คลังเก็บป้ายกำกับ: EMPLOYEE

สื่อใหม่ก็ใช่ว่ารอด! BuzzFeed ปลดพนักงานกว่าร้อยชีวิต บรรณาธิการยังโดนด้วย

เกือบ 12 ปีแล้วที่ BuzzFeed เกิดขึ้นมาในฐานะสื่อดิจิทัลใหม่สายไวรัล ทำเอาสื่อเก่าๆ หลายรายต้องปรับตัว แต่ล่าสุด มีข่าวว่า BuzzFeed เริ่มไม่ทำกำไร เลยปรับทีมใหม่เพื่อขายโฆษณาให้หลากหลาย บรรณาธิการยังโดนปลด

BuzzFeed ปลดพนักงาน เพราะต้องการทีมขายใหม่

จะเรียกว่าสื่อใหม่ หรือสื่อดิจิทัลก็ได้ แต่ถ้าบวกคำว่า “ไวรัล” เข้าไปด้วย แบรนด์แรกๆ ที่สร้างปรากฏการณ์ในโลกแห่งการเสพย์ข่าวแบบใหม่ที่เร้าใจและตื่นเต้นเกินจริงคือ BuzzFeed ที่ก่อตั้งมาเมื่อปี 2006 บางคนถึงกับเรียกว่าเป็นจุดกำเนิดของ Cickbait กันเลยทีเดียว

  • แต่ล่าสุดมีข่าวว่า BuzzFeed ได้ปลดพนักงานประจำสาขาในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร

ในบันทึกถึงพนักงานของ Jonah Peretti ซีอีโอผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ระบุว่า

  • “การปลดพนักงานในอเมริกาเป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆ เพราะ BuzzFeed ไม่สามารถหาเงินจากโฆษณาแบบเดิมๆ ต่อไปได้ ตอนนี้ต้องการพนักงานทีมขายใหม่ (sales team)”

สรุปข้อมูลพนักงาน BuzzFeed ที่ถูกปลด บรรณาธิการก็ไม่รอด

  • มีข้อมูลสรุปแล้วว่า ในสหรัฐอเมริกา BuzzFeed ได้ปลดพนักงานไป 8% หรือนับเป็นจำนวนคือ 100 ตำแหน่ง เหตุผลที่ให้ไว้คือ เป็นการปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่เพื่อให้ทำกำไรมากขึ้น ถ้าดูจากบันทึกของซีอีโอก็ค่อนข้างชัดเจนว่า ต้องการทีมขายของบริษัทหน้าใหม่
  • ในสหราชอาณาจักร ไม่มีข้อมูลระบุไว้แน่ชัดว่า BuzzFeed ปลดพนักงานไปจำนวนเท่าใด แต่ที่ยืนยันได้คือ ตำแหน่งบรรณาธิการของ BuzzFeed สาขานี้ถูกปลดไปเรียบร้อย

จะสื่อเก่า สื่อใหม่ ก็ต้องปรับตัว

BuzzFeed คือตัวแทนของสื่อดิจิทัลรุ่นใหม่ที่เน้นการขายข่าวแบบไวรัลยังต้องทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจด้านการโฆษณาที่ไปผูกกับการขายโฆษณาแบบ “เดิมๆ” เช่น ขายผ่านวิดีโอตามสไตล์ของ BuzzFeed หรือทำเป็นคำถามสนุกๆ ถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าไปไม่รอด การปลดพนักงานครั้งนี้ โดยเฉพาะในอเมริกา สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะเป็นสื่อใหม่-สื่อดิจิทัลสายไวรัลก็ยังต้องปรับตัวหาทีมขายใหม่ เพราะอีกอย่างคือ กำไรที่ตั้งไว้ของ BuzzFeed ปีนี้ไม่เข้าเป้า

อ้างอิง – Japantimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/buzzfeed-cut-job-employee/

Advertisements

อาณาจักร Amazon กับการจ้างงานกว่า 1.6 แสนคนในไตรมาสล่าสุด จนมีพนักงานแตะ 5.4 แสนคนทั่วโลก

เรียกว่ายิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ Amazon เพราะยักษ์ใหญ่ Ecommerce เพิ่งซื้อกิจการค้าปลีก Whole Foods Market และค้าปลีกออนไลน์ Souq ไป รวมถึงการขยายตัวของ AWS ก็ทำให้เกิดการจ้างงานมหาศาล

ภาพ amazon.com

จ้างงานต่อเนื่องรับธุรกิจเติบโต

หลังจากเข้าซื้อกิจการ Whole Foods Market ที่มีพนักงานกว่า 87,000 คน ด้วยมูลค่าราว 13,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.5 แสนล้านบาท) รวมถึงการซื้อ Ecommerce อย่าง Souq ก็กลายเป็นเหตุผลสำคัญของการเพิ่มจำนวนพนักงานในไตรมาสล่าสุดของ Amazon กว่า 159,500 คน

และทำให้จำนวนพนักงานทั่วโลกในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 541,900 คน หรือเพิ่มขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ถึงจะไม่มีการซื้อกิจการ 2 บริษัทข้างต้น ตัว Amazon ก็มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 47% อยู่ดี และเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ยักษ์ Ecommerce ก็ทิ้งห่างเพื่อนร่วมอุตสาหกรรมไปไกลมาก

เช่น Google ที่ไตรมาส 3 เพิ่งประกาศว่ามีพนักงานทั้งหมด 78,101 คน หรือแค่ครึ่งหนึ่งของพนักงานใหม่ Amazon ที่เพิ่มเข้ามาในไตรมาสล่าสุด ส่วน Microsoft ก็ประกาศว่ามีพนักงานทั้งหมด 124,293 คน เมื่อนับถึงสิ้นสุดปีปฎิทินเมื่อเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา

Amazon’s Seattle, Washington, campus, // ภาพ amazon.com

ถึงมาก แต่ยังตามหลัง Walmart ไกล

Brian Olsavsky ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ Amazon ย้ำว่า การจ้างงานเพิ่มเป็นเรื่องสำคัญของบริษัท เพราะคืออีกตัวแปรในการสร้างความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการจ้างงานในฝั่งเทคโนโลยี และงานขาย เพื่อเข้ามาเพิ่มยอดรายได้จากฝั่ง Amazon Web Services (AWS)

สำหรับจำนวนพนักงานของ Amazon ในไตรมาสนี้นั้นมีจำนวนใกล้เคียงกับประชากรในจังหวัดยโสธร และประจวบคีรีขันธ์ของประเทศไทยเลยทีเดียว นอกจากนี้การเติบโตของพนักงานของ Amazon นั้นเกิดขึ้นเร็วมาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเมื่อ 9 ปีก่อนมีราว 20,000 คน และ 5 ปีที่แล้วก็มีแค่ 81,000 คน

ขณะเดียวกันการเติบโต และการซื้อกิจการต่างๆ ทำให้ Amazon กลายเป็นค้าปลีกยักษ์ใหญ่ที่เป็นรองแค่ Walmart เท่านั้น แต่ถ้านับแค่จำนวนพนักงาน Amazon ยังตามหลัง Walmart อีกไกลมาก เพราะที่นั่นมีพนักงานมากกว่า 2.3 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งการตามทันคงอีกไม่นาน เพราะล่าสุด Amazon เตรียมสร้างสำนักงานใหญ่แห่งที่ 2 แล้ว

อ้างอิง // GeekWire

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-employee-541k-worldwide/

7-ELEVEN ในญี่ปุ่นเตรียมปรับชั้น 2 ทำเป็นที่เลี้ยงเด็กราคาย่อมเยา ส่วนชั้นล่างขายของเหมือนเดิม

ภาพของ 7-ELEVEN ที่เป็นร้านสะดวกซื้ออาจจะเปลี่ยนไป เพราะในญี่ปุ่นเตรียมส่งบริการเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็ก เริ่มต้นกับพนักงานก่อน ถือเป็นสวัสดิการที่น่าสนใจ เพราะที่เลี้ยงเด็กในญี่ปุ่นตอนนี้กำลังขาดแคลนอย่างมากด้วย

Photo: Flickr.com Yoko Hase

ชั้นล่างขายของ เตรียมปรับชั้น 2 เป็นที่เลี้ยงเด็กเล็ก

ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง 7-ELEVEN เตรียมเปิดสถานที่เลี้ยงเด็กเล็ก (nurseries) เป็นครั้งแรก โดยจะเปิด 2 แห่ง ที่แรกตั้งอยู่ในสาขาที่โตเกียว ส่วนอีกแห่งจะไปอยู่ที่ฮิโรชิมา ขั้นแรกจะให้บริการกับพนักงานของตัวเองที่มีลูกเป็นเด็กเล็กจนถึง 2 ขวบ เป็นการชิมลางไปก่อน

เนิร์สเซอรี่ของ 7-ELEVEN ในสาขาที่โตเกียวจะรองรับเด็กได้ประมาณ 30 คน ส่วนที่ฮิโรชิมาจะได้ 19 คน โดยจะเปิดให้บริการบนชั้น 2 ของร้าน แต่ทั้งนี้เนิร์สเซอรี่มีเวลาเปิดปิด ไม่ได้เปิดตลอด 24 ชั่วโมงตามอย่างร้านสะดวกซื้อ แต่จะเปิดให้บริการในวันทำงานปกติเท่านั้น ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้าเป็นต้นไป และปิดให้บริการตอน 2 ทุ่ม

Photo: Pixabay

ปัญหาคือต้องเลี้ยงพนักงานไว้กับตัวให้ได้ สวัสดิการสำคัญ

อันที่จริงแล้ว การที่ 7-ELEVEN ต้องส่งบริการเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงานของตัวเอง มาจากปัญหา 2 ประการคือ

  • การขาดแคลนแรงงานที่จะมาทำงานในร้านสะดวกซื้อ
  • บริการเลี้ยงเด็ก (child care services) กำลังขาดแคลนอย่างมากในญี่ปุ่น

Shizuma Noda ผู้อำนวยการและผู้บริหารของ 7-ELEVEN บอกว่า “บริษัทกำลังประสบกับปัญหาเรื่องพนักงานเหมือนกับอีกหลายๆ ธุรกิจ”

ประเด็นก็คือ การทำงานในร้านสะดวกซื้อมักจะใช้พนักงานที่เป็นคนกลุ่มจบใหม่ (อย่างที่เราเห็นกันในไทยก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี) แต่ในญี่ปุ่นตอนนี้คนที่มาทำงานตรงนี้เป็น “ผู้หญิง” และหลายคนเป็น “ผู้หญิงมีอายุ” แล้วด้วย เพราะฉะนั้น การมีลูกเล็กเด็กแดงติดมาจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ไม่ใช่แค่ 7-ELEVEN เท่านั้น FamilyMart ก็มีปัญหาเรื่องพนักงานเช่นกัน ตอนนี้ประกาศรับสมัครเพิ่มอีก 100,000 คน แล้วก็เช่นเดียวกัน มีการวางแผนจะเปิดเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงานด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ในขั้นแรก เนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กของ 7-ELEVEN จะให้บริการกับพนักงานของตัวเองเท่านั้น แต่ในอนาคตก็ได้มีการวางแผนไว้ เพื่อที่จะให้บริการกับคนในท้องถิ่นด้วย แต่ต้องดูก่อนด้วยว่า 2 ที่แรกที่ส่งมาชิมลางนี้จะได้ผลตอบรับที่ดีหรือไม่

ตัวแทนของ 7-ELEVEN ยังได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ค่าบริการยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่ชัดเจนออกมา แต่บอกได้ว่าจะถูกกว่าราคาปกติในท้องถิ่นอย่างแน่นอน”

สรุป

7-ELEVEN เตรียมส่งเนิร์สเซอรี่เลี้ยงเด็กราคาย่อมเยามาให้บริการกับพนักงาน เพราะตอนนี้ที่เลี้ยงเด็กขาดแคลนอย่างมาก เท่าที่คาดการณ์ก็น่าจะมาจากการเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ธุรกิจนี้ล้มหายตายจากไปบ้าง แต่ปัญหาคือยังมีคนต้องการอยู่ โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานหลายชั่วโมงต่อวันและไม่มีเวลาเลี้ยงลูก

อีกอย่างหนึ่ง ปัญหาของร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-ELEVEN ไม่ใช่อะไรอื่น แต่คือการรักษาพนักงานเอาไว้ให้ได้ เพราะถึงจุดหนึ่งหลายคนก็ต้องการงานที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือสวัสดิการ และในช่วงหลังมานี้คนที่มาทำงานกับ 7-ELEVEN เป็นผู้หญิงสูงอายุมากขึ้น ทำให้ร้านสะดวกซื้อรายนี้ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อซื้อใจพนักงานของตัวเองเอาไว้ให้ได้

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/7-eleven-japan-nurseries-welfare/

3 บทเรียนจาก Google กรณี ”จดหมายเปิดผนึกพนักงาน” กลายเป็นไวรัล

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กูเกิลออกแถลงการณ์ชัดเจนว่าไม่มีความเกี่ยวข้องหรือสนับสนุน กรณีพนักงานชายกูเกิลรายหนึ่งเขียนจดหมายเปิดผนึกต่อต้านนโยบายสนับสนุนความหลากหลายของบุคลากรในกูเกิล จดหมาย anti-diversity นี้กลายเป็นไวรัลส่งต่อและลามเป็นข่าวดังทั่วโลก เพราะเป็นจดหมายที่สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรกูเกิลที่เปลี่ยนไป

จดหมายนี้ได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและต่อต้าน เรียกว่าได้รับความสนใจมาก เนื่องจากทุกวันนี้ บริษัทไอทีในซิลิกอนวัลเลย์หลายแห่งถูกครหาว่าเป็นองค์กรเหยียดเพศ มีการกีดกันผู้หญิงไม่ให้เป็นหัวหน้างาน หรือรับผิดชอบโครงการใหญ่เท่าเทียมผู้ชาย

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากกรณีนี้คือการตอบสนองที่เร็ว เพราะไม่นานหลังจากจดหมายเปิดผนึกที่มีความยาวกว่า 10 หน้า ถูกแชร์ส่งต่อจนเป็นข่าวผ่านสื่ออย่าง Motherboard และ Gizmodo เมื่อวันเสาร์ (5 สิงหาคม) Danielle Brown รองประธานบริษัทฝ่ายสนับสนุนความหลากหลายของบุคลากรบริษัท ก็ออกแถลงการณ์ชัดเจนในวันอาทิตย์ทันที

สิ่งที่ 2 ที่เราเรียนรู้ได้จากกรณีนี้คือการตอบสนองที่เข้าท่า กรณีนี้ผู้บริหารกูเกิลยืนยันว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับความเห็นในจดหมายเปิดผนึกของวิศวกรอาวุโสกูเกิลรายนี้ แต่ก็ยังใช้พื้นที่สื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าพนักงานกูเกิลสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี (แม้จะไม่แน่ชัดว่าพนักงานรายนี้จะได้รับผลกระทบใดตามมา)

คำแถลงของ Danielle Brown ระบุว่า ”หลายท่านได้อ่านเอกสารภายใน ที่ใครบางคนในทีมวิศวกรรมของเราแบ่งปันความเห็นเกี่ยวกับความสามารถและลักษณะทางธรรมชาติของเพศที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าทุกคนสามารถพูดแสดงความเห็นถึงประเด็นเหล่านี้ได้อย่างอิสระที่กูเกิล และเช่นเดียวกับหลายคน ผมพบข้อสมมติฐานเกี่ยวกับเพศที่ไม่ถูกต้องหลายจุด ผมขอไม่กล่าวถึงเพราะความเห็นในจดหมายเปิดผนึกนี้ ไม่ใช่มุมมองที่ผมหรือบริษัทรับรอง ส่งเสริม หรือสนับสนุน”

ส่วนหนึ่งของจดหมายเปิดผนึกของพนักงานกูเกิลที่จั่วหัวเรื่องว่า Google’s Ideological Echo Chamber ระบุว่ากูเกิลควรปรับนโยบายส่งเสริมความหลากหลายของพนักงานหรือ diversity ด้วยการลดการจ้างงานผู้หญิงและ “people of color” หรือคนที่มีรสนิยมทางเพศหลากหลาย ในจดหมายยังระบุว่าทุกคนควรหยุดเหมารวมช่องว่างของเพศว่าเป็น sexism เพราะความแตกต่างระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในโลกบุคลากรไอทีนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาการรังเกียจหรือต่อต้านผู้หญิง (sexism) แต่เป็นเพราะหญิงชายนั้นมีความแตกต่างกันจริงในด้านชีวภาพ

การยืนยันว่าบริษัทไม่เห็นด้วยกับความเห็นนี้อาจไม่พอ สิ่งที่ 3 ที่เราเรียนรู้จากกรณีนี้ คือการชี้แจงแบบใจเขาใจเราร่วมด้วย

ผู้บริหารระบุว่า Google ยึดถือแนวความคิดสนับสนุนความหลากหลายอย่างจริงจัง แต่ก็แบ่งรับแบ่งสู้ว่าจุดยืนที่แข็งแกร่งอาจก่อให้เกิดการต่อต้านที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนวัฒนธรรมความคิดคนเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเสมอ

ไม่ว่าใครจะอยู่ทีมผู้หญิงหรือทีมผู้ชาย แต่ตัว Danielle Brown แสดงความเชื่อมั่นอย่างแข็งขันว่า Google กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไม Danielle Brown จึงรับหน้าที่เป็น Vice President for Diversity, Integrity and Governance แห่ง Google

ตอบได้ดีจบได้สวยงาม

ที่มา: Foxnews

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/memo-diversity-google/

องค์กรญี่ปุ่นสั่งพนักงานยืนใช้คอมพิวเตอร์-ห้ามเอาโน้ตบุ๊กส่วนตัวมาใช้ เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ

ขณะที่องค์กรอื่นๆ เริ่มอยากให้พนักงานออกไปทำงานนอกออฟฟิศมากขึ้น แต่องค์กรญี่ปุ่นอย่าง Iris Ohyama กลับดึงให้พนักงานเข้ามายังออฟฟิศ แถมยังให้ยืนใช้คอมพิวเตอร์ และไม่ให้นำโน้ตบุ๊กส่วนตัวมางานอีกด้วย

ภาพจาก Iris Ohyama

ห่วงใยสุขภาพ และความคิดในการทำงาน

เหตุผลทั้งหมดทั้งมวลที่ Iris Ohyama บริษัทจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับพลาสติก และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดมิยะงิ ประเทศญี่ปุ่น ตัดสินใจให้พนักงานไม่นั่งติดกับโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ และความคิดสร้างสรรค์ที่อาจไม่เกิดหากนั่งอยู่กับที่

โดยทางบริษัทมีการประกาศห้ามใช้งานคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน และหากใช้ต้องลุกขึ้นมายืนทำงานบนโต๊ะสูงที่บริษัทจัดไว้ให้เท่านั้น ที่สำคัญการใช้งานคอมพิวเตอร์ยังกำหนดเวลาไว้แค่ 45 นาที/ครั้ง เพื่อไม่ให้พนักงานเหนื่อยจนเกินไป ส่วนใครไม่สะดวกใจแล้วนำโน้ตบุ๊กส่วนตัวมาใช้งาน ทางบริษัทก็ห้ามทำแบบนี้มาเป็น 10 ปี โดยอ้างอิงจากเหตุผลข้างต้น

ภาพจาก Iris Ohyama

ขณะเดียวกันการจัดรูปแบบสำนักงานยังค่อนข้างใหม่ในบริษัทญี่ปุ่น เพราะใช้รูปแบบ Non-Partitioned Design หรือไม่มีฉากกั้นระหว่างแผนก ทำให้ทุกฝ่ายสามารถพูดคุยเรื่องงานกันได้ง่ายขึ้น ส่วนหัวหน้าของแต่ละแผนกก็ถูกบังคับให้ยืนใช้คอมพิวเตอร์เช่นกัน เพื่อเป็นความเท่าเทียมของพนักงาน

อ้างอิง // Soranews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/standing-desk-worker/

ใช้เกมสมัครงาน Jaguar เปิดรับสมัคร หากเล่นเกมผ่าน เตรียมทำงานได้เลย

มายาคติต่อเกมน่าจะต้องถูกท้าทายเสียบ้าง เมื่อ Jaguar Land Rover เปิดรับพนักงานในปีนี้กว่า 5,000 คน แต่ที่น่าสนใจคือ ถ้าผู้สมัครโหลดแอพพลิเคชั่นเกม แล้วเล่นจนสำเร็จได้ ก็เตรียมตัวทำงานได้เลย

Jaguar ใช้เกมเป็นเกณฑ์รับพนักงาน

Jaguar Land Rover ประกาศรับสมัครพนักงานในปีนี้กว่า 5,000 คน มีตำแหน่งตั้งแต่วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์จนถึงซอฟต์แวร์ แต่ที่น่าสนใจคือ หากเข้าไปโหลดเกมจากแอพพลิเคชั่น แล้วเล่นจนสามารถแก้ปริศนาของเกมได้จะมีโอกาสในการเข้าทำงานมากขึ้น ส่วนใครที่สนใจเกมนี้ลองดูได้ที่นี่ แต่ Jaguar ก็บอกว่าการสมัครงานผ่านรูปแบบเดิมยังเปิดอยู่ แต่เพียงว่าถ้าโหลดเกมมาเล่นจนจบได้ “จะได้รับการพิจารณาเป็นพนักงานที่รวดเร็วกว่า”

ส่วนหนึ่งที่ Jaguar ต้องทำแบบนี้ นั่นเพราะว่าในวงการผู้ผลิตรถยนต์ต้องการความสร้างสรรค์ เทคนิค และทักษะ ดังนั้นการสมัครงานจึงต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบพนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป

Photo: media.jaguarlandrover.com

Barbara Marder ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ บอกว่า “การใช้เกมมีประโยชน์มากกว่าการรับสมัครแบบเดิม เพราะทำให้เห็นถึงประสิทธิภาพของผู้สมัครมากกว่า แถมยังดึงดูดผู้สมัครรุ่นใหม่ได้อีกด้วย”

ใช้เกมสมัครงาน ไม่ใช่เรื่องใหม่

ในปี 2011 โรงแรมแมริออทเคยเปิดรับสมัครพนักงานผ่านแอพพลิเคชั่นที่ให้จัดการงบประมาณ อบรมพนักงาน และดำเนินการธุรกิจโรงแรม นอกจากนั้นในปีเดียวกัน Government Communications Headquarters หน่วยข่าวกรองหลักในสหราชอาณาจักรยังได้ใช้วิธีการรับสมัครโดยให้ถอดรหัสดิจิทัลที่ตั้งไว้ หรือ Axa Group และ Daimler Trucks ที่ใช้เกม Dashi Dash ซึ่งเป็นเกมบริการร้านอาหารมาใช้ในการวัดความฉลาดทางสังคมและเหตุผลอีกด้วย

ที่มา – NYTIMES

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jaguar-game-employee/

วงการไอทีอินเดียแย่ลงทุกที ตอนนี้แทบไม่จ้างประจำ เน้นให้มาทำเป็นรอบ ลดค่าใช้จ่าย

ช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ เริ่มเห็นแนวโน้มในวงการไอทีอินเดียว่าจะล่มสลายในไม่ช้า อย่างตอนนี้หลายบริษัทใหญ่ไม่รับพนักงานประจำแล้ว แต่จ้างให้มาทำเป็นครั้งไป เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่าย อีกเรื่องคือพนักงานประจำทักษะไม่ถึงด้วย

Photo: Pixabay

ลดจ้างประจำ หันมาจ้างให้ทำเป็นรอบดีกว่า

ในวงการไอทีอินเดียตอนนี้น่าเป็นห่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลบอกว่า อัตราการจ้างงานในบริษัทไอทีต่ำลงจาก 8 – 10% มาอยู่ที่ 4 – 5% แล้วหลายบริษัทหันไปจ้างวิศวกรให้มาทำงานเป็นครั้งคราวมากกว่าเดิม หรืออาจจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่าเป็น “สัญญาจ้างงานระยะสั้น” ก็ได้

แน่นอนว่า การจ้างงานแบบไม่ประจำย่อมทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างพนักงานประจำ และที่สำคัญคือสามารถเลือกใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะด้านกับโปรเจ็กต์งานที่ต้องการความเจาะจงได้ดีกว่า

เพราะบริษัทไอทีอินเดียแทบทุกบริษัทตอนนี้ประสบปัญหาด้านเงินทุนกันทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากในวงการไอทีอินเดียจะมีปัญหาที่วิศวกรทักษะไม่ถึงตามที่ตลาดต้องการแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมายังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย ทำให้ดูเหมือนว่าวงการไอทีอินเดียจะอยู่สภาพที่น่าเป็นห่วงไปอีกนาน

ถ้าพนักงานว่าง ต้องหาทางเพิ่มทักษะ

ปัญหาใหญ่ของวงการไอทีอินเดียอีกอย่างคือ มีพนักงานหลายคนที่เป็นพนักงานประจำ หมายความว่าได้รับเงินเดือน แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก นั่นเพราะงานที่ทำขึ้นอยู่กับโปรเจ็กต์ที่บริษัทมีอยู่ในมือ แน่นอนว่า ถ้าในช่วงนั้นไม่มีโปรเจ็กต์ พนักงานก็ไม่ต้องทำงาน และรอรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

ทางออกที่น่าสนใจคือ Infosys ที่บริษัทไอทีอันดับต้นๆ ในอินเดีย Richard Lobo รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Infosys บอกว่า “ในบริษัทของเรามีพนักงานที่นั่งเฉยๆ รอโปรเจ็กต์งานเหมือนกัน แต่เราใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการสร้างแผนการเรียนรู้ใหม่ๆ ภายในองค์กรให้กับพนักงาน ท้ายที่สุดแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.6% ในปีงบประมาณ 2012 มาเป็น 81.7% ในปีงบประมาณ 2017”

สรุป

แม้แนวโน้มในวงการไอทีอินเดียจะชัดเจนเหลือเกินว่า “ใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกที” หลายบริษัทต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานและต้องสร้างความสอดคล้องกับการทำงาน เช่น ถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ก็ต้องหาแผนในเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ

ส่วนอีกเรื่องคือ “พนักงานจ้างแบบไม่ประจำ” ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในวงการไอทีอินเดียตอนนี้ ในระยะสั้นเป็นเรื่องดีที่มาช่วยสนับสนุนงานและลดค่าใช้จ่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่า ในระยะยาวพนักงานประจำจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-india-employee/