คลังเก็บป้ายกำกับ: E-Commerce

JD.com ทุบสถิติยอดขาย 24,700 ล้านเหรียญ ในเทศกาลช้อปปิ้ง 6.18

JD.com อีคอมเมิร์ซเบอร์ 2 ในประเทศจีนได้ทุบสถิติโกยรายได้ 24,700 ล้านเหรียญในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งประจำปี 6.18 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งยอดขายนี้ถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท

ภาพจาก Shutterstock

JD.com หนึ่งในยักษ์อีคอมเมิร์ซแดนมังกรเริ่มแผลงฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการเดินหน้าจับมือเป็นพันธมิตรในหลายๆ ธุรกิจ รวมถึงขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นยุทธศาสตร์ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อยด้วยการจับมือกับเซ็นทรัล

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเทสกาลช้อปปิ้งประจำปีของ JD.com ใช้ชื่อว่า 6.18 กลายเป็นธรรมเนียมที่ผู้เล่นอีคอมเมิร์ซจะต้องมีวันช้อปปิ้งเป็นของตัวเอง ซึ่งงานนี้ JD.com ก็ทำผลงานได้ดี กวาดยอดขายได้ถึง 24,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นยอดที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ของบริษัท

แต่ยังเป็นตัวเลขที่ตามหลังคู่แข่งอย่าง Alibaba ที่มียอดขาย 25,300 ล้านเหรียญสหรัฐในเทศกาลคนโสด หรือ 11.11 จัดขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี

แต่ในอีเวนต์ที่ผ่านมานั้นถือเป็นครั้งแรกที่ JD.com นำเอาประสบการณ์ค้าปลีกแบบไร้รอยต่อมาใช้ เป็นการรวมการช้อปปิ้งออนไลน์ และออฟไลน์แบบเสมือนจริง

มีการจัดขึ้นเป็นร้านแบบป๊อปอัพใน 30 เมือง ให้ลูกค้าได้เลือกซื้ออาหาร ทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า ลองสวมเสื้อผ้าได้ ซึ่งทาง JD.com ได้เผยตัวเลขว่ามีผู้เข้าชมร้านค้าในออนไลน์กว่า 43 ล้านคน และแบรนด์ที่เข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้ก็มียอดขายที่สูงขึ้น

นอกจากนั้นยังมีการนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาช่วยในการขาย ให้ลุกค้าได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดย 70% ของลูกค้าที่ซื้อคอนแทคเลนส์สี ตัดสินใจซื้อจากเทคโนโลยี AR Styling Station เพื่อทดสอบดูว่าเข้ากับใบหน้าของลูกค้ามากแค่ไหน

กลยุทธ์การสร้างประสบการณืช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อกลายเป็นอาวุธเด็ดของหลายๆ ค่าย ไม่ใช่แค่ JD.com ทาง Alibaba ก็เร่งสร้างประสบการณ์ค้าปลีกทั้งออนไลน์ และออฟไลน์เช่นกัน เพราะกลยุทธ์นี้จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกยั่งยืนในอนาคต

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jdcom-takes-record-shopping-festival/

Advertisements

Plasticbag.Official ไอเดียดี มีคนชอบ แต่…

Plasticbag.Official คือเพจล่าสุดที่เรามองว่าเหมาะเป็นกรณีศึกษาสำหรับนักการตลาดออนไลน์ทุกคน เพราะเพจนี้ประสบความสำเร็จงดงามในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถรับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น

14 มิถุนายน 2018 คือวันที่เพจ Plasticbag.Official เริ่มโพสต์ภาพถุงผ้าสไตล์ใหม่ที่ออกแบบมาให้เหมือนถุงพลาสติก วางจำหน่าย 4 สีคือขาว ดำ ชมพู และน้ำเงิน ข้อความที่พิมพ์บนถุงระบุว่า “ทุกปี ชาวโลกหยิบถุงพลาสติกมาใช้งานราว 5 แสนล้าน – 1 ล้านล้านใบ เฉลี่ยแล้วเราต้องทิ้งถุงพลาสติกมากกว่า 1 ล้านใบต่อนาที”

กระแสดีตั้งแต่เริ่ม

ปรากฏว่าถุงผ้าลาย Plastic bag ได้รับเสียงชมล้นหลาม ในแง่ของไอเดียบรรเจิดในการออกแบบถุง แนวคิดของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการลดขยะจากถุงพลาสติก รวมถึงราคาที่เอื้อมถึง (ใบละ 290 บาท)

ในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ เพจ Plasticbag.Official เป็นที่สนใจจนทำให้ได้ยอดถูกใจเพจ 15,838 คน ขณะที่ 16,112 คนติดตามเพจนี้

รูปการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะดี แต่หลังจากโพสต์ภาพสินค้าไปเพียงวันเดียว ผู้ดูแลเพจโพสต์ข้อความขอโทษในการให้ข้อมูลล่าช้า ซึ่งทำให้ลูกค้าหลายรายบ่นเรื่องการตอบกลับไม่ทันใจ เหตุผลที่แอดมินมอบให้คือ “เนื่องจากคนสนใจเป็นจำนวนมาก เราจะรีบทยอยตอบโดยเร็วที่สุดครับ”

เหตุผลนี้ถูกย้ำตลอดตั้งแต่วันที่ 16-18 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่เพจประกาศปิดรับออเดอร์ ล่าสุดคือ 19 มิถุนายน เพจออกประกาศชี้แจงต่อผู้ติดตามทุกคน ซึ่งสรุปได้เบื้องต้นว่าเพจไม่ได้เตรียมการรับมือยอดจำหน่ายถล่มทลาย เป้าหมายแรกคือ 100-200 ใบ แต่ถึงตอนนี้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก พร้อมกับย้ำว่า “เกินที่คาดหมายไปเยอะมากจริงๆ”

“เราอยากตอบแชททุกคนมากๆ เพื่อแจ้งข่าวสาร แต่เราไม่สามารถทำได้จริงๆเนื่องจากปริมาณแชทนั้นเยอะเกินไป ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนติดตามหน้าเพจเราจริงๆเพื่อจะได้รับรู้ข้อมูลครับ”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPlasticbag.Official%2Fposts%2F743144512729117&width=500

สิ่งที่ Plasticbag.Official ทำคือการขอความเห็นใจ ทีมแอดมินใช้คำว่า “เราพยายามมากสุดชีวิตแล้วจริงๆ ขอให้ลูกค้าอย่าโกรธ” ในขณะที่ลูกค้าแสดงความเห็นตรงไปตรงมาว่า Plasticbag.Official ควรจะหาแอดมินตอบข้อความเพิ่ม เพื่อความรวดเร็วในการสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างทันท่วงที

กรณีศึกษาเหล่านี้แสดงถึงความจำเป็นของระบบแชทบ็อต ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการให้ข้อมูลไม่ทันใจลูกค้า การรับมือในเบื้องต้นถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยรักษาลูกค้าไว้ได้ แถมยังซื้อเวลาให้เพจมีลู่ทางแก้ปัญหาในระยะถัดไป

กรณีนี้ยังแสดงถึงพลังของโลกโซเชียล ซึ่งหากเป็นไอเดียที่โดน ชาวออนไลน์พร้อมจะกระโจนซื้อสินค้าที่ปลื้มได้อย่างไม่รีรอ

ไม่ว่าอย่างไร เสียงตอบรับในประกาศของ Plasticbag.Official ส่วนใหญ่เป็นบวก หลายคนเรียกร้องให้เปิดรับออเดอร์รอบหน้า หลายคนบอกว่ารอได้ เชื่อว่า Plasticbag.Official จะนำบทเรียนจากรอบนี้ไปพัฒนาธุรกิจ และสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จในอนาคตต่อไป

https://www.facebook.com/plugins/comment_embed.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPlasticbag.Official%2Fposts%2F743144512729117%3Fcomment_id%3D743161236060778&include_parent=false

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/06/plasticbag-official-social-commerce/

Mercari แพลตฟอร์มขายสินค้ามือสองของญี่ปุ่น ไอพีโอวันแรก ราคาหุ้นบวกถึง 77%

Mercari แอพซื้อขายสินค้ามือสองแบบ C2C ของญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นรายแรกในประเทศ (มูลค่ากิจการเกิน 1 พันล้านดอลลาร์) ได้นำบริษัทไอพีโอเข้าตลาดหุ้นโตเกียววันนี้เป็นวันแรก และประสบความสำเร็จอย่างดี ราคาหุ้นวันแรกปิดโดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 77% มีมูลค่ากิจการตามราคาหุ้นถึง 7,400 ล้านดอลลาร์

ไอพีโอของ Mercari ยังถือเป็นไอพีโอที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ต้นปีมานี้ โดยมีการขายหุ้นเพิ่มทุนไปราว 1,200 ล้านดอลลาร์ จุดเด่นของแอพในการขายสินค้ามือสองคือการโฟกัสที่แอพบนมือถือ ซึ่งทำได้ดีกว่าคู่แข่งรายอื่นในญี่ปุ่น

ธุรกิจของ Mercari นั้นสามารถทำกำไรได้ในประเทศญี่ปุ่น แต่ตลาดใหม่ที่ขยายไปอย่างอเมริกายังมีสถานะขาดทุน เนื่องจากยังมีค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดที่สูง แต่ซีอีโอ Shintaro Yamada ก็ย้ำว่าตลาดอเมริกานั้นเป็นเป้าหมายสำคัญที่บริษัทต้องทำให้สำเร็จให้ได้

หากตัด Mercari ไป ตอนนี้ญี่ปุ่นมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นอีกเพียงรายเดียวเท่านั้นคือ Preferred Networks สตาร์ทอัพที่พัฒนาด้านเทคโนโลยี Deep Learning

ที่มา: Japan Today

alt="Mercari"

alt="Mercari"

from:https://www.blognone.com/node/103211

Google ประกาศลงทุน 18,000 ล้านบาท ใน JD.com อีคอมเมิร์ซจีนคู่แข่ง Alibaba

JD.com อีคอมเมิร์ซเบอร์สองของจีน และกูเกิล ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยกูเกิลจะลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของ JD.com ด้วยเงิน 550 ล้านดอลลาร์ (18,000 ล้านบาท) คิดเป็นจำนวนรวม 27.1 ล้านหุ้น ซึ่งความร่วมมือจากทั้งสองบริษัทนั้น มีทั้งการร่วมกันพัฒนาโซลูชันของธุรกิจค้าปลีกเน้นเจาะตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อเมริกา และยุโรป ซึ่ง JD.com จะช่วยด้านขนส่งและซัพพลายเชน ส่วนกูเกิลจะเป็นด้านเทคโนโลยี

ในความร่วมมือนี้ JD.com ยังบอกว่าจะคัดเลือกสินค้าคุณภาพสูงหลายรายการ เพื่อจำหน่ายผ่านช่องทาง Google Shopping ในบางประเทศด้วย

Jianwen Liao หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ JD.com กล่าวว่าความร่วมมือกับกูเกิลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญมากของบริษัท เพราะจะทำให้บริษัทสามารถส่งมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ไปทั่วโลกได้ดีมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ของ JD.com ล่าสุดนี้ ถือว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะเป็นการร่วมมือกับรายใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ Tencent ที่เพิ่มบริการซื้อสินค้าใน WeChat, ร่วมมือกับ Walmart พัฒนาระบบร้านค้าในประเทศจีน

สำหรับชื่อ JD.com จากนี้คนไทยน่าจะคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น เพราะเว็บไซต์ JD.co.th ที่เป็นความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล ได้เปิดให้บริการแล้ววันนี้วันแรก (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Brand Inside)

ที่มา: CNBC และ JD.com

alt="JD.com"

from:https://www.blognone.com/node/103180

[Short News] Money Space เพิ่มช่องทางจ่ายออนไลน์ผ่านบัตร

ระบบชำระเงินออนไลน์สำหรับธุรกิจ E-Commerce เปิดให้บริการกันมากขึ้นแล้วนะคะ ล่าสุด Money Space ก็เปิดให้บริการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ หวังช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานและลดขั้นตอนการทำงานให้สะดวกขึ้น

สำหรับ Money space เรียกว่าเป็นผู้ให้บริการรับชำระเงินออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต ที่ชูจุดเด่นอัตราค่าธรรมเนียมถูกที่สุด เริ่มต้นเพียง 2.78%-3.15% พร้อมลดขั้นตอนการดำเนินงานให้สะดวก รวดเร็ว โดยผู้ใช้บริการไม่จำเป็นต้องสมัครสมาชิก สามารถชำระเงิน และรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดและไม่ต้องดำเนินการผ่านธนาคาร สามารถรองรับบัตรได้จากทุกธนาคารที่มีเครื่องหมาย VISA / Master Card / JCB และ Union Pay
และรองรับได้ 28 สกุลเงินหลัก ผู้ใช้บริการสามารถชำระเงินผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ Facebook และ Instagram ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ธุรกิจยุค 4.0

นอกจากนี้ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารกลางประเทศสิงคโปร์ และธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบธุรกิจรับชำระเงินออนไลน์อย่างถูกกฏหมาย
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม www.moneyspace.net

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/money-space-shopping/

Instagram Stories เพิ่มการใส่ลิงก์ เพื่อไปช้อปปิ้งสินค้านั้นต่อ

Instagram ประกาศเพิ่มคุณสมบัติการใส่ลิงก์เพื่อซื้อสินค้า จากเดิมมีเฉพาะในโพสต์ มาสู่ใน Stories โดยโพสต์ที่มีลิงก์ดังกล่าว จะแสดงภาพถุงช้อปปิ้ง เพื่อให้ผู้ชมกดเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม

แบรนด์ที่เข้าร่วมโครงการนี้ในช่วงต้นที่ Instagram ระบุถึงมีทั้ง Adidas, Aritzia และ Louis Vuitton เบื้องต้นการเพิ่มลิงก์ซื้อของทำได้เฉพาะบัญชี Business เท่านั้น และลิงก์ต้องไปยังเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นโดยตรง

Instagram บอกว่าผู้ใช้ Stories มีมากกว่า 300 ล้านคน ในแต่ละวัน และผู้ใช้กลุ่มนี้ก็เป็นคนที่ชอบตามเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ จึงเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับแบรนด์ในการนำเสนอสินค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ที่มา: Instagram

alt="Instagram"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/103059

เอซุสผนึกกำลังช้อปปี้ ตั้งเป้าบุกตลาดสมาร์ทโฟน E-commerce ในไทย

บริษัท เอซุส มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเดินหน้าเป็นผู้นำตลาดอุตสาหกรรมไอที ในประเทศไทย ล่าสุดประกาศความเป็นพันธมิตรกับช้อปปี้ หนึ่งในผู้นำตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมขยายตลาดลูกค้าในประเทศ

พร้อมส่งโปรโมชั่น ‘Super Brand Day’ ฉลองความร่วมมือระหว่างกันในครั้งนี้ มอบส่วนลดสูงสุดกว่า 14,000บาท พร้อมกิจกรรมพิเศษลุ้นรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 800,000 บาท ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 มิถุนายน 2561

ASUS

มร. เร็กซ์ ลี  ผู้จัดการทั่วไปภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัทเอซุส กล่าวว่า “อีคอมเมิร์ซยังคงขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้ จากการเข้ามามีบทบาทสำคัญของอินเทอร์เน็ตและการใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น  สำหรับการขยายธุรกิจออนไลน์ของเราจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเอซุสได้ง่ายขึ้น รวมถึง การให้บริการเสริมที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า เช่น ช่องทางการชำระค่าสินค้าและการจัดส่งสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ เรายังคงยึดมั่นในหลักการของเรา คือการเป็นการเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์ไอทีอย่างครอบคลุมทุกหมวดหมู่ การร่วมมือกับช้อปปี้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซบนสมาร์ทโฟนในในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในภูมิภาคนี้ได้มากยิ่งขึ้น และผู้บริโภคจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ของเอซุสผ่านช่องทางออนไลน์” มร. เร็กซ์ กล่าวทิ้งท้าย

มร. เทอร์เรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการบริษัทช้อปปี้ กล่าวว่า “ลูกค้าถือเป็นหัวใจหลักของกลยุทธ์ทั้งหมดของช้อปปี้ การร่วมมือกับเอซุสในครั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจของเราในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ เราเชื่อมั่นว่าการจับมือกับพันธมิตรอย่างเอซุส จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมไอที และยังช่วยผลักดันให้ช้อปปี้สามารถก้าวสู่ความเป็นแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุด เราตั้งตาคอยที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งมอบทางเลือกที่ดีกว่าและราคาคุ้มค่ายิ่งขึ้นแก่ลูกค้าในภูมิภาคนี้ ”

ลูกค้าเอซุสสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ร้านค้าอย่างเป็นทางการของเอซุสผ่านหน้าเว็บไซต์ช้อปปี้ หรือ https://shopee.co.th/asus_officialstore ทั้งนี้ สินค้าทุกชิ้นจะได้รับการประกันสินค้าโดยช้อปปี้มอลล์ ลูกค้าสามารถคืนสินค้าและได้รับเงินคืนได้ภายใน 15 วัน

from:http://mobileocta.com/asus-is-shopping-e-commerce-smartphone-penetration-in-thailand/