คลังเก็บป้ายกำกับ: DDOS_MITIGATION

Cloudflare เปิดตัว Spectrum พร้อมดูแลทั้ง 65,535 พอร์ต

Cloudflare ผู้ให้บริการระบบ CDN และ DDoS Mitigation ชื่อดัง เปิดตัวบริการใหม่ ชื่อว่า Spectrum พร้อมให้บริการ DDoS Protection, Load Balancing cละ Content Acceleration ทุกแอปพลิเคชันที่รันบน TCP/IT พอร์ตตั้งแต่ 1 ถึง 65,535

Credit: Cloudflare.com

Spectrum เป็นบริการใหม่ล่าสุดของ Cloudflare ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยขยายการให้บริการจากพอร์ต 80 (HTTP) และ 443 (SSL) ไปเป็นตั้งแต่พอร์ตที่ 1 ถึง 65,535 ไม่ว่าจะเป็นบริการ Gaming, Remote Server Access (SSH), Email (SMTP) และอื่นๆ ครบทั้งสเปกตรัมของ TCP/IP ส่งผลให้ทุกแอปพลิเคชันอยู่ภายใต้การดูแลของ Cloudflare โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการได้ ดังนี้

  • DDoS Protection for TCP Services: ป้องกันระบบออนไลน์จากการโจมตีแบบ DDoS บน Layer 3 และ 4
  • Secure TCP Traffic with TLS: บริการเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ เช่น รหัสผ่าน หรือข้อมูลธุรกรรมการเงิน บน TCP Services
  • IP Address & Range Blocking: บริการ IP Firewall สำหรับบล็อกหมายเลข IP ไม่เข้าถึง TCP Services ของลูกค้า

Bruce Blair, CTO ของ Hypixel บริษัทเกมที่เคยตกเป็นเหยื่อของการโจมตีแบบ DDoS จาก Mirai Botnet ระบุว่า “ก่อนใช้ Spectrum พวกเราได้แต่หวังพึ่งบริการที่ไม่ค่อยเสถียรและเทคนิคที่เพิ่ม Latency ซึ่งทำให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับแย่ลง แต่ตอนนี้ พวกเราได้รับการปกป้องโดยที่ไม่มี Latency เพิ่มเติม ทำให้ Spectrum เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับบริการที่มีประเด็นด้าน Latency และ Uptime อย่างเกมออนไลน์”

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายะเอียดเกี่ยวกับบริการได้ที่: https://www.cloudflare.com/products/cloudflare-spectrum/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-releases-spectrum-to-protect-all-tcp-services/

Advertisements

เปิดตัวบริการ IBM Cloud Internet Services ใช้ Cloudflare เป็นเบื้องหลัง

IBM และ Cloudflare ได้ออกมาประกาศความร่วมมือกันเพื่อเปิดบริการ IBM Cloud Internet Services ซึ่งมีเทคโนโลยีของ Cloudflare เป็นเบื้องหลังของบริการทั้งหมดนี้

 

Credit: Cloudflare

 

IBM Cloud Internet Services จะมีความสามารถทั้งในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Web Application และการเสริม Security ซึ่่งครอบคลุมถึงการป้องกันและบรรเทปัญหา DDoS, การป้องกัน Bot, การป้องกันการขโมยข้อมูล อีกทั้งยังช่วยเสริม Availability ให้กับระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเข้าถึง Content ต่างๆ ของเหล่าอุปกรณ์พกพาอีกด้วย

สรุปง่ายๆ คือ IBM Cloud Internet Services ได้ดึงเอาความสามารถ DDoS, WAF, DNS, CDN และอื่นๆ ของ Cloudflare มาให้เรียกใช้งานได้ผ่าน IBM Cloud Dashboard อย่างง่ายดายในการคลิกเพียงไม่กี่ครั้งนั่นเอง ซึ่งความสามารถในส่วนนี้จะเทียบเท่ากับบริการ Cloudflare Enterprise Plans เลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน IBM ยังได้กลายเป็น Authorized Reseller ให้กับบริการต่างๆ ของ Cloudflare ด้วย เพื่อช่วยเสริมให้ลูกค้าของ IBM สามารถนำเทคโนโลยีของ Cloudflare ไปใช้ได้กับทั้งระบบที่เป็น On-premises, Hybrid Cloud และ Public Cloud ได้ตามต้องการ

ในอนาคต IBM มีแผนที่จะ Integrate ระบบ IBM QRadar เข้ากับ Cloudflare และยังมีแผนที่จะพัฒนา IBM Watson for Cyber Security ให้นำข้อมูลจาก Cloudflare ไปใช้วิเคราะห์ด้านความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มเติม

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้จากที่ https://www.cloudflare.com/integrations/ibm-cloud-internet-services/ ครับ

 

ที่มา: https://blog.cloudflare.com/ibm-cloud-and-cloudflare/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-cloud-internet-services-is-annunced-using-cloudflare-as-its-core-technology/

แจกฟรีเครื่องมือ Memfixed ป้องกัน Memcached DDoS

หลังจากที่ Corero Network Security ออกมาเปิดเผยถึง Kill Switch ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถปกป้องเว็บไซต์ของตนจากการโจมตีแบบ Amplification DDoS ที่ใช้ Memcached Server ปั๊มทราฟฟิกได้ ล่าสุด Amir Khashayar Mohammadi นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยได้นำแนวคิดมาพัฒนาเป็นเครื่องมือสำหรับให้ทุกคนสามารถนำไปใช้งานได้จริงแล้ว

เครื่องมือดังกล่าวมีชื่อว่า Memfixed ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยใช้ภาษา Python ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะใช้วิธีการส่งคำสั่ง “flush_all” ไปยัง Memcached Server ทั้งหมดที่ถูกใช้โจมตีแบบ DDoS มายังระบบของเหยื่อ โยคำสั่ง flush_all นี้จะเป็นการล้างข้อมูลทั้งหมด (ทั้ง Key และค่าที่เก็บไว้) ที่เก็บอยู่ใน Cache รวมไปถึง Payload อันตรายที่ถูกใช้โจมตีแบบ DDoS ด้วย นอกจากนี้ สำหรับสายโหด Memfixed ยังรองรับการส่งคำสั่ง “shutdown” สำหรับปิด Memcached Daemon ได้ด้วยเช่นกัน

Mohammadi ให้เหตุผลว่า ที่พัฒนา Memfixed ขึ้นมาเนื่องจากผู้ให้บริการ Memcached Server หลายรายไม่ยอมอัปเดตแพตช์หรือปิดการให้บริการผ่าน UDP ส่งผลให้บริษัทที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อาจตกเป็นเหยื่อของการโจมตีได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่นำเครื่องมือ Memfixed นี้ไปใช้ควรพึงระลึกไว้ว่า อาจเสี่ยงถูกดำเนินคดีตามกฏหมายได้ เนื่องจากกำลังเข้าถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ตนเองไม่ได้เป็นเจ้าของ รวมไปถึงทำการแก้ไขการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นแล้ว แนะนำว่าก่อนใช้งาน ควรแจ้งความและติดต่อที่ปรึกษาด้านกฎหมายเสียก่อน

ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด Memfixed ไปศึกษาและทดลองใช้ได้ที่: https://github.com/649/Memfixed-Mitigation-Tool

ที่มาและเครดิตรูปภาพ: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/memfixed-tool-helps-mitigate-memcached-based-ddos-attacks/

from:https://www.techtalkthai.com/free-memfixed-tool-to-mitigate-memcached-ddos-attacks/

Oracle เข้าซื้อกิจการ Zenedge เสริมทัพโซลูชัน Cloud Security

Oracle ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Zenedge ผู้ให้บริการโซลูชันด้าน Network และ Infrastructure Security แบบ Cloud-based เสริมทัพความมั่นคงปลอดภัยให้แก่โซลูชันบนระบบ Cloud

Credit: Zenedge.com

Zenedge เป็นบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับปกป้องระบบ IT ทั้งแบบ On-premise, Cloud และ Hybrid โดยโซลูชันหลักที่เป็นที่นิยมได้แก่ Web Application Firewall และ DDoS Protection ซึ่งปัจจุบันนี้ปกป้องเว็บไซต์และระบบเครือข่ายมากกว่า 800,000 แห่ง

Oracle วางแผนที่จะนำเทคโนโลยี WAF และ DDoS Protection ของ Zenedge มาผสานรวมกับ Cloud Infrastructure as a Service และ Domain Name Service เพื่อส่งมอบบริการที่มีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้นกว่าเดิม และตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจขององค์กรในปัจจุบันที่ต้องการปกป้องระบบของตนจากภัยคุกคามไซเบอร์

Oracle ดำเนินการตกลงเข้าซื้อกิจการของ Zenedge เป็นที่เรียบร้อย แต่ยังคงไม่เปิดเผยถึงรายละเอียดและมูลค่าที่เข้าซื้อ

ที่มา: https://www.oracle.com/corporate/acquisitions/zenedge/index.html

from:https://www.techtalkthai.com/oracle-acquires-zenedge-for-cloud-security/

Akamai เปิดตัว Web Application Protector ชูจุดเด่นด้านป้องกัน Web & DDoS Attacks

Akamai ผู้ให้บริการเครือข่าย CDN และ Cloud Security ชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัวโซลูชันใหม่ Web Application Protector ซึ่งผสานรวมคุณสมบัติของ Web Application Firewall และ DDoS Mitigation ไว้ในโซลูชันเดียว พร้อมบริหารจัดการผ่านระบบ Cloud ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน CapEx และลดความเสี่ยงของการให้บริการเว็บแอพพลิเคชันแก่ลูกค้าในยุคดิจิทัล

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล หลายองค์กรเริ่มให้บริการผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เว็บแอพพลิเคชันจึงเป็นช่องทางสำคัญที่องค์กรทั่วโลกต่างเลือกใช้เพื่อให้บริการลูกค้า ส่งผลให้ดึงดูดแฮ็คเกอร์เข้ามาโจมตีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเว็บแอพพลิเคชันเสมือนเป็นหน้าตาของบริษัท เมื่อมีปัญหาหรือใช้งานไม่ได้ย่อมส่งผลกระทบต่อลูกค้าเป็นวงกว้าง ทำให้แฮ็คเกอร์มักโจมตีเพื่อดิสเครดิต หรือเรียกค่าไถ่เพื่อให้ไม่เจอการโจมตีอีก ที่สำคัญคือเว็บแอพพลิเคชันมักเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายหลังบ้าน เช่น ฐานข้อมูล จึงเป็นช่องทางยอดนิยมที่แฮ็คเกอร์เลือกใช้เพื่อเจาะเข้าถึงระบบเครือข่ายภายในขององค์กร

นอกจากนี้ การโจมตีแบบ DDoS ในปัจจุบันก็ยังดำเนินการได้ง่าย เพียงแค่เข้า Dark Web (ตลาดมืดออนไลน์) ก็สามารถซื้อบริการ DDoS-as-a-Service ที่พร้อมล่มเว็บไซต์ได้ในราคาต่ำกว่า $40 ต่อชั่วโมง แต่ผลกระทบที่องค์กรได้รับกลับคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียรายได้จากการที่ไม่สามารถให้บริการได้ การสูญเสียผลิตภาพในการให้บริการ การสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า และที่สำคัญที่สุดคือการสูญเสียชื่อเสียงขององค์กร

“98% ขององค์กรระบุว่า เว็บแอพพลิเคชันของตนเคยถูกแฮ็คในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา มีเพียง 2% เท่านั้นที่ยืนยันว่าไม่เคยถูกแฮ็ค” — สถิติจาก The Cost of Web Application Attakcs, Ponemon Institute, 2015

ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันด้วย Web Application Protector จาก Akamai

เพื่อปกป้องเว็บแอพพลิเคชันจากภัยคุกคามและการโจมตีแบบ DDoS ในปัจจุบัน Akamai จึงเปิดตัว Web Application Protector ที่ผสานรวมคุณสมบัติของ Web Application Firewall และ DDoS Mitigation บนระบบ Cloud ไว้ด้วยกัน ซึ่งมีจุดเด่นที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นช่องโหว่จาก OWASP Top 10 เช่น SQL Injection, Cross-site Scripting และ CSRF หรือการทำ Web Defacement เพื่อทำลายชื่อเสียงองค์กร รวมไปถึงการโจมตี DDoS ทั้งระดับ Application และ Network Layer ขนาดใหญ่ระดับหลักร้อย Gbps

จุดเด่นสำคัญของ Web Application Protector คือ ให้บริการทั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เว็บแอพพลิเคชัน ซึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจประกอบด้วย

  • ปกป้องเว็บแอพพลิเคชันจากช่องโหว่บน OWASP Top 10 และ DDoS ระดับหลายร้อย Gbps
  • เป็น 1 ใน 6 PCI Service Provider ระดับ 1 ซึ่งพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานตามมาตรฐาน PCI-DSS ให้แก่ผู้ใช้บริการ
  • อัปเดต Rule สำหรับปกป้องเว็บแอพพลิเคชันโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งปรับแต่ง Rule ให้ “ดีที่สุด” เพื่อลดปัญหา False Positive
  • Threat Intelligence ขนาดใหญ่ที่รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้บริการของ Akamai กว่า 6,000 รายทั่วโลก และ Log กว่า 600,000 รายการต่อวินาที ทำให้มั่นใจว่าข้อมูลภัยคุกคามล่าสุดจะถูกแชร์และอัปเดตไปยังผู้ใช้บริการทุกคน
  • เซิร์ฟเวอร์ให้บริการทั่วโลกกว่า 220,000 เครื่อง ครอบคลุม 120 ประเทศรวมประเทศไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการได้เร็วที่สุด และมั่นคงปลอดภัยที่สุด
  • เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้บริการด้วยการทำ Caching และ Content Optimization รวมไปถึงขยายระบบให้พร้อมรองรับการให้บริการในช่วงที่ลูกค้าใช้บริการหนาแน่นโดยอัตโนมัติ
  • บริหารจัดการง่ายผ่านระบบ Cloud ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้าน CapEx ของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

คุณสมบัติเกือบเทียบเท่า Kona Site Defender แต่บริหารจัดการง่ายกว่า

Web Application Protector ต่างจาก Kona Site Defender (โซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation หลักของ Akamai) ตรงที่ ถูกออกแบบมาให้ติดตั้งได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ 3 ขั้นตอน บริหารจัดการได้ง่ายแม้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ และอัปเดต Rules ซึ่งผ่านการกลั่นกรองโดยนักวิเคราะห์จาก Akamai ให้โดยอัตโนมัติ เหมาะสำหรับธุรกิจระดับ SME ที่มีทรัพยากรบุคคลด้านความมั่นคงปลอดภัยจำกัด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นและการปรับแต่งนโยบายรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับแอพพลิเคชันเฉพาะแต่ละแบบ สามารถอัปเกรดไปใช้ Kona Site Defender ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องออกแบบระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยใหม่

ฮาร์ดแวร์ในห้อง Data Center VS. บริการบนระบบ Cloud

หลายบริษัทเลือกใช้โซลูชัน WAF และ DDoS Mitigation แบบติดตั้งในห้อง Data Center เนื่องจากต้องการ “ความเป็นเจ้าของ” และคิดว่าสามารถบริหารจัดการได้ง่าย แต่สิ่งที่ตามมากลับกลายเป็นค่าใช้จ่ายทั้ง CapEx และ OpEx ที่เพิ่มสูงขึ้น และประสิทธิภาพที่ถูกจำกัด ขยายระบบออกไปได้ยาก นอกจากนี้ การป้องกันการโจมตีแบบ DDoS บนอุปกรณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าอุปกรณ์ไม่ได้เป็นระบบฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูง และบริษัทมีลิงค์อินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่เพียงพอ

ตรงกันข้าม Cloud-based WAF และ DDoS Mitigation อย่าง Web Application Protector ที่สามารถตอบโจทย์การรับมือกับ DDoS ได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก Akamai ใช้ประโยชน์จากระบบ CDN ขนาดใหญ่ในการตรวจสอบและฟิลเตอร์ DDoS Traffic และ HTTP Request ที่ไม่น่าไว้วางใจก่อนที่จะเข้าถึงระบบเครือข่ายของบริษัท ทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอพพลิเคชันจะมั่นคงปลอดภัยสูงสุด พิสูจน์จากความสามารถในการรับมือกับ Volumetric DDoS ขนาดใหญ่หลักหลายร้อย Gbps ได้อย่างไร้ปัญหา นอกจากนี้การเป็นบริการบนระบบ Cloud ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ลงได้อีกด้วย

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน Web Application Protector ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี และมีทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถให้คำปรึกษาและบริการโซลูชัน Web Application Protector ของ Akamai แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN และโซลูชันบนระบบ Cloud แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล marketing@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/akamai-introduces-web-application-protector/

ฟรี eBook: คู่มือการเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบ Web Security โดย Akamai

Akamai ผู้ให้บริการระบบ Content Delivery Network (CDN) และ Web Security ชื่อดัง ออก eBook เรื่อง “Threats and Mitigations: A Guide to Multi-layered Web Security” ความยาว 44 หน้า บรรยายถึงรูปแบบภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันที่พบบ่อยในปัจจุบัน วิธีการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านั้น และวิธีการเลือกใช้โซลูชันอย่างเหมาะสม ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด eBook ได้ฟรี

eBook ฉบับนี้ประกอบด้วยเนื้อหา 5 บท ได้แก่

  • บทที่ 1: รู้จักกับภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันในปัจจุบัน ได้แก่ การโจมตีแบบ DDoS, การจารกรรมข้อมูล และการโจมตีผ่านโปรโตคอล DNS
  • บทที่ 2: เสริมความแข็งแกร่งแบบ Multi-layered เพื่อปกป้องเว็บแอพพลิเคชันให้มั่นคงปลอดภัย
  • บทที่ 3: เปรียบเทียบโซลูชันแบบ On-premises และ Cloud Services
  • บทที่ 4: วิธีการเลือกใช้โซลูชันอย่างเหมาะสมสำหรับรับมือกับภัยคุกคามแบบต่างๆ
  • บทที่ 5: ช่องโหว่บนเว็บแอพพลิเคชันที่พบบ่อย และวิธีจัดการกับช่องโหว่เหล่านั้น

ดาวน์โหลด eBook: A Guide to Multi-Layered Web Security

 

สำหรับผู้ที่คิดว่าเนื้อหายาวเกินไป อาจจะไม่มีเวลาอ่าน ทางทีมงานจาก บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด หรือ WIT ได้ทำการสรุปสาระสำคัญเป็นภาษาไทยแบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันในปัจจุบัน

เว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชันเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในยุค Digital ที่ผู้คนต่างเชื่อมต่อออนไลน์กันตลอดเวลา เว็บเปรียบเสมือนเป็นหน้าร้านบนโลกอินเทอร์เน็ตที่สื่อถึงตัวตนขององค์กร เมื่อเว็บถูกโจมตีหรือถูกแฮ็คอาจสร้างความเสียหายไปจนถึงระบบภายในและทำให้องค์กรเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก เว็บจึงเป็นช่องทางยอดนิยมที่สุดที่แฮ็คเกอร์มักใช้โจมตีเป้าหมาย

ภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันที่พบบ่อยในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  • การโจมตีแบบ DoS/DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก – มี 2 แบบหลักๆ คือ
    • Flooding: ส่ง TCP/ICMP/UDP Request จำนวนมหาศาลไปยังเป้าหมายเพื่อให้เกิดการความสามารถที่ระบบเครือข่ายจะรับได้
    • Amplification: ปั๊มขนาดทราฟฟิกโดยการส่ง Request ไปยัง DNS/NTP Server เพื่อให้สร้าง Response ขนาดใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่าส่งกลับไปยังเป้าหมายเพื่อให้ Bandwidth เต็ม
  • การโจมตีแบบ DoS/DDoS ระดับแอพพลิเคชัน – ส่ง Request จำนวนมหาศาลที่ดูเหมือนเป็นทราฟฟิกปกติเพื่อให้เป้าหมายประมวลผลไม่ทัน จนไม่สามารถใ้หบริการผู้ใช้ปกติได้ เช่น การสร้างเซสชัน SSL พร้อมกันเป็นจำนวนมาก การโจมตีผ่าน Form เพื่อให้ฐานข้อมูลประมวลผลไม่ทัน เป็นต้น
  • การโจมตีเพื่อจารกรรมข้อมูล – ส่วนใหญ่เป็นการโจมตีแบบ Command Injection หรือก็คือการลอบส่งคำสั่ง เช่น SQL Statement เข้าไปผ่านเว็บแอพพลิเคชันที่มีช่องโหว่ เพื่อให้รันคำสั่งตามความต้องการของแฮ็คเกอร์ เช่น แสดงข้อมูล ลบข้อมูลทิ้ง หรือเข้าควบคุมระบบทั้งหมด เป็นต้น
  • การโจมตีผ่านโปรโตคอล DNS – คือการทำ Registrar Hijacking หรือ Redirection/Cache Poisoning เพื่อเปลี่ยนเส้นทางของผู้ใช้ให้เข้าถึงเว็บไซต์ของแฮ็คเกอร์แทน โดยที่ผู้ใช้นึกว่ากำลังเข้าถึงเว็บไซต์ที่แท้จริง จากนั้นดำเนินการโจมตีต่อ เช่น หลอกขโมยข้อมูล หรือหลอกให้ดาวน์โหลดมัลแวร์ เป็นต้น

เสริมความแข็งแกร่งแก่เว็บแอพพลิเคชันแบบ Multi-layered Security

การป้องกัน DDoS ระดับเน็ตเวิร์กและการโจมตีในระดับแอพพลิเคชันใช้เทคนิคที่แตกต่างกัน ผู้ดูแลระบบควรพิจารณาอย่างน้อย 2 โซลูชันในการปกป้องเว็บแอพพลิเคชันให้มั่นคงปลอดภัย ดังนี้

  • การป้องกัน DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก – ผู้ดูแลระบบจำเป็นต้องมี Network Bandwidth เพียงพอในการรับมือกับปริมาณทราฟฟิกขนาดใหญ่ และต้อมีวิธีการกรองทราฟฟิกอันตรายทิ้งไป ให้เฉพาะทราฟฟิกปกติผ่านเข้ามายังเว็บแอพพลิเคชัน
  • การป้องกันแอพพลิเคชันจากการโจมตีแบบ DoS และการจารกรรมข้อมูล – สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาแอพพลิเคชันตามแนวทาง Secure Software Development Lifecycle และการตรวจสอบทราฟฟิกจากผู้ใช้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องอาศัย Web Application Firewall (WAF) ช่วยระหว่างรอการอัปเดตแพทช์ นอกจากนี้ WAF โดยส่วนใหญ่ยังช่วยป้องกันการโจมตีแบบ DoS ได้อีกด้วย

เปรียบเทียบโซลูชันแบบ On-premises และ Cloud Services

WAF และ DDoS Mitigation ในปัจจุบันสามารถเลือกติดตั้งได้ 2 แบบ คือ ติดตั้งแบบ On-premises ในห้อง Data Center และใช้งานผ่านระบบ Cloud ซึ่ง Akamai แนะนำว่า ในยุคปัจจุบันที่เทคนิคการโจมตีมีการพัฒนาให้รุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ การติดตั้ง WAF/DDoS Mitigation แบบ On-premises ถึงแม้ว่าองค์กรจะได้เป็นเจ้าของอุปกรณ์และสามารถบริหารจัดการได้อย่างอิสระ แต่ก็ต้องลงทุนด้าน CapEx สูง รวมไปถึงการหาผู้เชี่ยวชาญมาใช้อุปกรณ์เพื่อรับมือกับภัยคุกคามก็ทำได้ยากและเสียค่าตอบแทนสูง นอกจากนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เพียงเครื่องเดียวจะรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ที่มีความรุนแรงสูงได้

ในทางกลับกัน Cloud-based WAF/DDoS Mitigation เข้ามาตอบโจทย์การรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้เป็นอย่างดี โดยการกระจายภาระงานไปยังเครือข่าย CDN หรือ Scrubbing Center ที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อจัดการกรองทราฟฟิกอันตรายทิ้งไป เหลือไว้แต่ทราฟฟิกที่มาจากผู้ใช้ปกติส่งต่อไปยัง Data Center ที่สำคัญคือ Cloud Provider ส่วนใหญ่มีประสบการณ์รับมือกับภัยคุกคามบนเว็บแอพพลิเคชันและ DDoS จากลูกค้าหลากหลายประเภทมาอย่างยาวนาน ทำให้สามารถนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ที่เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ ได้ รวมไปถึงมีทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลแบบ 7/24 ทำให้มั่นใจได้ว่าเว็บแอพพลิเคชันขององค์กรจะมั่นคงปลอดภัยและพร้อมให้บริการตลอดเวลา

วิธีการเลือกใช้โซลูชันอย่างเหมาะสมสำหรับรับมือกับภัยคุกคามแบบต่างๆ

การเลือกโซลูชันสำหรับป้องกัน DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก และการโจมตีในระดับแอพพลิเคชันควรพิจารณาปัจจัยดังต่อไปนี้

การป้องกันการโจมตีแบบ DoS/DDoS ระดับเน็ตเวิร์ก

  • สามารถตรวจสอบและบล็อกทราฟฟิกที่วิ่งเข้ามาผ่านพอร์ตอื่นนอกจาก 80 (HTTP) และ 443 (HTTPS) เพื่อป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ได้
  • สามารถขยาย Bandwidth เพื่อรับมือกับปริมาณทราฟฟิกอันมหาศาลที่เกิดจาก DDoS Botnets ได้
  • อัตราค่าบริการไม่ควรพิจารณาจากปริมาณทราฟฟิกขณะเกิด DDoS เนื่องจากผู้ใช้บริการอาจต้องเสียค่าบริการเป็นจำนวนมหาศาล
  • สามารถหยุดยั้งการโจมตีก่อนที่จะเข้าถึง Data Center ได้ เพื่อให้ Router หรือ Firewall ไม่ต้องรับภาระทราฟฟิก DDoS หรือประมวลผลทราฟฟิกอันตราย
  • เมื่อต้องประมวลผลทราฟฟิกปริมาณมหาศาล จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบป้องกัน
  • พิจารณา Total Cost of Ownership (TCO) แทนที่เงินลุงทนของระบบป้องกัน

สำหรับการป้องกันการโจมตีระดับแอพพลิเคชันนั้น องค์กรควรพิจารณาการดำเนินการ 2 อย่าง คือ การพัฒนาแอพพลิเคชันตามแนวทาง Secure Software Development Lifecycle และติดตั้ง WAF ด้านหน้าเว็บแอพพลิเคชัน ซึ่งควรเลือกใช้โซลูชัน WAF โดยพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้

  • การตรวจสอบ Packet ควรมีความยืดหยุ่น สามารถตรวจจับและบล็อกภัยคุกคามได้ทั้งจาก Request และ Response
  • มีการเพิ่ม Rule สำหรับรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่สม่ำเสมอ และสามารถปรับแต่ง Rule เพื่อทำ Virtual Patch ระหว่างรออัปเดตแพทช์ได้
  • รองรับการทำ Blacklisting, Whitelisting และ Geo-blocking
  • มีระบบตรวจสอบพฤติกรรมการเข้าถึงเว็บแอพพลิเคชันที่ผิดปกติ เช่น บล็อกผู้ใช้ที่ก่อให้เกิดความผิดพลาดแบบ 404 Page not found มากจนเกินไป
  • สามารถจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง Web Server โดยตรงจากอินเทอร์เน็ต ให้เฉพาะผู้ดูแลระบบเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้

ดาวน์โหลด eBook: A Guide to Multi-Layered Web Security

 

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการโซลูชัน Web Security/DDoS Mitigation ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี และมีทีมวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญสูง ทำให้มั่นใจได้ว่า สามารถให้คำปรึกษาและบริการโซลูชัน Web Application Firewall และ DDoS Mitigation ของ Akamai แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN และโซลูชันบนระบบ Cloud แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล marketing@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/ebook-guide-to-multi-layered-web-security/

7 ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามก่อนซื้อ Web Application Firewall

ในยุค Digital Economy นี้ หลายองค์กรมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจของตนมากขึ้น หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดคือการให้บริการลูกค้าออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่มักกระทำผ่านเว็บแอพพลิเคชัน เช่น การชำระค่าบริการออนไลน์ การซื้อของออนไลน์ หรือการให้บริการ Content ออนไลน์ เป็นต้น กล่าวได้ว่า เว็บแอพพลิเคชันกลายเป็นหน้าบ้านอันแสนสำคัญสำหรับองค์กร

Web Application Firewall ระบบป้องกันภัยคุกคามสำหรับเว็บแอพพลิเคชันโดยเฉพาะ

บริษัทที่ประสบความสำเร็จในยุค Digital Economy ย่อมทราบดีกว่า เว็บแอพพลิเคชันมีความสำคัญต่อแบรนด์และชื่อเสียงของพวกเขามากเพียงใด การปล่อยให้เว็บแอพพลิเคชันถูกแฮ็คหรือถูกโจมตีย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจของลูกค้า การกำหนดนโยบายและวางมาตรการควบคุมจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เว็บแอพพลิเคชันมั่นคงปลอดภัยอยู่เสมอ หนึ่งในมาตรการที่ใช้รับมือกับการโจมตีไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ Web Application Firewall (WAF)

Web Application Firewall ต่างจาก Firewall ทั่วไปตรงที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามที่พุ่งเป้ามายังเว็บแอพพลิเคชันโดยเฉพาะ เช่น SQL Injection, Cross-site Scripting, CSRF และอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ มีผู้ให้บริการ Web Application Firewall เป็นจำนวนมาก ทั้งในรูปของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ Appliance และโซลูชันบนระบบ Cloud … คำถามคือ แล้วเราควรจะเลือกใช้ Web Application Firewall แบบใด ยี่ห้อไหน จึงจะเหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด ?

7 ประเด็นที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ Web Application Firewall

Akamai ผู้ให้บริการระบบ CDN และโซลูชัน Cloud Security ชั้นนำของโลก ได้ให้คำแนะนำในการเลือกซื้อ Web Application Firewall โดยผู้ใช้ควรพิจารณาถึงคำถามเหล่านี้ขณะ POC หรือก่อนตัดสินใจซื้อกับ Vendor ซึ่งมีทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้

1. Throughput ที่เราจำเป็นต้องใช้มีขนาดเท่าไหร่ ?

WAF ทำหน้าที่ปกป้องเว็บไซต์และแอพพลิเคชันผ่านการตรวจสอบ HTTP และ HTTPS Request ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงการรั่วไหลของข้อมูลสู่ภายนอก การเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ และการเข้าควบคุม Web Server แต่การตรวจสอบเหล่านี้ย่อมมาพร้อมกับความหน่วง (Latency) ซึ่งทำให้เข้าถึงเว็บแอพพลิเคชันได้ช้าลง กล่าวคือ ถ้าขนาดของการโจมตี (หรือทราฟฟิคของการใช้งานปกติ) สูงเกินกว่า Throughput ของ WAF อาจทำให้ WAF ประมวลผลทราฟฟิคได้ช้ากว่าปกติ หรือเลวร้ายที่สุดคือ WAF อาจหยุดการทำงานแล้วปล่อยผ่านทราฟฟิค (Fail Open) หรือบล็อกทราฟฟิคทั้งหมดแทนได้ (Fail Close)

โดยปกติแล้ว Throughput ของ WAF จะถูกจำกัดโดยประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ ซึ่ง WAF แบบ On-premise จะมี Throughput สูงสุดประมาณ 2 Gbps ในขณะที่ถ้าเป็น WAF แบบ Cloud-based จะสามารถขยาย Throughtput ได้มากกว่านั้น ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องให้บริการระบบออนไลน์แก่ลูกค้าเป็นจำนวนมาก

2. ความสามารถในการตรวจจับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ เป็นอย่างไร ?

ยิ่ง Vendor และ WAF เฝ้าสังเกตการโจมตีมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถเรียนรู้วิธีการโจมตี รวมไปถึงคุณลักษณะต่างๆ ได้ดีมากเท่านั้น ผู้ใช้ควรถาม Vendor ให้ชัดเจนว่า “มีการเก็บข้อมูลการโจมตีหรือไม่?”, “จากที่ไหนบ้าง?”, “อัปเดตข้อมูลบ่อยแค่ไหน?” และ “เอาข้อมูลมาใช้เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร?”

ส่วนใหญ่แล้ว WAF แบบ On-premise สามารถประมวลผลข้อมูลที่วิ่งมายังเว็บแอพพลิเคชันที่ป้องกันอยู่ได้เท่านั้น ส่งผลให้บาง Vendor ต้องซื้อ Threat Feeds จากผู้ให้บริการรายอื่น หรือพึ่งพาเฉพาะข้อมูลที่ลูกค้าแชร์ให้เพียงอย่างเดียว การรู้ที่มาที่ไปของข้อมูลการโจมตีที่ใช้อัปเดตอุปกรณ์ย่อมช่วยให้ผู้ใช้สามารถประเมินคุณภาพของ WAF ได้เป็นอย่างดี

3. Vendor ที่เราเลือกมีบริการ Threat Intelligence หรือไม่ ?

ข้อมูลการโจมตีนับได้ว่าเป็นส่ิงสำคัญในการสร้าง Threat Intelligence … “ข้อมูลการโจมตีถูกจัดเก็บและนำมาใช้หรือไม่?”, “Vendor นำข้อมูลเหล่านั้นมาเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างไร?”, “Vendor มี Framework ในการทดสอบก่อนนำข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตที่ WAF หรือไม่?” และ “ข้อมูลการโจมตีถูกนำมาใช้เพื่อปรับแต่ง WAF Rules ได้อย่างไร?” … เหล่านี้คือคำถามที่ผู้ใช้ควรถาม Vendor เพื่อให้ทราบถึงศักยภาพด้าน Threat Intelligence และเพื่อให้รู้ว่า WAF ที่เลือกใช้งานสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องกับการโจมตีรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างยืดหยุ่นหรือไม่

4. ใครสามารถบริหารจัดการ Web Application Firewall ของเราได้บ้าง ?

WAF แบบ Cloud-based มักถูกบริหารจัดการและดูแลโดยพาร์ทเนอร์ MSSP หรือทาง Vendor เอง ซึ่งปกติแล้วสามารถควบคุม WAF ได้ผ่านทาง Web GUI ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า Rules การติดตามทราฟฟิค การอัปเดต White/Black Lists และอื่นๆ ในขณะที่ WAF แบบ On-premise ส่วนใหญ่จะเน้นเพียงแค่การขายอุปกรณ์แล้วจบไป ไม่มีบริการเสริมสำหรับบริหารจัดการและปรับแต่งอุปกรณ์ให้สามารถปกป้องเว็บแอพพลิเคชันได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ผู้ใช้จำเป็นต้องว่าจ้างพนักงานเข้ามาตั้งค่า บริหารจัดการ และอัปเดต Rules ต่างๆ ที่สำคัญคือต้องสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการโจมตีเพื่อให้สามารถป้องกันแบบเชิงรุกได้ ดังนั้น ต้องไม่ลืมคำนวณค่าจ้างพนักงานเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของ OpEx ด้วย

5. อัตราการเกิด False Negative ของ Web Application Firewall ที่เราเลือกสูงแค่ไหน ?

ไม่มี WAF ใดที่สามารถป้องกันภัยคุกคามได้ 100% ตัวชี้วัดประสิทธิผลด้านความมั่นคงปลอดภัยของ WAF ที่สำคัญคืออัตราการเกิด False Negative ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระบุจำนวนการโจมตีที่ WAF ไม่สามารถตรวจจับได้และปล่อยผ่านทราฟฟิคอันตรายเข้าสู่เว็บแอพพลิเคชัน ยิ่ง False Negative มีค่ามากเท่าไหร่ WAF ยิ่งมีคุณภาพแย่มากเท่านั้น ผู้ใช้ควรถามวิธีการชี้วัด False Negative จาก Vendor รวมไปถึงอัตราการเกิด False Negative ของซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุด

6. แล้วอัตราการเกิด False Positive ล่ะ ?

เช่นเดียวกับ False Negative อีกหนึ่งตัวชี้วัดประสิทธิผลที่สำคัญของ WAF คือ อัตราการเกิด False Positive ซึ่งระบุจำนวน Request ปกติของผู้ใช้ที่ WAF ประมวลผลผิดว่าเป็นภัยคุกคาม ย่ิง False Positive มีค่ามากเท่าไหร่ WAF ยิ่งตรวจจับทราฟฟิคปกติผิดพลาดมากเท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งานเว็บแอพพลิเคชันของลูกค้าได้

WAF ที่มีอัตรา False Negative ต่ำ มักจะมี False Positive สูง หรือในทางกลับกัน WAF ที่มีอัตรา False Negative สูง ก็มักจะมี False Positive ต่ำ ซึ่งโซลูชัน WAF โดยส่วนใหญ่มักให้ผู้ใช้เป็นคนเลือกระหว่าง 2 ทางเลือกนี้ ผู้ใช้อาจต้องตัดสินใจว่าจะยอมทนบล็อกลูกค้าหรือจะปล่อยให้การโจมตีผ่านไปได้

7. Web Application Firewall ที่เลือกมีการทำ Rate Control, Brute Force Protection และ DDoS Mitigation หรือไม่ ?

WAF แบบ Cloud-based ในปัจจุบันส่วนใหญ่มาพร้อมกับฟีเจอร์ DDoS Mitigation, Rate Control และ Brute Force Protection เนื่องจากแฮ็คเกอร์ในปัจจุบันมักผสานหลายเทคนิคในการโจมตีเว็บแอพพลิเคชัน เช่น เบี่ยงเบนความสนใจเหยื่อด้วยการโจมตีแบบ DDoS ไปก่อน จากนั้นก็สอดแทรกการโจมตีที่ใช้ขโมยข้อมูลแฝงเข้ามาด้วยโดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว ในกรณีที่ WAF ที่เลือกไม่มีฟีเจอร์สำหรับรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS แนะนำให้ผู้ใช้หาโซลูชันเสริม เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยแก่เว็บแอพพลิเคชันให้ถึงขีดสุด

Akamai ร่วมกับ WIT พร้อมให้บริการ Web Security ในประเทศไทย

Akamai ได้จับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท เวิลด์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด (WIT) ผู้มีประสบการณ์ในการติดตั้งและวางระบบ IT Infrastructure มานานกว่า 27 ปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่า สามารถส่งมอบบริการ CDN และโซลูชัน Web Security ให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคืนผลกำไรได้อย่างรวดเร็ว

จนถึงวันนี้ Akamai ได้ให้บริการ CDN แบบ Next-generation แก่องค์กรที่มีชื่อเสียงทั่วโลกมากกว่า 1,000 ราย เช่น Standard Chartered, Cathay Pacific, KKBOX, Adobe และ IBM ซึ่งในไทยเอง ด้วยความสนับสนุนจาก WIT ก็ได้ให้บริการแก่บริษัทชั้นนำทั่วประเทศมากกว่า 10 แห่ง ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล sales@wit.co.th หรือโทร 02-237-3555

from:https://www.techtalkthai.com/7-questions-ask-before-buying-waf/