คลังเก็บป้ายกำกับ: ECOMMERCE

ส่องสถานการณ์ E-Commerce ช่วงครึ่งปีหลัง

ต้องยอมรับว่าตลาดอีคอมเมิร์ซนั้น เจอผลกระทบจากผู้ให้บริการต่างชาติค่อนข้างมาก และยิ่ง 2 รายใหญ่อย่าง LAZADA และ Shoppee จัดกระหน่ำทุกโปรโมชั่นเพื่อดึงลูกค้ามาใช้งานออนไลน์มากขึ้น ยิ่งทำให้คนที่อยู่ในวงการนี้อยู่ยากและต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น และนี่คือสถานการณ์ครึ่งปีหลังที่ Priceza ประเมินมาให้อ่านกันค่ะ

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไพรซ์ซ่า จำกัด ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน “Priceza” เครื่องมือค้นหาสินค้าและเปรียบเทียบราคา (Shopping Search Engine) เปิดเผยข้อมูลสถิติเชิงลึกของไพรซ์ซ่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 พบว่า มีผู้เข้าเยี่ยมชมผ่านทั้งเว็บไซต์และแอปกว่า 70 ล้านครั้ง ขณะนี้จำนวนสินค้าบนแพลตฟอร์มเติบโตขึ้น 28% จากจำนวน 28 ล้านชิ้น ในช่วงปี 2560 เป็นจำนวน 36 ล้านชิ้นในปัจจุบัน

ต่างชาติเข้ามามาก

ถือเป็นการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ สาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนสินค้าเหล่านี้เติบโตขึ้น มาจากกลุ่มอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน หรือ Cross border ทำให้การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศทำได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันมีฐานข้อมูลสินค้าประเภทนี้บนแพลทฟอร์มไพรซ์ซ่า 17 ล้านชิ้น หรือคิดเป็น 47% ของจำนวนสินค้าทั้งหมด

ครึ่งปีหลัง Marketplace จะยิ่งมีแนวโน้มแข่งขันกันดุเดือดขึ้น เพราะมีรายใหญ่จากต่างชาติ เริ่มบุกตลาดหนักขึ้น ขณะเดียวกัน รายที่เคยพักการทำตลาดในไทยก็หวนคืนสู่ตลาดประเทศไทยอีกครั้ง ยังไม่แน่ว่าอาจมีการทำ Cross border เกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือไม่

ดังนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจอีคอมเมิร์ซจึงจำเป็นต้องปรับตัว เพิ่มกลยุทธ์และจุดขาย เพื่อรองรับการแข่งขันในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รวมถึงการแข่งขันกับสินค้าข้ามพรมแดนจากต่างชาติ

สถิติต่างๆ

จากข้อมูลเชิงลึกของไพรซ์ซ่าครึ่งปีแรกยังพบอีกว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์เฉลี่ยอยู่ที่ 1,702 บาท/ออเดอร์ ผ่านช่องทางเดสก์ท็อป Mobile Web และแอปพลิเคชัน ซึ่งการจ่ายผ่านเดสก์ท็อปยังคงมีตัวเลขที่มากกว่าช่องทางอื่นๆ อาจเพราะความสะดวกในการใช้จ่ายผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุค

จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของคนในยุคนี้ ไม่ได้เลือกที่ราคาสินค้าถูกหรือไม่ แต่ดูที่ความคุ้มค่าของสินค้ามากกว่า ว่าราคาสมเหตุสมผลกับราคาสินค้าหรือไม่ และพฤติกรรมของผู้ใช้งานนอกจากอ่านรีวิวและก็คือการเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อทำให้ Priceza เติบโตอย่างรวดเร็ว

จากตารางด้านบนคือการเปรียบเทียบการค้นหาในสินค้าทุกประเภทระหว่างปี 2017 เทียบกับปี 2018 พบความเปลี่ยนแปลงคือ กลุ่มสินค้าประเภทของสะสมในปีที่แล้ว มีความนิยมสูงมาก มีการค้นหาเป็นอันดับ 1 ถึง 24% พอมาปีนี้กลับลดลงมาเหลือเพียง 7% เท่าน้ัน ในขณะที่กลุ่มสินค้าประเภทเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งปีที่แล้วเป็นอันดับ 2 ของอันดับการค้นหา แต่ปีนี้กลับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 โดยมีตัวเลขที่ 15% เท่าเดิม

แต่มีสินค้ากลุ่มยานยนต์ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 แทน โดยมีส่วนแบ่งที่ 14% เพิ่มขึ้นมาจากปีที่แล้วถึง 5% มีเพียงกลุ่มโทรศัพท์เท่านั้น ที่ยังมีการค้นหาเป็นตัวเลขเท่าเดิมคือ 12% ส่วนคีย์เวิร์ดที่คนค้นหามากที่สุด ได้แก่

 เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ทั้งมาร์เก็ตเพลส ร้านค้า และผู้บริโภคในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น ไพรซ์ซ่า จึงได้จับมือพันธมิตรธนาคารชั้นนำ นอกจากไพรซ์ซ่าจะช่วยในเรื่องการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าให้ได้ราคาดีที่สุดแล้ว ไพรซ์ซ่ายังช่วยเรื่องการให้ข้อมูลการชำระเงินผ่านการช้อปปิ้งออนไลน์ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกช่องทางการชำระเงินที่คุ้มค่าและได้สิทธิพิเศษสูงสุดด้วย

ทางด้านของ Priceza เอง ในปีนี้ก็ได้เพิ่มบริการ Priceza Money  (https://money.priceza.com) ซึ่งเป็นบริการเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ด้านการเงินและประกันภัย ด้าน ประกอบด้วย 

  • บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ มากกว่า 1.6 ล้านแผนประกัน
  • เปรียบเทียบบัตรเครดิต จากสถาบันการเงินชั้นนำมากกว่า 69ใบ
  • เปรียบเทียบสินเชื่อส่วนบุคคล จากสถาบันการเงินชั้นนำ 

“เรามองเห็น Pain Point ของผู้คนหลายเรื่อง เช่น การทำประกันภัยรถยนต์ดั้งเดิมใช้เวลานาน และ 90% ของคนขับรถจะรู้สึกไม่สบายใจในการขับเมื่อประกันรถยนต์ขาด เราจึงมองหาแนวทางการพัฒนาแพลทฟอร์มของเราให้เชื่อมโยงกับโลกฟินเทค เพื่อแก้ไข Pain Point ของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง”

ทางด้านเป้าหมายของ Priceza นั้น นอกจากประเทศไทยแล้ว เป้าหมายหลักประเทศต่อไป ที่จะให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ คือประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศอินโดนีเซียจะสูงถึง 44,000ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50% ของมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในภูมิภาค

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/priceza-ecommerce-online/

Advertisements

[Short News] “ลำไย” ขายออนไลน์มาแรงไม่แพ้ทุเรียน

กระทรวงพาณิชย์ เผยข่าวที่น่าสนใจอีกครั้ง หลัง”ลำไย” กลายเป็นอีกหนึ่งผลไม้ยอดนิยมบนช่องทาง Tmall.com หลังส่งทุเรียนขึ้นแท่นไปแล้ว

หลังจากที่ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือกับ Tmall.com ยักษ์ใหญ่ตลาดออนไลน์สัญชาติจีน จัดกิจกรรม “Thai Flagship Store Business Matching” ภายในงาน THAIFEX – World of Food Asia 2018 เพื่อคัดเลือกสินค้าคุณภาพของไทยไปขึ้นขายบนเว็บไซต์ Tmall.com คาดว่าจะมีคำสั่งซื้อลำไยจากไทยเพื่อขายบน TMall.com ประมาณ 8,000-10,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีที่ผ่านมา และจะโตต่อเนื่องภายใน 3 ปีมากกว่า 100% ทุกปี งานน้ีชาวสวนมีช่องทางออนไลน์มาช่วยสนับสนุนรายได้อีกช่องทางหนึ่งแล้ว

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/longan-online-tmall/

O-Shopping ปรับออนไลน์ เปลี่ยนพฤติกรรมแม่บ้านมาใช้จ่ายแทนการโทร สร้างยอดขายใหม่

หลังปรับลุคเว็บไซต์ O Shopping ภายใต้คอนเซ็ปต์ Be better, Everyday life (ยิ่งรู้จักโอช้อปปิ้งยิ่งทำให้ทุกๆวันของชีวิตดีขึ้น) ทำให้มีการเติบโตในช่องทาง E-Commerce ถึง 40% ทำให้เห็นว่าแม่บ้านยุคใหม่เริ่มใช้งานออนไลน์เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่โทรสั่งเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

สุวัฒน์ ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บจก.จีเอ็มเอ็ม ซีเจ โอ ช้อปปิ้ง เล่าให้ฟังว่า หลังเปิดตัว ‘โชว์โฮสลี่เล้ง’ แบรนด์พรีเซ็นเตอร์ทำให้ยอดขายต่อเดือนโตเพิ่ม 40% (เทียบจากพ.ศ. 2560) ทั้งยังพบพฤติกรรมการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากกลุ่มเป้าหมายมียอดใช้จ่ายต่อครั้งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาท

อีกทั้งรูปแบบเว็บไซต์ Oshoppingtv.com ตอบโจทย์นักช้อปออนไลน์ได้ดีขึ้น โปรโมชั่นตรงกับความต้องการ ทำให้นักช้อปกล้าที่จะจับจ่าย รวมทั้งบริษัทเองก็คาดหวังว่า “แม่บ้าน” จะเปลี่ยนพฤติกรรมมาช้อปออนไลน์มากขึ้น

โดยปีนี้ โอช้อปปิ้ง หวังว่าจะเป็นปีที่ช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้น ผ่านการนำเสนอสินค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 3,000 รายการ ทางด้านของสินค้าขายดี ได้แก่ แฟชั่น เครื่องสำอางค์ และอาหารเสริม ที่มียอดสั่งซื้อ 24 ชั่วโมงกว่า 600 ครั้ง เพิ่มขึ้นสูงกว่าปีก่อนถึง 1.7 เท่า ส่วนช่องทางสั่งซื้อผ่าน Mobile Browser ทำยอดขายได้สูงที่สุด คิดเป็น 61% รองลงมาคือ การโทรสั่งซื้อผ่านระบบคอลเซ็นเตอร์ และสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ต

O Shopping มั่นใจว่าจะสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า จากการโทรสั่งซื้อมาเป็นการซื้อผ่านออนไลน์เพิ่มขึ้น 10% ทำให้ต้องพัฒนาช่องทางอีคอมเมิร์ซ ทั้งเว็ปไซต์ แอพลิเคชั่น และโซเชียลมีเดีย รวมถึงระบบการขนส่งและระบบการชำระสินค้าให้ดีขึ้น ตรงตามจุดขายอันเป็นบริการที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการบริการรับของก่อนจ่าย ส่งฟรีทั่วไทย และเปลี่ยนคืนได้ไม่ยุ่งยาก

ถือเป็นโอกาสหนึ่งของธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ที่ได้ขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มคนเมืองที่เป็นคนรุ่นใหม่ซึ่งนิยมซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ และขณะเดียวกันก็ยังคงรักษากลุ่มลูกค้าแม่บ้านกลุ่มเดิมไว้ได้ด้วย คาดว่าอนาคตช่องทางขายผ่านออนไลน์จะเป็นอีกหนึ่งในช่องทางหลักที่เสริมรายได้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ท่าทางงานนี้ ตลาดอีคอมเมิร์ซจะลุกเป็นไฟแน่นอน

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/o-shopping-ecommerce/

ผลสำรวจจับตาดูอีคอมเมิร์ซของไทย สงครามเผาเงินยังไม่จบแบรนด์เตรียมรับมือ

iPrice บริษัทอีคอมเมิร์ซชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สรุปสงครามอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ที่บอกให้รู้ว่าสงครามนี้ยังไม่จบ เพราะ Alibaba ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซยังคงทุ่มเงินอย่างมหาศาลเพื่อกระตุ้นตลาดในไทยให้โตอย่างต่อเนื่อง

โดยการประกาศอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันจันทร์ที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา Alibaba เพิ่มเงินลงทุนใน Lazada กว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อรุกตลาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งแต่งตั้ง CEO คนใหม่อย่าง Lucy Peng ซึ่งเป็น 1 ใน 18 ผู้ก่อตั้งบริษัท Alibaba ซึ่งเข้ามาแทนที่ CEO คนเก่าอย่าง Max Bittner ซึ่งผันตัวไปดำรงตำแหน่ง Senior Adviser ของ Alibaba

การลงทุนเพิ่มของ Alibaba ในบริษัท Lazada ในครั้งนี้ เป็นการขีดเส้นใต้อย่างชัดเจนแล้วว่า ทาง Alibaba มองเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะขึ้นเป็นแถบประเทศที่สำคัญต่อการเติบโตของบริษัท

บริษัท iPrice จึงได้จัดทำการศึกษาเปรียบเทียบการแข่งขันของบริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยชนต่างประเทศขึ้น โดยได้ทำการเก็บข้อมูล Traffic และ Social Media ตั้งแต่เดือนเมษายน-ธันวาคม 2560 ในการศึกษาที่ชื่อว่า The Map of eCommerce หรือ สงครามอีคอมเมิร์ซ และพบผลการศึกษาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

ไตรมาสที่ 4 ปี 2560 ที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ย traffic ของร้านค้าอีคอมเมิร์ซโตกว่า 70% จากไตรมาสที่ 2 กล่าวคือร้านค้าอีคอมเมิร์ซมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้เข้าชมอย่างรวดเร็วในช่วง 9 เดือน ซึ่งในช่วงปลายปีที่มีกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น

Chilindo แบรนด์ไทยหนึ่งเดียวที่หวังงัดข้อ Lazada

Chilindo เป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยโดยคุณ Caspar Bo Jensen ซึ่งบริษัทมีโมเดลธุรกิจที่แตกต่างจากร้านค้าอีคอมเมิร์ซอื่นๆอย่างสิ้นเชิง โดยมุ่งเน้นการขายสินค้าในรูปแบบประมูล โดยผู้บริโภคนั้นสามารถประมูลสินค้าเริ่มต้นเพียง 1 บาท

Chilindo มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 ที่ผ่านมา โดยในไตรมาสที่ 2 บริษัทอยู่อันดับที่ 4 โดยมี traffic อยู่ที่ 3,056,000 ครั้งต่อเดือน, ไตรมาสที่ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 โดยมี traffic 11,916,883 ต่อเดือน และไตรมาสล่าสุด Chilindo ขึ้นเป็นอันดับที่สอง รองจาก Lazada ยักษ์ใหญ่ โดยมี traffic 13,484,858 ครั้งต่อเดือน

คุณ Caspar CEO บริษัท Chilindo กล่าวว่า บริษัท Chilindo ได้ประโยชน์จากการกลับมาใช้บริการของลูกค้าเก่าอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเราคาดว่าการเติบโตนี้จะสูงขึ้นในปี 2018 โดยแผนการตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่ม traffic และจำนวนผู้ใช้งานรายใหม่ สุดท้ายแล้ว ทางบริษัทเชื่อในเรื่องของการพัฒนาสินค้า บริษัทใช้เวลากว่า 4 ปีในการพัฒนาเว็บ Chilindo ให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในแผนก็คือการขยายตลาดไปยังประเทศมาเลเซียและเวียดนามในปี 2017”

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเปรียบเทียบกับบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติอย่าง Lazada ที่ครองตำแหน่งที่หนึ่งในด้าน traffic ตลอดปีที่ผ่านมา ล่าสุด Lazada มี traffic สูงถึง 75 ล้านครั้งต่อเดือน จึงถือว่าไม่ง่ายเลยที่บริษัทอื่น ๆ หรือแม้กระทั่ง Chilindo จะตีเสมอในเร็ว ๆ นี้

Shopee ขึ้นที่หนึ่งแซง Lazada บน App Store

สองยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาจากต่างประเทศอย่าง Lazada และ Shopee ก็มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดตลอดมา แต่ถ้าหากพูดถึง Shopee แล้วนั้น ก็คงจะต้องพูดถึงการโฟกัสในระบบแอพพลิเคชั่นมากกว่าถึงจะแฟร์สำหรับเกมนี้

Shopee ให้ความสำคัญกับระบบแอพพลิเคชั่นมากกว่า เนื่องจากว่าผู้บริโภคสินค้าออนไลน์ใหม่ๆ นิยมซื้อสินค้าผ่านทางสมาร์ทโฟน จากข้อมูลจาก App Annie ช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ถึงแม้ Shopee จะเป็นรอง Lazada ตลอดมา แต่ไตรมาสที่ 4 ก็สามารถขึ้น Rank App Store เป็นอันดับหนึ่งที่มียอดดาวน์โหลดแซงหน้า Lazada ไปได้

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสองยักษ์ใหญ่นี้คงจะยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะในปีนี้ ยังมีกิจกรรมการส่งเสริมการขายจากทั้งสองบริษัทที่จะโปรโมทให้บริษัทดังเป็นพลุแตกอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นครบรอบวันเกิดของแต่ละบริษัท, แคมเปญ 11.11 และ 12.12 เป็นต้น

การแข่งขันในช่องทางโซเชียลมีเดีย

จากที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโซเชียลมีเดียเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทางบริษัทใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแต่ละบริษัทมีกลยุทธ์ในการเลือกช่องทางการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป โดยมีช่องทางหลักๆดังนี้ Facebook, Instagram, LINE

จากการศึกษาในปีที่ผ่านมาพบว่า

  1. Carnival แบรนด์แฟนชั่นไทยนำแบรนด์เทศใน Instagram 

Instagram ไม่ได้รับความนิยมจากร้านค้าอีคอมเมิร์ซมากนัก เนื่องจาก Instagram เหมาะกับร้านค้าอีคอมเมิร์ซที่ต้องการโชว์ภาพสินค้าแนวแฟชั่นมากกว่า ดังนั้นอีคอมเมิร์ซจึงไม่ให้ความสนใจกับช่องทางนี้

Carnival แบรนด์สตรีทแฟชั่น ให้ความสำคัญกับรูปภาพที่โพสต์บน Instagram โดยคำนึงถึงองค์ประกอบของรูปภาพทั้งด้านแสง, สี และการวางสินค้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และสามารถถ่ายทอดรายละเอียดของรองเท้าได้เป็นอย่างดี

IG ของ Carnival ที่แสดงภาพสินค้าสุดชิคและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าอย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้แต่ละโพสต์จะมีการบอกรายละเอียดที่ลูกค้าต้องการอย่างชัดเจน อาทิ จำนวนสินค้า, ไซส์ และราคาของสินค้าที่วางขาย รวมถึงช่องทางในการสั่งซื้อที่สะดวก Instagram จึงเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Carnival ประสบความสำเร็จในการทำตลาดแฟชั่นด้วย Instagram

  1. Karmart ตีตื้น Lazada ใน LINE

ด้วยเป็นแบรนด์ไทยที่เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งทางด้านสินค้า และทางการรับข้อมูล Karmart เลือกใช้ LINE เป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับลูกค้าคนไทย ที่นิยมใช้ LINE เป็นแอพพลิเคชั่นหลัก โดย Karmart มีผู้ติดตามใน LINE กว่า 14 ล้านคน ซึ่ง Lazada ที่มาอันดับหนึ่งนั้นมีผู้ติดตาม 20 ล้านคน

Karmart ให้ข้อมูลและโปรโมชั่นต่างๆ บน Line Chat

ดังนั้น ปี พ.ศ. 2561 นี้ จึงถือว่าเป็นปีที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เนื่องจากมีข่าวการลงทุนมากมายที่จะเข้ามาเสริมให้ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศแถบนี้โตขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าผลประโยชน์คงตกไปอยู่ที่ผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคจะมีตัวเลือกที่มากขึ้นในแง่ของสินค้าและคุณภาพของบริการ และที่สำคัญเงินลงทุนนี้จะเสริมให้ผู้บริโภคหันเข้ามาช้อปออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการรายเล็กๆ นั่นเอง

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/ecommerce-war-thailand/

PepsiCo โยกงบภาษีนิติบุคคล เตรียมโปะลงทุน e-commerce เพิ่ม

เจ้าพ่อเครื่องดื่มน้ำดำ PepsiCo ประกาศโยกเงินที่ประหยัดได้จากภาษีนิติบุคคลอัตราใหม่ GOP ของสหรัฐฯ มาโปะเพื่อลงทุนในธุรกิจ e-commerce และงานดิจิทัลอื่นเพิ่มเติม ถือเป็นการอัดฉีดงบลงทุนดิจิทัลที่อาจเป็นการนำร่องให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเดินตาม

PepsiCo ประกาศเทเงินลงทุนมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐที่บริษัทสามารถประหยัดได้จากแผนการจัดเก็บภาษี GOP ใหม่ เพื่อเสริมความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซใหม่ ให้บริษัทสามารถแข่งขันได้มากขึ้น โดยทั้งหมดนี้ PepsiCo ระบุในงานประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2017 ที่ผ่านมา

ในขณะที่ PepsiCo ไม่เปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัด รายงานของ Business Insider ระบุว่าธุรกิจ e-commerce คิดเป็นธุรกิจมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสำหรับ PepsiCo จุดนี้ถือว่าเป็นมิติใหม่ เมื่อคำนวณร่วมกับตัวเลข Impulse buys หรือการซื้อสินค้าแบบอัตโนมัติชนิดที่ไม่ต้องยั้งคิด ที่ครองส่วนแบ่ง 30% ของการซื้อเครื่องดื่มเฉลี่ยทั้งหมด ซึ่งเป็นสาเหตุให้นักวิเคราะห์แสดงความกังวลว่าบริษัทเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมอาจมองข้าม ไม่เตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตของ e-commerce เท่าที่ควร

สำหรับ PepsiCo เจ้าพ่อเครื่องดื่มน้ำดำและขนมขบเคี้ยว รายงานรายรับสุทธิในไตรมาส 4 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 1.95 หมื่นล้านเหรียญ จุดนี้ PepsiCo ระบุว่าได้วางแผนที่จะลงทุนเม็ดเงินที่ได้จากการประหยัดภาษีในการฝึกอบรมพนักงาน ขณะเดียวกันก็จะคืนกำไรในรูปผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นและโบนัสพนักงานจำนวน 100 ล้านเหรียญ

ข่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่คู่แข่งของ PepsiCo อย่าง Coca-Cola นั้นลงทุนขยายธุรกิจ e-commerce แล้ว โดยพัฒนาระบบสั่งซื้อด้วยเสียง เพื่อให้บริษัทจัดส่งเครื่องดื่มถึงบ้านลูกค้าได้โดยตรง

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/02/pepsico-e-commerce-investment/

แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้ กับ 5 พฤติกรรมลูกค้า e-Commerce ไทย

กระแส e-Commerce มาแรงนั้นถึงตอนนี้คงไม่มีใครบอกว่าไม่จริง แต่ในความฮอตของโลก e-Commerce นั้น “ไทย” ยังเป็นประเทศที่ช้อปผ่านโทรศัพท์มือถือสูงเป็นอันดับที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

โดยมีตัวเลขน่าสนใจจาก iPrice ผู้ให้บริการด้าน meta search ในตลาด  e-Commerce ทั้ง 6 ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จัดทำการศึกษาสภาพตลาดออนไลน์ภายใต้การศึกษาที่ชื่อว่า State of eCommerce โดยการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากร้านค้าพาร์ทเนอร์กว่า 1,000 ร้านค้า และพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยที่น่านำมาแบ่งปันกันดังต่อไปนี้

1. คนไทยใช้โทรศัพท์มือถือเบราซ์สินค้าออนไลน์มากกว่าคอมพิวเตอร์สูงเป็นอันดับสอง

หากเปรียบเทียบสัดส่วนการเบราซ์สินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือเทียบกับคอมพิวเตอร์ พบว่าคนอินโดนีเซียมีสัดส่วนการเข้าชมสินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือเทียบกับคอมพิวเตอร์เท่ากับ 87/13 คนไทยเป็นอันดับสอง มีสัดส่วนอยู่ที่ 79/21 อันดับสามคือคนฟิลิปปินส์ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 76/24

หนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเบราซ์สินค้าผ่านทางโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องมาจาก 90% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยมาจากสมาร์ทโฟน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ) จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นเทรนด์การเติบโตของโทรศัพท์มือถือที่สูงขึ้นเรื่อยๆในทุกๆประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการเติบโตนี้จะส่งผลให้สัดส่วนของคอมพิวเตอร์ลดลง จนมีค่าน้อยกว่า 30% ในทุกประเทศ

2. คนไทยค้นหาออนไลน์แต่ซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า – Conversion Rate ต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตีคู่ฟิลิปปินส์

Conversion Rate คือดัชนีวัดผลที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้า จากการศึกษาพบว่าเวียดนามมี Conversion Rate สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย Conversion Rate ในเวียดนามสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30% ในทางกลับกันประเทศไทยมี Conversion Rate ต่ำที่สุดในแถบนี้ โดยต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20%

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเปรียบเทียบ Conversion Rate ระหว่างโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ พบว่าคอมพิวเตอร์คือราชาแห่ง Conversion Rate กล่าวคือเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้าชมเว็บจากคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าสูงกว่าผู้ที่เข้าชมผ่านโทรศัพท์มือถือ สาเหตุอันเนื่องมาจากระบบคอมพิวเตอร์ที่เสถียรมากกว่าและสะดวกในการจ่ายค่าสินค้ามากกว่าการซื้อผ่านสกรีนเล็กๆ บนโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

3. คนไทยจ่ายเงินซื้อสินค้าออนไลน์ต่อครั้งเป็นอันดับ 4 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Basket Size หรือราคาเฉลี่ยต่อการซื้อสินค้าหนึ่งครั้งเป็นอีกหนึ่งดัชนีที่ร้านค้า e-Commerce ใช้เป็นเกณฑ์ เนื่องจากเป็นดัชนีที่ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจโดยตรง จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่า Basket Size แปรผันตรงกับ GDP per capita ซึ่งเป็นรายได้ต่อหัวของประชากรในแต่ละประเทศ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มี Basket Size สูงที่สุดในแถบนี้ โดยราคาอยู่ที่ 91$ ซึ่งมากกว่าไทยถึงสองเท่า (42$) โดยสิงคโปร์มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากร 90,000$ สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทยอยู่ในอันดับที่สามด้วยรายได้เฉลี่ยตัวหัวประชากร 17,000$

หากเปรียบเทียบ Basket Size ระหว่างโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ พบว่า Basket Size ของคอมพิวเตอร์มีค่าสูงกว่าโทรศัพท์มือถือเล็กน้อย ประเทศไทยมี Basket Size บนโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ 39$ และมี Basket Size บนคอมพิวเตอร์อยู่ที่ 47$ ซึ่งมีความคล้ายกันในทุกประเทศ สรุปได้ว่าคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมซื้อสินค้าที่มีราคาแพงและจำนวนที่มากกว่าบนคอมพิวเตอร์

4. คนไทยนิยมช้อปออนไลน์ก่อนเลิกงาน และก่อนเดินทางกลับบ้าน

หากใช้วันจันทร์เป็นค่าเฉลี่ย เป็นที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งที่วันพุธเป็นวันที่มียอดการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดในสัปดาห์ สำหรับประเทศไทย วันพุธมียอดสั่งซื้อมากกว่าวันจันทร์ 8% แต่จำนวนยอดสั่งซื้อลดลงในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ โดยลดลงเกือบ 20% เนื่องจากคนนิยมออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน จึงทำให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าลดลง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ยอดสั่งซื้อจะลดลง แต่คนยังให้ความสนใจในการเบราซ์สินค้าผ่านทางโทรศัพท์ในช่วงวันหยุด โดยเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นกว่า 10%

เวลาที่คนไทยนิยมซื้อสินค้าออนไลน์มากที่สุดคือ 15.00 น. คือช่วงการทำงานและเตรียมตัวก่อนกลับบ้าน ซึ่งมียอดสั่งสินค้าของคนไทยมากกว่าค่าเฉลี่ย 69% โดยยอดการสั่งซื้อจะลดต่ำลงและสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงค่ำ 21.00 – 22.00 น.

5. โอนเงินค่าสินค้าผ่านทางธนาคารและเคาน์เตอร์เซอร์วิสเป็นที่นิยมที่สุดในประเทศไทย

ช่องทางการชำระค่าสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในประเทศไทยได้แก่บัตรเครดิตและโอนเงินผ่านธนาคาร โดย 90% ของร้านค้า e-Commerce ในประเทศไทยให้บริการชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิตและ 81% มีช่องทางการชำระค่าสินค้าผ่านธนาคาร

อีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยคือเคาน์เตอร์เซอร์วิสในประเทศไทยที่มีมากกว่าในประเทศอื่นๆ โดยประเทศไทยมีบริการนี้ถึง 46% ซึ่งมากกว่าอีก 4 ประเทศยกเว้นเวียดนาม เนื่องจากคนไทยยังขาดความรู้และความเข้าใจในตลาด e-Commerce ความเชื่อใจในการซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์จึงไม่ดีนัก ดังนั้นการจ่ายค่าสินค้าโดยมีคนกลางในระบบ จะช่วยเพิ่มความไว้วางใจในการซื้อสินค้าออนไลน์ได้มากขึ้น

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ State of eCommerce in Southeast Asia 2017

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/02/5-statistic-ecommerce-thai/

หรือรายต่อไปคือห้าง Target นักวิเคราะห์คาด Amazon อาจเข้าซื้อกิจการค้าปลีกรายใหญ่ในปีนี้

หลังจากที่ปีที่แล้ว Amazon เข้าซื้อกิจการ Whole Foods Market เพื่อรุกค้าปลีกเต็มตัว ปี 2018 นี้ นักวิเคราะห์ทำนายว่า Amazon อาจรุกต่อเนื่อง เข้าซื้อ Target ค้าปลีกรายใหญ่ของอเมริกาอีกรายก็เป็นได้

Photo: Shutterstock

Amazon รุกต่อเนื่อง อาจซื้อกิจการของ Target ในปีนี้

Gene Munster นักวิเคราะห์สายเทคโนโลยีชื่อดังเขียนในรายงานคาดการณ์อุตสาหกรรมเทคโนโลยีปี 2018 ไว้ว่า Amazon อาจเข้าซื้อกิจการของ Target ค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ต่อจากการที่ Amazon ได้เข้าซื้อกิจการของค้าปลีก Whole Foods Market ในปี 2017 ด้วยเงินกว่า 13,700 ล้านดอลลาร์ หรือราว 4.6 แสนล้านบาท

  • หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง นักวิเคราะห์ มองว่า จะทำให้ Amazon และ Target จะสามารถแบ่งข้อมูลลูกค้าในทางประชากรศาสตร์ พูดง่ายๆ คือ เข้าใจลูกค้าในเชิงพื้นที่มากขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์ทางธุรกิจ ที่สำคัญนักวิเคราะห์คนนี้ยังมองว่า ทั้ง Amazon และ target ต่างพุ่งเป้าไปทำตลาดกับ แม่และครอบครัว กันอยู่แล้ว (เดาว่าแม่คือที่เก็บเงินส่วนสำคัญ ส่วนครอบครัวมักจะมีความต้องการซื้อสูง) ดีลนี้จึงน่าสนใจกับทั้ง 2 บริษัทเป็นอย่างมาก
  • แม้จะยังคาดเดาช่วงเวลาการเข้าซื้อได้ยาก แต่ก็ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า ถ้าเกิดดีลนี้เป็นจริงขึ้นมา จะเกิดประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน

Munster วิเคราะห์ว่า ต่อให้ทั้ง Amazon กับ Target รวมกันก็ยังมีส่วนแบ่งตลาดไม่เท่า Wal-Mart อยู่ดี แต่เห็นด้วยหากดีลนี้จะเกิดขึ้น เขาบอกว่า “นักลงทุนอาจจะคิดว่า Amazon จะครองโลก แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ดี”

ที่มา – Bloomberg,CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/predict-amazon-will-buy-target/