คลังเก็บป้ายกำกับ: EMPLOYEE

ใช้เกมสมัครงาน Jaguar เปิดรับสมัคร หากเล่นเกมผ่าน เตรียมทำงานได้เลย

มายาคติต่อเกมน่าจะต้องถูกท้าทายเสียบ้าง เมื่อ Jaguar Land Rover เปิดรับพนักงานในปีนี้กว่า 5,000 คน แต่ที่น่าสนใจคือ ถ้าผู้สมัครโหลดแอพพลิเคชั่นเกม แล้วเล่นจนสำเร็จได้ ก็เตรียมตัวทำงานได้เลย

Jaguar ใช้เกมเป็นเกณฑ์รับพนักงาน

Jaguar Land Rover ประกาศรับสมัครพนักงานในปีนี้กว่า 5,000 คน มีตำแหน่งตั้งแต่วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์จนถึงซอฟต์แวร์ แต่ที่น่าสนใจคือ หากเข้าไปโหลดเกมจากแอพพลิเคชั่น แล้วเล่นจนสามารถแก้ปริศนาของเกมได้จะมีโอกาสในการเข้าทำงานมากขึ้น ส่วนใครที่สนใจเกมนี้ลองดูได้ที่นี่ แต่ Jaguar ก็บอกว่าการสมัครงานผ่านรูปแบบเดิมยังเปิดอยู่ แต่เพียงว่าถ้าโหลดเกมมาเล่นจนจบได้ “จะได้รับการพิจารณาเป็นพนักงานที่รวดเร็วกว่า”

ส่วนหนึ่งที่ Jaguar ต้องทำแบบนี้ นั่นเพราะว่าในวงการผู้ผลิตรถยนต์ต้องการความสร้างสรรค์ เทคนิค และทักษะ ดังนั้นการสมัครงานจึงต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบพนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป

Photo: media.jaguarlandrover.com

Barbara Marder ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ บอกว่า “การใช้เกมมีประโยชน์มากกว่าการรับสมัครแบบเดิม เพราะทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้สมัครมากกว่า แถมยังดึงดูดผู้สมัครรุ่นใหม่ได้อีกด้วย”

ใช้เกมสมัครงาน ไม่ใช่เรื่องใหม่

ในปี 2011 โรงแรมแมริออทเคยเปิดรับสมัครพนักงานผ่านแอพพลิเคชั่นที่ให้จัดการงบประมาณ อบรมพนักงาน และดำเนินการธุรกิจโรงแรม นอกจากนั้นในปีเดียวกัน Government Communications Headquarters หน่วยข่าวกรองหลักในสหราชอาณาจักรยังได้ใช้วิธีการรับสมัครโดยให้ถอดรหัสดิจิทัลที่ตั้งไว้ หรือ Axa Group และ Daimler Trucks ที่ใช้เกม Dashi Dash ซึ่งเป็นเกมบริการร้านอาหารมาใช้ในการวัดความฉลาดทางสังคมและเหตุผลอีกด้วย

ที่มา – NYTIMES

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jaguar-game-employee/

Advertisements

วงการไอทีอินเดียแย่ลงทุกที ตอนนี้แทบไม่จ้างประจำ เน้นให้มาทำเป็นรอบ ลดค่าใช้จ่าย

ช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ เริ่มเห็นแนวโน้มในวงการไอทีอินเดียว่าจะล่มสลายในไม่ช้า อย่างตอนนี้หลายบริษัทใหญ่ไม่รับพนักงานประจำแล้ว แต่จ้างให้มาทำเป็นครั้งไป เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่าย อีกเรื่องคือพนักงานประจำทักษะไม่ถึงด้วย

Photo: Pixabay

ลดจ้างประจำ หันมาจ้างให้ทำเป็นรอบดีกว่า

ในวงการไอทีอินเดียตอนนี้น่าเป็นห่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลบอกว่า อัตราการจ้างงานในบริษัทไอทีต่ำลงจาก 8 – 10% มาอยู่ที่ 4 – 5% แล้วหลายบริษัทหันไปจ้างวิศวกรให้มาทำงานเป็นครั้งคราวมากกว่าเดิม หรืออาจจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่าเป็น “สัญญาจ้างงานระยะสั้น” ก็ได้

แน่นอนว่า การจ้างงานแบบไม่ประจำย่อมทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างพนักงานประจำ และที่สำคัญคือสามารถเลือกใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะด้านกับโปรเจ็กต์งานที่ต้องการความเจาะจงได้ดีกว่า

เพราะบริษัทไอทีอินเดียแทบทุกบริษัทตอนนี้ประสบปัญหาด้านเงินทุนกันทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากในวงการไอทีอินเดียจะมีปัญหาที่วิศวกรทักษะไม่ถึงตามที่ตลาดต้องการแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมายังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย ทำให้ดูเหมือนว่าวงการไอทีอินเดียจะอยู่สภาพที่น่าเป็นห่วงไปอีกนาน

ถ้าพนักงานว่าง ต้องหาทางเพิ่มทักษะ

ปัญหาใหญ่ของวงการไอทีอินเดียอีกอย่างคือ มีพนักงานหลายคนที่เป็นพนักงานประจำ หมายความว่าได้รับเงินเดือน แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก นั่นเพราะงานที่ทำขึ้นอยู่กับโปรเจ็กต์ที่บริษัทมีอยู่ในมือ แน่นอนว่า ถ้าในช่วงนั้นไม่มีโปรเจ็กต์ พนักงานก็ไม่ต้องทำงาน และรอรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

ทางออกที่น่าสนใจคือ Infosys ที่บริษัทไอทีอันดับต้นๆ ในอินเดีย Richard Lobo รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Infosys บอกว่า “ในบริษัทของเรามีพนักงานที่นั่งเฉยๆ รอโปรเจ็กต์งานเหมือนกัน แต่เราใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการสร้างแผนการเรียนรู้ใหม่ๆ ภายในองค์กรให้กับพนักงาน ท้ายที่สุดแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.6% ในปีงบประมาณ 2012 มาเป็น 81.7% ในปีงบประมาณ 2017”

สรุป

แม้แนวโน้มในวงการไอทีอินเดียจะชัดเจนเหลือเกินว่า “ใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกที” หลายบริษัทต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานและต้องสร้างความสอดคล้องกับการทำงาน เช่น ถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ก็ต้องหาแผนในเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ

ส่วนอีกเรื่องคือ “พนักงานจ้างแบบไม่ประจำ” ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในวงการไอทีอินเดียตอนนี้ ในระยะสั้นเป็นเรื่องดีที่มาช่วยสนับสนุนงานและลดค่าใช้จ่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่า ในระยะยาวพนักงานประจำจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-india-employee/

สายไอทีก็ไม่รอด โอกาสตกงานสูง ถ้าทำได้แค่เชิงเทคนิค-เขียนโปรแกรม-ซ่อมบำรุง

Brandinside เคยนำเสนอข่าวในวงการอุตสาหกรรมไอทีอินเดียที่ตกงานระนาวเพราะทักษะไม่ถึง แถมยังมี ปัญหาภัยพิบัติที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อปลายปีที่แล้วทำให้วงการไอทีในอินเดียน่าจะประสบปัญหาไปอีกสักพัก แต่คราวนี้จะพาไปดูกันชัดๆ กับอาชีพสายไอทีแบบเจาะลึก ชนิดที่ว่าหากใครเดินสายไอทีแล้วยังทำได้เท่านี้ ก็ให้เตรียมตัวหางานใหม่ไว้รอได้เลย

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 1 : ช่วยเหลือด้านเทคนิค สนับสนุนลูกค้า

ในอดีตคนไอทีสายนี้ได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคในโลกออนไลน์ บริษัทไหนๆ ก็ต้องมีติดไว้เพื่อช่วยเหลือหากเกิดปัญหา ลูกค้าจะได้มีที่พึ่งพาในยามวิกฤติ แต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว นั่นคือ “Chatbot” ระบบ AI ที่จะเข้ามาแทนที่คนไอทีในสายนี้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

สายไอทีที่ไม่รอด 2 : ทดสอบโปรแกรม

แน่นอนว่า การเขียนโค้ดในบริษัทไอทีต้องมีคนทดสอบหรือตรวจสอบโปรแกรมเพื่อให้ออกมาไม่มีข้อผิดพลาดและดีที่สุด ก่อนหน้านี้บริษัทต่างๆ อาจต้องารวิศวรไอทีที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยจัดการปัญหานี้ แต่ต่อไปนี้ จริงๆ คือตอนนี้ก็มีแล้ว คือ “โปรแกรมตรวจสอบอัตโนมัติ” เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกเดินสายนี้ มนุษย์ไอทีสู้หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาไม่ได้แน่ๆ

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 3 : เขียนโค้ดพื้นฐาน

สายนี้แทบไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การเขียนเป็นแค่โค้ดพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้มี “โปรแกรมสำเร็จรูป” ที่ให้ใช้กันได้ฟรีๆ ชนิดที่ว่า แต่ก่อนอาจต้องใช้เวลาในการเขียนประมาณ 8 ชั่วโมง โปรแกรมนี้ช่วยย่นย่อเหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น คล้ายๆ กับว่าจะสร้างอะไรสักอย่าง แล้วโปรแกรมเหล่านี้เป็นเหมือนกับ “เฟอร์นิเจอร์” ที่ให้เราเข้าไปเลือกนำมาใช้กันได้แบบง่ายดาย เอาเป็นว่าใครจะเดินสายนี้ต้องคิดให้หนัก และต้องทำงานให้หนักขึ้น และพัฒนาให้กลายเป็น นักเขียนโค้ดที่ไม่ธรรมดา อย่าทำได้แค่ระดับพื้นฐานแบบที่ใครๆ (หรือโปรแกรม) ก็ทำได้

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 4 : ซ่อมบำรุง

น่าจะรู้กันอยู่ว่าคนไอทีสายซ่อมบำรุง เอากันเข้าจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะการตรวจสอบของหลังส่งมอบ (ในที่นี้คือซอฟต์แวร์) ดังนั้น หากไม่ได้เกิดปัญหาอะไรร้ายแรงหรือจนถึงขั้นต้องแก้ไข เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะก่อนการส่งมอบของ ในบริษัทจะมีฝ่ายไอทีที่อยู่หลังบ้านตรวจสอบมาก่อนแล้ว เอาเป็นว่า สายนี้นับวันจะยิ่งไม่เป็นที่ต้องการไปทุกวันๆ อย่างแน่นอน

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 5 : ผู้จัดการโครงการ

สายนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะโดยตำแหน่งแล้วจะได้อยู่กับเทคโนโลยีน้อยที่สุด เพราะทักษะที่สำคัญคือการจัดการ และโดยส่วนใหญ่บริษัทมักจะจ้างงานคนที่ทำให้บริษัทคล่องตัว โดยไม่ได้สนใจทักษะด้นไอทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อไปถ้าเป็นไปได้ (ซึ่งมีแนวโน้มสูงมาก) อาชีพผู้จัดการโครงการสายไอทีจะถูกจ้างน้อยลงไปเรื่อยๆ

สรุป

แม้ว่าวงการไอทีจะเป็นอนาคตอันเรืองรองในยุคที่โลกต้องเดินหน้าไปสู่ “ยุคดิจิทัล” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่สายไอทีและทำได้แค่ทักษะพื้นๆ ไม่พัฒนาทักษะให้มากขึ้น/สูงขึ้น ก็ต้องเตรียมตัวออกจากวงการไปหาอะไรอื่นทำเหมือนกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่แค่วงการไอที แต่จะเป็นเหมือนกันแทบทุกวงการและทุกสาขาอาชีพที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวอยู่ตลอด และที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าการปรับตัวนั้นสำคัญ เพราะในโลกที่หมุนไวขึ้นทุกวัน การยืนอยู่กับที่ก็เท่ากับถอยหลังลงไปเท่านั้นเอง

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-basic-skill-lose-jobs/

เพิ่มหุ่นยนต์ แต่คนไม่ตกงาน! Boxed สโตร์ออนไลน์ เสริมทักษะพนักงานเดิม ไม่เลิกจ้าง

แม้ว่าจะเห็นแนวโน้การใช้หุ่นยนต์ในตลาดแรงงานที่เพิ่มมากขึ้น ถึงขนาดที่ PwC คาดการณ์ไว้ว่า ภายใน 15 ปีนี้ จะมีคนอเมริกันกว่า 38% ตกงานจากการแทนที่การทำงานด้วย AI และคนทั้งในภาคแรงงานไปจนถึงภาคการเงินจะตกงานกันนับล้านราย ในขณะที่ Boxed ซุปเปอร์สโตร์ออนไลน์ ขอสวนกระแส เพราะแม้จะเอาหุ่นยนต์เข้ามาช่วยถึง 3 ใน 4 ของงาน แต่ประกาศว่าจะไม่ปลดพนักงานเลยแม้แต่คนเดียว

Photo: Twitter Boxed

“เพราะคนเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเราเติบโต”

Boxed ซุปเปอร์สโตร์ออนไลน์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2013 ในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ล่าสุดนำหุ่นยนต์เข้ามาช่วยลดแรงคนถึง 75% เนื่องจาก 2 ปีก่อนหน้านี้ Chieh Huang ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Boxed เคยบอกเอาไว้ว่า จะทำให้ Boxed เป็นศูนย์รับฝากของขนาดใหญ่ นี่คือที่มาของการนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในโรงงานและสถานที่เก็บของ นอกจากนั้นยังช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นถึง 6 เท่าตัว

Huang ยังบอกอีกว่า แม้จะนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้งาน แต่จะไม่ไล่พนักงานออกแม้แต่คนเดียว และไม่ต้องการให้พนักงานรู้สึกหวาดกลัวหากนำเอาหุ่นยนต์เข้ามาใช้งาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเขามีพนักงานอยู่ราว 400 คน นับรวมทั้ง4 ศูนย์ปฏิบัติงานคือ ในนิวเจอร์ซีย์ เนวาดา จอร์เจีย และเท็กซัส

Chieh Huang ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Boxed

“ผมยึดมั่นในจริยธรรมและได้ให้คำมั่นสัญญาไว้แล้วว่า เราจะไม่ให้พนักงานตกงานเพราะหุ่นยนต์ เพราะคนเหล่านี้ทำให้ธุรกิจเราเติบโต ผมรู้สึกขอบคุณสำหรับความตั้งใจในการทำงานของพนักงานที่นี่”

แม้คณะกรรมบอร์ดต่างบอกกับ Huang ว่า ถ้าเขาลดพนักงานลงได้ จะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้น และยังสามารถไประดมทุนจาก American Express Ventures, Bessemer Venture Partners, DST Global และรายอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ Huang กลับบอกว่า “ผมรู้สึกว่าบริษัทจะมีกำไรในระยะยาว หากบริษัทได้ทุ่มเทให้กับพนักงานของเรา”

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Huang มีท่าทีในการสนับสนุนพนักงาน เมื่อปีที่ผ่านมา เขาได้จ่ายเงินค่าเล่าเรียนให้กับลูกๆ ของพนักงานในบริษัท และเดือนที่แล้ว เขายังบอกว่าจะช่วยออกเงินสนับสนุนงานแต่งงานของพนักงานในบริษัทเป็นราคาถึง 20,000 เหรียญเลยทีเดียว

Photo: Twitter Boxed

แล้วพนักงานที่ถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ ทำอะไร?

Huang บอกว่า พนักงานเหล่านั้นจะถูกนำไปฝึกอบรมเพื่อดูแลควบคุมห่นยนต์ พูดอีกอย่างคือ เพิ่มทักษะให้สูงขึ้น แต่หากพนักงานคนใดต้องการเปลี่ยนสายงานก็ทำได้ เช่น อาจจะขอย้ายไปทำที่ฝ่ายบริการลูกค้า หรือไปทำในด้านซอฟต์แวร์ก็ได้

Boxed ยังมีแผนในอนาคตที่จะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เพื่อสนับสนุนให้มีหลักสูตรเพื่อให้พนักงานในบริษัทไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในสายงานหรืออาชีพต่างๆ ที่สนใจอีกด้วย

ที่มา – Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/boxed-robot-employment/

“ไทย”ขึ้นแท่นคนทำงานมีความสุขอันดับสามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เป็นผลการสำรวจของบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ที่ออกมาเผยผ่านรายงานดัชนีความสุขของพนักงานประจำปี 2016 โดยระบุว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนทำงานในอีก 6 ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ฮ่องกง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียแล้ว ประเทศไทยติดอันดับสามของประเทศที่พนักงานมีความสุขในการทำงานเลยทีเดียว

โดยประเทศที่พนักงานมีความสุขอันดับหนึ่งได้แก่ ฟิลิปปินส์ (6.25 คะแนน) ตามมาด้วยอินโดนีเซีย (6.16 คะแนน) แล้วจึงเป็นประเทศไทยที่ 5.74คะแนน ส่วนอันดับรั้งท้ายได้แก่ สิงคโปร์ และมาเลเซีย

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า สาเหตุที่พนักงานไทยติดอันดับสูงขนาดนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับงานที่ทำ  มีความคาดหวังเชิงบวกต่ออนาคตในการทำงาน แต่ก็มีพนักงานอีกไม่น้อยที่เลือกจะมีความสุขในการทำงานด้วยการ “เปลี่ยนบริษัท” เสียเลย

ส่วนตำแหน่งงานที่คนทำงานมีความสุขสูงสุดนั้น สำหรับประเทศไทย เรียงตามลำดับได้แก่

1. ผู้บริหารระดับสูง และผู้อำนวยการ

2. พนักงานระดับเจ้าหน้าที (ประสบการณ์ไม่ถึง 1 ปี)

3. พนักงานระดับผู้จัดการ

4. พนักงาน (ประสบการณ์ 1 – 4 ปี)

5. พนักงานระดับหัวหน้างาน (ประสบการณ์น้อยกว่า 4 ปี)

สาเหตุที่พนักงานระดับหัวหน้างานมีความสุขน้อยที่สุดนั้นเป็นเพราะตำแหน่งงานต้องเผชิญความกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งจากผู้บริหารระดับสูงที่กำหนดนโยบายและ KPI ในการทำงาน ส่วนตนเองก็มีลูกน้องให้ต้องบริหาร ทำให้มีโอกาสเกิดความเครียดได้ง่ายกว่าพนักงานตำแหน่งอื่น ๆ

ตรงกันข้ามกับผู้บริหารระดับสูงที่การศึกษานี้ชี้ว่ามีความสุขมากที่สุด เนื่องจากมีอิสระในการกำหนดนโยบายองค์กรได้นั่นเอง

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเป็นรายภูมิภาคแล้วพบว่า พนักงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความพึงพอใจต่องานน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศด้วย

ผลสำรวจเผย คนทำงานทุกข์หากหัวหน้าขาดคุณสมบัติผู้นำ

พูดถึงปัจจัยที่ทำให้คนทำงานมีความสุขกันไปแล้ว หันมาดูปัจจัยลบที่ทำให้คนทำงานเกิดทุกข์กันบ้าง โดยประเด็นหลักที่ทำให้พนักงานไม่มีความสุขจนถึงขั้นลาออกจากบริษัทคือ

  • การมีผู้นำที่ขาดคุณสมบัติในการสร้างแรงบันดาลใจ
  • การไม่ได้รับการส่งเสริมให้เติบโตในหน้าที่การงาน
  • ไม่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ

โดย JobsDB ระบุว่า แม้ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พนักงานมีความสุขแต่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของพนักงานว่าจะอยู่ด้วยความภักดีต่อองค์กรหรือจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ที่องค์กรอื่น

ซึ่งพนักงานที่ตอบแบบสอบถาม 34% ระบุว่า หากเจอสถานการณ์ดังกล่าว พวกเขาจะมองหาโอกาสที่ดีกว่าหรือหางานใหม่เพื่อเพิ่มความสุขในการทำงาน ส่วนอีก 19% บอกว่าจะเลือกทำงานในตำแหน่งเดิมต่อไปตราบใดที่พวกเขายังได้รับการขึ้นเงินเดือน และมีอยู่ 8% ที่บอกว่าพวกเขาจะมีความสุขมากกว่านี้ถ้าได้รับการยอมรับในความสามารถหรือได้เลื่อนตำแหน่ง

“เราตั้งใจเผยแพร่ข้อมูลการสำรวจของ JobsDBนี้ไปยังองค์กร หน่วยงาน และบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่สร้างความพึงพอใจให้แก่พนักงานและทำอย่างไรองค์กรถึงจะรักษาความพึงพอใจของพนักงานเอาไว้ได้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจพนักงานและระดับความพึงพอใจของพนักงานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขาสามารถหาแนวทางในการพัฒนาพนักงาน และในท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อธุรกิจของพวกเขาเอง” คุณนพวรรณ กล่าวปิดท้าย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/jobsdb-thai-happiness-index-report-2016/

8 วิธีเอาชนะใจเจ้านายรับปีใหม่

อีกสัปดาห์เดียวก็จะได้หยุดปีใหม่กันแล้ว ดังนั้นลองมาทำอะไรใหม่ๆ รับปีหน้ากันดีกว่า โดยวันนี้ Brand Inside จะนำเสนอวิธีการเอาชนะใจเจ้านายของทุกคน เพราะเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันแล้ว ชีวิตการทำงานก็คงจะง่ายขึ้นเยอะ ดังนั้นอย่ารอช้ามาร่วมศึกษาทั้ง 8 วิธีกันเลย

ภาพ pixabay.com

1.มาทำงานให้ตรงเวลา

จากข้อมูลของ Michael G. Foster School of Business at the University of Washington ระบุว่า การมาถึงที่ทำงานก่อนเวลางาน เป็นอีกวิธีที่สามารถสร้างการจดจำให้กับเจ้านาย และมีผลถึงการประเมิณปลายปีที่น่าจะเป็นไปในทางที่ดีได้ รวมถึงการอยู่ออฟฟิศเลยเวลางานก็มีผลดีเล็กน้อยเช่นกัน

2.เข้าไปขอคำปรึกษา

อย่ามองว่าการเข้าไปพบเจ้านายเพื่อขอคำปรึกษาเป็นเรื่องที่คนโง่ทำกัน เพราะคนเหล่านั้นอยากพัฒนาตนเองต่างหาก ที่สำคัญการเข้าไปคุยกับเจ้านายบ่อยๆ ยังช่วยสร้างความเป็น Partnership อีกด้วย และเมื่อคุยกันบ่อย ความสนิทสนมก็มีมากขึ้น และสุดท้ายก็ได้ผลดีกลับมาในที่สุด

3.จัดระเบียบงานให้ถูกต้อง

นอกจากนี้การจัดระเบียบงานให้ถูกต้อง และศึกษาข้อมูลของเจ้านายว่าชอบงานสไตล์ไหน รวมถึงทำสิ่งที่ต้องการถูกต้องหรือไม่ เป็นอีกวิธีที่ต่อจากการเข้าไปขอคำปรึกษา เพราะถ้าทำอะไรได้ตรงกับสิ่งที่เจ้านายต้องการ ก็น่าจะเป็นอะไรที่ดีที่สุดในการทำงานแล้ว

4.ตั้งเป้าหมายระยะยาว

Zenger/Folkman บริษัทที่ปรึกษาด้านความเป็นผู้นำ ได้ทำการสำรวจพนักงาน 4,000 คนทั่วโลก พบว่า พนักงานที่ตั้งเป้าหมายระยะยาว แต่ต้องเป็นเป้าหมายที่พลิกโฉมองค์กร และแสดงถึงความทะเยอทะยานของคนๆ นั้น จะเป็นที่จับตามองของเจ้านายเป็นพิเศษ แม้เพื่อนร่วมงานจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ก็ตาม

ภาพ pixabay.com

5.ใส่ใจในทุกรายละเอียด

การใส่ใจในทุกรายละเอียดถือเป็นเรื่องแรกๆ ที่พนักงานต้องใส่ใจหากอยากเอาชนะเจ้านายได้ เนื่องจากหากคิดการใหญ่ เรื่องเล็กๆ ต้องไม่ลืม และถ้าพลาดรายละเอียดเล็กๆ แล้ว โอกาสที่จะพลาดในสิ่งใหญ่ก็ง่ายกว่าเดิมแน่นอน นอกจากนี้การใส่ใจในสิ่งเล็กๆ ยังช่วยให้คุณดูแตกต่างจากเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

6.รู้จักขอบคุณ

เจ้านายของคุณต่างหวังดี และอยากสร้างคุณให้แข็งแรงในโลกธุรกิจ ดังนั้นคงไม่แปลกที่จะมีปากเสียงกันบ้าง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรู้จักขอบคุณ ไม่ใช่จะแสดงสีหน้าเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อขอบคุณ และนำไปปรับตัว ทุกอย่างก็จะดีขึ้นกับตัวคุณเอง และสร้างความเชื่อใจให้กับเจ้านายเช่นกัน

7.ลางานซะบ้าง

อย่าเพิ่งตกใจว่าการลางานจะทำให้เจ้านายรักคุณ และได้เลื่อนตำแน่งในเร็ววัน เพราะจริงๆ แล้วการลางานจะทำให้คุณได้พักผ่อน และสามารถสร้างความคิดใหม่ๆ ออกมาได้ง่ายขึ้น ซึ่งจุดนี้เองจะทำให้เจ้านายเห็นประสิทธิภาพของคุณทันที นอกจากนี้ Oxford Economic ยังรายงานว่า 6.5% ของพนักงานที่ลางาน มีโอกาสได้เลื่อนตำแหน่ง

8.กล้าที่จะพูดคุย

หากมีความเห็นเรื่องใหม่ๆ ก็อย่าเลือกที่จะเก็บเอาไว้คนเดียว ควรพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อแสดงความพร้อมที่จะยกระดับองค์กร และจุดนี้เองเจ้านายก็จะเห็น และสามารถเอาชนะใจได้ไม่ยาก

อ้างอิง // 8 simple ways to make your boss love you

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/8-ways-make-boss-love-you/

Twitter ไปได้ไม่สวย ? รายงานเผยเตรียมปลดพนักงานอีก 300 ตำแหน่ง

ตามรายงานที่ออกมาจาก Bloomberg วันนี้ดูจะเป็นข่าวร้ายของเหล่าพนักงานของ Twitter จริงๆครับ เพราะในรายงานดังกล่าวได้ระบุว่าทาง Twitter อาจมีการปลดพนักงานออกอีกครั้ง ซึ่งตัวเลขของพนักงานที่จะโดนปลดออกในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 300 คน หรือคิดเป็น 8% ของพนักงานในบริษัท

โดยการประกาศปลดพนักงานของ Twitter อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ ก่อนที่ทางบริษัทจะประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของปีในวันพฤหัสบดีที่จะถึง แต่ทั้งนี้ทาง Bloomberg ยังได้ระบุว่าการปลดพนักงานของ Twitter อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้หากว่าบริษัทเปลี่ยนใจ

jack-dorsey-layoffs

จากรายงานข้างต้นนี้ทำให้เราเริ่มไม่แน่ใจแล้วครับว่าสถานการณ์ของบริษัท Twitter ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เพราะก่อนหน้านี้หากจำกันได้จะทราบว่าเพิ่งมีการปลดพนักงานไปหมาดๆประมาณ 300 คน คราวนี้จะปลดอีกแล้วหรอครับ ? ถ้าเป็นแบบนี้เชื่อว่าบุคลากรภายในคงต้องร้อนๆหนาวๆอย่างแน่นอน เพราะไม่รู้ว่านั่งอยู่ดีๆจะโดนสั่งปลดวันไหน

นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า Twitter อาจกำลังมองหาบริษัทเข้ามาซื้อกิจการต่อ เนื่องจากผลประกอบการช่วงหลังๆมานี้ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ถ้าเทียบกับเมื่อ 12 เดือนก่อนพบว่าหุ้นของบริษัทราคาตกลงไปถึง 40 % เลยทีเดียว ส่วนทางบริษัทจะปล่อยขายจริงๆหรือไม่นั้นคงต้องมารอดูกันอีกทีครับ

from:https://www.appdisqus.com/2016/10/26/report-says-twitter-may-cut-300-more-jobs.html