คลังเก็บป้ายกำกับ: Digital_Advertising

Infographic: 15 เครื่องมือช่วย social media manager ทำงานง่ายขึ้น

social media manager หรือผู้จัดการสื่อสังคมออนไลน์ถูกล้อทีเล่นทีจริงว่าต้องมี “หู” อยู่ในโลกดิจิทัลเสมอ แน่นอนว่างานนี้ไม่ใช่งานง่ายๆ ทางที่ดีทุกคนควรมีตัวช่วยเหล่านี้ไว้ให้อุ่นใจปลอดภัยไรักังวล

เครื่องมือพื้นฐานที่ social media manager ควรมีไว้ติดกระเป๋า คือระบบติดตามตรวจสอบการสนทนาออนไลน์ ซึ่งจะทำให้ทราบได้เร็วว่ามีใครกำลังพูดคุยเกี่ยวกับองค์กรหรือแบรนด์ที่ดูแลอยู่ เมื่อทราบแล้ว social media manager จะต้องคอยดูให้มั่นใจว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์บนช่องทางหรือ channel สื่อสังคมออนไลน์หลากหลายนั้นไม่มีทางไหนออกนอกลู่นอกทาง

ขณะเดียวกัน social media manager ยังต้องติดตามเทรนด์ปัจจุบันให้ทัน พร้อมกับไม่พลาดแนวโน้มล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกโซเชียล

ทั้งหมดถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นในงานที่ social media manager ควรทำ และไม่ใช่แค่ผู้บริหารโซเชียลแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แต่ social media manager ทุกแบรนด์ทั่วโลกถือเป็นภารกิจหลักที่ต้องจัดการทุกวัน ความจริงนี้ทำให้บริษัท SM Hack สร้าง Infographic นี้ขึ้นเพื่อหวังเป็นประโยชน์กับ social media manager ทุกคน

ใน Infographic ระบุถึง 15 เครื่องมือที่สามารถช่วยให้ชีวิตของผู้จัดการสื่อสังคมออนไลน์ “ง่ายขึ้น” หรืออย่างน้อยก็เครียดน้อยลง ตัวอย่างเครื่องมือที่แนะนำ ได้แก่ Buzzsumo: เครื่องมือเพื่อค้นหาว่าเนื้อหาใดที่ได้รับการมีส่วนร่วมหรือ engagement มากที่สุด ตามหัวข้อหรือคีย์เวิร์ด ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นเครื่องมือค้นหาผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรมได้ด้วย

ยังมี Tweetdeck: เครื่องมือฟรีจาก Twitter นี้สามารถช่วยผู้จัดการสื่อสังคมออนไลน์ตรวจสอบบัญชี Twitter หลายบัญชีและตั้งเวลาทวีตได้ และ Ahrefs: เครื่องมือนี้สามารถทดสอบลิงก์ backlink เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณทราฟิกการค้นหา

ตัวช่วยอื่นเพื่อประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามโลกโซเชียล ขอเชิญติดตาม Infographic ด้านล่าง

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/infographic-social-media-manager/

Advertisements

emoji สำคัญ!! ช่วยดันยอดเปิดอ่าน push notification มากกว่าเดิม 254%

ต้องบอกว่า emojis matter ของจริงสำหรับการศึกษาล่าสุดที่พบบทบาทเหนือชั้นของ emoji เนื่องจากการแจ้งเตือนแบบพุชหรือ push notification ที่มีการใส่ภาพ emoji จะมีอัตราเปิดอ่านมากกว่าเดิม 254%

254% ถือเป็นสัดส่วนที่มากกว่า 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับอัตราการเปิดอ่านข้อความการแจ้งเตือน push notification อย่างข้อความเอสเอ็มเอส หรือข้อความในระบบแชต ซึ่งไม่มี emoji สถิตินี้สะท้อนว่าข้อความที่ไม่มีรูปใบหน้าหรือไอคอนภาพจิ๋วนั้นไม่จูงใจให้ชาวดิจิทัลเปิดอ่านเลย

สถิตินี้มาจากผลการศึกษาของบริษัทด้านการตลาดบนอุปกรณ์พกพา Leanplum เบื้องต้นสำนักข่าว Mobile Marketer ตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลข 254% นี้สูงกว่าผลการสำรวจที่ทำไว้เมื่อปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่าตัว

นอกจาก push notification การสำรวจยังพบว่าข้อความอีเมลที่ใช้ emoji ในบรรทัดหัวเปิด นั้นถูกเปิดอ่านมากกว่าอีเมลที่ไม่มี emoji ถึง 66% โดยวันนี้จำนวน emoji เฉลี่ยที่ใช้ต่อข้อความ และเปอร์เซ็นต์ของข้อความที่มี emoji อย่างน้อยหนึ่งรูป นั้นเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าเรียบร้อยในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน emoji ยังมีบทบาทในตลาดแอปพลิเคชัน เพราะการสำรวจพบว่าแอปที่ใช้ emoji ยังมีจำนวนการถอนการติดตั้งหรือ uninstall น้อยกว่าแอปที่ไม่มีราว 26%

ทั้งหมดนี้ Leanplum ระบุว่าวิเคราะห์ข้อมูลจากอีเมลและ push notification มากกว่า 300 ล้านฉบับ/ข้อความ ในช่วงระยะเวลา 12 เดือน สิ้นสุดวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา.

ที่มา: : MobileMarketer

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/emoji-push-notification/

เซเลบฯเซ็ง ยอด follower บน Twitter หดหลายแสน

วันนี้เซเลบริตี้ผู้มีชื่อเสียงบนเครือข่ายสังคม Twitter กำลังพบภาวะผู้ติดตามหรือ follower ลดลงชัดเจน ผลจากการทยอยลบบัญชีปลอมครั้งใหญ่ ความคืบหน้าล่าสุดคือ @realDonaldTrump มียอดผู้ติดตามลดลง 1 แสนราย ไม่เว้นแม้แต่ @BarackObama ที่ยอดหดหายไป 4 แสนราย

ปรากฏการณ์ยอด follower ของผู้ใช้ Twitter ลดลงนี้เกิดขึ้นหลังจากการประกาศเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา เวลานั้นซีอีโอ Twitter ย้ำว่ากำลังลบบัญชี Twitter ที่ถูกล็อกหรือจำกัดการใช้งานเมื่อระบบพบพฤติกรรมที่น่าสงสัย ผลจากการลบครั้งนี้จะทำให้ผู้ติดตามของหลายบัญชีบน Twitter ลดลง โดยนอกจากแถลงการณ์ของซีอีโอ Jack Dorsey บริษัทเครือข่ายสังคมยังประเมินว่าผู้ใช้ทั่วไปจะได้รับผลกระทบจากการลบครั้งนี้ไม่มาก คาดว่าเฉลี่ยแล้วแต่ละคนจะพบว่าจำนวนผู้ติดตามลดลงราว 4 รายหรือน้อยกว่านั้น

แต่สำหรับผู้ใช้กลุ่มเซเลบฯ Twitter ย้ำว่าแม้จะไม่ได้ควักเงินซื้อผู้ติดตามปลอม แต่ผู้มีชื่อเสียงบางรายอาจได้รับผลกระทบเรื่องยอดผู้ติดตามบน Twitter นั้นลดลงชัดเจน การประกาศนี้ถือเป็นการปกป้อง ไม่ให้โลกเข้าใจว่าผู้ที่ยอดติดตามหดหายนั้นควักเงินซื้อ follower

ล่าสุดมีรายงานว่า @realDonaldTrump บัญชีของประธานาธิบดีสหรัฐฯมียอดผู้ติดตามลดลง 1 แสนราย ขณะที่อดีตอย่าง @BarackObama มียอดหดหายไป 4 แสนราย

ทั้ง 2 บัญชีไม่ได้ถูกตีตราว่าซื้อ follower แต่เซเลบฯอย่าง Ray Lewis ที่พบว่าผู้ติดตามลดลงจาก 712,200 รายเหลือ 364,700 ราย ชาวโซเชียลเชื่อว่า Ray Lewis อาจซื้อผู้ติดตามมาเพราะสัดส่วนผู้ใช้ที่หดหายไปราว 50%

สิ่งที่เราสรุปได้จากข่าวนี้ คือ Twitter อาจกำลังจัดระเบียบเพื่อปูทางสู่อนาคต ที่ผ่านมา Twitter ถูกมองว่าตัวเลขฐานผู้ใช้หลายร้อยล้านรายนี้เป็น bot หรือบัญชีปลอมที่ไร้ตัวตนไม่น้อย มุมมองนี้ทำให้นักการตลาดมองว่าการประเมินเซเลบฯ ที่มีอิทธิพลบน Twitter นั้น ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งก่อนหน้านี้ นักการตลาดของหลายบริษัทเคยเรียกร้องให้ Twitter แก้ปัญหา fake accounts เสียที

แม้ Twitter จะไม่เปิดเผยว่าจำนวนบัญชีปลอมวันนี้มีจำนวนเท่าใด แต่บริษัทวิจัยเชื่อว่าจะมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 70 ล้านราย.

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/follower-twitter-fake/

Dunnhumby แนะแบรนด์ไม่ควรมองข้ามรอยัลตี้และสร้างโอกาสในลูกค้าทุกระดับ

ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานกรรมการฝ่ายมีเดีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ดันน์ฮัมบี้ จำกัด

เรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคนั้น ยังคงเป็นคลังข้อมูลที่หลายธุรกิจต้องการนำไปใช้เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดย Thumbsup ได้เข้าฟังสัมภาษณ์กลุ่มกับทาง คุณธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ ประธานกรรมการฝ่ายมีเดีย ของดันน์ฮัมบี้ พบพฤติกรรมที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายของลูกค้าทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างน่าสนใจเลยค่ะ

ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค การวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หลายธุรกิจมองว่าการทำธุรกิจในยุคออนไลน์นั้น ควรมองหาโอกาสจากกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าเพราะเรื่องรอยัลตี้แบรนด์ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เพราะลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าเดิม

แบรนด์รอยัลตี้ยังสำคัญ

ทางดันน์ฮัมบี้ ได้นำแนวคิดที่ว่าแบรนด์รอยัลตี้ไม่น่าสนใจมาวิเคราะห์ ด้วยช่องทางการเข้าถึงการทำธุรกรรมมากกว่า 600 ล้านครั้งของลูกค้ากว่า 3 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์เทรนด์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมานั้น พบว่า

  • 20% ของฐานลูกค้าทั้งหมดของแบรนด์นั้นๆ มีส่วนช่วยในยอดขายของแบรนด์ดังกล่าวกว่า 80% โดยไม่จำกัดหมวดหมู่ หรือขนาดธุรกิจ
  • แบรนด์สามารถรักษาลูกค้าได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบปีต่อปี
  • 73% ของการเติบโตของยอดขายมาจากกลุ่มลูกค้าที่มีความจงรักภักดีในแบรนด์ และ 20% ของฐานลูกค้ากลุ่มนี้ที่มียอดสูงสุด ช่วยสร้างรายได้มากถึง 50% ในบางแบรนด์
  • เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นปัจจัยสำคัญและสร้างความแตกต่าง เมื่อต้องมีการสื่อสารที่ต้องใช้ข้อมูลจำเพาะสำหรับกลุ่มลูกค้า ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น การส่งจดหมายไปที่บ้าน การกำหนดการเข้าถึงผ่านโปรแกรมการจัดการอัตโนมัติ (programmatic retargeting) ในช่องทางโซเชียลมีเดีย และสื่อโฆษณา จุดขาย
  • ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำแคมเปญมากกว่า 100 แคมเปญ คือ การมีลูกค้าที่จงรักภักดีกับแบรนด์เพิ่มขึ้น 9% และป้องกันไม่ให้ลูกค้ากว่า 6% ย้ายไปแบรนด์อื่น ปัจจัยที่ทำให้แคมเปญประสบความสำเร็จนั้นมาจากการที่ข้อมูลสามารถตอบโจทย์ของกลุ่มลูกค้าได้อย่างแท้จริง

จากข้อมูลด้านบนจะทำให้ทราบว่า แนวคิดเดิมของนักการตลาดเกี่ยวกับการสร้างรอยัลตี้แบรนด์อาจไม่ถูกต้องเสมอไป แม้พฤติกรรมของคนยุคนี้จะเปลี่ยนใจไปใช้สินค้าแบรนด์ใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น นั่นเป็นเพราะแบรนด์สินค้าเดิมที่เคยซื้อไม่ได้มีการ Follow ลูกค้าที่เหมาะสม ดังนั้น เมื่อลูกค้ามีทางเลือกใหม่ๆ เข้ามา พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยน จนกลายเป็นโอกาสของแบรนด์ใหม่หรือคู่แข่งในการทำตลาดเช่นกัน

วิเคราะห์พฤติกรรม

ถึงเวลาแล้วที่นักการตลาดจะต้องต่อยอดและเชื่อมต่อความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งในแง่ของภาพกว้างและเชิงลึก เริ่มตั้งแต่ที่บ้านจนถึง จุดขาย การใช้สมาร์ทดาต้าและข้อมูลเชิงลึกเข้ามาสร้างโอกาสในการทำตลาดจะเปลี่ยนแปลงจากการทำแค่วัดจำนวนยอดขาย ไปเป็นการทำความเข้าใจลูกค้า” ธีรเดช กล่าว 

ยกตัวอย่าง ข้อมูลเชิงลึกจากดันน์ฮัมบี้ ที่มีการเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมของลูกค้าลึกกว่าเดิม จากภาพด้านบน ที่มีการเก็บข้อมูลกลุ่มผู้หญิงที่แบ่งเป็น กลุ่มสาวโสดที่รักสุขภาพ กับกลุ่มแม่บ้านมืออาชีพ แน่นอนว่าทั้งสองกลุ่มนี้เป็น Shopper อย่างแท้จริง แต่วิธีการซื้อสินค้าของคนสองกลุ่มนี้แตกต่างกัน อย่างกลุ่มคนรักสุขภาพจะเลือกสินค้าที่สดใหม่และใช้ได้หมดในครั้งเดียว จะไม่ซื้อของปริมาณมาก แบรนด์จึงต้องนำเสนอสินค้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากซื้อ เช่น กินอาหารคลีนแล้วรักษาสุขภาพ ปริมาณของสินค้าควรพอเหมาะกับการกินหมดในครั้งเดียว หรือสามารถหาซื้อได้สะดวกตามเวลาที่ต้องการ เป็นต้น

หรืออย่างกลุ่มแม่บ้านมืออาชีพนั้น จะต้องดูแลสุขภาพคนทั้งครอบครัว พวกเขาจึงซื้อสินค้าเป็นปริมาณมาก แต่ต้องสด ใหม่ สะอาดและปริมาณมาก เพราะต้องทำอาหารหรือซื้อของใช้เพื่อให้คนทั้งบ้าน ดังนั้น การนำเสนอสินค้าจึงต้องเน้นเรื่องปริมาณที่เหมาะกับครอบครัวใหญ่-เล็ก ซื้อแล้วให้ความรู้สึกคุ้มค่า ปริมาณสินค้าและอาหารที่ได้ต้องเพียงพอกับคนทั้งบ้าน หรือสินค้าเครื่องใช้ต่างๆ ก็มีปริมาณที่เพียงพอต่ดการใช้งานในระยะยาวด้วย

ออมนิแชนแนลสำคัญ

จากพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าดังกล่าว ทำให้ทราบว่า แบรนด์ต้องมีข้อมูลด้านพฤติกรรมเกี่ยวกับการเลือกซื้อสินค้าที่ถูกต้องถึง 40% จากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ 30% และอีก 30% ที่เหลือนำไปใช้ในการวางแผนทำโปรโมชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ดันน์ฮัมบี้ เชื่อว่า สินค้าแบบค้าปลีกกว่า 99% ในประเทศไทย ยังคงเลือกช่องทางออฟไลน์เป็นช่องทางหลักในการขายสินค้า แต่ในขณะเดียวกัน ก็มองเห็นโอกาสในการขายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์เช่นกัน ทำให้แบรนด์ต้องหาโอกาสเพื่อการสื่อสารที่ตรงเป้าหมาย

แม้ว่า 99% ของลูกค้ากลุ่มสินค้าภายในบ้านจะยังเดินไปหาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตด้วยตนเอง แต่ถ้าแบรนด์สินค้าในกลุ่มค้าปลีกเหล่านี้ สามารถนำเสนอโปรโมชั่น ส่วนลดหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าได้ดีกว่า แค่ให้ PC/MA มาแนะนำ ก็น่าจะสร้างโอกาสทางการขายได้ดีกว่า

ทางด้านของธุรกิจค้าปลีกเอง จะมีการแบ่งเกรดที่ชัดเจนมาก ยกตัวอย่าง ห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางเมือง คนส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาจะมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตมากกว่ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มากแต่มีรายได้สูง ด้วยราคาสินค้า FMCG ที่ขายในห้างประเภทนี้จะมีราคาแพงทำให้ขายได้ในจำนวนน้อยกว่า ในขณะที่ กลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลางไปจนถึงต่ำ จะเลือกเดินเข้าไปซื้อสินค้าที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตมากกว่าด้วยราคาสินค้าที่ไม่สูงมากเน้นปริมาณและความคุ้มค่า ซึ่งแบรนด์ไม่ควรมองข้ามเพราะคนกลุ่มนี้มีพลังในการซื้อสินค้าที่เน้นจำนวนและเม็ดเงินที่ซื้อในแต่ละเดือนก็สูงเช่นกัน แม้จะเทียบรายครั้งในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองไม่ได้ก็ตาม แต่มีโอกาสในการขายเยอะกว่า

ดังนั้น ผู้ให้บริการต้องมองภาพให้ชัดว่าจะนำเสนอทั้งสินค้า บริการและประสบการณ์อย่างไร ให้เกิดโอกาสในการจับจ่ายจากคนทั้งสองกลุ่มอย่างสมดุลย์เพราะในความเป็นจริงคนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตในที่เดิมๆ ตลอดเวลา ต่างฝ่ายต่างก็มีโอกาสที่จะมาซื้อสินค้าและใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกทั้งสองประเภท อย่างเช่น กลุ่มคนรายได้สูงแม้จะใช้ชีวิตในเมืองเดินห้างสรรพสินค้าแต่ก็ชอบไปหาซื้อสินค้าจำนวนมาก ราคาถูกในไฮเปอร์มาร์เก็ตเช่นกัน ขณะเดียวกันคนรายได้ระดับกลางถึงล่างก็เดินเข้าห้างสรรพสินค้า เพื่อกินดื่มเที่ยวตอบสนองไลฟ์สไตล์

ทั้งนี้ แบรนด์จึงควรมองหาโอกาส และสร้างความภักดีต่อแบรนด์ให้แก่ลูกค้าทั้งสองกลุ่มให้ได้ ย่อมเป็นโอกาสในการขายระยะยาวได้แน่นอน

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/dunnhumby-brand-royalty/

MCFIVA เดินหน้าหลักสูตรสำหรับนักการตลาดวัดคุณภาพระดับโลก

ก่อนหน้านี้ บนเวทีงานสัมมนาของ Group M เคยประกาศว่าจะมีการจัดสอบเพื่อวัดระดับวัดคุณภาพความสามารถของนักการตลาดไทย รวมทั้งดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับนักการตลาดชั้นนำระดับโลกได้

และคนที่รับไม้ต่อในการเปิดระบบแบบทดสอบวัดระดับความสามารถด้านดิจิทัล อย่าง MCFIVA ก็เดินหน้านำหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับเป็นรายแรกในไทยที่ได้ลิขสิทธิ์จากญี่ปุ่น

รัชชต เศรษฐ์วรเดช กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่ได้นำ  SMARTKEN “แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัลเข้ามาให้บริการในประเทศ่ไทย  ซึ่งเป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล (Global Standard) และมีการใช้อยู่ในหลาย ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลี  สามารถวัดทักษะด้านดิจิทัลและการเขียนโปรแกรม หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้งระบบ Android, iOS, Unity, Swift และระบบอื่น ที่กำลังพัฒนาในอนาคต

รูปแบบระบบ

SMARTKEN คือ แบบทดสอบวัดทักษะความสามารถด้านดิจิทัล ที่เอื้ออำนวยความสะดวก โดยผู้สอบสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ และเลือกวันเวลาที่ต้องการสอบได้ตามความสะดวก ประกอบด้วยชุดแบบทดสอบทั้งสิ้นกว่า 5,000 ชุด ทำให้ผู้สอบไม่สามารถคาดเดาคำถามได้ พร้อมระบบจับเวลาในการทำแบบทดสอบอย่างเคร่งครัด

โดยผู้สอบมีเวลา 2 ชั่วโมงในการทำข้อสอบ 200 ข้อ ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานไหน ก็สามารถทำแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะด้านดิจิทัล หรือทักษะด้านการเขียนโปรแกรมได้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงานยุคปัจจุบัน  ที่สำคัญที่สุดแบบทดสอบดังกล่าว สามารถวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของผู้สอบ ในทักษะแต่ละด้านได้จากผลคะแนนที่ออกมา

การวิเคราะห์และประเมินผลแบบ Real Time โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตรวจแบบทดสอบ ผ่านระบบออนไลน์จำนวน 200 ข้อ จะถูกประเมินออกมาเป็นทักษะทั้งหมด 7 ด้าน คือ

  • ทักษะการเรียกใช้โปรแกรม Application Programming Interface (API)
  • ทักษะการแก้ปัญหาข้อผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม (DEBUG)
  • ทักษะการใช้งานระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ (SERVER)
  • ทักษะการออกแบบ UX/UI
  • ทักษะการเขียนภาษาคอมพิวเตอร์ (DEV LANGUAGE)
  • ทักษะการใช้งานแอพพลิเคชั่น (APP RULES)
  • ทักษะด้านอุปกรณ์ต่าง ของคอมพิวเตอร์ (HARDWARE)

สำหรับเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานทักษะนั้น จะช่วยให้องค์กรธุรกิจหรือแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล (HR) สามารถเฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถพิเศษ (Talent) ด้านไอที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และตอบโจทย์การตลาดอัจฉริยะให้กับองค์กรต่าง   ทั้งหน่วยงานภาครัฐ, องค์กรเอกชน และสถาบันการศึกษา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/mcfiva-course-marketer/

Coca-Cola ควง 7-Eleven ทำโปรโมชันบอลโลกบนมือถือ

น่าเสียดายที่จำกัดตลาดเฉพาะในสหรัฐอเมริกา เพราะแคมเปญใหม่ของ Coca-Cola และ 7-Eleven ในช่วงโค้งสุดท้ายบอลโลกนี้ถือว่าน่าลุ้นน่าร่วม โดยเพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ก็สามารถลุ้นรางวัลทายผลบอลโลกโดยไม่ต้องส่งไปรษณียบัตร

การทำแคมเปญครั้งใหม่ของ Coca-Cola และ 7-Eleven ช่วงเวิลด์คัพนี้ ถือเป็นการกลับมาร่วมงานอีกครั้งหลังจากที่ทั้งคู่เคยร่วมงานกันแล้วเมื่อปี 2014 ครั้งนี้ ทั้งคู่แตะมือร่วมเป็นพันธมิตรโปรโมทแคมเปญที่กระตุ้นให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอปสะสมคะแนน 7Rewards ไปติดตั้งในโทรศัพท์มือถือ โดยลูกค้าจะมีสิทธิ์ได้รับรางวัลใหญ่มูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐ เมื่อทายผลทีมผู้ชนะการแข่งขันฟุตบอลได้ถูกต้อง

จับมือทำแคมเปญ

แคมเปญนี้ถูกตั้งชื่อว่า Predict and Score! เบื้องต้นกำหนดให้เฉพาะผู้ซื้อสินค้า 7-Eleven ในสหรัฐฯเท่านั้น โดยลูกค้าที่ซื้อ Coca-Cola กระป๋องรุ่น ”Share a coke” จะได้รับรหัสเพื่อเล่นเกมในแอปพลิเคชันของ 7-Eleven ขณะเดียวกัน เมื่อมีการซื้อผลิตภัณฑ์อื่นในเครือ Coca-Cola ซึ่งรวมถึง Powerade ก็จะมีการสแกนแอป 7-Eleven ที่จุดชำระเงินก่อนออกจากร้าน ทำให้อีเมลพร้อมรหัสเพื่อเล่นเกมถูกส่งไปยังที่อยู่อีเมลของลูกค้าที่เชื่อมโยงกับบัญชี 7-Eleven

การวางรูปแบบแคมเปญของ Coca-Cola และ 7-Eleven ถือว่าเชื่อมระหว่างออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ แถมยังผสมกับช่วงเวลาระทึกอย่างโค้งสุดท้ายบอลโลก ทำให้แคมเปญนี้ดูมีสีสันมากขึ้นทันตา

ทุกสัปดาห์จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม แอปจะแสดงรายละเอียดเกมและทีมที่จะลงแข่งขัน ขณะที่พื้นที่ร่วมสนุก Predict and Score จะปรากฏในเมนู Deals ของแอป 7-Eleven ผู้ร่วมสนุกสามารถคลิกลิงก์เพื่อป้อนรหัสและเลือกทีมที่เชื่อว่าจะชนะในสัปดาห์นั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกมจะสิ้นสุดในวันที่ 15 กรกฎาคม แต่การชิงโชคจะยังกินระยะเวลาจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม

ที่มา: : Mobile Marketer

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/coca-cola-7-eleven-promotion/

Mobile ดันโฆษณาดิจิทัลอเมริกันพุ่งต่อเนื่องถึงปี 2022

บริษัทวิจัย Forrester ระบุว่าอุปกรณ์พกพาหรือ Mobile จะขับเคลื่อนการเติบโตของวงการโฆษณาดิจิทัลอเมริกันได้ถึง 86% ภายในปี 2022 หรืออีก 5 ปีนับจากนี้ คาดสัญญาณนี้จะส่งถึงภูมิภาคอื่นของโลกรวมถึงอาเซียนบ้านเราเช่นกัน

Forrester ไม่เพียงระบุว่า Mobile จะขับเคลื่อนการเติบโตของวงการโฆษณาดิจิทัลได้ 86% ภายในปี 2022 แต่ย้ำว่า 86% นี้เป็น 86% ของการใช้จ่ายเพื่อซื้อโฆษณาดิจิทัลในภาพรวมในสหรัฐ โดยคำนวณตั้งแต่ปี 2017-2022

ตามรายงาน Forrester ประเมินว่าการซื้อโฆษณาเพื่อให้แสดงบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ในสหรัฐฯมีการเติบโตขึ้น 14.7% ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับ 3.9% สำหรับวงการโฆษณาบนเดสก์ท็อป

หากเจาะลึกว่าเม็ดเงินโฆษณาบน Mobile จะไปกระจุกตัวที่ไหนเป็นหลัก การสำรวจพบว่าเม็ดเงินจะเจไปที่โฆษณาในบริการค้นหาและโซเชียล (Search และ social) ถือเป็น 2 แรงขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยจะมียอดขายกระฉุด 81% ของโฆษณาบนมือถือที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลา 5 ปีในการสำรวจ

ไม่เพียง Search และ social ยังมีการใช้จ่ายซื้อโฆษณาดิสเพลย์บนมือถือ (mobile display ads) ที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุด คือ 16.7% ภายในปี 2022 เนื่องจากการใช้วิดีโอบนโทรศัพท์มือถือได้รับความนิยมมากขึ้น

ที่น่าสนใจคือ ราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC) ของ mobile display ads นั้นคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 1 ใน 3 ของ CPC โฆษณา desktop display ads จุดนี้ทำให้ Forrester เชื่อว่าราคาโฆษณา mobile display ads บนอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกมาก

ที่มา: : Mobile Marketer

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/mobile-display-ads/