คลังเก็บป้ายกำกับ: Exclusive

Amazon เมินไปรษณีย์ไทย ยันส่งสินค้าวันสงกรานต์

“Amazon” แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกาบุกไทยแล้ว โดยร่วมกับเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ “iPrice” ปล่อยภาพถ่าย Homepage และภาพสินค้าเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

โดยการมาถึงของ Amazon ในครั้งนี้จะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการผ่านงาน AWS Summit Bangkok ที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ณ โรงแรม Shangri-La โดยจุดประสงค์การจัดงานคือการให้ความรู้แก่พาร์ทเนอร์ในการประกอบธุรกิจกับ Amazon ให้ประสบความสำเร็จและเป็นการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ให้กับพาร์ทเนอร์ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้บริษัท iPrice ซึ่งเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์กับ Amazon จึงได้โอกาสเปิดตัวภาพถ่ายหน้าเว็บไซต์ของ Amazon Thailand เป็นครั้งแรกเพื่อต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ที่จะมาถึง หนึ่งสิ่งที่เป็นจุดแข็งของ Amazon คือ Amazon Prime ที่ให้บริการส่งสินค้าภายในสองวันทำการ อีกทั้งยังให้บริการส่งสินค้าช่วงวันหยุดสงกรานต์อีกด้วย ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์เด็ดของ Amazon รับกระแสอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ 

สำหรับ iPrice เว็บค้นหาสินค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการใน 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยว่าได้รับเลือกเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ทเนอร์ของ Amazon เนื่องจากมีวิสัยทัศน์ที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ทั้งสองบริษัทต้องการพัฒนาตลาดอีคอมเมิร์ซให้มีความก้าวหน้าทัดเทียมประเทศในประเทศแถบตะวันตก ด้วยประสบการณ์กว่า 3 ปีในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ iPrice จึงสามารถสนับสนุนให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon สามารถตีตลาดได้ง่ายขึ้นด้วย insight และความเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละประเทศ

ภาพสินค้าตัวอย่าง

อีกหนึ่งจุดเด่นของ Amazon คือบริการค้นหาสินค้า เนื่องจากมีการวางฟอร์แมตหน้าสินค้าให้เหมาะกับการใช้งานของผู้บริโภค ซึ่งง่ายต่อการค้นหาข้อมูล และการสั่งซื้อสินค้าไม่ซับซ้อน โดยหนึ่งในสินค้าที่ทาง Amazon คาดว่าจะเป็นสินค้าขายดีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ได้แก่ ครีมกวนอิมที่ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสนใจนำมาใช้เพื่อหลายจุดประสงค์ ในช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ครีมกวนอิมจะช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสพร้อมท้าแดดวันสงกรานต์อย่างแน่นอน

สำหรับคุณสมบัติที่ทำให้ Amazon อยู่เหนือคู่แข่งในตลาดได้แก่รีวิวจากผู้บริโภคซึ่งเป็นเครื่องมือการันตีถึงคุณภาพของสินค้าและบริการจาก Amazon โดยผู้บริโภคสามารถเข้าไปอ่านรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ www.amazon.th/testimonials

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/amazon-iprice-songkran-day/

Advertisements

LINE TV จับมือช่อง 8 เสิร์ฟรายการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ หวังขยายฐานผู้ชมทั่วประเทศ

LINE TV จับมือช่อง 8 นำเสนอคอนเทนต์ครบทุกมิติทั้งละคร รายการบันเทิง และกีฬา รวมคอนเทนต์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ 7 รายการ ที่รับชมได้ที่ LINE TV ที่เดียว มั่นใจการผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยขยายฐานผู้ใช้ LINE TV ทั่วประเทศ

นายแดน ศรมณี ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจคอนเทนต์ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า จากผลสำรวจของ PWC ตลาดวิดีโอออนไลน์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมูลค่าการใช้จ่ายผ่านวิดีโอโฆษณาออนไลน์โลกจากปัจจุบันถึงปี 2563 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 31% ต่อปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดไทย ทั้งนี้ LINE TV ในฐานะแพลตฟอร์มวีดีโอออนดีมานด์ที่รวบรวมคอนเทนต์ซึ่งผ่านการคัดสรรมาแบบพรีเมียม และเอ็กซ์คลูซีฟ จึงมองเห็นโอกาสในการขยายความร่วมมือกับช่อง 8 ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีที่ LINE TV จะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ชมมากขึ้นซึ่งฐานผู้ชมของช่อง 8 เองก็มีมากกว่า 40 ล้านคน”

ความร่วมมือกับช่อง 8 ในครั้งนี้ถือว่าสอดคล้องกับการเป้าหมายในปี 2017 ที่ยังคงให้ความสำคัญกับอนเทนต์ประเภทละครและบันเทิง เพื่อที่จะรักษาฐานผู้บริโภคในปัจจุบัน โดย LINE TV และช่อง 8 ยังมีคอนเทนต์เพื่อรองรับความต้องการของผู้โภคกลุ่มใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ ที่ดูได้เฉพาะบน LINE TV เท่านั้นจำนวน 7 รายการ โดยนอกเหนือจากละครและรายการบันเทิงแล้วนั้น โดย  1 ไฮไลท์คือรายการมวยที่เอาใจคนชอบกีฬาอีกด้วย

 

นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมคนไทยที่ไม่ได้เสพคอนเทนต์บันเทิงเฉพาะบนจอทีวีอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบรับชมผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นตัวกลางเชื่อมให้เข้าถึงผู้บริโภคสะดวกและง่ายขึ้น ทำให้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับช่องทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น มองหาโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจออนไลน์ในรูปแบบใหม่ๆ รุกจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ที่ทรงอิทธิพลและมีศักยภาพทางการทำตลาด เป็นต้น เพื่อร่วมกันต่อยอดธุรกิจและเพิ่มมูลค่าคอนเทนต์ก่อให้เกิดรายได้มากขึ้น

ล่าสุด บริษัทฯ ได้ลงนามเซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ LINE ประเทศไทย มุ่งเสิร์ฟคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบเอาใจคอบันเทิงดูได้บนแอปพลิเคชั่น LINE TV ถือเป็นความร่วมมือช่วยส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจซึ่งกันและกัน โดยเฟสแรกได้นำคอนเทนต์สุดเอ็กซ์คูลซีฟ ได้แก่ ทรายย้อมสี, เดอะ เกสต์ ตีสนิทคนดัง, เสียงสวรรค์ฟันน้ำนม, ไฮไลต์รายการมวยอย่าง 8 แม็กซ์ มวยไทย, เดอะแชมเปี้ยน มวยไทยตัดเชือก, มวยไทยแบทเทิล ศึกค่ายชนค่าย รวมทั้งมิวสิควีดิโอเพลงดังเพลงฮิตมาให้ดูย้อนหลังได้ทุกที่ทุกเวลา เริ่มวันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไป และกำลังเตรียมเปิดตัว LINE Official Account  ภายในเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีแฟนคลับอาร์เอสทั้งในส่วนช่อง 8 และสาวกเพลง สนใจดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน LINE TV ส่งผลให้บริษัทฯ มีช่องทางสร้างรายได้รูปแบบประจำเดือน (Subscriber) เพิ่มขึ้น อันเป็นผลดีก่อให้เกิดรายได้รูปแบบยั่งยืน (Sustainable) ในอนาคตต่อไป ซึ่งมั่นใจว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะบริษัทฯ เป็นเจ้าของคอนเทนต์ที่มีฐานผู้ชมในวงกว้างทั่วประเทศอยู่แล้ว ขณะที่ LINE เป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือในเมืองไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้บริการมือถือทุกเครือข่ายโดยไม่มีข้อจำกัดของการใช้งานใดๆ ทำให้รับชมทุกที่ทุกเวลาเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น ที่สำคัญเป็นคอนเทนต์คุณภาพ มีลิขสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย

“สำหรับ LINE TV พาร์ทเนอร์ที่ช่วยสร้างคอนเทนต์ร่วมกันถือเป็นส่วนสำคัญ การทำงานกับหลากหลายพาร์ทเนอร์ ทำให้เราได้คอนเทนต์ที่หลากหลาย เพราะแต่ละพาร์ทเนอร์มีจุดแข็งที่ต่างกัน ทำให้เราเข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม โดย LINE TV ร่วมทำงานตั้งแต่เริ่มต้นคอนเทนต์ จนถึงการโปรโมทคอนเทนต์ การลงรายละเอียดทุกขั้นตอน ทำให้ทีมทราบข้อดี ข้อเสีย ในแต่ละครั้ง และรู้ว่าควรต้องปรับปรุงอย่างไร เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ในครั้งต่อๆ ไป” นายแดนกล่าวทิ้งท้าย

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/03/line-tv-bring-channel-8-exclusive-content-to-platform/

แอลจีชวนจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ย สร้างสมดุลให้ชีวิต พร้อมจัดทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เที่ยวไต้หวันกับอาจารย์คฑา สำหรับผู้โชคดีที่ซื้อ LG OLED TV

ศาสตร์แห่งการจัดบ้านหรือฮวงจุ้ยยังคงเป็นเรื่องราวที่ผู้คนให้ความสำคัญ ด้วยความเชื่อที่ว่า นอกจากจะช่วยนำสิ่งดีๆ มาสู่ที่อยู่อาศัยแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลชีวิตอีกด้วย

แอลจี ผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก ร่วมกับอาจารย์คฑา ชินบัญชร นักโหราศาสตร์ชื่อดัง แนะเคล็ดลับการจัดแต่งบ้านแบบง่ายๆ เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิต อาทิ  ตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดสมดุล มีรูปทรงที่แตกต่าง หลากหลาย เพื่อเกิดความสมดุลระหว่างพลังงานต่างๆ ภายในบ้าน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากกระจก เช่น ทีวี จะช่วยให้แสงสว่างผ่านได้ง่าย ส่งผลให้เกิดความสมดุล ของพลังหมุนเวียนภายในบ้าน นอกจากนี้ ควรวางทีวีในตำแหน่งที่ดีที่สุดของบ้าน ซึ่งแสดงถึงสัญลักษณ์ของพลังบวก อำนาจและบารมี นั่นคือบริเวณมุมซ้ายเมื่อมองจากประตูห้อง  และควรเลือกใช้ทีวีที่มีหน้าจอลักษณะแบนและตรง เพราะจะเกิดการสะท้อนพลังบวกออกไปน้อยกว่า ทำให้ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านได้รับพลังบวกได้มากขึ้น และสุดท้ายกับการเลือกใช้ทีวีที่ให้สีสัน สดใส คมชัด เสมือนจริง เพราะจะทำให้บ้านเต็มไปด้วยความสดใส นำพลังบวกเข้ามาในบ้าน

นอกจากนี้ แอลจียังได้จัดโปรโมชั่นใหญ่สุดพิเศษ ร่วมลุ้นทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟเสริมดวงชะตา เที่ยวไต้หวัน 4 วัน 3 คืน กับอาจารย์คฑา เมื่อซื้อ LG OLED TV เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกในการเสริมดวง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้เท่านั้น  เพียงลงทะเบียนผลิตภัณฑ์และข้อมูลผ่าน QR code หรือเว็บไซต์ www.lgpromotions-th.com/cny_promotion พร้อมแนบใบเสร็จการซื้อสินค้า

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศหรือติดต่อศูนย์ข้อมูลแอลจี 0-2878-5757 หรือ www.lg.com/th

from:http://mobileocta.com/lgs-home-according-to-feng-shui-life-balance-trips-organized-with-exclusive/

จากแคมเปญ #findBirdThongchai สู่การเปิดตัวอสังหาฯ ขนาดยักษ์ “Swan Lake Resident Khaoyai”

 

โปรเจ็คนี้เริ่มปรากฏบนหน้าสื่อจากแคมเปญ #findBirdThongchai ที่มีการชักชวนบรรดาแฟนคลับให้ทายชื่อสถานที่ที่ซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทยอยู่จนกลายเป็นกระแสใน Social Media จนสามารถสร้างตัวเลข 4 ล้าน Reach ได้ภายใน 7 วัน ล่าสุดก็มาเฉลยแล้วว่าสถานที่ที่ “เบิร์ด ธงไชย” ทยอยลงภาพอย่างต่อเนื่องนั้นคือ โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดยักษ์ “Swan Lake Resident Khaoyai” และตัวเขาก็คือ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญในงานนี้ด้วย 

นอกจากนี้ภายในงานแถลงข่าวยังได้เห็นการสลัดภาพผู้บริหารระดับสูงของ “มานิต อุดมคุณธรรม” ประธานกรรมการบริษัท  อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัดมาเป็น “ลุงมานิต” คนธรรมดาที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียว และ “ลุงมานิต” คนนี้ได้ลงมือปลูกป่ากว่า 4 หมื่นต้นบนพื้นที่ 200 ไร่ จนกลายมาเป็น “Swan Lake Resident Khaoyai” ที่สร้างความแตกต่างในหมู่โครงการอสังหาริมทรัพย์ย่านเขาใหญ่ได้ในที่สุด

โดยเบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์ กล่าวถึงการทำงานครั้งนี้ว่า “เบิร์ดมีความสุขในการทำงานกับคุณมานิตมาก เรามีอะไรคล้ายกัน คุณมานิตเป็นคนรักสุขภาพ เวลาตั้งใจทำอะไรก็จะทำให้สุดๆ ไม่น่าเชื่อว่าอายุ 70 กว่าแล้วแต่คุณมานิตสามารถเอาชนะความเจ็บป่วย และทำร่างกายจนแข็งแกร่งสามารถขี่จักรยานระยะ 100 กิโลได้อย่างสบาย ในขณะที่เบิร์ดก็ใส่ใจเรื่องสุขภาพ อะไรที่ดีจะทำ อะไรไม่ดีก็ตัดออก”

“ในเรื่องการรักธรรมชาติ คุณมานิตได้สร้างพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่มีต้นไม้ร่มรื่นมาก มีทะเลสาบเย็นสบาย ส่วนเบิร์ดก็รักต้นไม้ ทำบ้านใบไม้ซึ่งเป็นความฝันของเบิร์ดและแม่ และเบิร์ดก็ทำทะเลสาบรูปหัวใจให้แม่ เบิร์ดว่าเราสามารถหาความสุขง่ายๆ ได้จากต้นไม้และธรรมชาติรอบตัว”

การดึงเบิร์ด – ธงไชย แมคอินไตย์มาร่วมงานครั้งนี้สำหรับ “Swan Lake Resident Khaoyai” จึงอาจเป็นการจับคู่ที่ถูกตัว เพราะชื่อของเบิร์ด – ธงไชยยังคงสร้างปรากฏการณ์ได้ดีทั้งบนโลก Social Media และบนโลกแห่งความเป็นจริง แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ นอกจากชื่อของเบิร์ด – ธงไชยแล้ว ตัวโปรเจ็คยังสามารถขายได้ด้วยตัวเอง เพราะ “ลุงมานิต” ออกมาเผยว่า ยอดจองโครงการในเฟส 1 นั้น 25% มาจากลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับโครงการปกติ

“โดยทั่วไปแล้ว คนเราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์มักไม่ตัดสินใจทันที แต่จะไปพาพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิทมาช่วยกันดู ช่วยกันตัดสินใจ ว่าดีจริงไหม ควรซื้อไหม แต่สำหรับโครงการเรา 25% มาจากลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก และถือเป็นการตอบรับอย่างดี ซึ่งโครงการในเฟส 1 สามารถปิดการขายได้ถึง 80% และขณะนี้ได้เปิดเฟส 2 อีก 58 ยูนิต โดยเฟส 2 เป็นอาคาร 7 ชั้นตั้งบนที่ดินส่วนที่สูงที่สุดของโครงการ เพื่อให้ผู้พักอาศัยดื่มด่ำธรรมชาติและทัศนียภาพที่สวยงามของขุนเขาที่อยู่รายล้อมแบบพาโนรามาได้อย่างเต็มที่”

ด้านคุณรีน่า อุดมคุณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท Elysian Development จำกัด ผู้พัฒนาโครงการ Swan Lake Resident Khaoyai กล่าวว่า “แนวคิดของ Swan Lake Resident Khaoyai ค่อนข้างแตกต่างจากโครงการอื่น คือเราให้พื้นที่สีเขียวสวยงามขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่กว่า 40,000 ต้น อุโมงค์ต้นไม้ยาว 4 กิโลเมตร และยังสร้างสระบัวและลานสาละลังกาที่มีต้นสาละลังกากว่า 500 ต้น ทะเลสาบ 7 แห่ง และน้ำตกที่สวยงามอีก 4 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีลานสวนหินที่มีหินทรายขนาดใหญ่กว่า 10,000 ก้อน ลู่วิ่งและเลนจักรยานยาว 5 กิโลเมตร รวมทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตที่ช่วยสร้างชีวิตชีวาทั้งปลาคาร์ฟ ฝูงหงส์ ฝูงเป็ดแมนดาริน ขณะที่ทุกห้องได้รับการออกแบบให้มองเห็นวิวของเขาใหญ่ที่สวยงามแบบพาโนรามาโดยไม่บดบังกัน และมีจำนวนยูนิตทั้งโครงการเพียง 282 ยูนิตเท่านั้น”

นอกจากนั้นยังมีการสร้างโรงแรมภายในโครงการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พักอาศัยแบบครบวงจร ทั้งดูแลห้อง ทำความสะอาด ร้านอาหาร และโรงแรมยังจะทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ส่วนกลางรอบทะเลสาบใหญ่เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ส่วนนี้จะมีผู้ดูแลอย่างดีในอนาคตและยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้อยู่อาศัยอีกด้วย ทั้งหมดนี้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 8.4 ล้านบาท

ในวันที่โลกกำลังแข่งขันวิ่งสู่ความไฮเทค ความรวดเร็วทันใจ และความท้าทายจากการถูก Disruption บางทีก็รู้สึกดีเหมือนกันที่มีคนคอยบอกว่า จริง ๆ แล้ว ธรรมชาติอาจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์  เหมือนอย่างที่ “ลุงมานิต อุดมคุณธรรม” พยายามบอกกับเราตลอดสองชั่่วโมงของการแถลงข่าวครั้งนี้

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/02/findbirdthongchai-to-swanlake-resident-khaoyai/

ฟีเจอร์ Google Assistant จะเป็นเอกลักษณ์ของ Pixel เท่านั้น ส่วนอนาคตไม่แน่

หากใครที่ติดตามดูการเปิดตัวของเจ้า Google Pixel และ Pixel XL คงพอจะทราบกันดีครับว่ามันมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง Google Assistant ที่มีการนำ AI เข้ามาผสมผสานในการใช้งาน จนทำให้มีผู้ใช้หลายๆรายคิดว่าฟีเจอร์ฺนี้จะถูกเพิ่มเข้ามาให้ในอุปกรณ์ Nexus พร้อมการอัพเดท Android 7.0 Nougat แต่ทว่าข้อเท็จจริงอาจจะไม่เป็นเช่นนั้นครับ

โดยล่าสุดทาง Google ได้เปิดเผยออกมาแล้วว่าฟีเจอร์ Google Assistant นั้นจะเป็นฟีเจอร์แบบ Exclusive สำหรับเจ้า Pixel และ Pixel XL เท่านั้น…อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เพราะทางบริษัทได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าในอนาคตอาจเปิดฟีเจอร์นี้ให้เหล่า OEMs ทั้งหลายนำไปใช้ได้

maxresdefault

จากการยืนยันครั้งนี้ของ Google จะบอกว่าเป็นข่าวร้ายก็ไม่ใช่ จะบอกว่าเป็นข่าวดีก็ไม่เชิงครับ เพราะที่แน่ๆในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าผู้ใช้ไม่ซื้ออุปกรณ์ Pixel ก็ไม่โอกาสได้ใช้ฟีเจอร์ Assistant ดังกล่าวแน่นอน แต่ในอนาคตที่ไกลออกไปหากใครที่รอได้ก็มีโอกาสจะได้ใช้ฟีเจอร์นี้โดยไม่ต้องซื้อเจ้า Pixel นั่นเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าทาง Google จะตัดสินใจเปิดให้ OEMs นำไปใช้หรือไม่อีกด้วย

google-assistant-pixel

สรุปก็คือฟีเจอร์ Google Assistant จะถือเป็นเอกลักษณ์ของอุปกรณ์ Pixel และ Pixel XL ไปอีกพักใหญ่ๆครับ ซึ่งเหตุผลหลักของการกั๊กไว้ในครั้งนี้ของ Google ก็น่าจะเป็นเรื่องการขายของนั่นแหละครับ เพราะใครที่อยากใช้งานฟีเจอร์นี้และฟีเจอร์อื่นๆที่มีเฉพาะใน Pixel และ Pixel XL ก็ต้องซื้ออุปกรณ์มาใช้เท่านั้น ซึ่งหาก Google ปล่อยฟีเจอร์เอกลักษณ์ของอุปกรณ์ไปให้กับ OEMs ในตอนนี้เลย เชื่อว่า Pixel และ Pixel XL คงมียอดขายต่ำเตี้ยเรี่ยดินแน่ๆเลยครับ

from:https://www.appdisqus.com/2016/10/07/google-assistant-unique-to-the-pixel-for-the-foreseeable-future.html

ก้าวสู่ยุคที่ 4 ของ BUILK กับ Workflow Integrated Marketplace เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง

builk cover
ไผท ผดุงถิ่น หรือ คุณโบ๊ท

สำหรับใครที่เป็นผู้ใช้งาน BUILK.com หรือติดตามมาตลอด จะเห็นวิวัฒนาการของ BUILK ในแต่ละช่วงเวลา จากจุดเริ่มต้นของการเป็น Free Software as a Service ซอฟต์แวร์ให้ผู้รับเหมาก่อสร้างใช้ฟรีๆ เพื่อหวังยกระดับวงการก่อสร้าง จนในยุคต่อมาเป็น Cloud Source Data Construction เริ่มทำงานกับ Big Data ที่ได้มามากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ยุคที่ 3 Data Driven Marketplace คือ การใช้ข้อมูลทั้งหมดสร้าง Marketplace เรียกว่าเป็น e-Commerce เพื่อวงการธุรกิจก่อสร้าง โดยเชื่อมต่อไปธุรกิจใกล้เคียง เช่น ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง  โรงงานผู้ผลิตวัตถุดิบซัพพลายเชนต่างๆ จนกระทั่งถึงวันที่ BUILK ก้าวเข้าสู่ยุคที่ 4

นั่นคือ Workflow Integrated Marketplace คำที่หลายคนยังอาจจะนึกภาพไม่ออก และคนที่อธิบายได้ดีที่สุดคือ ไผท ผดุงถิ่น หรือ คุณโบ๊ท Principal Evangelist และ ผู้ก่อตั้ง BUILK.com อดีตนายกสมาคม Thai Tech Startup

builk1

วิวัฒนาการและความเป็นมาของ BUILK

ไผท เล่าว่า BUILK คือบริการฟรีๆ สำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะตัวเองอยู่ในธุรกิจนี้จริงๆ ถึงรู้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการภายใน เมื่อมีผู้รับเหมาก่อสร้างมาใช้งานมากขึ้น ทำให้ BUILK มองเห็นข้อมูลต่างๆ แบบ Real Time เห็นความต้องการใช้งานวัสดุและวัตถุดิบต่างๆ เห็น Waste ที่เกิดขึ้น และเริ่มเห็นแนวทางที่จะช่วยเหลือ

แต่เดิม BUILK อยู่ได้ด้วย Ads Support เป็นหลัก ข้อดีคือ สร้างความน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างตัดสินใจมาใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่ก็ต้องอาศัยการให้ความรู้ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมผู้รับเหมาให้มาใช้ระบบไอที แต่ Ads Support อย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงเกิดบริการ e-Commerce ในชื่อ Yello ขายวัสดุก่อสร้างราคาต่ำเพื่อสมาชิกของ BUILK โดยเฉพาะ เช่น ความร่วมมือกับ Milcon Steel บริษัทผู้ค้าเหล็กรายใหญ่ของไทย และ Tarad.com เว็บไซต์ด้าน e-Commerce

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดการขายวัสดุก่อสร้าง จะทำได้เฉพาะสินค้าหลักจากโรงงาน เช่น ปูน เหล็ก ไม้ หรือท่อ เนื่องจากปัญหาอยู่ที่ระบบ Logistics ถ้าสั่งจำนวนน้อย หรือสั่งแบบหลากหลายชนิดวัสดุ ไม่สามารถส่งของให้ได้ ดังนั้น BUILK ต้องลงไปสร้างระบบให้กับร้านวัสดุรับเหมาก่อสร้าง

13055426_1148635278514862_6791010629151776609_n
ความร่วมมือระหว่าง BUILK, Milcon และ Tarad.com

เปลี่ยนพฤติกรรมการทำงาน สร้าง Vertical Marketplace

สถานการณ์ในตลาดวัสดุก่อสร้าง มีร้าน Modern Trade เข้ามาให้บริการ แต่ก็เน้นรายย่อยทั่วไปมากกว่า เพราะไม่มีระบบสินเชื่อ แต่ร้านค้าวัสดุก่อสร้างก็ได้รับผลกระทบ จะปรับตัวไปทำออนไลน์ จำนวนมากก็ทำไม่เป็น นี่คือจุดที่ BUILK เข้ามาแก้ปัญหาให้ นั่นคือการสร้าง Marketplace แบบ B2B และต้องเป็นในเชิงลึกหรือเรียกว่า Vertical Marketplace ด้านนี้โดยเฉพาะ

ไผท บอกว่า ส่วนที่สำคัญของ BUILK คือ การสร้างพฤติกรรมผ่าน Workflow ให้กับผู้ใช้ เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง มีปัญหาเรื่องการบริหารงาน บริหารงาน BUILK จึงสร้างเครื่องมือขึ้นมาให้ คราวนี้ขยับมาที่ ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งเป็นธุรกิจข้างเคียง BUILK ต้องลงไปสัมภาษณ์พูดคุย เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง เพราะในฐานะผู้รับเหมาเป็นลูกค้าของร้าน แต่ไม่รู้ปัญหาแท้ๆ

ถ้าจะสร้าง Workflow เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการทำงานใหม่ ต้องรู้ pain point ที่แท้จริงก่อน ซึ่งจากการลงเก็บข้อมูล พบปัญหา 2 ส่วน คือ

  1. Stock – ไม่มีการเก็บสต๊อกสินค้าที่ชัดเจน ดูได้บ้างดูไม่ได้บ้าง
  2. Sale – มีวัสดุกว่า 10,000 SKU มีของที่นอนแช่อยู่เยอะ ขายไม่ได้ ทำให้เงินจม

ดังนั้น BUILK ต้องแก้เรื่อง การบริหารการขาย และการควบคุมสินค้าคงคลัง ให้กับร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และจับให้ ผู้รับเหมา กับ ร้านค้า มาเจอกัน

builk yello

จับคู่ผู้ซื้อ – ผู้ขาย ด้วย Workflow Integrated Marketplace

ความสำเร็จของ BUILK ที่ผ่านมา เพราะเป็นธุรกิจที่มีความเฉพาะมาก ต้องอาศัยคนที่เป็น Domain Expert จึงจะทำได้ และไม่ได้ทำแบบธรรมดา แต่ใช้วิธีถอยหลังกลับไปทำระบบเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้ตั้งแต่ Day 0 ถ้าเปรียบเทียบ BUILK จะมีลักษณะคล้ายกับ Freshket ซึ่งเป็น Workflow Integrated Marketplace ในธุรกิจอาหารสดและร้านอาหาร การทำ Marketplace ปกติคือ จับคู่ให้คนซื้อคนขายมาเจอกัน แต่ทั้ง BUILK และ Freshket ทำสิ่งที่เรียกว่า D ทัวร์ คือถอยกลับไปสร้างระบบ สร้างพฤติกรรมการใช้ นี่คือพลังของ Marketplace แบบ B2B

ไผท บอกว่า เมื่อ Modern Trade ไม่ปล่อยสินเชื่อให้ผู้รับเหมา แต่ร้านค้าวัสดุ สามารถปล่อยได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่า ผู้รับเหมาคนไหน มีความน่าเชื่อถือ ซึ่ง BUILK ช่วยรับรองให้ได้ ถ้าเป็นผู้รับเหมาที่ใช้ BUILK อยู่แล้ว ก็จะมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

13887008_10210575516087431_6046507300113638670_n
BUILK และ Freshket

ดังนั้นเมื่อผู้รับเหมาต้องการซื้อของ Yello สามารถตรวจสอบสินค้าที่ดีที่สุด ทั้งจาก Modern Trade 2 รายที่เป็นพันธมิตรกัน คือ บุญถาวร และ DOhome รวมถึง ร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ให้ผู้รับเหมาเลือกได้ตามความเหมาะสม ถือว่าเกิดประโยชน์กับทุกคน ลดต้นทุนได้ทั้งหมด

BUILK เข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมก่อสร้างทีละนิด มี Modern Trade หลายเจ้าอยากเป็นพันธมิตรด้วย ซึ่งในอนาคตคงต้องเปิดกว้าง แต่ช่วงทดลองเริ่มต้นมี 2 ราย คือ บุญถาวร และ DOhome ส่วนร้านค้าวัสดุก่อสร้างมีเสนอเข้ามา 120 ราย แต่ BUILK คัดเลือกไว้ 20 รายมาทดลองตลาด โดยจะมีซอฟต์แวร์สำหรับ ร้านวัสดุก่อสร้างออกมาให้ใช้งานช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และแน่นอนว่าในอนาคตจะต้องเปิดกว้างมากกว่านี้

13096166_10208761785982581_8771272544321616265_n

ทิ้งท้ายกับ BUILK

ไผท บอกว่า BUILK สร้างพฤติกรรมใหม่ให้กับผู้ใช้ สร้างมาตรฐานการใช้งาน และต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้ต่อเนื่อง มีแรงจูงใจ มีการเพิ่มความสามารถต่างๆ และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ เช่น ถ้ามีการใช้งานมากถึงระดับหนึ่ง จะเลื่อนเป็น Level Pro ที่ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

อีกส่วนหนึ่งคือ การสร้าง idol ในวงการ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับผู้รับเหมาและร้านวัสดุก่อสร้าง เป็นต้นแบบ เช่น เฮียเหมา, เจ๊จู ที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ระบบเข้ามาช่วยทำให้บริหารจัดการได้ดีขึ้น ทั้งหมดกลายเป็น BUILK ยุคที่ 4 Workflow Integrated Marketplace หรือแปลง่ายๆ ว่า Marketplace ที่พ่วงเครื่องมือช่วยในการทำงาน

อนาคตของ BUILK ยังไปได้อีกไกล แค่ธุรกิจใกล้เคียงที่ BUILK จะขยับเข้าไปในอนาคต และมีโอกาสทางธุรกิจสูง เช่น ธุรกิจผู้รับเหมาช่วง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ ธุรกิจรับตกแต่งภายใน

builk_logo

Credit Image: ภาพจากเฟซบุ๊ก ไผท ผดุงถิ่น

from:https://brandinside.asia/builk-workflow-integrated-marketplace-construction/

เจาะแนวคิด Digital Ventures Accelerator องค์กรควรทำอย่างไรเพื่อสนับสนุน Startup

dv

กระแส Startup ในบ้านเราได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม และเริ่มมีการเสนอมุมมองที่แตกต่าง ว่า Startup ไม่ได้ประสบความสำเร็จง่ายๆ อย่างที่คิด และอาจจะพบกับความล้มเหลวได้ง่ายๆ ถ้าขาดปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบสำคัญต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการสนับสนุนที่เรียกว่า Accelerator หรือศูนย์บ่มเพาะเพื่อให้ Startup แปรสภาพเป็น ผู้ประกอบการธุรกิจที่มีรายได้อย่างแท้จริง

Accelerator ที่ชัดเจนในไทย มีประมาณ 3-4 ราย เช่น dtac accelerate, True Incube, Krungsri RISE และ Founder Institute ซึ่งก็แตกต่างกันไปในแต่ละแห่ง รวมถึง Digital Ventures Accelerator หรือ DVA ที่กำลังเปิดรับสมัครถึงสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่ง Brand Inside ได้นั่งจับเข่าคุยกับ ชาล เจริญพันธ์ – Head of Accelerator ที่กำลังมุ่งมั่นกับ DVA แบบสุดๆ ได้มาเล่าให้ฟังถึงมุมมองในการทำ Accelerator ได้อย่างน่าสนใจ

charl

สร้าง Innovation ลงทุนใน “คน” เพื่ออนาคตธุรกิจ

ชาลบอกว่า การทำ Accelerator ก็เหมือนกับการทำ Innovation Center คือการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ เพื่อรองรับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือเพื่อแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และข้อดีอย่างยิ่งของ Accelerator คือ เป็นการลงทุนใน “คน” ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด

ดังนั้นจงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB และตั้งบริษัทใหม่ที่ชื่อ DV ขึ้นมา และลงทุนกับ “คน” เพื่อให้เกิดธุรกิจและบริการใหม่ๆ ในตลาด

สำหรับ DVA จะวางตำแหน่งให้แตกต่างจาก Accelerator ที่มีในตลาด โดยจะเน้นใน Stage สำหรับ Startup ที่มี 3 ส่วนต่อไปนี้

  1. เป็น Startup ที่ Base ในไทย (จะเป็นคนต่างประเทศก็ได้)
  2. มีสินค้าหรือบริการที่เป็นรูปร่างแล้ว
  3. เป็นสินค้าและบริการที่ขยายตลาดระดับ Regional หรือ Global ได้

13872850_1089864977767619_6307817834698566603_n

สนับสนุนการสร้าง Accelerator ให้มากขึ้น

DVA อยู่ระหว่างการรับสมัครและคัดเลือก Startup ที่สนใจเข้าร่วมโครงการของ DVA โดยจะเปิดรับประมาณ 10 ทีม แบ่งเป็นกลุ่ม FinTech ประมาณครึ่งหนึ่ง และเปิดสำหรับ Startup อื่นๆ อีกครึ่งหนึ่ง เพราะเชื่อว่า สุดท้ายความหลากหลายในโครงการ จะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้มากกว่าการจำกัดแค่ FinTech เพียงอย่างเดียว และยังสร้างการแข่งขันให้เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งกว่าเดิม รวมถึงเชื่อว่าทุกๆ Startup สุดท้ายต้องมีเรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม DV ต้องการสนับสนุนให้องค์กรขนาดใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม ก้าวออกมาทำโครงการ Accelerator ซึ่งเป็นการสร้าง Ecosystem ที่ดีให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม เช่น dtac accelerator และ True Incube ที่เปิดรับเพียงปีละ batch เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอในการปั้น Startup ใหม่ๆ

“Startup ที่เป็นกลุ่มคุณภาพจริงๆ มีโอกาสเติบโตเป็นธุรกิจที่มีรายได้ชัดเจน มีไม่เกิน 200 รายในประเทศไทย จากทั้งหมดประมาณ 2,500 รายที่เคยมีการสำรวจคร่าวๆ แต่มีโครงการ Accelerator ที่รองรับประมาณ 20-30 ทีมต่อปี ถือว่าน้อยเกินไป”

14053881_1099463520141098_7782263360269599066_o

DVA ขยายทำ Accelerator ปีละ 2 หน เพิ่มโอกาส Startup

เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับ Startup ในตลาดมากขึ้น DVA นอกจากจะสนับสนุนให้องค์กรต่างๆ หันมาทำโครงการ Accelerator แล้ว ยังเปิด DVA ปีละ 2 batch โดยใช้เวลา batch ละ 6 เดือน ซึ่งข้อดีของการที่ Corporate อย่าง SCB มาทำ Accelerator จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับ Startup ที่เข้าโครงการ ขณะที่ SCB เองก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จาก Startup

ที่สำคัญคือ DVA ไม่เร่งให้ Startup ต้องทำ Pitch เพราะรู้ว่า FinTech หรือ Startup บางราย อาจต้องการเวลาเป็นปี เพื่อให้พร้อมสำหรับการ Pitch จริงๆ อยากให้ Focus ที่ Product เป็นหลักให้มากที่สุด ดังนั้น แม้จะเข้าโครงการใน batch1 แต่อาจจะไป Pitch ที่ batch2 ก็ได้ ถ้า Startup ที่พัฒนาจนมีบริการที่ดี มีรายได้ มีลูกค้าแล้ว การ Pitch จะมีภาษีดีกว่า มีโอกาสเลือก VC มากกว่า

ชาล บอกว่า ส่วนตัวเชื่อว่า ตลาดประเทศไทย และภูมิภาคนี้ใหญ่พอ ที่จะสร้างให้ Startup ไทย ไปถึงระดับ Unicorn ได้ แต่ต้องอาศัยให้ Corporate ช่วยกันผลักดัน สร้างให้เกิดการใช้งานโดยคนไทย เป็นการ Fight back กับ Startup ต่างประเทศที่เข้ามา ซึ่งทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์ ชอบตลาดไทยมาก และส่ง Startup เข้ามาทำตลาดเพียบ

13938169_1099463510141099_1347653236672053894_o

ข้อแนะนำ “สิ่งที่ไม่ควรทำ” สำหรับ องค์กรที่สนใจทำ Accelerator

ชาล บอกว่า การจะเริ่มทำ Accelerator ต้องมองประโยชน์ที่จะให้กับ Startup เป็นหลัก เป็นเหมือนการลงทุน ส่วนองค์กรจะได้อะไรเป็นเรื่องของอนาคตในระยะยาว ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ควรมีคือ Domain Expert ในอุตสาหกรรมนั้นๆ และ ความเข้าใจใน Entrepreneurship ดังนั้น สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ

  1. อย่าให้คนใน Corporate มาทำ Accelerator เพราะ Startup ต้องการคนที่เข้าใจ ต้องการอิสระออกนอกกรอบ นี่คือเหตุผลที่ SCB จึงตั้ง DV ขึ้นมาดูแล และใช้คนนอกสายธนาคารเป็นหลัก
  2. อย่าทำเพื่อสร้างบริการแบบ Exclusive การ lock ให้ Startup อยู่กับองค์กรที่ทำ Accelerator จะเป็นการจำกัดการเติบโต และทำให้ Startup ตายในที่สุด ดังนั้นต้องเป็น non Exclusive แต่ใช้วิธีสร้าง Loyalty ให้เกิดขึ้นเอง
  3. อย่าทำเพื่อหวังข่าว PR ถ้าองค์กรที่ทำ หวังเพื่อให้เกิดข่าวว่า มีการสนับสนุน Accelerator ให้กับ Startup แบบนั้นรับรองว่าไปไม่รอด เพราะ Startup ต้องการเวลา ต้อง Focus กับ Product มากกว่าเรื่อง VC
  4. อย่ารีบมอง ROI อย่างที่บอกแล้วว่า การทำ Accelerator คือการลงทุนในระยะยาว ต้องให้ความช่วยเหลือ Startup จริงๆ และ Startup อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจนกว่าจะหา Core Business เจอ

13938040_1099463516807765_186353573176103040_o

สร้าง Startup Community ช่วยกันลุยตลาดโลก

การทำงานที่ DVA เริ่มต้นด้วยทีมงานหลัก 2 คน แต่มีเป้าหมายชัดเจนเหมือนกันว่า ต้องการสร้างให้ไทยมี Accelerator ระดับแนวหน้าของภูมิภาค และมี Community ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มี Alumni Network และทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกันคือ ผลักดันให้ Startup ไทยไปลุยตลาดโลก

from:https://brandinside.asia/digital-ventures-accelerator-corporate-for-startup/