คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

Amazon RDS รองรับ Database ขนาด 16TB แล้ว พร้อมเพิ่มความเร็ว Storage สูงสุด 40,000 IOPS

AWS ได้ออกมาประกาศเพิ่มความสามารถให้กับ Amazon RDS Database Instance สำหรับ MySQL, MariaDB, Oracle และ PostgreSQL ให้มีความจุได้สูงสุด 16TB และมี Provision IOPS Storage ได้ถึง 40,000 IOPS แล้ว

Credit: AWS

 

AWS นั้นเชื่อว่าความจุที่เพิ่มขึ้นนี้จะสามารถรองรับงาน Transactional Database และ Data Warehouse ได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องทำ Sharding ระหว่างหลาย Database Instance ให้วุ่นวายเหมือนอย่างแต่ก่อน รวมถึงก่อนหน้านี้ยังเคยประกาศว่า Amazon RDS สามารถใช้งานร่วมกับ Amazon Elastic Block Storage (EBS) Elastic Volumes เพื่อให้สามารถขยายความจุได้โดยง่าย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ได้อีกด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบราคาของ Amazon RDS ได้ที่ https://aws.amazon.com/rds/pricing/ ครับ

ผู้ที่อยากศึกษาเรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Amazon Web Services ในไทยสามารถเข้าร่วมกลุ่มของ Bangkok AWS User Group ได้ทันทีที่ https://www.facebook.com/groups/awsusergroup/

 

ที่มา: https://aws.amazon.com/about-aws/whats-new/2017/11/amazon-rds-now-supports-database-storage-size-up-to-16tb-and-faster-scaling-for-mysql-mariadb-oracle-and-postgresql-engines/

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-rds-now-supports-16tb-database/

Advertisements

สรุปงาน Sophos NEXT-GEN Security Seminar 2017 มีอะไรใหม่ มาดูกัน !!

ทีมงาน TechTalkThai ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Sophos NEXT-GEN Security Seminar 2017 ซึ่งเป็นงานสัมมนาครั้งใหญ่ประจำปีของ Sophos โดยปีนี้จัดติดต่อกันมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ภายในงานมีการอัปเดตแนวโน้มด้านภัยคุกคาม เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่จากทาง Sophos ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

แนะนำ Sophos ก่อนสักเล็กน้อย

Sophos เป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยชื่อดังจากสหราชอาณาจักร ซึ่งโฟกัสตลาดที่องค์กรระดับกลาง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1985 โดยเริ่มจากการให้บริการซอฟต์แวร์ Antivirus จากนั้นขยายธุรกิจและเข้าควบรวมกิจการของผู้ให้บริการด้านความมั่นคงปลอดภัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Utimaco, Astaro, DIALOGS, Cyberoam, Surfright, Reflexion จนทำให้สามารถให้บริการโซลูชัน Endpoint Protection และ Network Security ได้อย่างครบวงจร ล่าสุดได้เข้าซื้อกิจการของ PhishThreat ในปี 2016 เพื่อเสริมศักยภาพด้าน Anti-phishing และ Invincea สำหรับทำ Machine Learning

Sophos ให้บริการแพลตฟอร์มด้านความมั่นคงปลอดภัยภายใต้แนวคิด “Synchronized Secuirty Platform” ที่ซึ่งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทั้งฝั่ง Network และ Endpoint สามารถแชร์ข้อมูลและผสานการทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ ช่วยให้ Sophos สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ

Exploit, Ransomware และ Phishing ภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุดในปี 2017

Julius Suarez ผู้จัดการฝ่าย Sales Engineering ประจำภูมิภาค ASEAN ระบุว่า จากสถิติที่ Sophos รวบรวมมา ภัยคุกคามที่พบบ่อยที่ในปี 2017 ประกอบด้วย

  • Exploit – โจมตีด้วยการเจาะผ่านช่องโหว่ เช่น Flash หรือใช้วิธี Drive-by Download, Malvertising โดยมุ่งเน้นเป้าหมายที่องค์กรขนาดใหญ่
  • Ransomware – จากสถิติพบว่าแฮ็กเกอร์สามารถเรียกค่าไถ่จากเหยื่อได้สูงถึง $394,000 ต่อเดือน
  • Phishing – 93% ของอีเมล Phishing มักมี Payload ของ Ransomware แฝงมาด้วย

นอกจากนี้ Suarez ยังได้แจ้งเตือนอีกว่า ตอนนี้อุปกรณ์พกพาเริ่มตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแบบ Phishing มากขึ้น เนื่องจากมีหน้าจอขนาดเล็ก ทำให้เห็นรายละเอียดของ URL ได้ไม่ครบถ้วน จึงมีแนวโน้มที่เหยื่อจะหลงคิดว่ากำลังเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกต้องจริง ที่สำคัญคือแฮ็กเกอร์มักเลือกช่วงเวลาการส่งอีเมล Phishing เป็นช่วงกลางคืน หรือวันเสาร์อาทิตย์ เนื่องจากผู้ใช้ส่วนใหญ่มักเช็คอีเมลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นอีเมลจาก Amazon, eBay, Netflix ส่งผลให้การปลอมอีเมลเป็นของผู้ให้บริการเหล่านั้นเพื่อใช้โจมตีแบบ Phishing จะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

“การรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์จำเป็นต้องโฟกัสทั้ง 3 ส่วน คือ People, Process และ Technology โดย People เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด เราจำเป็นต้องสร้างความตระหนักให้แก่พนักงานในองค์กรและผู้ใช้ เพื่อให้พวกเขาพร้อมรับมือเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น” — Suarez กล่าว

ก่อนเข้าปี 2018 Sophos มีอะไรใหม่

Sophos ให้นิยามของคำว่า “Next-gen” ของตนเองว่าประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 7 ประการ คือ

  • Predictive – มีการนำเทคโนโลยี Machine Learning เข้ามาใช้งานเพื่อคาดการณ์หรือคาดเดาภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้
  • Multi-vector – ให้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบ Multi-layered
  • Signature-less Performance – ไม่ยึดติดกับการใช้ Signature ในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม
  • Remediation – สามารถกำจัดมัลแวร์และฟื้นฟูระบบให้กลับไปเหมือนก่อนที่จะถูกโจมตีได้
  • Ensemble Protection – แต่ละโซลูชันสนับสนุนการทำงานระหว่างกัน เสมือนเป็นโซลูชันเดียวกัน
  • Global Management – บริหารจัดการแบบรวมศูนย์จากที่ไหนก็ได้
  • Synchronized – แชร์ข้อมูลระหว่างกันและผสานการทำงานของทุกโซลูชันได้อย่างไร้รอยต่อ

ดังนั้นแล้ว Sophos จึงให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยทั้งด้าน Network และ Endpoint แบบครบวงจร ซึ่งสามารถแชร์ข้อมูลระหว่างกันและบริหารจัดการจากศูนย์กลางได้

Roadmap ของผลิตภัณฑ์ฝั่ง Endpoint

  • Endpoint Protection – เพิ่มฟีเจอร์ Synchronized Security App Control เพื่อตรวจสอบและทำนโยบายเพื่อควบคุมการใช้ Unknown App ได้ และเปลี่ยนไปใช้การบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud (Sophos Central)
  • Intercept X – อัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 2 ซึ่งจะมีฟีเจอร์ Full Disk และ Boot Protection สำหรับป้องกัน Ransomware ที่โจมตี MBR เช่น Petya และเพิ่มฟีเจอร์ Credential Theft Protection
  • Machine Learning – มีการนำ Deep Learning เข้ามาช่วยตรวจจับ Zero-day Malware และเพิ่มการตรวจสอบ Portable Executable ซึ่งจะถูกใช้เป็นฟีเจอร์เสริมบน Endpoint Protection และ Intercept X
  • Server Protection – เพิ่มฟีเจอร์ Anti-exploit
  • Sophos Mobile – เพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการ EMM ผ่าน Sophos Central, เพิ่ม Sophos Container, ผสานการทำงานร่วมกับ Sophos Wireless และสามารถบริหารจัดการผ่านอุปกรณ์ macOS ได้
  • Encryption – รองรับการเข้ารหัสข้อมูลทั้งแบบ Full Disk Encryption และ File-based Encryption

Roadmap ของผลิตภัณฑ์ฝั่ง Network

  • Sophos XG Firewall – เพิ่มฟีเจอร์ Synchronized Security Dynamic App Control (เช่นเดียวกับ Endpoint Protection) และ Enterprise Firewall Rule Management
  • Sophos UTM 9.5 – เพิ่มความสามารถให้ Sophos Sandstorm และรองรับ RESTful API สำหรับการทำงานร่วมกับ 3rd Party
  • Sophos Wireless – รองรับการทำ Synchronized Security ร่วมกับ Endpoint และ Mobile ถ้าพบการเชื่อมต่อที่ผิดปกติ ก็จะกักกันอุปกรณ์นั้นๆ ไม่ให้เข้าถึงระบบเครือข่าย นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถในการตรวจจับ Rogue AP
  • Sophos Sandstorm – ผสานเทคโนโลยีของ Surfright และ Invincea เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำ Machine Learning

เรียกได้ว่ามีการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ค่อนข้างเยอะพอสมควรเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มเทคโนโลยี Machine Learning ที่ได้มาจากการควบรวมกิจการของ Invincea เพื่อเพิ่มความสามารถของฟีเจอร์ Anti-exploit/Anti-ransomware ที่มีอยู่ และการเพิ่มฟีเจอร์ Synchronized Security App Control ซึ่งผสานการทำงานของ Endpoint และ Firewall ให้สามารถตรวจจับและควบคุม Unknown Applications ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถดูวิธีสาธิตการทำงานได้ที่วิดีโอด้านล่าง

from:https://www.techtalkthai.com/what-new-in-sophos-next-gen-security-seminar-2017/

Google Cloud Platform ประกาศเปิด Hong Kong Region ในปี 2018

ทีม Google Cloud Platform (GCP) ได้ออกมาประกาศถึงแผนการเปิด Hong Kong Region ภายในปี 2018 เพื่อตอบรับต่อความต้องการของธุรกิจข้ามชาติจำนวนมากที่อยู่ในฮ่องกง เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ด้วย Latency ที่ต่ำจาก Cloud นั่นเอง

Credit: Google

ฮ่องกงนี้จะกลายเป็น GCP Region ที่ 6 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และทาง Google ก็ยังประกาศด้วยว่าหลังจากนี้จะยังเดินหน้าขยาย Region ใหม่ๆ เพิ่มเติมในแถบภูมิภาคเดียวกันนี้อีกในอนาคต

สำหรับผู้ที่อยากติดตามว่า GCP Region มีอยู่ที่ไหน และแต่ละที่มีอัปเดตอะไรบ้าง ก็ลองติดตามได้ที่ https://cloud.google.com/about/locations/ ครับ

 

ที่มา: http://cloudplatform.googleblog.com/2017/11/coming-in-2018-GCPs-Hong-Kong-region.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-platform-will-open-hong-kong-region-in-2018/

Microsoft Azure เปิดฟีเจอร์ใหม่สนับสนุนการย้ายระบบจาก VMware ขึ้น Cloud

สำหรับใครที่เป็นแฟน Azure แต่ติดที่ว่ากำลังใช้งาน On-premises บน VMware หรืออยากใช้งานระบบเดิมเป็น Hybrid ร่วมกับ Azure อาจยังไม่มั่นใจและคิดว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ตอนนี้ข่าวดีมาถึงแล้ววันที่ 27 พฤจิกายนนี้ Azure จะเปิดบริการใหม่ให้ลูกค้าทุกรายใช้กันฟรีๆ เพื่อสนับสนุนการย้าย VMware มายัง Azure

บริการที่ Azure จะนำเสนอมี 3 ส่วนหลักคือ

1. ย้ายแอปพลิเคชันด้วย Azure Migrate เปิดบริการฟรี โดยทาง Azure หวังว่าจะช่วยลูกค้าทุกท่านตลอดทุกขั้นตอนดังนี้

  • Discovery and Assessment  บริการ Azure Migrate จะช่วยค้นหาแอปพลิเคชันบน VMware แบบ on-premise และแสดงออกมาเป็นกราฟเพื่อแสดงลำดับของแอปพลิเคชันตามภาพด้านบนเพื่อให้ผู้ใช้มองเห็นภาพและจัดลำดับความสำคัญในการย้ายได้ นอกจากนี้ Azure Migrate สามารถรู้ไปถึง CPU, Memory, Disks และเครือข่าย อีกทั้งยังสามารถเสนอขนาดการใช้งานที่เหมาะสมเพื่อให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคตต่อไป
  • Migration บริการ Azure Site Recovery (ASR) จะช่วยย้ายเครื่องโฮสต์ภายใน Vmware ทั้ง Linux และ Windows โดยเกิด Downtime น้อยมาก นอกจากนี้ยังสามารถให้ผู้ใช้งานกำหนดลำดับของเซิร์ฟเวอร์แอปพลิเคชันที่ต้องการย้ายได้อีกด้วย หากลูกค้าใช้ SQL Server และ Oracle อยู่แล้วก็สามารถย้ายโดยตรงไปยัง Azure SQL Database ได้เช่นกัน
  • Resource & Cost Optimization เมื่อย้ายมาแล้วก็ยังมีเครื่องมือที่ช่วยติดตามในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากต้องการคำนวณราคาก่อนในการใช้งาน(TCO)ก็สามารถตามได้ที่นี่

2. การใช้งานบริการ Azure ควบคู่กับ VMware ลูกค้าที่อยากใช้ On-premise ของเดิมร่วมกับ Cloud ก็สามารถทำได้เช่น การใช้ Azure Backup, Azure Site Recovery, บริการจัดการอัปเดตหรือตั้งค่า, Azure Security Center และ Log Analytics นอกจากนี้ Azure ยังรองรับการจัดการทรัพยากรโดย VMware vRealize Automation Console อีกด้วย

3. ใช้งาน VMware infrastructure บน Azure Hardware บางทีลูกค้าจำเป็นต้องใช้งานแอปพลิเคชันบน VMware จึงไม่สะดวกที่จะย้ายมา Azure Cloud ซึ่งตอนนี้ Azure ก็ได้เปิดโอกาสให้สามารถใช้งาน VMware Stack บน Azure Hardware โดยคาดว่าจะให้บริการได้จริงภายในปีหน้า แต่การใช้งานเช่นนี้อาจจะไม่ได้ประหยัดค่าใช้จ่ายเหมือนกับการใช้งาน Azure Cloud โดยตรง

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/transforming-your-vmware-environment-with-microsoft-azure/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-migrate-support-from-vmware/

Microsoft Azure เริ่มให้บริการ VMware บน Bare Metal แล้ว

เพื่อรองรับเหล่าลูกค้าองค์กรที่ใช้งาน VMware เป็นหลัก ในที่สุด Microsoft Azure ก็เริ่มให้บริการ VMware บน Microsoft Azure Hardware ใน Cloud แล้ว

Credit: Microsoft

 

โซลูชันนี้ของ Microsoft Azure จะช่วยให้เหล่าองค์กรที่ใช้ VMware นั้น สามารถย้าย VM ของตนเองขึ้นมาอยู่บน VMware ที่ทำงานอยู่บน Microsoft Azure ได้ ซึ่ง Platform นี้มีชื่อเรียกว่า VMware virtualization on Azure อีกทั้ง Microsoft ยังได้ทำการพัฒนา Azure Migrate ขึ้นมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ ย้ายระบบจาก On-premises ขึ้นมาได้ง่ายขึ้น และยังสามารถทำการ Integrate ระบบที่ทำงานอยู่บน VMware นี้เข้ากับบริการอื่นๆ ของ Microsoft Azure เช่น Azure Backup, Azure Site Recovery, Azure Security Center และ Azure Log Analytics ได้อีกด้วย

สุดท้าย Microsoft นั้นก็ตั้งเป้าที่จะช่วยให้เหล่าองค์กรที่ใช้งาน VMware นั้นก้าวสู่ภาพของ Hybrid Cloud ได้ด้วยเทคโนโลยีของ Microsoft Azure ในอนาคตด้วยเครื่องมือเสริมและบริการต่างๆ ที่จะพัฒนาขึ้นมานั่นเอง

ส่วนใครสนใจเรียนคอร์สฟรี Azure for VMware vSphere Admins ก็สามารถเข้าไปเรียนกันได้เลยที่ https://www.pluralsight.com/courses/microsoft-azure-vms-vmware-vsphere-admins นะครับ

 

ที่มา: https://azure.microsoft.com/en-us/blog/transforming-your-vmware-environment-with-microsoft-azure/

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-offers-vmware-virtualization/

AWS ประกาศปรับลดราคา AWS IoT ลงสูงสุด 40% พร้อมเปลี่ยน Pricing Model ใหม่

Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการ Public Cloud รายใหญ่ ประกาศปรับลดราคาบริการ AWS IoT ลงสูงสุด 40% พร้อมเปลี่ยน Pricing Model ใหม่ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เริ่มใช้งานต้นปีหน้า

AWS IoT เป็นบริการสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เข้ากับ Cloud ของ AWS โดยผู้ใช้งานสามารถต่อยอดใช้บริการต่างๆที่ AWS มีอยู่แล้วได้ เช่น Amazon Simple Storage Service (S3) สำหรับเก็บข้อมูล, Amazon DynamoDB สำหรับประมวลผลข้อมูล, Amazon Kinesis, AWS Lambda, Amazon Simple Notification Service (SNS) สำหรับสร้าง Push Notification และบริการอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งที่ผ่านมามีการคิดค่าบริการตามจำนวน Message ที่ทำการรับและส่งหว่างอุปกรณ์ IoT กับระบบ Cloud ทำให้บางครั้งลูกค้าต้องทำการจ่ายค่าบริการให้กับ Service ที่ตนเองไม่ได้ใช้งาน เช่น การส่งข้อมูล ping จำนวนมากๆแต่จะถูกนับเป็นการส่ง Message

ล่าสุด AWS ได้ประกาศปรับลดราคาการใช้งาน AWS IoT ลง 20-40% พร้อมปรับเปลี่ยน Pricing Model ใหม่ โดยมีการคิดตามรายละเอียดย่อยมากขึ้น เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น เหมาะกับผู้ใช้งานทุกประเภท โดยคิดตามรายละเอียดดังนี้

  • Connectivity: คิดตามจำนวนเวลาทั้งหมดที่อุปกรณ์ทำการเชื่อมต่อกับ Cloud เป็นรายนาที โดยคิดราคา 0.08 เหรียญ ต่อการเชื่อมต่อ 1 ล้านนาที
  • Messaging: คิดตามจำนวน Message ที่รับและส่งระหว่างอุปกรณ์กับ Cloud โดยคิดราคา 1 เหรียญต่อ 1 ล้าน Message ซึ่งสามารถส่ง Message ได้ขนาดสูงสุดครั้งละ 128 kilobytes โดยนับ 5 kilobytes เป็น 1 Message
  • Rules Engine: คิดตามจำนวนการทำงานของ Rules ที่สร้างไว้แต่ละครั้ง โดยคิดราคา 0.15 เหรียญ ต่อการทำงาน 1 ล้านครั้ง และ 0.15 เหรียญต่อการทำ Action 1 ล้านครั้ง
  • Device Shadow & Registry Updates: คิดตามจำนวนของการเข้าถึงและแก้ไข Device Shadow หรือข้อมูล Registry โดยคิดราคา 1.25 เหรียญต่อ 1 ล้านครั้ง

นอกจากนี้ AWS Free Tier จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมได้สูงสุด 50 อุปกรณ์ โดยที่ยังสามารถส่ง Message, สร้าง Rules, สร้าง Device Shadow และ Registry ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่ง Pricing Model ใหม่จะถูกนำมาใช้งานในวันที่ 1 มกราคม 2018 โดยอัตโนมัติ

ที่มา: https://aws.amazon.com/blogs/aws/aws-iot-update-better-value-with-new-pricing-model/

from:https://www.techtalkthai.com/aws-annnounces-aws-iot-price-reduction-up-to-40-percent-and-new-pricing-model/

สรุปงาน Microsoft Azure Summit 2017 ในประเทศไทย ดัน Public Cloud คู่ Hybrid Cloud ด้วย Azure Stack

ในงาน Microsoft Azure Summit ที่เพิ่งจัดขึ้นไปเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมานั้น มีการจัดแสดงเทคโนโลยีของ Microsoft Azure พร้อมผู้เข้าชมกว่า 300 รายทั่วไทย เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีและทิศทางของบริการ Microsoft Azure โดยเฉพาะ ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปเข้าร่วมงานในครั้งนี้ จึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

Cloud เติบโตอย่างรวดเร็ว Microsoft ดันยอดขายทะลุเป้า 662,000 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว

Microsoft นั้นเคยตั้งเป้ายอดขายของบริการ Cloud เอาไว้ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญหรือราวๆ 662,000 ล้านบาทสำหรับปี 2018 ที่จะถึงนี้ แต่กลับทำยอดประมาณการรายได้ถึงเป้านี้ได้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกนั้นต่างเปิดรับการนำ Cloud เข้าไปใช้งานกันแล้วอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม Fortune 500 นั้นก็มีการใช้งาน Microsoft Cloud แล้วกว่า 96%

สำหรับวิสัยทัศน์ถัดไปของ Microsoft Cloud นั้นก็จะเป็นภาพของ Intelligent Edge ซึ่งทางคุณคริส เวเบอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายลูกค้าธุรกิจระดับโลกแห่ง Microsoft ก็ได้ออกมาเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ที่จะทำให้ Microsoft Azure นั้นกลายเป็นแกนกลางของเทคโนโลยีสำหรับดำเนินธุรกิจหลากหลาย และสื่อสารเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ ภายในองค์กรจนเกิดเป็นภาพ Intelligent Edge ที่สิ่งต่างๆ มีความชาญฉลาดเสมือนมี Artificial Intelligence (AI) อยู่ภายใน พร้อมยกตัวอย่างของ Carlsberg ที่ได้ให้บริการ Beer as a Service ได้สำเร็จด้วยการนำเทคโนโลยีของ Microsoft ไปประยุกต์ใช้ สร้างเป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากการมาของเทคโนโลยีล้ำยุคอย่างในปัจจุบัน

 

Credit: Microsoft

 

ตลาด Public Cloud ไทยอาจโตถึง 7,700 ล้านบาทในปี 2017 นี้ ผลักดัน Azure Stack เต็มที่สำหรับกลุ่มองค์กรไทย

ทาง Microsoft ได้เผยข้อมูลว่าตลาด Public Cloud ในไทยนั้นอาจมีมูลค่าสูงถึง 7,700 ล้านบาทในปี 2017 นี้ โดยทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้นก็ได้มาเล่าถึงกรณีการนำ Microsoft Azure ไปใช้งานภายในการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid ในขณะที่ AIS เองก็ได้มาแบ่งปันเรื่องของการให้บริการ Cloud ด้วยเทคโนโลยีของ Microsoft Azure พร้อมทั้งทาง Microsoft เองก็ยังเผยด้วยว่าปัจจุบันเหล่าธุรกิจองค์กรในไทยก็เริ่มใช้งาน Microsoft Azure เพื่อสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ กันมากขึ้น และเริ่มนำเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Big Data Analytics บน Cloud ไปใช้งานเพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจใหม่ๆ กันอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน เหล่าพันธมิตรของ Microsoft นั้นก็ได้ออกมานำเสนอโซลูชัน Microsoft Azure Stack ซึ่งเป็นระบบ Hybrid Cloud สำหรับองค์กรที่นำเทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ Microsoft Azure มาใช้งาน และสามารถทำงานร่วมกันได้นั้นกันอย่างคับคั่งภายในพื้นที่จัดบูธ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้ผลิต Hardware อย่าง Dell EMC และ HPE ที่พร้อมนำเสนอ Server และ Storage สำหรับ Microsoft Azure Stack โดยเฉพาะกันแล้ว หรือเหล่า System Integrator (SI) ที่พร้อมติดตั้งและดูแลรักษา Microsoft Azure Stack ทำให้เหล่าลูกค้าองค์กรสามารถมั่นใจได้ และก้าวต่อไปจากการทำ Virtualization สู่ Hybrid Cloud ได้เลยด้วยเทคโนโลยีของ Microsoft

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงเทคโนโลยีอื่นๆ ของ Microsoft Cloud มากมาย ทั้ง Microsoft Office 365, Microsoft PowerBI, Microsoft Cognitive Services ไปจนถึงเหล่า Vendor รายอื่นๆ ที่นำโซลูชันสำหรับเสริมการใช้งานเทคโนโลยีของ Microsoft Azure มาใช้ตอบโจทย์อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Backup, Disaster Recovery, Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และอื่นๆ อีกมากมาย แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ Ecosystem สำหรับสนับสนุนการใช้งาน Microsoft Cloud ได้ในระดับองค์กรไทย

 

เริ่มต้นเรียนรู้ Cloud ในวันนี้ยังไม่สาย และ Microsoft เปิดให้ทดลองใช้งาน Azure ได้ฟรี!

เพื่อเร่งผลักดันให้การนำ Cloud ไปใช้งานในธุรกิจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด ทาง Microsoft นั้นจึงได้เปิดบริการทดลองใช้งาน Microsoft Azure พร้อม 25 บริการเสริมบน Cloud ได้ฟรีทั้งหมดเป็นเวลา 12 เดือน อีกทั้งยังจะได้รับ Credit มูลค่า 200 เหรียญสำหรับทดลองใช้งานบริการอื่นๆ นอกเหนือจากบริการฟรีเหล่านี้อีกด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและทำการสมัครพร้อมเริ่มต้นใช้งานได้ทันทีที่ https://azure.microsoft.com/en-us/free/ ครับ

ส่วนผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารของ Microsoft Thailand สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ https://news.microsoft.com/th-th/ ครับ

 

สำหรับบทความนี้ก็จบเพียงเท่านี้ครับ ทางทีมงาน TechTalkThai ต้องขอขอบคุณทาง Microsoft Thailand ที่ให้โอกาสได้ไปเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วยครับ ส่วนด้านล่างนี้เป็นคลิปที่เดินถ่ายมาตามบูธต่างๆ ภายในงาน Microsoft Azure Summit ครั้งนี้ครับผม

 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853229528040352%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853256454704326%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853263461370292%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853274584702513%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853290921367546%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853297584700213%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853317918031513%2F&show_text=0&width=560

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftechtalkthai%2Fvideos%2F1853329681363670%2F&show_text=0&width=560

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-azure-summit-2017-summary/