คลังเก็บป้ายกำกับ: EMPLOYEE

7-ELEVEN ในญี่ปุ่นเตรียมปรับชั้น 2 ทำเป็นที่เลี้ยงเด็กราคาย่อมเยา ส่วนชั้นล่างขายของเหมือนเดิม

ภาพของ 7-ELEVEN ที่เป็นร้านสะดวกซื้ออาจจะเปลี่ยนไป เพราะในญี่ปุ่นเตรียมส่งบริการเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็ก เริ่มต้นกับพนักงานก่อน ถือเป็นสวัสดิการที่น่าสนใจ เพราะที่เลี้ยงเด็กในญี่ปุ่นตอนนี้กำลังขาดแคลนอย่างมากด้วย

Photo: Flickr.com Yoko Hase

ชั้นล่างขายของ เตรียมปรับชั้น 2 เป็นที่เลี้ยงเด็กเล็ก

ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง 7-ELEVEN เตรียมเปิดสถานที่เลี้ยงเด็กเล็ก (nurseries) เป็นครั้งแรก โดยจะเปิด 2 แห่ง ที่แรกตั้งอยู่ในสาขาที่โตเกียว ส่วนอีกแห่งจะไปอยู่ที่ฮิโรชิมา ขั้นแรกจะให้บริการกับพนักงานของตัวเองที่มีลูกเป็นเด็กเล็กจนถึง 2 ขวบ เป็นการชิมลางไปก่อน

เนิร์สเซอรี่ของ 7-ELEVEN ในสาขาที่โตเกียวจะรองรับเด็กได้ประมาณ 30 คน ส่วนที่ฮิโรชิมาจะได้ 19 คน โดยจะเปิดให้บริการบนชั้น 2 ของร้าน แต่ทั้งนี้เนิร์สเซอรี่มีเวลาเปิดปิด ไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงตามอย่างร้านสะดวกซื้อ แต่จะเปิดให้บริการในวันทำงานปกติเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าเป็นต้นไป และปิดให้บริการตอน 2 ทุ่ม

Photo: Pixabay

ปัญหาคือต้องเลี้ยงพนักงานไว้กับตัวให้ได้ สวัสดิการสำคัญ

อันที่จริงแล้ว การที่ 7-ELEVEN ต้องส่งบริการเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงานของตัวเอง มาจากปัญหา 2 ประการคือ

  • การขาดแคลนแรงงานที่จะมาทำงานในร้านสะดวกซื้อ
  • บริการเลี้ยงเด็ก (child care services) กำลังขาดแคลนอย่างมากในญี่ปุ่น

Shizuma Noda ผู้อำนวยการและผู้บริหารของ 7-ELEVEN บอกว่า “บริษัทกำลังประสบกับปัญหาเรื่องพนักงานเหมือนกับอีกหลายๆ ธุรกิจ”

ประเด็นก็คือ การทำงานในร้านสะดวกซื้อมักจะใช้พนักงานที่เป็นคนกลุ่มจบใหม่ (อย่างที่เราเห็นกันในไทยก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี) แต่ในญี่ปุ่นตอนนี้คนที่มาทำงานตรงนี้เป็น “ผู้หญิง” และหลายคนเป็น “ผู้หญิงมีอายุ” แล้วด้วย เพราะฉะนั้น การมีลูกเล็กเด็กแดงติดมาจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ไม่ใช่แค่ 7-ELEVEN เท่านั้น FamilyMart ก็มีปัญหาเรื่องพนักงานเช่นกัน ตอนนี้ประกาศรับสมัครเพิ่มอีก 100,000 คน แล้วก็เช่นเดียวกัน มีการวางแผนจะเปิดเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงานด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ในขั้นแรก เนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กของ 7-ELEVEN จะให้บริการกับพนักงานของตัวเองเท่านั้น แต่ในอนาคตก็ได้มีการวางแผนไว้ เพื่อที่จะให้บริการกับคนในท้องถิ่นด้วย แต่ต้องดูก่อนด้วยว่า 2 ที่แรกที่ส่งมาชิมลางนี้จะได้ผลตอบรับที่ดีหรือไม่

ตัวแทนของ 7-ELEVEN ยังได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ค่าบริการยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่ชัดเจนออกมา แต่บอกได้ว่าจะถูกกว่าราคาปกติในท้องถิ่นอย่างแน่นอน”

สรุป

7-ELEVEN เตรียมส่งเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กราคาย่อมเยามาให้บริการกับพนักงาน เพราะตอนนี้ที่เลี้ยงเด็กขาดแคลนอย่างมาก เท่าที่คาดการณ์ก็น่าจะมาจากการเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ธุรกิจนี้ล้มหายตายจากไปบ้าง แต่ปัญหาคือยังมีคนต้องการอยู่ โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานหลายชั่วโมงต่อวันและไม่มีเวลาเลี้ยงลูก

อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาของร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-ELEVEN ไม่ใช่อะไรอื่น แต่คือการรักษาพนักงานเอาไว้ให้ได้ เพราะถึงจุดหนึ่งหลายคนก็ต้องการงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสวัสดิการ และในช่วงหลังมานี้คนที่มาทำงานกับ 7-ELEVEN เป็นผู้หญิงสูงอายุมากขึ้น ทำให้ร้านสะดวกซื้อรายนี้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อซื้อใจพนักงานของตัวเองเอาไว้ให้ได้

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/7-eleven-japan-nurseries-welfare/

Advertisements

3 บทเรียนจาก Google กรณี ”จดหมายเปิดผนึกพนักงาน” กลายเป็นไวรัล

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กูเกิลออกแถลงการณ์ชัดเจนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องหรือสนับสนุน กรณีพนักงานชายกูเกิลรายหนึ่งเขียนจดหมายเปิดผนึกต่อต้านนโยบายสนับสนุนความหลากหลายของบุคลากรในกูเกิล จดหมาย anti-diversity นี้กลายเป็นไวรัลส่งต่อและลามเป็นข่าวดังทั่วโลก เพราะเป็นจดหมายที่สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรกูเกิลที่เปลี่ยนไป

จดหมายนี้ได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและต่อต้าน เรียกว่าได้รับความสนใจมาก เนื่องจากทุกวันนี้ บริษัทไอทีในซิลิกอนวัลเลย์หลายแห่งถูกครหาว่าเป็นองค์กรเหยียดเพศ มีการกีดกันผู้หญิงไม่ให้เป็นหัวหน้างาน หรือรับผิดชอบโครงการใหญ่เท่าเทียมผู้ชาย

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากกรณีนี้คือการตอบสนองที่เร็ว เพราะไม่นานหลังจากจดหมายเปิดผนึกที่มีความยาวกว่า 10 หน้า ถูกแชร์ส่งต่อจนเป็นข่าวผ่านสื่ออย่าง Motherboard และ Gizmodo เมื่อวันเสาร์ (5 สิงหาคม) Danielle Brown รองประธานบริษัทฝ่ายสนับสนุนความหลากหลายของบุคลากรบริษัท ก็ออกแถลงการณ์ชัดเจนในวันอาทิตย์ทันที

สิ่งที่ 2 ที่เราเรียนรู้ได้จากกรณีนี้คือการตอบสนองที่เข้าท่า กรณีนี้ผู้บริหารกูเกิลยืนยันว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับความเห็นในจดหมายเปิดผนึกของวิศวกรอาวุโสกูเกิลรายนี้ แต่ก็ยังใช้พื้นที่สื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าพนักงานกูเกิลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี (แม้จะไม่แน่ชัดว่าพนักงานรายนี้จะได้รับผลกระทบใดตามมา)

คำแถลงของ Danielle Brown ระบุว่า ”หลายท่านได้อ่านเอกสารภายใน ที่ใครบางคนในทีมวิศวกรรมของเราแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับความสามารถและลักษณะทางธรรมชาติของเพศที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าทุกคนสามารถพูดแสดงความเห็นถึงประเด็นเหล่านี้ได้อย่างอิสระที่กูเกิล และเช่นเดียวกับหลายคน ผมพบข้อสมมติฐานเกี่ยวกับเพศที่ไม่ถูกต้องหลายจุด ผมขอไม่กล่าวถึงเพราะความเห็นในจดหมายเปิดผนึกนี้ ไม่ใช่มุมมองที่ผมหรือบริษัทรับรอง ส่งเสริม หรือสนับสนุน”

ส่วนหนึ่งของจดหมายเปิดผนึกของพนักงานกูเกิลที่จั่วหัวเรื่องว่า Google’s Ideological Echo Chamber ระบุว่ากูเกิลควรปรับนโยบายส่งเสริมความหลากหลายของพนักงานหรือ diversity ด้วยการลดการจ้างงานผู้หญิงและ “people of color” หรือคนที่มีรสนิยมทางเพศหลากหลาย ในจดหมายยังระบุว่าทุกคนควรหยุดเหมารวมช่องว่างของเพศว่าเป็น sexism เพราะความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในโลกบุคลากรไอทีนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาการรังเกียจหรือต่อต้านผู้หญิง (sexism) แต่เป็นเพราะหญิงชายนั้นมีความแตกต่างกันจริงในด้านชีวภาพ

การยืนยันว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับความเห็นนี้อาจไม่พอ สิ่งที่ 3 ที่เราเรียนรู้จากกรณีนี้ คือการชี้แจงแบบใจเขาใจเราร่วมด้วย

ผู้บริหารระบุว่า Google ยึดถือแนวความคิดสนับสนุนความหลากหลายอย่างจริงจัง แต่ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจุดยืนที่แข็งแกร่งอาจก่อให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิดคนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเสมอ

ไม่ว่าใครจะอยู่ทีมผู้หญิงหรือทีมผู้ชาย แต่ตัว Danielle Brown แสดงความเชื่อมั่นอย่างแข็งขันว่า Google กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Danielle Brown จึงรับหน้าที่เป็น Vice President for Diversity, Integrity and Governance แห่ง Google

ตอบได้ดีจบได้สวยงาม

ที่มา: Foxnews

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/memo-diversity-google/

องค์กรญี่ปุ่นสั่งพนักงานยืนใช้คอมพิวเตอร์-ห้ามเอาโน้ตบุ๊กส่วนตัวมาใช้ เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ

ขณะที่องค์กรอื่นๆ เริ่มอยากให้พนักงานออกไปทำงานนอกออฟฟิศมากขึ้น แต่องค์กรญี่ปุ่นอย่าง Iris Ohyama กลับดึงให้พนักงานเข้ามายังออฟฟิศ แถมยังให้ยืนใช้คอมพิวเตอร์ และไม่ให้นำโน้ตบุ๊กส่วนตัวมางานอีกด้วย

ภาพจาก Iris Ohyama

ห่วงใยสุขภาพ และความคิดในการทำงาน

เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ Iris Ohyama บริษัทจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับพลาสติก และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดมิยะงิ ประเทศญี่ปุ่น ตัดสินใจให้พนักงานไม่นั่งติดกับโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ และความคิดสร้างสรรค์ที่อาจไม่เกิดหากนั่งอยู่กับที่

โดยทางบริษัทมีการประกาศห้ามใช้งานคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน และหากใช้ต้องลุกขึ้นมายืนทำงานบนโต๊ะสูงที่บริษัทจัดไว้ให้เท่านั้น ที่สำคัญการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังกำหนดเวลาไว้แค่ 45 นาที/ครั้ง เพื่อไม่ให้พนักงานเหนื่อยจนเกินไป ส่วนใครไม่สะดวกใจแล้วนำโน้ตบุ๊กส่วนตัวมาใช้งาน ทางบริษัทก็ห้ามทำแบบนี้มาเป็น 10 ปี โดยอ้างอิงจากเหตุผลข้างต้น

ภาพจาก Iris Ohyama

ขณะเดียวกันการจัดรูปแบบสำนักงานยังค่อนข้างใหม่ในบริษัทญี่ปุ่น เพราะใช้รูปแบบ Non-Partitioned Design หรือไม่มีฉากกั้นระหว่างแผนก ทำให้ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยเรื่องงานกันได้ง่ายขึ้น ส่วนหัวหน้าของแต่ละแผนกก็ถูกบังคับให้ยืนใช้คอมพิวเตอร์เช่นกัน เพื่อเป็นความเท่าเทียมของพนักงาน

อ้างอิง // Soranews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/standing-desk-worker/

ใช้เกมสมัครงาน Jaguar เปิดรับสมัคร หากเล่นเกมผ่าน เตรียมทำงานได้เลย

มายาคติต่อเกมน่าจะต้องถูกท้าทายเสียบ้าง เมื่อ Jaguar Land Rover เปิดรับพนักงานในปีนี้กว่า 5,000 คน แต่ที่น่าสนใจคือ ถ้าผู้สมัครโหลดแอพพลิเคชั่นเกม แล้วเล่นจนสำเร็จได้ ก็เตรียมตัวทำงานได้เลย

Jaguar ใช้เกมเป็นเกณฑ์รับพนักงาน

Jaguar Land Rover ประกาศรับสมัครพนักงานในปีนี้กว่า 5,000 คน มีตำแหน่งตั้งแต่วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์จนถึงซอฟต์แวร์ แต่ที่น่าสนใจคือ หากเข้าไปโหลดเกมจากแอพพลิเคชั่น แล้วเล่นจนสามารถแก้ปริศนาของเกมได้จะมีโอกาสในการเข้าทำงานมากขึ้น ส่วนใครที่สนใจเกมนี้ลองดูได้ที่นี่ แต่ Jaguar ก็บอกว่าการสมัครงานผ่านรูปแบบเดิมยังเปิดอยู่ แต่เพียงว่าถ้าโหลดเกมมาเล่นจนจบได้ “จะได้รับการพิจารณาเป็นพนักงานที่รวดเร็วกว่า”

ส่วนหนึ่งที่ Jaguar ต้องทำแบบนี้ นั่นเพราะว่าในวงการผู้ผลิตรถยนต์ต้องการความสร้างสรรค์ เทคนิค และทักษะ ดังนั้นการสมัครงานจึงต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบพนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป

Photo: media.jaguarlandrover.com

Barbara Marder ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ บอกว่า “การใช้เกมมีประโยชน์มากกว่าการรับสมัครแบบเดิม เพราะทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้สมัครมากกว่า แถมยังดึงดูดผู้สมัครรุ่นใหม่ได้อีกด้วย”

ใช้เกมสมัครงาน ไม่ใช่เรื่องใหม่

ในปี 2011 โรงแรมแมริออทเคยเปิดรับสมัครพนักงานผ่านแอพพลิเคชั่นที่ให้จัดการงบประมาณ อบรมพนักงาน และดำเนินการธุรกิจโรงแรม นอกจากนั้นในปีเดียวกัน Government Communications Headquarters หน่วยข่าวกรองหลักในสหราชอาณาจักรยังได้ใช้วิธีการรับสมัครโดยให้ถอดรหัสดิจิทัลที่ตั้งไว้ หรือ Axa Group และ Daimler Trucks ที่ใช้เกม Dashi Dash ซึ่งเป็นเกมบริการร้านอาหารมาใช้ในการวัดความฉลาดทางสังคมและเหตุผลอีกด้วย

ที่มา – NYTIMES

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jaguar-game-employee/

วงการไอทีอินเดียแย่ลงทุกที ตอนนี้แทบไม่จ้างประจำ เน้นให้มาทำเป็นรอบ ลดค่าใช้จ่าย

ช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ เริ่มเห็นแนวโน้มในวงการไอทีอินเดียว่าจะล่มสลายในไม่ช้า อย่างตอนนี้หลายบริษัทใหญ่ไม่รับพนักงานประจำแล้ว แต่จ้างให้มาทำเป็นครั้งไป เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่าย อีกเรื่องคือพนักงานประจำทักษะไม่ถึงด้วย

Photo: Pixabay

ลดจ้างประจำ หันมาจ้างให้ทำเป็นรอบดีกว่า

ในวงการไอทีอินเดียตอนนี้น่าเป็นห่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลบอกว่า อัตราการจ้างงานในบริษัทไอทีต่ำลงจาก 8 – 10% มาอยู่ที่ 4 – 5% แล้วหลายบริษัทหันไปจ้างวิศวกรให้มาทำงานเป็นครั้งคราวมากกว่าเดิม หรืออาจจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่าเป็น “สัญญาจ้างงานระยะสั้น” ก็ได้

แน่นอนว่า การจ้างงานแบบไม่ประจำย่อมทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างพนักงานประจำ และที่สำคัญคือสามารถเลือกใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะด้านกับโปรเจ็กต์งานที่ต้องการความเจาะจงได้ดีกว่า

เพราะบริษัทไอทีอินเดียแทบทุกบริษัทตอนนี้ประสบปัญหาด้านเงินทุนกันทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากในวงการไอทีอินเดียจะมีปัญหาที่วิศวกรทักษะไม่ถึงตามที่ตลาดต้องการแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมายังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย ทำให้ดูเหมือนว่าวงการไอทีอินเดียจะอยู่สภาพที่น่าเป็นห่วงไปอีกนาน

ถ้าพนักงานว่าง ต้องหาทางเพิ่มทักษะ

ปัญหาใหญ่ของวงการไอทีอินเดียอีกอย่างคือ มีพนักงานหลายคนที่เป็นพนักงานประจำ หมายความว่าได้รับเงินเดือน แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก นั่นเพราะงานที่ทำขึ้นอยู่กับโปรเจ็กต์ที่บริษัทมีอยู่ในมือ แน่นอนว่า ถ้าในช่วงนั้นไม่มีโปรเจ็กต์ พนักงานก็ไม่ต้องทำงาน และรอรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

ทางออกที่น่าสนใจคือ Infosys ที่บริษัทไอทีอันดับต้นๆ ในอินเดีย Richard Lobo รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Infosys บอกว่า “ในบริษัทของเรามีพนักงานที่นั่งเฉยๆ รอโปรเจ็กต์งานเหมือนกัน แต่เราใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการสร้างแผนการเรียนรู้ใหม่ๆ ภายในองค์กรให้กับพนักงาน ท้ายที่สุดแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.6% ในปีงบประมาณ 2012 มาเป็น 81.7% ในปีงบประมาณ 2017”

สรุป

แม้แนวโน้มในวงการไอทีอินเดียจะชัดเจนเหลือเกินว่า “ใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกที” หลายบริษัทต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานและต้องสร้างความสอดคล้องกับการทำงาน เช่น ถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ก็ต้องหาแผนในเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ

ส่วนอีกเรื่องคือ “พนักงานจ้างแบบไม่ประจำ” ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในวงการไอทีอินเดียตอนนี้ ในระยะสั้นเป็นเรื่องดีที่มาช่วยสนับสนุนงานและลดค่าใช้จ่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่า ในระยะยาวพนักงานประจำจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-india-employee/

สายไอทีก็ไม่รอด โอกาสตกงานสูง ถ้าทำได้แค่เชิงเทคนิค-เขียนโปรแกรม-ซ่อมบำรุง

Brandinside เคยนำเสนอข่าวในวงการอุตสาหกรรมไอทีอินเดียที่ตกงานระนาวเพราะทักษะไม่ถึง แถมยังมี ปัญหาภัยพิบัติที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อปลายปีที่แล้วทำให้วงการไอทีในอินเดียน่าจะประสบปัญหาไปอีกสักพัก แต่คราวนี้จะพาไปดูกันชัดๆ กับอาชีพสายไอทีแบบเจาะลึก ชนิดที่ว่าหากใครเดินสายไอทีแล้วยังทำได้เท่านี้ ก็ให้เตรียมตัวหางานใหม่ไว้รอได้เลย

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 1 : ช่วยเหลือด้านเทคนิค สนับสนุนลูกค้า

ในอดีตคนไอทีสายนี้ได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคในโลกออนไลน์ บริษัทไหนๆ ก็ต้องมีติดไว้เพื่อช่วยเหลือหากเกิดปัญหา ลูกค้าจะได้มีที่พึ่งพาในยามวิกฤติ แต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว นั่นคือ “Chatbot” ระบบ AI ที่จะเข้ามาแทนที่คนไอทีในสายนี้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

สายไอทีที่ไม่รอด 2 : ทดสอบโปรแกรม

แน่นอนว่า การเขียนโค้ดในบริษัทไอทีต้องมีคนทดสอบหรือตรวจสอบโปรแกรมเพื่อให้ออกมาไม่มีข้อผิดพลาดและดีที่สุด ก่อนหน้านี้บริษัทต่างๆ อาจต้องารวิศวรไอทีที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยจัดการปัญหานี้ แต่ต่อไปนี้ จริงๆ คือตอนนี้ก็มีแล้ว คือ “โปรแกรมตรวจสอบอัตโนมัติ” เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกเดินสายนี้ มนุษย์ไอทีสู้หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาไม่ได้แน่ๆ

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 3 : เขียนโค้ดพื้นฐาน

สายนี้แทบไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การเขียนเป็นแค่โค้ดพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้มี “โปรแกรมสำเร็จรูป” ที่ให้ใช้กันได้ฟรีๆ ชนิดที่ว่า แต่ก่อนอาจต้องใช้เวลาในการเขียนประมาณ 8 ชั่วโมง โปรแกรมนี้ช่วยย่นย่อเหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น คล้ายๆ กับว่าจะสร้างอะไรสักอย่าง แล้วโปรแกรมเหล่านี้เป็นเหมือนกับ “เฟอร์นิเจอร์” ที่ให้เราเข้าไปเลือกนำมาใช้กันได้แบบง่ายดาย เอาเป็นว่าใครจะเดินสายนี้ต้องคิดให้หนัก และต้องทำงานให้หนักขึ้น และพัฒนาให้กลายเป็น นักเขียนโค้ดที่ไม่ธรรมดา อย่าทำได้แค่ระดับพื้นฐานแบบที่ใครๆ (หรือโปรแกรม) ก็ทำได้

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 4 : ซ่อมบำรุง

น่าจะรู้กันอยู่ว่าคนไอทีสายซ่อมบำรุง เอากันเข้าจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะการตรวจสอบของหลังส่งมอบ (ในที่นี้คือซอฟต์แวร์) ดังนั้น หากไม่ได้เกิดปัญหาอะไรร้ายแรงหรือจนถึงขั้นต้องแก้ไข เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะก่อนการส่งมอบของ ในบริษัทจะมีฝ่ายไอทีที่อยู่หลังบ้านตรวจสอบมาก่อนแล้ว เอาเป็นว่า สายนี้นับวันจะยิ่งไม่เป็นที่ต้องการไปทุกวันๆ อย่างแน่นอน

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 5 : ผู้จัดการโครงการ

สายนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะโดยตำแหน่งแล้วจะได้อยู่กับเทคโนโลยีน้อยที่สุด เพราะทักษะที่สำคัญคือการจัดการ และโดยส่วนใหญ่บริษัทมักจะจ้างงานคนที่ทำให้บริษัทคล่องตัว โดยไม่ได้สนใจทักษะด้นไอทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อไปถ้าเป็นไปได้ (ซึ่งมีแนวโน้มสูงมาก) อาชีพผู้จัดการโครงการสายไอทีจะถูกจ้างน้อยลงไปเรื่อยๆ

สรุป

แม้ว่าวงการไอทีจะเป็นอนาคตอันเรืองรองในยุคที่โลกต้องเดินหน้าไปสู่ “ยุคดิจิทัล” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่สายไอทีและทำได้แค่ทักษะพื้นๆ ไม่พัฒนาทักษะให้มากขึ้น/สูงขึ้น ก็ต้องเตรียมตัวออกจากวงการไปหาอะไรอื่นทำเหมือนกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่แค่วงการไอที แต่จะเป็นเหมือนกันแทบทุกวงการและทุกสาขาอาชีพที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวอยู่ตลอด และที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าการปรับตัวนั้นสำคัญ เพราะในโลกที่หมุนไวขึ้นทุกวัน การยืนอยู่กับที่ก็เท่ากับถอยหลังลงไปเท่านั้นเอง

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-basic-skill-lose-jobs/

เพิ่มหุ่นยนต์ แต่คนไม่ตกงาน! Boxed สโตร์ออนไลน์ เสริมทักษะพนักงานเดิม ไม่เลิกจ้าง

แม้ว่าจะเห็นแนวโน้การใช้หุ่นยนต์ในตลาดแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น ถึงขนาดที่ PwC คาดการณ์ไว้ว่า ภายใน 15 ปีนี้ จะมีคนอเมริกันกว่า 38% ตกงานจากการแทนที่การทำงานด้วย AI และคนทั้งในภาคแรงงานไปจนถึงภาคการเงินจะตกงานกันนับล้านราย ในขณะที่ Boxed ซุปเปอร์สโตร์ออนไลน์ ขอสวนกระแส เพราะแม้จะเอาหุ่นยนต์เข้ามาช่วยถึง 3 ใน 4 ของงาน แต่ประกาศว่าจะไม่ปลดพนักงานเลยแม้แต่คนเดียว

Photo: Twitter Boxed

“เพราะคนเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเราเติบโต”

Boxed ซุปเปอร์สโตร์ออนไลน์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2013 ในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ล่าสุดนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยลดแรงคนถึง 75% เนื่องจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ Chieh Huang ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Boxed เคยบอกเอาไว้ว่า จะทำให้ Boxed เป็นศูนย์รับฝากของขนาดใหญ่ นี่คือที่มาของการนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในโรงงานและสถานที่เก็บของ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นถึง 6 เท่าตัว

Huang ยังบอกอีกว่า แม้จะนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้งาน แต่จะไม่ไล่พนักงานออกแม้แต่คนเดียว และไม่ต้องการให้พนักงานรู้สึกหวาดกลัวหากนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้งาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเขามีพนักงานอยู่ราว 400 คน นับรวมทั้ง4 ศูนย์ปฏิบัติงานคือ ในนิวเจอร์ซีย์ เนวาดา จอร์เจีย และเท็กซัส

Chieh Huang ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Boxed

“ผมยึดมั่นในจริยธรรมและได้ให้คำมั่นสัญญาไว้แล้วว่า เราจะไม่ให้พนักงานตกงานเพราะหุ่นยนต์ เพราะคนเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเราเติบโต ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับความตั้งใจในการทำงานของพนักงานที่นี่”

แม้คณะกรรมบอร์ดต่างบอกกับ Huang ว่า ถ้าเขาลดพนักงานลงได้ จะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น และยังสามารถไประดมทุนจาก American Express Ventures, Bessemer Venture Partners, DST Global และรายอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ Huang กลับบอกว่า “ผมรู้สึกว่าบริษัทจะมีกำไรในระยะยาว หากบริษัทได้ทุ่มเทให้กับพนักงานของเรา”

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Huang มีท่าทีในการสนับสนุนพนักงาน เมื่อปีที่ผ่านมา เขาได้จ่ายเงินค่าเล่าเรียนให้กับลูกๆ ของพนักงานในบริษัท และเดือนที่แล้ว เขายังบอกว่าจะช่วยออกเงินสนับสนุนงานแต่งงานของพนักงานในบริษัทเป็นราคาถึง 20,000 เหรียญเลยทีเดียว

Photo: Twitter Boxed

แล้วพนักงานที่ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ ทำอะไร?

Huang บอกว่า พนักงานเหล่านั้นจะถูกนำไปฝึกอบรมเพื่อดูแลควบคุมห่นยนต์ พูดอีกอย่างคือ เพิ่มทักษะให้สูงขึ้น แต่หากพนักงานคนใดต้องการเปลี่ยนสายงานก็ทำได้ เช่น อาจจะขอย้ายไปทำที่ฝ่ายบริการลูกค้า หรือไปทำในด้านซอฟต์แวร์ก็ได้

Boxed ยังมีแผนในอนาคตที่จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนให้มีหลักสูตรเพื่อให้พนักงานในบริษัทไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในสายงานหรืออาชีพต่างๆ ที่สนใจอีกด้วย

ที่มา – Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boxed-robot-employment/