คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

DoHome กับการตัดสินใจย้ายระบบ SAP และ E-Commerce ขึ้นสู่ Cloud ของ AWS

ทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณมารวย ตั้งมิตรประชา หนึ่งในผู้บริหารจากทาง DoHome ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกวัสดุบ้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมกับทีมงาน Amazon Web Services (AWS) ในประเทศไทย กับประเด็นการนำระบบ IT Infrastructure ที่สำคัญของ DoHome ไม่ว่าจะเป็น SAP S/4HANA และ E-Commerce ที่ใช้ระบบ SAP Hybris ขึ้นไปวางบน AWS ทั้งหมด จึงขอสรุปประเด็นต่างๆ มาเป็นกรณีศึกษาดังนี้ครับ

 

รู้จัก DoHome กันก่อน

ธุรกิจของ DoHome นี้เริ่มต้นธุรกิจจากยุคของคุณพ่อคุณแม่ โดยแรกเริ่มนั้นเป็น หจก. ศ.อุบลวัสดุ จำกัดในจังหวัดอุบลราชธานี และเติบโตจนได้จดทะเบียนมาเป็นบริษัท อุบลวัสดุ จำกัด แล้วค่อยๆ ขยายสาขามาทั่วประเทศไทยภายใต้ชื่อของ DoHome ปัจจุบันมีสาขาอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ อุบลราชธานี โคราช ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานครอีก 3 สาขา โดยอีกไม่นานจะเปิดเพิ่มอีกสาขาหนึ่งในกรุงเทพฯ อีกด้วย

ในส่วนของ DoHome Shop Online ที่เปิดตัวเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมานี้จะเป็นเว็บไซต์ E-Commerce เพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่ม B2C ไปทั่วประเทศไทย โดยลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้จาก https://www.dohome.co.th/ จากนั้นทาง DoHome จะทำการจัดส่งสินค้าไปให้ถึงที่หมายทันที เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอีกทางหนึ่ง

 

เมื่อธุรกิจเติบโต การนำ SAP มาบริหารจัดการก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

จากธุรกิจในห้องแถวขนาดเล็กที่ขยายกลายเป็นร้านค้าปลีกและค้าส่งวัสดุบ้านในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย การนำ Software มาใช้ในการช่วยบริหารจัดการและดำเนินธุรกิจในสาขาต่างๆ ให้เป็นไปได้อย่างราบรื่นนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ดี ถึงแม้ SAP จะตอบโจทย์ในเชิงธุรกิจได้ดี แต่ระบบ IT Infrastructure กลับไม่เป็นไปเช่นนั้น

แรกเริ่มทาง DoHome ได้ใช้ SAP บนระบบ Server และ Storage ภายในองค์กรเองแบบ On-premises โดยได้ทำการประเมินและจัดซื้อ Hardware มาเพื่อให้รองรับต่อการใช้งานเป็นระยะเวลา 5 ปี แต่เมื่อใช้งานไปได้จริง 2-3 ปีก็พบว่าทรัพยากรของระบบเริ่มไม่เพียงพอ เนื่องจากธุรกิจนั้นเติบโตอย่างรวดเร็วและมียอดขายมากขึ้นในแต่ละเดือน ทำให้ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บและประมวลผลนั้นเพิ่มขึ้นเกินกว่าที่คาดคะเนเอาไว้ และต้องอัปเกรดระบบก่อนกำหนด

การอัปเกรดระบบนี้ก็เป็นไปได้อย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในการเพิ่มอุปกรณ์ Hardware ภายในระบบ, การโยกย้ายและปรับแต่ง Software ให้ทำงานร่วมกับ Hardware ใหม่ๆ ที่จัดซื้อเข้ามา และอื่นๆ เรียกได้ว่าขั้นตอนเหล่านี้ไม่ง่ายเลยทีเดียว อีกทั้งระบบใหม่ที่อัปเกรดมาเพื่อรองรับการใช้งานอนาคตไปอีก 5 ปีนี้ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้จริง และต้องทำการอัปเกรดใหม่อีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปอีก 2-3 ปีเหมือนเดิม

ด้วยเหตุเหล่านี้เอง ทาง DoHome จึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ให้กับระบบ IT Infrastructure เพื่อให้ตอบรับต่อการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจ ที่ยากจะทำนายว่าจะเติบโตไปแค่ไหน และนี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ DoHome เริ่มพิจารณาระบบ Cloud

 

เริ่มใช้ Cloud กับระบบ E-Commerce

ในช่วงเวลาเดียวกับที่ DoHome นั้นมีปัญหากับระบบ On-premises ที่ทำการเพิ่มขยายและอัปเกรดได้ยาก ทาง DoHome เองก็มีโครงการที่จะเปิดตัว DoHome Shop Online ซึ่งเป็นระบบ E-Commerce สำหรับจำหน่ายสินค้าของ DoHome ผ่านทางเว็บไซต์เพื่อขยายฐานลูกค้า โครงการนี้ถือเป็นโครงการใหม่ ทำให้ DoHome ถือโอกาสพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างการใช้งานระบบ On-premises แบบเดิมๆ กับการใช้งานระบบ Cloud

ทาง DoHome ได้พิจารณาทั้งข้อดีและข้อเสียของ IT Infrastructure ทั้งสองรูปแบบ และทำการทดสอบ ก่อนจะตัดสินใจเลือกใช้ Amazon Web Services (AWS) เป็นระบบ Cloud เบื้องหลังระบบ E-Commerce นี้ด้วยประเด็นด้านความง่ายดายในการดูแลรักษา, ความง่ายในการเพิ่มขยาย, ค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าในช่วงพัฒนา และค่าใช้จ่ายในภาพรวมที่ถูกและคุ้มค่ากว่าการลงทุนเป็นระบบ On-premises

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกใช้ AWS ในที่สุดทาง DoHome ก็ได้ทำการติดตั้ง SAP Hybris ซึ่งเป็นระบบ E-Commerce จาก SAP ลงไปบน AWS และเริ่มต้นให้บริการ DoHome Shop Online ได้อย่างรวดเร็ว

ที่น่าสนใจคือ หลังจากที่ระบบ DoHome Shop Online นั้นเริ่มขึ้น Production จริงแล้ว ทางทีมงาน AWS จากประเทศไทยก็เข้ามาทำการช่วยปรับแต่งระบบให้มีความคุ้มค่าในการใช้งานสูงยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ จาก AWS ที่ทาง DoHome ยังไม่เคยใช้งานเข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบและลดค่าใช้จ่าย ทั้งในส่วนของ Front-end และ Back-end ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนของระบบ DoHome Shop Online นี้ลดลงไปได้จากเดิมถึง 40% เลยทีเดียว

สำหรับอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของ DoHome ในการเริ่มต้นใช้งานระบบ Cloud นั้น คือการที่แผนก IT ต้องทำการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ และปรับแนวคิดที่มีต่อเทคโนโลยีเหล่านี้ให้ได้ เพื่อให้สามารถนำศักยภาพของ Cloud มาใช้งานให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะที่ข้อดีของการนำ Cloud มาใช้นั้นก็คือการที่ AWS นั้นไม่มี Downtime ของระบบเลยตั้งแต่ใช้งานมา ทำให้ทีมงานไม่ต้องลำบากในการดูแลรักษาระบบอีกต่อไป

นอกจากนี้ เนื่องจาก DoHome นั้นมีหลายสาขาอยู่ทั่วประเทศไทย การที่ระบบอยู่บน Cloud นั้นก็ทำให้การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายจากแต่ละสาขาไปยัง AWS นั้นทำได้ง่าย มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเชื่อมเครือข่ายในทุกสาขาเข้าด้วยกันเอง อีกทั้งทีม Developer ก็สามารถทำงานจากสาขาใดๆ ก็ได้ และพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ส่งขึ้นไปยังระบบ Cloud โดยตรงด้วยตัวเอง ซึ่งทาง AWS เองก็มีบริการต่างๆ ในแง่มุมของ IaaS และ PaaS ให้เลือกใช้ได้หลากหลาย ทำให้การเพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆ เข้าไปทำได้ง่ายและไม่ต้องกังวลในประเด็น Infrastructure แต่อย่างใด

ที่ผ่านมาธุรกิจส่วน E-Commerce นี้สร้างรายรับให้กับ DoHome มากถึงปีละ 13 ล้านบาท และปีนี้ก็คาดว่ายอดจะเติบโตขึ้นไปเกินกว่า 30 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

 

ตัดสินใจย้าย SAP ขึ้น AWS ด้วยความมั่นใจ

หลังจากที่โครงการ E-Commerce ถูกใช้งานบน AWS อย่างมั่นคงทนทานและยืดหยุ่นเต็มที่ได้ประสบความสำเร็จดีแล้ว ก้าวถัดไปของ DoHome ก็คือการย้ายระบบ SAP ที่เคยมีปัญหาเรื่องการเพิ่มขยายมาโดยตลอดขึ้นไปยัง AWS ด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งทาง AWS นั้นก็เป็น Partner เหนียวแน่นกับ SAP อยู่แล้ว จึงมีเครื่องมือและข้อมูลการย้ายระบบ SAP ขึ้นไปยัง Cloud ให้อย่างพร้อมสรรพอยู่ที่ https://aws.amazon.com/sap/ ทำให้ทาง DoHome สามารถย้ายระบบ SAP ขึ้น AWS ได้อย่างมั่นใจ พร้อมเปิดใช้งานเป็น Production ภายในปีนี้ และใช้เป็น SAP S/4HANA ไปเลย

การย้าย SAP ขึ้น AWS ในครั้งนี้นอกจากจะตอบโจทย์การเพิ่มขยายระบบอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของธุรกิจ และการเข้าถึงได้จากทุกสาขาอย่างง่ายดายแล้ว ประเด็นเรื่องของการทำให้การเพิ่มความสามารถใหม่ๆ ให้กับ SAP และการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่าง SAP เข้ากับระบบ E-Commerce ก็จะสามารถทำได้อย่างง่ายดายคล่องตัวยิ่งขึ้นนั้นก็ถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับ DoHome ด้วยเช่นกัน

การใช้ SAP บน AWS ในครั้งนี้ ทาง DoHome ได้ทำการประเมินค่าใช้จ่ายเอาไว้ว่าจะช่วยลดการลงทุนทางด้าน IT Infrastructure ลงไปได้ถึง 30% เลยทีเดียว

 

 

ใช้ SAP บน AWS มีความยืดหยุ่นสูง มีทีมงานมืออาชีพให้การสนับสนุนในไทย

ปัจจัยหลักที่ทำให้ DoHome สามารถใช้งาน SAP บน AWS ได้อย่างประสบความสำเร็จนั้น ก็คือความยืดหยุ่นของระบบ AWS ที่ตอบโจทย์การใช้งานของ DoHome เป็นอย่างมาก รวมถึงความคล่องตัวที่ทำให้ DoHome ย้ายระบบขึ้นไปได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการคิดลิขสิทธิ์ของระบบแบบ Bring Your Own License (BYOL) ที่ทำให้ DoHome สามารถนำ SAP License ของตนเองไปติดตั้งใช้งานบน Cloud ได้เลย, การมี SUSE ให้ใช้งานได้บน AWS และการเปิดให้ SAP Partner ในไทยสามารถมาช่วยเหลือให้การสนับสนุนการติดตั้งใช้งานร่วมกับทีมงานของ AWS ในไทยได้ ทำให้ทั้งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางด้านเทคนิคจากทีมงานชาวไทยโดยตรงทั้งหมด

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน SAP บน AWS สามารถศึกษาได้ดังต่อไปนี้ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/dohome-moves-sap-and-e-commerce-to-amazon-web-services-cloud/

Advertisements

Sponsored Webinar: ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วย Google G Suite Business โดย Tangerine

TechTalkThai ร่วมกับ Tangerine ขอเรียนเชิญเหล่าองค์กรที่ใช้งาน Google G Suite และองค์กรที่กำลังสนใจ Google G Suite ทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาการทำงาน มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วย Google G Suite Business โดย Tangerine” เพื่อเรียนรู้การประยุกต์ใช้ Google G Suite ในการทำธุรกิจสำหรับองค์กร ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2017 เวลา 14.00 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดเวลาการทำงาน มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด ด้วย Google G Suite Business โดย Tangerine
ผู้บรรยาย: คุณ Pakorn Ngammanussiri, Google Solutions Specialist, Tangerine Company Limited
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2017 เวลา 14.00 – 15.30
ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx Meeting
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 200 คน
ภาษา: ไทย

 

การบรรยายนี้เหมาะกับใคร?

เนื่องจากเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับแนะนำเทคโนโลยี Google G Suite ในส่วนต่างๆ สำหรับการใช้งานเชิงธุรกิจเป็นหลัก พร้อมทั้งเล่าถึงประเด็นด้าน Security บน Google G Suite เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ จึงเหมาะกับทุกท่านที่กำลังพิจารณาใช้งานบริการต่างๆ ของ Google G Suite เพื่อทดแทนระบบเดิมที่เคยมีการใช้งานมาก่อน โดยหากมีข้อสงสัยเชิงเทคนิคหรือต้องการคำปรึกษาใดๆ ก็สามารถสอบถามกับทางวิทยากรได้โดยตรงทันที

 

1 ชั่วโมงเต็มกับ TechTalk Webinar ผ่าน Cisco WebEx Meeting

หลายท่านอาจประสบปัญหาเรื่องเวลา หรือการเดินทางมายังงานสัมมนาที่ต่างๆ ทำให้พลาดโอกาสในการอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีอันเป็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน TechTalkThai จึงได้ริเริ่มโปรเจ็คท์ TechTalk Webinar สำหรับกระจายความรู้ และอัพเดทข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ผ่านทางระบบ Web Conferencing (Cisco WebEx) เพื่อให้ทุกท่านสามารถรับชมและฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและ Vendor ต่างๆ จากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญคือ ทุกท่านสามารถเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันที โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 200 ท่านในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2017 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-google-g-suite-for-productive-and-secure-working-by-tangerine/

เปิดตัว Cisco Intersight ระบบ Cloud Management ใช้งานได้ฟรีสำหรับ Cisco UCS และ HyperFlex

Cisco ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Cisco Intersight ระบบบริหารจัดการ Server อย่าง Cisco UCS และ Cisco HyperFlex ผ่าน Cloud ให้เริ่มต้นใช้งานได้ฟรี

Credit: Cisco

 

เพื่อตอบรับการบริหารจัดการ Server จำนวนมากได้จากศูนย์กลาง และเตรียมรับการมาของแนวโน้ม Edge Computing ที่จะต้องมีการกระจายหน่วยประมวลผลไปยังสถานที่ต่างๆ มากขึ้น รองรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ทาง Cisco จึงได้พัฒนา Cisco Intersight ขึ้นมาใช้บริหารจัดการ Server ทั้งหมดได้จากศูนย์กลางผ่าน Cloud และเปิดให้ใช้งานกันได้ฟรีๆ พร้อมมีรุ่นอัปเกรดเพื่อเพิ่มฟีเจอร์ได้ โดยมีความสามารถดังนี้

 

Base Edition (รุ่นฟรี)

  • มีระบบ Health Monitoring และ Inventory ให้ใช้
  • ปรับแต่ง Dashboard ได้ตามต้องการ
  • สามารถ Tag ได้ และ Search ได้
  • สามารถทำการบริหารจัดการเบื้องต้นได้

 

Essentials Edition

  • สามารถกำหนด Configuration ตาม Policy ได้ พร้อมมีระบบ Service Profile ให้ใช้งาน
  • ทำ Remote Management และ vKVM ได้ผ่าน Cloud
  • ทำ Firmware Managment โดยมีการตั้ง Schedule สำหรับการอัปเดตได้
  • สามารถแนะนำการตรวจสอบ HCL Compliance และอัปเกรดได้

 

นอกจากนี้ด้วยการที่บริการ Cisco Insight นั้อยู่บน Cloud ก็ทำให้ทาง Cisco สามารถนำ Machine Learning มาใช้ตรวจสอบข้อมูลการทำงานของ Server และทำการวิเคราะห์หรือแนะนำสิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขในระบบได้ รวมถึงยังทำให้ทีมงาน Csico สามารถทำ Proactive Support ได้จากการวิเคราะห์ว่าอุปกรณ์ใดมีแนวโน้มจะเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต และทให้ Cisco TAC สามารถทำการสนับสนุนเพื่อป้องกันปัญหานั้นๆ ก่อนที่จะเกิดขึ้นได้จริง

ผู้ที่สนใจใช้งาน Cisco Intersight จะต้องใช้ Cisco UCS Manager รุ่น 3.2 ขึ้นไป, ใช้ Cisco IMC รุ่น 3.1 ขึ้นไป และใช้ Cisco HyperFlex รุ่น 2.5.1 ขึ้นไป โดยจะเปิดให้ใช้บริการได้ภายในไตรมาส 4 ของปี 2017 นี้ โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cisco.com/c/en/us/products/servers-unified-computing/intersight/index.html?stickynav=1

 

ที่มา: https://blogs.cisco.com/datacenter/introducing-cisco-intersight-for-ucs-and-hyperflex



from:https://www.techtalkthai.com/cisco-intersight-cloud-management-for-server-is-announced/

Google Cloud Platform รองรับการใช้งาน GPU NVIDIA Tesla P100 และ K80 บน Google Compute Engine แล้ว

Google Cloud Platform ประกาศรองรับการใช้งาน GPU NVIDIA Tesla P100 แบบ Beta และรองรับการใช้งาน NVIDIA K80 บน Google Compute Engine แล้ว พร้อมรับส่วนลดสูงสุด 30%

Credit: Google

Google ได้นำ GPU NVIDIA Tesla P100 มาให้บริการกับ Google Cloud Platform (GCP) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยยังอยู่ในช่วงเปิดให้ทดสอบแบบ Beta ซึ่ง P100 นั้นใช้สถาปัตยกรรมใหม่อย่าง Pascal มีความเร็วในการประมวลผลสูงกว่ารุ่น K80 ถึง 10 เท่า ช่วยตอบโจทย์งานที่ต้องใช้ GPU ในการประมวลผลระดับสูง เช่น Machine Learning, Geophysical Data Processing, Simulation, Seismic Analysis, Molecular Modeling, Genomics และอื่นๆ นอกจากนี้ Google ยังประกาศรองรับการใช้งาน NVIDIA K80 บน Google Compute Engine แล้ว โดยจุดเด่นของการใช้งาน GPU บน GCP มีดังนี้

  • มีความยืดหยุ่นสูง: รองรับการปรับแต่งจำนวน CPU, Memory, Disk และ GPU เพื่อรองรับงานต่างๆได้อย่างง่ายดาย
  • ประสิทธิภาพสูง: เปิดให้ใช้งานแบบ Passthrough Mode ทำให้ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการใช้งานบน Bare-metal และรองรับการใช้งานสูงสุด 4 GPU บน P100 และ 8 GPU บน K80 ต่อ 1 VM นอกจากนี้ยังสามารถใส่ SSD ได้สูงสุด 3TB
  • เริ่มต้นในราคาที่ถูก: คิดค่าบริการตามระยะเวลาการใช้งานเป็นหน่วยนาที
  • Cloud Integration: รองรับการเชื่อมต่อกับบริการ Cloud อื่นๆ เช่น Container Engine

ปัจจุบัน Google เปิดให้ใช้งาน Cloud GPU ใน 4 Regions เท่านั้น ได้แก่ US West: Oregon, US East: South, Europe West: Belgium และ Asia East: Taiwan โดยผู้ใช้งานสามารถรับส่วนลดค่าบริการจาก Sustained use discounts สูงสุด 30% ได้ทันที

ที่มา : https://cloudplatform.googleblog.com/2017/09/introducing-faster-GPUs-for-Google-Compute-Engine.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-cloud-platform-brings-nvidia-tesla-p100-and-k80-to-google-compute-engine/

คุยกับ IBM Thailand: IBM กับการวางตัวในตลาด Cloud และ AI ที่แตกต่าง

TechTalkThai มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับทาง IBM Thailand ในเรื่องของ IBM Cloud และ IBM Watson ซึ่งเป็นระบบ Cloud และ AI สำหรับตอบโจทย์ธุรกิจที่วางตัวแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างน่าสนใจไม่น้อย และเป็นมุมมองที่หลายๆ คนน่าจะยังไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสมาก่อน จึงขอหยิบยกมาสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

IBM Cloud: ระบบ Cloud ที่พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจในฐานะ Platform สำหรับธุรกิจ

ทุกวันนี้ผู้ผลิตทางด้านเทคโนโลยีรายใหญ่แทบทุกรายต่างก็มีบริการ Cloud ให้ใช้งานกันทั้งสิ้น และตอนนี้วงการ Cloud เองก็เริ่มเข้าสู่สถานะที่มีความชัดเจนกันมากขึ้น ความแตกต่างระหว่างบริการ Cloud จึงไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ผู้ให้บริการแต่ละรายมีความพร้อมในการให้บริการและฟีเจอร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน แต่กลายเป็นทิศทางของบริษัทผู้พัฒนาระบบ Cloud นั้นๆ ต่างหากที่เป็นตัวชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของบริการ Cloud แต่ละค่ายออกจากกัน และ IBM เองก็มีจุดยืนตรงนี้ที่ชัดเจนมาก

Credit: IBM

 

ในมุมมองของ IBM นั้น การให้บริการ Cloud ไม่ใช่การนำผลิตภัณฑ์เก่าๆ ที่ตนเองมีมาแปลงเป็น Cloud แต่ IBM มีกลยุทธ์ในระยะยาวที่ต้องการจะสร้างให้บริการ Cloud ของตนนั้นกลายเป็น Platform สำหรับธุรกิจแห่งอนาคตให้ได้ ทำให้ IBM Cloud นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาด้วย 3 แนวทางหลักๆ ได้แก่

  • Data First ในอนาคตข้อมูลจะกลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าเปรียบเสมือนเงินและทรัพยากรต่างๆ ที่ผ่านมา IBM จึงมองถึงการออกแบบระบบที่ผนวกเทคโนโลยี Analytics และ Cognitive เพื่อรองรับการจัดการข้อมูลมหาศาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ธุรกิจสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยคำว่า Data ที่ IBM นิยามนั้นไม่ได้มีแค่ข้อมูลภายในองค์กร แต่ยังรวมถึงข้อมูลจากภายนอกที่องค์กรสามารถเข้าถึงได้จากช่องทางต่างๆ เช่น ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ โซเชียลมีเดีย ภาพ วิดีโอ เป็นต้น โดยข้อมูลนอกองค์กรเหล่านี้ถือเป็น 80% ของข้อมูลที่มีอยู่บนโลก แต่องค์กรยังนำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยมากในปัจจุบัน
  • Enterprise Strong ถึงแม้หลายๆ คนจะคุ้นชินกับภาพของบริการ Cloud ที่เน้นความง่ายและความเร็วในการใช้งานและเพิ่มขยายเป็นหลัก แต่ในมุมของ IBM นั้นระบบ Cloud จะต้องสามารถเสริมศักยภาพธุรกิจในทุกอุตสากรรม โดยในเรื่องนี้ไอบีเอ็มได้นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีมาอย่างยาวนานทั่วโลกมาพัฒนาแพลตฟอร์มคลาวด์ให้ตอบโจทย์แต่ละธุรกิจ และสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางธุรกิจต่างๆ รวมถึงในแง่การมีระบบ Security ศักยภาพสูง การมี Data Center กระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 55 แห่งเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของธุรกิจในทุกมุมโลก การรองรับภาพของการทำ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud เพื่อให้องค์กรนั้นมีอิสระในการเลือกใช้ IT Infrastructure ที่เหมาะสมกับความต้องการของตนได้ ไม่ต้องยึดติดกับผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งไปตลอด
  • Cognitive at the Core เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าต่อไปเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) หรือที่ IBM เรียกว่า Cognitive Computing ที่ IBM พัฒนามานานกว่า 10 ปีนั้น จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ต้องนำไปใช้ในการแข่งขันเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมานำเสนอต่อผู้ใช้งาน ระบบ Cloud นั้นจึงต้องสามารถต่อยอดไปถึงขั้นของการให้บริการด้าน Cognitive ได้ ปัจจุบันมีธุรกิจใน 45 ประเทศทั่วโลกที่ได้นำ Cognitive Computing ที่ชื่อว่า IBM Watson ไปใช้งานแล้ว โดยคาดว่าภายในปีนี้จะมีผู้บริโภคกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จาก Watson

ด้วยแนวทาง 3 ประการหลักนี้ ทาง IBM จึงมีบริการ Cloud มากมายหลากหลายที่ตอบโจทย์เหล่าธุรกิจทั่วโลกในแง่มุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น IaaS, PaaS หรือ SaaS ก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วบริการทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพของการเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนขององค์กรเท่านั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อให้องค์กรสามารถก้าวไปสู่การเป็น Digital Business และเปิดโลกไปสู่อนาคตแห่งการนำ AI มาใช้ในการทำธุรกิจเป็นหลักเสียมากกว่า

 

Data หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนบริการ IBM Cloud และธุรกิจของลูกค้า IBM

โดยปกติเวลาพูดคุยกันเรื่องของ Cloud นั้นมักไม่ค่อยมีผู้ผลิตรายใดพูดในประเด็นของ Data กันมากนัก แต่ IBM กลับมีแง่มุมที่น่าสนใจมากในเรื่องของการนำ Data มาชูบริการ Cloud ของตนเองให้โดดเด่นขึ้นไปอีก

IBM นั้นนอกจากจะเตรียม Cloud ให้เป็น Platform ที่พร้อมสำหรับให้เหล่าองค์กรนำข้อมูลทั้งหมดมาจัดเก็บและประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัยแล้ว ทาง IBM ยังมีการเตรียมข้อมูลกลางสำหรับให้เหล่าธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ นำไปใช้ต่อยอดได้ทันที รวมถึงมีการแบ่งข้อมูลออกมาเป็นชุดที่เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้งานในธุรกิจเฉพาะทางหรืออุตสาหกรรมหนึ่งๆ เพื่อให้มีความแม่นยำมากขึ้น ทำให้องค์กรนั้นๆ ไม่ต้องทำการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ด้วยตัวเอง นับเป็นจุดแรกที่แตกต่างออกมา

ประเด็นถัดมา ด้วยความที่ IBM นั้นอยู่ในธุรกิจของระบบ Business Application, Data Analytics และ Cognitive Computing หรือ AI มาอย่างยาวนาน ทำให้ IBM นั้นมีความรู้และประสบการณ์ในหลากหลายอุตสาหกรรมว่าแต่ละธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นจะต้องการข้อมูลใดๆ ไปใช้งานบ้าง หรือหากจะทำ Cognitive Computing ให้ดีควรจะต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง ทำให้ IBM นั้นสามารถคัดสรรข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มานำเสนอต่อธุรกิจองค์กรได้ โดยตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนก็คือดีลใหญ่ที่ IBM ไปเข้าซื้อกิจการของ The Weather Company มา และทำให้มีข้อมูลสภาพอากาศในประเทศต่างๆ ทั่วโลก พร้อมนำไปทำ Correlation และ Prediction ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลจากภายในองค์กร ยอดขายในแต่ละสถานที่ ข้อมูล Social Network หรือข้อมูลข่าวสารจากเว็บไซต์ต่างๆ ต่อได้ทันที

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ IBM นั้นก็ยังสามารถทำการตอบโจทย์ความต้องการของเหล่า Data Scientist และเหล่านักวิเคราะห์ข้อมูลทั่วโลกได้ด้วยระบบ IBM Data Science Experience (IBM DSX) ซึ่งเป็นบริการ Data Science Platform บน IBM Cloud ที่ประกอบขึ้นจาก Open Source Software ชื่อดังอย่าง Apache Spark, Jupyter มาร้อยเรียงกันบนหน้า Web Interface ที่สามารถรองรับการทำงานของเหล่า Data Scientist ร่วมกันเป็นทีมให้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยภาษาและเครื่องมือที่ถนัดอย่าง Python, Scala, R พร้อม Open Source Library ต่างๆ ให้ใช้งานได้ทันที อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับ Data Source ได้จากหลายแหล่ง แม้ว่าจะเป็นข้อมูลจากบริการ Cloud ของผู้ผลิตรายอื่นก็ตาม และยังสามารถทำงานร่วมกับ IBM Watson Machine Learning สร้าง API, Batch Process และ Real-time Stream สำหรับทำการวิเคราะห์ข้อมูลได้อีกด้วย

Credit: IBM

 

 

สุดท้าย IBM Cloud นั้นไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์ของ Big Data Analytics เท่านั้น แต่ IBM ตีโจทย์คำว่าข้อมูลด้วยแง่มุมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นบริการ Blockchain ที่ไอบีเอ็มเบอร์ 1 ของโลกในปัจจุบันจากการจัดอันดับของ Juniper Research และยังสนับสนุนโครงการ Hyperledger เพื่อเร่งให้เกิดการนำ Blockchain มาใช้งานภายในองค์กรให้เร็วที่สุด อีกทั้งยังมี IBM Watson IoT ระบบสำหรับรองรับการทำ IoT ขององค์กรที่ต้องมีการยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ไปจนถึงเทคโนโลยีอื่นๆ กว่า 140 รายการภายใต้ IBM Cloud ที่จะมาช่วยตอบโจทย์ของข้อมูลในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อนำมาใช้งานได้อย่างครบวงจร

 

IBM Watson: ระบบ AI ที่พร้อมสำหรับทั้งการนำไปใช้งานแบบสำเร็จรูป และการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ไอบีเอ็มเริ่มพัฒนาเทคโนโลยี Cognitive Computing / AI มาเป็นเวลามากกว่าสิบปีแล้ว ถือเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี AI สำหรับการนำมาใช้ในภาคธุรกิจภายใต้ชื่อ IBM Watson และจากผลสำรวจของ IDC ทางด้านตลาดนี้เมื่อปี 2016 และเพิ่งถูกเผยแพร่ในปี 2017 นี้ก็ชี้ว่า IBM นั้นมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลกที่ 10.1% และยอดขาย 161 ล้านเหรียญต่อปี หรือราวๆ 5,600 ล้านบาท เอาชนะคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Palantir และ Google ไปได้

Credit: IDC via IBM

 

IBM Watson นั้นมีภาพที่หลายๆ คนเข้าใจผิดว่าเป็น Cognitive Computing หรือ AI สำเร็จรูปที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้วพร้อมใช้งานได้ทันทีเท่านั้น ทำให้เกิดการเข้าใจผิดต่อเนื่องว่าไม่สามารถนำไปปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการที่แท้จริงของธุรกิจ หรือปรับแต่งให้มีความแม่นยำมากขึ้นได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วข้อความเหล่านี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

IBM นั้นมีทางเลือกให้กับเหล่าลูกค้าองค์กรด้วยกันหลายทางในการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจองค์กร ดังนี้

  • ใช้ IBM Watson แบบสำเร็จรูป โดย IBM ได้ Train IBM Watson สำหรับงานบางประเภทด้วย Dataset กลางที่รวบรวมมาจากธุรกิจในแต่ละแผนกหรือแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อให้องค์กรที่ต้องการเริ่มต้นทดลองใช้งาน AI ในธุรกิจจริงสามารถเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วที่สุด เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่อยู่ในช่วงทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือองค์กรเล็กหรือแม้แต่ Startup ที่อาจไม่สามารถรวบรวมข้อมูลจำนวนมากพอมาสร้าง AI ของตนเองได้ หรือเป็น AI ที่ข้อมูลสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งโลก เช่น AI ที่ได้รับการ train ด้วยข้อมูลด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ เป็นต้น
  • สอน IBM Watson ด้วยตัวเอง IBM นั้นเปิดให้องค์กรต่างๆ ทำการสอน IBM Watson ด้วยตัวเองได้ โดยนำชุดข้อมูลที่องค์กรเตรียมเอาไว้มาใช้ในการฝึกฝน และปรับแต่งผลลัพธ์หรือความแม่นยำเองตั้งแต่ต้นจนจบ กลายเป็น IBM Watson รุ่นเฉพาะสำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางขององค์กรได้
  • นำ IBM Watson แบบสำเร็จรูปมาปรับแต่งให้แม่นยำและตรงตามความต้องการขึ้น สำหรับองค์กรที่ทดลองใช้ IBM Watson แบบสำเร็จรูปแล้วยังรู้สึกว่าไม่แม่นยำพอ แต่ก็ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลมาฝึกเองตั้งแต่ต้นจนจบได้ ก็สามารถนำ IBM Watson ที่เรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้นจากทาง IBM มาแล้วมาสอนเพิ่มเติมให้แม่นยำขึ้นได้เช่นกัน

 

คุณกิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซอฟต์แวร์ IBM Thailand

 

ด้วยเหตุนี้เองทำให้ IBM สามารถช่วยให้เหล่าองค์กรสร้างความได้เปรียบมากขึ้นด้วยการเปิดให้องค์กรนั้นมีโอกาสได้นำ AI ไปใช้งานจริงได้เร็วกว่าคู่แข่ง อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งความแม่นยำให้สูงกว่า พร้อมกันนั้นทีมงานของ IBM ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี AI สำหรับองค์กรนั้นก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือเหล่าองค์กรทั่วโลกผ่านการประสานงานของทีมงาน IBM ในแต่ละพื้นที่นั้นๆ ด้วย ซึ่งกระบวนการและความร่วมมือตรงนี้เองก็ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่คู่แข่งหลายๆ รายของ IBM ยังขาดไป

 

ธุรกิจใหญ่หรือเล็ก ก็เข้าถึง IBM Cloud และ IBM Watson ได้ทั้งนั้น

แน่นอนว่าหากพูดถึงชื่อ IBM Watson หรือแม้แต่ IBM Cloud แล้วหลายๆ คนอาจนึกว่าราคาของระบบน่าจะแพงหรือเข้าถึงได้ยาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว IBM ได้พยายามปรับตัวให้กลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ธุรกิจในทุกระดับเข้าถึงได้มาระยะหนึ่งแล้ว และการมาของ Cloud เองก็ทำให้ IBM สามารถนำเสนอเทคโนโลยีสู่ธุรกิจองค์กรทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมถึงยังมีราคาที่สามารถแข่งขันได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี IBM นั้นเห็นว่าในสภาวะที่ธุรกิจต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตผ่าน Cloud ได้อย่างรวดเร็วนี้ ไม่ว่าจะเป็น AI ก็ดี, Data Analytics ก็ดี IoT ก็ดี หรือแม้แต่จะเป็น Blockchain ก็ดี สิ่งที่เหล่าธุรกิจควรพิจารณาคือจะสามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆ จากเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าและขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วได้อย่างไรมากกว่า เพราะบางเทคโนโลยีนั้นเหมือนจะทำได้ยาก แต่ด้วยตัวช่วยของระบบต่างๆ บน Cloud และการใช้งานเทคโนโลยีที่ค่อนข้างง่ายขึ้นกว่าการที่ต้องจัดการระบบทั้งหมดด้วยตัวเองอย่างแต่ก่อนนั้น ก็ทำให้กำแพงความยากในเชิงเทคนิคลดน้อยลงไปเยอะแล้ว เหลือแค่ว่าเหล่าธุรกิจจะแข่งขันกันด้วยความคิดสร้างสรรค์ และการตอบโจทย์ทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างไรมากกว่า

ทาง IBM Thailand ได้แนะนำว่าองค์กรในไทยควรเริ่มลองพิจารณาดูว่าจะสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ นี้มาใช้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไรบ้าง และลองพูดคุยความเป็นไปได้กับเหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ช่วยประเมินขั้นตอนความยากของปัญหา และเสริมมุมมองไอเดียต่างๆ เพิ่มเติมเข้าไป และ IBM เองก็พร้อมจะเป็นหนึ่งในผู้ให้คำปรึกษานี้แก่เหล่าองค์กรด้วยอีกรายหนึ่ง ซึ่งพร้อมจะเปิดให้ทดลองใช้งาน IBM Cloud และ IBM Watson ได้ฟรีๆ ทั้งสำหรับเรียนรู้และทดสอบธุรกิจ พร้อมมีทีมงานคอยช่วยเหลือด้านเทคนิคอย่างเต็มที่

 

เริ่มต้นเรียนเทคโนโลยีของ IBM ได้ฟรีๆ ที่ OnTheHub

นอกจาก IBM จะเปิดให้ทดลองใช้งานเทคโนโลยีของตนเองได้ฟรีๆ แล้ว IBM ยังได้สร้างหน้า Portal สำหรับให้เรียนรู้เทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้งหลายกันได้ฟรีๆ ตั้งแต่ระดับผู้เริ่มต้นจนถึงผู้มีประสบการณ์ ไม่ว่าจะเป็น Cloud, IBM Watson, IoT, Data & Analytics, Security, Blockchain, IBM z Systems, IBM Power Systems, IBM Commerce และ IBM Mobile ได้ที่ http://onthehub.com/ibm/ ด้วย

หลังจากนี้หากทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสก็ตั้งใจว่าจะลองเข้าไปเรียนเนื้อหาตรงส่วนนี้และนำมารีวิวให้กับผู้อ่านทุกท่านกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ ส่วนใครที่ใจร้อนก็เรียนกันไปก่อนได้เลยและมาบอกเล่าประสบการณ์กันได้ครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง

Credit: IBM

 

ก็ขอจบบทความนี้เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง หากใครสนใจเทคโนโลยีใดก็ลองติดต่อทีมงาน IBM Thailand หรือคู่ค้าและตัวแทนจำหน่ายของ IBM ทั่วไทยได้ทันทีครับ

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-thailand-on-ibm-cloud-and-ibm-watson-differentiation/

เปิดตัว Intel Nervana DevCloud บริการ Cloud สำหรับ AI ใช้งานได้ฟรี

เพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมทางด้าน Artificial Intelligence (AI) ให้เกิดและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว Intel จึงได้ประกาศเปิดตัว Intel Nervana DevCloud ซึ่งเป็นบริการ Cloud ฟรีสำหรับรองรับ AI Workload โดยเฉพาะ ให้เหล่านักวิจัยและนักพัฒนาได้มาพัฒนาและทดสอบระบบ AI, Machine Learning, Deep Learning ของตนได้ฟรีๆ ก่อนลงทุนซื้อ Hardware จริง

Credit: Intel

 

ภายในบริการนี้จะประกอบไปด้วยหน่วยประมวลผลฟรีๆ ซึ่งใช้เทคโนโลยีจาก Intel Xeon Scalable Processor เป็นหลักมาสร้างเป็น Cluster ขนาดใหญ่ พร้อมพื้นที่จัดเก็บข้อมูล 200GB และมีเครื่องมือต่างๆ สำหรับงานด้าน AI, Machine Learning และ Deep Learning ดังต่อไปนี้พร้อมให้ใช้งานได้ทันที

  • neon™ framework
  • Intel® Optimization for Theano
  • Intel® Optimization for TensorFlow
  • Intel® Optimization for Caffe
  • Intel® Distribution for Python (including NumPy, SciPy, and scikit-learn)
  • Keras library

การเข้าใช้งานทรัพยากรเหล่านี้ฟรีๆ สามารถทำได้ต่อเนื่องครั้งละ 4 สัปดาห์ โดยปัจจุบันบริการนี้ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกำหนดการแล้วจะเปิดตัวจริงๆ ตอนเดือนตุลาคม 2017 นี้

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าใช้งานฟรีๆ ทันทีที่เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2017 ได้ที่ https://software.intel.com/en-us/ai-academy/tools/devcloud เลยครับ

 

ที่มา: https://newsroom.intel.com/news/intel-accelerates-accessibility-ai-developer-cloud-computing-resources/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-nervana-devcloud-free-ai-cloud-is-announced/

โอกาสสุดท้าย!! เชิญลงทะเบียนสัมมนาฟรี “Thailand Digital Transformation Series”

หากท่านต้องการใช้เทคโนโลยี Digital Transformation สมัยใหม่ เพื่อเร่งปรับแปลงพัฒนาธุรกิจของตน บริษัท เท็ค เดต้า แอดว้านซ์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัดในฐานะผู้นำในธุรกิจไอทีโซลูชั่นสมัยใหม่ขอเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยท่านสร้าง Digital Transformation ในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ขอเชิญท่านลงทะเบียนด่วนทันที!!

“Digital Transforming Series 27: Sep, 2017 (8.30 – 13.00)”

บริษัท เท็ค เดต้า แอดวานซ์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานสัมมนา “Digital Transformation Series”  ในวันพุธที่ 27 กันยายน 2017 ณ โรงแรมเอทัส ลุมพินี (Aetas Lumpini hotel) (MRT ลุมพินี) ห้อง อินฟินิตี้ 2 (Infinity 2) ชั้น 7 เวลา 8.30น. – 13.00น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สามารถคลิกลงทะเบียนได้ที่นี่ REGISTER ด่วนที่นั่งจำนวนจำกัด!!

Early Bird!! สำหรับ 20 ท่านแรกที่ลงทะเบียนและเข้าร่วมงาน จะได้รับ Gift Voucher และมีของรางวัลพิเศษสำหรับทุกท่านที่เข้าร่วม

ลิงค์ลงทะเบียน: https://goo.gl/forms/WjTEetLl3IIB1rjk1

** ทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ให้กับลูกค้าองค์กรละไม่เกิน 3 ที่นั่ง และลงทะเบียนด้วยอีเมลของบริษัทเท่านั้น และทางเจ้าหน้าที่จะทำการยืนยันการเข้าร่วมสัมมนาผ่านอีเมลที่ท่านได้ลงทะเบียนภายใน 3 วันทำการ

from:https://www.techtalkthai.com/tech-data-digital-transformation-seminar-2017/