คลังเก็บป้ายกำกับ: DTAC

dtac ชี้เงื่อนไขการประมูลคลื่น 900 MHz มีความเสี่ยงต่อผู้ชนะประมูลและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมระยะยาว

ดีแทคเข้าปรึกษา กสทช อีกครั้งในวันนี้ (17 ก.ค.) ย้ำเงื่อนไขเพิ่มเติมในการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz อาจส่งผลต่อภาระให้ผู้ชนะการประมูลไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ก่อให้เกิดประเด็นการรบกวนสัญญาณคลื่นความถี่ไม่ได้แก้ไข และส่งผลคุณภาพโครงข่ายระยะยาวสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “การประมูลคลื่นความถี่ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคลื่นความถี่ต่ำย่าน 900 MHz ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศโดยเฉพาะนอกพื้นที่เขตเมือง ขณะนี้ ดีแทคจึงต้องปรึกษาร่วมกับกสทช. เพื่อให้มั่นใจว่าการประมูลคลื่นความถี่จะสร้างประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับทั้งรัฐและลูกค้า”

ย้ำประเด็นหลักต่อเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 900 MHz

1. เงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 16 ที่กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรบกวนกันของคลื่นความถี่และการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของระบบคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยมีภาระในการติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ (filter) ให้แก่ผู้รับใบอนุญาตรายเดิมที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz และผู้ให้บริการระบบคมนาคมขนส่งทางราง จำนวน 4 โครงการซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าจะมีประเด็นปัญหา คือ

– ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เชื่อว่าจะสูงกว่าจำนวนเงินที่ กสทช. ลดราคาขั้นต่ำของการประมูลให้จำนวน 2,000 ล้านบาทมาก

– ปัญหาในทางปฏิบัติที่ผู้ชนะการประมูลจะเข้าไปดำเนินการติดตั้ง filter ในสถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตรายเดิมทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ออกประกาศการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก

– ปัญหาในทางเทคนิคและทางปฏิบัติในการดำเนินการติดตั้ง filter ให้ระบบคมนาคมขนส่งทางรางซึ่ง ณ ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าเป็นระบบอะไร

2. เงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 17. กสทช. สงวนสิทธิ์ที่จะปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่เป็นช่วง 885-890/930-935 MHz ในกรณีที่จำเป็น โดยผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ซึ่งในกรณี จะต้องติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ (filter) ณ สถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เพิ่มเติมจากที่ต้องดำเนินการในกรณีแรกตามเงื่อนไขข้อ 16

ทั้งนี้ เงื่อนไขการประมูลเพิ่มเติมดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ที่ กสทช. นำออกมาประมูล ซึ่งดีแทคได้เข้าหารือกับ กสทช. เพื่อให้การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ประสบความสำเร็จ โดยสามารถนำคลื่นความถี่ต่ำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม และประโยชน์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะส่งผลสร้างรายได้ให้รัฐบาลอีกด้วย

from:http://www.flashfly.net/wp/223661

Advertisements

หนังม้วนเดิมของการประมูล … เมื่อคำว่า “พบกันครึ่งทาง” ไม่เคยมีอยู่จริง

เมื่อวานนี้ถือเป็นวันแรกของการเปิดขายซอง IM หรือซองเชิญเข้าประมูลสำหรับการเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz รอบใหม่ ที่มีผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจำนวนสองรายเข้าไปซื้อซอง หลังจากเปิดขายซองมาตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคมแล้วยังไม่มีคนสนใจ ซึ่งสองคนนั้นก็คือ dtac และ AIS (ส่วน True กำลังพิจารณา คาดว่าจะมาทีหลัง) แต่หลังจากซื้อซองเสร็จก็มีประเด็นใหญ่ผ่าลงกลางวงอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็นเหตุการณ์ในระดับ Critical หรือร้ายแรงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการโทรคมนาคมไทยกันเลยทีเดียว

คำถามคือมันเกิดอะไรขึ้น? แล้วเหตุการณ์นี้จะพาไปเดจาวูเหมือนรอบที่แล้วหรือไม่? เรามาดูกันเลยดีกว่าครับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้

เมื่อ “รถไฟ” ขอแจมคลื่น “โทรคมนาคม” การทะเลาะกันระหว่างหน่วยงานเลยบังเกิดขึ้น

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ หนึ่งในโครงการเจ้าปัญหาของการประมูลคลื่นในรอบนี้

สำหรับประเด็นหลักของเรื่องนี้ มาจาก หลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่น 900 MHz รอบใหม่ ที่อยู่ ๆ มีการเพิ่มหลักเกณฑ์ข้อ 16, 17 และ 18 เข้ามา ซึ่งทั้งสองข้อแรกมีรายละเอียดโดยรวมคือผู้ชนะจะต้องวางระบบป้องกันการรบกวนการทำงานของคลื่นให้กับคลื่น 900 MHz อีกส่วนหนึ่งที่(อาจ)จะถูกนำไปใช้กับโครงการระบบขนส่งมวลชนของกระทรวงคมนาคม จำนวน 4 โครงการ คือ

  1. โครงการเปลี่ยนระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (ดอนเมือง – พญาไท – สุวรรณภูมิ) ที่กำหนดให้เอกชนที่ประมูลโครงการรถไฟ EEC ชนะ ต้องทำการรื้อระบบอาณัติสัญญาณจากของเดิมคือ Siemens Trainguard LZB700M มาเป็นระบบ ETCS Level 2 (หนังสือเชิญชวน)
  2. โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สายอีสาน (กรุงเทพฯ – หนองคาย)
  3. โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ท่าอากาศยานดอนเมือง – ท่าอากาศยานอู่ตะเภา) หรือรถไฟความเร็วสูง EEC
  4. โครงการปรับระบบอาณัติสัญญาณระบบขนส่งมวลชนทางรางโดยการติดตั้งโครงข่ายระบบโทรคมนาคมระยะที่ 3 (ติดตั้งระบบ GSM-R)

โดยทั้ง 4 โครงการนี้มีความจำเป็นที่ต้องใช้งานร่วมกับคลื่น 900 MHz ตามมาตรฐานต้นฉบับของฝั่งยุโรป (วิกิพีเดีย) ดังนั้นกระทรวงคมนาคม หน่วยงานแม่ของ การรถไฟแห่งประเทศไทย จึงดำเนินการเข้ามาขอให้ กสทช. จัดสรรคลื่น 900 MHz ส่วนหนึ่งเพื่อไปใช้กับโครงการดังกล่าว ดังนั้นคลื่น 900 MHz ส่วนนี้จึงถูกกำหนดให้เป็น Reserved Band จำนวน 1 ปี หรือจนกว่ากระทรวงคมนาคมจะเข้ามารับใบอนุญาตเพื่อนำคลื่นไปใช้งานต่อไป ซึ่ง กสทช. และกระทรวงคมนาคม มีบันทึกข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยแล้ว และจะลงบันทึกความร่วมมือในการใช้งานคลื่นอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2563

แต่… ความวัวก็เกิดขึ้น เมื่อ กสทช. ค้นพบว่าคลื่นที่คมนาคมต้องการ ดั๊นไปอยู่ใกล้ ๆ กันกับคลื่น 850 MHz ของ TrueMove H ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว เมื่อเปลี่ยน 850 MHz ของ dtac ที่จะหมดสัญญาสัมปทานให้กลายเป็น 900 MHz ยังไงคลื่นของ TrueMove H ก็ต้องมารบกวนการทำงานของระบบรถไฟแน่นอน ในครั้งนั้นจึงมีข้อตกลงเบื้องต้นว่าให้ กสท. โทรคมนาคม ผู้เป็นเจ้าของคลื่นดังกล่าว ไปทำการศึกษาและติดตั้งระบบป้องกันสัญญาณรบกวนเสีย (แต่ออกเองนะ)

เมื่อมีคำว่า “ออกเอง” เกิดขึ้น แผนการติดตั้งระบบป้องกันสัญญาณรบกวนของฝั่ง กสท. โทรคมนาคม จึงไม่คืบหน้าตามแผน ยิ่งเวลากระชั้นชิดเข้ามา ก็ยิ่งมีคำถามหนักว่า “ใคร” จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ (เรื่องเงินนั่นเอง..) ดังนั้นในการประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์การประมูลครั้งที่แล้ว เลยมีข้อกังขาจากทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นที่ปรึกษาการประมูล และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายหนึ่งว่าการใช้งานคลื่น 900 MHz ช่วงนี้อาจจะเจอปัญหาการรบกวนกันระหว่างคลื่นจนทำให้ระบบรถไฟไม่สามารถใช้การได้ตามปกติ เมื่อเป็นเช่นนั้น กสทช. จึงลงมติให้เลื่อนการประมูลคลื่น 900 MHz ออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อนำกลับไปศึกษาและวางแผนการป้องกันการรบกวนการทำงานของคลื่นอย่างรัดกุมและให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาเมื่อเปิดดำเนินการ

การล้มประมูลคลื่น 1800 MHz รอบที่แล้ว จึงมีเสียงเรียกจาก dtac ว่าต้องการคลื่นต่ำเพื่อนำมาใช้งานในพื้นที่ห่างไกลที่ทำงานได้ดีกว่า กสทช. เลยนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม และได้ข้อสรุปว่าจะนำออกประมูล แต่สิ่งที่ กสทช. ไม่บอกทุกคนเพราะไม่ได้ทำประชาพิจารณ์หลักเกณฑ์ฉบับนี้ นั่นคือ กสทช. มีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz รอบนี้ ต้องรับผิดชอบในการติดตั้งระบบกรองสัญญาณให้กับคลื่น 850 MHz และ 900 MHz ทุกช่วงที่มีการใช้งาน และต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการย้ายคลื่นความถี่ตลอดเวลาหากเกิดเหตุการณ์ระบบอาณัติสัญญาณของหนึ่งในสี่โครงการขัดข้องเนื่องมาจากการรบกวนสัญญาณกัน โดยมีงบประมาณสำหรับดำเนินโครงการไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ซึ่ง กสทช. ได้หักออกจากราคาเริ่มต้นการประมูลรอบนี้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อ กสทช. โยนหินถามทาง “ผู้ให้บริการ” เลยสวนกลับให้

หินถามทางก้อนนี้ของ กสทช. ถือเป็นเหตุการณ์ในระดับ Critical ของวงการโทรคมนาคมไทยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอนว่าหลักเกณฑ์มาแบบนี้ คนที่ได้อ่านก็ต้องมีหน้าดำคร่ำเครียดกันเอาการ ทาง dtac เลยขอเป็นตัวแทนที่โยน “หินร้อน” กลับไปยังซอยสายลมเพื่อขอความชัดเจนในเรื่องนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ติดตั้งระบบกรองสัญญาณ งบ 2,000 ล้านไม่พอหรอก…

จุดที่ dtac (และ AIS อาจจะเห็นตรงกัน) มีทั้งหมดสองประเด็น ซึ่งมาจากทั้งสามข้อในหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นรอบนี้ หลักๆ คงเป็นเรื่องของการหาผู้รับผิดชอบในการติดตั้งระบบกรองสัญญาณรบกวนที่ในหลักเกณฑ์กำหนดให้ “ผู้ชนะ” ต้องเป็นผู้รับผิดชอบรายเดียว ภาพรวมคงจะไม่มีปัญหาอะไรมาก เพราะผู้ชนะสามารถไปสอบถามจำนวนเสาสัญญาณของ TrueMove H และ AIS ที่เปิดใช้งานแล้วได้เลยว่ามีจำนวนเท่าไหร่แล้วเอาราคาของอุปกรณ์คูณตามจำนวนเสาสัญญาณที่มีทั้งหมดไป แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะปัญหาใหญ่ของประเด็นนี้มันอยู่ที่… “คลื่น GSM-R” ที่ตอนนี้ …. ทั้ง กสทช. คมนาคม การรถไฟฯ และผู้ให้บริการมือถือ ก็มองภาพกันไม่ออกเลยว่า จะต้องใช้เสากี่ต้น เสาเป็นรูปแบบใด และอุปกรณ์ที่เหมาะสมนั้นควรเป็นอย่างไร

ณ วันที่เขียนบทความนี้ มีการยืนยันจากหนึ่งใน 4 โครงการ คือโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (สายอีสาน) เรียบร้อยแล้วว่า จำเป็นต้องใช้งานคลื่น 900 MHz ก้อนนี้ เพราะระบบอาณัติสัญญาณที่จะนำมาใช้ เป็นระบบ CTCS ซึ่งเป็นระบบเฉพาะของประเทศจีน มีเค้าโครงเดิมมาจากระบบอาณัติสัญญาณแบบ ETCS Level 2 ของฝั่งยุโรป แต่อีกสามโครงการคือ ARL/รถไฟ EEC และโครงการ GSM-R นั้น หวยจะออกมาในรูปแบบไหน ยิ่ง ARL กับรถไฟ EEC นี่ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะในขอบเขตงานเปิดกว้างให้ผู้ชนะใช้งานระบบ “อะไรก็ได้” ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็น ETCS Level 2 ตามที่ กสทช. เขียนไว้ในหลักเกณฑ์ก็ได้ และถ้าเกิดว่าผู้ชนะ EEC เกิดไม่ใช้ GSM-R ขึ้นมาล่ะ จะทำกันยังไงดี?

ความไม่แน่นอนในเรื่องนี้ คือจำนวนเสาสัญญาณของ GSM-R ว่ามันต้องมีทั้งหมดกี่ต้นกันแน่ แล้วจะต้องติดระบบกรองสัญญาณกี่ต้นกันแน่ ยิ่งในหลักเกณฑ์เขียนว่า “ต้องติดตั้งในระยะ 3 กิโลเมตรจากเส้นทางเดินรถของทุกโครงการ” ก็ยิ่งมองภาพกันไม่ออกกันไปใหญ่ ว่าอุปกรณ์ที่จะสั่งเข้ามา จะต้องมีจำนวนเท่าใดกันแน่

ย้อนกลับมาที่งบประมาณที่ กสทช. ตั้งไว้ (2,000 ล้านบาท) งบก้อนนี้เกิดจากการที่ กสทช. คำนวณราคาอุปกรณ์ที่มีราคาถูกสุด ตามจำนวนเสาสัญญาณ “ที่คาดว่า” จะติดตั้งได้ ซึ่งความเป็นจริงนั้น….. มันบานปลายจากงบที่ตั้งไว้มาก และประเด็นสำคัญคืออุปกรณ์กรองสัญญาณ ต้องเป็นอุปกรณ์ที่กำหนดคลื่นเฉพาะมาตั้งแต่สั่งซื้อ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทีหลังได้ ถ้าเกิด กสทช. มีมติตามหลักเกณฑ์ข้อ 17 ขึ้นมา นั่นหมายความว่าอุปกรณ์กรองสัญญาณที่มีอยู่ทั้งหมด “กลายเป็นขยะทันที” เพราะไม่สามารถตั้งคลื่นใหม่ได้แล้ว ดังนั้นหวยก็เลยออกไปที่คำว่า “ซื้อใหม่” เมื่อต้องซื้อใหม่ ก็ต้องมานับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ก็ต้องเสียงบประมาณสำหรับการติดตั้งระบบกรองสัญญาณกันใหม่ทั้งหมดอยู่ดี

นี่ยังไม่รวมปัญหาบ้าน ๆ อีกนะ .. เช่น เครือข่าย B ไม่เปิดบ้านให้เข้าไปติดตั้ง หรือติดตั้งแล้วทำอุปกรณ์เค้าพังขึ้นมาอีก ก็มีข้อพิพาทฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีก หรืออุปกรณ์หนักเกินไป เจ้าของเสาก็ต้องเสียค่าปรับปรุงให้แข็งแรงขึ้น หรือเมื่อจะเอาอุปกรณ์ไปติดตั้ง เจ้าของสถานที่ตั้งเสาก็เรียกค่าเช่าเพิ่มเติมอีก และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้กันแน่?

เพราะฉะนั้น 2,000 ล้านบาท ที่ กสทช. ลดไปกับราคาเริ่มต้น มันอาจเป็นแค่ “เศษเงินส่วนน้อย” ของงบที่ต้องใช้ในการติดตั้งระบบกรองสัญญาณทั้งหมดด้วยซ้ำไป

“ย้ายคลื่น” … พูดอะง่าย … แต่ทำจริงมัน “ยาก” เฟร้ยยย

อีกประเด็นที่เห็นพ้องต้องกัน ก็ดั๊นเป็นเรื่องใหญ่สุดที่ กสทช. พูดขำ ๆ และตบไหล่เบา ๆ ว่า “มันคงไม่เกิดขึ้นหรอก” คือ … “การย้ายคลื่นความถี่”

ในหลักเกณฑ์ข้อที่ 17 ระบุว่า หากการใช้งานระบบรถไฟเกิดปัญหาเนื่องจากคลื่นรบกวนกัน กสทช. มีสิทธิ์ที่จะขอสับเปลี่ยนช่วงคลื่นจากช่วงซ้ายมาเป็นช่วงขวา หรือถ้าจะเอาที่หนักกว่า ก็คือข้อ 18 ที่ระบุว่า หากการแก้ไขในข้อ 16 และ ข้อ 17 ไม่เกิดผล… กสทช. มีสิทธิที่จะให้ “ย้ายคลื่นความถี่” ไปยังคลื่นความถี่ใหม่ได้โดยผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามให้เร็วที่สุด

เรื่องนี้ผมเองก็ No Comment เลยครับ อย่าว่าแต่ผมเลย ผู้ให้บริการอย่าง dtac ก็ถึงขั้น Facepalm กันเป็นแถบ ๆ พูดมันง่ายก็จริง แต่ในความเป็นจริง การย้ายคลื่นความถี่ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในวงการโทรคมนาคม

ไม่ต้องอื่นไกล การประมูลคลื่น 1800 MHz รอบที่แล้ว ก่อนหน้านั้น 4 เดือน กสทช. มีมติให้ dtac ย้ายช่วงคลื่น 1800 MHz ที่ใช้งานทั้งหมดไปติดกัน แล้วเอาส่วนที่จะประมูลทั้งสองช่วงมาติดกัน มตินี้ทำเอา dtac ปวดหัวเกือบ 4 เดือน เพราะนอกจากต้องวางระบบสำหรับการเปิดใช้งาน 4G 1800 MHz บนคลื่น 2G เดิมแล้ว ยังต้องมาย้ายคลื่นความถี่ให้โดนลูกค้าด่ากันไปอีก

แต่สำหรับคลื่น 900 MHz นี่ เรื่อง 1800 MHz ข้างต้นถือเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลยทีเดียว เพราะในหลักเกณฑ์กำหนดว่า ถ้าคลื่นที่ใช้งานฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีปัญหา จะต้องทำการสลับช่วงคลื่นที่ใช้งานกันทันที และต้องวางระบบกรองสัญญาณกันใหม่ทั้งหมด ทั้งของตัวเอง TrueMove H รถไฟ และยังต้องไปวางให้ AIS ด้วย แต่ถ้าเหตุการณ์เลวร้ายลงไปอีก… กสทช. ก็จะสั่งให้ย้ายไปยังคลื่นความถี่ที่กำหนดไว้แทน

ข้อ 17 ว่าปวดหัวแล้ว ข้อ 18 นี่เรียกว่า “นรกแตก” กันเลยทีเดียว เพราะบอกไม่ได้เลยว่าปลายทางที่ กสทช. จะให้ย้ายไปคือคลื่นอะไร แล้วอุปกรณ์ลูกข่ายทั้งเสาสัญญาณและตัวมือถือจะเข้ากันได้หรือไม่

อ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้ว รู้สึกอยาก Facepalm กันบ้างหรือยังล่ะครับ?

ปล่อยวางกันบ้างดีไหม? แล้วหันมาตรงกลางกันเถอะ

ครับ เช่นเคยครับ ทุกปัญหาก็ต้องมีทางออกเสมอ มีตรงกลางที่หันมาเจอกันได้เสมอ เพราะปัญหาทั้งสองเรื่องนี้ ยังไงก็มีตรงกลางที่ต้องหันมาเจอกัน ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสองประเด็น ดังนี้

ต่างคนต่างรับผิดชอบดีกว่าไหม?

ละทิ้งซึ่งฐิติ แล้วหันมามองความเป็นจริง ว่าจริง ๆ แล้วเรื่องนี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และถ้าเกิดปัญหา ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมดและหาว่าต้นเหตุมาจากใคร

ประเด็นนี้ก็ไม่ใช่อันใดอื่น แต่เป็นประเด็นเรื่องของการติดตั้งให้เครือข่ายอื่นที่นอกเหนือจาก GSM-R ของระบบรถไฟ และเครือข่ายของผู้ชนะเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงอีกสองเครือข่ายที่เหลือคือ TrueMove H และ AIS รวมถึงผู้ดำเนินโครงการรถไฟ ก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยกันทั้งหมด อย่างเช่นการติดตั้งระบบกรองสัญญาณของฝั่ง TrueMove H ก็ให้ TrueMove H และ กสท. โทรคมนาคม เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด ผู้ดำเนินโครงการรถไฟฯ (การรถไฟ และเอกชนผู้ชนะ EEC) ก็ดำเนินการติดตั้งระบบในส่วนของตัวเองไป ผู้ชนะการประมูลก็รับผิดชอบในการติดตั้งระบบของเครือข่ายตัวเองไป แต่ถ้าเกิดเหตุที่ต้องมีการโยกช่วงเครือข่าย ก็ต้องให้ AIS เป็นผู้รับผิดชอบในการติดตั้งอุปกรณ์กรองสัญญาณด้วยตนเองเช่นกัน แล้วนำค่าใช้จ่ายทั้งหมด มาเบิกที่กองทุน กทปส. (ซึ่งมีรายได้มาจากค่าปรับ และค่าดำเนินการเป็นรายปีของทั้งเครือข่ายมือถือและช่องทีวีดิจิทัล) และ/หรือ กระทรวงคมนาคมผู้เป็นเจ้าของโครงการก็ได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ dtac เสนอ กสทช. ด้วยเหตุผลคือป้องกันข้อพิพาทระหว่างหน่วยงาน กรณีที่ไปติดตั้งอุปกรณ์แล้วเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เครือข่ายนั้นขัดข้อง หรืออุปกรณ์ได้รับความเสียหาย และเป็นเรื่องที่แต่ละค่ายจะต้องรับผิดชอบกันเอง เนื่องจากแต่ละฝ่ายจะรู้สถานที่ตั้งเสาสัญญาณของตัวเองเป็นอย่างดี และสามารถติดต่อกับเจ้าของที่ได้ทันทีถ้าจำเป็นต้องเข้าไปติดตั้งเสาสัญญาณเพิ่มเป็นต้น

เก็บไว้ก่อนจนกว่า TrueMove H หมดสัญญาดีกว่าไหม?

ข้อนี้เป็นเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องในกรณีที่ กสทช. ยังคงยึดมั่นแนวทางในการ Refarming คลื่น 850 MHz ให้กลายเป็น 900 MHz ทั้งหมด การเก็บคลื่นที่จะออกประมูลในครั้งนี้เอาไว้ก่อน รอจน TrueMove H หมดสัญญาเพื่อรวมเป็น 25 MHz แล้วย้ายระบบอาณัติสัญญาณของระบบรถไฟ และ GSM-R ไปอยู่ช่วงปลายด้านซ้ายสัก 10 MHz แล้วใช้ 5 MHz ทำเป็น Guardband ก่อนจัดสรรคลื่นที่จะนำออกประมูลเป็น 10 MHz ให้เท่ากับรายอื่นจะดีกว่าไหม? และถือว่าวินวินทั้งสามฝ่าย กสทช. ได้เงินเยอะขึ้น จาก 3xxxx ล้าน เป็น 7xxxx ล้านเท่ากับรอบที่แล้ว รถไฟได้ใช้คลื่นของตัวเองอย่างเต็มที่ และผู้ให้บริการก็ได้ใช้คลื่น 900 MHz ในการให้บริการเครืิอข่ายอย่างเต็มที่

ส่งท้าย

ถ้าถามว่าระหว่าง “คลื่นรบกวนกัน” กับ “ไม่มีคลื่นต่ำใช้” อันไหนเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่า คงตอบได้เต็มเสียงเลยครับว่าสถานการณ์ที่ “คลื่นความถี่รบกวนกัน” เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องอื่นไกล รถไฟฟ้าบีทีเอส ก็เจอปัญหาสัญญาณรบกวนจนทำให้ระบบมีปัญหาและพังกันเป็นแถบ ๆ ถ้าเหตุการณ์นี้ไปเกิดกับฝั่งโทรคมนาคม หรือฝั่งระบบรถไฟนั้น คงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดีแน่ ๆ และส่งผลลบต่อหลายภาคส่วนเลยทีเดียว

การไม่มีคลื่นต่ำใช้ ถือว่าไม่ได้เป็นปัญหาหลักของการประมูลคลื่นในรอบนี้ แม้จะมีการอ้างอิงการวางเครือข่ายของต่างประเทศก็ตาม แต่ในไทยเองก็มีผู้ให้บริการที่แสดงให้เห็นแล้วว่า คลื่นสูง ก็สามารถขยายให้เต็มพื้นที่ประเทศไทยได้ถึง 99% จริง ๆ และสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่

เพราะฉะนั้น… ผมก็เดาเล่นๆ ขำๆ ว่า สุดท้าย…คงจะเดจาวูเหมือนกับรอบก่อนหน้าแน่ๆ ละครับ งานนี้

เรียบเรียงโดยทีมงาน GadGuan (หนังม้วนเดิมของการประมูล … เมื่อคำว่า “พบกันครึ่งทาง” ไม่เคยมีอยู่จริงGadGuan)


from:https://www.gadguan.com/blog/4913

ดีแทคชี้เงื่อนไขการประมูลคลื่น 900 MHz มีความเสี่ยงต่อผู้ชนะประมูลและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมระยะยาว

ดีแทคเข้าปรึกษา กสทช อีกครั้งในวันนี้ (17 ก.ค.) ย้ำเงื่อนไขเพิ่มเติมในการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz อาจส่งผลต่อภาระให้ผู้ชนะการประมูลไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ก่อให้เกิดประเด็นการรบกวนสัญญาณคลื่นความถี่ไม่ได้แก้ไข และส่งผลคุณภาพโครงข่ายระยะยาวสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วประเทศ

ดีแทค

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค  กล่าวว่า การประมูลคลื่นความถี่ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคลื่นความถี่ต่ำย่าน 900 MHz ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศโดยเฉพาะนอกพื้นที่เขตเมือง ขณะนี้ ดีแทคจึงต้องปรึกษาร่วมกับกสทช. เพื่อให้มั่นใจว่าการประมูลคลื่นความถี่จะสร้างประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับทั้งรัฐและลูกค้า”

ย้ำประเด็นหลักต่อเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 900 MHz

1. เงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 16 ที่กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรบกวนกันของคลื่นความถี่และการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของระบบคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว โดยมีภาระในการติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ (filter) ให้แก่ผู้รับใบอนุญาตรายเดิมที่ใช้คลื่นความถี่ย่าน 850 MHz และผู้ให้บริการระบบคมนาคมขนส่งทางราง จำนวน โครงการซึ่งในเบื้องต้น คาดว่าจะมีประเด็นปัญหา คือ

– ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่เชื่อว่าจะสูงกว่าจำนวนเงินที่ กสทช. ลดราคาขั้นต่ำของการประมูลให้จำนวน 2,000 ล้านบาทมาก

– ปัญหาในทางปฏิบัติที่ผู้ชนะการประมูลจะเข้าไปดำเนินการติดตั้ง filter ในสถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตรายเดิมทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ออกประกาศการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก

– ปัญหาในทางเทคนิคและทางปฏิบัติในการดำเนินการติดตั้ง filter ให้ระบบคมนาคมขนส่งทางรางซึ่ง ณ ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าเป็นระบบอะไร

2. เงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 17. กสทช. สงวนสิทธิ์ที่จะปรับเปลี่ยนการใช้คลื่นความถี่เป็นช่วง 885-890/930-935 MHz ในกรณีที่จำเป็น โดยผู้ชนะการประมูลจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ซึ่งในกรณี จะต้องติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ (filter)  ณ สถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เพิ่มเติมจากที่ต้องดำเนินการในกรณีแรกตามเงื่อนไขข้อ 16

ทั้งนี้ เงื่อนไขการประมูลเพิ่มเติมดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ย่าน 900   MHz ที่ กสทช. นำออกมาประมูล ซึ่งดีแทคได้เข้าหารือกับ กสทช. เพื่อให้การประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ประสบความสำเร็จ โดยสามารถนำคลื่นความถี่ต่ำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุดต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม และประโยชน์ของประชาชนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะส่งผลสร้างรายได้ให้รัฐบาลอีกด้วย

from:http://mobileocta.com/dtac-pointed-to-900-mhz-spectrum-auction/

พิจารณาเข้ม! dtac แทงกั๊กประมูล 900 MHz เหตุชี้ชวนไม่พอ ย้ำลูกค้าคลื่นเดิมต้องใช้งานได้

หลัง dtac และโอเปอเรเตอร์รายอื่นเห็นตรงกันว่าไม่เข้าประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz กสทช. ก็ต้องกลับไปแก้กฎเกณฑ์ใหม่ แต่สุดท้ายแล้วหนังสือชี้ชวนการลงทุนประมูลคลื่นดังกล่าวก็ไม่ดึงดูดค่ายใบพัดสีฟ้าอยู่ดี

ราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ dtac อธิบายคลื่นในมือตอนนี้

ถึงจะซอยย่อย-ไม่มี n-1 แต่ก็ยังไม่โดนใจ

ปัจจุบันกสทช. มีการปรับหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 900 และ 1800 MHz โดยซอยย่อยคลื่นความถี่ออกมาเป็นช่วงละ 5 MHz จากเดิมที่ต้องประมูลเป็นก้อนใหญ่ รวมถึงยกเลิกเรื่อง N-1 หรือจำนวนผู้ชนะประมูลต้องน้อยกว่าผู้เข้าร่วมประมูลอย่างน้อย 1 รายเสมอ เพื่อจูงใจให้ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์มือเข้าร่วมประมูล

โดยเฉพาะกับ dtac ที่กำลังจะเหลือแค่คลื่นความถี่สูงคือ 2100 กับ 2300 MHz เพราะคลื่น 850 กับ 1800 MHz กำลังจะสิ้นสุดระยะเวลาสัมปทานแล้ว แต่สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมันก็ไม่ได้จูงใจให้ผู้ให้บริการรายนี้ร่วมประมูลอยู่ดี ผ่านข้อบังคับที่ไม่สมเหตุผลกับผู้ที่ชนะการประมูลครั้งนี้

รายละเอียดผู้ใช้คลื่นที่อยู่ในช่วง 900 MHz

ราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ dtac ยอมรับว่า ตัวคลื่น 1800 MHz นั้นทางบริษัทกำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจ ส่วนคลื่น 900 MHz เมื่ออ่านโดยละเอียดแล้วมันค่อนข้างสร้างความลำบากให้ผู้ชนะการประมูลเป็นอย่างมาก

ลงุทนติดเครื่องป้องกันการรบกวนสัญญาณไม่คุ้มแน่

เรื่องแรกคือหาก dtac ชนะประมูลก็ต้องลงทุนเรื่องอุปกรณ์ใหม่ เพราะปัจจุบันบริษัทให้บริการอยู่บนคลื่นความถี่ 850 MHz แต่คลื่นใหม่ที่ประมูลได้คือคลื่น 900 MHz และเรื่องถัดมาคือ ผู้ชนะประมูลคลื่นนี้ต้องลงทุนติดตั้งเครื่องป้องกันการรบกวนของสัญญาณเพื่อไม่ให้ไปกวนกับคลื่นที่ True, การรถไฟ และ AIS ใช้งานอยู่

การสลับคลื่นความถี่ที่จะเพิ่มต้นทุนในอนาคต

“แม้กสทช. จะระบุในเอกสารว่าจะปรับราคาขั้นต่ำลง 2,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าการลงทุนติดตั้งตัวป้องกันการรบกวนของสัญญาณมันต้องมีมูลค่ามากกว่านั้นแน่ ไหนจะ True ที่มีกว่า 13,000 ไซต์ ไหนจะ AIS อีก รวมถึงการรถไฟที่เรา และกสทช. เองก็ไม่รู้ว่ามีจำนวนกี่ไซต์ ดังนั้นมันต้องมากกว่าราคาที่กสทช. ให้มาแน่ๆ”

สำหรับอุปกรณ์ป้องกันการรบกวนของสัญญาณเบื้องต้นมีน้ำหนักราว 60 กก. ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะเปิดประตูเข้าไปติดตามไซต์ต่างๆ และอาจไปสร้างความรบกวนแก่เจ้าของพื้นที่ ที่สำคัญการระบุออกมาแบบนี้น่าจะเกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้กสทช. ถูกฟ้องร้องจากผู้ใช้คลื่นความถี่ที่ใกล้กับคลื่นใหม่ที่จะประมูล

ข้อเรียกร้องของ dtac ต่อกสทช. เกี่ยวกับการประมูลคลื่น 900 MHz

สลับคลื่นเมื่อไรก็ได้หากยังมีปัญหาเรื่องคลื่นรบกวน

และเรื่องสุดท้ายที่ dtac กังวลคือการมีโอกาสสลับช่วงใช้คลื่นความถี่ได้ทุกเมื่อหากยังเกิดการรบกวนอยู่ ไล่ตั้งแต่การสลับช่วงกับคลื่น 900 MHz ของการรถไฟกับคลื่นที่ประมูล จนไปถึงการนำคลื่นที่ประมูลได้ไปอยู่ในช่วงความถี่อื่นๆ ที่ยังไม่กำหนดชัดเจนในตอนนี้

“ตัวข้อกำหนดที่เรากังวลมันไล่ตั้งแต่ข้อ 16, 17 และ 18 ในเอกสารประมูลคลื่น เพราะสมมติเราติดตั้งตัวป้องกันคลื่นรบกวนไปแล้วถูกสลับคลื่น ก็เท่ากับว่าการลงทุนนั้นเสียเปล่าไปเลย ยิ่งกสทช. บอกว่าต้องรอเวลา 1 ปีถึงจะรู้ว่ามันกวนหรือไม่ เราก็มองว่ามันช้าไปแล้ว และกลายเป็นปัญหาอีกครั้งของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม”

dtac TURBO

อย่างไรก็ตามหาก dtac ชนะประมูลคลื่น 900 MHz จริง ก็จะขอให้ใช้มาตรการเยียวยากับลูกค้าที่ใช้บริการคลื่น 850 MHz เป็นระยะเวลา 24 เดือน เพราะการจะไล่ปรับอุปกรณ์กว่า 13,000 ไซต์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เพื่อยกระดับการให้บริการก็เตรียมขยายไซต์คลื่น 2100 กับ 2300 MHz รวมกว่า 13,000 แห่ง

สรุป

เรียกว่าเป็นเรื่องน่าปวดหัวของ dtac กับคลื่นในมือที่กำลังจะหายไปจริงๆ เพราะสมมติว่าคลื่น 850 นั้นถูกผู้ให้บริการรายอื่นประมูลไป แล้ว dtac ไม่สามารถย้ายฐานลูกค้าได้ทัน เท่ากับว่าลูกค้าก็หายไปเลย ดังนั้นคงต้องดูยาวๆ ว่าข้อเรียกร้องของ dtac จะสำเร็จหรือไม่ เพราะตอนนี้หลักเกณฑ์การประมูลได้ประกาศในราชกิจจาฯ แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-and-900mhz-auction/

DTAC ไตรมาส 2/18 กำไรลดลงเหลือ 179 ล้าน เนื่องจากค่าใช้จ่ายจากคลื่น 2300 MHz

บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ได้รายงานงบการเงินไตรมาส 2 ของปี 2561 กำไรลดลง 76% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว เนื่องจากค่าใช้จ่ายในไตรมาสนี้คือเรื่องของค่าใช้จ่ายจากคลื่น 2300 MHz

ภาพจาก Shutterstock

ไตรมาส 2 ปีนี้ของ DTAC กำไรสุทธิอยู่ที่ 179 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 2 ของปีที่แล้วถึง 76% และ EBITDA ของบริษัทในไตรมาส 2 นี้ลดลง 5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว

ลูกค้าของทาง DTAC ไตรมาส 2 อยู่ที่ 21.612 ล้านเลขหมาย ลดลง 8.4% และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปีนี้ผู้ใช้บริการของบริษัทยังลดลงถึง 2 แสนราย ทางด้าน ARPU เฉลี่ยต่อเลขหมายอยู่ที่ 258 บาท เพิ่มขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว

รายได้รวมของทาง DTAC อยู่ที่ 18,760 ล้านบาท รายได้ลดลงจากไตรมาส 2 ปีที่แล้วอยู่ที่ 3.5% รายได้จากเสียงและข้อมูลลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ทางด้านรายได้ให้บริการอื่นๆ และรวมไปถึงรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ลดลง 33% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว

ต้นทุนของทาง DTAC เพิ่มขึ้น 1.5% อยู่ที่ 14,764 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ปัจจัยสำคัญของไตรมาสนี้คือเรื่องของค่าใช้จ่ายจากคลื่น 2300 MHz ที่จ่ายให้กับ TOT รวมไปถึงค่าเสื่อมราคาและตัดจำหน่ายอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายของ DTAC ไตรมาสนี้อยู่ที่ 3,590 ล้านบาท ถือว่าทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว โดยมีการตั้งสำรองหนี้สูญที่ลดลงและการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ถึงแม้ว่าค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการบริหารจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-financial-report-q2-2018/

dtac โวยข้อกำหนดประมูลคลื่น 900 ผู้ชนะต้องติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันให้รถไฟในอนาคต, สามารถโดนย้ายคลื่นได้

dtac ออกจดหมายข่าวแสดงความกังวลต่อเงื่อนไขในการอนุญาตการประมูลคลื่น 900 เมกกะเฮิร์ต ข้อ 16, 17 และ 18 ที่ระบุให้ผู้ชนะประมูลต้องป้องกันและแก้ไขปัญหาคลื่นรบกวนเพียงผู้เดียว

ข้อบังคับข้อ 16, 17 และ 18 ระบุให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องติดตั้งฟิลเตอร์ป้องกันคลื่นรบกวนให้กับผู้รับใบอนุญาตรายอื่น ครอบคลุมคลื่นหลายย่านในย่านความถี่ที่กำลังประมูล, แม้ติดตั้งแล้วหากมีการรบกวนกับระบบขนส่งทางราง ทางกสทช. สามารถปรับคลื่นความถี่ได้

ทางกสทช. ปรับลดราคาขั้นต่ำการประมูลคลื่น 900 MHz (890-895MHz และ 935-940MHz) ในครั้งนี้ลง 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดีทาง dtac เชื่อว่าค่าใช้จ่ายตามข้อกำหนดนี้จะสูงกว่านี้มาก

ที่มา – จดหมายข่าว dtac, ประกาศกสทช. สำหรับการประมูลคลื่น 900

ดีแทคห่วงข้อกำหนดผู้ชนะประมูล 900 MHz กระทบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม

16 กรกฎาคม 2561 – ดีแทคเข้ารับเอกสารการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz และ 1800 MHz ที่จะจัดประมูลขึ้นโดยสำนักงาน กสทช. ในวันที่ 18-19 สิงหาคมนี้ พร้อมเข้าร่วมการชี้แจงการประมูล (Information Session)

นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า “ดีแทคเข้าร่วมการชี้แจงการประมูล (Information Session) โดยมีความกังวลต่อข้อกำหนดเงื่อนไขการประมูลใหม่ ในเงื่อนไขในการอนุญาตข้อ 16, 17 และ 18 ที่กำหนดให้ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรบกวนกันของคลื่นความถี่และการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของระบบคมนาคมขนส่งทางรางทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงรับผิดชอบแก้ไขให้แก่ผู้รับใบอนุญาตคลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz รายอื่นด้วย”

ดีแทคชี้แจงประเด็นหลัก 2 ข้อที่กำหนดเพิ่มให้ผู้ชนะที่ได้รับใบอนุญาตคลื่น 900 MHz คือ

1. ค่าใช้จ่าย – จำนวนเงินที่ กสทช. ลดราคาขั้นต่ำของการประมูลให้จำนวน 2,000 ล้านบาท เชื่อว่าไม่ครอบคลุมงบประมาณในการดำเนินการสร้างระบบป้องกันคลื่นสัญญาณรบกวน (Filter) ให้กับผู้ที่ให้บริการโทรคมนาคมรายอื่น และระบบคมนาคมขนส่งทางราง แม้ขณะนี้จะยังไม่ได้มีผลวิเคราะห์งบประมาณอย่างแน่นอน ดีแทคประเมินว่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการลดราคาขั้นต่ำของการประมูลมาก

2. ความเสี่ยงในการดำเนินงาน – นอกจากค่าใช้จ่ายแล้ว ผู้ชนะการประมูลจะต้องรับความเสี่ยงจากการเข้าไปดำเนินการติดตั้งระบบป้องกันคลื่นสัญญาณรบกวน (Filter) ในสถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตรายเดิมทั้งหมดที่มีอยู่ซึ่งเป็นเรื่องยากมากในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ กสทช. ยังได้สงวนสิทธิ์ที่จะปรับเปลี่ยนช่วงคลื่นความถี่ในกรณีที่จำเป็น โดยผู้ชนะการประมูลยังจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการในการป้องกันการรบกวนคลื่นความถี่ ณ สถานีฐานของผู้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 900 MHz เพิ่มเติมจากที่ได้ดำเนินการไปแล้วในช่วงคลื่นความถี่เดิม ดังนั้นจึงทำให้มีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนด้านงบประมาณค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอีกมาก

นอกจากนั้น ตามที่ดีแทคได้ส่งหนังสือถึง กสทช. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การเปลี่ยนเป็นคลื่น 900 MHz เพื่อให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศด้วยสถานีฐานประมาณ 13,000 สถานี จะต้องใช้เวลาในการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่ประมาณ 24 เดือน ดังนั้น ดีแทคจึงขอความชัดเจนในการใช้งานคลื่น 850 MHz เพื่อให้บริการลูกค้าระหว่างการดำเนินการปรับเปลี่ยนดังกล่าว

ทั้งนี้ ดีแทคได้ย้ำถึงความตั้งใจในการพิจารณาเงื่อนไขการประมูลคลื่นความถี่ก่อนจะสรุปแนวทางการเข้าร่วม โดยยังคงเดินหน้าปรึกษาหารือกับ กสทช. ในการแก้ไขประเด็นดังกล่าว และให้แน่ใจว่าคลื่นความถี่ 900 MHz สามารถนำมาประมูลด้วยเงื่อนไขที่เหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

No Description

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/103878

ดีแทค ไตรมาส 2/2561 กำไรสุทธิลดลงถึง 76% เนื่องจากค่าใช้จ่ายคลื่น 2300MHz

ดีแทครายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2561 มีรายได้รวม 18,760 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุจากทั้งรายได้จากการให้บริการและรายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์ที่ลดลง โดยมีกำไรสุทธิ 179 ล้านบาท ลดลงถึง 76% มีสาเหตุหลักจากค่าใช้จ่ายบริการข้ามโครงข่าย 4G 2300MHz กับทีโอทีที่เพิ่มเข้ามา และค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายที่เพิ่มขึ้น

จำนวนผู้ใช้งานดีแทคยังคงลดลงต่อไปอีกไตรมาส โดยล่าสุดอยู่ที่ 21.612 ล้านคน ลดลงไป 2 แสนเลขหมายจากไตรมาส 1/2561 ด้วยแนวโน้มเดิมคือลูกค้าเติมเงินลดลง ขณะที่ลูกค้ารายเดือนมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ไม่รวม IC) ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 248 บาทต่อเลขหมายต่อเดือน

ในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ดีแทคได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับทีโอทีเพื่อให้บริการ 4G บนคลื่น 2300MHz และได้เปิดตัวเป็นบริการ 4G ในแบรนด์ dtac TURBO เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ดีแทคบอกว่าแม้ใกล้หมดอายุสัญญาสัมปทาน แต่บริษัทคาดว่าการให้บริการลูกค้าจะไม่ได้รับผลกระทบจากผลการประมูลคลื่นความถี่ที่อาจยังมีความไม่แน่นอน ทั้งนี้บริษัทประมาณการเงินลงทุนในปี 2561 อยู่ที่ราว 15,000-18,000 ล้านบาท

ที่มา: ดีแทค

alt="dtac"

from:https://www.blognone.com/node/103876