คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

Azure ประกาศฟีเจอร์ตรวจจับ Fileless Attack ด้วย Security Center เข้าสู่สถานะ GA แล้ว

Fileless Attack เป็นวิธีการโจมตีสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับของ Antivirus หรือกลไกการตรวจสอบแบบเดิมซึ่งตอนนี้ทาง Azure ได้พัฒนาความสามารถบน Security Center ให้ตรวจจับการโจมตีชนิดนี้ได้และได้ประกาศเป็นสถานะพร้อมใช้งานจริงแล้ว

credit : Azure.microsoft.com

Fileless Attack คือการที่คนร้าย inject payload ที่อันตรายไว้ในพื้นที่หน่วยความจำของโปรเซสที่ถูกแทรกแซง วีธีการตรวจจับคือจะมีการสแกนเครื่องตอน Runtime และดูข้อมูลภายในหน่วยความจำโดยตรงเพื่อค้นหาโค้ด Payload หรือ หลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นอันตราย และด้วยการผนึกกำลังกับ Windows Defender ATP ด้วยแล้วจะทำให้การปกป้องผู้ใช้ทำได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ไอเดียก็คือปกติแล้วเมื่อคนร้ายเจาะเข้ามาได้จะฝัง Shellcode (ชิ้นส่วนคำสั่งเล็กๆ) เอาไว้เพื่อไปโหลด Payload อื่นมาเพิ่มเติมและด้วยกลไกการป้องกันบนหน่วยความจำที่ชื่อ Address Space Layout Randomization (ASLR) จึงทำให้ Shellcode ต้องเข้าไประบุตำแหน่งของฟังก์ชันตัว OS ที่ต้องการก่อนเพื่อใช้โหลด Payload และใช้งาน ซึ่งตัว Shellcode มักจะมีรูปแบบเช่น เข้าถึง Process Execution Block (PEB) และอื่นๆ ทาง Azure จึงใช้พฤติกรรมตรงนี้มาวิเคราะห์และทำการแจ้งเตือนให้เกิดขึ้นในความเป็นจริง (สามารถดูรูปการแจ้งเตือนได้ตามด้านล่าง) อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ให้มายังไม่สามารถฟันธงได้ 100% แต่ก็เป็นข้อมูลให้กับนักวิเคราะห์เพื่อนำใช้ประกอบกับ Log เช่น เวลาที่ระบบตรวจพบ เทียบกับเวลาที่มีผู้ใช้งานล็อกอินอยู่ขณะนั้นที่อาจนำไปสู่ข้อสรุปว่ามีผู้ใช้งานรายไหนถูกแทรกแซงไปบ้าง

credit : Azure.microsoft.com

from:https://www.techtalkthai.com/azure-detects-fileless-attack-is-now-ga/

Advertisements

Atlassian ยกเครื่อง Jira Software ใหม่เน้นความง่ายในการใช้งาน

Atlassian เจ้าของซอฟต์แวร์ Jira หรือเครื่องมือติดตามการพัฒนาโปรเจ็คด้านซอฟต์แวร์ได้ยกเครื่อง Jira ใหม่โดยเน้นตอบโจทย์ด้าน User Experience ด้วยการเน้นดีไซน์ให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจได้ง่ายมากกว่าเดิม รวมถึงได้ออกแบบ Back-end Stack ใหม่ด้วยเช่นกัน

credit : atlassian.com

การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจมีดังนี้

  • มีการกระจาย Hosted ตัว Cloud ไปบน AWS เพิ่มจากเดิมที่ตั้งเองและจัดโหลดของฟีเจอร์ต่างๆ ให้เหมาะสม
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งาน (Next-gen Experience) แต่ทางทีมงานยืนยันว่าจะไม่มีการแทนที่ของเดิมออกจะเป็นเพียงการเพิ่มเติมเข้าไปเป็นทางเลือกของผู้ใช้เท่านั้นซึ่งการเปลี่ยนนั้นประกอบด้วย วิธีการสร้างหน้า Board, issue function, การคัดกรองเพื่อแสดงหน้า Board รวมถึงหน้า Roadmap ด้วย ซึ่งเบื้องหลังของการออกแบบการใช้งานได้ Trello หรือบริษัทที่ทาง Atlassian ได้ซื้อเข้ามาเป็นทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำด้วย
  • เพิ่มส่วนของเครื่องมือที่สามารถซิงค์เข้ามาโดยอัตโนมัติได้ (API) เพราะทางทีมงานมองว่าการพัฒนาซอฟต์แวร์ประกอบไปด้วยบุคคลากรจากหลายฝ่ายไม่ใช่แค่ทีมพัฒนาเท่านั้นจึงต้องครอบคลุมไปจนถึงเครื่องมือของทีมอื่นด้วยจึงเกิดความเป็น Agile อย่างแท้จริง
  • ปรับจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดเป็น 5,000
  • Jira ใหม่นี้ยังได้รับการคอมไพล์จาก ISO 3 หัวข้อ และ SOC 2 Type II ด้วย

ผู้สนใจสามารถดูรีวิวจากวีดีโอได้ตามด้านล่างหรือติดตามรายละเอียดเต็มๆ ได้ที่บล็อกของ Atlassian

ที่มา : https://techcrunch.com/2018/10/18/atlassian-launches-the-new-jira-software-cloud/

from:https://www.techtalkthai.com/atlassian-upgrade-new-jira-software/

Huawei เปิดให้บริการ Public Cloud แล้วในไทย เป็นผู้ให้บริการระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนใน EEC ที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการคลาวด์จาก BOI

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา Huawei ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดให้บริการ Public Cloud Data Center ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งบริการดังกล่าวได้เปิดตัวให้ใช้งานได้ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2018 ที่ผ่านมานี้ โดยบริการนี้จะมุ่งเน้นการตอบโจทย์ของภาคธุรกิจองค์กรและภาครัฐเป็นหลัก พร้อมทั้งรองรับการเติบโตจากนโยบาย EEC ของเมืองไทยด้วย

 

แถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

Credit: Huawei

 

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยครั้งนี้ ได้มีดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มร. เจิ้ง เย่หลาย ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจคลาวด์ของหัวเว่ย มร. เจมส์ อู๋ ประธานบริหาร หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมร. โซเลอร์ ซุน หัวหน้ากลุ่มธุรกิจคลาวด์ ของหัวเว่ยประเทศไทยเข้าร่วมในงานแถลงข่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเล่าถึงวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Huawei แล้ว ก็ยังเป็นการเล่าถึงความร่วมมือที่ Huawei มีกับภาครัฐในเมืองไทยอย่างใกล้ชิดไปด้วย

Huawei นั้นได้รับมอบใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจบริการ Cloud ในประเทศไทยจาก BOI โดย Data Center ของ Huawei นั้นผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Tier 3+ โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายของ Huawei ทั้งชิปที่ Huawei ทำการพัฒนาเอง, Server และ Storage ของ Huawei ไปจนถึงระบบเครือข่ายของ Huawei และ Software ต่างๆ ที่ Huawei ทำการพัฒนาขึ้นมาสำหรับโซลูชันทางด้าน Cloud โดยเฉพาะ

Cloud Data Center แห่งนี้ของ Huawei จะตั้งอยู่ภายใน Eastern Economic Corridor (EEC) ของประเทศไทย ทำให้ข้อมูลทั้งหมดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทยและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับได้ทั้งการใช้งานจากภาคเอกชนและภาครัฐโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อกำหนดใดๆ อีกทั้งยังรองรับ Application ได้หลากหลายรูปแบบจากการที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้าน Bandwidth ด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Huawei Cloud ในประเทศไทยได้ที่ http://intl.huaweicloud.com/

 

Credit: Huawei

 

เปิดตัว Cloud Business Unit ในปี 2017 นำเข้าสู่ไทยทันทีในปี 2018 เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ Huawei

หลายๆ คนนั้นอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของบริการ Huawei Cloud มากนัก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ Huawei นั้นเพิ่งเริ่มจัดตั้ง Cloud Business Unit ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 ที่ผ่านมาเท่านั้น เพื่อเปิดให้บริการคลาวด์แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ แต่ด้วยความรวดเร็วในการปรับนำทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนเองมาอยู่ มาผสานเข้ากับความต้องการของธุรกิจจีนและภาครัฐของจีน ก็ทำให้โซลูชันด้าน Cloud ของ Huawei เองมีความสามารถที่หลากหลาย พร้อมจะตอบโจทย์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของโซลูชันด้าน Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Smart City ที่ถือเป็นโซลูชันหลักเลยทีเดียว

Huawei เองนั้นมองว่า Cloud เป็นเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจมานานแล้ว ทำให้ทาง Huawei ได้มีการลงทุนในการเข้าไปร่วมพัฒนาโครงการ Open Source ชื่อดังอย่าง OpenStack มาอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น Contributor อันดับต้นๆ ของโครงการ อีกทั้งโซลูชันด้านระบบ Private Cloud ของ Huawei เองก็ยังใช้เทคโนโลยีของ OpenStack เป็นหลัก เพื่อให้เหล่าองค์กรได้ใช้งานเทคโนโลยีที่มีความเป็นมาตรฐาน พร้อมก้าวไปสู่การต่อยอดเป็น Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย และแน่นอนว่าในบริการ Public Cloud ครั้งนี้ก็ได้มีการนำ OpenStack มาใช้ภายในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน

การนำบริการดังกล่าวมาสู่ประเทศไทยทันทีภายในปี 2018 นี้ถือว่าเป็นก้าวการขยายบริการ Cloud ที่รวดเร็วไม่น้อยทีเดียว และทำให้ Huawei เองก็กลายเป็นผู้ผลิตโซลูชัน IT ระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนเปิดบริการ Cloud ในไทยด้วยตัวเอง สาเหตุหลักๆ นี้ก็เป็นเพราะ Huawei มองว่าประเทศไทยนั้นเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ Huawei ในการรุกไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด อีกทั้งประเทศไทยเองก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ Huawei มาโดยตลอดทั้งในมุมของการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ดังนั้นเมื่อประเทศไทยได้แถลงถึงนโยบาย EEC ทาง Huawei เองก็ไม่รอช้าที่จะกลายมาเป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีแก่เหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาช่องทางการเติบโต

ทั้งนี้ในอนาคตเองก็มีความเป็นไปได้ที่ Huawei จะพัฒนาบริการต่างๆ ขึ้นมาสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหนึ่งในกลยุทธ์ของ Huawei นั้นก็คือ gLocal ซึ่งก็คือการที่ Huawei จะนำเทคโนโลยีของตนเองมาปรับใช้ให้เหมาะกับการตอบโจทย์ในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคให้แตกต่างกันไป ไม่ได้ยึดติดว่าบริการ Cloud ทั้งหมดของตนเองจะต้องเหมือนกันในทุกพื้นที่ทั้งหมดเสมอไป

นอกเหนือไปจากประเทศไทยแล้ว Huawei เองก็ยังได้มีการขยายบริการ Cloud ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกมากมาย เพื่อตอบรับต่อกระแสของการทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

 

Credit: Huawei

 

เดินหน้าพร้อมให้บริการ Cloud อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและภาครัฐทุกระดับ

ประเด็นที่น่าสนใจคือบริการ Cloud ของ Huawei ที่นำมาเปิดในไทยครั้งนี้ไม่ได้มีแต่บริการพื้นฐานอย่าง Infrastructure-as-a-Service หรือ IaaS เท่านั้น แต่ยังนำบริการอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาด้วยเพื่อให้ Huawei Cloud สามารถนำเสนอโซลูชันภาพใหญ่ได้อย่างครบครัน ทั้งการทำ IoT ในขนาดใหญ่อย่างเช่น Smart City, การทำ Big Data Analytics บน Cloud รวมไปถึงการให้บริการด้าน AI สำหรับธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้สามารถสร้าง AI สำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางในเมืองไทยได้ โดยมีพลังประมวลผลที่มากพอทั้งสำหรับการ Train และการทำ Inferrence

นอกจากในแง่มุมของเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่ Huawei ยังจะนำมาสู่ประเทศไทยด้วยนั้นก็คือโซลูชันต่างๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ทั้งในระดับภาครัฐและภาคเอกชนของจีน เพื่อนำมาปรับใช้กับภาครัฐและเอกชนของไทยด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะครอบคลุมทั้งเรื่องราวของเทคโนโลยี, การสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ, การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร และแง่คิดในมุมต่างๆ จากเหล่าผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจ ทำให้ประเทศไทยสามารถถอดบทเรียนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จากจีนได้โดยตรง

โดยรวมแล้ว บริการ Cloud ของ Huawei ในประเทศไทยจะครอบคลุมบริการย่อยและโซลูชันต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Elastic Cloud Service (ECS) บริการ Cloud Server สำหรับให้เช่าใช้งาน
  • Dedicated Cloud (DeC) บริการ Cloud ในรูปแบบที่มีการจัด Virtual Resource Pool มาให้ใช้งาน สำหรับธุรกิจที่มีความต้องการด้าน Data Security
  • Bare Metal Server (BMS) บริการ Cloud ในรูปแบบที่เช่าใช้ Hardware ทั้งชุดเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงและมั่นใจด้าน Data Security มากยิ่งขึ้น
  • SAP Cloud Huawei Cloud รองรับการติดตั้งใช้งานโซลูชันของ SAP ได้ในตัว
  • Auto Scaling (AS) ความสามารถในการเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ในระบบ Cloud ได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้บริการต่างๆ ของธุรกิจสามารถรับ Workload ปริมาณที่หลากหลายได้ในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Image Management Service (IMS) ระบบบริหารจัดการ Template สำหรับ Deploy เครื่องลงไปยัง ECS และ DeC
  • Elasitc Volume Service (EVS) บริการ Persistent Block Storage เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับ ECS และ DeC ได้ด้วยประสิทธิภาพและความทนทานในระดับที่สูง
  • Volume Backup Service (VBS) บริการสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลสำหรับ EVS
  • Object Storage Service (OBS) บริการ Object Storage ที่เก็บข้อมูลด้วยความทนทานระดับ 99.999999999% และเข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน REST API
  • Virtual Private Cloud (VPC) ใช้บริการ Cloud ที่มีระบบเครือข่ายภายในแยกขาดจากระบบอื่นๆ ได้ ทำให้สามารถเชื่อมต่อ VM ภายในได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
  • Elastic Load Balance (ELB) บริการ Traffic Load Balancer กระจาย Traffic ไปยัง ECS หลายเครื่องเพื่อเสริมความทนทานให้กับระบบ
  • Direct Connect บริการเชื่มอต่อเครือข่ายแบบ Dedicated Network ความเร็วสูงและปลอดภัยเพื่อเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ได้โดยตรง
  • Virtual Private Network (VPN) บริการเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ผ่านเทคโนโลยี VPN อย่างปลอดภัย
  • Anti-DDoS บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ในระดับ Application Layer
  • Key Management Service (KMS) บริการปกป้องกุญแจเข้ารหัสด้วย Hardware Security Module (HSM)
  • Cloud Eye ระบบ Monitoring สำหรับตรวจสอบบริการต่างๆ ที่ใช้งานบน Cloud
  • Identity and Access Management (IAM) บริการสำหรับควบคุมการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานที่จะมาบริหารจัดการะบบ Cloud
  • Cloud Trace Service (CTS) บริการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนบริการ Cloud เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์เชิง Security, Compliance, Optimzation และ Troubleshooting ได้ตามต้องการ
  • Simple Message Notification (SMN) บริการสำหรับส่งข้อความไปยัง Email Address, เบอรโทรศัพท์, HTTP/HTTPS URL และ Application ต่างๆ เพื่อใช้ในการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายดาย

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งาน Huawei Cloud สามารถทำการลงทะเบียนได้ที่ https://console-intl.huaweicloud.com/registerui/public/custom/register.html#/register ทันที

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชันด้านระบบ Cloud ของ Huawei สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอทดสอบระบบได้ทันทีที่โทร 02 095 8199 ต่อ 8788 หรืออีเมล cloudthailand@huawei.com

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-opens-public-cloud-data-center-in-thailand/

Azure เปิดทดลองแพลตฟอร์ม ‘Digital Twins’ สนับสนุนผู้ใช้งาน IoT

Azure ได้เปิดทดลองใช้แพลต์ฟอร์มใหม่ที่ชื่อ ‘Digital Twins‘ (คอนเซปต์ที่แสดง Virtual เป็นตัวแทนของ Physical ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ คน กระบวนการ ระบบ อุปกรณ์ หรื่ออื่นๆ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถบริหารจัดการและเห็นภาพรวมของอุปกรณ์ นอกจากนี้เมื่อรวมกับบริการอื่นๆ จาก Azure จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน IoT ได้ในที่เดียว

credit : azure.microsoft.com

 

Digital Twins มีฟีเจอร์หลักดังนี้

  • Spatial intelligence graph คือสามารถแสดงสภาพแวดล้อมเชิงกายภาพเป็น Virtual ได้ สามารถดูตัวอย่างได้ตามรูปด้านบนซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพจะบอกถึงความสัมพันธ์ของอุปกรณ์ว่าอยู่บริเวณไหน มีอะไรบ้าง ใครสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้บ้าง ทำให้เราสามารถไล่ดูรายละเอียดได้ง่ายขึ้น
  • Twin object models คือทาง Azure ได้มีรูปแบบหรือโปรโตคอลเบื้องต้นมาให้ระดับหนึ่งแล้วสำหรับการใช้งานในโดเมนต่างๆ และสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ด้วย
  • Data isolation via multi and nested tenancy capability คือผู้ใช้สามารถสร้างโซลูชันที่รองรับการขยายตัวและมีความมั่นคงปลอดภัยเพราะสามารถทำการ Replicate ข้อมูลออกไป Tenant อื่นหรือได้ด้วยฟีเจอร์ที่รองรับการทำ Nested-tenancy และ Multi-tenancy
  • Access Control และ Azure Active Directory เนื่องจาก Azure มี AD และ Role-based access control (RBAC) อยู่แล้วเพื่อช่วยกำหนดเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยต่อ คน หรือ อุปกรณ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับหรือนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • Advanced Compute คือ ผู้ใช้สามารถกำหนดฟังก์ชันเพื่อสร้างการแจ้งเตือนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การใช้ IoT ในห้องประชุมคือเมื่อมีการเปิดพรีเซ็นต์ PowerPoint ก็ให้ห้องทำการลดไฟหรือเพิ่มไฟตามความเหมาะสมเองได้ พอทุกคนออกไปหมดไฟก็ปิดเอง เป็นต้น
  • ต่อยอดกับบริการอื่นๆ ได้ คือทาง Azure มีบริการที่สนับสนุน IoT มารองรับอยู่แล้ว เช่น Analytics, AI, Storage, Maps, Dynamics 365, Office 365 โดยสามารถดูภาพรวมว่า Digital Twin รวมกับบริการอื่นของ Azure ได้อย่างไรตามด้านล่าง
credit : azure.microsoft.com

ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ตามลิงก์วีดีโอด้านล่างหรือ Quick Start 

https://channel9.msdn.com/Shows/Internet-of-Things-Show/Azure-Digital-Twins-Introduction

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/announcing-the-public-preview-of-azure-digital-twins/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-open-digital-twins-in-preview-support-iot-user/

แชร์เคล็ดลับที่ไม่ลับในการทำ Offsite Backup โดย Veeam Backup & Replication

หลังจากที่ Veeam เวอร์ชัน 8 ได้ทำการเปิดตัวมาแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า Veeam ได้ปล่อยฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากออกมา นั้นก็คือ “Veeam Cloud Connect Backup”

Veeam Cloud Connect Backup คืออะไร?

โดยปกติแล้ว องค์กรและบริษัทต่าง ๆ ล้วนมีการทำ Onsite Backup เก็บไว้ที่ Data Center ของตนเองอยู่แล้ว และหากองค์กรของคุณมีการใช้งาน Veeam Backup & Replication ในการทำ Onsite Backup ก็จะสามารถมี Offsite Backup หรือข้อมูลสำรองเก็บไว้บน Cloud ได้ ผ่านฟีเจอร์ “Veeam Cloud Connect Backup” โดยการทำงาน เพียงแค่คุณระบุชื่อหรือเลขของ Service Provider ที่เป็น Veeam Partner เช่น บริษัท Cloud HM ก็สามารถใช้งานได้ทันที

Veeam Cloud Connect Backup ที่ Cloud HM จะมาช่วยอะไรในธุรกิจของคุณได้บ้าง?

  1. Offsite Backup – เพราะหัวใจสำคัญที่สุดขององค์กรคือข้อมูล ดังนั้นเราจึงเป็นที่เก็บข้อมูลสำรองอีกหนึ่งชุดให้แก่คุณ
  2. ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อ Hardware – ไม่ต้องลงทุนซื้อ Server, NAS หรือ Tape ในการเก็บ Backup ของคุณอีกต่อไป เมื่อใช้ระบบ Cloud
  3. บริการครบวงจร – กังวลว่าจะใช้เวลาในการ Backup นานเกินไปรึเปล่า? จะปลอดภัยไหม? ถ้าส่งข้อมูลผ่าน Internet เนื่องจากเราเป็น Network Provider ด้วยนั้น หากคุณต้องการเชื่อม MPLS ระหว่าง Cloud กับ Site ของคุณ เราก็มีบริการให้คุณครบ
  4. Comply Audit – สามารถ Comply มาตรฐาน ISO และ IT Audit แทนระบบ Tape เดิมที่คุณใช้งานอยู่ได้

ต่อยอดจาก Offsite Backup เป็น DR Site ได้

นอกจากจะสามารถใช้ Veeam เป็นเครื่องมือในการทำ Offsite Backup ได้แล้ว Veeam ยังสามารถสร้าง DR Site เก็บไว้บน Cloud ได้ด้วยฟีเจอร์ “Veeam Cloud Connect Replication”

สนใจใช้ Solution ของ Veeam บน Cloud ติดต่อ Cloud HM

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Services ครบวงจรในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Infra as a Service, Backup as a Service, DR as a Service, File Sharing as a Service หรือ Monitoring as a Service โดยดำเนินการภายใต้บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้ให้บริการด้านบรอดแบรนด์ในประเทศไทย

Web: https://www.cloudhm.co.th/solutions/veeam-cloud-connect-backup/
Email: sales@cloudhm.co.th
Tel: 02-315-7504
Line: @cloudhmco
FB: https://www.facebook.com/cloudhmco/

from:https://www.techtalkthai.com/offsite-backup-by-veeam-backup-and-replication/

IBM เปิดตัว Security Platform ใหม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากหลาย Vendor ได้ไว้ที่เดียว

IBM ได้เปิดตัว Cloud Platform ใหม่ที่ชื่อ ‘Security Connect’ ซึ่งสามารถนำเอาข้อมูลจากเครื่องมือของผู้ผลิตรายต่างๆ ผสานเข้าความสามารถด้าน AI จาก IBM ที่มีอยู่แล้วเพื่อตอบโจทย์ด้านความมั่นคงปลอดภัยเพราะ IBM ได้เล็งเห็นมานานแล้วว่าปัจจุบันนี้ผู้ใช้งานต้องจัดการเครื่องมือของผู้ผลิตหลายเจ้า

credit : securityintelligence.com

โดยคาดว่า Security Connect จะสามารถพร้อมให้บริการได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2019 และรายละเอียดที่น่าสนใจของแพลตฟอร์มใหม่มีดังนี้

  • รายชื่อของผู้ผลิตที่เข้าร่วมตอนนี้มี Cisco, Capgemini, Carbon Black, EY, ForeScout, Fortinet, McAfee, Qualys, Smarttech, Symantec, Trend Micro และ VMware
  • เป็น Open Community ที่เปิดให้องค์กรสามารถนำเอาอุปกรณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยจากหลายเจ้าเข้ามาต่อและแชร์ข้อมูลกันได้เพื่อสร้างการป้องกันให้ดียิ่งขึ้น
  • ช่วยแก้ปัญหาเรื่องความซับซ้อนแบบเดิมๆ เพราะสามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้อย่างแท้จริง

Marc van Zadelhoff , GM ของ IBM Security กล่าวว่า “ด้วยความสามารถของ Cloud เราจึงสามารถรวมเอาเครื่องมือ ข้อมูลและคนมาทำงานด้วยกันได้ง่ายขึ้น ซึ่ง Security Connect จะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยมองเห็นภาพนั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ยากเย็นซับซ้อนเหมือนที่แล้วมา

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-annouces-security-connect-support-multiple-vendors-product/

Cisco Webinar: ต่อยอดธุรกิจ SMB ด้วยโซลูชัน Cisco Start

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชื่อดัง ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการธุรกิจ SMB ทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายออนไลน์ในหัวข้อเรื่อง “Empower your SMB with Cisco Start Solutions” โดยทีม Cisco ประเทศไทย พร้อมอัปเดตความท้าทายด้านธุรกิจ SMB ในยุคดิจิทัล และการนำโซลูชัน Cisco Start เข้ามาพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ ในวันอังคารที่ 16 ตุลาคมนี้ผ่านช่องทาง Cisco Webinar ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าฟังบรรยายได้ฟรี พร้อมลุ้นรับรางวัล Lucky Draw และของพรีเมียมจากทาง Cisco อีกเพียบ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Empower your SMB with Cisco Start Solutions
ผู้บรรยาย: คุณธัญนนทร์ จันท์รัฐมณี Cisco START Program Specialist, Cisco Systems ประเทศไทย
วันเวลา: วันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2018 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: ไม่จำกัด
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://events-cisco.webex.com/events-cisco/onstage/g.php?MTID=e29ba0ddd4294dced5c23181d3daf7b06

Cisco Start Webinar “Meet the IT Experts” หรือ “พบกับผู้เชี่ยวชาญด้าน IT” จะให้ท่านเรียนรู้ถึงแนวทางล่าสุดในวงการ IT และได้เห็นถึงความท้าทายใหม่ๆ ในวงการธุรกิจและ IT ที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านเติบโตขึ้น ทำความรู้จักกับ Cisco Start ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับองค์กรขนาดใหญ่ ที่ปรับให้เข้ากับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อให้ธุรกิจที่กำลังเติบโตของท่าน พัฒนาได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น

กำหนดการ

14:00 – 14:10 Welcome Speech to SMBs โดยคุณอัญชลี ธูปเกิด ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายธุรกิจ Commercial & SMB, Cisco Systems ประเทศไทย
14:00 – 15:10 Empower your SMB with Cisco Start Solutions โดยคุณธัญนนทร์ จันท์รัฐมณี Cisco START Program Specialist, Cisco Systems ประเทศไทย
15:10 – 15:25 Q&A
15:25 – 15:30 Closing

>> ลงทะเบียนคลิก <<

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-start-webinar-empower-your-smb-with-cisco-start-solutions/