คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_CENTER

Huawei เปิดให้บริการ Public Cloud แล้วในไทย เป็นผู้ให้บริการระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนใน EEC ที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการคลาวด์จาก BOI

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา Huawei ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดให้บริการ Public Cloud Data Center ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งบริการดังกล่าวได้เปิดตัวให้ใช้งานได้ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2018 ที่ผ่านมานี้ โดยบริการนี้จะมุ่งเน้นการตอบโจทย์ของภาคธุรกิจองค์กรและภาครัฐเป็นหลัก พร้อมทั้งรองรับการเติบโตจากนโยบาย EEC ของเมืองไทยด้วย

 

แถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

Credit: Huawei

 

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยครั้งนี้ ได้มีดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มร. เจิ้ง เย่หลาย ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจคลาวด์ของหัวเว่ย มร. เจมส์ อู๋ ประธานบริหาร หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมร. โซเลอร์ ซุน หัวหน้ากลุ่มธุรกิจคลาวด์ ของหัวเว่ยประเทศไทยเข้าร่วมในงานแถลงข่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเล่าถึงวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Huawei แล้ว ก็ยังเป็นการเล่าถึงความร่วมมือที่ Huawei มีกับภาครัฐในเมืองไทยอย่างใกล้ชิดไปด้วย

Huawei นั้นได้รับมอบใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจบริการ Cloud ในประเทศไทยจาก BOI โดย Data Center ของ Huawei นั้นผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Tier 3+ โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายของ Huawei ทั้งชิปที่ Huawei ทำการพัฒนาเอง, Server และ Storage ของ Huawei ไปจนถึงระบบเครือข่ายของ Huawei และ Software ต่างๆ ที่ Huawei ทำการพัฒนาขึ้นมาสำหรับโซลูชันทางด้าน Cloud โดยเฉพาะ

Cloud Data Center แห่งนี้ของ Huawei จะตั้งอยู่ภายใน Eastern Economic Corridor (EEC) ของประเทศไทย ทำให้ข้อมูลทั้งหมดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทยและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับได้ทั้งการใช้งานจากภาคเอกชนและภาครัฐโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อกำหนดใดๆ อีกทั้งยังรองรับ Application ได้หลากหลายรูปแบบจากการที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้าน Bandwidth ด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Huawei Cloud ในประเทศไทยได้ที่ http://intl.huaweicloud.com/

 

Credit: Huawei

 

เปิดตัว Cloud Business Unit ในปี 2017 นำเข้าสู่ไทยทันทีในปี 2018 เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ Huawei

หลายๆ คนนั้นอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของบริการ Huawei Cloud มากนัก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ Huawei นั้นเพิ่งเริ่มจัดตั้ง Cloud Business Unit ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 ที่ผ่านมาเท่านั้น เพื่อเปิดให้บริการคลาวด์แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ แต่ด้วยความรวดเร็วในการปรับนำทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนเองมาอยู่ มาผสานเข้ากับความต้องการของธุรกิจจีนและภาครัฐของจีน ก็ทำให้โซลูชันด้าน Cloud ของ Huawei เองมีความสามารถที่หลากหลาย พร้อมจะตอบโจทย์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของโซลูชันด้าน Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Smart City ที่ถือเป็นโซลูชันหลักเลยทีเดียว

Huawei เองนั้นมองว่า Cloud เป็นเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจมานานแล้ว ทำให้ทาง Huawei ได้มีการลงทุนในการเข้าไปร่วมพัฒนาโครงการ Open Source ชื่อดังอย่าง OpenStack มาอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น Contributor อันดับต้นๆ ของโครงการ อีกทั้งโซลูชันด้านระบบ Private Cloud ของ Huawei เองก็ยังใช้เทคโนโลยีของ OpenStack เป็นหลัก เพื่อให้เหล่าองค์กรได้ใช้งานเทคโนโลยีที่มีความเป็นมาตรฐาน พร้อมก้าวไปสู่การต่อยอดเป็น Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย และแน่นอนว่าในบริการ Public Cloud ครั้งนี้ก็ได้มีการนำ OpenStack มาใช้ภายในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน

การนำบริการดังกล่าวมาสู่ประเทศไทยทันทีภายในปี 2018 นี้ถือว่าเป็นก้าวการขยายบริการ Cloud ที่รวดเร็วไม่น้อยทีเดียว และทำให้ Huawei เองก็กลายเป็นผู้ผลิตโซลูชัน IT ระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนเปิดบริการ Cloud ในไทยด้วยตัวเอง สาเหตุหลักๆ นี้ก็เป็นเพราะ Huawei มองว่าประเทศไทยนั้นเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ Huawei ในการรุกไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด อีกทั้งประเทศไทยเองก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ Huawei มาโดยตลอดทั้งในมุมของการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ดังนั้นเมื่อประเทศไทยได้แถลงถึงนโยบาย EEC ทาง Huawei เองก็ไม่รอช้าที่จะกลายมาเป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีแก่เหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาช่องทางการเติบโต

ทั้งนี้ในอนาคตเองก็มีความเป็นไปได้ที่ Huawei จะพัฒนาบริการต่างๆ ขึ้นมาสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหนึ่งในกลยุทธ์ของ Huawei นั้นก็คือ gLocal ซึ่งก็คือการที่ Huawei จะนำเทคโนโลยีของตนเองมาปรับใช้ให้เหมาะกับการตอบโจทย์ในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคให้แตกต่างกันไป ไม่ได้ยึดติดว่าบริการ Cloud ทั้งหมดของตนเองจะต้องเหมือนกันในทุกพื้นที่ทั้งหมดเสมอไป

นอกเหนือไปจากประเทศไทยแล้ว Huawei เองก็ยังได้มีการขยายบริการ Cloud ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกมากมาย เพื่อตอบรับต่อกระแสของการทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

 

Credit: Huawei

 

เดินหน้าพร้อมให้บริการ Cloud อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและภาครัฐทุกระดับ

ประเด็นที่น่าสนใจคือบริการ Cloud ของ Huawei ที่นำมาเปิดในไทยครั้งนี้ไม่ได้มีแต่บริการพื้นฐานอย่าง Infrastructure-as-a-Service หรือ IaaS เท่านั้น แต่ยังนำบริการอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาด้วยเพื่อให้ Huawei Cloud สามารถนำเสนอโซลูชันภาพใหญ่ได้อย่างครบครัน ทั้งการทำ IoT ในขนาดใหญ่อย่างเช่น Smart City, การทำ Big Data Analytics บน Cloud รวมไปถึงการให้บริการด้าน AI สำหรับธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้สามารถสร้าง AI สำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางในเมืองไทยได้ โดยมีพลังประมวลผลที่มากพอทั้งสำหรับการ Train และการทำ Inferrence

นอกจากในแง่มุมของเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่ Huawei ยังจะนำมาสู่ประเทศไทยด้วยนั้นก็คือโซลูชันต่างๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ทั้งในระดับภาครัฐและภาคเอกชนของจีน เพื่อนำมาปรับใช้กับภาครัฐและเอกชนของไทยด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะครอบคลุมทั้งเรื่องราวของเทคโนโลยี, การสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ, การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร และแง่คิดในมุมต่างๆ จากเหล่าผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจ ทำให้ประเทศไทยสามารถถอดบทเรียนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จากจีนได้โดยตรง

โดยรวมแล้ว บริการ Cloud ของ Huawei ในประเทศไทยจะครอบคลุมบริการย่อยและโซลูชันต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Elastic Cloud Service (ECS) บริการ Cloud Server สำหรับให้เช่าใช้งาน
  • Dedicated Cloud (DeC) บริการ Cloud ในรูปแบบที่มีการจัด Virtual Resource Pool มาให้ใช้งาน สำหรับธุรกิจที่มีความต้องการด้าน Data Security
  • Bare Metal Server (BMS) บริการ Cloud ในรูปแบบที่เช่าใช้ Hardware ทั้งชุดเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงและมั่นใจด้าน Data Security มากยิ่งขึ้น
  • SAP Cloud Huawei Cloud รองรับการติดตั้งใช้งานโซลูชันของ SAP ได้ในตัว
  • Auto Scaling (AS) ความสามารถในการเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ในระบบ Cloud ได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้บริการต่างๆ ของธุรกิจสามารถรับ Workload ปริมาณที่หลากหลายได้ในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Image Management Service (IMS) ระบบบริหารจัดการ Template สำหรับ Deploy เครื่องลงไปยัง ECS และ DeC
  • Elasitc Volume Service (EVS) บริการ Persistent Block Storage เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับ ECS และ DeC ได้ด้วยประสิทธิภาพและความทนทานในระดับที่สูง
  • Volume Backup Service (VBS) บริการสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลสำหรับ EVS
  • Object Storage Service (OBS) บริการ Object Storage ที่เก็บข้อมูลด้วยความทนทานระดับ 99.999999999% และเข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน REST API
  • Virtual Private Cloud (VPC) ใช้บริการ Cloud ที่มีระบบเครือข่ายภายในแยกขาดจากระบบอื่นๆ ได้ ทำให้สามารถเชื่อมต่อ VM ภายในได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
  • Elastic Load Balance (ELB) บริการ Traffic Load Balancer กระจาย Traffic ไปยัง ECS หลายเครื่องเพื่อเสริมความทนทานให้กับระบบ
  • Direct Connect บริการเชื่มอต่อเครือข่ายแบบ Dedicated Network ความเร็วสูงและปลอดภัยเพื่อเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ได้โดยตรง
  • Virtual Private Network (VPN) บริการเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ผ่านเทคโนโลยี VPN อย่างปลอดภัย
  • Anti-DDoS บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ในระดับ Application Layer
  • Key Management Service (KMS) บริการปกป้องกุญแจเข้ารหัสด้วย Hardware Security Module (HSM)
  • Cloud Eye ระบบ Monitoring สำหรับตรวจสอบบริการต่างๆ ที่ใช้งานบน Cloud
  • Identity and Access Management (IAM) บริการสำหรับควบคุมการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานที่จะมาบริหารจัดการะบบ Cloud
  • Cloud Trace Service (CTS) บริการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนบริการ Cloud เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์เชิง Security, Compliance, Optimzation และ Troubleshooting ได้ตามต้องการ
  • Simple Message Notification (SMN) บริการสำหรับส่งข้อความไปยัง Email Address, เบอรโทรศัพท์, HTTP/HTTPS URL และ Application ต่างๆ เพื่อใช้ในการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายดาย

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งาน Huawei Cloud สามารถทำการลงทะเบียนได้ที่ https://console-intl.huaweicloud.com/registerui/public/custom/register.html#/register ทันที

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชันด้านระบบ Cloud ของ Huawei สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอทดสอบระบบได้ทันทีที่โทร 02 095 8199 ต่อ 8788 หรืออีเมล cloudthailand@huawei.com

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-opens-public-cloud-data-center-in-thailand/

Advertisements

Dell EMC กับนวัตกรรมล้ำโลกในงาน Dell Technologies Forum 2018

Enterprise ITPro ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนา Dell Technologies Forum 2018 ในธีม Make It Real ที่จัดโดยทาง Dell EMC โดยมีผู้เข้าร่วมงานหลายพันคน โดยในงานนี้ Dell EMC ได้นำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ครบถ้วนเช่นเคยทุกปี ซึ่งได้รับความสนใจมากมาย

ในห้องสัมมมนาขนาดใหญ่จุคนมากกว่า 2,000 คน เราได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากทางคุณอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งได้เข้ามาบรรยายพิเศษ และเล่าให้ฟังถึงการเปลียนผ่านทางเทคโนโลยี พร้อมอธิบายว่า ยุคถัดไปของดิจิตอลมาถึงแล้ว และมันกำลังเปลี่ยนวิถีในการใช้ชีวิต ในการทำงานและการทำธุรกิจ ซึ่งหมายความว่าเวลาคือสิ่งสำคัญ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเกิดขึ้นในตอนนี้ และจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงโดย เขายังย้ำว่าพวกเราจะได้เห็นเรื่องราวต่างๆ ที่เทคโนโลยีจะเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย (สามารถติดตามได้จาก VDO ด้านล่างนี้)

ส่วนในห้องแสดงนวัตกรรมเราได้พบโซลูชันต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นระบบ Networking ที่ Dell EMC นำมานั้นเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Aerohive ที่เป็นระบบเน็ตเวิร์กแบบมีสายและไร้สายเบสออนบนคลาวด์แบบ Next-Gen ช่วยเสริมแกร่งให้ Dell EMC เป็นอย่างดี อีกทั้งก็ยังมีบูธของ Dell VxRail ที่เป็นแบบ Appliance ที่ช่วยในการดีพลอยระบบเวอร์ชวลได้มีประสิทธิภาพและเร็วกว่าการดีพลอยแบบเดิมถึง 73% ซึ่งก็ได้มาเห็นในงานนี้เช่นกัน รวมถึง Dell EMC ยังได้จัดโซน Hand-On Labs ที่ช่วยให้คุณสามารถที่จะทดสอบและคอนฟิกระบบต่างๆ ของ Dell EMC ได้อย่างง่ายดายพร้อมกับมีผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ในส่วนของพาร์ทเนอร์นั้น Dell EMC ถือว่ามีพาร์ทเนอร์ที่มาร่วมออกงานครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์ไมโคร, ABB, EPiT, CTC, AMR Asia, ชไนเดอร์ อิเล็กทริก, เวอร์ทีฟ, ไมโครซอฟท์, อินเทล และอื่นๆ อีกหลายราย โดยนำเอาโซลูชั่นที่ได้ทำงานร่วมกับเดลล์มานำเสนอ

นอกจากที่ทางเราได้เข้าร่วมงานในส่วนของการสัมมนาแล้วทาง Dell EMC ยังได้จัดแถลงข่าวในงานวันเดียวกัน โดยผู้ให้สัมภาษณ์เป็น คุณนพดล ปัญญาธิปัตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ อีเอ็มซี ประเทศไทย ซึ่งได้แถลงข้อมูลที่น่าสนใจ โดยเขาได้อ้างอิงตัวเลขจาก จากรายงานดัชนีชี้วัดการปฏิรูปสู่ดิจิตอลของเดลล์ เทคโนโลยีส์ Dell Technologies Digital Transformation Index (DT Index) โดยในรายงานระบุว่า มีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยที่เป็นผู้นำด้านดิจิตอล เรียกได้ว่าน้อยมากๆ ในแง่ของการปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามผู้นำในกลุ่มองค์กรจากรายงาน DT Index พบว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของผู้นำธุรกิจในไทย เชื่อว่าองค์กรของตนคงต้องพยายามเป็นอย่างมากเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าภายในระยะเวลาเพียงแค่ 5 ปี ในขณะที่อีก 33 เปอร์เซ็นต์หวั่นเกรงว่าตนจะถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง

“นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับธุรกิจ เรากำลังมาถึงจุดที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ที่เทคโนโลยี และธุรกิจ รวมถึงมนุษยชาติมาร่วมกันสร้างโลกที่เชื่อมต่อมากยิ่งขึ้น มีคุณภาพยิ่งขึ้น” นพดล กล่าวและเสริมว่า “อย่างไรก็ตาม องค์กรที่วางเทคโนโลยีไว้เป็นศูนย์กลาง จะได้รับคุณประโยชน์จากโมเดลธุรกิจดิจิทัล รวมถึงความสามารถในการเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อจัดการทุกสิ่งได้ในแบบอัตโนมัติและทำให้ลูกค้าพึงพอใจ นี่คือสาเหตุที่การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง”

ดูรายละเอียดและข้อมูลเพิ่มได้ที่เพจของ Dell EMC 

from:https://www.enterpriseitpro.net/dell-emc-dell-technologies-forum-2018/

เอ็นทีที คอม โชว์รายงาน SOC ด้านการปกป้องข้อมูลในดาต้า เซ็นเตอร์

เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ คอร์ปอร์เรชั่น (เอ็นทีที คอม) ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านไอซีทีโซลูชั่นส์และการสื่อสารระหว่างประเทศในเครือของเอ็นทีทีกรุ๊ป (TYO: 9432) ตอกย้ำความมั่นใจให้ลูกค้าไปอีกขั้น โดยได้รับการรับรองรายงานระบบตรวจสอบการควบคุมการทำงานองค์กร หรือ SOC (Service Organization Control) ซึ่งเป็นรายงานการรับรองการให้บริการตามมาตรฐานสากล หรือ International Standard on Assurance Engagement 3402: ด้านการรายงานผลการรับรองเกี่ยวกับการควบคุมการให้บริการในองค์กร (Assurance Reports on Controls at a Service Organization : ISAE3402)

ผลการรับรองรายงาน SOC จะแสดงให้ลูกค้าและผู้ตรวจสอบของลูกค้าเห็นถึงประสิทธิภาพการควบคุมภายใน ที่ส่งผลต่อการตรวจสอบข้อมูลงบการเงิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของนโยบายการควบคุมภายในองค์กร รวมถึงขั้นตอนการทำงานที่มีประสิทธิภาพในการส่งมอบความปลอดภัยให้กับลูกค้าที่เข้ามา ใช้บริการใน “ศูนย์ข้อมูล” Bangkok 2 Data Center ซึ่งเอ็นทีที คอม นับเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่สามารถผ่านการรับรองดังกล่าว

นายเกรียงศักดิ์ จรูญศรีสวัสดิ์ รองประธานอาวุโส แผนกธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ บริษัท เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ผ่านการรับรองรายงานระบบตรวจสอบการควบคุมองค์กรบริการ หรือ SOC จากองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบในระดับโลก ทั้งด้านการเงินและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รวมถึงข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กร ทำให้มั่นใจได้ว่าเราจะให้บริการที่มีคุณภาพสูง และข้อมูลลูกค้าจะได้รับการคุ้มครองเป็นอย่างดี รวมถึงเป็นการสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการในองค์กรของลูกค้าด้วย

“SOC เป็นรายงานการตรวจสอบจากบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ โดยเป็นการแสดงให้เห็นว่าเราได้ผ่านการควบคุมการปฏิบัติตามกฎระเบียบและวัตถุประสงค์ของรายงานดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการยืนยันให้ลูกค้าและผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบลูกค้า ได้มั่นใจถึงการควบคุมการทำงานของเรา โดยวัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงาน SOC เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติงาน และการควบคุมดูแลข้อมูล ตามข้อกำหนดในระดับสากลของ เอ็นทีที คอม ”

สำหรับรายงาน SOC ได้รับการออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงการควบคุมการทำงานภายในองค์กรที่ให้บริการด้านดาต้า เซ็นเตอร์ ในด้านความปลอดภัยทางกายภาพ ระบบการบริหารจัดการความพร้อมด้านการใช้งานไอที รวมทั้งข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้า โดยเฉพาะหน่วยงานหรือองค์กรที่ให้บริการด้านการเงิน เช่น กลุ่มสถาบันการเงิน ธนาคาร และบริษัทประกันภัย ฯลฯ สามารถมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยในการประมวลผลข้อมูลและการดำเนินงานด้านระบบไอทีของลูกค้า เมื่อเข้ามาใช้บริการดาต้า เซ็นเตอร์ กับเอ็นทีที

from:https://www.enterpriseitpro.net/ntt-com-soc-data-center/

Cisco เชิญร่วมงานสัมมนา Secure, Intelligent Platform for Digital Business Seminar

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชื่อดัง จัดงานสัมมนา Secure, Intelligent Platform for Digital Business Seminar โดยมุ่งเน้นการอัปเดตเทคโนโลยีทางด้าน Enterprise Networking และ Security ล่าสุดในยุคที่ Artificial Intelligence (AI) เข้ามามีบทบาทต่อการทำธุรกิจดิจิทัลมากขึ้น ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

รายละเอียดงานสัมมนา

หัวข้อ: Secure, Intelligent Platform for Digital Business Seminar
วัน: วันพุธที่ 17 ตุลาคม 2018
เวลา: 08:30 – 16:50 น.
สถานที่: ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 Pullman Bangkok Grande Sukhumvit Hotel (BTS อโศก / MRT สุขุมวิท / แผนที่)
ลิงค์ลงทะเบียน: http://www.readyregister.com/form/w/display/873

** งานสัมมนานี้จัดขึ้นสำหรับลูกค้าองค์กรที่เป็น End Users เท่านั้น สำหรับบริษัทที่เป็น System Integrator (SI), Distributor, Corporate Reseller และ IT Consultant นั้น ทีมงานสงวนสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมงาน

Artificial Intelligence (AI) เริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ หลายองค์กรทั่วโลกต่างมองหาวิธีการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อให้สามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมของลูกค้าและปรับปรุงกระบวนการเชิงธุรกิจเพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้นตามจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อหากันด้วย

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจและการรักษาความมั่นคงปลอดภัยในยุคดิจิทัล Cisco จึงได้คิดค้นและพัฒนาโซลูชันซึ่งช่วยให้ธุรกิจสามารถวางระบบ Advanced Intelligence เพื่อเสริมประสิทธิภาพของระบบเครือข่าย ศักยภาพของระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น สนับสนุนการพลิกโฉมกระบวนการและโมเดลทางธุรกิจอย่างแท้จริง

กำหนดการงานสัมมนา

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อคุณ Nopchanok โทร 02-678-8660 หรืออีเมล nopchanok@fdc.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/secure-intelligent-platform-for-digital-business-seminar-by-cisco/

Alibaba Cloud ประกาศแผนสร้าง Data Center แห่งที่สองในอินเดีย พร้อมอบรมบุคลากร 1,000 คน

หลังจากที่ Alibaba Cloud ได้ประกาศเปิดตัว Data Center แห่งแรกในอินเดียไปเมื่อเดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมา ล่าสุดก็ได้มีการเผยแผนการสร้าง Data Center แห่งที่ 2 ในอินเดียแล้ว ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในเมือง Mumbai

 

Credit: Alibaba Cloud

 

Data Center แห่งที่ 2 นี้จะให้บริการ Availability Zone แห่งที่ 2 สำหรับตลาดอินเดียโดยเฉพาะ ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเติบโตของ Alibaba Cloud ในการช่วยให้เหล่าลูกค้าของ Alibaba Cloud เองสามารถก้าวสู่ตลาดที่มีศักยภาพอย่างเช่นประเทศอินเดียได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ Alibaba Cloud เองก็จะขยายพาร์ทเนอร์ในกลุ่ม Value-Added Distribution Channel ที่อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยในปีนี้ รวมถึงยังมีแผนที่จะอบรมบุคลากร 1,000 รายเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอินเดีย ซึ่งการอบรมนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2019

 

ที่มา: https://techengage.com/alibaba-cloud-launches-second-data-center-in-india/

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-will-launch-its-second-data-center-in-india/

4 คุณสมบัติชั้นยอด ! ที่ทำให้ ODA ของออราเคิล ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีลง 57%

สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาทางด้านเทคโนโลยี Wikibon ได้ออกรายงานผลการทดสอบ Oracle Database Appliance ระบบ Engineered Systems ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ Oracle Database โดยเฉพาะ พบว่าสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้าน IT ลงได้สูงสุดถึง 57% และลดค่าปฏิบัติการทางด้าน IT ลงได้ถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับการใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทั่วๆ ไปหรือประกอบเซิร์ฟเวอร์ x86 ด้วยตนเอง

นักวิจัยจาก Wikibon ได้ทำโมเดลสำหรับวิเคราะห์และเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทางด้าน IT ระหว่าง Oracle Database Appliance รุ่น X7-2-HA ซึ่งเป็น Hyperconverged Infrastructure แบบ Full Stack จาก Oracle และเซิร์ฟเวอร์ x86 ประกอบเองแบบ White Box สำหรับใช้งาน Distributed Applications ที่มีความสำคัญสูง พบว่า x86 White Box มีค่าใช้จ่ายทางด้าน IT ตลอดระยะเวลา 3 ปีสูงกว่า Oracle Database Appliance ถึง 57%

Wikibon ทำการเปรียบเทียบระยะเวลาในการติดตั้งระบบสำหรับใช้งาน Distributed Applications ที่มีความสำคัญสูงระหว่าง Oracle Database Appliance และ x86 Whitebox พบว่า การวางระบบและติดตั้ง Oracle Database Appliance ให้พร้อมใช้งานใช้เวลาเพียงแค่ 7 วัน ในขณะที่ x86 White Box ต้องใช้เวลานานถึง 34 วัน หรือคิดเป็นประมาณ 5 เท่าของ Oracle Database Appliance นอกจากนี้ การอัปเดตและอัปเกรด Oracle Database Appliance ยังทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่า x86 White Box ช่วยภาระค่าใช้จ่ายด้านการปฏิบัติงานทางด้าน IT (IT Operation) ลงได้สูงสุดถึง 5 เท่า

Oracle Database Appliance ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งาน Oracle Database ได้อย่างเสถียรและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างรื่นไหลและต่อเนื่อง โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์เฉพาะตัวที่ไม่มีบน x86 White Box ได้แก่

1. Hybrid Columnar Compression
สำหรับบีบอัดข้อมูลในฐานข้อมูล เหมาะสำหรับใช้งานใน Data Warehouse

2. Oracle Database Snapshots

ที่สามารถทำ Snapshots ได้โดยอย่างรวดเร็วและไม่ต้องหยุดการทำงานของฐานข้อมูล

3. Guaranteed Database Integrity
การันตีความถูกต้องของฐานข้อมูลเมื่อทำการสำรองข้อมูลบนระบบ Cloud

4. Built-in Local & Remote Monitoring

สำหรับตรวจสอบและเฝ้าระวังการทำงานของอุปกรณ์ไม่ให้หยุดชะงัก

นอกจากนี้ Oracle Database Appliance ยังรองรับการทำงานร่วมกับ Oracle Cloud ได้อย่างลื่นไหล สำหรับใช้บริการต่างๆ บนระบบ Cloud เช่น การสำรองและกู้คืนข้อมูล รวมไปถึงมีการตรวจสอบความถูกต้องของฐานข้อมูลทั้งบน Private และ Public Cloud เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลสำคัญขององค์กรจะไม่สูญหาย และมีความถูกต้องแน่นอน

ดาวน์โหลดรายงานของ Wikibon ฉบับเต็มได้ที่ http://www.oracle.com/us/products/database/database-appliance/hyperconverged-full-stack-solutions-4476087.pdf

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทีม ODA ของ Oracle อีเมล์ Oracle@vstecs.co.th เบอร์โทร 0-2661-6666 ต่อ 1233 หรือ 0830789316 หรือ Line ได้ที่นี่

from:https://www.enterpriseitpro.net/wikibon-oda-hyperconverged-full-stack-solutions/

เชิญร่วมงานนิทรรศการ CEBIT ASEAN Thailand ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

อิมแพ็ค ร่วม ดอชเช่อ เมสเซ่ เอจี นำงาน CEBIT งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศเยอรมนี มาจัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในชื่อ CEBIT ASEAN Thailand 2018 ประกอบไปด้วย 4 เวทีหลัก ได้แก่ d!conomy, d!tec, d!talk และ d!campus ที่รวมทั้งงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจ เข้ากับงานสัมมนา และความสนุกสนานในโซนเฟสติวัล โดยมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม,กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ไมโครซอฟท์, ลอจิเทค, และแบรนด์ต่างๆ อีกกว่า 200 บริษัท โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 18 – 20 ตุลาคม 2561 ณ อาคาร 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี

การจัดงาน CEBIT ASEAN ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย ที่จะได้รวบรวมบุคคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมมาร่วมจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีจากกว่า 200 บริษัท รวมถึงสัมมนาวิชาการด้านเทคโนโลยีจากบริษัท เอ็นทีที คอมมิวนิเคชั่นส์ ผู้ให้บริการคำปรึกษา สถาปัตยกรรม ความปลอดภัยของข้อมูล และบริการคลาวด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขององค์กร และการประชุมเรื่อง การปฏิรูปแรงงานในยุคดิจิทัล โดยดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นต้น เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมในระดับตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค และตลาดโลก ซึ่งสินค้าที่จัดแสดงครอบคลุม 6 กลุ่มเทคโนโลยีที่คือ

  • การสื่อสาร โครงสร้างระบบเครือข่าย และความปลอดภัย
  • ข้อมูลและระบบคลาวด์
  • ตัวช่วยทางธุรกิจ
  • อุปกรณ์ต่อพ่วง และอุปกรณ์เสริม
  • IOT และเทคโนโลยีอัฉริยะ
  • เทคโนโลยีใหม่ เช่น AR/VR/UAV/วิทยาการหุ่นยนต์/การพิมพ์ 3 มิติ

“ตลาดดิจิทัลของประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะมีการเติบโตมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 เพิ่มขึ้นถึงหกเท่า เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดในปี 2015 ซึ่งมีมูลค่า 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เห็นว่าตลาดอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล สำหรับประเทศไทย ถือว่าเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน และมีความสำคัญในตลาดดิจิทัล โดยมีการใช้จ่ายในด้านไอทีสูงถึง 12,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2017 และคาดการณ์ว่าจะโตขึ้นอีกประมาณ 30,000 ล้านภายในปี 2020 ดังนั้นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน CEBIT ASEAN Thailand 2018 เพื่อให้งานนี้เป็นแหล่งรวบรวมเทคโนโลยี ดิจิทัล และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งภาครัฐ และเอกชน ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้และเจรจาธุรกิจเพื่อเตรียมความพร้อมรับการปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจแบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว” — ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ตัวแทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าว

4 โซนกิจกรรมที่น่าสนใจ @ CEBIT ASEAN Thailand

ลงทะเบียนเข้าร่วมชมงานที่ https://cebitasean.com/PreTT

รหัสลงทะเบียน (Registration Code) “TT01”

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://cebitasean.com/TTTSB1

from:https://www.techtalkthai.com/cebit-asean-thailand-is-ready-for-registration/