คลังเก็บป้ายกำกับ: DATA_LEAKAGE

เตือนชุดช่องโหว่ BlueBorne อุปกรณ์บลูทูธกว่า 5,300 ล้านเครื่องตกอยู่ในความเสี่ยง

นักวิจัยจาก Armis บริษัทผู้ให้บริการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ IoT ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่รวมทั้งหมด 8 รายบนอุปกรณ์ที่รองรับการใช้บลูทูธกว่า 5,300 ล้านเครื่องทั่วโลก ที่น่ากลัวคือแฮ็คเกอร์สามารถโจมตีอุปกรณ์เหล่านั้นได้โดยที่ไม่ต้องเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านั้น หรือทำการ Pair ใดๆ ช่องโหว่ทั้ง 8 รายการนี้ถูกเรียกรวมกันว่า “BlueBorne”

BlueBorne ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์บลูทูธทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ Android, Apple iOS, Microsoft หรือ Linux ตั้งแต่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ค อุปกรณ์ IoT ไปจนถึงรถยนต์อัจฉริยะรวมแล้วกว่า 5,300 ล้านเครื่อง

3 ใน 8 ของช่องโหว่ถูกจัดให้มีความรุนแรงระดับ Critical โดย Armis ระบุว่า ช่องโหว่เหล่านี้ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุมหรือรันคำสั่งแปลกปลอมบนอุปกรณ์ได้ทันที รวมไปถึงสามารถโจมตีแบบ Man-in-the-Middle เพื่อดักฟังข้อมูลจากการเชื่อมต่อบลูทูธได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำหลายๆ ช่องโหว่มาใช้งานร่วมกันเพื่อสร้าง Worm สำหรับแพร่กระจายตัวผ่านบลูทูธเพื่อสร้างความเสียแก่ระบบเครือข่ายได้

“ช่องโหว่เหล่านี้เป็นช่องโหว่บนบลูทูธที่ซีเรียสที่สุดที่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน ช่องโหว่บนบลูทูธที่ถูกค้นพบก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นช่องโหว่ระดับโปรโตคอล แต่ช่องโหว่ใหม่เหล่านี้เป็นช่องโหว่ในระดับการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งสามารถบายพาสกลไกการพิสูจน์ตัวตน และเข้าควบคุมอุปกรณ์เป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์” — โฆษกจาก Armis กล่าว

รหัส CVE ที่เกี่ยวข้อง

  • Android: CVE-2017-0781, CVE-2017-0782, CVE-2017-0783 และ CVE-2017-0785
  • Linux: CVE-2017-1000251 และ CVE-2017-1000250
  • Windows: CVE-2017-8628
  • Apple: อยู่ระหว่างรอระบุรหัส CVE

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ

  • สมาร์โฟน แท็บเล็ต และอุปกรณ์สวมใส่ที่รันระบบปฏิบัติการ Android ทุกเวอร์ชันได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ 4 รายการตามที่ได้กล่าวไป ยกเว้นอุปกรณ์ที่รัน Bluetooth Low Energy
  • ระบบปฏิบัติการ Windows นั้น ตั้งแต่เวอร์ชัน Vista เป็นต้นไปได้รับผลกระทบ ยกเว้น Windows Phone
  • อุปกรณ์ Linux ทุกรุ่นที่รัน BlueZ จะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่การรั่วไหลของข้อมูล ในขณะที่อุปกรณ์ Linux อื่นๆ ตั้งแต่เวอร์ชัน 3.3-rc1 (ออกเมื่อตุลาคม 2011) จะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ Remote Code Execution
  • iPhone, iPad และ iPod Touch ที่รัน iOS 9.3.5 หรือก่อนหน้านั้น และ Apple TV เวอร์ชัน 7.2.2 หรือก่อนหน้านั้นต่างได้รับผลกระทบทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม Apple ได้ออกแพทช์อุดช่องโหว่ตั้งแต่ iOS 10 เป็นที่เรียบร้อย

Armis ได้แจ้งช่องโหว่ที่ค้นพบไปยังผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Apple, Google, Microsoft และ Linux Community ซึ่ง Microsoft ได้ออกแพทช์สำหรับอุดช่องโหว่ดังกล่าวบน Windows Bluetooth Driver ใน Microsoft Patch Tuesday ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เพิ่งเปิดเผยรายละเอียดใน Patch Tuesday เดือนนี้ ส่วน Google ก็ได้ออกแพทช์อุดช่องโหว่บน Android ใน Security Bulletin ประจำเดือนกันยายนเช่นเดียวกัน สำหรับผู้ผลิตรายอื่นๆ คาดว่าจะออกแพทช์เพื่ออุดช่องโหว่เร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่ามีอุปกรณ์บลูทูธทั่วโลกประมาณ 40% ที่จะไม่ได้อัปแพทช์เนื่องจากเป็นอุปกรณ์เก่าที่ End-of-Life ไปแล้ว

ทั้งนี้ ผู้ใช้ทั่วไปที่รอแพทช์ (หรือไม่สามารถอัปเดตแพทช์ได้) สามารถป้องกันอุปกรณ์บลูทูธของตนเองจากช่องโหว่ BlueBorne ได้ด้วยการปิดบลูทูธ และเปิดใช้งานเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องใช้เท่านั้น ส่วนผู้ใช้ Android สามารถตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของตนมีช่องโหว่หรือไม่จากแอพพลิเคชัน BlueBorne Android App (ดาวน์โหลดได้ผ่านทาง Google Play)

รายละเอียดเชิงเทคนิค: http://go.armis.com/hubfs/BlueBorne%20Technical%20White%20Paper.pdf

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/blueborne-vulnerabilities-impact-over-5-billion-bluetooth-enabled-devices/

from:https://www.techtalkthai.com/blueborne-vulnerabilities-affect-5300-million-bluetooth-enabled-devices/

Advertisements

Internal Build และ Source Code ของ Windows 10 ขนาด 32TB รั่ว ตอนนี้ถูกระงับการเผยแพร่แล้ว

betaarchive.com ได้ออกมาเปิดเผยถึงข้อมูล Internal Build และ Source Code ของ Microsoft Windows 10 ขนาด 32TB ที่ถูกบีบอัดจนเหลือ 8TB ซึ่งคาดว่าข้อมูลเหล่านี้หลุดรั่วออกมาจากระบบพัฒนาภายในของ Microsoft เองตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Credit: Microsoft

 

ข้อมูลเหล่านี้ถูกทางเว็บ betaarchive.com เอาออกไปแล้วหลังจากที่เริ่มมีการรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย โดยผู้ที่ได้เห็น Source Code นั้นระบุว่าข้อมูลที่หลุดออกมาเป็น Microsoft Shared Source Kit ที่ประกอบไปด้วย Source Code ของ Windows 10 Hardware Driver, PnP, USB, Wi-Fi, Storage Driver, ARM OneCore Kernel Code ในขณะที่ Build ที่หลุดออกมาคือ Windows 10 และ Windows Server 2016 ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ เช่น Windows 10 Redstone ที่มีแผนเปิดตัวปลายปี กับ Windows 10 64-bit ARM

Microsoft Shared Source Kit ที่รั่วออกมานี้จริงๆ แล้วเป็นโค้ดที่ Microsoft จะเปิดให้ลูกค้า, คู่ค้า และภาครัฐบางแห่งได้ดูและทำการตรวจสอบแก้ไขปัญหาร่วมกันเท่านั้น การหลุดรั่วมาครั้งนี้ก็ส่งผลให้อาจเกิดการนำ Source Code เหล่านี้ไปหาช่องโหว่และถูกนำไปใช้โจมตีเป็นวงกว้างได้เช่นกัน ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าอันตรายไม่น้อย ทาง betaarchive.com จึงได้ทำการลบออกไปตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2017 ที่ผ่านมาแล้ว และอยู่ในระหว่างทบทวนดูว่าจะนำกลับมาเปิดเผยดีหรือไม่

ปัจจุบันโฆษกของทาง Microsoft ยังไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/06/23/windows_10_leak/

from:https://www.techtalkthai.com/32tb-of-internal-build-and-windows-10-source-code-leaked/

ข้อมูลสำคัญของหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐรั่วนับแสนรายการ ถูก Contractor ปล่อยสาธารณะบน AWS

Chris Vickery นักวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงในเชิงไซเบอร์แห่ง UpGuard ได้ค้นพบไฟล์สำคัญนับแสนหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐบน Cloud Storage ของ Amazon โดยไฟล์เหล่านั้นสามารถถูกเข้าถึงได้อย่างสาธารณะ ไม่มีรหัสผ่านใดๆ ป้องกันเลย และมีขนาดรวมกันกว่า 28GB เลยทีเดียว

Credit: ShutterStock.com

 

เอกสารที่ค้นพบนี้เป็นเอกสารของโครงการหนึ่งในหน่วยงาน National Geospatial-Intelligence Agency (NGA) โดยนอกจากเอกสารข้อมูลที่ใช้ทำงานภายในหน่วยงานภาครัฐแล้ว เอกสารในไฟล์เหล่านี้ก็ยังมีทั้งรหัสผ่านของระบบสำคัญในรัฐบาลสหรัฐ, รหัสผ่านของพนักงานอาวุโสใน Booz Allen Hamilton ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ทำงานให้กับหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐ รวมถึงรหัสผ่านของคู่สัญญารายอื่นๆ ที่ทำงานกับหน่วยงานรัฐนี้ด้วย ทำให้ถึงแม้ข้อมูลต่างๆ ที่รั่วไหลออกมานี้ถึงจะไม่ได้เป็นความลับอะไรมากนัก แต่รหัสผ่านเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่ข้อมูลความลับอื่นๆ มากมายได้ รวมถึงสามารถเข้าถึง Code Repository ต่างๆ ไปจนถึงระบบที่มีการป้องกันอย่างหนาแน่นของ Pentagon ได้

ในตอนแรกนั้น ไฟล์เหล่านี้ดูเหมือนจะถูกซ่อนเอาไว้จนคนทั่วๆ ไปที่ไม่รู้ช่องทางที่ชัดเจนก็ไม่อาจเข้าถึงได้ แต่กับคนที่มีวัตถุประสงค์อย่าง Vickery หรือคนที่มีวัตถุประสงค์อื่นๆ นั้นก็อาจค้นหาช่องทางจนโหลดไฟล์เหล่านั้นมาได้ทั้งหมด และอาจนำไปสู่การเข้าถึงระบบที่มีความสำคัญสูงต่อไปได้ โดยไม่ต้องอาศัยเทคนิคในการ Hack ระบบแต่อย่างใดเลย

Vickery นั้นเป็นผู้ที่ค้นพบข้อมูลรั่วไหลมาหลายต่อหลายครั้งจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่ว่าจะเป็นกรณีของฐานข้อมูลผู้ลงคะแนนเสียงในสหรัฐกว่า 191 ล้านรายเมื่อปี 2015, ฐานขจ้อมูลผู้ใช้งาน MacKeeper 13 ล้านรายเมื่อปี 2015, ฐานข้อมูล River City Media (RCM) ที่บันทึกข้อมูลของผู้ใช้งานไว้กว่า 1,400 ล้านรายการเมื่อเร็วๆ นี้ และกรณีอื่นๆ อีกมากมาย

ปัจจุบันทั้ง NGA และ Booz Allen Hamilton เองต่างก็กำลังสืบสวนและแก้ไขปัญหาร่วมกันอยู่ และระบุว่าที่ผ่านมายังไม่มีใครนำข้อมูลที่รั่วไหลเหล่านี้ไปใช้โจมตีหรือขโมยข้อมูลความลับแต่อย่างใด

ก็ถือเป็นอีกบทเรียนที่ดีสำหรับเหล่าองค์กรต่างๆ ที่มีการจ้าง Contractor ภายนอกเข้ามาทำงาน ที่ควรจะตรวจสอบการทำงานและควบคุมการนำข้อมูลไปใช้ในกรณีต่างๆ ให้มีความรัดกุมในแง่ของความมั่นคงปลอดภัยด้วย โดยเฉพาะการใช้งาน Cloud นั้นก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และมีความรู้ที่ถูกต้องครบถ้วนในเทคโนโลยีที่กำลังใช้งานอยู่ครับ

 

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/05/us-defense-contractor.html

from:https://www.techtalkthai.com/us-defense-agency-information-was-leaked-on-amazon-aws-by-contractor/

พบช่องโหว่บน Android เสี่ยงถูกขโมยข้อมูลผ่านช่องเสียบหูฟัง

Roee Hay และ Sagi Kedmi สองนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Aleph Security ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่บนอุปกรณ์ Android ที่ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถขโมยข้อมูลสำคัญ, บายพาส ASLR, ทำ Factory Reset หรือแม้กระทั้งเข้าถึง Android HBOOT Bootloader ผ่านทางการเชื่อมต่อหูฟังได้

ช่องโหว่นี้ถูกนำเสนอครั้งแรกในงานประชุม Black Hat ปี 2013 โดยนักวิจัยทั้ง 2 คนเริ่มจากการใช้ Multiplexed Wired Interface ในการเชื่อมต่อและเข้าถึงสมาร์ทโฟน Android ผ่านทางพอร์ต USB แต่ล่าสุด ทั้งสองคนประสบความสำเร็จในการใช้สายเคเบิล UART ที่ดัดแปลงเป็นพิเสษในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านช่องเสียบหูฟัง โดยพวกเขาระบุว่าสามารถเข้าถึง FIQ (Fast Interrupt Request) Debugger บน Nexus 9 ได้

FIQ Debugger ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถรับส่งคำสั่งเข้าไปยังอุปกรณ์ Android ได้ ต่อให้ระบบปฏิบัติกำลังทำงานอยู่ก็ตาม โดยแฮ็คเกอร์รันคำสั่งเพื่อ

  • เข้าถึง Help Menu
  • Dump รายการ Process ทั้งหมดและ Register ออกมา
  • ขโมยค่า Stack Canary ของ Zygote Core Process
  • ดูบริบทต่างๆ ของ CPU โดยใช้ตำแหน่งของ Memory (บายพาส ASLR)
  • เข้าถึง Sysrq Interface
  • เข้าถึง Nexus 9 HBOOT Bootloader
  • เข้าถึง I2C Buses และเชื่อมต่อกับ System-on-Chips (SoC) ภายใน
  • ดำเนินการ Factory Reset

ช่องโหว่นี้มีรหัส CVE-2017-0510 ซึ่ง Google ประเมินแล้วว่ามีระดับความรุนแรงเป็น Critical เนื่องจากแฮ็คเกอร์สามารถล่มระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์ได้ ส่งผลให้ผู้ใช้ต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม Google ก็ได้ออกแพทช์เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อย สามารถดูรายละเอียดได้ที่ Android Security Bulletin เดือนมีนาคม 2017

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/android-patched-to-protect-users-from-getting-hacked-via-headphones-connector/

from:https://www.techtalkthai.com/hack-android-devices-via-headphone-connector/

Cloudbleed: พิมพ์โค้ดผิดจุดเดียว กลายเป็นช่องโหว่เผยข้อมูลกว่าล้านเว็บไซต์ที่อยู่หลัง Cloudflare

Tavis Ormandy นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Google Project Zero ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่ Buffer Overflow บน CloudFlare ผู้ให้บริการ CDN และ Web Security ชื่อดัง ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถขโมยข้อมูลสำคัญของเว็บไซต์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น Passwords, Cookies และ Tokens ที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตนออกไปได้ โดยเรียกช่องโหว่นี้ว่า Cloudbleed

CloudFlare ทำหน้าที่เสมือนเป็น Proxy สำหรับทำ Caching ระหว่างผู้ใช้และ Web Server โดยเซิร์ฟเวอร์ของ CloudFlare หรือที่เรียกว่า Edge Server จะกระจายตัวอยู่ทั่วโลกเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระจำนวนคำร้องขอที่ถูกส่งไปยัง Web Server จริง ซึ่งคำร้องขอเหล่านี้จะถูกประมวลผลและตรวจสอบภัยคุกคามบนเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยให้ถึงขีดสุด ปัจจุบันนี้ CloudFlare ดูแลเว็บไซต์มากกว่า 5.5 ล้านไซต์ทั่วโลก

ช่องโหว่ Buffer Overflow ที่ทำให้ข้อมูลบนหน่วยความจำรั่วไหลสู่ภายนอก

Cloudbleed เป็นช่องโหว่ Buffer Overflow บน Edge Server ที่ Ormandy ค้นพบเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถขโมยข้อมูลสำคัญที่อยู่ในหน่วยความจำของเซิร์ฟเวอร์ ไม่ว่าจะเป็น Private Session Keys, HTTP Cookies, Authentication Tokens และ HTTP Post Bodies ซึ่งข้อมูลเหล่านี้บางส่วนถูกแคชโดย Search Engine เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

สาเหตุมาจากการพิมพ์โค้ดผิด 1 ตัวอักษร

จากการตรวจสอบของ CloudFlare พบว่า สาเหตุของปัญหา Buffer Overflow นี้มาจากการพิมพ์โค้ดในส่วนของ HTML Parser ซึ่งเป็นโมดูลที่ใช้อ่านซอร์สโค้ดของเว็บไซต์ และส่งต่อไปยังโมดูลอื่นเพื่อให้เขียนข้อมูลทับตามที่ผู้ใช้บริการกำหนด พลาดไป 1 ตัวอักษร คือจาก “==” ไปเป็น “>=” ซึ่งปกติแล้วไม่น่าเป็นประเด็นอะไรเนื่องจากโปรแกรมเมอร์หลายคนพิมพ์แบบหลังเมื่อทำการตรวจสอบเงื่อนไขบางอย่าง อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ CloudFlare การพิมพ์โค้ดเพื่อตรวจสอบเงื่อนไขแบบนั้นกลับทำให้เกิด Buffer Overflow ขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลบางส่วนบนหน่วยความจำหลุดรั่วออกไปกับคำร้องของ HTTP จากผู้ใช้

CloudFlare ระบุว่า ปัญหานี้จะเกิดเฉพาะกับผู้ใช้บริการที่มีการตั้งค่า Email Obfuscation และ Automatic HTTPS Rewrites บนบัญชีของตน

ช่องโหว่อายุนานกว่า 5 เดือน

หลังจากตรวจสอบโดยละเอียด CloudFlare เปิดเผยว่า การพิมพ์โค้ดพลาดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2016 ที่ HTML Parser เริ่มเปิดใช้บริการ ซึ่ง CloudFlare จัดการแก้ไขปัญหาเรียบร้อยในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2017 หลังจากที่ได้รับรายงานจาก Ormandy

“ช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือตั้งแต่ 13 ถึง 18 กุมภาพันธ์ ซึ่งประมาณ 1 คำร้องจากทุกๆ 3,300,000 คำร้อง HTTP มายัง CloudFlare อาจก่อให้เกิดข้อมูลจากหน่วยความจำรั่วไหลออกไปได้ (คิดเป็นประมาณ 0.00003% ของคำร้องขอทั้งหมด)” — John Graham-Cumming CTO ของ CloudFlare ระบุ

เริ่มแก้ปัญหาหลังทราบเรื่องเพียง 47 นาที

อย่างไรก็ตาม CloudFlare ได้ทำการตรวจสอบและดำเนินการหยุดการทำงานของ Email Obfuscation ของผู้ใช้บริการทั้งหมด ภายในเวลาเพียง 47 นาที หลังทราบถึงช่องโหว่จาก Ormandy ตามด้วยยกเลิกการทำงานของ Automatic HTTPS Rewrites ไม่นานหลังจากนั้น

ผ่านไป 6 ชั่วโมง CloudFlare ก็ทราบถึงต้นตอสาเหตุหลักของช่องโหว่ Buffer Overflow ที่มาจากการพิมพ์โค้ดพลาด และดำเนินการแก้ไข รวมไปถึงติดต่อกับ Search Engines หลายรายเพื่อให้ช่วยลบข้อมูลที่ถูก Cache บนเซิร์ฟเวอร์ออกไป

เราควรรับมือกับ Cloudbleed อย่างไร

ทั้ง Ormandy, CloudFlare และนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยท่านอื่นต่างไม่แน่ใจว่ามีใครเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูลจากช่องโหว่ Cloudbleed นี้ออกไปหรือไม่ แต่หลายคนเชื่อว่า Crawlers ต่างๆ ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล และผู้ใช้ก็ได้ทำการ Cache ข้อมูลบางส่วนเอาไว้โดยที่ตัวเองก็อาจไม่รู้ตัว

ดังนั้นแนะนำให้ผู้ใช้บริการออนไลน์ทุกคนเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทั้งหมด และคอยติดตามบัญชีออนไลน์อย่างใกล้ชิดว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่ สำหรับผู้ใช้บริการ CloudFlare แนะนำให้ทำการบังคับให้ผู้ใช้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในอนาคต

ที่มาและเครดิตรูปภาพ: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/typo-in-cloudflare-server-source-code-leaks-customer-info-cookies-passwords/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudbleed-leaks-sensitive-data-of-cloudflare-customers/

ฐานข้อมูล Hello Kitty รั่ว แฟนคลับกว่า 3.3 ล้านได้รับผลกระทบ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้กว่า 3.3 ล้านคนจากฐานข้อมูลของ Sanrio เจ้าของลิขสิทธิ์ Hello Kitty รั่วไหลสู่สาธารณะ คาดสาเหตุมาจากปัญหาการตั้งค่าไม่มั่นคงปลอดภัยขณะติดตั้ง MongoDB ที่ค้นพบโดย Chris Vickery

Credit: Javier Mediavilla Ezquibela

การเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูลถูกรายงานครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2015 แต่ทาง Sanrio ปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลสูญหายจากการเจาะระบบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา LeakedSource เว็บไซต์ชื่อดังที่รวบรวมข้อมูลที่ถูกขโมยเผยแพร่สู่สาธารณะ ออกมาระบุว่า ฐานข้อมูลลูกค้ารวม 3,345,168 คนของ Sanrio ถูกเปิดเผย ซึ่งมีข้อมูลเด็กอายุต่ำกว่า 18 รวม 186,261 รายการ

ข้อมูลที่หลุดออกมาประกอบด้วยชื่อนามสกุลของผู้ใช้ วันเกิด เพศ ประเทศที่อยู่ อีเมล ชื่อผู้ใช้ รหัสผ่านที่ถูกแฮช คำถามเมื่อลืมรหัสผ่านและคำตอบ นอกจากนี้ยังมีฟิลด์ข้อมูลที่ชื่อว่า “incomeRange” แต่น่าแปลกตรงที่ข้อมูลอยู่ระหว่าง 0 – 150 ข้อมูลที่ปรากฏบน LeakedSource นี้ตรงกับที่ Vickery ค้นพบ ซึ่งทาง Sanrio อ้างว่าเขาเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์เข้าถึงฐานข้อมูลในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา และไม่พบว่ามีการบุกรุกจากภายนอกแต่อย่างใด

Vickery ระบุว่า ฐานข้อมูลผู้ใช้กว่า 3.3 ล้านคนที่รั่วไหลออกมานี้ มาจากบริการออนไลน์หลายอย่างของ Sanrio ซึ่งต้นตอสาเหตุมาจากการที่ฐานข้อมูลถูกจัดเก็บโดยใช้การตั้งค่า MongoDB ที่ไม่มีการระบุ Credential ในการเข้าถึง

ที่มา: https://threatpost.com/hello-kitty-database-of-3-3-million-breached-credentials-surfaces/122932/

from:https://www.techtalkthai.com/hello-kitty-database-leakage/

เตือนโปรไฟล์ Autofill บนเบราเซอร์ เสี่ยงถูกหลอกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล

Viljami Kuosmanen นักพัฒนาเว็บชาวฟินแลนด์ ออกมาแจ้งเตือนถึงการนำโปรไฟล์ Autofill บนเบราเซอร์ที่ช่วยกรอกข้อมูลโดยอัตโนมัติ ไปใช้โจมตีแบบ Phishing เพื่อหลอกขโมยข้อมูลส่วนบุคคลโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัวได้

โปรไฟล์ Autofill เป็นฟีเจอร์พื้นฐานที่เบราเซอร์สมัยใหม่ในปัจจุบันเริ่มมีให้บริการ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างโปรไฟล์ที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับกรอกลงบนฟอร์มของหน้าเว็บหลายสิบรายการได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว เมื่อเจอฟอร์มที่ต้องกรอกข้อมูลในเว็บไซต์อื่นๆ ผู้ใช้สามารถเลือกโปรไฟล์ Autofill ที่เก็บไว้ไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกรอกข้อมูลทั้งหมดซ้ำอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม Kuosmanen ได้ออกมาแจ้งเตือนผู้ใช้ถึงการนำโปรไฟล์ Autofill นี้ไปใช้ในทางที่มิชอบ โดยแฮ็คเกอร์สามารถซ่อนช่องสำหรับเก็บข้อมูลไม่ให้ผู้ใช้เห็นและหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ใช้ไม่ได้กรอกลงบนหน้าเว็บไปใช้ได้ทันที

Kuosmanen สาธิตวิธีการหลอกขโมยข้อมูลโดยอาศัยการสร้างหน้าฟอร์มแบบง่ายๆ ซึ่งผู้ใช้จะเห็นว่าหน้าเว็บดังกล่าวมีเพียงช่องใส่ชื่อ อีเมล และปุ่มกดส่งข้อมูลเท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาดูซอร์สโค้ดของหน้าเว็บดีๆ จะพบว่าฟอร์มที่กรอกข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่อีก 6 รายการ ได้แก่ เบอร์โทร ชื่อองค์กร ที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ จังหวัด และประเทศ

ฟอร์มกรอกข้อมูลที่แสดงบนหน้าเว็บ

 

ซอร์สโค้ดที่มีการซ่อนช่องสำหรับกรอกข้อมูลอื่นๆ อีก 6 รายการ

 

ถ้าผู้ใช้มีโปรไฟล์ Autofill เก็บอยู่ในเบราเซอร์ และเลือกที่จะให้เบราเซอร์กรอกข้อมูลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ โปรไฟล์ Autofill จะกรอกข้อมูลทั้ง 2 ช่องที่แสดงบนหน้าเว็บ และอีก 6 ช่องที่เหลือที่ซ่อนอยู่ในซอร์สโค้ดเนื่องจากข้อมูลทั้งหมดนี้อยู่บนฟอร์มเดียวกัน เพียงแค่บางรายไม่แสดงให้ผู้ใช้เห็นเท่านั้น ส่งผลให้แฮ็คเกอร์ได้ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งหมดที่อยู่ในโปรไฟล์ Autofill โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว ที่น่ากลัวคือ ถ้าผู้ใช้เก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ในโปรไฟล์ด้วย ก็เสี่ยงที่หมายเลขจะหลุดไปยังแฮ็คเกอร์ด้วยเช่นกัน

ด้านล่างเป็นภาพสาธิตการโจมตีบน Google Chrome

Kuosmanen ระบุว่า เขาได้ทำการทดสอบกับ Google Chrome และ Safari ซึ่งได้ผลเหมือนกัน คือสามารถขโมยข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ โดยซ่อนฟิลด์ข้อมูลไม่ให้ผู้ใช้เห็นได้ แต่ Safari ยังดีกว่า Chrome ตรงที่มีการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทราบว่า มีการกรอกข้อมูลลงบนช่องใส่ข้อมูลที่ถูกซ่อนอยู่

จากการตรวจสอบ พบว่าฟีเจอร์โปรไฟล์ Autofill นี้ มีอยู่บน Google Chrome, Safari และ Opera เท่านั้น ซึ่งผู้ใช้สามารถปิดการใช้งานโปรไฟล์ Autofill เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการเล่นอินเทอร์เน็ตได้ ตามภาพด้านล่าง

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/browser-autofill-profiles-can-be-abused-for-phishing-attacks/

from:https://www.techtalkthai.com/browser-autofill-profiles-abused/