คลังเก็บป้ายกำกับ: Exclusive

แนะนำ Casetitude แอปสั่งทำเคสมือถือส่วนตัว เลือกรูปเองได้ รองรับมือถือแทบทุกรุ่น !!

macthai-review-casetitude-case-diy-ss-3

เคยไหมที่อยากมีเคสมือถือแบบที่ไม่เหมือนใคร อยากดีไซน์ลายเก๋ๆ ชิคๆ แบบของเรา แต่จะไปหาร้านที่รับทำก็เสียเวลา หรือบางทีก็ไม่รู้ว่าจะไปทำเคสมือถือของเราเองได้ที่ไหน วันนี้เราขอแนะนำ Casetitude แอปที่ช่วยให้เราออกแบบเคสมือถือของเราเอง ง่ายๆ แค่โหลดแอป ใส่รูป กดโอเค แป๊บเดียวก็มาส่งถึงบ้านเลยจ้า

รู้จักกับแอป Casetitude (เคสติจูด)

  • โหลดได้ฟรีบน iOS (Free Download) และ Android (Free Download)
  • ภายในแอปสามารถสั่งทำเคส DIY แบบของเราเองได้
  • หรือสั่งซื้อเคสลายน่ารักๆ ต่างๆ ได้มากกว่า 2,000 ลาย เช่น โดราเอมอน, Little Monster, ลายรับปริญญา ฯลฯ
  • รองรับเคสของสมาร์ทโฟนแทบทุกรุ่น ทั้ง iPhone 4, 5, 6, 7 รวมถึง Samsung, HTC, OPPO, ZenFone, Lenovo, Huawei, vivo ฯลฯ
  • ตัวแอปมีให้เลือกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • ราคาเคสออกแบบเอง 299 บาท, เคสทั่วไปเริ่มที่ 399 บาท
  • ค่าส่งฟรี แถมช่วงนี้มีโปรโมชั่นห่อของขวัญและส่งให้คนที่คุณรักฟรี!! ตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2560

macthai-review-casetitude-case-diy-ss-1

ทดลองสั่งเคส DIY กับแอป Casetitude

ทีมงานทดลองสั่งเคสแบบทำเองจริงๆ กับทาง Casetitude โดยขั้นตอนทั้งหมดแค่ทำผ่านแอปเท่านั้นเอง โดยหลังจากโหลดแอปผ่านทาง App Store แล้ว เปิดเข้ามาก็จะมีให้เลือกเลยว่าอยากทำเคสมือถือของตัวเอง หรือจะสั่งซื้อเคสลายอื่นๆ ที่มีในร้าน

เลือกทำเคสแบบ DIY ก็จะให้เราเลือกรุ่นมือถือ ซึ่งก็มีแทบจะทุกรุ่นที่วางขายในตอนนี้อยู่แล้ว แม้แต่ iPhone 4 ที่ขายมานานมากกกก ก็ยังมีให้เลือกนะจ๊ะ

macthai-review-casetitude-case-diy-ss-2

เลือกเคสเสร็จ ก็ให้เราเลือกรูปมาใส่เป็นลายในเคสได้ โดยสามารถเลือกรูปจากในมือถือของเราได้ จากนั้นก็สามารถใส่รูปสติ๊กเกอร์มุ้งมิ้งต่างๆ เพิ่มเติมได้ โดยกดโหลดในแอปด้านล่าง ซึ่งสติ๊กเกอร์โหลดฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

จากนั้นก็กดสั่งซื้อ ใส่ชื่อที่อยู่ โอนเงิน แล้วก็รอให้มาจัดส่งถึงบ้าน ซึ่งส่งฟรีด้วยนะ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม สะดวกกว่าออกไปนั่งทำตามร้านข้างนอกอีก

macthai-review-casetitude-case-diy-007

เคสตัวจริงที่ส่งมาถึงบ้าน ใส่ห่อมาอย่างดีทุกเคส ทีมงานทดลองสั่งทั้งเคส iPhone 7 Plus และ iPhone 6 Plus ซึ่งมีทั้งรูปการ์ตูนและรูปภาพจริง ผลออกมาตามที่เห็นเลยจ้า

macthai-review-casetitude-case-diy-009

ทีมงานลองทำเคสเองรูปซ้ายสุด และสั่งซื้อเคสอื่นๆ มาเพิ่มตามรูป สวยงามหลากหลายดีจ้า

macthai-review-casetitude-case-diy-006

ภาพมีความคมชัดดี โดยภาพจะพิมพ์ไปถึงขอบของเครื่องเลย ไม่มีรอยต่อให้เห็น ตัวเคสเลือกได้ทั้งแบบมันและแบบด้าน

macthai-review-casetitude-case-diy-014

เคสที่มีแบบอยู่แล้วก็สวยดีนะ มีของ Little Monster ที่แม่บ้านหลายคนต้องชอบแน่นอนด้วย

macthai-review-casetitude-case-diy-003

โดยสรุปแล้วแอป Casetitude ใช้งานได้ง่ายดี ตอบโจทย์สำหรับใครที่เริ่มเบื่อเคสแบบเดิมๆ และอยากหาอะไรใหม่ๆ สนุกๆ ด้วยการออกแบบเคสของตัวเอง หรือทำเคสเก๋ๆ ส่งให้คนที่เราอยากมอบให้ก็ได้นะ

 

แคมเปญพิเศษเฉพาะช่วงปีใหม่นี้ ห่อของขวัญให้ฟรี !! ส่งฟรี และมีเคสให้เลือกทุกรุ่น รวมถึงเคสที่หาซื้อยากหน่อยอย่าง HTC, OPPO, ZenFone, Lenovo, Huawei, vivo ด้วยนะ

 

ทดลองใช้งานกันได้ที่ – Casetitude iOS (Free Download) และ Android (Free Download)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

from:https://www.macthai.com/2017/01/07/review-casetitude-app-diy-case-iphone-samsung-android-huawei-oppo/

local.jpg

สรุป 10 สุดยอดข่าวเด่นของ Apple ประจำปี 2016

2016_years_in_review

ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงช่วงท้ายปีกันแล้ว ทีมงาน MacThai ก็จะมาสรุปข่าวเด่นของทั้งหมดบนเว็บประจำปี 2016 กันว่า ในปีนี้มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างในข่าวไอทีโดยเฉพาะในแวดวง Apple ที่โดดเด่นบ้าง

apple-fbi

1. มหากาพย์ Apple + FBI

เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดังที่สุดในช่วงต้นปีก็ว่าได้ เรื่องนั้นเริ่มมาจาก FBI นั้นได้มือถือจากชายคนหนึ่งที่เป็นผู้ก่อการร้าย และต้องการให้ Apple ช่วยปลดล็อก ซึ่งในครั้งนั้นมีการประมือกันหลายรอบมาก ไม่ว่าจะจากผู้บริหาร Apple, FBI หรือแม้กระทั่งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

สรุปง่าย ๆ คือ FBI นั้นต้องการให้ Apple ช่วยปลดล็อก iPhone ให้ทางหน่วยงาน แต่ฝ่าย Apple เองกลับเลือกที่จะไม่ทำเพราะต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และเสนอให้ FBI หาทางถอดรหัสจากตัวเครื่องเอง (ซึ่งปกติแล้วถ้าจะถอดจากฮาร์ดแวร์นั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก แต่ต้องใช้วิธีการถึกและทำได้ทีละเครื่อง)

สำหรับใครที่สนใจเรื่องราวดังต่อไปนี้ สามารถอ่านได้จากรายละเอียด สรุปดราม่า FBI และ Apple เรื่องเป็นมาอย่างไร ทำไม Apple ไม่ยอมช่วย FBI ซึ่งสุดท้ายแล้ว FBI ก็สามารถถอดรหัส iPhone ได้อยู่ดี แต่ว่าผู้อำนวยการ FBI ก็เคยกล่าวว่าวิธีที่หน่วยงานใช้ในการถอดรหัสนั้นใช้กับ iPhone 5s หรือใหม่กว่าไม่ได้

apple_and_trump

2. Apple ประมือกับ Donald Trump

Donald Trump ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ​ นั้น เป็นผู้ที่มีปัญหากับ Apple มานานพอสมควร โดยรอบแรก Trump เคยให้นโยบายตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดีว่า จะบังคับให้ Apple ย้ายฐานการผลิตกลับมาสหรัฐฯ และถัดมาเมื่อเกิดมหากาพย์ FBI กับ Apple ขึ้น ตัว Trump ก็สนับสนุน FBI และบอกว่า Apple ต้องช่วย FBI ด้วย

เรื่องราวของ Donald Trump และ Apple นั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ย้อนรอย 4 เรื่องราวสุดดราม่าระหว่าง Apple กับ Donald Trump

img_0786-1.jpg

3. บริการของ Apple เปลี่ยนจากหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาทไทย

App Strore และ iTunes Store เป็นบริการที่ชาวไทยเริ่มใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ และในปีนี้ Apple ก็เริ่มเอาในชาวไทย โดยการปรับค่าเงินที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการทั้งหมด จากหน่วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ​ มาเป็นหน่วยบาท เพื่อให้ผู้ใช้ชาวไทยได้รับความสะดวกในการซื้อแอพ, หนัง, เพลง, สมัคร Apple Music, พื้นที่ iCloud และมีราคาเริ่มต้นเพียง 9 บาทเท่านั้น

อ่านเพิ่ม: App Store ประเทศไทย ปรับราคาแอพ หนัง เพลงเป็น เงินบาท แล้ว เริ่มต้นที่ 9 บาท

apple-watch-pokemon-go

4. Pokémon GO

Pokémon GO หรือเกมจับโปเกม่อนที่โด่งดัง พร้อมให้เราเล่นกับพื้นที่จริงบนโลกโดยอิงจากตำแหน่งที่เราอยู่ เป็นเกมที่ได้รับความนิยมทันทีหลังจากเปิดตัว เพราะเราจะต้องเดินไปเพื่อจับโปเกม่อน

เกม Pokémon GO นั้นยังเพิ่งจะเปิดตัวเวอร์ชันสำหรับ Apple Watch ที่ผู้ใช้สามารถสั่งเดินฟักไข่โปเกม่อน, จับโปเกม่อน หรือหมุน PokéStop เพื่อรับไอเท็มก็ได้ด้วย

note_7_sweat_iphone

5. Samsung Galaxy Note 7 ระเบิด

ข่าวนี้ก็ไม่เกี่ยวกับ Apple อีกเช่นกัน แต่เป็นข่าวที่ดังครึกโครมมากเกี่ยวกับ Samsung Galaxy Note 7 ซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ iPhone ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่มากมาย ถือเป็นมือถือเรือธงของ Samsung เลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามือถือรุ่นนี้กลับเกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องอยู่เรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายแล้ว Samsung ต้องเรียกเครื่องคืนทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้จะได้สรุปแล้ว โดยเบื้องต้นนั้นทราบมาว่าเป็นปัญหาอันเนื่องมาจากปัญหาการออกแบบตัวเครื่องผิดพลาด

ทั้งนี้ สื่อนอกก็เคยเผยรายละเอียดมาว่า จริง ๆ แล้ว Note 7 ที่เกิดเหตุระเบิดนั้นมาจากข่าวลือของ iPhone 7 ที่ว่าแทบจะไม่มีอะไรใหม่ จนทำให้ Samsung เร่งออก Note 7 มาสู้ จึงเกิดปัญหาการออกแบบตัวเครื่องดังที่เป็นข่าวนั่นเอง

อ่านเพิ่ม: สื่อนอกเผย ปัญหา Galaxy Note 7 ระเบิดอาจมาจากข่าวลือ iPhone 7

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-5

6. MacBook Pro

MacBook Pro รุ่นใหม่ผู้สร้างความฮือฮาพร้อมกับการทำให้ตัวเครื่องบางลง และมีเพียงพอร์ต USB-C เท่านั้น ทำให้หลายคนแม้ว่าจะดูดีใจที่ตัวเครื่องเป็นแบบรุ่นใหม่ทั้งหมด เพราะรอกันมาแล้วกว่า 4 ปี (MacBook Pro with Retina display เปิดตัวครั้งแรกปี 2012) แต่ก็กังวลกับการซื้อว่าจะเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่

ทั้งนี้ ผู้ใช้ที่สนใจจะซื้อ MacBook Pro สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก MacBook Pro roundups ซึ่งเป็นการสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ของ MacBook Pro โดยทีมงาน MacThai หรือเข้าไปเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ Apple ก็ได้เช่นกัน

apple-discontinue-apple-watch-edition-gold

7. Apple Watch เลิกขายรุ่น Edition ทองคำ

Apple Watch Edition นั้นคือนาฬิกาที่ Apple ฝากฝังไว้ว่าจะให้เป็นนาฬิกาไว้บุกตลาดระดับบน หรือตลาดนาฬิกาหรูหราที่มีมูลค่าสูงมาก และมีข่าวแจกให้เหล่าเซเลบ คนดัง หรือคนอื่น ๆ มากมาย ซึ่งก็ดูเหมือนว่า Apple Watch รุ่นท็อปตัวนี้ก็น่าจะไปได้ดี

แต่ผลสุดท้าย Apple เลือกที่จะเลิกขาย Apple Watch Edition ที่เป็นทองคำ ซึ่ง The Verge ให้ความเห็นไว้ว่า Apple ไม่สามารถสู้กับนาฬิการะดับหรูหราได้ เนื่องจากนาฬิการะดับนี้ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาทำมือ งานละเอียด เป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้

อ่านเพิ่ม เสียดายซื้อไม่ทัน !! แอปเปิลหยุดขาย Apple Watch Edition ทองคำ เรือนละ 400,000 บาทแล้ว

apple_watch_serirs_2_edition

Apple ก็ยังคงมี Apple Watch Edition ขายอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ตอนนี้จะเป็นเรือนเซรามิกสีขาว ใครสนใจสามารถเข้าไปกดซื้อกันได้ที่เว็บไซต์ Apple

iphone_se_roundup

8. iPhone SE สเปคแรง ราคาถูก

iPhone SE หรือ iPhone รุ่นใหม่ที่สเปคแรงแต่ราคาถูก เป็นที่ฮือฮาอย่างมากสำหรับการเปิดตัว iPhone ของ Apple ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ขายของราคาถูกมากนัก ซึ่ง iPhone SE เป็น iPhone ที่มีจอ 4 นิ้ว ออกมาเพื่อจับตลาดผู้ใช้ที่ต้องการใช้งาน iPhone จอไม่ใหญ่

ทั้งนี้ ผู้ใช้ที่สนใจซื้อ iPhone SE สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้จาก iPhone SE roundups โดยทีมงาน MacThai หรือเว็บไซต์ Apple ก็ได้เช่นกัน

super-mario-run-banner

9. Super Mario Run

Super Mario Run เกมแรกของบริษัท Nintendo นำเอาตัวละครอันโด่งดังคือ Mario ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันอย่างดีในวัยเด็ก มาให้ผู้ใช้ได้เล่นบน iPhone กันแล้ว ซึ่งทาง Nintendo ได้ขึ้นมาเปิดตัวเกมบนเวที ​Apple Keynote กันเลยทีเดียว

super-mario-run-ios-apple4

(ภาพผู้บริหาร Nintendo ขึ้นเวที Apple เปิดตัวเกม Super Mario Run)

สำหรับเกม Super Mario Run สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทาง App Store ส่วนผู้ใช้ที่อยากรู้รายละเอียดการเล่นสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจากรีวิวเกมโดยทีมงาน MacThai

linechartq2

10. Apple กำไรลดลง ยอดขาย iPhone ลดลงเป็นครั้งแรก

ผลประกอบการไตรมาสประจำไตรมาสที่ 1 ปีนี้ Apple ได้มียอดขาย iPhone ที่ลดลงเป็นครั้งแรก และทางบริษัทก็ยังเผยอีกว่า รายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีรายได้ที่ลดลง แต่ก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และรายได้ในส่วนของบริการอินเทอร์เน็ตก็ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อันเนื่องจาก Apple ecosystem ที่เป็นจุดแข็งจากอุปกรณ์ใช้งานกว่า 1 พันล้านเครื่อง

อ่านเพิ่มเติม: Apple รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด มีรายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี!

newyork

สุดท้ายนี้ ทางทีมงาน MacThai ขอสวัสดีปีใหม่ประจำปี 2017 กับผู้อ่านเว็บไซต์เราทุกท่านด้วยครับ และหวังว่าปีหน้าก็น่าจะเป็นอีกปีที่เราจะได้รายงานข่าว Apple รวมถึงข่าวอื่น ๆ ในแวดวงนี้กับผู้อ่านทุกท่านเช่นเดิมครับ

from:http://www.macthai.com/2016/12/29/10-top-news-apple-2016/

local.jpg

สรุป 10 สุดยอดข่าวเด่นของ Apple ประจำปี 2016

2016_years_in_review

ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงช่วงท้ายปีกันแล้ว ทีมงาน MacThai ก็จะมาสรุปข่าวเด่นของทั้งหมดบนเว็บประจำปี 2016 กันว่า ในปีนี้มีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างในข่าวไอทีโดยเฉพาะในแวดวง Apple ที่โดดเด่นบ้าง

apple-fbi

1. มหากาพย์ Apple + FBI

เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดังที่สุดในช่วงต้นปีก็ว่าได้ เรื่องนั้นเริ่มมาจาก FBI นั้นได้มือถือจากชายคนหนึ่งที่เป็นผู้ก่อการร้าย และต้องการให้ Apple ช่วยปลดล็อก ซึ่งในครั้งนั้นมีการประมือกันหลายรอบมาก ไม่ว่าจะจากผู้บริหาร Apple, FBI หรือแม้กระทั่งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ออกมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

สรุปง่าย ๆ คือ FBI นั้นต้องการให้ Apple ช่วยปลดล็อก iPhone ให้ทางหน่วยงาน แต่ฝ่าย Apple เองกลับเลือกที่จะไม่ทำเพราะต้องการปกป้องความเป็นส่วนตัวของลูกค้า และเสนอให้ FBI หาทางถอดรหัสจากตัวเครื่องเอง (ซึ่งปกติแล้วถ้าจะถอดจากฮาร์ดแวร์นั้นก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก แต่ต้องใช้วิธีการถึกและทำได้ทีละเครื่อง)

สำหรับใครที่สนใจเรื่องราวดังต่อไปนี้ สามารถอ่านได้จากรายละเอียด สรุปดราม่า FBI และ Apple เรื่องเป็นมาอย่างไร ทำไม Apple ไม่ยอมช่วย FBI ซึ่งสุดท้ายแล้ว FBI ก็สามารถถอดรหัส iPhone ได้อยู่ดี แต่ว่าผู้อำนวยการ FBI ก็เคยกล่าวว่าวิธีที่หน่วยงานใช้ในการถอดรหัสนั้นใช้กับ iPhone 5s หรือใหม่กว่าไม่ได้

apple_and_trump

2. Apple ประมือกับ Donald Trump

Donald Trump ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ​ นั้น เป็นผู้ที่มีปัญหากับ Apple มานานพอสมควร โดยรอบแรก Trump เคยให้นโยบายตอนที่เขาเป็นประธานาธิบดีว่า จะบังคับให้ Apple ย้ายฐานการผลิตกลับมาสหรัฐฯ และถัดมาเมื่อเกิดมหากาพย์ FBI กับ Apple ขึ้น ตัว Trump ก็สนับสนุน FBI และบอกว่า Apple ต้องช่วย FBI ด้วย

เรื่องราวของ Donald Trump และ Apple นั้นสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ย้อนรอย 4 เรื่องราวสุดดราม่าระหว่าง Apple กับ Donald Trump

img_0786-1.jpg

3. บริการของ Apple เปลี่ยนจากหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเงินบาทไทย

App Strore และ iTunes Store เป็นบริการที่ชาวไทยเริ่มใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ และในปีนี้ Apple ก็เริ่มเอาในชาวไทย โดยการปรับค่าเงินที่ใช้ซื้อสินค้าและบริการทั้งหมด จากหน่วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ​ มาเป็นหน่วยบาท เพื่อให้ผู้ใช้ชาวไทยได้รับความสะดวกในการซื้อแอพ, หนัง, เพลง, สมัคร Apple Music, พื้นที่ iCloud และมีราคาเริ่มต้นเพียง 9 บาทเท่านั้น

อ่านเพิ่ม: App Store ประเทศไทย ปรับราคาแอพ หนัง เพลงเป็น เงินบาท แล้ว เริ่มต้นที่ 9 บาท

apple-watch-pokemon-go

4. Pokémon GO

Pokémon GO หรือเกมจับโปเกม่อนที่โด่งดัง พร้อมให้เราเล่นกับพื้นที่จริงบนโลกโดยอิงจากตำแหน่งที่เราอยู่ เป็นเกมที่ได้รับความนิยมทันทีหลังจากเปิดตัว เพราะเราจะต้องเดินไปเพื่อจับโปเกม่อน

เกม Pokémon GO นั้นยังเพิ่งจะเปิดตัวเวอร์ชันสำหรับ Apple Watch ที่ผู้ใช้สามารถสั่งเดินฟักไข่โปเกม่อน, จับโปเกม่อน หรือหมุน PokéStop เพื่อรับไอเท็มก็ได้ด้วย

note_7_sweat_iphone

5. Samsung Galaxy Note 7 ระเบิด

ข่าวนี้ก็ไม่เกี่ยวกับ Apple อีกเช่นกัน แต่เป็นข่าวที่ดังครึกโครมมากเกี่ยวกับ Samsung Galaxy Note 7 ซึ่งเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของ iPhone ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่มากมาย ถือเป็นมือถือเรือธงของ Samsung เลยก็ว่าได้ แต่ทว่ามือถือรุ่นนี้กลับเกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องอยู่เรื่อย ๆ ทำให้สุดท้ายแล้ว Samsung ต้องเรียกเครื่องคืนทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ก็ใกล้จะได้สรุปแล้ว โดยเบื้องต้นนั้นทราบมาว่าเป็นปัญหาอันเนื่องมาจากปัญหาการออกแบบตัวเครื่องผิดพลาด

ทั้งนี้ สื่อนอกก็เคยเผยรายละเอียดมาว่า จริง ๆ แล้ว Note 7 ที่เกิดเหตุระเบิดนั้นมาจากข่าวลือของ iPhone 7 ที่ว่าแทบจะไม่มีอะไรใหม่ จนทำให้ Samsung เร่งออก Note 7 มาสู้ จึงเกิดปัญหาการออกแบบตัวเครื่องดังที่เป็นข่าวนั่นเอง

อ่านเพิ่ม: สื่อนอกเผย ปัญหา Galaxy Note 7 ระเบิดอาจมาจากข่าวลือ iPhone 7

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-5

6. MacBook Pro

MacBook Pro รุ่นใหม่ผู้สร้างความฮือฮาพร้อมกับการทำให้ตัวเครื่องบางลง และมีเพียงพอร์ต USB-C เท่านั้น ทำให้หลายคนแม้ว่าจะดูดีใจที่ตัวเครื่องเป็นแบบรุ่นใหม่ทั้งหมด เพราะรอกันมาแล้วกว่า 4 ปี (MacBook Pro with Retina display เปิดตัวครั้งแรกปี 2012) แต่ก็กังวลกับการซื้อว่าจะเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่

ทั้งนี้ ผู้ใช้ที่สนใจจะซื้อ MacBook Pro สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก MacBook Pro roundups ซึ่งเป็นการสรุปเรื่องราวต่าง ๆ ของ MacBook Pro โดยทีมงาน MacThai หรือเข้าไปเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ Apple ก็ได้เช่นกัน

apple-discontinue-apple-watch-edition-gold

7. Apple Watch เลิกขายรุ่น Edition ทองคำ

Apple Watch Edition นั้นคือนาฬิกาที่ Apple ฝากฝังไว้ว่าจะให้เป็นนาฬิกาไว้บุกตลาดระดับบน หรือตลาดนาฬิกาหรูหราที่มีมูลค่าสูงมาก และมีข่าวแจกให้เหล่าเซเลบ คนดัง หรือคนอื่น ๆ มากมาย ซึ่งก็ดูเหมือนว่า Apple Watch รุ่นท็อปตัวนี้ก็น่าจะไปได้ดี

แต่ผลสุดท้าย Apple เลือกที่จะเลิกขาย Apple Watch Edition ที่เป็นทองคำ ซึ่ง The Verge ให้ความเห็นไว้ว่า Apple ไม่สามารถสู้กับนาฬิการะดับหรูหราได้ เนื่องจากนาฬิการะดับนี้ส่วนใหญ่เป็นนาฬิกาทำมือ งานละเอียด เป็นมรดกตกทอดไปสู่รุ่นลูกหลานได้

อ่านเพิ่ม เสียดายซื้อไม่ทัน !! แอปเปิลหยุดขาย Apple Watch Edition ทองคำ เรือนละ 400,000 บาทแล้ว

apple_watch_serirs_2_edition

Apple ก็ยังคงมี Apple Watch Edition ขายอยู่เช่นเดิม เพียงแต่ตอนนี้จะเป็นเรือนเซรามิกสีขาว ใครสนใจสามารถเข้าไปกดซื้อกันได้ที่เว็บไซต์ Apple

iphone_se_roundup

8. iPhone SE สเปคแรง ราคาถูก

iPhone SE หรือ iPhone รุ่นใหม่ที่สเปคแรงแต่ราคาถูก เป็นที่ฮือฮาอย่างมากสำหรับการเปิดตัว iPhone ของ Apple ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าไม่ขายของราคาถูกมากนัก ซึ่ง iPhone SE เป็น iPhone ที่มีจอ 4 นิ้ว ออกมาเพื่อจับตลาดผู้ใช้ที่ต้องการใช้งาน iPhone จอไม่ใหญ่

ทั้งนี้ ผู้ใช้ที่สนใจซื้อ iPhone SE สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้จาก iPhone SE roundups โดยทีมงาน MacThai หรือเว็บไซต์ Apple ก็ได้เช่นกัน

super-mario-run-banner

9. Super Mario Run

Super Mario Run เกมแรกของบริษัท Nintendo นำเอาตัวละครอันโด่งดังคือ Mario ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันอย่างดีในวัยเด็ก มาให้ผู้ใช้ได้เล่นบน iPhone กันแล้ว ซึ่งทาง Nintendo ได้ขึ้นมาเปิดตัวเกมบนเวที ​Apple Keynote กันเลยทีเดียว

super-mario-run-ios-apple4

(ภาพผู้บริหาร Nintendo ขึ้นเวที Apple เปิดตัวเกม Super Mario Run)

สำหรับเกม Super Mario Run สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทาง App Store ส่วนผู้ใช้ที่อยากรู้รายละเอียดการเล่นสามารถอ่านได้เพิ่มเติมจากรีวิวเกมโดยทีมงาน MacThai

linechartq2

10. Apple กำไรลดลง ยอดขาย iPhone ลดลงเป็นครั้งแรก

ผลประกอบการไตรมาสประจำไตรมาสที่ 1 ปีนี้ Apple ได้มียอดขาย iPhone ที่ลดลงเป็นครั้งแรก และทางบริษัทก็ยังเผยอีกว่า รายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีรายได้ที่ลดลง แต่ก็เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และรายได้ในส่วนของบริการอินเทอร์เน็ตก็ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อันเนื่องจาก Apple ecosystem ที่เป็นจุดแข็งจากอุปกรณ์ใช้งานกว่า 1 พันล้านเครื่อง

อ่านเพิ่มเติม: Apple รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด มีรายได้ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี!

newyork

สุดท้ายนี้ ทางทีมงาน MacThai ขอสวัสดีปีใหม่ประจำปี 2017 กับผู้อ่านเว็บไซต์เราทุกท่านด้วยครับ และหวังว่าปีหน้าก็น่าจะเป็นอีกปีที่เราจะได้รายงานข่าว Apple รวมถึงข่าวอื่น ๆ ในแวดวงนี้กับผู้อ่านทุกท่านเช่นเดิมครับ

from:https://www.macthai.com/2016/12/29/10-top-news-apple-2016/

local.jpg

รีวิวกล้องวงจรปิด 4G True CCTV แค่ใส่ซิมก็ใช้ได้เลย ติดตั้งง่าย ดูผ่านมือถือได้

macthai-4g-true-cctv

กล้องวงจรปิดหรือ CCTV เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่หลายครอบครัวและหลายบริษัทอยากติดเอาไว้ ทั้งข้อดีในเรื่องความปลอดภัย และอุ่นใจเมื่อเวลามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ภาพจากกล้องมักจะช่วยได้เสมอ แต่ปัญหาคือการติดตั้งที่ยุ่งยาก ราคาสูง ต้องมีช่างเทคนิคมาช่วย

แต่ปัญหานี้แทบจะหมดไปหลังจากทีมงานได้ทดสอบรีวิวกล้อง 4G True CCTV เพราะเป็นกล้องวงจรปิดที่แค่ใส่ซิมแล้วเสียบปลั๊ก ก็ใช้งานได้เลย ง่ายเหมือนใช้มือถือ แถมราคาไม่แพงเลย ราคาโปรโมชั่นแค่ 1,500 บาทเท่านั้น !!

แกะกล่องทดลองใช้งาน 4G True CCTV

สำหรับอุปกรณ์กล้อง 4G True CCTV ขนาดไม่ใหญ่มาก เท่าฝ่ามือเท่านั้นเอง ตัวเครื่องสีขาว มีกล้องพร้อมแท่นวาง สามารถวางไว้บนโต๊ะตามมุมต่างๆ หรือจะติดตั้งแปะบนฝาผนังก็มีช่องสำหรับเสียบยึดได้

macthai-4g-true-cctv-002

ด้านหลังมีช่องเสียบสายไฟ, ช่องเสียบสาย LAN, ใส่ SIM Card และใส่ SD Card สำหรับเก็บภาพและวิดีโอได้

macthai-4g-true-cctv-004

ด้านหน้าของเครื่องจะมีไฟสัญญาณต่างๆ บอกว่าเครื่องกำลังทำงานส่วนไหนอยู่ เช่นกำลังเชื่อมต่อเน็ตอยู่ หรือถ่ายวิดีโออยู่

macthai-4g-true-cctv-003

ตัวหล้องสามารถหมุนได้รอบทิศทาง ซ้าย-ขวา 355 องศา ส่วนบนล่างได้ 120 องศา เรียกได้ว่าแทบจะรอบทิศทางยกเว้นด้านล่างของเครื่องที่เราติดตั้งนั่นเอง

macthai-4g-true-cctv-ss-21

สำหรับการติดตั้งเพื่อใช้งาน ก็แค่เสียบปลั๊กไฟ จากนั้นก็โหลดแอพ True CCTV ซึ่งมีทั้งบน iOS และ Android จากนั้นก็เลือกค้นหาเครื่อง CCTV ของเราได้ โดยภายในแอพสามารถเพิ่มเครื่อง CCTV หลายเครื่องเข้ามาได้ด้วย

การเชื่อมต่อแอพกับ CCTV ทำได้หลายวิธี ทั้งผ่านเน็ต WiFi, LAN หรือเสียบซิมเพื่อใช้ผ่าน 4G ก็ได้ หลังจากที่เชื่อมต่อแล้วก็สามารถดูการใช้งานผ่านหน้าจอมือถือได้เลย

macthai-4g-true-cctv-ss-22

สิ่งแรกที่เห็นบนจอเลยคือภาพจากกล้อง CCTV ในขณะนั้น ความละเอียด 720p ซึ่งถือว่าคมชัดดี ไม่ใช่แค่ภาพแต่มีเสียงมาให้ด้วย

การบังคับเพื่อหมุนกล้องก็กดผ่านทางแอพบนมือถือได้เลย หรือตั้งให้เครื่องจดจำตำแหน่งที่เราให้หันไปดูเป็นประจำได้ ไม่ต้องไปจับเครื่องหมุนเองแบบสมัยก่อน รวมทั้งเราสามารถสั่งให้เครื่องถ่ายภาพนิ่ง, วิดีโอ เก็บบน SD Card ที่เสียบกับเครื่องได้ด้วย

macthai-4g-true-cctv-005

ดูผ่านแอพแล้วเห็นรูปไมโครโฟน ก็แอบสงสัยว่าเอาไว้ทำอะไร พอกดแล้วพูดไปที่แอพบนมือถือ ปรากฏว่ามีเสียงออกมาที่ลำโพงของกล้อง CCTV ด้วย ซึ่งอันนี้ก็เข้าท่าดี เพราะสามารถใช้กล้อง CCTV ในการส่งเสียงพูดคุยกับคนที่อยู่หน้ากล้องได้ด้วย

ฟีเจอร์อื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ผ่านทางแอพ ซึ่งสามารถคอยดูภาพจากกล้อง CCTV หลายตัวพร้อมกัน
  • มีโหมดกลางคืน ปรับภาพให้ดูในที่แสงน้อยได้
  • ตั้งเวลาให้แจ้งเตือน, ถ่ายภาพ, ถ่ายวิดีโอ
  • จุดเด่นคือใช้แค่ SIM Card ก็เพียงพอ ทำให้สามารถยกไปวางที่อื่นๆ ได้ง่าย เช่น แม่ค้าเอาไปวางที่บูทเวลาไปออกอีเวนต์ต่างๆ พกพาสะดวก
  • ราคา 4,990 บาท โดยช่วงนี้มีโปรโมชั่นซื้อพร้อมแพ็คเกจ ลดเหลือ 1,500 บาทเท่านั้น (รายละเอียดตามภาพ)

landing-page-true-iot-4g-cctv-desktop-111716

:: สรุป ::

ในยุคที่เรากำลังก้าวเข้าสู่โลกของ Internet of Things (IoT) การมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเน็ตและเคลื่อนย้ายได้สะดวกก็น่าสนใจไม่น้อย โดยรวมแล้วหลังจากที่ได้ทดลองใช้งาน 4G True CCTV ก็ต้องบอกว่าเป็นกล้อง CCTV ที่มีฟีเจอร์หลากหลาย เหมาะกับกลุ่มธุรกิจ SME, ร้านค้าต่างๆ หรืออุปกรณ์กล้องในบ้านได้เป็นอย่างดี

สำหรับราคาถ้าซื้อตามโปรโมชั่นก็ถือว่าไม่แพงเลย รวมทั้งการรองรับสั่งงานผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ก็เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น

รายละเอียดเพิ่มเติม – TrueMove H

landing-page-true-iot-4g-cctv-desktop-111716-copy

from:https://www.macthai.com/2016/12/29/review-4g-true-cctv-for-sme-internet-of-things/

local.jpg

รู้จัก Two-factor authentication ของ Apple ID เพื่อรักษาความปลอดภัยของบัญชี

2factor_authen

Apple ID นั้นมีระบบความปลอดภัยต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้รักษาข้อมูลในบัญชีได้มากยิ่งขึ้น วันนี้ทีมงาน MacThai จะพามารู้จักกับฟีเจอร์ของ Apple ID ในด้านความปลอดภัยกัน คือระบบตรวจสอบสิทธิสองปัจจัยหรือ Two-factor authentication

ท้าวความ

ก่อนหน้านี้ หลายคนอาจจะรู้จักการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน หรือ Two-step verification มาก่อน (อ่านวิธีเปิดใช้งานที่ วิธีและขั้นตอนการเปิดใช้ 2-Step verification ของ Apple ID ป้องกันภาพใน iCloud หลุด) ซึ่งผู้ใช้ต้องเข้าใจว่า การตรวจสอบสิทธิสองปัจจัย หรือ Two-factor authentication นั้น ไม่เหมือนกัน

ระบบการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน คือระบบเก่า ที่ Apple เปิดให้ใช้งานมานานแล้ว ส่วนการตรวจสอบสิทธิสองปัจจัยคือระบบที่ใหม่กว่า รัดกุมกว่า และเพิ่งเปิดให้ใช้งานกับ iOS 9 และ OS X El Capitan ดังนั้นผู้ใช้ที่มีอุปกรณ์รองรับ ควรเปิดใช้งาน Two-factor authentication แต่ถ้าไม่มี ให้ใช้การเปิดใช้งาน Two-step verification แทน

หากผู้ใช้ได้ใช้ Apple ID ไหนบ่อยมาก ๆ และมีการผูกบัตรเครดิตเข้าด้วย ทีมงานแนะนำให้เปิดใช้เพื่อความปลอดภัยนะครับ

ระบบ Two-factor authentication จะมีสิ่งที่สำคัญ 3 อย่างด้วยกัน ดังนี้

  • อีเมลรับการแจ้งเตือน เพื่อทำการรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของบัญชี
  • หมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อถือได้ สำหรับการยืนยันตัวตน เมื่อผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีได้โดยเหตุฉุกเฉิน
  • อุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ คืออุปกรณ์ที่ Apple จะส่งรหัสสำหรับยืนยันตัวตนมาเพื่อทำการล็อกอินเข้าสู่บัญชี

วิธีเปิดใช้งาน

Two-factor authentication นั้นจะต้องเปิดผ่านอุปกรณ์ที่รองรับเท่านั้น ไม่สามารถเปิดผ่านหน้าเว็บไซต์จัดการ Apple ID ได้เหมือนกับ Two-step verification

apple-id-two-factor-authentication-turn-on-mac

สำหรับวิธีเปิดบน Mac ให้ไปที่ System Preferences > iCloud > Account Details จากนั้นถ้ามีเรียกรหัสผ่านก็ใส่ แล้วก็จะเข้าสู่หน้าบัญชี ให้กดแท็บ Security > Setup และกดปุ่ม Turn on Two-Factor Authentication

apple-id-two-factor-authentication-turn-on-iphone

สำหรับวิธีเปิดบน iPhone ให้ไปที่ Settings > iCloud แตะที่ชื่อของตัวเอง จากนั้นถ้ามีเรียกรหัสผ่านก็ใส่ แล้วก็จะเข้าสู่หน้าบัญชี ให้เลือก Password & Security และกดปุ่ม Turn on Two-Factor Authentication

ในขั้นตอนก็จะมีการให้ใส่หมายเลขโทรศัพท์ที่เชื่อถือได้, อีเมล และอื่น ๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถทำตามขั้นตอนจนเสร็จก็จะเปิดใช้งานได้ทันที

วิธีใช้งาน

วิธีการใช้งานของระบบ Two-factor authetication ของ Apple ID นั้นแยกเป็นสองแบบ แบบแรกคือการยืนยันตัวตนสำหรับอุปกรณ์หรือบริการที่รองรับ และแบบที่สองคืออุปกรณ์หรือบริการที่ไม่รองรับ

ios10-apple-id-two-factor-hero

สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ เมื่อผู้ใช้ล็อกอินเข้าเข้าสู่ระบบแล้ว Apple จะเรียกหารหัส 6 หลักทันที ดังภาพด้านบน คือผู้ใช้กำลังล็อกอินบน iPhone แล้ว iPad ที่มีการเปิด Two-factor authentication ไว้จะมีการแสดงว่าการล็อกอินเกิดขึ้นที่ไหน และเมื่อกด Allow ก็จะปรากฎรหัส 6 ตัวขึ้นมา ให้นำไปใส่บน iPhone เพื่อเป็นการยืนยันตัวตน

สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ ผู้ใช้ใส่ Apple ID เสร็จแล้วจำเป็นต้องใส่รหัสผ่าน และต่อท้ายรหัสผ่านด้วย Verification Code ซึ่งจะได้มาโดยการสร้างขึ้นเอง ในช่องทางดังนี้

ผู้ใช้อุปกรณ์ iOS ให้ไปที่ Settings > iCloud แตะที่ชื่อของตัวเอง จากนั้นถ้ามีเรียกรหัสผ่านก็ใส่ แล้วก็จะเข้าสู่หน้าบัญชี ให้เลือก Password & Security จากนั้นกดปุ่ม Get Verification Code (แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ต เมื่อแตะที่ชื่อของตัวเองแล้วจะมีปุ่ม Get Verification Code ขึ้นมาเลย)

ส่วนบน Mac ให้ไปที่ System Preferences > iCloud > Account Details จากนั้นถ้ามีเรียกรหัสผ่านก็ใส่ แล้วก็จะเข้าสู่หน้าบัญชี ให้กดแท็บ Security > Setup และกดปุ่ม Get Verification Code (แต่ถ้าอุปกรณ์ไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ต เมื่อแตะที่ Account Details จะมีปุ่ม Get Verification Code ขึ้นมาเลย)

ถ้าไม่มีรหัสส่งมา หรือ iPhone, iPad, Mac ไม่ได้อยู่กับตัว ทำอย่างไร ?

ปัญหาอย่างหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ขณะที่ใช้งาน Two-factor authentication คือบางครั้งเวลาเราล็อกอินแล้ว กลับไม่มีการแจ้งเตือนทาง iPhone, iPad เลย หรือว่าในขณะนั้น เราไม่ได้มี iPhone, iPad, Mac ที่ล็อกอินด้วยบัญชีนั้นและเปิด Two-factor authentication อยู่ใกล้กับตัว

วิธีแก้ปัญหาคือ เราจะใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้ในตอนเปิดใช้งาน ซึ่งถ้าอุปกรณ์ใดที่รองรับการเข้าใช้งานด้วย Two-factor authentication ก็จะมีปุ่ม Didn’t get a verification code เมื่อกดเข้าไปแล้วจะมีให้เลือกรับรหัสทางโทรศัพท์ หากมีเบอร์โทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้หลายเครื่องจะเลือกให้ส่งมาเครื่องใดก็ได้

apple-id-two-factor-sms

จากนั้นก็จะมีข้อความเข้าทาง SMS ผู้ใช้สามารถนำรหัส 6 หลักที่ได้รับมา กรอกใช้งานได้ทันที

ผู้ใช้ต้องหมั่นตรวจสอบข้อมูลอะไรบ้าง ?

การเปิดใช้ Two-factor authentication นั้น ผู้ใช้จำเป็นต้องหมั่นเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเป็นระยะ ๆ ดังนี้

  • เบอร์โทรศัพท์ที่เชื่อถือได้ ควรจะเพิ่มเบอร์โทรศัพท์ที่ตัวเองใช้งาน หรือคนใกล้ตัวที่ไว้ใจได้ใช้งานหลายเบอร์ และเบอร์โทรศัพท์ใดที่ให้คนอื่นไปแล้ว ต้องลบออกทันที
  • อุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ ต้องเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ดังนั้นถ้าเกิดไม่มีอุปกรณ์ใดอยู่กับตัว เช่น ขายให้คนอื่นไปแล้ว ต้องลบออกทันที
  • อีเมลสำหรับรับการแจ้งเตือน จะต้องเป็นอีเมลที่ใช้งานได้เท่านั้น เพื่อคอยรับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบัญชี ส่วนอีเมลใดที่ไม่สามารถเข้าถึงได้แล้ว ควรลบออกจากรายการ

ปิดการใช้งาน

สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการปิดการใช้งาน Two-factor authentication ให้ไปที่เว็บ appleid.apple.com จากนั้นตรง Security กดปุ่ม Edit และกดปุ่ม Turn Off Two-Factor Authentication จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนของ Apple จนเสร็จ ระบบ Two-factor authentication ก็จะถูกปิดเรียบร้อย

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

บทความต้นฉบับโดย Apple Support

from:http://www.macthai.com/2016/12/06/apple-id-two-factor-authentication/

local.jpg

ตอบทุกข้อสงสัย MacBook Pro with Touch Bar รุ่นใหม่ น่าใช้จริงหรือ ?? [Part 1]

q-and-a-of-macbook-pro-touch-bar-part-1

หลังจากที่แอดสั่งซื้อ MacBook Pro with Touch Bar รุ่น 13 นิ้ว เพื่อมารีวิวให้ทางแฟนเพจ MacThai ได้ชมกัน และแอดก็ได้เปิดให้ทิ้งคำถาม ข้อสงสัย วันนี้แอดจะนำคำถามมาและหาคำตอบทุกข้อสงสัยกัน ว่ามันน่าใช้หรือซื้อรุ่นเก่าดีกว่า

ก่อนอื่น ต้องขอบอกว่า คำถามที่รวบรวมมานี้ จะเป็นคำถามเกี่ยวกับการใช้งานจริง และจะไม่พูดถึงสเปคเครื่อง เพราะว่าเราสามารถอ่านรีวิวที่ไหนก็ได้ หรือเข้าไปดูในเว็บแอปเปิลก็ได้

 

Q: ตัวเครื่องเป็นยังไง วัสดุดีมั้ย เบากว่าเดิมแค่ไหน ?

A: สำหรับวัสดุจะเป็นอะลูมิเนียมเหมือนกับรุ่นเก่า ๆ แต่ความแตกต่างจะมีตรงบานพับ ที่รุ่นเก่า ๆ จะเป็นพลาสติกสีดำ แต่รุ่นใหม่นี้ จะเป็นอะลูมิเนียมเหมือนกัน ซึ่งแข็งแรงทุนทานกว่าเดิม ขอบจอสีดำด้านข้างแคบลงมากทำให้เครื่องเล็กลง ในขณะที่จอมีขนาดเท่าเดิม

ส่วนเรื่องน้ำหนัก หนักพอ ๆ กับ MacBook Air 13″ ซึ่งเมื่อลองเปรียบเทียบแล้ว รูปร่างของ MacBook Pro นี้เล็กกว่า MacBook Air เล็กน้อย คือเวลาถือรู้สึกเครื่องจะตัน ๆ แน่น ๆ ตามที่แอปเปิลบอกจริง ก็ถือว่าเบา พกง่ายเลยทีเดียว

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-3

 

Q: ปุ่มเปิดปิดเครื่องยังอยู่มั้ย ?

A: ก่อนอื่นต้องบอกว่า MacBook Pro 2016 รุ่นใหม่ เมื่อเราเปิดฝาเครื่องขึ้นมา ตัวเครื่องจะทำการบูทเครื่องให้อัตโนมัติ โดยเราไม่ต้องกดปุ่มใดบนคีย์บอร์ดเลย เพราะฉะนั้นก็ไม่จะเป็นต้องมีปุ่มเปิดปิดเครื่องอีก

แต่แอปเปิลก็แอบใส่ปุ่มเปิดเครื่องตรง Touch ID มาเช่นกัน ซึ่งเราสามารถกดลงไปเพื่อเปิดเครื่องได้ แต่น่าเสียดาย ตัวเครื่องไม่สามารถกดปุ่มเปิด-ปิดเครื่องค้างเพื่อให้แมคดับ เวลาเครื่องค้างเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และก็ไม่สามารถใช้คีย์ลัดปิดเครื่อง fn + control + option + cmd + Power Button ได้เหมือนเดิมอีกแล้วเช่นกัน ต้องกดรูป Apple ด้านบนแล้ว Shutdown เท่านั้น

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-10

Q: Touch ID เหมือนกับบนไอโฟนมั้ย เก็บได้กี่ลายนิ้วมือ ?

A: สำหรับ Touch ID นั้นทำมาจากกระจก Sapphire เหมือนกับไอโฟน ทำให้ทนรอยขีดข่วนได้ดี ซึ่งเราสามารถสแกนลายนิ้วมือเมื่อเราทำการล็อกอินเข้าเครื่อง หรือใส่รหัสเวลาติดตั้งแอพหรือเข้าถึงอะไรบางอย่างบน System Preferences ซื้อแอพ หนัง เพลงบน iTunes หรือซื้อของผ่าน Apple Pay, ปลดล็อกข้อความบน Note รวมถึงแอพอื่น ๆ ที่จะออกมารองรับในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถสลับบัญชีผู้ใช้บน macOS ของคนอื่นได้ทันที เพียงแค่ใช้นิ้วแตะที่ Touch ID ส่วนจำนวนลายนิ้วมือที่สามารถแกนได้ ซึ่งสามารถสแกนได้สูงสุดเพียง 3 ลายนิ้วมือเท่านั้น โดยเข้าไปตั้งค่าได้ใน System Preferences >> Touch ID

touch-id-macbook-pro

Q: ลำโพงดีเบสหนัก สมคำร่ำลือมั้ย ?

A: เรื่องลำโพง แอดขอยืนปรบมือให้แอปเปิลเลยทีเดียว เพราะแอปเปิลทำมาได้ดีมาก ๆ โคตรรรรดี คือดีเคลียร์มาก เบสตึ๊บกว่าแต่ก่อนมาก แต่ก็ไม่ได้เบสเยอะจนสั่น เสียงใส ตามคาแรกเตอร์หูฟัง Beats ที่แอปเปิลซื้อมา และที่สำคัญลำโพงดังกว่าเดิมมากกก ดีกว่า MacBook 12″ ที่ลำโพงดีอยู่แล้วด้วย **เอาใจไปเต็ม 10 เลย**

ส่วนเรื่องที่ iFixit แกะเครื่องดู แล้วบอกว่าตำแหน่งลำโพง กับช่องลำโพงไม่ตรงกัน แอปเปิลทำมาหลอก ๆ จริงหรือเปล่า ? แอดของตอบว่า จริงอยู่ที่ตำแหน่งมันไม่ตรงกัน แต่เสียงที่ออกมานั้น มันออกจากรูลำโพงจริง ๆ เพราะแอดได้ลองเอามือปิดช่องลำโพงแล้ว ผลปรากฏว่า เสียงมันเบาลง  ทำให้ข่าวที่บอกว่าช่องลำโพงทำมาแค่หลอก ๆ ไม่เป็นความจริง

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-11

Q: Trackpad ใหญ่ขึ้น มันดียังไง​ ? รุ่นเก่าก็ใหญ่มากแล้วนะ

A: ข้อดีของ Trackpad ก็คือเราสามารถกดลงไปได้ทุกพื้นผิว ไม่ว่าจะด้านบน ด้านล่าง ซ้ายขวา ไม่เหมือนแมครุ่นเก่า ๆ ที่จะกดลงไปด้านล่าง และแอปเปิลให้ Trackpad ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมนั้น แอดว่าข้อดีก็คือ เวลาเราใช้มือขวาเอื้อมลงมาใช้ Gesture มือขวาของเราก็จะไม่ไปชนมือซ้ายที่วางพักไว้บนแป้นคีย์บอร์ด

แต่แอดคิดว่าจุดนี้ แอปเปิลให้ Trackpad ที่ใหญ่ขึ้นก็ดีแล้ว แต่ถ้าจะให้ขนาดเท่าเดิม แอดก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่จุดที่แอดชอบอีกจุดหนึ่งก็คือ รอยต่อระหว่าง Trackpad กับตัวเครื่อง มันเรียบเนียน เวลาใช้สองนิ้วลากเพื่อดู Notification Center มันไม่รู้สึกถึงความคมของขอบมันอีกแล้ว และแอดคิดว่าพื้นผิว Trackpad มันลื่นขึ้นกว่าเดิมด้วย

และการที่ Trackpad มีขนาดใหญ่มีข้อดี มันก็ต้องมีข้อเสียเหมือนกัน คือ เวลาแอดพิมพ์ ปกตินิ้วโป้งจะวางอยู่ใกล้ ๆ กับ Spacebar ซึ่งบางที่นิ้วโป้งมันก็ไปโดน Trackpad ทำให้ Cursor เลื่อนและทำให้พิมพ์พลาดได้ แต่เมื่อใช้ไปซักพักนึงปัญหานี้แอดก็ไม่เจออีก อาจจะชินกับตัวเครื่องมากขึ้น

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-7

Q: Butterfly Keyboard รุ่นที่ 2 มันพิมพ์ง่ายดีกว่าเดิมจริง ๆ หรือไม่ ?

A: สำหรับแมคเครื่องเก่าของแอด แอดใช้คีย์บอร์ดแบบเก่ามา 9 ปี ซึ่งก็พิมพ์เร็ว ไม่มองคีย์บอร์ด และพิมพ์มันมาก แต่เมื่อข้ามมาใช้ Butterfly Keyboard รุ่นที่ 2 ก็พบว่า แรงต้านของปุ่มมันน้อยลงกว่ารุ่นเก่า แต่มากกว่า Butterfly Keyboard รุ่นแรกพอสมควร

ต้องยอมรับว่า 2-3 วันแรก แอดพิมพ์ผิดเยอะมาก เพราะไม่ค่อยชินกับคีย์บอร์ดใหม่ เนื่องจากปุ่มมันใหญ่ขึ้น และระยะห่างของแต่ละปุ่มน้อยลง ทำให้เวลาพิมพ์พลาดไปกดปุ่มข้าง ๆ ตลอด แต่ ๆๆๆ !! ….. หลังจากที่แอดใช้มา 4-5 วัน แอดก็เริ่มชินกับคีย์บอร์ดใหม่แล้ว อัตราการพิมพ์ผิดก็น้อยลง และพิมพ์ได้เร็วเหมือนเดิมแล้ว สรุปต้องใช้เวลาปรับตัวนิดนึง

และสีที่แอดชอบของคีย์บอร์ดรุ่นใหม่ก็คือ ผิวสัมผัสมันมีความด้านกว่าเดิม ทำให้ไม่เห็นความมันจากนิ้วของเราเหมือนรุ่นเก่า และเสียงเวลาเรากดลงไปเสียงมันเบากว่าเดิมมาก ดูมีความเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลขึ้น เวลาเคาะ Spacebar เสียงดัง ไม่ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เหมือนรุ่นเก่า ๆ แล้ว

แต่สิ่งที่แอดไม่ชอบที่สุดของคีย์บอร์ดก็คือ ปุ่มลูกศรซ้าย-ขวา ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อก่อนแอดจะใช้ช่องว่างด้านบนปุ่มในการสัมผัสให้รู้ว่าตรงนี้คือปุ่มลูกศรทั้ง 4 ปุ่มนะ ซึ่งรุ่นนี้ช่องว่างตรงนั้นหายไปแล้ว บวกกับระยะห่างของแต่ละปุ่มน้อยกว่าเดิม ทำให้ไม่รู้ว่าปุ่มลูกศรอยู่ตรงไหน ต้องก้มลงมามองตลอดดูปุ่มลูกศรตลอด

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-9

Q: หน้าจอ Retina ชัด บาดตา บาดใจแค่ไหน​ ?

เป็นธรรมดากับการที่แอดเปลี่ยน MacBook ปี 2008 และ MacBook Air รุ่นเก่าจอธรรมดา มาเป็นหน้าจอ Retina Display ก็ต้องร้องว้าว !! เป็นธรรมดา คือหน้าจอชัดกว่าเดิมมาก ใช้แล้วรู้สึกสบายตากว่าเดิม และความสว่างของ MacBook Pro 2016 นี้สว่างกว่ารุ่นเก่าแบบเห็นได้ชัด และสีดูมีความสดใสมากกว่า เหมือนจอบน iPhone, iPad Pro เลย

ส่วนใครที่ใช้ MacBook Pro Retina อยู่ก็อาจจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่างมากนัก เพราะความละเอียดเท่ากันอยู่แล้ว ต่างกันแค่ตรงความสว่างสูงถึง 500 nits กับหน้าจอ Wide color gamut (P3) ที่สามารถแสดงผลสีสีที่มากกว่าเดิม

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-5

Q: แบตเตอรี่อยู่ได้ 10 ชม. ใช้จริงอยู่ได้กี่ชม. ?

สำหรับแบตเตอรี่ที่แอปเปิลเคลมว่าสามารถใช้งานได้ 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 คร้ังนั้น ได้มีสำนักข่าวหลายสำนักบอกว่า แบตเตอรี่เมื่อใช้งานจริงอยู่ได้เพียงแค่ 6-8 ชั่วโมงเท่านั้น (The Verge, Laptopmag) ซึ่งเมื่อแอดกดเข้าไปดู System Report ผลปรากฏว่ามีความจุแบตอยู่ที่ 4,300 mAh ซึ่งน้อยกว่า MacBook Air , MacBook Pro รุ่นก่อนหน้าเสียอีก

หลังจากการใช้งานจริง แอดก็ยังตัดสินไม่ได้ว่าแบตอยู่ได้กี่ชั่วโมง เพราะแอดก็ยังไม่เคยใช้ต่อเนื่องจนหมดเสียที แต่จากที่ดูเวลาที่เครื่องคำนวณเวลาที่สามารถใช้งานก็อยู่ราว ๆ 5-8 ชั่วโมง ซึ่งถือว่ายอมรับได้ ถึงแม้แบตจะน้อยกว่ารุ่นอื่น ๆ ก็ตาม

battery-macbook-pro

Q: USB-C ทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้นมั้ย ?

เอาเรื่องในปัจจุบันก่อน ยังไม่พูดถึงอนาคต คือต้องบอกว่าแล้วแต่สายงาน อาชีพ และ Lifestyle ของแต่ละคน เพราะว่าหลาย ๆ คนเป็นโปรแกรมเมอร์, เป็น Graphic Design ที่อาจจะต้องมีต่อจอแยก ซึ่งอาจจะยังคงใช้ HDMI อยู่ หรือเป็นแค่นักเรียน นักศึกษา ที่มีไว้แค่พิมพ์งาน ตรงนี้ความต้องการก็ต่างกัน

ซึ่งปกติแอดก็จะเขียนข่าวบน Web Browser ธรรมดา, ดูแลเพจ, เล่นเฟส, แต่งรูป, ตัดวิดีโอบ้าง และอาจจะมีงานเอกสาร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเสียบพอร์ตอะไรเลย แต่แอดก็ซื้ออะแดปเตอร์ USB-C to USB มา เพราะคิดว่าต้องได้ใช้แน่ ๆ ซึ่งคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับแอด และการที่มีพอร์ตUSB-C อย่างเดียว แอดก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าเดือดร้อนอะไรมากมาย

สำหรับใครที่กังกลเรื่องพรีเซ็นต์งาน ตอนนี้แอปเปิลก็มี AirPlay แชร์หน้าจอขึ้นทีวี และแอปเปิลก็มีฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า “Keynote Live” ซึ่งมันสามารถแชร์หน้าจอ Presentation ของเรา ไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ ผ่าน iCloud ไม่ว่าผู้ฟังจะอยู่ส่วนใหญ่ของโลก ก็สามารถฟังคุณพรีเซ็นต์ได้ทันที ขอแค่ผู้ฟังมี iPhone, iPad หรือ Web Browser เท่านั้น

macbook-pro-touch-bar-2016-thai-4

นั่นหมายความว่า แอปเปิลต้องการให้ผู้ใช้ หันไปใช้การรับส่งข้อมูลแบบไร้สายมากขึ้น และในอนาคตเชื่อว่าอุปกรณ์หลาย ๆ ชนิดจะหันมาใช้ USB-C แน่นอน เพราะในปัจจุบันก็เริ่มมีหลาย ๆ บริษัทหันมาพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้รองรับมากขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ Google ที่เตรียมบังคับให้มือถือ Android ทุกรุ่น หันมาใช้ USB-C กันมากขึ้น

 >> สามารถอ่านบทวิเคราะห์ พอร์ต ThunderBolt 3 (USB-C) กับยุคที่ต้องวัดใจกับ Apple อีกครั้ง !! <<

keynote-live

 

Q: Touch Bar มันดีจริงมั้ย ?

และสุดท้าย เป็นคำถามที่สำคัญที่สุด สำหรับ MacBook Pro รุ่นใหม่ ว่าไอ้เจ้า Touch Bar มันดีจริงหรือไม่ ? หรือว่ามันมีไว้สวย ๆ ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ซึ่งเรื่องนี้ต้องพูดกันอีกยาว เพราะฉะนั้นแอดขอเวลาใช้งานอีกซักระยะนึง มาว่าช่วยให้การทำงานมันเร็วขึ้นจริงหรือเปล่า

ซึ่งในบทความหน้า (Part 2) จะเน้นเรื่อง Touch Bar แบบจัดเต็ม ว่า Touch Bar เป็นยังไง เหมาะกับใคร ไม่เหมาะกับใคร, ใช้ทำไรได้บ้าง, แอพไหนรองรับแล้วบ้าง, Bootcamp, Parallels ใช้แล้วเป็นยังไง, มีอาการค้างบ้างมั้ย ? และคำถามอื่น ๆ อีกเพียบ

macbook-pro-2016-touch-bar

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

from:http://www.macthai.com/2016/11/22/q-and-a-of-macbook-pro-touch-bar-part-1/

local.jpg

รีวิว LaCie 5big ขุมหลังเก็บข้อมูลสูงสุด 40 TB ตัดต่อวิดีโอ 4K ผ่าน Thunderbolt 2 ได้ทันที

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing

ทุกวันนี้ปัญหาหลังของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นพื้นที่เครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ้คเต็ม ทั้งไฟล์ภาพ, วิดีโอ, หนัง, เพลง เต็มเครื่องไปหมด ยิ่งในยุคที่วิดีโอระดับ 4K กำลังมา เครื่องก็แทบไม่มีพื้นที่ว่างให้เก็บอย่างอื่นแล้ว

LaCie แบรนด์อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลชื่อดัง เปิดตัวรุ่น 5big ที่รองรับฮาร์ดดิสก์ได้ถึง 5 ช่อง จุรวมกันได้มากถึง 40 TB (มีให้เลือก 20TB, 30TB และ 40TB) รองรับการส่งข้อมูลผ่าน Thunderbolt 2 และที่สำคัญคือดีไซน์สวยมากกกกก

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-012

แกะกล่อง LaCie 5big

ขึ้นชื่อว่าแบรนด์ LaCie นั้นดีไซน์ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ด้วยฝีมือการออกแบบของ Neil Paulton รวมถึงด้านประสิทธิภาพก็เชื่อถือได้เพราะเป็นหนึ่งในแบรนด์ของ Seagate ซึ่งมีการรับประกันในไทยเป็นอย่างดี

เปิดกล่องออกมา ต้องบอกเลยว่าตัวเครื่องหนักอึ้งเลยทีเดียว น้ำหนักของเครื่องอยู่ที่ 7.6 กิโลกรัม (ยังไม่รวมฮาร์ดดิสก์ข้างใน) ส่วนตัวเครื่องใครเห็นทีแรกก็ต้องร้อง โอ้วว้าว !! สวยงามทีเดียว

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-015

ดีไซน์ของเครื่องเป็นกล่องสี่เหลี่ยมที่เกือบจะเท่ากันทุกด้าน (W x H x D = 173 x 220 x 196 mm) สีเทาดูหรูหรา ด้านหน้ามีแค่ปุ่มเดียวสีฟ้า ดูเรียบหรูมากทีเดียว

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-013

ส่วนพอร์ททั้งหมดก็จะอยู่ที่ด้านหลัง โดยมีพอร์ทให้เชื่อมต่อได้ดังนี้

  • ช่องเสียบฮาร์ดดิสก์จำนวน 5 ช่อง
  • Thunderbolt 2 จำนวน 2 พอร์ท
  • ช่องเสียบสายไฟ
  • ช่องกด Reset เครื่อง

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-016

สำหรับการเปิดช่องเสียบฮาร์ดดิสก์ออกมา ก็มีแผ่นกลมๆ แปะแบรนด์ LaCie เอาไว้ด้วยสำหรับการหมุนช่อง ดูใส่ใจกับดีไซน์ดี

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-019

ดึงออกมาก็จะเป็นช่องเสียบฮาร์ดดิสก์ รองรับได้สูงสุดรวมกัน 40TB ช่องเสียบต่างๆ แข็งแรงดี ดึงเข้าออกไม่ยาก

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-005

ช่องเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ผ่าน Thunderbolt 2 เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าหลายคนที่ซื้อแมคมาก็ไม่ค่อยได้ใช้พอร์ทนี้กันเท่าไหร่ คราวนี้จะได้รู้ความสามารถที่แท้จริงเสียที 555 แต่แอบรู้สึกว่าน่าจะแถมช่องเสียบกับ USB มาบ้างก็น่าจะดีไม่น้อย

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-001

เปิดเครื่องทดสอบใช้งาน LaCie 5big

หลังจากที่เสียบสายเข้ากับเครื่องแมคแล้ว เพียงกดปุ่มตรงกลางเครื่องก็จะบูทขึ้นมา เสียงพัดลมช่วงแรกดังเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็เบาจนไม่ค่อยได้ยิน โดยที่ช่องเสียบฮาร์ดดิสก์จะมีไฟสถานะขึ้นให้เห็นการอ่านข้อมูลด้วย

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-20-pm

หลังจากที่เปิดเครื่องแล้ว ทาง LaCie ก็มีโปรแกรม RAID Manager มาให้ด้วย ซึ่งเอาไว้สำหรับจัดการระบบข้างในเครื่อง 5big ทั้งหมด เลือกทำ RAID สำหรับฮาร์ดดิสก์ได้ทั้งโหมด 0, 1, 5, 6, 10 และ JBOD ซึ่งนอกจากช่วยจัดเก็บข้อมูลแล้ว ระบบ RAID ยังช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลหาย, ฮาร์ดดิสก์พัง ฯลฯ ทำให้สบายใจได้มากขึ้น

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-40-pm

โดยภายในแอพเรายังสามารถเช็คสถานะ รวมถึงตั้งเวลาเพื่อเช็คสภาพต่างๆ ของ RAID ได้ด้วย

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-002

เมื่อติดตั้งเลือกเสร็จแล้วว่าจะใช้ RAID แบบไหน เราก็จะมองเห็นเครื่อง 5big ใน Finder เหมือนเป็น External Harddisk ตัวนึง หลังจากนั้นก็แค่โยนไฟล์ไปมา ใช้งานไม่ซับซ้อนอะไร

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-014

แน่นอนว่าความเจ๋งของ 5big ไม่ได้อยู่แค่ดีไซน์หรือการเป็นระบบ RAID แต่อยู่ที่การรองรับให้เชื่อมต่อผ่านพอร์ท Thunderbolt 2 ได้อย่างลื่นปรื๊ดๆ

ทีมงานทดสอบสิ่งแรกคือความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล เริ่มด้วยการส่งไฟล์วิดีโอขนาด 15 GB ไปที่ 5big ปรากฏว่าใช้เวลาก็อปข้อมูลไม่ถึง 2 นาทีก็เสร็จแล้ว !!

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-13-pm

มาลองทดสอบแบบจริงจังมากขึ้นคือใช้แอพจับความเร็วในการอ่านเขียน ปราฏกว่า 5big เขียนข้อมูลสูงสุดได้ที่ 738.6 MB/s อ่านข้อมูลได้ที่ 565.5 MB/s

ถามว่าความเร็วนี้ถือว่าเร็วแค่ไหน ก็ต้องบอกว่าเมื่อทดสอบกับ External Harddisk ทั่วไป เขียนข้อมูลได้ที่ 41.2 MB/s อ่านข้อมูลได้ที่ 59.2 MB/s  เรียกว่าห่างกันเป็นสิบเท่าเลยทีเดียว

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-29-pm

ด้วยความเร็วขั้นสุดขนาดนี้ ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่หลายคนเลือกใช้ 5big เพื่อการจัดเก็บไฟล์ภาพและวิดีโอ รวมถึงใช้ในการตัดต่อวิดีโอต่างๆ ซึ่งด้วยความเร็วขนาดนี้เราสามารถใช้ในการตัดต่อวิดีโอความละเอียด 4K ได้สบายๆ เลยทีเดียว

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-29-pm-001

ทีมงานทดสอบตัดต่อวิดีโอรีวิว iPhone 7 ตัวล่าสุด ซึ่งการวางคลิปทั้งหมดกว่า 20 GB ไว้บน 5big รวมถึงวางไฟล์เพลง คลิปแยก ตัดต่อเลือกช่วงเวลาและ Timeline ทั้งหมด สามารถทำได้เลยทันที แทบไม่มีการดีเลย์ให้เห็น

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-56-pm

ซึ่งนี่คือประโยชน์ที่ชัดเจนสุดของการใช้ Thunderbolt 2 และนอกจากจะใช้จัดเก็บไฟล์รวมถึงการตัดต่อวิดีโอแล้ว เรายังสามารถใช้เป็นเครื่อง Backup ข้อมูลบนแมคผ่านระบบ Time Machine ได้อีกด้วย การส่งข้อมูลก็เร็วปรื๊ดเลยทีเดียว

สำหรับรุ่นเล็กกว่า 5big ก็จะมี 2big ที่มีฮาร์ดดิสก์มาด้วย 2 ลูก มีความจุให้เลือกตั้งแต่ 6TB, 8TB และ 12TB ซึ่งสามารถทำงานได้เหมือนกับเจ้า 5big ตัวนี้ทั้งหมด ยกเว้น RAID ที่มีให้เลือกแค่ 0,1 และ JBOD แต่ราคาก็จะถูกกว่าพอสมควร

macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing-009

:: สรุป ::

โดยสรุปแล้ว LaCie 5big ถือเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ดีไซน์สวยงามเอามากๆ วางไว้ข้างๆ แมคหรือ iPhone แล้วดูกลมกลืนดีงาม ฟีเจอร์ที่ใช้สำหรับการเป็นที่จัดเก็บข้อมูลแบบ RAID ก็ทำได้หลากหลาย สิ่งที่ดีที่สุดคือการมาพร้อมพอร์ท Thunderbolt ถึง 2 พอร์ท ใช้ในงานตัดต่อหนักๆ อย่างวิดีโอ 4K ได้สบายๆ

สำหรับเจ้า 5big 40TB ตัวนี้ราคาขายที่ระดับ 72,000 บาท ก็ถือว่าสูงพอสมควร แต่เมื่อเทียบกับฟีเจอร์ ประสิทธิภาพที่มีและแบรนด์ระดับ LaCie ก็ถือว่าราคากำลังดี ข้อเสียที่เห็นคือเสียงอาจจะดังในช่วงแรกนิดหน่อย รวมถึงการมีเพียงพอร์ท Thunderbolt เท่านั้นในการเชื่อมต่อ รวมถึงถ้าต้องการรุ่นที่เล็กลงมาก็มีทั้ง 2big หรือลดขนาดความจุลงมาได้

อย่างไรก็ดี กับงานคุณภาพที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่ LaCie 5big ก็ตอบโจทย์ในการใช้งานได้ดีทีเดียว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม – LaCie 5big

from:http://www.macthai.com/2016/11/17/macthai-review-lacie-5big-raid-thunderbolt-2-support-4k-video-editing/