คลังเก็บป้ายกำกับ: Exclusive

แอลจีชวนจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย สร้างสมดุลให้ชีวิต พร้อมจัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เที่ยวไต้หวันกับอาจารย์คฑา สำหรับผู้โชคดีที่ซื้อ LG OLED TV

ศาสตร์แห่งการจัดบ้านหรือฮวงจุ้ยยังคงเป็นเรื่องราวที่ผู้คนให้ความสำคัญ ด้วยความเชื่อที่ว่า นอกจากจะช่วยนำสิ่งดีๆ มาสู่ที่อยู่อาศัยแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลชีวิตอีกด้วย

แอลจี ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก ร่วมกับอาจารย์คฑา ชินบัญชร นักโหราศาสตร์ชื่อดัง แนะเคล็ดลับการจัดแต่งบ้านแบบง่ายๆ เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต อาทิ  ตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดสมดุล มีรูปทรงที่แตกต่าง หลากหลาย เพื่อเกิดความสมดุลระหว่างพลังงานต่างๆ ภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากกระจก เช่น ทีวี จะช่วยให้แสงสว่างผ่านได้ง่าย ส่งผลให้เกิดความสมดุล ของพลังหมุนเวียนภายในบ้าน นอกจากนี้ ควรวางทีวีในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้าน ซึ่งแสดงถึงสัญลักษณ์ของพลังบวก อำนาจและบารมี นั่นคือบริเวณมุมซ้ายเมื่อมองจากประตูห้อง  และควรเลือกใช้ทีวีที่มีหน้าจอลักษณะแบนและตรง เพราะจะเกิดการสะท้อนพลังบวกออกไปน้อยกว่า ทำให้ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านได้รับพลังบวกได้มากขึ้น และสุดท้ายกับการเลือกใช้ทีวีที่ให้สีสัน สดใส คมชัด เสมือนจริง เพราะจะทำให้บ้านเต็มไปด้วยความสดใส นำพลังบวกเข้ามาในบ้าน

นอกจากนี้ แอลจียังได้จัดโปรโมชั่นใหญ่สุดพิเศษ ร่วมลุ้นทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟเสริมดวงชะตา เที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กับอาจารย์คฑา เมื่อซื้อ LG OLED TV เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกในการเสริมดวง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้เท่านั้น  เพียงลงทะเบียนผลิตภัณฑ์และข้อมูลผ่าน QR code หรือเว็บไซต์ www.lgpromotions-th.com/cny_promotion พร้อมแนบใบเสร็จการซื้อสินค้า

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th

from:http://mobileocta.com/lgs-home-according-to-feng-shui-life-balance-trips-organized-with-exclusive/

Advertisements

จากแคมเปญ #findBirdThongchai สู่การเปิดตัวอสังหาฯ ขนาดยักษ์ “Swan Lake Resident Khaoyai”

 

โปรเจ็คนี้เริ่มปรากฏบนหน้าสื่อจากแคมเปญ #findBirdThongchai ที่มีการชักชวนบรรดาแฟนคลับให้ทายชื่อสถานที่ที่ซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทยอยู่จนกลายเป็นกระแสใน Social Media จนสามารถสร้างตัวเลข 4 ล้าน Reach ได้ภายใน 7 วัน ล่าสุดก็มาเฉลยแล้วว่าสถานที่ที่ “เบิร์ด ธงไชย” ทยอยลงภาพอย่างต่อเนื่องนั้นคือ โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ “Swan Lake Resident Khaoyai” และตัวเขาก็คือ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญในงานนี้ด้วย 

นอกจากนี้ภายในงานแถลงข่าวยังได้เห็นการสลัดภาพผู้บริหารระดับสูงของ “มานิต อุดมคุณธรรม” ประธานกรรมการบริษัท  อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัดมาเป็น “ลุงมานิต” คนธรรมดาที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียว และ “ลุงมานิต” คนนี้ได้ลงมือปลูกป่ากว่า 4 หมื่นต้นบนพื้นที่ 200 ไร่ จนกลายมาเป็น “Swan Lake Resident Khaoyai” ที่สร้างความแตกต่างในหมู่โครงการอสังหาริมทรัพย์ย่านเขาใหญ่ได้ในที่สุด

โดยเบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์ กล่าวถึงการทำงานครั้งนี้ว่า “เบิร์ดมีความสุขในการทำงานกับคุณมานิตมาก เรามีอะไรคล้ายกัน คุณมานิตเป็นคนรักสุขภาพ เวลาตั้งใจทำอะไรก็จะทำให้สุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าอายุ 70 กว่าแล้วแต่คุณมานิตสามารถเอาชนะความเจ็บป่วย และทำร่างกายจนแข็งแกร่งสามารถขี่จักรยานระยะ 100 กิโลได้อย่างสบาย ในขณะที่เบิร์ดก็ใส่ใจเรื่องสุขภาพ อะไรที่ดีจะทำ อะไรไม่ดีก็ตัดออก”

“ในเรื่องการรักธรรมชาติ คุณมานิตได้สร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ร่มรื่นมาก มีทะเลสาบเย็นสบาย ส่วนเบิร์ดก็รักต้นไม้ ทำบ้านใบไม้ซึ่งเป็นความฝันของเบิร์ดและแม่ และเบิร์ดก็ทำทะเลสาบรูปหัวใจให้แม่ เบิร์ดว่าเราสามารถหาความสุขง่ายๆ ได้จากต้นไม้และธรรมชาติรอบตัว”

การดึงเบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์มาร่วมงานครั้งนี้สำหรับ “Swan Lake Resident Khaoyai” จึงอาจเป็นการจับคู่ที่ถูกตัว เพราะชื่อของเบิร์ด – ธงไชยยังคงสร้างปรากฏการณ์ได้ดีทั้งบนโลก Social Media และบนโลกแห่งความเป็นจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ นอกจากชื่อของเบิร์ด – ธงไชยแล้ว ตัวโปรเจ็คยังสามารถขายได้ด้วยตัวเอง เพราะ “ลุงมานิต” ออกมาเผยว่า ยอดจองโครงการในเฟส 1 นั้น 25% มาจากลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับโครงการปกติ

“โดยทั่วไปแล้ว คนเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์มักไม่ตัดสินใจทันที แต่จะไปพาพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิทมาช่วยกันดู ช่วยกันตัดสินใจ ว่าดีจริงไหม ควรซื้อไหม แต่สำหรับโครงการเรา 25% มาจากลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก และถือเป็นการตอบรับอย่างดี ซึ่งโครงการในเฟส 1 สามารถปิดการขายได้ถึง 80% และขณะนี้ได้เปิดเฟส 2 อีก 58 ยูนิต โดยเฟส 2 เป็นอาคาร 7 ชั้นตั้งบนที่ดินส่วนที่สูงที่สุดของโครงการ เพื่อให้ผู้พักอาศัยดื่มด่ำธรรมชาติและทัศนียภาพที่สวยงามของขุนเขาที่อยู่รายล้อมแบบพาโนรามาได้อย่างเต็มที่”

ด้านคุณรีน่า อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท Elysian Development จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ Swan Lake Resident Khaoyai กล่าวว่า “แนวคิดของ Swan Lake Resident Khaoyai ค่อนข้างแตกต่างจากโครงการอื่น คือเราให้พื้นที่สีเขียวสวยงามขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่กว่า 40,000 ต้น อุโมงค์ต้นไม้ยาว 4 กิโลเมตร และยังสร้างสระบัวและลานสาละลังกาที่มีต้นสาละลังกากว่า 500 ต้น ทะเลสาบ 7 แห่ง และน้ำตกที่สวยงามอีก 4 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีลานสวนหินที่มีหินทรายขนาดใหญ่กว่า 10,000 ก้อน ลู่วิ่งและเลนจักรยานยาว 5 กิโลเมตร รวมทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาทั้งปลาคาร์ฟ ฝูงหงส์ ฝูงเป็ดแมนดาริน ขณะที่ทุกห้องได้รับการออกแบบให้มองเห็นวิวของเขาใหญ่ที่สวยงามแบบพาโนรามาโดยไม่บดบังกัน และมีจำนวนยูนิตทั้งโครงการเพียง 282 ยูนิตเท่านั้น”

นอกจากนั้นยังมีการสร้างโรงแรมภายในโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยแบบครบวงจร ทั้งดูแลห้อง ทำความสะอาด ร้านอาหาร และโรงแรมยังจะทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ส่วนกลางรอบทะเลสาบใหญ่เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ส่วนนี้จะมีผู้ดูแลอย่างดีในอนาคตและยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ทั้งหมดนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 8.4 ล้านบาท

ในวันที่โลกกำลังแข่งขันวิ่งสู่ความไฮเทค ความรวดเร็วทันใจ และความท้าทายจากการถูก Disruption บางทีก็รู้สึกดีเหมือนกันที่มีคนคอยบอกว่า จริง ๆ แล้ว ธรรมชาติอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์  เหมือนอย่างที่ “ลุงมานิต อุดมคุณธรรม” พยายามบอกกับเราตลอดสองชั่่วโมงของการแถลงข่าวครั้งนี้

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/findbirdthongchai-to-swanlake-resident-khaoyai/

ฟีเจอร์ Google Assistant จะเป็นเอกลักษณ์ของ Pixel เท่านั้น ส่วนอนาคตไม่แน่

หากใครที่ติดตามดูการเปิดตัวของเจ้า Google Pixel และ Pixel XL คงพอจะทราบกันดีครับว่ามันมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Google Assistant ที่มีการนำ AI เข้ามาผสมผสานในการใช้งาน จนทำให้มีผู้ใช้หลายๆรายคิดว่าฟีเจอร์ฺนี้จะถูกเพิ่มเข้ามาให้ในอุปกรณ์ Nexus พร้อมการอัพเดท Android 7.0 Nougat แต่ทว่าข้อเท็จจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นครับ

โดยล่าสุดทาง Google ได้เปิดเผยออกมาแล้วว่าฟีเจอร์ Google Assistant นั้นจะเป็นฟีเจอร์แบบ Exclusive สำหรับเจ้า Pixel และ Pixel XL เท่านั้น…อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เพราะทางบริษัทได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าในอนาคตอาจเปิดฟีเจอร์นี้ให้เหล่า OEMs ทั้งหลายนำไปใช้ได้

maxresdefault

จากการยืนยันครั้งนี้ของ Google จะบอกว่าเป็นข่าวร้ายก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นข่าวดีก็ไม่เชิงครับ เพราะที่แน่ๆในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าผู้ใช้ไม่ซื้ออุปกรณ์ Pixel ก็ไม่โอกาสได้ใช้ฟีเจอร์ Assistant ดังกล่าวแน่นอน แต่ในอนาคตที่ไกลออกไปหากใครที่รอได้ก็มีโอกาสจะได้ใช้ฟีเจอร์นี้โดยไม่ต้องซื้อเจ้า Pixel นั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าทาง Google จะตัดสินใจเปิดให้ OEMs นำไปใช้หรือไม่อีกด้วย

google-assistant-pixel

สรุปก็คือฟีเจอร์ Google Assistant จะถือเป็นเอกลักษณ์ของอุปกรณ์ Pixel และ Pixel XL ไปอีกพักใหญ่ๆครับ ซึ่งเหตุผลหลักของการกั๊กไว้ในครั้งนี้ของ Google ก็น่าจะเป็นเรื่องการขายของนั่นแหละครับ เพราะใครที่อยากใช้งานฟีเจอร์นี้และฟีเจอร์อื่นๆที่มีเฉพาะใน Pixel และ Pixel XL ก็ต้องซื้ออุปกรณ์มาใช้เท่านั้น ซึ่งหาก Google ปล่อยฟีเจอร์เอกลักษณ์ของอุปกรณ์ไปให้กับ OEMs ในตอนนี้เลย เชื่อว่า Pixel และ Pixel XL คงมียอดขายต่ำเตี้ยเรี่ยดินแน่ๆเลยครับ

from:https://www.appdisqus.com/2016/10/07/google-assistant-unique-to-the-pixel-for-the-foreseeable-future.html

ก้าวสู่ยุคที่ 4 ของ BUILK กับ Workflow Integrated Marketplace เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง

builk cover
ไผท ผดุงถิ่น หรือ คุณโบ๊ท

สำหรับใครที่เป็นผู้ใช้งาน BUILK.com หรือติดตามมาตลอด จะเห็นวิวัฒนาการของ BUILK ในแต่ละช่วงเวลา จากจุดเริ่มต้นของการเป็น Free Software as a Service ซอฟต์แวร์ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างใช้ฟรีๆ เพื่อหวังยกระดับวงการก่อสร้าง จนในยุคต่อมาเป็น Cloud Source Data Construction เริ่มทำงานกับ Big Data ที่ได้มามากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ยุคที่ 3 Data Driven Marketplace คือ การใช้ข้อมูลทั้งหมดสร้าง Marketplace เรียกว่าเป็น e-Commerce เพื่อวงการธุรกิจก่อสร้าง โดยเชื่อมต่อไปธุรกิจใกล้เคียง เช่น ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง  โรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบซัพพลายเชนต่างๆ จนกระทั่งถึงวันที่ BUILK ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 4

นั่นคือ Workflow Integrated Marketplace คำที่หลายคนยังอาจจะนึกภาพไม่ออก และคนที่อธิบายได้ดีที่สุดคือ ไผท ผดุงถิ่น หรือ คุณโบ๊ท Principal Evangelist และ ผู้ก่อตั้ง BUILK.com อดีตนายกสมาคม Thai Tech Startup

builk1

วิวัฒนาการและความเป็นมาของ BUILK

ไผท เล่าว่า BUILK คือบริการฟรีๆ สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะตัวเองอยู่ในธุรกิจนี้จริงๆ ถึงรู้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการภายใน เมื่อมีผู้รับเหมาก่อสร้างมาใช้งานมากขึ้น ทำให้ BUILK มองเห็นข้อมูลต่างๆ แบบ Real Time เห็นความต้องการใช้งานวัสดุและวัตถุดิบต่างๆ เห็น Waste ที่เกิดขึ้น และเริ่มเห็นแนวทางที่จะช่วยเหลือ

แต่เดิม BUILK อยู่ได้ด้วย Ads Support เป็นหลัก ข้อดีคือ สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างตัดสินใจมาใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องอาศัยการให้ความรู้ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้รับเหมาให้มาใช้ระบบไอที แต่ Ads Support อย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงเกิดบริการ e-Commerce ในชื่อ Yello ขายวัสดุก่อสร้างราคาต่ำเพื่อสมาชิกของ BUILK โดยเฉพาะ เช่น ความร่วมมือกับ Milcon Steel บริษัทผู้ค้าเหล็กรายใหญ่ของไทย และ Tarad.com เว็บไซต์ด้าน e-Commerce

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดการขายวัสดุก่อสร้าง จะทำได้เฉพาะสินค้าหลักจากโรงงาน เช่น ปูน เหล็ก ไม้ หรือท่อ เนื่องจากปัญหาอยู่ที่ระบบ Logistics ถ้าสั่งจำนวนน้อย หรือสั่งแบบหลากหลายชนิดวัสดุ ไม่สามารถส่งของให้ได้ ดังนั้น BUILK ต้องลงไปสร้างระบบให้กับร้านวัสดุรับเหมาก่อสร้าง

13055426_1148635278514862_6791010629151776609_n
ความร่วมมือระหว่าง BUILK, Milcon และ Tarad.com

เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน สร้าง Vertical Marketplace

สถานการณ์ในตลาดวัสดุก่อสร้าง มีร้าน Modern Trade เข้ามาให้บริการ แต่ก็เน้นรายย่อยทั่วไปมากกว่า เพราะไม่มีระบบสินเชื่อ แต่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างก็ได้รับผลกระทบ จะปรับตัวไปทำออนไลน์ จำนวนมากก็ทำไม่เป็น นี่คือจุดที่ BUILK เข้ามาแก้ปัญหาให้ นั่นคือการสร้าง Marketplace แบบ B2B และต้องเป็นในเชิงลึกหรือเรียกว่า Vertical Marketplace ด้านนี้โดยเฉพาะ

ไผท บอกว่า ส่วนที่สำคัญของ BUILK คือ การสร้างพฤติกรรมผ่าน Workflow ให้กับผู้ใช้ เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง มีปัญหาเรื่องการบริหารงาน บริหารงาน BUILK จึงสร้างเครื่องมือขึ้นมาให้ คราวนี้ขยับมาที่ ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจข้างเคียง BUILK ต้องลงไปสัมภาษณ์พูดคุย เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง เพราะในฐานะผู้รับเหมาเป็นลูกค้าของร้าน แต่ไม่รู้ปัญหาแท้ๆ

ถ้าจะสร้าง Workflow เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการทำงานใหม่ ต้องรู้ pain point ที่แท้จริงก่อน ซึ่งจากการลงเก็บข้อมูล พบปัญหา 2 ส่วน คือ

  1. Stock – ไม่มีการเก็บสต๊อกสินค้าที่ชัดเจน ดูได้บ้างดูไม่ได้บ้าง
  2. Sale – มีวัสดุกว่า 10,000 SKU มีของที่นอนแช่อยู่เยอะ ขายไม่ได้ ทำให้เงินจม

ดังนั้น BUILK ต้องแก้เรื่อง การบริหารการขาย และการควบคุมสินค้าคงคลัง ให้กับร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และจับให้ ผู้รับเหมา กับ ร้านค้า มาเจอกัน

builk yello

จับคู่ผู้ซื้อ – ผู้ขาย ด้วย Workflow Integrated Marketplace

ความสำเร็จของ BUILK ที่ผ่านมา เพราะเป็นธุรกิจที่มีความเฉพาะมาก ต้องอาศัยคนที่เป็น Domain Expert จึงจะทำได้ และไม่ได้ทำแบบธรรมดา แต่ใช้วิธีถอยหลังกลับไปทำระบบเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ตั้งแต่ Day 0 ถ้าเปรียบเทียบ BUILK จะมีลักษณะคล้ายกับ Freshket ซึ่งเป็น Workflow Integrated Marketplace ในธุรกิจอาหารสดและร้านอาหาร การทำ Marketplace ปกติคือ จับคู่ให้คนซื้อคนขายมาเจอกัน แต่ทั้ง BUILK และ Freshket ทำสิ่งที่เรียกว่า D ทัวร์ คือถอยกลับไปสร้างระบบ สร้างพฤติกรรมการใช้ นี่คือพลังของ Marketplace แบบ B2B

ไผท บอกว่า เมื่อ Modern Trade ไม่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้รับเหมา แต่ร้านค้าวัสดุ สามารถปล่อยได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ผู้รับเหมาคนไหน มีความน่าเชื่อถือ ซึ่ง BUILK ช่วยรับรองให้ได้ ถ้าเป็นผู้รับเหมาที่ใช้ BUILK อยู่แล้ว ก็จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

13887008_10210575516087431_6046507300113638670_n
BUILK และ Freshket

ดังนั้นเมื่อผู้รับเหมาต้องการซื้อของ Yello สามารถตรวจสอบสินค้าที่ดีที่สุด ทั้งจาก Modern Trade 2 รายที่เป็นพันธมิตรกัน คือ บุญถาวร และ DOhome รวมถึง ร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ให้ผู้รับเหมาเลือกได้ตามความเหมาะสม ถือว่าเกิดประโยชน์กับทุกคน ลดต้นทุนได้ทั้งหมด

BUILK เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมก่อสร้างทีละนิด มี Modern Trade หลายเจ้าอยากเป็นพันธมิตรด้วย ซึ่งในอนาคตคงต้องเปิดกว้าง แต่ช่วงทดลองเริ่มต้นมี 2 ราย คือ บุญถาวร และ DOhome ส่วนร้านค้าวัสดุก่อสร้างมีเสนอเข้ามา 120 ราย แต่ BUILK คัดเลือกไว้ 20 รายมาทดลองตลาด โดยจะมีซอฟต์แวร์สำหรับ ร้านวัสดุก่อสร้างออกมาให้ใช้งานช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และแน่นอนว่าในอนาคตจะต้องเปิดกว้างมากกว่านี้

13096166_10208761785982581_8771272544321616265_n

ทิ้งท้ายกับ BUILK

ไผท บอกว่า BUILK สร้างพฤติกรรมใหม่ให้กับผู้ใช้ สร้างมาตรฐานการใช้งาน และต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้ต่อเนื่อง มีแรงจูงใจ มีการเพิ่มความสามารถต่างๆ และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เช่น ถ้ามีการใช้งานมากถึงระดับหนึ่ง จะเลื่อนเป็น Level Pro ที่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

อีกส่วนหนึ่งคือ การสร้าง idol ในวงการ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับผู้รับเหมาและร้านวัสดุก่อสร้าง เป็นต้นแบบ เช่น เฮียเหมา, เจ๊จู ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ระบบเข้ามาช่วยทำให้บริหารจัดการได้ดีขึ้น ทั้งหมดกลายเป็น BUILK ยุคที่ 4 Workflow Integrated Marketplace หรือแปลง่ายๆ ว่า Marketplace ที่พ่วงเครื่องมือช่วยในการทำงาน

อนาคตของ BUILK ยังไปได้อีกไกล แค่ธุรกิจใกล้เคียงที่ BUILK จะขยับเข้าไปในอนาคต และมีโอกาสทางธุรกิจสูง เช่น ธุรกิจผู้รับเหมาช่วง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจรับตกแต่งภายใน

builk_logo

Credit Image: ภาพจากเฟซบุ๊ก ไผท ผดุงถิ่น

from:https://brandinside.asia/builk-workflow-integrated-marketplace-construction/

เจาะแนวคิด Digital Ventures Accelerator องค์กรควรทำอย่างไรเพื่อสนับสนุน Startup

dv

กระแส Startup ในบ้านเราได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม และเริ่มมีการเสนอมุมมองที่แตกต่าง ว่า Startup ไม่ได้ประสบความสำเร็จง่ายๆ อย่างที่คิด และอาจจะพบกับความล้มเหลวได้ง่ายๆ ถ้าขาดปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบสำคัญต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนที่เรียกว่า Accelerator หรือศูนย์บ่มเพาะเพื่อให้ Startup แปรสภาพเป็น ผู้ประกอบการธุรกิจที่มีรายได้อย่างแท้จริง

Accelerator ที่ชัดเจนในไทย มีประมาณ 3-4 ราย เช่น dtac accelerate, True Incube, Krungsri RISE และ Founder Institute ซึ่งก็แตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง รวมถึง Digital Ventures Accelerator หรือ DVA ที่กำลังเปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่ง Brand Inside ได้นั่งจับเข่าคุยกับ ชาล เจริญพันธ์ – Head of Accelerator ที่กำลังมุ่งมั่นกับ DVA แบบสุดๆ ได้มาเล่าให้ฟังถึงมุมมองในการทำ Accelerator ได้อย่างน่าสนใจ

charl

สร้าง Innovation ลงทุนใน “คน” เพื่ออนาคตธุรกิจ

ชาลบอกว่า การทำ Accelerator ก็เหมือนกับการทำ Innovation Center คือการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเพื่อแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และข้อดีอย่างยิ่งของ Accelerator คือ เป็นการลงทุนใน “คน” ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

ดังนั้นจงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB และตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อ DV ขึ้นมา และลงทุนกับ “คน” เพื่อให้เกิดธุรกิจและบริการใหม่ๆ ในตลาด

สำหรับ DVA จะวางตำแหน่งให้แตกต่างจาก Accelerator ที่มีในตลาด โดยจะเน้นใน Stage สำหรับ Startup ที่มี 3 ส่วนต่อไปนี้

  1. เป็น Startup ที่ Base ในไทย (จะเป็นคนต่างประเทศก็ได้)
  2. มีสินค้าหรือบริการที่เป็นรูปร่างแล้ว
  3. เป็นสินค้าและบริการที่ขยายตลาดระดับ Regional หรือ Global ได้

13872850_1089864977767619_6307817834698566603_n

สนับสนุนการสร้าง Accelerator ให้มากขึ้น

DVA อยู่ระหว่างการรับสมัครและคัดเลือก Startup ที่สนใจเข้าร่วมโครงการของ DVA โดยจะเปิดรับประมาณ 10 ทีม แบ่งเป็นกลุ่ม FinTech ประมาณครึ่งหนึ่ง และเปิดสำหรับ Startup อื่นๆ อีกครึ่งหนึ่ง เพราะเชื่อว่า สุดท้ายความหลากหลายในโครงการ จะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่าการจำกัดแค่ FinTech เพียงอย่างเดียว และยังสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งกว่าเดิม รวมถึงเชื่อว่าทุกๆ Startup สุดท้ายต้องมีเรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม DV ต้องการสนับสนุนให้องค์กรขนาดใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม ก้าวออกมาทำโครงการ Accelerator ซึ่งเป็นการสร้าง Ecosystem ที่ดีให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม เช่น dtac accelerator และ True Incube ที่เปิดรับเพียงปีละ batch เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอในการปั้น Startup ใหม่ๆ

“Startup ที่เป็นกลุ่มคุณภาพจริงๆ มีโอกาสเติบโตเป็นธุรกิจที่มีรายได้ชัดเจน มีไม่เกิน 200 รายในประเทศไทย จากทั้งหมดประมาณ 2,500 รายที่เคยมีการสำรวจคร่าวๆ แต่มีโครงการ Accelerator ที่รองรับประมาณ 20-30 ทีมต่อปี ถือว่าน้อยเกินไป”

14053881_1099463520141098_7782263360269599066_o

DVA ขยายทำ Accelerator ปีละ 2 หน เพิ่มโอกาส Startup

เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับ Startup ในตลาดมากขึ้น DVA นอกจากจะสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ หันมาทำโครงการ Accelerator แล้ว ยังเปิด DVA ปีละ 2 batch โดยใช้เวลา batch ละ 6 เดือน ซึ่งข้อดีของการที่ Corporate อย่าง SCB มาทำ Accelerator จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับ Startup ที่เข้าโครงการ ขณะที่ SCB เองก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จาก Startup

ที่สำคัญคือ DVA ไม่เร่งให้ Startup ต้องทำ Pitch เพราะรู้ว่า FinTech หรือ Startup บางราย อาจต้องการเวลาเป็นปี เพื่อให้พร้อมสำหรับการ Pitch จริงๆ อยากให้ Focus ที่ Product เป็นหลักให้มากที่สุด ดังนั้น แม้จะเข้าโครงการใน batch1 แต่อาจจะไป Pitch ที่ batch2 ก็ได้ ถ้า Startup ที่พัฒนาจนมีบริการที่ดี มีรายได้ มีลูกค้าแล้ว การ Pitch จะมีภาษีดีกว่า มีโอกาสเลือก VC มากกว่า

ชาล บอกว่า ส่วนตัวเชื่อว่า ตลาดประเทศไทย และภูมิภาคนี้ใหญ่พอ ที่จะสร้างให้ Startup ไทย ไปถึงระดับ Unicorn ได้ แต่ต้องอาศัยให้ Corporate ช่วยกันผลักดัน สร้างให้เกิดการใช้งานโดยคนไทย เป็นการ Fight back กับ Startup ต่างประเทศที่เข้ามา ซึ่งทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์ ชอบตลาดไทยมาก และส่ง Startup เข้ามาทำตลาดเพียบ

13938169_1099463510141099_1347653236672053894_o

ข้อแนะนำ “สิ่งที่ไม่ควรทำ” สำหรับ องค์กรที่สนใจทำ Accelerator

ชาล บอกว่า การจะเริ่มทำ Accelerator ต้องมองประโยชน์ที่จะให้กับ Startup เป็นหลัก เป็นเหมือนการลงทุน ส่วนองค์กรจะได้อะไรเป็นเรื่องของอนาคตในระยะยาว ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ควรมีคือ Domain Expert ในอุตสาหกรรมนั้นๆ และ ความเข้าใจใน Entrepreneurship ดังนั้น สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ

  1. อย่าให้คนใน Corporate มาทำ Accelerator เพราะ Startup ต้องการคนที่เข้าใจ ต้องการอิสระออกนอกกรอบ นี่คือเหตุผลที่ SCB จึงตั้ง DV ขึ้นมาดูแล และใช้คนนอกสายธนาคารเป็นหลัก
  2. อย่าทำเพื่อสร้างบริการแบบ Exclusive การ lock ให้ Startup อยู่กับองค์กรที่ทำ Accelerator จะเป็นการจำกัดการเติบโต และทำให้ Startup ตายในที่สุด ดังนั้นต้องเป็น non Exclusive แต่ใช้วิธีสร้าง Loyalty ให้เกิดขึ้นเอง
  3. อย่าทำเพื่อหวังข่าว PR ถ้าองค์กรที่ทำ หวังเพื่อให้เกิดข่าวว่า มีการสนับสนุน Accelerator ให้กับ Startup แบบนั้นรับรองว่าไปไม่รอด เพราะ Startup ต้องการเวลา ต้อง Focus กับ Product มากกว่าเรื่อง VC
  4. อย่ารีบมอง ROI อย่างที่บอกแล้วว่า การทำ Accelerator คือการลงทุนในระยะยาว ต้องให้ความช่วยเหลือ Startup จริงๆ และ Startup อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจนกว่าจะหา Core Business เจอ

13938040_1099463516807765_186353573176103040_o

สร้าง Startup Community ช่วยกันลุยตลาดโลก

การทำงานที่ DVA เริ่มต้นด้วยทีมงานหลัก 2 คน แต่มีเป้าหมายชัดเจนเหมือนกันว่า ต้องการสร้างให้ไทยมี Accelerator ระดับแนวหน้าของภูมิภาค และมี Community ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มี Alumni Network และทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกันคือ ผลักดันให้ Startup ไทยไปลุยตลาดโลก

from:https://brandinside.asia/digital-ventures-accelerator-corporate-for-startup/

“สตาร์ทอัพผัดเป็ด” เพจเรื่องราวเผ็ดๆ ของพลพรรคเป็ด ที่อยากเตือนสติคนทำ Tech Startup

duckup1

ท่ามกลางกระแส Startup ที่กำลังถาโถมอยู่ในเวลานี้ มีกลุ่มคนจำนวนไม่มากนักที่จะออกมายืนท้าลมฝน แล้วบอกว่า Startup มันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดนะ และภาพที่เห็นในอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ดีอย่างที่เห็นกัน หนึ่งในนั้นคือ พลพรรคเป็ด จาก Facebook Page “สตาร์ทอัพผัดเป็ด” ที่หยิบเรื่องเล่า แรงๆ กวนๆ แต่จี้ใจดำได้ดีนักแล

Brand Inside เคยนำเสนอเรื่องราวของ Startup ในอินเดียล้มเหลวไปเกือบพันบริษัทใน 2 ปี เพื่อเตือนสติคนที่อยากทำ Startup และครั้งนี้ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เพจ สตาร์ทอัพผัดเป็ด กลุ่มคนที่เป็น Startup มา 7 ปี มีหนี้เกือบ 60 ล้านบาท ก่อนจะพลิกกลับมาทำกำไร และมีลูกค้าไปทั่วโลก ทำไมถึงมาเขียนเพจเพื่อเตือนสติคนทำ Tech Startup ได้อย่างแสบสันและน่าสนใจขนาดนี้

13669702_644205079080863_1409254159064422423_n

ทำไมต้องเป็นเป็ด

ตอนแรกคิดว่าจะตั้งชื่อ Startup Fuckup แต่คำมันหยาบไป เลยเปลี่ยนจาก Fuck เป็น Duck ซึ่งก็เหมาะสมดีกับตอนช่วงแรกๆ ที่พวกเรา Founder ก็ต้องทำทุกอย่างเหมือนเป็นเป็ด ทั้งหาลูกค้า, เขียนคู่มือ, ทำโบรชัวร์, ตรวจสัญญา นานๆ ทีมีโดดลงมาช่วยโปรแกรมมิ่งด้วย

13502061_628016627366375_7664301882667470868_n

คิดว่ากระแส startup เป็นอย่างไร เกินจริงไปหรือไม่

สำหรับ Tech Startup ส่วนตัวคิดว่าเกินจริงในแง่ reality เพราะว่ากระแส Tech Startup ในไทยนั้นมีมาตั้งห้าถึงหกปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ทั้ง Accelerator หรือ Tech Startup ยังใช้ตัววัดอย่าง Valuation หรือ User Base ทั้งๆ ที่ธุรกิจที่ยั่งยืนแล้ว มันต้องวัดกันด้วย Bottom line, Profit และ Revenue

ตัวอย่างเช่น TechSauce (http://www.slideshare.net/techsauce/thai-tech-startup-ecosystem-report-2016) ว่าด้วยเรื่องการลงทุนใน Startup ไทยนะครับ ถ้าดูข้อมูลบริษัท Tech Startup ที่มีประวัติการ Raise Fund ในช่วงระหว่างปี 2011-2016 จะเห็นว่ามีบริษัทอยู่ในนั้นประมาณ 44 บริษัท แต่เมื่อดูข้อมูลผลประกอบการที่ Startup ทั้งหลายส่งให้กับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า** พบว่า 33 บริษัท ใน 44 บริษัทดังกล่าว มีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันหลายปี และมี 4 บริษัทไม่เคยส่งงบการเงิน

โดยหากนับตัวเลขรายได้ของ 44 บริษัท อยู่ที่ 800 ล้านบาทนับว่าขนาด Segment ยังไม่ใหญ่ โดยมี 2 บริษัทที่รายได้เกิน 100 ล้านบาท และมีบริษัทเดียวที่รายได้เกิน 200 ล้านบาท และถ้านับตัวเลขขาดทุนรวมทั้งหมดที่มีการรายงานอยู่ที่ประมาณ 433 ล้านบาท และมีบริษัทเดียวที่รายงานว่ามีกำไร

ถ้าพูดถึงวงการ Startup ในต่างประเทศหรือใน Sillicon Valley ที่มี Hype เยอะ แต่ว่า Tech Startup ที่นั่นมีกำไรจริงเป็นกอบเป็นกำ สำหรับในไทยเราคงต้องดูตัวเลขผลประกอบการปี 2016 กันอีกที เราจะมานั่งพูดถึง Unicorn, Centaur มันอาจจะเร็วไป

**ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้านะครับ

13466293_625229984311706_8682118988009172885_n

คิดว่าจุดอ่อนของ Tech Startup บ้านเราคืออะไร

บริษัทที่เราทำยังนำมาเขียนได้เป็นสิบตอน แต่ถ้าให้มองจุดอ่อนใหญ่ๆ มาเขียนสัก 3 ข้อ + แถมอีก 2 ข้อ

ประการแรกคือทำ Product หรือ Software เพื่อตอบสนองอีโก้ตัวเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ หรือถ้าต้องการก็พร้อมจ่ายด้วยราคาถูกกว่าที่ Developer คิด สุดท้ายก็ไม่สามารถสร้างกำไรได้ แล้วบริษัทก็กลายเป็นซอมบี้หรือล้มหายตายจากไป

ประการที่สอง คือไม่โฟกัสกับการดำเนินธุรกิจ คือไม่เอาการดำเนินธุรกิจเป็นสิ่งแรกที่คิดเมื่อตื่นนอน ยิ่งเดี๋ยวนี้สิ่งล่อใจมันมีเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเวทีแข่งขันหรือชื่อเสียงที่ได้จากการเป็นคนดังในวงการ มีคนเยอะแยะที่ได้รับรางวัลลงจากเวทีมายังไม่ถึงปีบริษัทก็เจ๊งไป

ประการที่สาม คือวินัยในการใช้เงิน อันนี้บริษัทของเราเจอกับตัวเองคือจัด Priority การใช้เงินไม่ถูกต้อง คิดดูว่าการใช้เงินล้านนึงตกแต่งออฟฟิศมันง่ายมากเมื่อเทียบกับการหารายได้ล้านนึงมาเข้าบริษัท ดังนั้นเราควรต้องโฟกัสที่การหารายได้ก่อน ยิ่งถ้าบริษัทเรายังไม่กำไรก็ยิ่งต้องคิดให้ถี่ถ้วน จากประสบการณ์พวกผม เงินที่ได้มาให้ลองวางแผนดูว่าจะอยู่ได้กี่เดือน จากนั้นให้หารสองครับ เงินนี่หมดเร็วมากจริงๆ

จุดอ่อนอีกอย่างที่เคยเจอในหมู่คนทำ Tech Startup คือตัดสินใจลุยทั้งที่ได้เงินมาน้อย บาง Tech Startup ไปแข่งขัน Raise Fund มาจากบริษัทที่บอกว่าตัวเองสนับสนุน Startup พอแข่งชนะก็ไปยืนยิ้มแฉ่งให้ทีม Marketing หรือ PR ของบริษัทนั้นถ่ายรูปตอนรับเช็คสองแสนบาทไปลงสื่อ โดยหารู้ไม่ว่าสองแสนเนี่ยจ่ายเงินเดือน Programmer สักสามคนเป็นเวลาสามเดือนก็หมดแล้ว จะไปพอกับการตั้งธุรกิจได้ยังไง

ถ้าจะเสริมอีกเรื่องก็คงเป็นเรื่องที่บุคลากรไทยยังขาดทั้งฝีมือและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะความรู้ภาษาอังกฤษเนี่ย มันเหมือนเราปิดตัวเองจากแหล่งความรู้หลายๆ แขนงไปเลย แถมยังทำให้เราขยายตลาดไปต่างประเทศได้ยาก เพราะสื่อสารกับต่างประเทศลำบาก

13438883_633840123450692_9102128377142417616_n

ฟองสบู่ Tech Startup จะแตกรึเปล่า ถ้าแตกจะเป็นอย่างไร

ต้องถามกลับว่าถ้าแตกแล้วจะมีใครเอามาทำข่าวด้วยไหม เพราะช่วงนี้กระแสมาในทางสนับสนุนเยอะ ที่จริงตอนนี้อาจมีบริษัท Tech Startup ที่ตั้งช่วงปี 2012-2013 เริ่มล้มแล้วแต่เราไม่เห็นในข่าวก็ได้ ผมเชื่อว่าในสักปีสองปีเราคงได้เห็นข่าว Tech Startup ชื่อดังล้มสักเจ้าแหละเพราะแนวโน้มตัวเลขใน Segment นี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วงและยังไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่ามีโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน

แต่ขนาดอุตสาหกรรม Tech Startup ในไทยยังเล็กอยู่ ฟองสบู่ถึงแตกก็คงเป๊าะแป๊ะไม่กระทบอุตสาหกรรมอื่นครับ ผลกระทบด้านคนว่างงานอาจจะน่าห่วงกว่าเพราะพนักงานคงต้องออกมาหางานใหม่กัน ส่วน Founder ไม่ต้องห่วงเขานัก เพราะส่วนใหญ่มาจากชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง ทางบ้านมีฐานะอยู่แล้ว ฉะนั้นล้มไปเขาไม่เจ็บตัว หรือ Founder บางคนอาจจะรวยตั้งแต่ตอนปั่น Valuation เพื่อ Raise Fund แล้วก็ได้

และผมเชื่อว่าถึงฟองสบู่แตกไป สักพักก็จะมีคนทำ Startup ใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ครับ ธรรมชาติธุรกิจมันควรเป็นงั้นนะ แล้ว Segment Tech Startup นี้มันก็มีแนวโน้มใหญ่ขึ้น

13516196_628361810665190_6558171791590682311_n

Startup ที่จะอยู่รอด ต้องเป็นอย่างไร

ฟาร์มเป็ดเองก็เพิ่งรอดมา ไม่กล้าบอกหรอกครับว่ามีสูตรสำเร็จเพื่อให้อยู่รอด เนื่องจาก Startup ในแต่ละ Segment ก็มีคำจำกัดความว่ารอด หรือสำเร็จต่างกัน จากประสบการณ์ ทางรอดมันก็ไม่ต่างจากการรันธุรกิจอื่นๆ แค่ต้องใช้ความเข้าใจในเทคโนโลยีตะวันตกที่สูงขึ้น ขยับตามตลาดเร็วขึ้น และมีรูปแบบการทำงานที่แบนขึ้นเท่านั้นเอง

หนึ่งคือ มีทีมที่ส่งเสริมกันจริงๆ มีคนโฟกัสทุ่มเทกับการผลักดัน Product ทั้งในด้านการพัฒนา ทั้งในด้านความกล้าลงมาเกลือกกลั้วกับลูกค้าเพื่อจะเข้าใจความต้องการของเขาจริงๆ กล้าขัดกับ Founder ด้วยกันหรือกระทั่ง VC เพื่ออนาคตของ Product

สองคือ มีความชัดเจนเรื่องการสร้างรายได้ มีวินัยในการใช้เงิน ถึงตอนนี้จะตัวแดงอยู่ก็ต้องมีเป้าหมายตลอดว่าต้องเริ่มทำกำไรให้ได้ปีไหน เพราะธุรกิจรันแบบติดลบตลอดไม่ได้ สำคัญอีกอย่างคือการคงกระแสเงินสด อันนี้สำคัญมาก ถ้าเงินสดขาดมือเราจะจ่ายคนในออฟฟิศไม่ได้ถึงมีตัวเลขบัญชีดียังไงเราก็ต้องกู้เงิน หรือเอา Funding มาใช้

สามคือ ไม่หลอกตัวเอง ต่อให้เรารัก Product หรือเชื่อใน Product แค่ไหน ถ้ามันทำเงินไม่ได้ เราก็ต้องปล่อยวางมันและเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทัน

สุดท้ายคือ ใส่ใจกับการขยายฐานลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะจากประสบการณ์ ตลาดไทยมันพอให้เราอยู่ได้ แต่ถ้าจะสร้างกำไรให้หนาต้องมีตลาดต่างประเทศมาช่วยครับ

Startup จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีอะไรบ้าง

ไว้ฟาร์มเป็ดรายได้เกิน 100 ล้าน กำไรงามๆ  กว่านี้ค่อยมาถามใหม่นะครับ ตอนนี้ไม่ริอาจตอบ เพราะเรามองว่าตัวเองยังสำเร็จไม่พอ

13901506_650883565079681_2566641264237480660_n

เปิดเพจต้องการสื่อถึงอะไร หรือต้องการแซะใครหรือเปล่า

มีหลายสาเหตุครับ แรกสุดคือเรารอดมาถึงตรงนี้ ก็ตระหนักดีว่าไม่มี Product ไหนอยู่ยงคงกระพัน ทุกอย่างมีอายุทั้งนั้น ก็เลยคิดจะเอากำไรที่ได้มาลงทุนใน Product ใหม่ๆ

ทีนี้พอเหมือนวงจรมันต้องหมุนใหม่อีกแล้ว เป็ดเลยรวบรวมประวัติศาสตร์ของการทำ Tech Startup มาเขียนเพื่อเตือนตัวเองว่าเราได้บทเรียนอะไรมาบ้าง

อย่างที่สอง คือมองว่าคนในวงการนี้ยังไม่ค่อยมีใครมาเล่าเรื่องแย่ๆ ที่เจอ หรือเอาความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์สักเท่าไหร่ ซึ่งเรามองว่าถ้าเล่าความผิดพลาดของเราไปแล้ว มี Tech Startup ที่ก้าวพลาดน้อยลงไปสักบริษัทก็ยังดี เพราะช่วงที่เราเจอมาช่วงบริษัทร่อแร่มันแย่มากสำหรับเรา ไม่อยากให้ใครต้องมาเจอเรื่องเหมือนๆ กันอีก จริงๆ คืออยากให้คนที่ทำแล้วพลาดออกมาแบ่งปันประสบการณ์กันมากกว่านี้นะเพราะตอนนี้ในกระแสมันมีด้านเดียว

ที่อยากแซะก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วย เพราะพูดตามตรงสภาพวงการ Tech Startup ปัจจุบันมันเป็นการสร้างภาพสวยงามกันเยอะมาก ทั้งที่ถ้าล้มเหลว ต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายมันก็มีผลลัพธ์เลวร้ายเหมือนคนล้มละลายในธุรกิจอื่น แล้วยังมีการสนับสนุนผิดๆ ว่าการ Raise Fund คือรายได้ ให้มองว่า User Base หรือ Valuation คือมาตรวัดความสำเร็จอีก ซึ่งเราเคยเจ็บเพราะเชื่อแบบนั้นมาแล้วก็เลยอยากเบรคสักหน่อย

วงการนี้มันไม่ได้ใสสะอาดอย่างที่คนเขาเชื่อกันครับ เราเคยโดนโกงมาหลายรูปแบบจาก Tech Startup ด้วยกันบ้าง บริษัทใหญ่บ้าง แล้วทุกวันนี้พอ Tech Startup เริ่มเป็นกระแสมันก็มีคนอยากเกาะกระแส หาประโยชน์จากคนรุ่นใหม่ที่อยากเข้าสู่วงการ Tech Startup เป็นธรรมดา เราถือว่าเตือนได้ก็เตือน

13512161_631632323671472_3672755016291699357_n

เล่าเรื่องราว ฟักอัพ และไม่ฟักอัพ ของการทำ Tech Startup

อันนี้ก็เยอะครับ เล่าวันนี้คงไม่หมด ไปตามอ่านในเพจดีกว่า (อ้าว) ขอสรุปบางเรื่องของฟาร์มเป็ดให้แทนละกัน

เราเป็น Tech Startup รุ่นแรกๆ ของไทย ก้าวพลาดหลายอย่างจนเป็นหนี้เยอะมากเกือบหกสิบล้านบาท ขาดทุนสะสมก็สามสิบจะสี่สิบล้านบาท แต่ Founder ก็กัดฟันช่วยกันพลิกกลับมาได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณลูกค้าที่เคารพและ VC ที่ยังให้โอกาสด้วยเหมือนกัน

เราเคยโดนดูถูกว่าแกก็แค่ของคนไทย (วันนี้ก็ยังมีคนดูถูกอยู่) แต่วันนี้แทบทุกทวีปมี Software ของเรารันทั้งอยู่ในบริษัทเล็กๆ และบริษัทที่ใหญ่ระดับโลก

บริษัทเราเคยเดิมพันด้วยการให้ Founder แต่ละคนแยกกันไปสร้าง Product ของตัวเอง กะว่าถ้าล้มก็พินาศหมด แต่ถ้าทำทุก Product ให้ทำเงินได้ กำไรก็จะมาเสริมกัน โชคดีที่ผลออกมาเป็นแบบนั้น หนี้ล้างได้หมดในสามปี

ทุกวันนี้เรามีรายได้ประมาณ 70 ล้าน รู้ตัวแล้วว่าคงไม่ได้เป็น Unicorn แต่เราก็พยายามอย่างมากที่จะให้บริษัทมีรายได้ 100 ล้านโดยยังรักษา Margin กำไรให้สูงอยู่ เพื่อจะได้เอากำไรนั้นไปสร้าง Product ใหม่ๆ เผื่อมันจะกลายเป็น Unicorn ครับ

23540974750_52007cd93f_z

มีมุมมืด (darkside) ในการทำ Tech Startup อย่างไรบ้าง

มุมมืดภายนอกอย่างการมีมุมมองต่อ Raise Fund, Growth หรือ Valuation แบบผิดๆ การมีปัญหาฉ้อโกงกัน มีผู้ไม่หวังดีมาเกาะกระแสนี่ผมพูดไปแล้วนะครับ ขอพูดเรื่องปัญหาของโลก Tech Startup ในส่วนที่เป็นผลกระทบต่อคน (Human Cost) บ้างละกัน

คนชอบพูดกันว่าวงการ Tech Startup ทำงานหนักจนชีวิตแย่ ผมว่าการพูดว่า “ทำงานหนัก” มันเป็นแค่การอวยตัวเองว่าเราขยัน เราเท่ห์ เราพร้อมตายเพื่อสิ่งที่เราทำ แต่เอาเข้าจริงมันมโนซะเยอะนะ ยิ่งถ้าเราเอาการทำงานหนักของเราไปเทียบกับอาชีพอื่นๆ แต่ที่ร้ายคือ Founder เอาวัฒนธรรมทำงานหนักไปกดดันให้rนักงานต้องทุ่มเทมากๆ ทั้งที่พนักงานได้รับผลตอบแทนน้อยกว่า Founder เยอะ ต่อให้ได้หุ้นก็ได้นิดๆ หน่อยๆ  ฉะนั้นผมรำคาญมากเวลาคนโฆษณาวงการ Tech Startup ด้วย Label ว่างานหนัก

Human Cost จริงๆมันอยู่ที่ Anxiety ที่เราต้องเผชิญตราบที่ยังทำ Tech Startup อยู่ต่างหาก คิดว่าคงเคยเจอกันมาทุกคนนะที่ตื่นมาตอนเช้าทุกอย่างราบรื่น แฮปปี้ดี แต่ยังกินข้าวกลางวันไม่ทันหมดก็มีอีเมลเข้ามารัวๆ ว่าเกิดวิกฤติเกี่ยวกับ Software ของเราลูกค้าขู่ว่าจะถอน Software เราออกให้หมด หรือเห็นเลขตัวแดงที่สะสมขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี VC ก็ฮึ่มๆ จนเรารู้สึกว่าบริษัทมันไร้ทางออก

หรือไม่ก็นั่งทำงานอยู่ดีๆ คนสำคัญมากในทีมเปรยว่าเดือนหน้าจะออก ทั้งที่เอกสาร Knowledge Transfer ก็ยังไม่ได้ทำ คนทำแทนก็ยังหาไม่ได้ มันทำเรา Paranoid ไปเลยนะว่าใครจะออกอีกไหม ออกแล้วจะทำยังไง

หรือ Startup ที่มีคู่แข่ง ก็ต้องตามข่าวบ่อยๆ ว่าคู่แข่งมีอะไรใหม่บ้าง เกิดวันนึงมีผู้เล่นใหม่ที่เปลี่ยนตลาดไปเลยแล้วเราจะอยู่ตรงไหน

ในขณะที่ทำ Tech Startup การตัดสินใจทุกอย่างของเราอาจมีความล้มเหลวรออยู่เป็นผลลัพธ์ และความล้มเหลวที่ล้อมรอบตัวเราอยู่ตลอดเวลานี่แหละที่กดดันให้เราต้องทำงานหนักเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มาเยี่ยมเรา

Human Cost ที่เกิดจาก Anxiety, แรงกดดันจากความคาดหวังของนักลงทุนและความกลัวที่จะล้มเหลวนี่แหละครับคือปัญหาของ Tech Startup ที่แท้จริง มันทำให้คนในวงการ Tech Startup หลายคนชีวิตแย่ สุขภาพจิตพัง หนักๆ เข้าอาจทำให้คนที่เคยมีแต่พลังล้นปรี่และมองโลกแง่ดีต้อง Burnout อย่างกู่ไม่กลับไปเลยก็มี ยิ่งถ้าเห็นคนใกล้ตัวเป็นแบบนั้นเราจะรู้สึกแย่มากๆ

startup-photos
Credit Image: pexels

ประเทศไทย ยังขาดอะไรในการทำ Tech Startup บ้าง

วันนี้ Tech Startup ในไทยยังเป็นสนามให้คนจากบ้านฐานะกลางค่อนไปทางสูงมาพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถรันธุรกิจสำเร็จได้ไม่แพ้รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่ถ้าจะให้ Startup มีผลดีต่อเศรษฐกิจมากกว่านี้  เราต้องเห็นคนที่มาจากชนชั้นกลาง หรือชั้นกลางค่อนไปทางล่างเข้ามาทำ Tech Startup ด้วย เพราะว่าคนกลุ่มนี้เป็น mass ที่จะเข้าใจ mass consumer ด้วยกันได้ ถ้า product ขาย mass ได้ ก็เอาไปขยายในตลาดที่กว้างขึ้นได้ เพิ่มปริมาณการบริโภคภายในประเทศได้อีกมหาศาล แถมยังเอาขยายไปต่างประเทศที่มีตลาดเป็นคนชั้นกลางเกิดใหม่ได้ง่าย

แต่น่าเสียดายที่การศึกษา, Infrastructure ในไทยยังไม่เอื้อต่อการสร้าง Tech Startup จากคนกลุ่มนี้เท่าไหร่ครับ

สูตรสำเร็จของคนที่บอกว่าการทำ Tech Startup ต้องล้มแล้วลุกให้เร็ว ก็คือคนกลุ่มที่ถ้าไม่ใช่เป็นครูสอนซึ่งไม่ต้องแบกความรับผิดชอบอะไร ก็มีพื้นเพมาจากคนชั้นกลางค่อนไปทางสูงหรือไม่ก็รวยไปเลย คนพวกนี้จะล้มแล้วลุกกี่รอบก็ได้ครับ แค่ Insert Coin To Continue แต่คนฐานะลำบากกว่านั้นเขามีโอกาสและช่วงเวลาในการสร้างรายได้จำกัดมากๆ ฉะนั้นถ้าเขาล้มแค่ครั้งเดียวก็จบแล้ว

นอกนั้นที่ผมว่าขาดก็คงเป็นความล้มเหลวของหลักสูตรการศึกษาของไทยในการสร้างฐานความรู้ภาษาอังกฤษและสร้างความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงส่งเสริมเสรีภาพด้านความคิดครับ เรื่องเสรีภาพหรือให้ซักถามผู้ใหญ่อย่ามองว่าเป็นเรื่องการเมืองนะ แต่เนื่องจาก Startup คนมักจะน้อย องค์กรจึงแบนมาก ทุกคนต้องถามกันได้ สงสัยกันได้ไม่ว่าเขาจะใส่หมวกอะไร ถ้าคนในทีมปฏิบัติกันอย่างเกรงกลัวผู้ใหญ่ ไม่กล้าถาม ไม่กล้าสงสัย บริษัทจะไปไม่รอดเอา

ประโยชน์อีกอย่างของเสรีภาพทางความคิดคือมันทำให้ยืดหยุ่น เปิดรับความคิดใหม่ๆได้ง่าย ถ้าวันไหนสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ Skill ใหม่ๆ  ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอนก็จะปรับตัวได้ทัน

digio

มองไปรอบๆ แล้ว startup ในบ้านเรา มีใครที่เข้าตาเป็ดบ้าง

DIGIO Thailand กับ Hiveground ครับ สาเหตุที่ชื่นชมเพราะเขาโฟกัสกับงานจริงๆ มี passion ในการ Run ธุรกิจของตัวเอง และที่สำคัญคือเข้าใจว่าเป้าหมายของ Tech Startup คือกลายร่างไปเป็น Corporate ที่สร้างกำไรได้ด้วยตัวเอง จ่ายเงินเลี้ยงพนักงานให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ และเอากำไรไปลงทุนเพื่อสร้างงานเพิ่มเป็นทอดๆ กงล้อแห่งทุนนิยมมันถึงจะหมุนต่อไปได้อย่างราบรื่น

Hiveground

คิดว่าไทยจะมี Unicorn กับเขาบ้างมั้ย

น่าจะมีได้ครับ แต่คงต้องใช้เวลาและมีอุปสรรคค่อนข้างมาก เพราะ Tech Startup ที่มีอยู่ในปัจจุบันดูท่าคงไม่มีใครกลายไปเป็น Unicorn ได้โดยไม่ปั่น  Valuation  ยิ่งถ้ามองเรื่องพื้นฐานความรู้ในเทคโนโลยีที่มันจะสร้างเป็น Unicorn ในยุคต่อไปได้อย่าง A.I., Energy, Robotics หรือ IOT ซึ่งจริงๆ IOT ก็คือความสามารถในการทำอุปกรณ์อิเล็คทอรนิกส์นั่นแหละแค่บางคนอยากเรียกแบบเท่ห์ๆ

ซึ่งประเทศไทยเรายังตามตะวันตกหลายปี โดยเฉพาะความรู้ฮาร์ดแวร์ในไทยยังล้าหลังมากๆ ครับ บริษัท Tech Startup ไทยอยากทำหุ่นยนต์ทุกวันนี้แค่เฟืองหรือมอเตอร์ยังต้องซื้อจากต่างประเทศเลย ถ้ามองแบบแง่ร้ายหน่อยต้องบอกว่าเราตามหลังจนน่ากลัว

ถ้าจะมี Unicorn ก็คงต้องเป็นสายที่ไม่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีชั้นสูงตะวันตกมากจนเกินไป ก็อาจจะเป็นสาย Fintech หรือ Agro มั้งครับ

unicorn

ให้คำแนะนำถึง startup, accelerator และ government

Startup: โฟกัสกับสิ่งที่ทำ อย่าหลอกตัวเอง อย่าลืมว่าเรากับร้านไก่ทอดริมฟุตบาทอาจจะมีจุดเริ่มต่างกัน แต่เป้าหมายเดียวกันคือสร้างรายได้ ทำกำไร แล้วเอามันไปสร้างธุรกิจใหม่ๆ Founder เองก็รักษาความสัมพันธ์ในทีมให้ดี อย่าให้แตกกันนะครับ

Accelerator: Valuation หรือ Growth มันอาจเป็นแค่ Hype มูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นมากมายมันจะมีค่าได้ไงถ้าไม่มีการขายออกไปจริงๆ แล้วถามว่าถ้าคุณเล่นหุ้นในตลาดแล้วหุ้นมันขึ้น 6-7 เท่า ใครหน้าไหนมันจะไม่ขาย ความจริงคือ Startup ที่ว่าโตตู้มๆ นั้น เริ่มจากฐานรายได้ที่ต่ำมาก หรือไม่ก็คิด Valuation แปลกๆ แต่ถ้าขายจริงก็อาจจะหาคนซื้อไม่ได้ มองโลกด้วยความเป็นจริงบ้าง ไม่งั้นสุดท้ายคนเจ็บจะกลายเป็นคนที่ท่านสนับสนุนเสียเอง

ทางหนึ่งที่ Accelerator สามารถช่วย Tech Startup ได้ดีนอกจากจะจับคู่ Tech Startup กับ VC แล้ว ก็ต้องใช้ Connection ที่มีส่งเสริมให้ Corporate ในไทยและต่างประเทศหันมาใช้ Product ฝีมือ Tech Startup ไทยกันมากขึ้นครับ เพราะ Segment หนึ่งที่ Tech Startup ยังขาดในปัจจุบันคือสายผลิต Software หรือ Hardware ป้อน Corporate

อีกทางก็คงเป็นการเปิด API อำนวยความสะดวกให้ Tech Startup สามารถใช้ Infrastructure เช่นในส่วน Payment ของบริษัทใหญ่ๆ ได้ ซึ่งทาง AIS ได้เริ่มทำแล้ว เป็นความคิดที่ดีมากครับ

อยากทิ้งท้ายอีกเรื่องคือปัญหาความเครียดในหมู่คนทำ Tech Startup ที่มีค่อนข้างสูงและไม่ค่อยมีการพูดถึงกัน อยากให้ accelerator ต่างๆ ยอมรับปัญหาตรงนี้กันมากขึ้นและมี support group อย่างเป็นทางการเสียที

startup thailand

Government: เอาเป็นว่าขอพนมปีกอธิษฐานละกันครับ

  1. สำคัญที่สุดคือรัฐบาลควรโฟกัสกับการวางหลักสูตรมีคุณภาพ สร้างแรงงานที่เชี่ยวชาญ ภาษาอังกฤษ ความรู้ด้าน soft skill ด้าน technology ที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะปัญหาที่เราเจอตอนนี้คือ คนจบใหม่ skill coding ด้าน Android, iOS ไม่ค่อยแข็งแรง แล้วไม่ค่อยยืดหยุ่นในการรับความรู้ใหม่ๆ พอมีเทคนิคการ coding ใหม่มาก็มักปรับตัวไม่ค่อยทัน เรียกว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
  1. อย่าให้เกิดการผูกขาดโดยบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศ เพราะพวกนี้เขาเห็นอะไรดีก็อยากยึดเป็นของตัวเอง คนสร้าง Startup ที่ทำ Product ออกมาได้ดีอาจจะผ่านไปตลาดต่างประเทศไม่ได้เพราะโดนบริษัทใหญ่ดูดไปก่อน
  1. ปรับปรุงให้การงดเว้นภาษีครอบคลุม Startup ให้ครบทุกประเภทเพราะตอนนี้ท่านมึนมากเลย เราเคยไปขอ BOI โดยบอกว่าเรามี Service บน Cloud เขาบอกว่าไม่ได้ๆๆๆ Cloud คือคุณต้องมีห้อง Server มี Server กองเป็นตั้งๆ
  1. ไม่ต้องไปตั้งกองทุน Startup หรอกแค่สนับสนุนให้บริษัทในไทยใช้ Product ของ Startup ไทยด้วยมาตรการภาษีก็เพียงพอแล้วเพื่อจะได้มี Startup สาย Corporate เกิดมากขึ้น ถ้าจะตั้งกองทุนสนับสนุน ควรเป็นเรื่องของการซื้อเทคโนโลยีชั้นสูงจากต่างประเทศมาให้บริษัทไทยศึกษาหรือนำไปประยุกต์ใช้ต่อไปมากกว่า

 

ทั้ง Startup และไม่ใช Startup สามารถติดต่อเรื่องราวฟักอัพ และไม่ฟักอัพ ของพลพรรคเป็ด ได้ที่เพจ สตาร์ทอัพผัดเป็ด @startupduckup หรือคลิกที่นี่ได้เลย https://www.facebook.com/startupduckup

Credit Image: startupduckup

from:https://brandinside.asia/startup-duckup-for-tech-startup-thailand/

อยากอ่านเรื่องง่ายๆ แบบสรุปมาให้ต้อง เพจ “สรุป” เนื้อหาครบ (แทบจะ)จบในที่เดียว

zaroop

หนึ่งใน Facebook Page ที่ได้รับการกล่าวถึงในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ “สรุป” ด้วยจุดเด่นคือ หยิบจับเรื่องที่เป็นประเด็น และได้รับความสนใจ เนื้อหามีความซับซ้อน มาบอกเล่าแบบสรุป เนื้อหาครบ จนแทบจะจบในครั้งเดียว (บางครั้งเรื่องยังไม่จบ) หลายคนถึงขั้นเสพย์ติด เพราะถ้าเรื่องอะไรเป็นที่สนใจ เดี๋ยว “สรุป” เอามาสรุปให้

Brand Inside เห็นถึงความน่าสนใจของเพจนี้ เลยทำการถามตอบเรื่องราวของเพจ “สรุป” และคณะผู้จัดทำ “สรุป” มาให้ได้อ่านกัน ลองไปดูกันว่า ที่มาที่ไปพวกเขาเป็นอย่างไร และทำไมถึงได้รู้เรื่องราวต่างๆ ได้ดีขนาดนี้

12208365_1651101655164984_4975978734096712122_n

ทำไมถึงมาทำเพจ สรุป ที่จุดเริ่มต้น แนวคิด และที่มาที่ไปอย่างไร

เพจสรุปเกิดจากวงสนทนาในกลุ่มไลน์ของเพื่อนที่เรียนวิศวะมาด้วยกัน เรามักจะคุยกันเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา เทคโนโลยี ไปจนถึงเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น เรื่องดารานักร้อง หรือแม้แต่ดราม่าต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต

พอเราคุยกันแล้วก็เกิดการวิเคราะห์กันต่อ เกิดการแชร์ข้อมูล ซึ่งหลายเรื่องมันน่าสนใจ เพราะบางเรื่องมันก็มีประเด็นที่ถกเถียงกันต่อได้ ผมเลยอยากขยายวงสนทนาให้กว้างขึ้น เลยลองทำเพจขึ้นมา ตั้งชื่อว่า “สรุป” เพราะตั้งใจว่าจะคอยสรุปสาระสำคัญของเรื่องต่างๆ แล้วแชร์ให้คนอื่นได้อ่าน จะได้พูดคุยกันต่อได้

ช่วงแรกก็ทำอยู่คนเดียว แล้วบอกเพื่อนให้มาช่วยกดไลค์ มีคนกดติดตามกันอยู่หลักสิบ แต่แนวทางเพจมันดูน่าสนใจดี เลยไปชวนเพื่อนอีกสองคนมาช่วยกันทำเพจ จะได้เพิ่มความหลากหลายให้กับเนื้อหา แต่พอทำไปทำมา มีอยู่ช่วงหนึ่งเราปรับเปลี่ยนแนวทางการเขียน จากที่ตอนแรกจะนำเสนอแค่ประเด็นสั้นๆ แล้วจบ แต่พอมีหัวข้อที่ต้องเจาะลึกลงไปอีก จะเขียนให้สั้น ตัดเป็นตอนมาสรุป มันก็จะห้วนไป คนอ่านจะไม่รู้เรื่อง เลยลองเขียนให้ยาวขึ้น นำเสนอข้อมูลให้ครบ แต่ก็ต้องกระชับพอให้คนอ่านไม่เบื่อกัน ปรากฏว่าแนวทางนี้มีคนชอบกันมาก และแชร์กันเยอะ เพจเลยขยายตัวขึ้นมาตั้งแต่ตอนนั้น

13131375_1715210065420809_4104241943372022946_o

การเลือกเรื่องที่จะทำ มีหลักเกณฑ์อย่างไร

เรามีหลักเกณฑ์อยู่ 3 ข้อในการเลือกหัวข้อที่จะเขียน

  1. ต้องเป็นเรื่องที่เราสนใจอยู่แล้ว เพื่อใช้เป็นแรงกระตุ้นให้เราอยากเขียน
  2. ต้องเป็นเรื่องที่สังคมก็น่าจะสนใจด้วย เพราะถ้าเขียนไปแล้วคนไม่สนใจก็ไม่รู้จะเขียนไปทำไม
  3. ต้องเป็นเรื่องที่คนอ่านได้ประโยชน์ ถ้าเราดูแล้วว่าคนอ่านไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่อยากนำเสนอ กลัวเขาจะเสียเวลาอ่านกัน

conclusion2

ด้วยเรื่องราวที่หลากหลาย ทีมงานมีกี่คน แล้วแบ่งงานกันอย่างไร

ตอนนี้เรามีทีมงานอยู่ 3 คน ซึ่งเป็นเพื่อนในวงสนทนาดังกล่าว ซึ่งพวกเราจะมีแนวทางที่ต่างคนถนัดและสนใจที่ต่างกันอยู่ คนนึงอาจจะถนัดเรื่องกฎหมาย เรื่องกีฬา อีกคนก็สนใจเรื่องธุรกิจ เรื่องเทคโนโลยี อะไรแบบนี้ ทำให้เรามีความหลากหลายในการนำเสนอเรื่องต่างๆ

รู้แล้วว่าทำด้วยใจรัก และสนใจจริงๆ แต่มีแนวทางจะทำให้เกิดรายได้ด้วยหรือไม่

ตอนนี้เพจเรายังไม่มีรายได้ครับ ที่ผ่านมามีโฆษณาติดต่อมาบ้าง แต่แนวทางยังไม่ตรงกับที่เราต้องการนำเสนอ อีกอย่างแนวทางเพจเราค่อนข้างยากต่อการลงโฆษณาด้วย เลยยังไม่เคยลงโฆษณาหรือหารายได้จริงจังซะที

10295800_1670415956566887_3349694580620094025_n

เมื่อเรื่องราวหลากหลายและซับซ้อน ในแต่ละเรื่อง มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร

เวลาเราเลือกหัวเรื่องที่จะเขียน เราก็จะคุยๆ กันในกลุ่มแอดมินว่าเรื่องนี้น่าสนใจมั้ย มีใครอยากจะเขียน ถ้าใครเป็นคนเขียน อีกสองคนที่เหลือก็จะช่วยเป็น บก. คอยเช็คข้อมูลและเนื้อหาให้อีกที แต่จุดสำคัญคือ ทุกเรื่องที่เรานำเสนอต้องอ้างอิงจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ ตรงนี้ก็ต้องช่วยกันเช็ค ช่วยกันตั้งคำถามกันเอง โดยเราจะพยายามใช้แหล่งข้อมูลที่เป็นต้นทางให้มากที่สุด

หลักๆ ก็จะอาศัยข้อมูลจากสื่อต่างๆ ถ้ามีแหล่งอ้างอิงระบุ ก็จะถามไปเช็คจากต้นทางอีกทีเพื่อความชัวร์ เช่นบางข้อมูลเป็นเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจ ก็ไปข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือถ้าเป็นเรื่องกฎหมายก็เข้าไปดูจากของหน่วยงานรัฐโดยตรง แล้วเอามาเรียบเรียงเป็นดราฟท์ บางครั้งเราอาจจะเขียนกัน 4-5 ดราฟท์ จนกว่าจะพอใจว่าเนื้อหาครบถ้วนแล้ว สามารถอธิบายได้กระชับไม่เยิ่นเย้อเกินไป เราถึงจะเอาลงเพจกัน

12309796_1659952734279876_2284186423674631244_o

มองอนาคตและตั้งเป้ากับการทำ “สรุป” อย่างไรบ้าง

ตอนนี้เรายังไม่ได้มองเรื่องรายได้เป็นตัวหลักนะครับ แต่โฟกัสไปที่การหาหัวข้อที่ตอบโจทย์ตอบคำถามสังคมมานำเสนอ เราอยากสร้างพื้นที่ในโลกโซเชียลที่คนสามารถมาสนทนาในหัวข้อต่างๆ ได้โดยถกเถียงจากข้อเท็จจริง และหลักฐานที่พิสูจน์ได้ ต่อให้เป็นเรื่องที่มันดูซับซ้อนเข้าใจยาก แต่เราอยากจะเป็นคนช่วยอธิบายก่อนชั้นนึง ให้คนอ่านได้เห็นภาพรวมและประเด็นสำคัญ จากนั้นถ้าคนอ่านอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม เขาก็จะไปต่อยอดเองได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเริ่มทำความเข้าใจจากศูนย์

12362794_1662013644073785_4240982019466844846_o

ในฐานะที่ทำสรุปเรื่องราวต่างๆ มาหลายเรื่อง “สรุป” มองสังคมไทยอย่างไร

ถ้าเอาเฉพาะการเสพข่าว ผมมองว่าที่ผ่านมาสังคมไทยเรายังขาดการตั้งคำถามต่อสื่อ หรือต่อสิ่งต่างๆ ที่ดูน่าเชื่อถือ อาจจะเป็นเพราะเราถูกสอนมาให้เชื่อฟัง และเชื่อถือสิ่งที่คนที่อยู่เหนือกว่าบอกเรา เราจึงมักเชื่อสิ่งที่สื่อบอกโดยไม่มีข้อสงสัย หรือตั้งคำถาม นั่นก็ทำให้หลายครั้งที่สังคมเองก็ตกเป็นเหยื่อของการถูกป้อนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือป้อนเฉพาะข้อมูลด้านเดียว

แต่ระยะหลังผมมองว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น อาจจะเป็นเพราะเราเข้าสู่ยุคโซเชียล และทุกคนสามารถเสพสื่อได้หลากหลายขึ้น ทำให้ไม่ถูกจำกัดในการรับข้อมูลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตรงนี้ทำให้การตั้งคำถามของผู้เสพสื่อต่อตัวสื่อเกิดง่ายขึ้นด้วย สื่อเองก็ต้องพยายามปรับตัวให้น่าเชื่อถือจริงๆ เพราะเสียงของคนอ่านตอนนี้ดังกว่าเสียงสื่อแล้ว

สุดท้าย “สรุป” มีข้อเสนอแนะอะไรต่อผู้อ่านบ้าง

อยากจะฝากให้ทุกคนตั้งคำถามกันเยอะๆ นะครับ เรื่องบางเรื่องที่สื่อนำเสนอ อาจจะดูเป็นสีสันน่าสนใจ แต่ก็ใช่ว่าจะถูกต้องตามนั้นเสมอ ก่อนเราจะเชื่อหรือจะแชร์ ก็ลองยั้งใจแล้วตั้งคำถามดูก่อนว่าข้อมูลนั้นมากพอให้เชื่อได้รึยัง ถ้าเราไม่แน่ใจก็รออีกซักนิด เดี๋ยวคนที่เขามีข้อมูลมากกว่าจะโผล่มาเอง สมัยนี้มันใช้เวลาไม่นานละครับ

conclusion

สรุปของ “สรุป”

“สรุป” คือเพจของกลุ่มเพื่อนที่มี “Passion” (ขอใช้คำอังกฤษ) ในการทำให้เรื่องราวยากๆ ยาวๆ ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เข้าใจได้ง่ายๆ และทำติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา( ดูจากเวลาเริ่มต้นเพจ พ.ย. 2015) สามารถสรุปเรื่องราวต่างๆ ได้ดี อาจจะมีผิดพลาดบ้าง แต่ก็พร้อมจะปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเกรียนอยู่บ้างเพื่อเป็นเสน่ห์ในการเล่าเรื่องราว มีฐานแฟนเพจมากกว่า 2 แสน (ไม่ใส่ตัวเลขเพราะเชื่อว่ายังเพิ่มอยู่เรื่อยๆ) ซึ่ง ติดตามอ่านพร้อมกับแชร์ ทั้งหมดเป็นสิ่งพิสูจน์ถึงความเป็น “ตัวจริง” ของเพจนี้

ถ้าอยากติดตาม พิมพ์คำว่า สรุป หรือ in.one.zaroop ในช่องค้นหาของ Facebook หรือคลิกที่นี่ สรุป

Credit Image: เพจของสรุป

from:https://brandinside.asia/zaroop-in-one-facebookpage/