คลังเก็บป้ายกำกับ: Cloud_services

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี SUSE Expert Days 2018 เรียนรู้ Software-Defined Infrastructure 17 พฤษภาคม 2018

SUSE ขอเชิญเหล่า IT Manager, System Engineer, Linux Engineer และผู้ที่ดูแลระบบ Data Center เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี SUSE Expert Days 2018 เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางฝั่ง Open Source สำหรับใช้การทำ Digital Transformation และการสร้าง Cloud เพื่อใช้งานภายในองค์กร วันที่ 17 พฤษภาคม 2018 โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

 

SUSE Expert Days 2018

 

 

วันที่ 17 พฤษภาคม 2018
เวลา 9.00 – 18.00
สถานที่ 2Fl., Lotus room, Swissotel Le Concorde, Bangkok (แผนที่)

 

SUSE ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Open Source สำหรับธุรกิจองค์กร ได้จัดงาน SUSE Expert Days 2018 ภายใต้ธีม Open. Redefined. เพื่อแบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านการนำเทคโนโลยี Open Source ไปใช้ตอบโจทย์ในการทำ Digital Transformation และ IT Transformation ด้วยการชูเทคโนโลยี SUSE Software-Defined Infrastructure (SDI) และ Application Delivery Solutions ขึ้นมาเป็นแกนหลักในการเสริมความรวดเร็วและความคล่องตัวให้กับระบบ IT ขององค์กร ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับชมการนำเสนอและแสดงเทคโนโลยีฝั่ง Data Center ที่หลากหลายจาก SUSE ในงานครั้งนี้ ได้แก่

  • Software-Defined Infrastructure (SDI) & Application Delivery Solutions
  • SLES 12 SP3 & SLE 15
  • SUSE OpenStack Cloud (Enterprise Cloud)
  • SUSE Enterprise Storage
  • SUSE Studio Express (OBS)
  • SUSE Manager
  • SUSE CaaS Platform (Enterprise Container)
  • SUSE Cloud Application Platform

 

กำหนดการ

8:30AM Registration and light breakfast
9:00AM Welcome and Introduction
9:15AM Keynote – Introduction to SUSE SDI SUSE can help you win the game – SDI/ App Delivery
9:45AM Innovation – Short video, SUSE Container as a Service Platform and Demonstration
10:30AM Morning Tea Break
10:45AM Agility – Short video, SUSE OpenStack Cloud and Demonstration, SUSE Enterprise Storage and Demonstration
12:00PM Lunch & visit Sponsor’s booth
1.00PM Sponsor Presentation by Microsoft
1:30PM Transformation – Short video, SUSE Manager and Demonstration
2.15PM Transformation, SUSE Enterprise Linux / Mission Critical Computing
3:00PM Wrap-up, Q&A & Lucky Draw
3:30PM Tea break & visit Sponsor’s booth

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://events.suse.com/events/2018-apj-suse-expert-days-bangkok/registration-47629b45d47743fba22f8d277f8b0d0c.aspx?fqp=true

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://events.suse.com/events/2018-apj-suse-expert-days-bangkok/event-summary-47629b45d47743fba22f8d277f8b0d0c.aspx

 

สนับสนุนโดย

Sponsor

Distributor

from:https://www.techtalkthai.com/suse-expert-days-2018-seminar-invitation/

Advertisements

คุ้มค่าแรงได้อีก! Cisco ชี้ ต่อไปพนักงาน IT 1 คน อาจต้องดูแลอุปกรณ์ IT มากถึง 100,000 ชุด

หากใครคิดว่าปัจจุบันองค์กรต่างๆ ใช้งานฝ่าย IT คุ้มค่าแรงมากแล้วนั้นอาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะ Cisco ทำนายว่าอนาคตพนักงาน IT แต่ละคนยังจะทำงานคุ้มกว่านี้ได้อีกประมาณ 100 เท่า ท่ามกลางยุคสมัยแห่ง Internet of Things (IoT)

 

Credit: ShutterStock.com

 

Cisco ได้ออกมาทำนายว่าในอนาคตนั้นอัตราส่วนอุปกรณ์ IT ที่พนักงาน IT แต่ละคนต้องดูแล อาจจะเพิ่มจากปัจจุบันที่อัตราส่วน 1,000 อุปกรณ์ต่อพนักงาน IT 1 คน ไปเป็น 100,000 อุปกรณ์ต่อพนักงาน IT 1 คน

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าพนักงาน IT แต่ละคนจะต้องทำงานหนักข้ามคืนหรือว่าทำงานวันหยุดกันมากขึ้น แต่ทักษะและเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานของพนักงาน IT แต่ละคนนั้นจะต้องเปลี่ยนไป กล่าวคือการเปิดรับเทคโนโลยี Software-Defined Networking (SDN) และการทำ Automation ให้ได้นั้นจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของงานในแผนก IT แห่งอนาคต และแนวคิดในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายนั้นจะต้องเปลี่ยนไปเป็น Intent-based Networking แทน

เทคโนโลยี 3 กลุ่มที่ Cisco กำลังพัฒนาเพื่อให้ตอบรับต่อการนำ IoT มาใช้งานภายในองค์กรนั้น มีดังนี้

  • Cisco Identity Service Engine (ISE) สำหรับตรวจสอบ, ควบคุม และจัดการการเชื่อมต่อและใช้งานระบบเครือข่ายของอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขององค์กร
  • Software-Defined Access (SD-Access) ระบบ Automation สำหรับจัดการการเชื่อมต่อและบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเครือข่าย รวมถึงทำ Microsegmentation ด้วย
  • Cisco Operational Insights บริการ Cloud สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT และทำ Location Analytics, Asset Tracking และอื่นๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT เพื่อนำมาทำการประมวลผลบน Cloud

 

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/cisco-extends-its-intent-based-networking-to-iot/2018/04/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-says-an-it-administrator-will-manage-upto-100000-devices-in-the-future/

Microsoft Office 365 เพิ่มความสามารถ Multi-Geo เลือกได้ว่าจะเก็บข้อมูลใน Data Center ไหน

Microsoft ได้ออกมาประกาศเพิ่มความสามารถ Multi-Geo ให้กับ Office 365 เพื่อให้เหล่าลูกค้าองค์กรสามารถเลือกได้ว่าข้อมูลของผู้ใช้งานคนใด จะถูกเก็บอยู่ใน Cloud Data Center แห่งไหนเป็นหลัก เพื่อประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า

 

Credit: Microsoft

 

ความสามารถนี้ยังคงครอบคลุมเฉพาะบน Exchange Online และ OneDrive เท่านั้นในปัจจุบัน โดย Multi-Geo นี้จะเป็นความสามารถที่เปิดให้ใช้งานได้สำหรับองค์กรที่มี Office 365 Subscription จำนวนขั้นต่ำ 5,000 ราย และเปิดให้เลือก Cloud Data Center ได้ 9 แห่งทั่วโลกในปัจจุบัน

ในอนาคต Microsoft มีแผนที่จะเพิ่มความสามารถนี้ให้กับ SharePoint Online และ Office 365 Groups ด้วย ส่วน Office 365 ที่เหลือนั้นกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา

 

ที่มา: https://www.onmsft.com/news/office-365-introduces-multi-geo-to-control-where-your-data-is-stored

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-office-365-adds-multi-geo-feature/

ผลสำรวจชี้ AWS และ MS Azure เป็นผู้นำตลาด IoT Cloud, องค์กรยังกังวลเรื่อง IoT Security

Eclipse Foundation ได้ออกมาเผยแพร่ผลสำรวจแนวโน้มต่างๆ ของบริการ IoT Cloud จากเหล่า IoT Developer และพบว่า AWS กับ Microsoft Azure ขึ้นเป็นผู้นำในตลาดนี้ โดยมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

 

Credit: Eclipse Foundation

 

  • สัดส่วนการใช้ IoT Cloud ของ AWS อยู่ที่ 51.8%, MS Azure อยู่ที่ 31.2% และ Private/On-premises Cloud อยู่ที่ 19.3% ตามลำดับ
  • ประเด็นที่ถูกคำนึงถึงในการเลือกใช้ระบบ IoT นั้น Security มาเป็นอันดับหนึ่งที่ 39% ตามมาด้วยเทคโนโลยีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล 18.5% และการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย 15.5%
  • ภาษาที่ใช้ในการพัฒนาระบบ IoT อันดังหนึ่งคือ Java 66.5% ตามมาด้วย C 56.9%, JavaScript 47.1%, Python 46% และ C++ 45.7%
  • IoT Database ที่ถูกใช้งานอันดับหนึ่งคือ MySQL 44.6% ตามมาด้วย MongoDB 29.8%, InfluxDB 15.7%
  • ข้อมูลแบบ Time Series ถูกรวบรวมจัดเก็บมากเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยข้อมูล Device Information และ Log
  • ระบบ IoT Platform ถูกพัฒนาเพื่อรองรับการทำ Home Automation เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย Industrial Automation, Smart City, Energy Management และการเกษตร
  • OS ที่ใช้ในระบบ IoT สูงสุดได้แก่ Raspbian, Ubuntu และ Debian โดย Linux มีสัดส่วนนับเป็น 71.8% ของทั้งหมด

 

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษารายงานฉบับเต็มได้ดังนี้

 

ที่มา: https://www.zdnet.com/article/developers-favoring-aws-microsoft-azure-for-cloud-iot-platforms/

from:https://www.techtalkthai.com/researcher-says-aws-and-microsoft-azure-are-iot-cloud-leaders/

Huawei เปิดบริการ Blockchain-as-a-Service ด้วย Hyperledger

Huawei ได้ออกมาประกาศเปิดตัวบริการ Blockchain-as-a-Service (BaaS) โดยใช้ Hyperledger Fabric 1.0 เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังบริการดังกล่าว

 

Credit: Huawei

 

บริการนี้ถูกตั้งชื่อว่า Huawei Blockchain Service (BCS) และเป็นส่วนหนึ่งของบริการ Huawei Cloud โดยก่อนหน้านี้ Huawei เองก็เป็นหนึ่งใน Member และ Contributor ของ Hyperledger Blockchain Consortium ภายใต้ Linux Foundation มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

ปัจจุบันนี้ Huawei BCS เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถทำการสร้าง Smart Contract บนระบบเพื่อรองรับงานทางด้าน Supply Chain, Tokenized Securities Asset, ID Verification และ Financial Audit ได้

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.huaweicloud.com/product/bcs.html และศึกษา Whitepaper ได้ที่ https://static.huaweicloud.com//upload/files/pdf/20180411/20180411144924_27164.pdf ครับ แต่ทั้งเว็บไซต์และ Whitepaper เป็นภาษาจีนล้วนๆ นะครับ

 

ที่มา: https://www.coindesk.com/huawei-unveils-hyperledger-based-blockchain-service-platform/

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-announces-blockchain-as-a-service-with-hyperledger/

เส้นทางสู่ปรากฏการณ์แห่งสมรรถนะของ WAN

ไม่ว่าธุรกิจใดก็ตามที่ใส่ใจเรื่องความได้เปรียบด้านการแข่งขันต่างหันมาให้ความสำคัญกับสมรรถนะ (Performance) ของ WAN  แต่ขณะที่องค์กรต่างๆ เริ่มนำแอปพลิเคชันที่ใช้ระบบ Cloud มาปรับใช้มากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งสมรรถนะของระบบมักลดต่ำลงเนื่องจากเครือข่ายไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้เข้าถึงแอปพลิเคชันที่อยู่นอก Data Center อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เทคโนโลยี SD-WAN จึงเป็นคำตอบสำหรับหลายๆ ธุรกิจ ในฐานะที่เป็นทางเลือกที่ประหยัดต้นทุนและมีประสิทธิภาพมากกว่า

อย่างไรก็ตาม SD-WAN แต่ละประเภทไม่ได้สร้างมาให้เหมือนกันทั้งหมด ในขณะที่แอปพลิเคชันใหม่ๆ เริ่มปรากฏโฉมให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไว้ใช้เองในองค์กรแบบ On-premise หรือบน Cloud อัตราการรับส่งข้อมูล ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือที่ต้องการได้รับจาก WAN กลับเพิ่มสูงขึ้น

SD-WAN ที่ขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะ (Performance-driven SD-WANs) จะช่วยยกระดับสมรรถนะของแอปพลิเคชันและคุณภาพของบริการ (QoS) ได้อย่างมากเมื่อเทียบกับ SD-WAN แบบอื่นๆ จึงทำให้องค์กรต่างๆ สามารถตัดสินใจนำโซลูชัน SD-WAN 
มาใช้ได้ง่ายขึ้น

“ความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพ WAN บนพื้นฐานความต้องการด้าน QoS ของแอปพลิเคชันที่เจาะจง คุณภาพของลิงก์ ความพร้อมใช้งาน หรือระดับอัตราการรับส่งข้อมูลแบบอัจฉริยะในลักษณะเดียวกับเครือข่ายประเภทอื่นๆ คือตัวพลิกเกมที่สำคัญ” Tricia Png ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียของ Silver Peak กล่าว “ด้วยโซลูชัน SD-WAN ที่ล้ำสมัย อย่างเช่น Unity EdgeConnect ทำให้ผู้จัดการฝ่าย IT จะมีตัวเลือกมากขึ้น ทั้งยังประหยัด CapEx และ OpEx ไปพร้อมๆ กับเพิ่มสมรรถนะของ WAN”

ขับเคลื่อนสมรรถนะผ่านการเชื่อมต่อ WAN หลายเครือข่าย

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ WAN แบบต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน องค์กรควรมองหาโซลูชันที่สามารถเชื่อมต่อลิงก์ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดและตอบสนองความต้องการด้าน QoS สำหรับแอปพลิเคชันประเภทต่างๆ ตัวอย่างเช่น ลิงก์ WAN ตั้งแต่สองลิงก์ขึ้นไป แม้จะมีระบบการเชื่อมต่อต่างกัน เช่น MPLS, Internet หรือ 4G/LTE ต่างสามารถรวมสัญญาณเข้าด้วยกันเป็นการเชื่อมต่อ Logical เดียวกันได้ การเชื่อมต่อในลักษณะนี้สามารถป้องกัน Single Point of Failure เมื่อการเชื่อมต่อแบบใดแบบหนึ่งขัดข้อง เนื่องจากทราฟฟิกจะถูกจัดเส้นทางไปยังลิงก์ WAN ที่เหลือโดยอัตโนมัติโดยปราศจากการหยุดชะงัก ทำให้ความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอย่างมากโดยไม่ต้องมีการบริหารจัดการและกระบวนการจัดสรรงานที่ซับซ้อนซึ่งทำให้ยากต่อการดูแลระบบ

นอกจากนี้ ลิงก์ WAN ทั้งหมดยังคงสามารถรองรับทราฟฟิกหลักขององค์กรได้ โซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะ (Performance-driven Solutions) จึงต่างจากโซลูชันที่ทำได้เพียง Mirror ทราฟฟิกผ่านหลายลิงก์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือตรงที่ โซลูชันนี้สามารถส่งทราฟฟิกโดยอิงตามนโยบายจุดประสงค์ของธุรกิจ (Business Intent Policy) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้อย่างชาญฉลาดกับทุกลิงก์ที่กำหนดค่าไว้สำหรับการรวมสัญญาณการเชื่อมต่อแบบ Logical

มองหาความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญการใช้งานบริการ WAN แต่ละระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงสุด ยกตัวอย่างเช่น อาจใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต้นทุนต่ำสำหรับ
แอปพลิเคชันหรือเวิร์กโหลด (Workloads) ที่มีความสำคัญต่ำกว่า และเก็บการเชื่อมต่อ MPLS ไว้ใช้สำหรับทราฟฟิกที่มีความสำคัญสูงกว่า ซึ่งจะทำให้สามารถลดต้นทุนรวมของ WAN ลงได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ WAN ให้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

ประโยชน์จากการปรับสภาพเส้นทาง (Path Conditioning)

ลิงก์ WAN ทุกลิงก์อาจมีปัญหาด้านคุณภาพในการรับส่งสัญญาณ และปัญหาจะรุนแรงมากขึ้นหากใช้บริการ WAN คุณภาพต่ำ อย่างไรก็ดี ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับสภาพการเชื่อมต่อเพื่อยกระดับสมรรถนะ โดยการขจัดการรับส่งสัญญาณแพคเก็ตใหม่ (Retransmission) หรือกระแสข้อมูลที่เสียหาย (Corrupted Data Streams) จนทำให้สมรรถนะลดต่ำลง

เทคโนโลยีสำหรับการปรับปรุงสภาพเส้นทางมีสองแบบ แบบแรกคือ เทคโนโลยี Forward Error Correction (FEC) ซึ่งจะสร้างแพคเก็ตที่สูญหายระหว่างการรับส่งข้อมูลขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้การเชื่อมต่อบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตมักจะมีแพคเก็ตที่สูญหายมากกว่าแบบ MPLS หลายเท่าตัว แต่ระบบ FEC จะใช้วิธีแทรกแพคเก็ตแบบคู่เป็นระยะๆ เพื่อสร้างแพคเก็ตใดก็ตามที่สูญหายขึ้นมาใหม่ ทำให้ไม่ต้องรับส่งข้อมูลใหม่อีกครั้ง และยังเพิ่มสมรรถนะขึ้นได้อย่างมากด้วย

เทคโนโลยีแบบที่สองคือ Packet Order Correction (POC) ซึ่งจะตรวจจับแพคเก็ตที่มาถึงยัง
ปลายทางแบบผิดลำดับ และทำการปรับลำดับแพคเก็ตเหล่านั้นใหม่ให้ถูกต้อง ปัญหานี้มักพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแอปพลิเคชันแบบ Load-balancing วิ่งไปตามลิงก์ WAN แบบต่างๆ 
ทราฟฟิกของวิดีโอที่รับส่งแพคเก็ตผิดลำดับอาจส่งผลให้เกิดอาการภาพสะดุด อย่างไรก็ตาม สำหรับการถ่ายโอนไฟล์หรือการสำรองข้อมูล แพคเก็ตที่ผิดลำดับนี้อาจส่งผลทำให้ข้อมูลเสียหายได้ หากไม่มี POC อาจจะต้องทำการรับส่งใหม่ทั้งหมดในทุกลำดับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

เพียงเท่านี้ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาประสิทธิภาพของ SD-WAN ไปพอสังเขป แต่เส้นทางสู่ปรากฏการณ์แห่งสมรรถนะของ WAN ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้โปรดติดตามตอนต่อไปในบทความหน้า

หากท่านผู้อ่านสนใจเกี่ยวกับเทคโนโลยี SD-WAN ที่ขับเคลื่อนด้วยสมรรถนะและ Unity EdgeConnect สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Silver Peak ที่ https://www.silver-peak.com/products/unity-edge-connect

from:https://www.techtalkthai.com/performance-driven-sd-wan/

Cisco เปิดตัว Email Security Services ใหม่ พร้อมอัปเดต AMP for Endpoints

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัว Email Security Services ใหม่สำหรับป้องกัน Phishing, Fraud และ BEC รวมไปถึงอัปเดตฟีเจอร์ของ AMP for Endpoints ให้พร้อมรับมือกับมัลแวร์ระดับ Advanced ในปัจจุบัน

Credit: Cisco.com

Cisco ได้ทำข้อตกลงกับ Agari เพื่อ OEM โซลูชัน Email Security Services เสริมทัพผลิตภัณฑ์ด้าน Email Security ที่ตนเองมีอยู่ โดย Email Security Services ใหม่ ประกอบด้วย

  • Cisco Domain Protection: ใช้ระบบ Domain-Based Message Authentication, Reporting, and Conformance (DMARC) ซึ่งเป็นมาตรฐาน Email Authentication สำหรับป้องกัน Phishing, Fraud รวมไปถึงกำกับดูแลการใช้อีเมลผ่านการวิเคราะห์ อัปเดต และจัดการผู้ส่งอีเมลที่ใช้โดเมนของตนในการส่งอีเมลอันตรายไปยังผู้อื่น
  • Cisco Advanced Phishing Protection: เพิ่มความสามารถด้าน Machine Learning สำหรับบล็อกการโจมตีแบบ Advanced Identity Deception รวมไปถึงวิเคราะห์ข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกเพื่อเข้าใจการโจมตีแบบ Phishing และ BEC มากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าเฉพาะอีเมลปกติเท่านั้นที่จะถูกส่งมายัง Inbox ของผู้ใช้

สำหรับ Cisco AMP for Endpoints ก็ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อรับมือกับมัลแวร์ระดับ Advanced ดังนี้

  • เพิ่มกลไกการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามระดับสูง ได้แก่ Ransomware, Cryptomining และ Fileless Malware ก่อนที่จะทำอันตรายหรือแพร่กระจายตัวไปยังอุปกรณ์อื่นๆ แม้ว่าผู้ใช้จะออฟไลน์อยู่ก็ตาม
  • เปิดตัว Cisco Visibility ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบน Cloud ซึ่งผสานรวมข้อมูลจาก Talos, Umbrella, ThreatGrid, AMP และอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อช่วยให้การตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ทำได้ถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ผิดปกติ

ที่มา: https://newsroom.cisco.com/press-release-content?type=webcontent&articleId=1921005

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-launches-new-email-security-services/