คลังเก็บป้ายกำกับ: E-Commerce

4 สัญญาณนักการตลาดควรรู้เมื่อ Samsung แจ้งเกิด Galaxy Note 9

สัปดาห์นี้คืออีกสัปดาห์สำคัญของ Samsung ที่แจ้งเกิดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Galaxy Note 9 ด้วยราคาเริ่มต้น 1,000 เหรียญสหรัฐ (33,900 บาท) ถามว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดใดที่นักการตลาดควรติดตามบ้าง คำตอบคือ 4 สัญญาณเหล่านี้ที่มีการตั้งข้อสังเกตผ่านสื่อทั่วโลก

1. เกมราคาดุเดือด

น่าสนใจมากเมื่อ Samsung ประกาศเปิดจอง Note 9 ในไทย โดยหากจองผ่านร้านค้าออนไลน์อย่าง ซัมซุงออนไลน์ช็อป (https://shop.samsung.com/th) ลาซาด้า และช็อปปี้ ลูกค้าจะรับสิทธิ์อัปเกรด เพิ่มความจุจาก 128 GB เป็น 512 GB ได้ในราคาปกติ 33,900 บาท ถือเป็นเกมแข่งราคาที่ดุเดือดเพราะลูกค้าจะได้รับพื้นที่เก็บข้อมูลสูงเป็น 2 เท่าของ iPhone X

ราคาเริ่มต้นของ Note 9 ในสหรัฐฯคือ 999.99 เหรียญสำหรับรุ่นพื้นที่เก็บข้อมูลขนาด 128GB และ 1,249.99 เหรียญสำหรับรุ่น 256GB

2. Galaxy Note คือสินค้ากลุ่มทำกำไร

ราคาจำหน่ายที่สูงเกิน 3 หมื่นบาท ทำให้แม้สินค้ากลุ่ม Note จะไม่ใช่รุ่นฮิตที่ Samsung จำหน่ายได้เป็นล็อตใหญ่ต่อปี แต่ก็ถือเป็นหมวดสินค้าที่สำคัญสำหรับ Samsung เนื่องจากอัตรากำไรที่สูงกว่ารุ่นระดับกลาง

เบื้องต้น บริษัทวิจัยตลาด Counterpoint Research คาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนเรือธงของ Samsung ทั้ง Galaxy S9 หรือ S8 นั้นมีผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนในวันนี้ คาดว่าคนกลุ่มนี้คือผู้ใช้กลุ่มแรกที่ Samsung หวังโน้มน้าวให้ปรับรุ่นเป็น Note 9 ใหม่ ร่วมกับการดึงดูดผู้ใช้แอนดรอยด์บางกลุ่มที่ไม่ต้องการใช้ iOS

3. Note 9 พร้อมชน iPhone

นักวิเคราะห์มองว่าผู้ใช้หลายคนไม่ต้องการใช้งาน iOS เพราะไม่พอใจเรื่องแบตเตอรี่ พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำกัด ขนาดหน้าจอขนาดเล็ก หรือประสบการณ์ด้านซอฟต์แวร์ที่ราบเรียบไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ จุดนี้หากมองที่ Note 9 จะพบว่า Samsung พยายามตอบทุกโจทย์ ทั้งแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้น พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และขนาดจอใหญ่สะใจ 6.4 นิ้ว

นอกจากคุณสมบัติเครื่อง แนวทางสำคัญคือ Samsung วันนี้เริ่มพ่วงคอนเทนต์เพื่อขายพร้อมสมาร์ทโฟน หากไม่นับ BNK48 ที่ Samsung สร้างแอปแล้วพ่วงคอนเทนต์ขาย J8 แก่เหล่าโอตะ ก็มี Note 9 ที่ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ยกเกมฮิต Fortnite มาเป็นอาวุธเพื่อทำตลาดแข่งกับแบรนด์สมาร์ทโฟนรายอื่น

สำหรับ Fortnite เป็นเกมฮิตที่มีผู้เล่นกว่า 125 ล้านราย สร้างรายได้กว่า 1 พันล้านเหรียญแล้วในขณะนี้ จุดนี้ Epic Games ผู้พัฒนา Fornite ประกาศว่าผู้ใช้ Samsung Galaxy จะได้รับสิทธิ์เข้าถึงเวอร์ชันเบต้าของเกมสำหรับระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งนอกจาก Note 9 แล้วโทรศัพท์รุ่นเก่ากว่าของ Samsung ก็สามารถเข้าถึงเกมได้เช่นกัน

สาวกเกม Fortnite ที่สั่งจอง Note 9 ในสหรัฐฯภายในวันที่ 23 สิงหาคม จะได้รับสกุลเงินเกมในราคาพิเศษด้วย

4. ความอัจฉริยะคือหัวใจ

Note 9 มีจุดเด่นที่ S Pen สไตลัสสำหรับการอ่านหรือเขียนโน้ตซึ่งเพิ่มความสามารถให้ทำงานเป็นรีโมทคอนโทรล์ หรือใช้งานเหมือนอุปกรณ์บลูทูธได้ เจ้าของสามารถใช้ S Pen เป็นไม้เซลฟี่ได้ หรือสั่งเพิ่มลดเสียงของเครื่องได้ผ่าน S Pen

นอกจากคุณสมบัติสำคัญเช่น S Pen จุดเด่นของ Note 9 ยังอยู่ที่ระบบกล้องถ่ายภาพซึ่งสามารถตรวจจับฉากและวัตถุของภาพโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบปรับคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสว่าง และความคมชัดได้เอง ที่สำคัญคือการชาร์จแบบไร้สาย ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าความอัจฉริยะ ยังคงเป็นหัวใจหลักของสมาร์ทโฟนยุคหน้า

5. ตลาดสมาร์ทโฟนกำลังหด

แถมให้อีกข้อคือข้อมูลจาก IDC ชี้ว่าการจัดส่งสมาร์ทโฟนในตลาดช่วงไตรมาสที่ผ่านมาลดลง 1.8% เมื่อเทียบกับปี 2017 สะท้อนว่าตลาดสมาร์ทโฟนวันนี้กำลังชะลอตัวชัดเจน

ความจริงข้อนี้ Samsung รู้ดี แนวทางสะสางการบ้านสุดหินนี้คือการหาธุรกิจใหม่มารองรับ โดยก่อนการเปิดตัว Note 9 เจ้าพ่ออย่าง Samsung ประกาศแล้วว่าเริ่มต้นวางแผนลงทุน 25 ล้านล้านวอนในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทั้ง A.I. และ 5G

ที่มา: CNBC

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/08/samsung-galaxy-note-9/

Advertisements

เกาะกระแสค้า Online โต! SCG เร่งเครื่องธุรกิจ Fulfillment หวังรายได้ 1,000 ล้านบาทใน 5 ปี

ปัจจุบัน E-Commerce นั้นเติบโตในทุกแง่มุม ยิ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผ่าน Social Media ก็มีมูลค่ารวมกว่า 8 แสนล้านบาท และถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญหากเข้าไปอยู่ในตลาดนี้ได้ ซึ่ง SCG ก็ไม่พลาดที่จะลุยธุรกิจนี้

บริการ Fulfillment เกี่ยวกับคลังสินค้า

เข้าไปเสริมแกร่งไม่ใช่แย่งตลาดผู้ค้า

เมื่อ E-Commerce มันเติบโตขนาดนี้ SCG ที่เป็นยักษ์ใหญ่ในโลกธุรกิจก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในตลาดนี้บ้าง แต่การเข้าไปของยักษ์รายนี้ไม่ได้เข้าไปแข่งขันกับผู้ค้าตรงๆ แต่จะเข้าไปเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจของพ่อค้าแม่ค้า Online เหล่านั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเติบโตไปด้วยกันกับบริษัทมากกว่า

ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เล่าให้ฟังว่า ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้า Online เหล่านี้น่าจับตามมองเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มที่จำหน่ายได้ดีก็มียอดต่อเดือนหลักล้านบาท ซึ่งการที่เขาจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องทำตั้งแต่งานหลังบ้าน หรือบริหารคลังสินค้า จนถึงหน้าบ้านซึ่งก็คือการตลาด

ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด

“มันน่าจะเหนื่อยถ้าพวกเขามียอดขายหลักล้านแล้วต้องมาดูแลหลังบ้านเองอีก ซึ่ง SCG ก็มองเห็นจุดอ่อนนี้ จึงเร่งพัฒนาระบบ Fulfillment หรือบริการดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับหลังบ้าน ตั้งแต่บริหารคลังสินค้า, แพ็คสินค้า จนไปถึงการจัดส่งสินค้า ทำให้พ่อค้าแม่ค้า Online เหลือหน้าที่แค่ทำการตลาดให้ดีเพื่อรักษายอดขายไว้”

ตลาดค่อนข้างเปิดกว้างเพราะคู่แข่งมีไม่กี่ราย

ขณะเดียวกันแม้มูลค่า E-Commerce ในฝั่งที่นับจากยอดขายบน Social Media จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ธุรกิจที่ให้บริการ Fulfillment อย่างจริงจังในประเทศไทยกลับมีเพียงไม่กี่ราย ทำให้มูลค่าตลาดของบริการ Fulfillment ครบวงจรนั้นอยู่ที่ 3,000 ล้านบาทในปี 2561

การบริหารจัดการคลังสินค้าด้วยเทคโนโลยี

“คู่แข่งในตอนนี้มันน้อย ยิ่งถ้าเอาสเกลที่เทียบเท่ากับเรานั้นเรียกว่าไม่มีเลยก็ได้ มันจึงเป็นโอกาสที่ SCG Logistic จะต่อยอดจากแค่ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งไม่ว่าจะพัสดุขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ เป็นผู้ที่ดูแลเบื้องหลังให้กับพ่อค้าแม่ค้า Online ในประเทศไทยเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้เพื่อสร้างความแตกต่างกับผู้เล่นในตลาด Fulfillment บริษัทก็เตรียมยกระดับมาตรฐานในการจัดส่งมากขึ้น เช่นการสวมถุงมือสีขาว (White Glove) เมื่อส่งสินค้าที่มีราคาสูง หรือเป็นของสำคัญตามผู้สั่ง รวมถึงบริการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ซื้อสินค้า

การส่งการ์ดให้กับคนสำคัญตามผู้สั่ง

เปิดเกม Cross-Border Logistics ช่วยรายย่อย

“เมื่อตลาดมันเปิดกว้าง ผู้เล่นใหม่ต้องเข้ามาแน่ๆ SCG Logistic จึงต้องสร้างความแตกต่างมากขึ้นอีกด้วยการเตรียมเปิด Cross-Border Logistics ที่เริ่มต้นจากประเทศจีนเป็นที่แรก หลังบริษัทได้เซ็นสัญญาตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับ JUSDA หนึ่งในบริษัทลูกด้าน Logistic ของ Foxconn เพื่อให้บริการนี้”

สำหรับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าว ฝั่ง SCG จะเป็นผู้ถือหุ้น 49% และที่เหลือเป็นของ JUSDA โดยบริษัทนั้นจะดูแลเรื่อง Backbone Logistic ระหว่างประเทศตั้งแต่คลังสินค้า, การแพ็คสินค้า และการส่งสินค้าจากประเทศจีน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ SME ที่สนใจนำเข้าสินค้าจากจีนมาทำตลาดในประเทศไทย

SCG Logistic กับสายส่งที่แข็งแกร่งทั่วไทย และประเทศเพื่อนบ้าน

ปัจจุบันธุรกิจ Logistic ของบริษัทจะแบ่งเป็น SCG Logistic ที่ดูแลการจัดส่งพัสดุขนาดใหญ่ และศูนย์กระจายสินค้าที่จ.อยุธยา ส่วนพัสดุขนาดเล็กจะดูแลโดย SCG Express ที่ร่วมกับ Yamato หรือแมวดำ จากประเทศญี่ปุ่น โดยบริษัทคาดว่าธุรกิจ Fulfillment จะสร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 1,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า

สรุป

ถ้าอ้างอิงจากข้อมูล SCG จะพบว่าธุรกิจ Fulfillment นั้นมีมูลค่าตลาดอยู่ราว 3,000 ล้านบาท ซึ่งอนาคตมันจะเติบโต 27-30% แน่ๆ ทำให้อีก 5 ปีน่าจะมีมูลค่า 15,000 ล้านบาท และยิ่งตอนนี้ SCG Logistic เริ่มทำตลาดนี้แล้ว มันก็น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดนี้ไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่า SCG ก็คือ SCG เวลาทำอะไรจะต้องตั้งใจ และน่าจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้แน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scg-logistic-and-fulfillment/

Amazon ฟุ้ง SMB ทำเงินเกิน 1 พันล้านเหรียญใน 25 ชั่วโมงแรกของ Prime Day

Amazon ประกาศผลประกอบการน่าทึ่งไตรมาสล่าสุดที่เพิ่งจบไปเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา หนึ่งในสถิติเซอร์ไพรส์คือยอดขายในมหกรรม Prime Day ซึ่งกินเวลา 36 ชั่วโมงในปีนี้ โดยแม้จะมีปัญหาในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรกของ Prime Day แต่ Amazon ระบุว่าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถสร้างยอดขายได้ 1 พันล้านเหรียญในช่วง 25 ชั่วโมงแรกของ Prime Day ประจำปีนี้

Prime Day ช่วยเพิ่มยอด

ความสำเร็จของ Prime Day เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จเรื่องบริการ Prime บริการที่สมาชิกต้องเสียค่าสมาชิกให้ Amazon เพื่อแลกกับบริการจัดส่งสินค้าเร็วใน 2 วันและบริการรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่เติบโตขึ้น โดยไตรมาสที่ผ่านมา Amazon ประเดิมเพิ่มราคาสมาชิกจาก 99 เหรียญ มาเป็น 119 เหรียญต่อปี แต่ผลคือชาวเน็ตกว่า 100 ล้านคนวันนี้ตัดสินใจจ่ายเงินเป็นสมาชิก Prime เรียบร้อย

Prime เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้ Amazon ทำรายได้มากขึ้น โดยไตรมาสล่าสุด Amazon สามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐได้เป็นครั้งแรก จุดนี้ Amazon ย้ำว่านอกจาก Prime ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติง และธุรกิจโฆษณาของ Amazon ก็เติบโตไม่แพ้กัน

ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติงอย่าง Amazon Web Services ยังคงเป็นแผนกทำรายได้หลักให้ Amazon ยอดขายไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นกว่า 6 พันล้านเหรียญ Amazon Web Services สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดนำหน้าคู่แข่งอย่าง Microsoft, Google และรายอื่น ทำให้สัดส่วนของธุรกิจคลาวด์ทำกำไรสูงกว่าธุรกิจค้าปลีกหลักของ Amazon

ในมุมธุรกิจโฆษณาออนไลน์ Amazon ยังชิงตลาดที่มี Facebook และ Google ครองพื้นที่ได้สำเร็จ จุดนี้พบว่าธุรกิจโฆษณาทำยอดขายให้ Amazon ได้เกือบ 2.2 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 132% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ในภาพรวม Amazon ระบุว่าสามารถทำกำไร 2.5 พันล้านเหรียญในช่วง 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน) อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขาย Amazon กลับอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ โดยยอดขายของ Amazon อยู่ที่ 52.9 พันล้านเหรียญในไตรมาสล่าสุด เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ว่าจะมีรายได้มากกว่านี้

ที่มา: : Yahoo Finance

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/amazon-smb-prime/

Pinduoduo อีคอมเมิร์ซจีนมาแรง เน้นขายสินค้าราคาถูก ไอพีโอเข้าตลาดหุ้น Nasdaq แล้ว

Pinduoduo เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มาแรงในจีน ได้ไอพีโอเข้าตลาดหุ้น Nasdaq ไปแล้วเมื่อคืนนี้ หลังจากยื่นไฟลิ่งไปก่อนหน้า โดยได้เงินเพิ่มทุนไป 1,600 ล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นในวันแรกปรับเพิ่มขึ้นถึง 36% ทำให้มีมูลค่ากิจการราว 24,000 ล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจคือ Pinduoduo ก่อตั้งเมื่อปี 2015 เท่ากับมีอายุกิจการเพียง 3 ปีเท่านั้น สื่อต่างประเทศใช้คำอธิบาย Pinduoduo ว่าเป็น Groupon ของจีน และถือเป็นคู่แข่งที่มาแย่งตลาดจาก Alibaba ไปได้พอสมควร ล่าสุดมีส่วนแบ่งในอีคอมเมิร์ซจีน 5.2% มีผู้ใช้งาน 343.6 ล้านคน และมีผู้เข้ามาซื้อสินค้าประจำทุกวันถึง 56 ล้านคน

กลยุทธ์หลักของ Pinduoduo คือ เน้นลูกค้าในเมืองรอง, โฟกัสที่สินค้าราคาถูกมากและขายดีลส่วนลด, เน้นทำราคาให้ถูกกว่า Taobao ของ Alibaba แม้เพียงเล็กน้อย และใช้ WeChat เป็นเครือข่ายโซเชียลในการกระจายข้อมูลสินค้าลดราคา (Tencent เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลัก) ซึ่งซีอีโอ Colin Huang บอกว่าถ้าให้นิยามสำหรับคนตะวันตก Pinduoduo คือ Costco (ร้านขายส่งสินค้าราคาถูกมาก) บวก Disneyland นั่นคือมีสินค้าราคาถูกและมีความสุขในการซื้อ

อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า Pinduoduo ต้องเผชิญความท้าทายในการเติบโต เนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มเอง คุณภาพก็แปนผันตามราคาที่ถูก เล่ากันว่าขนาดแม่ของซีอีโอสั่งซื้อมะม่วง ก็ยังได้มะม่วงเน่าหลายลูกด้วย

ที่มา: Tech In Asia และ Business Insider

alt="Pinduoduo"

from:https://www.blognone.com/node/104162

คนไทยช้อปออนไลน์สูงเร่งสร้างความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซให้ SME

เข้าสู่ปีที่ 13 แล้ว สำหรับสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ไทย ที่แน่นอนว่านอกจากการปรับเปลี่ยนตำแหน่งของกรรมการชุดใหม่แล้ว ในยุคที่อีคอมเมิร์ซกำลังเข้าสู่ชีวิตของคนไทยมากขึ้น ย่อมต้องมีความพิเศษที่มากกว่าเดิม

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ไทย เล่าว่า คนไทยมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น จากปี 2015 ที่มีประชากรอินเทอร์เน็ต 38 ล้านคน คิดเป็น 55% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในปี 2020 เชื่อว่าประชากรอินเทอร์เน็ตจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 59 ล้านคน คิดเป็น 84% ของประชากรทั้งหมด โดยจะมีนักช้อปออนไลน์หน้าใหม่เพิ่มขึ้นมาไม่น้อยกว่า 20 ล้านราย

แม้ว่าตัวเลขจาก ETDA จะบอกให้ทราบว่าคนไทยท่องโลกออนไลน์เฉลี่ย 10.5 ชั่วโมงต่อวัน แบ่งเป็นการเข้าใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตก็ไม่น้อยกว่า 4.2 ชั่วโมงต่อวัน และหนึ่งในกิจกรรมที่คนไทยใช้เวลามากที่สุด 5 อันดับ การช้อปปิ้งออนไลน์มีสัดส่วนถึง 50.8% เรียกว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ทิศทางอีคอมเมิร์ซ

ทั้งนี้ มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2017 ที่สรุปมาอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาทเพิ่มขึ้น 29% แบบปีต่อปี สัดส่วนของการช้อปปิ้งหลักๆ ยังคงมาจากโซเชียลมีเดียมากที่สุดถึง 40% เพราะคนไทยชอบการสื่อสารแบบเข้าถึงแบบ C2C มากกว่า ส่วนมาร์เก็ตเพลสชั้นนำอย่าง LAZADA, Shopee, JD Central ยังตามมาเป็นที่สองครองส่วนแบ่ง 35% ที่เหลืออีก 25% เป็นเจ้าของแบรนด์โดยตรง เรียกได้ว่าแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือยังคงมีโอกาสต่อเนื่อง

หากมองแบบวิเคราะห์ว่า E-commerce มีความสำคัญกับเศรษฐกิจและประเทศไทยอย่างไร แน่นอนว่า SME ที่มีการใช้งานอีคอมเมิร์ซอย่างจริงจังย่อมเพิ่มโอกาสโตทางธุรกิจเพิ่มเป็น 2 เท่าจากการขายแบบรูปแบบเดิม รวมทั้งมีโอกาสจากการขายแบบส่งออกต่างประเทศเป็น 2 เท่า แค่สองช่องทางนี้ก็กลายเป็นโอกาสทางรายได้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นแบบมหาศาลแล้ว รวมทั้งยังเพิ่มโอกาสจ้างงานถึง 2.6 อัตรา ทำให้ลดปัญหาการว่างงานได้

แม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะยังเข้าไม่ถึงคนชนบทแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แบบคนกรุง แต่หากคนท้องถิ่นมีความรู้และเข้าใจด้านอีคอมเมิร์ซที่ดี รวมทั้งใช้อินเทอร์เน็ตในการสร้างโอกาสทางการขายใหม่ๆ ได้ ย่อมลดช่องว่างของความไม่เท่าเทียมกันด้านรายได้ระหว่างคนเมืองและชนบทได้

แม้ว่าปัญหาและความท้าทายของการเติบโตด้านอีคอมเมิร์ซจะเป็นเรื่องของคำว่า “ไม่รู้จะเร่ิมต้นอย่างไร” “เริ่มแล้วไปต่อไม่ถูก” “การทะลักเข้ามาของผู้ประกอบการต่างประเทศ” และ “กลัวเรื่องการจัดเก็บภาษีของรัฐ” แต่เชื่อว่าการมีสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ไทยเข้ามาเป็นที่ปรึกษา น่าจะช่วยลดปัญหาความกังวลในการเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคงได้

ธนาวัฒน์ กล่าวว่า “วิสัยทัศน์หลักของเราคือการส่งเสริมผู้ประกอบการให้ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจ และกระจายรายได้อย่างทั่วถึง โดยรวมเชื่อว่าหาก SME มีที่ปรึกษาที่น่าเชื่อถือและเป็นกลางก็น่าจะสร้างความมั่นใจและก้าวเข้าสู่โลกอีคอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ เป้าหมายของจำนวนสมาชิกสมาคมที่คาดไว้ใน 2 ปีคือ 30,000 ราย เพื่อเป็นศูนย์กลางผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซไทย โดยมีการให้ Benefit สำหรับสมาชิกคือ

E-provider

  • มีรายชื่อในเว็บไซต์สมาคม
  • ได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมในการเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคม
  • ไม่จำกัดสัญชาติของบริษัท ขอเพียงทำธุรกิจในไทย

E-seller

  • ได้รับป้ายยืนยันความน่าเชื่อถือ
  • ได้ข้อมูลการทำอีคอมเมิร์ซโดยกูรูชั้นนำของไทย
  • มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ Thailand Online Mega Sale

E-Person

  • ได้รับการยืนยันจากสมาคมว่าเป็นผู้มีความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซที่แท้จริง
  • มีการจัดทดสอบความรู้เพื่อเลื่อนระดับขั้น

ที่สำคัญ คือตอนนี้ลงทะเบียนสมัครได้ฟรี เพียงแสกน QR Code ด้านล่างและกรอกข้อมูลตามความเป็นจริง

และนี่คือโฉมหน้าของกรรมการชุดใหม่ทั้งหมด ที่เรียกได้ว่าแค่เห็นหน้าก็คุ้นเคย เพราะเป็นบุคคลที่มีฝีมือในการทำธุรกิจและเข้าใจโลกออนไลน์เป็นอย่างดีทั้งสิ้น

หากสนใจเข้าไปหาข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://thaiecommerce.org กันได้นะคะ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/new-thai-ecommerce-association/

โซเชียลยังบูม คนไทยใช้เน็ตสูงถึง 10.5 ชม.ต่อวันแล้ว

ETDA ประกาศผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตประเทศไทยปี 2561 พบว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตนานขึ้นเฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาทีต่อวัน จากการเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม GenY ที่ครองแชมป์การใช้โซเชียลสูงที่สุด สิ่งที่น่ากังวลคือคนกลุ่มนี้ยังใช้พาสเวิร์ดที่มีความเสี่ยงอย่างมาก

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) (สพธอ.) หรือ ETDA (เอ็ตด้า) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเปิดเผยว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือ GenY ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงที่สุด ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้งาน Facebook, Instagram, Twitter และ Pantip สูงถึง 3.30 ชั่วโมงต่อวัน

ทั้งนี้ ภาพรวมของพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยนานขึ้นเป็น 10.5 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ที่ใช้เวลาเฉลี่ย 3.41 ชั่วโมงต่อวัน โดย Gen Y ยังคงครองแชมป์การใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงที่สุดติดกันเป็นปีที่ 4  เป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านชีวิตไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น    

อย่างไรก็ตาม คนไทยยังคงนิยมใช้โซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook, Instagram, Twitter และ Pantip มีการใช้งานสูงถึง 3.30 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่การรับชมวีดีโอสตรีมมิ่ง อย่างเช่น YouTube หรือ Line TV มีการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.35 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนการใช้แอปพลิเคชันเพื่อพูดคุย เช่น Messenger และ LINE เฉลี่ยอยู่ที่ 2 ชม. ต่อวัน การเล่นเกมออนไลน์อยู่ที่ 1 ชม. 51  นาทีต่อวัน และการอ่านบทความหรือหนังสือทางออนไลน์อยู่ที่ 1 ชม. 31 นาทีต่อวัน

เมื่อดูการเปลี่ยนผ่านการใช้ชีวิตประจำวันไปสู่ชีวิตดิจิทัล จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรกที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทำกิจกรรมทางออนไลน์มากกว่าแบบดั้งเดิม ได้แก่ การส่งข้อความ 94.5% การจองโรงแรม 89.2% การจอง/ซื้อตั๋วโดยสาร 87.0% การชำระค่าสินค้าและบริการ 82.8% และการดูหนัง/ฟังเพลง 78.5% ตามลำดับ

ปัญหาแฮกข้อมูล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่ามีหลากหลายกิจกรรมที่คนไทยยังมีความสุ่มเสี่ยงในการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลจากพฤติกรรมดังนี้ 

  1. ไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน มีสัดส่วนถึง 45.34% 
  2. การให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ มีสัดส่วนอยู่ที่ 45.04%
  3. เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคาร ก็ละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ มีสัดส่วนถึง 44.48% 
  4. เปิดอีเมล/คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก อยู่ที่ 43.36%
  5. อัปโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันที หลังถ่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อยู่ที่ 35.70%

ปัญหาที่น่ากังวลของแต่ละ Gen

  • กลุ่ม Baby Boomer  เป็นกลุ่มที่น่ากังวลมากที่สุด เช่น เมื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารก็จะละเลยที่จะสังเกตว่าเป็นเว็บไซต์ที่ขึ้นต้นด้วย https:// หรือไม่ สัดส่วนอยู่ที่ 55.94% และเมื่อสิ้นสุดการใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะ/อุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้อื่นก็ไม่ลบประวัติการใช้งาน มีมากถึง 46.96%  รวมทั้งไม่ลงชื่อออกจากการใช้งานจากเครื่องดังกล่าวอยู่ที่ 26.14% รวมถึงการที่ไม่ได้ล็อกหน้าจออัตโนมัติ อยู่ที่ 29.71%

  • กลุ่ม Gen Z  จะมีความสุ่มเสี่ยงในเรื่องของการให้วันเดือนปีเกิดที่แท้จริงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อยู่ที่ 55.97% การไม่เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3 เดือน 53.73% หรือเปิดอีเมล/คลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก 51.49% รวมทั้งเมื่อใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะ/อุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้อื่นมักตั้งค่าให้อุปกรณ์ดังกล่าวจดจำรหัสผ่าน เพื่อจะได้ไม่ต้องพิมพ์ใหม่ทุกครั้ง 28.36%  และคลิกลิงก์ของธนาคารที่ได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของธนาคารโดยตรง 16.42%

  • กลุ่ม Gen Y มักจะชอบทำกิจกรรมเสี่ยงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ เช่น การอัปโหลดรูปถ่าย/วิดีโอทันทีหลังถ่ายเสร็จ อยู่ที่  37.90% รวมทั้งการอัพโหลดภาพตั๋วเครื่องบิน/Boarding pass ก่อนการเดินทาง มีสัดส่วนถึง 33.77% และการแชร์ตำแหน่ง (Location) แบบ Real time อยู่ที่ 13.57% ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับเจ้าของข้อมูล ดังนั้นจึงควรตั้งค่าดังกล่าวเป็นส่วนตัว เปิดให้เฉพาะเพื่อน หรือญาติพี่น้อง หรือคนที่ไว้ใจได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีการเดินหน้าโครงการ Digital Asia Hub Thailand ที่จะทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงทางด้านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและสังคมของเครือข่ายในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึง Digital Asia Hub ในฮ่องกง และ Berkman Klein Centre ที่ Harvard Law School ในรูปแบบของเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในด้านของผู้เชี่ยวชาญ การวิจัย และการอบรมบุคลากร

สำหรับการดำเนินกิจกรรมของ Digital Asia Hub Thailand ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่       

  1. การทำงานร่วมกันระหว่างภาคส่วนต่าง (Multi-Stakeholder Collaboration) ทั้งระดับภูมิภาคและนานาชาติ ซึ่งมีทั้งภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และรัฐบาล ในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในประเด็นด้าน Digital Transformation
  2. หลักสูตรการศึกษาโดยจัดกิจกรรมการศึกษาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่มุ่งให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจในภาคเอกชนและภาครัฐเกี่ยวกับประเด็น Digital Transformation กฎหมายและทางสังคม รวมถึงการจัดโครงการฝึกงานหรือโครงการแลกเปลี่ยนระยะสั้นในกลุ่มความร่วมมือ
  3. การสนับสนุนด้านการวิจัยซึ่ง Digital Asia Hub Thailand จะมีส่วนร่วมในการวิจัยที่มุ่งเน้นประเด็นการปรับใช้หลักการของ GDPR, Cybersecurity Analytic กับการพัฒนาขีดความสามารถ และประเด็นเทคโนโลยีเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือสู่ความพร้อมของธุรกิจไทยในเรื่อง GDPR ของ  13  สมาคม  ได้แก่  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ,หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย,สมาคมธนาคารไทย,สมาคมการค้าดิจิทัลไทย,สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย),สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์,สมาคมไทยบล็อกเชน,สมาคมประกันชีวิตไทย,สมาคมประกันวินาศภัยไทย,สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย,สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตไทย,สมาคมฟินเทคประเทศไทย และสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/etda-internet-social/

ETDA คาดปี 61 ตัวเลขอีคอมเมิร์ซแตะ 3 ล้านล้านบาท

มาถึงกลางปีตัวเลขที่น่าสนใจคือเรื่องตัวเลขคาดการณ์ผลสำรวจมูลค่าอีคอมเมิร์ซของไทยในปี 2560 และปี 2561 ที่ต้องยอมรับว่ามีผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามาแย่งส่วนแบ่งหลักในไทย แต่ทางสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเลคทรอนิคส์ (ETDA) ก็ยังมั่นใจว่ายังมีผู้ใช้งานและการเติบโตที่ดีต่อเนื่องในกลุ่ม B2C และ C2C 

นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเลคทรอนิคส์ (องค์กรมหาชน) หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ในปี 2560 ประเทศไทยมีมูลค่าอีคอมเมิร์ซทั้งสิ้น 2,812,592.03 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม B2B ถึง 1,675,182.23 ล้านบาทหรือคิดเป็น 59.56% รองลงมาคือ B2C มูลค่ากว่า 812,612.68 ล้านบาทหรือ 28.89% และ B2G มูลค่า 324,797.12 ล้านบาทหรือ 11.55% ความน่าสนใจคือกลุ่ม B2B มีการเติบโตมากขึ้นถึง 8.63% เช่นเดียวกับ B2C ที่โตขึ้น 15.54% และคาดว่าในปี 2561 จะสามารถมีการซื้อขายแตะ 3 ล้านล้านบาทได้แน่นอน

ทางด้านของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตด้านอีคอมเมิร์ซมากที่สุด คือ

  1. อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง มีมูลค่าอยู่ที่ 869,618.04 ล้านบาท คิดเป็น 30.92%
  2. อุตสาหกรรมการให้บริการที่พัก มีมูลค่าอยู่ที่ 658,131.15 ล้านบาท คิดเป็น 23.40%
  3. อุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่าอยู่ที่ 417,207.07 ล้านบาท คิดเป็น 14.83%
  4. อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่าอยู่ที่ 404,208 ล้านบาท คิดเป็น 14.37%
  5. อุตสาหกรรมการขนส่ง มีมูลค่าอยู่ที่ 104,904.28 ล้านบาท คิดเป็น 3.73%
  6. อุตสาหกรรมศิลปะความบันเทิงและนันทนาการ มีมูลค่าอยู่ที่ 19,716.04 ล้านบาท คิดเป็น 0.70%
  7. อุตสาหกรรมบริการอื่นๆ มีมูลค่าอยู่ที่ 11,280.33 ล้านบาท คิดเป็น 0.43%
  8. อุตสาหกรรมการประกันภัย มีมูลค่าอยู่ที่ 2,729.65 ล้านบาท คิดเป็น 0.10%

พัฒนา SME

นอกจากนี้ ทาง ETDA ยังได้มีการบันทึกข้อตกลงในการจัดตั้ง e-Commerce Park ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ SME ในการก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ โดยตั้งเป้าจะใช้งบหลักพันล้านบาทในการเดินหน้าศูนย์แห่งนี้ขึ้นมา และได้ขอความร่วมมือไปทางหน่วยงานเอกชนในการให้ความรู้และสนับสนุนในการเดินหน้าศูนย์แห่งนี้ด้วยกัน

ทั้งนี้ ยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือกับ Dongguan China Council for the Promotion of International Trade ประเทศจีน ถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Dongguan ซึ่งเป็นเมืองอีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ของจีน ซึ่งเป้าหมายในการร่วมมือกันมี 5 ด้าน คือ

  • เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ทักษะการปฏิบัติงานและประสบการณ์
  • แลกเปลี่ยนบุคลากร การปรึกษาหารือ กระบวนการทำงานและโครงการที่จัดทำขึ้น
  • การจัดกิจกรรมร่วมกันทั้งบรรยาย อบรมสัมมนา และ/หรือ โครงการวิจัย ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วมกันตามความเหมาะสม
  • แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมและวางแผนกิจกรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
  • ส่งเสริมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ร่วมกัน

สำหรับ e-commerce park ที่จีนนั้นมีกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมีลักษณะคล้ายนิคมอุตสาหกรรมหรือเมืองที่มีพื้นที่สำหรับดำเนินงานร่วมกันของบริษัทต่างๆ เพื่อเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยีและสร้างผู้ประกอบการ ฝึกอบรม ให้คำปรึกษา คลังสินค้าและพื้นที่สำหรับการทำเวิร์คช้อปด้วย อ่านรายละเอียดสไลด์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.etda.or.th/app/webroot/content_files/13/files/Present_Day_02_eCom_Value.pdf

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/etda-forecast-ecommerce/