คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

McAfee เผยผลสำรวจการใช้ Cloud เชื่อว่า 65% ยังมีปัญหาเรื่อง Shadow IT

McAfee ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบบูรณาการ ออกมาเปิดเผยถึงผลสำรวจการใช้ระบบ Cloud ล่าสุดจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยกว่า 1,400 คนทั่วโลก พบองค์กรส่วนใหญ่หันมาใช้ Cloud Services เกือบทั้งหมด แต่เกือบร้อยละ 50 ยังคงมีปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

จากสถิติของปี 2015 พบว่า องค์กรส่วนใหญ่ (51%) เลือกใช้ Private Cloud เพียงอย่างเดียว เนื่องจากยังไม่มีความเชื่อมั่นในการใช้บริการ Public Cloud ในขณะที่มีเพียง 1 ใน 5 ขององค์กรเท่านั้นที่ใช้ Hybrid Cloud อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2016 ทิศทางการใช้ระบบ Cloud พลิกกลับอย่างสิ้นเชิง ร้อยละ 57 ขององค์กรหันไปใช้ Hybrid Cloud ในขณะที่มีเพียง 24% เท่านั้นที่ยังคงใช้ Private Cloud เพียงอย่างเดียวอยู่

การใช้บริการบนระบบ Cloud กำลังเป็นที่นิยมขององค์กรส่วนใหญ่ทั่วโลก ผลสำรวจของ McAfee ระบุว่า องค์กรในปัจจุบันมีการใช้ Cloud Services มากถึง 93% ซึ่งคิดเป็นงบประมาณในการลงทุนสูงถึง 80% ของงบประมาณด้าน IT ทั้งหมด (พิจารณาจากระยะเวลา 15 เดือนที่ผ่านมา) อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งขององค์กรทั้งหมดเหล่านี้ (49%) มีการชะลอการใช้งานระบบ Cloud เนื่องจากปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์

ปัญหาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อันดับหนึ่งของการใช้ระบบ Cloud คือ ความสามารถในการติดตามและควบคุมการใช้ Cloud Services (Visibility and Control) ซึ่งสามารถสรุปสถิติที่น่าสนใจได้ดังนี้

  • 40% ของการจัดซื้อบริการ Public Cloud อยู่นอกเหนือการดูแลของฝ่าย IT
  • ฝ่าย IT สามารถติดตามการใช้ Cloud Services ขององค์กรได้เพียง 47% เท่านั้น
  • 65% ของผู้เชี่ยวชาญด้าน IT เชื่อว่า Shadow IT เป็นปัญหาหลักด้านความมั่นคงปลอดภัยบนระบบ Cloud

นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญอีกประการของการใช้บริการ Public Cloud คือ การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญสู่สาธารณะ จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้าน IT พบว่ามี 74% ของบริษัทที่ตนเองสังกัดอยู่ จัดเก็บข้อมูลสำคัญของบริษัทบน Public Cloud ในขณะที่ 62% มีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วย ซึ่งจากการประเมินความเสี่ยงพบว่าการใช้ Public Cloud เหล่านี้ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสถูกมัลแวร์โจมตีสูงถึง 52%

สำหรับประเด็นที่ผู้ตอบแบบสำรวจให้ความกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับการหันไปใช้ IaaS นั้น คือ การมีมาตรการควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ช่วยให้สามารถบริหารจัดการระบบ Cloud ทั้งแบบ Public และ Private รวมไปถึง Data Center ขององค์กรได้แบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการ เนื่องจากต้องการลดความซับซ้อนของระบบ Infrastructure เพิ่มขีดความสามารถในการติดตามและดูแลระบบทั้งหมดได้แบบรวมศูนย์ และลดภาระการทำงานของผู้ดูแลระบบลง

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.mcafee.com/us/resources/misc/infographic-building-trust-cloudy-sky.pdf

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.mcafee.com/us/solutions/lp/cloud-security-report.html

from:https://www.techtalkthai.com/mcafee-cloud-security-survey/

Advertisements

Google ประกาศใช้ TCP BBR ในระบบเครือข่ายของ GCP เพิ่ม Throughput สูงสุด 2,700 เท่า

Google ออกมาประกาศถึงการนำ TCP BBR ซึ่งเป็น Congestion Control Algorithm ใหม่สำหรับระบบเครือข่ายมาใช้งานภายใน Google Cloud Platform (GCP) ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบในบางแง่มุมสูงขึ้นถึง 2,700 เท่าเลยทีเดียวเมื่อเทียบกับ Algorithm แบบก่อนๆ

Credit: Google

 

TCP Bottleneck Bandwidth and Round-trip Propagation Time (BBR) นี้เดิมทีถูกใช้อยู่แล้วในบริการ Search Engine ที่ Google.com และบริการวิดีโอบน YouTube.com ซึ่งช่วยให้ Throughput ของระบบสูงขึ้น 4% โดยเฉลี่ย และสูงสุดถึง 14% ในบางประเทศ ซึ่งในการนำมาใช้งานบน GCP ครั้งนี้เองก็ได้ช่วยให้เว็บไซต์ที่เป็น WordPress กว่า 500,000 แห่งทั่วโลกทำงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นอยู่ จากคำกล่าวอ้างของทีมพัฒนา WPengine

จากการทดสอบของ Google เองนั้น TCP BBR ช่วยให้ระบบเครือข่ายมี Throughput ได้สูงกว่าการใช้ระบบ Loss-based Congestion Control ที่ดีที่สุดถึง 2,700 เท่า และมี Queueing Delay น้อยลงถึง 25 เท่า

TCP BBR นี้ถูกนำมาใช้ทั้งการเชื่อมต่อภายใน GCP เอง ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อไปยังบริการ Cloud Bigtable, Cloud Spanner หรือ Cloud Storage ก็ตาม ในขณะเดียวกันการเชื่อมต่อไปยังผู้ใช้งานทั่วๆ ไปทั้งหมดเองผ่านทาง Google Cloud Load Balancing และ Google Cloud CDN เองก็ใช้ TCP BBR ด้วย ทำให้การเข้าถึงบริการต่างๆ ที่อยู่บน GCP นั้นจะมีความรวดเร็วสูงยิ่งกว่าบริการอื่นๆ

สิ่งที่ TCP BBR ทำนั้น คือการปรับแก้ไขจาก Congestion Control Algorithm เดิมที่จะต้องรอให้เกิดปัญหาเสียก่อน ระบบเครือข่ายถึงจะรู้ตัวว่าปัญหากำลังเกิด ให้กลายมาเป็นการประเมินตัวเลขประสิทธิภาพทางด้านเครือข่ายที่ต้องการก่อนล่วงหน้า แล้วทำให้ระบบเครือข่ายพยายามรักษามาตรฐานเหล่านั้นให้ได้แทน ส่งผลให้สามารถควบคุมได้ทั้ง Latency และ Throughput ที่จำเป็นต้องใช้งานทั้งหมด

สำหรับผู้ที่สนใจอ่านรายละเอียดเชิงลึกของ TCP BBR สามารถศึกษาได้ที่ http://delivery.acm.org/10.1145/3010000/3009824/p58-cardwell.pdf?ip=73.202.96.115&id=3009824&acc=OA&key=4D4702B0C3E38B35%2E4D4702B0C3E38B35%2E4D4702B0C3E38B35%2E5945DC2EABF3343C&CFID=962320512&CFTOKEN=49188759&__acm__=1500514584_579dd2cbfef96cccfe8d7ee1791e304d และ https://tools.ietf.org/html/draft-cheng-iccrg-delivery-rate-estimation นะครับ โดยมีตัวอย่างโค้ดอยู่ที่ https://git.kernel.org/pub/scm/linux/kernel/git/torvalds/linux.git/tree/net/ipv4/tcp_bbr.chttps://git.kernel.org/pub/scm/linux/kernel/git/torvalds/linux.git/commit/?id=0f8782ea14974ce992618b55f0c041ef43ed0b78 และ https://chromium.googlesource.com/chromium/src/net/+/master/quic/core/congestion_control/bbr_sender.cc ครับ

 

ที่มา: https://cloudplatform.googleblog.com/2017/07/TCP-BBR-congestion-control-comes-to-GCP-your-Internet-just-got-faster.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-announces-tcp-bbr-usage-in-google-cloud-platform/

Citrix จับมือ Google รองรับการใช้งาน Workspace Service และ Netscaler บน Google Cloud Platform

Citrix จับมือ Google รองรับการใช้งาน Workspace Service และ Netscaler บน Google Cloud Platform

Credit: ShutterStock.com

การประกาศความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการผสานเอาจุดเด่นของทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรที่กำลังมองหาโซลูชัน Workspace บน Public Cloud และ Hybrid Cloud สามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่ง Citrix Workspace Services จะรองรับการทำงานบน Google Cloud Platform (GCP) โดยมีการเพิ่มส่วน Integration ระหว่าง ShareFile และ G Suite เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังรองรับการใช้งาน NetScaler CPX บน GCP ช่วยตอบโจทย์นักพัฒนาที่ใช้งาน Kubernetes อีกด้วย ซึ่งการประกาศความร่วมมือในครั้งนี้ มีรายละเอียดดังนี้

  • Citrix Workspace Services รองรับการทำงานบน Google Cloud Platform
  • Netscaler CPX รองรับการทำงาน Google Cloud Platform ช่วยให้นักพัฒนาสามารถใช้งาน Application Load balancing และ Microservices ของ Netscaler บน GCP ได้ โดยจะเปิดให้ใช้งานภายใน Q3 ปี 2017
  • ShareFile รองรับการเชื่อมต่อเข้ากับ G Suite และเพิ่ม Google Drive Connector ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการส่งไฟล์ผ่าน Gmail
  • ปรับปรุง Citrix Receiver สำหรับ Chrome และ Android เช่น รองรับ Multi-Monitor บน Chrome
  • เตรียมผลักดันโซลูชันอื่นๆที่ทำงานร่วมกับ Google เพิ่มเติม โดยจะมีการประกาศเปิดตัวอีกครั้งในงาน Citrix Summit ที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2018

ที่มา : https://www.citrix.com/blogs/2017/07/20/google-citrix-extend-alliance-to-support-secure-cloud-transformation-for-the-enterprise/

from:https://www.techtalkthai.com/citrix-announces-partnership-with-google-support-workspace-service-and-netscaler-on-google-cloud-platform/

IBM เผยแผนเปิด Cloud Data Center เพิ่มอีก 4 แห่งทั่วโลก

IBM ได้ประกาศเปิดตัว Data Center ใหม่อีก 4 แห่ง โดย 2 แห่งอยู่ที่ London, 1 แห่งที่ San Jose, California และอีก 1 แห่งที่ Sydney, Australia เพื่อขยายฐานการให้บริการ Cognitive, Blockchain และ Big Data บน Cloud แก่เหล่าธุรกิจองค์กรและ Startup ทั่วโลก

Credit: IBM

 

การเปิดตัว Data Center ใหม่เหล่านี้จะทำให้ IBM มี Cloud Data Center รวม 60 แห่งใน 19 ประเทศทั่วโลก โดย Data Center ที่เปิดในยุโรปเองก็ผ่านข้อกำหนด Data Protection Code of Conduct for Cloud Service Providers ของ EU ด้วย ทำให้ลูกค้าของ IBM สามารถมั่นใจได้ไม่ว่าจะทำธุรกิจอยู่ในภูมิภาคใดก็ตาม

Data Center 4 แห่งใหม่นี้จะมีบริการและ API ต่างๆ ให้ใช้งานมากกว่า 150 รายการ ครอบคลุมทั้ง Cognitive, Blockchain, Big Data และ IoT โดยหลังจากนี้ IBM เองก็จะยังคงเดินหน้าขยายฐานบริการ Cloud เพิ่มเติมทั่วโลกต่อไป

 

ที่มา: http://www-03.ibm.com/press/us/en/pressrelease/52838.wss

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-will-open-4-more-cloud-data-centers/

Google เปิดตัว Transfer Appliance ย้ายข้อมูลขึ้น Google Cloud Platform ด้วย Storage Server

เพื่อตอบรับการย้ายข้อมูลหลายร้อย Terabyte ไปจนถึงหลัก Petabyte จาก Data Center ขององค์กรขึ้นสู่ Cloud ทาง Google จึงได้เปิดตัว Google Transfer Appliance ระบบ Storage Server สำหรับทำการย้ายข้อมูลขึ้นไปยัง Google Cloud Platform (GCP) โดยเฉพาะ โดย Google Transfer Appliance นี้มีด้วยกันสองรุ่น ดังนี้

Credit: Google

 

  • รุ่น 2U 100TB เมื่อบีบอัดข้อมูลแล้วจะบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 200TB
  • รุ่น 4U 480TB เมื่อบีบอัดข้อมูลแล้วจะบันทึกข้อมูลได้ประมาณ 1PB (1,000TB)

ข้อมูลใน Google Transfer Appliance นี้จะถูกนำไปอัปโหลดขึ้น Google Cloud Storage โดยตรง ซึ่ง Google อ้างว่าการย้ายข้อมูลความจุขนาด 1 Petabyte นี้สามารถทำได้ภายใน 42 วันเท่านั้นก็เสร็จสิ้นแล้ว ในขณะที่การใช้ระบบเครือข่ายความเร็ว 100Mbps นั้นจะต้องใช้เวลานานถึง 3 ปี ในขณะที่ระบบเครือข่ายความเร็ว 1Gbps นั้นจะต้องใช้เวลา 124 วันโดยประมาณ

Credit: Google

 

Google Transfer Appliance นี้จะกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของบริการใน Google Cloud Data Transfer Service และจะเริ่มต้นเปิดตัวให้ใช้งานได้ที่สหรัฐอเมริกาก่อน ด้วยค่าใช้จ่าย 300 เหรียญและ 1,800 เหรียญสำหรับทั้งสองรุ่น ไม่รวมค่าขนส่ง

 

ที่มา: https://cloudplatform.googleblog.com/2017/07/introducing-Transfer-Appliance-Sneakernet-for-the-cloud-era.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-transfer-appliance-is-announced/

Oracle ประกาศจ้าง Sales เพิ่ม 1,000 คน รุกตลาด Cloud ระดับองค์กรนอกสหรัฐอเมริกา

ตลาด Cloud สำหรับองค์กรยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ Oracle ก็ออกมาตอบรับด้วยการประกาศจ้าง Sales เพิ่มอีกจำนวน 1,000 ตำแหน่งนอกสหรัฐอเมริกา สำหรับขยายฐานผู้ใช้งานบนริการ Cloud ในระดับองค์กร

Credit: Oracle

 

 

ในครั้งนี้ Oracle ได้ออกมาประกาศจ้าง Sales สำหรับยุโรป, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยครอบคลุมทั้งเหล่าผู้สมัครที่มีประสบการณ์ตั้งแต่ 2-6 ปีในด้านการขาย, การบริหารจัดการ, การเงิน, การจ้างงาน, การจัดการทรัพยากรมนุษย์ และการตลาด เพื่อผลักดันบริการ Oracle Cloud ในส่วนต่างๆ ให้เติบโตตอบรับต่อความต้องการของธุรกิจได้ในหลากหลายแง่มุม

ธุรกิจ Cloud ของ Oracle นี้เติบโตถึง 58% ในแบบ Year-over-year ในไตรมาส 4 ปีล่าสุด และมียอดขายมากถึง 1,400 ล้านเหรียญหรือราวๆ 49,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งยอดขายทั้งหมดของ Oracle เองอยู่ที่ 12% โดยในตลาดใหม่ที่ Oracle จะจ้างเซลส์เพิ่มนี้ก็มีส่วนแบ่งในยอดขายบริการ Cloud ของ Oracle เองถึง 28% เลยทีเดียว เรียกได้ว่า Oracle กำลังพยายามที่จะขยายตลาดที่ยังมีโอกาสอยู่นี้ให้เติบโตอย่างรวดเร็วก็คงไม่ผิดนัก

 

ที่มา: http://www.investopedia.com/news/oracle-hiring-1000-sales-reps-cloud-push/?lgl=rira-baseline-vertical

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-hires-1000-more-sales-representative-to-expand-its-cloud-market/

AWS เปิดตัว Lambda@Edge แบบ GA แล้ว เข้าสู่ยุค Serverless ไปอีกขั้น

ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักพัฒนาสาย Node.js เมื่อ Amazon Web Services (AWS) ประกาศให้บริการ Lambda@Edge เข้าสู่สถานะ Generally Available (GA) เป็นที่เรียบร้อย ทำให้สามารถพัฒนาฟังก์ชันไว้ใน AWS Region ใดๆ และสั่งเรียกใช้งานได้จาก Region หรือ Edge Location อื่นๆ ได้โดยไม่ต้องสร้าง Server อีกต่อไป

Credit: AWS

 

นอกจากนี้ Lambda@Edge เองก็ยังสามารถทำการ Scale ระบบด้วยตัวเองได้โดยอัตโนมัติตามปริมาณ Request ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งการที่ Lambda@Edge ทำการประมวลผลที่ Edge Location เลยนี้ก็จะช่วยลด Latency ในการทำงานลงไปเป็นอย่างมาก ซึ่งความสามารถนี้ต้องใช้งานร่วมกับ CloudFront

ปัจจุบันผู้ที่อยากใช้งาน Lambda@Edge สามารถเข้าไปใช้งานได้ที่ US East (N. Virginia) Region โดยโค้ดชุดนี้จะถูก Replicate กระจายไปทั่วโลกโดยอัตโนมัติ

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาคู่มือของการใช้ CloudFront ร่วมกับ Lambda@Edge ได้ที่ http://docs.aws.amazon.com/AmazonCloudFront/latest/DeveloperGuide/lambda-at-the-edge.html เลยนะครับ

 

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2017/07/lambda-at-edge-now-generally-available/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-lambda-at-edge-is-now-generally-available/