คลังเก็บป้ายกำกับ: ECOMMERCE

Online Fast-Fashion โตกระฉูด ASOS โชว์ยอดขาย 1,800 ล้านปอนด์ สวนทางกำลังซื้อในประเทศซบ

แม้ Visa จะออกมาบอกว่า การจับจ่ายในสหราชอาณาจักรนั้นหดตัวแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ ASOS ยักษ์ Online Fast-Fashion ก็ยังเติบโตต่อเนื่อง และล่าลุดก็ทำยอดขายได้กว่า 1,800 ล้านปอนด์ หรือราว 78,000 ล้านบาท

ภาพจาก Twitter ของ ASOS Carreer

กำลังซื้อซบ ไม่กระทบธุรกิจ Online Fashion

ในชาวไทยอาจไม่ค่อยคุ้นชื่อ ASOS เท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นในกลุ่มยุโรป และสหรัฐอเมริกา ร้าน Online Fashion รายนี้กลับเป็นที่นิยมมาก เพราะวางตัวเป็นแบรนด์เสื้อผ้า Fast-Fashion ชื่อเดียวกับบริษัท พร้อมภาพลักษณ์ร้าน Multi-brand ที่ขายสินค้าตั้งแต่ Adidas จนไปถึงแบรนด์หรูอย่าง Polo Ralph Lauren

ทำให้ ASOS ที่มีต้นกำเนิดอยู่ในสหราชอาณาจักร เป็นร้าน Online Fashion ที่มีสินค้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบกว่า 5,000 ชิ้นทุกสัปดาห์ และมีสินค้ากว่า 85,000 รูปแบบอยู่ในคลังให้เลือกซื้อ เมื่อประกอบกับเทรนด์ผู้บริโภคที่ขยับไปซื้อสินค้าบนโลก Online มากกว่าเดิม คงไม่แปลกที่ร้านค้า Online รายนี้จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

หน้าเว็บไซต์ asos

เพราะยอดขายในปีปฏิทินล่าสุด (สิ้นสุดส.ค. 2560) ASOS ทำได้ 1,800 ล้านปอนด์ (ราว 78,000 ล้านบาท) โตจากปีก่อน 27% มาจากการขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง 2 ใน 5 และถ้าเจาะแค่ยอดในสหราชอาณาจักรอย่างเดียวก็เติบโต 16% คิดเป็นมูลค่า 698 ล้านปอนด์ (ราว 30,000 ล้านบาท)

ลงทุนเพิ่ม สร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง

Nick Beighton ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ASOS กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ดีของบริษัท เพราะยอดขายในต่างประเทศก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ส่วนตลาดในสหราชอาณาจักรเองก็สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยสินค้าที่หลากหลาย ทำให้กำลังซื้อหดไม่กระทบ

ภาพโดย Dressformer (Own work) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, via Wikimedia Commons

ทั้งนี้ ASOS ตั้งเป้าเติบโต 25-30% ในปี 2561 และเตรียมใส่เงินลงทุนในธุรกิจเพิ่มเติมด้วย ผ่านการตั้งงบไว้ 200-220 ล้านปอนด์ รวมถึงมีแผนสร้างโกดังเพิ่มในสหรัฐอเมริกามาก่อนหน้านี้แล้ว โดยปัจจุบัน ASOS มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งบนโมบาย และเดสทอปกว่า 135.7 ล้านคน ในเดือนส.ค. และมี Active User 15.4 ล้านทั่วโลก

สรุป

การเติบโตของ ASOS แสดงให้เห็นถึงโอกาสของร้านค้า Online ที่สามารถเติบโตได้ในยุคที่ภาพรวมผู้บริโภคนั้นจำกัดจำเขี่ยเงินในกระเป๋าสตางค์ และคงสื่อไปถึงห้างร้านดั้งเดิมต่างๆ ที่นับวันคนจะเข้าไปซื้อสินค้าน้อยลง เพราะบางครั้งก็ติดปัญหาเรื่องความไม่สะดวก หรือสินค้าไม่ครบทุกอย่าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ Online สามารถแก้ได้อยู่หมัด

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/asos-1800m-online-fast-fashion/

Advertisements

Millennial Dad อีกกลุ่มผู้บริโภคที่น่าสนใจ และใครทำ Ecommerce จะปล่อยกลุ่มนี้หลุดมือไม่ได้

Ecommerce เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคเริ่มเข้าไปจับจ่ายกันมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่า Millennial Dad หรือคุณพ่อวัย 22-35 ปี นั้นเป็นกลุ่มที่น่าจับตามอง เพราะเป็นกลุ่มที่จับจ่ายผ่านช่องทางนี้มากที่สุด

ภาพ pixabay.com

เพื่อครอบครัว ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

อาจเพราะเด็กเกิดใหม่มีจำนวนน้อยลง ทำให้กลุ่ม Millennial Dad ที่มีอายุระหว่าง 22-35 ปี เลือกที่จะใช้ชีวิตในวันหยุดอยู่กับครอบครัวมากกว่ากลุ่มคนวัย และสถานะอื่นๆ ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ยังชื่นชอบการซื้อสินค้าในช่วงวันหยุดสำคัญต่างๆ ที่จะมีเทศกาลลดกระหน่ำอีกด้วย

บริษัทที่ปรึกษา PricewaterhouseCoopers หรือ PwC ได้ทำรายการการสำรวจพฤติกรรมการจับจ่ายในช่วงวันหยุด และพบว่า Millennial Dad นั้นใช้เวลาในช่วงวันหยุดท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ มากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถึง 25% และยังมีการจับจ่ายที่ใกล้เคียง หรือมากกว่าที่เคยใช้ในปีก่อนด้วย

และถ้าเจาะไปที่ช่องทาง Ecommerce กลุ่ม Millennial Dad ก็จะใช้ Mobile Device ต่างๆ เช่น Smartphone และ Tablet ในการซื้อสินค้ามากว่ากลุุ่มอื่นๆ ถึง 3 เท่าตัว และสินค้าที่น่าจับตามองคือ อุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ เช่น Google Home และ Amazon Alexa

จากจุดนี้ทำให้กลุ่มค้าปลีกทั้ง Walmart และ Amazon ที่กำลังทุ่มเต็มตัวกับเทคโนโลยี Voice Shopping ก็น่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ไปเต็มๆ เลยด้วย ในทางกลับกัน กลุ่ม Millennial Dad นั้นชื่นชอบการให้สิ่งของที่จับต้องได้ เช่นของเล่น หรือสิ่งอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ และเกลียดที่จะให้ หรือรับบัตรของขวัญต่างๆ

และส่วนตัวมองว่า ผู้ค้าในไทยก็มองข้ามกลุ่ม Millennial Dad ไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะกลุ่มนี้ในประเทศไทยค่อนข้างมีกำลังซื้อ และยอมจ่ายสิ่งต่างๆ เพื่อครอบครัว ดังนั้นการทำโปรโมชั่น หรือแผนการตลาดที่จูงใจ ก็น่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีได้

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/millennial-dad-and-ecommerce/

ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ประเมิน Amazon หลังเปิดตัวในสิงคโปร์ เกาะเล็กๆ ที่ผู้คนยังเดินห้าง

หลังการเปิดตัวของ Amazon ในสิงคโปร์ 2 เดือนที่ผ่านมา ผลงานยังไม่เข้าตา คู่แข่งหลักอย่าง Lazada ก็ยังฮิตติดลมบน ส่วนพฤติกรรมผู้คนในสิงคโปร์ก็ยังนิยมการเดินห้างสรรพสินค้า

Photo: Amazon Singapore

ผลงาน Amazon ในสิงคโปร์ยังไม่โดดเด่น เล่นตลาดเล็ก เจาะยังไม่เข้า

ถึงวันนี้เป็นเวลา 2 เดือนกว่าแล้วที่ Amazon เข้าไปทำตลาดในสิงคโปร์อย่างเป็นทางการ พร้อมกับส่งบริการ Amazon Prime Now บริการส่งสินค้าด่วนภายใน 2 ชั่วโมง

แต่ถ้าต้องประเมินผลงานราว 2 เดือนที่ผ่าน เมื่อดูจากข้อมูลแล้ว ต้องบอกว่า “ไม่ได้ดีอย่างที่คิด”

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? ขอสรุปปัจจัยกันแบบรวบรัดกันเลยก็คือว่า

  • การเข้ามาทำตลาดที่ล่าช้าของ Amazon เป็นปัญหา เพราะรายใหญ่อย่าง Lazada ของ Alibaba ได้เข้ามาทำตลาดก่อนหน้าและได้ครองตลาดไปมากแล้ว

ดูจากตัวเลขสินค้าที่พร้อมขายในสิงคโปร์ ทางฝั่ง Lazada มีประมาณ 30 ล้านชิ้น ในขณะที่ Amazon ตอนนี้มีเพียงหลักหมื่นชิ้น หรือถ้าดูตัวเลขคนเข้าชมเว็บไซต์ ตัวเลขในเดือนสิงหาคม ทางฝั่ง lazada มีผู้เข้าชม 988,000 ครั้ง ส่วน Amazon อยู่ที่ 432,000 ครั้ง (แต่ในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้คิดจำนวนในสมาร์ทโฟนร่วมเข้ามาด้วย เพราะส่วนใหญ่คนที่สั่งของ Amazon จะสั่งผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่า)

  • คนสิงคโปร์ยังคงเดินห้าง ในเกาะเล็กๆ แห่งนี้ที่มองไปทางไหนก็มีแต่ความเป็นเมืองไปเสียหมด พูดง่ายๆ ก็คือ การเดินทางไปห้างสรรพสินค้าไม่ใช่ปัญหาของคนสิงคโปร์ เพราะเดินเท้าไปไม่กี่นาทีก็ถึง ฉะนั้นหนึ่งในงานอดิเรกของผู้คนที่นี่ยังคงเป็น “การเดินห้างช้อปปิ้ง”

พูดอีกแบบก็คือ การซื้อของบนออนไลน์ (ไม่ว่าจะ Amazon หรือ Lazada) ของคนที่นี่จึงเป็นการซื้อของที่หาไม่ได้หรือหาได้ยากในชีวิตจริงมากกว่าการซื้อของบนออนไลน์ในชีวิตประจำวัน

Lazada ไหวตัว จับมืออสังหาฯ ตอบโจทย์คนยังเดินห้าง

เจ้าเก่าอย่าง Lazada รู้ตัวทันถึงพฤติกรรมของคนสิงคโปร์ ล่าสุดไปจับมือกับ CapitaLand บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์ ส่งโปรโมชั่นสั่งของบนออนไลน์ แต่มารับของได้ที่ห้างสรรพสินค้า เป็นช่องทางหนึ่งในการเติมเต็มประสบการณ์การช้อปปิ้งของลูกค้าบนออนไลน์กับโลกออฟไลน์

และแม้ว่าอีคอมเมิร์ซจะมาแรงแค่ไหน (ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์หรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปก็ตาม, เถียงกันได้) Tan Kee Yong กรรมการผู้จัดการของ AsiaMalls บอกว่าสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ “การเดินห้างยังเป็นประสบการณ์บางอย่างที่การซื้อของบนออนไลน์ไม่สามารถมาทดแทนได้”

สรุป

แม้ว่าผ่านมา 2 เดือน Amazon ในสิงคโปร์จะมีอุปสรรคและไปไม่ได้สวยนัก แต่ที่สุดแล้ว Amazon คงไม่หยุดในสิงคโปร์ (และในภูมิภาคนี้ที่กระแสอีคอมเมิร์ซกำลังโต) แต่เพียงแค่นี้แน่ๆ ส่วนคู่แข่งเจ้าถิ่นที่มีศักยภาพสูงอย่าง Lazada ก็คงจะงัดไม้เด็ดออกมาครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดที่ได้ดึงเอาการซื้อของบนออนไลน์มาบรรจบกับการรับของแบบออฟไลน์

อีกอย่างที่สำคัญ ตอนนี้ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซสิงคโปร์ยังอยู่ที่ 4.6% ของตลาดค้าปลีกในประเทศ ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 10% และสหราชอาณาจักรอยู่ที่ 15% ของแต่ละประเทศตามลำดับ จะเห็นได้ว่า การแข่งขันในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซที่ดูแล้วดุเดือดขึ้นทุกวันๆ แต่เมื่อเปิดตัวเลขออกมากางดู ต้องถือว่าตลาดอีคอมเมิร์ซยังครองส่วนแบ่งของตลาดค้าปลีกทั้งหมดในสัดส่วนที่น้อยมาก ตอนนี้บอกได้เพียงว่า โปรดติดตามศึกอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ต่อกันแบบยาวๆ รับรองว่าสนุกแน่

อ้างอิง – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-singapore-lazada-alibaba/

Walmart ทุ่มซื้อ Startup ต่อเนื่อง ล่าสุดคือ Parcel บริการขนส่ง 24 ชม. เพื่อแข่งกับ Amazon

การแข่งขันระหว่างค้าปลีกดั้งเดิม กับ Ecommerce ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ Amazon เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ Walmart ต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อแข่งขันในตลาดนี้ได้

ภาพจาก Facebook ของ Parcel

ทยอยซื้อ Startup เสริมแกร่งองค์กร

เพื่อหนีจากการแข่งขันนี้ให้ได้ Walmart เลือกที่จะซื้อกลุ่ม Startup ที่มีบริการเกี่ยวเนื่องกับค้าปลีก และ Ecommerce เข้ามาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ โดยช่วงเวลาปีเศษ ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกรายนี้ได้ซื้อ Startup เข้ามาถึง 5 ราย แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจ

ตัวอย่าง Startup ที่ Walmart ซื้อเข้ามาก็เช่น ค้าปลีกออนไลน์ Jet.com ด้วยการจ่ายกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ด้วยเงินสด), ร้านขายเครื่องแต่งกายออนไลน์ Shoebuy, ร้านขายอุปกรณ์กิจกรรมกลางแจ้งออนไลน์ Moosejaw, ร้านเสื้อผ้าผู้หญิงออนไลน์ ModCloth และร้านเสื้อผ้าผู้ชายออนไลน์ Bonobos

และล่าสุด Parcel ผู้ให้บริการส่งสินค้าในส่วน Last-Mile ก็เป็น Startup รายที่ 6 ที่ Walmart ซื้อเข้ามาในรอบ 14 เดือน โดยไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการซื้อขาย แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลก เพราะ Parcel เคยระดมทุนเพียงครั้งเดียวที่ 2 ล้านดอลลาร์ในรอบ Seed Fund แถมยังให้บริการแค่ใน New York เท่านั้นด้วย

สำหรับตัว Parcel ก่อตั้งเมื่อปี 2556 และเริ่มให้บริการเต็มตัวในปี 2557 ที่ New York มีจุดเด่นคือให้บริการได้ตลอด 24 ชม. และสามารถส่งสินค้าหลังจากรับคำสั่งจากผู้ใช้บริการเพียง 2 ชม. โดยบริการนี้เน้นตอบโจทย์ Ecommerce รายย่อยที่ต้องการให้บริการลูกค้าอย่างใกล้ชิดที่สุด

สรุป

การได้ Startup ที่สามารถส่งสินค้าได้ตลอด 24 ชม. เข้ามาช่วยธุรกิจ Ecommerce ของ Walmart ก็น่าจะเห็นการแข่งขันกับ Amazon ที่เพิ่งซื้อค้าปลีกดั้งเดิมอย่าง Whole Foods ด้วยมูลค่า 13,700 ล้านดอลลาร์ไป เพราะถ้าส่งได้ตลอด การส่งอาหารสด หรืออาหารแช่แข็ง ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

อ้างอิง // Venture Beat

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/walmart-acquire-parcel-for-logistic/

Jet.com เปิดตัวแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคใหม่ Uniquely J เน้นเจาะกลุ่ม millennials

Jet.com อีคอมเมิร์ซภายใต้ค้าปลีกรายใหญ่ Walmart ได้เปิดตัวแบรนด์ค้าปลีกของอุปโภคบริโภคใหม่ในชื่อแบรนด์ว่า Uniquely J เพื่อเน้นเจาะกลุ่มตลาด millennials ซึ่งใช้ชีวิตในเมือง (metro millennials) โดยเฉพาะ ซึ่งจะมีสินค้าภายใต้แบรนด์ตั้งแต่อาหารอย่างน้ำมันมะกอกหรือเม็ดกาแฟ ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้อย่างผงซักฟอกหรือกระดาษทิชชู่

โลโก้ Jet.com ภาพจากเว็บไซต์ Jet.com

สินค้าของ Uniquely J จะมีการเลือกสรรวัตถุดิบ organic หรือ fair trade มาผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท ส่วนดีไซน์ของหีบห่อผลิตภัณฑ์จะเน้นในด้านกลุ่ม millennials โดยเฉพาะเช่นกัน อย่างเช่นการใช้ถุงกาแฟดีไซน์รูปหัวกะโหลกมีลายลักษณะเหมือนกับรอยสัก, ถุงอาหารตกแต่งผลิตภัณฑ์ด้วยลูกโป่งสนทนา

New York Post รายงานว่า สินค้าจาก Uniquely J จะเริ่มออกจำหน่ายในอีกประมาณสองเดือนหน้า โดยในปีแรกสินค้าเหล่านี้จะจัดจำหน่านยบนเว็บไซต์ Jet.com ก่อน หลังจากนั้นจึงจะเริ่มวางจำหน่ายบนเว็บไซต์ Walmart.com

ภาพจาก Instagram ของ Jet.com

ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคออนไลน์ยังคงแข่งขันกันอย่างร้อนแรงต่อไป ซึ่งตอนนี้นอกจาก Walmart ก็มีมีผู้เล่นในตลาดอย่าง Target และ Amazon โดยแบรนด์ Jet.com ของ Walmart นั้นมีจุดประสงค์หลักเพื่อการเจาะตลาดกลุ่ม millennials ที่อยู่ในเมืองใหญ่โดยเฉพาะอยู่แล้ว และการสร้างแบรนด์ใหม่ของ Jet.com นี้ยิ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า Walmart กำลังให้ความสำคัญกับตลาดกลุ่มนี้มากพอสมควร

ที่มา – Jet.com, Recode, Engadget

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jet-com-new-grocery-brand-uniquely-j-targeted-millennials/

ผู้พิการทางสายตาฟ้อง Ecommerce ในเกาหลีใต้ ด้วยเหตุผลให้บริการไม่เท่าเทียม

ผู้มีความบกพร่องทางสายตาเกือบพันคนออกมาฟ้องร้องร้านค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่เป็นมูลค่ากว่า 5,700 ล้านวอน (ราว 167 ล้านบาท) หลังจากถูกเลือกปฎิบัติ เพราะไม่สามารถเข้าถึงบริการดังกล่าวได้เหมือนคนทั่วไป

กลุ่มผู้มีความบกพร้องทางสายตาทั้งหมด 963 คน เข้าฟ้องร้องยักษ์ใหญ่ Ecommerce ในเกาหลี 3 ราย ประกอบด้วย Emart, Lotte mart และ eBay Korea กับศาลแขวงกรุงโซลกลาง หรือถ้าคำนวนง่ายๆ ก็คือแต่ละคนที่ฟ้องร้องต้องการค่าเสียหายราว 2 ล้านวอน/คน (ราว 58,000 บาท)

“บริษัทเหล่านี้เพิกเฉยต่อความเท่าเทียมในการใช้บริการซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บกพร่องทางสายตามาโดยตลอด ทั้งๆ ที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร และทางออกง่ายๆ ก็คือการใช้เสียงเข้ามาช่วยให้ผู้บกพร่องทางสายตาสามารถซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์ได้เท่าเทียมกับคนอืน” ตัวแทนของกลุ่มกล่าว

ขณะเดียวกันทางกลุ่มยังยืนยันว่า ผู้ให้บริการ Ecommerce ทั้ง 3 รายนั้นละเมิดข้อบังคับทางกฎหมาย เพราะให้บริการอย่างไม่เท่าเทียมกับผู้พิการ โดยตัวกฎหมายนี้บังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับไม่เกิน 30 ล้านวอน ดังนั้นเมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว ผู้ให้บริการในประเทศไทยก็ควรศึกษากฎหมายเผื่อไว้ก่อน เนื่องจากในอนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุนี้หรือไม่

อ้างอิง // Korea Herald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/blind-people-file-ecommerce/

SK Planet ถอนธุรกิจจากอินโดนีเซีย แต่ยืนยันไม่เลิกกิจการ 11Street ในไทย

11Street ผู้ให้บริการ e-Commerce ชื่อดังจากเกาหลี เป็นบริษัทในเครือ SK Planet (เอสเค แพลเน็ต) ซึ่งหลังจากที่ SK Planet มีข่าวถอนการทำธุรกิจออกจากอินโดนีเซีย ก็มีข่าวลือทันทีว่า มีแนวโน้มจะถอนการทำธุรกิจในมาเลเซีย และอาจรวมถึงไทยด้วย

ทำให้ผู้บริหาร 11Street ในไทยต้องออกมายืนยันว่า ผลประกอบการในไทยเป็นไปในทิศทางที่ดี และยังลงทุนทำธุรกิจต่อแน่นอน

ถอนหุ้น เลิกธุรกิจออนไลน์เฉพาะในอินโดนีเซีย

SK Planet ได้ตัดสินใจเลิกทำธุรกิจในอินโดนีเซีย โดยการขายหุ้น 50% ของเว็บ e-Commerce ที่ชื่อ Elevenia ให้กับ Salim Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ของอินโดนีเซีย

สำหรับเว็บ Elevenia เริ่มให้บริการเมื่อปี 2014 โดยบริษัท PT XL Axiata ผู้ให้บริการโทรคมในอินโดนีเซีย โดยถือหุ้น 50/50 กับ SK Planet ซึ่งลงทุนไปกว่า 44.2 ล้านดอลลาร์

Elevenia เป็นผู้ให้บริการ e-Commerce รายแรกในอาเซียนที่มีบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง มียอดการสั่งซื้อมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มช้อปปิ้งออนไลน์ แต่อย่างที่รู้วา ธุรกิจ e-Marketplace ไม่ได้ทำกำไร เป็นเหตุให้ SK Planet ตัดสินใจถอนทัพในที่สุด

เลิกแค่อินโดฯ ยืนยันยังลงทุนทำธุรกิจในไทยต่อ

สำหรับ 11Street เปิดให้บริการในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ ก.พ. ที่ผ่านมา และมีผลตอบรับที่ดี ฮง โชล จอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 11Street ประเทศไทย บอกว่า ขณะนี้บริษัทฯ กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรทางธุรกิจหลายราย เพื่อแสวงหาแนวทางกลยุทธ์ธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่เฟสต่อไปในการพัฒนาให้บริษัทฯ เติบโตอย่างรวดเร็วและเข้มแข็งยิ่งขึ้น

จิน วู คิม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจต่างประเทศของ SK Planet บอกว่า การตัดสินใจในเชิงกลยุทธ์และขายธุรกิจในอินโดนีเซียนั้น ไม่มีผลใดๆ ต่อความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว ประเทศไทยจะเป็นตลาด e-Commerce ใหญ่เป็นอันดับสองในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

“ยืนยันว่า SK Planet ยังเดินหน้าธุรกิจในต่างประเทศต่อเนื่องแน่นอน แต่จะเลือกลงสนามในพื้นที่ที่มีโอกาสชนะเท่านั้น และนอกจากมาเลเซียและตุรกีแล้ว อีกหนึ่งสนามแข่งขันที่มั่นใจก็คือประเทศไทย”

source: Pulsenews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/11street-go-on-business-in-thailand/