คลังเก็บป้ายกำกับ: DHL

DHL eCommerce เปิดบริการส่งด่วนวันเดียวในกรุงเทพฯ, ปริมณฑล 3 จังหวัด เก็บเงินปลายทางได้

DHL eCommerce เปิดบริการ DHL Parcel Metro รับส่งพัสดุได้ภายในวันเดียว เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 จังหวัดคือ นนทบุรี, สมุทรปราการ, ปทุมธานี ตรวจสอบสถานะการส่งของแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่น โดยจะแสดงหน้าจอเป็นแผนที่คล้ายเวลาเรียกรถ Uber

บริการ DHL Parcel Metro จำกัดน้ำหนักพัสดุไม่เกิน 20 กิโลกรัม และสามารถเรียกเก็บเงินค่าสินค้าปลายทางได้ โดยราคาค่าจัดส่งเริ่มต้นที่ 100 บาท และจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามน้ำหนัก และระยะทางในการจัดส่ง

No Description
ภาพจาก DHL

DHL แม้มีประวัติบริษัทยาวนาน ทำตลาดขนส่งมากว่า 45 ปี แต่เพิ่งมาเปิดบริการในไทยเมื่อปี 2015 (เป็นประเทศที่สองในอาเซียน ประเทศแรกคือเวียดนาม) และมีความพยายามเจาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อยมากขึ้น ก่อนหน้านี้ DHL eCommerce ขยายจุดรับสินค้าจาก SMEs ในต่างจังหวัด

ชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานกรรมการบริหาร DHL eCommerce ระบุว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในไทยมีการคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตเฉลี่ย 22% ทุกปีไปจนถึงปี 2022 เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าเป็นโอกาสให้โตได้อีกมาก

เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ DHL eCommerce เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า อนาคตจะขยายจุดรับ-ฝากส่งสินค้าให้ได้ 1,000 จุดทั่วประเทศ และตัวบริการ DHL Parcel Metro ก็อาจเปิดบริการในเมืองใหญ่ของจังหวัดอื่นด้วยในอนาคต

DHL ถือเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เพิ่งเปิดบริการในไทยไม่นาน แต่ในระดับโลก DHL มีอายุถึง 45 ปีแล้ว

from:https://www.blognone.com/node/103544

Advertisements

DHL eCommerce รุกบริการส่งพัสดุภายในวันเดียว ราคาเริ่มต้น 100 บาท

ตลาดโลจิสติกส์เดือด ทุกรายพร้อมใจลงมาเล่นตลาด Same-day Delivery เพื่อรับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยล่าสุด DHL ภายใต้ DHL eCommerce เปิดบริการ DHL Parcel Metro รับส่งพัสดุภายในวันเดียว

ภาพโดย ŠJů

อีคอมเมิร์ซเข้ามา Disrupt โลจิสติกส์ให้ต้องปรับตัว

DHL เป็นผู้เล่นในตลาดโลจิสติกส์รายใหญ่ของโลกรายหนึ่ง ได้เข้ามาทำตลาดในได้ 45 ปีแล้ว แต่เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ DHL ได้เปิดบริการใหม่ DHL eCommerce เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาเพื่อรองรับกับการส่งสินค้าจำพวกพัสดุจากร้านค้าออนไลน์

ซึ่ง DHL eCommerce ได้เปิดบริการในไทยเป็นเมืองที่ 2 ต่อจากโฮจิมินท์ประเทศเวียดนามเพราะมองเห็นการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างดี

ซึ่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในไทยมีการคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตเฉลี่ย 22% ทุกปีไปจนถึงปี 2022 เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เทรนด์การขยายตัวของเมืองใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังกับบริการอีคอมเมิร์ซที่สูงขึ้น ต้องการสินค้า และบริการที่รวดเร็ว ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมือง

นั่นคือการส่งสินค้าแบบเดิมที่ใช้เวลา 2-3 วัน อาจจะไม่เพียงพอแล้ว ยุคนี้การแข่งขันอยู่ที่ Same-day Delivery เพราะผู้บริโภคต้องการสินค้าเร็วขึ้น ทำให้ DHL eCommerce ออกบริการ DHL Parcel Metro เป็นการส่งสินค้าภายใน 1 วัน รับการแข่งขันของตลาดโลจิสติกส์

ชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ จำกัด บอกว่า

เมืองหลวงหลายแห่งทั่วโลกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซทำให้การจัดส่งพัสดุมีมากขึ้น ความต้องการส่งพัสดุในรวดเร็วก็มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเช่นกัน DHL Parcel Metro จึงเข้ามาตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ หรือมาร์เก็ตเพลสที่ต้องการเพิ่มบริการจัดส่งพัสดุภายในวันเดียวแก่ลูกค้าได้

ผู้บริโภคคาดหวังได้บริการที่สะดวก ได้ของเร็วขึ้น

ปัจจุบันตลาดส่งพัสดุในวันเดียวยังมีสัดส่วนเล้กมากก็จริง แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเเรื่อยๆ โดยมีข้อมูลว่าความต้องการของผู้บริโภคกับการรับส่งพัสดุในวันเดียวเติบโต 43% และจะกินส่วนแบ่งตลาด 22% ในปี 2025

โดยกลุ่มคนที่ต้องการใช้บริการมากที่สุดเป็นคนรุ่นใหม่ คนในเมืองที่ต้องการบริการที่สะดวก รวดเร็ว โดยที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีตัวเลขต้องการใช้เพิ่มขึ้น 13% เพราะต้องการความเร็ว ส่วนคนในเมืองต้องการใช้เพิ่มขึ้น 4% มองว่าสามารถจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อบริการที่ดีขึ้นได้

เริ่มต้นในกรุงเทพฯ ค่าบริการสตาร์ท 100 บาท

DHL Parcel Metro คือบริการรับส่งพัสดุด่วนภายในวันเดียว หรือ Same-day Delivery เริ่มต้นสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถให้บริการรับพัสดุที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม มีค่าบริการเริม่ต้นที่ 100 บาท ขึ้นอยุ่กับน้ำหนัก และระยะทางในการจัดส่ง

โดยที่บริการนี้มีการจำกัดเวลาในการรับพัสดุถึงเที่ยงวัน จากนั้นในช่วงบ่ายจะทำการจัดส่งสินค้า ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมงในการจัดส่ง ซึ่งก็คือช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายโมง จนถึง 6 โมงเย็น

บริการนี้จับกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ต่างๆ อาจจะเป็นสินค้ามีมูลค่า สินค้าไอที เสื้อผ้า อาหาร ที่ผู้รับต้องการสินค้าด่วน มีคุณภาพ รวมไปถึงลูกค้ามาร์เก็ตเพลสด้วย

ซึ่งบริการ Same-day Delivery ในไทยมีผู้เล่นหลายรายเช่นกัน มีทั้งผู้เล่นโลจิสติกส์รายใหญ่อีก 2 ราย รวมถึงผู้เล่นที่เป็นจัดส่งสินค้าแบบ On Demand อย่างลาล่ามูฟ และแกร็บด้วย แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า

แต่ DHL Parcel Metro ใช้จุดเด่นที่ชื่อชั้นของแบรนด์ที่แข็งแกร่งน่าเชื่อถือมีระบบตรวจสอบสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์ผ่านแอพพลิเคชั่น

โดยที่ในอนาคตมีแผนที่จะไปเปิดให้บริการในต่างจังหวัด อาจจะเริ่มที่หัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา

สรุป

ตลาดโลจิสติกส์มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเจ้าใหญ่ในไทยทั้งไปรษณีย์ไทยและผู้เล่นต่างชาติก็ออกบริการใหม่ๆ เพื่อจับลูกค้าให้อยู่หมัดเป็นสัญญาณอันดีที่ผู้บริโภคจะได้รับบริการที่ดีสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dhl-ecommerce-parcel-metro-same-day-delivery/

DHL เปิดตัว Parcel Metro Bangkok ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการขนส่งสำหรับเหล่าออนไลน์รีเทล

เพราะตลาด E-Commerce กำลังโตอย่างรุนแรงในไทย DHL เลยจัดการเปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด DHL Parcel Metro Thailand ให้เหล่าออนไลน์รีเทลและพ่อค้าออนไลน์ทั้งหลายได้ใช้บริการ ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการขนส่งด้วยระบบและมาตรฐานการให้บริการแบบเดียวกับ DHL Express ระหว่างประเทศ แถมการันตีความรวดเร็วด้วยบริการส่งของถึงมือลูกค้าภายในวันเดียวกัน

DHL eCommerce ประเทศไทยเผยว่า จากการวิเคราะห์ตลาด E-Commerce ในประเทศไทย พบว่าประเทศไทยยังมีอัตราการใช้บริการ E-Commerce ในการซื้อสินค้าอยู่น้อยมาก และก็มีแนวโน้มของอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ DHL เลยนำบริการใหม่ล่าสุดสำหรับประเทศไทยอย่าง DHL Parcel Metro บริการส่งสินค้าและพัสดุอย่างรวดเร็วมาเปิดให้บริการ ด้วยจุดเด่นด้านมาตรฐานในการควบคุมสินค้าแบบเดียวกับ DHL Express ความรวดเร็วในการจัดส่งเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากส่งของ และบริการสุดพิเศษกับ Cash on Delivery หรือบริการเก็บเงินปลายทาง พร้อมส่งเงินถึงมือผู้ประกอบการเพียง 3 วันเท่านั้น

DHL เผยว่าบริการ Parcel Metro เป็นหนึ่งในบริการที่จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ประกอบการออนไลน์รีเทล E-Commerce และเหล่าพ่อค้าออนไลน์อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยลดระยะเวลาการรอคอยสินค้าของผู้บริโภคจากเดิมภายในไม่กี่วันทำการ เป็นภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสั่งสินค้า พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าสินค้าที่สั่งมาในราคาแพงจะถึงมืออย่างปลอดภัย ไร้รอยขีดข่วน ด้วยระบบการแจ้งเตือนสินค้าและติดตามสินค้าแบบ Realtime ให้ผู้บริโภคได้รับทราบอย่างต่อเนื่องว่าสินค้าเดินทางไปถึงไหนแล้ว และถึงขั้นตอนใดแล้ว

DHL Parcel Metro Thailand พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้ โดยเริ่มจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการเป็นลำดับแรก และพร้อมขยายสู่หัวเมืองหลัก เช่น เชียงใหม่ พัทยา นครราชสีมา และจังหวัดอื่น ๆ ในโอกาสต่อไป ผู้ประกอบการหรือแม่ค้าออนไลน์ท่านใดที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.dhl.com/ParcelMetro-Thailand

เรียบเรียงโดยทีมงาน GadGuan (DHL เปิดตัว Parcel Metro Bangkok ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการขนส่งสำหรับเหล่าออนไลน์รีเทลGadGuan)


from:https://www.gadguan.com/news/pr-news/4747

DHL ร่วมมือไปรษณีย์ไทยส่งสินค้าระหว่างประเทศเร็วขึ้นกว่าเดิม

น่าสนใจทีเดียวสำหรับความร่วมมือของ DHL บริการขนส่งระดับโลกกับ ไปรษณีย์ไทย ที่เรียกได้ว่าดึงความร่วมมือจากต่างประเทศเข้ามาเสริมทัพความแข็งแรงในการส่งสินค้าให้กับประชาชนได้อย่างน่าสนใจไม่น้อย ต้องยอมรับว่าไปรษณีย์ไทยถือว่าเป็นบริการที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทยได้ดีที่สุด เพราะไม่ว่าบ้านคุณจะอยู่ลึก ต้องพ่ายเรือ ว่ายน้ำ ไปรษณีย์ไทยก็สามารถไปส่งให้ได้ แต่สินค้าที่ต้องส่งยังอยู่ในสภาพดีหรือไม่นั้นคืออีกเรื่องนะคะ

สำหรับบริการที่ร่วมมือกันของทั้ง 2 ฝั่งนั้นชื่อว่า Courier Post (คูเรียร์ โพสต์) ที่แนะนำมาว่าเป็นบริการที่จะช่วยให้ขนส่งทั้งในและระหว่างประเทศได้ดีขึ้น โดยเป็นการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศระดับพรีเมียมภายใน 2-4 วัน ที่ครอบคลุมมากกว่า 220 ประเทศทั่วโลก ที่มั่นใจว่าสินค้าจะผ่านศุลกากร ณ ประเทศปลายทางได้แน่นอน

และโซลูชั่น  On Demand Delivery (ODD) ที่แนะนำว่า ผู้รับสามารถเลือกวิธีการจัดส่งได้ตรงกับความต้องการ ช่วยให้สินค้าถึงมือผู้รับได้สะดวกมากขึ้น เช่น ผู้รับสามารถเปลี่ยนเวลาการจัดส่งพัสดุตามความสะดวก หรือเปลี่ยนที่อยู่สำหรับการรับพัสดุได้ตามต้องการ ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้น่าจะช่วยให้ยอดขายออนไลน์ระหว่างประเทศมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้น 9 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐได้ไม่ยากในปี 2563

รวมทั้งได้อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ระบุว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2559 มีมูลค่า 2.56 ล้านล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศอยู่ที่ 13.47% และมีอัตราการเติบโต 25% ต่อปี  ส่วนปี 2560 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซโดยรวมของไทยอยู่ที่ 2.8 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะแตะระดับ 3 ล้านล้านบาทในปี 2561 

โดยบริการ Courier Post ให้บริการ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลรวม 171 แห่ง โดยในระยะนำร่อง จะให้บริการจัดส่งเอกสารและพัสดุไปยัง 25 ประเทศปลายทางหลัก คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ และคาดว่าจะขยายการให้บริการครอบคลุมที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศภายในไตรมาสที่สามของปีนี้

rate ราคาที่ประกาศในเว็บไซต์ของ DHL ดูเพิ่มเติมที่ http://www.dhl.co.th/th/express/shipping/shipping_advice/surcharges.html

หากสามารถส่งสินค้าได้รวดเร็วและดีงามได้จริง งานนี้จะส่งสินค้าข้ามประเทศไม่ต้องรอนานถึง 2-3 สัปดาห์อีกต่อไป ฟังดูแล้วเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ขายและผู้ซื้อออนไลน์ทีเดียวเลยนะคะเนี่ย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/dhl-thaipost-ecommerce/

ต่อไปซื้อขายผ่าน Shopee จะมี DHL ให้บริการ เพราะล่าสุดจับมือกัน ผนึกกำลังสู้ศึกอีคอมเมิร์ซ

ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ การจัดส่งสินค้าถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จ ล่าสุด Shopee จับมือ DHL eCommerce ผนึกกำลังเพื่อสู้ศึกภูมิอีคอมเมิร์ซอันร้อนแรง

DHL eCommerce ประเทศไทยประกาศร่วมมือกับ Shopee แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแล้ว

สิ่งที่จะเห็นจากความร่วมมือกันครั้งนี้คือ

  • พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ในไทยที่ขายของผ่าน Shopee จะสามารถส่งของผ่าน DHL ได้สะดวกขึ้น
  • ผู้บริโภคที่ใช้งาน Shopee จะได้รับบริการจัดส่งสินค้าจาก DHL
  • ลูกค้า Shopee สามารถรับ-ส่งของจากจุดบริการ Service Point กว่า 500 แห่งของ DHL ได้ทั่วประเทศ

เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยย้ำกับ Brand Inside หลายครั้งแล้วว่า “การจัดส่งสินค้าคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าออนไลน์” เพราะฉะนั้นจากความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการเติมเต็มบริการโลจิสติกส์เข้าไปในเพื่อเสริมความแกร่งให้กับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

เป็นไปตามแผนของ DHL eCommerce

นับเป็นการเดินตามเกมโลจิสติกส์-อีคอมเมิร์ซของ DHL eCommerce ประเทศไทยที่ได้วางไว้ตั้งแต่ปลายปี 2017 โดยเฉพาะการขยายสาขา Service Point หรือจุดรับส่งสินค้าที่ตั้งเป้าให้ถึง 1,000 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้

  • ปัจจุบัน (ไตรมาส 1/2018) DHL eCommerce มีจุดรับส่งสินค้าเพียง 500 แห่งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ DHL บุกจับมือร้านค้ารายใหญ่อย่าง ซีเอ็ดบุ๊ค เพื่อขยายบริการรับส่งสินค้า โดย DHL มองว่า ซีเอ็ดมีศักยภาพสูงในการขยายจุดบริการ Service Point เพราะนอกจากซีเอ็ดจะมีสาขาเกือบ 400 แห่งทั่วประเทศ สิ่งสำคัญคือทุกสาขาของซีเอ็ดอยู่ในห้างสรรพสินค้าทั้งหมด นี่คือจุดแข็งที่ทำให้ DHL ลงเล่นในเกมอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจับมือ Shopee ในครั้งนี้จึงเป็นการสานต่อแผนสู้ศึกอีคอมเมิร์ซของ DHL ประเทศไทย สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ โลจิสติกส์รายอื่นๆ ในตลาดจะอย่างไร โดยเฉพาะ Kerry Express ที่ลงเล่นในตลาดอีคอมเมิร์ซเช่นกัน แต่ด้วยความแกร่งที่มีพาร์ทเนอร์ธุรกิจอย่างเครือเซ็นทรัล จึงทำให้การเดินเกมเข้าห้างสรรพสินค้าไม่ต้องเร่งเครื่องอย่างหนักเหมือนกับ DHL eCommerce

ที่แน่ๆ เราจะได้เห็นการไล่จับมือหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้นจากเหล่าผู้ให้บริการโลจิสติกส์อย่างแน่นอน เพราะอย่าลืมว่าตลาดนี้มีมูลค่าถึง 1.4 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

ข้อมูล – อีเมลประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/shopee-dhl-ecommerce-service-point/

ช้อปปี้จับมือ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซส่งมอบประสบการณ์ทางด้านการจัดส่งแบบไร้รอยต่อในประเทศไทย

เอชแอล อีคอมเมิร์ซ บริษัทในเครือ Deutsche Post DHL Group บริษัทชั้นนำด้านโลจิสติกส์สำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เชื่อมต่อผู้ขายกับผู้ซื้อทั่วโลก ประกาศเป็นพันธมิตรกับ ช้อปปี้ ผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ส่งมอบความสะดวกสบายและเพิ่มช่องทางการจัดส่งที่หลากหลายให้กับผู้ใช้ช้อปปี้ในประเทศไทย  การร่วมมือกันในครั้งนี้จะทำให้ผู้ขายบนแพลตฟอร์มของช้อปปี้สามารถเลือกใช้บริการส่งสินค้าแบบ Drop-off โดยการฝากส่งสินค้าได้อย่างง่ายดายที่จุดบริการ DHL ServicePoints กว่า 500 แห่งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพื่อจัดส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผู้ขายยังสามารถเลือกให้ ดีเอชแอล ไปรับสินค้าจากสถานประกอบการและจัดส่งถึงมือผู้ซื้อโดยตรงได้อีกด้วย

คุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับช้อปปี้ในการเสนอการบริการที่ง่าย และสะดวกยิ่งกว่าด้วยทางเลือกใหม่ในบริการจัดส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้รับบริการ และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมตั้งแต่กระบวนการสั่งซื้อถึงการจัดส่งสินค้า ผลการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า  60 เปอร์เซ็นต์ของนักช้อปออนไลน์จะซื้อสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ร้านเดิมโดยไม่เปลี่ยนเป็นร้านอื่นเพราะร้านนั้นๆมีทางเลือกในการจัดส่งที่หลากหลายและสะดวกสบายมากกว่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการจัดส่งสินค้านับเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมประสบการณ์การซื้อสินค้าออนไลน์ที่สำคัญ[1]

คุณเทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวว่า “ช้อปปี้รู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างสูงที่ได้ร่วมมือกับ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เรามั่นใจว่าผู้ใช้งานจะได้รับประโยชน์จากการบริการ และฟีเจอร์ที่ครอบคลุมจากดีเอชแอล ช้อปปี้มุ่งมั่นที่จะเป็นอันดับหนึ่งในใจผู้ใช้งานในทุกตลาด และจะร่วมมือกับดีเอชแอลอย่างแนบแน่นเพื่อทำให้ผู้ขาย และผู้ซื้อบนช้อปปี้เป็นไปอย่างคล่องตัวและสะดวกสบายอย่างที่สุด”

เครือข่ายการจัดส่งสินค้าภายในประเทศไทยของดีเอชแอลมีคุณภาพสูงในการให้บริการจัดส่งสินค้า เช่น ระบบ IT และ API ระบบการตรวจสอบสถานะการจัดส่ง ประกันการจัดส่งสินค้า การรับชำระค่าสินค้าปลายทางและการบริการอื่นๆที่ถูกออกแบบให้สอดรับกับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ชเป็นอย่างมาก ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้ขายและแบรนด์สินค้าชั้นนำในช้อปปี้สามารถเข้าถึงลูกค้าทั่วทั้งประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งผู้ใช้งานจะได้รับประโยชน์จากบริการที่มีคุณภาพและความหลากหลายในตัวเลือกของการจัดส่ง นอกจากนี้ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซยังเดินหน้าที่จะขยายจำนวน DHL ServicePoint เป็นกว่า 1,000 แห่งเพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการในอนาคตอันใกล้

ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ช้อปปี้และดีเอชแอลขอนำเสนอโปรโมชั่นจัดส่งสินค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายให้ผู้ขายสามารถใช้บริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศได้  (ข้อตกลงและเงื่อนไขเป็นไปตามการสมัคร) เมื่อเลือกช่องทางการจัดส่งสินค้าโดย ดีเอชแอล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/dhlservice

[1]รายงานการวิจัย MetaPack 2017 เกี่ยวกับการจัดส่งสินค้าของธุรกิจอีคอมเมิร์ช ในมุมมองของลูกค้า

from:http://mobileocta.com/shopee-teams-up-with-dhl-ecommerce-in-thailand-to-offer-a-seamless-delivery-experience/

DHL จับมือ ซีเอ็ด เปิดจุดบริการ DHL ServicePoint รับส่งพัสดุด่วนในประเทศ ในร้านซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ 150 สาขา

DHL eCommerce ประเทศไทย บริษัทในเครือ Deutsche Post DHL Group – DPDHL ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านโลจิสติกส์ของโลก ประกาศความร่วมมือการเป็นพันธมิตรกับ ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ นำเสนอบริการรูปแบบใหม่เพื่ออำนวยความสะดวก และเพิ่มตัวเลือกในการให้บริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นสำหรับทั้ง “ผู้ขาย” และ “ผู้ซื้อ” สินค้าออนไลน์ในประเทศไทย ในปัจจุบัน DHL eCommerce ได้เปิดจุดบริการ DHL ServicePoint ในร้านซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์จำนวน 150 สาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อีกทั้งยังวางแผนที่จะเปิดจุดบริการให้ครอบคลุมครบทั้ง 394 สาขาของร้านซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้ DHL สามารถขยายเครือข่าย DHL ServicePoint ให้มีจำนวนมากกว่า 1,000 แห่งภายในปี 2561 เพื่อรองรับจำนวนผู้ประกอบการออนไลน์ที่มีเพิ่มมากขึ้น

DHL ServicePoint ให้บริการรับส่งพัสดุภายใต้แนวคิด “ร้านค้าภายในร้านค้า” (Shop-within-a-Shop Concept) โดยผู้ใช้บริการสามารถจัดส่งพัสดุผ่าน DHL ServicePoint ด้วยขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งผู้ใช้บริการจะได้รับการยืนยันการจัดส่งพัสดุผ่านทาง SMS หรืออีเมลได้ทันที

“ในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ DHL eCommerce เริ่มให้บริการจัดส่งพัสดุภายในประเทศ เรามองเห็นการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีการขยายตัวอย่าวรวดเร็วควบคู่ไปกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะพัฒนาการให้บริการของเราให้มีประสิทธิภาพ และมุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น การขยายเครือข่ายจุดบริการ DHL ServicePoint เพื่อมอบบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซขนาดกลาง และขนาดย่อม (SME) รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจรูปแบบ C2C (Consumer-to-Consumer) ให้สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากลได้อย่างสะดวกสบาย” คุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท DHL eCommerce ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “DHL eCommerce มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ ในการขยายเครือข่ายจุดบริการ DHL ServicePoint ให้เป็นทั้งจุดฝากส่ง และจุดรับพัสดุที่เข้าถึงง่ายในที่เดียว ในขณะเดียวกันการที่ร้านซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์มีสาขาอยู่ในศูนย์การค้าจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกในการรับส่งพัสดุด้วยขั้นตอนการให้บริการที่รวดเร็ว และไม่ต้องรอคิวนานอีกต่อไป”

“ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ DHL eCommerce ในการนำเสนอทางเลือกการให้บริการด้านการจัดส่งพัสดุรูปแบบใหม่สำหรับทั้งผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วไป รวมไปถึงลูกค้าร้านหนังสือของเราเองด้วย ทั้งนี้ ด้วยความน่าเชื่อถือในการให้บริการด้านโลจิสติกส์ระดับโลกของ DHL eCommerce ประกอบกับอัตราค่าบริการจัดส่งที่เหมาะสม เราจึงเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าออนไลน์อย่างแน่นอน” คุณทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าว “เราวางแผนที่จะขยายจุดบริการ DHL ServicePoint ให้ครอบคลุมทุกสาขาของซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในกว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศไทยภายในสิ้นปีนี้ และเพื่อเป็นการตอบรับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาล เราได้เปิดช่องทางการซื้อหนังสือผ่านเว็บไซต์ซึ่งเป็นการกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าตราบใดที่เรามีบริการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพไว้วางใจได้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะยังสามารถขยายตัวไปได้อีกมากอย่างแน่นอน ”

นอกจากการเป็นจุดรับฝากส่งพัสดุแล้ว ในอนาคตผู้ใช้บริการยังสามารถเลือกให้ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ เป็นจุดบริการสำหรับการไปรับพัสดุที่สั่งจากร้านค้าออนไลน์ได้อีกด้วย “การตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเรา การเปิดจุดให้บริการ DHL ServicePoint จึงเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะมอบบริการที่สะดวกสบายให้กับลูกค้าของเรา” คุณเกียรติชัยกล่าว

“ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และ DHL eCommerce ก็จะยังคงมุ่งมั่นในการนำเสนอบริการใหม่ๆ เพื่อให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าในการใช้บริการ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเดินหน้าขยายเครือข่ายจุดบริการ เพิ่มช่องทางในการชำระค่าบริการ และพัฒนารูปแบบการให้บริการครบวงจร เพื่อนำมาซึ่งคุณภาพการบริการที่ดีที่สุดให้คนไทยสามารถเข้าถึงธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างสะดวกและง่ายดาย” คุณเกียรติชัยกล่าวเสริม

DHL เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2516 โดยแบ่งออกเป็น 4 สาขาธุรกิจหลักได้แก่ DHL eCommerce ซึ่งได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2559 เน้นให้บริการรับและจัดส่งพัสดุด่วนภายในประเทศ บริการจัดส่งพัสดุระหว่างประเทศ และบริการด้านการบริหารคลังสินค้าสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ DHL Express ให้บริการด้านการจัดส่งด่วนระหว่างประเทศ DHL Global Forwarding ให้บริการด้านการขนส่งสินค้าทางบก ทางเรือ และทางอากาศ และ DHL Supply Chain ให้บริการด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทาน และการบริหารการกระจายสินค้า

from:http://www.flashfly.net/wp/215018