คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

โปรโมทแคมเปญบน “Twitter” ยังไงให้ได้ผล เมื่อภาพสวยไม่ใช่คำตอบ

จากสถิติผู้เล่น Twitter ที่เติบโต 33% จากปีที่ผ่านมาเเละคาดว่าจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ต่างจาก Facebook ที่นอกจากยอดผู้เล่นจะลดลงฮวบฮาบเเล้ว ระบบก็ไม่เสถียร ค่าบูสต์ Ads ก็เเพงลิบโลก

ส่งผลให้นักการตลาดหลายเเบรนด์หนีมาซบ Twitter เเทน เเต่เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เมื่อทั้งสองเเพลตฟอร์มไม่เหมือนกันสักนิด

Facebook ไม่เหมือนเดิม

ในปีที่ผ่านมา นักการตลาดส่วนใหญ่เลือกใช้ Facebook เป็นเเพลตฟอร์มหลักในการโปรโมทเเคมเปญออนไลน์เพราะมีผู้เล่นที่เยอะ เเละเครื่องมือที่หลากหลาย

ทำให้เเคมเปญหลายเเบรนด์ประสบความสำเร็จในการโปรโมท ยิ่งถ้ามีเม็ดเงินอัดฉีดสูงๆ ก็ยิ่งผลักดันให้ทุกอย่างปังขึ้น

จึงเกิดศึกเเบรนด์ฟาดฟันกันอย่างหนักหน่วง ภาพเเต่ละเเคมเปญสวยปังจนต้องกดซื้อ เเต่เมื่อเวลาผ่านไปอะไรก็เปลี่ยน ปี 2561 เห็นได้ชัดสุดว่า Facebook ไม่ใช่เเพลตฟอร์มที่เเบรนด์จะฝากไว้ทั้งหมด

เพราะระบบไม่เสถียรเเละค่าใช้จ่ายในการบู้ท Ads ที่สูงขึ้น เเต่ถึงมีเงินอัดฉีดเเค่ไหน เเคมเปญก็ไม่ปังอยู่ดี นักการตลาดหลายคนจึงเลือก Twitter

เป็นเเพลตฟอร์มใหม่ ซึ่งคงไม่ได้ยากอะไร เเค่เปิดเเอคเคาท์ Twitter เเละเอาคอนเทนต์จาก Facebook มาอัพลงก็พอ

เเต่เรื่องมันไม่ได้อย่างงั้นน่ะสิ!

เเพลตฟอร์มใหม่อะไรก็เปลี่ยน

ถ้านักการตลาดคิดเเค่ เอาภาพคอนเทนต์จาก Facebook เเล้วมาอัพลง Twitter บอกเลยว่าคุณกำลังทำให้ทุกอย่างเเย่ลง เพราะทั้งเสียเวลาเเละยิ่งเพิ่มความล้มเหลวของเเคมเปญ

นักการตลาดต้องย้ำตัวเองเสมอว่า ทุกเเพลตฟอร์ม พฤติกรรมการเล่นไม่เหมือนกันสักนิด! 

  • Twitter คือความเรียล ข้อความที่โพสต์เเทบจะเป็นด้านมืดที่ลงใน Facebook ไม่ได้เเละที่นี่คือเเหล่ง Insight ชั้นดี
  • เพราะความเรียลทำให้รูปภาพไม่จำเป็นต้องสวยเพราะมันดูปลอม เเต่ภาพต้องมีความรู้สึก มีสตอรี่เเค่เห็นก็เข้าใจเลยว่าจะสื่ออะไร
  • Twitter โดดเด่นเรื่องเเฮชเเท็ก #เลือดข้นคนจาง จะติดเทรนด์เสมอเมื่อละครฉาย

ประเด็นหลักของ Twitter มีเเทบไม่กี่อย่างคือคอนเทนต์ต้องดูเรียลไม่ปลอมเเละมีเเฮชเเท็ก เป็นสองประเด็นหลักที่จับกันได้ง่ายๆ เเต่ทำมันไม่ง่ายเลย

เเค่เเอบเนียนในเเฮชเเทคมันไม่พอ

ถ้า Facebook มีเพจดัง ใน Twitter ก็มีเซเลปเช่นกัน ซึ่งก็คือเเอคเคาท์ที่มียอดติดตามสูงๆ หรือถ้ามากหน่อยก็เรียกว่าเป็น Micro Influencer  ซึ่งเป็นกลุ่มที่นักการตลาดหลายเเบรนด์เลือกใช้

โดยขั้นเเรกคือให้ Micro Influencer ปั่นเเฮชเเท็กให้ติดเทรนด์ให้ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ทำคือโพสต์เรื่องที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับเเบรนด์เเต่ติดเเฮชเเท็กไว้ เเละปั่นให้ได้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ เเต่มันจะเกิดประโยชน์อะไรถ้าข้อมูลของสินค้าไม่ออก

ไม่ใช่เเค่ติดเทรนด์ Twitter เเปลว่าเเคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ ต่อให้ติดเทรนด์อันดับ 1 ก็ยังไม่สำเร็จ ถ้าเปิดเข้าไปดูเเฮชเเท็ก เเล้วมีเเต่โพสต์ที่ไม่เกี่ยวกับเเบรนด์เลยสักนิด

นี่คือความสำเร็จเเบบปลอมๆ ที่นักการตลาดออนไลน์ต้องดูให้ออก เเละการจะมีเเฮชเเท็ก เเค่ชื่อเเบรนด์ตรงๆ ก็จะดูฮาร์ดเซลเกินไป เอาหละสิ นั่นไม่ดี นี่ไม่ได้ เเล้วที่ดีคืออะไร

เราจึงขอหยิบกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ไม่ต้องปั่นเเฮชเเทคอะไร อย่างเคสของ Meiji Yoghurt

 

Meiji Yoghurt ออกโยเกิร์ตเนื้อใหม่ที่นุ่มเเละเต็มไปด้วยเนื้อผลไม้ โดยให้เหล่า Micro Influencer ในทวิตรีวิวโยเกิร์ตเเบบง่ายๆ ดูไม่ได้ตั้งใจพูดถึงเเบรนด์

เเต่ภาพสื่อถึงเนื้อผลไม้อัดเเน่นในถ้วย เเละภาพไม่ต้องสวยอะไรมาก เน้นเเค่เนื้อสตอเบอร์รี่ที่อยู่ในถ้วยเยอะๆ พอ ซึ่งตรงกับ Key message คือ เนื้อเเน่น ฟินด้วยเนื้อผลไม้  

ผลปรากฏว่า Meiji Yoghurt ขาดตลาดหาซื้อไม่ได้เพราะว่าขายหมดเกลี้ยง เเละคนที่ซื้อไปก็เอาไปรีวิวต่อเรื่อยๆ ว่าซื้อเเล้วนะเนื้อเยอะจริง

กลายเป็นว่าสินค้าขายได้ด้วยตัวมันเอง ซึ่งเป็นความสำเร็จในการโปรโมทเเคมเปญบน Twitter อย่างมาก

หรือถ้าหลายเเบรนด์ยังไม่มีงบในการตลาดมากนักให้เนียนใช้เเฮชเเท็กที่ดังอย่าง #Howtoperfect #รีวิวเซเว่น อย่างใดอย่างหนึ่ง

เพราะการที่เเฮชเเท็กเยอะๆ จะดูตั้งใจจะมารีวิวมากเกินไป สำหรับคอนเทนต์บน Twitter ยังคงต้องอาศัยความเนียนในการรีวิวอยู่

ไม่เหมือน Facebook ที่ต้องบอกเลย ว่าเป็นโพสต์ของสปอนเซอร์ เพราะถ้าเนียนเเบบไม่มีศิลป์ คนจะลดความเชื่อถือลง

ข้อดีของเเฮชเเท็ก

เเฮชเเทคเป็นหัวใจหลักของ Twitter  เพียงเเค่ใช้ให้ถูกที่ถูกทาง อย่าง #ความลับมีในโลก เพื่อโปรโมทเพลงใหม่ของ INK WARAUNTORN

ที่ช่วงเเรกให้ Micro Influencer สายดราม่าดันเเฮชเเท็ก #ความลับไม่มีในโลก ซึ่งเนื้อหาเกี่ยวกับความรักที่เราเเอบปิดเป็นความลับ เพราะรู้ว่าต่อให้บอกไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นมา

งั้นขอปิดเป็นความลับจะดีกว่า จี้ใจสายเเอบรักที่เป็นกลุ่ม Target เพลงความลับมีในโลก ทำให้การโปรโมทในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากซึ่งจุดที่เหมือนกับ Meiji Yoghurt คือการที่ทำให้กลุ่ม Taget ของเรา

โพสต์เเละติดเเฮชเเท็กของเราขึ้นมาเอง (User generate content : UGC) หรือเรียกว่ากลุ่มเป้าหมายผลิตคอนเทนต์ด้วยตัวเอง เป็นการเพิ่มกระเเสได้ดีมากเพราะเกิดการกระจายจากกลุ่ม Taget เอง

บทสรุปของการโปรโมทเเคมเปญบท Twitter

วิธีสร้างกระเสบนโลก Twitter อาจมีหลายวิธีตามเเผนเเต่ละเเบรนด์ เเต่สิ่งสำคัญคือต้องเรียลต้องจริง ถามว่าภาพสวยทำไมถึงไม่ส่งผล

เพราะภาพสวยเเสดงถึงความตั้งใจที่มากเกินไป ไม่ธรรมชาติ ทำให้ภาพสวยไม่ใช่คำตอบ เเละการสร้างเเคมเปญบนโลก Twitter

ควรสร้างให้เป็นคอนเทนต์เเบบ UGC  คือกลุ่ม Target ชื่นชอบเเละสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเอง เพื่อให้กระเเสกระจายไปได้ไกลกว่าเดิม เเละเมื่อกดเเฮชเเท็กเข้าไป ก็เต็มไปด้วย Message ที่เราอยากจะสื่อออกมา เเสดงว่าเเคมเปญโปรโมทในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/promote-campaign-on-twitter/

Advertisements

ไม่ปังเหมือนเดิม! ผลสำรวจชี้ “โฆษณา 6 วินาที” ยอดชมสูงแต่คนไม่อิน

“โฆษณา 6 วินาที” หรือ 6-second ads เป็นรูปแบบที่การศึกษามากมายชี้ว่ามีอัตราการชมจบสูงที่สุดโดยเฉพาะบนอุปกรณ์พกพา แต่การสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าโฆษณากลุ่มนี้ทิ้งอารมณ์ให้ผู้ชมได้น้อย เรียกว่ายอดชมสูงแต่คนไม่ค่อยอิน

ทำไมไม่ได้ผล

วันนี้ 6-second ads เป็นโฆษณาแบบสั้นที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงในเว็บไซต์หรือบริการวิดีโอ แม้แต่รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศผ่านระบบบรอดคาสต์ก็ยังเลือกโฆษณาประเภทนี้เพื่อเอาใจผู้ชมผ่านอุปกรณ์มือถือ อย่างไรก็ตาม การศึกษาของแพลตฟอร์มสื่อ Teads พบว่าโฆษณาสั้นมีผลกระตุ้นอารมณ์เพียงเล็กน้อย ต่างจากโฆษณายาวที่ทิ้งอารมณ์ให้คงไว้หลังชมได้มากกว่า

การศึกษาของ Teads พบว่าโฆษณา 6 วินาทีมีอัตราการดูวิดีโอ (view-through rate หรือ VTR) เฉลี่ย 55% สำหรับการชมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่มีคะแนน EmotionAll เพียง 3.6 คะแนน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ 5.1 คะแนนสำหรับโฆษณาแบบยาว 30 วินาที

การศึกษายังยกกรณีของ Mars ผู้ผลิตขนมหวานที่จัดทำโฆษณา 6 วินาทีซึ่งถือว่าเป็น 2 ใน 3 โฆษณาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการสำรวจ พบว่าโฆษณา 6 วินาทีที่สามารถเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย จะให้ผลที่ดีกว่าวิดีโอที่มีเรื่องราวซับซ้อน หรือเรื่องที่ไม่มีเรื่องราวใดๆเลย

ผลการสำรวจนี้เชื่อว่าอาจจะส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อวงการโฆษณา 6 วินาที เนื่องจากผลการศึกษาพบว่าคะแนนความอินที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับยอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

การสำรวจนี้สรุปจากโฆษณา 166 ชิ้นจาก 75 แบรนด์โดยใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อวัดปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้ชม จุดนี้บริษัทวิจัย Realeyes ได้ร่วมจัดทำดัชนีคะแนน EmotionAll Score โดยวัดผลทั้งเรื่องการดึงดูด การรักษาความสนใจนั้น การมีอารมณ์ร่วมหรือ engagement และผลกระทบของวิดีโอต่อผู้ชม ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องยอมรับว่าโฆษณาแบบยาวนั้นชนะขาดลอย.

ที่มา: : MM

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/little-emotional/

ไม่ปังเหมือนเดิม! ผลสำรวจชี้ “โฆษณา 6 วินาที” ยอดชมสูงแต่คนไม่อิน

“โฆษณา 6 วินาที” หรือ 6-second ads เป็นรูปแบบที่การศึกษามากมายชี้ว่ามีอัตราการชมจบสูงที่สุดโดยเฉพาะบนอุปกรณ์พกพา แต่การสำรวจครั้งล่าสุดพบว่าโฆษณากลุ่มนี้ทิ้งอารมณ์ให้ผู้ชมได้น้อย เรียกว่ายอดชมสูงแต่คนไม่ค่อยอิน

ทำไมไม่ได้ผล

วันนี้ 6-second ads เป็นโฆษณาแบบสั้นที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งไม่เพียงในเว็บไซต์หรือบริการวิดีโอ แม้แต่รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศผ่านระบบบรอดคาสต์ก็ยังเลือกโฆษณาประเภทนี้เพื่อเอาใจผู้ชมผ่านอุปกรณ์มือถือ อย่างไรก็ตาม การศึกษาของแพลตฟอร์มสื่อ Teads พบว่าโฆษณาสั้นมีผลกระตุ้นอารมณ์เพียงเล็กน้อย ต่างจากโฆษณายาวที่ทิ้งอารมณ์ให้คงไว้หลังชมได้มากกว่า

การศึกษาของ Teads พบว่าโฆษณา 6 วินาทีมีอัตราการดูวิดีโอ (view-through rate หรือ VTR) เฉลี่ย 55% สำหรับการชมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ แต่มีคะแนน EmotionAll เพียง 3.6 คะแนน ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ 5.1 คะแนนสำหรับโฆษณาแบบยาว 30 วินาที

การศึกษายังยกกรณีของ Mars ผู้ผลิตขนมหวานที่จัดทำโฆษณา 6 วินาทีซึ่งถือว่าเป็น 2 ใน 3 โฆษณาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในการสำรวจ พบว่าโฆษณา 6 วินาทีที่สามารถเล่าเรื่องอย่างรวดเร็วและเรียบง่าย จะให้ผลที่ดีกว่าวิดีโอที่มีเรื่องราวซับซ้อน หรือเรื่องที่ไม่มีเรื่องราวใดๆเลย

ผลการสำรวจนี้เชื่อว่าอาจจะส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อวงการโฆษณา 6 วินาที เนื่องจากผลการศึกษาพบว่าคะแนนความอินที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับยอดขายที่เพิ่มขึ้นด้วย

การสำรวจนี้สรุปจากโฆษณา 166 ชิ้นจาก 75 แบรนด์โดยใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ใบหน้าเพื่อวัดปฏิกิริยาทางอารมณ์ของผู้ชม จุดนี้บริษัทวิจัย Realeyes ได้ร่วมจัดทำดัชนีคะแนน EmotionAll Score โดยวัดผลทั้งเรื่องการดึงดูด การรักษาความสนใจนั้น การมีอารมณ์ร่วมหรือ engagement และผลกระทบของวิดีโอต่อผู้ชม ซึ่งทั้งหมดนี้ ต้องยอมรับว่าโฆษณาแบบยาวนั้นชนะขาดลอย.

ที่มา: : MM

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/little-emotional-advertising/

7-ELEVEN แปลงโฉมข้าวกล่องเป็นเมนูหรู เกมนี้ย้ำวิดีโอบน Facebook ฮอตกว่า YouTube

หลังจากที่ชาว Facebook แห่แชร์วิดีโอสไตล์รายการญี่ปุ่นของ 7-Eleven ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเมื่อ 7-Eleven นำวิดีโอร้อนแรงนี้ขึ้นมาเผยแพร่บน YouTube ยอดการชมกลับไม่กระเตื้อง เช่นเดียวกับหลายวิดีโอที่แจ้งเกิดบน Facebook ได้ดีกว่า YouTube

วิดีโอชื่อ “เชฟกระทะเหล็กชวนชิม” ซึ่ง 7ElevenThailand โพสต์เมื่อ 31 ตุลาคม 2018 นั้นมียอดการชมเพียง 721 ครั้งเท่านั้นในช่วงเวลา 4 วันบน YouTube เทียบไม่ได้เลยกับวิดีโอเดียวกันที่ถูกโพสต์บน Facebook แต่มียอดชม 7.5 ล้านครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 536,000 ครั้ง

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้คือแบรนด์ใหญ่อย่าง 7-Eleven Thailand เลือกเปิดตัววิดีโอนี้บน Facebook ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่บน YouTube ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกันกับหลายวิดีโอที่ 7-Eleven เผยแพร่เพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง จุดนี้จะเห็นได้ชัดจากช่องของ 7-Eleven บน YouTube ที่มียอดชมหลักพันหรือหมื่นครั้งเท่านั้นแม้ว่าจะโพสต์มานานหลายเดือน และหลายวิดีโอต้องใช้เวลานานปีกว่าจะทำยอดชมหลักล้าน

สำหรับวิดีโอที่ร้อนแรงที่สุดของ 7-Eleven บน Facebook คือวิดีโอที่แอดมินเพจระบุว่าเมนูข้าวกล่องที่เลือกมาทดลองแปลงโฉมเป็นเมนูหรู ล้วนเป็นเมนูที่ “IRON CHEF” ยกมือการันตีท้าให้ลอง แน่นอนว่าวิดีโอนี้ได้ผล เห็นได้ชัดว่าออกฤทธิ์ให้ผู้ชมหลายคนเข้ามาชื่นชมเมนูใน 7-Eleven ทั่วไทย

การสร้างสรรค์วิดีโอนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะที่ผ่านมา 7-Eleven Thailand ใช้เพจเป็นพื้นที่ถ่ายภาพสินค้าใหม่น่าลอง แม้โพสต์เหล่านี้จะเรียกยอดแชร์และการมีส่วนร่วมได้ แต่หลายความเห็นระบุว่าไม่สามารถหาซื้อสินค้าที่ถูกโปรโมทบนโพสต์ได้ หลายกรณีเกิดขึ้นเพราะสินค้าหมด หรือมีจำหน่ายเฉพาะบางร้านเท่านั้น ทำให้ความเห็นที่ถูกแสดงด้านบนของหลายโพสต์ไม่ได้ทำหน้าที่ “รีวิวคุณภาพ” ให้ 7-Eleven Thailand เท่าที่ควร

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7ElevenThailand%2Fposts%2F1951996214837482&width=500

นอกจากนี้ เพจของ 7-Eleven Thailand ยังถูกใช้เป็นช่องทางร้องเรียนบริการ เห็นได้ชัดจากหลายความเห็นที่แอดมินต้องคอยขออภัย ซึ่งแม้ในโพสต์วิดีโอร้อนแรงนี้จะมีข้อความร้องเรียนเรื่องสินค้ากลุ่มอาหารอยู่บ้าง แต่ก็ต้องถือว่ามีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคำชม ซึ่งถือเป็นรีวิวคุณภาพที่ปรากฏข้างวิดีโอได้ชนิดที่หลายแบรนด์ยังอิจฉา.

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/7-eleven-facebook-youtube/

แบรนด์ฟ้อง influencer !!! จับตา Influencer marketing ถึงจุดเปลี่ยน

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อบริษัทประชาสัมพันธ์ในเครือ Snapchat ตัดสินใจฟ้องเน็ตไอดอลผู้มีอิทธิพลหรือ influencer ชาวอเมริกันฐานผิดสัญญาจ้างงานโปรโมทแว่น Spectacles ซึ่งเป็นแว่นกันแดดติดกล้องที่จะช่วยให้ผู้สวมสามารถอัปโหลดวิดีโอขึ้นโซเชียลได้เร็วขึ้น การฟ้องครั้งนี้ถูกมองว่ามีนัยมากมาย และหาก Snapchat ชนะคดีนี้ โลกของ Influencer marketing จะเปลี่ยนแปลงแน่นอน

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของ Influencer marketing ที่จะเกิดขึ้นคือความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและตัว influencer ที่ทุกฝ่ายต้องระแวดระวังตัวกันมากขึ้น จุดนี้อาจจะสะท้อนถึงรูปแบบขั้นตอนการว่าจ้างและจ่ายเงิน influencer ซึ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ผ่านมา หลายบริษัทจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับการดึงคนดังมาร่วมประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการ เช่นเดียวกับบริษัทในเครือ Snapchat รายนี้ ซึ่งรายงานระบุว่า Snapchat ได้ดำเนินการผ่านบริษัทลูกชื่อ PR Consulting ว่าจ้างนักแสดงดาวรุ่งอเมริกันวัย 20 ปี Luka Sabbat เพื่อโปรโมตแว่น Spectacles ขณะร่วมงานปาร์ตี้และงานแสดงแฟชั่นโชว์ ซึ่งหลังจากลงนามข้อตกลงร่วมกันในวันที่ 15 กันยายน หนุ่ม Luka Sabbat ทำตามสัญญาไม่ครบ แม้ว่าข้อตกลงในสัญญาจะเป็นเรื่องง่ายในการปฏิบัติ เช่น การโพสต์ Instagram stories จำนวน 3 ชุดและโพสต์ฟีดภาพเขาสวมใส่แว่นตาเพื่อให้ผู้ติดตาม 1.4 ล้านคนของเขาได้ชม

Luka Sabbat – แร็ปเปอร์ที่ถูก Snapchat ฟ้องร้อง

Billboard

จากมูลค่าสัญญาทั้งหมด 60,000 เหรียญ Snap สั่งจ่ายเรียบร้อยแล้วเป็นเงิน 45,000 เหรียญ แต่ก็ไม่ได้โพสต์ตามที่สัญญา

ข่าวนี้ทำให้จริยธรรมของ influencer ถูกจับตามอง โดยเฉพาะในมุมที่ว่า influencer เป็นคำคลุมเครือซึ่งโดยทั่วไปมักเหมารวมถึงทุกคนที่มีตัวตนบนโลกออนไลน์และพร้อมที่จะรับเงินเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ หรือเพียงแค่นำเสนอให้ทุกคนได้เห็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จริยธรรมนี้กำลังจะถูกนำมาชั่งตวงวัด เพื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของ Influencer marketing เพราะแบรนด์ยังคงมองว่า คนดังเหล่านี้สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับแฟนของทุกคนได้โดยตรง และมักมีประสิทธิภาพมากกว่าแคมเปญโฆษณาแบบเดิม

ในสำนวนฟ้อง TechCrunch ระบุว่า Sabbat ถูกกล่าวหาว่าทำให้ PRC ได้รับความเสียหาย โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ Snap ไม่ปกปิดตัวเอง ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจฟ้องร้อง Sabbat ทั้งหมดนี้ตรงข้ามกับแบรนด์ที่มักพยายามหลีกเลี่ยง ไม่แสดงตัวว่าแบรนด์ได้ว่าจ้างผู้มีอิทธิพลด้านการตลาด ซึ่งแปลว่า Snap ต้องการขอให้ศาลช่วยจัดระเบียบวงการ influencer เสียที

กรณีนี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนวิธีการหลายข้อเสนอที่มีอิทธิพลมีโครงสร้างด้วยการชำระเงินจะถูกส่งมอบหลังจากการให้บริการแทนล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก  และกรณีนี้เองที่อาจทำให้กระบวนการทำสัญญาการตลาดของผู้มีอิทธิพลกับเงื่อนไขการจ่ายเงินตามสัดส่วน จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เรื่องราวของ Snap จะเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาสำคัญที่ทำให้ influencer และแบรนด์ตื่นตัว เพื่อติดตามให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามรายละเอียดของสัญญาอย่างใกล้ชิด เป็นไปได้ว่านับจากนี้ influencer จะได้รับเงินทั้งหมดหลังการโพสต์เสร็จสิ้นอีกด้วย

แม้ว่านี่คือหนึ่งในคดีความชุดแรกที่แบรนด์ยื่นฟ้อง influencer ไม่แน่ คดีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้น เปิดทางให้อีกหลายคดีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ Influencer marketing ต่อเนื่องในอนาคต

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/snapchat-influencer-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-influencer-marketing/

Infographic: เปิดความจริง “วิดีโอแนวตั้ง”

ใครที่ยังสงสัยว่าวิดีโอแนวตั้งหรือ Vertical Video จะเป็นอนาคตของวงการการตลาดจริงหรือไม่ ขอเชิญไปชม Infographic นี้ที่อาจจะตอบได้ว่า เราควรทำให้วิดีโอของตัวเองเป็นแบบแนวตั้ง หรือควรจะยืดมั่นแต่วิดีโอแนวนอนต่อไป

การเกิดขึ้นของวิดีโอแนวตั้ง ถือเป็นผลจากอิทธิพลของอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟน ซึ่งเปลี่ยนลักษณะของเนื้อหาวิดีโอที่ทุกคนรับชม โดยตามข้อมูลล่าสุด พบว่า 57 เปอร์เซ็นต์ของการชมวิดีโอทั่วโลก นั้นเป็นการเปิดชมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่

สถิตินี้ย้ำอีกทางว่าวิดีโอย่อมทำงานได้ดีกว่า ถ้ามีการถ่ายภาพด้วยอัตราส่วนภาพเป็นแนวตั้ง แตกต่างจากหน้าจอทีวีและจอภาพคอมพิวเตอร์ ที่ตั้งค่าอัตราส่วนที่ดีที่สุดไว้ที่ 16:9 (แนวนอน)

ข้อมูลจาก Breadnbeyond ระบุว่าวันนี้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนถือโทรศัพท์ในแนวตั้งราว 94% ของเวลาใช้งานทั้งหมด นอกจากนี้ วิดีโอในแนวตั้ง มีอัตราการชมจบหรือเสร็จสิ้นสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ที่สำคัญ ผู้ใช้น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์จะหันโทรศัพท์ไปทางด้านข้างหรือแนวนอนเพื่อดูโฆษณา แสดงว่าส่วนใหญ่รอให้โฆษณาเล่นไปแบบแนวนอน (ขนาดเล็ก) จนจบก่อนจะเอียงเครื่องเพื่อชมวิดีโอแนวนอนที่ต้องการชมจริงๆ

Infographic นี้ย้ำว่าการสร้างวิดีโอแนวตั้งเป็นวิธีที่ดีสำหรับองค์กรที่ต้องการเผยแพร่วิดีโอบน YouTube, Instagram, Snapchat รวมถึง Facebok โดยเฉพาะ Instagram ที่ข้อมูลระบุว่าวิดีโอส่วนใหญ่ที่ influencer ผู้มีอิทธิพลโพสต์บนโซเชียลนั้นปักหลักอยู่บน Instagram มากกว่า Snapchat

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/infographic-videos-vertical/

Infographic: เปิดแนวทางวางงบทางการตลาดในปี 2019


ในช่วงเวลาที่การตลาดดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หลายคนยอมรับว่าการจัดสรรงบประมาณการตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะต้องเกาะเทรนด์ใหม่ให้ทัน แต่ก็ต้องไม่ลืมเทรนด์ดั้งเดิมที่ยังมีฐานกลุ่มเป้าหมายอยู่คับคั่ง

เพื่อให้เห็นภาพแนวโน้มการลงทุนการตลาดในปี 2019 บริษัท NCC Home Learning จึงรวบรวมข้อมูลว่านักการตลาดส่วนใหญ่ใช้จ่ายเท่าใด เพื่อทำการตลาดดิจิทัลในปี 2014-2017 ปรากฏว่าแนวโน้มที่ชัดเจนคืองบการโฆษณาออนไลน์มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับงบประมาณด้านการตลาดดั้งเดิม

แนวโน้มนี้ตอกย้ำว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดกำลังประเมินการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายกันใหม่ โดย Infographic นี้สรุปว่าประมาณครึ่งหนึ่งหรือ 48 เปอร์เซ็นต์ ของนักการตลาดวางแผนที่จะเพิ่มงบและบุกหนักบน YouTube ในปีหน้า

การสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ (53 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่าจะใช้งบดิจิทัลส่วนใหญ่กับการสร้างเนื้อหาบนบล็อก โดยบอกว่าการสร้างเนื้อหาบล็อกเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ขณะเดียวกัน เกือบทั้งหมด (92 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่า social media เป็นสิ่งสำคัญต่อแผนการตลาดในปีหน้า

หลายคนไม่ลืม SEO โดย infographic ระบุว่าการปรับความสามารถของ SEO และการยกระดับให้กลุ่มตัวอย่างเข้าถึงเว็บไซต์บริษัท คือภารกิจสำคัญอันดับต้นเช่นกัน ทั้งหมดนี้ถือเป็นอีกข้อมูลเพื่อการนำไปพิจารณาว่าต้องลงทุนในตลาดใดจึงจะมีค่าคุ้มทุนที่สุด

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/infographic-marketing-budget/