คลังเก็บป้ายกำกับ: E-Commerce

JD.com เตรียมเปิดร้านออนไลน์ในอเมริกาเต็มรูปแบบ โดยความร่วมมือกับ Google

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่เบอร์สองของจีน เตรียมเปิดตัวร้านจำหน่ายสินค้าออนไลน์แฟล็กชิปบนแพลตฟอร์ม Google Shopping ภายในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการบุกตลาดออนไลน์ในอเมริกาเต็มรูปแบบ แถมได้พาร์ทเนอร์ระดับกูเกิลด้วย

ทั้งนี้กูเกิลได้ประกาศลงทุนใน JD.com เป็นเงิน 550 ล้านดอลลาร์ ไปก่อนหน้านี้ โดย JD จะยังคงใช้กลยุทธ์แบบเดียวกับในจีน คือบริหารจัดการคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าเองทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ JD ได้สร้างคลังสินค้าไว้แล้วในอเมริกาหลายแห่ง ทำให้การจำหน่ายสินค้าผ่าน Google Shopping นี้ เป็นการนำสินค้าที่อยู่ในอเมริกามาขายให้คนอเมริกาโดยตรง ไม่เหมือนกับ Alibaba

ปัจจุบัน JD.com มีความร่วมมือแล้วกับ Walmart ในการจำหน่ายสินค้าในตลาดอเมริกา แต่เป็นการขายผ่าน Walmart อีกที ไม่ใช่โดยตรงแบบกรณี Google Shopping

ที่มา: Bloomberg

alt="JD.com"

from:https://www.blognone.com/node/105959

Advertisements

Walmart เตือนนักลงทุนว่าการซื้อ Flipkart กระทบกำไรบริษัท ผู้บริหารเชื่อว่ามาถูกทาง

การที่ Walmart ซื้อกิจการ E-commerce อันดับ 1 ของประเทศอินเดียอย่าง Flipkart อาจกระทบกับผลกำไรในระยะสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้วผู้บริหารเชื่อว่า Flipkart มาถูกทางแล้ว อย่างไรก็ดีนักลงทุนอาจได้รับผลกระทบระยะสั้นในเรื่องนี้

ภาพจาก Shutterstock

เมื่อไม่นานมานี้ยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกอย่าง Walmart ได้ลงทุนในกิจการ E-commerce ใหญ่อันดับ 1 ของประเทศอินเดียอย่าง Flipkart มูลค่ากว่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่ต้องแย่งชิงกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Amazon อย่างไรก็ดีเรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องดีสำหรับนักลงทุนเท่าไหร่นัก

Walmart ได้แจ้งกับนักลงทุนว่ากำไรในปีนี้และปีหน้าอาจไม่ดีอย่างที่คาดการณ์ไว้แต่แรก เนื่องจากปัจจัยหลักๆ คือการที่บริษัทได้ซื้อ Flipkart ไป ทำให้งบของ Flipkart ที่ขาดทุนอยู่ทำให้ Walmart ต้องรับรู้ทางบัญชีด้วย โดยไตรมาสนี้คาดว่าบริษัทจะรับรู้ผลขาดทุนประมาณ 740 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงในปีหน้าบริษัทอาจต้องรับรู้ผลขาดทุนอีกประมาณ 1,660-1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ดี Quarz ได้รายงานว่า ตลาด E-commerce ในปี 2022 ของประเทศอินเดียมูลค่าของตลาดนี้จะอยู่ประมาณ 73,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตประมาณ 29.2% ต่อปี ทำให้ Judith McKenna ซึ่งเป็นผู้บริหารของ Walmart International เชื่อว่า Flipkart กำลังมาถูกทางแล้ว

โดย Judith ยังเปิดเผยอีกว่าปริมาณธุรกรรมที่ผ่าน PhonePe ซึ่งเป็นบริการจ่ายเงิน (คล้ายๆ กับ Paypal) แถมยังเป็นบริษัทลูกของ Flipkart กำลังเติบโตได้ดี ปัจจุบันมีธุรกรรมผ่าน PhonePe ประมาณเดือนละ 100 ล้านธุรกรรม มูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ยิ่งตอกย้ำถึงการเข้าลงทุนใน Flipkart ของ Walmart

สอดคล้องกับ Doug McMillon ประธานและ CEO ของ Walmart เคยกล่าวหลังจากบริษัทได้ลงทุนใน Flipkart ว่า ตลาดค้าปลีกในอินเดียยังเติบโตได้อีกมาก มูลค่าตลาดค้าปลีกของอินเดียปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 680,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และ Flipkart ก็เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ Walmart ปรับเปลี่ยนตัวเองเข้าสู่โลกของ E-commerce ด้วย

ที่มาWalmart, QZ, CNN, The Economic Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/flipkart-effect-to-walmart-fy-2018-earnings/

ไม่ยอมตกขบวน! Google เปิด Shopping Ads เอาใจนักช้อปชาวไทยแล้วจ้า

เรื่องของการช้อปปิ้งบนโลกออนไลน์ แน่นอนว่านักช้อปชาวไทยเรียกได้ว่าโดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก ขนาด Facebook ยังเลือกเปิดให้บริการ Marketplace ให้เป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วน Google ที่ไม่ว่าชาวไทยอยากช้อปหรืออ่านรีวิวอะไรก็ต้องคิดถึง Google ก่อน ก็ไม่พลาดที่จะเพิ่มโอกาสทางการขายให้แก่เจ้าของกิจการด้วยการตัดริบบิ้นเปิด Shopping Ads เสียที

ตัดริบบิ้นเอาใจขาช้อป

การเปิดให้บริการ Shopping Ads ในไทยครั้งนี้ เป็นเพราะ Google ต้องการเชื่อมต่อนักช้อปและผู้ขายสินค้าบนโลกออนไลน์ และเห็นศักยภาพของนักช้อปตัวยง และช่วงสิ้นปีถือเป็นช่วงเวลาพีคของการช้อปปิ้งในประเทศไทย เนื่องจากเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

นักการตลาดในประเทศไทยที่กำลังมองหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการช้อปปิ้งล่าสุดสามารถหาข้อมูลได้จาก Search ซึ่งการค้นหาสินค้าเพื่อการช้อปปิ้งมักจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลต่างๆ

อย่างเช่น ในปี 2560 พบว่า “วันคนโสด” (วันที่ 11 เดือน 11 ) มีการค้นหาสินค้าเพื่อการช้อปปิ้งมากขึ้นสามเท่าเมื่อเทียบกับปี 25591 ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น การมองหาไอเดียส่งของขวัญให้คนใกล้ชิดก็เพิ่มขึ้นในช่วงสองเดือนก่อนปีใหม่ด้วย โดยส่วนมากเป็นการค้นหาของขวัญสำหรับครอบครัวและเพื่อน

ที่ Google เราทราบดีว่าการค้นหาแบบนี้อาจใช้เวลานาน เราจึงทำให้การค้นหาสินค้าง่ายขึ้นสำหรับนักช้อปชาวไทย และได้นำ Shopping Ads มาให้บริการในไทยแล้ว

รูปแบบบริการ

ทั้งนี้ Shopping Ads จะเป็นโฆษณาแบบรูปภาพที่ช่วยให้นักช้อปพบสินค้าที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่และเชื่อมต่อกับผู้จำหน่ายสินค้าเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งรายการสินค้าจะปรากฎขึ้นมาพร้อมกับผลการค้นหาของ Google Search

ผู้ขายเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ดีขึ้น

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหา “รองเท้าวิ่ง” หรือ “กล้องติดรถยนต์” คุณก็จะพบกับสิ่งที่คุณต้องการ และสามารถติดต่อกับผู้ขายได้ง่ายขึ้นและตรงกลุ่มเป้าหมายสุดๆ เพราะพวกเขากำลังค้นหาสิ่งนั้น แบรนด์หรือร้านค้าสามารถนำเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการและเพิ่มโอกาสทางการขายได้อีกด้วย

เมื่อคุณมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็สามารถใช้แคมเปญ Google Shopping เพื่อโปรโมตสินค้าของคุณ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าชมเว็บไซต์หรือร้านค้าของคุณ และเพิ่มจำนวนผู้ที่สนใจสินค้าของคุณ โดยใส่ภาพสินค้า ราคา และชื่อร้าน ที่ผู้ที่ค้นหาด้วย Google สามารถเห็นได้ทันที เช่นเดียวกับโฆษณา Search Ads คุณจะเสียค่าโฆษณาเฉพาะเมื่อผู้ใช้คลิกเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น

ที่มา : Google For Retail

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/google-shopping-ads/

H&M ลงทุน 20 ล้านดอลล์ซื้อหุ้นบริษัทรับชำระเงิน Klarna

แบรนด์แฟชั่นอย่าง H&M กำลังปรับตัวให้อยู่รอดในยุคดิจิทัล ด้วยการเทเงินลงทุนหลายล้านเหรียญสหรัฐในบริษัทให้บริการด้านการชำระเงิน เชื่อว่าการลงทุนนี้จะทำให้ H&M เชื่อมโยงระบบชำระเงินบนทุกช่องทางของบริษัท เพื่อยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งของลูกค้าทั่วโลก

H&M ตัดสินใจเข้าถือหุ้นประมาณ 1% ในบริษัท Klarna สัญชาติสวีเดนด้วยเงินลงทุนรวม 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 653 ล้านบาท โดย Financial Times รายงานว่า Klarna จะเริ่มเปิดให้บริการรับชำระเงินให้ H&M ทั้งในร้านค้าและร้านออนไลน์

ในช่วงแรก Klarna จะนำร่องเริ่มให้บริการในร้าน H&M 14 ประเทศทั่วยุโรป ซึ่งรวมถึงอังกฤษและสวีเดน โดยรายงานของ Financial Times ชี้ว่าความร่วมมือดังกล่าวจะขยายไปสู่สหรัฐฯและเอเชียต่อไป

การผนวกรวมระบบชำระเงินระหว่างหลายชาแนลของ H&M มีเป้าหมายเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ไร้รอยต่อ และมีความเป็นส่วนตัวและเพิ่มการ engaging หรือการมีส่วนร่วมในภาพรวมด้วย เนื่องจากระบบนี้จะมีความสามารถใหม่ที่ทำให้การชำระเงินด้วยโทรศัพท์มือถือ เกิดขึ้นได้ง่ายทั้งในร้านสาขา และการชำระเงินซื้อสินค้าออนไลน์

นอกจากจะช่วยลดความยุ่งยากในการจ่าย กระบวนการคืนเงินหรือคืนสินค้ายังทำให้ง่ายขึ้นด้วย ที่สำคัญ ระบบชำระเงินใหม่ยังจะช่วยให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ว่าจะจ่ายเงินเมื่อใดและอย่างไร จุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของบริการลองสวมก่อนซื้อที่มีให้บริการแล้วในต่างประเทศ

H&M จะอัปเดทระบบชำระเงินใหม่นี้ในแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ รวมถึงโปรแกรม H&M Club ซึ่งสมาชิก H&M Club จะได้รับความสะดวกจากฟีเจอร์ใหม่แน่นอน

ที่มา: : MM

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/hm-invest-payments-firm/

Tencent Music ชะลอแผนเสนอขาย IPO มูลค่า 2 พันล้านดอลล์

Tencent Music Entertainment ชะลอการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือ IPO ในสหรัฐฯออกไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากต้นสังกัดแอปพลิเคชันเพลงยอดนิยมสัญชาติจีนต้องการรอให้ตลาดหุ้นทั่วโลกคงที่เสียก่อน

รุกตลาดดนตรี

Tencent Music Entertainment นั้นเป็นหน่วยธุรกิจด้านดนตรีของต้นสังกัดอย่าง Tencent Holdings ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสัญชาติจีน ความน่าสนใจของข่าวนี้คือคาดว่าจะมีการระดมทุนอย่างน้อย 2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 65,500 ล้านบาท เม็ดเงินมหาศาลนี้เชื่อว่าจะต่อยอด Tencent ได้อีกหลายด้าน

จุดนี้ รายงานจาก Reuters ระบุว่าแต่เดิม Tencent วางแผนที่จะเริ่มเปิด IPO ในสัปดาห์หน้า (กลางตุลาคม 2018) แต่เพราะเมื่อวันอังคารที่ 10 ตุลาคม ตลาดหุ้น Wall Street ผันผวนหนักจนหุ้นร่วงต่ำที่สุดในรอบ 8 เดือน โดยหุ้นในกลุ่ม S&P ร่วงลง 3.29% ลดลงอีก 2.06% ในวันรุ่งขึ้น

เพื่อความปลอดภัย Tencent จึงตัดสินใจเลื่อนการเปิด IPO ออกไป จุดนี้ไม่แน่ชัดว่า Tencent มีเกณฑ์พิจารณาการเลื่อน IPO อย่างไร ซึ่งหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น Tencent อาจตัดสินใจรอเวลาที่เหมาะสมมากกว่านี้

สำหรับมูลค่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐที่จะเกิดขึ้นจากการขายหุ้น IPO ของ Tencent Music นี้จะเป็นการขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทสัญชาติจีนในสหรัฐฯประจำปีนี้ โดย IPO ของ Tencent เกิดขึ้นหลังการขาย IPO ของบริการวิดีโอสตรีมมิ่ง iQiyi ที่มีมูลค่า 2,400 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ที่มา: : Reuters

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/tencent-music-ipo-us/

เว็บอสังหาสะเทือน!! Facebook เปิดเช่าบ้านและคอนโดฟรี

ต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีความโดดเด่นมาก จากการเกิดขึ้นของคอนโดมิเนียมทุกระดับราคาและโครงการบ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า และการเกิดขึ้นเหล่านี้ก็ส่งผลให้มีการปล่อยขายหรือเช่า ทั้งแบบทำเพื่อการค้าหรือการโยกย้ายถิ่นฐานของคนต่างจังหวัดเข้าสู่เมือง ทำให้การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เติบโตขึ้น

ดังนั้น จึงเกิดเว็บไซต์ซื้อขายหรือปล่อยเช่าที่อยู่อาศัยมากมาย และรายได้ของผู้ให้บริการเหล่านี้ก็มาจากการโฆษณาหรือตำแหน่งบนเว็บไซต์ที่โดดเด่น ทำให้การเปิดใช้บริการฟรีบนช่องทาง Marketplace ของ Facebook อาจสร้างความสั่นสะเทือนแก่ผู้ที่ประกอบธุรกิจด้านนี้

นายมายังค์ ยาดาฟ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ Marketplace เล่าให้ฟังว่า Facebook ได้เปิดให้บริการ Marketplace เมื่อปลายปี 2016 ในสหรัฐอเมริกาซึ่งในแต่ละเดือนมีการใช้งานถึง 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ใช้งานเฟสบุคทั้งหมด ส่วนประเทศไทยที่เรียกว่าเป็นประเทศที่การใช้งานโซเชียลมีเดียเป็นแบบ Mobile First ก็ได้เปิดให้บริการ Marketplace เมื่อพฤศจิกายน 2017 ซึ่งสินค้าที่ขายดีในบริการ Marketplace ยังคงเป็นสินค้ากลุ่มแฟชั่น

ไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาค

ด้านตัวเลขการใช้งาน Facebook ของคนไทยอย่างที่ทราบกันคือ 51 ล้านคนต่อเดือน และ 32 ล้านคนต่อวัน ส่วนเพจร้านค้าสำหรับการขายของมากถึง 2.5 ล้านเพจ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเทรนด์ Conversation Commerce นั้น มาแรง ทำให้ไทยเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่เราจะเปิดบริการใหม่นี้ หลังเปิดให้บริการที่แคนาดา ฝรั่งเศส อังกฤษและไทย ที่ถือว่าเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีบริการในหมวดย่อยคือ บ้านเช่า (Property for rent)

“ตอนนี้เราเพิ่งเริ่ม Roll Out ในหมวดของ บ้านเช่า ทำให้ยังใช้งาน Filter แบบในอเมริกาไม่ได้ แต่คาดว่าในอีก 3-4 สัปดาห์ จะใช้งานเครื่องมือต่างๆ ได้ดีขึ้น”

ทั้งนี้ การประกาศขายและเช่าบ้านที่มีอยู่ในระบบ Marketplace ของเฟสบุค มาจากพาร์ทเนอร์ 3 ราย คือ dotproperty, hipflat, propertyflow ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านอสังหาริมทรัพย์ และเน้นรูปแบบการเช่าแบบระยะยาวเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งเวอร์ชั่นประเทศไทยจะสามารถใช้งานได้แบบ 2 ภาษาคือไทยและอังกฤษ เป็นประเทศแรก ส่วนการขยายเครื่องมือนี้ไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ นายมายังค์ บอกแค่ว่า “ยังไม่มีแผน”

ความพิเศษของเครื่องมือนี้ คือ มีการนำระบบ AI มาใช้ในการคัดกรองข้อมูลและช่วยตรวจสอบว่าบ้านหรือคอนโดที่ประกาศขายเช่านั้น เป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งเจ้าของต้องระบุข้อมูลให้ครบเพื่อที่ผู้ซื้อจะได้มั่นใจว่าคุณเป็นเจ้าของประกาศที่ไว้ใจได้ รวมทั้ง Facebook จะมีการให้ข้อมูลต่างๆ

โดยทาง Thumbsup ได้สำรวจเว็บไซต์ซื้อขายบ้านในประเทศไทยพบว่า ผู้ให้บริการ 3 รายอย่าง DDproperty, Living Insider และ Prakardproperty ต่างก็เป็นเว็บไซต์ยอดนิยมของคนหาบ้าน

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/marketplace-facebook-rental-home/

Tencent ลงทุนครั้งแรกในฟิลิปปินส์ ประเดิมเงินอัดฉีดก้อนแรก 175 ล้านดอลล์

Tencent ประกาศตกลงซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติฟิลิปปินส์ชื่อ Voyager อย่างเป็นทางการ แม้จะมีตำแหน่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่คาดว่าหุ้น Voyager ที่ Tencent ถือไว้ในมีจำนวนไม่น้อย คาดว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 175 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนแผนขยายธุรกิจสู่ฟิลิปปินส์ที่น่าสนใจครั้งล่าสุดของ Tencent

Tencent บริษัทสัญชาติจีนที่รู้จักกันดีในฐานะต้นสังกัด WeChat และบริษัท KKR ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Tencent ที่เน้นพิจารณาการลงทุนทั่วโลก สำหรับดีลที่เกิดขึ้น ถือว่าไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรกที่ Tencent ลงทุนเต็มตัวในฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับ Alibaba ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

Voyager คือใคร

สำหรับ Voyager นั้นเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม fintech ที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือระบบกระเป๋าสตางค์บนมือถือ PayMaya ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชาวฟิลิปปินส์รู้จักมากที่สุด PayMaya ช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์ส่งเงิน ซื้อสินค้า และชำระค่าบริการออนไลน์ รวมถึงเติมเงินโทรศัพท์

รายงานระบุว่า PLDT โอเปอเรเตอร์ยักษ์ใหญ่ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดครึ่งหนึ่งของวงการโทรคมนาคมฟิลิปปินส์ จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Voyager แม้ว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนรายอื่น อาจลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของ PLDT ลงเหลือน้อยกว่า 50% โดยการระดมทุนของ Voyager ครั้งนี้ถือเป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท

จุดนี้มีรายงานว่า การระดมทุนของ Voyager ด้วยการขายหุ้นเกิดขึ้นเนื่องจาก PLDT วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมแบบเดิม ทำให้บริษัทตัดสินใจจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก ซึ่งก่อนหน้านี้ PLDT ยังขายหุ้นในบริษัท Rocket Internet ของเยอรมนีทิ้งไปในเดือนพฤษภาคมด้วย

โอกาสในการลงทุน

PLDT เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ากำลังมองหาผู้ลงทุนใหม่ใน Voyager ซึ่งรายงานผลขาดทุนครึ่งปีแรก 2018 ราว 24 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะขาดทุน แต่ดีกรีของ Voyager ที่นอกเหนือจาก PayMaya แล้ว Voyager ยังเป็นเจ้าของเครือข่ายการโอนเงินผ่านมือถือ Smart Padala ตลาดสินเชื่อออนไลน์ Lendr และบริการแลกรางวัลอินเทอร์เน็ตฟรี Freenet app ทั้งหมดนี้จะทำให้ Tencent มีจุดยืนเพื่อแข่งขันกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง Alibaba ในตลาดโมบายเพย์เมนต์ฟิลิปปินส์ได้

เหตุผลเป็นเพราะ Voyager เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Mynt ซึ่ง Alibaba เข้าถือหุ้นใน Mynt แล้วในนามบริษัท Ant Financial ผู้มีดีกรีเป็นต้นสังกัดระบบกระเป๋าสตางค์บนมือถือที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง Alipay

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในวงการเพย์เมนต์ฟิลิปปินส์ถือว่าซ่อนเงื่อนเล็กน้อย เพราะ Mynt ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท Globe Telecom ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PLDT อยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถสรุปได้คือวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังทุ่มเงินลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะต้องซื้อหุ้นจากกระเป๋าไหนก็ตาม

ทั้งหมดนี้เพราะจีนต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคนและชนชั้นกลางที่กำลังเพิ่มขึ้นในอาเซียน โดยขณะนี้ Alibaba เป็นเจ้าของบริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง Lazada และได้ลงทุนใน Tokopedia ของอินโดนีเซียแล้ว พร้อมกับลงทุนในบริษัท Ascend Finance ในกรุงเทพฯ และบริษัท M-Daq ในสิงคโปร์ ทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนที่นอกเหนือจาก Mynt ของฟิลิปปินส์

ในทางกลับกัน Tencent เป็นเจ้าของอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ JD ซึ่งเริ่มทำตลาดจริงจังในอินโดนีเซียและไทย ขณะเดียวกันก็ลงทุนใน Go-Jek ที่คนไทยเริ่มได้เห็นบริการหนาตาขึ้นแล้วในนาทีนี้.

ที่มา: : TIA

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/tencent-first-investment-philippines/