คลังเก็บป้ายกำกับ: ECOMMERCE

สายงานไอทีเดือด บริษัทไทย-เทศอัดฉีดเงินเดือนเพิ่ม 30-50% ดึงคนเก่งร่วมพัฒนาระบบ

สายงานที่ฮ็อตที่สุดในตอนนี้คงไม่พ้นสายงาน IT เพราะด้วยเทรนด์โลกที่กำลังเดินไปทางนี้ รวมถึงกระแส E-Commerce ในไทยก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เกือบทุกองค์กรยอมทุ่มเงินเพื่อซื้อตัวคนเก่งๆ ในสายงานนี้

เพิ่มเงินเดือน 30-50% ดึงคนเก่งร่วมงาน

ไม่แปลกที่บริษัทต่างๆ ในประเทศไทยมีการทุ่มเงินซื้อตัวผู้ที่ทำงานสายงานเกี่ยวกับไอที เพราะเทรนด์โลกกำลังหมุนไปทางนี้จริงๆ ทั้งกระแสสตาร์ทอัพที่ยังต้องการคนอย่างต่อเนื่อง, E-Commerce ที่มียักษ์ใหญ่ต่างชาติเข้ามา รวมถึงบริษัทรายย่อยก็ต้องการคนกลุ่มนี้มาช่วยพัฒนาไอทีเพื่อต่อยอดธุรกิจ

โทนี่ คันธาภัสระ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจที่ปรึกษาด้านผลตอบแทนและทรัพยากรบุคคล บริษัท วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน ประเทศไทย จำกัด เล่าให้ฟังว่า คนกลุ่มนี้เป็นที่ต้องการตั้งแต่บริษัทเอสเอ็มอี จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ถึงขนาดผลิตมาเท่าไรก็ยังไม่พอความต้องการที่เกิดขึ้น ทำให้สายงานนี้ค่อนข้างเปลี่ยนสถานที่ทำงานบ่อย

โทนี่ คันธาภัสระ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจที่ปรึกษาด้านผลตอบแทนและทรัพยากรบุคคล บริษัท วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน ประเทศไทย จำกัด

“คนในสายงานนี้ไม่เพียงพอจริงๆ และใน 2-3 ปีที่ผ่านมาก็เห็นการดึงคนกันในอุตสาหกรรม เช่นแพลตฟอร์ม E-Commerce หรือกลุ่มสตาร์ทอัพ รวมถึงการย้ายงานออกไปนอกอุตสาหกรรมเลยก็มี เช่นไปอยู่ในธุรกิจค้าปลีก หรือธุรกิจการเงิน ที่ต่างก็ต้องการคนกลุ่มนี้มาช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน”

สายงานอื่นมาตรฐานเริ่มนิ่ง-ซื้อตัวตามขอบเขต

และเมื่อเทียบกับสายงานอื่นๆ เช่นการเงิน หรือทรัพยากรณ์บุคคล ต่างก็เริ่มมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดจำกัดการขึ้นเงินเดือน รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน ทำให้เหลือเพียงสายงานไอทีอย่างเดียวที่มีการซื้อตัวกันอย่างดุเดือด ผ่านเหตุผลอย่างที่กล่าวไปข้างต้น แม้บางบริษัทไอทียังไม่สร้างรายได้เยอะ แต่นายทุนก็พร้อมใส่เงิน

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว หลายๆ บริษัทคงเริ่มอยากรั้งตัวคนสายไอทีเก่งๆ เอาไว้แล้ว แต่ใช่ว่าแค่เงินจะสามารถรั้งตัวพวกเขาไว้ได้ เพราะบริษัทคู่แข่งก็พร้อมเสนอเงินเดือนเพิ่ม 30-50% ในทันที ดังนั้นแต่ละองค์กรต้องมองหาสิทธิประโยชน์ในทางอื่นด้วย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น และรู้สึกรักองค์กรมากกว่าเดิม

สิทธิประโยชน์ด้านครอบครัว-ความเป็นอยู่เริ่มมา

สำหรับตัวสิทธิประโยชน์ที่น่าจะช่วยดึงดูดให้พนักงานอยู่ในบริษัทได้ ตอนนี้เริ่มมีเรื่องครอบครัว, ยกระดับความเป็นอยู่ และสร้างความมั่นคงด้านการเงินในอนาคต เป็นสิ่งใหม่ๆ ที่พนักงานเริ่มมองหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกัน หรือสวัสดิการในการดูแลบุตรในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอยู่ที่ว่าบริษัทเหล่านั้นจะมีเงินทุนในการสร้างสวัสดิการได้มากแค่ไหน

สรุป

งานสายไอทีเป็นงานที่หาคนเก่งๆ เข้ามาร่วมงานได้ไม่ใช่ง่ายๆ ดังนั้นถ้าได้มาแล้ว การจะยื้อคนเก่งๆ ไว้ก็จำเป็นที่สุด และเรื่อเงินอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่พวกเขาจะย้ายงาน เพราะหากมีสวัสดิการดีๆ แล้ว การแลกกับเงินเดือนที่ขึ้น 50% กับคุณภาพชีวิตที่แย่ลง ก็คงไม่คุ้มแน่ๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-gain-more-salary/

Advertisements

Alibaba จับเข่าคุยผู้ประกอบการแอฟริกัน African ในโครงการ UNCTAD

UNCTAD หรือ United Nations Conference on Trade and Development มีชื่อไทยว่าการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา ล่าสุด Alibaba อาสาแชร์ประสบการณ์ ecommerce กับผู้ประกอบการแอฟริกัน เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการรายใหม่ในแอฟริกาสามารถยืนหยัดได้อย่างเข้มแข็งกว่าเดิม

โครงการนี้ระหว่าง Alibaba และ UNCTAD นั้นเกิดขึ้นโดยดึงนักธุรกิจ entrepreneur ในแอฟริกัน 24 รายมาเจ้าร่วมโครงการ eFounders Initiative ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการกว่า 1,000 รายในประเทศกำลังพัฒนา ระยะเวลาโครงการนี้ครอบคลุม 5 ปีนับจากนี้

รายงานระบุว่า เนื้อหาของโครงการ eFounders Initiative สอดคล้องกับพันธกิจของ Alibaba ที่ต้องการช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กประสบความสำเร็จในตลาดบ้านเกิด และขยายธุรกิจมายังตลาดอื่นด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี นอกจากนี้ Alibaba ยังเน้นจุดมุ่งหมายเรื่องการลดช่องว่างทางดิจิทัลให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา เพื่อความมั่นใจว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะไม่ทำให้ใครตกขบวนรถไป

ผู้เข้ารับการอบรมทั้ง 24 รายล้วนผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 700 ราย ผ่านขั้นตอนการสมัครอย่างเข้มงวด ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นผู้บุกเบิกบริการดิจิทัลในตลาดของตัวเอง มีทั้งผู้ให้บริการชำระเงินผ่านอุปกรณ์มือถือ, เทคโนโลยี Big Data, บริษัทค้าปลีก บริษัทโลจิสติกส์ และอื่น ๆ ทุกคนเดินทางจาก 7 ประเทศแอฟริกาเพื่อเข้าร่วมโครงการที่สำนักงานใหญ่ของ Alibaba ในหางโจว

ทุกคนจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ขยายตัวในวงการ ecommerce ของจีน รวมถึงการสร้างระบบนิเวศ ecommerce ในภาพรวม หลักสูตรเข้มข้นสองสัปดาห์นี้ลงลึกตั้งแต่การจัดการสินค้าคงคลังของ Alibaba การค้าในชนบท ไปจนถึงระบบการจัดการด้านโลจิสติกส์ และการชำระเงินผ่านมือถือ ตลอดจนวิธีการใช้ข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการเลือกผู้บริโภคให้ดีที่สุด

แหม น่าไปเรียนบ้างจัง

ที่มา: TheDrum

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/alibaba-ecommerce-african/

เกม E-Commerce ปีหน้าเตรียมเดือด JD.com-Amazon ยกทัพยึดไทย พร้อมเขี่ยรายย่อยตกขบวน

ตอนนี้ทุนต่างชาติอย่าง Alibaba เข้ามาทำตลาดไทยในนาม Lazada แล้ว และปีหน้ายักษ์ต่างชาติก็จะเข้ามาอีก ทั้งกลุ่ม JD.com รวมถึง Amazon.com ที่เพิ่งเข้าตลาดในสิงคโปร์เมื่อไม่นานมานี้ เล่นเอารายย่อยเหนื่อยแน่ๆ

ค้าออนไลน์รายย่อยอยู่ยากถ้าไม่ปรับตัว

อย่างที่รู้กันว่าเบอร์หนึ่งของ E-Commerce ในประเทศไทยอย่างไรก็คงไม่พ้น Lazada ที่เพิ่งถูก Alibaba ซื้อไปเมื่อปีก่อน และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็เพิ่งมี 11Street จากเกาหลีเข้ามาอีก รวมถึง Shopee ของกลุ่ม SEA (Garena เดิม) ที่เดินเกมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาด E-Commerce ในประเทศไทยตอนนี้เต็มไปด้วยยักษ์ใหญ่ต่างชาติ

ทอม ศรีวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม aCommerce ประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ปีหน้าดีกรีการแข่งขันของ E-Commerce ในประเทศไทยจะหนักหน่วงกว่านี้อีก เพราะตามหน้าข่าวก็มีกลุ่มเซ็นทรัลที่จับมือกับ JD.com คู่แข่งของ Alibaba เพื่อเข้ามาทำตลาดไทยอย่างเป็นทางการ รวมถึงฝั่ง Amazon.com ก็จะเข้ามาอีก

ทอม ศรีวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม aCommerce ประเทศไทย

“ผมได้ยินข่าวว่า ปีหน้า Amazon.com จะเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการ และจุดนี้ทำให้การแข่งขันของ E-Commerce มันเดือดขึ้นแน่ๆ รายย่อยถ้าไม่ปรับก็ลำบาก แต่มันก็มีแง่บวกบ้าง เพราะผู้ซื้อก็จะเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งการส่งที่เร็วขึ้น โปรโมชั่นลดราคาแรงกว่านี้อีก เหมือนที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา และยุโรป”

เหลือแค่ 5 ราย และ Niche คือคำตอบ

ในฐานะที่ aCommerce ทำงานกับแพลตฟอร์ม E-Commerce และแบรนด์ต่างๆ ในอาเซียนจำนวนมาก จึงเห็นว่า ผู้เล่นหลักในตลาดจริงๆ ควรจะมีแค่ 5 ราย ซึ่งหากมองปีหน้าในประเทศไทยทั้งหมดคงเป็นบริษัทต่างชาติ และกินส่วนแบ่งกว่า 90-95% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกนับสิบรายจะกินส่วนแบ่งราว 0.1-0.5% เท่านั้น

Konvy หนึ่งในเว็บไซต์ E-Commerce ที่จำหน่ายเฉพาะเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว

อย่างไรก็ตามผู้เล่นท้องถิ่นยังมีโอกาสรอดในตลาด หากเริ่มต้นเปลี่ยนตัวเองไปจำหน่ายสินค้าเพียงบางชนิด หรือ Niche Market แทน เพราะถ้าไปขายสินค้าหลากหลายเหมือน Lazada และ Amazon แค่ตัว Scale ในการทำตลาดก็ไม่สามารถสู้ได้ ที่สำคัญกลยุทธ์ดังกล่าวถูกพิสูจน์ในต่างประเทศแล้วว่าอยู่รอดได้จริง

สำหรับสินค้าที่น่าจับตามองในการประยุกต์สู่ Niche Market เช่นเครื่องสำอาง เพราะปัจจุบันผู้หญิงในประเทศไทยมีสัดส่วนมากกว่าผู้ชาย และด้วยชีวิตที่เร่งรีบทำให้การซื้อสินค้าผ่านออนไลน์น่าจะตอบโจทย์กว่า นอกจากนี้กลุ่มแม่และเด็กก็เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่น่าสนใจ เนื่องจากแม่ต้องการความสะดวก และราคาที่เหมาะสม

Cross-Border จะบูมหากรัฐเอื้อภาษี

“อีกทิศทางที่น่าจับตามองคือ การขายสินค้าแบบ Cross-Border หรือการส่งสินค้าข้ามประเทศ ผ่านราคาที่เทียบเท่า หรือสูงกว่าการฝากเพื่อนหิ้วจากต่างประเทศเพียงเล็กน้อย แต่มันจะเกิดเร็วขึ้นหากรัฐไทยสนับสนุนเรื่องภาษี เช่นการลดอัตราการเก็บให้ต่ำลง เพื่อหยุดการลักลอบนำเข้าสินค้าเข้ามาโดยไม่สำแดง แถมรัฐยังได้ภาษีเหมือนเดิม”

นอกจากนี้เรื่อง Omni-Channel ก็เป็นอีกสัญญาณดีที่ทำให้กลุ่มค้าปลีกในประเทศไทยเริ่มขยับตัวไปสู่โลกออนไลน์ เพื่อตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปมากขึ้น เพราะเมื่อตัวค้าปลีกมีช่องทางจำหน่ายที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การนำเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์ใช้ ก็ทำให้เข้าใจลูกค้า และสามารถจำหน่ายสินค้าได้มากกว่าเดิมด้วย

ซึ่งทาง aCommerce ก็เตรียมระบบต่างๆ ภายใต้แนวคิด Unified Commerce หรือการรวมถึง Platform ทุกอย่างเอาไว้ตั้งแต่ให้คำปรึกษา, การพัฒนาระบบ, การบริหารหน้าร้านออนไลน์ และการส่งสินค้า ทำให้ปัจจุบันเป็นเบอร์หนึ่งเรื่องบริการ E-Commerce ในอาเซียน ผ่านการทำตลาดทั้งหมด 4 ประเทศ โดยมีไทยเป็นสำนักงานใหญ่ และสร้างรายได้ 50% ของบริษัท

สรุป

หากไม่ปรับตัว E-Commerce ในประเทศไทยเหนื่อยแน่ อย่างที่เห็นว่าฝั่ง Ascend ก็เริ่มถอยการลงทุนทั้ง WeLoveShopping และ WeMall รวมถึงฝั่ง Tarad ที่เริ่มต้นมาก่อนก็ไม่ได้เข้ามามีบทบาทอะไรนัก ในทางกลับกันฝั่งยักษ์ใหญ่ทั้ง Platform และแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ต่างมองช่องทางนี้ว่ายังไปได้ และใส่เงินเพิ่มจากปีก่อนถึง 200% ก็มีให้เห็นแล้ว ส่วนตัวจึงเชื่อว่าปีหน้า หรือไม่ช้าก็เร็ว ยักษ์จากต่างประเทศคงยึดหัวหาดในไทยไปทั้งหมด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ecommerce-in-thailand/

บทบาทใหม่ Spotify จากบริการสตรีมมิงเพลง มาลุยขายเครื่องสำอาง?

ตื่นเต้นกันไม่น้อยเมื่อ Spotify ประกาศจับมือแบรนด์ความงาม เพื่อให้คอเพลงสามารถซื้อเครื่องสำอางบนหน้าแพลตฟอร์มได้โดยตรง โดยการขายทั้งหมดจะทำบนระบบชื่อ MerchBar ที่ Spotify แจ้งเกิดในฐานะพื้นที่จำหน่ายสินค้าที่ระลึกของศิลปินเมื่อปีที่แล้ว (2016) ทำให้นอกจากเสื้อ โปสเตอร์ และแผ่นเสียง แฟนเพลงจะสามารถซื้อเครื่องสำอางได้จากระบบนี้

ความเคลื่อนไหวแหวกแนวนี้เกิดขึ้นเพราะ Spotify ประกาศชื่อพันธมิตรรายใหม่คือ Pat McGrath Labs แบรนด์ความงามซึ่งตัดสินใจทดลองให้ผู้ฟังเพลงบน Spotify สามารถซื้อสินค้าสวย ๆ งาม ๆ ผ่านแพลตฟอร์มโดยประเดิมนำร่องกับนักร้องป็อบชาวเท็กซัสสาวสวยชื่อ Maggie Lindemann

รายงานระบุว่า Lindemann นั้นมีสัญญากับ Pat McGrath Labs ทำแคมเปญชื่อ So Obsessed มาก่อนหน้านี้ ทำให้นักร้องสาว Lindemann ถูกเลือกเป็นสื่อในการเปิดให้แฟนเพลงสามารถซื้อสินค้าแบรนด์ Pat McGrath Labs บนเพจ Spotify ของ Lindemann โดยจะแสดงเฉพาะสินค้าบางชิ้น ไม่ได้แสดงสินค้าทั้งหมดของ Pat McGrath Labs

ในอีเมลแถลงการณ์ โฆษก Spotify มองว่า Pat McGrath Labs นั้นมีชื่อเสียงในวงการสินค้าความงาม ขณะที่ Jordan Gremli ประธานฝ่ายงานพัฒนาศิลปินและแฟนคลับของ Spotify ยกให้ Lindemann เป็นศิลปินดาวรุ่งที่น่าทึ่ง เธอมีแฟนเพลงกว่า 7 ล้านคนที่ฟังเพลงเธอทุกเดือนบน Spotify ดังนั้นการร่วมมือกับ Pat McGrath Labs เพื่อนำเสนอสินค้าความงามในช่องทางใหม่นั้นจะทำให้นักร้องสาวสามารถสื่อสารโดยตรงกับแฟนเพลง ซึ่งช่องทางนี้เองที่ทุกคนจะสามารถสนุกสนานไปกับเสียงเพลงได้พร้อมกันบน Spotify

สำหรับแคมเปญนำร่อง ผู้ใช้ที่เปิดเพจ Lindemann บน Spotify จะได้พบสินค้าของ Pat McGrath Labs ซึ่งเป็นส่วนของสินค้ากลุ่ม Unlimited Edition ทั้งหมดนี้จะเริ่มต้นวันที่ Lindemann เปิดตัวเพลงใหม่ “Obsessed” กำหนดการจุดพลุคือ 17 พ.ย. นี้

ความเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามดิ้นรนของ Spotify ที่กำลังอยู่ในภาวะแข่งขันยาก เนื่องจากต้องเฉือนคมกับคู่แข่งใหญ่อย่าง Apple Music ทำให้บริษัทไม่สามารถหวังเพิ่งรายได้จากโฆษณาเท่านั้น รวมถึงรายได้จากค่าสมาชิกที่อาจไม่ทำเงินให้บริษัทเท่าที่ควร จุดนี้ทำให้ Spotify ต้องหารายได้ช่องทางใหม่ให้ได้

ที่มา: TNW

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/ecommerce-spotify/

Alibaba ทุบสถิติใหม่วันคนโสดจีน ยอดขายรวม 8.3 แสนล้านบาท แค่ครึ่งวันยอดสูงกว่าทั้งวันปีที่แล้ว

ร้อนแรงสมการรอคอย Alibaba ทำยอดขายสูงสุดใหม่ในวันคนโสดจีน ปีที่ผ่านมาทั้งวันทำ 6 แสนล้านบาท ปีนี้ผ่านไปถึงครึ่งวันก็ทุบสถิติเก่าเรียบร้อย ปิดวันจบที่ 8.3 แสนล้านบาท บันทึกเป็นสถิติใหม่เรียบร้อย

ผ่านครึ่งวัน แซงทั้งวันรวมกันปีที่แล้ว | จบวันปิดยอดขายที่ 8.3 แสนล้านบาท

สมกับการตั้งหน้าตั้งตารอคอยเทศกาลวันที่คนโสดจีน Alibaba อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนทำสถิติยอดขายสูงสุดใหม่ ทุบสถิติเก่าร่วงเรียบร้อย

  • ผ่านไป 13 ชั่วโมง คือ ณ เวลา 13.09 ทำยอดขายรวมได้ที่ 1.21 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยตกที่ประมาณ 6 แสนล้านบาท เทียบเท่ากับยอดขายในวันเดียวกันทั้งวันของปี 2016 ที่ผ่านมาซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 1.20 แสนล้านหยวน
  • อัพเดท (1.30 น. เวลาประเทศไทย) สรุปยอดขายของ Alibaba ทั้งวันในปี 2017 ทะลุไปถึง 1.68 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 8.3 แสนล้านบาท นับเป็นสถิติใหม่เรียบร้อย

ความน่าสนใจของปีนี้คือ “ยอดขายอันบ้าคลั่ง” ทำให้เพียงชั่วโมงแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 2.8 แสนล้านบาท

ด้านล่างนี้คือสถิติที่น่าสนใจของ Alibaba ในวันคนโสดจีนปีนี้

  • ผ่านไปจนถึงเวลา 8 โมงเช้า พบว่า มีแบรนด์จำนวน 82 รายที่ทำยอดขายได้เกิน 100 ล้านหยวน หรือประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ในจำนวนนั้นมีแบรนด์ เช่น New Balance, Samsung และ Shiseido
  • Nike, Xiaomi, และ Uniqlo เป็น 3 แบรนด์รายใหญ่ที่ทำยอดขายสูงสุด
  • การชำระเงินที่น่าสนใจคือ 90% ที่ของคนที่เข้ามาซื้อของผ่าน Alibaba ชำระเงินผ่านมือถือ (mobile payment)
  • ใน 1 วินาทีมีการประมวลผลคำสั่งซื้อคิดแล้ว 256,000 ครั้ง เทียบกับปี 2016 อยู่ที่ 175,000 คำสั่งต่อวินาที
  • สรุปแล้วยอดขายเพิ่มขึ้นมา 39% จากปีที่แล้ว

ในไทยก็ฮอตไม่ต่างกัน หลายแบรนด์แย่งชิงยอดขายกันเดือด

แม้จะยังไม่มีตัวเลขออกมาให้เห็นกันชัดๆ ในฝั่งอีคอมเมิร์ซไทย แต่ถ้าใครที่ติดตามศึกช้อปปิ้งวันคนโสดไทย ก็แน่นอนว่าจะได้เห็นการลดราคาผ่านโปรโมชั่นที่กระหน่ำกันมาแบบจัดเต็ม ทั้งซื้อของแจกทอง แจกคูปองลดราคา ถ่ายทอดสดกิจกรรมออกทีวี ฯลฯ

ถ้ามีความคืบหน้าต่อไปอย่างไร Brand Inside จะรายงานให้ทราบโดยพลัน

ที่มา – BloombergBloomberg 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-hit-new-record-on-chinese-single-day/

Alibaba ทุบสถิติวันคนโสดจีน แค่ครึ่งวันทำยอดขาย 6 แสนล้านบาท สูงกว่าทั้งวันรวมกันของปีที่แล้ว

ร้อนแรงสมการรอคอย Alibaba ทำยอดขายสูงสุดใหม่ในวันคนโสดจีน ปีที่ผ่านมาทั้งวันทำ 6 แสนล้านบาท ปีนี้ผ่านไปถึงครึ่งวันก็ทุบสถิติเก่าเรียบร้อย อยากรู้จริงๆ ว่า ถ้าจบวันจะทำยอดขายได้มากขนาดไหน ต้องติดตาม

ผ่านครึ่งวัน แซงทั้งวันของปีที่แล้ว แถมเหลืออีก 11 ชั่วโมง ทำยอดเพิ่ม

สมกับการตั้งหน้าตั้งตารอคอยเทศกาลวันที่คนโสดจีน Alibaba อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนทำสถิติยอดขายสูงสุดใหม่ ทุบสถิติเก่าร่วงไม่เห็นฝุ่น

  • ผ่านไป 13 ชั่วโมง คือ ณ เวลา 13.09 ทำยอดขายรวมได้ที่ 1.21 แสนล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยตกที่ประมาณ 6 แสนล้านบาท เทียบเท่ากับยอดขายในวันเดียวกันทั้งวันของปี 2016 ที่ผ่านมาซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 1.20 แสนล้านหยวน

ความน่าสนใจของปีนี้คือ “ยอดขายอันบ้าคลั่ง” ทำให้เพียงชั่วโมงแรกที่เปิดขายทำยอดได้ถึง 2.8 แสนล้านบาท

ด้านล่างนี้คือสถิติที่น่าสนใจ

  • ผ่านไปจนถึงเวลา 8 โมงเช้า พบว่า มีแบรนด์จำนวน 82 รายที่ทำยอดขายได้เกิน 100 ล้านหยวน หรือประมาณเกือบ 500 ล้านบาท ในจำนวนนั้นมีแบรนด์ เช่น New Balance, Samsung และ Shiseido
  • การชำระเงินที่น่าสนใจคือ 90% ที่ของคนที่เข้ามาซื้อของผ่าน Alibaba ชำระเงินผ่านมือถือ (mobile payment)
  • ใน 1 วินาทีมีการประมวลผลคำสั่งซื้อคิดแล้ว 256,000 ครั้ง เทียบกับปี 2016 อยู่ที่ 175,000 คำสั่งต่อวินาที
  • ใช้เซเล็บระดับโลกช่วยทำแคมเปญคือ นักเทนนิสสาว Maria Sharapova และ นักร้องแร็ปเปอร์อเมริกันชื่อดัง Pharrell Williams

อย่างไรก็ตาม ด้านบนนี้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งของยอดขายในวันคนโสดจีนของ Alibaba ในช่วงครั้งวันแรกเท่านั้น ต้องติดตามกันต่อ เมื่อจบวันแล้ว ยอดขายจะพุ่งไปปิดอยู่ที่เท่าไหร่

ในไทยก็ฮอตไม่ต่างกัน หลายแบรนด์แย่งชิงยอดขายกันเดือด

แม้จะยังไม่มีตัวเลขออกมาให้เห็นกันชัดๆ ในฝั่งอีคอมเมิร์ซไทย แต่ถ้าใครที่ติดตามศึกช้อปปิ้งวันคนโสดไทย ก็แน่นอนว่าจะได้เห็นการลดราคาผ่านโปรโมชั่นที่กระหน่ำกันมาแบบจัดเต็ม ทั้งซื้อของแจกทอง แจกคูปองลดราคา ถ่ายทอดสดกิจกรรมออกทีวี ฯลฯ

ถ้ามีความคืบหน้าต่อไปอย่างไร Brand Inside จะรายงานให้ทราบโดยพลัน

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-chinese-single-day-new-record/

จีนออกกฎเข้ม คุมอีคอมเมิร์ซ ปรับเฉียด 10 ล้าน ยึดใบอนุญาตขาย ถ้าลบคอมเม้นท์วิจารณ์สินค้า

ทางการจีนประกาศแก้กฎหมายต่อต้านการค้าที่ไม่เป็นธรรมให้เข้มขึ้น เน้นคุมออนไลน์ แต่แม้ว่ากฎนี้จะเริ่มใช้ปีหน้า แต่ปลายปีนี้วันคนโสดจีน อีคอมเมิร์ซหลายรายก็ต้องหวั่นๆ เดินตามกฎกันไว้ก่อน

จีนแก้กฎหมายให้เข้มขึ้น ตามแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ทัน

สภาของจีนได้มีการลงมติให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Anti-Unfair Competition Law) โดยรอบนี้จะเน้นหนักไปที่การขายของบนออนไลน์ หรือกลุ่มอีคอมเมิร์ซ

  • ตัวกฎหมายใหม่ (ที่ปรับแก้) จะมีกฎคุมเข้มอีคอมเมิร์ซดังนี้ : ห้ามลบคอมเม้นท์ที่แสดงความเห็นไม่ดีกับตัวสินค้า รวมถึงการรีวิวสินค้าปลอมทั้งหลาย หรือถ้าสืบทราบได้ว่าเกิดการจ้างให้มาคอมเม้นท์ข้อมูลสินค้าเกินจริงก็เข้าข่ายความผิด มีโอกาสที่จะถูกปรับเป็นจำนวนเงินสูงถึง 2 ล้านหยวน หรือเกือบ 10 ล้านบาท (9.98 ล้านบาท) มากไปกว่านั้น ยังอาจถูกยึดใบอนุญาตการขายสินค้าบนออนไลน์อีกด้วย

อันที่จริงแล้ว กฎหมายต่อต้านการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนออกมาตั้งแต่ปี 1993 แล้ว โดยเป็นการออกกฎเพื่อเน้นการควบคุมการแข่งขันในตลาดให้เป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในตอนนั้นยังไม่มีอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อย่าง Alibaba, Tencent, Baidu และ JD.com การปรับเปลี่ยนกฎหมายครั้งนี้จึงเป็นการปฏิรูปในแง่กฎหมายเพื่อสร้างกฎเกณฑ์การค้าการขายบนโลกออนไลน์ครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายใหม่นี้จะมีผลในต้นปีหน้า (1 มกราคม 2018) แต่ถ้าดูช่วงจังหวะของการผลักดันวาระกฎหมาย ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะอีกไม่กี่วันนับจากนี้ก็ใกล้วันคนโสดจีน 11 พฤศจิกายนแล้ว วันแห่งการซื้อของบนออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ข่าวการจะประกาศกฎหมายใหม่นี้จึงเป็นเสมือนคำขู่ไปในตัวด้วยนั่นเอง

ที่มา – Straits Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/china-law-fake-online-sales/