คลังเก็บป้ายกำกับ: ECOMMERCE

Uniqlo รุกตลาดจีนหนัก จะเพิ่มให้ครบ 1,000 สาขา ในวันที่สมรภูมิรบไม่ใช่หน้าร้าน แต่คือออนไลน์ต่างหาก

ตลาดเสื้อผ้าในจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก Uniqlo แบรนด์จากญี่ปุ่นที่มีสาขาในจีนอยู่แล้วกว่า 540 แห่ง เลยเล็งขยายเพิ่มให้ครบ 1,000 ในเร็ววัน แต่ในจีนตอนนี้กระแสอีคอมเมิร์ซมาแรงมาก การเพิ่มสาขาครั้งนี้จะตอบโจทย์หรือไม่?

Photo: Pixabay

Uniqlo เร่งขยายสาขาให้ครบ 1,000 ในจีน

เรียกได้ว่าแบรนด์ค้าปลีกญี่ปุ่นช่วงนี้บุกหนักไปตลาดจีนกันอย่างเต็มกำลัง เพราะนอกจาก MUJI ที่เราจะได้เห็นโรงแรมในจีนสิ้นปีนี้แล้ว อีกแบรนด์ที่กำลังขยายสาขาในจีนอย่างหนักคือ Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าจากญี่ปุ่น

หลังจากที่ Uniqlo ได้เริ่มบุกตลาดจีนตั้งแต่ปี 2002 จนถึงตอนนี้ก็มีสาขาในจีนไปแล้ว 540 แห่ง ในกว่า 120 เมือง แต่ไม่พอแค่นั้น เพราะจะขยายให้เป็น 1,000 สาขาให้ได้ภายใน 2 ปีครึ่งนับจากนี้

Pan Ning รองประธานกลุ่มผู้บริการ ระบุว่า “เราเปิดสาขาในจีนประมาณปีละ 100 แห่งอยู่แล้ว แต่ในช่วง 2 – 3 ปีนับจากนี้ เราจะเร่งอัตราการขยายสาขามากขึ้น”

ทีนี้พอกลับไปดูในญี่ปุ่น Uniqlo มีสาขาทั้งหมด 840 แห่ง ทรงตัวมาหลายปีแล้ว และก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับขยายเพิ่มแต่อย่างใด ทำให้ในไม่กี่ปีหลังจากนี้ หลายประเทศที่ Uniqlo ไปเปิดสาขาไว้ จะมีสาขาเพิ่มขึ้นแซงหน้าประเทศต้นทางอย่างแน่นอน

Photo: Pixabay

สมรภูมิใหม่ไม่ใช่หน้าร้าน แต่คือออนไลน์

Euromonitor International บริษัทวิจัยการตลาดจากเกาะอังกฤษ เปิดเผยว่า ตลาดเสื้อผ้าในจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีรายได้ปีละกว่า 300,000 ล้านเหรียญ และคาดว่าจะโตขึ้น 10% ทุกปี

แต่แม้ว่าตัวเลขในตลาดนี้จะโตขึ้นแค่ไหน แต่ถ้าลองไปดูตัวเลขดีๆ จะพบว่า อุตสาหกรรมในจีนกำลังขยับไปสู่อีคอมเมิร์ซมากกว่าการซื้อหน้าร้าน เพราะยอดขายออนไลน์ในจีนเพิ่มขึ้นมาถึง 26.6% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้

มากกว่านั้น Peter Lau Kwok-kuen ประธานเจ้าหน้าที่ของ Giordano บอกว่า ธุรกิจในจีนกำลังเข้าสู่โลกโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว เพราะยอดขายของเขาเองในจีนแผ่นดินใหญ่ลดลงไป 1.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายทางออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซเพิ่มขึ้นมาถึง 5%

สรุป

Uniqlo แบรนด์เสื้อผ้าญี่ปุ่นเตรียมขยายสาขาในจีนให้ครบ 1,000 แห่ง จากตอนนี้ที่มีอยู่แล้ว 540 แห่ง ที่น่าสนใจคือ ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งอย่าง Giordano ซึ่งมาจากฮ่องกง พร้อมทั้งได้ทำตลาดเสื้อผ้าในจีนค่อนข้างไปไกลกว่า Uniqlo มาก (ดูจากสาขาที่มีอยู่ก็สูงถึง 913 แห่ง) ได้บอกเองเลยว่า “แนวโน้มตลาดเสื้อผ้าในจีนกำลังไปออนไลน์แล้ว” เลยน่าจับตาว่าการขยายสาขาของ Uniqlo จะตอบโจทย์ตลาดและยอดขายได้จริงหรือไม่ เพราะภูมิศาสตร์ของตลาดนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเอาสักอย่างที่แน่นอนและเห็นได้ชัดๆ เลยก็คือ ตลาดจีนนี่น่าสนใจขึ้นทุกวันจริงๆ

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uniqlo-china-ecommerce/

Advertisements

ยกระดับการช้อปออนไลน์ ASOS เปิด Feature ค้นหาสินค้าในระบบด้วยรูปภาพ

ASOS กลายเป็นบริษัทออนไลน์ล่าสุดที่นำเทคโนโลยีการจับภาพด้วยคอมพิวเตอร์ เข้ามายกระดับการซื้อเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายต่างๆ เพียงแค่ผู้ซื้อใช้กล้องของ Smartphone เพื่อจับภาพ และนำไปค้นหาเท่านั้น

ภาพจาก Twitter ของ ASOS Carreer

จากโลกจริง สู่นวัตกรรมซื้อสิ่งที่อยากได้บนออนไลน์

ถ้าใครไม่ใช่แฟนช้อปออนไลน์ คงไม่คุ้นกับ ASOS แต่ถ้าเป็นผู้ที่ตามข่าว Ecommerce หรือซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำ จะรู้จักยักษ์ใหญ่ Ecommerce จากสหราชอาณาจักรรายนี้เป็นอย่างดี เพราะเป็นหน้าร้านออนไลน์ Multi Brand ที่ขายตั้งแต่รองเท้า, เสื้อผ้า ยันกระเป๋า และเครื่องประดับ รวมถึงเครื่องแต่งกายอื่นๆ

ซึ่งก่อนหน้านี้การจะหาเครื่องแต่งกายจำนวนมาก ผู้ซื้อต้องพิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในช่อง Search แต่หลังจากนี้ไปคงไม่ต้องแล้ว เพราะล่าสุด ASOS ได้อัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ของ Application บนระบบปฏิบัติการ iOS ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการผ่านรูปภาพ เช่นถ่ายรูปจากรองเท้าที่เห็นจากคนอื่นสวมใส่ หรือนำภาพที่เก็บไว้ในเครื่องก็ใช้ได้เหมือนกัน

ส่วนเหตุผที่ ASOS ที่ต้องพัฒนาบริการนี้ขึ้นมา ก็เพราะ 80% ของการใช้งานในสหราชอาณาจักรมาจาก Mobile Device และผู้ซื้อแต่ละคนก็ใช้เวลากว่า 80 นาที/เดือน กับ Application ของ ASOS ทำให้การพัฒนาบริการใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานผ่านช่องทางดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด

ไม่ใช่แค่ ASOS แต่คือการปรับตัวทุกบริการออนไลน์

ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่ ASOS ที่จริงจังกับการนำระบบวิเคราะห์ภาพมาใช้งานกับบริการของตัวเอง เพราะธุรกิจอื่นๆ เช่น eBay ก็นำเรื่องนี้มาช่วยค้นหาสินค้าภายในเว็บไซต์ รวมถึง Pinterest ก็เปิดใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อค้นหา Pin ที่ใกล้เคียงกับรูปภาพที่ค้นหา และ Mode.ai บริษัททำ Chatbot ก็นำเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้กับ Facebook Messenger เพื่อหาสิ่งของจากภาพเช่นกัน

สำหรับตัว ASOS เองนอกจากลงทุนเรื่องเทคโนโลยีการค้นหาสิ่งของจากภาพ ยังลงทุนอีก 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งที่สองในสหรัฐอเมริกา เพื่อขยายตลาดในแดนมะกันมากขึ้น หลังแข็งแกร่งในตลาดยุโรป และออสเตรเลีย ผ่านรายได้ปีปฏิทินล่าสุดที่ 1,800 ล้านดอลลาร์

สรุป

การเข้ามาของการค้นหาสิ่งของบนโลกออนไลน์ด้วยภาพ ทำให้ยกระดับการซื้อสินค้า หรือค้นหาสิ่งต่างๆ ไปอีกขั้น เท่ากับว่าโลก Ecommerce จะยิ่งง่ายกว่าเดิม เพราะไม่ต้องนึกคำเพื่อหา เพียงแค่มีรูปทุกอย่างก็จบ และมันคงเป็นโอกาสใหม่สำหรับนักพัฒนาไทย ที่จะก้าวเข้าไปตอบโจทย์ตลาดนี้เช่นกัน

อ้างอิง // Venture Beat

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/asos-photo-search/

ไปขายของที่จีนไม่ได้มีแค่ Alibaba เพราะ JD.com จับมือก.พาณิชย์ ดึง SMEs ไทยบุกออนไลน์แดนมังกร

Ecommerce ของประเทศจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ผ่านมูลค่ารวมแค่ฝั่ง Retail กว่า 8.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้า SMEs ไทยเข้าไปถึงตลาดนั้นได้ ก็คงเป็นโอกาสมหาศาลของตัวธุรกิจ

ภาพ pixabay.com

หลายคนนึกถึงแค่ Alibaba แต่จริงๆ ยังมีอีก

ด้วยชื่อเสียงของ Jack Ma หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน ด้วยตัวธุรกิจ Alibaba ที่ครองตลาด Ecommerce ในประเทศจีนเกือบเบ็ดเสร็จ ทำให้ Alibaba กลายเป็นที่จับตามองของนักธุรกิจไทยหลายราย ที่ต้องการนำสินค้าของตัวเองไปจำหน่ายทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C

แต่จริงๆ แล้ว JD.com เบอร์สองของตลาด Ecommerce ที่จีน ก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ดังนั้นผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะ SMEs ก็ต้องศึกษาวิธีการนำสินค้าของตนเองเข้าไปจำหน่ายที่นั่น แต่ด้วยความยาก เพราะเป็นการขายแบบ Cross Border แถมยังไม่มีตัวแทนในการช่วย SMEs ชาวไทยให้เข้าไปทำตลาดที่นี่อย่างจริงจัง

จากจุดนี้เองทำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เริ่มหาตัวกลางเข้ามาช่วยเรื่องนี้ และได้บริษัท ซีโฟน่า กรุ๊ป จำกัด ที่เชี่ยวชาญการนำสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศจีน มาทำหน้าที่ดังกล่าว ภายใต้โครงการ Thailand Smart Trade Center (TSTC)

เปิดเกม Online และ Offline พร้อมๆ กัน

ภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการช่วยเหลือ SMEs ไทย ให้จำหน่ายสินค้าได้ทั้งช่องทาง Online และ Offline ในประเทศจีน กล่าวคือตัว Online จะทำผ่านการตั้งหน้าร้านกลางชื่อ Thailand Pavilion ภายในเว็บไซต์ JD.com ผ่านการรวบรวมสินค้ากลุ่มอาหาร,เครื่องสำอาง และสปา เข้าไปจำหน่าย และมีตัวกลางช่วยประสานงานเรื่องส่งออกสินค้า

ศูนย์แสดงสินค้าในมณฑลกวางโจว

ส่วนฝั่ง Offline นั้น ทาง TSTC ได้เปิดพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. ภายในมณฑลกวางโจว เพื่อให้แบรนด์ชั้นนำของประเทศไทย และเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าไปวางแสดง และหากผู้ค้าที่จีนสนใจก็สามารถสั่งซื้อในรูปแบบ B2B ได้ โดย TSTC จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องการส่งออกสินค้า และขั้นตอนศุลกากรให้

สรุป

ตอนนี้หากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Ecommerce จีนได้ เท่ากับโอกาสธุรกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างมหาศาล และถ้าไม่มีความรู้เรื่องการส่งออก ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ก็เข้ามาช่วยเหลือเต็มรูปแบบ ดังนั้นผู้ค้าอย่ามองแค่ Alibaba เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ทำให้สินค้าตัวเองออกไปสู่แดนมังกรได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-push-thai-product-in-china/

ไปขายของที่จีนไม่ได้มีแค่ Alibaba เพราะ JD.com จับมือก.พาณิชย์ ดึง SMEs ไทยบุกออนไลน์แดนมังกร

Ecommerce ของประเทศจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ผ่านมูลค่ารวมแค่ฝั่ง Retail กว่า 8.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้า SMEs ไทยเข้าไปถึงตลาดนั้นได้ ก็คงเป็นโอกาสมหาศาลของตัวธุรกิจ

ภาพ pixabay.com

หลายคนนึกถึงแค่ Alibaba แต่จริงๆ ยังมีอีก

ด้วยชื่อเสียงของ Jack Ma หนึ่งในคนที่รวยที่สุดในประเทศจีน ด้วยตัวธุรกิจ Alibaba ที่ครองตลาด Ecommerce ในประเทศจีนเกือบเบ็ดเสร็จ ทำให้ Alibaba กลายเป็นที่จับตามองของนักธุรกิจไทยหลายราย ที่ต้องการนำสินค้าของตัวเองไปจำหน่ายทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C

แต่จริงๆ แล้ว JD.com เบอร์สองของตลาด Ecommerce ที่จีน ก็มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ดังนั้นผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะ SMEs ก็ต้องศึกษาวิธีการนำสินค้าของตนเองเข้าไปจำหน่ายที่นั่น แต่ด้วยความยาก เพราะเป็นการขายแบบ Cross Border แถมยังไม่มีตัวแทนในการช่วย SMEs ชาวไทยให้เข้าไปทำตลาดที่นี่อย่างจริงจัง

จากจุดนี้เองทำให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เริ่มหาตัวกลางเข้ามาช่วยเรื่องนี้ และได้บริษัท ซีโฟน่า กรุ๊ป จำกัด ที่เชี่ยวชาญการนำสินค้าไปจำหน่ายยังประเทศจีน มาทำหน้าที่ดังกล่าว ภายใต้โครงการ Thailand Smart Trade Center (TSTC)

เปิดเกม Online และ Offline พร้อมๆ กัน

ภายใต้โครงการดังกล่าว จะเป็นการช่วยเหลือ SMEs ไทย ให้จำหน่ายสินค้าได้ทั้งช่องทาง Online และ Offline ในประเทศจีน กล่าวคือตัว Online จะทำผ่านการตั้งหน้าร้านกลางชื่อ Thailand Pavilion ภายในเว็บไซต์ JD.com ผ่านการรวบรวมสินค้ากลุ่มอาหาร,เครื่องสำอาง และสปา เข้าไปจำหน่าย และมีตัวกลางช่วยประสานงานเรื่องส่งออกสินค้า

ศูนย์แสดงสินค้าในมณฑลกวางโจว

ส่วนฝั่ง Offline นั้น ทาง TSTC ได้เปิดพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. ภายในมณฑลกวางโจว เพื่อให้แบรนด์ชั้นนำของประเทศไทย และเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าไปวางแสดง และหากผู้ค้าที่จีนสนใจก็สามารถสั่งซื้อในรูปแบบ B2B ได้ โดย TSTC จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องการส่งออกสินค้า และขั้นตอนศุลกากรให้

สรุป

ตอนนี้หากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Ecommerce จีนได้ เท่ากับโอกาสธุรกิจที่ถาโถมเข้ามาอย่างมหาศาล และถ้าไม่มีความรู้เรื่องการส่งออก ตอนนี้กระทรวงพาณิชย์ก็เข้ามาช่วยเหลือเต็มรูปแบบ ดังนั้นผู้ค้าอย่ามองแค่ Alibaba เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ ที่ทำให้สินค้าตัวเองออกไปสู่แดนมังกรได้

ทั้งนี้ทีมงานของ JD.com ที่เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ตอบคำถามสื่อแต่อย่างใด ทั้งในเรื่องเข้ามาตั้งสาขาในประเทศไทย รวมถึงแผนธุรกิจของภูมิภาคอาเซียนหลังจากนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-push-thai-product-to-china/

เปิดความสำเร็จเมื่อ VGI จับ Big Data เชื่อมสื่อออฟไลน์-ออนไลน์เพิ่ม Purchase Intention ได้ 60%

 

ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าสนใจของการใช้สื่อแบบผสมผสานร่วมกับ Big Data ของค่าย VGI Group ที่สามารถเพิ่มตัวเลข Purchase Intention ให้กับ 11street อีคอมเมิร์ซยี่ห้อดังสัญชาติเกาหลีได้ถึง 60% จากการซื้อสื่อโฆษณาแบบเหมาสถานี Station Takeover ครั้งแรกในประเทศไทยบนสถานีรถไฟฟ้า 3 สถานี (สยาม ชิดลม พร้อมพงษ์) ร่วมกับการซื้อสื่อ Online ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจากบัตรแรทบิทการ์ด

คุณเนลสัน เหลียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อโฆษณานอกบ้านพร้อมฐานข้อมูลรายแรกในไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมสื่อโฆษณานอกบ้านของไทย (OOH) ได้ก้าวสู่จุดเปลี่ยนแปลงโดยเป็นผลจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้นและสื่อออนไลน์ที่เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น VGI จึงชูแนวคิด Data Centric Media Hypermarket เป็นแนวทางดำเนินงานโดยปรับเปลี่ยนวิธีการขายแพคเกจสื่อโฆษณาให้มีการผสมผสานระหว่างสื่อ Offline และ Online (O2O-โอทูโอ) โดยนำ Big Data จากบัตรแรบบิทการ์ด ซึ่งเป็นฐานข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมาใช้วิเคราะห์เพื่อการจัดสรรสื่อโฆษณานอกบ้านให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้นักการตลาดและเอเจนซี่โฆษณาทำตลาดได้อย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ และยังกระตุ้นการตัดสินซื้อของผู้บริโภคให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

คุณเนลสัน เหลียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ บริษัท เดอะนีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) ได้ทำวิจัยผลการใช้สื่อต่อการรับรู้และการตัดสินใจใช้บริการของ 11street ผู้ประกอบการค้าปลีกออนไลน์จากประเทศเกาหลี ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของ VGI ที่ใช้สื่อผสมผสานระหว่างสื่อของ VGI คือการซื้อสื่อโฆษณาแบบเหมาสถานี Station Takeover ครั้งแรกในประเทศไทยบนสถานีรถไฟฟ้า 3 สถานี (สยาม ชิดลม พร้อมพงษ์) ซึ่งเป็นสื่อ Offline ร่วมกับการซื้อสื่อ Online ที่ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคจากบัตรแรทบิทการ์ด

โดยงานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คนที่เป็นผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสถานีสยาม ชิดลมและพร้อมพงษ์ พบว่าการใช้สื่อโฆษณาในสถานีและรถไฟฟ้าบีทีเอสร่วมกับสื่อออนไลน์ควบคู่กันนั้น สามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าได้สูงถึง 60% ในขณะที่การเลือกใช้สื่อทีวีหรือสื่อออนไลน์เพียงอย่างเดียวสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้เพียง 27% จะเห็นได้ว่าการเลือกซื้อสื่อโฆษณาที่มีทั้ง Offline และ Online (O2O-โอทูโอ) ร่วมกันนั้น สามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้มากว่าการเลือกใช้สื่อใดสื่อหนึ่งเพียงอย่างเดียวถึงเท่าตัว

ทั้งนี้ ข้อมูล Demographic ของผู้โดยสาร BTS ต่อวันนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 1.2 ล้านคน เป็นผู้หญิงถึง 2 ใน 3 และเป็นพนักงานออฟฟิศอายุระหว่าง 25 – 44 ปีถึง 2 ใน 3 เช่นกัน ส่วนระดับการศึกษานั้น 90% คือกลุ่มปริญญาตรี – ปริญญาโท และ 75% มีรายได้ต่อเดือน 10,000 – 35,000 บาท

ส่วนรูปแบบการเดินทางนั้น มี 4 สถานียอดฮิตที่ก็คือสยาม, อโศก, หมอชิต และศาลาแดง ช่วงเวลาเร่งด่วนคือวันจันทร์-ศุกร์ระหว่าง 7.00 – 10.00 น. และ 17.00 – 19.00 น.

“การสร้างการรับรู้และกระตุ้นพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคนั้นจำเป็นต้องใช้สื่อที่มีการผสมผสานระหว่างสื่อ Offline และ Online (O2O-โอทูโอ) เข้าไว้ด้วยกัน มากกว่าการทุ่มเม็ดเงินโฆษณาไปยังสื่อใดสื่อหนึ่งเพียงสื่อเดียว เราเชื่อมั่นว่า Bundle Package จาก VGI จะตอบโจทย์ลูกค้า ช่วยให้เจ้าของสินค้า นักการตลาด และเอเยนซี่สื่อโฆษณาประสบความสำเร็จในการนำเสนอสินค้าและบริการให้เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว สื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายเนลสัน เหลียง กล่าว

VGI Group ยังเผยอีกด้วยว่า ปัจจุบันบริษัทมีสื่อโฆษณาที่ครอบคลุมทั้งสื่อป้ายโฆษณาและจอดิจิทัลทั้งหมดของระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส (VGI) มากกว่า 6,00 จุด สื่อโฆษณาในอาคารสำนักงานและสื่อในลิฟท์คอนโดมิเนียมมากกว่า 300 อาคาร ป้ายโฆษณาและจอดิจิทัลทั่วประเทศ (MACO) กว่า 2,000 จุด สื่อโฆษณาในสนามบิน (Aero Media) ที่มีจอดิจิทัลมากกว่า 300 จอ รวมถึงสื่ออื่นๆ เช่น รถเข็นในสนามบินดอนเมือง รถกอล์ฟที่สนามบินสุวรรณภูมิ งวงช้าง 5 สนามบินทั่วประเทศและสื่อโฆษณาของสายการบินแอร์เอเชีย ไทยไลอ้อนแอร์และนกแอร์มากกว่า 70 ลำ

ขณะที่ฐานข้อมูลนั้น VGI Group มีฐานข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคจากแรบบิท การ์ด ที่มีสมาชิกลงทะเบียนถึง 3 ล้านคน มีทั้งข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographic) และพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค (Consumer Spending Behavior) โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ เพื่อผสานการใช้สื่อโฆษณาทั้ง Offline และ Online (O2O-โอทูโอ) เข้าด้วยกัน ด้วยรูปแบบ Bundle Package ที่มีให้ลูกค้าเลือกซื้อทั้งแบบสำเร็จรูปที่จัดไว้แล้วและแบบ Customize package ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่ง VGI มองว่า จะทำให้เอเจนซี่ นักการตลาดและเจ้าของสินค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย สามารถสื่อสารโฆษณาหรือทำโปรโมชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/vgi-big-data-o2o-11street-purchase-intention-increase/

ญี่ปุ่นพร้อมให้บริการสั่งจัดงานศพผ่านออนไลน์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า อินเทอร์เน็ตทำให้การซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก และตอนนี้ในประเทศญี่ปุ่นก็มีบริการรับจัดงานศพที่สั่งได้ผ่านออนไลน์แล้ว โดยอยู่บนแพลตฟอร์ม Yahoo! Shopping Japan

ภาพโดย Corpse Reviver (Own work) [GFDL (http://www.gnu.org/copyleft/fdl.html) or CC-BY-SA-3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0/)%5D, via Wikimedia Commons

ถ้าต้องการจัดงานศพ ก็ทำได้เพียงไม่กี่คลิ๊ก

โดยเมื่อเข้าเว็บไซต์ Yahoo! Shopping Japan จะมีตัวเลือกให้กดใช้บริการรับจัดงานศพ ตัวอย่างเช่น Minrevi หนึ่งในผู้ให้บริการดังกล่าว มีตัวอย่างระดับการให้บริการที่หลากหลาย เช่นบริการเบื้องต้น (Simple Plan) ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจะประกอบด้วย บริการสัปเหร่อ, สิ่งของ และการดำเนินพิธีศพ จนไปถึงขั้นตอนเก็บอัฐิหลังจากเสร็จการเผา

และในบริการเบื้องต้นนั้น ก็ยังรวมถึงพิธี Otsuya หรือไว้อาลัยศพ คล้ายกับพิธีไว้อาลัยของพิธีศพในศาสนาคริสต์ แต่จะจัดขึ้นภายในบ้าน หรือสถานที่ที่ผู้ตายนั้นจากไป รวมถึงขั้นตอน Kokubetsushiki หรือพิธีเคารพศพ ที่จะเป็นการจัดงานขนาดย่อมๆ มีญาติ และเพื่อนสนิทของผู้ตายเข้าร่วมเคารพศพเป็นครั้งสุดท้าย

สำหรับค่าใช้จ่ายของบริการเบื้องต้นอยู่ที่ 128,000 เยน หรือราว 38,000 บาท แต่ถ้าต้องการพิธีกรรมมากขึ้น เช่นการมีพิธีสงฆ์เข้ามาร่วม และมีการทำรูปผู้เสียชีวิตเพื่อมาติดตั้งในพิธี ก็จะคิดราคาเพิ่มเป็น 173,000 เยน หรือราว 52,000 บาท และถ้าอยากจัดพิธีที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ราคาก็อาจพุ่งไปถึง 498,000 เยน หรือราว 1.5 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม หากมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยคงยาก เพราะที่ญี่ปุ่นนั้นส่วนใหญ่พิธีจะจัดกันที่บ้าน หากไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไรนัก ต่างกับที่ไทยที่ทุกพิธีต้องเกิดขึ้นในวัด และจบที่การเผาที่เมรุ ดังนั้นถ้าจะนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย บริการรับจองศาลา หรือรับสั่งดอกไม้ กับพวงหรีดต่างๆ น่าจะดีกว่า ส่วนในต่างจังหวัดที่จัดงานศพที่บ้าน ก็อาจนำรูปแบบธุรกิจนี้ไปประยุกต์ใช้ได้

อ้างอิง // Rocketnews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/online-funeral-service/

เดินตามธงใหม่ OfficeMate หันเจาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซ ดึง KERRY EXPRESS ส่งของทั่วไทย ชูจุดเด่นเริ่มต้น 35 บาท

ต้นปี OfficeMate ประกาศเปลี่ยนเป้าธุรกิจ จากเดิมขายส่งองค์กร หันไปเน้นอีคอมเมิร์ซ SME รอบนี้เลยจับมือ KERRY EXPRESS ที่มีฐานลูกค้าในกลุ่มนี้อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเป้าที่ OfficeMate ตั้งไว้ต้นปีที่ 15% จะไม่ทะลุ ขอเปลี่ยนเป็น 10% ดูทรงกันไปก่อน

จากซ้ายคนที่ 3 – วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) จากขวาคนที่ 2 ผู้ชาย – อเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ เคอรี่ โลจิสติกส์กรุ๊ป ประจำสาขาประเทศไทย

เมื่อธุรกิจด้าน “สินค้า” กับ “บริการ” จับมือกัน ลุยตลาดอีคอมเมิร์ซ

หลังจากที่ OfficeMate ได้ประกาศเจตนารมณ์ใหม่ในการทำธุรกิจที่จะมุ่งไปสู่ธุรกิจรายย่อย SME มากขึ้น แผนใหม่ที่ส่งมารอบนี้คือ จับมือกับ KERRY EXPRESS เพื่อร่วมส่งของทั่วประเทศไทย จุดเด่นคือบริการส่งของจะเริ่มต้นที่ราคา 35 บาท (คิดราคาตามขนาดกล่อง ไม่คิดค่าบริการตามน้ำหนักอย่างที่ทำกันทั่วไป)

วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) ระบุว่า “การจับมือกันของเราในครั้งนี้ถือเป็น Win-win Strategy ในส่วนของ OfficeMate จะได้ส่งของให้ลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น ต้องการให้เป็น One Stop Business Solutions หรือตามสโลแกนที่บอกว่า ที่เดียวครบ-ตอบโจทย์ทุกธุรกิจ และในขณะเดียวกัน KERRY EXPRESS ก็จะใช้โอกาสนี้ขยายฐานบริการได้ครอบคลุมทั่วประเทศเช่นกัน”

จากซ้ายคนที่ 2 – อเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ เคอรี่ โลจิสติกส์กรุ๊ป ประจำสาขาประเทศไทย จากขวาคนที่ 2 – วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน)

ด้าน KERRY EXPRESS อเล็กซ์ อึ้ง ผู้อำนวยการบริหารสายงานธุรกิจรับ-ส่งพัสดุ เคอรี่ โลจิสติกส์กรุ๊ป ประจำสาขาประเทศไทย ระบุว่า “ถือเป็นครั้งแรกที่ KERRY EXPRESS ได้จับมือกับพาร์ทเนอร์ในประเทศไทย เชื่อมั่นว่าจุดให้บริการที่มีอยู่ 400 แห่งทั่วประเทศ มีรถให้บริการกว่า 6,000 คัน แบ่งเป็นรถบรรทุก 80% รถมอเตอร์ไซค์ 20% ทั้งหมดนี้ทำให้จะช่วยมารองรับกำลังความต้องการของลูกค้าของ OfficeMate ได้อย่างดี”

“นอกจากนั้น KERRY EXPRESS ยังได้สร้างศูนย์กระจายสินค้าในปทุมธานี-บางปะอิน เพื่อรองรับการส่งพัสดุให้ได้ถึงวันละ 200,000 ชิ้น นอกจากนั้นยังมีการปรับปรุงขยายพื้นที่ศูนย์ที่บางนาอีกด้วย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งสินค้า ทำให้ในสิ้นปีนี้ KERRY EXPRESS จะรองรับการส่งสินค้าได้ถึง 500,000 ชิ้นเลยทีเดียว”

บริการส่งของที่ OfficeMate กับ KERRY EXPRESS จับมือร่วมกัน มีรายละเอียดดังนี้

  • แรกเริ่มจะให้บริการใน OfficeMate 11 สาขา ในกรุงเทพและปริมณฑลฯ ดังนี้ เซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 ชั้น G, อาคารจิวเวอรี่เทรด เซ็นเตอร์ ชั้น 2, ซีคอน บางแค ชั้น B ,Tree on 3 พระราม 3 ชั้น G, อาคารจัสมิน ซิตี้ (สุขุมวิท 23) ชั้น B1, มิดทาวน์ อโศก ชั้น B1, เทสโก้ พระราม1 ชั้น 2, บิ๊กซี พระราม 4 ชั้น G, บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า เพชรเกษม, บิ๊กซี เอกมัย ชั้น 2 และ บิ๊กซี สุขสวัสดิ์ ชั้น 2
  • ภายในสิ้นปี 2560 นี้จะขยายให้บริการครอบคลุม 37 สาขา ส่วนปีหน้า 2561 จะขยายเพิ่มให้เป็น 80 สาขา ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย
  • ค่าบริการจะคิดตามขนาดกล่อง เริ่มต้นที่ 35 บาท ไม่คิดค่าบริการตามน้ำหนัก แต่ห้ามเกิน 25 กิโลกกรัม หากเกินจะคิดค่าบริการเพิ่มไปอีกตามน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วกว่า 99% ของธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะส่งของไม่เกิน 25 กิโลกกรัมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่ปัญหา
ขนาดกล่องราคาเริ่มต้น 35 บาท

ดึง KERRY EXPRESS มาร่วมสาขา ลูกค้าเพิ่ม แต่เป้ารวมทั้งปียังไม่เพิ่ม?

OfficeMate บอกว่า สาขาที่ได้นำเอา KERRY EXPRESS มาใช้ (ตอนนี้มี 11 สาขา) มีลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยแต่ละสาขาอยู่ที่ 15% และเมื่อถามถึงเป้ารายได้ของ OfficeMate ในปีนี้ วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า “จนสิ้นปีนี้น่าจะอยู่ที่ 10%” แต่ถ้าย้อนไปดูช่วงต้นปีที่ได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้ได้ระบุไว้ว่า แต่ปีนี้จะเติบโตไปถึง 15% นั่นหมายความว่า แม้ฐานลูกค้าของ OfficeMate จะเพิ่มขึ้นจากการจับมือกันกับ KERRY EXPRESS ในปีนี้ แต่ถ้าดูจากการประเมินของผู้บริหารแล้ว ถือว่ายังไม่มีความมั่นใจในรายได้ของช่วงแรกที่ดำเนินการ

สำหรับเรื่องรายได้ของ OfficeMate ที่ได้ประเมินไว้ Brand Inside ลองคำนวณเบื้องต้นโดยเทียบเคียงกับรายได้ในปีก่อนหน้าพบว่า ตามที่ OfficeMate ตั้งเป้าไว้ที่ 15% หรือคิดเป็นเงิน 7,500 ล้านบาท แต่เมื่อถามถึงเป้าในสิ้นปีนี้ OfficeMate ตอบกลับว่า “ปีนี้ยอดน่าจะอยู่ที่ 10%” นั่นหมายความว่าสิ้นปีนี้ OfficeMate จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 7,150 ล้านบาทเท่านั้น

มองแผนจับมือ OfficeMate กับ KERRY EXPRESS

ด้วยความที่หลังจากการเปลี่ยนธงของ OfficeMate ทำให้ตอนนี้เร่งเครื่องเดินหน้าดึงลูกค้าในธุรกิจรายย่อย SME อย่างมาก การดึงเอา KERRY EXPRESS จึงเป็นการเดิมเกมที่น่าสนใจ เพราะ KERRY EXPRESS มีฐานลูกค้าที่เป็น SME อยู่จำนวนมาก ประกอบกับในปีหน้า 2561 KERRY EXPRESS ยังบอกด้วยว่าจะลงเงินในไทยอีกไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาทในการขยายฐานให้บริการและยานพาหนะ

ในด้าน KERRY EXPRESS การที่จับมือกับ OfficeMate ก็ถือเป็นจุดขยายธุรกิจที่ดี เพราะจะทำให้ขยายฐานการบริการไปทั่วประเทศได้ง่ายขึ้นจากพาร์ทเนอร์ที่มีสาขาแข็งแกร่งอยู่แล้วในประเทศไทย

ส่วนด้าน OfficeMate โดยวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “สำหรับครึ่งปีหลังธุรกิจยังไปได้ดี คนอื่นชอบบ่นว่ากำลังซื้อไม่ค่อยดี แต่ของ OfficeMate ยังดีอยู่”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/officemate-kerry-express-partner-delivery/