้เราทราบถึงปัญหาและความต้องการของลูกค้า เราจึงพัฒนาความเชี่ยวชาญต่อยอดสู่การเป็นผู้ให้บริการระบบไอทีครบวงจร หรือ ICT Solution ให้บริการทั้งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบไอที Data Center และ Cloud Computing แบบ One Stop Service เพื่อให้ลูกค้าบริหารจัดการได้ง่ายขึ้นหรือองค์กรธุรกิจไม่ต้องกังวลว่าระบบต่างๆ อาจทำงานไม่สอดคล้องกัน ให้บริการในราคาสมเหตุสมผลไม่คำนึงว่าต้องเป็นโครงการใหญ่ที่มีงบประมาณสูง เพื่อให้ระบบไอทีขององค์กรธุรกิจช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้ต่อเนื่องสร้างผลกำไรให้เติบโตได้มากขึ้น

ในวันนี้ CS LOXINFO ก็พร้อมแล้วที่จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญและแข็งแกร่งให้กับองค์กรธุรกิจต่างๆ ด้วยการให้บริการ ICT (Internet, Computer and Telecommunication) แบบครบวงจร ด้วยเป้าหมายการให้บริการ 3 ต่อ

ต่อเชื่อม เพื่อให้ทุกระบบภายในหน่วยงานธุรกิจเชื่อมโยงกันด้วยอินเทอร์เน็ตโดยบริหารจัดการได้รวดเร็วจากที่เดียว

ต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยงานธุรกิจดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ต่อยอด เพื่อให้หน่วยงานธุรกิจใช้ระบบไอทีทำงานได้อย่างมีความยืดหยุ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เสริมเกราะให้เครือข่ายพร้อมรับมือทุกภัยคุกคาม
จากการโจมตีทางไซเบอร์สครั้งใหญ่หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในเอเชียเป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ได้ทำให้หลายประเทศในเอเชียหันมาใส่ใจกับปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์มากขึ้น รวมทั้งกรณีล่าสุดเมื่อกลางปี 2560 ที่มีการปล่อยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ออกมาโจมตีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรต่างๆ มากกว่า 200,000 เครื่อง ใน 150 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย

ดร.สมชาย กล่าวเสริมว่า จากกรณี WannaCry, Petyaซึ่งเป็น Ransomware ที่มีลักษณะแบบ Zero-Attack โดยการเรียกค่าไถ่ไฟล์จากเหยื่อ ยังไม่นับรวมภัยคุกคามทางไซเบอร์อื่นๆ ที่มาพร้อมกับอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งาน ซึ่งอุปกรณ์และโซลูชันการป้องกันแบบเดิมๆ ไม่อาจต้านทานภัยคุกคามได้ จึงจำเป็นต้องหาโซลูชั่นด้านความปลอดภัยประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรธุรกิจป้องกันเครือข่ายจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจทำให้การดำเนินธุรกิจสะดุดได้

“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาของอุปกรณ์ Next-Gen Firewall แบบ On-Premise มีราคาสูงทำให้องค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นการให้บริการแบบ Security as a Service ที่ลูกค้าไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ ไม่ต้องเสียค่าบำรุงดูแลรักษา และจ่ายบริการเป็นรายเดือนช่วยตอบโจทย์การต้องการความปลอดภัยแก่ลูกค้าทุกกลุ่มทั้งเล็ก กลาง และระดับ Enterprise ได้”

CS LOXINFO ผนึกกำลังกับ Palo Alto Networks ให้บริการ Palo Alto on Cloud ซึ่งถือการให้บริการ Next-Gen Firewall on Cloud รายแรกในประเทศไทย ที่แตกต่างจากFirewall อื่นเพราะไม่ต้องลงทุนดูแลรักษาอุปกรณ์แต่ยังสามารถ ตั้งค่า ดู Report หรือ ควบคุมนโยบายความปลอดภัยต่างๆ ได้ด้วยตนเอง สามารถใช้ทุกฟังก์ชันฟีเจอร์ Next-Gen Firewall ของ Palo AltoNetworks ทั้งยังสามารถปรับ Model และ ฟีเจอร์ของบริการได้ตามความต้องการ โดยจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือน

ดร.สมชาย กิตติชัยกุลกิจ Vice President Marketing & Sales บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน)

บริการนี้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรธุรกิจเพราะไม่ต้องลงทุนอุปกรณ์ Firewall แบบ On-Premise และไม่ต้องลงทุนเจ้าหน้าที่ไอทีเพื่อดูแลระบบและอุปกรณ์ เพราะ CS LOXINFO ให้บริการแบบ One Stop Service มีทีมงานพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาและแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นทั้งปัญหาอินเทอร์เน็ต Cloud และ Security ได้จากจุดเดียวด้วยบริการแบบ 24X7 นับเป็นการผนึกกำลังเสริมความแข็งแกร่งการป้องกันภัยคุกคามผ่าน Cloud ที่CS LOXINFO ให้บริการเป็นรายแรกในประเทศไทย

ก้าวทันทุกเทรนด์ไอทีเพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด
นอกจากการการป้องกันเครือข่ายเพื่อการเชื่อมต่อแบบไม่สะดุดแล้วองค์กรธุรกิจต่างมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นที่ตอบสนองการทำงานแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยี Hyper-Converged ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Virtualization หรือระบบเสมือนที่สามารถควบรวม IT Infrastructure ทั้ง Server, Storage, Switch, NAS และอื่นๆ เข้ามาร่วมกันไว้ภายในระบบเดียว ให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยลงและประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กรธุรกิจ

CS LOXINFO ร่วมกับ Nutanix ผู้ผลิต Server Hyper–Converged ชั้นนำระดับโลก สร้างปรากฏการณ์เพื่อเปิดโลกระบบ Hyper–Converged แก่องค์กร เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมแก่ผู้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Server ของ Nutanix แตกต่างจาก Server อื่นๆ เพราะผนวกเอา Server และ Storage ไว้ด้วยกัน และยังมี Hypervisor เป็นของตัวเอง คือ Acropolis แต่ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถติดตั้งHypervisor อื่นๆ ได้อีกด้วย

ดร.สมชาย ย้ำต่อไปว่า Hyper-Converged Infrastructure ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถขยายระบบ Scale Out ได้ตามความต้องการ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม ทำให้ระบบซับซ้อนน้อยลง และผู้ดูแลระบบทำงานได้ง่ายขึ้น ช่วยให้องค์กรประหยัดค่าบริหารจัดการ, ค่าพลังงานไฟฟ้า, และประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งอีกด้วย

จากการปรับราคาของ Nutanix เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรทุกระดับ ผนวกเข้ากับความเชี่ยวชาญของทีมงาน CS LOXINFO ที่มีประสบการณ์ทำงานด้าน Virtualization และ Hyper-Converged จึงทำให้องค์กรธุรกิจมั่นใจได้ว่าได้รับบริการที่คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ พร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำเพื่อออกแบบระบบที่ทำให้ผู้ดูแลระบบบริหารและจัดการได้ง่าย และให้ระบบช่วยขับเคลื่อนธุรกิจได้สูงสุด

ผู้ที่สนใจขอคำปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียดสามารถติดต่อทีมงาน CS LOXINFO ได้ที่อีเมล์ presales@csloxinfo.net หรือโทร 02-263-8185 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ที่ https://www.csloxict.com ทันที

from:https://www.enterpriseitpro.net/one-stop-ict-csloxinfo/

เตรียมพบการบรรยายช่องโหว่ Apple, Google, Mobile, IoT, Payment System น่าสนใจในงาน Black Hat Asia 2018

เตรียมพบกับงานสัมมนาและงานอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศชั้นนำที่สิงคโปร์ ในวันที่ 20 – 23 มีนาคมนี้

Black Hat งานสัมมนาด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศชั้นนำระดับโลก ประกาศไฮไลท์หัวข้องานสัมมนาและคอร์สอบรมที่จะบรรยายในงาน Black Hat Asia 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 20 – 23 มีนาคมนี้ พร้อมกำหนดการทั้งหมด ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้วันนี้แล้ว

Black Hat เป็นงานอบรมและประชุมกึ่งวิชาการระดับนานาชาติที่หมุนเวียนผลัดกันจัดที่สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยที่กำลังจะจัดล่าสุด คือ Black Hat Asia 2018 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 20 – 23 มีนาคม 2018 รวมระยะเวลา 4 วันโดย 2 วันแรกจะเป็นการจัดคอร์สอบรมซึ่งจะเน้นไปทาง Offensive Security และ 2 วันหลังจะเป็นงานประชุมที่รวบรวมเนื้อหาทางด้าน Security หลากหลายแขนงไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ภายในงานยังรวบรวม Vendor ด้าน Security จากทั่วโลกมาให้คำแนะนำ พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี แนวโน้ม และเทคนิคใหม่ๆ อีกด้วย ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่: https://www.blackhat.com/asia-18/registration.html

ไฮไลท์งานสัมมนาและหัวข้ออบรมที่น่าสนใจ ได้แก่

รายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อและบทคัดย่อของงานสัมมนาสามารถดูได้ที่: https://www.blackhat.com/asia-18/briefings.html

นอกจากงานสัมมนาแล้ว Black Hat Asia 2018 ยังมีจัดคอร์สอบรมเชิงลึกด้านเทคนิค ไม่ว่าจะเป็นการแฮ็กโครงข่ายพื้นฐาน การแฮ็กรถยนต์อัจฉริยะ การวิเคราะห์มัลแวร์ การใช้เทคนิค Machine Learning และอื่นๆ ที่สำคัญคือมีการเปิดคอร์ส “Advanced Web Attacks and Exploitation” เป็นเวลา 4 วันโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Offensive Security อีกด้วย โดยคอร์สอบรมนี้จะจัดก่อนงานสัมมนา ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่: https://www.blackhat.com/asia-18/training/schedule/index.html

สุดท้าย ภายในงาน Black Hat Asia 2018 ยังมีโซน Arsenal ซึ่งเป็นโซนสำหรับนำเสนอและสาธิตการใช้เครื่องมือด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบต่างๆ ที่ถูกพัฒนาโดยคอมมูนิตี้ Open-source จากทั่วโลก สามารถดูตารางการสาธิตได้ที่ https://www.blackhat.com/asia-18/arsenal-overview.html

รายชื่อสปอนเซอร์งาน Black Hat Asia 2018 ประกอบด้วย

  • Platinum Sponsors: Qualys, SentinelOne
  • Gold Sponsors: CrowdStrike, DarkTrace, Malwarebytes, Rapid7, Solida Systems
  • Silver Sponsors: Black Duck Software by Synopsys, Checkmarx, HackerOne, Illumino, Intezer, PhishMe, ServiceNow, VMRay

สามารถดูรายชื่อสปอนเซอร์ทั้งหมดได้ที่ https://www.blackhat.com/asia-18/event-sponsors.html

ติดตามข่าวสารล่าสุดจาก Black Hat ได้ที่

Twitter: @BlackHatEvents
Facebook: facebook.com/Black-Hat-Events-107691635153/
LinkedIn: linkedin.com/groups?home=&gid=37658&trk=anet_ug_hm
Flickr: flickr.com/photos/blackhatevents/

from:https://www.techtalkthai.com/black-hat-asia-2018-highlights/